5 สารอาหารเสริมภูมิคุ้มกันช่วยเราห่างไกลไวรัส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/652618

วันที่ 12 พ.ค. 2564 เวลา 12:30 น.

5 สารอาหารเสริมภูมิคุ้มกันช่วยเราห่างไกลไวรัสแนะนำ 5 สารอาหารหาทานง่ายที่จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย เสริมเกราะป้องกันไม่ให้ไวรัสวายร้ายมากล้ำกรายเราได้

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกวันนี้คนเราใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมากขึ้น ป้องกันตัวเองทุกวิถีทาง เพื่อให้รอดพ้นจาก COVID-19 รอบ 3 ที่เกิดขึ้นตอนนี้ หลายคนได้หันมาดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกาย เพื่อให้สุขภาพภายในมีเกาะป้องกันและมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น และนอกจากนี้ ก็มีอีกหลายคนให้ความสำคัญในเรื่องของการรับประทานอาหารที่ดี มีประโยชน์ ทั้งอาหารหลัก อาหารเสริม หลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นโทษต่อร่างกาย วันนี้ อินเตอร์ ฟาร์มา ในฐานะผู้นำด้านการคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม และผู้นำด้านโบรไบโอติกที่วงการแพทย์ยอมรับ จึงขอแนะนำ 5 สารอาหารที่จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ช่วยสร้างเกราะป้องกันไม่ให้ไวรัสวายร้ายต่างๆ มาทำลายเราได้

5 สารอาหารที่สามารถเลือกซื้อวัตถุดิบได้ง่ายๆ ตามท้องตลาด ได้แก่

1. วิตามินซี : สารอาหารที่เราคุ้นเคย และรู้ดีว่าประโยชน์ของวิตามินซีนั้นมากมาย หากร่างกายได้รับในปริมาณที่เพียงพอคือ 25-100 กรัม หรือ 400 กรัมต่อวัน ขึ้นอยู่กับช่วงอายุ  ซึ่งแหล่งวิตามินซีในอาหารสามารถพบได้ง่ายๆ ตามผักและผลไม้เป็นเป็นส่วนใหญ่ อาทิ ฝรั่ง, สตรอว์เบอร์รี่, มะละกอแขกดำ, ทุเรียนหมอนทอง, พริกหวาน, ผักคะน้า, บรอกโคลี ฯลฯ

2. วิตามินเอ : สารอาหารที่มีส่วนสำคัญในการช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน โดยแหล่งอาหารของวิตามินเอที่สามารถดูดซึมและใช้ประโยชน์ได้สูงคือ เครื่องในสัตว์ นม ไข่แดง นอกจากนี้แหล่งอาหารจากพืชจำพวกผักใบเขียวเข้ม และผลไม้สีเหลือง อย่างตำลึง ผักบุ้ง ฟักทอง มะละกอสุก ก็ดีเริ่ดไปแพ้กัน

3. โปรตีน : สารอาหารชนิดนี้อาจจะถูกใจสายที่เน้นควบคุมคาร์บ หรือคนที่รับประทานคีโต ซึ่งโปรตีนนั้นหลายคนอาจไม่รู้ว่าโปรตีนที่มีคุณภาพดีจะมีกรดอะมิโนจำเป็นที่ครบถ้วนต่อร่างกาย ช่วยสร้างเซลล์ภูมิคุ้มกันและสารภูมิคุ้มกันต่างๆ ได้ ซึ่งแหล่งอาหารจากโปรตีนไม่จำเป็นต้องได้รับจากเนื้อสัตว์ ไข่ นม เสมอไป แต่โปรตีนจากพืช อย่างถั่ว เมล็ดพืชต่างๆ ก็เป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่ดีได้เช่นกัน

4. สังกะสี : สารอาหารชนิดนี้หลายคนอาจจะไม่คุ้นเคย แต่หารู้ไม่ว่าแหล่งอาหารของสังกะสีที่พบได้ในเนื้อสัตว์ เครื่องใน หอยนางรม สัตว์ปีกและปลา มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตและแบ่งเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน รวมทั้งควบคุมการทำงานของเอนไซม์ที่เป็นกลไกหลักในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เรียกว่ามีดีไม่แพ้โปรตีน และวิตามินซีกับเอ กันเลยทีเดียว

5. จุลินทรีย์สุขภาพ (โพรไบโอติก) และอาหารสำหรับจุลินทรีย์สุขภาพ (พรีไบโอติก) : ที่ระยะ 1- 2 ปีมานี้กำลังเป็นที่นิยมในคอมมูนิตี้ของคนรักสุขภาพ เพราะมีส่วนช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย โดยสารอาหารสำหรับจุลินทรีย์สุขภาพส่วนใหญ่แล้วอยู่ในแหล่งอาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ธัญพืช ข้าวโอ๊ต หอมหัวใหญ่ เป็นต้น ซึ่งหากจะว่าไปแล้วอาหารเหล่านี้มันจะมีกลิ่นค่อนข้างแรง และอาจจะต้องเสียเวลาในการปรุงอาหาร

หากใครกำลังมองหาตัวช่วยดีๆ ที่มีโพรไบโอติก และพรีไบโอติก โดยสามารถรับประทานได้ง่ายๆ ไม่ต้องเสียเวลาเข้าครัว ขอแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ทางการแพทย์และโรงพยาบาลเลือกใช้ คือ Probac7 ที่มี โบรไบโอติก ประกอบด้วย แบคทีเรียมีชีวิต 6 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่มีอยู่ในร่างกาย และมีหลักฐานทางการแพทย์ชี้ว่ามีประโยชน์ต่อร่างกาย และพรีไบโอติก คือ อาหารของโปรไบโอติก ช่วยให้โปรไบโอติก เจริญเติบโตได้ดีขึ้น ซึ่งหากรับประทานวันละ 1 ซองจะสามารถเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น และอีกหนึ่งตัวช่วยที่ปังไม่แพ้กันก็คือ ProbiotaBL  ที่มีคือซินไบโอติก สูตรที่รับประทานได้ตั้งแต่เด็กทารก ไปจนถึงวัยผู้สูงอายุ มีส่วนผสมของInulin พรีไบโอติก ที่เป็นอาหารของโพรไบโอติก และ Bifidobacterium animalis spp. LactisLactis โปรไบโอติก ที่มีส่วนช่วยลดความรุนแรงของการติดเชื้อไวรัส พร้อมทั้งยังช่วยปรับสมดุลแบคทีเรียในลำไส้ให้กลับคืนมา  หรือหากใครที่อยากหาไอเท็มพกติดตัวง่ายๆ YUUU Honey Bee Propolis” Natural Mouth Spray สเปรย์ระงับกลิ่นปาก และลดแบคทีเรียก่อโรคในช่องปาก เวชสำอาง ที่มีสารสกัดจากธรรมชาติ ประกอบไปด้วย โพรโพลิส น้ำผึ้ง เปเปอร์มิ้นท์ ออยล์ และน้ำแร่ และที่สำคัญสารสกัดต่างๆ นอกจากช่วยเพิ่มความสดชื่นแล้ว ยังช่วยลดอาการเจ็บคอ การอักเสบ และแผลในช่องปาก ซึ่งเหมาะสมกับอากาศร้อนในช่วงนี้ และมากไปกว่านั้นสามารถใช้ได้ในหลากหลายช่วงอายุ

ดังนั้น Probac7 และ ProbiotaBL จึงเป็นโภชนเภสัชที่ดีที่ได้การรับรองว่ามีแนวโน้มกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง  ลดโอกาสติดเชื้อโรค เป็นการเตรียมรับมือเพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดได้ แต่อย่างไรก็ตาม หากจะปลอดภัยจากโควิด-19 เราต้องดูแลตัวเองให้ดี ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงไปในพื้นที่เสี่ยงหรือแออัด และที่สำคัญหากพบว่าติดเชื้อ ควรรีบทำการรักษาและอยู่ในความดูแลของแพทย์ เพราะนี่เป็นเพียง 5 สารอาหารที่จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ห่างไกลไวรัส 

ผิวชรากับการดูแลผิวหนังของผู้สูงวัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/652490

วันที่ 11 พ.ค. 2564 เวลา 07:21 น.

ผิวชรากับการดูแลผิวหนังของผู้สูงวัยศ.คลินิก พญ.ณัฏฐา รัชตะนาวิน เผยการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังเมื่อสูงวัย ปัจจัยของผิวชรา การป้องกัน รักษา และอันตรายที่ไม่ควรมองข้ามอย่าง “มะเร็งผิวหนัง”

ในปี 2564 นี้ นอกจาก Covid-19 จะมีการระบาดอย่างรุนแรงเป็นรอบที่ 3 แล้ว ยังเป็นที่คาดการณ์ว่าในปี 2564 ประชากรไทยที่อายุมากกว่า 60 ปี ซึ่งมีจำนวน 20% ของประชากรทั้งประเทศ หรือประมาณ 13 ล้านคน โดยอายุเฉลี่ยของผู้หญิงจะอยู่ที่ 80 ปี และผู้ชาย 73 ปี ดังนั้นความรู้เรื่องการดูแลผิวหนังของผู้สูงวัย จึงมีความสำคัญและจำเป็นมากขึ้นสำหรับประชาชนทั่วไปทั้งที่ยังไม่เป็นผู้สูงวัย

ศ.คลินิก พญ.ณัฏฐา รัชตะนาวิน ประธานฝ่ายแพทย์และจริยธรรม สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของอวัยวะต่าง ๆ รวมทั้งผิวหนังซึ่งเป็นอวัยวะที่อยู่นอกสุดของร่างกาย และมีขนาดใหญ่ที่สุด จะพบได้จากอายุที่เพิ่มขึ้นและปัจจัยภายนอกที่สำคัญ ได้แก่ แสงแดด, มลภาวะ, ควันบุหรี่, ความเครียดและแอลกอฮอล์

การเปลี่ยนแปลงของผิวหนังเมื่อสูงวัยขึ้นจะเกิดขึ้นกับชั้นผิวหนังทั้ง 3 ชั้น คือ

  • ชั้นหนังกำพร้า เป็นชั้นนอกสุดจะมีลักษณะบางลง หากเกิดแผลการซ่อมแซมจะช้าลง ผิวหนังแห้งมากขึ้น เนื่องจากต่อมไขมันผลิตลดลง ผิวผู้สูงวัยจึงขาดไขมันเคลือบผิวทำให้การสูญเสียน้ำจากผิวเพิ่มขึ้น
  • ชั้นหนังแท้ ส่วนประกอบสำคัญคือคอลลาเจนและอีลาสติก หน้าที่หลักคือ การทำให้ผิวหนังยืดหยุ่นและช่วยในการยึดเกาะของเส้นเลือด ดังนั้นเมื่อสารเหล่านี้ลดลงจะพบรอยย่นสึก ผิวหนังหย่อนคล้อย และการเกิดจ้ำเลือดง่าย โดยเฉพาะพื้นที่ที่ถูกแสงแดดเสมอ เช่น บริเวณแขนด้านนอกหรือหลังมือ เนื่องจากการลดลงของคอลลาเจนจะเพิ่มมากขึ้นหากผิวหนังบริเวณนั้นถูกแสงแดดเสมอ
  • ชั้นไขมัน ก็จะลดความหนาลงด้วย โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า โหนกแก้ม ซึ่งจะทำให้รูปหน้าเปลี่ยนไปจากใบหน้ากลมในวัยเด็ก

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีความแตกต่างกันตามพันธุกรรมและเชื้อชาติ โดยคนไทยซึ่งเป็นคนเอเชีย อาศัยอยู่ในพื้นที่อากาศที่ไม่หนาวจัด ความชื้นสูง ดังนั้น ปัญหาผิวแห้งจะรุนแรงน้อยกว่าในพื้นที่อากาศหนาวเย็นและมีความชื้นต่ำ แต่คนไทยอาศัยในพื้นที่ที่มีแสงแดดจัด ซึ่งแสงแดดประกอบด้วยแสง 3 ประเภท คือ

  1. แสงที่ให้ความสว่าง
  2. แสงอินฟราเรดที่ให้ความอบอุ่น
  3. แสงอัลตราไวโอเลต ซึ่งเป็นแสงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าและมีปริมาณเพียง 5% ของแสงแดด แต่มีพลังงานสูงและมีบทบาทสำคัญในการทำให้ผิวชราเพิ่มขึ้น

ผิวหนังของคนไทยมีเซลล์สร้างสีจึงผลิตสารเมลานินที่มีประสิทธิภาพสูงในการดูดจับ พลังงานและแสงแดดทุกประเภท ดังนั้น จึงจะมีการทำลายของสารคอลลาเจนช้ากว่าและพบมะเร็งผิวหนังน้อยกว่าคนผิวขาวตาสีฟ้ามาก แต่ข้อเสียคือผิวคล้ำหรือมีกระดำได้เร็วกว่าคนผิวขาว

การดูแลผิวหนังของผู้สูงวัย จึงประกอบด้วย 2 ส่วน คือ

การป้องกัน คือการหลบเลี่ยงแสงแดดจัดในช่วง 10.00–15.00 น. การอยู่ในที่ร่ม กางร่ม สวมเสื้อผ้าปกคลุม สวมหมวกปีกกว้างและหนา สวมแว่นกันแดด และใช้ครีมกันแดดบริเวณผิวหนังที่ไม่สามารถปกคลุมด้วยวิธีที่กล่าวมาแล้ว เช่น บริเวณใบหน้าและหลังมือ เป็นต้น

ข้อจำกัดของครีมกันแดด คือไม่สามารถกันแสงแดดได้ทั้ง 3 ประเภทจะกันได้ดีมากสำหรับแสงอัลตราไวโอเลตและจะเสื่อมสภาพไปหากถูกน้ำหรือการเช็ดถู และการทาไม่ทั่วถึงตามคำแนะนำที่กำหนด คือ 2 มก./ผิวหนัง 1 ตร.ซม.ประสิทธิภาพของครีมกันแดดก็จะลดลง ผู้สูงวัยที่ป้องกันแสงแดดอย่างสม่ำเสมอควรต้องรับประทานวิตามินดีเสริมเพิ่มเนื่องจากแสงอัลตราไวโอเลตบี (UVB) จากแสงแดดเป็นปัจจัยกระตุ้นการผลิตวิตามินดีที่ผิวหนัง

มลพิษเป็นปัญหาสำคัญของทวีปเอเชีย โดยมลพิษอาจจะผ่านผิวหนังหรือเกิดจากการสูดดม เมื่อผิวหนังสัมผัสมลพิษ จะทำให้เกิดการสร้างอนุมูลอิสระและการลดลงของสารต้านอนุมูลอิสระที่ผิวหนัง เช่น วิตามินซี วิตามินอี การสัมผัสสาร PM 2.5 จะเพิ่มความชราของผิวหนัง ได้แก่ รอยย่น กระดำ และลดการซ่อมแซมของผิวหนัง

การรักษาหลัก คือลดการกระตุ้นจากปัจจัยภายนอก 6 ประการและการลดความแห้งของผิวหนัง โดย

1.ลดการใช้น้ำร้อนและอุ่นจัดในการอาบน้ำ

2.ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดควรเลือกที่มีความเป็นด่างน้อย ค่า pHประมาณ 5-6 มีความชุ่มชื้นหลังจากล้างออก เป็นสบู่สังเคราะห์ก้อนหรือเหลวก็ไม่แตกต่างกัน แต่ไม่มีความจำเป็นต้องมีสารประกอบเป็นพิเศษหรือมีราคาสูง หากไม่สามารถหาได้สามารถใช้สบู่ทั่วไปแต่ฟอกบริเวณ มือ เท้า รักแร้ ใต้ร่มผ้า เท่านั้น แต่งดบริเวณ แขน ขา ลำตัว ซี่งการใช้เพียงน้ำเปล่าล้างก็สะอาดเพียงพอแล้ว

3.ทาสารให้ความชุ่มชื้น เช่น โลชั่น ครีม น้ำมัน หรือขี้ผึ้งทันทีหลังอาบน้ำไม่นานกว่า 5 นาที เลือกให้เหมาะสมกับฤดูกาล เช่น ฤดูร้อนควรใช้โลชั่น ฤดูหนาวควรใช้ครีมหรือน้ำมัน ความถี่อย่างน้อย 2 ครั้งต่อวัน โดยในช่วงที่มีอากาศหนาวและแห้งควรทาครีมทุก 4 ชม. และควรใช้ผ้าชุบน้ำประคบผิวก่อนทาครีมทุกครั้งหากไม่ได้ทาทันทีหลังอาบน้ำ

4.เลือกสวมเสื้อผ้าที่เหมาะกับอากาศ

5.หากมีอาการคันร่วมด้วย มักจะพบบริเวณหน้าแข้งหรือลำตัวบริเวณสะโพก ควรทาครีมเพิ่มความชุ่มชื้นทุก 4 ชม. หากไม่ดีขึ้นอาจพิจารณาเปลี่ยนเป็นขี้ผึ้งหรือน้ำมัน

6.หากผื่นคันไม่ดีขึ้นหลังเปลี่ยนวิธีอาบน้ำและทาครีมเพิ่มความชุ่มชื้นแล้ว ควรปรึกษาแพทย์เนื่องจากอาการคันที่ผิวหนัง นอกจากปัญหาความแห้งของผิวหนังแล้ว อาจเกิดจากยาที่รับประทานหรือโรคภายในร่างกาย เช่น โรคเบาหวาน โรคไต โรคตับ ได้

มะเร็งผิวหนัง

สำหรับปัญหาที่ผู้ป่วยหลายๆ คน มักจะเป็นกังวล คือ มะเร็งผิวหนัง ซึ่งพบได้บ่อยมากในชาวตะวันตก โดยเฉพาะผู้ที่ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น อาบแดด แต่สำหรับคนไทยหรือคนเอเชียทั่วไป ปัญหามะเร็งผิวหนังพบอุบัติการณ์ที่ต่ำมากเนื่องจากคนไทยมีผมดำ ตาดำ มีเมลานินช่วยในการกรองแสงแดด และไม่ชอบกิจกรรมกลางแจ้งหรือผิวสีแทน นอกจากนี้ ผิวหนังเป็นอวัยวะที่อยู่ภายนอกสุด จึงสามารถมองเห็นรอยโรคได้รวดเร็วและชัดเจนกว่ามะเร็งที่อวัยวะอื่นๆ

ชนิดของมะเร็งผิวหนัง

สำหรับมะเร็งผิวหนังมี 3 ชนิด มักพบบริเวณผิวหนังที่ถูกแสงแดดเสมอ เช่น ใบหน้า ริมฝีปากล่าง แขนด้านนอก หน้าอก หลัง

ชนิดที่ 1 พบได้มากที่สุด เกิดจากเซลล์ผิวหนังล่างสุดของหนังกำพร้า เรียกว่า Basal Cell Carcinoma ลักษณะเป็นตุ่มแข็งสีเหมือนผิวหนังหรือสีดำ โตช้า หากมีขนาดใหญ่อาจมีแผลตรงกลาง

ชนิดที่ 2 เกิดจากผิวหนังชั้นหนังกำพร้าส่วนบน เรียกว่า Squamous Cell Carcinoma อาจมีลักษณะเป็นตุ่มนูนหรือเป็นแผลตื้นขยายออกช้า ๆ

ชนิดที่ 3 เกิดจากเซลล์สีดำหรือไฝขนาดใหญ่ที่มีมาแต่กำเนิด เรียกว่า Melanoma เป็นชนิดที่มักกระจายได้เร็วจึงอันตรายกว่า 2 ชนิดแรก และพบได้น้อยที่สุดในมะเร็งผิวหนังทั้งหมด คนไทยพบประมาณ 0.5 คนต่อประชากร 100,000 คน มักพบบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า ซอกนิ้ว ใต้เล็บ

ดังนั้น หากมีตุ่มนูนหรือแผลเรื้อรังนานกว่า 6 เดือน ควรมาพบแพทย์ และหากมีไฝหรือจุดดำบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า ซอกนิ้ว ขนาดใหญ่กว่า 0.5 ซม. ควรมาพบแพทย์เช่นกัน

สัญญาณเตือนมะเร็งลำไส้ใหญ่ รู้ไว้ให้สังเกตตัวเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/652366

วันที่ 10 พ.ค. 2564 เวลา 07:08 น.

สัญญาณเตือนมะเร็งลำไส้ใหญ่ รู้ไว้ให้สังเกตตัวเองมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 3 ในผู้ชาย และพบมากเป็นอันดับ 4 ในผู้หญิง คือ “มะเร็งลำไส้ใหญ่” ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เผยสัญญาณเตือนมะเร็งลำไส้ใหญ่…รู้ไว้เพื่อสังเกตตัวเอง

รู้หรือไม่ว่า “มะเร็งลำไส้ใหญ่” เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 3 ในผู้ชาย และพบมากเป็นอันดับ 4 ในผู้หญิง โดยพบว่า 30–40 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยเมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้มีการแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะอื่นไปแล้ว ดังนั้น การรู้จักสังเกตอาการเตือน และมาส่องกล้องคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่อถึงอายุที่เหมาะสม จะช่วยให้พบติ่งเนื้อที่เป็นสาเหตุ แล้วตัดออกเพื่อป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้ถ้าพบมะเร็งก็จะเป็นโรคในระยะต้นๆ ซึ่งโอกาสที่จะรักษาหายขาดสูงขึ้น

นายแพทย์สุกิจ ภัทรเจียรพันธุ์ ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่าในปี 2018 สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้เก็บรวบรวมข้อมูลและพบว่ามีผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่รายใหม่เพิ่มขึ้นมากถึง 17,500 คน ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะแพร่กระจายแล้ว สะท้อนว่าคนไทยยังตื่นตัวในการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่น้อยมาก การมาคัดกรองมะเร็งด้วยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่เมื่อถึงอายุที่เหมาะสมคือ 50 ปี ถ้าไม่มีประวัติมะเร็งลำไส้ใหญ่ในครอบครัว แต่ถ้ามีญาติสายตรงเป็นควรมารีบตรวจตั้งแต่อายุ 40 ปี นอกจากนี้ยังควรสังเกตสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่พบบ่อย ได้แก่

1. ถ่ายเป็นเลือด มูกเลือด หรือ ขับถ่ายผิดปกติไปจากเดิม เช่น อุจจาระออกมาเป็นเม็ดเล็กลง

2. อาการซีด ซึ่งอาจเกิดจากการเสียเลือดเรื้อรัง แม้ไม่มีเลือดในอุจจาระที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า

3. คลำได้ก้อนที่ท้อง ซึ่งมีลักษณะเป็นก้อนแข็งนูนออกมาบริเวณท้องน้อยด้านขวา

4. บางรายอาจมีอาการของลำไส้อุดตัน เช่น อาการปวดท้อง ท้องอืด อาเจียน และถ่ายอุจจาระหรือผายลมลดลง 

ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ แบ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เราปรับเปลี่ยนได้ และปรับเปลี่ยนไม่ได้ สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้ ได้แก่ อายุที่มากขึ้น โดยพบว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ทั้งหมด อยู่ในกลุ่มอายุ 60 – 75 ปี และอีกปัจจัยคือ พันธุกรรม เช่น มีคนในครอบครัวที่เป็นสายเลือดเดียวกันเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ จะทำให้มีโอกาสเป็นมากขึ้น

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการบริโภค เช่น เนื้อแปรรูปจำพวกไส้กรอก แหนม กุนเชียง ลูกชิ้น หมูยอ และเนื้อแดงที่ผ่านความร้อนสูงจำพวกเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อแพะ เนื้อแกะ เนื่องจากเนื้อแดงเมื่อโดนความร้อนสูง ๆ จะทำให้เกิดสารที่ชื่อว่า อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน (Aromatic Hydrocarbons) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้ปัจจัยเสี่ยงอื่นที่พบบ่อยยังมีการสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และโรคอ้วนด้วย

หากรู้ตั้งแต่ระยะแรกจะทำให้การรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ไม่มีความซับซ้อน โดยในผู้ป่วยบางคนที่มีติ่งเนื้อที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ รวมถึงผู้ป่วยที่มีก้อนมะเร็งและเป็นมะเร็งในระยะเริ่มต้นแล้ว สามารถใช้เทคโนโลยีการผ่าตัดผ่านกล้องในการรักษาโดยไม่มีแผลได้ (endoscopic submucosal dissection) ซึ่งแพทย์จะต้องประเมินโดยใช้เทคโนโลยีปรับแสงสี (Narrow band imaging) ก่อน ว่าตัวโรคอยู่ในระยะที่สามารถทำได้หรือไม่ หากทำไม่ได้ ก็จะใช้วิธีตัดลำไส้ผ่านกล้องแทน (laparoscopic colectomy) ซึ่งข้อดีคือ แผลเล็ก เสียเลือดน้อย เจ็บน้อย นอนโรงพยาบาลสั้นลง และลดการเกิดผลแทรกซ้อนจากการผ่าตัด เช่น การติดเชื้อที่แผล ผู้ป่วยจึงกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วขึ้น

‘ไฮบริด ฟิตเนส’ เทรนด์คนรักสุขภาพยุคโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/652358

วันที่ 09 พ.ค. 2564 เวลา 13:30 น.

‘ไฮบริด ฟิตเนส’ เทรนด์คนรักสุขภาพยุคโควิด-19สายฟิตเมืองไทยยังรอคอยการกลับไปออกกำลังกายในฟิตเนส ฟิตเนส เฟิรส์ท เผยเทรนด์คนรักสุขภาพยุคใหม่ ‘ไฮบริด ฟิตเนส’ พฤติกรรมใหม่ที่เกิดขึ้นระหว่างโควิด-19

จากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ตั้งแต่ปี 2020 ทำให้เกิดมาตรการและข้อจำกัดต่างๆ มากมายในสังคม โดยรัฐบาลในแต่ละประเทศได้ออกข้อกำหนดหลายขั้นตอนเพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของไวรัส COVID-19 ภายในชุมชน ทำให้หลายธุรกิจต้องเร่งปรับตัวและเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต เพื่อให้ธุรกิจตัวเองอยู่รอดและผู้คนได้กลับมาใช้ชีวิตเหมือนปกติโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตามมีผลการสำรวจกลุ่มตัวอย่างคนรักการออกกำลังกายกว่า 4,000 คน ในฮ่องกง อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ รวมถึงประเทศไทย ที่แสดงให้เห็นว่าการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 และข้อจำกัดในการใช้ฟิตเนสคลับ ไม่สามารถหยุดยั้งความตั้งใจในการออกกำลังกายของพวกเขาได้ จึงเป็นที่มาของการหาทางเลือกใหม่ๆ ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป ทั้งการออกกำลังกายผ่านทางออนไลน์ หรือ การทำคลาสการออกกำลังกายเสมือนจริงมาทดแทนเพื่อที่จะดูแลสุขภาพให้แข็งแรงและรักษารูปร่างให้ดูดีควบคู่กันไป

“ไฮบริด ฟิตเนส” ทางเลือกใหม่ของคนรักสุขภาพ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ปัจจุบัน

ธุรกิจฟิตเนส เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยจะเห็นได้จากตลอด 2 ปีที่ผ่านมา การออกกำลังกายได้มีการปรับเปลี่ยนไปจากเดิม ทั้งการเพิ่มโปรแกรมการออกกำลังกายผ่านทางแพล็ตฟอร์มออนไลน์ รวมไปถึงการทำคลาสการออกกำลังกายเสมือนจริง ซึ่งนำมาสู่การออกกำลังกายแบบผสมผสาน หรือ “ไฮบริด ฟิตเนส” คือการที่ผู้ออกกำลังกายผสมผสานทั้งการออกกำลังกายที่ฟิตเนสควบคู่ไปกับการเลือกออกกำลังกายได้จากที่บ้านผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ เพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป

ล่าสุด Evolution Wellness Group ผู้นำอันดับหนึ่งธุรกิจฟิตเนสคลับในเอเชีย เจ้าของแบรนด์ฟิตเนสชื่อดัง ได้แก่ ฟิตเนส เฟิรส์ท (Fitness First), เซเลบริตี้ ฟิตเนส (Celebrity Fitness), โกฟิต (GoFit), ชิ ฟิตเนส (Chi Fitness), ไฟเออร์ ฟิตเนส (Fire Fitness), และ ไฟฟ์ เอเลเม็นท์ส (Fivelements) ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้คนต่อวิถีการออก

กำลังกายที่เปลี่ยนไป โดยทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างที่ชื่นชอบการออกกำลังกายกว่า 4,000 คน ในฮ่องกง อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และ ไทย ซึ่งโดยภาพรวมพบว่า จากการระบาดของ COVID-19 และข้อจำกัดในการใช้ฟิตเนสคลับ ไม่ได้เป็นสิ่งที่หยุดยั้งความตั้งใจในการออกกำลังกายของพวกเขาได้ โดยพวกเขายังคงหาทางเลือกรูปแบบใหม่ ทั้งการออกกำลังกายผ่านทางออนไลน์ หรือ การทำคลาสการออกกำลังกายเสมือนจริงมาทดแทนเพื่อที่จะดูแลสุขภาพให้แข็งแรงและรักษารูปร่างให้ดูดีควบคู่กันไป

โดยพบว่า 90% ของผู้คนมีความพยายามที่จะค้นหาวิธีการออกกำลังกายแม้จะอยู่ในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยข้อจำกัด โดย 39% ของผู้คนยังคงออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ และ 75% ของคนไทยที่ชื่นชอบการออกกำลังกายได้มีการเข้าร่วมโปรแกรมออกกำลังกายผ่านออนไลน์ เช่น คลาส LIVE ของฟิตเนส เฟิรส์ท ที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับความต้องการของสมาชิก และยังคงดำเนินการในรูปแบบนี้มาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 จะลดลงหรือหมดไป สิ่งนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าความต้องการการออกกำลังกายแบบไฮบริด จะอยู่กับผู้ที่รักการออกกำลังกายอย่างถาวร ดังนั้นผู้ให้บริการฟิตเนสจึงต้องคิดหาวิธีการตอบสนองความต้องการเหล่านี้รวมถึงความสามารถในการนำเสนอเนื้อหาที่มีคุณภาพ

สายฟิตเมืองไทย ยังรอคอยการไปฟิตเนส

สำหรับกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายชาวไทย พบว่า การออกกำลังกายที่ฟิตเนสคลับยังเป็นสิ่งที่คนไทยรอคอยเนื่องด้วยข้อจำกัดต่างๆ ในการออกกำลังกายที่บ้านอาจไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการและสร้างแรงจูงใจในการออกกำลังกายได้เท่ากับการออกกำลังกายในฟิตเนสคลับ โดยพบว่า 51% รู้สึกไม่พอใจกับประสบการณ์การออกกำลังกายที่บ้านเนื่องจากไม่มีอุปกรณ์ออกกำลังกายที่เหมาะสม 48% ขาดแรงจูงใจ 40% ขาดสภาพแวดล้อมที่สร้างแรงจูงใจ ในขณะที่มีถึง 83% ที่พึงพอใจกับการออกกำลังกายในฟิตเนสคลับ และ 60% ให้ความเห็นว่าพวกเขาอดใจรอไม่ไหวที่จะกลับไปออกกำลังกายในฟิตเนสคลับและจะกลับไปทันทีที่สามารถทำได้

และจากผลการสำรวจยังพบว่า ความพึงพอใจในการออกกำลังกายช่วงระหว่างการปิดคลับลดลงเหลือ 61% จากเดิม 80% ในช่วงก่อนเกิดการระบาดของ COVID-19 ด้วยเหตุผลห้าอันดับแรก คือ 44% ขาดอุปกรณ์ออกกำลังกายที่บ้าน 42% ขาดแรงจูงใจหรือความเกียจคร้าน 37% ขาดบรรยากาศที่จูงใจ 35% ขาดสิ่งอำนวยความสะดวกหรืออุปกรณ์ออกกำลังกายที่เหมาะสม และ 26% พื้นที่ภายในบ้านไม่สะดวกแก่การออกกำลังกาย

ผู้คนยังคงตระหนักถึงความสำคัญของการออกกำลังกาย

นอกจากนี้สิ่งที่น่าสนใจจากกระแส COVID-19 ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ผู้คนหันมาสนใจการดูแลสุขภาพร่างกายมากยิ่งขึ้น ทำให้พบว่ามุมมองในการออกกำลังกายจากเดิมที่เป้าหมายจะเน้นเฉพาะบุคคล เช่น การลดน้ำหนัก การเพิ่มกล้ามเนื้อ หรือการสร้างความแข็งแรงให้กับส่วนต่างๆ ของร่างกาย ปรับเปลี่ยนมาเป็นการออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพโดยรวมให้ดีขึ้น

ไซมอน ฟลินท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Evolution Wellness Group ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการสำรวจว่า “ผลสำรวจนี้ทำให้เรารู้ว่า ผู้คนยังคงตระหนักถึงความสำคัญของการออกกำลังกาย แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่สิ่งต่างๆ ต้องหยุดชะงักและพบกับข้อจำกัดมากมาย แต่ผู้คนส่วนใหญ่ยังพยายามที่จะรักษากิจวัตรการออกกำลังกายของตนไว้ โดยเราเชื่อว่าเมื่อสถานการณ์ต่างๆ กลับสู่สภาวะปกติ หลังจากมีการส่งมอบวัคซีนให้กับประชาชนส่วนใหญ่แล้ว สมาชิกส่วนใหญ่จะยังคงกลับมาใช้บริการฟิตเนสคลับเช่นเดิม และอาจมีสมาชิกบางส่วนที่มีรูปแบบการออกกำลังกายที่เปลี่ยนไปโดยจะเป็นการผสมผสานทั้งการออกกำลังกายในคลับและโซลูชั่นการออกกำลังกายที่บ้านควบคู่กันไป เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านการออกกำลังกายของพวกเขามากขึ้น”

รพ.พระราม9 มอง วัคซีนโควิด-19 ‘ความหวัง ทางเลือก และทางรอด’ ของคนไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/652315

วันที่ 08 พ.ค. 2564 เวลา 14:08 น.

รพ.พระราม9 มอง วัคซีนโควิด-19 ‘ความหวัง ทางเลือก และทางรอด’ ของคนไทยหลังจากผ่านพ้นปฏิทินปี 2021 มา 5 เดือนเต็ม ในที่สุดประเทศไทยก็กำลังเดินหน้าเข้าสู่ขั้นต่อไปของการ “ฉีดวัคซีน” ไวรัสโควิด-19 หรืออีกนัยหนึ่ง คือการเปิดให้ประชากรไทยลงทะเบียนผ่านแพลตฟอร์ม “หมอพร้อม” เพื่อเตรียมตัวรับวัคซีนอย่างทั่วถึง

แต่ประเด็นที่ใครหลายคนอยากรู้ก่อนจรดนิ้วลงทะเบียน คงหนีไม่พ้นเรื่องสองยี่ห้อวัคซีน “ม้าเต็ง” อย่าง ‘แอสตร้าเซนเนกา (AstraZeneca)’ และ ‘ซิโนแวค (Sinovac)’ ที่ถูกถามถึงกันไม่เว้นวัน ว่า ‘ประสิทธิภาพ’ รวมถึง ‘ผลข้างเคียง’ ที่เกิดขึ้น จะคุ้มค่าพอให้เราเลิกแขนเสื้อขึ้นฉีดหรือไม่

แต่ก่อนจะพูดเจาะลึกถึงสองม้าเต็ง เราอยากจะขยายความถึงม้าเบอร์อื่นๆ ให้ชัดเจนขึ้นเสียก่อน เพื่อง่ายต่อการเทียบข้อแตกต่าง และชั่งน้ำหนักความคุ้มค่าของวัคซีนแต่ละชนิดอย่างชัดเจนที่สุด

วัคซีนโควิด-19 มีกี่ชนิด

นายแพทย์สมชัย ลีลาศิริวงศ์ ที่ปรึกษาผู้จัดการความเสี่ยง โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลกับเราว่า วัคซีนที่ใช้ป้องกันโรคโควิด 19 ทั้งหมดในปัจจุบัน มีอยู่ 4 ชนิดหลัก ๆ โดยแบ่งจากเทคนิคที่ใช้ในการผลิตวัคซีนโควิด 19 ได้แก่

mRNA vaccines หรือวัคซีนชนิดสารพันธุกรรม เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เคยใช้กับการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคอีโบล่า วัคซีนชนิดนี้จะใช้สารพันธุกรรมของโควิด-19 หรือเชื้อไวรัสซาร์ส-โควี-2 (SARS-CoV-2) เข้าไปกำกับการสร้างโปรตีนส่วนหนาม (spike protein) และทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโควิด-19 ออกมา โดยมี BioNTech/Pfizer และ Moderna เป็นสองยี่ห้อที่ใช้เทคโนโลยีนี้

Viral vector vaccines หรือวัคซีนชนิดใช้ไวรัสเป็นพาหะ พัฒนาโดยการนำไวรัสที่ถูกทำให้อ่อนฤทธิ์ลงแล้ว หรือไม่สามารถแบ่งตัวได้อีก มาตัดแต่งพันธุกรรมเพื่อใช้เป็นพาหะ แล้วฝากสารพันธุกรรมของโควิด-19 เข้าไป ทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา ซึ่งเทคนิคนี้เป็นวิธีที่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี

เนื่องจากเลียนแบบการติดเชื้อที่ใกล้เคียงธรรมชาติ โดยมีวัคซีนจาก Johnson & Johnson, Sputnik V รวมถึง ‘Oxford – AstraZeneca’ ที่ผลิตจากเทคนิคนี้

Protein-based vaccines หรือวัคซีนที่ทำจากโปรตีนส่วนหนึ่งของเชื้อ ไวรัสซาร์ส-โควี-2 (SARS-CoV-2)  โดยการนำเอาโปรตีนบางส่วนของโควิด-19 เช่น โปรตีนส่วนหนาม มาผสมกับสารกระตุ้นภูมิ ก่อนฉีดเข้าร่างกาย แล้วนำมาผสมกับสารกระตุ้นภูมิ เมื่อฉีดเข้าไปแล้วจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัส ใช้กันมานานแล้ว เพราะเป็นเทคนิคที่ใช้ผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนตับอักเสบชนิดบี ซึ่ง Novavax เป็นหนึ่งยี่ห้อที่ใช้เทคนิคนี้ในการผลิต

Inactivated vaccines หรือวัคซีนชนิดเชื้อตาย เป็นการผลิตขึ้นจากการนำเชื้อโควิด-19 มาทำให้ตายด้วยสารเคมีหรือความร้อน ก่อนฉีดเข้าร่างกายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัส เทคนิคนี้ผลิตได้ค่อนข้างช้า และต้นทุนสูง เนื่องจากต้องผลิตในห้องปฏิบัติการนิรภัยระดับ 3 ซึ่งเจ้าที่ใช้เทคนิคนี้คือ Sinopharm และ ‘Sinovac’

เมื่อรับรู้ถึงที่มาที่ไปของเทคนิคที่ใช้ในการผลิตวัคซีนในแต่ละชนิด ความคาดหวังต่อมาคงหนีไม่พ้นปัจจัยด้านความเสี่ยง หรือ ‘ผลข้างเคียง’ ที่ดูจะมีหลายอาการจนน่าสับสัน ซึ่งจริงๆ แล้วผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ ผู้มีผลข้างเคียงส่วนใหญ่มักมีอาการร่วมกัน อย่าง จุดปวด บวม แดง คัน หรือช้ำ ตรงจุดฉีดวัคซีน, อาการคลื่นไส้ – มีไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ รวมถึงรู้สึกอ่อนเพลียและไม่สบายตัว ซึ่งเป็นผลข้างเคียง “ชนิดไม่รุนแรง” ที่พบแทบในวัคซีนทุกชนิด

“ประเด็นที่คนไทยกำลังกังวลคือ ข่าวผลข้างเคียงที่รุนแรง โดยเฉพาะภาวะลิ่มเลือดอุดตันจากวัคซีนแอสตร้าเซนเนกา” โดย “สำนักงานการแพทย์ยุโรป (EMA) ประกาศว่าวัคซีนชนิดนี้ อาจมีความเชื่อมโยงกันกับภาวะดังกล่าว หลังมีรายงานว่ามีผู้ป่วยภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลังได้รับการฉีดวัคซีนเข็มแรก”

“แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หลายหน่วยงานด้านสาธารณสุขระดับโลกรายงานตรงกันว่า หากเทียบสัดส่วนประชากรที่รับการฉีดแล้ว ภาวะดังกล่าวมีสัดส่วนเกิดขึ้นต่ำมาก เมื่อพิจารณาในภาพรวมแล้ว หลายฝ่ายจึงให้ข้อสรุปว่า การเดินหน้าฉีดวัคซีนเพื่อลดโอกาสเสียชีวิตจากโควิด-19 จะมีประโยชน์มากกว่าการระงับใช้วัคซีนไปเลย”

ส่วนอีกหนึ่งที่กำลังเข้าสู่ประเทศไทยหลักล้านโดส อย่าง ซิโนแวค แม้ล่าสุดจะถูกเอ่ยถึงอาการข้างเคียงคล้ายอัมพฤกษ์ ซึ่งอาจเป็นความผิดปกติทางระบบประสาทชั่วคราว แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลยืนยันที่ชัดเจนในหัวข้อดังกล่าว

ด้วยรายงานต่างๆ นานา ของทั้ง แอสตร้าเซนเนกา และ ซิโนแวค อาจจะยากเสียหน่อยที่จะยกวัคซีนทั้งสองให้เป็นม้าตัวความหวังของประเทศไทย แต่อย่างน้อยที่สุดแล้วทั้งคู่ต่างก็เป็นวัคซีนที่ได้รับการรับรองจากองค์กรอนามัยโลกแล้ว มีการอนุมัติใช้แล้วในหลายประเทศ และยังผ่านการขึ้นทะเบียนและได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ประเทศไทย อย่างถูกต้อง

โดย รศ.พญ.รวีรัตน์ สิชฌรังษี กุมารแพทย์ด้านโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน ให้ข้อมูลวัคซีนทั้งสองชนิดว่า “ในประเทศไทย จะใช้ แอสตร้าเซนเนกา ฉีดให้กับผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป บริเวณต้นแขนรวม 2 โดส ห่างกัน 10-12 สัปดาห์ และหลีกเลี่ยงการฉีดให้กับผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างมาก ส่วน ซิโนแวค จะฉีดให้กับผู้ที่มีอายุระหว่าง 18-59 ปี บริเวณต้นแขนรวม 2 โดสเช่นกัน แต่ห่างกัน 2-4 สัปดาห์ และยกเว้นผู้ที่อยู่ในพื้นที่ระบาดรุนแรง จะต้องฉีดห่างกัน 2 สัปดาห์เท่านั้น”

“ประเทศไทยเริ่มดำเนินการฉีดวัคซีนให้กลุ่มเสี่ยงทั้ง 4 ไปแล้ว ซึ่งประกอบด้วย บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้า, ผู้มีโรคประจำตัวหรือโรคกลุ่มเสี่ยง, ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรคโควิด-19 ซึ่งหลังจากมีการนำเข้าวัคซีนมากขึ้น กระทรวงสาธารณสุขจึงได้เริ่มดำเนินการวางแผนงานฉีดวัคซีนให้คนทั่วไป กับโรงพยาบาล 1,500 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงโรงพยาบาลพระรามเก้า ผ่านแพลตฟอร์ม หมอพร้อม”

แพลตฟอร์ม “หมอพร้อม” จะเปิดให้ลงทะเบียนผ่าน LINE Official Account ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้ เป็นต้นไป อีกทั้งยังเปิดให้ประชาชนได้ศึกษาวิธีใช้งาน รวมถึงรายละเอียดที่ต้องแจ้ง ผ่านทางเว็บไซต์ https://หมอพร้อม.com อีกด้วย

แม้จะสรุปไม่ได้ว่าการฉีดวัคซีนทั้งสองชนิด เป็นทางรอดของคนไทย 100% หรือไม่ แต่เราก็เชื่อว่าการเข้าถึงข้อมูลของวัคซีนโควิด-19 ที่มากพอ จะช่วยสร้างความหวังให้คนไทยได้ ตัดสินใจเลือก “ทางเลือก” ในการก้าวผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยตัวเอง

ภาพข่าว/REUTERS 

3 ระดับ จัดการมูลฝอยติดเชื้อช่วงโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/651956

วันที่ 04 พ.ค. 2564 เวลา 10:33 น.

3 ระดับ จัดการมูลฝอยติดเชื้อช่วงโควิด-19กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ยกระดับการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค โควิด-19 แบ่งการจัดการเป็น 3  ระดับ พร้อมเผยแนวโน้มปริมาณมูลฝอยติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่ในภาพรวมยังบริหารจัดการได้

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ณ วันที่ 29 เมษายน 2564 มียอดผู้ป่วยสะสมอยู่ที่ 63,570 คน ส่งผลให้มีมูลฝอยติดเชื้อตั้งแต่มกราคม-เมษายน 2564 เพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 22.9 หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 28.4 ตันต่อวัน โดยคาดการณ์แหล่งกำเนิดมูลฝอยติดเชื้อโควิดจากโรงพยาบาล 2.85 กิโลกรัมต่อเตียงต่อวัน โรงพยาบาลสนาม 1.82 กิโลกรัมต่อเตียงต่อวัน State Quarantine 1.32 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน  และจากห้องปฏิบัติการ (Lab) 0.05 กิโลกรัมต่อตัวอย่าง

ได้มีข้อเสนอเพื่อเตรียมการรองรับการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อโควิด-19 ในด้านการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ ซึ่งได้แบ่งเป็น 3 ระดับสถานการณ์ คือ 1) ระดับสถานการณ์ปกติ มีหน่วยงานรับกำจัดมูลฝอยติดเชื้อหลัก จำนวน 14 แห่ง สามารถกำจัดได้ 273.5 ตันต่อวัน และ Onsite Treatment จำนวน 27 แห่ง กำจัดได้ 27 ตันต่อวัน  2) ระดับสถานการณ์ระดับปานกลาง จัดการใช้ทรัพยากรที่มีศักยภาพเทียบเท่าเตาเผามูลฝอยติดเชื้อ โดยใช้เตาเผากากของเสีย กำจัดได้ 50 ตันต่อวัน และเตาเผาปูนซิเมนต์ และ 3) ระดับสถานการณ์รุนแรงใช้วิธีการจำกัดมูลฝอยติดเชื้อด้วยการทำลายเชื้อ และเผาในเตาเผามูลฝอยทั่วไป

นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า แนวทางการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในครัวเรือนหรือชุมชน กรณีพบผู้ติดเชื้อหรือกลุ่มเสี่ยง เพื่อลดการเกิดมูลฝอยติดเชื้อและลดการแพร่กระจายของเชื้อโควิด–19 นั้น หากในพื้นที่ระบบการเก็บขนมูลฝอยติดเชื้อไม่สามารถเข้าถึงได้ให้ใช้วิธีการ ดังนี้

1) เก็บรวบรวมและทำลายเชื้อ โดยใส่ถุงขยะ 2 ชั้น ถุงใบแรกที่บรรจุมูลฝอยติดเชื้อ ให้ราดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือน้ำยาฟอกขาว จากนั้นมัดปากถุงให้แน่น แล้วฉีดพ่นด้วยสารฆ่าเชื้อ (สารโซเดียมไฮโปรคลอไรท์ 5,000 ppm หรือแอลกอฮอล์ 70 เปอร์เซ็นต์) บริเวณปากถุงแล้วซ้อนด้วยถุงขยะอีก 1 ชั้น แล้วมัดปากถุงชั้นนอกให้แน่น และฉีดพ่นด้วยสารฆ่าเชื้ออีกครั้ง

2) เคลื่อนย้ายไปพักยังที่พักที่จัดไว้เฉพาะ เพื่อรอประสานให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาเก็บขนไปกำจัดอย่างถูกต้อง 

3) ภายหลังจัดการมูลฝอยแล้วล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ทันที

สำหรับประชาชนทั่วไปหากต้องทิ้งหน้ากากอนามัย ควรปฏิบัติตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ เริ่มจากถอดหน้ากาก โดยจับสายรัดและถอดหน้ากากอนามัยจากด้านหลัง จากนั้นให้พับหรือม้วนหน้ากากส่วนที่สัมผัสกับใบหน้าเข้าหากัน  จนมีขนาดเล็กแล้วมัดด้วยสายรัดให้แน่น โดยหากสถานที่นั้นมีจุดทิ้งหน้ากากไว้เป็นการเฉพาะ ให้ทิ้งลงในถังหรือภาชนะนั้น

“กรณีสถานที่นั้นไม่มีจุดสำหรับทิ้งหน้ากากอนามัย ให้นำหน้ากากอนามัยที่พับแล้วใส่ถุงพลาสติก จากนั้นมัดหรือปิดปากถุงให้แน่น ก่อนทิ้งลงในถังหรือภาชนะรองรับขยะทั่วไปที่มีฝาปิดมิดชิด เพื่อนำไปกำจัดอย่างถูกต้อง และต้องล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำทุกครั้งหลังการทิ้ง” อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในที่สุด

ชวนเลิกสูบบุหรี่ระหว่างรอฉีดวัคซีน ช่วยภูมิคุ้มกันฟื้นตัวดีขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/651955

วันที่ 04 พ.ค. 2564 เวลา 10:30 น.

ชวนเลิกสูบบุหรี่ระหว่างรอฉีดวัคซีน ช่วยภูมิคุ้มกันฟื้นตัวดีขึ้นCovid-19 : แพทย์รามาฯ เผยวิจัยจากอิตาลี พบคนสูบบุหรี่ที่ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด ภูมิคุ้มกันขึ้นต่ำกว่าคนไม่สูบบุหรี่ถึง 40% เหตุบุหรี่ทำลายภูมิคุ้มกันในร่างกาย พร้อมชวนคนไทยเลิกสูบบุหรี่ระหว่างรอฉีดวัคซีนป้องกันโควิด ชี้หากเลิกสูบ 1-2 เดือนภูมิคุ้มกันฟื้นตัวดีขึ้น

ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวถึงงานวิจัยชิ้นใหม่โดยทีมวิจัยจากอิตาลี ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงอุดมศึกษาและวิจัยของรัฐบาลอิตาลี พบว่า การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยตัวหนึ่งที่ทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนได้ผลน้อยลง งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาวิจัยตรวจระดับภูมิคุ้มกันร่างกายต่อเชื้อไวรัสโควิด-19 (Anti SARS-Cov2 antibodies) ภายหลังจากได้รับวัคซีนประเภท COVID-19 mRNA ของ Pfizer/BioNTech ครบ 2 เข็ม ในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์จำนวน 86 คน ผลการศึกษา พบว่า คนที่สูบบุหรี่จะมีระดับภูมิคุ้มกันเฉลี่ยอยู่ที่ 1,099 U/ml ในขณะที่คนที่ไม่สูบบุหรี่จะอยู่ที่ระดับ 1,921 U/ml หรืออาจจะกล่าวได้ว่าคนที่สูบบุหรี่หลังจากได้รับวัคซีนแล้วระดับภูมิคุ้มกันเชื้อไวรัสโควิด-19 จะขึ้นต่ำคนที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 40%

นอกจากนี้ งานวิจัยชิ้นนี้ยังชี้ว่า คนอ้วนหรือคนที่มีความดันโลหิตสูงก็มีแนวโน้มที่ระดับภูมิคุ้มกันหลังจากฉีดวัคซีนจะได้ผลน้อยกว่า

ดร.พญ.เริงฤดี กล่าวว่า ทาง พญ.มิกิโกะ วาตานาเบะ หัวหน้าทีมวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า การที่คนสูบบุหรี่มีระดับภูมิคุ้มกันขึ้นต่ำกว่าคนไม่สูบบุหรี่นั้น คล้ายกับกรณีของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่พบผลคล้ายกันคือภูมิคุ้มกันไข้หวัดใหญ่ของคนสูบบุหรี่จะลดลงอย่างรวดเร็วกว่าคนไม่สูบบุหรี่ ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการสูบบุหรี่ที่จะทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานไม่ปกติ เป็นผลทำให้เกิดการติดเชื้อโรคต่าง ๆ ง่ายกว่าคนไม่สูบ อย่างไรก็ตาม กลไกที่ทำให้คนสูบบุหรี่ตอบสนองต่อวัคซีนป้องกันโควิด-19 น้อยกว่าคนไม่สูบบุหรี่นั้นจำเป็นต้องมีการศึกษารายละเอียดต่อไป

ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช  กล่าวเพิ่มเติมว่า รายงานกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐอเมริกา สรุปชัดเจนว่า    สารเคมีจากควันบุหรี่ทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายและปอดลดลง เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อของปอด และทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันอีกหลาย ๆ โรค และหากเลิกสูบบุหรี่ ภายในระยะเวลาประมาณ 1-2 เดือน ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะเริ่มทำงานดีขึ้นโดยปอดจะกลับมาทำงานดีขึ้นช่วยกำจัดเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย  ดังนั้นในระหว่างที่คอยรับการฉีดวัคซีน คนที่สูบบุหรี่จึงควรเลิกสูบทันที  ซึ่งนอกจากจะลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อโควิด-19 ลงปอดรุนแรงแล้ว การเลิกสูบบุหรี่ยังจะทำให้ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันโรคโควิด-19  ได้เต็มที่เมื่อได้รับการฉีดวัคซีนอีกด้วย

Tests at Chula vouch for efficacy of Sinovac, AstraZeneca vaccines #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40000687

Tests at Chula vouch for efficacy of Sinovac, AstraZeneca vaccines


The Sinovac and AstraZeneca vaccines are both helpful in stimulating peoples immunity against Covid-19, Dr Yong Poovorawan, a senior virologist at Chulalongkorn University, said on Sunday.

Tests at Chula vouch for efficacy of Sinovac, AstraZeneca vaccines

Citing a study by Chulalongkorn’s Centre of Excellence in Clinical Virology, he explained that people who got the first AstraZeneca jab had a 98.3 per cent immunity against Covid-19 compared to 99.4 per cent in people who had received the second Sinovac jab and 92.4 per cent in people who had been infected with Covid-19.

He also emphasised that people who had been infected with Covid-19 could get re-infected.

“We still do not know what level of immunity can prevent people from infection, but we already know that the severity of the disease would be reduced as long as we have immunity,” he said.

He added that the centre is currently studying people’s immunity against the Covid-19 in the long term.

“As Covid-19 has a short incubation period, it may be necessary to administer more doses to ensure people’s immunity is at the highest level,” he added.

Published : May 09, 2021

By : The Nation

Chulalongkorn University releases film on how its innovations helped fight pandemic #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40000593

Chulalongkorn University releases film on how its innovations helped fight pandemic


Chulalongkorn University, which recently launched the “Innovations for Society” campaign, has released a short film to show the different innovations Chula has successfully developed to fight Covid-19.

Chulalongkorn University releases film on how its innovations helped fight pandemic

This campaign is part of the university’s mission to play a leading role in “Creating Knowledge and Innovation to Promote Sustainable Development for Society”.

The film, “Innovations for Society: Innovations against Covid”, uses a storytelling technique from the point of view of an ad agency person who has to dig deep into her creative arsenal to come up with a pitch for her client to approve.

Chula’s target is “to communicate a myriad of innovations against Covid-19 that are full of technical and complicated jargon in a fun and engaging way in three minutes”.

The film director ties all the information into a coherent, cute and funny storyline that is divided into three parts.

First, it starts with “preventive innovations” such as a face-mask spray to protect us from viruses and dust, and CU-RoboCovid – the medical-support robot.

Then, it describes “screening innovations” such as the Chula Covid-19 Strip Test, Chula Express Analysis Mobile Unit (EAMU) and Covid-19 data incubator website that’s developed with other partners.

Finally, the story concludes with “remedy innovations” such as Covid-19 mRNA vaccine, tobacco vaccine, Chula MOOC (massive open online course), and Quick MBA from home that provides cutting-edge professional knowledge to Thai people with novel ways to earn a living during the Covid-19 crisis.

Chula’s innovations against Covid-19 are part of the university’s mission to serve the society with technological breakthroughs as well as to be a driving force for Thai society to continue along the path of robust growth.

Published : May 06, 2021

By : The Nation

ภาวะกระดูกสันหลังคด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/651869

วันที่ 03 พ.ค. 2564 เวลา 09:05 น.ภาวะกระดูกสันหลังคดแพทย์เผยภาวะการเดินตัวเอียง ระดับหน้าอก-สะโพก-หัวไหล่ทั้งสองข้างไม่เท่ากัน อาจเสี่ยงเป็นโรคกระดูกสันหลังคด แต่ถ้าหาหมอเร็วสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

พ่อแม่ต้องสังเกตโครงสร้างร่างกายลูกตั้งแต่วัยเด็ก หากเดินตัวเอียง ระดับหน้าอก สะโพกและหัวไหล่ทั้ง 2 ข้างไม่เท่ากัน อาจเสี่ยงเป็นโรคกระดูกสันหลังคด แต่ถ้าหาหมอเร็วสามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

กระดูกสันหลังคดเป็นโรคที่พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ส่วนใหญ่มีภาวะกระดูกสันหลังคดตั้งแต่วัยเด็กและเห็นได้ชัดขึ้นหรือคดมากขึ้นเมื่ออยู่ในวัยเจริญเติบโต เนื่องจากร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง โดยการคดแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือการคดแบบตัวซี (C) และการคดแบบตัวเอส (S) ซึ่งการคดแบบตัวซีเป็นการคดหนึ่งตำแหน่ง จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังเรื้อรังและอาจทำให้ไหล่กับสะโพกไม่เท่ากัน หากปล่อยไว้นาน ๆ หรือไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นจนกระดูกคดเป็นลักษณะตัวเอสคือเป็นการคด 2 ตำแหน่ง เนื่องจากเมื่อความคดของกระดูกสันหลังในจุดหนึ่งมีมากจนร่างกายไม่สามารถมีสมดุลที่ดีได้ ร่างกายจะพยายามปรับสมดุลให้เกิดขึ้นใหม่โดยการงอกระดูกสันหลังส่วนที่เหลือไปอีกด้าน จึงทำให้กระดูกสันหลังคดเป็นลักษณะคล้ายตัวเอส ซึ่งอาจเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย

นายแพทย์ภัทร โฆสานันท์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อเฉพาะทางด้านโรคกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า นอกจากลักษณะของการคดแล้ว ยังมีการวัดมุมหรือความคดของแนวกระดูกสันหลังเป็นองศา หรือที่เรียกว่า Cobb angle โดยสามารถเห็นได้จากการเอกซเรย์ โดยโรคกระดูกสันหลังคดส่วนมากสังเกตได้ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงช่วงวัยรุ่น เช่น ระดับของหัวไหล่ทั้ง 2 ข้างไม่เท่ากัน ,กระดูกสะบักยุบนูนต่างกัน ,ระดับหน้าอกทั้ง 2 ข้างไม่เท่ากัน ,ในเด็กผู้หญิงหน้าอกทั้ง 2 ข้างไม่เท่ากัน ส่วนในเด็กผู้ชายอาจสังเกตได้จากระดับหัวนมไม่เท่ากัน ,สะโพกทั้ง 2 ข้างไม่เท่ากัน ,ตัวเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง ,แนวกระดูกสันหลังไม่เป็นเส้นตรงหรือเอียงอย่างเห็นได้ชัด ,มีกระดูกนูนบริเวณหลังและนูนชัดขึ้นเมื่อก้มตัวไปด้านหน้า หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและวางแผนการรักษาเพื่อไม่ให้แนวกระดูกคดเพิ่มจนเกิดภาวะแทรกซ้อน

“สำหรับผู้ป่วยที่มีความคดไม่เกิน 20 – 25 องศา ผู้ป่วยจะยังไม่มีอาการปวด แพทย์จะแนะนำการออกกำลังกายที่เหมาะสมพร้อมนัดติดตามเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของแนวกระดูกทุก 6 เดือน ถึง 1 ปี ขึ้นอยู่กับอายุของผู้ป่วย ส่วนผู้ป่วยที่มุมการคดมากกว่า 20 – 25 องศา แต่ไม่เกิน 40 – 45 องศา ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดหลัง ปวดเอว ปวดคอ หรือปวดเข่าแบบเรื้อรัง ขึ้นอยู่กับลักษณะและตำแหน่งที่คด แพทย์จะแนะนำให้ใส่เสื้อดัดหลัง (Brace) อย่างน้อย 20 ชั่วโมงต่อวัน ไปจนกว่าร่างกายจะหยุดการเจริญเติบโต

เพื่อชะลอหรือป้องกันไม่ให้แนวกระดูกคดมากกว่าเดิม แต่ในผู้ป่วยที่มุมการคดมากกว่า 40 – 45 องศา แพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัดเนื่องจากผู้ป่วยจะมีอาการปวดทรมาน หายใจลำบาก โครงสร้างร่างกายเปลี่ยนแปลงจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน รวมทั้งมีแนวโน้มกระดูกคดเพิ่มขึ้นซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะภายในไม่ว่าจะเป็นปอดหรือหัวใจได้” นายแพทย์ภัทรกล่าว

สำหรับการผ่าตัดรักษาโรคกระดูกสันหลังคด แพทย์จะใช้สกรูตัวเล็ก ๆ ยึดกับกระดูกสันหลังและใช้โลหะพิเศษดามยึดสกรูแต่ละตัวเข้าด้วยกัน พร้อมกับดัดปรับมุมของกระดูกสันหลังให้กลับมาตรงปกติ ซึ่งในอดีตการผ่าตัดรักษากระดูกสันหลังคดมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีเนวิเกเตอร์ที่ช่วยกำหนดตำแหน่งและองศาที่แม่นยำ รวมถึงเทคโนโลยี Intraoperative Neuromonitoring ช่วยตรวจสอบการส่งสัญญาณของเส้นประสาท ลดความเสี่ยงการบาดเจ็บต่อเส้นประสาทขณะผ่าตัด ทำให้การผ่าตัดมีความปลอดภัย แม่นยำและให้ผลการรักษาที่ดีกว่าเดิม

ทั้งนี้ พ่อแม่ควรหมั่นสังเกตโครงสร้างร่างกายลูกตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยเจริญเติบโต หากพบความผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพราะถ้าวินิจฉัยและเข้าสู่การรักษาได้เร็วก็มีโอกาสรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด