5 ท่าปั้นเรียวขา-บั้นท้ายสวยรับปีใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/641465

วันที่ 29 ธ.ค. 2563 เวลา 08:10 น.5 ท่าปั้นเรียวขา-บั้นท้ายสวยรับปีใหม่เซเลบริตี้ ฟิตเนส ชวนฟิตกล้ามเนื้อ 5 ท่าปั้นเรียวขาและบั้นท้ายสวยรับปีใหม่

ทิ้งท้ายก่อนสิ้นปีด้วยการบอกลาสิ่งที่ไม่มีประโยชน์กับร่างกาย ลด ละ เลิก นิสัยกินจุบจิบ และหันมาฟิตหุ่นให้กระชับเป๊ะปัง ด้วยท่าออกกำลังกายที่เน้นสร้างกล้ามเนื้อ ปั้นเรียวขาและบั้นท้ายคุณให้สวยก่อนปีใหม่ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสวมใส่กางเกงยีนส์ตัวเก่งไปกับ 5 ท่าออกกำลังกายที่ใครๆ ก็ทำได้ในฟิตเนส

สำหรับ 5 ท่าออกกำลังกายที่ เซเลบริตี้ ฟิตเนส คัดเลือกมาให้คุณได้ลองทำเพื่อฟิตหุ่นให้กระชับรับปีใหม่ในครั้งนี้ จะเป็นท่าที่ช่วยให้คุณฟิตหุ่นได้ทุกนาทีแบบเน้นๆ โดนๆ พร้อมการสร้างกล้ามเนื้อแบบตรงจุด ที่สำคัญไม่ต้องกังวลว่าท่ายากจะเยอะ เพราะเราคัดเลือกท่าที่เหมาะสมกับผู้ออกกำลังกายในทุกๆ เลเวล

เริ่มต้นด้วยท่าที่ 1 Barbell Squat: เน้นกระชับต้นขาและสะโพก กับท่าบริหารกล้ามเนื้อต้นขาให้กระชับ โดยเฉพาะต้นขาด้านหน้า รวมไปถึงต้นขาด้านหลังและกล้ามเนื้อช่วงสะโพกให้แข็งแรงขึ้น ด้วยการยกบาร์เบลไว้ด้านหลัง พร้อมกับหย่อนสะโพกลงทำท่า Squat ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการลงนั่งเก้าอี้ แล้วยืดตัวกลับขึ้นมา ทางเลือกสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น อาจใช้เพียงน้ำหนักตัวของเราก่อนได้ โดยไม่ต้องใช้บาร์เบล 

ท่าที่ 2 Barbell Deadlift: เน้นสำหรับสะโพกและต้นขาด้านหลัง ท่านี้เวลาก้มและยกบาร์เบล ต้องออกแรงจากสะโพกและดันขึ้น ไล่บาร์เบลจากระดับเหนือหัวเข่าขึ้นไปตามหน้าขา จะฟีลที่กล้ามเนื้อสะโพกและต้นขาด้านหลังเต็มๆ แถมกล้ามเนื้อช่วงต้นแขนยังได้ออกแรงไปในตัวอีกด้วย ใครอยากปั้นก้นให้กลมเด้งรับรองเห็นผล มีทริกเล็กน้อยคือยืนโดยให้เท้ามีระยะห่างกว้างเท่าช่วงสะโพก และงอเข่าได้เล็กน้อย

ท่าที่ 3 Cable Kick Back: ท่านี้เป็นการออกแรงไปพร้อมกับการเกร็งหน้าท้องและก้น ด้วยการใช้อุปกรณ์ Cable Crossover Machine โดยดึงสายเคเบิ้ลมาล็อคกับข้อเท้า งอเข่าเล็กน้อยและเตะขาไปด้านหลัง สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกายท่านี้แนะนำให้เลือกน้ำหนักพอประมาณที่รู้สึกว่าตนเองสามารถทำได้ และอย่าลืมเกร็งกล้ามเนื้อท้องและก้น จะช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานมากขึ้น

ท่าที่ 4 Dumbbell Sumo Squat: ท่านี้บริหารก้นและต้นขาด้านในโดยใช้ดัมเบล 1 ลูกมาเป็นตัวช่วยในการออกกำลังกาย โดยถือดัมเบลพร้อมกางขาให้กว้างกว่าช่วงสะโพก และให้ปลายเท้าชี้ไปด้านข้างประมาณ 45 องศา หลังจากนั้นหย่อนก้นลงเหมือนท่า Squat โดยมีทริกง่ายๆ คือ ช่วงย่อตัวลงอย่าลืมเกร็งก้น เพื่อให้กล้ามเนื้อก้นทำงานมากขึ้น บั้นท้ายจะได้กระชับ

ปิดท้ายกับท่าที่ 5 Abduction/Adduction: สำหรับเน้นสะโพกด้านข้าง (Abduction) และต้นขาด้านใน (Adduction) ที่จะช่วยให้สะโพกกระชับ ขาไม่เบียดกัน และกล้ามเนื้อขามีความสมดุลมากขึ้น

· ท่า Abduction: เริ่มด้วยการนั่งที่ตัวเครื่อง ปรับที่วางขาให้แคบเข้ามาและวางขาไว้ด้านใน จากนั้นเซ็ตน้ำหนักตามที่ต้องการ แล้วออกแรงขาดันที่วางขาให้เปิดออก

· ท่า Adduction: เริ่มด้วยการนั่งที่ตัวเครื่อง ปรับที่วางขาให้กว้างออกและวางขาไว้ด้านนอก จากนั้นเซ็ตน้ำหนักตามที่ต้องการ แล้วออกแรงหุบขาดันที่วางขาเข้ามา

จะสังเกตได้ว่าท่าออกกำลังกายทั้ง 5 ท่า จะเน้นไปที่กล้ามเนื้อขาเป็นหลัก เพราะเป็นกลุ่มกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่สุดในร่างกาย ดังนั้นการออกกำลังกายในแต่ละท่า แนะนำว่าควรทำอย่างน้อย 15-20 ครั้งต่อเซ็ต รวม 3-4 เซ็ต ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของแต่ละบุคคล ที่สำคัญควรทำในคลับฟิตเนส และมีผู้เชี่ยวชาญหรือเทรนเนอร์ คอยให้คำแนะนำ

‘อะโครเมกาลี’ โรคหายากที่สิทธิบัตรทองใช้รักษาได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/641380

วันที่ 28 ธ.ค. 2563 เวลา 09:36 น.'อะโครเมกาลี' โรคหายากที่สิทธิบัตรทองใช้รักษาได้รู้จักกับโรคหายาก ‘อะโครเมกาลี’ โรคที่สามารถใช้สิทธิรักษาประกันสุขภาพถ้วนหน้าของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้แล้ว

หากเอ่ยถึงโรคไจแกนติสซึม (Gigantism) และอะโครเมกาลี (Acromegaly) เชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่รู้จัก โรค “ไจแกนติสซึมและอะโครเมกาลี” จัดเป็นหนึ่งในโรคหายาก (Rare Disease) เนื่องจากมีความชุกของโรคต่ำมากในกลุ่มประชากร เนื่องจากการมีผู้ป่วยจำนวนน้อยมากทำให้การพัฒนายาเพื่อนำมาใช้ในการวินิจฉัย บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรคหายากนี้เกิดขึ้นช้ากว่าการพัฒนายาสำหรับโรคที่มีความชุกสูงๆ ยาที่นำมาใช้ในการรักษาโรคหายากนี้จึงจัดเป็น “ยากำพร้า” ซึ่งมักจะมีราคาสูงหรือยังไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย

รศ.พญ.เมตตาภรณ์ พรพัฒน์กุล ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า จากข้อมูลระบุว่าในประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรปมีความชุกของโรคอะโครเมกาลีประมาณ 50 ราย ต่อประชากร 1 ล้านคน ถือว่าเป็นหนึ่งในโรคหายาก สำหรับประเทศไทย แม้ยังไม่มีข้อมูลศึกษาที่ชัดเจนแต่มีการคาดการณ์ว่า มีผู้ป่วยโรคอะโครเมกาลีจำนวน 3,000 คนทั่วประเทศ

โรคไจแกนติสซึม

และอะโครเมกาลีเป็นกลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากภาวะที่มีระดับฮอร์โมนเจริญเติบโต (Growth hormone) ในเลือดสูงกว่าปกติ ฮอร์โมนเจริญเติบโตนี้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของร่างกาย หากพบฮอร์โมนนี้สูงเกินกว่าปกติในวัยเด็กจะทำให้ร่างกายมีการสูงใหญ่กว่าปกติจะเรียกว่าโรคไจแกนติสซึมหรือโรคยักษ์ แต่ถ้าหากมีฮอร์โมนสูงกว่าปกติหลังพ้นวัยเจริญเติบโตก็จะเกิดโรคอะโครเมกาลี ซึ่งผู้ป่วยจะมีกระดูกบางส่วนของร่างกายแผ่ขยายขนาดเพิ่มมากขึ้นผิดปกติ อาทิเช่นกระดูกใบหน้า มือและเท้า ทำให้มีรูปหน้าที่เปลี่ยนแปลงไป มีสันคิ้วหนา กรามใหญ่ คางยื่น การสบฟันผิดปกติ และมีมือเท้าใหญ่ขึ้น

การที่มีระดับฮอร์โมนเจริญเติบโตสูงผิดปกตินอกจากจะทำให้ร่างกายสูงใหญ่ รูปหน้าเปลี่ยนแปลง มือเท้าใหญ่ขึ้นแล้ว ยังส่งผลให้เกิดความผิดปกติของระบบต่างๆ ภายในร่างกายอีกด้วย อาทิเช่น ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ ลิ้นโตคับปาก หัวใจโต ข้อเสื่อม เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีผลต่อระบบเผาผลาญของร่างกายทำให้มีโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูงตามมาได้ ผู้ป่วยที่มีโรคไจแกนติสซึมอะโครเมกาลี จะมีอัตราเสียชีวิตสูงกว่าประชากรทั่วไปประมาณ 2-3 เท่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่ควบคุมระดับฮอร์โมนเจริญเติบโตไม่ได้

รศ.พญ.เมตตาภรณ์ กล่าวว่า สาเหตุของโรคนี้มักเกิดจากเนื้องอกของต่อมใต้สมองเป็นหลักส่วนอาการของโรคจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นอาการของโรคซึ่งเกิดจากภาวะที่มีฮอร์โมนเกิน และอีกส่วนหนึ่งจะเป็นอาการที่เกิดจากการที่เนื้องอกไปกดเบียดอวัยวะข้างเคียง โดยสัญญาณที่บ่งบอกถึงภาวะที่มีฮอร์โมนเกิน สังเกตได้จากมือและเท้าที่ใหญ่กว่าปกติจนผู้ป่วยต้องเปลี่ยนขนาดแหวน ขนาดรองเท้า การมีใบหน้าที่

เปลี่ยนแปลงไป เช่น กรามใหญ่ คางยื่น จมูกใหญ่ ริมฝีปากหนา ผิวหนังหน้าหยาบขึ้น หรือร่างกายที่สูงผิดปกติเป็นต้น ขณะเดียวกันอาจจะมีหัวใจโต ความดันโลหิตสูง มีโรคเบาหวานที่ควบคุมได้ยาก เและอาการอีกส่วนหนึ่งที่เกิดจากเนื้องอกบริเวณต่อมใต้สมองไปเบียดอวัยวะสำคัญที่อยู่ใกล้เคียงบริเวณนั้น เช่น เส้นประสาทตา เส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของลูกตา เส้นประสาทที่เลี้ยงความรู้สึกบริเวณใบหน้า ทำให้มีอาการปวดศีรษะ ตามัว เห็นภาพซ้อน หรือมีอาการชาบริเวณหน้าผากและโหนกแก้ม

“โรคนี้มีอาการที่หลากหลาย ผู้ป่วยบางคนอาจจะมาด้วยอาการปวดศีรษะหรือมองเห็นผิดปกติ บางคนถึงขั้นเป็นโรคเบาหวาน ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ หัวใจโตเหนื่อยง่าย บางคนอาจมาเพราะเกิดจากมีคนทักรูปร่างหน้าตาที่เปลี่ยนไป ทั้งนี้แพทย์จะประเมินอาการแสดงที่เข้าได้กับโรคนี้ (ซึ่งสามารถดูได้จากภาพ) และการตรวจยืนยันว่ามีฮอร์โมนเจริญเติบโตสูงเกินระดับปกติหรือไม่ ร่วมกับการตรวจภาพถ่ายทางรังสีเพื่อประเมินก้อนเนื้องอกของต่อมใต้สมอง”

รศ.พญ.เมตตาภรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันโรคอะโครเมกาลี ถูกบรรจุอยู่ในกลุ่มโรคหายากที่สามารถใช้สิทธิรักษาประกันสุขภาพถ้วนหน้าของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)ได้แล้วฉะนั้น หากมีอาการสงสัยและคิดว่าจะเป็นโรคนี้ แนะนำให้ไปพบแพทย์ตามสิทธิการรักษาได้ เพราะหากปล่อยทิ้งไว้จะทำให้การรักษาทำได้ยากขึ้นและไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร มีโอกาสที่จะมีโรครุนแรงและโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้มาก แต่ถ้าหากผู้ป่วยสามารถตรวจพบได้เร็วและทำการรักษาเพื่อที่จะทำให้ระดับฮอร์โมนของผู้ป่วยใกล้เคียงกับคนปกติก็จะช่วยลดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ลงได้

การรักษาจะมีเป้าหมายเพื่อควบคุมระดับฮอร์โมนเจริญเติบโตในเลือดให้ใกล้เคียงระดับปกติมากที่สุดและการลดขนาดของก้อนเนื้องอก แนวทางการรักษาแพทย์จะทำการผ่าตัดเอาก้อนเนื้องอกออกเป็นลำดับแรกถ้าหากไม่มีข้อห้ามของการผ่าตัด เนื่องจากการผ่าตัดเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะให้ผู้ป่วยมีโอกาสหายขาดได้ แต่สำหรับผู้ป่วยบางรายที่เนื้องอกมีขนาดใหญ่หรือลุกลามมากซึ่งไม่สามารถผ่าตัดออกให้หมดได้ หรือในผู้ป่วยที่ไม่หายขาดหลังการผ่าตัด แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยการฉายแสง หรือการใช้ยาเพื่อลดและควบคุมระดับฮอร์โมน หรืออาจใช้ทั้งการฉายแสงควบคู่ไปกับการให้ยา

Covid-19 : สั่งอาหารเดลิเวอรี่อย่างไรให้ปลอดภัยจากโรคติดต่อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/640886

วันที่ 22 ธ.ค. 2563 เวลา 10:40 น. Covid-19 : สั่งอาหารเดลิเวอรี่อย่างไรให้ปลอดภัยจากโรคติดต่อทบทวนกันไว้ ปลอดภัยจาก Covid-19

เมื่อสถานการณ์โรคติดต่อกลับมาให้เราต้องเฝ้าระวังตัวกันอีกครั้ง หลายคนเลือกไม่ออกจากบ้านเพื่อลดโอกาสเสี่ยงการติดเชื้อ ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่ทำก็คือการเลือกสั่งของเดลิเวอรี่ ทั้งอาหารพร้อมทาน ของสด ของแห้ง วิธีการดังกล่าวก็ต้องอาศัยความมั่นใจเชื่อใจว่าอาหารที่เราได้มานั้นวางใจได้ ไม่ส่งผลเสียกับร่างกายและไม่นำเชื้อโรคใดๆ มาสู่ตัวเรา

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จากการสั่งอาหารแบบเดลิเวอรี่เน้นใน 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

กลุ่มที่ 1 ผู้ประกอบการที่จัดบริการอาหารในรูปแบบเดลิเวอรี

  1. คัดเลือกร้านอาหารได้รับใบอนุญาตหรือหนังสือรับรองการแจ้งเป็นสถานที่จำหน่ายอาหารจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น
  2. ติดตามสถานการณ์และศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และให้ความรู้หรือประชาสัมพันธ์คนขนส่งอาหาร เช่น การสวมหน้ากากที่ถูกวิธี และขั้นตอนการล้างมือที่ถูกต้อง เป็นต้น ผ่านช่องทางต่างๆ ของบริษัท
  3. จัดบริการหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย และเจลแอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดมือให้แก่คนขนส่งอาหาร
  4. จัดบริการตรวจสุขภาพให้แก่คนขนส่งอาหาร หากพบคนขนส่งอาหารมีอาการป่วย เช่น มีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก หรือเหนื่อยหอบ ให้หยุดปฏิบัติงานและไปพบแพทย์ทันที

กลุ่มที่ 2 ร้านอาหารให้บริการอาหารในรูปแบบเดลิเวอรี

  1. อาหารปรุงสำเร็จต้องปรุงสุกใหม่ สำหรับอาหารประเภทเนื้อสัตว์ปรุงให้สุกด้วยความร้อนไม่น้อยกว่า 70 องศาเซลเซียส หลีกเลี่ยงการจำหน่ายอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุก
  2. หากมีอาการเจ็บป่วย เช่น มีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก หรือเหนื่อยหอบ ให้หยุดปฏิบัติงานและไปพบแพทย์ทันที
  3. จัดให้มีที่ล้างมือพร้อมสบู่สำหรับล้างมือ หรือจัดให้มีเจลแอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดมือ
  4. จัดสถานที่ให้เพียงพอกับจำนวนคนขนส่งอาหารที่เข้ามาใช้บริการโดยจัดระยะห่าง 1 เมตร และมีการระบายอากาศที่เหมาะสม
  5. จัดหาภาชนะบรรจุอาหารที่เหมาะสมกับอาหารแต่ละประเภท แข็งแรง ปกปิดมิดชิดเพื่อป้องกันการปนเปื้อนในระหว่างการขนส่ง ไม่ใช้โฟมในการบรรจุอาหาร
  6. อาหารปรุงสำเร็จ มีการติดฉลากที่ระบุรายละเอียดอย่างชัดเจน เช่น ชื่อร้านอาหาร วัน/เดือน/ปี เวลาที่ผลิต ระยะเวลา และอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเก็บรักษาอาหาร เป็นต้น

กรณีจัดส่งอาหารเสี่ยง เช่น อาหารที่ใช้มือสัมผัสมาก เช่น ข้าวมันไก่ ข้าวหมูแดง ข้าวหมูกรอบและอื่นๆ อาหารที่มีส่วนประกอบของกะทิ นม ควรแนะนำให้ผู้บริโภคนำไปอุ่นร้อนก่อนรับประทาน ผู้ประกอบอาหาร ร้านอาหาร ผู้จำหน่ายอาหาร เพื่อนำสู่กระบวนการส่งอาหาร โดยมีทั้งร้านอาหารที่ทำการส่งแบบเดลิเวอรีอยู่แล้ว และร้านอาหารที่เพิ่งเปิดให้บริการส่งแบบ เดลิเวอรี ทางกรมอนามัยมีคำแนะนำว่า ร้านอาหารมีการจดแจ้งอยู่ในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การสาธารณสุขอยู่แล้ว แต่จะมีมาตรการเพิ่มเติมขึ้นในเรื่องของสถานที่ อุปกรณ์ ผู้สัมผัสอาหาร เนื่องจากอาหารบางชนิดไม่เหมาะแก่การนำมาส่ง เดลิเวอรี เช่น อาหารที่บูดเสียง่าย อาหารที่มีส่วนผสมของกะทิ หากมีผู้ที่ป่วยอยู่ในร้านอาหารจะต้องหยุดปฏิบัติงาน รวมไปถึงจะต้องใส่ภาชนะที่เหมาะสมในการใส่อาหาร

กลุ่มที่ 3 คนขนส่งอาหารเดลิเวอรี ได้แก่ บุคคลที่เกี่ยวข้องกับอาหารตั้งแต่กระบวนการสั่งซื้ออาหาร การรับอาหารจากร้านอาหาร และขนส่งอาหารไปสู่ผู้บริโภค จะต้องปฏิบัติดังนี้

  1. สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันตนเอง ไอ จาม ปนเปื้อนอาหาร และลดความเสี่ยงการได้รับเชื้อโรคระหว่างให้บริการ
  2. ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ ตั้งแต่เริ่มปฏิบัติงานขนส่งอาหาร ก่อนเข้าร้านอาหาร หลังการส่งอาหารให้ผู้บริโภค หลังเข้าส้วม หลังจับสิ่งสกปรก และจับเงิน
  3. หากมีอาการป่วย เช่น มีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก หรือเหนื่อยหอบ ให้หยุดปฏิบัติงานและไปพบแพทย์ทันที
  4. จัดหากล่องบรรจุอาหารท้ายยานพาหนะสำหรับขนส่งอาหารที่มีโครงสร้างที่แข็งแรง ปกปิดมิดชิดในลักษณะที่ช่วยป้องกันการปนเปื้อน และใช้กล่องบุฉนวนเพื่อรักษาอุณหภูมิให้อยู่ในช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสม ต้องทำความสะอาดด้วยน้ำและน้ำยาทำความสะอาด และฆ่าเชื้อโรคด้วย Alcohol 70% โดยสเปรย์หรือหยด Alcohol 70% ลงบนผ้าสะอาดพอหมาดๆ เช็ดไปในทิศทางเดียวกันเป็นประจำทุกวัน
  5. ตรวจสอบคุณภาพอาหารทันทีหลังได้รับจากร้านอาหาร เช่น ความสะอาด สภาพอาหารและไม่มีกลิ่นเน่าเสีย บรรจุอยู่ในภาชนะที่มีสภาพดี ไม่ชำรุด การปกปิดอาหาร ฉลากอาหาร เป็นต้น
  6. การส่งอาหารต้องแยกเก็บอาหารเป็นสัดส่วน ระหว่างอาหารปรุงสำเร็จและเครื่องดื่ม และจัดส่งถึงมือผู้บริโภคให้เร็วที่สุด
  7. ไม่ควรเปิดกล่องบรรจุอาหารท้ายยานพาหนะจนกว่าจะพบผู้สั่งซื้ออาหาร โดยก่อนเปิดกล่องใส่อาหารทุกครั้งควรทำความสะอาดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ จัดส่งอาหารให้ผู้สั่งซื้อโดยตรงหรือจุดที่ผู้สั่งซื้อกำหนดเพื่อลดความเสี่ยงการได้รับเชื้อโรคระหว่างให้บริการผู้สั่งซื้อ ในการส่งอาหาร คนขนส่งอาหารควรอยู่ห่างผู้รับอาหารอย่างน้อย 1 เมตร หรือในกรณีที่ไม่ได้ส่งอาหารให้กับผู้สั่งอาหารได้โดยตรง สถานที่หรือบริเวณที่จะส่งอาหารต้องไม่ทำให้อาหารเกิดการปนเปื้อน เช่น ไม่ส่งอาหารบริเวณใกล้ถังขยะ เป็นต้น และภายหลังส่งอาหารและหลังการจับเงินให้ทำความสะอาดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์
  8. ถอดถุงมือผ้าในระหว่างการหยิบจับอาหาร เพราะอาจเกิดการปนเปื้อนของฝุ่นละอองและเชื้อโรคที่สะสมในถุงมือผ้า กรณีใส่ถุงมือผ้าในระหว่างการใช้ยานพาหนะขนส่งให้ล้างมือด้วยน้ำและสบู่ก่อนการสวมใส่ทุกครั้ง และเปลี่ยนถุงมือทุก 4 ชั่วโมง ทำความสะอาดถุงมือด้วยน้ำยาทำความสะอาดทุกวัน

กลุ่มที่ 4 ผู้สั่งซื้ออาหาร/ผู้บริโภค เมื่อได้รับอาหารแล้วควรปฏิบัติดังนี้

  1. ล้างมือด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดมือ หลังการรับอาหารจากคนขนส่งอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร
  2. สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยหากมีอาการป่วย ในระหว่างการรับอาหารจากคนขนส่งอาหาร
  3. หลีกเลี่ยงการสั่งซื้ออาหารกลุ่มเสี่ยง เช่น อาหารประเภทเนื้อสัตว์หรือเครื่องในสัตว์ที่ปรุงไม่สุก อาหารที่เน่าเสียง่าย อาหารที่ปรุงด้วยนม กะทิ เป็นต้น ควรนำไปอุ่นร้อนก่อนรับประทาน
  4. ตรวจสอบคุณภาพอาหาร เช่น ความสะอาด สภาพอาหารและไม่มีกลิ่นเน่าเสีย ความเหมาะสมของภาชนะบรรจุ การปกปิดอาหาร เป็นต้น

ไข้หวัดใหญ่-โควิด หากติดร่วมกันเพิ่มโอกาสตายได้ร้อยละ 29–55 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/640880

วันที่ 22 ธ.ค. 2563 เวลา 09:40 น.ไข้หวัดใหญ่-โควิด หากติดร่วมกันเพิ่มโอกาสตายได้ร้อยละ 29–55แพทย์ไทยเตือนประชาชนให้ความสำคัญในการป้องกันไข้หวัดใหญ่ ในช่วงการระบาดของ โควิด-19 เพราะหากติดเชื้อร่วมกัน ยิ่งเพิ่มโอกาสการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 29–55

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบให้เกิดความวิตกกังวลต่อคนทั่วโลก รวมถึงประชาชนยังขาดการรับรู้และขาดความเข้าใจในเชิงป้องกันในโรคทั้งสองที่มีอาการที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะไข้หวัดใหญ่ ซึ่งปีนี้ นับเป็นครั้งแรกที่มีโรคระบาดทั้งสองโรคพร้อมกัน นอกจากความเสี่ยงที่จะติดโรคใดโรคหนึ่งแล้ว ประชาชนยังมีโอกาสที่จะติดเชื้อร่วมกัน (co-infection) จากทั้งไข้หวัดใหญ่และเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ ซึ่งจะทำให้มีอาการรุนแรง เกิดอาการแทรกซ้อน และยิ่งทำให้การรักษามีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

มูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่ จึงได้จัดระดมแนวคิดจากผู้ทรงคุณวุฒิและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานภาครัฐ และสถาบันทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องเพื่อเสวนาเรื่อง “ความสำคัญของการป้องกันไข้หวัดใหญ่ในช่วงการระบาดของโควิด-19” เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจในเรื่องของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ประโยชน์การดูแลรักษาป้องกันโรค รวมถึงมาตรฐานและความปลอดภัยของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในการป้องกันไข้หวัดใหญ่สำหรับภาคประชาชน

รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ประธานมูลนิธิส่งเสริมศึกษาไข้หวัดใหญ่ และนายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทย กรมควบคุมโรค ปี 2563 ท่ามกลางการระบาดโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 28 พฤศจิกายน 2563 มีรายงานพบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 119,300 ราย คิดเป็นอัตราป่วยไข้หวัดใหญ่ 179.44 ต่อประชากรแสนคน โดยกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคยังคงพบในเด็กเล็กกลุ่มอายุ 0–4 ปี รองลงมาคือ กลุ่มอายุ 5–14 ปี ขณะที่ข้อมูลสำคัญคือ ในจำนวนดังกล่าวนี้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด A ทั้ง 4 ราย มีอายุระหว่าง 36–77 ปี โดยร้อยละ 75 มีประวัติโรคประจำตัวหรือมีปัจจัยเสี่ยงร่วมด้วย ร้อยละ 50 มีภาวะอ้วน มีค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 30 และพบว่าร้อยละ 50 ไม่มีประวัติการรับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่มาก่อน

ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่ระบาดในทุกๆ ปี และตลอดปีจะระบาดมากในช่วงหน้าฝนและหน้าหนาว สำหรับในปีพ.ศ. 2563 นี้ มีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในช่วงนี้ จึงมีความน่ากังวลเพิ่มมากขึ้น เพราะอาการของทั้งสองโรคนั้นค่อนข้างคล้ายคลึงกัน โดยผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่จะมีอาการไข้สูง 38-40 องศาเซลเซียส ไอ เจ็บคอ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ซึ่งจะมีอาการที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย คือ ผู้ติดเชื้อโควิด-19 จะมีน้ำมูกไม่เยอะ และยังมีการแพร่กระจายสู่ผู้อื่นจากการสัมผัสน้ำมูกหรือเสมหะของผู้ป่วยเมื่อมีการไอและจามเหมือนกันอีกด้วย จากการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศจีนพบว่า ผู้ที่ป่วยเป็นโรคโควิด-19 จะทำให้มีโอกาสเสี่ยงในการได้รับเชื้ออื่นๆ แทรกซ้อน เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20-80 และการติดเชื้อร่วมกันกับโควิด-19 พบว่าเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A มีโอกาสทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการติดเชื้อร่วมกันนั้นเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากถึงร้อยละ 29-55

ล่าสุดเดือนธันวาคม 2563 ในประเทศไทย พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่มากกว่าโควิด-19 ถึง 28 เท่า พบผู้เสียชีวิตด้วยไข้หวัดใหญ่ ถึงร้อยละ 2 ทั่วโลก โดยในปี 2561-2562 พบผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้หวัดใหญ่มากที่สุดในช่วงฤดูฝนตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กันยายน แต่ในปี 2563 พบผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้หวัดมากในช่วงมกราคม และมีแนวโน้มลดลงในเดือนเมษายน เพราะเป็นช่วงที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ทำให้ประชาชนหันมาใส่ใจและดูแลสุขภาพกันมากขึ้น ใส่หน้ากากอนามัยเพิ่มขึ้น เมื่อสถานการณ์โรคระบาดเริ่มคลี่คลายอาจจะทำให้คนไทยละเลยการดูแลสุขภาพ จึงแนะให้ประชาชนควรใส่ใจป้องกันตนเองและคนใกล้ชิด ควรสวมหน้ากากอนามัยเป็นประจำ หมั่นล้างมือบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการไปในสถานที่แออัด รวมถึงควรรับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ร่วมกับการติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนโควิด-19 ที่กำลังระบาดนี้

ปัจจุบันวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ มี 2 ชนิด ได้แก่ วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิด 3 สายพันธุ์ และวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิด 4 สายพันธุ์ โดยชนิด 4 สายพันธุ์สามารถครอบคลุมเชื้อไวรัสสายพันธุ์ B ได้เพิ่มขึ้นเป็น 2 สายพันธุ์ กล่าวคือครอบคลุมเชื้อไวรัสสายพันธุ์ A ทั้ง H1N1 และ H3N2 และสายพันธุ์ B ทั้งตระกูล Victoria และ Yamagata จึงเพิ่มความสามารถในการครอบคลุมเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่มีการระบาดเพิ่มขึ้น ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและเสียชีวิตได้ดีขึ้น จึงควรได้รับการฉีดเป็นประจำทุกปี เนื่องจากวิวัฒนาการของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในแต่ละปี เป็นเชื้อต่างชนิดกันและบางสายพันธุ์คาดการณ์การระบาดได้ยาก ดังนั้นควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ให้มีภูมิคุ้มกันสูงตลอดเวลาและครอบคลุมสายพันธุ์ที่คาดว่าจะระบาดในปีนั้นๆ ให้มากที่สุดโดยฉีดปีละครั้ง ซึ่งวัคซีนไข้หวัดใหญ่สามารถฉีดได้ตลอดปี โดยช่วงเวลาที่เหมาะสม คือ ก่อนฤดูฝน (เดือนพฤษภาคม) และก่อนฤดูหนาว (เดือนตุลาคม) เนื่องจากเป็นช่วงที่เริ่มมีการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ถือเป็นอีกวิธีที่คุ้มค่ามากที่สุดที่สามารถป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้ อีกทั้งมีความปลอดภัยสูง เนื่องจากเป็นวัคซีนที่ทำมาจากเชื้อที่ตายแล้ว ทำให้หมดความสามารถในการก่อโรค และยังกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน ทั้งนี้วัคซีนจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้ประมาณร้อยละ 50-90 แต่ในผู้สูงอายุและผู้ที่มีภูมิต้านทานร่างกายไม่แข็งแรง การตอบสนองต่อวัคซีนอาจลดลง อย่างไรก็ตามการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ยังมีประโยชน์ในการลดความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อน โอกาสที่ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล และการเสียชีวิตลงได้

ศ.นพ. ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ช่วยผู้อำนวยการ สถานเสาวภา สภากาชาดไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ของคนไทยในช่วงการระบาดโควิด-19 ว่าตอนที่อยู่ในช่วงที่มีการ lockdown พบว่าการให้วัคซีนในเวชปฏิบัติลดลงคล้ายกับในประเทศอื่น อย่างไรก็ตามภายหลังการปลด lockdown ดูเหมือนความสนใจในการป้องกันโรค โดยเฉพาะการป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจหรือปอดบวมมากขึ้นและทำให้การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ก็มากขึ้นโดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือมีโรคประจำตัว ซึ่งสังคมไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้ยิ่งต้องเกิดภาวะพึ่งพาด้านสาธารณสุขมากขึ้นโดยเฉพาะเมื่อมีการเจ็บป่วย ดังนั้นการให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพในผู้สูงอายุและการป้องกันโดยการฉีดวัคซีนเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ หรือการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจึงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดการทนทุกข์ทรมานต่อความเจ็บป่วย รวมทั้งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลได้อีกด้วย

ปัจจุบันการให้วัคซีนป้องกันโรคแก่ผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคเรื้อรังได้รับการสนับสนุนในหลายประเทศ สำหรับประเทศไทยก็มีการสนับสนุนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะมีการเจ็บป่วยรุนแรง แต่ก็ยังพบว่าอัตราการให้วัคซีนเพื่อป้องกันโรคในผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคเรื้อรังยังอยู่ในอัตราที่ต่ำกว่าร้อยละ 60 จึงจำเป็นต้องรณรงค์สร้างความเข้าใจในวงกว้างถึงความสำคัญของการป้องกันโรคที่มีความรุนแรง และควรเริ่มจากคนในครอบครัว ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะช่วยดูแลผู้สูงอายุในบ้านให้มีสุขภาพที่แข็งแรงด้วยปัจจัยพื้นฐานด้วยการรับวัคซีนเพื่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่ดีขึ้น ในกรณีไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสติดต่อโดยการหายใจหรือการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อทั่วไปอาการมักไม่รุนแรง แต่หากเกิดในผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น เบาหวาน หอบหืด ถุงลมปอดโป่งพอง โรคหัวใจ โรคไตวายเรื้อรัง และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ อาจมีอาการรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม ทำให้ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลและอาจเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ ยังควรฉีดวัคซีนแก่บุคคลซึ่งใกล้ชิดกับผู้สูงอายุหรือกลุ่มผู้มีปัจจัยเสี่ยงสูง เช่น ผู้ดูแลผู้สูงอายุ หรือดูแลผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว เพราะมีโอกาสแพร่เชื้อให้ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงเมื่อตนเองป่วยเช่นกัน

นพ.วงวัฒน์ ลิ่วลักษณ์ ผู้ตรวจราชการกรุงเทพมหานครสูง หัวหน้าเขตตรวจราชการ 3 กล่าวว่า “กรุงเทพมหานครมีมาตรการดูแลป้องกันอย่างเข้มข้น โดยมีการเตรียมความพร้อมระบบเฝ้าระวังและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ ในพื้นที่กรุงเทพฯ รวมถึงมีแนวทางตรวจคัดกรองผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ในสถานพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานครในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมา และได้จัดตั้งคลินิกโรคระบบทางเดินหายใจในทุกศูนย์บริการสาธารณสุข (ARI Clinic) คัดกรองผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจทั้งหมด ไม่ให้เข้าไปในตัวอาคารของสถานพยาบาล เพื่อลดการแพร่เชื้อทั้งโรคไข้หวัดใหญ่ โรคโควิด-19 และโรคระบบทางเดินหายใจอื่นๆ อีกทั้งได้ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพเพื่อป้องกันตนเองจากโรคไข้หวัดใหญ่ รวมถึงโรคที่มากับฤดูฝน ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง”

นอกจากนี้ ยังได้เปิดให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่แก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับวัคซีน จำแนกได้ 7 กลุ่ม ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ธาลัสซีเมียและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (รวมผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ) และโรคอ้วน (น้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม หรือค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 35 กิโลกรัม/ตารางเมตร) ซึ่งได้รับการจัดสรรวัคซีนไข้หวัดใหญ่ จากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยในพื้นที่กรุงเทพฯ สามารถลงทะเบียนจองสิทธิ์ล่วงหน้าเพื่อขอรับการฉีดวัคซีนผ่าน Line : @ucbkk สร้างสุข ซึ่งได้กำหนดเริ่มฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล 3 สายพันธุ์ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา สามารถไปรับบริการได้ที่ศูนย์บริการสาธารณสุข สำนักอนามัย ทั้ง 68 แห่ง โรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานคร และโรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ กล่าวปิดท้ายว่า “องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า โลกมีความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ระบาดใหญ่ (Pandemic Influenza) แต่ความน่ากังวลของการเกิดไข้หวัดใหญ่ระบาดใหญ่ก็คือ ไม่มีทางรู้ว่าเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ระบาดใหญ่จะระบาดที่ประเทศไหนและจะมีการเตรียมความพร้อมในการรับมือได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการกลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา ปัจจุบัน WHO ได้ติดตามและเฝ้าระวังเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ซึ่งกำลังดำเนินงานอยู่ใน 153 สถาบันจาก 114 ประเทศ โดยทุกๆ ปี WHO จะออกคำแนะนำว่าเชื้อที่กลายพันธุ์สายพันธุ์ใดควรถูกบรรจุอยู่ในรายการวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ประจำปี ในฐานะมูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่ จึงขอแนะนำประชาชนทุกท่านที่มีโอกาสรับวัคซีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 7 กลุ่มเสี่ยง ควรเข้ารับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปีจากรัฐบาลโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อลดความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อน และลดโอกาสการสูญเสียชีวิต

นอนเสริมภูมิคุ้มกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/640827

วันที่ 21 ธ.ค. 2563 เวลา 15:10 น.นอนเสริมภูมิคุ้มกันรศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ส่งต่อความรู้ “การนอนเสริมภูมิคุ้มกัน”

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยแพร่ความรู้เรื่อง “นอนเสริมภูมิคุ้มกัน” ผ่านโซเชียลมีเดีย Dr.Winai Dahlan ความว่า

โควิด-19 รอบสองในบ้านเราคาดการณ์กันไว้แล้วในที่สุดก็เกิดขึ้นจนได้ สิ่งที่ต้องเร่งทำคือยับยั้งหรือชะลอการระบาดลง อย่าเพิ่งตื่นตระหนก หรือโยนความผิดให้คนอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานต่างชาติ ว่ากันตามตรงเราเองคนไทยควรดูแลสวัสดิภาพความเป็นอยู่ของพวกเขาให้ดีกว่านี้ สร้างสุขอนามัยให้กับพวกเขามากกว่านี้ ลองมาดูวิธีป้องกันตนเองทั้งคนไทยทั้งแรงงานต่างชาติกันดีกว่าว่าต้องทำอย่างไรบ้าง

เตือนกันเวลานี้คือป้องกันตัวโดยสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกนอกบ้าน หลีกเลี่ยงการเข้าสู่พื้นที่ที่มีผู้คนรวมตัวกันมากๆ ล้างมือให้บ่อยด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์ วางระยะห่างจากคนอื่นให้มากพอ อย่าใช้มือสัมผัสสิ่งแวดล้อมให้บ่อยนัก ดีที่สุดเวลานี้คือพักอยู่กับบ้าน ทำร่างกายให้มีภูมิต้านทานโรคให้มากโดยกินอาหารที่ดี ออกกำลังกายพอเหมาะ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 6-8 ชั่วโมง

การนอนไม่เพียงพอนำไปสู่การมีสุขภาพเลว ภูมิต้านทานลด การนอนเพียงพอช่วยสุขภาพอย่างมาก ทั้งช่วยให้รับรสชาติอาหารได้ดีขึ้นแถมยังทำให้น้ำหนักไม่มากขึ้นอีกต่างหากนอกจากนี้ยังป้องกันโรคอีกหลายโรคไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ การนอนไม่พอบ่อยครั้งเข้าจะกลายเป็นคนด้อยประสิทธิภาพโดยไม่รู้ตัว อาจเกิดปัญหาด้านสมองได้ด้วยซ้ำ

ผู้ใหญ่ควรนอน 6-8 ชั่วโมง ส่วนเด็กนอนมากกว่าผู้ใหญ่สักหนึ่งชั่วโมง ต้องกำหนดวินัยในการนอน เข้านอนให้เป็นเวลาและตื่นให้เป็นเวลา จะทำให้ร่างกายสามารถกำหนดวงจรของการนอนได้กระทั่งเป็นปกติ การกำหนดที่ว่านี้ให้รวมถึงวันหยุดด้วย จัดทำห้องนอนให้เหมาะกับการนอน ปรับแสงให้มืดสนิทและเงียบ อย่าให้ห้องรกด้วยหนังสือ อย่าทำให้ห้องนอนมีบรรยากาศของห้องทำงานหรือห้องเรียน

ระหว่างวันต้องทำงานใช้แรงกายบ้าง ออกกำลังกายให้บ่อย จะได้หลับง่าย หลับเร็ว หลับลึก อย่าเผลอออกกำลังกายก่อนนอนสองชั่วโมง อีกเรื่องหนึ่งคือพยายามรับแสงอาทิตย์ตอนเช้า คอยเลี่ยงแดดจัดหน่อย เพื่อช่วยให้วงจรสารเมลาโทนินในสมองเป็นปกติ สมองจะได้รับรู้ว่าช่วงไหนเป็นกลางวันหรือกลางคืน ก่อนนอนสองสามชั่วโมงอย่าพยายามเจอแสงจ้าให้มากนักเพราะจะทำให้เมลาโทนินทำงานไม่ปกติ สารฮอร์โมนตัวนี้เกี่ยวข้องกับการปรับเวลากลางวันกลางคืนจึงเกี่ยวข้องกับการนอนของคนเรา

คอยระวังเรื่องการดื่มกาเฟอีนกับแอลกอฮอล์ให้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใกล้เวลานอน พยายามดื่มน้ำระหว่างวันให้มาก แต่อย่าดื่มน้ำให้มากเกินไปเวลาก่อนนอน เพื่อหลีกเลี่ยงการตื่นเข้าห้องน้ำตอนดึก ต้องทำใจให้สงบอย่าคิดเตลิดเปิดเปิงให้มากนัก ทำสมาธิก่อนนอนได้ก็ดี สุดท้ายเพื่อสุขภาพจิตที่ดีของพวกเรา ช่วยกันส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ไทยเพิ่มการดูแลแรงงานต่างชาติ ใส่ใจดูแลสุขภาพของพวกเขาให้มากขึ้น ดูแลพวกเขาให้ได้ดีเท่ากับที่ดูแลพวกเรานั่นแหละ พยายามทำให้ได้อย่างนั้น

นอนกรน vs ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/640160

วันที่ 14 ธ.ค. 2563 เวลา 06:30 น.นอนกรน vs ภาวะหยุดหายใจขณะหลับอย่าคิดว่า “นอนกรน” เป็นเรื่องปกติ อาจอยู่ในกลุ่มเสี่ยงภาวะหยุดหายใจขณะหลับ อันตรายถึงชีวิต

เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า คนเราควรนอนหลับให้ได้วันละไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง นอกจากการตื่นมาพร้อมกับความสดชื่น สามารถปฏิบัติภารกิจในแต่ละวันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้ว ยังลดความเสี่ยงในการเกิดโรคอีกด้วย แต่ในระหว่างที่เรานอนหลับนั้น อาจเกิดอาการต่าง ๆ ขึ้น โดยที่เจ้าตัวเองอาจจะไม่รู้ตัว เช่น การนอนกรน หรือ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ดูเผินๆ เหมือนจะไม่น่ากลัว แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีอันตรายถึงชีวิตได้

มีข้อมูลที่น่าสนใจโดย นายแพทย์ ณัฎฐพงศ์ อื้อเศรษฐศักดิ์ อายุรแพทย์ ประจำโรงพยาบาลพิษณุเวช อุตรดิตถ์ ในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ เปิดเผยเกี่ยวกับอาการเหล่านี้มาให้ได้ลองสังเกตกัน

นอนกรน อันตรายจริงไหม?

เป็นความจริง เพราะอาการนอนกรน บ่งบอกถึงการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ทำให้ผู้ป่วยนอนหลับไม่สนิท สะดุ้งตื่นเป็นช่วง ๆ ง่วงนอนในเวลากลางวัน มีแนวโน้มเกิดอุบัติเหตุจราจรหรือจากการทำงานมากกว่าคนทั่วไป นอกจากนี้ยังพบว่า มีความเสี่ยงสูงต่อโรคความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศอีกด้วย

เด็กนอนกรนสังเกตอย่างไร?

ในเด็กอาจมีอาการนอนกรนได้เช่นกัน โดยเฉพาะในเด็กที่มีท่าทางการนอนที่ผิดปกติ เช่น ชอบนอนคว่ำ นอนตะแคง หรือเด็กที่ไม่มีสมาธิที่จะทำอย่างใดอย่างหนึ่งได้นาน หรืออาการสมาธิสั้น (Attention Deficit Disorder : ADD) เด็กที่หงุดหงิดง่าย และปัสสาวะราดในเวลากลางคืน พ่อแม่ผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตบุตรหลานว่ามีอาการข้างต้นหรือไม่

ลดอาการกรนด้วยวิธีแปะปาก แปะคาง (ไม่ให้อ้า) ช่วยได้จริงไหม?

วิธีดังกล่าวข้างต้น ไม่สามารถช่วยแก้อาการนอนกรนได้ ในทางการแพทย์วิธีที่สามารถรักษาอาการนอนกรนได้ คือ การใช้เครื่องมือทางทันตกรรมช่วยเลื่อนขากรรไกรลงมาทางด้านหน้า เพื่อทำให้ทางเดินหายใจกว้างขึ้น หรือ การใช้เครื่องเป่าลมในทางเดินหายใจส่วนบน (Continuous Positive Airway Pressure : CPAP)

ก็สามารถช่วยได้เช่นกัน โดยเป็นการนำหน้ากากครอบจมูก ขณะนอนหลับ หน้ากากจะต่อเข้ากับเครื่องที่สามารถขับลมแรงดันบวกออกมาขยายทางเดินหายใจให้กว้างขึ้น

รับประทานอาหารและเครื่องดื่มอย่างไร เพื่อหลีกเลี่ยงการนอนกรน?

หลีกเลี่ยงยา หรือ เครื่องดื่ม ที่มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง เช่น เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท ยาลดน้ำมูกชนิดที่ทำให้ง่วง

รู้ได้อย่างไรว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ มีอันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน หากปล่อยไว้ ดังนั้นควรหมั่นสังเกตตนเองหรือให้คนใกล้ชิดช่วยสังเกต ว่ามีภาวะนี้เกิดขึ้นกับเราหรือไม่ โดยอาการที่บ่งบอกว่าอาจมีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ คือ มีอาการหายใจขัด หายใจไม่สะดวก คล้ายสำลักน้ำลาย มีอาการสะดุ้งผวา หรือหายใจแรงเหมือนขาดอากาศหลังจากหยุดหายใจ นอนกรน นอนกระสับกระส่ายมาก

การตรวจ Sleep Test

สำหรับผู้ที่มีภาวะการหยุดหายใจขณะนอนหลับ ควรปรึกษาแพทย์ โดยทางการแพทย์จะใช้เครื่องมือ Sleep Test ในการตรวจ เหมาะสำหรับ ผู้ที่มีอาการนอนกรน และ ผู้ที่มีอาการที่บ่งบอกว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ได้แก่ ตื่นนอนตอนเช้าด้วยความอ่อนล้า ไม่สดชื่น นอนไม่เต็มอิ่ม ทั้ง ๆ ที่ได้นอนพักอย่างเต็มที่หงุดหงิด อารมณ์เสียง่าย ง่วงนอนตอนกลางวัน เผลอหลับกลางวัน นอนหลับไม่ราบรื่น เช่น ฝันร้าย ละเมอ กระสับกระส่าย หายใจขัด หายใจไม่สะดวก ขณะนอนหลับ มีอาการสะดุ้งผวา หายใจแรงเหมือนขาดอากาศหลังจากหยุดหายใจ ประสิทธิภาพในการทำงาน หรือผลการเรียนแย่ลง เพราะอาการง่วง ขาดสมาธิ

ชั่วโมงทองของ “หัวใจวาย” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/640156

วันที่ 13 ธ.ค. 2563 เวลา 08:40 น.ชั่วโมงทองของ “หัวใจวาย”อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด เผยเจ็บแน่นหน้าอก ปวดร้าวไปที่คอ ขากรรไกรและแขนซ้าย เหงื่อออก หน้ามืด ใจสั่น อาจเป็นสัญญาณของภาวะหัวใจวาย รีบพบแพทย์ “โดยเร็วที่สุด” เพื่อลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตเฉียบพลัน

ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือหัวใจวาย คือการที่หลอดเลือดหัวใจอุดตันจนกล้ามเนื้อหัวใจเกิดการขาดเลือดไปเลี้ยง สาเหตุเกิดจากการสะสมของไขมันบริเวณผนังหลอดเลือด พบได้บ่อยในผู้ชายวัย 45 ปีขึ้นไป และผู้หญิงวัย 55 ปีขึ้นไป หรือปัจจัยอื่นที่ทำให้หลอดเลือดเสื่อมเร็วกว่าปกติ เช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง น้ำหนักเกินเกณฑ์หรือโรคอ้วน การสูบบุหรี่ ความเครียด ขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และโรคทางพันธุกรรมบางอย่าง หรือการมีประวัติญาติสายตรงเป็นโรคหัวใจ จึงทำให้ปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มีอายุน้อยกว่าสถิติมากขึ้นเรื่อยๆ

นายแพทย์ศุภสิทธิ์ สถิตย์ตระกูล อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า อาการเจ็บหรือแน่นบริเวณกลางหน้าอกเหมือนมีอะไรกดทับ จนปวดร้าวไปที่คอ ขากรรไกร ไหล่หรือแขนซ้ายเป็นอาการนำที่พบบ่อยที่สุดของผู้ป่วยหัวใจวาย มักแสดงอาการนานต่อเนื่อง 15 – 30 นาที นั่งพักแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น แต่ไม่ใช่ว่าผู้ป่วยทุกรายจะมีอาการนำดังกล่าว นอกจากนี้อาจมีอาการเหงื่อออก ใจสั่น ปวดจุกลิ้นปี่ คลื่นไส้ อาเจียน ในบางรายอาจหายใจหอบเหนื่อย หน้ามืด หมดสติ หรือหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้ ทั้งหมดนี้ถือเป็นสัญญาณวิกฤตที่จะทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย โดยผู้ป่วยควรต้องรีบไปพบแพทย์หรือเรียกรถฉุกเฉินของโรงพยาบาลทันที

“การรักษาผู้ป่วยหัวใจวายเฉียบพลันในปัจจุบันมีทั้งการให้ยาละลายลิ่มเลือดและการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและใส่ขดลวดค้ำยัน (stent) สำหรับการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนนั้น ผู้ป่วยจะไม่มีแผลผ่าตัด พักฟื้นในโรงพยาบาลไม่นาน ฟื้นตัวได้เร็ว แต่ในกรณีที่หลอดเลือดหัวใจตีบตันหลายเส้นหรือแพทย์ประเมินแล้วว่าไม่สามารถรักษาด้วยวิธีนี้ได้ แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยการผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ” นายแพทย์ศุภสิทธิ์กล่าว

อย่างไรก็ตาม การรักษาภาวะหัวใจวายทุกขั้นตอนควรทำให้แล้วเสร็จภายใน 60 – 90 นาที เพื่อเปิดหลอดเลือดที่อุดตันให้เร็วที่สุด ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตของผู้ป่วยหรือการเกิดภาวะหัวใจ

ล้มเหลวในอนาคต อีกทั้งยังเพิ่มโอกาสการกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงคนปกติมากที่สุดของผู้ป่วยด้วย ดังนั้น หากมีอาการที่บ่งบอกถึงภาวะหัวใจวาย ผู้ป่วยควรรีบบอกคนรอบข้างและมาพบแพทย์ให้เร็วที่สุด

แพทย์เตือนมนุษย์ออฟฟิศ ระวังหมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นทับเส้นประสาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/640155

วันที่ 13 ธ.ค. 2563 เวลา 07:40 น.แพทย์เตือนมนุษย์ออฟฟิศ ระวังหมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นทับเส้นประสาทศัลยแพทย์กระดูกและข้อเฉพาะทางด้านโรคกระดูกสันหลัง ชี้จุดสังเกตอาการปวดหลังบ่อยๆ จนร้าวลงขาและชา อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงโรคหมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นทับเส้นประสาท โรคที่มนุษย์ออฟฟิศควรระวัง!!

พฤติกรรมนั่งทำงานนานๆ อย่างต่อเนื่อง เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคหมอนรองกระดูกปลิ้นทับเส้นประสาท โดยเฉพาะบริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอว เนื่องจากเป็นส่วนที่ต้องรับน้ำหนักมากที่สุด จึงมีโอกาสที่จะเกิดหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม แตกและปลิ้นมากกว่าหมอนรองกระดูกสันหลังในระดับอื่น

นายแพทย์เอกพล ลาภอำนวยผล ศัลยแพทย์กระดูกและข้อเฉพาะทางด้านโรคกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า หมอนรองกระดูกสันหลัง (Intervertebral disc) แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วยส่วนทีอยู่บริเวณศูนย์กลาง มีลักษณะอ่อนนุ่มคล้ายเจลลี่ ,ส่วนที่อยู่โดยรอบ มีลักษณะยืดหยุ่นเป็นพังผืด และส่วนที่ยึดติดกับข้อกระดูกสันหลัง มีลักษณะคล้ายกระดูกอ่อน ซึ่งทั้ง 3 ส่วนจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก ทำหน้าที่ช่วยในการเคลื่อนไหวและรับแรงกระแทกของกระดูกสันหลัง หากกระดูกสันหลังถูกใช้งานหนัก ใช้งานผิดท่า รับน้ำหนักมากเกินไป เกิดอุบัติเหตุและการบาดเจ็บบริเวณกระดูกสันหลัง หรือแม้แต่ความเสื่อมตามอายุ ก็อาจทำให้หมอนรองกระดูกสันหลังแตกและปลิ้นออกมาจนไปกดทับเส้นประสาท ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลัง ปวดสะโพก ร้าวลงขาหรือเท้า รวมทั้งมีอาการชาและอ่อนแรงร่วมด้วย หรือบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นควบคุมการขับถ่ายลำบาก

“โดยมากจะพบผู้ป่วยหมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นทับเส้นประสาทจากความเสื่อมตามอายุที่มากขึ้น แต่ในปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคนี้ในช่วงอายุที่น้อยลง เนื่องจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป เช่น การนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน หรืออาจนั่งผิดท่าร่วมด้วย รวมถึงการยกของหนักผิดท่า นอกจากนี้การได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอและการสูบบุหรี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้ได้ง่ายเช่นกัน” นายแพทย์เอกพลกล่าว

สำหรับการรักษาโรคหมอนรองกระดูกปลิ้นทับเส้นประสาท ในรายที่อาการไม่รุนแรงหรืออยู่ในระยะเริ่มต้น แพทย์อาจพิจารณารักษาด้วยการใช้ยาแก้ปวด กายภาพบำบัด และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต แต่ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นภายใน 4 – 6 สัปดาห์ อาจต้องใช้วิธีผ่าตัด โดยปัจจุบันมีเทคนิคการผ่าตัดด้วยกล้อง Endoscope ซึ่งแผลผ่าตัดจะมีขนาดเล็กไม่ถึง 1 เซนติเมตร ลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อ ส่งผลให้ความเจ็บปวดจากแผลผ่าตัดน้อยลง ใช้ระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาลสั้น ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวและกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติเร็วขึ้น

แม้ว่าเราไม่อาจหลีกเลี่ยงโรคหมอนรองกระดูกปลิ้นทับเส้นประสาทที่เกิดจากความเสื่อมตามวัยได้ แต่เราสามารถชะลอการเกิดและลดความรุนแรงของอาการได้ด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ทั้งการควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ออกกำลังกายตามความเหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ ไม่สูบบุหรี่ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ นั่ง ยืน ก้ม เงยและยกของหนักในท่าที่ถูกต้อง เปลี่ยนอิริยาบถขณะนั่งทำงานบ่อย ๆ รวมทั้งระมัดระวังการเกิดอุบัติเหตุที่อาจส่งผลกระทบต่อกระดูกสันหลัง

ครบเครื่องเรื่องไทรอยด์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/639728

วันที่ 07 ธ.ค. 2563 เวลา 10:17 น.ครบเครื่องเรื่องไทรอยด์โดย อ.นพ.บุญสาม รุ่งภูวภัทร และ อ.นพ.พนัส บิณศิรวานิช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ต่อมไทรอยด์ ถือเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย โดยจะอยู่บริเวณกลางลำคอใต้ลูกกระเดือก ทางด้านหน้าของลำคอ โดยทั่วไปจะแบ่งเป็นต่อมที่อยู่ข้างขวาและข้างซ้ายและจะมีแนวเชื่อมกันตรงกลางบริเวณหน้าหลอดลม ต่อมไทรอยด์ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ ซึ่งเป็นฮอร์โมนสำคัญที่ช่วยในการควบคุมระบบการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย โดยร่างกายจะสามารถผลิตฮอร์โมนได้จากการสั่งงานจากสมอง ซึ่งสมองจะหลั่งฮอร์โมนมาควบคุมต่อมไทรอยด์ให้หลั่งฮอร์โมนไทรอยด์ได้อย่างถูกต้อง รวมถึงร่างกายต้องมีสารตั้งต้นในการผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ คือ สารไอโอดีน ในปริมาณที่เพียงพอจึงจะทำงานได้ปกติ

ความผิดปกติที่สามารถเกิดได้ที่ต่อมไทรอยด์แบ่งเป็น 2 อย่างหลักๆ คือ ความผิดปกติที่ฮอร์โมน และความผิดปกติที่บริเวณโครงสร้าง เช่นการเกิดเนื้องอกขึ้นในต่อมไทรอยด์ ซึ่งความผิดปกติที่ฮอร์โมนอาจพบร่วมกับการเกิดเนื้องอกขึ้นในต่อมไทรอยด์ได้ โดยความผิดปกติที่ฮอร์โมนอาจจะเกิดจากต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนมากเกินไปหรือภาวะไทรอยด์เป็นพิษ และการผลิตฮอร์โมนที่น้อยเกินไป ซึ่งอาจเกิดจากตัวต่อมไทรอยด์เองหรือส่วนของสมองที่ควบคุม การรักษาในกลุ่มนี้จะมีเป้าหมายเพื่อทำให้ฮอร์โมนไทรอยด์กลับมาปกติ โดยทั่วไปจะรักษาด้วยการให้ยา อาจจะมีผู้ป่วยบางรายที่จำเป็นต้องรักษาด้วยการกลืนแร่ และการผ่าตัด

ส่วนความผิดปกติที่บริเวณโครงสร้างและการมีเนื้องอกขึ้นมาในต่อมไทรอยด์ ในอดีตนั้นเกิดจากประชาชนประสบปัญหาการขาดสารไอโอดีน จึงมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่มีปัญหาต่อมไทรอยด์โตที่นิยมเรียกโดยทั่วไปว่า “โรคคอพอก” ซึ่งในกลุ่มนี้พอได้รับยารักษา ก้อนก็จะยุบลง แต่ในปัจจุบันการขาดสารไอโอดีนพบได้น้อยมาก ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงมาด้วยก้อนเนื้องอกในต่อมไทรอยด์ที่ไม่ค่อยตอบสนองกับการได้รับยา เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์จะได้รับการตรวจด้วยอัลตราซาวด์ และการเจาะตรวจเซลล์บริเวณเนื้องอกไปตรวจ เมื่อได้ผล แพทย์จะประเมินจากผลตรวจ และแจ้งแนวทางการรักษา ซึ่งการรักษาเนื้องอกในต่อมไทรอยด์ จะแบ่งเป็นการติดตามอาการที่ผิดปกติ ขนาดก้อน การเจาะตรวจเซลล์บริเวณเนื้องอก และการผ่าตัด

การผ่าตัดในต่อมไทรอยด์จะทำต่อเมื่อมีข้อบ่งชี้ คือ ก้อนที่มีขนาดโตจนมีการกดเบียดอวัยวะข้างเคียงเช่น หลอดอาหารและหลอดลม ทำให้เกิดอาการกลืนลำบากหรือหายใจเหนื่อย, ก้อนที่มีลักษณะที่สงสัยว่าจะเป็นกลุ่มมะเร็ง และก้อนที่ผู้ป่วยต้องการที่จะผ่าตัดเนื่องจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น ความสวยงาม เป็นต้น โดยการผ่าตัดจะมีความเสี่ยงที่สำคัญ แม้โอกาสเกิดขึ้นได้น้อย คือเสียงแหบจากการบาดเจ็บต่อเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงเส้นเสียง ซึ่งอยู่บริเวณใต้ต่อต่อมไทรอยด์ ทั้งนี้ผู้ป่วยควรสอบถามรายละเอียดความเสี่ยงต่าง ๆ จากการผ่าตัดกับแพทย์ที่เป็นผู้ผ่าตัดเป็นรายบุคคล

การผ่าตัดโดยทั่วไปสามารถทำได้ด้วยการผ่าตัดแบบเปิด โดยผู้ป่วยจะมีแผลบริเวณตรงกลางคอประมาณ 2 ถึง 4 นิ้ว และการผ่าตัดส่องกล้อง ซึ่งมีทางเข้าบริเวณอื่นทำให้ไม่เกิดแผลเป็นที่คอ ทั้งนี้ผู้ป่วยจำเป็นต้องสอบถามรายละเอียดเป็นรายบุคคลกับแพทย์ที่ทำการผ่าตัด

ในปัจจุบัน จะพบผู้ป่วยที่ตรวจพบเนื้องอกในต่อมไทรอยด์ที่มีขนาดโต ประเภทที่ตรวจพิสูจน์แล้วว่าไม่พบลักษณะมะเร็ง ทั้งจากการตรวจอัลตราซาวด์และการเจาะตรวจเซลล์บริเวณเนื้องอก ซึ่งในผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีทางเลือกในการรักษาทางใหม่ นอกจากการผ่าตัด คือการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ความเข้มข้นสูง (High Intensity Focus Ultrasound: HIFU) ส่งคลื่นความร้อนผ่านบริเวณผิวหนังเข้าไปทำให้ก้อนบริเวณเนื้องอกเกิดการยุบตัว ลดขนาดของเนื้องอกลงได้ ประมาณ 20 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตาม อาจมีรายละเอียดอื่น ๆ นอกเหนือจากที่ได้กล่าวไว้เบื้องต้น ผู้ป่วยจึงควรสอบถามข้อมูลอีกครั้งกับแพทย์ผู้ทำการรักษา ทั้งนี้ในวันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม 2563 เวลา 09.00 -12.00 น. ณ ชั้น 1 แกรนด์ฮอล์ โรงพยาบาลสมิติเวช ธนบุรี จะมีการจัดงานเสวนาเรื่อง “ครบเครื่องเรื่องรอบรู้เกี่ยวกับไทรอยด์” พร้อมเปิดตัวทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและแนะนำบริการใหม่ของศูนย์รักษาไทรอยด์สมัยใหม่ ประกอบด้วย อ.นพ.บุญสาม รุ่งภูวภัทร และ อ.นพ.พนัส บิณศิรวานิช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และ นพ.ชาญสิริ เสกสรรค์วิริยะ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โสต ศอ นาสิก โรงพยาบาลสมิติเวช ธนบุรี ซึ่งเป็นความร่วมมือครั้งแรกระหว่างโรงพยาบาลภาครัฐและเอกชน ในด้านพัฒนาและส่งเสริมความรู้ความร่วมมือทางการแพทย์ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปที่สนใจเข้าร่วมงาน พร้อมกับการตรวจคัดกรองไทรอยด์พร้อมรับของที่ระลึก โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ สนใจเข้าร่วมงาน ลงทะเบียนได้ที่ โทรศัพท์ 02-438-9000 หรือ กรอกข้อมูลเข้าร่วมงาน ที่ https://forms.gle/Jc3d4XnfGxigtXgz8 (รับจำนวนจำกัด) หรือหากไม่สะดวกมาร่วมงาน รับชมการถ่ายทอดสดผ่าน เฟซบุ๊กที่ www.facebook.com/SamitivejThonburiHospital

The CDC’s failed race to roll out a virus test #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

The CDC’s failed race to roll out a virus test

Health & BeautyDec 27. 2020CDC Director Robert Redfield speaks during a briefing by President Trump's coronavirus task force on Jan. 31 at the White House. MUST CREDIT: Washington Post photo by Jabin Botsford.CDC Director Robert Redfield speaks during a briefing by President Trump’s coronavirus task force on Jan. 31 at the White House. MUST CREDIT: Washington Post photo by Jabin Botsford.

By The Washington Post · David Willman

A new virus was exploding in Wuhan, a Chinese city with 11 million people connected by its airport to destinations around the world. In the United States, doctors and hospitals were waiting for the federal Centers for Disease Control and Prevention to develop a test to detect the threat.

On Jan. 13, the World Health Organization had made public a recipe for how to configure such a test, and several countries wasted no time getting started: Within hours, scientists in Thailand used the instructions to deploy a new test.

The CDC would not roll out one that worked for 46 more days.

Inside the 15-acre campus of the CDC in northeast Atlanta, the senior scientists developing the coronavirus test were fighting and losing the battle against time.

The agency squandered weeks as it pursued a test design far more complicated than the WHO version and as its scientists wrestled with failures that regulators would later trace to a contaminated lab.

The Washington Post reviewed internal documents and interviewed more than 30 government scientists and others with knowledge of the events to understand more fully the missteps in those early weeks as the coronavirus began to spread unchecked across the nation. Most spoke anonymously because they were not authorized to do so publicly.

This account reveals new details about how an overly ambitious test design and laboratory contamination caused the CDC’s delay, and describes previously unreported challenges that confronted the agency scientists assigned to carry out the work.

CDC leaders underestimated the threat posed by the new virus – and overestimated the agency’s ability to design and rapidly manufacture a test. Quality-control measures failed to prevent the shipping of compromised kits to dozens of state and local public health labs.

The CDC’s response to what became the nation’s deadliest pandemic in a century marked a low point in its 74-year history. More than 329,000 Americans have died of the virus. In an agency long known for its competence, hubris became the nemesis that could not be overcome.

The CDC has quietly removed or shifted to other duties several scientists who were involved in developing the coronavirus test, according to those familiar with the matter. Those displaced included a longtime division director, a supervising branch chief and a respiratory virus specialist who led the design of the test.

The problems with the CDC’s test kits are the subject of ongoing inquiries by the Department of Health and Human Services’ inspector general and the U.S. Government Accountability Office.

“We missed the game,” a senior CDC disease-transmission specialist said in an interview. “Many people here wish we had done things differently.”

Nearly all of those in charge at the highest levels of the CDC lacked hands-on lab expertise and for weeks deferred to subordinates – scientists who were logging grueling, high-pressure hours on the highly technical work.

Stephen A. Morse, a retired agency microbiologist who had helped establish a formal affiliation with the public health labs to ensure rapid responses to outbreaks caused by nature or biological terrorism, said the CDC’s approach was simply too narrow.

It would have been prudent, he said, “to use the WHO test that was already available. At the same time, get a better understanding of the performance of that test – see if you could improve on it with a second-generation test, as opposed to trying to develop your own test, independent of what’s out there.”

Without tests to identify the early cases, health authorities nationwide were unable to isolate the infected and trace the rapid spread among their close contacts. Those who were asymptomatic, yet contagious, went undetected.

CDC Director Robert Redfield, an appointee of President Donald Trump, took a hands-off approach while the in-house manufacturing efforts foundered and agency scientists clashed over whether to alter the design of the problem-plagued test, according to CDC and other federal officials.

James Le Duc, who as the director of the Galveston National Laboratory in Texas oversees development of diagnostics for rare pathogens, said he is perplexed by the CDC’s decision-making.

“The test that the WHO used early on was quite successful,” said Le Duc, a former senior CDC official who still serves as an adviser to the agency. “I frankly don’t know why CDC didn’t accept it.”

Redfield and other CDC leaders declined to be interviewed or to respond to written questions about the agency’s handling of the test.

“Appreciate the opportunity, but we are going to pass,” said CDC spokesman Benjamin N. Haynes.

The struggles with the test kits had far-reaching consequences.

“If we would have put [tests] out there quicker, could we have saved lives? Well sure,” said Peter C. Iwen, director of the Nebraska Public Health Laboratory in Omaha. “If we would have diagnosed quicker, we would have saved people.”

– – –

Since its founding in 1946, the CDC has grown from a regional bulwark against malaria in the southern United States to a world leader in fighting diseases of all kinds.

Nowhere has the CDC’s presence abroad been larger than in Thailand, where the agency maintains offices and a staff of about 170 epidemiologists, laboratory specialists and others. In 1980, the CDC established its first overseas epidemiology program in a suburb of Bangkok, training a new cadre of disease detectives.

In early January, Thai doctors in Bangkok were worried by the outbreak in Wuhan, less than seven hours away by airliner. They strategized at length about the threat with their local CDC counterparts. They also learned from scientists enough about the genetic makeup of the new coronavirus to begin developing a molecular test for in-hospital use.

That initial test would use real-time polymerase chain reaction, or RT-PCR, to examine sputum samples in search of unique genetic material from the virus.

On Jan. 12, using their new test, the Thais became the first country to confirm a coronavirus case outside China, a sickened traveler from Wuhan.

The same day, the Chinese posted on the Internet what public health authorities worldwide had been waiting for: the complete genetic sequence of this previously unseen strain of the coronavirus, the cause of the disease soon to be named covid-19.

Another breakthrough came the next day, Jan. 13, when the WHO publicly shared a protocol, essentially a recipe, specifying the materials needed to build a molecular test.

The Thais used that protocol to make a second test to detect the virus. This redundancy would eventually become the model for developing a vaccine against the virus.

“Multiple shots on goal,” as Anthony Fauci, the U.S. infectious-disease expert, often said of the approach. That way, said Fauci, if one attempt stalled or failed, another might score.

The approach paid off immediately for the Thais.

“We have not relied only on one testing technique from one laboratory,” Krit Pongpirul, a researcher and clinical epidemiologist at Bangkok’s Bumrungrad International Hospital, said in an email exchange with The Post.

Using their version of the WHO test, Thai health officials within days found other cases, including a taxi driver. He had not been to Wuhan, but Pongpirul and a colleague suspected he had become infected by Chinese travelers. Thai officials traced and tested close contacts of the cabbie and others who were found to be infected. The contacts were persuaded to isolate themselves to prevent the virus from spreading.

One of the infected, the Thais found, was asymptomatic – an early warning that the coronavirus was being spread by those not overtly sick.

“Patient 4 had detectable [virus] for 4 consecutive days, but we were only able to follow her for 7 days before she returned to China,” the Thai doctors and others wrote in a subsequent scientific journal article. “Her case is an example of a person without reported symptoms but with radiologic evidence of disease and detectable virus over several days.”

By the end of January, the Thais had diagnosed 11 patients with covid-19, according to Pongpirul, who described the details in the email correspondence and in the journal Emerging Infectious Diseases, published by the CDC.

Four of Pongpirul’s 11 co-authors were CDC specialists – three of them based in Bangkok and the other in Atlanta.

“The early availability of the RT-PCR testing definitely helped to reduce transmission and save lives,” Pongpirul told The Post by email.

The Thai scientists shared their success and insights in a Jan. 13 conference call that included CDC personnel in Bangkok and at headquarters in Atlanta.

“This was the first indication of international spread,” said an Atlanta-based official who described the call as riveting. ” ‘Why Thailand?’ We found out there was a direct flight from Wuhan.”

John R. MacArthur, a physician who had led the CDC’s Thailand operations since 2013, said that when PCR testing confirmed the first case there, “I immediately contacted CDC leadership in Atlanta to let them know what was happening.”

“Seeing the first case outside of China, I thought, was a big moment,” MacArthur said in a phone interview.

MacArthur, one of the co-authors of the journal article, said the CDC’s lab training in Thailand gave officials there “the tools that they needed to respond very quickly and effectively.”

At CDC headquarters, officials did not adopt the strategy that proved successful in Thailand.

Instead, the agency planned to design and manufacture its own test in-house and ship 300 of those kits to 120 public health labs throughout the United States.

At the time, CDC officials in Atlanta expected that the strain emanating from Wuhan, while worrisome, would be no worse than two earlier coronaviruses that spurred dread before fizzling out, those familiar with the matter said.

One of those viruses, severe acute respiratory syndrome, or SARS, originated in China in late 2002 and killed 774 people worldwide, but none in the United States. Middle East respiratory syndrome, or MERS, emerged in 2012 and over the next seven years killed 866 people, but resulted in only two U.S. infections and no deaths.

Neither SARS nor MERS was known to be widely spread by people who had no symptoms.

“It was being treated as a MERS situation or a SARS situation,” said a CDC scientist who had helped confront the new threat in January and who declined to speak on the record because he was not authorized to do so. “At that point we thought it was going to be a limited activity.”

– – –

In the first week of January, Nancy Messonnier, a physician and director of the CDC’s National Center for Immunization and Respiratory Diseases at the Atlanta campus, spoke to Stephen Lindstrom, an accomplished respiratory virus specialist. She wanted to know if, and how soon, he could get a coronavirus test up and running.

“Can you make this happen?” she asked, according to a person familiar with the exchange.

Lindstrom, co-inventor of seven earlier CDC tests for strains of the flu, had transitioned in 2018 to lead a respiratory virus lab that focused on diseases other than influenza.

Before saying yes to Messonnier, Lindstrom had an ask that she would promptly grant: He needed to pull in at least 20 people to supplement his staff of eight lab specialists.

On Jan. 9, Lindstrom outlined his plans to Messonnier, as well as the director of the viral diseases division, Mark A. Pallansch, and the respiratory viruses branch chief, Susan Gerber, among others. In a conference room near Messonnier’s eighth-floor office, Lindstrom narrated a slide show that spelled out how the test manufacturing and other tasks would be divided up.

That same week, Lindstrom recruited Julie M. Villanueva, who was also a PhD scientist and with whom he had collaborated on anti-flu efforts over the previous decade. In 2016, she had led the CDC’s Emergency Operations Center during an outbreak of the Zika virus.

Over the next few days, Lindstrom, who had not previously designed a coronavirus test, set about researching what materials were necessary as well as a recipe for combining them to detect the virus with PCR.

All of the CDC scientists and officials involved with the test’s development and named in this report – including Messonnier, Lindstrom, Pallansch, Gerber and Villanueva – declined to comment or referred questions to the agency’s public affairs office.

Invented in 1983, PCR is a multi-step test to detect infectious agents, including viruses in humans, using a sample of sputum or other genetic material. A machine extracts nucleic acids from the sample, placing them into a small tube with various chemical reagents, including an enzyme that converts viral RNA, which is present in coronaviruses, into DNA.

Some of the solution is then transferred to tiny plastic wells containing additional reagents to help detect whether the virus is present. The wells are placed into a PCR machine, resembling a midsize office photocopier.

The process seeks to copy and amplify targeted regions of the coronavirus genome. If the virus is present in the original sample, a detectable, fluorescent dye is released.

Two components that Lindstrom designed for the CDC’s test, called N1 and N2, focused on separate regions of the virus’s genome, a conventional approach.

But Lindstrom, aided by a lab colleague with coronavirus experience, Xiaoyan Lu, chose to add a third component that distinguished the CDC’s test design from others: This component would identify a wider family of coronaviruses, including SARS and bat-carried strains not known to have infected humans. They called it N3, and Lindstrom told colleagues it would help detect the novel coronavirus if it began to mutate, according to interviews with those familiar with the matter.

Villanueva’s chief role was to ensure that each step of development and production was properly documented and communicated to the public health labs and to regulators at the Food and Drug Administration. CDC officials expected the FDA to expedite emergency authorization of the test, and scientists said Lindstrom and Villanueva worked so seamlessly that colleagues took to calling them what sounded like one name, “Steve-and-Julie.”

On Jan. 17, just days after the Chinese made public the virus’s genetic sequence, Messonnier announced at a news briefing that health authorities in Thailand and Japan had already used molecular testing to detect coronavirus cases. Testing was beginning as well in South Korea and Taiwan.

“We at the CDC also have the ability to do that today, but we are working on a more specific diagnostic,” Messonnier said, indicating that the agency was seeking a more sophisticated test.

To provide reliable detection, a PCR test must be sensitive enough to identify microscopic levels of a pathogen – and able to distinguish them from genetic neighbors.

During the same briefing, Messonnier gave a low-key forecast of what to expect from the new coronavirus.

“It’s highly plausible that there will be at least a case in the United States,” she said.

Nationwide, the stakes were magnified because the 120 public health labs were without a government-approved test of their own and, with few exceptions, depended wholly on getting the CDC’s kits. Based on Messonnier’s forecast, companies had no incentive to navigate regulatory hurdles and mass-produce kits.

Representatives from the public health labs listened to Messonnier’s remarks on Jan. 17 and heard no grounds for concern.

Scott J. Becker, chief executive of the Association of Public Health Laboratories, recalled thinking: “We’ll get 100 labs up and running really quickly. We’ll be on top of this.”

Confidence remained high over the next few days. Messonnier said in another briefing that, as of Jan. 19, the CDC had “finalized development” of its test. The CDC used it in Atlanta, she said, to quickly confirm the first known U.S. coronavirus case, a man in Washington state who had just returned from Wuhan.

“Right now, testing for this virus must take place at CDC, but in coming weeks, we anticipate sharing these tests with domestic and international partners,” Messonnier said, adding, “We continue to believe the risk of this novel coronavirus to the American public at large remains low.”

On Jan. 30, the New England Journal of Medicine published an account from German doctors describing a worrisome twist with the virus.

They documented the case of a 33-year-old “otherwise healthy” businessman who took ill on Jan. 24 with a sore throat, chills and body aches from what turned out to be covid-19. Three days before, he had met extensively in Munich with a Chinese counterpart. At the time they interacted, she had shown no signs of sickness. But the woman became ill on her return flight to China, where she tested positive for the virus on Jan. 26.

It was “notable,” the doctors wrote, that the woman’s “infection appears to have been transmitted during the incubation period,” before she showed symptoms.

– – –

Lindstrom had seen no significant trouble with his nascent test when he confirmed the diagnosis of the first U.S. patient on Jan. 19, those involved said. As February approached, he was collaborating with Villanueva and their team to work through the remaining technical details.

They had to ensure proper manufacturing of the test so it could be distributed to the labs nationwide, and also secure the FDA’s swift authorization.

Lindstrom, who grew up in the Canadian prairie province of Saskatchewan, was known to colleagues as diligent, accessible and, at times, bluntly spoken. A self-described lab geek, he had worked at the CDC since July 2000.

Now he was conducting a burgeoning scientific orchestra.

Lindstrom turned to the Biotechnology Core Facility Branch on the CDC’s Atlanta campus to make detection-enabling “probes” and “primers.” These were synthetic nucleic acids to be added to the mixture of other reagents. As the core lab commenced production on Building 23’s top floor, it sent Lindstrom a portion of each batch for quality-control vetting.

He still saw nothing of undue concern, according to those involved. With help from a third lab, the Reagent and Diagnostic Services branch, also in Building 23, the materials were poured into vials and readied for shipment to the states. On Feb. 4, the FDA granted the emergency authorization.

The state labs started vetting the kits, using samples that contained no virus. Then calls and emails began coming in to Atlanta describing a consistent problem: false-positive results – confined to Lindstrom’s signature N3 component.

Lindstrom tried to grasp the underlying cause. Were the labs doing something wrong? Could his design or protocol for conducting the tests be revised to eliminate the false positives and ensure reliable detection? Did something go wrong with the CDC’s manufacturing?

The troubleshooting dragged on for weeks, but the false positives persisted. The CDC halted further shipment of the kits.

Soon the state labs and the Association of Public Health Laboratories were pressing the CDC: What about streamlining the test to get it up and working? Lindstrom and Villanueva opposed doing so.

“We had a conversation with Steve and Julie and asked, specifically: ‘Lots of members are asking if we can drop N3 and just keep N1 and N2,’ ” recalled Kelly Wroblewski, director of infectious diseases for the professional association, based in Silver Spring, Md.

“And their response at that point was: ‘FDA isn’t going to go for that.’ Both of them were like, it’s a non-starter.”

Government officials later told The Post that the FDA would have considered proposals to remove N3.

Some CDC scientists also were questioning among themselves the need for N3.

“Why are we trying so hard? . . . We know there’s a problem with it,” one of them recalled asking.

Instead of dropping N3, the CDC set about trying to manufacture a new batch of reagents in hopes of eradicating possible contamination that had caused the false positives. On Feb. 11, Villanueva informed directors of the state and local labs about the development.

“Thank you for your patience as CDC investigates reported sporadic aberrant reactivity in the N3 assay,” Villanueva wrote in an email. “After consultation and agreement with FDA, CDC is currently manufacturing and quality control testing a new N3 primer/probe set. . . . We hope to provide this replacement component as soon as possible.”

Lindstrom contacted industry sources, seeking private vendors that could promptly make more reagents, officials said. Scientists said he complained to colleagues about what he saw as a lack of urgency within the CDC to expedite the paperwork necessary for the contracts.

The public health labs remained in limbo as the virus continued to spread.

On Feb. 15, the labs’ newly formed task force on coronavirus testing circulated a bulletin, noting that “an overwhelming number of labs” had reported problems with the N3 component, adding in boldface, “The Task Force does not recommend that any PHL proceed with testing until CDC issues the new primer/probe set for the N3.”

The same bulletin advised that several of the labs had also reported “similar, although less frequent issues” with the N1 component.

A Feb. 17 email from a CDC supervisor, Darin Carroll, to six agency scientists, including Lindstrom, described concern about lab-induced contamination.

Referring to Jan Pohl, the core lab’s director, the email said, “Jan’s thoughts are that if the production facility is found to be free from contamination today it may be possible to have a small production run ready for drying/assembly by late this week.”

That same week, officials from a unit of the CDC responsible for monitoring lab safety and quality, led by associate agency director Stephan Monroe, traveled to the FDA’s offices in Silver Spring to confer about the false positives. Lindstrom also spoke with Monroe’s staff and opened his team’s lab records for review.

Meanwhile, the CDC tasked Lindstrom’s team with overseeing prompt PCR analyses of a growing number of samples arriving from the state labs, which remained unable to conduct tests themselves because the kits were unreliable.

Travelers returning from virus-besieged cruise ships were escalating demands for rapid test results in Atlanta. Lindstrom and Villanueva were also ordered by agency administrators to document their work in a separate information-management system, a time-consuming chore.

In mid-February, Lindstrom sought to clarify priorities at a meeting he attended that was led by the CDC’s coronavirus incident manager, influenza specialist Daniel B. Jernigan, and others in charge. “Tell me what the f— you want me to do,” Lindstrom said, a person who heard the remark recalled.

Though pressure mounted from the public health labs and from within the CDC, Lindstrom and Villanueva defended the test’s design.

Lindstrom warned superiors that dropping N3 might lead to missed cases of infection, false negatives. Villanueva told colleagues that the design was of “Nobel quality,” according to those familiar with the matter.

Lindstrom also conferred with Pohl, the chief of the core lab. A chemist, Pohl initiated rigorous measures to eliminate any contamination that might be causing the false positives, which were not confined to N3, records show.

Nine public health labs, including facilities serving the city and state of New York, the District of Columbia and Minnesota, reported difficulty with N1, lab officials said. The FDA would later conclude that N1 was probably contaminated during work in Lindstrom’s lab in Building 18, a view shared by CDC leaders.

In an email on Feb. 19, a scientist at the core lab, Nicky Sulaiman, told Lindstrom that Pohl had agreed to also decontaminate “all . . . areas and instruments” to be used in further manufacturing of the reagents.

On Feb. 23, a diagnostic-test expert from the FDA, Timothy Stenzel, entered the CDC to examine how the test kits were developed. He concluded that lab conditions for making the kits were substandard and that contamination was the most likely cause of the many N3 false positives, federal officials told The Post. It was likely, Stenzel later told HHS lawyers, that the contamination occurred during quality-control checks made in Lindstrom’s lab.

Stenzel saw nothing wrong with Lindstrom’s design, including N3 – but he flatly advised the CDC to shift any additional manufacturing of the kits to outside contractors.

Lindstrom believed that the contamination with both N1 and N3 stemmed from the core lab, those familiar with the matter said. He continued to say that the kits should include N3.

Meanwhile, the delays had become a national crisis.

By the third week of February, Fauci, the director of the National Institute of Allergy and Infectious Diseases, who was leading the government’s quest for a coronavirus vaccine, ducked into the office of Brian Harrison, chief of staff to HHS Secretary Alex Azar, about the stalemate with testing.

“Brian – you’ve got to do something,” Fauci said. According to officials familiar with the conversation, Harrison replied, “I share your concern.”

Azar urged Redfield and FDA Commissioner Stephen Hahn to intervene and take steps to end the impasse, a department official said. On Feb. 26, the FDA told the CDC by email that public health labs could use the test, without N3.

Two days later – 46 days after the World Health Organization publicly shared its protocol for coronavirus testing – Messonnier announced that the labs “can start testing.”

– – –

Throughout the CDC’s struggle to deliver a reliable test, Director Redfield repeatedly assured officials that a solution was close at hand, according to interviews with those involved.

When members of the White House coronavirus task force pressed him, Redfield, a physician and longtime HIV researcher, signaled complete faith in the CDC’s scientists. One task force member recalled that Redfield “kept on saying, ‘We got this covered, don’t worry.’ He made it seem that the fix was quick, a minor thing.”

Another official, who was privy to Azar’s regular phone calls with Redfield, said the low-key CDC director consistently defended the agency’s approach with the test kits.

“This was kind of the theme for about a month,” said the official, who spoke anonymously because he was not authorized to comment.

Messonnier has told colleagues that, not being a virologist or laboratory specialist, she relied on subordinates with greater subject-matter expertise.

Starting in spring and over the next few months, CDC leaders removed or shifted several of the people who worked on or supervised the original test, officials said.

Lindstrom was shifted to an advisory role and no longer leads the respiratory virus lab.

Gerber, Lindstrom’s boss and an epidemiologist experienced with coronaviruses, was excluded from supervisory decisions and accepted a scientific position elsewhere in the agency.

Pallansch, who oversaw Gerber and Lindstrom, was removed by Messonnier from his job as director of the viral diseases division and now holds a title of special adviser, officials said.

A polio virus expert and 36-year CDC employee, Pallansch told colleagues that if he had known about the N3 component when the test was designed, he would have challenged its inclusion as unnecessary. A person familiar with Pallansch’s thinking also said he regretted not having initially sought out the information.

In a June 19 report on the testing problems, the HHS lawyers said that “time pressure to ship test kits out quickly” may have caused the CDC to shortchange proper quality control and to miss “anomalies in data” and “likely” contamination before the kits were released.

What happened at the CDC remains under scrutiny by the HHS inspector general and by the GAO, according to their representatives. The department lawyers also have recently questioned Messonnier and staffers involved with making the kits, officials said.

Global mortality from the disease has varied dramatically: Thailand, South Korea, Japan and Taiwan, all of which jump-started coronavirus testing in January, have experienced death rates of less than 2 per 100,000 people. In the United States, the rate is 91 deaths per 100,000 people, according to lab-confirmed cases archived by Johns Hopkins University. Experts hesitate to quantify how many lives were saved by the early testing in Asia.

But Michael V. Callahan, a Massachusetts General Hospital infectious-disease physician who was detailed in February by HHS to help repatriate Americans from cruise ships hit by the coronavirus, said the CDC and the White House should have seen the gravity of the threat.

“We had a fast-moving outbreak with a solution at hand,” said Callahan, referring to the tests used immediately in Thailand and elsewhere. “Yes, CDC should make its own super-special test. But until then, they should make the test that will help us curb the problem.”

In recent weeks, senior CDC officials, including Jernigan and Monroe, have been drafting a review of the testing struggles that attributes the test failures with N3 to Lindstrom’s design, and with N1, to contamination in his lab. Officials said the summary is envisioned for public release, possibly in a scientific journal.

The GAO’s chief scientist, Timothy M. Persons, said that lessons to be learned from the CDC’s mishandling of coronavirus testing should shape policy for future outbreaks.

“The whole thing is a race,” Persons said. “You have to get the testing right as soon as possible, because if you don’t, you don’t know the size of the problem.”