‘ชา’ หรือ ‘กาแฟ’ เช้านี้เลือกอะไรดี? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/643551

วันที่ 25 ม.ค. 2564 เวลา 08:28 น.'ชา' หรือ 'กาแฟ' เช้านี้เลือกอะไรดี?ส่องความเหมือนที่แตกต่างระหว่าง “ชา” กับ “กาแฟ” เครื่องดื่มแบบไหนจะดีต่อสุขภาพและชวนให้ดื่มมากกว่ากัน

หากพูดถึงเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ มักจะทำให้หลายคนนึกถึงชาหรือกาแฟอย่างแน่นอนเรียกได้ว่าเป็นเครื่องดื่มที่คนบริโภคทั่วโลกจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมกันเลยทีเดียว

ไม่ว่าจะเป็นชาวอิตาลีที่ชื่นชอบการดื่มเอสเพรสโซร้อนแบบช็อตที่หน้าบาร์กาแฟ ในขณะที่ฝั่งเอเชียก็มีพิธีชงชาที่สะท้อนถึงความเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะวัฒนธรรมในประเทศญี่ปุ่นหรือประเทศจีน แม้กระทั่งในประเทศไทยก็มีวัฒนธรรมในการดื่มกาแฟและชาที่แตกต่าง อาทิ การคิดค้นเมนูแสนอร่อยอย่างชาไทย กาแฟโบราณ หรือบรรยากาศของสภากาแฟในยามเช้า เรียกได้ว่าเป็นเครื่องดื่มที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแต่ละชาติได้เป็นอย่างดี

อิทธิพลของการดื่มชาและกาแฟที่ไม่เหมือนกัน อาจจะทำให้บางคนเกิดความสงสัยว่า ระหว่าง “ชา” กับ “กาแฟ” เครื่องดื่มแบบไหนที่จะดีต่อสุขภาพ และชวนให้ดื่มมากกว่ากัน วันนี้เราเตรียมเรื่องราวที่น่าสนใจของชาและกาแฟมาฝาก ตามไปดื่มด่ำอรรถรสของเครื่องดื่มนี้กันได้เลย

ความเหมือนที่แตกต่างกัน

แน่นอนว่าทุกท่านทราบกันดีว่าในชาและกาแฟมีกาเฟอีนเหมือนกัน แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปนั่นก็คือ กาเฟอีนในกาแฟที่ส่วนใหญ่มักจะมีปริมาณมากกว่าชา แต่ก็ไม่เสมอไป เพราะในเมล็ดกาแฟและใบชาบางสายพันธุ์ก็มีสารกาเฟอีนที่ไม่เท่ากัน

สำหรับกาเฟอีน (Caffeine) นั้นเป็นสารแซนทีนอัลคาลอยด์ที่สามารถพบได้ในพืชธรรมชาติหลายชนิด เช่น เมล็ดกาแฟ ใบชา โกโก้ ซึ่งกาเฟอีนมีฤทธิ์ในการกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ร่างกายตื่นตัว ไม่ง่วงซึม ผู้ใหญ่ที่อยู่ในวัยทำงานจึงมักจะดื่มชาหรือกาแฟเพื่อช่วยให้กระตุ้นประสาท ทำให้กระปรี้กระเปร่าและหายง่วงในระหว่างวัน บางคนถึงขั้นมีอาการติดกาเฟอีน ถ้าวันไหนไม่ได้ดื่มก็จะทำให้เกิดอาการปวดหัว กระสับกระส่าย หรือซึมเศร้าได้

คอกาแฟ : ความเข้มข้นที่ช่วยปลุกพลัง

บางคนอาจจะรู้สึกว่ากาแฟนั้นไม่มีประโยชน์และอาจจะทำให้เสพติดได้แต่อันที่จริงหากดื่มในปริมาณที่เหมาะสมและเป็นกาแฟดำโดยที่ไม่ได้ปรุงแต่งจากน้ำตาลนมไซรัปวิปครีมซึ่งเป็นตัวการทำให้อ้วนขึ้นก็จะทำให้การดื่มกาแฟมีข้อดีหลายอย่างเลยทีเดียว

  • ช่วยกระตุ้นความทรงจำได้ดี ช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมน GCSF ซึ่งเป็นสารที่ช่วยลดความเสี่ยงเป็นอัลไซเมอร์
  • ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญ สามารถช่วยให้น้ำหนักลดได้ หากดื่มกาแฟควบคู่กับการออกกำลังกาย
  • ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเกาต์ เพราะกาเฟอีนมีส่วนช่วยบรรเทาอาการอักเสบของข้อ เนื่องจากกรดยูริกที่เกินขนาดได้
  • ช่วยปลุกความตื่นตัวให้กับร่างกายที่อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า ให้กระฉับกระเฉง
  • กาแฟมีส่วนผสมของโปรตีนและแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูก

แต่ข้อควรระวังคือ กาแฟนั้นมีปริมาณกาเฟอีนที่ค่อนข้างสูงมากกว่าชา ถ้าหากดื่มเกินวันละ 400 มิลลิกรัม ก็อาจจะทำให้เกิดอาการหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ และทำให้เกิดอาการวิตกกังวล นอนไม่หลับ นอกจากนั้นยังการดื่มกาแฟในปริมาณมากๆ มักจะทำให้ฟันเหลืองอีกด้วย และจากงานวิจัยของเดนมาร์กพบว่า หากดื่มกาแฟเกินวันละ 8 แก้ว จะทำให้มีโอกาสเกิดการแท้งบุตรได้ คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จึงต้องระวังให้ดี

คอชา : ความละมุนกรุ่นกลิ่นเอกษลักษณ์ 

ส่วนใครที่ชื่นชอบอรรถรสของการดื่มชา แน่นอนว่ามีประโยชน์หลากหลายไม่แพ้กับกาแฟเลยทีเดียว เพราะชาเป็นเครื่องดื่มที่มีสารหรือธาตุอยู่มากมาย ช่วยบำรุงร่างกายให้มีสุขภาพดีได้เช่นกัน

  • ชามีสารฟลูออไรด์ ดีต่อสุขภาพช่องปาก ป้องกันฟันผุ ดื่มแล้วฟันไม่เหลืองเหมือนกับกาแฟ
  • การดื่มชาจะช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียดได้ ทำให้แจ่มใส และสดชื่น ช่วยกระจายความร้อนส่วนเกินในร่างกาย
  • ชามีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันโรคมะเร็งและช่วยบำรุงผิวพรรณ ทำให้ไม่แก่ง่าย
  • ชาสามารถช่วยกระตุ้นระบบประสาท ช่วยหมุนเวียนโลหิตได้ ทำให้ร่างกายทำงานได้ตามปกติ ป้องกันไขมันส่วนเกินสะสมในร่างกาย
  • การดื่มชาจะช่วยป้องกันและลดอาการของโรคอัลไซเมอร์ได้ อีกทั้งยังเพิ่มฤทธิ์ในการรักษาโรคไมเกรนได้ด้วยเช่นกัน

ส่วนข้อควรระวังคือ การดื่มชาที่มีกาเฟอีนมากเกินไปในระยะยาวนั้น มีผลต่อการลดระดับความหนาแน่นของกระดูกลง ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนได้

เรื่องต้องรู้ของกาเฟอีน

สถาบันวิจัยหลายแห่งพบว่า ประโยชน์ของชาและกาแฟมีเท่าๆ กัน คือการช่วยปรับให้ระดับอินซูลินคงที่ และลดอัตราการเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคพาร์กินสัน และมะเร็งที่ลำไส้ได้ ในสารกาเฟอีนมีประสิทธิภาพทําให้เส้นเลือดที่ขยายออกหดตัวกลับสู่ภาวะปกติ บรรดายาแก้ปวดทั้งหลายจึงมีส่วนผสมของกาเฟอีนเพื่อช่วยลดอาการปวดไมเกรนหรือปวดศีรษะทั่วไป ขณะเดียวกันก็ทําให้เสพติด แม้จะไม่หนักหนาเหมือนยาเสพติดชนิดอื่นๆ แต่เมื่อไรที่รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า หรือปวดหัว คนจะหันไปพึ่งกาเฟอีนเสมอ และมักจะพึ่งพาในปริมาณที่มากขึ้นเรื่อยๆ ผลข้างเคียงที่ตามมาคือ ใจสั่น สมาธิสั้น คลื่นไส้ อาเจียน กล้ามเนื้อตึงและปวด และอาจทําให้ปวดไมเกรนได้

กาเฟอีน เป็นยากระตุ้นประสาทชนิดหนึ่งที่ก่อให้เกิดการเสพติดได้ ซึ่งมีผลทําให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูงขึ้น ทําให้กระเพาะอาหารผลิตกรดออกมามากกว่าปกติ และทําลายโครโมโซมในหนูที่ใช้ทดลอง ทําให้ลูกหนูที่คลอดออกมาพิการไม่สมประกอบ โดยในปี ค.ศ.1980 สํานักงานอาหารและยา (F.D.A.) ของสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศเตือนให้สตรีที่ตั้งครรภ์ลดเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เพราะอาจจะเป็นอันตรายต่อเด็กในครรภ์ได้ แต่ในขณะเดียวกันแพทย์ได้ใช้กาเฟอีนกับเด็กทารกที่คลอดก่อนกําหนดและหยุดหายใจแล้วกว่า 20 วินาที เพื่อช่วยกระตุ้นให้ฟื้น แต่ได้ผลไม่แน่นอน และมีการใช้ในห้องทดลองเกี่ยวกับการกระตุ้นระบบประสาท รวมถึงใช้ผสมกับยาเออร์กอท (Ergot) ในการรักษาไมเกรนด้วย

เสริมเกราะป้องกัน สร้างภูมิคุ้มกันให้สตรอง!! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/643486

วันที่ 24 ม.ค. 2564 เวลา 10:30 น.เสริมเกราะป้องกัน สร้างภูมิคุ้มกันให้สตรอง!!“อ่อนแอก็แพ้ไป” วลีแทงใจที่ใช้ได้หลายโอกาส ทั้งเรื่องของหัวใจ อารมณ์ความรู้สึก การแข่งขัน และปัจจุบันเป็นอันเข้าใจในเรื่องของสุขภาพและโรคภัยต่างๆ

เริ่มต้นทศวรรษนี้ เราต่างก็เจอกับศึกหนัก เริ่มตั้งแต่ปัญหาระดับภูมิภาค สภาพอากาศที่แปรปรวน น้ำท่วม อุณหภูมิร้อนหนาวราวกับคาดการณ์ไม่ได้ ส่งผลกับร่างกายทั้งอาการเจ็บคอ ไข้หวัด กระทบการใช้ชีวิตมากขึ้นอีกสเต็ปกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ครอบคลุมระดับประเทศและรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กับปัญหาฝุ่น PM 2.5 ท้าทายทั้งภาครัฐและเราทุกคนในการรับมือ พร้อมร่วมสร้างสำนึกเพื่ออากาศที่ดีอย่างยั่งยืน และอีกปัญหาที่ฝืนลิขิตธรรมชาติไม่ได้ คือเรื่องการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 คลื่นระลอกใหม่ลูกใหญ่ที่กัดกินชีวิตประชากรไปแล้วทั่วทุกมุมโลก

นาทีนี้หลายคนยังคงตระหนกกับเหตุการณ์ที่กระทบการดำเนินชีวิต ขณะที่อีกหลายคนหันมาตระหนักถึงการป้องกันตัวเองในทุกๆ ด้านให้มากขึ้นเพื่อชีวิตที่ปกติสุขดังเดิมภายใต้สิ่งแวดล้อมใหม่ หรือ New Normal แต่หากไม่รู้จะเริ่มต้นแบบไหน แนะนำให้เริ่มจากการเสริมเกราะป้องกันสุขภาพ สร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง สตรองทุกสถานการณ์ด้วย 3 เทคนิคต่อไปนี้

· เสริมเกราะจากภายนอก

ข้อแรกคือจัดหาอุปกรณ์เสริมเพื่อการดำเนินชีวิตที่ปลอดภัยในยุคนี้ เริ่มที่ หน้ากาก ควรเลือกให้เหมาะกับการใช้งาน หน้ากาก N95 มีประสิทธิภาพป้องกันสูงกว่าหน้ากากแบบอื่น ป้องกันฝุ่น PM 2.5 เชื้อโรคที่มีขนาดเล็ก 0.3 ไมครอน และเชื้อไวรัสโคโรนา, หน้ากากอนามัยแบบเยื่อกระดาษ หาซื้อได้ทั่วไป ใส่แล้วหายใจสะดวก ช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคและแบคทีเรียจากการไอหรือจาม ป้องกันฝุ่น PM 2.5 และเชื้อไวรัสโคโรนาได้ค่อนข้างดี

หน้ากาก Pitta รุ่นมาตรฐาน สำหรับกรองอากาศโดยเฉพาะ ซักทำความสะอาดและใส่ซ้ำได้ ช่วยกันฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กและเกสรดอกไม้ แต่ไม่ป้องกันฝุ่น PM 2.5 รวมทั้งเชื้อไวรัสโคโรนา, หน้ากากแบบผ้า ใช้ซ้ำได้ ป้องกันฝุ่น PM 2.5 และป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนาได้เพียงเล็กน้อย 

อุปกรณ์ล้างมือ เพื่อความสะดวกคนส่วนใหญ่เลือกพกเจลแอลกอฮอล์แต่ต้องเลือกที่มีความเข้มข้น 70% ขึ้นไปเพื่อประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรค, สเปรย์แอลกอฮอล์และแผ่นทำความสะอาดผสมแอลกอฮอล์ สามารถฉีดพ่นและเช็ดทำความสะอาดมือ ทั้งยังใช้กับสิ่งของต่างๆ ที่เราสัมผัส ทั้งนี้ การล้างมือด้วยสบู่และน้ำยังเป็นตัวเลือกที่น่าทำมากที่สุดเพราะสามารถขจัดสิ่งสกปรกและเชื้อโรคได้ดีกว่า

· สร้างเกราะป้องกันที่แข็งแรง

ร่างกายที่แข็งแรงคือกำแพงที่มั่นคงที่สุด ดังนั้น การเสริมสร้างร่างกายให้มีความแข็งแรงด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ นอกจะทำให้กล้ามเนื้อร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยขับของเสียผ่านทางเหงื่อ เพิ่มปริมาณการไหลเวียนเลือด ช่วยให้เม็ดเลือดขาวแข็งแรงสามารถจัดการกับเชื้อโรค และหลั่งสารเอนดอร์ฟินช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ลดเครียดและความวิตกกังวล, นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การนอนน้อยมีผลต่อการสร้างเซลล์ในระบบภูมิต้านทาน ยืนยันโดยงานวิจัยของมหาวิทยาลัยชิคาโก ที่พบว่ากลุ่มคนที่นอนหลับคืนละ 7 ชม. เป็นเวลา 4 วัน แล้วให้วัคซีนไข้หวัด จะสามารถสร้างแอนติบอดี ซึ่งเป็นเซลล์ในระบบภูมิต้านทาน ต่อเชื้อไข้หวัดได้มากกว่าผู้ที่นอนหลับคืนละ 4 ชม. ถึง 50%

ลดเครียด เพราะอารมณ์เครียดจะส่งผลเพิ่มการหลั่งฮอร์โมนที่มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกัน ทำให้ภูมิต้านทานต่อโรคต่าง ๆ ลดลง เสี่ยงติดเชื้อได้ง่าย, ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพราะน้ำจะช่วยเพิ่มสารคัดหลั่งและความชุ่มชื้นของเยื่อบุผิวในท่อทางเดินหายใจส่วนบน ที่จะช่วยป้องกันและดักจับฝุ่นละอองหรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย

· ดูแลภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ

ระบบภูมิคุ้มกันคือหนึ่งในกลไกป้องกันการติดเชื้อไวรัสในร่างกายที่มีประสิทธิภาพที่สุด นอกจากการทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เราควรเสริมด้วยอาหารที่ช่วยสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกัน เช่น เบต้าแคโรทีน ซึ่งโดยมากจะอยู่ในผักและผลไม้, วิตามินซี วิตามินอี วิตามินบี อาทิ ผักใบเขียวจัดหรือผักผลไม้สีเหลืองส้ม, แร่ธาตุ เช่น ซิลีเนียม หรือสังกะสี ที่พบในเนื้อสัตว์ อาหารทะเล นม หรือถั่ว เป็นต้น การได้รับจากวิตามินเสริมก็เป็นอีกทางเลือก อาทิ มีจากงานวิจัยทางการแพทย์ พบว่าวิตามินซีมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายด้าน รวมถึงการเสริมสร้างความแข็งแรงของภูมิต้านทานต่อโรคติดเชื้อ ผู้ที่มีระดับวิตามินซีในร่างกายสูงจะหายจากการเจ็บป่วยบางชนิด เช่น ไข้หวัด และการติดเชื้อไวรัสได้เร็วกว่าคนที่ไม่ได้รับวิตามินซีเสริม

สุดท้าย การใช้ชีวิตบนความไม่ประมาทนั่นแหละดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการหลีกเลี่ยงพื้นที่คนแออัด สวมหน้ากาก หมั่นล้างมือบ่อยๆ เลิกพฤติกรรมที่ทำให้ภูมิต้านทานอ่อนแอลง ลดการทานอาหารหวาน เลิกดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ และควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน เป็นสิ่งที่ทุกคนควรทำ

7 ท่าออกกำลังกายเลียนแบบสัตว์ ปลดปล่อยเอนเนอร์จี้แบบสนุก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/643488

วันที่ 24 ม.ค. 2564 เวลา 10:20 น.7 ท่าออกกำลังกายเลียนแบบสัตว์ ปลดปล่อยเอนเนอร์จี้แบบสนุกฟิตเนส เฟิรส์ท ชวนคุณหนูๆ ปลดปล่อยเอนเนอร์จี้ กับ 7 ท่าออกกำลังกายเลียนแบบสัตว์ สร้างกล้ามเนื้อง่ายๆ ได้ที่บ้าน

ในยุคที่ใครๆ ก็ตื่นตัวกับการออกกำลังกาย ไม่เว้นแม้แต่ครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ย่อมต้องอยากสนับสนุนให้พวกเขาเล่นกีฬาและออกกำลังกาย เพราะนอกจากจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อ เพิ่มภูมิต้านทาน การออกกำลังกายในวัยนี้ ยังช่วยเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ โดยเฉพาะการฝึกควบคุมร่างกาย ฟิตเนส เฟิรส์ท ขอแนะนำ “7 ท่าออกกำลังกายเลียนแบบสัตว์” ง่ายๆ ทำได้ที่บ้าน รับประกันความสนุกทุกท่าจนนึกว่ากำลัง “เล่น” อยู่ แถมได้ปล่อยพลังเกินร้อย ที่สำคัญทั้ง 7 ท่า ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านร่างกายและสมาธิให้กับคุณหนูได้เป็นอย่างดี

เพราะเด็กเป็นวัยในการลอกเลียนแบบสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวอยู่แล้ว การออกแบบท่าออกกำลังกายทั้ง 7 ท่าด้วยการเลียนแบบท่าทางของสัตว์ จึงไม่ต่างกับการเล่นสนุกที่พวกเขาทำอยู่ทุกวัน

เริ่มกันด้วย ท่าที่ 1 “Frog Jumps” เลียนแบบท่ากบกระโดด ด้วยการนั่งยองๆ เอามือทั้ง 2 ข้างวางไว้ที่พื้นด้านหน้า แล้วกระโดดตัวให้สูงขึ้น และกลับมาท่าเดิม ทำซ้ำไปมาประมาณ 45 วินาที ท่านี้จะช่วยทำให้แขนขา และแกนกลางลำตัวแข็งแรง

สนุกกันต่อกับ ท่าที่ 2 “Bear Walk” ให้เขาลองจินตนาการว่าตัวเองเป็นหมี เลียนแบบท่าเดินของหมีด้วยมือและเท้า กดสะโพกลงไม่ให้สูงเกินไปเพื่อเกร็งกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว หลังจากนั้น เดินไปมาซ้ายขวา ใช้เวลาประมาณ 45 วินาที

แล้วจึงเริ่มสนุกไปกับการเลียนแบบเจ้ากอริล่ากับ ท่าที่ 3 “Gorilla Shuffle” ด้วยการนั่งยองๆ วางมือทั้งสองข้างไว้ด้านข้างลำตัว แล้วค่อยๆ กระโดดไปด้านข้าง บอกให้ลูกของคุณเคลื่อนร่างกายไปมารอบห้อง คล้ายกับกอริล่ากำลังหาที่พักเหนื่อย เท่านี้ก็ได้ออกแรงแถมยังสนุกอีกด้วย

พักหายใจสัก 3-4 ลมหายใจแล้วไปต่อ! กับ ท่าที่ 4 “Starfish Jumps” ยืนตามปกติแล้วกำมือไว้ด้านหน้าลำตัว แล้วกระโดดกางแขนและขาให้กว้างเหมือนปลาดาว ท่านี้เด็กๆลองทำซ้ำดู จินตนาการว่าตัวเองเป็นปลาดาวที่ว่ายน้ำขึ้นลงในท้องทะเลอันกว้างใหญ่

แล้วไปฝึกกล้ามเนื้อขาและเท้าสำหรับการวิ่งกับ ท่าที่ 5 “Cheetah Run” สวมบทบาทเป็นเสือชีตาร์เจ้าแห่งการวิ่งที่พร้อมล่าเหยื่อ คุณพ่อคุณแม่อาจให้รางวัลการล่าเหยื่อในครั้งนี้ รับรองว่าเจ้าตัวเล็กจะวิ่งสุดพลังแน่นอน เบรกความเร็ว

แล้วเปลี่ยนมาโฟกัสที่หน้าท้องไปกับ ท่าที่ 6 “Crab Crawl” ด้วยการเลียนแบบท่าปู เริ่มจากนั่งยืดขาไปด้านหน้า ใช้มือทั้งสองข้างวางบนพื้นข้างลำตัว ส่วนขาทั้งสองข้างเหยียดไปด้านหน้า งอเข่าได้เล็กน้อย จากนั้นสามารถเดินหน้าหรือเดินถอยหลังได้ อย่าลืมบอกให้น้องๆ ยกก้นขึ้นไม่ให้แตะพื้น พร้อมเกร็งหน้าท้อง จากนั้นก็บอกให้ปูตัวน้อยเดินไปมารอบห้อง

ปิดท้ายด้วยการเลียนแบบสัตวใหญ่ที่น้องๆ รู้จักกันดีกับ ท่าที่ 7 “Elephant Stomps” เลียนแบบช้างด้วยการยืนตัวตรง ยกเข่าขึ้นทีละข้างให้สูงสุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นวางลงกับพื้น จินตนาการเหมือนช้างกำลังก้าวเดิน ทำสลับไปมาทั้ง 2 ข้าง พร้อมเดินไปมารอบห้อง แค่นี้เป็นการบริหารช่วงขากันแล้ว

ทั้ง 7 ท่านี้ ควรทำเซ็ตละ 45 วินาที และหยุดพัก 15 วินาที โดยทำท่าละ 2-3 เซ็ต แค่นี้ น้องๆ ก็จะได้ออกกำลังกายอย่างสนุกสนาน เสมือนการเล่น และหากคุณพ่อคุณแม่อยากสนุกสนานไปกับลูกๆ ก็อย่ารอช้า มาร่วมสร้างจินตนาการกับ 7 ท่าออกกำลังกายเลียนแบบสัตว์ต่างๆ ไปพร้อมกับคุณลูก เพื่อเป็นการสร้างสัมพันธ์ในครอบครัว ที่จะทำให้การอยู่บ้านไม่น่าเบื่อ และที่สำคัญยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ พร้อมปลูกฝังให้เด็กๆ รักในการออกกำลังกาย แบบที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องเหนื่อยในการบังคับแน่นอน

‘เซ็บเดิร์ม’ โรครังแคที่ไม่ได้คันแค่หัว แต่ลามถึงหน้าและลำตัวได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/643475

วันที่ 24 ม.ค. 2564 เวลา 07:35 น.'เซ็บเดิร์ม' โรครังแคที่ไม่ได้คันแค่หัว แต่ลามถึงหน้าและลำตัวได้นพ.รัฐภรณ์ อึ๊งภากรณ์ อุปนายกวิเทศสัมพันธ์ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ไขข้อสงสัยถึงอาการคัน “เซ็บเดิร์ม” หรือโรครังแค พร้อมเผยกลเม็ดเคล็ดลับรักษาอาการคันน่ารำคาญให้หายขาด

ในสมัยก่อนเราเรียกเซ็บเดิร์ม ว่าโรคต่อมไขมันอักเสบ โดยแปลตามตรงๆ ของชื่อโรคจากภาษาอังกฤษ ปัจจุบันนี้เราจะคุ้นกับคำที่ว่า “รังแคของใบหน้า” หรือ“รังแค” หรือ “เซ็บเดิร์ม” ซึ่งเป็นโรคเดียวกัน

นพ.รัฐภรณ์ อึ๊งภากรณ์ อุปนายกวิเทศสัมพันธ์ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เผยว่า “โรครังแค” มีตั้งแต่เป็นมากหรือเป็นน้อย ที่เป็นน้อย ๆ แต่ไม่รำคาญ ก็ปล่อยไป เมื่อเริ่มมีการคันมากขึ้น หรือมีขุยสะเก็ดที่เห็นชัด ๆ ตกมาบนเสื้อผ้า อาจซื้อแชมพูกำจัดรังแคมาใช้เอง บางคนปล่อยไปมันก็หาย แต่ถ้าเกิดความรำคาญและเป็นนาน ลามมาถึงไรผม ใบหน้า จุดนี้ต้องเริ่มรักษา รังแคนั้นสามารถลามไปถึงหน้าอกและหลังได้

สาเหตุของโรคและกลุ่นคนที่พบบ่อย

เซ็บเดิร์มในบางรายเป็นได้ตั้งแต่เด็ก ๆ เช่น อายุประมาณ 2 – 3 เดือนถึง 6 เดือน คือเราจะเห็นว่าเด็กบางคนที่เกิดมามีขุยสะเก็ดแดง ๆ ที่ศีรษะ ที่ใบหน้า แต่กลุ่มนี้มักจะเป็นแล้วก็หายไปเองภายใน 1 ปี บางคนอาจเรียกว่าผื่นผ้าอ้อม บางทีเป็นที่ศีรษะหรือในร่มผ้าก็ได้

อีกกลุ่มหนึ่งคือ เซ็บเดิร์มในผู้ใหญ่ มักจะเป็นโรคที่เรื้อรังที่พบบ่อยในบริเวณศีรษะ อีกบริเวณที่พบคือ หว่างคิ้ว ง่ามจมูกและหลังหู ในบางคนถ้าเป็นแล้ว จะเริ่มลามลงมาที่ตรงกลางอกและแผ่นหลังลักษณะจะแห้ง ๆ ยิ่งเกา ยิ่งแกะ จะทำให้โรคนี้เป็นมากขึ้น

ข้อห้ามของโรครังแคคือห้ามทำอะไรแรง ๆ การสระผมก็ต้องเบา ๆ ห้ามเกา ซับเช็ดหน้าเบา ๆ การทายาก็ไม่ต้องถู ใช้แตะ ๆ เบา ๆ แทน การระคายเคืองไม่ได้เป็นสาเหตุ แต่จะกระตุ้นโรคให้เป็นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ท่านที่มีผื่นบนหน้าอย่าเหมาว่าตัวเองว่าเป็นเซ็บเดิร์ม คือมันมีอีกหลายโรคผิวหนังที่จะต้องคิดถึง

โรคเซ็บเดิร์ม รังแคนั้นมีแนวโน้มที่จะเป็นอยู่แล้ว เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการกระตุ้น เช่น การเครียด อดนอน การใช้ผลิตภัณฑ์ที่รุนแรง ฟอก ขัด ถู สระ ที่ใบหน้า ย้อมผมก็เป็นได้นะครับ หรือในบางรายที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น บางคนล้มหมอนนอนเสื่อ ไม่สบาย มีการผ่าตัด ก็สามารถกระตุ้นทำให้โรคนี้เกิดขึ้นมาได้ ซึ่งต้องบอกว่าเราต้องมองสองส่วน คือ ต้องมีแนวโน้มที่จะเป็นก่อน แล้วถึงมีการกระตุ้นให้เกิดขึ้น ซึ่งการกระตุ้นแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเครียดแล้วทุกคนจะเป็นเซ็บเดิร์มทั้งหมด แต่คนที่เป็นเซ็บเดิร์มแล้วเครียดก็มี คนที่เครียดแล้วไม่เป็นเซ็บเดิร์มก็มี เพราะฉะนั้น เราก็พยายามหาสาเหตุที่กระตุ้นแล้วหลีกเลี่ยงไปตามนั้นก็จะช่วยได้ส่วนหนึ่ง ขนตา ก็เป็นขนอย่างหนึ่งสามารถเกิดรังแคได้ ในบางรายนั้นมันขึ้นที่บริเวณขอบตาเป็นขุย ๆ สะเก็ด เลยคิดพานไปว่ากลายเป็นโรคตาไปเลย ไปเช็ดถูแรง ๆ ยิ่งเป็นมากขึ้น บางคนไปหายาหยอดตาซึ่งไม่จำเป็นครับ มันเป็นที่ผิวหนังที่บริเวณขอบขนตา ซึ่งก็คือรังแคที่ขอบตานั่นเอง

กลเม็ดเคล็ดลับรักษาเซ็บเดิร์ม

เซ็บเดิร์มหรือโรครังแคมักพบบ่อยบริเวณหนังศีรษะ ใบหน้า อาจลามมาที่อกและหลัง ในผู้ชายที่มีหนวดก็สามารถเป็นได้ การรักษาส่วนใหญ่ถ้ากรณีที่เป็นไม่มาก เราจะใช้แชมพูกำจัดรังแค ที่มีส่วนผสมของยาขจัดรังแค เช่นสารซิงค์ โพลิไธออน, ไซโคลพิรอกซ์ โอลามีน หรือซีลีเนียม ซัลไฟด์ หลักการของการฟอกการสระนั้นต้องทำเบา ๆ ห้ามเกา ใช้มือคลึงเบา ๆ แล้วก็ทิ้งเอาไว้อย่างน้อยประมาณ 2-3 นาที ให้ตัวยาออกฤทธิ์ และสะเก็ดอ่อนตัวหลุดออกไป แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำธรรมดา บางตัวทำให้ผมแห้ง หรือกลิ่นแรง ก็สามารถเลือกใช้ตัวแชมพูอื่นชะล้างโดยเร็วอีกรอบได้ โดยที่ไม่ต้องเกา หรือบางท่านที่ผมแห้งก็ใช้แค่ครีมนวดผมจับปลายเส้นผมได้

ในบางรายที่สะเก็ดติดหนังศีรษะหนาทำอย่างไรได้บ้าง ก่อนที่จะสระผมให้ใช้น้ำมันมะกอกแตะที่หนังศีรษะทิ้งไว้ประมาณ 15 ถึง 30 นาทีให้สะเก็ดมันร่อนนุ่ม ๆ แล้วค่อยสระผม แต่ห้ามแกะเพราะจะยิ่งกระตุ้นให้เป็นมากขึ้น ในกรณีที่ใช้แชมพูดังกล่าวแล้วไม่ดีขึ้น อาจต้องพบแพทย์เพื่อรับแชมพูที่เป็นยา วิธีการใช้จะเหมือนกัน

เคล็ดลับสำหรับคนเป็นรังแคที่ใบหน้า อาจใช้ฟองแชมพูสำหรับสระผมให้โดนในบริเวณที่มีผื่น ทิ้งไว้สั้น ๆ สัก 1 นาทีแล้วล้างออกอาจจะช่วยในการรักษาและป้องกันได้ คนที่มีอาการรุนแรงอาจต้องใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ ซึ่งมีเปอร์เซ็นต์มีความเข้มข้นต่าง ๆ บริเวณศีรษะ แนะนำให้ใช้ความเข้มข้นน้อย ๆ จะมีในรูปของโลชั่นหยอดศีรษะ หรือเป็นยาครีมสำหรับผิวหนังทั่วไป โดยทาวันละ 1-2 ครั้ง ประมาณ 1-2 สัปดาห์พอดีขึ้นก็หยุด ในบางคนที่เป็นบ่อย ๆ แนะนำว่าการป้องกันคือ ใช้แชมพูขจัดรังแคกับแชมพูปกติสลับกันไป และเมื่อไหร่ก็ตามเมื่อเริ่มมีอาการรำคาญ ก็ค่อยมาใช้ยาสเตียรอยด์ที่พูดถึง

ในบางรายที่กลัวสารสเตียรอยด์ ก็มียาหลาย ๆ ตัวที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น ยาในกลุ่มยาฆ่าเชื้อรา เพราะบางคนที่เป็นรังแคส่วนหนึ่งของคนไข้จะมีเชื้อรา คือ เชื้อยีสต์หรือเชื้อเกลื้อน สูงกว่าคนปกติทั่ว ๆไปแต่ต้องบอกว่าไม่ต้องกลัว เพราะว่าตัวเชื้อยีสต์กับตัวเชื้อเกลื้อนนี้พบได้บนผิวของทุกคน อาจจะไม่มี 100% แต่ว่าคนไหนก็ตามที่มีผิวหนังมัน คนที่ออกกำลังกายเหงื่อออกเยอะ ๆ อาจจะมีเปอร์เซ็นต์ของเชื้อเกลื้อนมากกว่าปกติ ทำให้เกิดรังแคขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นในบางราย การใช้ครีมฆ่าเชื้อรากคีโตโคนาโซล (ตัวแม่แบบคือตัวไนโซรัล) ให้ทาบริเวณที่เป็นเช้า – เย็น ข้อดีของการใช้คีโตโคนาโซล คือสามารถใช้ป้องกัน และทาเป็นครั้งคราวได้ ยาทาตัวอื่น ที่ไม่ใช่ยาสเตียรอยด์ คือ เรียกว่ายากลุ่ม calcineurin inhibitor ได้แก่ Protopic กับ Elidel ทาบริเวณที่เป็นวันละ 2 ครั้ง พอเริ่มดีขึ้นก็ลดเป็นวันละครั้ง พอหายก็หยุด ผลข้างเคียงของยา 2 ตัวนี้ คือทาแล้วอาจจะมีอาการแสบ ๆ คัน ๆ บ้างในช่วงแรก ๆ สามารถใช้ในการป้องกันได้

ในกรณีที่เป็นบ่อย ๆ หรือเป็นประจำ ใช้ทา สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เช่น จันทร์- พุธ – ศุกร์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ แต่ถ้ามขึ้นมาเยอะมาก ๆ จะต้องไปใช้ยาสเตียรอยด์ สลับไปมาก็จะสามารถคุมอาการได้

นพ.รัฐภรณ์ กล่าวว่า สุดท้ายจะมีครีมที่จัดอยู่ในกลุ่มครีมบำรุงผิวบางตัว ซึ่งมีประสิทธิภาพช่วยในเรื่องของเซ็บเดิร์มได้ดี ได้แก่ Atopiclair และ Sebclair สามารถที่จะใช้แทนครีมบำรุงผิวหรือ มอยส์เจอร์ไรเซอร์ได้ในการรักษาและป้องกัน แต่ในกรณีที่หยุดใช้ยาแล้วยังมีเห่อขึ้นเป็นครั้งคราวอาจต้องกลับไปใช้กลุ่มยารักษาที่ได้กล่าวมาเบื้องต้น

การใช้น้ำเกลือล้างกรณีเป็นเซ็บเดิร์ม มิใช่การรักษา ใช้ได้ในกรณีที่มีสะเก็ดเยอะ ๆ สะเก็ดหนา ๆ หรือหากจะประคบให้ใช้น้ำต้มสุกสะอาดหรือน้ำต้มสุกที่ผสมเกลือก็ได้ หรือน้ำเกลือที่หาซื้อได้ทั่วไปก็ได้ ประคบเพื่อให้สะเก็ดมันนุ่มอาจจะใช้น้ำมันมะกอกให้สะเก็ดมันหลุด โดยให้เอาผ้าก๊อซประคบค่อย ๆ ดึงออกมาเบา ๆ สะเก็ดมันจะหลุดเอง

งานวิจัยเผย ‘ภาคใต้’ แชมป์กินเค็ม ชี้ ‘คนจบสูง-คนอ้วน-คนเป็นความดันสูง’ บริโภคโซเดียมหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/643251

วันที่ 21 ม.ค. 2564 เวลา 08:15 น.งานวิจัยเผย 'ภาคใต้' แชมป์กินเค็ม ชี้ 'คนจบสูง-คนอ้วน-คนเป็นความดันสูง' บริโภคโซเดียมหนักเครือข่ายลดบริโภคเค็ม และสมาคมโรคไตฯ เผยงานวิจัยล่าสุดร่วมกับองค์การอนามัยโลก (WHO) ตีแผ่พฤติกรรมคนไทยบริโภคโซเดียม (เกลือ) เกิน 2 เท่า “ภาคใต้” ครองแชมป์กินเค็ม ขณะที่คนมีการศึกษาสูง น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ปกติ และคนที่มีความดันโลหิตสูง มีการบริโภคโซเดียมมากกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

สะเทือนไตคนไทยทั้งประเทศ เมื่อเครือข่ายลดบริโภคเค็ม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย เผยผลงานวิจัยล่าสุด ที่ได้รับการพิมพ์ในวารสาร Journal of Clinical Hypertension โดยความร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก (WHO) ตีแผ่พฤติกรรมคนไทยบริโภคโซเดียม (เกลือ) เฉลี่ยสูงที่สุดในภาคใต้, ภาคกลาง, ภาคเหนือ, กรุงเทพมหานครและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยค่าปริมาณการบริโภคโซเดียมเฉลี่ยประชาชนไทยเท่ากับ 3,636 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับเกลือถึง 1.8 ช้อนชา ด้านองค์การอนามัยโลกระบุ จากผลการศึกษานี้ทำให้ต้องตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มความพยายามในการลดปริมาณการบริโภคโซเดียมในประชากรไทยให้มากขึ้น โดยเฉพาะเด็กไทยที่บริโภคเกลือมากเกินไป

รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็มและนายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะลดปริมาณการบริโภคโซเดียมลงให้ได้ร้อยละ 30 ภายในปี พ.ศ. 2568 เพื่อลดโรคความดันโลหิตสูง และภาวะแทรกซ้อน แต่เนื่องจากข้อมูลการบริโภคโซเดียมในประชากรไทยนั้นมีจำกัด จึงทำให้เกิดงานวิจัย ชื่อ Estimated dietary sodium intake in Thailand: A nation-wide population survey with 24-hour urine collections (J Clin Hypertens. 2021;00:1–11.) โดยงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับความร่วมมือกันระหว่างเครือข่ายลดบริโภคเค็ม สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะสาธารณสุขในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วประเทศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์การอนามัยโลก(WHO) ได้นำไปตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Clinical Hypertension โดยเก็บข้อมูลการบริโภคโซเดียมในประชากรไทยทั่วประเทศกว่า 2,388 คน ด้วยวิธีการตรวจเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง นำมาวิเคราะห์ปริมาณโซเดียมทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นวิธีการที่น่าเชื่อถือและแม่นยำที่สุดในขณะนี้

โดยตัวเลขที่ได้จากห้องปฏิบัติการจะถูกคำนวณรวมกับปริมาณโซเดียมที่ขับออกทางอื่นนอกเหนือจากปัสสาวะอีกร้อยละ 10 โดยงานวิจัยชิ้นนี้ มีกลุ่มตัวอย่างอาสาสมัครที่ได้เก็บข้อมูลได้อย่างครบถ้วนและผ่านเกณฑ์การเข้าร่วมวิจัยทั้งหมด 1,599 คน โดยมีอายุเฉลี่ย 43 ปี เป็นเพศหญิงร้อยละ 53 และมีภาวะความดันโลหิตสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 30 โดยค่าปริมาณการบริโภคโซเดียมเฉลี่ยประชาชนไทยเท่ากับ 3,636 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับเกลือถึง 1.8 ช้อนชา

ซึ่งผลการวิจัยพบปริมาณการบริโภคโซเดียมเฉลี่ยสูงที่สุดในประชากรภาคใต้จำนวน 4,108 มก./วัน

ภาคกลาง จำนวน 3,760 มก./วัน

ภาคเหนือ จำนวน 3,563 มก./วัน

กรุงเทพมหานคร จำนวน 3,496 มก./วัน

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 3,316 มก./วัน ตามลำดับ

รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า ทางทีมวิจัยยังพบว่าผู้ที่มีระดับการศึกษาสูง น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ปกติ และคนที่มีความดันโลหิตสูง มีการบริโภคโซเดียมมากกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยสรุปแล้ว คนไทยบริโภคโซเดียมเกินเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกแนะนำถึงเกือบ 2 เท่า (องค์การอนามัยโลกแนะนำให้บริโภคโซเดียมไม่เกินวันละ 2,000 มิลลิกรัม) การศึกษานี้เป็นการศึกษาแรกในประเทศไทยที่ใช้วิธีสำรวจมาตรฐานอย่างเป็นระบบ จึงเป็นประโยชน์มากต่อการเปรียบเทียบข้อมูลการบริโภคโซเดียมของคนไทยในอนาคต

ด้าน นพ.แดเนียล เคอร์เทสซ์ ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “งานวิจัยฉบับนี้ใช้วิธีการเก็บข้อมูลที่เป็นมาตรฐานระดับสูงสุด ซึ่งชี้ให้เห็นว่าประชาชนไทยบริโภคโซเดียมเกินปริมาณที่ควรบริโภคต่อวันถึงเกือบ 2 เท่า ผลการศึกษานี้ทำให้ตระหนักถึงความจำเป็นที่เราจะต้องเพิ่มความพยายามในการลดปริมาณการบริโภคโซเดียมในประชากรไทยให้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้หลายพันคน จากโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไต และโรคเรื้อรังต่าง ๆ และยังจะช่วยลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจได้อีกด้วย”

ส่วน พญ.ดร.เรณู การ์ก เจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ (โรคไม่ติดต่อ) สำนักงานผู้แทนองค์อนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากคือ เด็กไทยบริโภคเกลือมากเกินไป โดยเฉลี่ยเด็กไทยบริโภคโซเดียมมากถึง 3,194 มก. ต่อวัน ซึ่งเป็นระดับการบริโภคที่สูงเกินกว่าเกณฑ์แนะนำสำหรับกลุ่มเด็กมาก ยิ่งกว่านั้นปริมาณโซเดียมที่เด็กไทยบริโภคถือว่าอยู่ในระดับที่สูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในโลก ซึ่งทำให้เยาวชนตกอยู่ในความเสี่ยงที่อาจจะมีภาวะความดันโลหิตสูง และโรคไตเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ดังนั้น เราต้องเร่งดำเนินมาตรการเพื่อลดการบริโภคโซเดียมทั้งในผู้ใหญ่ และเด็ก

เจ้าหน้าที่ WHO ยังแนะนำว่า ให้บริโภคโซเดียมไม่ควรเกิน 1 ช้อนชา หรือคิดเป็นปริมาณโซเดียม 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ปัจจุบันคนไทยบริโภคเกินกว่า 2 เท่า หากรัฐบาลผลักดันนโยบายเก็บภาษีผลิตภัณฑ์อาหารที่มีโซเดียมสูงเกินมาตรฐาน โดยเก็บภาษีผลิตภัณฑ์บรรจุหีบห่อ และผลักดันให้ผู้ผลิตอาหารปรับรูปแบบอาหารบรรจุหีบห่อให้มีโซเดียมน้อยลง จะช่วยปกป้องสุขภาพของประชาชน และลดความเสี่ยง NCDs จากการบริโภคโซเดียมมากเกินความพอดีได้สำเร็จ

ถ้าไม่กินถั่งเช่าแก้ปวดเข่า แล้วเราจะหาคอลลาเจนได้จากไหนบ้าง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/643142

วันที่ 20 ม.ค. 2564 เวลา 10:19 น.ถ้าไม่กินถั่งเช่าแก้ปวดเข่า แล้วเราจะหาคอลลาเจนได้จากไหนบ้างไม่อยากบริโภคถั่งเช่าแต่ยังต้องการคอลลาเจน วันนี้เรามีแหล่งคอลลาเจน พร้อมตำตอบว่าการกินคอลลาเจนช่วยรักษาโรคข้อเสื่อมได้จริงหรือไม่ มาบอกกัน

เกิดการถกเถียงถึงประโยชน์โทษของถั่งเช่ากันอีกครั้ง จากกรณีที่มีผู้ใช้โซเชียลรายหนึ่งโพสต์เป็นอุทาหรณ์ว่า พ่อทานอาหารเสริมถั่งเช่าแล้วแน่นหน้าอก หายใจลำบากต้องเข้าโรงพยาบาลกะทันหัน จากนั้นมีอาการน้ำท่วมปอด ค่าไตต่ำ ไตวายระยะสุดท้าย และในเวลาไล่เลี่ยกันยังมีคำเตือนจากนิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคบอกว่า ทานถั่งเช่าสกัดต่อเนื่องเสี่ยงไตวาย

ปัญหาตามมาของคนที่ทานถั่งเช่าผสมคอลลาเจน เพราะต้องการสารคอลลาเจนให้ช่วยในเรื่องของข้อต่อและกระดูก หลายคนไม่อยากบริโภคถั่งเช่าแต่ยังต้องการคอลลาเจน วันนี้เรามีแหล่งคอลลาเจน พร้อมตำตอบว่าการกินคอลลาเจนช่วยรักษาโรคข้อเสื่อมได้จริงหรือไม่ มาบอกกัน

คอลลาเจนคืออะไร

คอลลาเจนมาจากคำกรีก หมายถึง “กาว” จึงหมายถึงเป็นเหมือนกาวที่คอยยึดโยงเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกายเข้าด้วยกัน คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่ร่างกายสร้างขึ้นตามธรรมชาติ กระจายทั่วร่างกายเรามากถึง 1 ใน 3 ของปริมาณโปรตีนทั่วร่างกาย เป็นส่วนประกอบหลักของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่เป็นส่วนต่างๆ ของร่างกาย ได้แก่ เอ็นกล้ามเนื้อ เอ็นกระดูก กระดูก กระดูกอ่อน กล้ามเนื้อ ผิวหนัง หลอดเลือด ทางเดินอาหาร เป็นต้น โปรตีนจะถูกย่อยเป็นกรดอะมิโนซึ่งร่างกายจะนำไปสร้างกล้ามเนื้อ กระดูก กระดูกอ่อน ผม เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และอื่นๆ อีกจำนวนมาก กรดอะมิโนในคอลลาเจนจะพบมากที่สุดในร่างกาย แต่เมื่อร่างกายแก่ตัวลง ร่างกายจะสร้างคอลลาเจนน้อยลง ทำให้กล้ามเนื้อ กระดูก กระดูกอ่อน เสื่อมและอ่อนแอ จึงเข้าทางการโฆษณาชวนเชื่อของธุรกิจสุขภาพว่า การฉีด การกินผง ยาเม็ด ยาทา คอลลาเจน จะทำให้ร่างกายได้รับคอลลาเจนเพิ่มขึ้น

คอลลาเจนบำบัดรักษาอะไรได้บ้าง

มีการโฆษณาในสื่อต่างๆ ว่า คอลลาเจนสามารถช่วยลดอาการปวดข้อจากข้อเสื่อม ผิวพรรณสวยงาม ระบบทางเดินอาหารดี และสมรรถนะทางกีฬาสูงขึ้น ดาราหลายคนได้ออกมาโฆษณาด้วยตนเอง ทำให้คอลลาเจนเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย จนเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ทำรายได้มหาศาล (คาดว่าจะถึงหกพันล้านเหรียญสหรัฐในปี ค.ศ. 2025)

คอลลาเจนมาจากไหนบ้าง

ร่างกายของเราสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติ และใช้ในการสร้างกล้ามเนื้อ กระดูก ผิวหนัง ผม เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และอื่นๆ อีกมากมาย คอลลาเจนเป็นส่วนประกอบโปรตีนหลักของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันและผิวหนัง แต่เมื่ออายุมากขึ้น การสร้างคอลลาเจนน้อยลง ดังนั้น การกินคอลลาเจนเพิ่มจึงเป็นเรื่องที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค ทำให้มีผลิตภัณฑ์คอลลาเจนจำนวนมากทั้งที่เป็นผง เป็นแคปซูล ซึ่งส่วนใหญ่ทำจากส่วนของสัตว์ เช่น เกล็ดปลา หอยเป๋าฮื้อ กระดูกหรือหนังวัว หมู เป็นต้น

คอลลาเจนมีอยู่ทั่วร่างกาย เราอาจแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ

  • ชนิดที่ 1 มีมากในสัตว์ทะเล นิยมใช้เพื่อลดริ้วรอยของใบหน้า ผิวหนัง แต่ก็มีผลดีต่อกระดูก ข้อ กล้ามเนื้อ
  • ชนิดที่ 2 เป็นส่วนประกอบหลักในกระดูกอ่อน เนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ปกป้องข้อ หมอนรองกระดูกสันหลัง ตา มีมากในน้ำต้มกระดูก กระดูกไก่
  • ชนิดที่ 3 พบมากในลำไส้ กล้ามเนื้อ หลอดเลือด และมดลูก

คอลลาเจนชนิดที่ 1 และ 3 ส่วนใหญ่พบมากและผลิตมาจากวัว ผงคอลลาเจนที่ขายในท้องตลาด จะเป็น “hydrolyzed”  การ hydrolyze หมายถึง กรดอะมิโนถูกทำให้แตกตัวเป็นหน่วยเล็กๆ ซึ่งทำให้ผงสามารถละลายในน้ำได้ดี 

คอลลาเจนที่ขายทำจากอะไร

คอลลาเจนที่ขายกันนั้นทำจากกระดูกหรือหนังของวัว เกล็ดปลา ดังนั้น ผู้ที่ไม่กินหมู วัว จึงต้องพิจารณาและอ่านฉลากให้ชัดเจนว่า ผลิตจากอะไร ผลิตภัณฑ์คอลลาเจนที่ขายกันส่วนใหญ่เป็นแบบที่ละลายน้ำได้ เพื่อให้ร่างกายดูดซึมได้ดี ความจริงแล้ว อาหารหลายชนิดที่เรากินก็ช่วยเพิ่มคอลลาเจนอยู่แล้ว เช่น หนังหมู ซุปกระดูก นม ไข่ เนื้อสัตว์ เป็นต้น

คอลลาเจนมีสรรพคุณตามโฆษณาจริงหรือไม่

เป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ความเชื่อที่ว่า ถ้าเรากินคอลลาเจนเข้าไป ร่างกายก็จะนำคอลลาเจนไปเสริมหรือสร้างเนื้อเยื่อ กระดูกอ่อน ผิวหนังที่ขาดคอลลาเจน ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า คอลลาเจนนั้นเป็นโปรตีน เมื่อกินเข้าไป จะถูกย่อยเป็นกรดอะมิโน ถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด และกระจายไปทั่วร่างกาย ร่างกายไม่สามารถกำหนดว่าจะให้ไปซ่อมเสริมส่วนใดของร่างกายตามต้องการได้

เมื่อทบทวนงานวิจัยต่างๆ ในการใช้คอลลาเจนเพื่อการบำบัดรักษาโรคที่เกี่ยวกับการปวดข้อจากข้อเสื่อม กระดูกพรุน พบว่า มีงานวิจัยหลายชิ้นที่สนับสนุนว่า คอลลาเจนมีผลลดอาการปวดของข้อ และความหนาแน่นของกระดูกดีขึ้นในระยะสั้น จึงต้องมีการศึกษาระยะยาวและการศึกษามากกว่านี้ก่อนที่จะสรุปผลของการใช้คอลลาเจนที่ชัดเจนสรุป การกินอาหารให้ครบทุกหมู่ อาหารพื้นบ้าน การออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนได้เพียงพอแล้ว คงไม่ต้องเสียเงินทองมากมายไปซื้อผลิตภัณฑ์คอลลาเจนมาใช้

การกินคอลลาเจนช่วยรักษาโรคข้อเสื่อมจริงหรือไม่ 

เมื่อทบทวนงานวิจัยในวารสารต่างๆ พบว่า มีงานวิจัยหลายชิ้นที่แสดงว่า การกินคอลลาเจนช่วยให้ร่างกายดูดซึมและนำไปใช้สร้างเสริมส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะผิวหนัง ลดอาการปวดตามข้อได้ แต่เมื่อทบทวนวรรณกรรมใน Cochrane library ที่มีการวิเคราะห์เปรียบเทียบงานวิจัยหลายๆ งานวิจัย พบว่า การศึกษาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคอลลาเจน 20 ชนิด ในงานวิจัยที่มีการตีพิมพ์ 7 รายงานสามารถลดอาการปวดของข้อได้ดี ส่วนอีก 6 รายงานสามารถลดอาการปวดข้อได้ แต่ผลดีทางคลินิกไม่ชัดเจน ไม่มีผลิตภัณฑ์คอลลาเจนใดเลยที่มีผลในการลดอาการปวดในระยะยาว คุณภาพของงานวิจัยมีตั้งแต่น้อยจนถึงดี ดังนั้น การกินคอลลาเจนอาจลดอาการปวดของข้อได้ในระยะสั้น แต่ในระยะยาวแล้วไม่ยืนยันผลดี รวมทั้งยังไม่มีผลทางคลินิกว่า โครงสร้างของข้อ กระดูก และเนื้อเยื่ออื่นๆ มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

การช่วยลดอาการปวดข้อ การปวดกล้ามเนื้อที่ดีและได้ผล คือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ การกินปลาตัวเล็กตัวน้อยจะได้ปริมาณคอลลาเจนจากอาหารเพียงพอ

กล่าวโดยสรุปก็คือ ผลิตภัณฑ์คอลลาเจนในรูปแบบต่างๆ นั้นอาจมีผลการลดอาการปวดข้อในระยะสั้น ไม่ได้ผลในระยะยาว และไม่ได้ทำให้โครงสร้างของข้อ กระดูกเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

แหล่งอาหารที่อุดมด้วยคอลลาเจนจากธรรมชาติและสิ่งที่ควรกินเมื่อต้องการคอลลาเจน

  • ผักสีเขียวเข้มเช่น ผักโขม กะหล่ำปลี และผักคะน้า อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกว่าลูทีน ที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างความสามารถของร่างกายในการผลิตคอลลาเจน
  • ผักผลไม้สีแดงส้ม เช่น มะเขือเทศ แครอต พริกหยวกแดง บีทรูต ฯลฯ เป็นต้น อุดมไปด้วยไลโคปีน (Lycopene) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระและยังส่งเสริมการผลิตคอลลาเจนได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้แล้วยังมีส่วนช่วยชะลอริ้วรอยแห่งวัยและเติมเต็มความแข็งแรงของเซลล์ผิวด้วย
  • ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น น้ำเต้าหู้ นมถั่วเหลือง ซึ่งถั่วเหลืองอุดมไปด้วยเจนีสทีน (Genistein) ช่วยให้เกิดการผลิตคอลลาเจนและช่วยป้องกันเอนไซม์ที่ทำลายผิว
  • อาหารที่อุดมไปด้วยกรดโอเมก้า พบได้ในปลาแซลมอน ปลาทูน่า ถั่วอัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และอะโวคาโด ซึ่งอาหารเหล่านี้จะช่วยสร้างคอลลาเจนจากแถมยังมีประโยชน์ต่อผิวพรรณอย่างมาก
  • อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินอี ได้แก่ ข้าวโพด ผักโขม จมูกข้าวสาลี และมะกอก เป็นต้น ซึ่งวิตามินอีทำหน้าที่ปกป้องผิวจากแสงแดดและอนุมูลอิสระสองตัวการร้ายที่ทำให้คอลลาเจนลดลง อีกทั้งยังมีส่วนช่วยให้ริ้วรอยลดลง เพิ่มความอ่อนนุ่มและเรียบเนียนให้กับผิวด้วย
  • อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ ได้แก่ แครอท นม เนื้อ ปลา เนยแข็ง ไข่ และตับ เป็นต้น ซึ่งมี เรติน-เอ (Retine-a) ที่ช่วยในเรื่องผมและผิว เช่น การปรับสีผม ขจัดผิวที่แห้ง รักษาความอ่อนเยาว์ และทำให้ผิวดูกระชับขึ้น
  • วิตามินซีที่อยู่ในผักและผลไม้ เช่น ส้ม มะนาว และสตรอเบอรรี่ ฯลฯ จะทำให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนและสร้างความแข็งแรงของเซลล์ผิว ช่วยกระตุ้นการผลิตคอลลาเจน แถมมีส่วนช่วยดูดซึมคอลลาเจนเข้าสู่ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย
  • ไลซีน (Lysine) และ โพรลีน (Proline) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่เป็นองค์ประกอบของคอลลาเจน โดยที่ โพรลีน เป็นกรดอะมิโนที่ไม่จำเป็น และร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์เองได้จึงต้องรับจากอาหารเท่านั้น ได้แก่ นม เนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้อหมู และปลา เป็นต้น

รู้ทันโรคซึมเศร้า ก่อนรุมเร้าตัวเราและคนใกล้ตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/643061

วันที่ 19 ม.ค. 2564 เวลา 10:08 น.รู้ทันโรคซึมเศร้า ก่อนรุมเร้าตัวเราและคนใกล้ตัวแพทย์เผย “โรคซึมเศร้า” เกิดจากสารเคมีในสมองผิดปกติ ไม่ใช่ความอ่อนแอของใจ พร้อมเปิดใจทำความเข้าใจและรับมือ…เป็นได้ก็รักษาให้หายได้!!

หากเปิดดูสื่อต่างๆ วันนี้เราจะเห็นข่าวการฆ่าตัวตายที่มีส่วนเกี่ยวโยงกับโรคซึมเศร้าอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตที่พบว่า คนไทยป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามากถึง 1.5 ล้านคน ซึ่งคนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดคิดว่าโรคซึมเศร้าเป็นเพียงอาการหรือสภาพจิตใจที่เปลี่ยนไปเพียงชั่วครู่ หลังจากได้รับการกระทบกระเทือนทางจิตใจและสามารถรักษาได้ด้วยการให้กำลังใจ แต่ในความเป็นจริงแล้วโรคซึมเศร้ามีความรุนแรงกว่าที่คิด หากปล่อยไว้และไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง

นายแพทย์อดิศร มนูสาร อายุรแพทย์โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ เผยความรู้เกี่ยวกับอาการเหล่านี้มาให้ได้ทำความรู้จักกับโรคซึมเศร้าให้มากขึ้น และได้นำไปลองสังเกตคนใกล้ชิดกัน เพื่อเป็นประโยชน์ในการหาแนวทางการรักษาที่ถูกต้องได้ทันท่วงที และป้องกันการฆ่าตัวตายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

โรคซึมเศร้าคืออะไร?

โรคซึมเศร้าเป็นโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่ง อันเกิดจากความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง 3 ชนิด ได้แก่ ซีโรโตนิน (Serotonin) นอร์เอปิเนฟริน (Norepinephrine) และโดปามีน (Dopamine) ซึ่งส่งผลกระทบต่อความคิด อารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรม รวมไปถึงสุขภาพกาย มีสาเหตุมาจากพันธุกรรม สารเคมีในสมอง สภาพแวดล้อม เช่น การเลี้ยงดูของพ่อแม่ อิทธิพลจากคนใกล้ชิด การเผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่ ลักษณะนิสัย โดยเฉพาะคนที่อ่อนไหวง่าย คิดมาก มองโลกในแง่ลบ

อาการของโรคซึมเศร้า

ที่สังเกตได้จะมีอาการเศร้า หดหู่ ซึม หงุดหงิด โกรธง่าย มีอารมณ์รุนแรง เบื่อหน่าย หมดความสนใจในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่เคยชอบมาก ๆ นอนไม่หลับ หรือหลับ ๆ ตื่น ๆ หรือหลับมากเกินไป เบื่ออาหารหรือกินมากเกินไป เหนื่อยง่าย ไม่ค่อยมีแรง ไม่มีพลัง ไม่อยากลุกขึ้นมาทำอะไรเลย รู้สึกตัวเองไร้ค่า ไม่มั่นใจในตัวเอง โทษตัวเอง มีความคิดทำร้ายตัวเอง อยากฆ่าตัวตาย

หากมีอาการดังกล่าวข้างต้นอยู่เกือบตลอดเวลา เป็นเวลาติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 14 วัน ถือว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคซึมเศร้า ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน

การตรวจวินิจฉัยโรคซึมเศร้า

สามารถตรวจวินิจฉัยได้ด้วยการซักประวัติ สอบถามอาการและเรื่องราวจากผู้ป่วยหรือคนใกล้ชิด หรือทำแบบทดสอบทางจิตวิทยา เพื่อให้เข้าใจและแน่ใจว่าผู้ป่วยไม่ได้เป็นโรคทางจิตเวชอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกับโรคซึมเศร้า ในบางรายที่สงสัยว่าผู้ป่วยอาจมีโรคทางร่างกายอื่น ๆ ที่อาจเป็นสาเหตุของอาการที่พบ อาจมีการตรวจร่างกาย และส่งตรวจพิเศษที่จำเป็น

แนวทางการรักษา

แนวทางการรักษามีหลายวิธี ได้แก่ รักษาด้วยการใช้ยา โดยในปัจจุบันยารักษาโรคซึมเศร้าถือเป็นยาที่ปลอดภัย ไม่ค่อยมีผลข้างเคียง ไม่ทำให้เกิดการติดยา และไม่ทำให้เกิดอาการมึนงงอย่างที่เข้าใจผิดกัน นอกจากนี้ควรกินยาตามที่แพทย์สั่ง และไม่ควรหยุดยาเองโดยเด็ดขาด รักษาด้วยจิตบำบัดและการพูดคุยให้คำปรึกษา โดยแพทย์จะช่วยเหลือชี้แนะการมองปัญหาต่าง ๆ ในมุมมองใหม่ และแนวทางในการปรับตัว หรือแม้แต่การหาสิ่งที่ช่วยทำให้จิตใจผ่อนคลายความทุกข์ใจลง และรักษาด้วยไฟฟ้า ในรายที่มีอาการรุนแรง

ฝึกคิดบวกให้ห่างไกลจากโรคซึมเศร้า

รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยหากขาดสารอาหารบางอย่างไป เช่น โอเมก้า 3 วิตามินอี วิตามินซี วิตามินดี ทองแดง และธาตุเหล็ก อาจทำให้มีความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้ามากขึ้น หมั่นออกกำลังกาย โดยควรออกกำลังกายอย่างน้อย 4 วันต่อสัปดาห์ ต่อเนื่องกัน 30 – 40 นาที และพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการใช้สารเสพติด

ในด้านการใช้ชีวิต ควรหลีกเลี่ยงการนำตนเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่ทำให้จิตใจหดหู่ ฝึกคิดบวก ควรหาเวลาออกไปทำกิจกรรมที่ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดี ๆ สนุกสนาน ทำให้ตนเองรู้สึกมั่นใจและมีคุณค่า และได้ใช้เวลาร่วมกับคนอื่น ๆ มากกว่าที่จะอยู่คนเดียว

วิธีรับมือเมื่อคนใกล้ตัวเป็นโรคซึมเศร้า

หากคนใกล้ชิดมีอาการ ควรรีบพาไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม และย้ำเตือนให้รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง ระวังเรื่องการใช้คำพูดที่บั่นทอน ซ้ำเติม หรือดูเหมือนปัญหาของเขาเป็นเรื่องเล็ก เช่น เรื่องแค่นี้เอง คนอื่นยังไม่เห็นเป็นอะไรเลย ให้กำลังใจด้วยคำพูดดี เช่น ฉันอยู่ข้าง ๆ เธอนะ เธอยังมีฉันอยู่นะ พูดคุยแบบรับฟังโดยไม่ตัดสิน เป็นต้น แสดงออกผ่านการกระทำ เช่น กอด จับมือ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าโรคซึมเศร้านั้นเป็นโรคทางจิตเวชที่เกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง ไม่ใช่ความอ่อนแอทางด้านจิตใจของผู้ป่วยแต่อย่างใด และไม่ใช่โรคประหลาด โรคนี้เป็นได้ก็สามารถรักษาให้หายได้เช่นกัน ดังนั้น ผู้ป่วยไม่ต้องกลัวที่จะเข้ารับการรักษา เพราะยิ่งรักษาเร็วเท่าไหร่อาการก็จะยิ่งดีขึ้นเร็วเท่านั้น

แอสไพริน กินรักษาโควิด-19 ไม่ได้!! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/642987

วันที่ 18 ม.ค. 2564 เวลา 11:45 น.แอสไพริน กินรักษาโควิด-19 ไม่ได้!!ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม และสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เตือนอย่าแชร์! รักษาโควิด-19 ด้วยตนเองง่ายๆ แค่รับประทานยาแอสไพริน

ตามที่มีการแชร์ข้อความประเด็นเรื่อง รักษาโควิด-19 ด้วยตนเองง่ายๆ แค่รับประทานยาแอสไพริน ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้นเป็นข้อมูลเท็จ

จากที่มีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับยาแอสไพริน ที่ใช้ในการรักษาโรคโควิด-19 ด้วยตนเองนั้น ทางสถาบันประสาทวิทยา ได้ชี้แจงว่า การรักษาโรคโควิด-19 ปัจจุบันให้การรักษาตามแนวทางของ ศบค เป็นหลัก ส่วนการรักษาภาวะแทรกซ้อนของโรค ยังคงต้องอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ผู้ให้การรักษาเท่านั้น จึงไม่ควรซื้อยาแอสไพรินมารับประทานเองตามที่มีการส่งต่อข้อมูลที่ไม่ตรงตามความเป็นจริง

โดยยาแอสไพริน มีฤทธิ์เป็นยาต้านการเกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือด ใช้ในการป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำในโรคกลุ่มที่เป็นหลอดเลือดอุดตัน ไม่ว่าจะเป็นเส้นเลือดอุดตันในสมอง หลอดเลือดหัวใจ หรือแม้แต่หลอดเลือดส่วนปลาย คุณสมบัติการป้องกันการเกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือดนี้ จะช่วยป้องกันการเกิดลิ่มเลือดและอุดตันภายในหลอดเลือดได้ แต่ก็มีผลข้างเคียง หรืออาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาดังกล่าว เช่น ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการมีเลือดออกในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ ทั้งในสภาวะปกติ หรือเวลาที่มีแผลที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุหรือแผลอันเนื่องมาจากการผ่าตัด การทำหัตถการต่าง ๆ ดังนั้น การรับประทานยาดังกล่าวโดยไม่มีข้อบ่งชี้ชัดเจน อาจจะทำให้เกิดเลือดออกผิดปกติ จนอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

ดังนั้น ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.pni.go.th หรือโทร. 02 3069899

บทสรุปของเรื่องนี้คือ ปัจจุบันการรักษาโรคโควิด-19 ยังคงยึดถือตามแนวทางของ ศบค ส่วนการรักษาภาวะแทรกซ้อนนั้นต้องอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ผู้ให้การรักษาเท่านั้น จึงไม่ควรซื้อยาแอสไพรินมารับประทานเอง เพื่อหวังผลในการรักษาโรคโควิด-19 หรือเพื่อการป้องกันบรรเทาภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวเนื่องกับโรคโควิด -19 ด้วยตนเอง

สารพัดผลิตภัณฑ์จาก “ไก่” ให้สุขภาพดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/642979

วันที่ 18 ม.ค. 2564 เวลา 10:45 น.สารพัดผลิตภัณฑ์จาก “ไก่” ให้สุขภาพดีก็ “ชอบกินไก่” แล้วมันมีอะไรดี ลองมาดูผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากไก่ว่าสิ่งใดมีข้อดี-ข้อเสียอย่างไร แล้วเราจะได้นำมาดูแลสุขภาพกัน

“ไก่” มีคุณค่าทางโภชนาการที่มากกว่าแค่อิ่มท้อง เพราะเนื้อไก่เป็นของมีคุณค่าอยู่ทั้งไขมัน แร่ธาตุ วิตามิน อุดมด้วยโปรตีน และอีกอย่างที่คนรุ่นใหม่ชอบคือ“คอลลาเจน” ซึ่งในไก่ก็มีพร้อม

นพ.กฤษดา  ศิรามพุช ,พบ.(จุฬาฯ) ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ American Board of Anti-aging medicine เผยแพร่ข้อมูลที่มีประโยชน์เรื่อง สารพัด “ไก่” ให้สุขภาพดี เราลองมาดูผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากไก่ว่าสิ่งใดมีข้อดีข้อเสียอย่างไร แล้วเราจะได้เอามาดูแลสุขภาพกัน

ไข่ไก่ เป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติแท้ๆ เพราะมาจากไก่ ซึ่งไข่ของไก่นี้มีคุณประโยชน์แยกได้ 2 ส่วนเริ่มจาก “ไข่ขาว” ที่ใช้เสริมสร้างและซ่อมแซมร่างกายได้ อย่างในคนไข้หลังผ่าตัดหลายกรณีที่คุณหมอสั่งอาหารมีไข่ขาวหลายฟองให้ด้ว ยถือว่าโปรตีนไข่ขาวคือโปรตีนสุขภาพช่วยซ่อมแซมบาดแผลได้  ส่วนที่สองคือ “ไข่แดง” ที่มี “วิตามินดี” และ “ไบโอติน” สูงช่วยบำรุงกระดูกและเป็นอาหารเส้นผมให้เราได้

เนื้อไก่ ถือเป็นเนื้อสัตว์ที่ดีต่อสุขภาพและรับประทานสะดวก ซึ่งในเนื้อไก่มีกรดอะมิโนจำเป็นอยู่หลายชนิดที่คิดว่าท่านทราบดีแล้ว  แต่มีกรดอะมิโนที่พิเศษอยู่ตัวหนึ่งชื่อ “ทริปโตแฟน” ที่มีส่วนช่วยเรื่องอารมณ์และสมองให้รับมือกับความเครียดได้ดี  ทำให้มีความรู้สึกสงบสุขและกล่อมให้รู้สึกอยากพักผ่อนได้

เครื่องในไก่ ทราบดีว่าข้อจำกัดอย่างหนึ่งของการกินไก่คือ “โรคเก๊าต์” ที่มีกรดยูริกสูง  ซึ่งเนื้อไก่เองไม่ได้มีกรดยูริกสูง แต่มีสาร “พิวรีน” สูง   สารพิวรีนนี้เองที่เป็นต้นตอแห่งการแตกตัวออกมาเป็นกรดยูริกเช่นเดียวกันในเนื้อแดง หอย และปลาซาร์ดีนอันเป็นของแสลงแห่งเก๊าต์  อย่างไรก็ดี ส่วนของเครื่องในที่มีสารอาหารมากคือ “หัวใจ” และ “กึ๋น” ซึ่งมีธาตุเหล็กและสังกะสีอยู่มาก โดยเฉพาะหัวใจจะมีมากที่สุดเพราะเป็นแหล่งที่มีเลือดมาชุมนุมกันเพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์หัวใจให้เปี่ยมพลังอยู่เสมอ

ไก่งวง ถือเป็นไก่สุขภาพอีกอย่างหนึ่ง ใครที่เดินทางไปสหรัฐอเมริกาหรือว่ายุโรปก็จะพบว่าอาหารจานไก่หลายอย่างทำมาจากเนื้อไก่งวง  ซึ่งของกินระกาโภชน์เหล่านี้มีคุณค่าตรงที่ “ ไขมันต่ำ” แต่ “โปรตีนสูง” จึงทำให้เป็นอาหารของผู้ที่คุมน้ำหนักไม่อยากได้ส่วนเกินเป็นอย่างดี เพราะมีแคลอรีไม่สูงแต่ให้สารอาหารจำเป็น อีกทั้งมีวิตามินบี 6 ,บี 12 และแร่ธาตุที่จำเป็นกับผู้ที่อยากบำรุงโลหิต เล่นกล้าม ออกแรงมาก และทำงานใช้สมอง ต้องมีเทคนิกการปรุงให้ดีแล้วเนื้อจะไม่แห้งกระด้างเหมือนเคี้ยวกระดาษ  โดยถือได้ว่าเป็นเนื้อไก่สุขภาพที่เหมาะกับท่านที่เป็นเบาหวานด้วย

ต้มซุปเปอร์ปีก-ขาไก่ หากอยากลองเปลี่ยนรสชาติจากคอลลาเจนสำเร็จรูปราคาเรือนพันก็ลองหาต้มข่าไก่ ต้มยำไก่ หรือต้มซุปไก่มารับประทานเองดูบ้างก็ได้ จะให้ความอร่อยที่หลากหลายมากขึ้นอีกทั้งได้ “คอลลาเจนสด” ที่มีอยู่อย่างเต็มๆ โดยเฉพาะถ้าหม้อนั้นมีส่วนของปีก ขาไก่ และข้อไก่อยู่บ้าง จะสร้างทั้งความอร่อยและคุณค่าผ่านวุ้นใสคลายเจลนุ่มซึ่งเคล็ดลับคือต้องบีบมะนาวใส่ด้วยจะได้วิตามินซีไปช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนครบทีม 

ซุปไก่ เครื่องดื่มที่เห็นกันเจนตาในโฆษณาทั้งหลาย  เป็นของที่ปรุงกันในครัวเรือนกินกันเป็นอาหารสุขภาพมาช้านาน  ซึ่งการต้มซุปไก่เพื่อรับประทานเองนั้นก็มิได้ยากเย็นเกินความสามารถ  เราอาจปรุงมันในรูปของซี่โครงไก่ต้มฟัก ไก่ตุ๋นเห็ดหอม ก่ต้มเห็ด 3 อย่าง หรือไก่ตุ๋นมะนาวดองก็ได้คุณค่าจากไก่เช่นกัน  โดยในซุปไก่มีกรดอะมิโนชนิด “ซิสเทอีน” ที่เหมาะกับผู้เป็นหวัดมีอาการคัดจมูกเสมหะอึดอัดลำคอ  ขอให้ต้มใส่เห็ดหอมและเก๋ากี้ด้วยจะช่วยบำรุงทั้งดวงตากับสุขภาพเพิ่มขึ้น

หนังไก่ ของโปรดที่ขอสารภาพว่าถูกใจเป็นอย่างยิ่ง  ซึ่งถ้าเป็นสิ่งที่ใครโปรดด้วยก็ขอให้ต้องทำใจไว้สักนิดว่าอย่าคิดกินบ่อยนัก เพราะมีทั้งไขมันอิ่มตัวจากตัวไก่เองและน้ำมันที่ใช้ทอด อย่างไรก็ดี การกินหนังไก่นั้นให้พลังงานสูงจริงแต่ก็ให้ความอร่อยที่ชวนกินขึ้นอย่างมากเพราะทั้งรสชาติและความเอมโอชของไก่นั้นอัดแน่นอยู่ที่ไขมันด้วย  ดังนั้น มีเทคนิกที่ง่ายๆ อย่างหนึ่งคือถ้าอยากคุมไขมันก็ลอกหนังไก่ออก หรือถ้าจะ “ย่างไก่” ก็ให้เอาหนังติดมันออกให้หมดเพื่อลดความเสี่ยงสารไหม้ก่อมะเร็งร้าย

ไส้กรอกไก่ อีกทั้งผลิตภัณฑ์จากไก่อย่าง “ลูกชิ้นไก่” “แหนมเอ็นข้อไก่” และอื่นๆ อีกมาก  หากเป็นเรื่องของไก่แปรรูปก็ขอให้ดูเรื่องปริมาณไขมันและดินประสิวที่ถูกใส่ในเนื้อสัตว์แปรรูป   หน่วยงานระดับโลกให้ความสำคัญต่อการก่อมะเร็งในเนื้อสัตว์แปรรูปหลายชนิด  ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้คือเลือกกินอาหารที่เป็นของสดไม่ผ่านการแปรรูปบ้าง  ไม่รับประทานแบบปิ้งย่าง และกินของแปรรูปที่ชื่นชอบแบบจำกัดปริมาณ  เพื่อจะได้แข็งแรงมีสุขภาพดีเพราะโลกนี้ยังมีของอร่อยที่น่าชื่นชมอีกมาก

ใครที่ชอบรับประทานเนื้อแดงเป็นคนสายเนื้ออาจรู้สึกไม่คุ้นหรือไม่ชอบใจการกินไก่นัก ซึ่งยังไม่จำเป็นต้องฝืนใจกันมารับประทานไก่เป็นหลัก   แต่อยากให้ลองหาผลิตภัณฑ์ดีๆ จากไก่มากินสลับไปบ้างอย่างไข่ไก่ที่เป็นของดีไม่ต้องกลัวไขมันจนเกินไป  ในบางทีอาจหาองคาพยพของไก่ที่รับประทานง่ายๆ เช่น น่องหรือปีกที่แม้มีไขมันแต่ก็มีคอลลาเจนสูงเช่นเดียวกัน  นอกจากนั้น ลองสลับจากเนื้อแดงมาเป็นปลาบ้าง หนังปลาบ้าง หรือหาโอกาสทดลองเนื้อไก่ที่ค่อนข้างลีนอย่างไก่งวงบ้างก็ยังได้ 

ฟิตแอนด์เฟิร์ม เริ่มได้ตั้งแต่ต้นปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/642909

วันที่ 17 ม.ค. 2564 เวลา 09:20 น.ฟิตแอนด์เฟิร์ม เริ่มได้ตั้งแต่ต้นปีมาดูกันว่ากีฬาที่เราไปเล่น กับการออกกำลังกายแต่ละประเภท ช่วยเผาผลาญพลังงานกันอย่างไรบ้าง เป็นอย่างที่เราคิดหรือเปล่า

เทรนด์สุขภาพ นอกเหนือจากเรื่องของโภชนาการแล้ว ปัจจุบันผู้คนต่างให้ความสำคัญและหันมาออกกำลังกายกันมากขึ้น เพราะการออกกำลังกายวันนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ให้ฟิตแอนด์เฟิร์มขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยให้ร่างกายแข็งแรง เสริมสร้างเกราะป้องกันให้กับร่างกายและช่วยลดความเสี่ยงจากการป่วยไข้จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 อีกด้วย ซึ่งต้องนับว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ

แต่เคยรู้สึกกันหรือเปล่าว่าหลายครั้งที่เราไปออกกำลังกาย เล่นกีฬาหนักๆ หวังว่าจะได้เบิร์นพลังงาน และขจัดเจ้าไขมันส่วนเกินลงไปบ้าง แต่เจ้าไขมันที่แอบมาอยู่นิ่งๆ ที่รอบเอวก็ยังจะดื้อ ไม่ยอมหลบไปไหน ทั้งๆ ที่กิจกรรมที่เราทำ การออกกำลังกายหนักๆ ก็น่าที่จะได้เผาผลาญพลังงานไปได้เยอะแล้ว ลองมาดูกันว่ากีฬาที่เราไปเล่น กับการออกกำลังกายแต่ละประเภท ช่วยเผาผลาญพลังงานกันอย่างไรบ้าง เป็นอย่างที่เราคิดหรือเปล่า

เริ่มด้วยกีฬากอล์ฟ การออกรอบเล่นกอล์ฟ เป็นเวลาประมาณ 1 ช.ม. จะเผาผลาญพลังงานประมาณ 250 กิโลแคลอรี่ ดูจะน้อยกว่าการเดิน ที่หากเดินอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณ 1 ชม. จะเผาผลาญพลังงานได้ประมาณ 325 กิโลแคลอรี่ ซึ่งใกล้เคียงกับการเล่นแบดมินตัน ที่หากเราเล่นแบดมินตันเป็นเวลาประมาณ 1 ชม. จะเผาผลาญพลังงานได้ถึงประมาณ 350-400 กิโลแคลอรี่

การออกกำลังกายที่เผาผลาญพลังงานได้เป็นอย่างดี ได้แก่ การเต้นแอโรบิค ที่จะเผาผลาญพลังงานประมาณ 500-600 กิโลแคลอรี่ การวิ่งเหยาะ เผาผลาญพลังงานประมาณ 600-700 กิโลแคลอรี่ การปั่นจักรยาน ด้วยความเร็วประมาณ 20 กม.ต่อ ชม. เผาผลาญพลังงานประมาณ 700 กิโล แคลอรี่ และ การว่ายน้ำ ด้วยความเร็วประมาณ 3 กม.ต่อ ชม.เผาผลาญพลังงานประมาณ 850 กิโลแคลอรี่ จากการออกกำลังกายประมาณ 1 ชั่วโมงเท่าๆ กัน

ยกมาให้ดูกันพอเป็นตัวอย่าง คงพอจะเห็นว่าการออกกำลังกายที่ได้ผลดีที่สุดในด้านการเผาผลาญพลังงาน คือการออกกำลังกายที่ไม่หนัก ไม่ได้เน้นที่การเคลื่อนไหวเร็วๆ แต่เน้นที่การเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่องของร่างกายหลายๆ ส่วน ใครที่กำลังมองหากิจกรรมเพื่อขจัดไขมันส่วนเกิน หรือกำลังวางแผนอยากจะลดน้ำหนัก คงพอจะมองเห็นแนวทางกันบ้างแล้ว

และจากข้อมูลที่ได้นำมาฝากกัน คงทำให้หลายๆ คนนึกไปถึงการออกกำลังกายในแบบ HIIT (High Intensity Interval Training) ซึ่งก็คือการแบ่งช่วงการออกกำลังกายออกเป็นช่วงสั้นๆ สลับกันระหว่างการออกกำลังกายในระดับความเร็วสูงสุด และการออกกำลังกายในระดับความเร็วปานกลาง โดยจะทำสลับกันเป็นเซ็ต

ข้อดีของการออกกำลังกายในลักษณะนี้ นอกเหนือจากการได้กระตุ้นการทำงานของหัวใจให้ได้ทำงาน และแข็งแรงขึ้นแล้ว ยังเป็นการเผาผลาญพลังงานที่ให้ผลลัพธ์เต็มที่ ภายในระยะเวลาที่สั้นลง อีกทั้งการออกกำลังกายในแบบ HIIT ยังสามารถใช้ได้กับเครื่องออกกำลังกายประเภทคาร์ดิโอ ทุกประเภทที่มีอยู่ในฟิตเนสและยังสามารถทำได้ด้วยการออกกำลังกายประเภทอื่นๆ เช่นการวิ่ง อีกด้วย

ได้ข้อมูลกันไปพอสมควรแล้ว มาเริ่มต้นดูแลสุขภาพกันดีกว่า เปลี่ยนชุด หยิบรองเท้า แล้วเตรียมตัวไปออกกำลังกายกันได้เลย

ขอบคุณข้อมูลจาก ไลฟ์เซ็นเตอร์บล็อก