ช่อง 7HD ตอกย้ำต้นแบบองค์กรรักษ์โลก โชว์ผลลัพธ์ลดใช้พลังงานพุ่งสูง 18%

ช่อง 7HD ตอกย้ำต้นแบบองค์กรรักษ์โลก โชว์ผลลัพธ์ลดใช้พลังงานพุ่งสูง 18%

ช่อง 7HD ตอกย้ำต้นแบบองค์กรรักษ์โลก โชว์ผลลัพธ์ลดใช้พลังงานพุ่งสูง 18%

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ช่อง 7HD เดินหน้าตอกย้ำบทบาทสื่อมวลชนที่มุ่งมั่นทำหน้าที่เพื่อสังคม ขับเคลื่อนแคมเปญใหญ่ “คนปรับ โลกเปลี่ยน เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” รณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมส่งต่อแนวคิด “ทุกการปรับ…นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่” เริ่มต้นสร้างจิตสำนึกจากภายในองค์กรสู่การขยายผลลัพธ์เชิงบวกสู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน

ตลอดระยะเวลากว่า 17 ปีที่ผ่านมา ช่อง 7HD ได้สานต่อภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการ “7 สีปันรักให้โลก” อย่างต่อเนื่อง ทั้งการรณรงค์คัดแยกขยะ การลดใช้พลาสติก และการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า ล่าสุดท่ามกลางวิกฤตการณ์พลังงานในปัจจุบัน นายพัฒนพงค์ หนูพันธ์ กรรมการผู้จัดการ ได้นำคณะผู้บริหาร ผู้ประกาศข่าว และตัวแทนพนักงาน ร่วมประกาศเจตนารมณ์ลดใช้พลังงานอย่างจริงจังภายใต้โครงการ “7HD รวมพลังปรับ เพื่อโลกเปลี่ยน” โดยเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้จริง เช่น กิจกรรม “ปิดเพื่อเปลี่ยน” รณรงค์ปิดไฟและเครื่องปรับอากาศในช่วงพักเที่ยง หรือหลังเลิกงานในพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้งาน รวมถึงการส่งเสริมให้ใช้บันไดแทนการใช้ลิฟต์ในระยะใกล้ เพื่อประหยัดพลังงานควบคู่ไปกับการสร้างเสริมสุขภาพที่ดีให้กับบุคลากร

นับตั้งแต่เริ่มคิกออฟแคมเปญเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 จนถึงปัจจุบัน พลังความร่วมมือร่วมใจของชาวช่อง 7HD สามารถสร้างสถิติที่น่าภาคภูมิใจ โดยช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าภายในองค์กรลงได้สูงถึง 18% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างยั่งยืน

นอกจากการขับเคลื่อนภายในองค์กรแล้ว ช่อง 7HD ยังทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงส่งต่อพลังบวกสู่สังคม โดยล่าสุดได้ส่ง 2 นักแสดงดาวรุ่ง ภูมิ-เกียรติภูมิ บันลือชัยฤทธิ์ และ แอนน่า กลึคส์ เข้าร่วมกิจกรรม “ปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน ปี 2569″ (60+ Earth Hour 2026) กรุงเทพมหานคร โดยสำนักสิ่งแวดล้อม จัดขึ้น เพื่อเชิญชวนประชาชนทั่วประเทศพร้อมใจกันปิดไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ในวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2569 ระหว่างเวลา 20.30 – 21.30 น. เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดภาวะโลกร้อน

การปรับเปลี่ยนเล็กๆ ในวันนี้ คือพลังสำคัญของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในวันข้างหน้า ช่อง 7HD ยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่มากกว่าการเป็นสื่อมวลชน แต่พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สังคมที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งต่อโลกที่น่าอยู่ให้กับคนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลูกใครเอ่ย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลูกใครเอ่ย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลูกใครเอ่ย

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

             กาลครั้งหนึ่ง ราว 3,000 ปีมาแล้ว ก่อนสมัยพระพุทธเจ้า ที่ กรุงเยรูซาเล็ม ประเทศอิสราเอล ซึ่งปกครองโดย กษัตริย์โซโลมอน ผู้เป็นกษัตริย์ที่ชาญฉลาด ท่านมีสติปัญญาอันล้ำเลิศเพื่อใช้ในการตัดสินคดีความและดูแลประชาราษฎร์ให้ได้รับความยุติธรรม

             วันหนึ่ง มีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้น เมื่อหญิง สองคนเดินทาง มาเฝ้ากษัตริย์พร้อมกับทารกน้อยเพียงคนเดียว ทั้งคู่ต่างร้องไห้อ้างว่าเด็กคนนี้คือลูกของตน

             หญิงคนแรกกราบทูลว่า “ข้าพเจ้ากับผู้หญิงคนนี้อาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน เราต่างก็คลอดลูกในเวลาใกล้เคียงกัน แต่เมื่อคืนนี้ลูกของนางเสียชีวิตเพราะนางนอนทับ นางจึงแอบสลับตัวเด็ก เอาลูกที่ตายแล้วมาวางไว้ข้างตัวข้าพเจ้า และขโมยลูกของข้าพเจ้าไป!”

             หญิงคนที่สองรีบค้านทันที “ไม่จริง เด็กที่ยังมีชีวิตอยู่คือลูกของข้าพเจ้า ส่วนเด็กที่ตายไปแล้วนั่นต่างหากคือลูกของนาง!”

             หญิงทั้งสองโต้เถียงกันอย่างรุนแรง ต่างฝ่ายต่างยืนกรานความสิทธิ์ในตัวเด็ก จนไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่าใครคือแม่ที่แท้จริง เนื่องจากไม่มีพยานในที่เกิดเหตุ

             กษัตริย์โซโลมอนทรงนิ่งฟังครู่หนึ่ง ก่อนจะสั่งการให้ทหารนำ “ดาบ” มาให้ท่าน ท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่าขุนนาง ท่านประกาศก้องว่า:

             “ในเมื่อเจ้าทั้งสองต่างก็อ้างว่าเป็นแม่เด็ก และไม่มีใครยอมจำนน เพื่อความยุติธรรม ข้าจะสั่งให้ตัดแบ่งทารกนี้ออกเป็นสองส่วน แบ่งให้เจ้าไปคนละครึ่ง!”

             ทันทีที่ทหารเงื้อดาบขึ้น หญิงคนที่สอง นิ่งเฉยและกล่าวว่า “ยุติธรรมดีแล้ว จะได้ไม่ต้องเป็นของข้าหรือของนาง แบ่งกันไปคนละครึ่งเถิด”

             ฝ่ายหญิงคนแรก กลับร้องไห้แทบขาดใจ นางทรุดตัวลงกับพื้นและอ้อนวอนว่า

             “โปรดอย่าฆ่าเด็กเลย ยกเด็กคนนี้ให้หญิงผู้นั้นไปเถิด ขอเพียงให้ลูกของข้าพเจ้ามีชีวิตรอดก็พอ!”

             เมื่อได้ยินดังนั้น กษัตริย์โซโลมอนจึงยิ้มออกมาและสั่งให้ทหารลดดาบลง ท่านชี้ไปที่หญิงคนแรกที่ยอมสละลูกและตรัสว่า “มอบเด็กให้แก่หญิงคนนี้ เพราะนางคือแม่ที่แท้จริง สัญชาตญาณของแม่ย่อมยอมเสียสละทุกอย่าง แม้กระทั่งสิทธิ์ของตน เพื่อรักษาชีวิตลูกไว้”

             ข่าวการตัดสินคดีนี้แพร่สะพัดไปทั่วอาณาจักร ราษฎรต่างสรรเสริญในความยุติธรรมและสติปัญญาของกษัตริย์โซโลมอน ท่านไม่ได้ใช้เพียงตัวบทกฎหมาย แต่ใช้ “ความเข้าใจในหัวใจของมนุษย์” เพื่อหาความจริง

             การตัดสินคดีนี้ เป็นการทำความเห็นให้ตรง (ทิฏฐชุกัมม์)  ตามบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ  

             นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความรักแท้คือการเสียสละ: แม่ที่แท้จริงยอมสูญเสียสิทธิ์ครอบครอง ดีกว่าเห็นลูกต้องได้รับอันตราย

             เรียบเรียงจากคัมภีร์ไบเบิล ภาคพันธสัญญาเดิม (Old Testament) บทที่ 3 ข้อที่ 16-28 (1 Kings 3:16-28) เรื่อง การตัดสินของกษัตริย์โซโลมอน The Judgement of Solomon

อาทร  จันทวิมล

สานต่อภารกิจ ‘รีไซขุ่น ปี 3’ ซีพี-เมจิ จับมือ คาเฟ่ อะเมซอน และไปรษณีย์ไทย เก็บฝาใช้แล้ว อัปไซเคิลเป็นโต๊ะ-เก้าอี้ให้โรงเรียนที่ประสบภัยน้ำท่วมในหาดใหญ่

สานต่อภารกิจ ‘รีไซขุ่น ปี 3’ ซีพี-เมจิ จับมือ คาเฟ่ อะเมซอน และไปรษณีย์ไทย เก็บฝาใช้แล้ว อัปไซเคิลเป็นโต๊ะ-เก้าอี้ให้โรงเรียนที่ประสบภัยน้ำท่วมในหาดใหญ่

สานต่อภารกิจ ‘รีไซขุ่น ปี 3’ ซีพี-เมจิ จับมือ คาเฟ่ อะเมซอน และไปรษณีย์ไทย เก็บฝาใช้แล้ว อัปไซเคิลเป็นโต๊ะ-เก้าอี้ให้โรงเรียนที่ประสบภัยน้ำท่วมในหาดใหญ่

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เดินหน้าแคมเปญ “ซีพี-เมจิ รีไซขุ่น ปี 3” พร้อมภารกิจใหม่ “เปลี่ยนฝาเป็นโต๊ะ (From Caps to Classrooms)” บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด ผู้นำในอุตสาหกรรมนมพาสเจอไรส์ของประเทศไทย ชวน Café Amazon และไปรษณีย์ไทย ขับเคลื่อน Circular Economy เปลี่ยนฝาขวดพลาสติกใช้แล้วจาก Café Amazon 4,800 สาขาทั่วประเทศ ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในรูปแบบของ “โต๊ะและเก้าอี้นักเรียน” ผ่านกระบวนการอัปไซเคิลจำนวนกว่า 200 ชุด ก่อนส่งต่อให้กับโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย จังหวัดสงขลา ซึ่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2568 สะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจในการสร้างคุณค่าจากวัสดุเหลือใช้ให้กลับมาสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนไทย

นายอภิสิทธิ์ ธีรภาพรุ่งโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด กล่าวว่า ซีพี-เมจิ ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด “เพิ่มคุณค่าชีวิต – Enriching Life” โดยหนึ่งในมิติสำคัญคือ Enriching Planet ที่ให้ความสำคัญกับการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ โครงการ ‘ซีพี-เมจิ รีไซขุ่น’ จึงเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 เพื่อส่งเสริมการจัดการขยะพลาสติกอย่างถูกต้อง และเพิ่มคุณค่าให้กับบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้แล้ว จากข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมสะท้อนว่า ฝาพลาสติกเป็นหนึ่งในขยะที่พบมากที่สุดในทะเลไทย แม้จะเป็นชิ้นเล็ก แต่ใช้เวลาในการย่อยสลายนาน แต่ทั้งนี้ บรรจุภัณฑ์พลาสติกก็สามารถนำกลับมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีประโยชน์ได้

“ในปีนี้ เราจึงตั้งใจหยิบ ‘ฝาเล็ก ๆ’ มาเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง ผ่านภารกิจ ‘เปลี่ยนฝาเป็นโต๊ะ (From Caps to Classrooms)’ ฝาขวดพลาสติกจากร้าน Café Amazon ทั่วประเทศ จะถูกรวบรวมและส่งต่อผ่านไปรษณีย์ไทย ก่อนเข้าสู่กระบวนการอัปไซเคิลเป็นแผ่นโต๊ะ (Tabletop) และผลิตเป็นชุดโต๊ะและเก้าอี้นักเรียน เพื่อนำไปมอบให้กับโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย จังหวัดสงขลา ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา โดยในปีนี้เรายินดีที่ได้พาร์ทเนอร์ที่แข็งแกร่งอย่าง Café Amazon และไปรษณีย์ไทย มาร่วมขับเคลื่อนโครงการ ทำให้ฝาพลาสติกจากทั่วประเทศสามารถออกเดินทางไกลไปสู่โต๊ะเรียนที่เด็ก ๆ จะได้ใช้ทุกวัน”

นายไกรพิท เปรมมณี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจไลฟ์สไตล์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กล่าวว่า Café Amazon ตระหนักถึงปัญหาขยะและการลดใช้พลาสติก ทุกวันร้าน Café Amazon มีการใช้งานฝาพลาสติกจำนวนมากจากการดำเนินงานของสาขาทั่วประเทศ เราจึงมองว่าสิ่งเล็กๆ อย่างฝาขวด หากจัดการอย่างเป็นระบบ ก็สามารถสร้างคุณค่าใหม่ได้ ในโครงการ ‘ซีพี-เมจิ รีไซขุ่น ปี 3’ Café Amazon จึงใช้ศักยภาพของเครือข่ายร้าน 4,800 สาขาทั่วประเทศ เป็นจุดรวบรวมฝาขวดพลาสติกจากการใช้งานจริงในร้าน ก่อนบรรจุใส่กล่องของไปรษณีย์ไทย เพื่อเตรียมส่งต่อเข้าสู่กระบวนการอัปไซเคิล ซึ่งไม่เพียงช่วยลดขยะพลาสติก แต่เปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ให้กลายเป็นทรัพยากรที่สร้างประโยชน์ต่อสังคมได้จริง สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของ OR หรือ OR SDG ที่จะตอบโจทย์เป้าหมาย ‘GREEN’ ในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืนอีกด้วย

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนแนวคิด Circular Economy ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์ ผ่านโครงการ Green Hub ที่เปิดพื้นที่ให้ภาคธุรกิจ ภาคชุมชน และประชาชน มีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ความร่วมมือในโครงการ ‘ซีพี-เมจิ รีไซขุ่น ปี 3’ ไปรษณีย์ไทยในฐานะเครือข่ายโลจิสติกส์ของประเทศ ที่ช่วยเชื่อมโยงความตั้งใจของพันธมิตรและสังคมให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ได้นำศักยภาพเครือข่ายไปรษณีย์ทั่วประเทศและบุรุษไปรษณีย์ มาสนับสนุนการรับและขนส่งฝาพลาสติกจากร้าน Café Amazon เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการอัปไซเคิลเป็นชุดโต๊ะและเก้าอี้นักเรียน ซึ่งไม่เพียงเป็นการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังเป็นการส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย สอดคล้องกับบทบาทของไปรษณีย์ไทยที่มุ่งเชื่อมโยงผู้คน ชุมชน และโอกาสดี ๆ ให้เดินทางไปถึงกันได้ทั่วประเทศ

โครงการ “ซีพี-เมจิ รีไซขุ่น ปี 3” จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2569 โดยซีพี-เมจิตั้งเป้าหมายผลิตชุดโต๊ะและเก้าอี้นักเรียนจำนวนกว่า 200 ชุด เพื่อส่งมอบให้กับโรงเรียนเป้าหมายภายในไตรมาสที่ 2 ปีนี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าวปิดท้าย

‘กิ่งก้านแห่งยุคสมัย’ คว้ารางวัลช้างเผือก ‘สืบสาน รักษา ต่อยอด’ สะท้อนพลังศิลปะร่วมสมัยสู่เวทีนานาชาติ

‘กิ่งก้านแห่งยุคสมัย’ คว้ารางวัลช้างเผือก ‘สืบสาน รักษา ต่อยอด’ สะท้อนพลังศิลปะร่วมสมัยสู่เวทีนานาชาติ

‘กิ่งก้านแห่งยุคสมัย’ คว้ารางวัลช้างเผือก ‘สืบสาน รักษา ต่อยอด’ สะท้อนพลังศิลปะร่วมสมัยสู่เวทีนานาชาติ

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะกรรมการโครงการประกวด “ศิลปกรรมช้างเผือก”  ประจำปี 2569 ตัดสินให้ผลงาน “กิ่งก้านแห่งยุคสมัย” ภายใต้หัวข้อ “สืบสาน รักษา ต่อยอด” โดย ธีรพล สีสังข์  คว้ารางวัลช้างเผือก ทั้งนี้ ผลงานที่ได้รับรางวัลรวม 21 รางวัล และผลงานที่ผ่านการคัดเลือกอีก 29 ผลงาน กำลังจัดแสดงนิทรรศการ ณ ชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นองค์ประธานเปิดงานแสดง และพระราชทานรางวัลในวันที่ 22 เมษายน 2569

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (“ไทยเบฟ”) สนับสนุนการจัดโครงการประกวด “ศิลปกรรมช้างเผือก” อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 เพื่อส่งเสริม และผลักดันวงการศิลปะไทย พร้อมเปิดเวทีให้ศิลปินไทยได้แสดงศักยภาพ และทักษะฝีมืออันโดดเด่นเพื่อก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติ ซึ่งปีนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “สืบสาน รักษา ต่อยอด” โดยคณะกรรมการ  ประกอบด้วย ฐาปน สิริวัฒนภักดี, ศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปษยานนท์, ศาสตราจารย์เกียรติคุณพิษณุ ศุภนิมิต, ศาสตราจารย์เกียรติคุณถาวร โกอุดมวิทย์, ศาสตราจารย์ญาณวิทย์ กุญแจทอง, ศาสตราจารย์ทินกร กาษรสุวรรณ, นิติกร กรัยวิเชียร, วรรณพร พรประภา และ มนุรดา พรชนะรักษ์ ร่วมพิจารณาคัดเลือกผลงานจากทั้งหมด 469 ชิ้น และตัดสินให้ผลงาน “กิ่งก้านแห่งยุคสมัย” ได้รับรางวัลช้างเผือก รวมถึงรางวัลอื่นรวม 21 รางวัล และผลงานที่ผ่านการคัดเลือกอีก 29 ผลงาน  

ผลงานที่ได้รับรางวัลช้างเผือก ได้แก่ “กิ่งก้านแห่งยุคสมัย” โดย ธีรพล สีสังข์ รับเงินรางวัล 1,000,000 บาท รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ “ดอยอ่างขาง” โดย บุญมี แสงขำ รับเงินรางวัล 500,000 บาท รางวัลคุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี  ได้แก่ “Made in Thailand” โดย เญอรินดา แก้วสุวรรณ รับเงินรางวัล 400,000 บาท รางวัล CEO AWARD ได้แก่ “ชีวิตใหม่ 2568 / New Life 2025” โดย พีระพีพัฒน์ ผลรัตนไพบูลย์ รับเงินรางวัล 250,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีรางวัลรองชนะเลิศ 5 รางวัล รางวัลละ 200,000 บาท ประกอบด้วย ชยสิทธิ์ ออไอศูรย์ ธีรพล โพธิ์เปี้ยศรี นารา วิบูลย์สันติพงศ์ สุวิวัฒณ์ หวานอารมย์ อภิชา วรรณกสิณ และรางวัลชมเชยอีก 12 รางวัล รางวัลละ 100,000 บาท รวมเงินรางวัลทั้งสิ้น 4,350,000 บาท

นิติกร กรัยวิเชียร ผู้อำนวยการโครงการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และคณะกรรมการตัดสิน กล่าวว่า การประกวดศิลปกรรมช้างเผือก เกิดจากความตั้งใจของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เพื่อเฟ้นหาศิลปินไทยรุ่นใหม่ที่มีความสามารถโดดเด่นในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะแบบเหมือนจริง (Realistic) และศิลปะรูปลักษณ์ (Figurative Art) โดยในแต่ละปีมีศิลปินจากทั่วประเทศส่งผลงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ศิลปินจากทุกภูมิภาคได้แสดงศักยภาพ และถ่ายทอดแนวคิดผ่านผลงานของตน การประกวดในปีนี้นับเป็นครั้งที่ 15 โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผลงานของศิลปินได้สะท้อนความหลากหลายของมุมมองและรากวัฒนธรรมจากทั่วประเทศ เวทีนี้จึงไม่เพียงเปิดพื้นที่ให้ศิลปินได้แสดงศักยภาพทางศิลปะ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาส และพัฒนาศิลปินรุ่นใหม่ โดยใช้ศิลปะเป็นพลังสร้างคุณค่าทางสังคม เชื่อมโยงชุมชน วัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อร่วมกัน สืบสาน รักษา และต่อยอดคุณค่าที่ดีงามอย่างยั่งยืน

ศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ คณะกรรมการตัดสิน กล่าวว่า การประกวดศิลปกรรมช้างเผือกครั้งนี้ จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 15 และได้รับความสนใจจากผู้สมัครทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของศิลปินไทยที่เริ่มฝึกฝน และพัฒนาฝีมือตั้งแต่ยังศึกษาอยู่ หนึ่งในผลงานที่โดดเด่นคือ ธีรพล สีสังข์ จากจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่สร้างสรรค์ผลงานด้วยการถักทอเส้นทองแดง และโลหะ ซึ่งพัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่อง ในปีนี้ผลงานของเขาแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่ก้าวสู่การเป็นศิลปินมืออาชีพ ผมเชื่อว่าศิลปินไทยสามารถยืนหยัดบนเวทีนานาชาติได้อย่างภาคภูมิใจ จึงอยากเชิญชวนผู้ที่สนใจโดยเฉพาะเยาวชนให้ติดตามผลงาน และมาชมการจัดแสดงในครั้งนี้ เพื่อเรียนรู้พัฒนาการของศิลปิน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ และแรงบันดาลใจสำหรับการประกวดในครั้งต่อไป

ศาสตราจารย์เกียรติคุณถาวร โกอุดมวิทย์ คณะกรรมการตัดสิน กล่าวว่า โครงการนี้ถือว่าประสบความสำเร็จทั้งในมุมของผู้จัด และศิลปิน อีกทั้ง ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ชื่นชมทักษะฝีมือของศิลปินไทยอย่างใกล้ชิด จึงนับเป็นเวทีสำคัญในการสร้างและผลักดันศิลปินที่มีศักยภาพสู่สังคมศิลปะในวงกว้าง และในปีนี้ยังมีความร่วมมือกับมูลนิธิ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ เพื่อนำผลงานไปเชื่อมโยงกับเวทีศิลปะร่วมสมัยระดับนานาชาติ เปิดพื้นที่ให้ทั้งงานที่เน้นแนวคิดสร้างสรรค์ และงานที่เน้นทักษะได้อยู่ร่วมกันอย่างน่าสนใจ ความร่วมมือนี้จะช่วยขยายโอกาสให้ศิลปินไทยก้าวสู่เวทีศิลปะในระดับโลกได้มากยิ่งขึ้น

ศาสตราจารย์ญาณวิทย์ กุญแจทอง คณะกรรมการตัดสิน กล่าวว่า หัวข้อการประกวด สืบสาน รักษา ต่อยอด มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ศิลปินได้พัฒนาตนเอง ทั้งในด้านแนวคิด และรูปแบบการสร้างสรรค์ เพราะการกำหนดโจทย์ทำให้ศิลปินต้องออกจากกรอบเดิม ค้นพบมุมมองใหม่ และไม่หยุดอยู่กับรูปแบบหรือความคิดเดิมของตนเอง ศิลปินจากต่างจังหวัดมักนำประสบการณ์ตรง วิถีชีวิต และวัฒนธรรมท้องถิ่นมาเป็นแรงบันดาลใจ สะท้อนออกมาเป็นรูปทรงและเนื้อหาที่มีรากฐานชัดเจน ขณะที่ศิลปินในเมืองอาจมีการผสมผสานสื่อมีเดีย หรือแนวคิดร่วมสมัยเข้ามามากขึ้น ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา เวทีนี้จึงเป็นพื้นที่สำคัญที่ช่วยให้ศิลปินได้พัฒนาฝีมือและความคิดอย่างต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้ ทดลอง และต่อยอดผลงาน ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญในการเติบโตสู่การเป็นศิลปินมืออาชีพในระยะยาว

ศาสตราจารย์ทินกร กาษรสุวรรณ คณะกรรมการตัดสิน กล่าวว่า เกณฑ์การตัดสินจะพิจารณาจากคุณภาพของผลงาน ความสอดคล้องกับหัวข้อ เทคนิค และกระบวนการสร้างสรรค์ รวมถึงความสมบูรณ์ของผลงานในภาพรวม ปีนี้มีผลงานส่งเข้าประกวดจำนวนมากกว่า 400 ชิ้น จากหลากหลายเทคนิค ทั้งงานจิตรกรรม ภาพพิมพ์ และสื่ออื่น ๆ ซึ่งแต่ละเทคนิคมีคุณภาพ และลักษณะเฉพาะตัว ทำให้การพิจารณาในรอบแรกค่อนข้างเข้มข้น โดยเน้นความโดดเด่น ความแตกต่าง และพัฒนาการของศิลปินเป็นสำคัญ ผลงานที่ผ่านเข้ารอบมักสะท้อนให้เห็นทั้งความแข็งแรงด้านเนื้อหา เทคนิค และความมุ่งมั่นในการทำงานอย่างต่อเนื่องในแนวทางของตนเอง ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของศิลปินมืออาชีพ เวทีนี้ไม่เพียงเป็นโอกาสในการแสดงศักยภาพ แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ช่วยผลักดันและต่อยอดศิลปินรุ่นใหม่ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องในวงการศิลปะ

ทั้งนี้  รางวัลช้างเผือก ผลงานที่ได้รับรางวัลรวม 21 รางวัล  และผลงานที่ผ่านการคัดเลือกอีก 29 ผลงาน  กำลังจัดแสดงให้ชมในข้าพเจ้านำเรื่องราวความประทับใจในกิจกรรมการลงแขกเกี่ยวข้าวของสังคมชนบทอีสานของตนเอง มาเป็นแรงบันดาลใจ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์วิถี สร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัยผ่านเทคนิคกระบวนการเย็บปักเส้นด้าย ร้องเรียงเรื่องราวความรัก ความสัมพันธ์ ผสานพลังความสามัคคี ก่อเกิดความสุขของการร่วมแรงร่วมใจช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ภายใต้การใช้ชีวิตที่เรียบง่าย สามารถปรับประยุกต์วิถีชีวิตให้เข้ากับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างกลมกลืน โดยยึดตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ตรัสถึง “ความพอเพียงสร้างได้ก็ต่อเมื่อคนในชุมชนช่วยเหลือเกื้อกูลกัน” เป็นประโยคที่จุดประกายความคิดให้ข้าพเจ้าเล็งเห็นถึงการมีส่วนร่วมจากส่วนรวม เพื่อสร้างสรรค์และสานสัมพันธ์ชุมชนไทยให้ยั่งยืนสืบไปนิทรรศการศิลปกรรมช้างเผือก ครั้งที่ 15 ภายใต้หัวข้อ “สืบสาน รักษา ต่อยอด” ณ ชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันนี้จนถึง วันที่ 17 พฤษภาคม 2569 นอกจากนี้ ผลงานบางส่วนนำไปจัดแสดงให้ชมอีกครั้งในงาน SX2026 ระหว่างวันที่ 6-15 พฤศจิกายน 2569 อีกด้วย

คุณแหน : 28 มีนาคม 2569

คุณแหน : 28 มีนาคม 2569

คุณแหน : 28 มีนาคม 2569

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • MBK ขอเชิญทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ในการลดโลกร้อนง่ายๆ ที่บ้านคุณกับกิจกรรม “ปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน (60+ Earth Hour 2026)” โดย MBK ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร องค์การ WWF ประเทศไทย และภาคีเครือข่าย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ทุกคนปิดไฟที่บ้านของคุณ ดวงที่ไม่จำเป็น เพื่อลดโลกร้อน ลดการใช้พลังงาน ร่วมปิดไฟพร้อมกันในวันที่ 28 มี.ค.เวลา 20.30 – 21.30 น…
  • ชลวิทย์ สุขอุดม นายกสมาคมศิษย์เก่าสื่อสารมวลชน ม.ช. เชิญรุ่นพี่รุ่นน้อง ชาวแมสซ่า ร่วมงานรดน้ำดำหัวคณาจารย์รุ่นพี่อาวุโส ณ ห้องประชุมกรมประชาสัมพันธ์ วันที่ 17 เม.ย. 17.00 น. ลิ้มรสอร่อยโดยเฉพาะอาหารเหนือสั่งตรงจากเชียงใหม่ อาหารเครื่องดื่ม เพียบ พร้อมดนตรี ข้อสำคัญฟรีตลอดงาน โดยมีเลขาธิการสมาคม ศุลีพร โชควิวัฒน และ สุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ศิษย์เก่าแมสคอม รหัส 25 คอยให้การต้อนรับและดูแลตลอดงาน…
  • วันเสาร์ที่ 28 มี.ค. 10.00 น. ทูนใจ ศรีวังพล ประธานศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยกรุงเทพ รุ่น 5 พร้อมด้วย ดร.อัศวิน อิงคะกุล นัดเพื่อนร่วมรุ่นมหาวิทยาลัยกรุงเทพ รุ่น 5 พบปะสังสรรค์ “ความรัก ความทรงจำ ไม่มีวันสิ้นสุด” พร้อมทั้งร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เพื่อนๆ ที่ล่วงลับไปแล้ว ณ ห้องพระวิษณุ รร.อัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น…
  • เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ที่ รร.ดิเอมเมอรัล มีการนัดหมายเพื่อนร่วมรุ่น เศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ รุ่นเข้า ปี 2509 แม้จะเข้าวัย สว. ยังรวมตัวกันได้ถึง 120 คน ซึ่ง กอบแก้ว อัครคุปต์ ที่ยังคงมีกิจกรรมไปไหนมาไหนตลอดทั้งในและต่างประเทศ ตลอดเวลา งานนี้ยังพากลุ่มเพื่อนร่วมห้องขึ้นเวทีร่วมร้องเพลง “เงาโดม” ทำให้ย้อนนึกถึงสมัยเรียนที่ มธ. ท่าพระจันทร์ กันด้วยความสุข…
  • พี่เก่าๆอย่าง เทอดขวัญ กำภูฯ , เตือนใจ ศงสภาต ฯลฯ ยินดีกับด๊อกเตอร์คนเก่ง ดร.เพชรลดา อ้อชัยภูมิ โอกาสที่เรียนจบปริญญาเอก จาก มสธ.(มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช)ทำงานที่ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม…
  • หลังรีโนเวทบ้านน้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่ นวลจิรา ภัทรรังรอง มาพบปะ เพื่อนเก่าวัฒนาวิทยาลัยรุ่น 93 อาทิ นลินี คณิวิชาภรณ์ ,พรทิพย์ สาริกบุตร ฯลฯที่ร้านอาหารบุรามารี ดุสิตเซ็นทรัลพาร์ค…
  • เอสเธอร์ หลานสาววัย 9 ปี ของ คุณย่า สุวรรณา เบญจดล ลงแข่งขันแบตมินตัน ได้รางวัลรองชนะเลิศทั้งประเภทเดี่ยว และประเภทคู่ที่สนามจังหวัดตาก…
  • ศิริวรรณ วงศ์ศิริกุล บินไปโตเกียว ญี่ปุ่น ตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมา ส่วน ศรีประภา สรานนท์กิติกุล ก็เอินทางทางไปจีน กลับไทย วันที่ 2 เม.ย. พักผ่อนให้สบายใจ แล้วค่อยกลับมาผจญกับภาวะเศรษฐกิจเมืองไทยต่อไป…
  • ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวในการจากไปของ นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ อดีต ส.ส. อ่างทอง และ อดีต ส.ว.วันที่ 31 มี.ค.17.00 น. พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ณ ศาลาบำเพ็ญกุศล 1 และ มีพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม 31 มี.ค. -2 เม.ย. 18.30 น.จากนั้น วันที่ 3 – 4 เม.ย. มีพิธีสวดพระอภิธรรม ,สำหรับพิธีพระราชทานเพลิงศพ วันที่ 5 เม.ย.17.00 น…
  • พิธีสวดพระอภิธรรมศพ ดร.จิตราภรณ์ เตชาชาญ จัดที่ศาลา 9 วัดธาตุทอง วันที่ 27-29 มี.ค.18.30 น.และ ฌาปนกิจ 30 มี.ค.17.00 น…
  • คืนนี้ (28 มี.ค.) 19.00 น.มีพิธีสวดพระอภิธรรมศพ วรวิศว์ เมฆนพรัตน์ อดีตพาณิชย์จังหวัดกาญจนบุรี จัดที่ศาลา 18 วัดชลประทานรังสฤษดิ์ คืนนี้(28 มี.ค.)19.00 น.เป็นคืนสุดท้าย ก่อนที่พรุ่งนี้ (29 มี.ค.)15.00 น.มีพิธีพระราชทานเพลิงศพ…เพื่อนๆสื่อสารมวลชน มช.รหัส 19 ขอแสดงความอาลัยและเศร้าใจอย่างสุดซึ้งในการจากไปอย่างกะทันหันของ วิศ เพื่อนที่แสนดี มีน้ำใจต่อมิตรสหายอย่างสม่ำเสมอ ขอให้ดวงวิญญาณของ วิศ เดินทางสู่สุคติภูมิด้วยเทอญ…สาธุ !!…

บารอนเนส

เครือซีพี ร่วมขับเคลื่อนโครงการ “หมอออร์โธฯ ชวนก้าว” เพื่อ 13 โรงพยาบาล จัดหาเครื่องมือแพทย์รักษาผู้ป่วยกระดูกและข้อทั่วประเทศ

เครือซีพี ร่วมขับเคลื่อนโครงการ “หมอออร์โธฯ ชวนก้าว” เพื่อ 13 โรงพยาบาล จัดหาเครื่องมือแพทย์รักษาผู้ป่วยกระดูกและข้อทั่วประเทศ

เครือซีพี ร่วมขับเคลื่อนโครงการ “หมอออร์โธฯ ชวนก้าว” เพื่อ 13 โรงพยาบาล จัดหาเครื่องมือแพทย์รักษาผู้ป่วยกระดูกและข้อทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.54 น.

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ผู้ป่วยโรคกระดูกและข้อในประเทศไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องแตะราว 7 ล้านคน หรือคิดเป็น 10% ของประชากรไทย ขณะที่เทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ ซึ่งช่วยเพิ่มความแม่นยำในการรักษา ลดผลกระทบจากการผ่าตัด และส่งเสริมให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ยังมีต้นทุนสูงเกินกว่าที่โรงพยาบาลในภูมิภาคหลายแห่งจะเข้าถึงได้อย่างเพียงพอ โครงการ “หมอออร์โธฯ ชวนก้าว เพื่อ 13 โรงพยาบาล” ซึ่งจัดขึ้นโดยราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ มูลนิธิแพทย์ออร์โธปิดิกส์, ศิริราชมูลนิธิ มูลนิธิก้าวคนละก้าว มูลนิธิศุภชัย – บุษดี เจียรวนนท์ We Run THAILAND และน้องเนย (Butterbear) จึงเดินหน้าต่อเนื่องด้วยพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเชิญชวนคนไทยร่วมดูแลสุขภาพของตนเองผ่านการเดิน-วิ่ง ควบคู่กับการร่วมบริจาคสมทบทุนจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ด้านกระดูกและข้อ อันจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยทั่วประเทศเข้าถึงการรักษาได้อย่างทั่วถึง ทันท่วงที และมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น พร้อมตอกย้ำว่าการดูแลสุขภาพของตนเองสามารถแปรเปลี่ยนเป็นพลังแห่งการให้ เพื่อส่งต่อโอกาสในการรักษาแก่ผู้ป่วยที่ยังรอความช่วยเหลือใน 13 โรงพยาบาลทั่วประเทศ

ศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิศุภชัย-บุษดี เจียรวนนท์ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการ “หมอออร์โธฯ ชวนก้าว” มาจากการที่นางบุษดี เจียรวนนท์ มีโอกาสพูดคุยกับศาสตราจารย์นายแพทย์ กีรติ เจริญชลวานิช ประธานราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย  ผู้ริเริ่ม และเมื่อได้รับฟังรายละเอียดก็รู้สึกประทับใจ เพราะเป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจนและมีความหมายต่อสังคมอย่างแท้จริง เป็นการช่วยเหลือโรงพยาบาลที่ยังขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ด้านกระดูกและข้อ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยจำนวนมากในต่างจังหวัด ขณะเดียวกัน ยังเป็นโครงการที่ชวนให้คนไทยหันมาดูแลสุขภาพของตนเอง ผ่านการร่วมวิ่งสะสมระยะทางรวม 60 ล้านกิโลเมตร หรือเทียบเท่าระยะทางจากโลกถึงดาวอังคาร ซึ่งถือเป็นแนวคิดที่สร้างแรงบันดาลใจอย่างยิ่ง โดยโครงการตั้งเป้าระดมทุนไว้ที่ 100 ล้านบาท จึงอยากเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมกันสนับสนุนโครงการนี้เพิ่มเติม เพื่อให้การจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นสามารถส่งต่อไปถึงทั้ง 13 โรงพยาบาลได้อย่างเต็มที่ และช่วยให้ผู้ป่วยโรคกระดูกและข้อได้รับการรักษาอย่างทั่วถึงมากขึ้น ทั้งนี้ มูลนิธิศุภชัย – บุษดี เจียรวนนท์ ได้ร่วมสนับสนุนโครงการนี้ด้วยความตั้งใจที่จะสนับสนุนทุนตั้งต้นให้โครงการได้ส่งต่อโอกาสทางการแพทย์ให้แก่ประชาชนทุกคนได้รับโอกาสทางการรักษาอย่างเท่าเทียม

ด้าน บุษดี เจียรวนนท์ รองประธานมูลนิธิศุภชัย-บุษดี เจียรวนนท์ กล่าวเสริมว่า โครงการ “หมอออร์โธฯ ชวนก้าว เพื่อ 13 โรงพยาบาล” เป็นพลังของการให้ที่มีความหมาย เพราะทุกการบริจาคจะถูกนำไปจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ด้านกระดูกและข้อที่ยังขาดแคลนให้แก่โรงพยาบาลในภูมิภาคที่มีความจำเป็นจริงๆ เพื่อช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วย ให้สามารถพบแพทย์และได้รับการรักษาได้รวดเร็วขึ้น เนื่องจากปัจจุบันยังมีผู้ป่วยจำนวนมากที่ต้องรอคิวรักษา รออุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือเผชิญภาวะการรักษาที่ขาดตอนจากข้อจำกัดด้านการเดินทาง ซึ่งในบางกรณียังอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนและทำให้การรักษายากขึ้นอีกด้วย ดังนั้น โครงการนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการระดมทุนเพื่อจัดซื้อเครื่องมือแพทย์เท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยย่นระยะทางระหว่างผู้ป่วยกับโอกาสในการรักษา พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อโอกาสครั้งนี้ ผ่านการบริจาคให้โครงการ “หมอออร์โธฯ ชวนก้าว เพื่อ 13 โรงพยาบาล” ทาง ศิริราชมูลนิธิ หรือ True Money Wallet เพื่อร่วมกันเติมความหวังและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่ผู้ป่วยใน 13 โรงพยาบาลทั่วประเทศ

เสียงสะท้อนจากโรงพยาบาลในพื้นที่ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นของโครงการดังกล่าว โดย นายแพทย์ศักรินทร์ ธนเกียรติสกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหล่มสัก ชี้แจงว่า ปัจจุบันสถานการณ์โรคกระดูกและข้อในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นกว่า 10% จากจำนวนประชากรทั้งหมด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่ประสบอุบัติเหตุและผู้สูงอายุที่มีภาวะความเสื่อมของร่างกาย แม้แพทย์ไทยจะมีศักยภาพและประสบการณ์สูง แต่ปัญหาสำคัญยังอยู่ที่การขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยและมีจำนวนไม่เพียงพอ เช่น โรงพยาบาลหล่มสักมีอุปกรณ์เพียงหนึ่งชุด ทำให้เมื่อมีผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดต่อเนื่อง บางรายต้องเสียโอกาสจากการรอรักษา ขณะเดียวกัน ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดแบบแผลเล็ก การใช้กล้องส่อง หรือเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด ต่างมีบทบาทสำคัญในการลดความเจ็บปวด เพิ่มความแม่นยำ และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น แต่ด้วยต้นทุนของอุปกรณ์ที่ยังอยู่ในระดับสูง โรงพยาบาลขนาดเล็กจำนวนมากจึงไม่สามารถจัดซื้อได้ด้วยตนเอง ทำให้การสนับสนุนจากโครงการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการยกระดับคุณภาพการรักษาในพื้นที่ภูมิภาค

ขณะที่ นายแพทย์อัครพล กองกูล แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ โรงพยาบาลจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ กล่าวว่า แม้ปัจจุบันจะมีศัลยแพทย์กระดูกและข้อกระจายอยู่ในโรงพยาบาลอำเภอมากขึ้น แต่ข้อจำกัดสำคัญยังคงเป็นเรื่องอุปกรณ์ที่จำเป็น ส่งผลให้ผู้ป่วยจำนวนมากต้องไปรวมตัวกันที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด ทำให้ระยะเวลารอคอยยาวนานและกระทบต่อการใช้ชีวิตและการประกอบอาชีพของผู้ป่วย การสนับสนุนอุปกรณ์เพิ่มเติม เช่น เตียงผ่าตัดทางศัลยกรรมกระดูกและข้อ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้โรงพยาบาลระดับอำเภอสามารถดูแลผู้ป่วยได้ทันเวลา ลดความแออัดของโรงพยาบาลในเมือง และลดภาระค่าใช้จ่ายรวมถึงความลำบากในการเดินทางของผู้ป่วยและญาติในพื้นที่ห่างไกล

นอกจากนี้ นายแพทย์อัครพล ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันว่า การเดินหรือวิ่ง ซึ่งไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของหัวใจ แต่ยังช่วยเพิ่มมวลกระดูก ชะลอความเสื่อมของกระดูก และเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง อันเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงจากการล้มและการบาดเจ็บ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของโครงการหมอออร์โธฯ ชวนก้าว เพื่อ 13 โรงพยาบาล ที่ต้องการเชื่อมโยงการดูแลสุขภาพของประชาชนเข้ากับการส่งต่อโอกาสในการรักษาให้แก่ผู้ป่วยที่ยังรอความช่วยเหลือ

โครงการ “หมอออร์โธฯ ชวนก้าว เพื่อ 13 โรงพยาบาล” จึงสะท้อนให้เห็นว่า การดูแลสุขภาพและการให้ สามารถเดินไปด้วยกันได้อย่างมีความหมาย เพราะทุกก้าวของการมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นการเดิน วิ่ง หรือบริจาค ล้วนมีส่วนช่วยเปลี่ยนเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น และส่งต่อโอกาสในการรักษาให้แก่ผู้ป่วยโรคกระดูกและข้อในโรงพยาบาลที่ยังขาดแคลนทั่วประเทศ

อว.จับมือ Canva – Bitkub ปั้นคนดิจิทัล-นวัตกร AI ขับเคลื่อน ‘AI Love U’ สู่เวทีสากล

อว.จับมือ Canva – Bitkub ปั้นคนดิจิทัล-นวัตกร AI ขับเคลื่อน 'AI Love U' สู่เวทีสากล

อว.จับมือ Canva – Bitkub ปั้นคนดิจิทัล-นวัตกร AI ขับเคลื่อน ‘AI Love U’ สู่เวทีสากล

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.30 น.

27 มีนาคม 2569 ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MoU) ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวง อว. กับ 2 องค์กรเทคโนโลยี ได้แก่ บริษัท แคนวา (ประเทศไทย) จำกัด (Canva) และ บริษัท บิทคับ แล็บส์ จำกัด (Bitkub Labs) เพื่อเร่งพัฒนากำลังคนและยกระดับขีดความสามารถของประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัลสร้างสรรค์ โดยมี ดร.พิมพ์พร ชีวานันท์ เลขานุการ รมว.กระทรวง อว. เป็นสักขีพยาน พร้อมด้วยนางสาวจารุรินทร์ ภู่ระย้า หัวหน้าศูนย์ขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของสำนักงานปลัดกระทรวง อว. นายสกลกรย์ สระกวี ผู้ก่อตั้งและประธาน บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด นายสุชาติ ภวสิริพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แล็บส์ จำกัด นายภัคพล ตั้งตงฉิน ผู้จัดการ บริษัท Canva ประจำประเทศไทย ผู้บริหารจากภาครัฐ ภาคเอกชน และมหาวิทยาลัยเครือข่าย เข้าร่วม ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว.

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษาในระดับโลก ประเทศไทยจึงต้องเร่งพัฒนากำลังคน ควบคู่กับการสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัลสร้างสรรค์

“ความร่วมมือกับ Canva จะช่วยยกระดับทักษะด้านดิจิทัล การออกแบบ และความคิดสร้างสรรค์ให้กับนักศึกษาและบุคลากรทางการศึกษา ขณะที่ความร่วมมือกับ Bitkub Labs มุ่งบ่มเพาะนวัตกร AI รุ่นใหม่ เปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง และต่อยอดสู่การสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก” รองปลัดกระทรวง อว. กล่าว

ด้าน นางสาวจารุรินทร์ ภู่ระย้า หัวหน้าศูนย์ขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของสำนักงานปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ประกอบด้วย 2 โครงการหลัก ได้แก่ โครงการ “Canva for Campus” ที่มุ่งพัฒนาทักษะการออกแบบและการสื่อสารด้วยภาพผ่านแพลตฟอร์มระดับสากล เพื่อเตรียมความพร้อมนักศึกษาและบุคลากรทางการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ยุคใหม่ และโครงการ “บ่มเพาะนวัตกรปัญญาประดิษฐ์รุ่นใหม่” ที่เน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงปฏิบัติการด้าน AI เพื่อพัฒนาเยาวชนไทยสู่การเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต

ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวง อว., Canva และ Bitkub Labs สอดคล้องกับนโยบาย “AI Love U” ของกระทรวง อว. ที่มุ่งพัฒนากำลังคนดิจิทัล ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จาก AI และเชื่อมโยงนวัตกรรมกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมทรัพยากรมนุษย์ไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน

โก โฮลเซลล์ ผนึกพลังลดโลกร้อน ร่วม ‘Earth Hour 2026’ ปิดไฟ 1 ชั่วโมง 14 สาขา พร้อมเมืองใหญ่ทั่วโลก

โก โฮลเซลล์ ผนึกพลังลดโลกร้อน ร่วม 'Earth Hour 2026' ปิดไฟ 1 ชั่วโมง 14 สาขา พร้อมเมืองใหญ่ทั่วโลก

โก โฮลเซลล์ ผนึกพลังลดโลกร้อน ร่วม ‘Earth Hour 2026’ ปิดไฟ 1 ชั่วโมง 14 สาขา พร้อมเมืองใหญ่ทั่วโลก

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.59 น.

โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหารที่มีความสดใหม่ตลอดเวลา เพื่อผู้ประกอบการ ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ขานรับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ของกลุ่มเซ็นทรัล ด้วยการสนับสนุนกิจกรรม “60 Earth Hour” หรือการปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดภาวะโลกร้อน (Earth Hour 2026) อีกทั้งยังสอดรับกับวิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้น

โดย โก โฮลเซลล์ ร่วมดำเนินกิจกรรมปิดไฟที่ป้ายขนาดใหญ่หน้าสาขาและหลอดไฟในพื้นที่ที่ไม่จำเป็นภายในสาขาทั้ง 14 แห่งทั่วประเทศ เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ในวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2569 ระหว่างเวลา 20.30 – 21.30 น. พร้อมกับบริษัทในเครือเซ็นทรัล และสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ตลอดจนเมืองสำคัญทั่วโลก เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดการใช้พลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งสร้างความตระหนักรู้ด้านการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า สอดคล้องกับปรัชญาการดำเนินธุรกิจ “CRC Care” ในมิติ Care for the Environment ที่มุ่งขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นธุรกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ความร่วมมือในการลดการใช้พลังงานในช่วงเวลาดังกล่าว จะลดพลังงานจากการปิดไฟได้ถึงกว่า 7,800 หลอด เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันเป็นปัจจัยสำคัญของภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

โก โฮลเซลล์ ยังขอเชิญชวนลูกค้าผู้ประกอบการ พนักงาน และประชาชนทั่วไป ร่วมปิดไฟที่ไม่จำเป็นเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ในวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 20.30 – 21.30 น. เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์พลังงาน และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนไปพร้อมกันทั่วโลก

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โชว์ศักยภาพนวัตกรรมไทย คว้า 7 รางวัล จาก 3 ผลงาน บนเวทีโลก “Geneva 2026” ณ สมาพันธรัฐสวิส

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โชว์ศักยภาพนวัตกรรมไทย คว้า 7 รางวัล จาก 3 ผลงาน บนเวทีโลก “Geneva 2026” ณ สมาพันธรัฐสวิส

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โชว์ศักยภาพนวัตกรรมไทย คว้า 7 รางวัล จาก 3 ผลงาน บนเวทีโลก “Geneva 2026” ณ สมาพันธรัฐสวิส

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.32 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สร้างชื่อเสียงในระดับนานาชาติ นำคณะนักวิจัยเข้าร่วมประกวดผลงานในเวทีสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญของโลกงาน “The 51st International Exhibition of Inventions Geneva” เมื่อวันที่ 11–15 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส โดย รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ ร่วมกับ World Intellectual Property Organization (WIPO) โดยสามารถกวาดรางวัลมาได้ถึง 7 รางวัล จาก 3 ผลงานนวัตกรรม ครอบคลุมทั้งด้านเวชสำอาง ปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ และเทคโนโลยีการฟื้นฟูสมรรถภาพ

รองศาสตราจารย์ ดร.ดนุพล นันทจิต ผู้อำนวยการสำนักบริหารวิจัยและนวัตกรรม ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดเผยว่า ผลงานจากนักวิจัยของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้รับความสนใจอย่างมากจากคณะกรรมการและผู้เข้าชมงาน ซึ่งในปีนี้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์สามารถคว้า 7 รางวัล แบ่งตามผลงานนวัตกรรมดังนี้:

  1. นวัตกรรม “เดอร์เมสทิคัส”: คว้ารางวัลเหรียญทอง (Gold Prize) และรางวัลพิเศษ NRCT Honorable Mention Award “เดอร์เมสทิคัส” คือเวชสำอางนาโนจาก “จิ้งหรีดไทย” พัฒนาโดย ดร.ภก.วัชระ กาญจนกวินกุล ผู้อำนวยการโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ สำนักงานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับคณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และ University of Copenhagen ซึ่งเป็นการยกระดับแมลงกินได้สู่ผลิตภัณฑ์ความงามมูลค่าสูง ด้วยเทคโนโลยีนาโนอิมัลชันที่ช่วยให้สารสกัดซึมลึก ต้านอนุมูลอิสระ และชะลอวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นก้าวกระโดดสำคัญของเศรษฐกิจชีวภาพไทย
  2. นวัตกรรม “KidneyX”: คว้ารางวัลเหรียญเงิน (Silver Prize), รางวัลพิเศษ (Special Prize) จาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ รางวัลพิเศษ (Special Prize) Certificate of Innovation Excellence จาก Umm Al-Qura University ประเทศซาอุดีอาระเบีย “KidneyX” เป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ประสิทธิภาพสูงเพื่อการตรวจจับนิ่วในไตบนภาพรังสี KUB ผลงานโดย ผศ.ดร.ปณิธิ อัจฉราฤทธิ์ คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน พร้อมด้วย นพ.สุธี ตรีวัฒนาวงศ์ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ และดร.ปวรี นนทะแสน จากคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ออกแบบมาเพื่อช่วยแพทย์ในพื้นที่ห่างไกลให้สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำสูงถึง 95% แม้ในสภาวะที่มีทรัพยากรจำกัด
  3. นวัตกรรม “Kinec”: คว้ารางวัลเหรียญทองแดง (Bronze Prize) และรางวัลพิเศษ NRCT Honorable Mention Award จาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นนวัตกรรมฟื้นฟูการเคลื่อนไหวแบบสองข้างสำหรับผู้ป่วยติดเตียง โดยใช้กลไกแรงจากร่างกายผู้ป่วยเองแทนการใช้มอเตอร์ ผสานกับระบบเซนเซอร์และ AI ในการวิเคราะห์การฟื้นตัวของระบบประสาท ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยให้กลับมาพึ่งพาตนเองได้ ผลงานโดย ดร.ธันยพร วงศ์วัชรานนท์ , อาจารย์ฉัตรพร เรืองทอง , ดร. อัจฉรียา กสิยะพัท จากคณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมด้วย นางสาวชมพูนุท โสธรเทวาพิทักษ์ , นางสาวปณิตรา จันทร์สว่าง  และนางสาวกัญญาพร พิมพ์ไธสง นักศึกษาของคณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ 

ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพของนักวิจัยและนักศึกษารุ่นใหม่ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ แต่ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคลากรมุ่งมั่นนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง (Practical Innovation) ทั้งในด้านการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยเทคโนโลยีนาโน การเพิ่มประสิทธิภาพการวินิจฉัยโรคด้วยปัญญาประดิษฐ์ และการฟื้นฟูสุขภาวะของผู้ป่วยเพื่อการพึ่งพาตนเอง เพื่อสืบสานการดำเนินงานตามพระปณิธานของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมทั้งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เดินหน้าพัฒนาต่อยอดงานวิจัยสู่การนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และเชิงสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ตามพันธกิจในการสร้างความเป็นเลิศด้านการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อสร้างคุณประโยชน์สูงสุดให้แก่ประชาชนและสังคมตามแนวทางเศรษฐกิจชีวภาพ พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานระบบสาธารณสุขของประเทศไทยให้ก้าวไกลและยั่งยืนสืบไป

‘เพาเวอร์บาย’ ผงาดคว้า ‘Outstanding Brands’ จากเวที 2025 ASIA CEO SUMMIT & AWARD CEREMONY

'เพาเวอร์บาย' ผงาดคว้า 'Outstanding Brands'  จากเวที 2025 ASIA CEO SUMMIT & AWARD CEREMONY

‘เพาเวอร์บาย’ ผงาดคว้า ‘Outstanding Brands’ จากเวที 2025 ASIA CEO SUMMIT & AWARD CEREMONY

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.10 น.

เพาเวอร์บาย ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ตอกย้ำความเป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ของประเทศไทยอย่างแข็งแกร่ง ล่าสุดคว้ารางวัล “Outstanding Brands” หรือแบรนด์ที่โดดเด่นแห่งปี จากเวที 2025 ASIA CEO SUMMIT & AWARD CEREMONY สะท้อนถึงศักยภาพของแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจและการยอมรับจากผู้บริโภคในวงกว้าง ตลอดจนความสามารถในการปรับตัวและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในตลาดที่มีการแข่งขันสูง โดยมี นางสาวระริน โกศลวรวัฒนกุล ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด เป็นผู้แทนบริษัทขึ้นรับรางวัล และได้รับเกียรติจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล ณ โรงแรมอิสตัน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ งาน 2025 ASIA CEO SUMMIT & AWARD CEREMONY จัดขึ้นโดย บริษัท นิโอ ทาร์เก็ต จำกัด และอินฟลูเอ็นเชี่ยล แบรนด์ ประเทศสิงคโปร์ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 เพื่อยกย่องแบรนด์และองค์กรชั้นนำที่มีอิทธิพลต่อผู้บริโภค รวมถึงองค์กรที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และผู้บริหารที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างโดดเด่น ครอบคลุม 6 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชีย

รางวัล “Outstanding Brands” ที่เพาเวอร์บายได้รับในครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์สำคัญที่สะท้อนถึงความเป็นผู้นำในตลาดค้าปลีกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และไอทีของไทย ทั้งในด้านความหลากหลายของสินค้า การยกระดับประสบการณ์ลูกค้า และการพัฒนาองค์กรอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างรอบด้าน