เปิดกิจกรรม’เส้นทางสร้างงานศิลปะบนอัญมณี ของดีเมืองจันท์’ ดึงช่างฝีมือรุ่นใหม่โชว์ทักษะ ในงานเทศกาลนานาชาติพลอยและเครื่องประดับจันทบุรี 2025

เปิดกิจกรรม'เส้นทางสร้างงานศิลปะบนอัญมณี ของดีเมืองจันท์' ดึงช่างฝีมือรุ่นใหม่โชว์ทักษะ ในงานเทศกาลนานาชาติพลอยและเครื่องประดับจันทบุรี 2025

เปิดกิจกรรม’เส้นทางสร้างงานศิลปะบนอัญมณี ของดีเมืองจันท์’ ดึงช่างฝีมือรุ่นใหม่โชว์ทักษะ ในงานเทศกาลนานาชาติพลอยและเครื่องประดับจันทบุรี 2025

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.39 น.

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) จัดกิจกรรม “เส้นทางสร้างงานศิลปะบนอัญมณี ของดีเมืองจันท์” ภายในงานเทศกาลนานาชาติพลอยและเครื่องประดับจันทบุรี 2025 วันที่ 5-10 ธันวาคม 2568 ณ เคพี จิวเวลลี่ เซ็นเตอร์ จังหวัดจันทบุรี เพื่อส่งเสริมศักยภาพช่างอัญมณีและเครื่องประดับรุ่นใหม่ พร้อมสร้างความเข้าใจแก่ผู้เข้าชมเกี่ยวกับคุณค่าและกระบวนการผลิตอัญมณีไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ เปิดเผยว่า ประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดจันทบุรี ถือเป็นแหล่งอัญมณีสำคัญของโลกที่มีเอกลักษณ์ด้านงานฝีมือ การออกแบบ และความประณีตของช่างท้องถิ่น แต่ปัจจุบันอุตสาหกรรมต้องเผชิญปัญหา “ขาดแคลนช่างฝีมือคุณภาพ” โดยเฉพาะช่างเจียระไนและช่างฝีมือเชิงศิลป์ที่มีความละเอียดสูง กิจกรรมในครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนและพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ให้เข้าสู่วงการ เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมที่เติบโตต่อเนื่องทั้งในประเทศและตลาดโลก

กิจกรรม “เส้นทางสร้างงานศิลปะบนอัญมณี ของดีเมืองจันท์” เปิดโอกาสให้นักศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิคจันทบุรี นำเสนอทักษะฝีมือช่างต่อสาธารณชน ภายใน งานเทศกาลนานาชาติพลอยและเครื่องประดับจันทบุรี 2025 นับเป็นเวทีสำคัญระดับนานาชาติ ซึ่งจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ เปิดมุมมองอาชีพ และเสริมประสบการณ์จริงให้กับช่างฝีมือรุ่นใหม่ 

กิจกรรม “เส้นทางสร้างงานศิลปะบนอัญมณี ของดีเมืองจันท์” ได้สาธิตกระบวนการ “ขึ้นรูปแหวนเกลี้ยง” และ “การแกะสลักพลอย” ซึ่งเป็นเทคนิคที่ต้องอาศัยความละเอียด ประสบการณ์ และเป็นงานฝีมือที่ปัจจุบันหาชมได้ยาก นับเป็นโอกาสดีที่เปิดให้ผู้เข้าชมงานเทศกาลฯ ได้เรียนรู้ขั้นตอนการผลิตเครื่องประดับตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงการผลิตงานลวดลายระดับสูง ผ่านการสาธิตแบบใกล้ชิด ช่วยให้เห็นถึงคุณค่าของงานหัตถศิลป์อันเป็น     อัตลักษณ์ของจันทบุรี พร้อมทั้งตระหนักถึงความสำคัญของการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่คนรุ่นใหม่

สถาบันฯ เชื่อว่ากิจกรรมนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันทั้งบุคลากรรุ่นใหม่ อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดจันทบุรีให้เติบโตอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์การพัฒนาจังหวัดจันทบุรีให้ก้าวสู่การเป็น “นครอัญมณีของโลก” 

งาน “เทศกาลนานาชาติพลอยและเครื่องประดับจันทบุรี 2025” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5–10 ธันวาคม 2568 ณ ศูนย์ส่งเสริมอัญมณีและเครื่องประดับจันทบุรี เคพี จิวเวลรี่เซ็นเตอร์ และตลาดพลอย ถนนศรีจันทร์ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.changemsfest.org

เปิดตัว ‘RAMA’ และ ‘SITA’ นวัตกรรมอนุรักษ์นาฏศิลป์ไทยด้วยเทคโนโลยี Mocap และ MR

เปิดตัว ‘RAMA’ และ ‘SITA’ นวัตกรรมอนุรักษ์นาฏศิลป์ไทยด้วยเทคโนโลยี Mocap และ MR

เปิดตัว ‘RAMA’ และ ‘SITA’ นวัตกรรมอนุรักษ์นาฏศิลป์ไทยด้วยเทคโนโลยี Mocap และ MR

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล (CMKL University) ผู้นำด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และนวัตกรรมสร้างสรรค์ เปิดตัวระบบ RAMA: Real-time Archival of Motion Artistry และแพลตฟอร์ม SITA: Spatial Immersion Training Application สำหรับการอนุรักษ์และเผยแพร่นาฏศิลป์ไทยที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีบันทึกการเคลื่อนไหว (Motion Capture–Mocap) และความเป็นจริงเสมือน (Mixed Reality–MR) ซึ่งพัฒนาโดยนักศึกษาหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสร้างสรรค์ (Master of Science in Technology and Creative Innovation–MS in TCI) โดยโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) RAMA และ SITA นับเป็นก้าวสำคัญ ของการบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ากับการอนุรักษ์และเผยแพร่ศิลปะทางวัฒนธรรมการแสดงไทยอย่างน่าจับตามองมากที่สุด

ผศ. ดร. พิศุทธิ์ วิเศษสิงห์ อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล เปิดเผยว่า นาฏศิลป์ไทยเป็นอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่า แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างมากในการรักษาไว้ให้ถูกต้องและครบถ้วน โดยเฉพาะการแสดงพื้นถิ่นที่กำลังเลือนหายไป เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญและผู้สนใจศึกษามีจำนวนลดลง อีกทั้งวิธีการถ่ายทอดแบบดั้งเดิมนั้นไม่เอื้ออำนวยต่อการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน

วัตถุประสงค์ของ RAMA และ SITA คือการพัฒนานวัตกรรรมสำหรับอนุรักษ์และเผยแพร่นาฏศิลป์ไทย โดยระบบ RAMA คือการบันทึกและจัดเก็บท่ารำด้วยเทคโนโลยีจับการเคลื่อนไหว (Motion Capture) เพื่อแปลงเป็นข้อมูลดิจิทัลของท่วงท่าในพื้นที่สามมิติอันคงไว้ซึ่งรายละเอียดที่ซับซ้อนกว่ารูปแบบการบันทึกข้อมูลแบบดั้งเดิม เช่น หนังสือ หรือวิดีโอ และ SITA คือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ท่ารำแบบเสมือนจริงผ่านอุปกรณ์ MR (Mixed Reality) ที่ให้ประสบการณ์เชิงโต้ตอบราวกับได้ฝึกฝนกับครูผู้สอนจริง

“RAMA และ SITA สะท้อนถึงพันธกิจของหลักสูตร TCI ในการผลิตบัณฑิตที่มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนานวัตกรรมสร้างสรรค์ที่ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชน นอกจากนี้ RAMA และ SITA ยังแสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยีสมัยใหม่คือเครื่องมือที่ทรงพลังในการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะนาฏกรรมพื้นถิ่นที่กำลังสูญหายไปอย่างช้า ๆ” ผศ. ดร. พิศุทธิ์ กล่าว

โครงการ RAMA และ SITA ได้รับความร่วมมือจากชมรมนาฏศิลป์ไทย โรงเรียนเซนต์โยเซฟทิพวัล ภายในเครือคณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร ในการเก็บข้อมูลท่ารำสำหรับการพัฒนาต้นแบบ (Prototype) และทดสอบประสบการณ์ผู้ใช้ ทางชมรมได้ส่งตัวแทนนักเรียนมาเป็นนางรำต้นแบบในกระบวนการเก็บบันทึกท่ารำแม่บท ซึ่งเป็นพื้นฐานของนาฏกรรมไทย อาทิ พรมสี่หน้า สอดสร้อยมาลา แขกเต้า เฉิดฉิน และกวางเดินดง

ณัฏฐวุฒิ หาญเหี้ยม (สเตรนจ์) หนึ่งในหัวหน้าโครงการ และนักศึกษาปริญญาโท หลักสูตร TCI มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล กล่าวว่า “เราอยากสร้างสิ่งที่เป็นมากกว่าฐานข้อมูล เราอยากสร้างเครื่องมือที่จะเข้ามาช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนเชิงโต้ตอบ (Interactive Training) ซึ่งเป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่ทรงประสิทธิภาพ”

ด้าน อาจารย์อรัญญา แสงทอง ครูผู้สอนวิชานาฏศิลป์ไทย โรงเรียนเซนต์โยเซฟทิพวัล และตัวแทนชุมชนทางวัฒนธรรม กล่าวเสริมว่า RAMA และ SITA เป็นโครงการสำคัญที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัวของประเทศไทย พร้อมทั้งสามารถวางรากฐานเพื่อขยายผลไปสู่ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอาเซียนที่มีมรดกทางนาฏกรรมอันล้ำค่าเสี่ยงต่อการสูญหายเช่นเดียวกัน

RAMA และ SITA เป็นผลผลิตของโครงการ “ต้นแบบระบบการเก็บข้อมูลการเคลื่อนไหวและการแสดงผลด้วยความเป็นจริงผสม” ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ภายใต้ทุนสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund) ปี พ.ศ. 2568 สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของโครงการในการมีส่วนร่วมกับเป้าหมายการการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านดิจิทัลอย่างชัดเจน หลังจากที่ได้ทดสอบระยะนำร่องไปแล้ว ทีมพัฒนาได้ร่วมจัดตั้งบริษัท โมชั่นซิกซ์ สตูดิโอ จำกัด (Motionsix Studio) เพื่อต่อยอดโครงการด้านการศึกษาสู่วิสาหกิจเพื่อสังคม พร้อมเตรียมแผนขยายความร่วมมือกับทางพิพิธภัณฑ์ องค์กรทางวัฒนธรรม และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับภูมิภาคด้านมรดกดิจิทัลต่อไปในอนาคต

“เครื่องมือทางเทคโนโลยีจะมีคุณค่าได้ จำเป็นต้องเชื่อมโยงผู้คนและชุมชนเข้าด้วยกัน มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล ถือเป็นสถาบันต้นแบบที่ส่งเสริมให้นักวิจัยรุ่นใหม่ ออกแบบเทคโนโลยีที่มีความหมาย ไม่เพียงเพื่อธุรกิจแต่เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม” อรัญญา กล่าวทิ้งท้าย

ข้อมูลเพิ่มเติมของมหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล (CMKL University) สามารถติดต่อได้ที่ อีเมล: info@cmkl.ac.th หรือ เว็บไซต์: http://www.cmkl.ac.th หรือ บริษัท โมชั่นซิกซ์ สตูดิโอ จำกัด (Motionsix Studio) เป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดิจิทัล เทคโนโลยีสร้างสรรค์ การออกแบบเชิงโต้ตอบ และเกม ก่อตั้งขึ้นด้วยกลุ่มนักศึกษาจากหลักสูตร MS in TCI มหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล อีเมล: motionsixstudio@gmail.com หรือ เว็บไซต์: www.motionsixstudio.com  

กรมวิทย์ฯ ห่วงประชาชนลุยน้ำท่วมเสี่ยงโรคฉี่หนู สนับสนุนชุดตรวจเบื้องต้น

กรมวิทย์ฯ ห่วงประชาชนลุยน้ำท่วมเสี่ยงโรคฉี่หนู สนับสนุนชุดตรวจเบื้องต้น

กรมวิทย์ฯ ห่วงประชาชนลุยน้ำท่วมเสี่ยงโรคฉี่หนู สนับสนุนชุดตรวจเบื้องต้น

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ห่วงประชาชนเดินลุยน้ำย่ำโคลนด้วยเท้าเปล่า เสี่ยงโรคฉี่หนู สนับสนุนชุดตรวจโรคฉี่หนูเบื้องต้น เพื่อป้องกันและควบคุมโรค

ดร.นพ. สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้มอบหมายให้หน่วยงานสาธารณสุขดูแลประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม ซึ่งมีหลายจังหวัดประสบอุทกภัยทำให้ประชาชนมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคภัยต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคที่ระบาดในช่วงน้ำท่วม ได้แก่ โรคเลปโตสไปโรซิส หรือโรคฉี่หนู ซึ่งมีแนวโน้มของการระบาดในหลายจังหวัด และที่น่าเป็นห่วงคือผู้ป่วยโรคฉี่หนูจะมีอาการคล้ายกับโรคติดเชื้ออื่นหลายโรค เช่น ไข้หวัดใหญ่ ไข้สมองอักเสบ ดังนั้นการตรวจทางห้องปฏิบัติการจึงมีความสำคัญมาก กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงได้สนับสนุนชุดตรวจโรคฉี่หนูอย่างง่าย ซึ่งเป็นชุดตรวจ
ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์พัฒนาขึ้นให้กับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่น้ำท่วม

ทั้งนี้ ชุดตรวจดังกล่าวเป็นชุดน้ำยาสำเร็จรูป สำหรับตรวจหาแอนติบอดีในซีรัมของผู้ป่วยสงสัยเป็นโรคฉี่หนู ที่มีความไวและความจำเพาะสูง ให้ผลแม่นยำเทียบเท่ากับชุดทดสอบที่นำเข้าจากต่างประเทศ สามารถตรวจและทราบผลได้ภายในเวลา 15 นาที ใช้งานง่ายและสะดวก ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจวินิจฉัยเบื้องต้นในห้องปฏิบัติการทั่วไป หรือการตรวจภาคสนามได้ โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือและความชำนาญพิเศษ

ดร.นพ.สราวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคเลปโตสไปโรสิสหรือที่ชาวบ้านเรียกว่าโรคฉี่หนู เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีอันตรายร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต โรคนี้มีสาเหตุจากเชื้อเลปโตสไปรา ซึ่งออกมากับปัสสาวะสัตว์หลายชนิด เช่น หนู สุกร สุนัข โค กระบือ เป็นต้น คนได้รับเชื้อจากการสัมผัสสัตว์ป่วยหรือลุยน้ำลุยโคลนที่ปนเปื้อนปัสสาวะ สัตว์ เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนาจึงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคฉี่หนู ดังนั้น ประชาชนกลุ่มเสี่ยงจึงต้องระมัดระวังการติดเชื้อโดยสวมรองเท้าบูท ถุงมือ ขณะทำงานสัมผัสดินและน้ำ และล้างทำความสะอาดหลังจากเสร็จกิจกรรม ในกรณีมีบาดแผลและรอยถลอกที่ผิวหนัง ต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสดินและน้ำโดยตรง ผู้ป่วยมักมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อน่อง ตาแดง ต้องรีบพบแพทย์ เพื่อตรวจรักษาในระยะแรก ก่อนมีอาการแทรกซ้อน ไตวาย ตับวาย ปอดบวม ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ 

“ที่ผ่านมา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้สนับสนุนชุดตรวจโรคฉี่หนูจำนวน 6,400 ชุด ให้กับหน่วยงานสาธารณสุข และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้สามารถนำไปใช้ตรวจวินิจฉัยโรคให้กับประชาชนในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงน้ำท่วม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการป้องกันและควบคุมโรค ชุดตรวจนี้จะช่วยให้แพทย์สามารถรักษาผู้ป่วยได้ทันท่วงที” ดร.นพ.สราวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย

แบรนด์แฟชั่นไทย ‘PIPATCHARA’ ปฏิบัติภารกิจรักษ์โลกกับดิสนีย์ ส่งชุดจากฝาขวดพลาสติกรีไซเคิล สู่พรมแดงงาน World Premiere

แบรนด์แฟชั่นไทย  ‘PIPATCHARA’ ปฏิบัติภารกิจรักษ์โลกกับดิสนีย์ ส่งชุดจากฝาขวดพลาสติกรีไซเคิล สู่พรมแดงงาน World Premiere

แบรนด์แฟชั่นไทย ‘PIPATCHARA’ ปฏิบัติภารกิจรักษ์โลกกับดิสนีย์ ส่งชุดจากฝาขวดพลาสติกรีไซเคิล สู่พรมแดงงาน World Premiere

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สร้างกระแสชั่วข้ามคืน หลังจาก โอปอล-สุชาตา ช่วงศรี Miss World 2025 เป็นตัวแทนเพียงหนึ่งเดียวจากประเทศไทย ร่วมงาน World Premiere เปิดตัวภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์แห่งปี “Avatar: Fire and Ash อวตาร: อัคนีและธุลีดิน” ที่ลอสแอนเจลิส สหรัฐ อเมริกา โดยปรากฏกายในชุดสวยจากแบรนด์ “PIPATCHARA” แบรนด์แฟชั่นไทยที่โดดเด่นด้านการสนับสนุนความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่ง เพชร-ภิพัชรา แก้วจินดา ดีไซเนอร์และผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ เผยถึงความพิเศษของชุดนี้ว่า เป็นการออกแบบและสร้าง สรรค์ขึ้นจากแรงบันดาลใจในภาพยนตร์ ถ่ายทอดเรื่องราวของชาวนาวีและเสน่ห์ลึกลับของเผ่าไฟ ผ่านวัสดุรีไซเคิลมากกว่า 3,000 ชิ้น เพื่อสะท้อนแนวคิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ผู้กำกับระดับตำนาน James Cameron ต้องการส่งผ่านแฟรนไชส์ Avatar ซึ่งตรงกับความมุ่งมั่นตั้งใจของแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม มาเป็นอันดับแรก

“เพชรดู Avatar มาทั้งภาคแรก และภาค Avatar: The Way of Water เรียกได้ว่า เป็นแฟนตัวยงคนหนึ่งเลย รู้สึกตื่นเต้นมากที่กำลังจะได้ดูภาค 3 กับ Avatar: Fire and Ash และยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเมื่อได้รับการติดต่อจากดิสนีย์ว่าอยากให้ PIPATCHARA ทำชุดสำหรับตัวแทนประ เทศไทยที่จะไปร่วมงาน World Premiere Avatar: Fire and Ash ที่แอลเอ สหรัฐอเมริกา”

เพชร เผยถึงความรู้สึกที่ได้ร่วมภารกิจพิเศษกับดิสนีย์ ก่อนเสริมว่า การที่เธอตอบตกลงร่วมโปรเจ็กต์พิเศษนี้ ไม่เพียงเพราะเป็นแฟนภาพยนตร์ Avatar เท่านั้น แต่ส่วนสำคัญยังเป็นเพราะเหตุผลที่ทางดิสนีย์แจ้งมาว่า “ดิสนีย์บอกว่า PIPATCHARA มีจุดเด่นในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่ง Avatar เองก็ต้องการสื่อสารด้านนี้กับคนดูเช่นกัน เลยทำให้รู้สึกดีใจว่าสิ่งที่เราทำมาตลอดมีคนเห็น และเป็นสิ่งที่มีความ Global ที่คนทั่วโลกให้ความสนใจ ซึ่งการได้รับโอกาสนี้ ต้องบอกว่าเป็นเหมือนความฝันมากๆ สำหรับทีม PIPATCHARA”

ความน่าสนใจของโปรเจ็กต์พิเศษนี้ คือการมาบรรจบกันของแฟชั่นและโลกภาพยนตร์ โดยมีจุดร่วมเดียวกันคือ การให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม โดย PIPATCHARA เป็นแบรนด์แฟชั่นไทยที่โดดเด่นด้วยแนวคิด Fashion for Community เน้นการทำงานร่วมกับชุมชน รวมถึงใส่ ใจโลก สิ่งแวดล้อม และสังคมอย่างยั่งยืน ผลงานแฟชั่นของแบรนด์ ทั้งชุด เสื้อผ้า กระเป๋า สร้างสรรค์ขึ้นจากฝาขวดน้ำพลาสติกรีไซเคิลและวัสดุรีไซเคิลอื่น ๆ ภายใต้ดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ จนได้รับความนิยมจากเหล่าเซเลบริตี้ และโด่งดังในระดับสากล ในขณะที่แฟนไชส์ภาพยนตร์ระดับโลกอย่าง Avatar ก็ต้องการสื่อสารแนวคิดของผู้กำกับ James Cameron ที่สร้าง Avatar เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงผลของการทำลายธรรม ชาติ ให้ผู้คนหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์ธรรมชาติ และรักษ์โลก การรังสรรค์ชุดสุดพิเศษสำหรับงาน World Premiere เปิดตัวภาพยนตร์ “Avatar: Fire and Ash อวตาร: อัคนีและธุลีดิน” ของแบรนด์ PIPATCHARA จึงไม่เพียงนำแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์มาออก แบบ แต่ยังสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อถ่ายทอดความมุ่งมั่นในการใส่ใจสิ่งแวดล้อมและโลกของเราด้วย

“สิ่งสำคัญในการออกแบบชุดนี้ คือการหยิบเอาแรงบันดาลใจจาก Avatar: Fire and Ash มาใช้ โดยเฉพาะสี แสง และความโดดเด่นของตัว ‘วารัง’ (Varang) หัวหน้าเผ่าไฟในเรื่อง โดยเลือกใช้สีเทาที่เป็นสีของเถ้า (Ash) รวมถึงสีฟ้าที่เป็นเบสหลักของ Avatar และด้วยความที่วารังเป็นหัวหน้าเผ่าไฟ เราเลยใช้สีแดงเป็นอีกหนึ่งสีหลักในผลงานชิ้นนี้ ซึ่งทั้งสีเทา สีฟ้า และสีแดง เป็นสีของฝาขวดน้ำพลาสติก 100% ไม่มีการใส่สีเพิ่มเข้าไปเลย นอกจากนี้ยังมีสีโอ๊ต (Oat) ที่ทำจากกล่องพลาสติกใสใส่อาหารซึ่งเราใช้เป็นตัวเบสสี รวมแล้วทั้งชุดนี้เราใช้ฝาขวดน้ำพลาสติกและกล่องพลาสติกใสใส่อาหารมาขึ้นรูปเป็นชิ้น ๆ รวมทั้งหมดเกือบ 3,470 ชิ้นเลยทีเดียว”

เพชร เล่าถึงกระบวนการสร้างสรรค์ โดยเธอเผยว่าเพื่อให้ชุดนี้โดดเด่นบนพรมแดง จึงใช้เทคนิคการปั๊มพลาสติกให้ออกมาเล่นแสงและเป็นประกายเมื่อโดนแสงแฟลช ทำให้ภาพของ โอปอล สุชาตา ในงาน World Premiere ภาพยนตร์ “Avatar: Fire and Ash อวตาร: อัคนีและธุลีดิน” ดูเฉิดฉายและเปล่งประกายอย่างที่เห็นกัน

“สำหรับเพชร การได้ร่วมงานกับดิสนีย์ ออกแบบชุดพิเศษในครั้งนี้ นับเป็นกำลังใจที่ดีมากๆ ในการผลักดันให้ PIPATCHARA เดินหน้าเป็น Fashion for Community ต่อไป และเพชรเชื่อว่าชุดพิเศษที่ได้แรงบันดาลใจจาก Avatar: Fire and Ash ชุดนี้ก็จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆ ได้ด้วย ที่สำคัญคือถ้าเห็นชุดที่โอปอล Miss World 2025 ของเราใส่ไปร่วมงานที่แอลเอแล้ว อยากเห็นว่าเผ่าไฟจะเป็นอย่างไร ต้องห้ามพลาด ไปดู Avatar: Fire and Ash กันค่ะ 17 ธันวาคมนี้ เข้าฉาย ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ”               

เพชร-ภิพัชรา แก้วจินดา ดีไซเนอร์และผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์

เพชร-ภิพัชรา แก้วจินดา ดีไซเนอร์และผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์

มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระกุศล วันคล้ายวันประสูติ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระกุศล วันคล้ายวันประสูติ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระกุศล วันคล้ายวันประสูติ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.17 น.

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยากสภากาชาดไทย จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

7 ธันวาคม 2568 เวลา 09.30 น. ณ ห้องโสมกิติยาภา สำนักงานมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย  มูลนิธิฯ จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาโดยมี ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิฯ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะกรรมการ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง พิธีเจริญพระพุทธมนต์ในครั้งนี้ประกอบโดยคณะสงฆ์รวม 10 รูป นำโดย พระพรหมบัณฑิต วัดประยุรวงศาวาส เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยคณะสงฆ์ผู้ทรงสมณศักดิ์จากหลายวัด ประกอบด้วย

พระพรหมวชิรากร วัดราชผาติการามวรวิหาร

พระธรรมวชิรเจติยาจารย์ วัดพระปฐมเจดีย์

พระพรหมวชิรานุวัตร วัดบพิตรพิมุข

พระพรหมวชิรสุทธาจารย์ วัดอาวุธวิกสิตาราม

พระพรหมศากยวงศ์วิสุทธิ์ (อนิลมาน) วัดบวรนิเวศวิหาร

พระเทพวชิราภินันท์ วัดบวรนิเวศวิหาร

พระธรรมวชิรจินดาภรณ์  วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

พระราชวัชรภัทราจารย์  วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

พระปริยัติวชิรกวี วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

คณะสงฆ์ได้ร่วมกัน ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระกุศล แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เนื่องในวาระวันคล้ายวันประสูติ 7 ธันวาคม 2568

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นองค์กรการกุศลไม่แสวงหาผลกำไร จัดตั้งตามพระดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา องค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ องค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ  มูลนิธิฯ ดำเนินงานเข้าสู่ปีที่ 30 โดยยึดมั่นในการสนับสนุนและเชื่อมโยงให้ภาครัฐ เอกชน และชุมชน ร่วมกันเกื้อหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในยามทุกข์ยากจากอุทกภัย พร้อมร่วมกันระดมองค์ความรู้ นวัตกรรม กำลังแรงกาย ทุนทรัพย์ และ จิตสาธารณะเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างครบวงจร และยั่งยืน ตั้งแต่การเฝ้าระวังก่อนเกิดอุทกภัย การบรรเทาทุกข์ระหว่างเกิดอุทกภัย และการฟื้นฟูหลังเกิดอุทกภัย ตามพระนโยบาย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา องค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ เพื่อมุ่งสู่การเป็น “ศูนย์กลางการเป็นเลิศด้านการบรรเทาทุกข์ และการจัดการภัยพิบัติอันเกิดจากอุทกภัย (Center of Excellence in Flood Relief and Management)

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระกตัญญูกตเวทิตา

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา  ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระกตัญญูกตเวทิตา

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระกตัญญูกตเวทิตา

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.01 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พุทธศักราช 2521 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และเป็นพระราชนัดดาพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเข้ารับการศึกษา ระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น ณ โรงเรียนราชินี ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ณ โรงเรียนฮีธฟิลด์ ประเทศอังกฤษและโรงเรียนจิตรลดา จากนั้นทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยทรงได้รับเกียรตินิยมอันดับสอง  และระดับปริญญาตรี สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดยทรงได้รับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ต่อมาทรงสำเร็จการศึกษาระดับชั้นเนติบัณฑิตไทย (น.บ.ท.) เนติบัณฑิตยสภา รวมทั้ง Master of Laws (LL.M.) จากมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา และ Doctor of the Science of Law (J.S.D.) จากมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้ ทรงเข้ารับการทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ดังนี้  พุทธศักราช 2549 ปริญญากิตติมศักดิ์ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร, พุทธศักราช 2551 ปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี, พุทธศักราช 2552 ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาอาชญาวิทยา การบริหารงานยุติธรรมและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, พุทธศักราช 2553 ปริญญารัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, พุทธศักราช 2553 ปริญญานิติศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด, พุทธศักราช 2553 ปริญญานิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, พุทธศักราช 2553 ปริญญานิติศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาฬสินธุ์

พุทธศักราช 2553 ปริญญาศิลปศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พุทธศักราช 2554 ปริญญานิติศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเขตภาคเหนือ 8 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์, มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม, มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์, มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง, และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์, พุทธศักราช 2554 ปริญญานิติศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,พุทธศักราช  2554 ปริญญานิติศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พุทธศักราช 2563 ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระกตัญญูกตเวทิตา ฉลองพระเดชพระคุณมาแต่รัชกาลก่อน สืบเนื่องมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน ทรงปฏิบัติพระราชกิจแทนพระองค์ในหลายวาระและทรงรับเป็นพระธุระในการส่วนพระองค์ให้ดำเนินลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย แบ่งเบาพระราชภาระได้เป็นอันมาก เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย อีกทั้ง ได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในด้านสาธารณกุศลมาเป็นเวลายาวนาน ผ่านมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ซึ่งทรงรับเป็นองค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ ทรงรับปฏิบัติงานที่คณะทูตถาวรแห่งประเทศไทย ประจำองค์การสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก นอกจากนี้ ยังทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในด้านกฎหมาย ซึ่งทรงพระปรีชาสามารถเป็นอย่างยิ่ง ทรงรับราชการในตำแหน่งอัยการผู้เชี่ยวชาญ สานักงานอัยการสูงสุด ทรงก่อตั้งโครงการกำลังใจ ในพระดำริ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขัง นับว่าได้ทรงปฏิบัติงานสร้างสรรค์ประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนเป็นอเนกประการ สมควรที่จะสถาปนาพระเกียรติยศให้สูงขึ้น ตามแบบอย่างโบราณราชประเพณี

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนาขึ้นเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา กับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ เมื่อวันที่  28 กรกฎาคม พุทธศักราช 2562

พระกรณียกิจด้านต่างๆ  ประกอบด้วย มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จากความทุกข์ร้อนของประชาชนคนไทยจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แม้จะสร้างความยากลำบากให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยจนไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่ในสถานการณ์อันโหดร้ายเหล่านั้นพวกเขาไม่เคยต้องโดดเดี่ยว ด้วยน้ำพระทัยอันหาที่เปรียบมิได้ของ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่ทรงห่วงใยราษฎรมาตลอด นับตั้งแต่การเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อ พุทธศักราช 2538 ในปีนั้นถือเป็นปีที่ชาวกรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับระดับน้ำ ในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสะพานพุทธที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 2.27 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นผลกระทบจากอิทธิพลของพายุโลอิส ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักส่งผลให้สถานการณ์น้ำท่วม ทวีความรุนแรง น้ำปริมาณมากทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนทั้งฝั่งธนบุรีและฝั่งพระนครเป็นระยะเวลานานถึง 2 เดือน สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะเขตบางพลัด เขตบางกอกน้อย และเขตคลองสาน หน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ พยายามเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในหลายพื้นที่แล้ว แต่ด้วยปริมาณน้ำที่เข้าท่วมนั้นมีมากและเป็นอุปสรรคในการลงพื้นที่บางส่วน จึงทำให้ความช่วยเหลือทำได้ไม่ทั่วถึงและประชาชนเกิดความเข้าใจผิด รู้สึกขาดที่พึ่งพิง และไม่ได้รับความเท่าเทียมจากหน่วยงานราชการ

กระทั่งรุ่งเช้าของวันที่ 29 ตุลาคม พุทธศักราช 2538 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จฯ ลงพื้นที่ออกรับน้ำใจจากประชาชนที่สถานีบริการน้ำมันย่านคลองสาน เพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จากนั้นในช่วงบ่าย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เสด็จไปยังซอยจรัญสนิทวงศ์ 34 เขตบางกอกน้อย และซอยจรัญสนิทวงศ์ 82, 84 และ 86 เขตบางพลัด เพื่อเยี่ยมเยียนผู้ประสบอุทกภัยและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างผู้ประสบภัยกับหน่วยงานราชการพระกรณียกิจในครั้งนั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินการปฏิบัติภารกิจบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยเรื่อยมา

จนกระทั่งวันที่ 21 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2544 จึงทรงก่อตั้งมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงดำรงตำแหน่งเป็น นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นประธาน  มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและเชื่อมโยงให้ภาครัฐ เอกชน และชุมชน ร่วมกันเกื้อหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามทุกข์ยากจากอุทกภัยและภัยพิบัติที่รุนแรง อันได้แก่ การร่วมกันระดมองค์ความรู้ นวัตกรรม กำลังแรงกาย ทุนทรัพย์ และจิตสาธารณะ เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างครบวงจร รวมทั้งการพัฒนาอาชีพ และคุณภาพชีวิติอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้ผู้ทุกข์ยากน้อยกว่าช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากมากกว่า ผู้ที่แข็งแรงช่วยผู้อ่อนแอ เป็นต้น โดยมุ่งเน้นการประทังชีวิตและการฟื้นฟูสภาพจิตใจ มูลนิธิฯ ปฏิบัติงานและยึดหลักภายใต้แนวคิด “แบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน”

ตลอดการดำเนินงานที่ผ่านมา เมื่อเกิดอุทกภัยขึ้นครั้งใดภาพของเจ้าหน้าที่มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ที่เข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่มักปรากฏอย่างแจ่มชัด พร้อมด้วยถุงยังชีพพระราชทาน ที่ไม่ใช่เพียงบรรจุสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของผู้ประสบอุทกภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งขวัญกำลังใจที่จะนำพาผู้ประสบภัยให้ก้าวพ้นช่วงเวลาวิกฤตที่เกิดขึ้นไปได้

โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์   พระบาทสมด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชหฤทัยมุ่งมั่นที่จะทรงแก้ไขปัญหาระหว่างคนและช้างป่าให้อยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  รับ โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์  ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย  พระบาทสมด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงรับเป็นประธานที่ปรึกษาโครงการฯ กับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นประธานคณะกรรมการฯ ด้วยทรงมีพระบรมราโชบายในการอนุรักษ์ป่าและช้าง รวมทั้งการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนและช้าง ตลอดจนมีพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา ต่อยอด แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการจัดการความขัดแย้งของคนกับป่าและการอนุรักษ์ช้างไทย ซึ่งเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับประเทศไทยมาช้านาน

ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงแก้ปัญหาคนกับช้างป่าด้วยการ พัฒนาแหล่งน้ำและส่งเสริมอาชีพให้ชาวบ้าน โดยมีพระดำริสร้างพื้นที่โครงการเร่งด่วน เพื่อกักเก็บน้ำในฤดูฝน เมื่อปี พุทธศักราช 2563 ที่ บ้านคลองมะหาด หมู่ที่ 14 อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา และพื้นที่เกษตรแปลงรวมบ้านหนองกระทิง หมู่ที่ 20 ต.ท่ากระดาน อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา(แก้มลิงคลองมะหาด) ช่วยเหลือทั้งคนและช้างตามวัตถุประสงค์ของ โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์  โดยเฉพาะการช่วยเหลือให้ประชาชนมีอาชีพที่ยั่งยืนตามสภาพภูมิศาสตร์ของแต่ละพื้นที่

โครงการกำลังใจ ในพระดำริ ทรงก่อตั้งเมื่อวันที่ 14 กันยายน พุทธศักราช 2544 เมื่อครั้งยังทรงเป็นนักศึกษากฎหมาย โดยครั้งแรกเสด็จฯ เยี่ยมผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ด้วยความสนพระทัยในสภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้ต้องขัง โครงการนี้ได้ขยายความช่วยเหลือไปยังเด็กที่ติดท้องแม่ก่อนเข้าจำคุก รวมทั้งผู้ต้องขังหญิงสูงอายุ และเพื่อให้การช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิงได้กระจายไปทั่วโลก ทรงมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอและยกร่างข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำต่อสหประชาชาติสำหรับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง ภายใต้ชื่อ“Enhancing Life for Female Inmates: ELFI”

มูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริ  จัดตั้งขึ้นด้วยพระประสงค์ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2557 โดยพระราชทานพระกรุณารับเป็นองค์ประธานมูลนิธิฯ เพื่อดำเนินกิจการตามพระดำริด้านสาธารณกุศลในการให้โอกาส การเป็นตัวกลางในการแสวงหาโอกาส และการพัฒนาชีวิตแก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มอดีตผู้ต้องขังและผู้ต้องขัง ตลอดจนกระตุ้นเตือนให้สาธารณชนตระหนักถึงความสำคัญของการให้โอกาส สนับสนุนกลุ่มผู้ด้อยโอกาสให้สามารถกลับมาดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข

มูลนิธิ ณภาฯ เข้ามามีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือในด้านดังกล่าว ตั้งแต่การทำความเข้าใจและฝึกอบรม ในขณะที่เป็นผู้ต้องขังที่ไม่มีโอกาสได้รับรู้ความเป็นไปของสังคมภายนอก ให้สามารถผลิตสินค้าได้ตรงตามความความต้องการของตลาด และในขณะที่พ้นโทษแล้วนั้นก็สามารถฝึกวิชาชีพต่อยอดเพิ่มเติม เพื่อให้รู้จักวิธีการใหม่ๆ ที่ข้อจำกัดของเรือนจำทำให้ไม่สามารถเรียนรู้ได้ อันเป็นการเพิ่มมูลค่าของสินค้าที่ผลิต รวมทั้งสอนการบริหารจัดการทรัพยากร การผลิต เพื่อการรู้จักการประกอบอาชีพอย่างครบวงจร

แบรนด์ผลิตภัณฑ์ภายใต้ ณภาฯ ปัจจุบัน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอุปโภคตรา “จัน” ที่มาจากคำว่า จันทรา อันแปลว่า พระจันทร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ต้องขังนั้นไม่ได้พบเห็น เนื่องจากพวกเขาเหล่านั้นต้องเข้านอนตั้งแต่พระจันทร์ยังไม่มืด ประกอบกับกำแพงเรือนจำที่สูงทำให้พวกเขาไม่มีโอกาสได้เห็นพระจันทร์ อันเป็นแสงสว่างของท้องฟ้าในยามค่ำคืน คำว่า จันทรา จึงกลายมาเป็นแรงบันดาลใจของชื่อกลุ่มผลิตภัณฑ์ปัจจุบันของ ณภาฯ ที่อยากจะสื่อให้เห็นว่าพวกเขาอยากมีโอกาสเห็นพระจันทร์อย่างคนทั่วไป ผลิตภัณฑ์ “จัน” จึงเป็นเสมือน “โอกาส” ที่จะมอบให้คนด้อยโอกาสเหล่านั้นได้เห็นว่าสังคมรับรู้และให้โอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง รวมทั้งผลิตภัณฑ์ในกลุ่มบริโภคตรา “ธรา” โดยมูลนิธิ ณภาฯ มีหน้าที่เป็นตัวกลางในการเผยแพร่และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเพื่อนำมาเป็นทุนในการสนับสนุนงานของมูลนิธิต่อไป

พระเกียรติคุณ ประกอบด้วย รางวัลนักศึกษากฎหมายดีเด่นประจำปี 2544   คณะกรรมการรางวัลสัญญาธรรมศักดิ์ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ถวายรางวัลนักศึกษากฎหมายดีเด่นประจำปี 2544 เป็นกรณีพิเศษแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยทรงเป็นตัวอย่างในด้านการศึกษาและด้านกิจกรรมนักศึกษา ตลอดเวลาที่ทรงศึกษาในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น พระองค์ทรงปฏิบัติเช่นนักศึกษาทั่วไปทั้งในด้านการศึกษา การเข้าร่วมกิจกรรมเสริมหลักสูตรตลอดจนกิจกรรมต่างๆ

รางวัล Medal of Recognition  ทรงมีบทบาทสำคัญในระดับนานาชาติหลายอย่างเริ่มตั้งแต่การจัดตั้งกองทุนพัชรกิติยาภา เพื่อการศึกษากฎหมาย การรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี โครงการกำลังใจ ในพระดำริฯ โครงการจัดทำมาตรฐานผู้ต้องขังหญิง หรือ ELFI (เอลฟี) การทรงงานด้านกระบวนการยุติธรรมเหล่านี้ หน่วยงาน UNODC (ยูเอ็นโอดีซี) สหประชาชาติ จึงพิจารณาทูลเกล้าถวายรางวัลเกียรติยศสูงสุดจากสหประชาชาติ

องค์ทูตสันถวไมตรี (Goodwill Ambassador) ของ UNIFEM โดย ดร.จีน เดอคูน่า ผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ กองทุนการพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UNIFEM)  กล่าวว่า จากผลการดำเนินงาน โครงการกำลังใจ ในพระดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี  กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งพระราชทานความช่วยเหลือแก่กลุ่มผู้ต้องขังสตรีและเด็กติดผู้ต้องขัง และพระราชทานความช่วยเหลือให้ผู้ต้องขังได้มีโอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี  หน่วยงาน UNIFEM  จึงขอพระราชทานกราบทูลเชิญเป็นองค์ “ทูตสันถวไมตรี” (Goodwill Ambassador) ในการต่อต้านความรุนแรงต่อผู้หญิง

มูลนิธิ/องค์กรในพระอุปถัมภ์ ประกอบด้วย  มูลนิธิกุมาร โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า, มูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา,เครือข่ายคนรักน้องหมา,กองทุนกำลังใจ และศูนย์ควบคุมสุนัข กทม. (ประเวศ)

‘ปลายพู่กันแทนใจ’ มมส สร้างสรรค์งานศิลป์ น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

‘ปลายพู่กันแทนใจ’ มมส สร้างสรรค์งานศิลป์ น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

‘ปลายพู่กันแทนใจ’ มมส สร้างสรรค์งานศิลป์ น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บรรยากาศแห่งความจงรักภักดีอบอวลทั่วลานศิลปะ เมื่อคณาจารย์และนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมกันจับพู่กันถ่ายทอดความงดงามและพระราชกรณียกิจ ผ่านงานจิตรกรรมอันทรงคุณค่า เพื่อน้อมรำลึกถึง “แม่ของแผ่นดิน”

ที่บริเวณด้านหน้าคณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ภาควิชาทัศนศิลป์ ได้จัดกิจกรรมวาดภาพพระบรมสาทิสลักษณ์และผลงานจิตรกรรม เพื่อถวายความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นิสิต และนักเรียน เข้าร่วมกันอย่างพร้อมเพรียง

กิจกรรมในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการวาดภาพทั่วไป แต่คือการผนึกกำลังของเหล่าศิลปินรุ่นใหม่และครูบาอาจารย์ ที่ต้องการแสดงออกถึงความจงรักภักดีผ่านทักษะวิชาชีพ โดยผลงานที่ถูกรังสรรค์ขึ้นเน้นการใช้ เทคนิคสีอะคริลิก ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านปลายพู่กันอย่างประณีตบรรจง ประกอบไปด้วยภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ที่งดงามสมจริง และภาพจิตรกรรมที่บอกเล่าเรื่องราวพระราชจริยวัตร รวมถึงพระราชกรณียกิจนานัปการที่ทรงทุ่มเทเพื่อพสกนิกรชาวไทย

อาจารย์ ดร.สันติ สิงห์สุ รองคณบดีฝ่ายการพัฒนาศักยภาพนิสิตและบริการวิชาการ ศิลปวัฒนธรรม กล่าวถึงเบื้องหลังแนวคิดของงานครั้งนี้ว่า เป็นการบูรณาการการเรียนการสอนสู่การปฏิบัติจริง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล กิจกรรมนี้คือโอกาสสำคัญที่เราได้นำองค์ความรู้ทางศิลปะมาแปรเปลี่ยนเป็นพลังแห่งความจงรักภักดี ผลงานชุดนี้ประกอบด้วย “ภาพเหมือนของสมเด็จพระพันปีหลวง” และ “ภาพพระราชกรณียกิจในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” โดยเราใช้เทคนิคสีอะคริลิกเป็นหลัก แนวคิดสำคัญคือการสื่อสารถึงความดีงามและพระเมตตาที่ทรงมีต่อชาวอีสานและคนไทยทุกคน การที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญและส่งเสริมงานศิลปาชีพและศิลปหัตถกรรมมาโดยตลอด ยิ่งทำให้พวกเราในฐานะผู้สร้างสรรค์งานศิลปะ รู้สึกภาคภูมิใจอย่างที่สุดที่ได้ทำหน้าที่นี้

ด้านตัวแทนคนรุ่นใหม่อย่าง นายปุณยพัฒน์ จันทะดวง นิสิตชั้นปีที่ 1 สาขาทัศนศิลป์ ได้สะท้อนมุมมองในฐานะเยาวชนที่ได้มีส่วนร่วมในหน้าประวัติศาสตร์เล็กๆ ครั้งนี้ว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ การได้มาร่วมวาดภาพในวันนี้ไม่ใช่แค่การทำงานศิลปะ แต่คือการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อประเทศชาติมาอย่างยาวนาน กิจกรรมนี้ยังช่วยสร้างความสามัคคีในหมู่นิสิต พวกเราตั้งใจใช้ฝีมือที่มีเพื่อถ่ายทอดความเคารพรักและอาลัยอย่างหาที่สุดมิได้ครับ”

สำหรับผู้ที่สนใจชื่นชมผลงานศิลปะชุดประวัติศาสตร์นี้ ขณะนี้การสร้างสรรค์ผลงานกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นและคาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ตามกำหนดการ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับงานน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณฯ ที่จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ใน วันที่ 15 ธันวาคม 2568

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 6 ธันวาคม 2568

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 6 ธันวาคม 2568

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชม : 6 ธันวาคม 2568

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.41 น.

ชวนชิม คอลัมน์ 1

ชวนชิมโดนัท 4 แบบ 4 สไตล์กับแคมเปญ Krispy Kreme x Peanuts™ Christmas” Doughnuts” ชิ้นละ 35 บาท ถึง 4 ม.ค.69 ที่ ร้านคริสปี้ ครีม

ชวนชิม Minibon Matcha 2 เมนูแสนอร่อย Minibon Ruby Matcha และ Minibon Almond Matcha ชิ้นละ 50 บาท พร้อมเครื่องดื่มใหม่ จับคู่ในราคา 139 บาท ถึง 31 ม.ค.69 ที่ ร้านซินนาบอน ทุกสาขา

เซ็นทรัลพัฒนา ชวนชิมอิ่มกับทรูและดีแทค แลกรับส่วนลด 50 บาท กว่า 90 ร้านค้า ถึง 5 ม.ค.69 ที่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ทั่วไทย

ชวนชิม 

ชวนชิม “ช็อกโกดริงก์ จริงกะเบล” เมนูใหม่ที่รวมความอร่อยเข้มข้น 3 สไตล์ให้เลือก ถึง 31 ม.ค.69 ที่ ร้านกาแฟพันธุ์ไทย ทุกสาขาทั่วประเทศ และบริการเดลิเวอรี

คชา บราเธอร์ส ชวนชิมโรลเค้ก ซอฟท์ครีม ขนมและเครื่องดื่มสไตล์ญี่ปุ่น ที่ ร้าน Kyo Roll En สาขาแรกนอกประเทศ หน้า Kokkok Mega Mart โพนสีนวน นครเวียงจันทน์ สปป.ลาว

ชวนชิมร้านอาหารคาว-หวาน การันตีความอร่อยในงาน “อิมแพ็ค X เชลล์ชวนชิม ครั้งที่ 4 และของดีเมืองนนท์” ถึง 7 ธ.ค.ที่ ลานหน้าอิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี

ชวนช็อป

มูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย ชวนร่วมบริจาคกับแคมเปญ A GIFT TO GIVE’ รับของขวัญแทนคำขอบคุณ และสิทธิลดหย่อนภาษี ถึง 31 ธ.ค.ที่ เทใจดอทคอม

ชวนช็อปร้านค้า-แบรนด์ดังกว่า 40 ร้านค้า เติมเต็มไลฟ์สไตล์ครบครัน ด้วยคอนเซปต์ Neighborhood-Centric ที่ “Market Place ประชาอุทิศ” คอมมูนิตี้ มอลล์ ดีที่สุดของย่านประชาอุทิศ-ทุ่งครุ

PRINC Group และโรงพยาบาลในเครือ 16 แห่งทั่วประเทศ ชวนช็อปแพ็กเกจตรวจสุขภาพและบริการทางการแพทย์กับ PRINC GROUP GIFT มหกรรมสุขภาพ ลดใหญ่ส่งท้ายปี” ถึง 31 ธ.ค.โทร.1208

ชวนใช้

ชวนบริจาคโลหิตโครงการ “คิดถึงพ่อ” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันพ่อแห่งชาติ ตลอดเดือน ธ.ค.ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย และโรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติ ทั่วประเทศ

Wacoal และ Indorama ชวนร่วมกิจกรรม “ขวดแลก Cups” นำขวด PET 10 ขวด มาบริจาค รับเครื่องดื่ม 1 แก้วฟรี! 300 ท่านแรกเท่านั้น ที่ Cups Café @Wacoal Yaowarat Space ถนนเยาวราช ซอย 11  

ชวนเพิ่มเพื่อนบน LINE @anantarasiambkk แล้วรับลิงก์ซื้อและดาวน์โหลดชุดสติ๊กเกอร์ไลน์ Anantara Siam’s Tale” ถึง 25 ม.ค.69 รายได้บริจาคให้องค์กรยูนิเซฟ เพื่อสนับสนุนโครงการด้านโภชนาการ

ชวนชม

ชวนชมเรือ เจ็ตสกี และอุปกรณ์ทางน้ำ ในงาน Riverdale Marina Boat Fair” ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 29 ม.ค.– 1 ก.พ.ที่ ริเวอร์เดล มารีน่า ลงทะเบียนจองพื้นที่ภายใน 12 ธ.ค. โทร.06-2597-1875

ชวนชมสารคดี “ร้อยเรื่องเมืองไทย” ชุด “ร้อยถิ่นแผ่นดินไทย” ตอน “หนาวนี้ที่นายูง” ในวันอาทิตย์ที่ 14 ธ.ค.เวลา 07.55-08.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7HD

ชวนชม“ต้นโพธิ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก” ในงาน “สาธุแฟร์” มหาบุญครั้งยิ่งใหญ่แห่งปีกับการเปิดตัวซีรีส์ “สาธุ 2” ถึง 7 ธ.ค. ที่ ศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ถนนศรีนครินทร์

แนวหน้าไกด์ : โอกาสเยาวชนสร้างสรรค์ผลงาน ‘หนูได้ธรรม’ พื้นที่แสดง ‘ธรรมะยุคใหม่’ เข้าถึงง่ายใน TikTok

แนวหน้าไกด์ : โอกาสเยาวชนสร้างสรรค์ผลงาน ‘หนูได้ธรรม’ พื้นที่แสดง ‘ธรรมะยุคใหม่’ เข้าถึงง่ายใน TikTok

แนวหน้าไกด์ : โอกาสเยาวชนสร้างสรรค์ผลงาน ‘หนูได้ธรรม’ พื้นที่แสดง ‘ธรรมะยุคใหม่’ เข้าถึงง่ายใน TikTok

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.14 น.

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารหลั่งไหลไม่หยุดนิ่ง และสื่อโซเชียลมีเดียได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเยาวชนคนรุ่นใหม่ จนอาจเกิดเป็นคำถามที่น่าสนใจว่าเรื่องราวอย่าง ‘ธรรมะ’ จะสามารถปรับตัวเข้ากับยุคสมัยนี้ได้อย่างไร?

ในส่วนของคำตอบก็ไม่ถูกปล่อยให้คาใจอยู่นาน เพราะล่าสุดทางกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ (Thai Media Fund) ได้เปิดพื้นที่ให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้ร่วมถ่ายทอดมุมมองที่มีต่อธรรมะใกล้ตัวในแบบที่สร้างสรรค์ ผ่านโครงการที่มีชื่อว่า หนูได้ธรรม ซึ่งเป็นการประกวดคลิปวิดิโอสั้น พร้อมชิงเงินรางวัลรวมถึง 90,000 บาท

โครงการดังกล่าวได้เปิดโอกาสให้นักเรียน นิสิต และนักศึกษา อายุไม่เกิน 25 ปี ส่งผลงานคลิปวิดีโอสั้นความยาวไม่เกิน 1.30 นาที บนแพลตฟอร์ม TikTok ภายใต้หัวข้อ “การให้ข้อคิด ธรรม ดี ทุกที่ทุกเวลา” เพื่อถ่ายทอดมุมมองธรรมะใกล้ตัวในแบบสร้างสรรค์ และสะท้อนให้เห็นว่าธรรมะสามารถอยู่ในทุกช่วงเวลา และทุกเหตุการณ์รอบตัวเราได้

สำหรับผู้ที่ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัลมูลค่า 20,000 บาท ส่วนรองชนะเลิศ มีจำนวน 2 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาท และรางวัลชมเชย 10 รางวัล รางวัลละ 5,000 บาท โดยจะมีพิธีมอบรางวัลในวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

อย่างไรก็ตาม การบรรจบกันระหว่างพุทธศาสนากับสื่อร่วมสมัยของกิจกรรม “หนูได้ธรรม” ก็ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะภายหลังจากนั้นจะถึงคิวของงานมหกรรมธรรมะสุดยิ่งใหญ่ประจำปี นั่นคือ มหกรรมพุทธธรรมนำสื่อสร้างสันติสุข ปีที่ 4 ซึ่งในปีนี้จะมีการจัดขึ้นภายใต้แนวคิดเดียวกันคือ “ธรรมดี ทุกที่ ทุกเวลา” โดยงานจะมีระหว่างวันที่ 8-9 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00-17.00 น. ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร

งานที่จัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อส่งเสริมให้สื่อธรรมะร่วมสมัยสามารถเข้าถึงคนทุกวัย และผลักดันบทบาทของสื่อไทยในการสร้างสังคมคุณธรรมและความสงบสุขอย่างต่อเนื่อง พร้อมมุ่งหวังที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้สังคมหันมาใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ และช่วยส่งเสริมให้ธรรมะเข้าถึงผู้คนอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมอีกหลากหลายที่ไม่ควรพลาด ทั้งเวทีเสวนาในประเด็นสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น “ศูนย์กลางพระพุทธศาสนา” และ “เรื่องเล่าสมเด็จพระเจ้าตากสินกับเมืองนคร” พร้อมด้วยแขกพิเศษอย่าง วนิ อินพุทธ และ อุ๋ย บุดดาเบลส ที่จะมาถ่ายทอดแนวคิดธรรมะร่วมสมัยให้เข้าถึงง่ายและใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

นอกจากนี้ ยังมีการแสดงวัฒนธรรมพื้นบ้านภาคใต้ อาทิ ‘โนรา’ โดยโรงเรียนสาธิตยานากาวา และ ‘หนังตะลุง’ โดยวิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราช รวมถึงนิทรรศการสื่อธรรมะและกิจกรรม Workshop มากมายที่เหมาะสำหรับทุกวัย อาทิ การพับดอกบัวสร้างสมาธิ การฝึกสมาธิกับดอกไม้เทียน และการพิมพ์ผ้าแบบโบราณตามวิถีพุทธ ฯลฯ

หากคุณเป็นผู้หนึ่งที่สนใจในพุทธธรรม สื่อสร้างสรรค์ รวมถึงวัฒนธรรมภาคใต้ ขอเชิญชวนให้เข้าร่วมงาน “มหกรรมพุทธธรรมนำสื่อสร้างสันติสุข ปีที่ 4” ได้ในวันที่ 8-9 ธันวาคมนี้ ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยผู้ที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 064-264-9191 (ณัฐนันท์) หรือติดตามข้อมูลและประกาศต่างๆ ได้ที่ www.thaimediafund.or.th หรือ Facebook: กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และ Line / TikTok: @thaimediafund

คุณแหน : 6 ธันวาคม 2568

คุณแหน : 6 ธันวาคม 2568

คุณแหน : 6 ธันวาคม 2568

วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.09 น.

แม้ไม่ได้ไปร่วมประเพณีรับน้องขึ้นดอย และกิจกรรมของ พิราบขาว มช. ด้วยตนเอง เพราะอายุมากแล้ว แต่ รศ.มนต์ชัย นินนาทนนท์ อดีตอาจารย์อาวุโสของ แมสคอม มช.ก็ได้รับการรายงานข่าวแบบเรียลไทม์จากบรรดาศิษย์หลากรุ่น อาทิ อนัญลักษณ์ ประมูลมาก ,ภรพัฒน์ นิลพัฒน์ ,ศักดิ์ชัย สินธุวงศ์ ,พล.ร.ต.พรหมเมศร์ อติแพทย์ เป็นต้น…ศิษย์ทำหน้าที่ดีงามเหมาะสมกับการเรียนสื่อสารมวลชน…อาจารย์ทั้งชื่นชมและชื่นใจ…

ก่อนเกษียณจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ สุราษฎร์ธานี เมื่อ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา รศ.บัวผิน โตทรัพย์ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นข้าราชการดีเด่น ของมหาวิทยาลัยฯประจำปีนี้ ขอแสดงความยินดีด้วย…-0- เพราะดูแบบอย่างรุ่นพี่ในการดำเนินชีวิต ได้เออรีรีไทน์ ก่อนเกษียณ เพื่อออกมาดูแลมารดา วิลาวัลย์ ศรีภูมินทร์ อย่างเต็มที่ ทำให้ รัชนีวรรณ รัชตะประทาน มีความสุขมากที่ได้ใช้เวลาใกล้ชิด “พระในบ้าน” นับเนื่องมา 15 ปีแล้ว จนบัดนี้ คุณแม่วิลาวัลย์อายุ 98 ปีในเดือนธ.ค.นี้…

อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กอบแก้ว อัครคุปต์ ไปท่องเที่ยวมณฑลซานตง ประเทศจีนมากว่าสัปดาห์ ข่าวว่ายังไม่ทันหายเหนื่อย เมื่อพุธที่ผ่านมาไปร่วมประชุมสหกรณ์ออมทรัพย์ของกระทรวงวิทย์ฯ โดยได้พบปะพูดกับน้องๆมากมาย อาทิ เฉิดฉัน จ๋วงพานิช และ ธนารักษ์ สุรวิญญู เป็นต้น…

หลังกลับจากภารกิจกับครอบครัวที่เมืองจีน ศิริวรรณ วงศ์ศิริกุล ยังไปชมการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ตอนสัตยาพาลี ซึ่งจัดโดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพระพันปีหลวง ณ หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมฯ…วันรุ่งขึ้นยังมีพลังไปชมภาพยนตร์ เดอะซาวด์ออฟมิวสิค ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา กับเหล่าบรรดาเพื่อนๆในวัยเจ็ดสิบอัพ…วงการต้องยอมรับว่า คุณพี่มีพลังเหลือล้น อดทนเหลือหลายจริงๆ…

ช่วงนี้อากาศเย็นสบาย มนต์ทิพย์ รุจิกัณหะ ชวนเพื่อนพ้องน้องพี่ตีตั๋วรถไฟตู้นอน เพื่อตะเวนชมความงามต่างสีสันของเมืองเหนือ ได้แก่ เที่ยวชมโบราณสถาน วัดประตูป่อง ลำปาง และยังถ่ายรูปตามรอยนิตยสาร โวค และเมื่อถึงลำพูน ช้อปผ้าไหมยกดอกลำพูนอันเลื่องชื่อเป็นที่ระลึก ปิดท้ายด้วยเที่ยวชมดอกไม้งาม ไร้ควันหมอก ที่เชียงใหม่…ใครจะลอกการบ้านในการท่องเที่ยวครั้งนี้ เธอไม่ขัดข้อง…

สองด็อกเตอร์เพื่อนรักวัฒนาวิทยาลัย 93 ดร.ผุสดี ตามไท กับ ดร.สายฤดี วรกิจโภคาทร มีทริปที่เสินเจิ้น เจ้าตัวเล่าว่า ที่นั่นเปลี่ยนไปมาก โดยได้ไปเยี่ยมชมหอนิทรรศการ ดร.ซุน ยัด เซ็น ที่เมืองจงซาน ชมโอเปร่าเฮ้าส์ ที่เมืองจูไห่ ชมอนุสาวรีย์เทพีประมง ทำด้วยหินแกรนิต…ล้วนน่าประทับใจยิ่ง…

ก๊วนกอล์ฟเมืองไทยทั้งของ เชวง และ จินตนา จิตรสมบรูณ์ ต้องถามหากันจ้าละหวั่นแน่ เพราะคุณเธอมัวแต่ไปท่องเมืองเอินซื่อ เมืองอู่ฮั่น เส้นทางใหม่ที่สวยงามทะเลสาบ เมืองจีนอยู่ขณะนี้…

เพราะดูตารางการนัดหมายพบแพทย์ของพี่สาวและของตัวเองแล้ว ทำให้ ธนิต วิจิตรพันธุ์ จองตั๋วรถไฟตู้นอน(ชั้นล่าง ปีนขึ้นไม่ไหว) ระหว่างวันที่ 12-16 กพ 69 ทันที โดยวางแผนไปพัก ไฉไลเกรซ เชียงดาว3 คืนขอไฉไล โกมารกุล ณ นคร เพราะตลอดปีนี้ยังไม่มีเวลาไปเยี่ยมชมเลย ไปนั่งชมหมอก ลงเช้า-เย็น อากาศเย็นสบาย ดอกไม้ออกดอกสะพรั่ง อยู่ ณ เวลาดังกล่าว เพราะไฉไลเกรซ จะมองเ็นดอยหลวง เชียงดาว 360 องศา นั่งทั้งวันไม่ต้องไปไหน ก็สุขใจ…

ชาวธรรมศาสตร์ 2513-2516 นัดพบปะกันที่อาคารมหาวิเศษศิลป์ มัยลาภ รามอินทรา14 ในวันที่ 27 ธ.ค.ตั้งแต่ 10.00น.เป็นต้นไป…ในวาระส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ และพร้อมฉลองอายุครบ 72 ปีให้เพื่อนรักร่วมรุ่น อารีย์ กังวาลเนาวรัตน์ ชวนเพื่อนๆมาสามัคคีร้องเพลงแฮปปี้นิวเยียร์ กับ แฮปปี้เบิร์ธเดย์ไปพร้อมๆกันเลยทีเดียว !!…

บารอนเนส