ไดเอตแบบ ‘คีโต’ กินไขมันแต่น้ำหนักลด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/628860

วันที่ 21 ก.ค. 2563 เวลา 07:35 น.ไดเอตแบบ 'คีโต' กินไขมันแต่น้ำหนักลดแพทย์สาขาวิชาโภชนวิทยาและชีวเคมีทางการแพทย์ อธิบายทำความเข้าใจวิธีการ Ketogenic Diet ค้นหาสาเหตุทำไมกินไขมันถึงทำให้ลดน้ำหนักได้

ข้อมูลโดย ผศ.พญ.ดรุณีวัลย์ วโรดมวิจิตร สาขาวิชาโภชนวิทยาและชีวเคมีทางการแพทย์ ภาควิชาอายุรศาสตร์คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายเกี่ยวกับการลดน้ำหนักด้วยวิธีการ Ketogenic Diet ดังนี้

“คีโต” คืออะไร

สำหรับอาหารคีโตที่เรารู้จักกัน ชื่อจริง ๆ คือ Ketogenic Diet หลัก ๆ คือเป็นการรับประทานอาหาร แล้วทำให้ร่างกายมีการสลายไขมัน คือ เรากินอาหารที่มีข้าว แป้ง น้ำตาล หรือคาร์โบไฮเดรตที่มันต่ำมาก ๆ สิ่งที่เกิดขึ้น ร่างกายก็จะรู้สึกว่าตอนนี้เราไม่มีน้ำตาลเข้าไป ร่างกายก็จะรู้สึกเหมือนกับว่าเราอดอาหาร เขาก็จะไปสลายไขมันในร่างกายขึ้นมา แล้วทำให้เกิดสารตัวหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นมาจากการสลายไขมัน เรียกว่า คีโตน (Ketone) เขาก็เลยเรียกอาหารพวกนี้ว่า Ketogenic Diet เพราะฉะนั้น สรุป อาหารคีโตก็คือ กินอาหารเข้าไป แล้วร่างกายรับรู้ว่า เหมือนเราไม่ได้กินอาหาร แล้วไปสลายไขมันในร่างกาย

ทำไมกินไขมัน ถึงทำให้ลดน้ำหนักได้

การกินอาหารไขมันเข้าไปก็เป็นพลังงานให้ร่างกาย แต่ว่าหลักการคือ ข้อแรก พอเรากินเข้าไปปั๊บ ร่างกายมีการสลายไขมัน เนื่องจากว่าร่างกายรู้สึกเหมือนกับว่าไม่ได้กินอาหาร

ข้อที่สอง เวลาที่มีการสลายไขมันขึ้นมา สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ร่างกายก็จะมีการเสียน้ำไปด้วยในขณะที่มีการสลายไขมัน เพราะฉะนั้น ช่วงแรก น้ำหนักจะลดลงมากเนื่องจากการเสียน้ำ

ข้อที่สาม เวลาที่เราไม่กินพวกนี้ แล้วมีของเสียซึ่งชื่อว่า คีโตน เกิดขึ้น มันจะทำให้เราเบื่ออาหาร เพราะฉะนั้น จริง ๆ แล้วเวลาที่เรากินอาหารที่ชื่อว่า Ketogenic มันไม่จำเป็นต้องนับแคลอรี แต่กินไปแล้วคนไข้จะกินได้น้อยลงเอง ด้วยความเบื่ออาหาร

ระยะยาวน้ำหนักยังจะลงไหม

Ketogenic Diet มีผลในแง่ของการลดน้ำหนัก เมื่อเทียบกับเรากินอาหารไขมันต่ำหรือว่าอาหารทั่วไป มันดีกว่าจริง ๆ แต่ว่าผลที่เห็นชัดเจนมักจะเป็นในระยะสั้น ระยะสั้นตามงานวิจัย โดยทั่วไปภายใน 6 เดือนแรกมันจะดีกว่าการกินอาหารชนิดอื่น แต่ระยะยาว ส่วนใหญ่จะไม่แตกต่างกัน เหตุผลส่วนหนึ่งก็เพราะเราไม่สามารถทนการกินอาหารแบบนี้ไปได้ตลอด

การกินระยะยาวมีผลเสียไหม

ต้องบอกว่ามันเป็นอาหารที่กินแล้วไม่ครบถ้วน เพราะเรากินบางส่วน เราไม่กินบางอย่าง กินบางส่วนคืออะไร กินไขมันได้ กินโปรตีนได้ ห้ามกินผักที่มันเป็นหัว กินได้แต่ผักใบ ห้ามกินผลไม้ ห้ามกินข้าว แป้ง น้ำตาล น้ำหวานทุกชนิด เพราะฉะนั้น สารอาหารเราได้ไม่ครบถ้วนแน่นอน ถ้าเราจะกินระยะยาว ต้องเสริมสารอาหารที่ขาดไป เสริมวิตามินและเกลือแร่ ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ต้องทราบคือ เมื่อไรก็ตามที่เรามากินพวกข้าว แป้ง น้ำตาล น้ำหนักมันจะกลับมาอย่างรวดเร็ว หรือที่เราเรียกว่าโยโย่ 

ถ้าเป็นความรู้สึกส่วนตัว หรือกลุ่มบางกลุ่มที่กินอยู่ ก็กินกันได้ยาวนาน แต่ถ้าข้อมูลที่มีในงานวิจัย ส่วนใหญ่จะอยู่ประมาณ 2 ปี

ใครกิน “คีโต” ได้ และใครไม่ควรกิน

คนที่ห้ามกินแน่ๆ คือใคร ถ้าเราไม่กินข้าว แป้ง น้ำตาลเข้าไป แล้วเราจะใช้ไขมันเป็นหลักในการที่จะเป็นพลังงาน ต้องบอกว่าตับจะเป็นตัวที่จะเปลี่ยนไขมันให้เป็นพลังงาน ถ้าคนๆ นั้นตับไม่ดี อันนี้เดือดร้อนแน่นอน เพราะฉะนั้น ห้ามใช้ในคนไข้ที่มีปัญหาโรคตับ

กลุ่มที่สองเรื่องไต เพราะว่าถ้าใครที่ไตเสื่อม กลุ่มนี้จะกินโปรตีนค่อนข้างเยอะ ก็อาจจะมีปัญหาได้เหมือนกัน

กลุ่มที่สาม คนที่มีปัญหาในเรื่องของการเผาผลาญไขมัน อันนี้ก็จะมีปัญหาในการใช้อาหารพวกคีโตเจนิคแล้วจะรู้ได้อย่างไร พวกกรรมพันธุ์ทั้งหลาย แต่ถ้าไม่รู้จริง ๆ ใครที่มีคอเลสเตอรอลในเลือดสูงมาก ๆ ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงมาก ๆ อันนี้ไม่แนะนำเลย ข้อเสียอีกอย่างหนึ่งสำหรับกลุ่มนี้ก็คือ จะต้องใช้ไขมันค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้น คนที่มีปัญหาเรื่องการบีบตัวของลำไส้ ท้องอืดง่าย ๆ มีกรดไหลย้อน อันนี้ต้องระวัง เพราะว่าอาจจะทำให้อาการกำเริบได้

ฝากถึงคนที่กำลังต่อสู้กับการลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้

สำหรับคนที่อยากจะใช้ Ketogenic Diet ในการลดน้ำหนัก สิ่งที่จะต้องบอกก็คือ Ketogenic Diet ไม่ใช่แค่อดข้าว เคยมีคนไข้บอกว่าไม่กินข้าว แต่ยังคงกินน้ำหวาน กินไอศกรีม และผลไม้ แบบนี้ไม่ช่วยเลย

สิ่งที่จะต้องลดคือ ต้องลดกลุ่มที่เป็นคาร์โบไฮเดรตทั้งหมดให้ลดลง ซึ่งจริง ๆ แล้วจะต้องกินน้อยกว่าประมาณ 20-50 กรัมต่อวัน แต่สามารถจะกินไขมันเพิ่มขึ้นได้ สิ่งที่จะต้องระวังก็คือ จะต้องกินไขมันที่ดี ไม่ใช่กินไขมันอะไรก็ได้

แล้วในกลุ่มของคนที่อาจจะมีปัญหา เช่น คนไข้โรคตับ โรคไต หรือว่ามีไขมันในเลือดผิดปกติ อันนี้เวลารับประทานอาจจะต้องมีการติดตาม

อีกกลุ่มหนึ่งคือ เบาหวาน ถ้าใครที่เป็นเบาหวาน แล้วอยากจะใช้ Ketogenic Diet ข้อที่ต้องระวังเรื่องของยาที่ใช้ อาจจะต้องไปปรับเรื่องของยา เพราะฉะนั้น แนะนำให้ไปคุยกับคุณหมอที่รักษาอยู่

ที่มา : พบหมอรามาฯ

รู้ลึกเรื่อง ‘ข้าวเหนียว’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/628858

วันที่ 21 ก.ค. 2563 เวลา 07:07 น.รู้ลึกเรื่อง ‘ข้าวเหนียว’แปลกใจไหม ทำไมข้าวเหนียวจึงเหนียว? กินแล้วอิ่มนานกว่า ช่วยให้รู้สึกร่าเริงสดใส..เกี่ยวอะไรด้วย? พร้อมส่อง 8 คุณประโยชน์ของข้าวเหนียวที่เราอาจไม่เคยรู้มาก่อน

คนไทยนอกจากจะบริโภคข้าวเจ้าเป็นอาหารหลักแล้ว ยังมี “ข้าวเหนียว” ที่ได้รับความนิยมในการบริโภครองลงมา แม้ในอดีตคนทางภาคอีสานของไทยจะปลูกและกินข้าวเหนียวกันมากที่สุด แต่ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคกลาง หรือภาคใต้ ต่างก็ชื่นชอบและกินกันไม่น้อยเช่นกัน โดยเฉพาะกับเมนูหมูปิ้ง ส้มตำ ไก่ย่าง ที่ต้องมีข้าวเหนียวให้เห็นคู่ทุกทีเชียวละ นอกจากนี้ ข้าวเหนียวยังมีถูกใช้เป็นส่วนผสมในขนมต่างๆ อย่างข้ามต้มมัด ข้าวเหนียวมะม่วง ข้ามต้มลูกโยน ข้าวหลาม เป็นต้น

ไขข้อสงสัย ทำไมข้าวเหนียวถึงเหนียว?

หลายคนคงแปลกใจว่า ทำไมข้าวเหนียวจึงเหนียว ไม่เหมือนกับข้าวเจ้า  คำตอบก็คือแม้ข้าวทั้งสองประเภทจะให้คาร์โบไฮเดรตเหมือนกัน แต่ความแตกต่างอยู่ที่โมเลกุลในข้าวทั้ง 2 ชนิดแตกต่างกัน โดยเมล็ดข้าวเหนียวมีโมเลกุลที่เรียกว่า “อะมิโลเพคติน” (amylopactin) เป็นโครงสร้างแบบกิ่ง และมีพันธะไกลโคไซด์ชนิดแอลฟา 1,4 และ 1,5 เกาะอยู่

ส่วนเมล็ดข้าวเจ้ามีโมเลกุล “อะมิโลส” (amylose) ที่เป็นโครงสร้างแบบเส้นตรง และมีพันธะไกลโคไซด์ชนิดแอลฟา 1,4 เพียงชนิดเดียว และด้วยโครงสร้างแบบกิ่งในข้าวเหนียวที่มีความเป็นระเบียบน้อยกว่าแบบเส้นตรงในข้าวเจ้านี่เอง ที่ทำให้ข้าวเหนียวสามารถอุ้มน้ำได้ดีกว่า และพองตัวได้มากกว่า ทำให้ข้าวเหนียวมีความเหนียวนุ่มกว่าข้าวเจ้านั่นเอง

6 พันธุ์ข้าวเหนียวที่นิยมของคนไทย

  1. ข้าวเหนียวพันธุ์เขี้ยวงู ลักษณะเด่นของพันธุ์นี้คือมีเมล็ดเรียวเล็ก คล้ายเขี้ยวงู เมื่อหุงแล้วจะขึ้นหม้อ สีขาวมันวาว เกาะตัวเหนียวแต่ไม่เละ ให้รสสัมผัสนุ่มและหอม เหมาะนำไปทำขนมหวานจำพวก ข้าวเหนียวมูน ข้าวหลาม ข้าวเหนียวเขี้ยวงูถูกขนานนามให้เป็น “ราชาของข้าวเหนียว” เป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมของจังหวัดเชียงราย นิยมปลูกทางตอนเหนือ โดยเฉพาะ อ. แม่จัน จ. เชียงราย
  2. ข้าวเหนียวพันธุ์สันป่าตอง เป็นข้าวเหนียวนาปี ลักษณะเด่นของพันธุ์นี้คือปลูกง่าย ให้ผลผลิตดี ต้านทานต่อโรคและแมลง สามารถปลูกได้ในสภาพดินเค็ม จึงปลูกได้ทุกพื้นที่ สำหรับเมล็ดข้าวเมื่อหุงแล้วจะมีความเหนียวนุ่ม เมล็ดสวย อร่อย ต้นกำเนิดเกิดจากสถานีทดลองสันป่าตอง จ. เชียงใหม่
  3. ข้าวเล้าแตก มีชื่อเรียกมาจากตำนานที่ว่า มีผู้เฒ่าคนหนึ่งขยันปลูกข้าวมาก เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวได้ก็นำไปเก็บในยุ้งฉาง หรือเล้าข้าว เก็บมากจนแน่น จนเล้าแตกในที่สุด คนจึงเชื่อว่าพันธุ์ข้าวชนิดนี้ให้ผลผลิตมากจนทำให้เล้าแตก ลักษณะของเมล็ดข้าวใหญ่ป้อม รวงยาว เมื่อนำไปหุงจะได้ข้าวเหนียวที่เหนียวนุ่ม มีกลิ่นหอม รสหวานน้อย นิยมไปกลั่นทำเป็นเหล้า สำหรับข้าวพันธุ์เล้าแตกเป็นเป็นข้าวเหนียวประจำถิ่นอีสาน มีกำเนิดมาจาก จ. นครพนม
  4. ข้าวเหนียวแดงใหญ่ เรียกว่าเป็นสุดยอดข้าวเหนียวสำหรับทำขนม ที่เป็นเช่นนั้นเพราะคุณสมบัติที่โดดเด่นของข้าวเหนียวแดงใหญ่ในเรื่องของความหอม นุ่ม อร่อย นิยมปลูกมากในภาคอิสานและภาคเหนือ เป็นพันธุ์ที่ปลูกง่าย ให้ผลผลิตสูง อีกทั้งรวงใหญ่ และต้านทานโรคได้ดี
  5. ข้าวก่ำล้านนา คือข้าวที่มีสีดำ และเป็นข้าวที่ถูกปลูกใน 8 จังหวัดทางภาคเหนือ (ล้านนา) ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ แม่ฮ่องสอน นอกจากข้าวก่ำล้านนาจะอุดมไปด้วยสารอาหาร และโภชนาการ จนกลายเป็น สุดยอดอาหาร ต้านทานอนุมูลอิสระ และยับยั้งโรคมะเร็งได้แล้ว ยังถือเป็นพันธุ์ข้าวที่มีกลิ่นหอม สามารถดึงดูดแมลงได้ดี จึงนิยมปลูกแซมกับข้าวชนิดอื่นๆ เพื่อรักษา ป้องกันแมลงไม่ให้ไปตอนข้าวขาวในนาข้าว จึงเป็นที่มาของการตั้งให้ข้าวก่ำล้านนาเป็นพญาของข้าวทั้งหลาย
  6. ข้าวไร่ลืมผัวเพชรบูรณ์ จากชื่อของพันธุ์ข้าวหลายคนคงคิดว่ามีถิ่นกำเนิดมาจากจังหวัดเพชรบูรณ์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ข้าวไร่ลืมผัวเพชรบูรณ์เป็นข้าวพื้นเมืองของชาวไทยภูเขา (เผ่าม้ง) ในเขตทางภาคเหนือ อ.พบพระ จ.ตาก ลักษณะเด่นของข้าวพันธุ์นี้คือมีสีดำคล้ายกับข้าวก่ำ ซึ่งมีความเหนียวนุ่ม หอม อร่อย ยิ่งเคี้ยวยิ่งได้ความหนึบ ความมันอร่อย จนทำให้ภรรยาที่หุงข้าวพันธุ์นี้ไว้รอสามีกลับมาทานข้าวเย็นพร้อมกัน รอไปรอมา สามีไม่กลับมาเสียที ภรรยาหิวเลยทานก่อน ยิ่งทานยิ่งเพลินเพราะความอร่อย สุดท้ายทานจนหมด จึงเป็นที่มาของชื่อ “ข้าวไร่ลืมผัว” นั่นเอง

คุณค่าและโภชนาการในข้าวเหนียว

ข้าวเหนียวนั้นมีทั้งความเหนียว ความมัน และรสชาติที่อร่อย แล้วทราบหรือเปล่าว่ามีประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการอยู่มากทีเดียว สิ่งแรกที่เห็นได้ชัดคือ ข้าวเหนียวให้พลังงานมากกว่าข้าวสวยธรรมดา เรากินข้าวเหนียวเพียง 1 ทัพพี จะสามารถให้พลังงานแก่ร่างกายเท่ากับการกินข้าวสวย 2 ทัพพี การกินข้าวจึงทำให้รู้สึกอิ่มท้องนาน

นอกจากนี้ ก็อุดมด้วยสารอาหาร วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ อาทิ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินอี ธาตุเหล็ก และกรดโฟลิก ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยเฉพาะข้าวเหนียวดำจะยิ่งมีสารอาหารมากกว่าข้าวเหนียวขาว ในข้าวเหนียวดำมีสารสำคัญอย่าง “โอพีซี (OPC)” ซึ่งเป็นสารที่สามารถพบได้ในองุ่นดำ องุ่นแดง แอปเปิลแดง ชมพูมะเหมี่ยว ลูกหว้า ถั่วแดง ถั่วดำ หอมแดง มะเขือม่วง มันสีม่วง เป็นต้น มีคุณสมบัติช่วยชะลอความเสื่อมถอยของร่างกายได้ดี ช่วยบำรุงร่างกายและป้องกันโรคได้หลายโรค ที่สำคัญคือส่งผลดีต่อจิตใจเพราะจะช่วยให้มีอารมณ์ที่สดใสร่าเริงได้ด้วย

8 คุณประโยชน์ของข้าวเหนียวที่เราอาจไม่เคยรู้มาก่อน

  1. ข้าวเหนียวมีสรรพคุณช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง และมีคุณสมบัติที่ให้พลังงานสูง ทำให้อิ่มท้องได้นาน จะเห็นได้ว่าคนทางภาคอีสานหรือคนที่ต้องใช้แรงในการทำงานหนักจะชอบกินข้าวเหนียวกันมาก
  2. ข้าวเหนียวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของกระเพาะอาหาร รักษาสมดุลและให้ความชุ่มชื้นภายในกระเพาะอาหาร
  3. ข้าวเหนียวเป็นอาหารที่กินแล้วให้ความรู้สึกผ่อนคลายและคลายเครียด ไม่หิวง่าย ทำให้จิตใจสงบ และสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้อย่างสดใสร่าเริง
  4. ข้าวเหนียวมีสรรพคุณช่วยชะลอความแก่ก่อนวัย ช่วยให้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายไม่เสื่อมถอยไปก่อนเวลาอันควร และบำรุงผิวพรรณให้เนียนใสขึ้น
  5. ข้าวเหนียวมีโปรตีนเช่นเดียวกับข้าวเจ้า ซึ่งมีประโยชน์ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย รวมทั้งช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายด้วย
  6. ข้าวเหนียวมีสรรพคุณขับลมในร่างกาย ช่วยบำรุงเลือดลม และมีฤทธิ์อุ่นจึงยังช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกายจากอากาศที่หนาวเย็นได้ดี
  7. ธาตุเหล็กและกรดโฟลิกในข้าวเหนียวจะช่วยในการสร้างเม็ดเลือด ทำให้เม็ดเลือดมีความสมบูรณ์
  8. ข้าวเหนียวมีวิตามินอีที่จะช่วยบำรุงการทำงานของระบบประสาทและสมอง ช่วยป้องกันอาการหลอดเลือดหัวใจตีบ และป้องกันปัญหาวุ้นนัยน์ตาเสื่อมได้

ภาวะสายตายาวตามวัย เมื่ออายุเข้าใกล้เลข 4 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/628784

วันที่ 20 ก.ค. 2563 เวลา 11:55 น.ภาวะสายตายาวตามวัย เมื่ออายุเข้าใกล้เลข 4จับพิรุธ 4 สัญญาณเตือน “ภาวะสายตายาวตามวัย” เรื่องใกล้ตัวที่เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ใช่โรคภัย และไม่สามารถป้องกันได้

บางครั้งเราอาจไม่รู้ว่าตนเองกำลังมีความผิดปกติทางสายตา แม้ก่อนหน้านี้จะไม่เคยมีปัญหาสายตาใดๆ เลยก็ตาม แต่เมื่ออายุเข้าใกล้เลข 4 คุณก็อาจเผชิญกับ “ภาวะสายตายาวตามวัย” ได้เช่นกัน คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าสายตายาวและสายตาคนแก่คือเรื่องเดียวกัน แต่แท้ที่จริงนั้นไม่ใช่เลย วันนี้เอสซีลอร์ ผู้นำระดับโลกทางด้านการแก้ไขปัญหาสายตาจะมาบอกเล่าข้อมูลที่ถูกต้องพร้อมระบุถึงสัญญาณเตือนต่าง ๆ เพื่อให้คุณสามารถดูแลรักษาสุขภาพดวงตาได้อย่างถูกวิธี

ภาวะสายตายาวมีด้วยกัน 2 ประเภท

โดยประเภทแรกคือ สายตายาวแต่กำเนิด มีสาเหตุมาจากพันธุกรรม หากคุณมีปัญหาสายตายาว เป็นไปได้สูงที่คนในครอบครัวก็จะมีปัญหานี้เช่นเดียวกัน สาเหตุหนึ่งของภาวะสายตายาวแต่กำเนิดเกิดจากความยาวของลูกตาสั้นกว่าปกติ ทำให้มองเห็นไม่คมชัด เพราะแสงไปตกกระทบด้านหลังจอตาแทนที่จะตกลงบนจอประสาทตา

อีกประเภทที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เกือบทุกท่านต้องเผชิญคือ ภาวะสายตายาวตามวัย โดยจะเริ่มสังเกตอาการได้เมื่ออายุเข้าใกล้ 40 ปี ซึ่งอาจเริ่มช้าและเร็วได้ต่างกัน อาการต่างๆ จะยิ่งปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อเลนส์แก้วตาเกิดการแข็งตึงขึ้นจากการเสื่อมตามธรรมชาติ ทำให้มีปัญหาในการปรับโฟกัสและมองวัตถุระยะใกล้ได้ไม่ชัดเจนเหมือนเคย เพราะความยืดหยุ่นของเลนส์ตาลดลงนั่นเอง

เราสามารถสังเกตได้จากอาการเตือน 4 ข้อ ดังต่อไปนี้

1. ปวดศีรษะ อาจรู้สึกไม่สบายตาหรือปวดศีรษะเมื่อใช้สายตาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะเมื่อต้องเพ่งมองสิ่งที่อยู่ใกล้ ๆ เป็นเวลานาน เช่น การอ่านหนังสือ เย็บผ้า ถักนิตติ้ง วาดรูป เป็นต้น

2. ตาล้าหรือเมื่อยตา เนื่องจากดวงตาต้องพยายามที่จะโฟกัสภาพระยะใกล้ให้ชัดเจน ทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าของดวงตาจนไม่สามารถปรับโฟกัสได้ และบางรายอาจมีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย

3. มองใกล้ไม่ชัด ต้องหรี่ตาเพ่งมองให้เห็นรายละเอียดของวัตถุในระยะใกล้ เริ่มมีปัญหาในการอ่านหนังสือหรือตัวเลขตัวเล็ก ๆ ในระยะช่วงแขนประมาณ 1 ฟุต จึงต้องถือห่างออกไปไกลขึ้น หรือยืดแขนช่วยจึงจะมองเห็นชัดขึ้น

4. มองไม่ชัดในที่แสงน้อย บางคนต้องการแสงสว่างมากกว่าคนทั่วไปในการมองเห็นสิ่งต่าง ๆ อาการเช่นนี้จะเกิดชัดเจนขึ้นเมื่อเข้าสู่ภาวะสายตายาวตามอายุ

การแก้ปัญหาภาวะสายตายาวตามอายุ มี 2 วิธีหลักๆ ได้แก่

1. การรักษาที่ง่ายดาย รวดเร็ว และปลอดภัยที่สุด คือการสวมแว่นสายตาตามที่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสายตาสั่ง เพราะช่วยให้คุณมองเห็นชัดเจนขึ้นทันทีโดยไม่ต้องผ่าตัด ปัจจุบันมีนวัตกรรมเลนส์ที่ช่วยแก้ปัญหานี้ได้แบบจบครบในแว่นอันเดียวนั่นคือ เลนส์โปรเกรสซีฟ (Progressive) เลนส์ไร้รอยต่อที่ทำให้มองเห็นคมชัดในทุกระยะได้ย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อแก้ปัญหาของผู้มีภาวะสายตายาวตามวัยที่ต้องพกแว่นตาหลายอัน และคอยสลับใช้ ระหว่างการมองระยะใกล้และไกล บางคนอาจใช้แว่นอ่านหนังสือเมื่อมองใกล้และใช้วิธีมองลอดเลนส์เพื่อมองไกล และสำหรับคนที่มีสายตาสั้นอาจต้องถอดแว่นเมื่อมองใกล้ซึ่งไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมใดล้วนทำให้เสียบุคลิกภาพ เลนส์โปรเกรสซีฟ จึงเป็นวิธีแก้ไขปัญหาให้ท่านที่ต้องการค่าสายตาหลายค่าบนเลนส์เดียว ให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจและสะดวกสบาย โดยไม่ต้องคอยสลับแว่นตาให้ยุ่งยาก

2. การผ่าตัดดวงตาเพื่อแก้ไขปัญหาการหักเหของแสง โดยจะเป็นการแก้ไขรูปร่างของกระจกตา พื้นผิวของดวงตา และปรับการโฟกัสของดวงตาที่ต้นเหตุของสายตายาวแต่กำเนิด ไม่แนะนำให้ใช้วิธีการผ่าตัดในการแก้ไขสายตายาวตามวัยเพราะ ค่าสายตาจะเปลี่ยนได้ตลอดตามอายุที่มากขึ้น จึงไม่ใช่การแก้ไขปัญหาในระยะยาว เพราะไม่สามรถผ่าตัดทุกๆครั้งที่ค่าสายตาเปลี่ยนแปลง

ปัญหาสายตายาวตามวัยสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน เราจึงควรสังเกตตัวเองเมื่อถึงเวลาที่สายตามีการเปลี่ยนแปลงและรีบแก้ไขทันที เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตและสนุกกับทุกกิจกรรมได้อย่างเต็มที่ ทว่า หลายคนยังรู้สึกไม่มั่นใจในการเลือกเลนส์สายตา ทั้งยังเข้าใจผิดว่าเลนส์โปรเกรสซีฟมีราคาสูงและไม่พิจารณาเลือกซื้อ ทั้งที่เลนส์โปรเกรสซีฟถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและช่วยถนอมสุขภาพดวงตาของคุณในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และสะดวกรวดเร็วที่สุด

.

ที่มา  เอสซีลอร์

คุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/628429

วันที่ 15 ก.ค. 2563 เวลา 16:16 น.คุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายเปลี่ยนแปลงไม่เปลี่ยนไป คุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย เกิดจากพลังใจและการให้ความจริง

“มะเร็งระยะสุดท้าย” หรือมะเร็งระยะลุกลาม เมื่อเกิดขึ้นกับใครหรือกับครอบครัวใดแล้ว ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะทำใจยอมรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นการตรวจครั้งแรกที่พบว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย

ณ สถานการณ์นั้นๆ การยอมรับความจริงก็คงต้องใช้เวลา หรือแม้ว่าจะตรวจเจอมะเร็งในระยะต้น ซึ่งมีโอกาสในการรักษาให้หายขาดสูง แต่การยอมรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ก็ยังคงต้องใช้เวลาเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ความเอาใจใส่ ความเข้าใจ และการให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรคและให้ความจริงด้านสัจธรรมของชีวิต รวมทั้งการดำเนินตามบทบาทที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยความรู้สึกตัว ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทั้งผู้ป่วยและญาติควรตระหนักและใส่ใจ

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศข้อมติให้ประเทศสมาชิกบูรณาการการดูแลแบบประคับประคองเข้าเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาผู้ป่วยตลอดช่วงชีวิต ด้วยการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ครอบคลุมทั้งร่างกาย จิตใจ สังคมและจิตวิญญาณ โดยให้ผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลางในการบรรเทาความทุกข์ทรมานจากอาการปวดและอาการรบกวนต่างๆ การดูแลช่วยเหลือค้ำจุนผู้ป่วยและครอบครัว ส่งเสริมให้ผู้ป่วยปรับตัวได้อย่างเหมาะสมกับสภาวะของโรค โดยผู้ป่วยมะเร็งควรได้รับการเริ่มดูแลแบบประคับประคองภายใน 8 สัปดาห์หลังได้รับการวินิจฉัยจนถึงระยะสุดท้ายของชีวิตในรูปแบบที่แตกต่างกันตามระยะของโรค

นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย มักจะมีอาการที่พบบ่อยๆ ได้แก่ อาการเหนื่อย หอบ เนื่องจากมะเร็งลุกลามมาที่ปอดหรือเยื่อหุ้มปอด หรือจากการมีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด ซึ่งต้องให้ออกซิเจนหรือทำการเจาะระบายน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดออก อาการแน่นท้องจากภาวะท้องมาน หรือมีน้ำในช่องท้อง ทั้งจากการที่เซลล์มะเร็งลุกลามไปช่องท้องหรือลุกลามไปที่ตับ หรือการที่ผู้ป่วยมีภาวะตับแข็งร่วมด้วย ส่งผลให้การสร้างโปรตีนอัลบูมินหรือโปรตีนไข่ขาวจากตับลดลง ทำให้น้ำไหลออกจากหลอดเลือดและเกิดภาวะท้องมานขึ้น ซึ่งแพทย์ต้องเจาะระบายน้ำในช่องท้องออกเป็นครั้งคราวเพื่อลดอาการแน่นท้อง

สำหรับอาการที่พบบ่อยในผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการซีด เลือดจาง เลือดออกง่าย ทั้งจากเซลล์มะเร็งลุกลามไปที่ไขกระดูก ทำให้ไขกระดูกที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดแดงบกพร่อง หรือจากความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด ทำให้เลือดออกง่าย หรือจากการที่มะเร็งลุกลามไปที่ตับ ทำให้ตับไม่สามารถสร้างโปรตีนหรือสร้างปัจจัยสำคัญในการแข็งตัวของเลือดได้ ซึ่งต้องให้เลือดหรือส่วนประกอบของเลือดทดแทน

นอกจากนี้ การขาดสารอาหารก็เป็นอาการที่พบบ่อยในผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายเช่นกัน โดยในส่วนนี้แพทย์ผู้รักษาจะเป็นผู้พิจารณาให้สารอาหาร ไม่ว่าจะเป็นการให้น้ำเกลือหรือให้สารอาหารผ่านสายในทางเดินอาหาร และอาการที่พบบ่อยในผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายอีกอาการหนึ่ง คือ อาการปวด ซึ่งในส่วนนี้ทุกโรงพยาบาลจะมีคลินิกระงับปวด มีการออกเยี่ยมติดตามผู้ป่วยและให้คำแนะนำถึงบ้าน รวมทั้งบางแห่งมีการจัดกิจกรรมเพื่อผ่อนคลายและการดูแลด้านจิตวิญญาณ รวมทั้งการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้กำลังใจระหว่างกัน อาทิ กิจกรรมการนวดเพื่อผ่อนคลาย กิจกรรมทางศาสนา หรือการขออโหสิกรรมเพื่อให้ผู้ป่วยได้จากไปอย่างสงบ

ผลไม้โปรดกินก่อนหรือหลังอาหาร ได้ประโยชน์มากกว่ากัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/628422

วันที่ 15 ก.ค. 2563 เวลา 15:20 น.ผลไม้โปรดกินก่อนหรือหลังอาหาร ได้ประโยชน์มากกว่ากันค้นหาคำตอบผลไม้ชนิดใดควรกินก่อน-หลังอาหาร? กินผลไม้ก่อนอาหารคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดจริงหรือ? แล้วกินผลไม้หลังมื้ออาหาร ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยใช่หรือไม่?

“ผลไม้” มีประโยชน์ต่อร่างกาย อุดมด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และไฟเบอร์ ประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจก็คือ ช่วงเวลาไหนที่ทานผลไม้แล้วได้ประโยชน์มากที่สุด โดยเน้นไปที่ก่อนและหลังมื้ออาหารเป็นหลัก แต่ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า อันที่จริงหากเราไม่ได้มีระบบย่อยอาหารที่อ่อนไหวหรือบอบบางมากเกินไป ก็สามารถทานผลไม้ได้ทุกชนิดและทุกช่วงเวลา แต่สำหรับบางคนอาจจะต้องระวังนิดหน่อย เช่น ไม่ทานผลไม้ที่เป็นกรดสูงในช่วงที่ท้องว่าง เป็นต้น แต่ถ้าจะเน้นเอาประโยชน์จากสารอาหารแบบเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด ก็ต้องเลือกชนิดของผลไม้ให้เหมาะสมกับช่วงเวลานั่นเอง

การทานผลไม้ก่อนอาหารคือช่วงเวลาที่ดีที่สุด จริงหรือ?

คำตอบคือ จริงบางส่วนและไม่จริงบางส่วน องค์ประกอบสำคัญในผลไม้จะมีทั้งส่วนที่แข็งแรงทนทานคือ ไฟเบอร์ หรือเส้นใยอาหาร และส่วนที่อ่อนไหวต่อสิ่งเร้า คือกลุ่มวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ซึ่งในกลุ่มของวิตามินนี้ก็ยังแยกย่อยไปอีกว่าสามารถละลายได้ดีในน้ำหรือในไขมัน การที่บอกว่าทานผลไม้ก่อนอาหารดีที่สุด จึงเป็นในแง่ของผลไม้ที่วิตามินละลายในน้ำและอ่อนไหวง่าย เช่น วิตามินซี วิตามินบี เป็นต้น ก่อนมื้ออาหารที่ท้องยังว่างอยู่ การทานผลไม้เหล่านี้เข้าไป ร่างกายจะดูดซึมวิตามินได้อย่างเต็มที่และรวดเร็ว รวมไปถึงการย่อยผลไม้ก็ทำได้รวดเร็วด้วย เป็นการกระตุ้นน้ำย่อยก่อนมื้ออาหารที่ดีอีกทางหนึ่ง สิ่งที่ต้องระวังก็มีเพียงแค่ ผลไม้บางชนิดที่อยู่ในกลุ่มนี้กลับมีความเป็นกรดสูงมาก ก็ต้องถือเป็นข้อยกเว้นไป เพราะเหมาะที่จะทานหลังมื้ออาหารมากกว่า

การทานผลไม้หลังมื้ออาหาร ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยใช่หรือไม่?

เช่นเดียวกันกับกรณีของการทานผลไม้ก่อนอาหาร คือไม่ใช่ทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ มีผลไม้หลายชนิดที่ทานหลังมื้ออาหารแล้วได้ประโยชน์สูงมากกว่า โดยเฉพาะผลไม้ที่มีวิตามินเอและวิตามินอี ซึ่งละลายได้ดีในไขมัน หากทานหลังมื้ออาหารจะถูกดูดซึมไปพร้อมการสารอาหารอื่นๆ ที่ได้จากมื้อหลัก แต่ถ้าทานผลไม้อีกกลุ่มหนึ่งที่อุดมด้วยวิตามินซี วิตามินบี และแร่ธาตุอื่นๆ หลังมื้ออาหารจะให้ผลในทางตรงกันข้าม 

เพราะอาหารประเภทแป้ง โปรตีน ไขมัน ต้องใช้เวลาในการย่อยนาน เมื่อทานผลไม้ตามไปก็จะถูกกักไว้ ไม่ได้รับการย่อยในทันที ร่างกายจำเป็นต้องย่อยอาหารกลุ่มแรกให้เสร็จสิ้นเสียก่อน เมื่อเป็นเช่นนี้ ผลไม้จึงผ่านกระบวนการหมักจนกลายสภาพเป็นกรด หลายคนจึงมีอาการท้องอืดและจุกเสียดตามมา วิตามินต่างๆ ที่รออยู่ก็เสื่อมสภาพไปเสียก่อนที่จะถูกดูดซึม เราจึงไม่ได้รับวิตามินแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าที่ควร 

ผลไม้ที่ควรทานก่อนมื้ออาหาร

องุ่น : ผลไม้ที่มีเนื้อนิ่ม เปลือกบาง มีวิตามินซีและฟลาโวนอยด์ค่อนข้างสูง ช่วยเสริมสร้างการทำงานของสมอง บำรุงกำลังร่างกาย บำรุงสายตา ลดความดันโลหิตสูง และสามารถใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ ได้ หากทานก่อนมื้ออาหารเป็นประจำ ก็ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งได้อีกด้วย แต่ถือว่าเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลเยอะพอสมควร จึงต้องทานในปริมาณที่ไม่มากจนเกินไป เหมาะกับมื้อเช้ามากกว่ามื้ออื่นๆ

แอปเปิ้ล : สำหรับใครก็ตามที่ต้องคอยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด นี่คือตัวเลือกที่ดีที่สุดเพราะมีค่าน้ำตาลต่ำ แต่มีวิตามินและไฟเบอร์ในปริมาณสูง แอปเปิ้ลแต่ละสีจะมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่ต่างกันไปเล็กน้อย ดังนี้ แอปเปิ้ลสีแดง มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์สูงมาก จึงดีต่อการบำรุงร่างกายและผิวพรรณ ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง แอปเปิ้ลสีเขียว มีน้ำตาลต่ำแต่อุดมด้วยคอลลาเจนและอิลาสติน เหมาะกับคนที่กำลังลดน้ำหนัก ส่วนแอปเปิ้ลสีเหลือง ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเกี่ยวกับหัวใจด้วยสารเควอร์ซิทิน บำรุงสายตา ลดความเสี่ยงของโรคต้อกระจกด้วย ทานก่อนมื้ออาหารสัก 1 ผลก็เพียงพอและถ้าจะให้ดีก็ควรทานทั้งเปลือก

ฝรั่ง : ผลไม้ที่จัดว่าเป็นตัวช่วยที่ดีมากต่อการลดน้ำหนัก เพราะในฝรั่งมีน้ำตาลต่ำ แต่กลับมีไฟเบอร์และวิตามินซีสูง ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนในร่างกาย ส่งผลให้ผิวพรรณมีความยืดหยุ่นไร้ริ้วรอย ล้างพิษโดยรวม และลดไขมันในเลือด เราสามารถทานฝรั่งได้ตลอดทั้งวันในช่วงที่ท้องยังว่าง แน่นอนว่าเหมาะที่จะทานก่อนมื้ออาหารด้วย แต่ก็อย่าทานมากเกินไปเพราะจะอิ่มท้องเสียก่อนที่จะทานมื้อหลัก

สตรอเบอร์รี่ : ผลไม้ลูกสีแดงจัดที่มีวิตามินซีค่อนข้างสูง และยังมีซูเปอร์ไฟเบอร์เพคตินที่มาพร้อมกับสีแดงของสตรอว์เบอร์รีซึ่งมีส่วนสำคัญในการช่วยลดคลอเลสเตอรอลในร่างกาย ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงสายตา ตลอดจนช่วยป้องกันอาการอักเสบต่างๆ สามารถทานก่อนมื้ออาหารได้แบบสบายๆ รสชาติอมเปรี้ยวอมหวานอันเป็นเอกลักษณ์ก็ยังช่วยกระตุ้นให้เจริญอาหารอีกด้วย

พุทรา : ผลไม้ที่หาทานได้ง่าย และมีรสชาติถูกปากคนทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ที่มีผลขนาดเล็กหรือใหญ่ ต่างก็มีวิตามินซีสูงเหมือนกันหมด พุทราโดดเด่นในเรื่องการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ต่อต้านอนุมูลอิสระ และยังช่วยให้นอนหลับได้สบายขึ้นด้วย ในพุทรามีเส้นใยอาหารอยู่ในปริมาณมากเมื่อเทียบกับน้ำหนัก จึงช่วยให้อิ่มเร็วและดีต่อระบบขับถ่าย

ชมพู่ : ผลไม้ฉ่ำน้ำ กรอบหวาน ไม่ว่าจะเป็นชมพู่พันธุ์สีเขียวหรือสีแดงก็จะมีจุดเด่นตรงที่มีวิตามินซีและเส้นใยสูง เป็นผลไม้กลุ่มที่ทานได้บ่อยแต่ไม่อ้วน เพราะให้พลังงานในระดับที่ต่ำมาก หากทานก่อนมื้ออาหารเล็กน้อยก็จะช่วยให้อิ่มได้เร็วขึ้นด้วย ในชมพู่มีสารไลโคพีน ( Lycopiene ) ซึ่งพบได้ไม่ง่ายนักในผลไม้ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งต่อมลูกหมาก

มังคุด : ราชินีแห่งผลไม้ที่ไม่ได้มีดีแค่รสชาติ แต่มีคุณสมบัติในทางยาหลายอย่าง ในมังคุดมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง อุดมด้วยวิตามินหลายชนิด ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน ช่วยยับยั้งแบคทีเรีย ลดสิวอุดตัน ลดความดันโลหิต และอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อทานเนื้อหมดแล้วก็ยังเอาเปลือกไปทำยาได้ต่ออีกด้วย เพียงแค่ทานก่อนมื้ออาหารสักวันละ 5 ผลก็จะมีสุขภาพที่ดีขึ้นแล้ว

ผลไม้ที่ควรทานหลังมื้ออาหาร

ส้ม : ส้มเป็นผลไม้ที่ทานได้ง่าย อุดมด้วยวิตามินซีและเบต้าแคโรทีน จัดเป็นผลไม้สารพัดประโยชน์ชนิดหนึ่ง จะทานเป็นผลสดๆ คั้นเป็นน้ำ หรือแปรรูปเป็นอย่างอื่นก็ได้ มีข้อดีตรงที่ช่วยบำรุงผิวพรรณ บำรุงสายตา ดีต่อระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่าย และแน่นอนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันจากคุณสมบัติของวิตามินซีด้วย แต่ด้วยความเป็นกรดอ่อนๆ จึงไม่เหมาะที่จะทานตอนท้องว่างเท่าไร ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้เป็นผลไม้ที่ห้ามทานตอนท้องว่างแต่อย่างใด ยกเว้นกับคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหารเท่านั้น

สับปะรด : ผลไม้ชนิดนี้มีความเป็นกรดสูงมาก เราสามารถใช้สับปะรดสดมาหมักเนื้อเพื่อให้นุ่มขึ้นก่อนนำไปปรุงอาหารได้เลย ดังนั้นจึงเป็นผลไม้ที่ไม่ควรทานตอนท้องว่างอย่างเด็ดขาด ข้อดีของสับปะรดก็คือมีวิตามินบี วิตามินซี แคลเซียมและแร่ธาตุอื่นๆ อีกหลายชนิด ช่วยบรรเทาอาการหวัด ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก ดีต่อผิวพรรณและยังช่วยลดอาการอักเสบต่างๆ ได้ เมื่อทานหลังมื้ออาหารก็จะทำหน้าที่ช่วยย่อยอีกด้วย

มะละกอ : ส่วนสำคัญในมะละกอที่ทำให้เราไม่ควรทานตอนที่ท้องยังว่างอยู่ก็คือ เอมไซน์ ตัวที่รู้จักกันดีก็คือเอมไซน์ปาเปน (papain) ซึ่งมีอยู่ทั้งในส่วนของยางและเนื้อ มีคุณสมบัติในการย่อยโปรตีนได้อย่างดีเยี่ยม จึงเหมาะกับการนำมาทานพร้อมหรือหลังมื้ออาหารมากกว่า ในมะละกอยังมีไขมันและน้ำตาลในระดับที่ต่ำมาก แม้แต่ผู้ป่วยโรคเบาหวานก็ยังทานได้อย่างสบาย ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหารบางชนิดได้

ลูกพลับ : เชื่อว่านี่เป็นผลไม้ในดวงใจของใครหลายๆ คนแน่นอน ด้วยกลิ่นหอมและรสชาติหวานเป็นเอกลักษณ์นั่นเอง ลูกพลับอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระชั้นดี แถมแคลอรี่ต่ำสุดๆ ช่วยบำรุงสายตา บำรุงผิวพรรณ บรรเทาอาการท้องเดิน และจุดเสียดได้ แม้ว่าลูกพลับจะไม่ได้มีฤทธิ์เป็นกรด แต่ก็ห้ามทานก่อนมื้ออาหาร เพราะในเนื้อลูกพลับมียางและสารแขวนลอยอยู่ เมื่อผสมกับน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร จะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้เวียนหัวได้

เสาวรส : ถึงแม้จะมีวิตามินซีสูงมาก ซึ่งถ้าว่าตามหลักแล้วก็ควรทานตอนท้องว่างเพราะจะได้ดูดซึมวิตามินไปใช้งานได้อย่างเต็มที่ แต่อย่างที่เรารู้กันดีว่าเสาวรสมีรสชาติเปรี้ยวจัดจนเข็ดฟัน มีความเป็นกรดไม่น้อยหน้าไปกว่าสัปปะรด ถ้าทานตอนท้องว่างจะเกิดอาการมวนท้องได้ ในเสาวรสมีสารฟลาโวนอยด์อยู่มาก ช่วยต้านอนุมูลอิสระและชะลอวัยได้ดี แต่มีสิ่งที่ต้องระวังอยู่ด้วย คือ มีเอนไซม์ที่กระตุ้นฮอร์โมนเพศหญิงให้สูงขึ้น เมื่อทานในปริมาณมากจึงเป็นอันตรายต่อคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมนในร่างกาย

ทั้งนี้ การทานผลไม้ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด ไม่ได้อยู่ที่ช่วงเวลาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าเราเข้าใจการเลือกทานผลไม้แต่ละชนิดมากน้อยแค่ไหน

โฟกัสวัคซีนผู้ใหญ่ มีอะไรต้องฉีดบ้าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/628259

วันที่ 14 ก.ค. 2563 เวลา 10:20 น.โฟกัสวัคซีนผู้ใหญ่ มีอะไรต้องฉีดบ้างแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แนะผู้ใหญ่ก็ต้องฉีดวัคซีน พร้อมเล่าถึงวัคซีนที่จำเป็นสำหรับผู้ใหญ่ว่ามีอะไรบ้าง

แม้ว่าผู้ใหญ่จะมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงกว่าเด็ก แต่สำหรับบางโรคที่เราเคยฉีดวัคซีนแล้วตอนเด็กๆ ระดับภูมิคุ้มกันกลับค่อยๆ ลดลงจนไม่เพียงพอสำหรับการป้องกันโรคอีกต่อไป อีกทั้งในปัจจุบันยังมีโรคที่อุบัติใหม่ขึ้นอยู่เสมอ ทำให้มีการค้นพบวัคซีนใหม่ๆ ดังนั้น วัคซีนจึงไม่ใช่สิ่งที่ใช้เฉพาะเด็กเล็กอีกต่อไป พญ.กฤดากร เกษรคำ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจาก Addlife Check-Up Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) เล่าถึงวัคซีนที่จำเป็นสำหรับผู้ใหญ่ ว่ามีอะไรบ้าง

วัคซีนหัด หัดเยอรมัน คางทูม (Measles-Mumps-Rubella Vaccine : MMR) โดยปกติผู้ที่เคยฉีดวัคซีนครบ 2 ครั้งแล้ว ไม่จำเป็นต้องฉีดซ้ำอีก เนื่องจากระดับภูมิคุ้มกันสูงเพียงพอที่จะป้องกันโรคได้ตลอดชีวิต แต่ผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยป่วยเป็นโรคทั้ง 3 นี้มาก่อน รวมทั้งผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีน หรือได้รับวัคซีนไม่ครบ 2 ครั้ง ควรได้รับวัคซีนรวมอย่างน้อย 1 ครั้ง โดยเฉพาะหญิงวัยเจริญเจริญพันธุ์ควรได้รับวัคซีนชนิดนี้อย่างน้อย 1 ครั้ง และหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์เป็นเวลา 3 เดือนหลังฉีดวัคซีน

วัคซีนอีสุกอีใส งูสวัด (Varicella Vaccine) ควรฉีดในผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนหรือไม่เคยเป็นอีสุกอีใสหรืองูสวัดมาก่อน โดยฉีด 2 ครั้งห่างกัน 4-8 สัปดาห์ หญิงวัยเจริญพันธุ์ควรหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์เป็นเวลา 1 เดือนหลังฉีดวัคซีน ผู้ที่สัมผัสโรคควรฉีดวัคซีนภายใน 72 ชั่วโมงหลังสัมผัสโรคจึงป้องกันได้ หากเกิน 5 วันไม่สามารถป้องกันโรคแต่สามารถลดความรุนแรงของโรคได้

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine) โดยทั่วไปไข้หวัดใหญ่มักมีอาการรุนแรงกว่าไข้หวัดและหายใน 5-7 วัน แต่การติดเชื้อในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงมีครรภ์ ผู้มีโรคเรื้อรังในระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจเรื้อรัง ฯลฯ อาจมีอาการรุนแรง เกิดภาวะแทรกซ้อนทำให้มีอัตราการเสียชีวิตสูง แนะนำให้ฉีดทุกปี เนื่องจากเชื้อไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ทุกปี โดยฉีดปีละ 1 ครั้ง ช่วงก่อนมีการระบาด ในประเทศไทยมักระบาด 2 ช่วงคือช่วงฤดูฝน และช่วงฤดูหนาว ทั้งนี้ห้ามฉีดในผู้ที่แพ้ไข่อย่างรุนแรง เนื่องจากไข่เป็นส่วนหนึ่งในขบวนการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่

วัคซีนปอดอักเสบ (Pneumococcal Vaccine) เชื้อนิวโมคอคคัสเป็นแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคติดเชื้อในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ฯลฯ โดยเฉพาะการติดเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดรุกล้ำ (Invasive pneumococcal disease ย่อว่า IPD) ทำให้ติดเชื้อในกระแสเลือด เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจ ในผู้ใหญ่ฉีดวัคซีนเพียงครั้งเดียว แต่อาจฉีดกระตุ้นอีกครั้งหลังฉีดครั้งแรก 3-5 ปี

เมื่อทราบดังนี้แล้วก็แนะนำให้ไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อได้รับวัคซีนให้ครบ เพราะการป้องกันย่อมดีกว่าการรักษา

Work from Home ทำคนเนือยนิ่งยิ่งเสี่ยง 5 อาการร้ายทำลายสุขภาพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/628247

วันที่ 13 ก.ค. 2563 เวลา 14:40 น.Work from Home ทำคนเนือยนิ่งยิ่งเสี่ยง 5 อาการร้ายทำลายสุขภาพนักกายภาพบำบัดแชร์ 5 อาการฮอตฮิตจากพฤติกรรมเนือยนิ่งที่ยิ่งรุนแรงหากขยับตัวน้อย เพราะการทำงานที่บ้าน

การทำงานอยู่ที่บ้าน (Work from Home) ทำให้หลายคนจ้องหน้าจอนั่งๆ นอนๆ ทำตัวตามสบาย เคลื่อนไหวน้อย หนึ่งวันคงเดินได้ไม่กี่ก้าว สภาพนี้เรียกกันว่า Inactivity หรือภาวะขี้เกียจไม่เคลื่อนไหว กลายเป็นพฤติกรรมเนือยนิ่ง (Sedentary behavior) ซึ่งหากเทียบวัดพลังงาน-อัตราการเผาผลาญในร่างกายที่เกิดขึ้นจะน้อยมาก ซึ่งเรียกว่า ค่า MET (Metabolic Equivalent of task) โดยหากค่านี้น้อยกว่า 1.5 MET ก็คือพฤติกรรมเนือยนิ่ง

เพ็ญพิชชากร แสนคำ นักกายภาพบำบัดจากคลินิกกายภาพบำบัดอริยะ ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) อธิบายความหมายเพิ่มเติมของค่า MET ว่า ค่า MET คือการใช้พลังงานในการทำกิจกรรมทางกาย (Physical Activity) เปรียบเทียบกับการใช้พลังงานขณะนั่งนิ่งๆ ซึ่งภาวะนี้ เมื่อสะสมนานจะทำให้ร่างกายทุกระบบย่ำแย่ เนื่องจากร่างกายต้องการการเคลื่อนไหว การขยับทำให้กล้ามเนื้อได้ทำงาน เพื่อให้เกิดการไหลเวียน และเป็นการกระตุ้นทุกระบบ ทั้งเลือด น้ำเหลือง ระบบเส้นประสาท และการทำงานของอวัยวะภายในให้เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับผลเสียต่อร่างกายที่เกิดจากพฤติกรรมเนือยนิ่ง 5 อาการฮิต ได้แก่

เยื่อหุ้มกล้ามเนื้อคออักเสบเรื้อรัง (Myofascial Pain Syndrome) เป็นกลุ่มอาการที่พบได้บ่อย จากการอยู่ในท่าก้มคอมากกว่าปกติ เช่น ท่านั่ง ทำงานนานๆ หลังค่อม ไหล่ห่อ คองุ้ม จะทำให้กล้ามเนื้อตรงก้านคอ หรือตรงฐานกระโหลกศีรษะเกร็งตัวมาก และเรื้อรังจนทำให้มักมีอาการปวดร้าว เข้ากระบอกตา ปวดร้าวขึ้นหัว มึนหัว บางเคสอาการคล้ายๆ ไมเกรน แต่ตึงๆ มึนทั้งหัวไม่สดชื่น

ปวดหลัง/กล้ามเนื้ออักเสบ (Low Back Pain/Muscle Strain) เมื่อนั่งนานและนั่งในท่าที่ผิด เสมือนกล้ามเนื้อทำงานมากขึ้นหลายเท่า เป็นธรรมดาที่จะต้องมีอาการปวดเกร็งขึ้นมา และยิ่งนั่งแบบเดิมๆ ต่อเนื่องกันหลายวันยิ่งเพิ่มความเรื้อรัง ปวดหลังจากกล้ามเนื้ออักเสบธรรมดาก็อาจเป็นเหตุให้เกิดโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อน (Herniated Nucleus Pulposus) ได้ด้วย เพราะเวลานั่งคงนั่งหลังค่อม มีโอกาสให้หมอนรองกระดูกเคลื่อนได้ง่าย

ท้องอืดท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย (Indigestion หรือ Dyspepsia) โรคนี้อาจไม่คิดว่าจะเกิดจาก WFH ซึ่งเมื่อทำงานที่บ้าน ทำให้เราทำตัวตามสบาย อาจรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา รับประทานเสร็จแล้วก็นั่งทำงานเลย โดยไม่ได้ขยับตัว ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ ทำให้การหลั่งน้ำย่อย และการบีบตัวของกระเพาะอาหารลดลง ประสิทธิภาพการย่อยลดลง เกิดลมคั่งในช่องท้อง ทำให้ท้องอืด อาหารไม่ย่อยได้

ท้องผูก (Constipation) โดยปกติลำไส้คนเราจะบีบตัวได้ดี เมื่อร่างกายเรามีการเคลื่อนไหวมีการขยับเขยื้อน WFH ทำให้เราเคลื่อนไหวน้อย การทำงาน หรือการบีบตัวของลำไส้ลดลง หรือบางเคสอาจไม่เคลื่อนเลย ผลจากการไม่เคลื่อนไหวร่างกาย และไขมันที่พอกพูนมากขึ้นในช่องท้อง สาเหตุดังกล่าวทำให้ลำไส้บีบตัวน้อยลง กากใยอาหารคั่งค้างนิ่งๆ ในลำไส้ จนกลายเป็นท้องผูกได้

โรคอ้วน (Obesity) หลายคนเจอปัญหานี้โดยเลี่ยงไม่ได้เลย ช่วง 3 เดือนที่ WFH ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว การไม่เคลื่อนไหว กินๆ นอนๆ อยู่กับบ้าน เดินกันไม่กี่ก้าว มีผลทำให้อัตราการเผาผลาญของร่างกายลดลง บวกกับการนั่งๆ นอนๆ นี้ใช้พลังงานน้อยมาก จึงทำให้อาหารที่รับประทานเข้าไปถูกดึงไปพอกพูนในรูปแบบของไขมันจนกลายเป็นโรคอ้วน ซึ่งโรคนี้เป็นเหตุให้เป็นโรคร้ายๆ อื่นตามมามากมายเลยไม่ว่าจะเป็นโรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันสูง รุนแรงเข้าก็อาจเป็นเหตุให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันในสมอง หรือเป็นสาเหตุของหัวใจวายได้

‘ไขกระดูกบกพร่อง’ สัญญาณเตือนมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/628227

วันที่ 13 ก.ค. 2563 เวลา 11:50 น.'ไขกระดูกบกพร่อง' สัญญาณเตือนมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันแพทย์ชี้อาการไขกระดูกบกพร่องเป็นโรคที่พบได้น้อย แต่เป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนที่จะกลายเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันได้

กรมการแพทย์ โดยโรงพยาบาลเลิดสิน เผยกลุ่มอาการไขกระดูกบกพร่อง หรือ MDS เป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากความผิดปกติของไขกระดูก ทำให้ไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดออกมาได้ ส่วนใหญ่พบในคนไข้ที่อายุมากกว่า 60 ปี และพบได้น้อยมากในคนไข้ที่อายุน้อยกว่า 40 ปี เมื่อร่างกายไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดชนิดต่างๆ ได้จะเกิดความผิดปกติ ได้แก่ โลหิตจางทำให้มีอาการซีด เม็ดเลือดขาวทำให้ร่างกายภูมิคุ้มกันลดลง เกล็ดเลือดต่ำทำให้เลือดออกง่าย

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า อาการไขกระดูกบกพร่อง ส่วนหนึ่งเกิดได้เองโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน อีกส่วนหนึ่งเกิดหลังจากผู้ป่วยเคยได้รับยาเคมีบำบัดหรือการฉายรังสีมาก่อนในอดีต หรือได้รับสารเคมีบางอย่าง เช่น เบนซีน

อย่างไรก็ตาม กลุ่มโรคไขกระดูกบกพร่องนี้ไม่ได้เป็นโรคที่ติดต่อทางพันธุกรรมจึงไม่ติดต่อสู่คนในครอบครัว การดำเนินโรคกรณีที่โรคเป็นไม่รุนแรง จะมีอัตราการรอดชีวิตอยู่ได้เกิน 6 ปี มักเริ่มจากสร้างเม็ดเลือดตั้งแต่ 1-3 ชนิดได้น้อยลงจนมีอาการโลหิตจาง เม็ดเลือดขาวต่ำ และเกล็ดเลือดต่ำ หลังจากนั้นประมาณ 1ใน 3 ของผู้ป่วยจะมีการพัฒนาของโรคกลายเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันได้ ซึ่งเป็นชนิดรุนแรง และมีอัตราการรอดชีวิตอยู่ที่ประมาน 5 เดือน

นายแพทย์ศักรินทร์ วงศ์เลิศศิริ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเลิดสิน กรมการแพทย์ กล่าวว่า การรักษาในกรณีที่โรคเป็นไม่รุนแรงและไม่ได้เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน โดยทั่วไปจะให้การรักษาโดยให้เลือด เกล็ดเลือด และยาฉีดกระตุ้นเม็ดเลือดขาว หรือเม็ดเลือดแดงขึ้นกับชนิดของเม็ดเลือดผู้ป่วยที่ต่ำ ซึ่งเป็นการรักษาแบบประคับประคอง แต่ในกรณีที่โรคเป็นรุนแรงหรือเริ่มกลายเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน การรักษาคือการปลูกถ่ายไขกระดูก หรือปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ซึ่งสามารถทำให้หายขาดได้ อย่างไรก็ตาม จะสามารถทำได้เฉพาะผู้ป่วยบางรายเท่านั้น ในกรณีที่ไม่สามารถปลูกถ่ายไขกระดูกได้ อาจให้ยากลุ่มเคมีบำบัดแบบฉีดบางชนิดร่วมกับการรักษาแบบประคับประคองเพื่อให้เม็ดเลือดกลับมาใกล้เคียงกับปกติมากที่สุด

รู้จักกับโรคไขกระดูกบกพร่อง

โรคไขกระดูกบกพร่อง หรือไขกระดูกเสื่อม มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Myelodysplastic syndrome (MDS) เป็นโรคที่เกิดความผิดปกติขึ้นกับเซลล์เม็ดเลือดขาว หรือเซลล์เม็ดเลือดแดง จนไม่สามารถสร้างเซลล์เม็ดเลือดที่สมบูรณ์ได้เหมือนคนปกติ

สาเหตุที่แท้จริงจากโรคไขกระดูกบกพร่องนี้ ปัจจุบันทราบแค่ว่าเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell) บริเวณไขกระดูก ผลิตเซลล์เม็ดเลือดออกมาผิดปกติ สาเหตุอาจมาได้จาก

  • เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมในร่างกายของผู้ป่วยเอง
  • จากสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษต่อเซลล์ต้นกำเนิด เช่น ได้รับสารเคมี หรือ รังสีบำบัด
  • รูปแบบการใช้ชีวิต เช่น การสูบบุหรี่ หรือได้รับไวรัสบางชนิด

อาการของผู้ป่วยที่เป็นโรคไขกระดูกบกพร่อง มักพบอาการเหนื่อย อ่อนเพลีย เพราะเป็นผลมาจากเม็ดเลือดแดงต่ำ มีออกซิเจนไม่เพียงพอให้ร่างกาย ตามมาด้วยอาการเป็นไข้จากการติดเชื้อ เพราะเม็ดเลือดขาวน้อย โดยอาการของผู้ป่วยจะหนักขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของเม็ดเลือดในร่างกาย

โรคที่เกี่ยวข้องกับไขกระดูกอื่นๆ เช่น โรคไขกระดูกฝ่อ รวมถึงโรคมะเร็งในระยะที่กระจายเข้ากระดูกแล้วก็จะตรวจพบความผิดปกติของเม็ดเลือด แต่การระบุโรคไขกระดูกบกพร่องนั้นต้องตรวจเลือดในห้องปฏิบัติการ เพื่อวัดค่าและใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดูความผิดปกติของเม็ดเลือด ดังนี้

  • ตรวจพบเม็ดเลือดแดงต่ำ
  • ตรวจพบเซลล์เม็ดเลือดที่มีลักษณะผิดปกติมากกว่า 10%
  • ระดับความเข้มข้นเม็ดเลือดแดงฮีโมโกลบินน้อยกว่า 10 g/dL
  • ระดับเม็ดเลือดขาวนิวโตรฟิลน้อยกว่า 1.8×109/L
  • ระดับเกล็ดเลือดน้อยกว่า 100×109/L

วิธีป้องกันการเป็นโรคไขกระดูกบกพร่อง หลีกเลี่ยงการทำงานที่ใช้สารเคมี หรือสารกัมมันตรังสีอันเป็นผลต่อการเปลี่ยนแปลงเซลล์ต้นกำเนิดในระดับยีน และควรตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย

7 ข้อสังเกตแยกเนื้อหมูกับเนื้อวัว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/628141

วันที่ 12 ก.ค. 2563 เวลา 08:05 น.7 ข้อสังเกตแยกเนื้อหมูกับเนื้อวัวดูอย่างไร…ชิ้นไหนเนื้อวัว ชิ้นไหนเนื้อหมู? ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล แนะข้อสังเกต 7 ประการเพื่อแยกแยะเนื้อหมูกับเนื้อวัว

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยแพร่ความรู้เรื่องกรณีข่าวการปลอมเนื้อหมูเป็นเนื้อวัว แนะนำการแยกแยะเนื้อทั้งสองประเภทด้วยข้อสังเกต 7 ประการผ่านโซเชียลมีเดีย Dr.Winai Dahlan ความว่า

เนื้อหมูกับเนื้อวัวแยกแยะด้วยข้อสังเกต 7 ประการ #เนื้อหมูขายเป็นเนื้อวัว ที่เป็นข่าวใหญ่ในวันนี้เป็นเรื่องผิดกฎหมายด้าน #การละเมิดสิทธิ์ผู้บริโภค อย่างแน่นอน แต่ยังหวังพึ่งการดำเนินการตามกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. หรือกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข หรือหน่วยราชการอื่นได้ยาก คงต้องพึ่งพาผู้บริโภคด้วยกันเองไปก่อน

ปัญหานี้รุนแรงขึ้นในยุคนี้ยุคที่ผู้ค้ากับผู้ซื้อถูกแยกออกจากกันด้วยกลไกทางเทคโนโลยีมีการสั่งสินค้าผ่านออนไลน์มีผู้จัดส่งสินค้าการขายผ่านเขียงหรือตลาดที่ผู้ค้าเป็นมุสลิมมีประสบการณ์อยู่กับเนื้อวัวมานานมักเกิดขึ้นได้ยากเนื่องจากเนื้อวัวกับเนื้อหมูแตกต่างกันพอสมควร

ผู้ค้ามุสลิมที่หลงค้าเนื้อหมูส่วนใหญ่เป็นเพราะเพิ่งเข้ามาในธุรกิจผู้บริโภคมุสลิมกลายเป็นเหยื่อกันมากเพราะประสบการณ์ของผู้ค้าที่ว่านี้

จะดูอย่างไรว่าไหนคือเนื้อวัวไหนเป็นเนื้อหมู มีหลายเว็บไซด์แนะนำกันไว้ ในที่นี้จะขอแนะนำ 7 ประการดังนี้

ประการที่ 1 สังเกตความแตกต่างของสี เนื้อวัวมักสีเข้ม ขณะที่เนื้อหมูสีจางกว่า โดยสีออกไปทางสีน้ำตาลซีด ผู้ค้าที่เจตนาหลอกลวงมักพลางข้อสังเกตนี้โดยใช้เนื้อหมูแก่ หรือเนื้อหมูที่เลี้ยงด้วยสารเร่งเนื้อแดง หรือโดยย้อมด้วยเลือดวัว ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตรวจพบเนื้อหมูย้อมด้วยเลือดวัว 20 จาก 23 ตัวอย่าง การย้อมด้วยเลือดวัวจึงเป็นวิธีปฏิบัติที่นิยมแปลงเนื้อหมูเป็นเนื้อวัวมากที่สุด ลองนำเนื้อประเภทนี้ไปล้างน้ำหลายครั้ง สีของเนื้อหมูจริงจะปรากฏ อีกวิธีหนึ่งคือการต้ม เนื้อหมูต้มแล้วสีซีดลงเห็นได้ชัด การดูสีนี้น่าแปลกที่ผู้บริโภคมุสลิมซื้อเนื้อหมูต้มทั้งที่เห็นว่าสีซีด แต่เป็นเพราะไว้วางใจผู้ค้าจึงซื้อกันมา

ประการที่ 2 สังเกตจากใยของเนื้อ (Fiber) โดยเนื้อวัวจะเห็นใยเนื้อเป็นริ้วตามแนวยาวขณะที่เนื้อหมูจะมีริ้วน้อยเนื้อเรียบคล้ายเนื้อไก่สังเกตให้ดีจะเห็น

ประการที่ 3 ดูจากไขมัน โดยไขมันหมูจะชุ่มและแยกยากจากเนื้อ ขณะที่ไขมันวัวจะแข็งกระด้างกว่า แยกออกง่ายจากเนื้อ

ประการที่ 4 เนื้อสัมผัส (Texture) เนื้อหมูดึงให้เป็นแผ่นง่าย เนื้อวัวดึงได้ยากกว่าเนื่องจากเหนียวกว่า เรื่องนี้เกิดกรณีครูที่มิใช่มุสลิมกินอาหารร่วมกับนักเรียนมุสลิมในโรงเรียนมุสลิมแล้วสังเกตุว่าเนื้อนุ่มลิ้นผิดปกติ จึงแจ้งให้ผู้ทำอาหารที่เป็นมุสลิมทราบ กระทั่งส่งเนื้อมาตรวจจึงพบว่าเป็นเนื้อหมู ผู้ที่เคยบริโภคเนื้อทั้งสองชนิดมาแล้วจึงพอสังเกตรสและเนื้อสัมผัสได้

ประการที่ 5 คือกลิ่น เนื้อวัวมีกลิ่นคาวของเนื้อขณะที่เนื้อหมูมีกลิ่นสาปของแอมโมเนียและสารเคมีบางตัวเป็นกลิ่นสาปที่ผู้บริโภคมุสลิมไม่ชินเรื่องกลิ่นนี้อาจเป็นผลให้เกิดการพลางเนื้อหมูด้วยเลือดวัวเพื่อปรับสีและแต่งกลิ่น

ประการที่ 6 คือเรื่องราคา แต่ยังยากเนื่องจากผู้ค้าที่ตั้งใจหลอกลวงมักปรับราคาถูกของเนื้อหมูให้แพงขึ้นใกล้เคียงกับเนื้อวัว

ประการที่ 7 คือเลือกซื้อ เนื้อที่ผู้ค้ามีใบรับรองจากกรมปศุสัตว์และสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และหรือสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย 

เรื่องเนื้อหมูปลอมเป็นเนื้อวัว ผู้บริโภคจำเป็นต้องตื่นตัวเพื่อปกป้องสิทธิ์ของตนเอง ฝ่ายราชการต้องลงไปจัดการ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่กำลังทำลายเศรษฐกิจด้านความไว้วางใจ (#Trust economy) คิดจะฟื้นตัวด้านเศรษฐกิจหลังยุคโควิด-19 เรื่องเศรษฐกิจด้านความไว้วางใจคือเรื่องใหญ่ที่สุด

Coronavirus ravaged Florida, as Ron DeSantis sidelined scientists and followed Trump #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

Coronavirus ravaged Florida, as Ron DeSantis sidelined scientists and followed Trump

Health & BeautyJul 26. 2020President Trump/File photoPresident Trump/File photo

By The Washington Post · Cleve R. Wootson Jr., Isaac Stanley-Becker, Lori Rozsa, Josh Dawsey · NATIONAL, HEALTH, POLITICS, SCIENCE-ENVIRONMENT 

ST. PETERSBURG, Fla. – As Florida became a global epicenter of the coronavirus, Gov. Ron DeSantis held one meeting this month with his top public health official, Scott Rivkees, according to the governor’s schedule. His health department has sidelined scientists, halting briefings last month with disease specialists and telling the experts there was not sufficient personnel from the state to continue participating. 

“I never received information about what happened with my ideas or results,” said Thomas Hladish, a University of Florida research scientist whose regular calls with the health department ended June 29. “But I did hear the governor say the models were wrong about everything.” 

DeSantis, a Republican, this month traveled to Miami to hold a roundtable with South Florida mayors, whose region had emerged as a novel coronavirus hot spot. But the Republican mayor of Hialeah was shut out, weeks after saying the governor “hasn’t done much” for a city disproportionately affected by the virus. 

As the virus spread out of control in Florida, decision-making became increasingly shaped by politics and divorced from scientific evidence according to interviews with 64 current and former state and administration officials, health administrators, epidemiologists, political operatives and hospital executives. The crisis in Florida, these observers say, has revealed the shortcomings of a response built on shifting metrics, influenced by a small group of advisers and tethered at every stage to the Trump administration, which has no unified plan for addressing the national health emergency but has pushed for states to reopen.

DeSantis relies primarily on the advice of his wife, Casey, a former television reporter and host, and his chief of staff, Shane Strum, a former hospital executive, according to multiple Republican political operatives, including a former member of his administration. 

“It’s a universe of three – Shane and Casey,” said one Republican consultant close to DeSantis’s team who spoke on the condition of anonymity to offer a candid assessment.

The response – which DeSantis boasted weeks ago was among the best in the nation – has quickly sunk Florida into a deadly morass. Nearly 5,800 Floridians have now died of covid-19, the disease caused by the virus – more deaths than were suffered in combat by Americans in Afghanistan and Iraq since 2001. One out of every 52 Floridians has been infected with the virus. The state’s intensive care units are being pushed to the brink, with some over capacity. Florida’s unemployment system is overwhelmed and its tourism industry is in shambles. 

DeSantis began the year as a popular governor, well-positioned to help his close ally President Donald Trump win this crucial state in November’s election. DeSantis is now suffering from sagging approval ratings. Trump has fallen behind Democrat Joe Biden in recent polls of Florida voters. And both men, after weeks of pushing for a splashy Republican convention in Jacksonville, succumbed to the reality of the public health risks Thursday when Trump called off the event.

Trump asked DeSantis in a phone call in May if he would require masks for the convention and whether the virus would be a problem, according to a person with knowledge of the conversation. DeSantis said he would not require masks and the virus would not be a major problem in August in Florida.

“You were elected to be the governor of our state and make decisions about what is best for us in Florida,” Hialeah Mayor Carlos Hernández said of DeSantis. “If he was more concerned with what the president thought of him, the outcomes are here.” 

DeSantis’s office did not respond to interview requests or to a set of detailed questions sent by The Washington Post. In response to questions, a spokesman for the health department said the governor and Rivkees, the surgeon general, “are continuing to remind all Floridians to protect the vulnerable by avoiding the Three Cs: Closed Spaces, Crowded Places and Close-Contact Settings and by wearing a mask in public.” 

The spokesman, Alberto Moscoso, did not explain why the department had ended its work with the university modeling team or why Rivkees appears only once this month on the governor’s schedules, which have been released through July 23. 

During the same period, DeSantis spoke regularly to members of the Trump administration. He appeared twice on Fox News and called in to Rush Limbaugh’s radio show.

“Ron DeSantis is doing a great job and will go down in history as a great governor of Florida,” the president told The Washington Post through a spokeswoman. 

Those who defend the governor’s approach point to his early efforts to protect nursing homes. They also dispute claims that he has been inflexible, emphasizing his decision to re-close bars and clubslast monthafter a spike in infections. The governor’s allies have also commended him for securing more remdesivir, an antiviral drug used to treat the most severe coronavirus patients, which is in short supply across the country. 

Rep. Matt Gaetz, R-Fla., said the governor’s relationships in Washington have benefited Florida. In the spring, the state emerged on top “in terms of supplies and resources,” because, in the telling of Trump, “we’re really good at asking for stuff,” Gaetz said.

Jared Moskowitz, a former Democratic state legislator who now heads the Florida Department of Emergency Management, said DeSantis has been “completely accessible” and “open-minded in our conversations.” 

He continued: “Anything that I have needed or asked for, dollars that are going to be required to respond appropriately have always been available.” 

The department’s command center was temporarily shuttered this month after a series of infections among staff working there.

Some of Florida’s woes are shared by other states, especially in the Sun Belt: Economies powered by tourism and hospitality whose leaders sought reasons to invite people back to their states; skeletal public health systems that could not adequately respond with contact tracing and other interventions; and holiday celebrations that caused residents, particularly young people, to flout guidelines.

But the crisis in Florida has been particularly acute, infectious-disease specialists say, because politics have dictated the response at crucial junctures – never more so than with the state’s reopening, which was cast by the governor as a return to normal rather than as a new and even more precarious phase of the pandemic.

Trump told aides that Florida’s early success gave other states a justification to reopen, according to three administration officials. Meanwhile, DeSantis quickly turned presidential rhetoric into gubernatorial orders, all while rejecting measures, including a statewide mask mandate and an extended stay-at-home order, that helped other states contain their outbreaks.

Officials involved in the local health and emergency response say DeSantis has selectively highlighted favorable metrics, such as a decline in the median age of people who are testing positive, rather than developing more serious mitigation strategies. 

“I think we’re on the right course,” he said as cases surpassed 400,000 and he continued to push for schools to open for in-person classes in a few weeks.

Some on the front lines are drawing different conclusions. 

“The numbers are up, my man,” said Frank Rollason, the emergency management director in hard-hit Miami-Dade County. “They speak for themselves.” 

– – –

The governor’s small inner circle stands in contrast to the number of people tapped for his reopening task force in April. The group included more than 100 participants but only five doctors, who were placed on a working group alongside representatives from the elder-care industry and farming leaders. 

The working group met twice for 2.5 hours, said one member, dentist Rudy Liddell, and did not develop written recommendations or provide continued input once the report of the executive committee was released at the end of the month. 

The guidelines that emerged from the executive committee closely mirrored the reopening recommendations issued by the White House. There were few specific benchmarks following the first phase of a statewide reopening on May 18 – after about six weeks of sweeping restrictions – with movement into new phases premised instead on “adequate health care capacity” and the absence of a resurgence of the virus. In early June, DeSantis announced that much of the state could move into the second phase, lifting restrictions on bars and movie theaters, on the same day the state recorded 1,317 new cases, the largest surge in six weeks.

“It was outcome-determinative – they knew what they wanted to do,” said Sen. Gary Farmer, the incoming Senate minority leader. “It was a joke. . . . It was, ‘Here’s the plan. Here’s the chance to rubber stamp it.’ ” 

As the state shifted into reopening, the Republican National Committee announced plans for its convention. The National Basketball Association opted to finish its season in Orlando. Disney World reopened July 11.

Compliance in April with the sweeping stay-at-home order brought the state’s numbers down to a point that reopening looked feasible, said Cindy Prins, an epidemiologist at the University of Florida. The problem, she said, was the speed with which the state moved through the subsequent phases of its economic restart. 

“There was hardly enough time for the new infections even to show up,” she said.

The governor’s quest to put the pandemic behind him undermined the very message – that the virus was still a deadly threat – that could have made his reopening a success, said Glenn Morris, director of the University of Florida’s Emerging Pathogens Institute.

“One of the areas where we failed in Florida was in convincing people that as things began to open up, that we still had a serious situation, that the virus was still present in the community and that there remained a critical need to maintain the basic practices recommended by the [Centers for Disease Control and Prevention],” he said.

Critical mitigation strategies remain inadequate, according to lawmakers and experts, owing to years of disinvestment in the state’s public health infrastructure. One estimate, by a researcher at Florida International University, found that the state had slashed public health spending 35 percent between 2009 and 2015.

The health department’s 2017 budget request warned of “insufficient individuals at the local level who have the skills to perform epidemiological analyses” and manage outbreaks.

Contact tracing, which has been central to controlling outbreaks in other settings, has been highly limited in Florida. State Rep. Rene Plasencia, a Republican representing parts of Orange County and Brevard County, said not a single family member or friend sickened by the virus has been contacted by the health department. 

With the virus tearing through urban centers, “we’re at a point where I don’t even know how you would do contact tracing anymore,” Plasencia said.

The lesson of the pandemic for Florida, said Charles Lockwood, dean of the University of South Florida’s College of Medicine, was, “Never declare victory until the referee blows the whistle.” When the wave of cases predicted this spring did not initially crash down on the state, Tampa General Hospital and the University of South Florida used the time to order ventilators and stockpile personal protective equipment, Lockwood said. 

Meanwhile, steps he suggested to health officials in his county were not acted upon, including a recommendation to use cellphone technology to track at-risk patients and encouragement to stand up a more robust system of contact tracing. In both instances, he said, local health officials indicated they were constrained because these were functions controlled in Tallahassee, the state capital. The health administrator in Hillsborough County, Douglas Holt, declined to be interviewed. 

Efforts to offer advice on contact tracing at the state level were rebuffed as well, according to experts involved in the response. Hladish, the infectious-disease researcher, said he and other specialists had tried to raise the subject during one of their calls with department staff but were told contact tracing was handled by a different team. 

“We were told that they were too busy to talk,” he said. 

Even health department staff were constrained in the nature of the advice they could offer, according to multiple state health officials stationed in counties, who spoke on the condition of anonymity because they were not authorized to discuss the ongoing response. They said conversations with stateofficials have recently included reminders that they were not authorized to advise school districts about whether to reopen, but simply to “provide them with information,” as one official put it. 

These officials said calls that once occurred daily with Rivkees, the surgeon general, have been scaled back to three times a week. Rivkees, a pediatrician whose specialty is not epidemiology or disease surveillance, was escorted out of a news conference in April after saying Floridians may have to practice social distancing and wear masks for up to a year, a prediction at odds with statements from DeSantis and Trump. 

Some of his top staff have left the department mid-pandemic.

The administrator of the department’s surveillance section left in March for a job at Pfizer. Rebekah Jones, who had been managing the department’s public-facing data portal, was dismissed in May after a dispute over changes to the dashboard, which she said were designed to hide relevant information. State officials, who accused Jones of “insubordination,” said the changes were aimed at increased accuracy. Scott Pritchard, who headed the department’s investigations unit, left last month. He informed his team he was leaving on the day DeSantis announced plans to reopen schools at “full capacity,” according to people familiar with the matter. 

Pritchard, who did not respond to a request for comment, then left the state altogether. 

– – –

DeSantis has left Florida for the White House numerous times during the pandemic. 

At an April briefing in the Oval Office, Trump offered to hold the governor’s foam display boards as DeSantis detailed how Florida had corralled the coronavirus better than almost any other state. 

“Everyone in the media was saying Florida was going to be like New York or Italy, and that has not happened,” DeSantis said.

The number of confirmed coronavirus cases in Florida now eclipses New York’s caseload by more than 3,300. Florida has at least 168,000 more cases than Italy, a country with about three times the state’s population. 

DeSantis joined Trump for a White House event on drug pricing Friday, when the state recorded 12,444 new cases of the virus and 136 deaths. 

DeSantis was a little-known congressman in the first half of the Trump administration who made a name for himself with appearances on Fox News denouncing the investigation into Russian interference in the 2016 election. 

He netted the president’s endorsement in the 2018 Republican gubernatorial primary, riding it all the way to the governor’s office. 

“What’s the old phrase – dance with the one who brought you,” said Gary Farmer, the incoming Florida Senate minority leader. “That’s what he’s doing. His political fortune in becoming governor was not just closely tied, but almost exclusively tied, to the Donald Trump train.” 

Trump feels bonhomie with DeSantis, likes having him in the Oval Office and regularly speaks with him on the phone, even though many around the president do not trust the governor, people familiar with the matter say. DeSantis also regularly consults with Brad Parscale, the president’s recently deposed campaign manager.

Florida’s intimal ability to skirt the worst effects of the virus was a boon for DeSantis and for Trump: The governor’s aggressive efforts to jump-start his economy were right out of Trump’s playbook, perceived at the time as a benefit in the battleground state. Administration officials regularly sent reports and others clips of DeSantis bragging about Florida not having cases early in the outbreak, to argue that many states were overreacting, and at times, that seasonal heat could cure the virus.

Now, with the virus spreading uncontrolled in Florida, former health officials think DeSantis has joined the president in seeking to manage expectations about its consequences rather than formulate a plan to bring it under control. 

“They keep hoping it’s going to go away by itself,” said Richard Hopkins, an epidemiologist who spent 19 years at the Florida Department of Health. “I don’t know what’s going on – whether they’re afraid that they will get primaried by someone to their right if they take appropriate public health action.”

Approval of DeSantis’s handling of the pandemic has fallen by double digits since April, when 50 percent of registered voters in Florida backed the governor’s approach. Now, 38 percent of residents approve of his response, while 57 percent disapprove, according to a Quinnipiac University poll released Thursday.

The return this summer to crisis conditions has felt like whiplash for front-line workers.

In June, employees at the six-hospital Memorial health care System based in Hollywood, Fla., thought they had dodged a wave of coronavirus patients that threatened to overwhelm their hospitals.

Exhaling workers began to dismantle surge areas from auditoriums and classrooms that had been converted into treatment areas. But it was premature. By the end of the month, covid-related hospitalizations had begun to soar, said the system’s chief medical officer, Stanley Marks.

“We converted them back,” Marks said. “By early July we again were in full emergency mode.”

Darlene Dempsey, a nurse at the good Samaritan Medical Center in West Palm Beach and a lifelong Republican, said she could no longer support Trump or DeSantis, both of whom had chosen to “gaslight nurses” instead of using the time in March and April to ramp up production of medical equipment and develop a testing plan. 

“The fairy tales about all being under control are nonsense,” she said. “Our government has failed us.”