กรมประชาสัมพันธ์ เดินหน้า Soft Power ไทย ผ่านโครงการ “ออกแบบสร้างสรรค์การผลิตและเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์ Soft Power สาขาแฟชั่น”

กรมประชาสัมพันธ์ เดินหน้า Soft Power ไทย  ผ่านโครงการ “ออกแบบสร้างสรรค์การผลิตและเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์ Soft Power สาขาแฟชั่น”

กรมประชาสัมพันธ์ เดินหน้า Soft Power ไทย ผ่านโครงการ “ออกแบบสร้างสรรค์การผลิตและเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์ Soft Power สาขาแฟชั่น”

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.07 น.

กรมประชาสัมพันธ์ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย Soft Power ของประเทศไทย ผ่านโครงการ “ออกแบบสร้างสรรค์การผลิตและเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์ Soft Power สาขาแฟชั่น” เพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ Soft Power ด้านแฟชั่น ยกระดับ “ผ้าไทย” และภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่แฟชั่นร่วมสมัย อันเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและเผยแพร่พระราชปณิธานด้านการส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตลอดจนสร้างกระแสความนิยมสินค้าแฟชั่นที่ต่อยอดจากภูมิปัญญาไทยให้เป็นที่รู้จัก สร้างการเข้าถึงได้อย่างกว้างขวางสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยในเวทีสากลโดยจัดกิจกรรมการแสดงผลงานนิทรรศการและเสวนาวิชาการ เมื่อวันที่ 1-3 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
ภายในงานได้รับเกียรติจาก นางสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย นางเหมือนใจ วงศ์ใหญ่ ผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์ที่ 3 กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของโครงการ ในการผลักดันอุตสาหกรรมแฟชั่นผ้าไทยให้เป็นหนึ่งในพลัง Soft Power สำคัญของประเทศ ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบร่วมสมัย และการสื่อสารประชาสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์สู่กลุ่มเป้าหมายทั้งในและต่างประเทศ


กิจกรรมสำคัญภายในงาน ประกอบด้วย การเสวนาเชิงวิชาการโดยผู้ทรงคุณวุฒิในวงการแฟชั่น ในประเด็นต่าง ๆ อาทิ ชุดไทยพระราชนิยม จากราชสำนักสู่ความร่วมสมัยมรดกวัฒนธรรมสู่แรงบันดาลใจใหม่ แฟชั่นไทย กับ Soft Power : จากภูมิปัญญาชุมชนสู่ตลาดโลก โดยผู้ทรงคุณวุฒิ นักออกแบบ และผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ เช่น  ดร.ศรินดา จามรมาน ที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก”, คุณศิริชัย ทหรานนท์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ THEATRE, คุณภูภวิศ กฤตพลนารา ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ISSUE, คุณเจนสุดา ปานโต สิริสันต์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ JANESUDA, คุณฝน สรลักษณ์ ติกขะปัญญา ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ARCHIVE026, คุณวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ผู้ก่อตั้งแบรนด์ WISHARAWISH รวมถึงคณาจารย์และนักวิชาการด้านแฟชั่นจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ นอกจากนี้ ยังมีการจัดแฟชั่นโชว์ ภายใต้แนวคิด “THE WALK OF WOVEN IDENTITIES : รันเวย์แห่งตัวตนที่ถูกถักทอ” ถ่ายทอดอัตลักษณ์ผ้าไทยผ่านมุมมองร่วมสมัย โดยนำเสนอผลงานแฟชั่นและผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการพัฒนาจาก 10 ชุมชนต้นแบบทั่วประเทศ พร้อมได้รับเกียรติจาก “มิว – ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์” นักแสดงและนายแบบชื่อดัง ร่วมเดินแบบในครั้งนี้

นางเหมือนใจ วงศ์ใหญ่ ผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์

สำหรับผู้ประกอบการชุมชนที่ผ่านการคัดเลือกทั้ง 10 กลุ่ม ประกอบด้วย
1  “อู๋ไหมไทย กลุ่มทอผ้าบ้านแม่สารบ้านตอง” จังหวัดลำพูน โดดเด่นด้านผ้าไหมยกดอกและผ้าฝ้ายทอมือแบบล้านนา ที่สืบทอดภูมิปัญญาดั้งเดิมผ่านลวดลายประณีตและมีมิติ 
2  “บริษัท ไทยซิลค์ วิลเลจ จำกัด” จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ผลิตผ้าไหมคุณภาพสูงครบวงจร ถ่ายทอดกระบวนการผลิตผ้าไหมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมพัฒนาสินค้าและกิจกรรมเรียนรู้เชิงวัฒนธรรม 
3  “กลุ่มไหมทองสุรนารี” จังหวัดนครราชสีมา เชี่ยวชาญผ้าไหมมัดหมี่ทอมือที่ผสมผสานลายโบราณกับดีไซน์ร่วมสมัย และได้รับมาตรฐานตรานกยูงพระราชทาน 
4  “กลุ่ม ธ.มณโฑ” จังหวัดอุดรธานี มีจุดเด่นด้านการทอผ้าขิดและมัดหมี่ร่วมสมัย ใช้สีธรรมชาติและเส้นใยพิเศษ    สร้างลวดลายที่มีเอกลักษณ์ 
5  “กลุ่มขวัญตา (ศูนย์การเรียนรู้และออกแบบขวัญตา)” จังหวัดหนองบัวลำภู ศูนย์เรียนรู้และออกแบบผ้าไทย ที่นำงานหัตถกรรมท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นแฟชั่นร่วมสมัย และผลักดันสู่เวทีระดับประเทศและนานาชาติ 

  ดร.ศรินดา จามรมาน ที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก


6  “CHATTUWAN THAISILK” จังหวัดร้อยเอ็ด นำเทคนิคมัดหมี่แบบดั้งเดิมมาพัฒนาเป็น Modern Ikat ถ่ายทอดเรื่องราวของทุ่งกุลาร้องไห้ผ่านแฟชั่นร่วมสมัย 
7  “กลุ่มผ้าทอลายมงคลมนตราธิกาญจน์” จังหวัดกาฬสินธุ์ กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ฟื้นฟูภูมิปัญญาผ้าแพรวาและผ้ายกทอง ถ่ายทอดลวดลายสิริมงคลในรูปแบบร่วมสมัย 
8  “กลุ่มอิมปานิ” จังหวัดราชบุรี ต่อยอดผ้าขาวม้าพื้นเมืองสู่สินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ดีไซน์ทันสมัย ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ 
9  “กลุ่มโรงทอผ้าศรีวิชัย” จังหวัดสุราษฎร์ธานี ถ่ายทอดเรื่องราวอาณาจักรศรีวิชัยและวัฒนธรรมภาคใต้ผ่านลวดลายและโทนสีจากแรงบันดาลใจทางประวัติศาสตร์ 
10) “ME-D NATHAP” จังหวัดสงขลา สร้างสรรค์ผ้าบาติกและงานย้อมสีธรรมชาติจากทรัพยากรท้องถิ่น สะท้อนแนวคิดแฟชั่นยั่งยืนที่เชื่อมโยงศิลปะ สิ่งแวดล้อม และชุมชนเข้าด้วยกัน
แต่ละชุมชนล้วนมีอัตลักษณ์โดดเด่นและสะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่นที่แตกต่างกัน ทั้งผ้าไหมยกดอกล้านนา ผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าขิด ผ้าแพรวา ผ้าขาวม้าร่วมสมัย ไปจนถึงผ้าบาติกและงานย้อมสีธรรมชาติ โดยมีการต่อยอดองค์ความรู้ ด้านการออกแบบและแฟชั่น เพื่อพัฒนาให้ผลิตภัณฑ์สามารถตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ชุมชนอย่างยั่งยืน
โครงการดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการส่งเสริม “ผ้าไทย” ให้เป็นมากกว่างานหัตถกรรมพื้นบ้าน แต่เป็นพลังสร้างสรรค์ที่สามารถเชื่อมโยงเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ไทยสู่เวทีโลก ผ่านแนวคิด Soft Power ที่สร้างรายได้ สร้างอาชีพ และสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยอย่างยั่งยืน
 

คุณแหน : 4 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 4 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 4 มิถุนายน 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • รัฐบาลโดย สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายจัดงานนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี “บรมขัตติยราชนารี คู่บารมีศรีแผ่นดิน” 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 ระหว่าง 2-7มิ.ย.แฟชั่ฮอลล์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอนเพื่อเผยแพร่พระราชจริยวัตรอันงดงามตลอดจนพระปรีชาสามารถอันรอบด้านให้เป็นที่ประจักษ์แก่พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างชาติตลอดจนเป็นการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย ..
  • สภากาชาดไทย เชิญชวนพสกนิกรร่วมกิจกรรม “ร้อยดวงใจ ให้โลหิต เทิดไท้ 48พรรษา องค์ราชินี” ร่วมบริจาคโลหิตเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 48 พรรษา 3มิถุนายน ด้วยการร่วมใจกันบริจาคโลหิตตลอดเดือนมิถุนายน 2569 ณ จุดบริการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถ.อังรีดูนังต์, หน่วยรับบริจาคโลหิตและโรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ..
  • หลังจากข่าวที่ทุกคนล้วนปิติยินดีกับ “คุณเหลน” ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล กล่าวกับกัลยาณมิตรทุกท่านว่า เป็นพระมหากรุณาธิคุณปกเกล้าปกกระหม่อมหาที่สุดมิได้ และไม่ขอรับการเลี้ยงยินดีใด ๆ ทั้งสิ้น ตนและครอบครัวทายาท ม.ร.ว.สังขดิศ ขอบูชาพระมหากรุณาธิคุณไว้เหนือเกล้าฯ ตราบชีวิตจะหาไม่…
  • อ.ธนาลัย ลิมปรัตนคีรี ผอ.รร.อนุบาลวัดธาตุทอง จัด ทอดผ้าป่าการศึกษาหาทุนให้การศึกษาปฐมวัยแก่เด็กด้อยโอกาสในเขตวัฒนา พระโขนง และคลองเตยซึ่งไม่เก็บค่าเล่าเรียน เพื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของเด็กตลอดปีการศึกษา วันที่ 9 มิ.ย.09.30น. ณ ลานอเนกประสงค์ โรงเรียนอนุบาลวัดธาตุทอง ร่วมบริจาคได้ที่ ชื่อบัญชี มูลนิธิวัดธาตุทอง ธ.กรุงเทพ เลขที่บัญชี 005-706503-9 หักลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า .. แจ้งที่ Line ID:thanalai ..
  • สวด ดิเรก มหาดำรงค์กุล อายุ 106 ปี ศาลา 9 วัดมกุฎฯ 2-7 มิ.ย.18.30 น.(3 มิ.ย.งด) ..พระราชทานเพลิงศพ 8 มิ.ย.17.00 น. ภูริช มหาดำรงค์กุล พร้อมพี่ๆ น้องๆ เชิญร่วมอาลัย ..
  • ลูกศิษย์ร่วมถวายมุทิตาสักการะ พระราชบัณฑิต (สุดใจ ปสิทฺธิโก ป.ธซ9) เจ้าคณะภาค 10 ธรรมยุต รักษาการเจ้าอาวาสวัดธรรมมงคลเถาบุญนนทวิหาร พระอารามหลวง/ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดธาตุทอง พระอารามหลวง ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ในราชทินนามที่ พระเทพวชิรบัณฑิต เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.พระอุโบสถ วัดธาตุทอง ..
  • แว่วข่าวดีมาจากแวดวงอาหารระดับโลก เมื่อ ดร.นริศ ชัยสูตร นายกสมาคมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคแห่งประเทศไทย จับมือเครือข่าย Dinner Incredible จัดงานการกุศลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Table of Legends Charity Dinner” ในค่ำวันที่ 9 มิ.ย. ณ PREF Restaurant ซอยสาทร 11 โดยรวบรวมเชฟระดับโลก 3 คน ได้แก่ Chef Sena, Chef Diana และ Chef Golsteijn มารังสรรค์เมนูพิเศษแบบ 6 Hands Dinner เพื่อระดมทุนสนับสนุนนักฟุตบอลหญิงผู้พิการทางปัญญาของไทย เดินทางไปแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ผู้สนใจสอบถาม สถาพร โทร. 081-902-4636..
  • นฤมล ล้อมทอง พร้อมด้วย วีระศักดิ์ โควสุรัตน์,ดิศทัต โหตระกิตย์,อัจฉรา จันทร์ฉาย,สุทธิมา ชำนาญเวช,สันติ สาทิพย์พงษ์ ร่วมเดินขึ้นภูเขาทองห่มผ้าองค์พระเจดีย์เพื่อสักการะพระบรมสารีริกธาตุที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร (ภูเขาทอง) ในโอกาสดาวพฤหัสบดีย้ายราศีครั้งใหญ่ในรอบ 12 ปี ยกเข้าสู่ตำแหน่งมหาอุจจ์ ด้วยจิตศรัทธายิ่ง..

น้อง

บริษัท ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง จำกัด ร่วมสนับสนุนกิจกรรมของ ‘กองบัญชาการกองทัพไทย’ นำนวัตกรรม”Eyetronix” ให้บริการตรวจคัดกรองสมองเสื่อมฟรี ในกิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

บริษัท ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง จำกัด ร่วมสนับสนุนกิจกรรมของ 'กองบัญชาการกองทัพไทย' นำนวัตกรรม

บริษัท ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง จำกัด ร่วมสนับสนุนกิจกรรมของ ‘กองบัญชาการกองทัพไทย’ นำนวัตกรรม”Eyetronix” ให้บริการตรวจคัดกรองสมองเสื่อมฟรี ในกิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.25 น.

เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี  3 มิถุนายน 2569 บริษัท ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง จำกัด ได้เข้าร่วมให้บริการด้านสุขภาพสมองเบื้องต้นในกิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติ ที่จัดโดยกองบัญชาการกองทัพไทย เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ณ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน

พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ประธานในพิธี เยี่ยมชมบูธบริษัท ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง จำกัด โดยมีแพทย์หญิงธีรธร ทองก้อนใหญ่ ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัทฯ อธิบายถึงวิธีการใช้งานของเครื่อง Eyetronix 

การเข้าร่วมสนับสนุนกิจกรรมของกองบัญชาการกองทัพไทยในครั้งนี้ สะท้อนถึงบทบาทของภาคเอกชนในการร่วมขับเคลื่อนภารกิจด้านสุขภาพประชาชน โดยได้รับเกียรติจาก พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากกองทัพและหน่วยงานภาครัฐเข้าร่วมเป็นเกียรติอย่างพร้อมเพรียง

ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ กองบัญชาการกองทัพไทยได้จัดกิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา ในฐานะสถาบันหลักของชาติที่มีพันธกิจพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งกิจกรรมเป็นประโยชน์แก่ประชาชนที่มาร่วมงาน เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน โดยบริษัท ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง จำกัด ได้รับโอกาสอันเป็นเกียรติในการนำนวัตกรรมเครื่องตรวจคัดกรองภาวะสมองเสื่อมเบื้องต้น “Eyetronix” ออกให้บริการแก่ประชาชนและกำลังพลโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาโดยทีมไทย ออกแบบให้เหมาะสมกับบริบทของคนไทย และบริษัทฯ ถือครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้อง

แพทย์หญิงธีรธร ทองก้อนใหญ่ ประธานกรรมการผู้จัดการบริษัท ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง จำกัด ลงพื้นที่เพื่องานจิตอาสา เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี  3 มิถุนายน 2569 ในครั้งนี้ด้วยตัวเอง

แพทย์หญิงธีรธร ทองก้อนใหญ่ ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า “ความร่วมมือกับกองทัพไทยในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำนวัตกรรมด้านสุขภาพเข้าถึงประชาชนในวงกว้าง กองทัพมีโครงสร้างและเครือข่ายที่เข้มแข็งครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัทฯ ในการกระจายโอกาสการตรวจคัดกรองสุขภาพสมองให้ถึงมือผู้สูงอายุทุกกลุ่ม โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล”

เครื่อง Eyetronix สามารถประเมินความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที เหมาะสำหรับการให้บริการในพื้นที่ต่างๆ ที่มีข้อจำกัดด้านบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งการตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยให้วางแผนการรักษาได้ทันท่วงที ชะลอความรุนแรงของโรค และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บรรยากาศการรักษาผู้ป่วยและการใช้เครื่อง Eyetronix กับผู้สูงอายุ เพื่อประเมินความเสี่ยง ภาวะสมองเสื่อม

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้แนะนำเทคโนโลยี “Neurosight” นวัตกรรมเพื่อการกระตุ้นและฟื้นฟูการทำงานของสมอง ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ และลดภาระการดูแลของครอบครัวในระยะยาว สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการพัฒนาโซลูชันด้านสุขภาพสมองครบวงจร ตั้งแต่การคัดกรองจนถึงการฟื้นฟู

การเข้าร่วมสนับสนุนกิจกรรมของกองบัญชาการกองทัพไทยในครั้งนี้ นับเป็นตัวอย่างของการที่ภาคเอกชนร่วมสนับสนุนภารกิจสาธารณประโยชน์ด้านสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงการตรวจคัดกรองสุขภาพสมองได้อย่างเท่าเทียม เพื่อสังคมไทยที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

MLAB จับมือ On เปิดตัว ‘THE ROGER Pro 3’ ยกระดับประสบการณ์ Active Lifestyle คนยุคใหม่

MLAB จับมือ On เปิดตัว ‘THE ROGER Pro 3’  ยกระดับประสบการณ์ Active Lifestyle คนยุคใหม่

MLAB จับมือ On เปิดตัว ‘THE ROGER Pro 3’ ยกระดับประสบการณ์ Active Lifestyle คนยุคใหม่

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.00 น.

MLAB มัลติแบรนด์สโตร์ ภายใต้การบริหารของบริษัท เมนทาแกรม ผู้ดำเนินธุรกิจนำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้า Sport & Active Lifestyle ระดับพรีเมียมจากทั่วโลก ผู้นำด้านการคัดสรรแบรนด์คุณภาพ จับมือกับ On แบรนด์สปอร์ตชั้นนำระดับโลกสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ เปิดตัว THE ROGER Pro 3  รองเท้าเทนนิสสาย Performance ณ เทนนิส ฮาร์ท คอร์ท ราชกรีฑาสโมสร (The Royal Bangkok Sports Club)

ทีมผู้บริหารMLAB ณัฐพล ปัทมพงศ์  ชนภัฏ จาตุรงคกุล และ ธนรักษ์ ธนัน์มณี

ณัฐพล ปัทมพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเมนทาแกรม กล่าวว่า ตลาดสินค้า Sport & Active Lifestyle มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากพฤติกรรมผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพ การออกกำลังกาย และการใช้ชีวิตแบบแอคทีฟมากขึ้น การเปิดตัวรองเท้า On รุ่น THE ROGER Pro 3 ครั้งนี้ MLAB จึงต้องการสร้างประสบการณ์ตรงให้ผู้บริโภคสัมผัสนวัตกรรมผ่านการใช้งานจริง และพร้อมเชื่อมโยงกีฬาเข้ากับการใช้ชีวิตประจำวัน 

ในงานทีมผู้บริหารเคลียร์คิวมาร่วมลงสนามเทนนิสพร้อมหน้าทั้ง ชนภัฏ จาตุรงคกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ และ ธนรักษ์ ธนันต์มณี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ร่วมกับทีมผู้บริหาร On ลูกค้า และแขกพิเศษ อาทิ เจ-เจตริน วรรธนะสิน อ้อม-พิยดา จุฑารัตนกุล ชัยยุทธ์ ซอโสตถิกุล ตั๊น จิตภัสร์ กฤดากร กมลสุทธิ์-อุษณา ทัพพะรังสี พิชญา เหล่าศิริชน ฯลฯ  ที่สำคัญงานเปิดตัวของ MLAB x On ครั้งนี้ ยังเป็นครั้งแรกในรอบ 100 ปี ที่ได้รับอนุญาตให้บุคคลภายนอกจัดกิจกรรมภายในพื้นที่สนามเทนนิส ของทาง The Royal Bangkok Sports Club เรียกว่ ายกระดับความเอ็กคลูสีฟอีกขั้น

สำหรับไฮไลต์ของ THE ROGER Pro 3 คือ การนำเทคโนโลยี Helion™ HF Foam โฟมประสิทธิภาพสูง ซึ่งเป็นโฟมที่ On ใช้ในรองเท้าวิ่งแข่งขันระดับ Super Shoe มาใช้ในรองเท้าเทนนิสครั้งแรก ช่วยเพิ่มความรู้สึกนุ่มเด้ง น้ำหนักเบา และคืนพลังงานได้ดีขณะเคลื่อนไหว เสริมด้วย Speedboard® แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ช่วยเพิ่มแรงส่งและการตอบสนอง รวมถึงเสริมวัสดุความแข็งแรงเคลือบเซรามิกเฉพาะจุด เพิ่มความทนทานต่อการเสียดสี พร้อมพื้นรองเท้าลายใหม่ช่วยเพิ่มการยึดเกาะบนคอร์ทได้ดียิ่งขึ้น

รองเท้ารุ่นนี้ออกแบบสำหรับผู้เล่นระดับแข่งขัน นักกีฬาเทนนิส และผู้ที่ต้องการประสิทธิภาพด้านความเร็ว ความคล่องตัว และการตอบสนองสูง โดยมาพร้อมสเปก Stack Height 21 มม., Drop 8 มม., น้ำหนัก 416 กรัม และออกแบบแบบ True to Size ให้เลือกสวมใส่ไซส์ปกติได้สะดวก

ณัฐพล ซีอีโอ เมนทาแกรม  กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน MLAB  ไม่ได้เป็นเพียงร้าน มัลติแบรนด์ชั้นนำ แต่ยังตั้งเป้าเป็นศูนย์รวมแรงบันดาลใจด้านไลฟ์สไตล์ สร้างคอมมูนิตี้ และประสบการณ์ที่เหนือกว่าการช้อปปิ้ง พร้อมคัดสรรแบรนด์ดังจากทั่วโลก เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์หลากหลายทั้งกีฬา ไลฟ์สไตล์ แอคทีฟ รวมถึงนวัตกรรม โดยแบรนด์ชั้นนำต่างๆ ที่นำเข้า อาทิ Flower Mountain จากญี่ปุ่น, ACT Running และ Circle Sportwears จากฝรั่งเศส, Foamers จากสเปน, กล้อง Polaroid  กระติกเก็บอุณหภูมิ Stanley จากสหรัฐอเมริกา, แว่นกันแดด A.K Jaerbede จากเดนมาร์ก และ RNRN สปอร์ตไลฟ์สไตล์จากเกาหลีใต้ เป็นต้น

นอกจากนี้ MLAB ยังเดินหน้าสร้างคอมมูนิตี้สายแอคทีฟผ่าน MLAB Run Club ที่มีสมาชิกมากกว่า 3,000 คน พร้อมเพิ่มบริการหลังการขาย ทั้งการรับประกันสินค้าสูงสุด 18 เดือน และบริการซักรองเท้าฟรี เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าให้มากกว่าการช้อปปิ้ง สู่การเป็นศูนย์กลางของไลฟ์สไตล์และแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต

ร่วมสัมผัสประสบการณ์ระดับพรีเมียมแบบone stop service ครบทั้ง สปอร์ต แอคทีฟ ไลฟ์สไตล์ พร้อมเลือกชมสินค้าจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกได้ที่ MLAB ทุกสาขา ในศูนย์การค้าชั้นนำและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี พระอัครมเหสีคู่พระราชหฤทัย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี พระอัครมเหสีคู่พระราชหฤทัย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี พระอัครมเหสีคู่พระราชหฤทัย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี พระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว  เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พุทธศักราช 2521  ทรงได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชินี เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ต่อมาเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562  พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสริยยศขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเป็นอเนกประการ ได้โดยเสด็จ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการพระราชพิธีสำคัญต่างๆ ตลอดจนพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ทั้งปวงเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎร โดยมิได้ทรงเหน็ดเหนื่อยและย่อท้อแต่อย่างใด  ดั่งพระราชดำรัสเปิดงานวันสตรีไทย ประจำปี 2562 ความว่า ”…ข้าพเจ้ามีความตั้งมั่นที่จะสนองพระเดชพระคุณ พระมหากรุณาธิคุณ ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธานแห่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เหมือนดั่งที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งพระราชปณิธานที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอด และแผ่ขยายพระบารมีแห่งสมเด็จพระบรมชนกนาถ และสมเด็จพระบรมราชชนนี…”

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงใส่พระราชหฤทัยในสุขทุกข์ของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ทรงรับเป็นพระราชภารกิจสำคัญที่จะดูแลประชาชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและบรรเทาความทุกข์ยากเดือดร้อนให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ยากลำบาก เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ซึ่งเริ่มรุนแรงขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์  2563  นั้น  ได้โดยเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณและพระราชทานความช่วยเหลือในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ถุงยังชีพ หน้ากากอนามัย และสิ่งของอื่นๆ ที่โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดหาและพระราชทานไปยังโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ และชุมชนแออัด  รวมทั้งทรงเย็บหน้ากากผ้าด้วยพระองค์เอง ซึ่งประชาชนทุกหมู่เหล่าต่างรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นเกล้าล้นกระหม่อม

ทรงสืบสานพระราชปณิธาน พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้าน “ผ้าไทย”

สมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินี ทรงตั้งพระราชหฤทัยที่จะทรงสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงพระวิริยะอุตสาหะปฏิบัติพระราชกรณียกิจยาวนานกว่า 6 ทศวรรษในการพัฒนาส่งเสริมเรื่อง “ผ้าไทย” จากสิ่งทอของชาวบ้านที่เกือบสูญหายให้กลับมาเป็นอาภรณ์อันทรงคุณค่า เป็น“มรดกแห่งภูมิปัญญาท้องถิ่น” ที่คนไทยและคนทั่วโลกยอมรับถึงคุณค่าและความงดงามอันประเมินค่ามิได้  

ทุกพระราชโอกาสที่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการประกอบพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่  หรือเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์  จะทรงฉลององค์ที่ตัดเย็บด้วย “ผ้าไหมไทย” ที่มีลวดลายงดงามและเป็นเอกลักษณ์ในแต่ละท้องถิ่นทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ   ไม่ว่าจะเป็นฉลองพระองค์ชุดไทยแบบพระราชนิยม หรือฉลองพระองค์ชุดไทยที่ตัดเย็บแบบร่วมสมัย รวมถึง “กระเป๋าทรงถือ” ที่เข้าชุดกับฉลองพระองค์  ซึ่งเป็นงานหัตกรรมที่ทำมาจากเศษผ้าไหมที่เหลือจากการตัดฉลองพระองค์ ทรงใช้ทักษะด้านการออกแบบเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งของเหลือใช้   ด้วยทรงตระหนักถึงการจัดการสิ่งของเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและไม่เหลือทิ้งเป็นเศษขยะ 

ในระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหราชอาณาจักรของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ตามคำทูลเชิญของสมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ เพื่อทรงร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ กรุงลอนดอน ระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 7 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมานั้น

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงฉลองพระองค์ซึ่งตัดเย็บด้วย “ผ้าไทย” งามสมพระเกียรติเป็นที่จับตายิ่ง ตามที่ทรงตั้งพระทัยแน่วแน่ที่จะสืบสานพระราชปณิธานใน “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ในการเผยแพร่ความงามอันมีเอกลักษณ์ของผ้าทอจากภูมิปัญญาคนไทย และส่งเสริมผ้าไทย ตลอดจนงานหัตถกรรมไทยให้ชาวโลกรู้จักไปทั่วโลก  นอกจากฉลองพระองค์แล้ว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ยังทรงเลือก “กระเป๋าทรงถือ” ที่เข้าชุดกันกับฉลองพระองค์จนเป็นที่กล่าวขานถึง

เช่นเดียวกับที่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ขณะโดยเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรภูฏานอย่างเป็นทางการ (State Visit) ตามคำทูลเชิญของสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏาน ระหว่างวันที่ 25 – 28 เมษายน 2568 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงฉลองพระองค์ด้วย “ผ้าไทย” ทรงคุณค่า ที่ผสานเอกลักษณ์ภูฏานอย่างสง่างามทุกชุด แสดงให้เห็นภาพแห่งมิตรภาพระหว่างประเทศได้อย่างลึกซึ้งผ่านพัสตราภรณ์ที่สง่างามที่สุด

จนถึงช่วงครึ่งแรกของปีพุทธศักราช 2569 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี  เสด็จพระราชดำเนินเยือน สาธารณรัฐอิตาลี ระหว่างวันที่ 18 – 23 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อทอดพระเนตรการแข่งขันฮอกกี้น้ำแข็ง และร่วมงานในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว 2026 (Milano Cortina 2026) ณ เมืองมิลาน  ทรงเลือกสวมฉลองพระองค์เซ็ตสูทกางเกงที่ตัดเย็บจากผ้าไหมไทยสีดำ(All-black Silk Suit)  สไตล์โมเดิร์นคลาสสิก ซึ่งเป็นการนำผ้าไหมไทยมาประยุกต์เข้ากับแฟชั่นสากลของเมืองแห่งแฟชั่นอย่างมิลานได้อย่างลงตัวและดูทะมัดทะแมง

ต่อมา ขณะโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-18 มีนาคม 2569 ตามคำทูลเชิญของนายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศลาว เพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ลาว ครบ 75 ปี สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงฉลองพระองค์ผ้าไทยที่ผสมผสานเอกลักษณ์ศิลปะลาวอย่างงดงามและสง่างาม

ล่าสุด ขณะโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   เสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรสวีเดนอย่างเป็นทางการ ตามคำทูลเชิญของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล ที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน เพื่อทรงร่วมงานฉลองพระชนมายุ 80 พรรษา ระหว่างวันที่ 29 เมษายน – 2 พฤษภาคม 2569 ถือเป็นประวัติศาสตร์ที่ฉลองพระองค์ผ้าไทยได้รับการชื่นชมจากสื่อและราชวงศ์ต่างประเทศอย่างล้นหลาม ไม่ว่าจะเป็น ฉลองพระพระองค์ชุดไทยดุสิตสีม่วง หนึ่งในชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงออกแบบไว้สำหรับงานราตรีสโมสร และฉลองพระองค์ชุดไทยบรมพิมาน สีน้ำตาลทองอันวิจิตร หนึ่งในชุดไทยพระราชนิยมที่มีความสุภาพและเป็นทางการระดับสูงสุด ตัดเย็บจากผ้าไหมยกทองที่มีลวดลายละเอียดระยิบระยับ ทรงสวมคู่กับเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเครื่องประดับโบราณอย่างสมพระเกียรติ

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงสะกดสายตาชาวโลกด้วยฉลองพระองค์ชุดราตรียาว ทรงสวมมงกุฎ (Tiara) เคียงคู่กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในงานถวายพระกระยาหารค่ำอย่างเป็นทางการ ณ พระราชวังหลวงกรุงสตอกโฮล์ม โดย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี  ทรงปรากฎพระองค์ในฉลองพระองค์ราตรียาวแบบสากล (Evening Gown) สะท้อนถึงความหรูหราแบบสากล แต่ยังคงไว้ซึ่งเกียรติยศแห่งราชวงศ์ไทยอย่างสูงสุด ตัดเย็บจากผ้าไหมไทยผสมลูกไม้ลายขนนก งานปักดิ้นเงินด้วยมือ สะท้อนทักษะเชิงช่างชั้นสูงด้วยการปักประดับลูกปัดขนาดเล็กและคริสตัลโทนสีเงินทั่วทั้งชุดอย่างบรรจง พร้อมชายลากยาว โดยได้แรงบันดาลใจจากสไบของชุดไทยจักรี  ทรงพาดสายสะพายสีเหลือง และทรงคลุมเคป (Evening Cape) สีงาช้าง เพิ่มภาพลักษณ์สง่างามระดับราชสำนักยุโรป มีความเป็นทางการระดับสูง ทรงงดงามด้วยเทียร่า Diamond Fringe Tiara (รัดเกล้าเพชรรัศมีสุริยะ) พระราชมรดกอันทรงคุณค่าจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ทรงตระหนักถึงปัญหาการล่วงละเมิดสิทธิเด็กและเยาวชนไทย

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงตระหนักถึงปัญหาการล่วงละเมิดสิทธิเด็กและเยาวชนทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กไทย โดยเสด็จพระราชดำเนินเข้าร่วมการประชุมสุดยอดการคุ้มครองเด็ก “Child Protection Summit, Bangkok 2024”   ซึ่ง สมเด็จพระราชินีซิลเวีย แห่งราชอาณาจักรสวีเดน  เสด็จพระราชดำเนินพร้อมทรงมีพระราชดำรัสเปิดการประชุมดังกล่าว จัดโดย มูลนิธิเด็กโลก (World Childhood Foundation) ในสมเด็จพระราชินีซิลเวีย แห่งราชอาณาจักรสวีเดน และมูลนิธิพิทักษ์และคุ้มครองเด็ก (Safeguardkids Foundation) ประเทศไทย ร่วมด้วยภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2567 ณ  ห้องประชุม ESCAP Hall ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ (UNCC) 

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงมีพระราชดำรัสในงานดังกล่าวว่า “สมเด็จพระราชินีซิลเวีย เรนาเทอ ซอมแมร์ลัธ แห่งราชอาณาจักรสวีเดน เป็นที่รู้จักของคนไทย เพราะพระองค์เป็นเพื่อน เป็นมิตรที่ดีของคนไทยและประเทศไทย การทำงานตลอดชีวิตของพระองค์ได้ดูแลเด็กๆ ทั่วโลก พระองค์ทรงงานอย่างหนักในการทำงานให้กับมูลนิธิพิทักษ์และคุ้มครองเด็ก เพื่อที่จะคุ้มครองและทำให้เด็กมีความปลอดภัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดทางเพศต่อเด็ก หรือการเอารัดเอาเปรียบต่อเด็ก

การทำงานเป็นหุ้นส่วนกับมูลนิธิพิทักษ์และคุ้มครองเด็ก การทำงานร่วมกับผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ในประเทศไทย จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเรากำลังเผชิญปัญหาหลายคดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการละเมิดทางเพศต่อเด็ก และการนำเด็กมาเป็นสินค้า เราจะขยายการทำงานในอินเตอร์เนต เพราะการใช้โซเชียลมีเดียต่างๆ ได้สร้างและเพิ่มอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับเด็กๆ ดังนั้นเราจะปกป้องเด็กพวกนี้ได้อย่างไร เมื่อความเสี่ยงนั้นมากกว่าสิ่งที่เราควรจะทำได้

เราจะต้องนำผู้บังคับใช้กฎหมายเพื่อที่มาดูแลปัญหานี้ และมีความพยายามต่างๆ จำเป็นต้องมีการทำงานร่วมมือกันระหว่างรัฐบาล เอกชนและหุ้นส่วนที่ทำงานกันในระดับนานาชาติ เพื่อให้เด็กนั้นมีความปลอดภัย อันนี้เป็นปัจจัยหลักและเป็นความรับผิดชอบของพวกเราทุกคนที่เราจะต้องแบ่งปันกัน เด็กๆ นั้นเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สุด เขาควรจะมีการเจริญเติบโตและอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีความปลอดภัย เราจะต้องผลักดันให้มีการทำงานเรื่องนี้ให้อนาคตของเด็กสดใส รุ่งเรือง เด็กทุกคนมีสิทธิในชีวิตของเขา มีสิทธิที่จะได้รับความรักมีความสุข มีสิทธิที่จะได้รับการศึกษา สิทธิในการเล่น และมีสิทธิในการเจริญเติบโตในทิศทางที่ดีด้วย

ความจำเป็นในการทำงานจากความยุ่งยากให้ง่ายขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าสิทธิต่างๆ เด็กจะได้รับทุกคน ข้าพเจ้าหวังว่าการแบ่งปันข้อมูลต่างๆ อาจจะทำให้การทำงานเจริญรุ่งเรือง อยากขอขอบพระคุณสมเด็จพระราชินีแห่งสวีเดน ข้าพเจ้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ร่วมประชุมในครั้งนี้สำหรับอนาคตที่ดีของเด็กๆ ของเรา”

พระปรีชาสามารถและพระราชหฤทัยที่ทรงมุ่งมั่นสืบสานกีฬาเรือใบและฮอกกี้

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงให้ความสำคัญและทรงสนพระราชหฤทัยที่จะทรงสืบสานกีฬาเรือใบด้วยการทรงร่วมการแข่งขันกีฬาเรือใบ 2 รายการแข่งขัน โดยครั้งแรกทรงร่วมการแข่งขันเรือใบนานาชาติ ชิงถ้วยพระราชทาน “ภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้า” ครั้งที่ 35 ในทีมเรือใบ รุ่น ไออาร์ซี ซีโร (IRC Zero) หมายเลขเรือ THA 72 ณ หาดกะตะ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต โดยทีมเรือใบของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี สามารถเข้าเส้นชัยเป็นที่ 1

ครั้งที่ 2 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงร่วมการแข่งขันกีฬาเรือใบ ข้ามอ่าว ทรงเป็นผู้แทนทีมวายุ ซึ่งเป็นทีมชนะเลิศการแข่งขันกีฬาเรือใบข้ามอ่าว เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานรางวัลนิรันดร หางเสือเรือพระที่นั่ง “เวคา” ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งทรงมีพระปรีชาสามารถและนำทีมเข้าเส้นชัยที่อ่าวเตยงาม อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เป็นลำดับที่ 1 ด้วยเวลา 4.33 ชั่วโมง

นอกจากนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ยังทรงเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเรือใบ ประเภทเรือคีลโบ๊ท (SSL 47) ในฐานะนักกีฬาทีมชาติไทย ในมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ทรงนำทัพนักกีฬาเรือใบทีมชาติไทยทำคะแนนรวมเป็นอันดับที่ 1 คว้าเหรียญทองมาครองได้สำเร็จ

การที่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเรือใบ แสดงถึงพระปรีชาสามารถในด้านกีฬาเรือใบ  และทรงร่วมน้อมรำลึกในพระอัจฉริยภาพ และพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงเป็นนักกีฬาเรือใบ ทรงพระปรีชาสามารถ และประสบความสำเร็จในระดับสากล อีกทั้ง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ยังทรงมุ่งหวังที่จะสืบสานกีฬาเรือใบของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับชาติ และระดับนานาชาติ  รวมทั้งทรงส่งเสริมสร้างแรงบันดาลใจแก่นักกีฬาเรือใบรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเยาวชนให้ได้ฝึกฝนทักษะและพัฒนาต่อยอดการเล่นเรือใบสู่ระดับสากลต่อไป

นอกจากนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี  ยังทรงฉลองพระองค์ด้วยชุดนักกีฬาไอซ์ฮอกกี้ทีมชาติไทย และทรงร่วมลงแข่งขันในตำแหน่งเซนเตอร์ฟอร์เวิร์ด (Center forward) ในการแข่งขันฮอกกี้น้ำแข็งกระชับมิตรรายการสำคัญ เช่น แมตช์สานสัมพันธ์ไทย-จีน อีกทั้ง ยังทรงให้การสนับสนุนและเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการแข่งขันกีฬาฮอกกี้น้ำแข็ง รวมถึงพระราชทานถ้วยรางวัลในการแข่งขันรายการชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับกีฬาฮอกกี้น้ำแข็งของไทยสู่เวทีระดับสากล

ขณะเสด็จพระราชดำเนินเยือนเมืองมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี เพื่อทรงทอดพระเนตรการแข่งขันฮอกกี้น้ำแข็ง ในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว 2026 ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของประธานสหพันธ์ฮอกกี้น้ำแข็งนานาชาติ (IIHF) นอกจากจะเป็นการทอดพระเนตรการแข่งขันแล้ว ยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น “ทูตส่งเสริมกีฬาฮอกกี้น้ำแข็งประเภทหญิง” ของสหพันธ์ฯ เพื่อสนับสนุนและทรงเป็นกำลังใจแก่นักกีฬาฮอกกี้น้ำแข็งจากทั่วโลกด้วย

พระราชกรณียกิจสำคัญด้านการทหาร ทรงเป็นผู้นำหญิงแห่งกองทัพไทย

สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินี ปัจจุบันทรงดำรงตำแหน่ง รองผู้บัญชาการ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ทรงเป็นกุลสตรีไทยที่มีพระราชจริยาวัตรอันงดงามที่เปี่ยมล้นไปด้วยความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ สามารถแบ่งเบาพระราชภาระของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของราษฎรได้เป็นอย่างดี ทั้งยังทรงเป็นผู้นำหญิงแห่งกองทัพไทยที่ทหารทั้งปวงเชื่อมั่นในพระปรีชาสามารถว่าทรงเป็น สมเด็จพระราชินีคู่พระบารมีจอมทัพไทย ในรัชกาลที่ 10 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

ในพิธีสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารรักษาพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินี ทรงนำการสวนสนามของทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์และทหารรักษาพระองค์สามเหล่าทัพ ด้วยพระองค์เองในตำแหน่ง “องค์ผู้บังคับกองผสม” โดยทรงแต่งกายเครื่องแบบเต็มยศรักษาพระองค์ และทรงนำการสวนสนามด้วยพระสุรเสียงที่เข้มแข็ง เปล่งถ้อยคำนำขบวนสวนสนามได้อย่างชัดเจน ทรงพลัง และสง่างาม ทรงเป็นทั้งมิ่งขวัญ และกำลังใจของเหล่าทหารทุกนาย ให้ดำรงไว้ซึ่งเกียรติยศ ความเข้มแข็งและความภาคภูมิใจในการเป็นทหารรักษาพระองค์

ด้วยพระปรีชาสามารถและพระจริยวัตรอันงดงาม จึงทรงเป็น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี คู่พระราชหฤทัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงสง่างามยิ่ง เนื่องในโอกาสอันเป็นมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา  4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 ขอพระราชทานถวายพระพรชัยมงคล ขออานุภาพแห่งพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล ปกอภิบาลประทานพรให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เจริญด้วยจตุรพิธพรพิพัฒน์สวัสดิมงคล พระชนมายุยิ่งยืนนาน ทรงพระเกษมสำราญ สถิตเป็นมิ่งขวัญแห่งปวงประชาสถาพรตราบกาลนานเทอญ

LIFE & HEALTH : รู้จัก โรงเรียนพระดาบส..มอบโอกาส สร้างอาชีพให้เยาวชนด้อยโอกาส

LIFE & HEALTH : รู้จัก โรงเรียนพระดาบส..มอบโอกาส สร้างอาชีพให้เยาวชนด้อยโอกาส

LIFE & HEALTH : รู้จัก โรงเรียนพระดาบส..มอบโอกาส สร้างอาชีพให้เยาวชนด้อยโอกาส

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน “การศึกษาเพื่อสร้างอาชีพ” กลายเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ด้อยโอกาสที่ต้องการโอกาสในการเรียนรู้และมีอาชีพที่มั่นคง

 “โรงเรียนพระดาบส” เป็นหนึ่งในต้นแบบสำคัญของสถานศึกษาที่มุ่ง “สร้างคน สร้างงาน และสร้างอนาคต”  โดยก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2519 ตามพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีพระประสงค์จะช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา โดยเปิดโอกาสให้ผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษาได้เข้าถึงการเรียนสายวิชาชีพ โดยเน้นการฝึกปฏิบัติจริง ควบคู่การปลูกฝังคุณธรรม วินัย และการพึ่งพาตนเอง เพื่อให้สามารถก้าวเข้าสู่การมีอาชีพและอนาคตที่มั่นคงได้อย่างแท้จริง

ข้อมูลจาก สมศักดิ์ เพิ่มเกษร กรรมการและผู้ช่วยเลขาธิการมูลนิธิพระดาบส เปิดเผยว่า ปัจจุบันโรงเรียนพระดาบสได้ขยายโอกาสทางการศึกษาไปยังหลายพื้นที่ เพื่อรองรับเยาวชนที่ขาดโอกาสทางการศึกษา ให้สามารถเข้าถึงการเรียนสายอาชีพที่มีคุณภาพและนำไปประกอบอาชีพได้จริง ประกอบด้วย โรงเรียนพระดาบส และโรงเรียนลูกพระดาบส อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ รวมถึงโรงเรียนพระดาบสจังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดยะลา ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและสร้างโอกาสให้เยาวชนในพื้นที่พิเศษ

นาวาอากาศเอก สุรสิทธิ์ อิ่มฤทธา รองผู้อำนวยการโรงเรียนพระดาบส ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หลักสูตรของโรงเรียนพระดาบส ไม่ใช่เพียงการ “สอนให้ทำงาน” แต่คือการ “สร้างคนให้มีคุณภาพ” เน้นการฝึกทักษะวิชาชีพควบคู่กับการฝึกวินัยและคุณธรรม โดยเป็นหลักสูตรประจำ 1 ปี ผู้เรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ครอบคลุมทั้งค่าเล่าเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแต่งกาย อาหารและที่พักอาศัย   รับสมัครนักเรียนที่อายุระหว่าง 18 – 35 ปี 

หลักสูตรการเรียนการสอนโรงเรียนพระดาบส (ระยะเวลา 1 ปี) ถูกออกแบบมาให้มุ่งเน้นการฝึกทักษะช่างพื้นฐานที่หลากหลาย เพื่อให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติก่อนที่จะเลือกเรียนในวิชาชีพเฉพาะทางตามความถนัด  และเข้าสู่การฝึกงานจริงในสถานประกอบการ ได้แก่

  • 4 เดือนแรก (เรียนพื้นฐานเตรียมช่าง): ฝึกปฏิบัติกลุ่มสมรรถนะเตรียมช่างพื้นฐาน

ในช่วง 4 เดือนแรก (เมษายน-กรกฎาคม) นักเรียนจากทุกหลักสูตรวิชาชีพช่าง และหลักสูตรการเกษตรพอเพียง (ยกเว้นหลักสูตร เคหบริบาล) จะต้องศึกษาหมวดวิชาเตรียมช่างพื้นฐาน เพื่อให้ได้ลองลงมือทำจริง เป็นการฝึกทักษะสำคัญและต่อเนื่องจนเป็นชิ้นงาน ฝึกความเป็นช่างให้สามารถใช้เครื่องมือได้อย่างถูกต้องกับการผลิตชิ้นงาน ซึ่งเป็นสมรรถนะที่จำเป็น และมีความสัมพันธ์กันทุกสาขาช่าง ประกอบด้วย  พื้นฐานงานเครื่องมือกล พื้นฐานงานเขียนแบบ พื้นฐานงานไฟฟ้า พื้นฐานงาน ช่างยนต์ พื้นฐานงานอิเล็กทรอนิกส์ พื้นฐานงานควบคุมอมเตอร์ไฟฟ้า & PLC พื้นฐานงานไม้ พื้นฐานงานสี พื้นฐานงานเชื่อม พื้นฐานงานปูน พื้นฐานงานเกษตร และเคหบริบาล

  • 5 เดือนต่อมา : ฝึกวิชาชีพเฉพาะทาง นักเรียนจะได้ฝึกปฏิบัติกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเฉพาะทาง

หลังจากศึกษาหมวดวิชาเตรียมช่างพื้นฐานครบ 4 เดือนแล้ว นักเรียนจึงจะเลือกสาขาที่ตนเองชอบและถนัด (วิชาชีพเฉพาะทาง) และฝึกปฏิบัติวิชาชีพเฉพาะอีก 5  เดือน  เป็นการเข้าฝึกวิชาชีพที่เกี่ยวกับมาตรฐานของแต่ละวิชาชีพที่จำเป็นของแต่ละหลักสูตร ใช้ระยะเวลาฝึกอบรมต่อเนื่องและบูรณาการในการสอน โดยเน้นการฝึกปฏิบัติ ตามมาตรฐานความปลอดภัยของไมซ์สเตอร์ และมาตรฐานความปลอดภัยของวิชาชีพ ปฏิบัติตามคู่มือการฝึกเน้นการใช้เครื่องมือที่ถูกต้องปลอดภัย มีความสามารถปฏิบัติงานจริง และผ่านการประเมินผลการฝึกเพื่อให้มีความพร้อมก่อนการไปฝึกประสบการณ์จริงในสถานประกอบการ สามารถฝึกนอกเวลาเพิ่มเติมได้ตามความเหมาะสมตามวัตถุประสงค์การฝึกวิชาชีพ ช่วยให้ศิษย์พระดาบสที่ขาดโอกาสสามารถนำไปปฏิบัติงานช่วยเหลือครอบครัวต่อไป ได้แก่ หลักสูตรช่างไฟฟ้า, หลักสูตรช่างยนต์, หลักสูตรช่างอิเล็กทรอนิกส์, หลักสูตรการเกษตรพอเพียง,หลักสูตรช่างซ่อมบำรุง, หลักสูตรช่างไม้เครื่องเรือนและช่างสีอาคาร, หลักสูตรช่างเชื่อม ,หลักสูตรช่างก่อสร้าง และหลักสูตรเคหบริบาล

  • 2 เดือน: ฝึกปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการ

หลังจากฝึกวิชาชีพเฉพาะทาง 5 เดือนแล้ว นักเรียนจะต้องผ่านการฝึกงานในสถานประกอบการอีก 2 เดือน (มกราคม-กุมภาพันธ์) เพื่อเปิดโอกาสให้ศิษย์พระดาบสได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ได้สัมผัสกับการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัย การใช้เครื่องมือเครื่องจักร อุปกรณ์ที่ทันสมัย และบรรยากาศการทำงานร่วมกัน ส่งเสริมการฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ ซึ่งจะช่วยให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น และเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเกิดความมั่นใจและเจตคติที่ดีในการทำงาน และการประกอบอาชีพอิสระ

  • 1 เดือนสุดท้าย : ทดสอบมาตรฐานวิชาชีพ ฝีมือแรงงาน ก่อนจบการศึกษาและออกไปประกอบอาชีพ

ช่วง 1 เดือนสุดท้าย (มีนาคม) เป็นการเตรียมความพร้อมก่อนสำเร็จการศึกษา ออกสู่โลกของการทำงานการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน หรือทดสอบมาตรฐานวิชาชีพ ตามสาขางานที่เกี่ยวข้อง

ปัจจุบันมีผู้สำเร็จการศึกษา “ประกาศนียบัตรพระดาบส” จากโรงเรียนพระดาบส อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ แล้ว 48 รุ่น ระหว่างปีการศึกษา 2542-2568  จำนวน 2,942 คน  สำหรับในปีการศึกษา 2569 เป็นรุ่นที่ 49  มีนักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 107 คน 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โรงเรียนพระดาบสได้พิสูจน์ให้เห็นว่า “โอกาสทางการศึกษา” สามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้จริง ผ่านการสร้างคนที่มีทั้งความรู้ ทักษะ และคุณธรรม พร้อมก้าวสู่การเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะยังคงเป็นพลังสำคัญในการสานต่อภารกิจแห่งการสร้างอาชีพและสร้างอนาคตให้กับเยาวชนไทยต่อไปอย่างยั่งยืน

ชลิต อินดัสทรี สานต่อก่ออาชีพช่าง ปี 5  เพื่อโครงการให้ 1 ได้ 2โรงเรียนพระดาบส

เพื่อร่วมส่งเสริมการศึกษาและเสริมสร้างวิชาชีพให้แก่เยาวชนไทย บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนประกอบรถยนต์และอะไหล่ยาง ภายใต้  แบรนด์ “POP” เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างเยาวชนคุณภาพจากรากฐานที่มั่นคงบริษัทฯได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการเรียนรู้อาชีพของนักเรียนโรงเรียนพระดาบส ด้วยการสานต่อโครงการ  “ชลิต อินดัสทรี สานต่อก่ออาชีพช่าง ปี 5” เพื่อเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับน้องๆที่ด้อยโอกาส ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยเมื่อๆ นี้  ชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ได้มอบเงินสมทบทุนการศึกษาเพื่อร่วมสนับสนุนการดำเนินงาน โครงการให้ 1 ได้ 2 โรงเรียนพระดาบส มูลนิธิพระดาบส  โดยมี พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข  กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิพระดาบส เป็นผู้รับมอบ  ณ สำนักงานองคมนตรี 

และในโอกาสนี้ ชวิศ ยงเห็นเจริญ ยังได้เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของโรงเรียนพระดาบส มูลนิธิพระดาบส โดยมี สมศักดิ์ เพิ่มเกษร กรรมการและผู้ช่วยเลขาธิการมูลนิธิพระดาบส ร่วมด้วย นาวาอากาศเอก สุรสิทธิ์ อิ่มฤทธา รองผู้อำนวยการโรงเรียนพระดาบส  และ วิทูล สายแก้ว หัวหน้าหลักสูตรวิชาชีพช่างยนต์  พาเยี่ยมชมการเรียนการสอนและการฝึกปฏิบัติวิชาชีพของศิษย์พระดาบส ณ โรงเรียนพระดาบส มูลนิธิพระดาบส อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

ผู้สนใจร่วมสนับสนุนด้านการศึกษา หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อมูลนิธิพระดาบส โทร. 02-282-7000 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ มูลนิธิพระดาบส http://www.phradabos.or.th  facebook: โรงเรียนพระดาบส สมุทรปราการ

 

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

ครั้งแรกในไทย! ไอคอนสยาม เตรียมจุดพลุสีรุ้งเหนือโค้งน้ำเจ้าพระยา ฉลอง Pride Month สุดยิ่งใหญ่

ครั้งแรกในไทย! ไอคอนสยาม เตรียมจุดพลุสีรุ้งเหนือโค้งน้ำเจ้าพระยา ฉลอง Pride Month สุดยิ่งใหญ่

ครั้งแรกในไทย! ไอคอนสยาม เตรียมจุดพลุสีรุ้งเหนือโค้งน้ำเจ้าพระยา ฉลอง Pride Month สุดยิ่งใหญ่

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.24 น.

 ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา และ Global Experiential Destination ผนึกกำลัง นฤมิตไพรด์ ผู้จัดงาน Bangkok Pride Festival และ ค่าย DOMUNDI ประกาศความพร้อมในฐานะตัวแทนประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางแห่งความภาคภูมิใจระดับสากล ผ่านแคมเปญใหญ่ “UNITY OF PRIDE: DIVERSE SERIES, ONE COMMUNITY หลอมรวมทุกความหลากหลาย สู่หนึ่งหัวใจแห่งความภาคภูมิ” ตลอดเดือนมิถุนายน 2569 ชูไฮไลต์การแสดงพลุสีรุ้งครั้งแรกในไทยเหนือโค้งน้ำเจ้าพระยา ตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะแลนด์มาร์กที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกอย่างเท่าเทียม   

สุมา วงษ์พันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด เปิดเผยว่า “ไอคอนสยามมุ่งมั่นเดินหน้าสานต่อยุทธศาสตร์ความหลากหลาย เท่าเทียม และการมีส่วนร่วม (D.E.I.) ของกลุ่มสยามพิวรรธน์อย่างเต็มกำลัง เพื่อร่วมเป็นพลังสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นเจ้าภาพ World Pride 2030 โดยได้จัดแคมเปญ “UNITY OF PRIDE: DIVERSE SERIES, ONE COMMUNITY หลอมรวมทุกความหลากหลาย สู่หนึ่งหัวใจแห่งความภาคภูมิ” เพื่อตอกย้ำการเป็น ‘The Global Stage’ หรือ เวทีระดับโลกที่เปิดกว้างสำหรับทุกคนอย่างไร้ขีดจำกัด ภายใต้มาตรฐานอารยสถาปัตย์ (Universal Design) ที่สมบูรณ์แบบที่สุด พร้อมปักหมุดไอคอนสยามให้เป็น Pride Friendly Destination จุดหมายปลายทางที่รอต้อนรับความหลากหลายจากทั่วโลก พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมและยั่งยืน เพื่อผลักดันศักยภาพของคนไทยให้ปรากฏต่อสายตาชาวโลกอย่างสง่างามและภาคภูมิ”

สำหรับปี 2569 นี้ ไอคอนสยามเนรมิตกิจกรรมไฮไลต์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนทุกเจเนอเรชัน ผ่าน 3 ปรากฏการณ์แห่งความสุขที่จะเติมเต็มเดือนมิถุนายนนี้ด้วยสีสันและพลังบวกอย่างน่าประทับใจ

1. PRIDE THE WORLD: ปรากฏการณ์รุ้งบนแลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา

• ICONIC Rainbow: ไอคอนสยาม จับมือกับ LightSource ผู้นำ Lighting Design ชั้นนำของไทย จัดการแสดง Rainbow Lighting บนยอดจั่วไอคอนสยามตลอดเดือนมิถุนายนนี้
• Rainbow Fireworks (14 มิ.ย. 2569): ตระการตากับการแสดง พลุสีรุ้งครั้งแรกในประเทศไทย ความยาว 5 นาที เหนือโค้งน้ำเจ้าพระยา สะท้อนภาพลักษณ์ Pride Friendly Destination สู่สายตาชาวโลก
• Pride & Greet (14 มิ.ย. 2569): กิจกรรมพิเศษกับศิลปินดังตัวแทนคนรุ่นใหม่จากค่าย DOMUNDI นำโดย น้ำปิง-นภัสกร, เติ้ล-เฟิร์สวัน และ นอร์ท-อ๊อตโต้ ณ บริเวณ ICONSIAM Park ชั้น 2 ไอคอนสยาม พร้อมลุ้นสิทธิ์ถ่ายภาพอย่างใกล้ชิดกับ BL (Boy Love) คู่ดัง เติ้ล-เฟิร์สวัน และ นอร์ท-อ๊อตโต้ ในกิจกรรม Pride & Greet: Selfie Photocards Unity of Pride Collection 

2. TOGETHER WE PRIDE: การขับเคลื่อนระบบนิเวศธุรกิจ Y-Economy 

• Exclusive Content “Together We Pride”: ถอดรหัสความสำเร็จ Y-Content ผ่านบทสัมภาษณ์พิเศษใน THE STANDARD POP เจาะลึกบทบาท อ๊อฟชั่น – กิตติพัฒน์ จำปา และ น้ำปิง – นภัสกร ปิงเมือง ผู้บริหารและนักแสดงจากค่าย DOMUNDI ในฐานะผู้ขับเคลื่อน Ecosystem ของอุตสาหกรรมคอนเทนต์วายให้เป็น Soft Power ที่แข็งแกร่งและส่งออกสู่ตลาดสากล

3. POSITIVE PRIDE: ส่งมอบพลังบวกของ Rainbow Culture ให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมผ่านกิจกรรมมากมาย 

• A FAIR x UNITY OF PRIDE AT ICONSIAM (3-14 มิ.ย. 2569): ตลาดแห่งความสนุกที่รวมร้านค้าสุดเด็ดของเหล่าคนดังมาให้คุณได้เที่ยว กิน ฟิน ช็อป กันแบบจัดเต็มต้อนรับเดือนแห่งความภาคภูมิใจ พิเศษสุด! มาร่วมระเบิดความสนุกและกระทบไหล่ซุปตาร์ในวันเปิดงาน วันพุธที่ 3 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. ณ ริเวอร์ พาร์ค พบกับ พี่เอ-ศุภชัย ศรีวิจิตร, นางเอกซุปตาร์ อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ และแก๊งหิ้วหวี พร้อมจัดเต็มความสุขต่อเนื่องตลอด 12 วันของการจัดงาน โดยจะมีเหล่าคนดังอีกมากมายสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาทำกิจกรรมและสร้างรอยยิ้มให้ทุกคนอย่างจุใจ 
• Colors of Pride : Unity in Diversity สีสันแห่งความภาคภูมิใจ (3-21 มิ.ย. 2569): นิทรรศการศิลปะร่วมสมัยที่รวบรวมผลงานจากศิลปินหลากหลายเพศ มุมมอง และประสบการณ์ชีวิต ภายใต้แนวคิด “ความแตกต่างที่อยู่ร่วมกันได้อย่างงดงาม” ถ่ายทอดผ่านงานจิตรกรรม ประติมากรรม สื่อผสม และศิลปะร่วมสมัยในหลากหลายรูปแบบ จากกลุ่ม Queer Art Thailand นำโดย ดร.วิชัย อิมสุขสม, อ.ธีร์พาทิศ บุญวิจิตรนิธิธร, ปิยะดา ณ พัทลุง พร้อมด้วยศิลปินรับเชิญ รศ.พิเศษ ระพี ลีละสิริ, ชญานิษฐ์ ม่วงไทย, เสกสรรค ทุมมัย และศิริโรจน์ มานะอนุกูล จัดแสดงให้ชมฟรี บริเวณ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม

นอกจากนี้ ไอคอนสยาม ยังได้จับมือกับ รถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) เนรมิตสถานีรถไฟฟ้าสายสีทอง สถานีเจริญนคร ให้เต็มไปด้วยสีสันแห่งสายรุ้งต้อนรับผู้มาเยือนตั้งแต่ก้าวแรก พร้อมชวนสัมผัสความงดงามของ “Pride Rainbow Waterfall” น้ำตกสีรุ้งในโซนอลังการ ชั้น 6 และชม “ICONIC Multimedia Water Features” การแสดงระบำสายน้ำผสมผสานแสง สี เสียง และมัลติมีเดียในธีมสีรุ้งที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ ริเวอร์ พาร์ค โดยเปิดให้ชมฟรีทุกวัน วันละ 3 รอบ เวลา 19.00 น., 20.00 น. และ 21.00 น. ตลอดเดือนมิถุนายนนี้ 

ไอคอนสยามขอเชิญชวนประชาชนชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์แห่งความภาคภูมิใจร่วมกัน เพราะเราเชื่อมั่นว่า “ในโลกที่เต็มไปด้วยความแตกต่าง สิ่งที่สวยงามที่สุดคือหัวใจที่กล้าหาญจะยอมรับและภูมิใจในตัวตนของตนเอง” ร่วมฉลองเทศกาลระดับโลกและสัมผัสประสบการณ์เหนือระดับในแคมเปญ “UNITY OF PRIDE” ได้ตลอดเดือนมิถุนายน 2569 ณ ไอคอนสยาม ถนนเจริญนคร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 1338 หรือ http://www.iconsiam.com 

DITP สรุปผลสำเร็จการพัฒนาเครือข่าย Thai SELECT ผลักดันผู้ประกอบการเชื่อมโยงซัพพลายเชนอาหารไทย ขับเคลื่อนมูลค่าส่งออก

DITP สรุปผลสำเร็จการพัฒนาเครือข่าย Thai SELECT ผลักดันผู้ประกอบการเชื่อมโยงซัพพลายเชนอาหารไทย ขับเคลื่อนมูลค่าส่งออก

DITP สรุปผลสำเร็จการพัฒนาเครือข่าย Thai SELECT ผลักดันผู้ประกอบการเชื่อมโยงซัพพลายเชนอาหารไทย ขับเคลื่อนมูลค่าส่งออก

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.06 น.

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ประสบความสำเร็จในการดำเนินโครงการพัฒนาและสร้างเครือข่ายร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ประจำปี 2569 การสร้างเครือข่าย พันธมิตรทางการค้า และเชื่อมโยงผู้ประกอบการร้านอาหารไทยจากทั่วโลกเข้าสู่ซัพพลายเชนภาคการผลิตของไทยโดยตรง เพื่อต่อยอดการส่งออกวัตถุดิบและสินค้าอาหารไทยในเวทีสากล ยกระดับมาตรฐานร้านอาหารไทยในต่างประเทศ ขับเคลื่อนมูลค่าการส่งออกจากซอฟต์พาวเวอร์อย่างยั่งยืน

นายสุรินทร สุนทรสนาน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในพิธีปิดโครงการว่า ผลสำเร็จสำคัญของโครงการในปีนี้ คือผู้ประกอบการทั้ง 15 รายจาก 6 ภูมิภาค     ทั่วโลกได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้สู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การเชื่อมโยงธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมผ่านกิจกรรมจับคู่เจรจาการค้าในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026 ทำให้ผู้ประกอบการในต่างประเทศสามารถเข้าถึงผู้ผลิตได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและขยายมูลค่าการส่งออกของไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง การเรียนรู้ด้านวัฒนธรรม ตลอดจนรับฟังประสบการณ์ตรงจากผู้เชี่ยวชาญในแวดวงอาหารไทย ซึ่งล้วนสะท้อนถึงพันธกิจของพวกเราทุกคนในการร่วมกันอนุรักษ์ ส่งเสริม และรักษามาตรฐานความเป็นต้นตำรับของอาหารไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติต่อไป
“อาหารไทยมิได้เป็นเพียงอาหารที่ได้รับความนิยมจากผู้คนทั่วโลกเท่านั้น หากยังเป็นเครื่องมือที่สร้างภาพลักษณ์อันทรงพลังของประเทศไทย เป็นอัตลักษณ์เชิงวัฒนธรรม และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เป็นเครื่องมือสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ในการสร้างความเชื่อมั่นของรสชาติอาหารไทย และมีคุณภาพในระดับสากล DITP มุ่งมั่นที่จะสร้างความมั่นใจว่ารสชาติไทยแท้ คุณภาพ และมรดกทางวัฒนธรรมนั้นจะเติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีโลก ซึ่งผู้ประกอบการร้านอาหาร Thai SELECT ไม่ได้เป็นเพียงแค่เจ้าของธุรกิจ แต่ยังเป็น ‘ทูตวัฒนธรรม’ ที่ร่วมถ่ายทอดเสน่ห์และคุณค่าของอาหารไทยสู่ผู้บริโภคทั่วโลกด้วย”

สำหรับผู้ประกอบการจากร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ที่เดินทางมาร่วมโครงการ   ไม่ว่าจะเป็นร้าน WOKXPRESS จากเดนมาร์ก, ร้าน THAI SQUARE GROUP จากอังกฤษ, ร้าน KRAPPOM จากเกาหลีใต้, ร้าน IT’S THAI จากจีน, ร้าน TÓA 66 จากอินเดีย, ร้าน CHAO PHRAYA THAI FINE CUISINE จากอินโดนีเซีย ส่วนใหญ่มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน คือประทับใจในประสบการณ์ที่ได้พบเจอ ยินดีที่ได้แลกเปลี่ยนกับเครือข่ายร้านอาหารไทยต่างๆ ได้พบกับผู้ผลิตวัตถุดิบ/เครื่องปรุงอาหารไทยที่สามารถส่งออกไปให้ได้ ทำให้เพิ่มความมั่นใจต่อการขยายสาขาในอนาคต นอกจากนี้ การไปลิ้มลองรสชาติทั้งอาหารของแต่ละภูมิภาคและขนมไทยโบราณในรูปแบบต่างๆ ยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ เพื่อดึงดูดลูกค้า ตลอดจนเป็นการตอกย้ำแนวทางการบริหารร้านอาหารว่า การรักษา “รสชาติไทยแท้แบบดั้งเดิม” ยังคงเป็นจุดขายหลักและหัวใจสำคัญในการสร้างความสำเร็จของร้านอาหารไทยในต่างแดน

“ความสำเร็จของโครงการพัฒนาและสร้างเครือข่ายร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ประจำปี 2569 เป็นหนึ่งในกลไกสร้าง Thai SELECT community สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรมฯ ขยายการรับรู้และภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะแหล่งกำเนิดอาหารไทยคุณภาพระดับโลก ปัจจุบันมีร้านอาหารไทยในต่างประเทศที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT รวมทั้งสิ้น 1,419 ร้าน ใน 70 ประเทศทั่วโลก (ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2569) โครงการนี้จึงเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการได้นำองค์ความรู้และโอกาสที่ได้รับ ไปขยายผลในการขับเคลื่อนธุรกิจ รักษามาตรฐานอาหารไทยสู่สากล และเสริมสร้างความแข็งแกร่งตลอดจนสร้างมูลค่าเพิ่มในการส่งออกของอุตสาหกรรมอาหารไทยได้ต่อไป” นายสุรินทร กล่าวทิ้งท้าย

คณะวิศวฯ มก. เผยความสำเร็จ 5 ปี หลักสูตร “iDekTep” ปั้นเด็กไทยสู่วิศวกรยุคใหม่ ชูแนวคิด “ล้มแล้วลุกให้ไว” สู้ศึกเทคโนโลยีปี 2026

คณะวิศวฯ มก. เผยความสำเร็จ 5 ปี หลักสูตร “iDekTep” ปั้นเด็กไทยสู่วิศวกรยุคใหม่ ชูแนวคิด “ล้มแล้วลุกให้ไว” สู้ศึกเทคโนโลยีปี 2026

คณะวิศวฯ มก. เผยความสำเร็จ 5 ปี หลักสูตร “iDekTep” ปั้นเด็กไทยสู่วิศวกรยุคใหม่ ชูแนวคิด “ล้มแล้วลุกให้ไว” สู้ศึกเทคโนโลยีปี 2026

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.01 น.

​คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เดินหน้าขับเคลื่อนศักยภาพเด็กไทยยุคดิจิทัลอย่างต่อเนื่องในโครงการ “iDekTep (ไอเด็กเทพ) อัจฉริยะสร้างได้ตั้งแต่เด็ก” หลักสูตรการเรียนรู้รูปแบบ Project-based Learning และ Active Learning ที่มุ่งสร้างทักษะวิศวกรรมให้เข้าถึงง่าย ตั้งเป้าปั้นเยาวชนไทยให้มีกระบวนการคิดเป็นระบบ พร้อมรับมือกับเทคโนโลยีดิสรัปชันและก้าวสู่เวทีระดับโลก

​อาจารย์ภวิษย์พร กิจพัฒนาสมบัติ Head of Operations and Project Management ผู้ดูแลหลักสูตร iDekTep เปิดเผยถึงจุดเริ่มต้นของโครงการว่า เกิดจากวิสัยทัศน์ของ อาจารย์พัชรี โตแก้ว หัวหน้าโครงการ ที่เล็งเห็นว่าทักษะทางวิศวกรรมที่ดูเป็นเรื่องยาก แท้จริงแล้วสามารถเสริมสร้างให้กับเด็กได้ตั้งแต่ระดับปฐมวัย เพื่อปูรากฐานให้พวกเขากลายเป็นนิสิตหรือวิศวกรที่แข็งแกร่งในอนาคต อันจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โครงการนี้จึงเป็นการระดมสมองระหว่างวิศวกร อาจารย์ และทีมที่ปรึกษา เพื่อพัฒนาหลักสูตรที่เปลี่ยนเรื่องยากให้เป็นเรื่องสนุกผ่านการลงมือทำจริง

​”เราอยากเปลี่ยนมุมมองใหม่ว่าทักษะวิศวกรรมไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากเด็ก ๆ มีรูปแบบวิธีคิดแบบวิศวกรรม (Engineering Thinking) พวกเขาจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิต การเรียน หรือการแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันได้ ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Design Thinking คือการนำไอเดียมาแปลงเป็นกระบวนการที่ทำได้จริง และที่สำคัญที่สุดคือการเรียนรู้จากความผิดพลาด ล้มแล้วลุกให้ไว (Fail Fast, Learn Faster) เพื่อแก้ไขปัญหาให้สำเร็จ” อาจารย์ภวิษย์พร กล่าว

​ปัจจุบันโครงการ iDekTep เดินทางเข้าสู่ปีที่ 5 และได้ขยายความร่วมมือไปยังมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยเริ่มต้นจากหลักสูตรหุ่นยนต์ที่เน้นให้เด็กเข้าใจระบบ Microcontroller เพื่อให้เรียนรู้การแก้ปัญหาเมื่อเกิดข้อผิดพลาด (Error) ล่าสุดหลักสูตร Digital Robot ได้พัฒนาขึ้นถึง 5 ระดับ ได้แก่

​Level 1 (AGV): หุ่นยนต์ขับเคลื่อนด้วยล้อ Mecanum วิ่งได้รอบทิศทาง ควบคุมด้วยระบบ IoT

​Level 2 (Smart Watch & Smart Farm): เรียนรู้ระบบแจ้งเตือนอัจฉริยะและระบบฟาร์มยุคใหม่​

​Level 3 (Robotic Arm): เรียนรู้กลศาสตร์และการเชื่อมโยงจากการออกแบบฟรีสไตล์ทางวิศวกรรม

​Level 4 (Python): เรียนรู้การประมวลผลข้อมูลที่หลากหลาย ทั้งรูปภาพและชุดคำสั่ง

​Level 5 (System Integration): การบูรณาการระบบเพื่อให้เกิดการสื่อสารที่มีมาตรฐานและชาญฉลาดนอกจากนี้ ในปี 2026 โครงการได้ยกระดับหลักสูตรให้เท่าทันโลก โดยการนำภาษา Python มารวมกับ AI และต่อยอดสู่เทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง Digital Twin (การสร้างโมเดลเสมือนจริงในโลกดิจิทัลร่วมกับ AI) พร้อมทั้งเปิดตัวหลักสูตร “Playground” (สนามเล็ก) สำหรับเด็กเล็ก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีโดยไม่ต้องเน้นการท่องจำ​

​อาจารย์ภวิษย์พร กล่าวเพิ่มเติมว่า เด็กที่ผ่านหลักสูตร iDekTep ไม่จำเป็นต้องจบไปเป็นวิศวกรทุกคน แต่สามารถต่อยอดไปได้หลากหลายอาชีพ เช่น การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่รู้จักนำเทคโนโลยีและ AI Module เข้ามาบริหารจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดต้นทุนและกำลังคน หรือแม้แต่การนำไปประยุกต์ใช้ในสายงานการตลาดและวิชาชีพครู

​นอกจากนี้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มก. ยังมีโครงการเบื้องหลังที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับปฐมวัย มัธยมศึกษา ไปจนถึงมหาวิทยาลัย โดยเน้นการส่งต่อความรู้และนวัตกรรมที่เด็ก ๆ พัฒนาขึ้นกลับคืนสู่ชุมชน เพื่อกระจายโอกาสให้เข้าถึงเยาวชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม​

 “เด็กไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก” โครงการ iDekTep ได้พิสูจน์แล้วผ่านการส่งเยาวชนเข้าร่วมการแข่งขันระดับประเทศ และกำลังมีแผนเตรียมพาน้อง ๆ ไปเปิดประสบการณ์แข่งขันในระดับนานาชาติ ซึ่งผลงานของเด็กไทยหลายโปรเจกต์มีความสร้างสรรค์และน่าทึ่งมาก เพียงแค่ต้องการพื้นที่และโอกาสในการแสดงออกอย่างมั่นใจ “ถ้าน้อง ๆ ชอบด้านนี้… ลุยเลย ไม่ต้องรอ” อาจารย์ภวิษย์พร ฝากถึงเยาวชนรุ่นใหม่ “วงการนี้เปิดกว้างเสมอ ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานแน่นมาก่อน ขอแค่มีความชอบและอยากลงมือทำ ยิ่งเราพลาด เรายิ่งได้เรียนรู้ ล้มแล้วลุกให้ไวคือสิ่งสำคัญที่สุด”

​สำหรับผู้ปกครอง โรงเรียน หรือเยาวชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการ iDekTep สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: iDekTep อัจฉริยะสร้างได้ https://www.facebook.com/search/top?q=idektep%20อัจฉริยะสร้างได้ และ เว็บไซต์: idektep.com

แม็คโคร-โลตัส แหล่งรวมร้านค้า ไทยช่วยไทยพลัส มากที่สุดในประเทศ

แม็คโคร-โลตัส แหล่งรวมร้านค้า ไทยช่วยไทยพลัส มากที่สุดในประเทศ

แม็คโคร-โลตัส แหล่งรวมร้านค้า ไทยช่วยไทยพลัส มากที่สุดในประเทศ

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.55 น.

บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งค้าปลีก     “แม็คโคร–โลตัส” เดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย เปิดพื้นที่ศูนย์รวมร้านค้า “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่รวมร้านค้าเข้าร่วมโครงการมากที่สุดในประเทศ ประเดิมเปิดวันแรกอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางการตอบรับคึกคัก สะท้อนบทบาทของ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่กับการช่วยลดภาระค่าครองชีพให้คนไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้รับเกียรติจากนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” วันแรก

ในการสนับสนุนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ในการ “ยืนหยัดเคียงข้างคนไทย” ผ่านการผสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ธุรกิจค้าส่ง ค้าปลีก และผู้ประกอบการไทย เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้ SME รวมถึงร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ โดยแม็คโคร-โลตัส เปิดพื้นที่ฟรีกว่า 1,500 บูธ ให้ผู้ประกอบการนำสินค้ามาจำหน่าย พร้อมเป็นศูนย์กลางของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการกว่า 10,000 ร้านค้า เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิประโยชน์ โปรโมชั่น และสินค้าราคาคุ้มค่าได้สะดวกในจุดเดียว ทั้งร้านอาหาร แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ และบริการต่าง ๆ ที่มอบส่วนลดและดีลสุดคุ้มให้แก่ลูกค้า ตอกย้ำแนวคิด “มาแม็คโคร โลตัส ทุกวัน คุ้มทุกวัน” ตอบโจทย์ทั้งการจับจ่าย ใช้ชีวิต และความบันเทิงของทุกคนในครอบครัว

ขณะเดียวกัน แม็คโคร-โลตัส ยังเดินหน้าช่วยลดค่าครองชีพผ่านแพ็กเกจสุดคุ้ม “ซื้อเพียง 69 บาท รับคูปองส่วนลดรวมมูลค่ากว่า 300 บาท” ครอบคลุมทั้งโซนซูเปอร์มาร์เก็ตและ Lotus’s Mall ควบคู่กับการนำสินค้า Own Brand อาทิ aro, Savepak, Lotus’s, Momento และคุ้มค่า รวมถึงสินค้าราคาพิเศษจากแคมเปญ Rollback ของโลตัส กว่า 3,000 รายการ ครอบคลุมสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน มาร่วมแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย และเพิ่มความคุ้มค่าให้ผู้บริโภคในทุกการจับจ่ายอีกด้วย

ซีพี แอ็กซ์ตร้า เชื่อมั่นว่า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะเป็นอีกหนึ่งแรงกระเพื่อมสำคัญในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย สนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เติบโตไปพร้อมกับชุมชน และช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าคุณภาพในราคาคุ้มค่าได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

#CPAXTRA #makroxlotuss #พื้นที่ความสุขของชุมชน #ไทยช่วยไทยพลัส #แพลตฟอร์มแห่งโอกาส