กาแฟเนี่ยแหละ ที่ทำเรานมเล็ก!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/558388

โดย Cleo Thailand 12 ม.ค. 2559 16:01

 

เจอข่าวนี้แล้ว หันไปมองแก้วคาปูชิโน่ร้อนที่ตั้งบนโต๊ะข้างคอมพิวเตอร์ แก้วที่สองของวันนี้แล้ว!

ชีวิตสาวออฟฟิศเพิ่งจะกระจ่างก็วันนี้ ชัดเลยค่ะ! ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยหนักๆ โด๊ปคาเฟอีนเข้าไปแทบจะดื่มแทนน้ำ ก็งานมันเสร็จไม่ทัน ตาก็ต้องเบิ่งออกมาคิดงานหนิเนอะ เฮ้ออออออ เอาล่ะ พร้อมฟังข่าวร้ายกันรึยัง! เริ่ม!

มีการศึกษาจากประเทศสวีเดน ค้นพบเลยว่า การดื่มกาแฟเยอะๆ ทำให้น่มน๊มของเราหดเล็กลงได้จริงจริงงงงง!!!

คือเรื่องมันเริ่มมาจาก การทดลองในผู้หญิง 270 คน ตอนแรกแค่จะศึกษาความเชื่อมโยงของผู้หญิงที่หน้าอกใหญ่ กับความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านม แล้วก็เลยไปถึงความเชื่อมโยงระหว่างหน้าอกและกาแฟ เพราะเขาพบว่า ผู้หญิงที่ดื่มกาแฟวันละ 3 แก้ว ลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมได้ แล้วคนที่ชอบดื่มกาแฟมากๆ หลายคนจะมียีนตัวนี้นี่ล่ะ ที่ทำให้หน้าอกเราหดเล็กลงนิดๆ

แต่ถ้าคิดในแง่ดี นมเล็ก ก็เสี่ยงเป็นโรคมะเร็งเต้านมน้อยลง… เลือกเอาแล้วกัน ฮื้อ

“ถึงหน้าอกจะเล็กลง แต่มันก็ไม่ได้จะหายไปเลยหรอกจ้ะ” นักวิทยาศาสตร์คนนั้นปลอบใจเราเบาๆ…

ที่มา – Cleo Thailand
www.cleothailand.com

ฉี่เล็ด ปัญหาคาใจที่แก้ไขได้!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/561025

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ม.ค. 2559 05:15

 

ช่องคลอดปกติ – ช่องคลอดยื่นย้อย

ช่องคลอดไม่กระชับ!! นับเป็นปัญหากลัดกลุ้มของผู้หญิงเราที่ไม่กล้าจะหันหน้าไปปรึกษาใคร ต้องเก็บไว้เป็นปัญหาหนักใจ พออายุมากขึ้นจะส่งผลพวงให้เกิดภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรือปัสสาวะเล็ดนั่นเอง ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในการเข้าสังคม

นพ.วรพล สุขีวัฒนา เจ้าของด็อกเตอร์โทนี่คลินิก ขันอาสาช่วยแก้ปัญหา โดยบอกว่า ภาวะปัสสาวะเล็ด กลั้นไม่อยู่ควบคุมไม่ได้ เกิดขึ้นได้ในผู้หญิงเกือบทุกช่วงวัย โดยสาเหตุหนึ่งมาจากช่องคลอดไม่กระชับ สำหรับคนวัยสาวมักเกิดจากอุปนิสัยบางอย่าง เช่น ดื่มน้ำน้อย กลั้นปัสสาวะบ่อยๆ เป็นเวลานาน ทำให้กระเพาะปัสสาวะเกิดการบีบตัวผิดปกติ จนกลั้นไม่อยู่ ส่วนคนที่เคยตั้งครรภ์หรือเคยผ่าตัดมดลูกมาก่อน อาจมีการเสื่อมของหูรูดและการหย่อนยานของผนังช่องคลอด รวมทั้งบริเวณคอกระเพาะปัสสาวะปิดไม่สนิทเกิดอาการปัสสาวะรั่วออกมาได้

นพ.วรพล

ในวัยสูงอายุและประจำเดือนหมดแล้ว ฮอร์โมนเพศหญิงจะลดลง ทำให้เยื่อบุในท่อปัสสาวะขาดความยืดหยุ่น ระบบการปิดกลั้นของท่อปัสสาวะลดลง ทำให้ปัสสาวะรั่วซึมได้ อาการของปัสสาวะเล็ด ได้แก่ มีความรู้สึกว่าจะต้องปัสสาวะ แต่ไปได้ทัน หรือเวลา ไอ จาม มีปัสสาวะเล็ดออกมา ปัสสาวะราดโดยไม่รู้ตัว ปัสสาวะรดที่นอน หรือปัสสาวะหยดหลังปัสสาวะแล้ว ในการรักษานั้นมีอยู่ 3 วิธี คือ บำบัด รักษาทางยา และการผ่าตัด ผู้ที่มีอาการไม่มากสิ่งที่ช่วยได้ คือการฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ด้วยการขมิบหูรูด ลักษณะเหมือนตอนที่กลั้นปัสสาวะ ทำอย่างน้อยวันละ 100 ครั้ง แล้วเพิ่มจำนวนครั้งขึ้นเรื่อยๆ ถ้ามีอาการมาก จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด ตกแต่งขนาดของช่องคลอดให้เล็กลง (รีแพร์) ซึ่งเป็นวิธีที่เจ็บและแก้ปัญหาไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์

แต่ปัจจุบันมีโปรแกรมรักษากระชับช่องคลอด ที่เรียกว่า ThermiVa โดยใช้เวลาเพียงสั้นๆ ที่พัฒนาให้เหมาะกับการใช้งานในบริเวณเนื้อเยื่อช่องคลอด โดยจะส่งพลังงานไปกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ ภายในบริเวณเนื้อเยื่อโดยรอบ และตลอดแนวลึกของช่องคลอด ทำให้ผนังช่องคลอด หดเล็กลง และให้ความแข็งแรง กระชับตึง ลดอาการแห้งของช่องคลอด หลังจากทำการรักษา สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ หรือแม้กระทั่งการออกกำลังกาย.

ตั้งสติก่อนหยิบอาหารเข้าปาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/558357

โดย Women’s Health 11 ม.ค. 2559 16:01

 

บางครั้ง อาหารสมองจัดเป็นเรื่องที่ดีเอามากๆ เคล็ดลับจากผู้เชี่ยวชาญคือ ‘ต้องมีสติอยู่กับตัวเสมอ’ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า มันมีส่วนช่วยให้หุ่นผอมเพรียวยิ่งขึ้น

เซ็ตสมองใหม่

ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านยืนยันว่า วิธีขจัดปัญหาเหล่านี้อยู่ที่การทานอาหารอย่างมีสติ รู้ตัวอยู่ตลอดว่ากลืนอะไรลงท้องไปบ้าง หรือก่อนที่คุณจะป้อนอะไรเข้าปาก และต้องรู้ตัวตลอดทั้งมื้อ การมีสติจะช่วยให้คุณรู้เท่าทันปัจจัยภายนอกและภายในอยู่เสมอ และทั้งหมดนี้คุณไม่ต้องใช้ความพยายามในการเปลี่ยนหรือประเมินสิ่งต่างๆ ทั้งนั้น คุณแค่ต้องสังเกตให้เห็นสิ่งเหล่านั้น และไม่ปล่อยให้มันมารบกวนลักษณะการกินของคุณเอง

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเกิดอยากกินอะไรขึ้นมากะทันหัน จนต้องวิ่งไปเปิดตู้เย็นเพื่อควานหาอาหาร ยั้งใจไว้ก่อน แล้วถามตัวเองสักนิดว่าคุณรู้สึกอย่างไรในตอนนั้น ทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น คำตอบเป็นได้หลายอย่าง เช่น คุณรู้สึกขายหน้าที่ถูกหัวหน้าประจานระหว่างประชุมพนักงาน พอคุณรู้ถึงสาเหตุทุกอย่างแล้ว สามารถทำความเข้าใจถึงเหตุผลที่อยากจะหยิบช็อกโกแลตเข้าปากละก็ คุณจะควบคุมร่างกายให้กินแต่สิ่งที่จำเป็นได้ เมื่อใดที่รู้สึกว่าตัวเองเครียดมากๆ และรู้สึกอยากออกไปเดินเล่นดีกว่าเขมือบไอศกรีม บางครั้งคุณอาจคิดไปเองว่าร่างกายต้องการขนม แต่อันที่จริงแค่กินผลไม้สดก็น่าจะเพียงพอ

เริ่มต้นอย่างช้าๆ

ระหว่างพยายามฝึกวินัยในการกินอยู่นั้น ควรละนิสัยการกินจุบจิบซะก่อน วิธีง่ายๆ ที่จะสร้างแรงจูงใจก็คือวางอุปกรณ์ทุกอย่างที่ใช้ตักขนมเข้าปาก แล้ววางมือไว้บนหน้าตักระหว่างกิน ทำเป็นกิจวัตรจนกว่าจะติดเป็นนิสัย เมื่อชินแล้วคุณจะทำได้รวดเร็วขึ้นโดยอัตโนมัติ

PUT YOUR FOOD ON DISPLAY

เมื่อคุณยัดอาหารลงท้องติดต่อกันโดยไม่หยุดคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
(1) คุณเขมือบไม่หยุดจนกว่าพุงจะกาง
(2) คุณไม่รู้ตัวว่าสูบอาหารเข้ากระเพาะไปมากเท่าไหร่ “คนเราสามารถซึมซับแคลอรี่ได้มากกว่าปกติ ถ้าไม่สังเกตว่าสิ่งที่กินเข้าไปมีอะไรบ้าง” เลสลีย์ ลูธส์ (Lesley Lutes) รองศาสตราจารย์ประจำสาขาจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยอีสต์ คาโรลิน่า กล่าวว่า ภาพอาหารและปริมาณเมนูนั้นๆ อาจทำให้คุณอิ่ม ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะกินเยอะหรือน้อยแค่ไหน ให้ใช้จานหรือไม่ก็ถ้วยเป็นภาชนะแทน ทริกอีกอย่างหนึ่งก็เช่น เหลืออาหารไว้บนจานสักนิด จากนั้นไม่นานจะเริ่มตาสว่าง ว่าไม่ควรตัดสินว่าตนเองอิ่มต่อเมื่ออาหารบนจานหมดแล้ว

กำจัดสิ่งล่อตาล่อใจทั้งหลาย

คนเราต่างก็อาศัยอยู่ในโลกที่สามารถทำงานหลายๆ อย่างพร้อมกันได้นับว่าน่าทึ่งและสมควรใส่เข้าไปในประวัติการทำงาน แต่การกินไปด้วยทำงานไปด้วย ตอบอีเมลหรือทำกิจกรรมอื่นๆ วุ่นวายไปหมด เป็นปัจจัยผลักดันให้กินเยอะกว่าที่ควรเป็น ผลศึกษาที่พิมพ์ลงใน American Journal of Clinical Nutrition ย้ำว่าคนที่เล่นไพ่ระหว่างกินอาหารเที่ยงจะรู้สึกว่าตัวเองอิ่มน้อยกว่า คนที่กินโดยไม่มีอะไรขัดจังหวะ โดยคนกลุ่มแรกมักกินคุกกี้เยอะกว่าคนกลุ่มที่สองมากๆ หลังจากอิ่มมื้อเที่ยงเพียงครึ่งชั่วโมงให้หลัง ดังนั้นคุณต้องแน่ใจว่าตัวเองมีสมาธิอยู่กับการกินเพียงอย่างเดียว ไม่สนโทรทัศน์ แทบเล็ต โทรศัพท์ หรือเอาหนังสือออกจากโต๊ะจนกว่าจะกินข้าวเสร็จ

ขอบคุณอาหารตรงหน้า

ฟังแล้วเหมือนนอกเรื่องไปหน่อย แต่ก่อนลงมือกินหรืออยู่ในระหว่างมื้ออาหาร ลองใช้เวลาสักครู่คิดย้อนไปว่า อาหารตรงหน้ามาจากไหน จินตนาการว่าแอปเปิลในมือคุณงอกจากเมล็ดจนกลายเป็นผลไม้อย่างที่เห็น จากนั้นจึงผ่านกระบวนการต่างๆ จากสวนจนมาอยู่บนโต๊ะอาหาร ยิ่งกว่านั้น มันง่ายที่จะค้นหาแหล่งกำเนิดของอาหารสดๆ มากกว่าอาหารผ่านกระบวนการผลิต ทำเอาคุณรู้สึกแปลกๆ ที่จะนึกถึงก็เป็นได้ นี่แหละตัวช่วยให้คุณเลือกกินอาหารสะอาดกว่าแทน

มโนว่าเป็นนักวิจารณ์อาหาร

พยายามหาความแตกต่างของรสชาติอาหารทุกจานแม้เพียงเล็กน้อย รวมถึงความอร่อยที่ได้ลิ้มลอง “ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคุณกัดเนื้อองุ่น น้ำภายในเกิดกระเซ็นออกมา นี่คือสัมผัสที่คุณพลาดไม่ได้ หากแค่หยิบองุ่นเต็มกำมือเข้าปากในคราวเดียวกันเยอะๆ สรุปแล้วคุณต้องหมั่นสังเกตองค์ประกอบและกลิ่นของขนม รวมถึงความคิดที่ผุดขึ้นมาระหว่างกินด้วย

ที่มา – Women’s Health Thailand
www.womenshealththailand.com
นิตยสาร Women’s Health ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2015

ถึงเวลาต้องเอาวิตามินบีรวม กลับมากินใหม่มั้ย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/560317

โดย หมอดื้อ 10 ม.ค. 2559 05:01

 

วิตามินบี เช่น บี 1–6–12 แต่ก่อนจะให้ทานกันเป็นประจำทั่วไป ในเด็ก ผู้ใหญ่ และคนป่วยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ในระยะเวลาที่ผ่านมาไม่กี่ปี ปรากฏว่ามีการถอดวิตามินบีออกจากรายการยาที่ไม่เสียเงินที่จ่ายแก่คนป่วยและประชาชนทั่วไป และต้องระบุสาเหตุที่ต้องเบิกจ่าย

ทั้งนี้นัยว่า ในคนไทยอาหารการกิน ผักผลไม้ก็ยังอุดมสมบูรณ์พอควร และเป็นไปไม่ได้ที่จะขาดวิตามินจนเกิดโรค อีกทั้งความเชื่อที่ว่า วิตามินบี 12 และวิตามินโฟลิค (บี 9) สามารถป้องกันเส้นเลือดตีบได้ (ปี 2000) ก็ถูกหลักฐานโต้แย้ง รวมทั้งการที่อาการชาจากเส้นประสาทผิดปกติ เช่น จากเบาหวาน วิตามินไม่สามารถรักษาได้

ที่กล่าวมานั้นถูกต้อง จนหมอมาเจอคนป่วยแขนขาชา อัมพาต อ่อนแรง หัวใจวาย จากการขาดวิตามินบี 1 ในปีนี้เอง (อ่านหมอดื้อ ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 8 พ.ย.2558) ทำให้ต้องคิดใหม่ว่า การกินอาหารของเราในปัจจุบัน บิดเบี้ยวไปจนเกิดเป็นโรคที่เกิดจากการขาดวิตามินได้จริงๆและโยงย้อนกลับไปยังวิตามินบี 12 ที่เกี่ยวกับโรคสมองเสื่อม

โรคสมองเสื่อมอันมีอัลไซเมอร์เป็นพระเอกสำคัญ เป็นโรคน่ากลัว

ทั้งนี้ทั้งนั้น เนื่องจากป้องกันก็ไม่ได้ เมื่อเป็นไปแล้วอาการจะค่อยๆเลวร้ายลงเรื่อยๆ กล่าวคือเริ่มจากความจำสั้นเรื่อยไปจนถึงความผิดปกติทางความคิด ความอ่าน การใช้ภาษา การตัดสินใจ จนช่วยตัวเองไม่ได้ แม้แต่กระทั่งแต่งตัว ทานข้าว เข้าห้องน้ำ และมีอาการผิดปกติของการเคลื่อนไหวและอารมณ์แปรปรวน

ยาต่างๆนานาที่มีในขณะนี้ล้วนแล้วแต่เป็นยาช่วยทางอ้อม ในการกระตุ้นสมองให้กระชุ่มกระชวย ไม่ได้ช่วยแก้ไขสาเหตุ ทั้งนี้ โดยหวังว่าจะทำให้ผู้ป่วยสามารถทำกิจวัตรประจำวันต่างๆและช่วยเหลือตนเองได้มากขึ้นและจะสามารถบรรเทาอาการที่เกี่ยวกับจิต อารมณ์แปรปรวนได้ ซึ่งทำให้ลดภาระของผู้ดูแลได้

ยาที่ใช้กันทั่วโลกในขณะนี้อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า Cholinesterase Inhibitor ซึ่งทำให้สาร Acetylcholine เพิ่มในสมอง และเป็นยาที่ถูกยอมรับให้ใช้ทั่วโลก ปรากฏว่า ยาในกลุ่มนี้ไม่มีผลต่อการชะลอการดำเนินของโรคสู่ระยะที่ต้องการคนช่วยตลอดเวลาในการทำกิจวัตรประจำวัน หรือช่วยเหลือในการเคลื่อนย้ายจากเตียงหรือเก้าอี้ได้ไม่มาก

ทั้งนี้ไม่รวมถึงผลข้างเคียงจากตัวยาเอง ซึ่งอาจทำให้บางรายมีความดันโลหิตต่ำ หัวใจเต้นผิดปกติ หกล้ม กระดูกหัก และบางรายแทนที่จะช่วยบรรเทาอาการทางจิตอารมณ์ กลับมีลักษณะแปรปรวนมากขึ้น หรือมีภาพหลอน ทำให้กลับต้องใช้ยาโรคจิต ซึ่งมีผลข้างเคียงคือเกิดอาการเคลื่อนไหวผิดปกติ สั่น แข็งเกร็งของกล้ามเนื้อ หรือมีอาการของโรคพาร์กินสัน อัตราที่ผู้ป่วยต้องเข้าสถานพักฟื้นคนชรา

ในต่างประเทศ (วารสาร Archives of Internal Medicine 2009 และ Lancet 2004) หลังจากที่ใช้ยาไป 3 ปี เท่ากับกลุ่มที่ไม่ได้รับยา และอาการทางพฤติกรรม จิต อารมณ์ ก็ไม่ได้ดูดีกว่ากลุ่มที่ใช้ยา จากที่กล่าวทั้งหมด จะเห็นได้ว่าทั้งคนไข้และหมอเองไม่มีทางเลือกมาก

รายงานของผู้วิจัยมหาวิทยาลัย Oxford โครงการชื่อ “VITACOG” (วารสาร PLoS One 2010) ซึ่งมีการติดตามผู้สูงอายุปกติที่แข็งแรงดี อายุมากกว่า 70 ปี จำนวน 271 คน และแบ่งเป็นกลุ่มได้วิตามิน B รวมและมี B12 ขนาดสูงมากกว่าปริมาณตามปกติ 300 เท่า (B12 ขนาด 0.5 มก./วัน; B6 ขนาด 20 มก./วัน และ Folic acid 0.8 มก./วัน) และกลุ่มที่ได้ยาหลอก (Placebo) โดยไม่มีใครทราบว่าคนไหนได้วิตามินหรือได้ยาหลอก และทำการติดตามใน 2 ปี ทำการตรวจคอมพิวเตอร์สมองแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) อย่างละเอียดด้วย

โดยวิเคราะห์ปริมาณของเนื้อสมองเป็นระยะใน 85 รายที่ได้วิตามินจริงและ 83 รายที่ได้ยาหลอก อัตราเฉลี่ยของเนื้อสมองฝ่อต่อปีในกลุ่มได้วิตามินมีค่าเท่ากับ 0.76% (0.63–0.90) เทียบกับ 1.06% (0.94–1.22) ในกลุ่มได้ยาหลอก

และเนื่องจากการได้วิตามินจะทำให้ของเสียในเลือดที่ชื่อว่าสารโฮ–โมซิสเทอีน (homocysteine) ต่ำลงด้วย เมื่อทำการวิเคราะห์ผลของการชะลอหรือป้องกันสมองฝ่อในกลุ่มที่มีปริมาณของเสียที่มากในเลือด (มากกว่า 13μ mol/L) จะพบว่าวิตามินยิ่งแสดงประโยชน์มากขึ้น โดยมีอัตราสมองฝ่อน้อยกว่ากลุ่มไม่ได้วิตามินถึง 53% การทดสอบประสิทธิภาพความเฉลียวฉลาด (Neuropsychological testing) ในด้านต่างๆ ทั้งความจำ สมาธิและการปฏิบัติ (episodic และ semantic memory, executive function และ selective attention) ปรากฏผลพ้องต้องกันกับปริมาตรสมองที่ฝ่อ กล่าวคือ กลุ่มได้วิตามิน ความเฉลียวฉลาดไม่ได้เลวลง หลังจาก 2 ปีไปแล้ว ในขณะที่กลุ่มไม่ได้วิตามิน สติปัญญาเลวลงอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ ความเสื่อมถดถอยของปัญญาไม่ได้ขึ้นกับอายุ เพศ ระดับการศึกษา หรือพันธุกรรม ที่จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอัลไซเมอร์ (Apo-lipo protein E ε4) และผลดีของวิตามินต่อสติปัญญาจะเห็นได้ชัดในกลุ่มที่มีสารพิษมากในเลือด โครงการ VITACOG ได้รายงานซ้ำในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences (USA) (2013) ยังยืนยันผลดีเช่นเดิม

การศึกษาก่อนหน้านี้ชื่อ NORVIT ไม่พบผลดีในการป้องกันสติปัญญาที่จะเสื่อมลงเมื่ออายุมากขึ้น (วารสาร นิวอิงแลนด์ 2006) และในปี 2014 มีรายงานจากคนละคณะของมหาวิทยาลัย Oxford (American Journal of Clinical Nutrition) ว่าไม่มีผล ซึ่งได้มีการโต้แย้งในหลักฐานจากคณะวิจัยก่อนหน้า ตีพิมพ์ในปี 2015

ในอนาคต วิตามินจะดีจริง ออกหัว ออกก้อย อย่างไรก็ตาม ราคาค่างวดแน่นอนถูกกว่ายาสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ที่กล่าวข้างต้น ซึ่งตกอย่างน้อย 5,000–9,000 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ วิตามินขนาดสูงมีผลิตในประเทศไทยมีราคาประมาณ 2–3 บาทต่อวันเท่านั้น.

หมอดื้อ

มาดื่ม Vodka เพื่อสุขภาพกันเถอะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/556268

โดย Playboy Thailand 8 ม.ค. 2559 16:01

 

Vodka ถือเป็นอีกเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมจากนักดื่มทั่วโลก แต่แน่นอนว่ามันยังมีอีกหลายสิ่ง ที่นักดื่มหลายคนยังไม่รู้ และนี่คือสิ่งที่หลายคนที่แม้ว่าจะชอบดื่ม Vodka แต่อาจจะไม่รู้เกี่ยวกับเครื่องดื่มประเภทนี้ก็ได้

1. กินแล้วไม่อ้วน

เชื่อสิว่าทำได้ โดยทุกๆ ชอตของ Vodka ประมาณ 1.5 ออนซ์ จะมีแคลอรีเพียง 90 แคลอรีเท่านั้น และถือเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่กี่ประเภทเท่านั้นที่มีแคลอรีต่ำ ซึ่งจากการเปิดเผยของกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา พบว่า ในเบียร์ส่วนใหญ่ที่ขายอยู่ในตลาด จะมีจำนวนแคลอรีมากถึง 153 แคลอรี และ Vodka ในตลาดมีเพียง 64 เท่านั้น และเมื่อต้องดริงก์ การเลือก Vodka แบบเพียวๆ หรือผสมกับโซดา แทนที่จะเป็นเบียร์ หรือคอกเทลหวานๆ จะช่วยคุณในเรื่องการควบคุมน้ำหนักได้

2. ช่วยลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์

มหาวิทยาลัย Loyola ในชิคาโก วิจัยเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 1977 จากการหาความสัมพันธ์ของกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 365,000 คน กับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ โดยมีผลการศึกษามากถึง 143 งานวิจัยที่ยืนยันเรื่องนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มตัวอย่างที่ดื่มเหล้าอย่างพอเหมาะ เพราะมีโอกาสที่เซลล์ต่างๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะสมอง จะซ่อมแซมหรือฟื้นตัวนั้น ทำได้ดีกว่าพวกที่ดื่มอย่างหนัก หรือดื่มทุกวันถึง 23%

3. ช่วยลดความเครียด

เชื่อหรือไม่ แต่มีงานวิจัยหลายชิ้น ชี้ว่า Vodka เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยทำให้ผู้ดื่มผ่อนคลาย และลดความเครียดได้ ซึ่งจากรายงานของ Journal of Psychopharmacology ระบุว่า Vodka เป็นเครื่องดื่มที่ทำหน้าที่ในการลดความเครียดของร่างกาย และสมองได้ดีกว่าเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ประเภทอื่นๆ รวมถึงไวน์แดงด้วย

แต่นั่นหมายความว่า ต้องดื่มในระดับที่พอเหมาะ ไม่ใช่เมาแบบหัวราน้ำ โดยการดื่มวันละชอตสำหรับผู้หญิง และ 2 ชอตสำหรับผู้ชาย จะช่วยทำให้ลดความเสี่ยงของการเกิดหัวใจวายได้ด้วย

4. เป็นเครื่องดื่มที่ปราศจาก Gluten

แม้ว่า Vodka จะผลิตจากธัญพืชที่มีแนวโน้มว่าจะมี Gluten ตามธรรมชาติ แต่ทว่า Vodka มีหลากหลายแบบ และใช้วัตถุดิบในการผลิตที่หลากหลายตามสูตร และสไตล์ของแต่ละยี่ห้อ ซึ่งบางยี่ห้อใช้ข้าวโพด มันฝรั่ง หรือแม้แต่องุ่นในการผลิต ซึ่งทำให้ Vodka เหล่านี้ไม่มี Gluten ผสมอยู่ เหมือนกับ Vodka ที่ผลิตจากธัญพืช ดังนั้น ก่อนดื่มควรดูก่อนว่า Vodka ที่หยิบมานั้นผลิตมาจากอะไร

ที่มา – Playboy Thailand
www.playboy.co.th
www.facebook.com/playboythailand

อย่าคิดว่ามันโอเค! 5 พฤติกรรมชายสุดยี้ ทำเลดี้ ‘เซ็งเป็ด’ ส่ายหน้าหนี !

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/558292

โดย FHM 8 ม.ค. 2559 15:05

 

ใครๆ ก็มีจุดบอดด้วยกันทั้งนั้น แล้วจุดบอดของคุณล่ะ? โดยเฉพาะหนุ่มๆ ถ้ายอมรับความจริงได้ก่อน ลดศักดิ์ศรีที่ถืออยู่ และยอมอ่อนข้อลงมือเปลี่ยนแปลงในทันที เชื่อสิว่า เธอจะแอบกรี๊ดกับความใจเด็ดของคุณ!!

1. ผู้ชายที่ชอบหนีเธอไปดูดบุหรี่  


ราวๆ ร้อยละ 25 จากผลการสำรวจ นับเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้สาวๆ ถอยออกห่าง เพราะผู้หญิงคิดว่าการ ‘ติดบุหรี่’ ของผู้ชายมักจะทำให้เขาติดอย่างอื่น (ในด้านไม่สู้ดีนัก) ตามไปด้วย เช่น การพนัน แอลกอฮอล์ สารเสพติด หรือกระทั่งติดสาวอื่น ฯลฯ ทั้งๆ ที่ผู้ชายคิดว่าสิ่งนี้ มันช่างเท่ และปลดปล่อยความเครียดได้พร้อมๆ กัน ทว่าหารู้ไม่ มันเป็นสิ่งที่ผู้หญิงอยากจะหนีไปให้ไกลๆ ไม่อยากพบเจอ ส่วนคุณผู้ชายที่ติดงอมแงมแล้วอยากจะเลิก แต่ไม่รู้จะเลิกบุหรี่ได้ยังไง ลองเลิกเพราะเหตุผล “รักคนใกล้ตัวมากกว่าตัวเอง” ดูสิ … สิ่งนี้อาจทำให้คุณดูเท่พอๆ กับการเริ่มต้นสูบก็ได้ !

เลิกสูบบุหรี่เพื่อคนที่คุณรัก !

2. ผู้ชายจอมเขมือบ 


หนุ่มบางคนหน้าตาดีถึงดีมาก มีฐานะ มีการศึกษา มีชาติตระกูลเพียบพร้อม แต่ติดอยู่อย่างคือ เรื่องการกินเขมือบ เพราะคุณผู้หญิงเห็นว่า “คนที่กินเยอะมักขาดระเบียบวินัย” คำนึงปากท้องตัวเองเป็นหลัก แถมไม่ดูแลรักษาร่างกายตัวเองให้ดี แล้วอย่างนี้จะมาดูแลเธอได้ยังไง!! (แต่ถ้าอ้วนหลังจากจีบเธอติด หรือฝ่ายหญิงก็อ้วนเช่นกัน อันนี้คนละประเด็น!) คงไม่ต้องรอให้เธอลงดาบ พร้อมก่นด่าตัวเองว่าเป็นเพราะอะไรๆๆ เธอถึงชิ่งจากคุณไป คุณยังไม่รู้ตัวเองอีกหรือ … ก็เพราะคุณกินเยอะจนไม่ไว้หน้าเธอเลยยังไงเล่า! ขืนยังเป็นแบบนี้นิสัยเสียอย่างอื่นจะตามมาขบวน (ขี้น้อยใจ ไม่ชอบออกกำลังกาย ล้มเลิกอะไรได้ง่ายๆ สมาธิสั้น ฯลฯ)

รู้ไหมว่า ทัศนคติระหว่างคนรักษาร่างกายกับคนกินเยอะนั้นแตกต่างราวฟ้ากับเหว ตัดสินใจ 5 วินาทีลองไปฟิตเนสดูสิ ไปเห็นของจริงเลย แล้วทัศนคติของคุณจะเปลี่ยนไป เคยสังเกตไหมทำไมนักฟุตบอลแต่ละคนถึงมีแฟนสวยเซ็กซี่หยดย้อยขนาดนั้น โดยไม่ต้องมีชาติตระกูลเพียบพร้อม คิดได้แล้วก็เริ่มเช็กหุ่นตัวเองกันซะตอนนี้เลย !

เขมือบมันซะทุกอย่างเลย …

3. ผู้ชายขาเหวี่ยง 


จ้องแต่จะโวยวายเสียงดัง หงุดหงิด ถามอะไรนิดๆ ก็สบถออกมาเป็นคำๆ บางครั้งเธออยู่ด้วยก็ไม่วายมักทำให้เธอเผลอสะดุ้ง ถ้าวันหนึ่งเธอเกิดทำให้ท่านชายไม่พอใจ แล้วเธอจะถูกด่าว่าอะไรล่ะ ? อีนั่นอีนี่อย่างนี้หรือเปล่า ? เธอจะไม่ต้องกลายเป็นผู้หญิงที่คอยรองรับอารมณ์หนุ่มๆ หรอกหรือยังไง อย่างไรก็ดี อาการหุนหันพลันแล่นนี้สามารถรักษาให้หายได้ อาจเริ่มต้นด้วยจากการฟังเพลงคลาสสิก หรือไม่ก็ลองลงเรียนดนตรีแบบจริงๆ จังๆ หรือเข้าศูนย์ปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิสำรวจจิตใจ (ข้อหลังนี้อาจยากไปสักหน่อย) รับรองได้ว่า คุณจะมีสติ-ใจเย็นลงได้เยอะ เธอจะได้มีชีพจรสงบๆ เมื่อได้อยู่ใกล้คุณ และคิดว่าคุณไม่ใช่สิ่งที่น่าหวาดผวาสำหรับเธออีกต่อไป …



4. ผู้ชายขี้บ่น


ผู้ชายประเภทนี้ติดอันดับผู้ชายที่น่าเบื่อมากที่สุดในโลก เพราะปกติผู้หญิงมักมีนิสัยนี้อยู่แล้ว เมื่อคนขี้บ่นโคจรมาหากัน ก็เหมือนกับพึมพำต่อปัญหาจนมองไม่เห็นทางออกด้วยกันทั้งคู่ เพราะต่างฝ่ายต่างคอยจะพูดเรื่องของตัวเอง เธอก็จะเริ่มรู้สึกเซ็งเหมือนได้เจอคู่แข่ง จากที่เคยเป็น “นักพูด” ก็ต้องเปลี่ยนมาเป็น “นักฟัง” ซึ่งนั่นก็ต้องใช้เวลาปรับตัวพอสมควรล่ะ แต่อาจจะแก้ด้วยวิธีดื่มน้ำดักคอเมื่อมีเรื่องอยากพูด ฝึกกลั้นหายใจได้เป็นเวลานานๆ ฟังเพลงช้าให้มากๆ งดฟังเพลงแร็พหรือฮิพฮอพชั่วคราว อาการขี้บ่นของหนุ่มคนนั้นก็น่าจะทุเลาลง

ขี้บ่นจนเป็นนิสัย !

5. ผู้ชายที่เป็นผู้นำแบบสุดโต่ง


แสดงออกถึงความเป็นผู้นำ หรือส่งสัญญาณว่า “ผมสามารถปกป้อง ดูแลคุณได้นะ” ถือเป็นพฤติกรรมปกติของผู้ชาย แต่เมื่อเวลาผ่านไป ภาวะความเป็นผู้นำจากที่เคยเป็นข้อดีกลับกลายเป็นข้อเสียซะงั้น เข้าข่ายนำไปซะทุกอย่างจนกลายเป็นชายขี้เอาแต่ใจ! เมื่อเธอเสนอความเห็นอะไรก็มักคิดว่าเป็นการลดบทบาทความเป็นผู้นำของตัวเองลงไป จึงไม่ฟัง หรือหาเรื่องทะเลาะมันไปซะเลย ดังนั้นทางออกที่จะทำให้เธอรักคุณไปนานๆ ก็คือ ลองปล่อยให้เธอนำคุณบ้าง เปลี่ยนทัศนคติในตัวคุณซะใหม่ให้เธอมีส่วนร่วมอะไรหลายๆ อย่าง อย่าเอาแต่ความคิดของคุณเป็นที่ตั้ง ลองเล่นบทบาทผู้ตามที่น่ารักดูบ้าง เผื่อคู่รักอื่นๆ จะแอบอิจฉาคุณเล่นยังไงล่ะ!

ที่มา : fhm.in.th

โรคไบโพลาร์ (ตอนที่ 4) การรักษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/549400

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 8 ม.ค. 2559 05:30

 

นอกเหนือจากสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ หากจะไม่กล่าวถึงวิธีการรักษาก็คงจะไม่ได้ เพราะการรักษาถือเป็นสิ่งสำคัญ การกินยาเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาหลัก โดยแพทย์จะจ่ายยาร่วมกับการช่วยเหลือให้คำปรึกษา ทางจิตใจ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยปรับตัวให้เข้ากับสังคมและจัดการกับปัญหาต่างๆ ในชีวิตได้ดีขึ้น

สำหรับอาการระยะเมเนีย ยาที่นิยมใช้ ได้แก่ ลิเทียม (Lithim) วาลโปรเอท (Valproate) และคาร์บามาซีปีน (carbamaxepine) โดยยา 2 ชนิดหลังเป็นยากันชักที่พบว่าสามารถใช้รักษาโรคนี้ได้ดี ส่วนการออกฤทธิ์ของยาอาจต้องใช้เวลา 1–2 สัปดาห์ขึ้นไป ในบางคนที่มีอาการทางจิตหรือวุ่นวาย จิตแพทย์อาจให้ยารักษาเพื่อคุมอาการ ซึ่งยารักษาอาการทางจิตขนานใหม่ๆ สามารถใช้รักษาโรคนี้ได้เช่นกัน

ส่วนอาการระยะซึมเศร้าแพทย์จะรักษาด้วยยาแก้ซึมเศร้า ร่วมกับยาป้องกันอาการเมเนีย เนื่องจากผู้ป่วยบางรายหากกินยาแก้ซึมเศร้าขนานเดียว อาการอาจพลิกกลับไปเป็นเมเนียได้ โดยทั่วไปจะให้ผู้ป่วย กินยานานประมาณ 2 ปี เพราะหากหยุดยาเร็วจะมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำสูง ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงแพทย์อาจให้ยานานถึง 5 ปี บางคนที่มีประวัติทางพันธุกรรมหรือเป็นหลายๆ ครั้ง อาจต้องกินยาไปตลอดชีวิต

การปฏิบัติตัวที่สำคัญสำหรับโรคนี้ ได้แก่ การกินยาอย่างสม่ำเสมอ และการรักษาสมดุลในการดำเนินกิจวัตรประจำวัน ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือเรื่องการนอน จากการศึกษาพบว่าการนอนน้อยติดต่อกันหลายวันทำให้อาการแกว่งไกวได้ จึงควรเข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลา หลีกเลี่ยงการนอนดึกและการดื่มสุรา

ไม่ว่าอาการจะอยู่ในขั้นไหน สิ่งที่ดีที่สุดก็คือการเฝ้าระวังและสังเกตอาการของคนรอบข้าง หากผิดปกติไปจากเดิม สิ่งที่ทำได้ในระยะแรกก็คือนำผู้ป่วยรายนั้นไปปรึกษาแพทย์ เพื่อจะได้เป็นการเยียวยาตั้งแต่ เริ่มต้น การมีสุขภาพที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจเป็นสิ่งที่โชคดีที่สุด ดังคำกล่าวที่ว่า “การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” พบกันใหม่ในศุกร์สุขภาพในสัปดาห์หน้า

รองศาสตราจารย์นายแพทย์มาโนช หล่อตระกูล
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

5 ลีลาเมกเลิฟที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ “ไม่โอเค”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/556233

โดย FHM 6 ม.ค. 2559 16:01

 

สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง หากหนุ่มๆ จะผิดพลาด คลาดเคลื่อน เลื่อนหลุด ช่วงเวลาสุดประทับใจ จะกลายช่วงเป็นเวลาที่เลวร้าย ซึ่งจะมีลีลาไหนไปรู้กัน!

ท่าที่ 1 – ผลักเธอลงแล้ว ทำในสิ่งที่เธอรู้สึกไม่ O.K.

“ถ้าคุณคิดจะเลือกและฝืน ใช้ท่าแบบเดียวกับที่ดารา AV บางคนทำแล้วล่ะก็ โปรดลืมมันไปซะ!”…แล้วก็กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง โดยเริ่มด้วยความรู้สึกที่สบาย สำหรับผู้หญิงแล้วมีอยู่ 2 อย่าง

แรกสุดคือ ร่างกายของเธอต้องรู้สึกสบาย เธอคงรู้สึกไม่มีความสุข ถ้าคุณขอให้เธอวางเท้าไว้ที่หูในขณะมีเซ็กซ์! นั่นหมายรวมถึงคุณอาจต้องหลีกเลี่ยงบางท่าที่คุณสามารถส่ง ‘น้องชาย’ เข้าฐานทัพได้ลึกสุดๆ แต่มันอาจกระแทกเข้ากับปากมดลูกอย่างจัง และทำให้เธอรู้สึกเจ็บอย่างรุนแรง

ประการที่สอง อารมณ์ความรู้สึกของเธอ การที่คุณปฏิบัติต่อเธอดุจนางเอกหนังโป๊ เธอไม่มีทางรู้สึกดีและมีความสุขแน่ และคุณก็จะไม่ได้รับเชิญขึ้นเตียงอีก! พฤติกรรมที่ทำแล้วเธออาจอารมณ์เสียยังมีอีก เช่น การหลั่งน้ำรักบนตัวของเธอโดยไม่ได้รับความยินยอมพร้อมใจจากเธอ ใช้คำพูดทะลึ่งดูหมิ่นเธอ ตบก้นโดยที่เธอไม่ยินดี และปฏิบัติราวกับเธอเป็นวัตถุทางเพศแทนที่จะเป็นมนุษย์ผู้หญิงคนหนึ่ง

ท่าที่ 2  : เป็นสุภาพบุรุษเกินไป ในการทิ้งน้ำหนักตัว

ในขณะที่ปฏิบัติการรักกับเธอในท่ามิชชันนารี คุณอาจคิดว่าไม่ควรทิ้งน้ำหนักลงไปที่เธอ ซึ่งมันก็อาจจะเป็นวิธีที่ถูกต้อง แต่คุณเคยลองถามเธอถึงสิ่งที่เธอต้องการไหม? มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยชอบให้คู่รักทิ้งน้ำหนักตัวลงมาที่ตัวเธอระหว่างมีเพศสัมพันธ์ เพราะมันทำให้พวกเธอรู้สึกปลอดภัย เป็นที่รัก และท่าที่ผู้ชายเป็นฝ่ายอยู่ด้านบนนี้ยังทำให้เธอรู้สึกได้ถึงพละกำลังของอีกฝ่ายด้วย แต่ถ้าคุณทำมากกว่าที่เธอต้องการ คุณอาจจะบดเธอได้ ดังนั้นใช้วิจารณญาณ แต่สุภาพบุรุษทั้งหลาย ในขณะที่คุณใช้ท่ามิชชันนารี โปรดทำให้เธอรู้สึกถึงน้ำหนักของคุณเถอะ แล้วเธอจะรู้สึกดี

ท่าที่ 3 – อย่านอนนิ่งหรือหยุด เมื่อเธอกำลังสนุกสุดเหวี่ยง 


ถ้าเธอเปลี่ยนตำแหน่งกับคุณ ย้ายตัวมาอยู่ด้านบนและ ‘ขี่’ คุณ จำไว้ว่าคุณยังสามารถเคลื่อนไหวระหว่างมีเซ็กซ์ในท่านี้ได้ แม้ว่ามันจะทำได้เพียงเล็กน้อยก็ตาม คุณสามารถขยับสะโพกของคุณให้สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของเธอ ยกหัวเข่าของคุณเพื่อปรับเปลี่ยนมุมให้ไอ้หนูของคุณเข้าปากถ้ำของเธอได้ดีขึ้น สัมผัสหน้าอกของเธอและคลิตอริส ถ้าเธอหันหน้ามาหาคุณในขณะที่ปฏิบัติกิจ

ท่าที่ 4 – ก้าวร้าวเกินไประหว่างเมกเลิฟ

แม้ผู้หญิงบางคนชอบมีเซ็กซ์แบบรุนแรงเร่าร้อนตลอดเวลา หรือดุเดือดได้บ้างเป็นบางครั้ง แต่สำหรับผู้หญิงทั่วไป เซ็กซ์เป็นอะไรที่ให้ความรู้สึกพิเศษและพวกเธอก็ชอบให้คุณปฏิบัติไปในทิศทางนั้นด้วย มันหมายความว่าคุณไม่ควรกระโดดเข้าไปอย่างก้าวร้าว โดยปราศจากความยินยอมของเธอ และไม่ย้ายเธอไปรอบๆ ระหว่างปฏิบัติการรัก ถ้าคุณต้องการแสดงให้เธอรู้ว่าคุณเจ๋ง ก็จง ‘ทำ’ ด้วยความหนักแน่นแต่อ่อนโยน แทนที่จะเหวี่ยงเธอไปรอบเตียงเหมือนเธอเป็นตุ๊กตายาง

ท่าที่ 5  – ทำแต่ท่าเดิมๆ ทุกครั้งที่คุณร่วมรัก 


คุณไม่ต้องพยายามเล่นท่ายากและท้าทาย ที่คุณหาได้ตามอินเทอร์เน็ต แต่เปลี่ยนแปลงแค่เล็กน้อย เพิ่มสีสันให้กับเซ็กซ์บ้าง แม้ว่าคุณจะชอบท่าที่ตนเองอยู่ด้านบนมากก็ตาม ตัวอย่างเช่น มีเซ็กซ์ที่เข้าจากด้านหลัง (ไม่ใช่ประตูหลังนะ) หรือท่าที่ตะแคงข้างก็จะช่วยให้คุณเห็นบางสิ่งในมุมที่แตกต่างไปจากเดิม ซึ่งบางท่าจะกระตุ้นได้มาก และให้สัมผัสที่แตกต่างกับคุณทั้งคู่…ลองดู!

ที่มา – FHM
www.fhm.in.th

อาหารเสริม มุ่งสู่ ทอร์ เส้นทางสู่อมตะ (ตอนที่ 2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/557246

โดย หมอดื้อ 3 ม.ค. 2559 05:01

 

ต่อจากตอนที่แล้ว ยีน TOR เป้าหมายของอายุยืน อยู่ดี มีสุข

นอกจาก TOR จะปฏิบัติตัวเป็นผู้ควบคุมกระบวนการของเซลล์สนองต่อสภาวะของการได้รับอาหาร TOR ยังเป็นตัวรับสัญญาณ (sensor) ต่อความเครียดอื่นๆ เช่น ในภาวะที่ระดับออกซิเจนลดต่ำลง และภาวะที่มี DNA ถูกทำลาย TOR เมื่อสำเหนียกถึงอันตรายก็จะลดบทบาทและสวิตช์เซลล์ให้อยู่ในภาวะพอเพียง กบดานและซ่อมแซม DNA ที่เสียหาย การศึกษาใน fruit flies พบว่าเมื่ออยู่ในสภาวะอันตราย การสร้างโปรตีนจะอยู่ในโหมดจำเพาะเจาะจงที่โปรตีนไมโตคอนเดรียบางตัวเท่านั้น

สภาพจำศีลของเซลล์เมื่ออยู่ในภาวะอดอยาก ความจริงเป็นที่สังเกตมาตั้งแต่ ค.ศ.1935 โดย Clive McCay นักโภชนวิทยา ณ มหาวิทยาลัยคอร์แนล (Cornell) โดยพบว่าหนูที่ปล่อยให้อยู่ในสภาพอดอยากขาดอาหารจะโตช้า แต่ตายยาก มีอายุยืนเป็นพิเศษ ปรากฏการณ์นี้พบได้ตั้งแต่ยีสต์ แมงมุม หมา รวมทั้งลิง

โดยที่ถ้าจำกัดพลังงาน (calorie intake) ลง 30% ตั้งแต่อายุน้อยๆจะทำให้อายุยืนยาวต่อไปอีก 30-40% มิหนำซ้ำลิงที่ถูกจำกัดพลังงานให้อดอยาก กลับมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์เป็นเลิศ และดูอ่อนกว่าวัยด้วยซ้ำ จากข้อมูลหลักฐานนี้เองเป็นที่มาให้นักวิทยาศาสตร์สนใจที่จะยืดชีวิตมนุษย์ โดยที่ยังดูหนุ่มสาวอยู่ตลอดโดยไม่ต้องอดอาหาร ผอมหัวโต (แต่หล่อสวย) และไม่ต้องทรมานกับความหิวโหย

เริ่มในปี 2000 เป็นต้นมา นักวิจัยเริ่มยอมรับว่าการลดการทำงานของ TOR จะก่อให้เกิดผลต่อเซลล์เสมือนที่ได้จากภาวะจำกัดพลังงาน ในปี ค.ศ.2003 นักวิจัยฮังกาเรียน Tibor Vellai ซึ่งมาทำงาน ณ มหาวิทยาลัย Freiburg สวิตเซอร์แลนด์ ได้ดัดแปลงพันธุกรรมของไส้เดือน โดยยับยั้งการสร้าง TOR เป็นผลให้ไส้เดือนมีอายุยืนเป็น 2 เท่า

ในปีต่อมา Pankaj Kapahi แห่ง California Institute of Technology (ขณะนี้ย้ายมาอยู่ที่ Buck Institute for Research on Aging, Novato, California) ได้ทำการพิสูจน์เช่นกัน โดยการกดการทำงานของ TOR ใน fruit flies ซึ่งผลยังช่วยป้องกันผลร้ายที่เกิดจากการให้อาหารมากเกินพอดี และในปี 2005 Brian Kennedy และคณะ (University of Washington) พิสูจน์ผลจากการลดการทำงานของ TOR ในเซลล์ยีสต์

จากผลของการศึกษาที่กล่าวมา ยังชี้ถึงประเด็นที่น่าจะมียีนควบคุมความแก่ (Gerontogenes) ด้วย ทั้งนี้โดยที่ “ยีนแก่” ตัวแรกพบในไส้เดือนตัวกลม โดยที่ไส้เดือนจะอายุยาวเป็น 2 เท่า ถ้ายับยั้งยีนดังกล่าว และเกี่ยวพันกับการทำงานของอินซูลิน หลังจากไส้เดือนมีการค้นพบยีนแก่หลายตัวในหนู ในช่วงปลายทศวรรษของ 1990 จนต้นทศวรรษนี้ สุดยอดของผลการค้นพบที่เกี่ยวกับอินซูลิน (Insulinlike Growth Factor 1) ในปี 2003 นำไปสู่หนู อายุยืนได้ถึงเกือบ 5 ปี ทั้งๆที่ปกติอยู่ได้เพียง 30 เดือน

อุปสรรคสำคัญในการใช้ Rapamycin ที่จะยืดอายุ อยู่ที่ความเป็นพิษและการที่มีผลในการกดภูมิคุ้มกัน (ดังที่กล่าวในตอนที่แล้ว) แม้กระนั้นในปี 2009 ห้องปฏิบัติการ 3 แห่ง (Randy Strong จาก Barshot Institute, University of Texas Health Science Center at San Antonio; David E. Harrison จาก Jackson Laboratory; และ Richard A. Miller จาก University of Michigan at Ann Arbor) ต่างก็สามารถยืดอายุของหนูเพศเมียได้ 14 เปอร์เซ็นต์และเพศผู้ได้ 9 เปอร์เซ็นต์ จากการใช้ Rapamycin ไม่นานต่อมาผู้วิจัยจาก University College London ได้ขัดขวางการทำงานของยีน S6K1 ซึ่งควบคุมการสร้างโปรตีนของยีน TOR ยังผลให้หนูเพศเมียอายุยืน โดยปราศจากโรคภัยจากความชรา มิหนำซ้ำ Rapamycin ยังคงประสิทธิภาพ แม้เมื่อให้ในหนูเด็ก อายุ 9 เดือน หรือเริ่มแก่ อายุ 20 เดือน

แม้ว่า TOR จะเสมือนเป็นประตูเปิด-ปิดความชรา แต่ก็ยังมีกลยุทธ์ที่จะเข้าถึงประตูแห่งความสำเร็จ โดยใช้วิธีทางอื่นๆผ่านอินซูลินและโปรตีน FoxO รวมทั้ง Sirtuins ซึ่งน่าจะร่วมในกระบวนการยับยั้ง TOR (อ่านบทของไวน์แดง Resveratrol)

ความที่ยีน TOR กำหนดชีวิตของเซลล์ โดยเกี่ยวข้องกับการกำจัดขยะหรือของเสียที่อยู่ในเซลล์ (cytoplasm) โดยการนำไปทำลายทิ้ง (macroatutophagy) โดยที่ความชราจะมีการกำจัดขยะลดลง และยิ่งมีความแปรปรวนอย่างมากในโรคสมองเสื่อม แมลงหวี่ที่ปรับแต่งพันธุกรรมให้มีตัวรับฮอร์โมนเพศชายของคน (human androgen receptor) และมีรหัส glutamine repeats เพิ่มขึ้น (เหมือนกับโรค Kennedy ในคนที่มีเซลล์กล้ามเนื้อในไขสันหลังและสมองพิการ) เมื่อได้รับฮอร์โมน DHT (dihydrotertosterene) ซึ่งจะกระตุ้น receptor ดังกล่าว จะทำให้เส้นประสาทตาพิการ โดยมีการกดการทำงาน macroautophagy และจะทำให้โรคเลวลงไปอีก

ในขณะที่ถ้าการทำงาน macroautophagy นี้เพิ่มขึ้น ความพิการจะลดลง ดังนั้นการลดการกำจัดขยะ (หรือการที่ TOR ทำงานมาก) อาจมีผลร้ายมากขึ้น โดยทำให้มีการเบ่งบานเพิ่มจำนวนทวีคูณของเซลล์ และในขณะเดียวกันทำให้เซลล์ตายเร็วขึ้น

วงการวิทยาศาสตร์และการแพทย์จะประสบความสำเร็จหรือไม่ในการยืดชีวิตผ่านทางประตูต่างๆ เช่น TOR การกระตุ้นผ่านยีน Sirtuin โดย Resveratrol เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม แต่ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าธรรมชาติกำหนดมนุษย์ให้ผ่านความเยาว์วัยสดใสของเด็ก-หนุ่มสาว และให้เติบโตจวบจนถึงอายุที่สมควร ยีนต่างๆจะกำหนดให้มนุษย์มีการพัฒนาจนจุดหนึ่งที่มีการเสื่อม โดยจำกัดให้มีพฤติกรรมสมวัย

แม้ในอนาคตมนุษย์จะมีอายุยืนกว่า 100 ไม่มีโรคภัยร้ายแรง แต่ก็คงงกๆเงิ่นๆอยู่ดี เพราะ ฉะนั้นเราควรเผชิญความตายอย่างสมศักดิ์ศรี และตลอดเวลาที่อยู่ไม่สร้างภาระให้ใครน่าจะดีกว่านะครับ.

หมอดื้อ

คลิกเลย! 10 อันดับเซ็กซ์มาแรงสุดแห่งปี แซ่บซี้ดจนต้องร้อง…โอ้ว! (ตอนที่ 2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/554762

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ม.ค. 2559 06:05

 

เข้าโค้งสุดท้ายแล้ว เคานต์ดาวน์กันต่ออย่างตื่นเต้น ท็อปไฟว์มาแรงจะเป็นเรื่องไหนไปลุ้นๆ พร้อมๆ กันเลย แต่ขอย้ำว่าทุกเรื่องจะทำให้คุณสยิวซ่านจนนั่งไม่ติดที่…

อันดับ 5 : ส่องของลับ ! 7 สิ่งที่คุณ (อาจ) ไม่เคยรู้

คอลัมน์ที่หนุ่มๆ ทั้งหลายห้ามพลาด เพราะมันเป็นความรู้เกี่ยวกับ ‘ช้างน้อย’ ล้วนๆ ทั้งในเรื่องของ (ปัญหา) การแข็งตัว การสร้างอารมณ์ ตลอดจนไซส์ขนาดของช้างน้อย รับรองว่าหนุ่มๆ อ่านแล้วจะถึงบางอ้อ ดีไม่ดีอาจค้นพบตัวช่วยสำคัญที่ทำให้เซ็กซ์ของคุณเผ็ดแซ่บยิ่งขึ้นก็ได้!

อันดับ 4 : คุณกำลังคิดอะไรอยู่…? เผย 5 ความคิดผู้ชายระหว่างมีเซ็กซ์แบบเรียลไทม์
เคยไหมในระหว่างที่สาวๆ กำลังเลิฟซีน ก็แอบคิดในใจไปพลางๆ ว่า ‘อีกฝ่ายหนึ่งกำลังคิดอะไรอยู่นะ?’ หรือ ‘เขาจะคิดว่าเซ็กซ์ครั้งนี้เป็นยังไงบ้างนะ ?’ แน่นอนว่าคุณจะไม่มีทางรู้ความคิดของเขาหรอก ถ้าเขาไม่แสดงอาการ หรือบอกให้คุณรู้เอง ทว่าคอลัมน์นี้จะเป็นการล้วงความคิดเรียลๆ และความรู้สึกของผู้ชายขณะมีเซ็กซ์ ว่าจริงๆ แล้วพวกเขาคิดอะไรอยู่กันแน่ ให้สาวๆ ได้เดาใจเขาออกง่ายขึ้น (ว่าเขาต้องการอะไร) และสร้างความประทับใจวิเศษสุดในครั้งต่อไป…

คุณกำลังคิดอะไรอยู่นะ ?!

อันดับ 3 : สุภาพบุรุษฟังไว้! สิ่งที่เลดี้ปรารถนา ‘หลังมีเซ็กซ์’
มีหนุ่มๆ จำนวนไม่น้อยที่ลงจากสังเวียนทันทีหลังจากเสร็จกิจแล้ว ซึ่งหารู้ไม่ว่า อารมณ์ของเธอยังคงค้างคาอยู่ และอยากให้คุณตอบสนองสิ่งเหล่านั้นให้ คุณลองคิดดูสิ เธอจะรู้สึกแย่ขนาดไหนหากคุณละเลยกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เธอต้องการ เพื่อให้เซ็กซ์กลายเป็นโมเมนต์ที่น่าจดจำสำหรับเธอในครั้งหน้า เราแนะนำว่า คุณควรรู้ในสิ่งที่เธอ ‘คาดหวัง’ จากคุณนะ

อย่าปล่อยให้เธออารมณ์ค้างคา

อันดับ 2 : สยิวซี้ดจนเสียงหลง! 7 กระบวนท่า ‘ออรัลเซ็กซ์’ เร่าร้อนแทบหยุดหายใจ
เล่นเสียวแต่ลีลาเดิมๆ ไม่เบื่อบ้างหรอ? จะดีกว่าไหม ถ้ามีกระบวนท่าใหม่ๆ มาให้คุณได้ตื่นเต้นลองสนุกกัน อย่างคอลัมน์นี้ ที่จัดเต็มนำเสนอสุดยอดกระบวนท่า ‘ออรัลเซ็กซ์’ ทั้งหมดมาให้คุณได้เร่าร้อน สะดุ้งกันจนตัวเกร็ง มีทั้งสารพัดท่าง่าย-ท่ายาก ที่รับประกันว่าคุณจะเผลอร้องครางเสียงหลงไม่รู้ตัว!

ลองกระบวนท่า ‘ออรัลเซ็กซ์’ เหล่านี้หน่อยไหม ?

และอันดับ 1 : กระตุก 7 ข้อห้าม จำขึ้นใจ! ก่อนจุดไฟรักลุกโชน สะกดเกมรักไหลลื่น
คอลัมน์ที่ติดชาร์ตคนอ่านมากที่สุด หากคุณอยากเล่นเพลงรักแบบไม่สะดุด (อารมณ์) กลางคัน เคล็ดลับดีๆ เหล่านี้ช่วยคุณได้นะ ซ้ำยังทำให้เพลงรักของคุณร้อนแรงทะลุปรอท และเพิ่มดีกรีความเสียวซ่านเป็นทวีคูณ!

เป็นยังไงบ้างกับสุดยอดเซ็กซ์ส่งท้ายปีที่เราเอามาฝากกัน มีเรื่องที่คุณแอบลุ้นติดท็อปเท็นอยู่รึเปล่าเอ่ย ?