เทรนด์ FemTech เอาใจสาวยุคใหม่ใส่ใจสุขภาพ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/404408?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

เทรนด์ FemTech เอาใจสาวยุคใหม่ใส่ใจสุขภาพ

16 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
อินโนสเปซ,เทรนด์ FemTech,สุขภาพ
เปิดอ่าน 135 ครั้ง

เทรนด์ FemTech เอาใจสาวยุคใหม่ใส่ใจสุขภาพ คอลัมน์…  อินโนสเปซ โดย…  บัซซี่บล็อก

เพราะเทคโนโลยีไม่ใช่แค่เรื่องของผู้ชาย จึงเป็นที่มาของการสรรค์สร้างนวัตกรรมเพื่อผู้หญิง หรือ “เฟมเทค (FemTech : Female Technology)” อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ เทคโนโลยีที่ช่วยดูแลสุขภาพของผู้หญิง ซึ่งนับตั้งแต่ปีนี้ไปจะยิ่งทวีความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากความสนใจของนักลงทุนที่พร้อมเทใจและเทเม็ดเงิน มาให้กับสตาร์ทอัพในสาขานี้ ต้องยอมรับว่าประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับสุขภาพของผู้หญิง มีความเป็นลักษณะเฉพาะ ซึ่งแม้กระทั่งผู้หญิงด้วยกันเอง ในช่วงวัยที่แตกต่าง หรือสถานภาพที่แตกต่าง อย่างเช่น สาวโสด แต่งงานแล้ว กำลังตั้งครรภ์ หรือหลังคลอด ก็จะมีความจำเพาะเจาะจงของปัญหาสุขภาพที่แยกย่อยลงไปอีก

เว็บไซต์นิตยสารฟอร์บส์ ได้เผยแพร่บทความคาดการณ์ตัวเลขเงินลงทุนที่จะไหลสู่เทคโนโลยีในกลุ่มนี้ว่า คงแตะหลัก 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2563 ตามแนวโน้มความต้องการนวัตกรรมสุขภาพสำหรับผู้หญิงซึ่งเป็นประชากรครึ่งหนึ่งของโลก ด้วยขนาดตลาดที่ใหญ่ระดับนี้ จึงเข้าตานักลงทุนยุคใหม่ที่ต้องแข่งกันหาธุรกิจใหม่ๆ และแตกต่างเข้ามาอยู่ในพอร์ตการลงทุน เมื่อปี 2561 ที่ผ่านมา จึงเห็นตัวเลขเงินทุนจำนวนสูงถึง 650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตขึ้น 7 เท่า เมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อนหน้า

เทรนด์นี้ยังไปเข้าตาบริษัทเทคโนโลยีที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดของโลกอย่าง แอปเปิ้ล ที่เริ่มชิมลางพัฒนาบริการด้านนี้มาตั้งแต่ปี 2557 ในชื่อบริการ HealthKit ที่ยังไม่ครอบคลุมทุกปัญหาสุขภาพของสาวๆ จนในที่สุดพัฒนาเป็นแอพการติดตามรอบเดือน (cycle tracking app) สำเร็จ และเปิดตัวไปเมื่อเดือนมิถุนายนปีนี้ โดยติดตั้งอยู่ในไอโฟน และแอปเปิ้ลวอทช์ อีกทั้ง ยังมีแผนทำงานร่วมกันในระยะยาวกับสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐ และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เพื่อนำข้อมูลที่จัดเก็บได้จากแอปเปิ้ลวอทช์ มาต่อยอดสู่นวัตกรรมด้านบริการสุขภาพในอีกหลายๆ เรื่องที่ผู้หญิงใส่ใจ

เมื่อไม่นานนี้ ในบทความของเว็บไซต์ http://www.bangkokbankinnohub.com ก็ฉายภาพความน่าสนใจของ FemTech ว่า สำหรับแวดวงผู้ประกอบการ ผู้หญิงคือกลุ่มเป้าหมายใหญ่ที่มีกำลังซื้อและได้รับการให้ความสำคัญเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประชากรเพศหญิงมีอายุเฉลี่ยสูงกว่าเพศชาย จึงคาดการณ์กันว่าภายในปี 2568 จะมีมูลค่าตลาด FemTech พุ่งสูงถึง 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแปรผันโดยตรงกับการเติบโตของจำนวนประชากรเพศหญิงที่มีกำลังซื้อเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก

โดยระหว่างปี 2558-2561 มีบริษัทสตาร์ทอัพด้าน FemTech จำนวนมากได้รับเงินทุนสนับสนุนจากสถาบันการเงินในยุโรปรวมกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำไปวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ทั้งในรูปแบบของสิ่งประดิษฐ์ ผลิตภัณฑ์ บริการ แอพพลิเคชัน หรือแม้แต่ขั้นตอนในการวินิจฉัยโรคของผู้ป่วยเพศหญิง ซึ่งจะช่วยดูแลทุกแง่ทุกมุมในด้านสุขภาพของผู้หญิง ตั้งแต่เรื่องที่ใกล้ตัวสาวๆ มากที่สุดอย่างวันนั้นของเดือน การให้คำแนะนำเพื่อการตั้งครรภ์ รวมไปถึงการดูแลลูกน้อยสำหรับคุณแม่ยุคใหม่

พร้อมทั้งยกตัวอย่างแอพที่น่าสนใจ ได้แก่ แอพช่วยวางแผนครอบครัว Apricity ที่ใช้เทคโนโลยี AI มาช่วยเพิ่มโอกาสในการมีบุตรให้กับผู้ใช้งาน แอพของ Elvie สตาร์ทอัพของอังกฤษ ที่พัฒนาขึ้นตอบโจทย์คุณแม่มือใหม่ คอยอยู่เคียงข้างตั้งแต่ก่อน-หลังคลอดด้วยคลังความรู้ต่างๆ อีกทั้งประดิษฐ์เครื่องปั๊มนม Elvie Pump ที่ทำงานเชื่อมต่อกับแอพ Elvie Pump ช่วยให้คุณแม่ติดตามคุณภาพการปั๊มนมของตัวเองได้แบบเรียลไทม์ หรือแม้กระทั่ง ผลิตภัณฑ์ผ้าอนามัยจากสตาร์ทอัพ Daye ที่จะช่วยให้สาวๆ ผ่านช่วงนั้นของเดือนไปได้ง่ายขึ้น เพราะสารสกัดจากพืชที่ช่วยลดอาการปวดท้องทั้งยังผลิตจากวัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

ทางด้านสำนักวิจัยของบีบีซี (BCC Research) เกาะติดเทรนด์เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพของผู้หญิงด้วยเช่นกัน โดยนักวิเคราะห์ได้รวบรวมข้อมูลตัวเลขน่าสนใจต่างๆ พบว่า แต่ละปีมีการทุ่มทุนสำหรับผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม FemTech จำนวนสูงถึงราว 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลาดสินค้าดูแลสุขอนามัยสำหรับผู้หญิงรักษาระดับมูลค่าที่ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2558 และเมื่อปี 2560 บริษัทด้าน FemTech สามารถระดมทุนได้ทะลุหลักพันล้านดอลลาร์สหรัฐไปแล้ว

สำหรับตลาดลูกค้าเป้าหมายสำคัญของนวัตกรรมด้านนี้ แน่นอนว่าคือ สาวๆ ในเอเชีย ซึ่งมีความพร้อมซื้อมากกว่าจะมีบทบาทเป็นผู้สร้างนวัตกรรม อย่างไรก็ตาม มีการจับตามองประเทศจีนว่า สาวๆ รุ่นใหม่ของจีนมีโอกาสอย่างมากที่จะเข้าสู่ตลาดในเทรนด์ใหม่นี้ จากแรงผลักดันของรัฐบาลจีนที่มุ่งกระตุ้นให้ผู้หญิงเข้ามามีบทบาทในฐานะผู้ประกอบการยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ บีบีซี ยังได้จัดอันดับ 5 โอกาสมาแรงของ FemTech ที่จะมาสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ให้แก่ตลาดสุขภาพผู้หญิง ได้แก่ 1.ช่วยให้ผู้หญิงที่อาศัยตามพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงการดูแลสุขภาพได้ ทั้งในด้านการรักษาและคำแนะนำด้านการดูแลสุขภาพ เริ่มมีการพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถให้คำวินิจฉัยและการรักษากับคนในพื้นที่ห่างไกลได้ด้วยการเชื่อมต่อกับผ่านสมาร์ทโฟน มีการพัฒนาแอพหรือคลินิกเสมือนจริงเพื่อเข้าถึงผู้หญิงทุกคนถึงบ้าน แทนที่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางมายังสถานพยาบาล

2.ผู้หญิงสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อบริหารจัดการสุขภาพของตัวเองได้ ส่วนใหญ่แล้วผู้หญิงมีอายุขัยเฉลี่ยสูงกว่าผู้ชาย ดังนั้นต้นทุนที่ตามมาก็คือ ค่าใช้จ่ายด้านดูแลสุขภาพก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย การมีนวัตกรรมดูแลสุขภาพใหม่ๆ ที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้หญิงสามารถดูแลหรือบริการจัดการเรื่องสุขภาพของตัวเองได้ในระดับหนึ่ง จะช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในหลายๆ เรื่อง 3.สุขภาพดิจิทัลสามารถเปลี่ยนแปลงพื้นฐานของอนามัยการเจริญพันธุ์ (reproductive health) โดยเฉพาะในเรื่องสำคัญของผู้หญิง อย่างเช่น การมีบุตร การดูแลครรภ์ และอนามัยของแม่

4.ช่วยสร้างแนวป้องกันโรคเรื้อรังที่มักเกิดในผู้หญิง (female-specific chronic diseases) มีหลายแอพพลิเคชั่นที่ช่วยสร้างความตระหนัก ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ การจัดการระบบยา และการคัดกรองเพื่อวินิจฉัยโรค แอพพลิเคชั่นเหล่านี้ช่วยให้ผู้หญิงจำนวนมากสามารถคัดกรองและตระหนักถึงปัญหาสุขภาพได้แต่เนิ่นๆ และ 5.ปรับปรุงภาวะด้านสุขภาพโดยรวมและเพิ่มความมีสุขภาพดีให้กับผู้หญิง เนื่องจาก FemTech ช่วยยกระดับการดูแลสุขภาพให้กับผู้หญิงหรือผู้ป่วยแต่ละรายได้แบบเฉพาะบุคคล (เพอร์ซันนัลไลซ์) ขณะที่ความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีอย่างเช่น ปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูล ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพของการคัดกรองและวินิจฉัยโรค เป็นต้น

New device could help us all breathe easier

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/edandtech/30379394?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

New device could help us all breathe easier

Dec 13. 2019
By The Nation

81 Viewed

A researcher at Suranaree University of Technology (SUT) this week successfully demonstrated the prototype of a pm2.5 dust eliminator using ions and a negative electric change, which could soon be installed in communities.

Assoc Prof Anan Thongraya, vice-chairman of the university’s technology research and development department, said that the prototype works like the closed-area air purifier but has been redesigned for use in the open air with reduced power consumption,

Chief of the research centre, Prof Dr Chanchai Thongsopa, revealed that this PM 2.5 dust eliminator uses the principle of releasing negative charges generated from tens of thousands of volts in a 220-voltage circuit with direct current voltage of approximately 35,000 volts, 18 mA high voltage, low current, and a high voltage of 35,000 volts to send electric ions into the air through the pointed end of the copper plate to capture PM2.5 dust particles. This will neutralise dust particles leaving only clean air without dust and smoke behind.

The prototype measures 120 cm x120 cm x120 cm and costs Bt200,000 per device. It can eliminate dust up to 100,000 micrograms an hour equal to the efficiency of a medium-sized tree in a total area of about 9 square metres with an average electricity cost of Bt1.50 per hour.

The innovation will help prevent dust and reduce the risk of respiratory failure and allergies, saving health costs. The team is hoping to install the device in urban communities and is now discussing possible locations with the relevant authorities.

ไขข้อกังวลใจ การเก็บข้อมูลส่วนบุคคล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/402893?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

ไขข้อกังวลใจ การเก็บข้อมูลส่วนบุคคล

9 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
การเก็บข้อมูลส่วนบุคคล,อินโนสเปซ,อี-คอมเมิร์
เปิดอ่าน 117 ครั้ง

ไขข้อกังวลใจ การเก็บข้อมูลส่วนบุคคล คอลัมน์…  อินโนสเปซ  โดย…  บัซซี่บล็อก

จำได้ว่าช่วงปลายปี 2561 หนึ่งในหัวข้อข่าวที่ยึดครองพื้นที่สื่อทั้งดั้งเดิม และสื่อใหม่มาแรงอย่างออนไลน์ และโลกโซเชียล ก็คือ พ.ร.บ.การรักษาความปลอดภัยมั่นคงไซเบอร์ พ.ศ.2562 และ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ที่สามารถฝ่าแรงต้านและกระแสความไม่เข้าใจมาได้ทีละด่าน ตั้งแต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวาระแรกก่อนส่งท้ายปี มาสู่วาระ 2 และ 3 ในปีนี้ จนประกาศในราชกิจจจานุเบกษา เมื่อพฤษภาคม 2562 ในโอกาสเกือบครบรอบ 1 ปีของการเกาะติด 2 กฎหมายสำคัญในยุคดิจิทัลนี้ มาตามความเคลื่อนไหวในสนามจริงของการบังคับใช้ โดยเฉพาะในส่วนของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งถือเป็นเรื่องใกล้ตัวเราทุกคน

โดยในเวทีเสวนา “ไขข้อกังวลใจ ความเชื่อมั่นการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล คำยืนยันจากภาครัฐและภาคธุรกิจ” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัมมนา “Cyber Security and Data Privacy 2020 ธุรกรรมปลอดภัย ประชาชนมั่นใจข้อมูลไม่รั่ว” ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(กมธ.ดีอี) สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) สมาคมส่งเสริมและพัฒนาความรู้เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคไทย และนิตยสาร CIO World&Business เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการเชิญผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิทั้งจากภาครัฐ ธนาคาร ประกันภัย และเอกชนรายใหญ่เข้ามาแลกเปลี่ยนมุมมอง

หนึ่งในความน่าสนใจที่อยากหยิบยกขึ้นมาบอกเล่า ก็คือ มุมมองจากผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ระดับโลก เพราะต้องยอมรับว่า ปัจจุบันคนไทยจำนวนมากเสพติดการช้อปปิ้งออนไลน์ ด้วยความที่ซื้อง่าย-ขายคล่อง-จ่ายเงินสะดวกผ่านโทรศัพท์มือถือที่อยู่ติดตัวแทบ 24 ชั่วโมง ส่งผลให้ประเทศไทย กลายเป็นตลาดอีคอมเมิร์ซที่โต “แรง” สุดในอาเซียน และคาดว่าสิ้นปี 2562 ตัวเลขการโตจะทะยานถึง 12% มูลค่า 3.2 ล้านล้านบาท ขณะที่ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) ก็บอกอีกว่า ที่ผ่านมาก็เห็นตัวเลขผลการสำรวจมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่อง ระหว่าง 8-10% ต่อปีมาโดยตลอด

ความเฟื่องฟูของอีคอมเมิร์ซ ในอีกมุมหนึ่งก็คือ การที่ประชาชนคนซื้อสินค้าออนไลน์อย่างเราๆ ต้องยอมให้ข้อมูลส่วนตัวหลายๆ อย่างกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซนั่นเอง

นายกิตติพงษ์ หยู รองประธานอาวุโสฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท ลาซาด้า (ประเทศไทย) จำกัด หนึ่งในบริษัทผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ระดับโลก ได้คลายข้อกังวลใจให้กับนักช็อปออนไลน์ผ่านเวทีเสวนาฯ ว่า การเก็บข้อมูลของผู้ซื้อ จะจัดเก็บแต่ข้อมูลที่จำเป็นเท่านั้น โดยก่อนที่ลูกค้าจะสมัครเข้ามาบนแพลตฟอร์มของลาซาด้า ก็มีการแจ้งลูกค้าก่อนอยู่แล้วว่า ข้อมูลที่จะเก็บมีอะไรบ้าง และจะนำไปใช้ทำอะไร ซึ่งจะเก็บแต่ข้อมูลจำเป็น อย่างเช่น ชื่อ ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ เพราะต้องใช้เพื่อให้สามารถจัดส่งสินค้าไปถึงมือผู้รับปลายทาง ทำให้เกิดธุรกรรมการขายของออนไลน์ มิเช่นนั้นก็จะติดต่อกันระหว่างผู้ซื้อ/ผู้ขายไม่ได้ ซึ่งถือเป็นแนวทางปฏิบัติทั่วไปของผู้ประกอบการในธุรกิจนี้

นอกเหนือจากข้อมูลข้างต้น ก็อาจมีข้อมูลอื่นๆ ได้แก่ ข้อมูลพฤติกรรมบางส่วนของลูกค้า เพื่อที่ว่าเมื่อลูกค้าเข้ามาใช้บริการบนลาซาด้า ก็จะได้เห็นสินค้าที่ต้องการซื้อมากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าผู้หญิงก็อยากเห็นสินค้าหมวดเครื่องสำอางมากกว่าเมื่อเทียบกับลูกค้าผู้ชาย เป็นต้น เพื่อให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงข้อมูลที่มองหาจริงๆ และได้รับประสบการณ์ช็อปปิ้งออนไลน์ที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละบุคคล

ที่ผ่านมา ผู้ให้บริการอี-คอมเมิร์ซส่วนใหญ่ ก็จะมีการมาตรการขอความยินยอมจากลูกค้าในการจัดเก็บข้อมูลข้างต้นอยู่แล้ว ส่วนกรณีที่มีการเก็บข้อมูลเพิ่มเติม หรือมีการเปลี่ยนนโยบายต่างๆ ก็จะมีการแจ้งให้ลูกค้าทั้งปัจจุบันและลูกค้าใหม่รับทราบ

ส่วนกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่มีการประกาศออกมา เมื่อเปรียบเทียบกับนโยบายที่ทำอยู่แล้ว ไม่ต่างกันเท่าไร แต่ทั้งนี้ก็ได้จัดตั้งทีมเพื่อดำเนินการให้สอดคล้องกับกฎหมาย

อีกมุมมองน่าสนใจจากเวทีเดียวกัน เป็นของ ไมเคิล เชน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บัซซี่บีส์ จำกัด ผู้ทำธุรกิจการจัดเก็บข้อมูล ด้วยฐานธุรกิจที่เป็นผู้ให้บริการชั้นนำสำหรับแพลตฟอร์ม ซีอาร์เอ็ม พรีวิลเลจ ที่มีแบรนด์ต่างๆ เข้ามาใช้บริการเพื่อเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายด้วยการตลาดดิจิทัลอย่างมีประสิทธิผล

“จากประสบการณ์เท่าที่ดูสาระกฎหมาย และเป็นผู้ใช้งาน ปัจจุบันเรามีข้อมูลกว่า 60 ล้านคน หรือเกือบเท่าจำนวนประชากรในประเทศไทย พบว่าที่น่ากลัวมากสุดคือ แฮ็กเกอร์ที่เป็นคนใน ไม่ใช่บุคคลภายนอก เพราะหลายองค์กรคนที่มีสิทธิ์เข้าไปดูข้อมูลก็คือ บุคลากรที่รับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน ทำอย่างไรไม่ให้คนเหล่านั้นเอาข้อมูลออกไปจากระบบได้ ขณะที่ การป้องกันภายนอกมักมีระบบป้องกันความปลอดภัยข้อมูลกันอย่างเข้มแข็ง”

เขาบอกด้วยว่า ตัวเองไม่ได้โฟกัสไปที่เรื่องกฎระเบียบการกำกับดูแลเท่าไหร่ เพราะโลกโซเชียลทุกวันนี้ อย่างเช่น เฟซบุ๊ก ลูกค้าทุกคนต้องยอมรับเงื่อนไขการใช้บริการ เพื่อจะใช้เฟซบุ๊กต่อได้ฟรี โดยที่แทบไม่มีผู้ใช้งานรายใดเข้าไปอ่านรายละเอียดก่อนกดคลิกรับเงื่อนไข ขณะที่ เฟซบุ๊ก ก็มีรายได้หลักจากค่าโฆษณา ดังนั้น ย่อมจำเป็นที่ต้องขายข้อมูลไปให้ธุรกิจเหล่านั้น รวมทั้งแทบทุกธุรกิจและบริการในไทย ลูกค้าก็จำเป็นต้องมีการให้ข้อมูลส่วนตัวเพื่อการใช้บริการนั้นๆ เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น บริการทางการเงิน หรืออื่นๆ

ขณะที่ กัลยา รุ่งวิจิตรชัย ประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร บอกเล่าถึงการให้ความสำคัญกับการจัดสัมมนาครั้งนี้ว่า ต้องการสร้างความตระหนักในเรื่องนี้ให้เกิดในวงกว้าง ทั้งนี้จากรายงาน Global Risks Report 2019 ของ World Economic Forum นั้น การโจมตีทางไซเบอร์และการจารกรรมข้อมูลถูกจัดอันดับให้อยู่ 1 ใน 5 อันดับแรกของความเสี่ยงทั่วโลก ซึ่งถือเป็นความท้าทายต่อเศรษฐกิจ ธุรกิจ ความมั่นคงของประเทศชาติ เสถียรภาพระหว่างประเทศ ความเป็นส่วนตัว และโอกาสการจ้างงาน

นอกจากนี้ ในการจัดอันดับ Global Cyber Security Index 2018 (GCI) หรือดัชนีความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์โลก โดย ITU ยังพบว่า ประเทศไทยมีความพร้อมอยู่ในอันดับที่ 35 ซึ่งลดลงจาก 2 ปีก่อนหน้า ที่อยู่ในอันดับที่ 20 โดยที่ในหลายๆ ประเทศได้มียุทธศาสตร์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ มีแผนในระดับชาติ มีการจัดตั้งทีมรับมือและกฎหมายเฉพาะเพื่อต่อต้านภัยคุกคามทางไซเบอร์

ย่านนวัตกรรม กับสมาร์ทซิตี้ ไทยแลนด์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/401545?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

ย่านนวัตกรรม กับสมาร์ทซิตี้ ไทยแลนด์

วันที่ 2 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
สมาร์ท ซิตี้,นวัตกรรม
เปิดอ่าน 125 ครั้ง

ย่านนวัตกรรม กับสมาร์ทซิตี้ ไทยแลนด์ คอลัมน์…  อินโนสเปซ โดย…  บัซซี่บล็อก 

หลายปีที่ผ่านมา คนไทยคงเริ่มคุ้นหูมากขึ้นเรื่อยๆ กับคำว่า “สมาร์ท ซิตี้” หรือเมืองอัจฉริยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลชุดปัจจุบันโหมโปรโมทโครงการพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เชื่อมโยง 3 จังหวัดที่มีรอยต่อถึงกัน ได้แก่ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา หวังปั้นเป็นเขตลงทุนไฮเทคและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ดึงดูดเงินทุนจากประเทศใหญ่ๆ เข้าสู่ผืนแผ่นดินไทย

แต่อีกคำหนึ่งซึ่งมีความเกี่ยวข้องสำคัญกับการสร้าง หรือความสำเร็จของความเป็นเมืองอัจฉริยะ ก็คือ “ย่านนวัตกรรม (Innovative District)” ในวันนี้อาจยังเป็นที่รู้จักอยู่ในวงจำกัด สวนทางกลับ “การขยายตัว” จนเข้ามาอยู่ใกล้ตัวหลายๆ คน เป็นพื้นที่นวัตกรรมแหล่งรวมเทคโนโลยีและไอเดีย ที่จะแปลงเทคโนโลยีเข้ามาสู่การอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน การกระตุ้นเศรษฐกิจ การยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้ ใช้บริการได้

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีการพัฒนาย่านนวัตกรรมแล้ว 15 แห่ง ครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ และเมืองหลักๆ ในภูมิภาค ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นตัวเลขที่น่าพอใจ เมื่อพิจารณาถึงการทำงานด้านนี้ในช่วงเพียงราว 3 ปี ขณะที่ ตัวเลขรวมจำนวนย่านนวัตกรรมทั่วโลก จากรายงานของสถาบันย่านนวัตกรรมโลก (The Global Institute on Innovation Districts) ระบุว่ามีมากกว่า 100 แห่ง สัดส่วนหลักๆ อยู่ในสหรัฐอเมริกา และยุโรป ขณะที่ ในเอเชีย ก็พบว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้น จุดสำคัญของความเป็นย่านนวัตกรรมก็คือ แม้เป็นพื้นที่รวมความเป็นไฮเทค แต่จะออกแบบให้สอดคล้องไปกับบริบทและข้อได้เปรียบเชิงพื้นที่แตกต่างกันไป เพราะนั่นคือ หัวใจความสำเร็จที่ยั่งยืนที่จะเอื้อให้เกิดการต่อจิ๊กซอว์สู่ความเป็นเมืองอัจฉริยะได้อย่างสมบูรณ์

งาน “ASA Real Estate Forum 2019” ซึ่งจัดโดยสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ASA) เมื่อเร็วๆ นี้ ก็ได้มีการพูดถึงแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาย่านนวัตกรรมของประเทศไทย โดยมองว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ “ต้องมี” สำหรับไอเดียออกแบบเมืองยุคใหม่ ที่จะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาเมืองแห่งอนาคตที่มีความยั่งยืนและเป็น “เมืองเพื่อทุกคน (Cities for All)” ซึ่งคือเป้าหมายสูงสุดของแนวคิดการสร้างเมืองอัจฉริยะ

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือเอ็นไอเอ กล่าวว่า การจะทำให้เมืองเป็นของทุกคนในทุกระดับได้จริงๆ ต้องมีการสร้างสรรค์ร่วมกัน โดยเริ่มทำงานผ่านแนวคิดการพัฒนาเพื่อชุมชน เพื่อสังคม นำร่องตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว ด้วยโครงการพัฒนาย่านนวัตกรรม (Innovation District) เป็นการทำนวัตกรรมเชิงพื้นที่ (Area-based Innovation) โดยนำนวัตกรรมแทรกซึมเข้าไปในโครงสร้างพื้นฐาน ช่วยในการออกแบบ ช่วยในการบริโภคได้คุ้มค่า นวัตกรรมแบบไหนควรอยู่ในเมืองแบบนั้น และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม ถ้าทำให้เกิดขึ้นได้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบทด้วย

ปัจจุบัน เอ็นไอเอ เข้าไปสนับสนุนการพัฒนาย่านนวัตกรรมแล้ว 15 แห่ง แบ่งเป็น ในกรุงเทพฯ มีย่านนวัตกรรม 8 แห่ง ได้แก่ ย่านนวัตกรรมโยธี ศูนย์รวมความรู้ด้านการแพทย์, ย่านนวัตกรรมปทุมวัน ศูนย์กลางผู้ประกอบการทุกระดับ, รัตนโกสินทร์ ศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, กล้วยน้ำไท ศูนย์กลางธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ มัลติมิเดีย และดิจิทัล, คลองสาน ศูนย์กลางความรู้เพื่อชุมชนสู่ความเจริญในอนาคต, ปุณณวิถี ศูนย์กลางดิจิทัลและไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่, ลาดกระบัง ศูนย์รวมคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ และบางซื่อ ศูนย์กลางด้านสมาร์ทลิฟวิ่ง-สมาร์ทเวิร์คกิ้ง

ในพื้นที่อีอีซี มีย่านนวัตกรรม 4 แห่ง ได้แก่ อู่ตะเภา-บ้านฉาง เป็นย่านการศึกษาและเมืองมหาวิทยาลัยที่ทันสมัย รวมถึงแหล่งที่อยู่อาศัยที่น่าอยู่ในอนาคต (Smart Learning and Living) กำหนดกรอบการพัฒนาธุรกิจในย่านและนวัตกรรมที่ต้องการ, ศรีราชา อนาคตแห่งย่านนวัตกรรมเชิงนิเวศ พื้นที่สำหรับการอยู่อาศัยและทำงานในความรื่นรมย์ มีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา สร้างความร่วมมือสนับสนุนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่, พัทยา ย่านนวัตกรรมเมืองน่าอยู่ น่าทำงานและน่าใช้ชีวิตสำหรับนวัตกรชาวไทย และบางแสน เมืองต้นแบบการบริหารจัดการเมืองที่ทันสมัย

ส่วนในภูมิภาคต่างๆ มี 3 ย่านนวัตกรรม ได้แก่ ย่านนวัตกรรมเชียงใหม่, ย่านนวัตกรรมขอนแก่น และย่านนวัตกรรมภูเก็ต ซึ่งล้วนแต่เป็นหัวเมืองหลักของแต่ละภาค

นายสุขสันติ์ ชื่นอารมย์ หัวหน้าศูนย์วิจัย งานสร้างสรรค์และออกแบบ สภาพแวดล้อม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า แก่นของเมืองอัจฉริยะ (สมาร์ทซิตี้) คือ การเอาเทคโนโลยีดีที่สุดในยุคนั้นเข้ามาใช้ ต้องมีการบริหารจัดการให้เหมาะสมกับบริบทแต่ละยุค อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีมีผลกับสมาร์ทซิตี้ ก็คือ อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงค์ส (ไอโอที) โครงสร้างพื้นฐานในสมาร์ทซิตี้ที่ต้องมีคือ Fiber of Things เป็นเครื่องอำนวยความสะดวกที่เป็นรากฐานของเมืองยุคใหม่ เอาระบบต่างๆ มาเชื่อมโยงด้วยการสื่อสารไร้สาย เป็นเมืองที่มีระบบเซ็นเซอร์ จัดเก็บข้อมูลทุกอย่างที่ไหลเข้ามาอยู่ในโครงข่าย/ระบบ และต่อยอดมาใช้บริหารจัดการ เพื่อตอบรับเป้าหมายการใช้เทคโนโลยียกระดับคุณภาพชีวิตคนในเมือง

“โครงสร้างพื้นฐานข้างต้นถือเป็น hard infrastructure ที่ทำหน้าที่ช่วยรวบรวมข้อมูลของเมือง และต่อจากนั้นคนในเมืองต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสมาร์ท ซิตี้ โดยที่มีคนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา ขณะที่ ย่านนวัตกรรม เปรียบเสมือนกลไกที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ”

ทั้งนี้ เขายกตัวอย่าง กล้วยนำไท อินโนเวที อินดัสตรี ดิสทริกต์ (KIID) หรือกล้วยน้ำไทโมเดล ซึ่งมหาวิทยาลัยกรุงเทพร่วมกับสำนักนวัตกรรมแห่งชาติ (เอ็นไอเอ) เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ของการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่รวบรวมอยู่ใน Data Platform จากพื้นที่โดยครอบคลุมพื้นที่อยู่อาศัยกว่า 3 ล้านตารางเมตร และพื้นที่จ้างงานหลักล้านตารางเมตร มีองค์ประกอบสำหรับการสร้างระบบนิเวศเชิงนวัตกรรม ทั้งคลัสเตอร์อุตสาหกรรม ผู้ประกอบการสื่อ มีสถาบันการศึกษาเป็นแหล่งความรู้

10 gifts for tech fans

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/edandtech/30378804?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

10 gifts for tech fans

Nov 27. 2019
By The Washington Post · Heather Kelly ·

749 Viewed

Everyone loves getting a bit of technology for the holidays, whether it’s something futuristic for early adopters or a simple but useful gadget for novices.

– – –

For the minimalist music lover

Ikea: Symfonisk Table Lamp with WiFi Speaker

This may look like your typical Ikea lamp, but it’s actually a Sonos WiFi speaker. You can stream music from services such as Spotify or Pandora, and two lamps can be used together to create stereo sound.

– – –

For the nostalgic gamer

Sega: Genesis Mini

People love nostalgia and cute portable things. This miniature version of the classic gaming system connects to a monitor or TV and has two wired controllers to play old-school games such as Sonic the Hedgehog and Ecco the Dolphin.

– – –

For the chatty chef

Google: Nest Hub Max

If your loved one is comfortable with an always-on microphone and face detection, this is the best smart display on the market. It shines in the kitchen, where it can show step-by-step recipes or let a baker make a call with messy hands.

– – –

For the fitness buff

Beats: Powerbeats Pro

There is no shortage of wireless in-ear headphones, but anyone who likes to jump or dance or head-bang will need something that holds on for dear life. These headphones combine decent audio quality with a smart over-the-ear design.

– – –

For the binge-watcher

Disney: Disney Plus Streaming Service

There’s a wave of streaming services launching this year, but Disney Plus is the best subscription to give any Star Wars, Marvel or Simpsons fan. It costs less than Netflix and includes features such as unlimited downloading for those extra-long flights.

– – –

For the chic charger

Courant: Catch:3

At first glance the Catch:3 is an attractive catchall tray. But it can do something far fancier than hold your change: The Italian leather tray also charges any device that’s compatible with Qi wireless charging.

– – –

For the photographer who loves prints

HP: Sprocket Portable Photo Printer

This gadget takes the images on your phone and prints them out. It may seem old-school in the era of Instagram, but there’s something deeply satisfying about holding pictures of family members, pets or perfect sunrises in your hand.

– – –

For the audiophile on the go

Bose: Portable Home Speaker

This high-end Bluetooth speaker runs on batteries and can connect to Amazon’s Alexa or Google Assistant. It’s also water-resistant and lightweight (2.34 pounds), so it is ready to take any pool party to the next level.

– – –

For the non-tech-savvy relative

Quarto: Password book

It’s not secure enough for everyone and should be stored in a safe place, but this notebook is a sound option for people who struggle with using password managers or reuse the same password for everything because they can’t remember new ones .

– – –

For the phone addict

Light: Light Phone II

To curb technology overuse, you could activate screen-time settings or move to the woods. Or you could try this petite device, designed to do the basics and little else. You can make calls or send texts, but you can’t check Instagram or email.

ฟอร์ติเน็ตพลิก”เกม”สู่เครื่องมือปั้นนักป้องกันภัยไซเบอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/400479?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ฟอร์ติเน็ตพลิก”เกม”สู่เครื่องมือปั้นนักป้องกันภัยไซเบอร์

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
ภัยไซเบอร์
เปิดอ่าน 114 ครั้ง

ฟอร์ติเน็ตพลิก”เกม”สู่เครื่องมือปั้นนักป้องกันภัยไซเบอร์ คอลัมน์…   อินโนสเปซ  โดย…  บัซซี่บล็อก

สัปดาห์ที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับเลือกจากบริษัท ฟอร์ติเน็ต หนึ่งในบริษัทผู้นำด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ระดับโลก ให้เป็นเวทีประชันฝีมือของบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญด้านนี้จากทั้ง 14 ประเทศทั่วเอเชียแปซิฟิก จำนวนกว่า 150 คน ในหลักสูตรการอบรมวิศวกรขององค์กรพันธมิตรด้านซีเคียวริตี้ในชื่อว่า “APAC NSE xperts Academy” (Asia Pacific Network System Engineer Experts Academy) ซึ่งมีจุดเด่นคือเป็นครั้งแรกที่นำรูปแบบการแข่งขันเกม (Gaming) มาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับแข่งขันเฟ้นหาตำแหน่ง “สุดยอด” ในภูมิภาคนี้

จากรายงานของ Cybersecurity Ventures คาดการณ์ไว้ว่า ปัญหาที่ซับซ้อนและเพิ่มมากขึ้น เมื่อผนวกกับสถานการณ์โดยรวมที่ยังขาดแคลนบุคลากรเก่งๆ ด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ส่งผลให้จะมีตำแหน่งงานว่างในสาขานี้ถึง 3.5 ล้านตำแหน่งงาน ภานในปี 2564 เมื่อดูจากแนวโน้มนี้ถึงเวลาแล้วที่ภาคธุรกิจและองค์กรต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟกต้องวางยุทธศาสตร์แบบ “คิดใหม่ ทำใหม่” เพื่อให้สามารถปกป้องระบบไอทีและรับมือภัยไซเบอร์ได้อย่างแข็งแกร่งและทันท่วงที

นายพีระพงศ์ จงวิบูลย์ รองประธานแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และฮ่องกง แห่งฟอร์ติเน็ต กล่าวว่า รูปแบบการอบรมหลักสูตร APAC NSE xperts Academy มุ่งเน้นว่าเมื่อเรียนรู้แล้วสามารถลงมือแก้ปัญหาจริง แทนที่ผู้เข้ารับการอบรมในหลักสูตรนี้จะเรียนเฉพาะเทคนิค จะมีการเพิ่มการแก้ปัญหาเข้าไป คือ เกม เพื่อให้ใช้ความรู้ทั้งหมดที่เรียนรู้มาแข่งขันกันแก้ไขสถานการณ์โจทย์ปัญหาในเกม เนื่องจากมองว่า “การแข่งขัน” คือกลไกสำคัญกระตุ้นการเรียนรู้และการให้ความรู้แบบครบวงจร

โดยหลักสูตรนี้ใช้เกมเป็นเครื่องมือสอนกลุ่มเป้าหมายที่มีความเชี่ยวชาญในผลิตภัณฑ์ของฟอร์ติเน็ตระดับหนึ่งแล้ว เพื่อให้ยกระดับทักษะและเป็นผู้เชี่ยวชาญเชิงเทคโนโลยีมากขึ้น ผ่านการออกแบบหลักสูตรในรูปแบบของการแข่งขันเกม แพลตฟอร์ม และสถานการณ์ต่างๆ ที่ผู้อบรมต้องคิดแก้ไขตลอดเวลา ซึ่งจะสร้างแรงจูงใจบุคลากรด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ให้อยากพัฒนาตัวเองยิ่งขึ้นไปอีก

เมื่อพันธมิตรได้ออกไปแบ่งปันความรู้ในกลุ่มใหม่ๆ แล้ว สมาชิกในกลุ่มจะได้รับความรู้ใหม่ๆ ไปด้วย จึงส่งให้สังคมไทยสามารถยกระดับกระบวนวิธีการคิดและศักยภาพในเรื่องการป้องกันภัยคุกคามให้สูงขึ้นไปด้วย นอกจากนี้เนื่องจากการอบรมเป็นระดับภูมิภาคมีผู้แข่งขันมาจากนานาประเทศ อาทิ ประเทศมาเลเซีย จีน ฮ่องกง ออสเตรเลีย แบ่งปันประสบการณ์ร่วมกันจึงสามารถช่วยยกระดับความเชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ของวิศวกรไทยให้ทันเท่าเทียมประเทศอื่นในภูมิภาคและทั่วโลกอีกด้วย”

นายเคลวิน ฉั่ว ผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมระบบ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และฮ่องกง ผู้รับผิดชอบในการจัดหลักสูตร APAC NSE xperts Academy กล่าวว่า “ฟอร์ติเน็ตจัด NSE xperts Academy ขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยปีนี้เป็นปีที่ 3 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และประเทศไทยได้รับเลือกเป็นสถานที่จัดงานเป็นครั้งที่ 2 โดยมีผู้เชี่ยวชาญให้การอบรมมาจากฟอร์ติเน็ตในประเทศสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมนี มาเลเซียและสิงคโปร์ มีวิศวกรให้ความสนใจเข้ารับการอบรมจากประเทศในเอเชียแปซิฟิกประมาณ 160 คน โดยมีวิศวกรไทยร่วมด้วย 12 คน

ด้านรูปแบบการแข่งขันจะจัดแบ่งเป็นทีม ทีมละ 2 คน ซึ่งแพลตฟอร์มที่เตรียมไว้รองรับการประลองฝีมือเป็นแพลตฟอร์มที่สนับสนุนให้เกิดการแบ่งปันประสบการณ์ด้านเทคนิคของผู้ร่วมหลักสูตร จากการแข่งขันกับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่างๆ

“โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการตอบแทนสังคมและชุมชนในเรื่องความรู้และเทคนิคใหม่ๆ ด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ตลอดจนทักษะต่างๆ (Skill set) ที่จำเป็นต่อการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ผู้ที่เข้าร่วมแข่งขันจะได้เรียนรู้ชุดทักษะใหม่ๆ จากคู่แข่งที่มาจากประเทศต่างๆ ซึ่งจะช่วยพัฒนาให้พวกเขากลายเป็นมืออาชีพที่เชี่ยวชาญยิ่งขึ้น เพื่อสามารถช่วยเหลือองค์กรรับมือและตอบโต้กับการคุกคามทางไซเบอร์”

ขณะที่รองประธานแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และฮ่องกงของฟอร์ติเน็ต กล่าวด้วยว่า เตรียมนำหลักสูตรจัดอบรมรูปแบบนี้ที่มุ่งพัฒนาผู้ที่เป็นมืออาชีพ มาประยุกต์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสร้างบุคลากรด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้รุ่นใหม่ให้แก่ประเทศไทยด้วย โดยมีแนวทางจะเข้าไปหารือความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวกับภาคการศึกษาในประเทศไทย จัดการเรียนการสอนที่มีการใช้เกม เข้าไปช่วยพัฒนาทักษะด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยจะเป็นอีกกลไกในการสร้างคนเพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนบุคลากรในสาขานี้

“จากเวทีการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรั่ม ครั้งล่าสุด (World Economic Forum 2019) พูดถึงเรื่องการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ว่าจำเป็นต้องมีความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และยังย้ำด้วยว่าการศึกษา (Education) ระบบนิเวศ (Ecosystem) และเทคโนโลยี (Technology) จะเป็น 3 ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันไปสู่การปฏิวัติดังกล่าว หรือการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจดิจิทัล ซึ่งก็ตรงกับวิสัยทัศน์ของฟอร์ติเน็ต ซึ่งมีการทำงานด้านนี้ไปก่อนแล้วและมั่นใจว่ามีความพร้อมเหนือคู่แข่งในปัจจุบันในด้านนี้”

หนึ่งในความท้าทายครั้งใหญ่ที่โลกกำลังจะเผชิญซึ่งมีการระบุบนเวทีประชุมครั้งนี้ มีตำแหน่งงานถึง 800 ล้านตำแหน่ง ซึ่งมีแนวโน้มจะถูกทดแทนด้วยหุ่นยนต์ ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับแรงงานมนุษย์ที่จะพัฒนาทักษะ หรือ skill set ใหม่ๆ ที่จะสร้างโอกาสใหม่ๆ ในโลกของการทำงาน

ผู้บริหารของฟอร์ติเน็ต ได้ยกตัวอย่างในเรื่องการศึกษา ว่าฟอร์ติเน็ตมีการเปิดศูนย์เรียนรู้มากถึง 141 แห่งใน 57 ประเทศ และผลิตบุคลากรที่ได้ใบรับรองแล้วกว่า 300,000 คน อีกทั้งมีการทำหลักสูตรที่เป็น Open Learning ให้คนทั่วไปหรือสถาบันการศึกษาต่างๆ เข้าไปศึกษาหลักสูตรที่เป็น basic security ในหัวข้อที่สนใจผ่านเว็บไซต์ด้วย

Greenlight for Microsoft’s software exports to Huawei

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/edandtech/30378699?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Greenlight for Microsoft’s software exports to Huawei

Nov 24. 2019
By The Nation1,237 Viewed

Microsoft has been allowed to export its software to China’s Huawei, after being granted an licence for mass-market sales by the US government.

“On November 20, the US Department of Commerce granted Microsoft’s request for a licence to export mass-market software to Huawei. We appreciate the Department’s action in response to our request,” a Microsoft spokesman told Reuters via email.

The US Commerce Department said in a statement that it had begun issuing licences for some companies to sell their products to Huawei. However, There was no confirmation on which products have been approved for sales to Huawei.

According to a US official, about half of roughly 300 licence requests have been processed.

However, Huawei is still waiting for a licence allowing Alphabet Google to provide its mobile services to new Huawei models, already on sales in the global market.

Another source said some licences were granted for sales of cell phone components and non-electronic components.

Facebook enters the streamer bidding wars, signs Disguised Toast

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/edandtech/30378655?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Facebook enters the streamer bidding wars, signs Disguised Toast

Nov 23. 2019
By The Washington Post · Gene Park410 Viewed

Famed Hearthstone player Jeremy “DisguisedToast” Wang will be streaming exclusively on Facebook. The social media behemoth has had livestreaming infrastructure since introducing Facebook Live in 2015. While this is Facebook’s first big U.S. contract, it’s already signed on two Spanish-speaking streamers, NexxusHD and Lolito FDEZ.

Wang’s move is the latest in a trend of famous streamers departing the Amazon-owned Twitch site, lured by lucrative contracts in smaller but competing platforms. (Amazon CEO Jeff Bezos also owns The Washington Post.) Tyler “Ninja” Blevins signed to Mixer, and has encouraged others to make similar jumps. Michael “shroud” Grzesiek also moved to Mixer, while Jack “CouRage” Dunlop streams exclusively to YouTube.

Wang teased the move in a tweet Wednesday evening.

Hints came earlier this month when Wang suddenly turned off the ability to donate to him on Twitch, instead asking Twitch users to “use that $5 and sub to a smaller streamer instead.”

Wang isn’t the only large streamer to hint at a new deal. Twitch star Imane “Pokimane” Anys teased she’s also in the process of signing a contract, although no announcements have been made.

For its part, Twitch has been trying to expand its customer and user base beyond gamers.

According to a press release from Facebook, Wang wants to expand his global reach and expand philanthropic efforts. In the same release, Facebook Gaming says its aim is “global in scope,” boasting that it’s home to tens of thousands of gaming creators.

As of October, Twitch owns 75.6% of the streaming market, with Facebook Gaming coming in third with 3.7%, according to a quarterly analytics report from StreamElements.

StreamElements CEO Doron Nir called Facebook’s signing “significant” and yet another sign that video streaming services are going all in to maintain relevance.

“While Mixer and YouTube have both made headlines recently with their own acquisitions, the large untapped market for live streamed content can potentially open the door for all of these platforms to succeed,” Nir said. “Just like how subscription streaming services such as Netflix, Hulu, and Prime Video have carved out their own audiences with original content, there is the same opportunity for gaming video platforms to create a similar landscape around distinct content creators.”

Nir notes that it will likely take years for any emerging streaming platforms to build loyalty and community. In the short-term, Blevins’s deal meant more content on Mixer, but it has yet to bring in new viewers. Signing on big personalities is just one factor in expanding such services.

“This includes pushing hard on product iteration and developing a strong third-party developer ecosystem that brings in creativity, innovation, and new types of audience engagement,” Nir added. “It was attention to these details that enabled Twitch to garner attention from streamers, their fans, and the brands trying to reach them.”

Bank robber accuses police of illegally using Google location data to catch him

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/edandtech/30378624?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Bank robber accuses police of illegally using Google location data to catch him

Nov 22. 2019
Do people have an expectation of privacy in their location revealed by digital clues? And do search warrants for overbroad collection run afoul of particularity concerns?

Do people have an expectation of privacy in their location revealed by digital clues? And do search warrants for overbroad collection run afoul of particularity concerns?
By The Washington Post · Deanna Paul

358 Viewed

It was a Monday afternoon in May when police say a man wielding a silver and black handgun ordered customers inside the Call Federal Credit Union in Midlothian, Virginia, to their knees and demanded the bank’s manager open the safe. The robber fled with $195,000, witnesses said, and was long gone by the time authorities arrived.

After surveillance footage showed the assailant holding a cellphone before he entered the bank, police drafted a search warrant asking Google to provide location information from every user that was within the vicinity of the bank within the hour of the crime.

The results came back with 19 anonymized individuals.

Virginia police whittled down the list to nine users and then asked Google for additional data from an expanded time frame. According to court documents reviewed by The Post, police contacted Google again: they wanted three users’ account details, including names, email addresses, subscriber information and phone numbers.

A month after the third request, on August 13, Okello Chatrie was arrested.

The type of request made in Chatrie’s case, also known as a “Geofence” warrant, is increasingly being sought by law enforcement across the country.

These warrants, which target a geographic area instead of a suspect, compel tech companies to turn over location data from any user interacting with its technology during a specified time.

“Individuals may be caught up in this search by merely using an Android phone, conducting an Internet search using Google, running a Google application such as Google Maps or YouTube, or even receiving an automatic weather update from an Android service,” Chatrie’s attorney, Michael Price, wrote in an October motion.

Geofence warrants, he said, “ensnare anyone who uses Google services at specific times…sweeping up innocent individuals in an unconstitutional dragnet search;” court documents noted that within the vicinity of Credit Union was a major highway, a Ruby Tuesday restaurant, a Hampton Inn hotel, a storage facility, two apartment complexes and a church.

Calling the warrant an illegal Fourth Amendment search, Price asked the court to suppress any evidence obtained from it.

“No valid search warrant would permit the police to search every house in a neighborhood or pat down everyone in sight. Yet, with a Geofence warrant, law enforcement can do just that,” he continued, and “without ever demonstrating any likelihood that Google even has data connected to a crime.”

Chatrie, 24, has pleaded not guilty to the charges; if convicted, he faces up life imprisonment.

Prosecutors called the case the first of its kind, though the issue has come up in other states, including New York, North Carolina, Florida and Minnesota. Experts anticipate Geofence warrants will be the next big Fourth Amendment battle when it comes to digital privacy.

Geofence warrants raise two interesting legal questions, according to Andrew Ferguson, author of “The Rise of Big Data Policing: Surveillance, Race, and the Future of Law Enforcement” and a visiting law professor at American University:

Do people have an expectation of privacy in their location revealed by digital clues? And do search warrants for overbroad collection run afoul of particularity concerns?

“For example, is a warrant for all the phones in a bank building particularized enough when you know you will be collecting information from innocent people? Does it matter if it is 19 innocent people or 190? Or 1900?” Ferguson asked. “These are questions that police will need to resolve before seeking a warrant and judges will need to answer before signing a warrant.”

Google received enough reverse location history warrants that it developed a 3-step process to respond: It provides an anonymized data set; if needed, it turns over additional location history; and for relevant devices it produces basic subscriber information.

“We vigorously protect the privacy of our users while supporting the important work of law enforcement,” Richard Salgado, Google’s director of law enforcement and information security told The Post. “We have created a new process for these specific requests designed to honor our legal obligations while narrowing the scope of data disclosed and only producing information that identifies specific users where legally required.”

Although the company said it only turns over historical-location data when served with a search warrant, neither follow-up request in Chatrie’s case was court-ordered.

Last year, the U.S. Supreme Court was tasked with deciding whether law enforcement needed a search warrant to compel service providers to hand over cell tower location records, which track a person’s minute-by-minute movements. The court held that they do.

But data in that case was collected nearly a decade ago. Since then, network technology and accuracy has advanced tremendously.

The location information stored in Google’s Sensorvault is even more precise than cell site location information: Court records mentioned that Google can pinpoint a person’s whereabouts to approximately 20 meters, while cell site location data is “a few thousand meters.

More, the company’s software permeates smartphone technology. According to Pew Research Center, 96 percent of Americans own cellphones. Google Maps is the most-used navigation app, appearing on 67 percent of smartphones, and its closest competitor is the Google-owned app, Waze. Android operating systems control nearly 90 percent of the smartphone market share worldwide.

“This will become one of the most common legal battles in court,” Ferguson said. “Almost everything we do leaves little digital locational clues that are a warrant away from collection.”

อัลตราซาวด์ไร้สาย ครั้งแรกของโรงเรียนแพทย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/399753?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

อัลตราซาวด์ไร้สาย ครั้งแรกของโรงเรียนแพทย์

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 – 14:15 น.
อัลตราซาวนด์ไร้สาย,มมหิดล,โรงเรียนแพทย์แห่งแรก
เปิดอ่าน 63 ครั้ง

ม.มหิดล โรงเรียนแพทย์แห่งแรก นำอัลตราซาวนด์ไร้สายสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอน คอลัมน์…  อินโนสเปซ  โดย… บัซซี่บล็อก

“ท่ามกลางยุคแห่งเทคโนโลยี ดิสรัปชั่น ที่หลายภาคส่วนต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและเติบโต แต่สำหรับการดูแลสุขภาพ การเปลี่ยนแปลงของระบบดิจิทัลแบบฉับพลันนี้ ได้ผลักดันให้เทคโนโลยีทางการแพทย์มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด การศึกษาเรียนรู้ทางการแพทย์ก็มีความจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้อง ตอบโจทย์ และเท่าทันต่อบริบทของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

ประโยคข้างต้นนี้ของ รศ.นพ.สิทธิ์ พงษ์กิจการุณ หัวหน้าภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล สะท้อนชัดเจนถึงบทบาทของความล้ำหน้าในทางเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรมต่อวงการแพทย์ และการรักษาพยาบาลผู้ป่วย กระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวอย่างมากในด้านการใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี (Technology Disruption) เพื่อยกระดับความรวดเร็วในการวินิจฉัยและเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาพยาบาล และปัจจุบันลงมาสู่ขั้นตอนการนำมาเป็นเครื่องมือการเรียนการสอนนักศึกษาแพทย์ยุคใหม่ตอบรับสังคมดิจิทัลของโลกยุคปัจจุบัน

ล่าสุดคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ก้าวสู่การเป็น “โรงเรียนแพทย์แห่งแรก” ในประเทศไทย ที่นำนวัตกรรมอุปกรณ์ “อัลตราซาวนด์พกพาชนิดไร้สาย” มาใช้ในการเรียนการสอนทางการแพทย์แก่นักศึกษา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวินิจฉัยรักษาให้ทันท่วงที โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ในการจัดซื้อเครื่องอัลตราซาวนด์พกพาดังกล่าว จำนวน 200 เครื่อง

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เครื่องอัลตราซาวนด์พกพาชนิดไร้สาย (Portable Wireless Ultrasound) จะสนับสนุนการพัฒนาระบบการเรียนการสอนให้แก่นักศึกษาแพทย์ด้วยการนำนวัตกรรมมาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวินิจฉัยรักษาในเบื้องต้นแก่ผู้ป่วยทางรังสีวินิจฉัย ซึ่งเครื่องมือแพทย์ที่ได้รับการสนับสนุนมาครั้งนี้สามารถเป็นเครื่องมือในการตอบโจทย์ปัญหาได้ เพราะสามารถนำติดตัวไปได้ทุกที่เพื่อวินิจฉัยผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็วทันท่วงที และในด้านการเรียนการสอน โดยการนำเครื่องอัลตราซาวนด์พกพาชนิดไร้สายมาใช้สอนแก่นักศึกษาแพทย์ในชั้นปรีคลินิก โดยจะเริ่มตั้งแต่นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 2

ทั้งนี้ระบบการให้บริการรักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วยในปัจจุบันค่อนข้างมีความรวดเร็วและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น หากเราสามารถพัฒนาจากจุดบกพร่องที่เกิดขึ้นจริงในระหว่างการให้บริการรักษาพยาบาล ต่อยอดให้เกิดเป็นผลงานนวัตกรรมที่นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ป่วยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพได้ ก็จะทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้มาก สำหรับเครื่องอัลตราซาวนด์พกพาชนิดไร้สายจะช่วยสร้างให้เกิด “นวัตกรรมในกระบวนการเรียนการสอน” ให้แก่ “นักศึกษาแพทย์ยุคดิจิทัล” เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ความเข้าใจในเนื้อหาด้านกายวิภาค สรีรวิทยา และพยาธิสภาพ

“การที่เราจะมีนวัตกรรมรูปแบบดังกล่าวมาใช้ในการเรียนการสอนในโรงเรียนแพทย์ได้นั้น จะต้องได้รับการสนับสนุนจากบริษัทที่เล็งเห็นถึงความสำคัญ ซึ่งบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เข้าใจถึงความจำเป็นของเทคโนโลยีด้านการแพทย์ดังกล่าวจึงได้เข้ามาสนับสนุนงบประมาณในการจัดซื้อเครื่องอัลตราซาวนด์พกพาชนิดไร้สายนี้ จำนวน 200 เครื่อง มูลค่า 12 ล้านบาท” ศ.นพ.ปิยะมิตร กล่าว

นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทั้งโดยส่วนตัวและบริษัทมีความมุ่งมั่นช่วยเหลือสังคมในสองด้านหลักๆ ด้วยกัน คือทางด้านการศึกษา และด้านเกี่ยวกับเครื่องมือทางการแพทย์ โดยที่ผ่านมาได้บริจาคเครื่องมือทางการแพทย์ให้โรงพยาบาลรัฐหลายแห่ง ขณะที่การบริจาคเครื่องมืออัลตราซาวนด์ชนิดพกพาแบบไร้สายครั้งนี้ เรียกได้ว่าเป็นการผสมผสานกันระหว่างทั้งด้านการศึกษาและเรื่องการแพทย์ ทำให้นักศึกษาแพทย์รุ่นใหม่ๆ ที่ได้รับเครื่องมือนี้ไปจะได้ฝึกฝนและเกิดความชำนาญในการใช้เครื่อง ซึ่งความชำนาญนี้ก็จะไปช่วยรักษาคนไข้ในห้องฉุกเฉินให้มีโอกาสมีชีวิตรอดมากขึ้น

ขณะที่ “รศ.ดร.นพ.ไชยพร ยุกเซ็น” หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันห้องฉุกเฉินทุกโรงพยาบาลมีการใช้เครื่องอัลตราซาวนด์เพื่อช่วยในการวินิจฉัย ส่วนเครื่องอัลตราซาวนด์พกพาชนิดไร้สายสามารถนำมาใช้ได้ทั้งในห้องฉุกเฉินและการดูแลผู้ป่วยก่อนมาถึงโรงพยาบาล การนำเครื่องมือนี้มาใช้ในการเรียนการสอนของหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิตและหลักสูตรฉุกเฉินการแพทย์ นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการฝึกอบรมด้านการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศและจะเป็นต้นแบบการฝึกอบรมของสถาบันอื่นในประเทศไทยต่อไป

หันมาฟังประสบการณ์จากนักศึกษาแพทย์รุ่นแรกที่ได้มีโอกาสใช้นวัตกรรมใหม่นี้กันบ้าง น.ส.พรลภัส เชนวรรณกิจ นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 6 บอกว่า เครื่องอัลตราซาวนด์พกพาไร้สายเป็นอุปกรณ์ที่มีความสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (IoT) ขนาดพกพาสะดวก โดยมีคุณสมบัติเดียวกับ “หัวตรวจ” ที่ติดตั้งอยู่กับเครื่องอัลตราซาวนด์ทั่วไป ดังนั้นผู้ป่วยไม่ต้องเสียเวลารอคิวการตรวจจากเครื่องอัลตราซาวนด์ที่ติดตั้งอยู่ในห้องตรวจ ซึ่งอย่างเร็วสุดต้องรอไม่ต่ำกว่า 10 นาที หรืออาจถึงครึ่งชั่วโมง ขณะที่ในสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในแทบทุกโรงพยาบาลคนไข้บางเคสจำเป็นต้องรีบตรวจเพื่อรับการวินิจฉัย ก็สามารถใช้อัลตราซาวนด์เพื่อหาสาเหตุต่างๆ ที่สงสัยได้รวดเร็ว เช่น ภาวะปอดรั่ว-แตก ภาวะน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจที่อาจทำให้เสียชีวิตได้ ซึ่งเมื่อวินิจฉัยได้รวดเร็วและแม่นยำก็สามารถทำหัตถการช่วยชีวิตผู้ป่วยได้ทันท่วงที

“จากที่ใช้งานมาแล้ว 1 เดือนในแผนกฉุกเฉิน เครื่องนี้ช่วยให้การตรวจรักษาผู้ป่วยรวดเร็วขึ้น เป็นการนำหัวตรวจเข้าไปถึงตัวผู้ที่ต้องรับการตรวจ จากเดิมที่ผู้รับบริการต้องเดินทางไปยังห้องอัลตราซาวนด์ รอคิวเครื่องและเตียงว่าง อีกทั้งเมื่อเปิดเครื่องแล้วสามารถใช้งานเลย ฟังก์ชันตามความต้องการพื้นฐานถือว่าครบถ้วน สามารถมองลึกเข้าไปตรวจอวัยวะในร่างกาย และต่ออุปกรณ์กับแอพพลิเคชั่น และแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟน เลือกได้ว่าจะอัลตราซาวนด์ส่วนใดของร่างกาย เช่น ช่องท้อง ปอด เส้นเลือด เป็นต้น และบันทึกข้อมูลและการแสดงผลผ่านหน้าจอมือถือ/แท็บเล็ต”

เธอบอกด้วยว่าประโยชน์จากการได้ใช้เครื่องอัลตราซาวนด์ชนิดพกพา ยังทำให้ได้ฝึกฝนการทำอัลตราซาวนด์ได้มากขึ้น และจะเป็นประโยชน์อย่างมากเมื่อเรียนจบไปเป็นแพทย์อยู่ต่างจังหวัดที่อาจไม่มีคนคอยดูแลตลอดเวลา ทั้งยังช่วยเพิ่มความมั่นใจได้มากยิ่งขึ้น เพราะการวินิจฉัยที่แม่นยำนั้น ต้องอาศัยประสบการณ์ชั่วโมงบินสูงๆ ด้วย การนำนวัตกรรมดังกล่าวนี้มาใช้ในการเรียนการสอนนับเป็นประโยชน์อย่างมากในด้านการศึกษาของนักศึกษาแพทย์