บีชโปโลการกุศล ‘อินเตอร์คอนติเนนตัล – บี.กริม บีช โปโล 2026’ สนับสนุน ‘โครงการกำลังใจ’ ในพระดำริ พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง

บีชโปโลการกุศล ‘อินเตอร์คอนติเนนตัล - บี.กริม บีช โปโล 2026’ สนับสนุน ‘โครงการกำลังใจ’ ในพระดำริ พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง

บีชโปโลการกุศล ‘อินเตอร์คอนติเนนตัล – บี.กริม บีช โปโล 2026’ สนับสนุน ‘โครงการกำลังใจ’ ในพระดำริ พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง

วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.00 น.

 การแข่งขัน Princess Pa’s Cup InterContinental – B.Grimm Beach Polo Hua Hin ครั้งที่ 15 ปิดฉากลง ณ ชายหาดหน้าโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน รีสอร์ท โดยผสานความตื่นเต้นของกีฬาเข้ากับบรรยากาศริมทะเลและกิจกรรมทางสังคมได้อย่างลงตัว

การแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นโดย บี.กริม ร่วมกับ กลุ่มบริษัทพราว โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน รีสอร์ท และบลูพอร์ต หัวหิน ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมาได้พัฒนาให้รายการนี้กลายเป็นหนึ่งในอีเวนต์สำคัญของทั้งวงการกีฬาและไลฟ์สไตล์ของประเทศไทย รายได้ส่วนหนึ่งสนับสนุน“โครงการกำลังใจ” ในพระดำริในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทราเทพยวดี ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุน พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง ผ่านการฝึกอาชีพและการเตรียมความพร้อมในการกลับคืนสู่สังคม

ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา บีชโปโลหัวหินได้กลายเป็นกิจกรรมระดับนานาชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยสนามแข่งขันบนชายหาดที่ต้องอาศัยจังหวะน้ำขึ้นน้ำลงอย่างแม่นยำ ผสานกับเสน่ห์ของเมืองหัวหินซึ่งมีวัฒนธรรมการขี่ม้าเลียบชายหาดมาอย่างยาวนาน

ดร. ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม และนายกสมาคมกีฬาขี่ม้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ความท้าทายของกีฬานี้อยู่ที่การบริหารจัดการธรรมชาติ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เหมาะสมของสภาพพื้นทราย ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการแข่งขัน

นางสาวพราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทพราว กล่าวว่า หัวหินยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยในปีที่ผ่านมาเมืองมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านจำนวนนักท่องเที่ยวและอัตราการเข้าพัก

“กลุ่มบริษัทพราวมุ่งนำเสนอกิจกรรมไลฟ์สไตล์ระดับโลก เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับการท่องเที่ยวของหัวหิน ทั้งด้านกีฬา ดนตรี ศิลปะ และอาหาร ซึ่งบีชโปโลถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่สะท้อนภาพลักษณ์ของเมืองได้เป็นอย่างดี”

ทั้งนี้ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน รีสอร์ท ยังคงให้การสนับสนุนการจัดการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง ด้วยศักยภาพของพื้นที่ชายหาดที่เหมาะสมสำหรับการแข่งขัน พร้อมทั้งการพัฒนาและยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อมอบประสบการณ์การพักผ่อนที่ครบครันและมีเอกลักษณ์

การแข่งขันในปีนี้มีทีมจากประเทศไทย เบลเยียม อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา เข้าร่วม สะท้อนถึงความเป็นเวทีระดับนานาชาติที่ได้รับความสนใจจากนักกีฬาทั่วโลก ขณะเดียวกัน ผู้เข้าชมยังได้เพลิดเพลินกับกิจกรรมตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่นโชว์บนหลังม้า ขบวนพาเหรดริมชายหาด รวมถึงซุ้มกิจกรรมและอาหารเครื่องดื่มหลากหลาย นอกเหนือจากการแข่งขัน บรรยากาศของงานยังดึงดูดแขกผู้มีเกียรติ นักธุรกิจ และผู้สนใจกีฬาจากทั้งในและต่างประเทศ ให้มารวมตัวกันท่ามกลางบรรยากาศริมทะเลที่ผ่อนคลาย

ช่วงค่ำ งานได้เปลี่ยนบรรยากาศสู่ค่ำคืนแห่งความสง่างามในสวน ภายใต้ธีม “Celestial Blue & Pearl Summer Elegance Dinner” ริมชายหาดที่สะท้อนโทนสีของท้องทะเล อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการจัดประมูลการกุศล โดยรายได้ทั้งหมดนำไปสนับสนุนโครงการกำลังใจภายใต้พระดำริฯ ปิดท้ายด้วยการแสดงของวง Royal Bangkok Symphony Orchestra ซึ่งเติมเต็มมิติทางวัฒนธรรมให้กับงาน ท่ามกลางบรรยากาศของท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือชายหาดหัวหิน

คุณแหน : 14 เมษายน 2569

คุณแหน : 14 เมษายน 2569

คุณแหน : 14 เมษายน 2569

วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.39 น.

รัฐแคลิฟอร์เนีย มีนิกเนมว่า “THE GOLDEN STATE” หรือง่ายๆว่าแผ่นดินทอง เหตุใดเป็นเช่นนั้น เริ่มต้นก็มีแผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาลพลเมืองเยอะแยะ แถมยังมี GDP มหึมาถ้านำมาเรียงเป็นรายประเทศจะอยู่ลำดับที่ 4 ! (เหนือกว่าประเทศญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ลำดับที่ 5) จึงไม่เป็นเรื่องแปลกที่ในรอบร้อยปีที่ผ่านมาเยาวชนตลอดจนวัยรุ่นจากมลรัฐต่างๆ ใฝ่ฝันที่จะมาสร้างอนาคต “AMERICAN DREAM” ในโกลเด้นสเตทนี้ เฉพาะประเด็นว่ามหาอาณาจักร HOLLYWOOD อยู่ในนครลอสแอนเจลิสก็น่าคิดแล้ว มีตำนานเล่าขานไม่รู้จบว่า MARILYN MONROE เด็กสาวบ้านนาก้าวขึ้นรถบัสเกรย์ฮาวด์ มุ่งหน้าหาความฝันที่ปลายทางลอสแอนเจลิส ถึงจุดหมายยามค่ำแล้วที่พักหลักแหล่งไม่มี จึงไปนั่งจิบกาแฟฆ่าเวลาในร้าน REXAL ตามความเชื่อว่าฟ้ากำหนดบังเอิญมี คณะผู้อำนวยการสร้างฮอลลีวู้ดมานั่งกินกาแฟคุยงาน แค่ชำเลืองเห็นความงามตามธรรมชาติ (RAW BEAUTY) และอากัปกิริยาของสาวน้อยเท่านั้น ผอ.ใหญ่ถึงกับอุทานว่า ใช่เลย! นั่นคือการค้นพบครั้งสำคัญของโลกเซลลูลอยด์ ในรอบกึ่งศตวรรษที่ผ่านมาคำนวณคร่าวๆมีอเมริกันสาวบ้านนานับแสนคนพยายามลอกเลียนปรากฏการณ์นี้ แต่มีเพียงหยิบมือเดียวที่พบความสำเร็จในวงการภาพยนตร์ในระดับแตกต่างกัน ส่วนมากจะพบกับความผิดหวังโดยสิ้นเชิง… สัปดาห์ที่ผ่านมาข่าวไวรัล TALK-OF-THE-TOWN วิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องวิทยฐานะการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในแอล.เอ.สหรัฐฯ ของ เสนาบดีคนดัง ความว่า 1) สถาบันดังกล่าวถูกปิดตาม กม. ไปแล้วตั้งแต่ คศ. 2019 , 2) ขณะสถาบันดำรงอยู่นั้นได้รับการรับรองวิทยฐานะจาก กพ.หรือไม่? ขณะที่มีการถกเถียงกันอยู่ก็มีเพจชื่อดังนำรายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับสถาบันดังกล่าวมาตีแผ่เพิ่มไปอีก วันนี้ บารอนเนส เลยขอเสนอมุมมองของอเมริกันชนบ้าง ในสหรัฐฯเขามีปรัชญาวิธีคิดเกี่ยวกับเรื่อง “อุดมศึกษา” ที่แตกต่างจากชาวเอเชีย เขามองว่า: 1) ชาวอเมริกันทั่วไปมี MATUARITY เพียงพอที่จะพิจารณาความถูกต้องและเหมาะสมของตนเองได้ 2) หากไม่ใช่มุ่งหวังจะเข้ารับราชการหรือบริษัทใหญ่มัลไทเนชั่นแนล ก็จะไม่มีใครสนใจเรื่องวิทยฐานะของสถาบัน 3) ส่วนบริษัท SME ไม่สนใจเรื่องวิทยฐานะ เขาสัมภาษณ์งานประเด็นเดียวผู้สมัครมีประสบการณ์ตามหน้าที่งานหรือไม่เท่านั้น…-0- ข่าวน่ายินดี องค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศขึ้นทะเบียน “สงกรานต์ในประเทศไทย” (Songkran in Thailand, traditional Thai New Year festival) ให้เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติอย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่การประชุมคณะกรรมการระหว่างประเทศ ครั้งที่ 18 ณ ประเทศบอตสวานา เมื่อช่วงปลายปี 2023 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ยกระดับประเพณีท้องถิ่นสู่สมบัติล้ำค่าของคนทั้งโลก โดยไม่ใช่เพียงแค่เทศกาลสาดน้ำเพื่อคลายร้อน หรือความสนุกสนานเพียงอย่างเดียว แต่เป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตและความผูกพันของคนไทยที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน…

-0- ช่วงนี้ลูกชายคนโตกับภรรยามาเยี่ยม คุณแม่ นิศากร โฆษิตรัตน์ แต่ต้องรีบกลับอเมริกาก่อนวันครอบครัว โดยคุณพ่อคุณแม่พาไป Farewell lunch ล่วงหน้า ที่ร้านโปรดย่านประดิษฐ์มนูธรรม… อนึ่ง นิศากร เป็นทั้งคุณย่าและคุณยาย แต่ครอบครัวลูกสาวอยู่ฝรั่งเศส ไม่ได้กลับไทยระหว่างนี้…

-0- หยุดยาวหลายวันหลายคนเฝ้ากรุงเทพฯ อาทิ พล.ร.ต.กฤษดิ์กมล – ธนษร กีรติบุตร ,รัชนี กอไผ่แก้ว เป็นต้น…

-0- งาน “ช้อนพวง เดอะซีรีย์” ของ ชมรมนักเรียนเก่าราชินี จัดวันที่ 23 พ.ค.69 ณ โรงเรียนราชินี …มีกิจกรรมหลากหลาย เริ่มด้วย 10.00 น. ทำบุญให้คุณครูที่เสียชีวิต (กิจกรรมนี้จัดขึ้นเป็นครั้งแรก) , 11.30 น.กินข้าวโรงเรียนกับเพื่อน ย้อนบรรยากาศเก่าๆ ในเมนูที่คุ้นเคย…อิ่มแล้วไปสนุกกับ Netball Challenge เกม=ท้าทายความสามารถ ชู้ตดีมีรางวัล…บัตรเข้างาน 500.-บาทขาดตัว ที่นั่งมี 400 ที่ (นั่งโต๊ะละ 8 คน)…ศิษย์เก่าราชินีเตรียมจองบัตรให้ทัน จะได้สังสรรค์สโมสรกันพร้อมหน้าสวยๆ !!…

บารอนเนส

วิจัยชี้ ‘เบาหวาน’ ใกล้ตัวคนวัยทำงานมากขึ้น แนะกลยุทธ์ปรับพฤติกรรม ออกกำลัง เอาชนะโรค

วิจัยชี้ ‘เบาหวาน’ ใกล้ตัวคนวัยทำงานมากขึ้น แนะกลยุทธ์ปรับพฤติกรรม ออกกำลัง เอาชนะโรค

วิจัยชี้ ‘เบาหวาน’ ใกล้ตัวคนวัยทำงานมากขึ้น แนะกลยุทธ์ปรับพฤติกรรม ออกกำลัง เอาชนะโรค

วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เบาหวาน  โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) กลายเป็นภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพของคนวัยทำงานอย่างน่าเป็นห่วง จากสถิติในไทย พบว่า ในทุก 9 คน จะมีผู้เป็นเบาหวาน 1 คน และทุกๆ 5 ปีมีผู้เป็นเบาหวานเพิ่มขึ้น 1 ล้านคน และสิ่งที่น่าวิตกคือ อายุเฉลี่ยของผู้เป็นเบาหวานได้ลดลงจาก 50 ปี เหลือเพียง 40 ปี และเริ่มพบในคนอายุ 30 ปีมากขึ้นเรื่อย ๆ  จึงเห็นได้ว่าโรคเบาหวานไม่ใช่โรคไกลตัวของวัยทำงานต่อไป

โรงพยาบาลวิมุต-เทพธารินทร์ ซึ่งมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านโรคเบาหวาน  ได้จัดกิจกรรมพิเศษโดยมี  ศ.เกียรติคุณ นพ. เทพ หิมะทองคำ อายุรแพทย์ต่อมไร้ท่อ และผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลเทพธารินทร์ กล่าวเปิดงาน ภายใต้แนวคิด “Diabetes and the Workplace” (สุขภาพดี มีได้…ในที่ทำงาน) เพื่อสร้างความตระหนักและติดอาวุธความรู้ให้ผู้เป็นเบาหวานวัยทำงานสามารถดูแลตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายในงานมีการบรรยายให้ความรู้ การเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองต่าง ๆ รวมถึง Workshop แนะการเคลื่อนไหวที่สะดวกและเข้าถึงได้ง่าย รวมถึงการเลือกอาหารที่เหมาะสำหรับวัยทำงาน

เรื่องที่ผู้เป็นเบาหวานวัยทำงาน….ควรรู้

พญ. เกษณี ร่มโพธิ์ทอง อายุรแพทย์ต่อมไร้ท่อ กล่าวว่า การมีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดีต่อสุขภาพเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเราใช้เวลาในที่ทำงานมาก การดูแลตนเองอย่างเข้มงวดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เนื่องจากผู้เป็นเบาหวานในวัยทำงานมีอัตราการเกิดโรคแทรกซ้อนที่สูงขึ้น การเข้าใจและจัดการปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ทั้งเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย การใช้ยาอย่างมีวินัย และการพักผ่อน จึงเป็นกุญแจสำคัญสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี

สุขภาพดี มีได้…ในที่ทำงาน

หนึ่งในกิจกรรมที่น่าสนใจ คือ ช่วงเสวนา “สุขภาพดี มีได้…ในที่ทำงาน” นำโดย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นพ. เอกลักษณ์ วโนทยาโรจน์ อายุรแพทย์ต่อมไร้ท่อ และผู้อำนวยการศูนย์เบาหวาน ไทรอยด์ และต่อมไร้ท่อเทพธารินทร์ ที่มาอัปเดต สถานการณ์โรคเบาหวานปัจจุบันที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะเป็นโรคในกลุ่ม NCDs ที่เพิ่มขึ้นเร็ว ในทุก ๆ 5 ปี จะมีผู้ป่วยเพิ่ม 1 ล้านคน หรือ ในทุก 9 คน จะเป็นเบาหวาน 1 คน นอกจากนี้ โรคเบาหวานยังเริ่มคุกคามคนวัยทำงานมากขึ้น อายุเฉลี่ยผู้ที่ป่วยลดลงจาก 50 ปี เป็น 40 ปี และเริ่มพบในวัย 30 ปีมากขึ้น โดยกลุ่มวัยทำงานมักมีภาวะแทรกซ้อนสูงกว่ากลุ่มอื่น ดังนั้น “คนวัยทำงานจำเป็นต้องใส่ใจสุขภาพอย่างจริงจังและต่อเนื่อง”

งานเสวนามีแขกรับเชิญมาร่วมแชร์ประสบการณ์ตรงในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การเอาชนะเบาหวานด้วยสูตรดูแลตัวเอง “2ก 1ย 1น” ได้แก่  กิน – ควบคุมอาหาร กาย – ออกกำลังกาย ยา – ใช้ยาอย่างมีวินัย และ นอน – นอนให้เพียงพอ ซึ่งช่วยสร้างแรงบันดาลใจ และให้ข้อคิดแก่ผู้เป็นเบาหวานได้เป็นอย่างดี Workshop “Being active” ฟิตเฟิร์มร่างกาย โดย ทีม มีดี เฮลท์ โซลูชั่น คลับ ศูนย์ออกกำลังกาย (ชั้น 8) โรงพยาบาลวิมุต-เทพธารินทร์ โดยหัวหน้าแผนกแอคทีฟไลฟ์สไตล์ มีดี เฮลท์ โซลูชั่น คลับ ได้นำเสนอ Workshop ที่เน้นการเคลื่อนไหวที่สะดวกและเข้าถึงได้ง่ายสำหรับคนวัยทำงาน คือ การเดินหรือวิ่งสะสมระยะทาง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ให้ประโยชน์มากมาย เช่น ลดน้ำตาลในเลือดได้อย่างต่อเนื่องถึง 24 ชั่วโมง และลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ปอด และหัวใจ ลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนได้ถึง 30%  การจัดกิจกรรมองค์กรอย่าง UMC SO GOOD “เดิน-วิ่งสะสมระยะทาง” ที่กระตุ้นให้พนักงานเดิน-วิ่งสะสมระยะ 17 กม. ภายใน 1 เดือน เพื่อรับรางวัล เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการสร้างแรงจูงใจให้เกิดความแอคทีฟ

Workshop “Healthy eating”: สูตร 2:1:1 สำหรับอาหารในที่ทำงาน โดยทีมนักกำหนดอาหารวิชาชีพ ได้ถ่ายทอดความรู้ในการจัดการคุณภาพอาหารในที่ทำงาน โดยมุ่งเน้นที่การสร้างจานอาหารสุขภาพใน 1 ตะกร้า ด้วยหลักการ 2:1:1 ที่จำง่ายและนำไปใช้ได้จริง ได้แก่ 2 ส่วน : ผัก  1 ส่วน: เนื้อสัตว์/โปรตีน (เน้นไม่ติดมัน/หนัง, ปลา, ไข่) และ 1 ส่วน: ข้าว-แป้ง (เน้นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน) นอกจากนี้ ยังแนะแนวทางสำหรับ แก๊งค์เวฟแอนด์โก ในร้านสะดวกซื้อให้สามารถสร้างจาน 2:1:1 ได้ และสำหรับมื้อว่าง ควรเลือกที่มีพลังงานไม่เกิน 200 kcal และมีปริมาณน้ำตาลเพียง 0-5 กรัม

นอกจากการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน การดูแลสุขภาพเพื่อรักษาและป้องกันความเสี่ยงของโรคเบาหวานสำหรับคนทำงาน โดย ทีมแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกาย นักกำหนดอาหารวิชาชีพ และผู้มีประสบการณ์ตรง และกิจกรรมเกมร่วมสนุกรับรางวัลปิดท้ายแล้ว โรงพยาบาลวิมุต-เทพธารินทร์ ยังได้จัดบูธตรวจเช็คค่าน้ำตาลในเลือด รวมถึงบูธจำหน่ายอุปกรณ์ตรวจค่าน้ำตาล และผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ให้บริการแก่ผู้เข้าร่วมงานในครั้งนี้ด้วย

โรงพยาบาลวิมุต-เทพธารินทร์ มุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนให้คนวัยทำงานมีสุขภาพที่ดีและตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลตนเองเพื่อสร้าง “สุขภาพดี มีได้…ในที่ทำงาน” อย่างยั่งยืน  และหากต้องการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเบาหวาน สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ ศูนย์เบาหวาน ไทรอยด์และต่อมไร้ท่อเทพธารินทร์ โทร 02-348-7000 ต่อ 4020 หรือ 4024 ทุกวัน เวลา 08.00 – 16.00 น.

พาร์กินสันไม่ใช่เรื่องไกลตัว ผู้ป่วยไทยพุ่ง 3 เท่า แพทย์เตือน รู้เร็ว ดูแลถูก ชีวิตไปต่อได้

พาร์กินสันไม่ใช่เรื่องไกลตัว ผู้ป่วยไทยพุ่ง 3 เท่า แพทย์เตือน รู้เร็ว ดูแลถูก ชีวิตไปต่อได้

พาร์กินสันไม่ใช่เรื่องไกลตัว ผู้ป่วยไทยพุ่ง 3 เท่า แพทย์เตือน รู้เร็ว ดูแลถูก ชีวิตไปต่อได้

วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างเงียบๆ กำลังส่งสัญญาณเตือนถึงสังคมไทย “โรคพาร์กินสัน” ซึ่งเคยพบประมาณ 1 คนในประชากร 1,000 คน วันนี้ขยับขึ้นเป็น 1 คน ใน 400 คน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 250 ภายในระยะเวลาเพียง 10 ปี โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยสูงเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย สะท้อนปรากฏการณ์ “ความเร่งของโรคในระดับประชากร” ซึ่งไม่อาจอธิบายได้จากการเข้าสู่สังคมสูงวัยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นสัญญาณที่ต้องจับตาอย่างจริงจัง

นพ. สิทธิ เพชรรัชตะชาติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาและโรคพาร์กินสัน โรงพยาบาลพระรามเก้า เปิดเผยว่า โรคพาร์กินสันเกิดจากการเสื่อมของเซลล์ประสาทบริเวณก้านสมอง ส่งผลให้การผลิตสารโดปามีนลดลง ทำให้การเคลื่อนไหวช้าลง และอาจมีอาการมือสั่นร่วมด้วย หากไม่ได้รับการรักษา อาการจะค่อยๆ รุนแรงขึ้นจนกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน

สาเหตุสำคัญของโรคเกี่ยวข้องกับการสะสมของโปรตีน alpha-synuclein ที่ผิดปกติ ซึ่งในหลายกรณีเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรม เมื่อร่างกายไม่สามารถกำจัดโปรตีนชนิดนี้ได้ โปรตีนจะสะสมจนกลายเป็น “โปรตีนขยะ” โดยมีข้อสันนิษฐานว่าจุดเริ่มต้นอาจเกิดขึ้นที่ลำไส้ ก่อนส่งผ่านเส้นประสาทเข้าสู่ก้านสมองและสมองส่วนอื่นๆ ผู้ป่วยจำนวนมากจึงเริ่มมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องผูก แน่นท้อง หรือเรอบ่อย ซึ่งมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงปัญหาระบบย่อยอาหาร ทั้งที่อาจเป็นสัญญาณระยะเริ่มต้นของโรคได้

นอกจากนี้ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การสัมผัสสารเคมีกลุ่มยาฆ่าแมลง มลพิษทางอากาศ PM2.5 การสะสมของไมโครพลาสติก และสารเคมีจากบรรจุภัณฑ์อาหาร อาจมีส่วนกระตุ้นให้เกิดโรคได้

สัญญาณเตือนที่หลายคนมักมองข้าม ได้แก่ การนอนละเมอ ท้องผูกเรื้อรัง ภาวะซึมเศร้า หรือความวิตกกังวลที่ไม่มีสาเหตุชัดเจน อาการเหล่านี้อาจเป็น “เสียงเตือน” จากสมอง และอาจเกิดขึ้นก่อนอาการสั่นถึง 10–20 ปี หมายความว่า เมื่อเริ่มมีอาการเคลื่อนไหวผิดปกติ เช่น เคลื่อนไหวช้า มือสั่น หรือเดินสะดุด อาจเป็นช่วงที่เซลล์สมองสูญเสียไปแล้วมากกว่าร้อยละ 60

ทั้งนี้ จากสถิติเดิมที่พบผู้ป่วย 1 คนต่อประชากร 1,000 คน ปัจจุบันเพิ่มเป็น 1 คนต่อ 400 คน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 250 ภายใน 10 ปี โดยประเทศไทยมีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยสูงเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย ขณะที่ภาพรวมของเอเชียถือเป็นภูมิภาคที่มีการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยเร็วที่สุดในโลก สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อน “ความเร่งของโรคในระดับประชากร” อย่างชัดเจน

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น คือ อายุของผู้ป่วยที่ลดลง จากเดิมที่มักพบในวัยประมาณ 60 ปี ปัจจุบันอายุเฉลี่ยของผู้ป่วยรายใหม่อยู่ที่ราว 50 ปี และเริ่มพบมากขึ้นในกลุ่มอายุ 40 ปี บางรายที่มีปัจจัยทางพันธุกรรมอาจเริ่มแสดงอาการตั้งแต่อายุ 30 ปีเศษ สะท้อนว่าโรคนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของผู้สูงอายุหลังเกษียณอีกต่อไป แต่กำลังกระทบประชากรวัยทำงานโดยตรง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของระบบสาธารณสุขไทยที่สามารถวินิจฉัยโรคได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น

หัวใจสำคัญของการรับมือโรคพาร์กินสันคือแนวคิด “รู้เร็ว ดูแลถูก ชีวิตไปต่อได้” เพราะโรคไม่ได้เริ่มต้นด้วยอาการมือสั่นเสมอไป ระยะแรกอาจแสดงอาการที่ไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว เช่น ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวลที่รุนแรงขึ้น การนอนผิดปกติ หรือท้องผูกเรื้อรัง หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกันควรรีบปรึกษาแพทย์ โดยการ  รู้เร็วมีสองมิติ คือ รู้ว่าเป็นโรคเร็วเพื่อเริ่มรักษาได้ทันเวลา และรู้วิธีดูแลเร็วเพื่อชะลอความเสื่อมของสมอง

แม้ปัจจุบันยังไม่มียาที่รักษาให้หายขาดหรือหยุดการเสื่อมของเซลล์ประสาทได้โดยตรง แต่การดูแลแบบองค์รวมสามารถช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติได้ถึง 80–90 เปอร์เซ็นต์ หากได้รับการรักษาและดูแลอย่างเหมาะสม

สำหรับขั้นตอนการรักษาโรคพาร์กินสัน มีตั้งแต่การใช้ยาเพิ่มระดับสารโดปามีนในสมอง การผ่าตัดฝังอิเล็กโทรดในสมองด้วยเทคโนโลยี Deep Brain Stimulation (DBS) ซึ่งช่วยลดอาการสั่น เคลื่อนไหวช้า และลดการพึ่งพายาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีอัลตราซาวด์ความเข้มสูง (Focused Ultrasound) เป็นการรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด โดยใช้คลื่นเสียงยิงเข้าไปในสมองเฉพาะจุดเพื่อหยุดวงจรที่ผิดปกติ และมีแนวโน้มว่าเทคโนโลยีนี้จะขยายผลได้ดีในกลุ่มผู้ป่วยระยะแรก สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน สามารถรับคำปรึกษาได้ที่ ศูนย์สมองและระบบประสาท โทร.1270 หรือ Line: @praram9hospital นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคพาร์กินสันเบื้องต้นได้ที่แอปพลิเคชัน “Check PD”

เพื่อสร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลพระรามเก้า ได้จัดกิจกรรม World Parkinson’s Disease Day 2026 “พาร์กินสัน รู้เร็ว ดูแลถูก ชีวิตไปต่อได้” เนื่องในวันพาร์กินสันโลก เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน สัญญาณเตือนระยะเริ่มต้น และแนวทางดูแลผู้ป่วยอย่างถูกต้อง โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญร่วมเสวนาในหัวข้อ “พาร์กินสัน อาการเริ่มต้นที่ไม่ควรมองข้าม พร้อมเทคนิคดูแลผู้ป่วยพาร์กินสันที่บ้าน” นำโดย นพ. สิทธิ เพชรรัชตะชาติ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านสมองและระบบประสาท และ พญ. ปิยะวรรณ งามองอาจ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู พร้อมแขกรับเชิญพิเศษ “แม่แก้ว” ณราวดี คูกิมิยะ โดยบรรยากาศภายในงานได้รับความสนใจและมีผู้เข้าร่วมอย่างคับคั่ง

“โรคพาร์กินสัน” ไม่ใช่จุดจบของชีวิต หากตรวจพบเร็ว ดูแลอย่างถูกต้อง และได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยยังสามารถทำงานและใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ เพราะการรู้เร็วและดูแลอย่างถูกต้อง คือโอกาสสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้อีกครั้ง

ปวดเข่าขึ้นบันไดอย่ามองข้าม สัญญาณ ‘ข้อเข่าเสื่อม’

ปวดเข่าขึ้นบันไดอย่ามองข้าม สัญญาณ ‘ข้อเข่าเสื่อม’

ปวดเข่าขึ้นบันไดอย่ามองข้าม สัญญาณ ‘ข้อเข่าเสื่อม’

วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อาการปวดเข่าขณะขึ้นลงบันได ลุกจากเก้าอี้ลำบาก หรือเดินได้ไม่นานเหมือนเดิม เป็นปัญหาที่หลายคนพบในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในวัยทำงานและผู้สูงอายุ หลายคนมักคิดว่าเป็นเพียงอาการปวดเมื่อยทั่วไปหรือเป็นเรื่องของอายุที่เพิ่มขึ้น แต่ในความเป็นจริง อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของ โรคข้อเข่าเสื่อม ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้การเคลื่อนไหวลำบากขึ้นและกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

รศ.พล.อ.ท.นพ.จำรูญเกียรติ ลีลเศรษฐพร แพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อ จากโรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ (S Spine and Joint Hospital) อธิบายว่า ข้อเข่าเป็นข้อต่อขนาดใหญ่ที่ต้องรับน้ำหนักของร่างกายตลอดเวลา ภายในข้อเข่าประกอบด้วยกระดูกอ่อน เอ็น กล้ามเนื้อ และกระดูกชิ้นสำคัญที่เรียกว่า “ลูกสะบ้า” (Patella) ซึ่งอยู่ด้านหน้าของข้อเข่า มีหน้าที่ช่วยเพิ่มแรงให้กล้ามเนื้อหน้าขาในการเหยียดเข่า และช่วยให้การเคลื่อนไหวของข้อเข่าเป็นไปอย่างราบรื่น

เมื่อเกิดภาวะข้อเข่าเสื่อม กระดูกอ่อนที่ทำหน้าที่รองรับแรงกระแทกจะค่อยๆ สึกหรอ โดยเฉพาะบริเวณใต้ลูกสะบ้าที่ต้องรับแรงกดและแรงเสียดสีสูง ส่งผลให้เกิดอาการปวดเข่าด้านหน้า มักปวดชัดเจนเวลาขึ้นลงบันได ลุกนั่ง หรือใช้งานข้อเข่าเป็นเวลานาน

สัญญาณเตือนข้อเข่าเสื่อมที่ไม่ควรมองข้าม

ผู้ที่เริ่มมีภาวะข้อเข่าเสื่อมมักมีอาการเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เช่น  ปวดเข่าขณะขึ้นลงบันได  เดินหรือยืนนานแล้วปวดเข่า  ลุกจากเก้าอี้หรือนั่งยองลำบาก  ข้อเข่าฝืด โดยเฉพาะหลังตื่นนอนหรือหลังพักนาน มีเสียงกรอบแกรบในข้อเข่าเวลาขยับ บางรายอาจมีอาการบวม หรือปวดแม้ในขณะพัก

หากมีอาการเหล่านี้ต่อเนื่อง แพทย์แนะนำให้เข้ารับการตรวจวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อป้องกันการลุกลามของโรคและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม

เทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด เพิ่มความแม่นยำในการรักษา

ในระยะเริ่มต้นผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมสามารถรักษาได้ด้วยวิธีไม่ผ่าตัด เช่น การใช้ กายภาพบำบัด หรือการปรับพฤติกรรมการใช้งานข้อเข่า แต่หากโรครุนแรง กระดูกอ่อนสึกหรอมาก หรือมีอาการปวดจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน แพทย์อาจพิจารณา การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

ปัจจุบัน โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ ได้นำเทคโนโลยี หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดข้อเข่า มาใช้ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการรักษา โดยหุ่นยนต์จะช่วยแพทย์วางแผนการผ่าตัดและควบคุม ขั้นตอนการตัดกระดูกอย่างละเอียด ทำให้การติดตั้งข้อเข่าเทียมมีความแม่นยำมากขึ้น ลดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อรอบข้อเข่า และช่วยให้ข้อเข่ากลับมาเคลื่อนไหวได้ใกล้เคียงธรรมชาติ

“หุ่นยนต์” ช่วยผ่าตัดข้อเข่า ดีกว่าการผ่าตัดแบบเดิมอย่างไร?

1.ฟื้นตัวไวขึ้น หลังผ่าตัดสามารถเริ่มเดินได้ภายใน 24 ชั่วโมง 2.ความแม่นยำสูงกว่า วางตำแหน่งข้อเข่าได้ตรงจุด ลดความคลาดเคลื่อนในการผ่าตัด 3.วางแผนการผ่าตัดเฉพาะบุคคล แพทย์สามารถวิเคราะห์โครงสร้างข้อเข่าของผู้ป่วยแต่ละรายได้อย่างละเอียด 4.เสียเลือดน้อยกว่า ลดการกระทบต่อเนื้อเยื่อรอบข้อเข่า เมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบดั้งเดิม 5.ข้อเข่าใช้งานได้นานขึ้น ช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานข้อเข่า

“หุ่นยนต์ไม่ได้ทำหน้าที่แทนแพทย์ แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ศัลยแพทย์สามารถวางตำแหน่งข้อเข่าเทียมได้แม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งอาจส่งผลดีต่อการใช้งานในระยะยาวของผู้ป่วย” รศ.พล.อ.ท.นพ.จำรูญเกียรติ กล่าว

โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ เน้นการรักษาแบบครบวงจร ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย การวางแผนการรักษา การผ่าตัดด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไปจนถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพหลังการรักษา โดยทีมแพทย์เฉพาะทางและทีมสหสาขาวิชาชีพ แนวทางการรักษาที่ผสานความเชี่ยวชาญของแพทย์เข้ากับเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาเดิน เคลื่อนไหว และใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง พร้อมยกระดับมาตรฐานการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมในประเทศไทย

‘สังเวชนียสถานซิมโฟนี’ ปรากฏการณ์ดนตรีครั้งประวัติศาสตร์ ถ่ายทอดพุทธประวัติผ่านซิมโฟนี

‘สังเวชนียสถานซิมโฟนี’ ปรากฏการณ์ดนตรีครั้งประวัติศาสตร์ ถ่ายทอดพุทธประวัติผ่านซิมโฟนี

‘สังเวชนียสถานซิมโฟนี’ ปรากฏการณ์ดนตรีครั้งประวัติศาสตร์ ถ่ายทอดพุทธประวัติผ่านซิมโฟนี

วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญให้กับแวดวงดนตรีและศิลปวัฒนธรรมไทย จัดแสดง “สังเวชนียสถานซิมโฟนี” (Buddha Symphony) บทเพลงซิมโฟนีขนาดใหญ่ครั้งแรกของประเทศไทยอย่างยิ่งใหญ่ เนื่องในโอกาสครบรอบ 109 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ถ่ายทอดเรื่องราวพุทธประวัติผ่านภาษาดนตรีอย่างลึกซึ้งและทรงพลัง ผสานศิลปะการแสดงหลากหลายแขนงเข้าด้วยกันอย่างงดงาม จนสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมอย่างล้นหลาม ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“สังเวชนียสถานซิมโฟนี” (Buddha Symphony) ถือเป็นผลงานบทเพลงขนาดใหญ่แรกของไทยที่อิงเรื่องราวพุทธประวัติ โดยถ่ายทอดผ่านโครงสร้าง 4 องก์หลัก อ้างอิงจากสังเวชนียสถาน 4 แห่ง อันเป็นสถานที่สำคัญในพุทธศาสนา ได้แก่ ประสูติ (ลุมพินีวัน) การเริ่มต้นแห่งพระพุทธเจ้า, ตรัสรู้ (พุทธคยา) การค้นพบสัจธรรม, แสดงปฐมเทศนา (สารนาถ) การเผยแผ่พระธรรม และปรินิพพาน (กุสินารา) การดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพาน บรรเลงโดย วงซิมโฟนีออร์เคสตราแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Symphony Orchestra) ที่มีอายุยาวนานถึง 35 ปี จัดแสดงดนตรีปีละ 2 ครั้ง ร่วมกับคณะนักร้องประสานเสียงเฟสติวัลคอรัส (Festival Chorus) ที่ร่วมกันสร้างสรรค์การแสดงสุดตระการตา ภายใต้การประพันธ์และอำนวยเพลงโดย รองศาสตราจารย์ ดร.นรอรรถ จันทร์กล่ำ ศิลปินศิลปาธร ผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานดนตรีไทยร่วมสมัยที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ ถ่ายทอดบทเพลงออกมาได้อย่างยิ่งใหญ่และเข้าถึงอารมณ์

รองศาสตราจารย์ ดร.นรอรรถ จันทร์กล่ำ ผู้ประพันธ์เพลงและวาทยกร เปิดเผยว่า “บทเพลงทั้ง 4 องก์ มีความยาวรวมประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที บรรเลงต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนจบ เปรียบเสมือนบทสรรเสริญพระพุทธคุณที่กลั่นกรองจากพลังศรัทธาและความเชื่อ การแสดงในครั้งนี้ต้องขอขอบคุณผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ทำให้งานนี้สำเร็จไปด้วยดีจนได้รับความชื่นชมจากผู้ชม และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการแสดงในครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งสื่อกลางที่ช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจ และถ่ายทอดพุทธวัจนสู่ผู้ฟังผ่านดนตรีได้อย่างงดงามครับ”

ด้าน รัชดา สัทธาพงษ์ ประธานกรรมการบริษัท โกลบอลพลัส อินเตอร์เทนเมนท์ เอเจนซี จำกัด ในฐานะผู้ร่วมสนับสนุนในการมอบของที่ระลึก กล่าวว่า“เรารู้สึกยินดีและภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้ร่วมสนับสนุนการแสดง ‘สังเวชนียสถานซิมโฟนี (Buddha Symphony)’ ซึ่งถือเป็นผลงานที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อวงการศิลปะและวัฒนธรรมของไทย การนำเรื่องราวพุทธประวัติมาถ่ายทอดผ่านดนตรีในรูปแบบซิมโฟนี ไม่เพียงสะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์ แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงศรัทธาเข้ากับศิลปะร่วมสมัยได้อย่างลงตัว เราเชื่อว่าผลงานลักษณะนี้จะมีบทบาทสำคัญในการผลักดัน Soft Power ของไทย และสามารถต่อยอดสู่เวทีระดับนานาชาติได้ในอนาคต”

ภายในงานยังได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิในแวดวงดนตรี และแขกผู้มีเกียรติจากหลากหลายวงการเข้าร่วมรับชม อาทิ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยศาตราจารย์, ศาตราจารย์ ดร.ณัชชา พันธุ์เจริญ, ศาตราจารย์ณรงค์ฤทธิ์ ธรรมบุตร และ รัชดา สัทธาพงษ์ ประธานกรรมการบริษัทโกบอลพลัส อินเตอร์เทนเมนท์ เอเจนซี จำกัด สะท้อนถึงความสำคัญของการแสดงในฐานะหมุดหมายใหม่ของวงการดนตรีซิมโฟนีไทย อีกทั้งผลิตภัณฑ์กลิ่น คามาคาเมต (Karmakamet) ร่วมเติมเต็มประสบการณ์แห่งสุนทรียภาพในมิติที่หลากหลาย ทำให้บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความประทับใจ จนผู้ชมจำนวนมากต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า การแสดงครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่ “ยิ่งใหญ่ ตระการตา และเข้าถึงจิตใจ” สามารถถ่ายทอดพุทธธรรมผ่านเสียงดนตรีได้อย่างลึกซึ้งและทรงพลัง

ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารและการจัดแสดงงานของ วงซิมโฟนีออร์เคสตราแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Symphony Orchestra) เพิ่มเติมได้ทาง Facebook: https://www.facebook.com/cusymphonyorchestra/?locale=th_TH

นีเวียชวนคนรักผิว สัมผัสประสบการณ์กันแดดรูปแบบใหม่ นวัตกรรมที่มากกว่าการปกป้อง ครบทั้งผิวหน้าและผิวกาย

นีเวียชวนคนรักผิว สัมผัสประสบการณ์กันแดดรูปแบบใหม่  นวัตกรรมที่มากกว่าการปกป้อง ครบทั้งผิวหน้าและผิวกาย

นีเวียชวนคนรักผิว สัมผัสประสบการณ์กันแดดรูปแบบใหม่ นวัตกรรมที่มากกว่าการปกป้อง ครบทั้งผิวหน้าและผิวกาย

วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.30 น.

ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์กันแดดระดับโลก นีเวีย (NIVEA) แบรนด์สกินแคร์ระดับโลก สร้างมาตรฐานใหม่ของการดูแลผิวในช่วงซัมเมอร์ ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ซึ่งมอง “กันแดด” ไม่ใช่เพียงการปกป้องผิวจากแสงแดด แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผิวในทุกวัน

เพื่อสะท้อนแนวคิดดังกล่าว นีเวีย ได้จัดงาน “NIVEA Summer Party” ชวนเหล่าคนรักผิวมาร่วมสัมผัสประสบการณ์กันแดดรูปแบบใหม่ ผ่านกิจกรรมสุดสร้างสรรค์ในบรรยากาศซัมเมอร์ อาทิ โซนทดลองผลิตภัณฑ์พร้อมมุมถ่ายภาพธีมซัมเมอร์ และไฮไลท์สำคัญอย่างการทดสอบประสิทธิภาพกันแดดผ่าน UV Camera รวมถึงกิจกรรมเพ้นต์ผิวด้วยสีผสมกันแดด ที่ช่วยตอกย้ำประสิทธิภาพการปกป้องผิวจากรังสี UV ได้อย่างชัดเจน และสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในทุกการใช้งาน

จากจุดเริ่มต้นในฐานะผู้บุกเบิกการพัฒนาด้านการป้องกันแสงแดดมากว่า 80 ปี กันแดดชิ้นแรกคือ NIVEA Ultra Oil ใน 1936 และในปี 1946 นักวิจัยของไบเออร์สด๊อรฟได้ร่วมมือกับ ศาสตราจารย์รูดอล์ฟ ชูเซ นักฟิสิกส์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสี ในการค้นหาวิธีการวัดเพื่อป้องกันผลกระทบจากแสงแดดอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดค่า SPF ในผลิตภัณฑ์กันแดด และได้ร่วมกับ สมาคมเครื่องสำอางแห่งยุโรป COLIPA หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ Cosmetics Europe ในการเริ่มแนะนำแนวทางการใช้ค่า SPF และกำหนดขั้นตอนมาตรฐานในการวัดค่า SPF ในยุโรป เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ถึงมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์กันแดด

นีเวียยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมกันแดดอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในยุคที่ “กันแดด” ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน ไม่ใช่เพียงไอเทมสำหรับวันแดดจัดหรือการท่องเที่ยวอีกต่อไป นีเวีย จึงสะท้อนความเข้าใจเชิงลึกต่อไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ผสานการปกป้องผิวจากแสงแดดอย่างมีประสิทธิภาพสามารถปกป้องผิวได้อย่างครอบคลุมทั้งรังสี UVA และ UVB พร้อมสาร Antioxidant และการมอบฟินิชผิวที่สวยงามอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายในแต่ละวันได้อย่างลงตัว ทำให้นีเวียเป็นแบรนด์กันแดดอันดับ 1 ของโลก จากการจัดอันดับโดย Euromonitor

สำหรับผู้บริโภคที่มองหาการปกป้องพร้อมการฟื้นบำรุงผิว กลุ่มเซรั่มกันแดดผิวใสอย่าง NIVEA Super C+ Serum Sunscreen Gluta-Vit C ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์โดยเฉพาะ ด้วยค่า SPF 50 PA+++ ที่ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการบำรุงผิวคล้ำเสียให้ดูกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ ภายใต้การผสานพลังของวิตามินซีบริสุทธิ์ความเข้มข้นสูง ไนอาซินาไมด์ที่ช่วยลดเลือนรอยดำลึก และกลูต้าไธโอนที่ช่วยปรับผิวให้ดูสว่างใสขึ้น พร้อมเนื้อสัมผัสแบบเซรั่มที่บางเบา ซึมไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ ทำให้สามารถใช้ได้อย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน

เพื่อเสริมประสบการณ์การใช้งานให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ที่ต้องการความสะดวกและรวดเร็ว นีเวีย ยังนำเสนอนวัตกรรมกันแดดในรูปแบบ Sun Stick สำหรับผิวแพ้ง่าย ที่สามารถทาทับเมคอัพได้โดยไม่ทำให้เครื่องสำอางเคลื่อนหรือเป็นคราบ ตัวสติ๊กถูกออกแบบในรูปทรงที่ใช้งานง่าย สามารถปาดได้ทั่วใบหน้าอย่างรวดเร็ว ให้ฟินิชแบบแมตต์ซาติน เบาสบายผิว พร้อมคุณสมบัติกันน้ำและกันเหงื่อ เหมาะสำหรับการเติมกันแดดระหว่างวันโดยไม่ต้องรอให้ซึม

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์กันแดดสูตรคลาสสิกในขวดสีน้ำเงินยังคงเป็นตัวแทนของความเชื่อมั่นด้านการปกป้องขั้นสูง ด้วยประสิทธิภาพในการปกป้องรังสี UVA และ UVB ครบทุกช่วง พร้อมคุณสมบัติกันน้ำและกันเหงื่อในระดับสูง เหมาะสำหรับกิจกรรมกลางแจ้งหรือการใช้ชีวิตในสภาพอากาศร้อนจัด โดยยังคงเอกลักษณ์ของ NIVEA SUN ในเรื่องความสบายผิว ใช้งานง่าย และเนื้อสัมผัสที่ไม่หนักผิว

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางของนีเวีย ที่ไม่ได้มองผลิตภัณฑ์กันแดดเป็นเพียงเกราะป้องกันผิว แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผิวอย่างครบวงจร ที่ผสานทั้งนวัตกรรม ประสิทธิภาพ และความงามของผิวเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว และสำหรับซัมเมอร์นี้ นีเวียจึงไม่ได้เพียงชวนให้ทุกคนออกไปใช้ชีวิตท่ามกลางแสงแดดอย่างมั่นใจ แต่ยังยกระดับประสบการณ์การดูแลผิวให้กลายเป็นอีกหนึ่งความสนุกของฤดูกาล

เปิดตัว ‘Market Place ทองหล่อ’ ปักหมุดจุดแฮงก์เอาต์ใหม่ ไวบ์ดีเช้าจรดค่ำ

เปิดตัว ‘Market Place ทองหล่อ’ ปักหมุดจุดแฮงก์เอาต์ใหม่ ไวบ์ดีเช้าจรดค่ำ

เปิดตัว ‘Market Place ทองหล่อ’ ปักหมุดจุดแฮงก์เอาต์ใหม่ ไวบ์ดีเช้าจรดค่ำ

วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.00 น.

Market Place ทองหล่อ แหล่งแฮงก์เอาต์โฉมใหม่ใจกลางซอยทองหล่อ 15 ยกระดับ DNA ของย่านไลฟ์สไตล์ระดับแนวหน้าของกรุงเทพฯ เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะ All-Day Lifestyle Destination ผ่านงาน “AM to PM Celebration Experience”  ที่รวมทุกโมเมนต์ของชีวิตย่านทองหล่อไว้ในวันเดียวแบบจัดเต็ม ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของผู้คนหลากหลายเจเนอเรชันที่มาร่วมสัมผัสพลังของทองหล่อในเวอร์ชันใหม่

บรรยากาศสุดชิกในงานเปิดตัว สะท้อนรสนิยมย่านทองหล่อ ผ่าน 2 ช่วงกิจกรรม  เริ่ม Day Vibe: Sip & Stuff | 10.00 – 14.00 น. ช่วงกลางวันเต็มไปด้วยความคึกคักจากผู้คนที่มาร่วม Create Your Moment ผ่านเวิร์กช็อปฟรีที่สะท้อนสไตล์ทองหล่อได้อย่างลงตัว ทั้ง CHARM BAR by 29 December ให้ผู้ร่วมงานได้ครีเอทสร้อยข้อมือหรือพวงกุญแจในแบบของตัวเอง และ FLOWER BAR by Cupid Bloom เวิร์กช็อปจัดช่อดอกไม้ที่เติมเต็มความเป็นตัวตนในทุกดีเทล ท่ามกลางบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เปิดกว้าง พร้อม Curated Drinks และ Tasting Experience จากร้านอาหารและเครื่องดื่มสุดยูนีคภายในโครงการ ที่ช่วยเปลี่ยนบ่ายวันศุกร์ให้กลายเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุดของสัปดาห์

Night Vibe: Sip & Sway | 17.00 – 21.00 น. เปลี่ยนผ่านสู่โหมดค่ำคืนในแบบฉบับทองหล่ออย่างเต็มรูปแบบ ผู้ร่วมงานต่างดื่มด่ำไปกับเสียงดนตรีจาก DJ PERRY และ DJ MADITAK ที่เติมเต็มจังหวะและพลังของค่ำคืนให้มีชีวิตชีวา สะท้อนเอกลักษณ์ของย่านที่ผสมผสานความผ่อนคลายและความสนุกไว้ได้อย่างลงตัว

Market Place ทองหล่อ ไม่ใช่แค่ แฟล็กชิป คอมมูนิตี้ มอลล์ ที่พลิกโฉมใหม่ แต่คือพื้นที่ที่เข้าใจ Vibe ของย่านทองหล่อในทุกช่วงเวลาของวันอย่างแท้จริง ติดตามความเคลื่อนไหว Market Place ทองหล่อ คลิก https://www.facebook.com/profile.php?id=61583611409698

มหานคร สกายเวิร์ส เปิดตัวธีมใหม่ ‘The Art of Thailand’s Wonders’

มหานคร สกายเวิร์ส เปิดตัวธีมใหม่ ‘The Art of Thailand’s Wonders’

มหานคร สกายเวิร์ส เปิดตัวธีมใหม่ ‘The Art of Thailand’s Wonders’

วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.32 น.

คิง เพาเวอร์ มหานคร ชวนคุณมาพบกับปรากฎการณ์ครั้งใหม่ ที่เชื่อมต่อโลกแห่งความจริงและจินตนาการเข้าด้วยกัน เมื่อ “มหานคร สกายเวิร์ส”  (Mahanakhon SkyVerse) พื้นที่แห่งอนาคตบนชั้น 4 ที่คิง เพาเวอร์ มหานคร ประกาศพร้อมเปิดตัวธีมใหม่ล่าสุด “The Art of Thailand’s Wonders” หรือ ศิลปะแห่งความมหัศจรรย์ ของไทย นิทรรศการศิลปะดิจิทัลในรูปแบบ Immersive และ Interactive ที่จะพาทุกคนไปสัมผัสกับเสน่ห์ของเมืองไทยในมุมมองใหม่ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เปิดบริการแล้วเพื่อเฉลิมฉลองต้อนรับเทศกาลสงกรานต์อย่างยิ่งใหญ่

“The Art of Thailand’s Wonders” ออกแบบมาเพื่อสร้างนิยามใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ผ่านการผสมผสานระหว่างศิลปะ เทคโนโลยี และการออกแบบประสบการณ์อย่างสร้างสรรค์ โดยผู้ชมจะได้ออกเดินทางสำรวจความมหัศจรรย์ของแผ่นดินไทยผ่านพื้นที่จัดแสดงทั้ง 9 ห้อง

ห้องที่ 1 LINES OF SIAM เริ่มต้นการเดินทางผ่านประตูแห่งจินตนาการ พบกับภาพจำของแลนด์มาร์คไทย เช่น ตึกมหานคร เสาชิงช้า มวยไทย และทุ่งบัวแดง  ห้องที่ 2 WONDER FALLS ดื่มด่ำกับความสงบของน้ำตกแม่ยะ จังหวัดเชียงใหม่ หนึ่งในน้ำตกที่สวยที่สุดของประเทศไทย ท่ามกลางบรรยากาศผืนป่าเขียวขจี ห้องที่ 3 SIAMESE AQUATIC WONDER ตื่นตากับความสง่าของ “ปลากัดไทย” สัตว์น้ำประจำชาติในมิติใหม่ที่สะท้อน ภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของชาติ ห้องที่ 4 REFLECTION OF WONDER สัมผัสเสน่ห์ของอ่าวต้นไทร จากจังหวัดกระบี่ ผ่านหน้าผาหินปูนและผืนน้ำ สีมรกตในมุมมองที่แปลกตา

ห้องที่ 5 LIVING MEADOW ร่วมสร้างสรรค์งานศิลปะในทุ่งดอกไม้มีชีวิต ปลุกชีวิตให้ดอกชบา กล้วยไม้ และแมลงต่างๆ ผ่านกิจกรรมระบายสีแบบ Interactive ห้องที่ 6 THAILAND AFTER DARK ตื่นใจไปกับสีสันของถนนเยาวราชยามค่ำคืน แหล่งรวมสตรีทฟูดระดับโลก ที่ไม่มีวันหลับใหล

ห้องที่ 7 THE LIVING MEMORY ชมภาพคอลลาจที่รวบรวมสถาปัตยกรรมชั้นสูงอย่าง วัดพระแก้ว และวัดอรุณฯ ที่ผสมผสานกับวิถีชีวิตคนเมืองอย่างลงตัว ห้องที่ 8 WONDER OF THE LAND สัมผัสประสบการณ์ลวงตาแบบ 3 มิติ บนทางเดินที่เชื่อมผืนดิน ผืนฟ้า และผืนน้ำเข้าด้วยกัน ห้องที่ 9 THE SPIRIT OF THE LAND ปิดท้ายด้วยจิตวิญญาณไทย ตั้งแต่ความศรัทธาในพญานาค ไปจนถึงมนต์เสน่ห์ของเทศกาลโคมยี่เป็ง

สัมผัส 2 สุดยอดประสบการณ์ได้ในครั้งเดียวทั้งมหานคร สกายวอล์ค และ มหานคร สกายเวิร์ส ช่วงเวลา 10.00 น. – 15.30 น. ราคาท่านละ 1,000 บาท ช่วงเวลา 16.00 น. – 18.30 น. ราคาท่านละ 1,200 บาท สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าชม มหานคร สกายเวิร์ส ราคาท่านละ 350 บาท ทุกวันเวลา 10.00 – 21.00 น. (เข้าชมรอบสุดท้ายเวลา 20.30 น.)

สงกรานต์ปีนี้ มาร่วมสร้างความทรงจำบทใหม่และสัมผัสความมหัศจรรย์ ของประเทศไทยในรูปแบบดิจิทัลสุดล้ำได้ที่ มหานคร สกายเวิร์ส ชั้น 4 ที่คิง เพาเวอร์ มหานคร

เขาใหญ่ อาร์ต ฟอเรสต์ สร้างชื่อคว้ารางวัลจาก TIME Magazine เตรียมฉลองประสบการณ์ใหม่ผ่านร้านอาหาร ‘Bloom by Wuttisak’

เขาใหญ่ อาร์ต ฟอเรสต์ สร้างชื่อคว้ารางวัลจาก TIME Magazine เตรียมฉลองประสบการณ์ใหม่ผ่านร้านอาหาร ‘Bloom by Wuttisak’

เขาใหญ่ อาร์ต ฟอเรสต์ สร้างชื่อคว้ารางวัลจาก TIME Magazine เตรียมฉลองประสบการณ์ใหม่ผ่านร้านอาหาร ‘Bloom by Wuttisak’

วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.00 น.

เขาใหญ่ อาร์ต ฟอเรสต์ (Khao Yai Art Forest) แลนด์มาร์กศิลปะร่วมสมัยท่ามกลางธรรมชาติอันงดงามใจกลางเขาใหญ่ สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยบนเวทีโลกอีกครั้ง หลังได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารระดับโลก TIME Magazine ให้ติดอันดับ “World’s Greatest Places 2026” หนึ่งใน 100 จุดหมายปลายทางและประสบการณ์ท่องเที่ยวที่โดดเด่นที่สุดจากทั่วโลก

ความสำเร็จในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่ตอกย้ำศักยภาพของผืนป่าเขาใหญ่ในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก โดย Khao Yai Art Forest ได้รับเลือกเป็น 1 ใน 5 ตัวแทนจากประเทศไทย ร่วมกับ DaiDib DaiDee Farmstay (จ.น่าน), Mandarin Oriental Bangkok, The Blue Jasmine Train และ DIB Bangkok

สิ่งที่ทำให้ Khao Yai Art Forest โดดเด่นบนเวทีโลก คือการผสาน “ศิลปะร่วมสมัย” เข้ากับ “ภูมิทัศน์ธรรมชาติ” ได้อย่างกลมกลืน สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์เทรนด์ Experience-Based Tourism สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับคุณค่า ความหมาย และเรื่องราวที่ลึกซึ้งมากขึ้น

หนึ่งในไฮไลต์ของนิทรรศการที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ “The Pulse of Life” ผลงานของกลุ่มศิลปินระดับโลก Scenocosme ที่ร่วมกันสร้างสรรค์บทสนทนาระหว่างศิลปะ ธรรมชาติ และมนุษย์ ผ่านการชวนผู้ชมแนบหู สัมผัส หรือโอบกอดต้นไม้ ราวกับกำลังสำรวจร่างกายของเราผ่านกระจกสะท้อนจากธรรมชาติ

ผลงานของ Scenocosme โดดเด่นในการนำเทคโนโลยีมาสร้างสรรค์ศิลปะเชิงปฏิสัมพันธ์ (interactive installations) ที่มีชีวิตและเปลี่ยนแปลงไปตามปฏิกิริยาของผู้ชม โดยการผสมผสานระหว่างโลกของเทคโนโลยีและสิ่งมีชีวิต เกิดเป็น “ภาษาทางศิลปะ” ที่ทั้งละเอียดอ่อน งดงาม และเปี่ยมด้วยบทกวีที่ลึกซึ้งเกินจินตนาการ

นอกจากนี้ Khao Yai Art Forest เตรียมมอบประสบการณ์ลึกผ่าน “Bloom by Wuttisak” ร้านอาหาร Mountain-to-Table ที่ต่อยอดแนวคิดการเชื่อมโยงธรรมชาติ ศิลปะ และวิถีชีวิตเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากผืนป่าสู่จานอาหาร ผ่านการคัดสรรวัตถุดิบจากท้องถิ่นและเทคนิคการปรุงแบบ fire cooking ที่ดึงรสชาติแท้จริงของวัตถุดิบออกมาอย่างมีเอกลักษณ์ ทั้งยังให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับชุมชน เพื่ออนุรักษ์พืนท้องถิ่นที่อาจเลือนหายไปตามกาล ให้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศน์ทางอาหารอีกครั้ง สะท้อนแนวคิดด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างยั่งยืน

ทุกเมนูของ Bloom by Wuttisak ได้รับการออกแบบโดย เชฟวุฒิ – วุฒิศักดิ์ วุฒิอัมพร เชฟผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารไทยร่วมสมัย (Progressive Thai Cuisine) ที่มีประสบการณ์ในวงการโรงแรมระดับ 5 ดาวมานานกว่า 20 ปี และมีชื่อเสียงโดดเด่นในฐานะ Culinary Artist หรือเชฟผู้รังสรรค์อาหารราวกับงานศิลปะ สร้างประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกใหม่ พร้อมเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับธรรมชาติและวัฒนธรรมได้อย่างลุ่มลึก ซึ่งเตรียมเปิดเร็วๆ นี้

เปิดให้เข้าชมทุกวันพฤหัสบดี-วันศุกร์ 12.30-18.00 น. / วันเสาร์-วันอาทิตย์ 10.00-18.00 น. (ปิดทุกวันจันทร์-วันพุธ)พิเศษ! พร้อมให้บริการรถรับ-ส่งแบบ One Day Trip จากกรุงเทพฯ (ณ Bangkok Kunsthalle) ทุกวันพฤหัสบดี–วันอาทิตย์ ราคา 500 บาท/ ท่าน (ไป-กลับ) ออกเดินทาง 10:00 น. และกลับ 17:00 น. (จองล่วงหน้าเนื่องจากที่นั่งมีจำกัด) ผ่านทาง Ticket Tailor หรือ Inbox Facebook: Khao Yai Art Forest 

การได้รับรางวัลจาก TIME Magazine ไม่เพียงเป็นความภูมิใจของ Khao Yai Art Forest แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก ที่สามารถมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ลึกซึ้ง ครบมิติ และยั่งยืนได้อย่างแท้จริง ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ FB: Khaoyai Art Forest หรือ IG: khaoyai_art_forest