Science Update : นักบินอวกาศกลับโลกก่อนกำหนด

Science Update : นักบินอวกาศกลับโลกก่อนกำหนด

Science Update : นักบินอวกาศกลับโลกก่อนกำหนด

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Science Update : นักบินอวกาศกลับโลกก่อนกำหนด

ยานแคปซูล เอนเดฟเวอร์ (Endeavour) ของสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) นำลูกเรือทั้ง 4 นายจากสถานีอวกาศนานาชาติ หรือ ISS ประกอบด้วย ซีนา คาร์ดแมน นักบินอวกาศจากนาซา วัย 38 ปี ในฐานะผู้บัญชาการยานเอนเดฟเวอร์, ไมค์ ฟินคี นักบินอวกาศชาวอเมริกันวัย 58 ปี, คิมิยะ ยูอิ นักบินอวกาศชาวญี่ปุ่นวัย 55 ปี และ โอเลก ปลาโตนอฟ นักบินอวกาศชาวรัสเซียวัย 39 ปี เดินทางกลับถึงโลกอย่างปลอดภัยช่วงเช้ามืดวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น โดยกางร่มชูชีพลงสู่ผิวน้ำที่สงบนิ่งนอกชายฝั่งเมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สิ้นสุดการเดินทางที่ใช้เวลากว่า 10 ชั่วโมง นับตั้งแต่ถอนตัวออกจากสถานีอวกาศนานาชาติ หรือ ISS และพุ่งผ่านชั้นบรรยากาศโลกด้วยความร้อนสูง

เหตุการณ์นี้ ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสำนักงานบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐ หรือ นาซา ที่สั่งยุติภารกิจของลูกเรือบน ISS กลางคัน เนื่องจากเหตุฉุกเฉินด้านสุขภาพของนักบินอวกาศนายหนึ่ง ทำให้ต้องระงับภารกิจบนสถานีอวกาศก่อนกำหนดหลายสัปดาห์ โดยลูกเรือในภารกิจ Crew-11 นี้ เดินทางไปปฏิบัติภารกิจบนสถานีอวกาศนานาชาติตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา รวมระยะเวลาปฏิบัติภารกิจทั้งสิ้น 167 วัน แต่นาซาปฏิเสธที่จะเปิดเผยตัวตนของนักบินอวกาศที่มีอาการป่วย รวมถึงไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับอาการดังกล่าว อ้างเรื่องของความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย

แหวกฟ้าหาฝัน : Edouard Vuillard in Thiel Gallery

แหวกฟ้าหาฝัน : Edouard Vuillard in Thiel Gallery

แหวกฟ้าหาฝัน : Edouard Vuillard in Thiel Gallery

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แหวกฟ้าหาฝัน : Edouard Vuillard in Thiel Gallery

นอกจาก Edvard Munch แล้ว Thiel Gallery ยังมีผลงานของศิลปินนานาชาติที่มีชื่อเสียงมากอีกผู้หนึ่งนั่นคือ Edouard Vuillard เขาเกิดวันที่ 11 พฤศจิกายน 1868 ที่ Cuiseaux ฝรั่งเศส พ่อของเขาเป็นทหารเรือก่อนปลดประจำการมาเป็นผู้เก็บภาษี แม่ของเขาเป็นช่างเย็บผ้าที่อายุอ่อนกว่าบิดาของเขาถึง 27 ปี หลังจากบิดาเขาเกษียณก็ย้ายครอบครัวมาอยู่ปารีสเพื่อให้แม่เขามีร้านตัดเสื้อผ้า เขาเข้าเรียนหนังสือและได้รับทุนการศึกษาจาก Prestigious Lycee Fontaine ซึ่งต่อมาคือ Lycee Condorcet เขาเข้าเรียนสาขาวาทศิลป์และศิลปะโดยหัดวาดภาพเลียนแบบผลงานของ Michelangelo และงานประติมากรรมยุคคลาสสิค เขาได้พบกับศิลปินแนว Nabis หลายคนที่นี่รวมทั้ง Ker Xavier Roussel ซึ่งต่อมาเขาได้กลายเป็นน้องเขย Maurice Denis, Pierre Veber และ Aurelien Lugne-Poe

เดือนพฤศจิกายน 1885 เขาลาออกจาก Lycee และเข้าร่วมกับ Roussel เพื่อทำงานกับ Diogene Maillart ที่ห้องภาพเก่าของ Eugene Delacroix สถานที่ซึ่งทั้งสองได้เรียนรู้วิธีการเขียนภาพ นอกจากนี้เขายังเข้าเรียนที่ Academie Julian และไปเยือนห้องภาพของ William-Adolphe Bouguereau และ Robert Fleury บ่อย ๆ แต่เขาก็ไม่สามารถสอบเข้าเรียน Ecole des Beaux-Arts ได้ในการสอบ 3 ครั้งแรก อย่างไรก็ดี ความพยายามของเขาก็เป็นผลในครั้งที่สี่ เขาสามารถสอบเข้าได้ในเดือนกรกฎาคม 1887  และเข้าเรียนกับ Robert Fleury และปีต่อมาเขาก็เรียนกับ Jean-Leon Gerome เขาเริ่มประสบความสำเร็จจนสามารถนำภาพเหมือนของเขาและ Waroquoy และภาพเหมือนของย่าของเขามาจัดแสดงที่ Salon ได้ในปี 1889 ปลายปี 1889 เขาร่วมกับ Maurice Danis และเพื่อนอีกหลายคนร่วมกันจัดตั้งกลุ่ม Les Nabis ขึ้นโดยผลงานชิ้นแรกของศิลปะแนวนี้คือ The Talisman เขามีชื่อเล่นในกลุ่มว่า Nabi Zouave เพราะเขาเคยเป็นทหารมาก่อน หลังจากนั้นเขาแบ่งสตูดิโอร่วมกับ Bonnard และเริ่มออกแบบตกแต่งโรงละคร ปี 1891 เขาและกลุ่มศิลปิน Les Nabis ได้จัดนิทรรศการครั้งแรกขึ้นที่ Chateau of Saint Germain en Laye

เขาได้ซื้องานศิลปะแท่นพิมพ์ไม้ญี่ปุ่นมากถึง 180 ชิ้นซึ่งส่งอิทธิพลต่องานของเขาอย่างมากในเรื่องความเรียบง่ายและสีที่แตกต่าง นอกจากนี้เขายังทำงานตกแต่งทั้งกระจกสี จานเซรามิค แผ่นพับละครเวทีด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งให้กับโรงละคร Theatre d’Art by the young poet Paul Fort ก่อนย้ายไปทำงานตกแต่งภายใน และรังสรรค์งานจิตรกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับภายในบ้านของคหบดีต่าง ๆ ที่ตกแต่งอย่างสวยงามโดยใช้เทคนิคเดียวกันกับการตกแต่งภายในโรงละครทำให้เขาสามารถสร้างผลงานได้รวดเร็วขึ้น  เทคนิคนี้เฉกเช่นเดียวกันกับการวาดภาพปูนเปียกที่ใช้กาวหนังกระต่ายเป็นตัวยึดกับชอล์ก และใช้ตัวฉาบเรียบลงบนผืนผ้าใบอันจะทำให้ศิลปินสามารถที่จะรังสรรค์ภาพได้ละเอียดขึ้นและกันน้ำด้วยอีกต่างหาก

นับจากปี 1892 เขาได้รับการว่าจ้างให้ทำงานตกแต่งหลายแห่งอาทิ ประตูทางเข้า Salon ของครอบครัว Paul Desmarais ห้องภาพของ Siegfried Bing ออกแบบกระจกสีที่หน้าต่างของบริษัท Louis Tiffany ซึ่งผลงานชิ้นนี้สุดท้ายไปจัดแสดงที่ National Society of Fine Arts ยิ่งกว่านั้นเขายังมีชื่อเสียงในวาดรูปสวนสาธารณะ อาทิ The Public Gardens ซึ่งเป็นภาพเด็ก ๆ ในสวนสาธารณะในกรุงปารีส แม้เขาจะมีผลงานจัดแสดงใน Thiel Gallery จำนวนไม่มาก แต่ทุกชิ้นล้วนสวยงาม และมีอัตลักษณ์ของงานแนว Nabis อย่างแท้จริง

จิตอาสา ไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่กลายเป็นกลยุทธ์บริหารคนขององค์กรยุคใหม่

จิตอาสา ไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่กลายเป็นกลยุทธ์บริหารคนขององค์กรยุคใหม่

จิตอาสา ไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่กลายเป็นกลยุทธ์บริหารคนขององค์กรยุคใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จิตอาสา ไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่กลายเป็นกลยุทธ์บริหารคนขององค์กรยุคใหม่

ในวันที่ตลาดแรงงานเผชิญความท้าทายทั้งด้านการรักษาคนเก่งและการสร้างแรงจูงใจในการทำงาน “งานที่มีความหมาย” กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้ค่าตอบแทนหรือความก้าวหน้าในสายอาชีพ รายงาน Deloitte Global 2025 ระบุว่า 89% ของ Gen Z และ 92% ของ Millennials ให้ความสำคัญกับงานที่ขับเคลื่อนด้วยจุดมุ่งหมาย (purpose-driven work) และใช้เป็นหนึ่งในเหตุผลหลักในการเลือกนายจ้าง สะท้อนว่าการออกแบบงานให้เชื่อมโยงกับคุณค่าทางสังคม กำลังกลายเป็นโจทย์ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลขององค์กรขนาดใหญ่

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านโครงการ UOB Heartbeat Volunteerism ซึ่งธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาคนควบคู่ไปกับการสร้างผลกระทบต่อสังคม โดยเปิดโอกาสให้พนักงานออกไปทำงานอาสาในฐานะ “เพื่อนร่วมทาง” กับชุมชน ตลอดปี 2568 มีพนักงานอาสามากกว่า 3,800 คน หรือกว่า 50% ของพนักงานประจำทั้งหมด เข้าร่วมกิจกรรม รวมกว่า 18,000 ชั่วโมง ครอบคลุมด้านการศึกษา เยาวชน สิ่งแวดล้อม และศิลปะ สร้างผลกระทบเชิงบวกให้ผู้คนกว่า 22,435 คนทั่วประเทศ

เบื้องหลังตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการนำแนวคิด skills-based volunteering มาใช้จริง โดยพนักงานนำความรู้และทักษะจากการทำงานไปต่อยอดกับความต้องการของชุมชน ขณะเดียวกันก็ได้พัฒนามุมมอง ความเข้าใจสังคม และความหมายของบทบาทการทำงานของตนเอง

นายริชาร์ด มาโลนีย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า การพัฒนาศักยภาพพนักงานไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องประชุมหรือหลักสูตรฝึกอบรม แต่เกิดขึ้นเมื่อได้ลงมือทำงานร่วมกับผู้คนจริง “การออกไปทำงานกับชุมชนช่วยให้พนักงานเห็นคุณค่าของบทบาทตัวเองชัดเจนขึ้น และเชื่อมโยงสิ่งที่ทำในแต่ละวันกับผลลัพธ์ที่มีความหมายต่อสังคม”

เพื่อสนับสนุนแนวทางดังกล่าว ธนาคารเปิดให้พนักงานใช้สิทธิ Volunteer Leave ได้ปีละ 3วัน เพื่อให้สามารถจัดสรรเวลาและพลังงานไปทำงานอาสาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่เป็นภาระต่อภารกิจหลักในงานประจำ

ชัยณรงค์ กิจประเสริฐ พนักงานจากหน่วยงานการเงินและสนับสนุนธุรกิจ มองว่างานอาสาช่วยเชื่อมโยงโอกาสที่ตนได้รับในชีวิตกับการส่งต่อให้ผู้อื่น “การได้เห็นรอยยิ้มของเด็กๆ จากกิจกรรมเล็กๆ ทำให้ตระหนักว่าสิ่งที่เรามีอยู่สามารถสร้างคุณค่าให้คนอื่นได้ และนั่นทำให้การทำงานของเรามีความหมายมากขึ้น”

เพื่อสะท้อนคุณค่าของการมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม ยูโอบี ประเทศไทย จัดงาน 2025 UOB Heartbeat Employee Volunteer Appreciation เพื่อยกย่องพนักงานและทีมงานที่ขับเคลื่อนกิจกรรมอาสาอย่างต่อเนื่อง โดยมอบรางวัลแก่ทีมที่สร้างการมีส่วนร่วมสูงสุด และทีมที่สร้างผลกระทบต่อชุมชนได้อย่างชัดเจน

การมีส่วนร่วมของผู้นำในแต่ละสายงาน ตั้งแต่การเปิดโอกาส จัดสรรเวลา ไปจนถึงการสนับสนุนเชิงนโยบาย คือกลไกสำคัญที่ทำให้งานอาสาไม่ใช่กิจกรรมเฉพาะกิจ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร

ในวันที่องค์กรต้องแข่งขันกันไม่เพียงเพื่อผลประกอบการ แต่เพื่อคนทำงานที่มีคุณภาพ งานอาสาที่เชื่อมโยงทักษะจริงกับความต้องการของสังคม กำลังกลายเป็นหนึ่งในคำตอบของการเติบโตอย่างยั่งยืน – ทั้งต่อธุรกิจและต่อผู้คนภายในองค์กรงานอาสา ไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่กลายเป็นกลยุทธ์บริหารคนขององค์กรยุคใหม่ Best regards

Photos of the week : ส่องแฟชั่นพรมแดงคนดัง Golden Globes 2026

Photos of the week : ส่องแฟชั่นพรมแดงคนดัง Golden Globes 2026

Photos of the week : ส่องแฟชั่นพรมแดงคนดัง Golden Globes 2026

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Photos of the week : ส่องแฟชั่นพรมแดงคนดัง Golden Globes 2026

Golden Globes 2026 หรือ งานประกาศรางวัลลูกโลกทองคำ ครั้งที่ 83 งานประกาศรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของฮอลลีวูด เพิ่งผ่านไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 12 มกราคม (ตามเวลาประเทศไทย) นอกจากผลรางวัลที่ทุกคนต่างรอคอยแล้ว แฟชั่นของเหล่าคนดังก็เป็นที่จับตามองไม่แพ้กัน สัปดาห์นี้เลยชวนมาดูแฟชั่นพรมแดงของเหล่าคนดัง ทั้งสวยทั้งหล่อและชวนประทับใจ

(ภาพ 1-8)

คุยกัน 7 วันหน : มองอนาคตอิหร่าน ล่มสลายแน่ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ?!?

คุยกัน 7 วันหน : มองอนาคตอิหร่าน ล่มสลายแน่ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ?!?

คุยกัน 7 วันหน : มองอนาคตอิหร่าน ล่มสลายแน่ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ?!?

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นับตั้งแต่ปฏิวัติอิสลามในปี 1979 อิหร่านเผชิญการประท้วงหลายครั้ง ซึ่งในช่วงปีแรกๆ เป็นการชุมนุมต่อต้านการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบในสังคมที่เข้มงวดมากขึ้น ทั้งเรื่องเครื่องแต่งกายและการดำเนินชีวิต โดยบททดสอบใหญ่ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1999 หลังการปิดหนังสือพิมพ์หัวปฏิรูปจุดชนวนให้นักศึกษารวมตัวประท้วงในกรุงเตหะราน ก่อนจะกระจายไปตามมหาวิทยาลัยในหลายเมืองและจบลงด้วยการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่

ขณะที่ในปี 2009 ชาวอิหร่านหลายล้านคนลงถนนเพื่อแสดงพลังคัดค้านผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ผู้นำสายแข็งได้รับชัยชนะ ซึ่งค้านสายตาของประชาชนและจบด้วยด้วยการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่เช่นกัน ส่วนปี 2022 การเสียชีวิตของ “มาห์ซา อามินี” ขณะถูกควบคุมตัวจากการแต่งกายผิดระเบียบ ทำให้อิหรานเผชิญกับการประท้วงครั้งใหญ่ทั่วประเทศ

ล่าสุด ปลายปี 2025 ต่อเนื่องมาจนถึงตอนนี้ การประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหม่ เริ่มปะทุจากความไม่พอใจที่ค่าเงินเรียลของอิหร่านร่วงลงเป็นสถิติใหม่ ตามด้วยปัญหาเงินเฟ้อและสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันขาดแคลนและราคาพุ่ง จนกลายเป็นการแสดงออกเพื่อเรียกร้องเสรีภาพและประท้วงรัฐบาลในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ขณะที่รัฐบาลใช้กำลังปราบปรามอย่างเด็ดขาด ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นหลายพันคน บางสื่อบอกว่ายอดพุ่งไปถึงหลักหมื่นคน แล้วแต่ว่าติดตามจากสื่อฝั่งไหน และมีผู้ถูกจับกุมอีกจำนวนมาก ไม่เพียงแต่ปราบปรามเท่านั้น รัฐบาลอิหร่านยังตัดอินเทอร์เน็ตและการสื่อสารทั่วประเทศ หวังป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ประท้วงออกไปสู่โลกภายนอก

ความไม่สงบที่ปะทุขึ้นจากสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ กลายเป็นความท้าทายภายในประเทศครั้งใหญ่ที่สุดต่อผู้นำศาสนาอิหร่านในรอบอย่างน้อย 3 ปี และเกิดขึ้นในช่วงที่แรงกดดันจากนานาชาติเพิ่มขึ้น หลังจากอิสราเอลและสหรัฐฯ โจมตีเมื่อปีที่แล้ว โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เรียกร้องให้ชาวอิหร่านประท้วงต่อไป เข้ายึดครองหน่วยงานต่างๆ และย้ำว่าความช่วยเหลือกำลังไปถึง โดยที่ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าความช่วยเหลือนั้นคืออะไร เขากล่าวด้วยว่า ได้ยกเลิกการประชุมทั้งหมดกับเจ้าหน้าที่อิหร่าน จนกว่าการสังหารผู้ประท้วงอย่างไร้เหตุผลจะยุติลง แสดงถึงการเพิ่มแรงกดดันต่อคณะผู้นำอิหร่าน รวมถึงการข่มขู่ว่าอาจใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อตอบโต้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้ประท้วง ทรัมป์ยังได้ประกาศเก็บภาษีนำเข้าในอัตราร้อยละ 25 กับสินค้าจากทุกประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ด้วย

ถึงเวลาเปลี่ยนแปลงหรือยัง ?

เมื่อประเมินจากสถานการณ์ในอิหร่านปัจจุบัน นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่า ขณะนี้ ยังชี้ขาดไม่ได้ว่าการประท้วงครั้งนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรในอิหร่านได้บ้างหรือไม่ ซึ่งต้องมองปัจจัยสำคัญอีกหลายข้อ แม้ชาวอิหร่านมีความไม่พอใจเพิ่มมากขึ้นต่อกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ซึ่งเป็นองค์กรที่ทรงอิทธิพล และมีผลประโยชน์ทางธุรกิจมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ครอบคลุมตั้งแต่ภาคน้ำมันและก๊าซ การก่อสร้าง ไปจนถึงโทรคมนาคม

แต่การขาดแกนนำที่ชัดเจนในการประท้วงและขับเคลื่อนฝ่ายต่อต้านในประเทศ ถือเป็นจุดอ่อนสำคัญอีกข้อหนึ่งที่ทำให้พลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลงมีจำกัด การประท้วงในอิหร่านมักเกิดขึ้นแบบไร้หัวขบวน แม้จะควบคุมยาก แต่ก็ทำให้ยากต่อการเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างเป็นระบบ เพราะไม่มีใครสามารถก้าวขึ้นมาเจรจาหรือแทนที่โครงสร้างเดิมได้ทันที ขณะที่การก้าวออกมาของ เรซา ปาห์ลาวี โอรสของพระเจ้าชาห์องค์สุดท้าย ในทุกๆ ครั้ง รวมถึงในครั้งนี้ ก็ดูจะไม่มีน้ำหนักมากพอ

ขณะเดียวกัน กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม  และกองกำลังอาสาสมัครกึ่งทหาร (Basij) ยังคงซื่อสัตย์ต่อระบอบ เพราะผลประโยชน์และสถานะของพวกเขาผูกติดอยู่กับความอยู่รอดของรัฐบาล ที่ในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า ‘เดินเกม’ เป็นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีในการควบคุมการประท้วง เช่น การตัดอินเทอร์เน็ต และการใช้ AI ตรวจสอบใบหน้า และการใช้การทูตในภูมิภาคเพื่อลดแรงกดดัน

นั่นทำให้ยังมีโอกาสน้อยที่จะได้เห็นรอยร้าวในหมู่ชนชั้นนำ เพราะทั้งรัฐสภาอิหร่านและกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน ยังคงจับมือกันเหนียวแน่นและแสดงจุดยืนไปในทิศทางเดียวกัน

ล่มแบบ ‘ค่อยเป็นค่อยไป’

อย่างไรก็ดี บทวิเคราะห์ของ เจเรมี โบเว่น บรรณาธิการฝ่ายต่างประเทศของ BBC ที่เผยแพร่ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจและลึกซึ้งเกี่ยวกับสถานการณ์ในอิหร่าน โดยใช้ประโยคคลาสสิกที่ว่า “ระบอบเผด็จการมักจะล่มสลายแบบค่อยเป็นค่อยไป แล้วจึงพังทลายลงอย่างฉับพลัน” ซึ่งท่อนนี้หยิบยืมมาจากบทประพันธ์ของ เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ที่พูดถึงวิกฤต ‘ถังแตก’ หมดเนื้อหมดตัว ว่า gradually then suddenly.

โบเว่นบอกว่า แม้สถานการณ์ในอิหร่าน ณ ปัจจุบัน จะ ‘ยังไปไม่ถึงจุดนั้น’ แม้จะดูเหมือนมีความสั่นคลอนมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการประท้วงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในอิหร่าน แสดงให้เห็นวิกฤตความชอบธรรมของคณะผู้นำ และสะท้อนว่าคนรุ่นใหม่ตัดขาดจากอุดมการณ์ของรัฐอิสลามอย่างสิ้นเชิง ปัญหาเศรษฐกิจที่ประเทศเผชิญมาต่อเนื่องอันเป็นผลจากมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ นำมาซึ่งปัญหาเงินเฟ้อ สินค้าราคาแพง และอัตราว่างงานพุ่ง ส่งผลต่ออำนาจและความสามารถของรัฐบาลในการดูแลสวัสดิการประชาชนลดลง

ที่ต้องจับตาคือเรื่องของ ‘วิกฤตผู้นำ’

อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำสูงสุดคนที่ 2 นับตั้งแต่อิหร่านปฏิวัติอิสลามและโค่นล้มการปกครองของพระเจ้าชาห์แห่งราชวงศ์ปาห์ลาวี เมื่อปี 1979 โดยเข้ารับตำแหน่งหลังการเสียชีวิตของ อยาตอลเลาะห์ รูฮอลลาห์ โคไมนี ผู้นำสูงสุดคนแรกในปี 1989 ปัจจุบัน ยังคงมีอำนาจสูงสุดในการสั่งการนโยบายสำคัญของประเทศทั้งหมด

ขณะนี้ คาเมเนอีอายุ 86 ปี แม้สุขภาพจะยังคงแข็งแรง แต่เริ่มมีการพูดถึงผู้นำคนต่อไปที่จะมารับไม้ต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออิสราเอลลอบสังหารแกนนำคนสำคัญของอิหร่านและยกระดับการโจมตีนับตั้งแต่เปิดฉากทำสงครามในกาซาเมื่อปี 2023 ความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวผู้นำสูงสุด ย่อมทำให้อิหร่านเปลี่ยนแปลงไปไม่มากก็น้อย และในตอนนี้ ก็มีสัญญาณของความไม่ลงรอย เริ่มมีการเห็นต่างกันในกลุ่มผู้ปกครองว่าจะใช้วิธีปราบปราม หรือผ่อนปรน เพื่อรักษาอำนาจเอาไว้

หากเกิดความขัดแย้งภายในแย่งชิงอำนาจกันเอง นั่นอาจเป็นชนวนเหตุ ยิ่งหากทหารระดับล่างเริ่มปฏิเสธที่จะยิงประชาชน นั่นคือสัญญาณสุดท้ายของการล่มสลาย เหมือนที่โบเว่นเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในอดีตอย่าง การล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน หรือ อาหรับสปริง ที่ทุกอย่างดูเหมือนจะมั่นคงดีจนกระทั่ง ‘วินาทีที่มันไม่ใช่’

“ระบอบเผด็จการจะดูเหมือนแข็งแกร่งไร้เทียมทาน จนกระทั่งถึงวันที่มันดูเหมือนไม่เคยมีความมั่นคงเลย” คือมุมมองของโบเว่น ที่เห็นว่า อิหร่านในตอนนี้เหมือน ‘เขื่อนที่มีรอยร้าวซึมอยู่ทั่ว’ แม้แรงดันน้ำจะมหาศาลและรอยร้าวจะกว้างขึ้นเรื่อยๆ แต่ตัวโครงสร้างหลักยังคงยันเอาไว้ได้อยู่ และเรายังไม่เห็นสัญญาณของ ‘การพังทลายของเขื่อน’ ในเร็ววันนี้

แต่อนาคตข้างหน้า…ไม่แน่

โดย ดาโน โทนาลี

Health News : เริ่มทดลองยาจาก ‘พิษแมงมุม’ ในมนุษย์

Health News : เริ่มทดลองยาจาก ‘พิษแมงมุม’ ในมนุษย์

Health News : เริ่มทดลองยาจาก ‘พิษแมงมุม’ ในมนุษย์

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Health News : เริ่มทดลองยาจาก ‘พิษแมงมุม’ ในมนุษย์

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ของออสเตรเลีย เปิดเผยว่าการรักษาที่อาจช่วยชีวิตผู้ป่วยจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และโรคหลอดเลือดสมองหรือสโตรก ซึ่งพัฒนามาจากพิษของแมงมุมที่อันตรายที่สุดชนิดหนึ่งของโลก ได้เข้าสู่การทดลองในมนุษย์แล้ว เป็นการศึกษาทางคลินิคระยะที่ 1 ในปัจจุบันจะประเมินความปลอดภัย ความทนต่อยา และขนาดยาที่เหมาะสมของไอบี409 (IB409) ซึ่งเป็นยานวัตกรรมที่พัฒนาจากโมเลกุลในพิษของแมงมุมใยกรวยออสเตรเลีย ที่อาศัยอยู่บนเกาะเฟรเซอร์ รัฐควีนส์แลนด์

ทีมวิจัยเชื่อว่า เอชไอ1เอ (Hi1a) โปรตีนที่สกัดจากพิษของแมงมุมใยกรวย สามารถช่วยลดความเสียหายต่อหัวใจและสมองระหว่างเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันและโรคหลอดเลือดสมอง ด้วยการป้องกันการตายของเซลล์ที่เกิดจากภาวะขาดออกซิเจน

ซีอีโอของ อินเฟนซา ไบโอไซเอนซ์ (Infensa Bioscience) บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ และนักวิจัยของมหาวิทยาลัยฯ ระบุว่า หากการทดลองทางคลินิคระยะที่ 1 และระยะต่อๆ ไปของไอบี409 แสดงให้เห็นว่าสามารถรักษาภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ อาจช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหัวใจหลายล้านคนทั่วโลกได้ ซึ่งปัจจุบัน ยังไม่มียาใดที่สามารถป้องกันความเสียหายที่เกิดจากภาวะดังกล่าวและโรคหลอดเลือดสมองได้

สกู๊ปพิเศษ : วว. เดินหน้า ‘ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ’ สร้าง ‘สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5’ เพื่อสภาพแวดล้อม คุณภาพอากาศที่ดียั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : วว. เดินหน้า ‘ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ’ สร้าง ‘สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5’ เพื่อสภาพแวดล้อม คุณภาพอากาศที่ดียั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : วว. เดินหน้า ‘ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ’ สร้าง ‘สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5’ เพื่อสภาพแวดล้อม คุณภาพอากาศที่ดียั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สกู๊ปพิเศษ : วว. เดินหน้า ‘ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ’ สร้าง ‘สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5’ เพื่อสภาพแวดล้อม คุณภาพอากาศที่ดียั่งยืน

“มลภาวะจากฝุ่น PM 2.5” โดยมากจะเกิดในช่วงฤดูหนาวที่อากาศนิ่งและแห้ง  ส่งผลให้ฝุ่นไม่ลอยขึ้นที่สูง หากมีฝุ่น PM 2.5 ในอากาศปริมาณสูงมาก จะมีลักษณะคล้ายกับมีหมอกควัน โดยฝุ่น PM 2.5 สามารถแพร่กระจายเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ และซึมเข้าสู่กระแสเลือด นอกจากนี้ตัวฝุ่นเองยังเป็นพาหะนำสารมลพิษอื่นๆ เข้าสู่ร่างกายด้วย เช่น โลหะหนัก สารก่อมะเร็ง เป็นต้น ซึ่งทุกภาคส่วนในสังคมไทยได้ให้ความสำคัญในการหาแนวทางและมาตรการแก้ไขปัญหานี้ในระยะยาว

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในการดำเนินโครงการ “การปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดมลภาวะฝุ่น PM 2.5” เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์  วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม  (ววน.) ประเทศไทยปลอดภัยจาก  PM 2.5  โดยมุ่งเน้นพื้นที่ดำเนินงานในจังหวัดเชียงรายและพะเยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาคุณภาพอากาศจากค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เกินมาตรฐาน และมีจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) สูงในช่วงฤดูแล้ง

น.ส.เสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง วช. วว. และโรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย ที่ได้ร่วมกันพัฒนาสวนต้นแบบซึ่งใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับท้องถิ่นเป็นกลไกในการลดฝุ่นในเขตเมือง พร้อมทั้งสนับสนุนให้ชุมชนปรับเปลี่ยนแนวทางการเกษตรจากระบบที่มีการเผา มาเป็นการใช้วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเป็นวัสดุปลูก ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 และจุดความร้อนแล้ว ยังช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่ดี และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตภาคเหนือที่ประสบปัญหาฝุ่นละอองเป็นประจำทุกปี โดยพื้นที่ “สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5” แห่งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับและทรัพยากรท้องถิ่น เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี และคุณภาพอากาศที่ยั่งยืนต่อไป

ดร.พงศธร ประภักรางกูล รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. กล่าวว่า วว. พร้อมส่งเสริมให้ชุมชนปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรแบบดั้งเดิมสู่ระบบที่ปลอดการเผา โดยนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาใช้เป็นวัสดุปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ช่วยลดการเกิดฝุ่น PM 2.5 และลดจุดความร้อน ตลอดจนเพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่การเกษตร อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพอากาศในพื้นที่ภาคเหนืออย่างเป็นรูปธรรม กิจกรรมในวันนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในด้านการเรียนรู้ของนักเรียน การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ และการเป็นพื้นที่ต้นแบบสำหรับการพัฒนาสวนลดฝุ่นในเขตเมือง เพื่อช่วยป้องกันและลดผลกระทบของฝุ่นต่อสุขภาพของนักเรียนและประชาชนในชุมชน

ดร.อนันต์ พิริยะภัทรกิจ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ วว. ในฐานะหัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือของทีมนักวิจัย วว. พร้อมภาคีเครือข่ายพันธมิตร ด้วยการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมขับเคลื่อนโครงการเพื่อใช้ประโยชน์จากพรรณไม้ดอกไม้ประดับและข้อมูลที่ได้จากงานวิจัย มาประยุกต์ใช้ในการจัดตกแต่งภูมิทัศน์ในพื้นที่โรงเรียน ให้เป็นสวนต้นแบบที่สามารถป้องกันมลภาวะสิ่งแวดล้อมอย่างเช่น ฝุ่น PM 2.5 รวมทั้งเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้สำหรับนักเรียน อาจารย์ นักวิชาการ และผู้ที่สนใจ

นอกจากนี้ยังได้มีการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร อาทิเช่น ตอฟาง และตอข้าวโพด รวมทั้งเศษพืชอื่นๆ ซึ่งเดิมมักถูกกำจัดด้วยวิธีการเผา โดยการดำเนินงานมุ่งเปลี่ยนกระบวนการเผาเป็นการย่อยสลายและหมัก เพื่อนำมาใช้เป็นวัสดุปลูกและปรับปรุงดินสำหรับการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ลดปริมาณการเผาไหม้ในพื้นที่เกษตรกรรม อันเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหามลพิษทางอากาศในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย และพร้อมเดินหน้าสร้างโมเดลลดการเผาในพื้นที่เกษตร สร้างรายได้ใหม่ให้พี่น้องเกษตรกรในจังหวัดเชียงรายและพะเยา ผ่านการดำเนินกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่เข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดเครือข่ายที่เข้มแข็งในการร่วมขับเคลื่อนโครงการ ดังนี้

การสนับสนุนให้ปลูกไม้ตัดดอก โดยทีมนักวิจัย วว. ได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายและพะเยา ได้มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 50 ราย ซึ่งได้รับการสนับสนุนให้ปลูกไม้ตัดดอก เช่น ดอกแอสเตอร์ หญ้าหางกระต่าย มากาเร็ต ดอกกระดาษ คัตเตอร์ เบญจมาศ และแกลดิโอลัส รวมถึงไม้ดอกเพื่อการแปรรูป เช่น เก๊กฮวย กระเจี๊ยบแดง คาโมมายล์ และอัญชัน ซึ่งสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อบแห้งเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มได้ นอกจากนี้ยังมีการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว ซังข้าวโพด และชานอ้อย มาพัฒนาเป็นวัสดุปรับปรุงดินและวัสดุคลุมดิน สำหรับการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ก่อให้เกิดรายได้ที่มั่นคงกว่า 35,000 บาท/ราย

ลดการเผา-พัฒนาพื้นที่เกษตร นอกจากการลดมลภาวะจากการเผาแล้ว โครงการนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่เกษตรและชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้สามารถปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างรายได้เสริม โดยเฉพาะพืชที่ใช้น้ำในการเพาะปลูกน้อยและสามารถออกดอกในช่วงฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน เช่น ดอกเก๊กฮวย กระเจี๊ยบแดง คาโมมายล์ และอัญชัน เป็นต้น โดยดอกไม้ที่ปลูกนั้นยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อบแห้ง เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มมูลค่าและสร้างช่องทางตลาดใหม่ให้กับเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่น นอกจากนั้นการดำเนินงานภายใต้โครงการยังเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชน สร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่อาศัย และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในพื้นที่เป้าหมาย อันจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม

​จิตอาสา ไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่กลายเป็นกลยุทธ์บริหารคนขององค์กรยุคใหม่

​จิตอาสา ไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่กลายเป็นกลยุทธ์บริหารคนขององค์กรยุคใหม่

​จิตอาสา ไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่กลายเป็นกลยุทธ์บริหารคนขององค์กรยุคใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในวันที่ตลาดแรงงานเผชิญความท้าทายทั้งด้านการรักษาคนเก่งและการสร้างแรงจูงใจในการทำงาน “งานที่มีความหมาย” กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้ค่าตอบแทนหรือความก้าวหน้าในสายอาชีพ รายงาน Deloitte Global 2025 ระบุว่า 89% ของ Gen Z และ 92% ของ Millennials ให้ความสำคัญกับงานที่ขับเคลื่อนด้วยจุดมุ่งหมาย (purpose-driven work) และใช้เป็นหนึ่งในเหตุผลหลักในการเลือกนายจ้าง สะท้อนว่าการออกแบบงานให้เชื่อมโยงกับคุณค่าทางสังคม กำลังกลายเป็นโจทย์ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลขององค์กรขนาดใหญ่

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านโครงการ UOB Heartbeat Volunteerism ซึ่งธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาคนควบคู่ไปกับการสร้างผลกระทบต่อสังคม โดยเปิดโอกาสให้พนักงานออกไปทำงานอาสาในฐานะ “เพื่อนร่วมทาง” กับชุมชน ตลอดปี 2568 มีพนักงานอาสามากกว่า 3,800 คน หรือกว่า 50% ของพนักงานประจำทั้งหมด เข้าร่วมกิจกรรม รวมกว่า 18,000 ชั่วโมง ครอบคลุมด้านการศึกษา เยาวชน สิ่งแวดล้อม และศิลปะ สร้างผลกระทบเชิงบวกให้ผู้คนกว่า 22,435 คนทั่วประเทศ

เบื้องหลังตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการนำแนวคิด skills-based volunteering มาใช้จริง โดยพนักงานนำความรู้และทักษะจากการทำงานไปต่อยอดกับความต้องการของชุมชน ขณะเดียวกันก็ได้พัฒนามุมมอง ความเข้าใจสังคม และความหมายของบทบาทการทำงานของตนเอง

นายริชาร์ด มาโลนีย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า การพัฒนาศักยภาพพนักงานไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องประชุมหรือหลักสูตรฝึกอบรม แต่เกิดขึ้นเมื่อได้ลงมือทำงานร่วมกับผู้คนจริง “การออกไปทำงานกับชุมชนช่วยให้พนักงานเห็นคุณค่าของบทบาทตัวเองชัดเจนขึ้น และเชื่อมโยงสิ่งที่ทำในแต่ละวันกับผลลัพธ์ที่มีความหมายต่อสังคม”

เพื่อสนับสนุนแนวทางดังกล่าว ธนาคารเปิดให้พนักงานใช้สิทธิ Volunteer Leave ได้ปีละ 3วัน เพื่อให้สามารถจัดสรรเวลาและพลังงานไปทำงานอาสาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่เป็นภาระต่อภารกิจหลักในงานประจำ

ชัยณรงค์ กิจประเสริฐ พนักงานจากหน่วยงานการเงินและสนับสนุนธุรกิจ มองว่างานอาสาช่วยเชื่อมโยงโอกาสที่ตนได้รับในชีวิตกับการส่งต่อให้ผู้อื่น “การได้เห็นรอยยิ้มของเด็กๆ จากกิจกรรมเล็กๆ ทำให้ตระหนักว่าสิ่งที่เรามีอยู่สามารถสร้างคุณค่าให้คนอื่นได้ และนั่นทำให้การทำงานของเรามีความหมายมากขึ้น”

เพื่อสะท้อนคุณค่าของการมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม ยูโอบี ประเทศไทย จัดงาน 2025 UOB Heartbeat Employee Volunteer Appreciation เพื่อยกย่องพนักงานและทีมงานที่ขับเคลื่อนกิจกรรมอาสาอย่างต่อเนื่อง โดยมอบรางวัลแก่ทีมที่สร้างการมีส่วนร่วมสูงสุด และทีมที่สร้างผลกระทบต่อชุมชนได้อย่างชัดเจน

การมีส่วนร่วมของผู้นำในแต่ละสายงาน ตั้งแต่การเปิดโอกาส จัดสรรเวลา ไปจนถึงการสนับสนุนเชิงนโยบาย คือกลไกสำคัญที่ทำให้งานอาสาไม่ใช่กิจกรรมเฉพาะกิจ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร

ในวันที่องค์กรต้องแข่งขันกันไม่เพียงเพื่อผลประกอบการ แต่เพื่อคนทำงานที่มีคุณภาพ งานอาสาที่เชื่อมโยงทักษะจริงกับความต้องการของสังคม กำลังกลายเป็นหนึ่งในคำตอบของการเติบโตอย่างยั่งยืน – ทั้งต่อธุรกิจและต่อผู้คนภายในองค์กรงานอาสา ไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่กลายเป็นกลยุทธ์บริหารคนขององค์กรยุคใหม่ Best regards

เลือกกิน เปลี่ยนโลกได้ เปิดผลจัดอันดับ ‘ไข่ไก่ปลอดกรง’ ในซูเปอร์มาร์เก็ตไทย

เลือกกิน เปลี่ยนโลกได้ เปิดผลจัดอันดับ ‘ไข่ไก่ปลอดกรง’ ในซูเปอร์มาร์เก็ตไทย

เลือกกิน เปลี่ยนโลกได้ เปิดผลจัดอันดับ ‘ไข่ไก่ปลอดกรง’ ในซูเปอร์มาร์เก็ตไทย

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.00 น.

ในวันที่ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพ คุณภาพอาหาร และที่มาของวัตถุดิบมากขึ้น “ไข่ไก่” ซึ่งเป็นอาหารใกล้ตัวของทุกครัวเรือน กำลังถูกตั้งคำถามมากกว่าที่เคย – ไม่ใช่แค่เรื่องราคาและคุณค่าทางโภชนาการ  แต่รวมถึงชีวิตของแม่ไก่ที่อยู่เบื้องหลังไข่แต่ละฟอง

ซิเนอร์เจีย แอนิมอล ประเทศไทย เปิดเผยรายงาน “การจัดอันดับไข่ไก่ปลอดกรงในซูเปอร์มาร์เก็ตไทย ปี 2568” ซึ่งเป็นการประเมินครั้งแรกที่รวบรวมข้อมูลจากซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าปลีกชั้นนำ 14 แห่งของไทย เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า แบรนด์ค้าปลีกที่เราคุ้นเคย ให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพสัตว์มากน้อยเพียงใด

ไข่ไก่ปลอดกรง คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ

ไข่ไก่ปลอดกรง (Cage-Free Eggs) มาจากแม่ไก่ที่ไม่ถูกขังในกรงตับแคบ ๆ แต่สามารถเคลื่อนไหว กางปีก ทำรัง และแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติได้ ซึ่งไม่เพียงส่งผลดีต่อสวัสดิภาพสัตว์ แต่ยังเชื่อมโยงกับมาตรฐานอาหารที่มีความรับผิดชอบและยั่งยืนมากขึ้น ปัจจุบัน ประเทศไทยมีแม่ไก่มากกว่า 54 ล้านตัวที่ยังคงถูกเลี้ยงในกรงตับ พื้นที่คับแคบจนเล็กกว่ากระดาษ A4 รายงานฉบับนี้จึงทำหน้าที่เป็นเหมือน “กระจกสะท้อน” บทบาทของภาคค้าปลีก ซึ่งเป็นจุดเชื่อมสำคัญระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค

ใครทำได้ดี ใครยังต้องปรับตัว

จากการประเมินโดยใช้เกณฑ์ 6 ด้าน รวมคะแนนเต็ม 18 คะแนน พบว่า มีเพียง 5 จาก 14 ผู้ค้าปลีก ที่มีการเปิดเผยนโยบายหรือแนวทางเกี่ยวกับการจัดหาไข่ไก่ปลอดกรงอย่างชัดเจน โดยกลุ่มที่มีผลการประเมินโดดเด่น ได้แก่ Sunshine Market ได้คะแนนสูงสุด 83% (ระดับ A) จากนโยบายที่ครอบคลุมทุกแบรนด์และทุกสาขา พร้อมกรอบเวลาการเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจน  Rimping ได้ 72% (ระดับ A) จากการประกาศเจตนารมณ์ด้านไข่ไก่ปลอดกรงอย่างเป็นทางการ Tops, Makro และ Lotus’s ได้คะแนนระดับ B (55%) สะท้อนความพยายามและความคืบหน้าบางส่วน แต่ยังมีพื้นที่ให้พัฒนาในด้านความครอบคลุมและความโปร่งใส ขณะที่ผู้ค้าปลีกรายใหญ่หลายแห่ง เช่น 7-Eleven, Big C, Villa Market, Foodland, Lawson 108, MaxValu และ Gourmet Market ยังไม่พบข้อมูลนโยบายไข่ไก่ปลอดกรงที่เปิดเผยต่อสาธารณะ

หทัย ลิ้มประยูรยงค์ และ ศนีกานต์ รศมนตรี

เมื่อทางเลือกบนชั้นวางสินค้า ส่งผลมากกว่าที่คิด

ศนีกานต์ รศมนตรี กรรมการผู้จัดการ ซิเนอร์เจีย แอนิมอล ประเทศไทย ระบุว่า รายงานฉบับนี้ช่วยให้ผู้บริโภคเห็นภาพชัดขึ้นว่า การเลือกซื้อสินค้าในชีวิตประจำวัน สามารถเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับอุตสาหกรรมได้

“ผู้ค้าปลีกคือผู้กำหนดทิศทางตลาด หากมีนโยบายที่ชัดเจนและโปร่งใส ก็จะช่วยยกระดับมาตรฐานทั้งห่วงโซ่อุปทาน และตอบรับความคาดหวังของผู้บริโภคยุคใหม่ได้”

ด้าน หทัย ลิ้มประยูรยงค์ ผู้จัดการฝ่ายโปรแกรม ซิเนอร์เจีย แอนิมอล ประเทศไทย เสริมว่า แม้ความคืบหน้าบางส่วนจะเป็นสัญญาณที่ดี แต่การเปลี่ยนผ่านที่แท้จริงต้องอาศัยความต่อเนื่องและความสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่

เทรนด์โลกกำลังไปทางไหน

ในหลายประเทศยุโรป เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย และลักเซมเบิร์ก ได้ยกเลิกการใช้กรงตับอย่างสมบูรณ์ ขณะที่บริษัทอาหารและค้าปลีกระดับโลกจำนวนมาก ต่างให้คำมั่นจัดหาไข่ไก่ปลอดกรงในห่วงโซ่อุปทานของตน แคโรลินา กาลวานี กรรมการบริหาร ซิเนอร์เจีย แอนิมอล มองว่า นี่คือโอกาสของภาคค้าปลีกไทยในการก้าวทันมาตรฐานสากล และแสดงบทบาทผู้นำด้านอาหารที่มีความรับผิดชอบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ไลฟ์สไตล์เล็กๆ ที่สร้างผลลัพธ์ใหญ่

รายงานฉบับนี้ตอกย้ำว่า การดูแลสุขภาพและการใช้ชีวิตอย่างมีจริยธรรม ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การออกกำลังกายหรือเลือกอาหารคลีน แต่รวมถึงการตั้งคำถามกับที่มาของอาหารบนจานในแต่ละวัน สำหรับผู้บริโภค การเลือกซื้อไข่ไก่ปลอดกรง อาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ของการสร้างระบบอาหารที่เป็นมิตรกับทั้งคน สัตว์ และโลกใบนี้มากขึ้น

ผู้สนใจสามารถอ่านรายงานฉบับเต็ม “การจัดอันดับไข่ไก่ปลอดกรงในซูเปอร์มาร์เก็ตไทย ปี 2568” ได้ที่ http://www.breakingfreefromcages.com

ปิดฉากเทศกาล ‘กรุงเทพดีต่อใจ’ Bangkok Bestival 2026 ครั้งที่ 4 ส่งมอบความสุขแรกแห่งปี กระจายรายได้สู่ชุมชนมากกว่า 1 ล้านบาท

ปิดฉากเทศกาล ‘กรุงเทพดีต่อใจ’ Bangkok Bestival 2026 ครั้งที่ 4  ส่งมอบความสุขแรกแห่งปี กระจายรายได้สู่ชุมชนมากกว่า 1 ล้านบาท

ปิดฉากเทศกาล ‘กรุงเทพดีต่อใจ’ Bangkok Bestival 2026 ครั้งที่ 4 ส่งมอบความสุขแรกแห่งปี กระจายรายได้สู่ชุมชนมากกว่า 1 ล้านบาท

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับ “กรุงเทพดีต่อใจ” Bangkok Bestival 2026 ครั้งที่ 4 เทศกาลแห่งความสุขที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง กรุงเทพมหานคร กับเครือข่ายภาคเอกชนนำโดย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) วัน แบงค็อก (One Bangkok) พร้อมด้วยพันธมิตรด้านความยั่งยืนอีกมากมาย โดยปีนี้จัดขึ้นบนพื้นที่สีเขียว 4 สวนใจกลางกรุงเทพมหานคร ได้แก่ สวนลุมพินี สวนเบญจกิติ อุทยานเบญจสิริ และสวนปทุมวนานุรักษ์ ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะผ่านกิจกรรมที่เชื่อมโยง “เมือง-สวน-ป่า-น้ำ” เข้ากับวิถีชีวิตของเยาวชน ชุมชน และคนกรุงเทพมหานครได้อย่างสมดุล

นอกเหนือจากกิจกรรมสร้างสรรค์ที่อัดแน่นตลอดทั้งงาน อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของปีนี้ คือการเปิดพื้นที่ให้คนกรุงได้ร่วมสัมผัสและชื่นชมความงดงามของนิทรรศการอันงดงาม เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของพสกนิกรไทยให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ตลอดระยะเวลาที่ทรงงาน พระองค์ได้ทรงส่งเสริมอาชีพสร้างรายได้ และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะ “ป่า” และ “น้ำ” ซึ่งเป็นต้นธารแห่งชีวิตของประชาชนไทย ทั้งยังทรงเป็นแบบอย่างแห่งการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามพระราชดำรัสที่ทรงเคยรับสั่งว่า “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ” มาเป็นแนวทางการจัดงาน “กรุงเทพดีต่อใจ” อีกด้วย

ตลอด 3 วันมีผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่งในทุกมิติ ได้เห็นรอยยิ้มของทุกเพศทุกวัยที่มาร่วมเติมพลังกายและใจ เริ่มตั้งแต่กิจกรรมเสริมสิริมงคลทำบุญตักบาตรรับสุขแรกแห่งปี ฟังธรรมยามเช้าเริ่มต้นปีด้วยใจที่สงบ โดยพระเมธี วชิโรดม (ว.วชิรเมธี) ที่ได้รับความสนใจจากสาธุชนเข้าร่วมรับฟังธรรมยามเช้ามากกว่า 600 คน นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสำหรับเด็กๆ ทั้ง Kids Climbing, Chess Kids Club, Nature Journey Workshop,ระบายสีกลางสวนและฟังนิทานแสนสนุก, Nature Walk, บันทึกธรรมชาติ และ Open Sense to Nature เปิดประสาทสัมผัส สัมผัสธรรมชาติ ซึ่งได้รับความสนใจจนมีผู้เข้าร่วมเต็มทุกกิจกรรม

สำหรับสายสุขภาพ กิจกรรม Yoga in the Park และ Sound Bath ยังคงได้รับความนิยมอย่างสูง โดยมีผู้สนใจ Walk-in เข้ามาร่วมฝึกโยคะเบาๆ ยามเช้า และยามเย็นท่ามกลางพื้นที่สีเขียวอันร่มรื่นของสวนเบญจกิติ รวมถึง Workshop CPR ที่มีผู้สนใจเข้าร่วมเรียนรู้ทักษะการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเพื่อนำไปใช้ในชีวิตจริง

ด้านกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม ก็ได้รับความสนใจมากขึ้นจากปีที่แล้ว  SX WASTE MANAGEMENT STATION เปิดพื้นที่ให้ผู้สนใจร่วมคัดแยกขยะอย่างถูกต้องตามประเภท ส่งผลให้สามารถนำขยะเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้จำนวน 31 กิโลกรัม ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 52 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และ SX REPARTMENT STORE ได้รับสิ่งของที่ไม่ใช้แล้วจากผู้ร่วมงานเพื่อนำมาบริจาคจำนวนกว่า 369 ชิ้น และได้นำไปจำหน่ายเพื่อนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายร่วมสมทบทุนให้แก่มูลนิธิชัยพัฒนา เรียกว่าจากความร่วมมือเล็กๆ ของทุกคนในการทิ้งให้ถูกประเภทและร่วมกันแบ่งปันได้ต่อยอดเป็นผลลัพธ์ที่ดีต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและสังคม

นอกจากนี้ กิจกรรมใหม่อย่าง การฝึกชี่กงในสวน โดย A ROOT by THAI GROUP, ถ่ายภาพนกและธรรมชาติ กับสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (RPST), SATI APP “ม้านั่งมีหู” และ กิจกรรมFIRST JOY RUN กับ 100 PLUS PRO ก็ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน ที่มาร่วมใช้ชีวิตดีๆ บนพื้นที่สีเขียวร่วมกัน

อีกหนึ่งสีสันของเทศกาลแห่งความสุขของคนรักการชอปปิ้ง นั่นคือ “มีสุข ฟาร์มมาร์เก็ต” ตลาดนัดชุมชนที่เต็มไปด้วยผู้เข้าร่วมงานเลือกซื้อสินค้า สร้างความคึกคักตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย ส่งผลให้ยอดจำหน่ายสูงกว่าทุกปีที่ผ่านมา สร้างรายได้หมุนเวียนให้กับร้านค้าชุมชนและวิสาหกิจชุมชนรวมกว่า 1,026,400 บาท จาก 34 ร้านค้า สะท้อนพลังของการกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

นับเป็นอีกหนึ่งเทศกาลแห่งความสุขที่ให้คนกรุงได้ฮีลใจ ฮีลกาย บนพื้นที่สีเขียวใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร ที่จะเก็บเกี่ยวช่วงเวลาแห่งความประทับใจเป็นสุขแรกแห่งปี