บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เสียงเพลงจากนกเขา

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เสียงเพลงจากนกเขา

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เสียงเพลงจากนกเขา

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

               ที่ประเทศไทย ซึ่งเป็นเมืองแห่งเทคโนโลยีขั้นสูง ที่อินเทอร์เน็ตและโทรทัศน์เชื่อมต่อทั่วโลกอย่างราบรื่น วันหนึ่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตของทั้งเมืองได้หายไปอย่างกะทันหัน ทำให้เด็กๆ ไม่สามารถเล่นเกมโปรด และชาวเมืองไม่สามารถดูละครโทรทัศน์ได้ ทั้งนี้เนื่องจาก มีฝูงลิงจำนวนมากได้ออกจากป่าเขา เข้าไปในเมือง แล้วลูกลิงแสนซนได้เล่นดึงทำลายสายใยแก้วสื่อสาร ทำให้ระบบอินเทอรเน็ตและโทรศัพท์ขัดข้อง เกิดความโกลาหลไปทั่วเมือง

              ชาวเมืองพยายามหาวิธีจัดการกับลิงจอมซน โดยใช้วิธีการต่างๆ เช่น การใช้แหครอบฝูงลิง ใช้ปืนยิงยาสลบ และการใช้กรงกับดัก แต่ลิงที่ฉลาดจำนวนมากก็สามารถหลบหนีไปอย่างลอยนวล ชาวเมืองจึงตั้งรางวัลมูลค่าสูงสำหรับผู้ที่ปราบลิงได้

              ขณะที่มนุษย์หมดปัญญาปราบลิง ฝูงนกเขาได้เสนอตัวเข้ามาจัดการปัญหาลิง ด้วยวิธีการที่ไม่เหมือนใคร โดยเรียกร้องค่าบริการเป็นข้าวโพดหนึ่งกระสอบ โดยจะใช้เสียงของนกเขาร้องเพลงที่ไพเราะ แบบพระอภัยมณีเป่าปี่ให้นางยักษหลับ ส่งเสียงนกล่อลิงออกจากเมือง  ให้กลับเข้าไปอยู่ในป่าเรียบร้อยไม่ต้องใช้กำลังบังคับ    

              เมื่อภารกิจสำเร็จลุล่วง นกเขาได้ทวงถามรางวัลเป็นข้าวโพดหนึ่งกระสอบ แต่ชาวเมืองกลับบิดพลิ้ว ไม่ทำตามสัญญา โดยอ้างว่าได้นำข้าวโพดไปขายเพื่อนำเงินไปซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่หมดแล้ว

              ด้วยความผิดหวัง นกเขาจึงหยุดร้องเพลงล่อลิง ทำให้ฝูงลิงกลับเข้ามาในเมืองอีกครั้งและลงมือดึงทำลายสายสื่อสารเช่นเคย ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ของเมืองเสียหายเหมือนเดิม           

              นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: คนดีต้องรักษาสัญญาและคำพูด

              ดัดแปลงจากนิทานเยอรมันของกริมม์ เรื่อง คนเป่าปี่แห่งเมือง แฮมลิน The Pied Piper of Hamelin, Der Rattenfänger von Hameln.

อาทร  จันทวิมล

คุณแหน : 11 มีนาคม 2569

คุณแหน : 11 มีนาคม 2569

คุณแหน : 11 มีนาคม 2569

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

๐๐ อโรชา นันทมนตรี ผวจ.นครปฐม ได้เข้าเยี่ยมชมบรรยากาศความงดงามของดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ ณ ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม โดยมี รศ.นสพ.ดร.อนุชัย ภิญโญภูมิมินทร์ ต้อนรับ..๐๐

๐๐ ชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผวจ.ร้อยเอ็ด เป็นประธานต้อนรับชาวคณะ Digital CEO#9 ที่ไปดูงานการประยุกติ์ใช้เทคโนโลยีของ บมจ.สยามโกลบอลเฮ้าส์ สำนักงาน จ.ร้อยเอ็ด โดยมี กุลวรา โชติพันธุ์โสภณ, เข็มชาติ สังฆะคาม, พญ.สุรางคณา เตชะไพฑูรย์, ภัทรลดา  สง่าแสง, ดร.สักกเวท ยอแสง, ดร.ชานนท์ ชิงชยานุรักษ์, สุทธิภาศ พงศ์มณี, นพ.จิตติมา ใสบริสุทธิ์, จิตสุเรศ  อัตตะนันทน์, เจตพันธุ์ ตรีบำเพ็ญ, ชญาณเดช ปรียวัฒธนากุล, ชุติมา ดุลย์มณี, ฐิรัฐ นาถวิริยกุล, เดชา ตั้งพิมลรัตน์, ทวีศักดิ์ หินอ่อน, ศิรัส สมบัติศิริ, ทิพวรรณ ไพศาลสุขวิทยา, ดร.อภิชัย สมบูรณ์ปกรณ์ ร่วมด้วย..๐๐

๐๐ รศ.ดร.วัชรินทร์ กาสลัก อธิการบดี ม.บูรพา จัดพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง รศ.ดร.ภก.สุมนต์ สกลไชย นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิของ ม.บูรพา..๐๐

๐๐ ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) พร้อม ผศ. ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ร่วมประกาศความพร้อมจัดงานเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี สมาคมฯ โดยร่วมกับภาควิชาการตลาด Chulalongkorn Business School (CBS) เตรียมสรรหาคัดเลือกสุดยอดนักการตลาดผู้สร้างคุณูปการต่อประเทศเข้าสู่ “Thailand Marketing Hall of Fame” หอเกียรติยศนักการตลาดไทย ซึ่งเป็นงานที่จัดขึ้นทุก 10 ปี..๐๐

๐๐ นุสรา อัสสกุล บัญญัติปิยพจน์ ประธาน BRAIN 2 จัดงานรุ่นสังสรรค์ล่องเรือยอช์ท ณ โอเชี่ยน มาริน่า ยอช์ท คลับ งานนี้ วัลยา จิราธิวัฒน์, เกษสุดา ไรวา, พรรณี จารุสมบัติ, วิสิฐ ตันติสุนทร, ดร.วารีรัตน์ ตั้งธนกูล, ไพศาล พิสุทธิ์วัชระ, เกียรติ ตั้งตรงศักดิ์, ชลัช ชินธรรมมิตร์, กชพรรณ นุ่มฤทธิ์, ดร.อลิสา เลิศเดชเดชา, อัชดา เกษราศุกร์, ดร.อัจฉรีย์ งามพร้อม, อมรรัตน์ ตันติโชค, รสริน เธียรนุกุล, กัญญา ดิลกเรืองชัย, บุญชู สมบูรณ์ศักดิกุล, พัชรีภรณ์ ณ ส.วิกิตเศรษฐ์ ไม่พลาด..๐๐

๐๐รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย รับมอบเงินบริจาคจาก ชาวคณะผู้อบรม บสพ. รุ่นที่ 6 เพื่อกองทุนการเข้าถึงการผ่าตัดด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง รพ. ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ..๐๐

๐๐ณัฐพงศ์ โกวิทยานันต์ วันเกิดปีนี้ได้ไปไหว้เจ้าพ่อเสือ เที่ยงไปเรียนกอล์ฟ ตกเย็นทานข้าวฉลองกับครอบครัวอย่างอบอุ่น..๐๐

๐๐ชื่นชม ภัทรสุดา ประดิษฐอาชีพ พาคุณพ่อคุณแม่ เฉลิม-อัญชลี ประดิษฐอาชีพ ไปแสวงบุญสักการะ 4 สังเวชนียสถานหลักที่ อินเดีย-เนปาล 8 วัน..๐๐

๐๐ สุเมธ สุรบถโสภณ นายกสมาคมศิษย์เก่ากรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ขอเชิญศิษย์เก่า BCC ทุกคน เข้าร่วมการประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี พ.ศ.2569 ของสมาคมฯ 21 มีค. 12.30 – 15.30 น. ณ สมาคมศิษย์เก่ากรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย..๐๐

๐๐พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ อัจฉราภรณ์ แก้วทอง มารดา นราพัฒน์ แก้วทอง 11มี.ค.17.00 น…พระราชทานพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมถึง 13 มี.ค.และสวดถึง 17 มี.ค.18.00 น. ศาลาสารัชถ์-นลินี รัตนาวะดี วัดพระศรีมหาธาตุบางเขน แล้วบรรจุ..

น้องใหม่

Life & Health : การใช้ยาคุมกำเนิดในหญิงให้นมบุตร

Life&Health : การใช้ยาคุมกำเนิดในหญิงให้นมบุตร

Life&Health : การใช้ยาคุมกำเนิดในหญิงให้นมบุตร

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.57 น.

การคุมกำเนิดหลังคลอดเป็นเรื่องสำคัญที่คุณแม่ที่กำลังให้นมบุตร จำเป็นต้องเลือกใช้วิธีการคุมกำเนิดที่ปลอดภัยต่อทั้งแม่และลูก ไม่กระทบต่อการผลิตน้ำนม และมีประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์

ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีบทบาทอย่างไรต่อการทำงานของฮอร์โมนโปรแลคติน

ข้อมูลจาก รศ.ดร.ภญ.วิลาสินี หิรัญพานิช ซาโตะ ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า การคุมกำเนิดหลังคลอดเป็นเรื่องสำคัญที่คุณแม่ที่กำลังให้นมบุตร จำเป็นต้องเลือกใช้วิธีการคุมกำเนิดที่ปลอดภัยต่อทั้งแม่และลูก ไม่กระทบต่อการผลิตน้ำนม และมีประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ หลังการคลอดบุตร ร่างกายจะมีระดับฮอร์โมนฮอร์โมนเอสโตรเจน (estrogen) และโปรเจสเตอโรน (progesterone) ลดลง และจะกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนโปรแลคติน (prolactin) จากต่อมใต้สมองส่วนหน้า จากการที่ลูกดูดนมแม่ โดยฮอร์โมนโปรแลคตินจะมีฤทธิ์ยับยั้งการตกไข่ (Lactational amenorrhea) โดยการยับยั้งการหลั่งฮอร์โมน LH และ FSH ดังนั้นการให้ลูกดูดนมแม่จึงเป็นการคุมกำเนิดตามธรรมชาติ โดยเมื่อหยุดให้นมบุตร ระดับฮอร์โมนโปรแลคตินจะลดลงทำให้กระบวนการตกไข่กลับมาเป็นปกติ หากมีเพศสัมพันธ์จึงทำให้มีโอกาสตั้งครรภ์ได้

ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีบทบาทสำคัญในการยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนโปรแลคติน โดยเฉพาะระยะหลังคลอดบุตร (postpartum phase) ซึ่งร่างกายมีการลดระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจนอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้ฮอร์โมนโปรแลคติน ถูกกระตุ้นมากและส่งผลกระตุ้นการผลิตน้ำนม  ดังนั้นในระยะให้นมบุตร หากร่างการมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน สูง จะทำให้หลั่งโปรแลคติน ลดลงและส่งผลต่อการผลิตลดการผลิตน้ำนมตามธรรมชาติในที่สุด

เนื่องจากผลของฮอร์โมนเอสโตรเจนมีผลยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนโปรแลคติน ดังนั้นขณะคุณแม่กำลังให้นมบุตรจึงควรใช้ยาคุมกำเนิดซึ่งไม่มีเอสโตรเจนเป็นส่วนประกอบ หรือเรียกว่า ฮอร์โมนเดี่ยวชนิด progestin-only pills (POP เรียกอีกชื่อว่า “minipill”) โดยสามารถเริ่มใช้ยาคุมกำเนิดชนิด POP ได้ทันที หรือภายใน 4-6 สัปดาห์หลังคลอด  โดยไม่กระทบต่อการผลิตน้ำนม และลดความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันจากฮอร์โมนเอสโตรเจน โดยคุณแม่ที่ให้นมบุตรสามารถเปลี่ยนมาใช้ยาคุมกำเนิดชนิดรวมที่มีทั้งเอสโตรเจสและโปรเจสติน (progestin) เป็นส่วนประกอบ (combined oral contraceptives หรือ COCs) ได้เมื่อคลอดบุตรนานมากกว่า 6 เดือน หรือเมื่อหยุดให้นมแล้ว

ยาคุมกำเนิดชนิด POP มีกลไกการออกฤทธิ์ในการคุมกำเนิดโดยยับยั้งกระบวนการตกไข่ (ovulation) เหมือนยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมที่มีทั้งฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสตินเป็นส่วนประกอบ แต่มีประสิทธิภาพต่ำกว่า นอกจากนั้นมีฤทธิ์อื่น ได้แก่ ทำให้มูกปากมดลูกข้นเหนียว (cervical mucus thickening) ป้องกันการเคลื่อนผ่านของอสุจิ รวมทั้งมีผลลดการเคลื่อนไหวของท่อนำไข่ และทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกบางลง (endometrial atrophy) ลดความพร้อมต่อการฝังตัวของไข่ โดยยาในกลุ่ม POP จะมีจำนวน 3 ชนิด ได้แก่

1. Lynestrenol เป็นยารุ่นที่ 1                (first generation) ขนาดยาต่อเม็ด 0.5 มก. มีประสิทธิภาพ: ยับยั้งการตกไข่บางส่วน โดยมีกลไกหลักคือเพิ่มความหนืดมูกปากมดลูกและลดการตกไข่บางส่วน ในหนึ่งแผงจะมียาจำนวน 28 เม็ด รับประทานทุกวันวันละเม็ด ข้อควรระวังต้องรับประทานเวลาเดียวกันทุกวัน หากลืมทานยามากกว่า 3 ชั่วโมง จะทำให้ประสิทธิภาพการคุมกำเนิดลดลง เนื่องจากยามีค่าครึ่งชีวิตค่อนข้างสั้น (ประมาณ 8-24 ชม.)

2. Desogestrel เป็นยารุ่นที่ 3 (third generation) ขนาดยาต่อเม็ด 0.075 มก. ในหนึ่งแผงจะมียาจำนวน 28 เม็ด รับประทานทุกวันวันละเม็ด ยาชนิดนี้มีประสิทธิภาพยับยั้งการตกไข่ได้เกือบสมบูรณ์ (97-99%) มีข้อดีกว่า lynestrenol คือมีค่าครึ่งชีวิตของนานประมาณ 30 ชั่วโมง ทำให้มีฤทธิ์คุมกำเนิดแม้ลืมทานยานานถึง 12 ชั่วโมง

ทั้งนี้เนื่องจากยา lynestrenol และ desogrestrel มีโครงสร้างยาคล้ายฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอรอน (testosterone) จึงพบอาการไม่พึงประสงค์ที่สัมพันธ์กับฮอร์โมนชาย เช่น หน้ามัน เป็นสิว กินจุ ผิวหนังหยาบกร้าน โดยเฉพาะในยา lynestrenol

3. Drospirenone เป็นยารุ่นที่ 4 (fourth generation) ขนาดยาต่อเม็ด 3 มก. ยาคุมกำเนิดชนิดนี้ในหนึ่งแผงจะมียาจำนวน 24 เม็ด รับประทานทุกวันวันละเม็ด และจะมีอีก 4 เม็ดที่ไม่มียา (hormone free interval) ยาชนิดนี้มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการตกไข่ได้สมบูรณ์ โดยมีค่าครึ่งชีวิตนานประมาณ 30 ชั่วโมง มีข้อเด่นกว่ายา POP ชนิดอื่นคือมีประสิทธิภาพในการลดการบวมน้ำ (anti-mineralocorticoid) และช่วยต้านฮอร์โมนเพศชาย (anti-androgen) ได้ จึงเป็นข้อดีเหนือกว่ายาชนิดอื่น ได้แก่ ช่วยลดการเกิดสิว หน้ามัน และผิวหยาบได้ และการที่ยามีค่าครึ่งชีวิตนานจึงสามารถลืมทานยาได้นานถึง 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ต้องหลีกเลี่ยงการใช้ยา drospirenone ในผู้ที่มีภาวะโพแทสเซียมสูง (hyperkalemia) หรือกำลังรับประทานยากลุ่ม ACEIs, ARBs, spironolactone ซึ่งทำให้ระดับ potassium ในเลือดสูงเช่นกัน

อาการไม่พึงประสงค์ที่พบได้บ่อยของยาคุมกำเนิดกลุ่ม POP ได้แก่ อาการเลือดออกกะปริบกะปรอย ภาวะไม่มีประจำเดือน  สิวและผิวมันและการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ เป็นต้น และมีข้อห้ามใช้ยาในหญิงให้นมบุตรที่สงสัยตั้งครรภ์ โรคตับรุนแรง มะเร็งเต้านม มีเลือดออกผิดปกติจากช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีการแพ้ส่วนประกอบยา

การรับประทานยาคุมกำเนิดกลุ่ม POP นี้จำเป็นต้องรับประทานอย่างสม่ำเสมอในเวลาเดียวกัน การลืมรับประทานยาอาจทำให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดลดลงได้ โดยการแก้ไขสำหรับการลืมการรับประทานยาคุมกำเนิดแบบ POP แบ่งตามกรณีได้แก่

1. กรณีลืมทานยาในเวลาที่กำหนด ควรรับประทานยาทุกวันในเวลาเดียวกันโดยเฉพาะสำหรับ lynestrenol และ desogestrel ซึ่งในแผงจะมียาจำนวน 28 เม็ด กรณีลืมรับประทานยา lynestrenol ให้ทานภายใน 3 ชั่วโมง desogestrel ภายใน 12 ชั่วโมง และ drospirenone ภายใน 24 ชั่วโมง โดยหากลืมรับประทานยาให้รับประทานยาทันทีที่นึกได้ ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีคุมกำเนิดแบบอื่นเพิ่มเติม และรับประทานยาเม็ดต่อไปตามเวลาปกติ และกรณีอาเจียนหรือท้องเสียภายใน 2-3 ชั่วโมงหลังรับประทานยาให้รับประทานเม็ดเพิ่มทันที (1,2)

2. กรณีลืมทานยานานกว่าเวลากำหนด รับประทานยาที่ลืมทันที (หากลืมหลายเม็ด ให้กินเพียงเม็ดเดียว) แล้วรับประทานยาเม็ดต่อไปตามเวลาปกติ (แม้จะต้องกินวันละ 2 เม็ดในวันเดียวกัน) และควรงดมีเพศสัมพันธ์หรือใช้ถุงยางอนามัยเป็นเวลา 48 ชั่วโมง และพิจารณาใช้ยาฉุกเฉินหากมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน

บทสรุปสำหรับการใช้ยาคุมกำเนิดในหญิงให้นมบุตรคือต้องเลือกใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดโปรเจสตินเดี่ยวเป็นทางเลือกหลัก และห้ามใช้ยาคุมที่มีเอสโตรเจนในช่วงให้นมบุตร โดยเฉพาะช่วง 6 สัปดาห์แรกหลังคลอดเพราะจะส่งผลเสียในการกดการสร้างน้ำนมและเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน ทั้งนี้ในการรับประทานยา POP ต้องเน้นเรื่องการมีวินัยในการรับประทานยาให้ตรงเวลาและต่อเนื่องทุกวัน และหากพบปัญหาให้หยุดยาและปรึกษาแพทย์ทันที

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

‘ม่วงงามหวานมาก!’คู่รักสมรสเท่าเทียมคู่แรก จังหวัดสงขลา ฉลองมงคลสมรส เปิดแลนด์มาร์กใหม่วิวาห์ริมทะเล

'ม่วงงามหวานมาก!'คู่รักสมรสเท่าเทียมคู่แรก จังหวัดสงขลา ฉลองมงคลสมรส เปิดแลนด์มาร์กใหม่วิวาห์ริมทะเล

‘ม่วงงามหวานมาก!’คู่รักสมรสเท่าเทียมคู่แรก จังหวัดสงขลา ฉลองมงคลสมรส เปิดแลนด์มาร์กใหม่วิวาห์ริมทะเล

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.53 น.

หาดม่วงงาม อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา กลายเป็นฉากหลังสุดโรแมนติกของงานวิวาห์ระหว่าง คุณสรัลกานต์ เวชสุวรรณ์ (แบม) และ คุณพิชามญช์ ทวีวัฒนา (แพร) จัดพิธีมงคลสมรสพร้อม จดทะเบียนสมรสเท่าเทียม ท่ามกลางบรรยากาศสุดอบอุ่น ชมพระอาทิตย์ตกริมหาดม่วงงามสุดโรแมนติก สร้างภาพจำใหม่ให้กับงานแต่งริมทะเลม่วงงาม ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธาน รายล้อมด้วยญาติสนิท เพื่อนๆ ทั้ง 2 ฝ่าย ร่วมเป็นสักขีพยานในช่วงเวลาสำคัญของทั้งคู่

ในวันเดียวกัน ทั้งคู่ได้เข้าจดทะเบียนสมรสเท่าเทียม ได้รับเกียรติจากนางสาวณัฐกานต์ สายน้อย นายอำเภอสิงหนคร เป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียนสมรสให้กับคู่รักคู่ใหม่ขวัญใจชาวม่วงงามพิธีฉลองมงคลสมรส ของคุณแบมและคุณแพรเป็นการจัดครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการ นำเสนอ Soft Power ด้านการท่องเที่ยวและสมรสเท่าเทียม ที่สามารถสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับจังหวัดสงขลา พร้อมเปิดโอกาสให้พื้นที่ชายฝั่งอย่างหาดม่วงงามก้าวสู่การเป็นจุดหมายของงานวิวาห์และการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ในอนาคต

เลเซอร์หรือผ่าตัด? เลือกแนวทางรักษาภาวะปัสสาวะเล็ดให้เหมาะสม

เลเซอร์หรือผ่าตัด? เลือกแนวทางรักษาภาวะปัสสาวะเล็ดให้เหมาะสม

เลเซอร์หรือผ่าตัด? เลือกแนวทางรักษาภาวะปัสสาวะเล็ดให้เหมาะสม

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.49 น.

ภาวะปัสสาวะเล็ด (Urinary Incontinence) เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในสตรีทุกช่วงวัย โดยเฉพาะหลังคลอดบุตรและในวัยหมดประจำเดือน แม้ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ส่งผลต่อความมั่นใจและคุณภาพชีวิตอย่างชัดเจน

นายแพทย์อภิสิทธิ์ สาราลักษณ์ สูตินรีแพทย์ชำนาญการด้านนรีเวชทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล กล่าวว่า ภาวะปัสสาวะเล็ด คือ ภาวะที่ไม่สามารถควบคุมการกลั้นปัสสาวะได้โดยไม่ตั้งใจ ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมักมาพบแพทย์เมื่ออาการต่าง ๆ เริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น มีปัสสาวะเล็ดเวลาไอ จาม หัวเราะ หรือขณะออกกำลังกาย บางรายหลีกเลี่ยงการเข้าสังคมและสูญเสียความมั่นใจ ทั้งที่ในความเป็นจริง ภาวะปัสสาวะเล็ดสามารถประเมินและรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ภาวะปัสสาวะเล็ด สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่

ภาวะปัสสาวะเล็ดขณะมีแรงดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น เช่น ไอ จาม หัวเราะ หรือยกของหนัก ซึ่งมักสัมพันธ์กับความอ่อนแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน

ภาวะปัสสาวะเล็ดจากการบีบตัวผิดปกติของกระเพาะปัสสาวะ ทำให้เกิดอาการปวดปัสสาวะเฉียบพลันและกลั้นไม่อยู่

ภาวะปัสสาวะเล็ดแบบผสมที่มีลักษณะอาการของทั้งสองชนิดร่วมกัน ดังนั้น การวินิจฉัยชนิดของโรคอย่างถูกต้องจึงมีความสำคัญต่อการเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม

แนวทางการรักษาภาวะปัสสาวะเล็ดจำเป็นต้องอาศัยการประเมินและวางแผนรักษาอย่างเป็นระบบ โดยพิจารณาจากชนิดและความรุนแรงของอาการ รวมถึงปัจจัยสุขภาพของผู้ป่วยเป็นรายบุคคล

โดยทั่วไปแพทย์มักเริ่มจากการรักษาแบบไม่ผ่าตัด เช่น การบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน การปรับพฤติกรรม การควบคุมน้ำหนัก หรือการใช้ยาในผู้ป่วยที่มีการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะผิดปกติ หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีความรุนแรงมากขึ้น อาจพิจารณาหัตถการหรือการผ่าตัดเพื่อเสริมการพยุงท่อปัสสาวะ

ปัจจุบัน การรักษาด้วยเลเซอร์ CO2 เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ป่วยบางราย โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและเสริมความแข็งแรงของเนื้อเยื่อบริเวณผนังช่องคลอดด้านหน้า ซึ่งมีบทบาทในการพยุงท่อปัสสาวะ วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง ข้อดีคือไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องดมยาสลบ ใช้เวลาทำหัตถการไม่นาน และมีระยะพักฟื้นสั้น อย่างไรก็ตาม การรักษาอาจต้องทำมากกว่าหนึ่งครั้ง และผลลัพธ์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

ผู้ที่มีอาการปัสสาวะเล็ดไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ การเข้ารับการประเมินจากแพทย์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยให้ได้รับการรักษาที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงปัญหาเรื้อรัง และฟื้นคืนคุณภาพชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

‘เฟย ภัทร’ ร่วมงาน แบรนด์ ‘โคลัมเบีย’ เปิดตัวร้านรูปแบบใหม่แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

'เฟย ภัทร' ร่วมงาน แบรนด์ 'โคลัมเบีย' เปิดตัวร้านรูปแบบใหม่แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

‘เฟย ภัทร’ ร่วมงาน แบรนด์ ‘โคลัมเบีย’ เปิดตัวร้านรูปแบบใหม่แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.48 น.

เมื่อเร็วๆนี้ โคลัมเบีย (Columbia) แบรนด์เครื่องแต่งกาย รองเท้า และอุปกรณ์สำหรับกิจกรรมกลางแจ้งจากสหรัฐอเมริกา โดยมี บริษัท ซีอาร์ซี สปอร์ต จำกัด เป็นผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย เปิดร้านสาขาใหม่ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว ชั้น 3 อย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดตัวร้านภายใต้แนวคิด Summit Store เป็นแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะตลาดสำคัญของภูมิภาค และยกระดับประสบการณ์หน้าร้านตามมาตรฐานสากล ภายในงานได้รับเกียรติจากนักแสดงหนุ่มกระแสแรงเฟย ภัทร เอกแสงกุล” ร่วมเป็นเกียรติในงานเปิดตัวครั้งนี้

การเปิดตัวครั้งนี้สอดคล้องกับการขับเคลื่อนแนวคิดแบรนด์ “Engineered For Whatever” ซึ่งถือเป็นการปรับภาพลักษณ์ครั้งสำคัญในรอบกว่าทศวรรษ สะท้อนจุดยืนของโคลัมเบียในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่พร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนของธรรมชาติ ไม่ใช่เพียงวันที่สภาพอากาศสมบูรณ์แบบ

ร้านรูปแบบใหม่ที่สะท้อนอัตลักษณ์แบรนด์

ร้านภายใต้แนวคิด Summit Store ได้รับการพัฒนาตามแนวทางการออกแบบร้านค้าของโคลัมเบีย โดยได้รับแรงบันดาลใจจากภูมิประเทศแถบแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของแบรนด์ ถ่ายทอดผ่านงานออกแบบ วัสดุโทนธรรมชาติ และการจัดวางพื้นที่อย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างบรรยากาศที่เชื่อมโยงนวัตกรรม เทคโนโลยี และจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยเข้าด้วยกัน

ภายในร้านมีการจัดวางหมวดหมู่สินค้าอย่างชัดเจน ทั้งเสื้อผ้าและรองเท้า พร้อมองค์ประกอบที่ช่วยสร้างจุดเด่นของพื้นที่ อาทิ ผนังจัดแสดงรองเท้าเป็นจุดหลัก พื้นที่สำหรับทดลองสินค้า โครงสร้างเพดานพร้อมแสงไฟตกแต่ง และเคาน์เตอร์ชำระเงินที่สะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์อย่างโดดเด่น

นายอเล็กซองด์ อัมเบล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซีอาร์ซี สปอร์ต จำกัด กล่าวว่า

“Summit Store แห่งนี้สะท้อนความตั้งใจของโคลัมเบียในการนำมาตรฐานร้านค้าระดับโลกมาสู่ประเทศไทย เราไม่ได้มองร้านแห่งนี้เป็นเพียงพื้นที่จำหน่ายสินค้า แต่เป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์ที่ทำให้ผู้บริโภคได้สัมผัสตัวตนของแบรนด์อย่างใกล้ชิด

แนวคิด ‘Engineered For Whatever’ คือหัวใจสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการออกแบบผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น เราพัฒนาสินค้าให้พร้อมรองรับความไม่แน่นอนของสภาพแวดล้อมจริง ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง หรือสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้

การเลือกประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับ Summit Store สะท้อนความเชื่อมั่นของแบรนด์ต่อศักยภาพของตลาดไทย ทั้งในด้านการเติบโตของกิจกรรมกลางแจ้ง และความต้องการสินค้าที่มีคุณภาพระดับสากล”

Engineered For Whatever

“Engineered For Whatever” คือแนวคิดหลักที่สะท้อนตัวตนของโคลัมเบียอย่างชัดเจน โดยมุ่งเน้นการออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การพัฒนาแนวคิด การเลือกใช้วัสดุ ไปจนถึงการทดสอบในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายจริง เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้งานจะได้รับความอบอุ่น แห้งสบาย เย็นสบาย และการปกป้องที่เหมาะสมในทุกสภาพอากาศ

แนวคิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อรองรับเพียงวันที่อากาศดีหรือสภาพแวดล้อมสมบูรณ์แบบ หากแต่ถูกออกแบบมาเพื่อวันที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน วันที่เส้นทางไม่เป็นไปตามแผน หรือวันที่ธรรมชาติทดสอบความพร้อมของผู้ใช้งาน “Engineered For Whatever” จึงหมายถึงความมั่นใจในการเผชิญทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในเมือง หรือการผจญภัยกลางแจ้ง

ตลอดระยะเวลากว่า 80 ปี โคลัมเบียได้พัฒนาและจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีเฉพาะของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง อาทิ Omni-Heat™, Omni-Tech™, Omni-Shade™, Omni-Freeze™ และ OutDry™ ซึ่งล้วนถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ในด้านการกักเก็บความอบอุ่น การกันน้ำ การระบายอากาศ และการปกป้องจากแสงแดด

ด้วยรากฐานด้านนวัตกรรมและการวิจัยอย่างจริงจัง แนวคิด “Engineered For Whatever” จึงไม่ใช่เพียงถ้อยคำทางการตลาด แต่เป็นคำมั่นสัญญาของแบรนด์ในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่พร้อมรับมือกับทุกความไม่แน่นอน และทุกความท้าทายของโลกภายนอกอย่างแท้จริง

เปิดตัว Hike Dry Collection

ภายในงาน โคลัมเบียได้นำเสนอ Hike Dry Collection นำโดย Whistler Peak™ Shell และ TELLURIX™ TITANIUM™ OUTDRY™ ซึ่งสะท้อนความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีกันน้ำ ผ่านนวัตกรรม Omni-Tech™ และ OutDry™ ที่ช่วยให้ผู้สวมใส่เคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจแม้ในสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

งานเปิดตัวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ระหว่างเวลา 16.00 – 18.30 น. โดยได้รับเกียรติจาก เฟย ภัทร เอกแสงกุล ร่วมแบ่งปันประสบการณ์กิจกรรมกลางแจ้งและความท้าทายของธรรมชาติ พร้อมเล่าถึงการนำเสื้อผ้าและอุปกรณ์ของโคลัมเบียไปใช้งานจริงผ่านช่อง YouTube “ปล่อยกูไป”

เฟย ภัทร เอกแสงกุล เล่าว่า เสน่ห์ของกิจกรรมกลางแจ้งอยู่ที่ความไม่แน่นอน เพราะทุกครั้งที่ออกเดินทาง เราไม่อาจคาดเดาได้ว่าสภาพอากาศหรือเส้นทางจะเป็นอย่างไร “บางวันแดดดี แต่บางครั้งฝนก็ตกลงมาโดยไม่ทันตั้งตัว การมีอุปกรณ์ที่พร้อมจริง ๆ ทำให้เรามั่นใจและกล้าออกไปเผชิญกับธรรมชาติได้มากขึ้น” ซึ่งเขามองว่าสะท้อนแนวคิดของโคลัมเบียในการพัฒนาอุปกรณ์ที่พร้อมสำหรับทุกสถานการณ์

ภายในงานยังมีพิธี “Engineered For Whatever Pull Ceremony” พร้อมกิจกรรมและจุดถ่ายภาพภายในร้าน ที่ช่วยสร้างบรรยากาศและประสบการณ์แบรนด์อย่างประณีตและมีความหมาย

การเปิดตัว Summit Store ณ เซ็นทรัลลาดพร้าว จึงไม่เพียงสะท้อนการเติบโตของโคลัมเบียในประเทศไทย หากยังตอกย้ำจุดยืนของแบรนด์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่พร้อมรับมือกับทุกความไม่แน่นอนของธรรมชาติ พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่เชื่อมโยงนวัตกรรมเข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้รักกิจกรรมกลางแจ้งอย่างแท้จริง

พาณิชย์ผลักดันผลไม้ไทยสู่เวทีโลกจับคู่ธุรกิจกว่า 600 นัดหมาย

พาณิชย์ผลักดันผลไม้ไทยสู่เวทีโลกจับคู่ธุรกิจกว่า 600 นัดหมาย

พาณิชย์ผลักดันผลไม้ไทยสู่เวทีโลกจับคู่ธุรกิจกว่า 600 นัดหมาย

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.44 น.

กระทรวงพาณิชย์เดินหน้ามาตรการเชิงรุก จัด “โครงการจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้สด ผลไม้แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตรอื่นๆ  เชิญผู้นำเข้า ผู้ซื้อ และตัวแทนจำหน่ายศักยภาพสูงจาก 18 ประเทศทั่วโลก รวม 94 บริษัท เข้าร่วมเจรจาการค้ากับผู้ประกอบการไทย 101 บริษัท จาก 22 จังหวัดทั่วประเทศ เกิดการจับคู่ธุรกิจกว่า 600 นัดหมาย ทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online คาดสร้างมูลค่าการเจรจาการค้าไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในพิธีเปิดว่า โครงการนี้เป็นกลไกสำคัญในการ “หาตลาดล่วงหน้า” ก่อนฤดูกาลผลผลิตออกสู่ตลาด ช่วยกระจายผลผลิตและเสริมความมั่นคงด้านราคาให้เกษตรกร “เราต้องให้ความใส่ใจทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ งานวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผู้ประกอบการให้แข็งแรง เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่สามารถก้าวสู่ตลาดส่งออกได้มากขึ้น”

นางศุภจี กล่าวแสดงความยินดีกับผู้ประกอบการ SMEs จำนวน 6 ราย ที่ได้รับคัดเลือกเป็น “Agri-Export Stars” ดาวรุ่งศักยภาพสูง และจะได้เข้าร่วมเจรจาการค้าในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 พร้อมขอบคุณคณะกรรมการและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่ร่วมผลักดันผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก

 “ความสำเร็จของผลไม้ไทยในตลาดโลกขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกฝ่าย ตั้งแต่เกษตรกร ผู้แปรรูป ผู้ส่งออก ไปจนถึงหน่วยงานภาครัฐขอให้ทุกท่านรักษาคุณภาพ ให้ผลไม้ไทยคงความพรีเมียม หากเราร่วมมือกันอย่างจริงจัง เชื่อมั่นว่าผลไม้ไทยจะสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน”  นางศุภจี กล่าว

 นอกจากนี้ ภายในงานยังมีพิธีลงนาม MOP ระหว่างผู้ส่งออกไทยและผู้นำเข้าจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) จำนวน 10 คู่ รวมปริมาณกว่า 3,000 ตัน ซึ่งจะช่วยขยายฐานการส่งออกผลไม้ไทยในระยะยาว แม้อยู่ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาค โดยรัฐมนตรีฯ ได้ส่งกำลังใจให้คู่ค้าทางธุรกิจ พร้อมย้ำความเชื่อมั่นในคุณภาพผลไม้ไทย

สำหรับทิศทางปี 2569 กระทรวงพาณิชย์ขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “Thailand: The Land of Tropical Fruits” ด้วยมาตรการบริหารจัดการผลไม้ระยะเร่งด่วน 3 ด้าน 8 มาตรการ ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การขนส่ง การตลาด การส่งเสริมภาพลักษณ์และการลดอุปสรรคการค้า มุ่ง “วางรากฐานโครงสร้างใหม่” เพื่อสร้างเสถียรภาพราคา ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน และส่งเสริมเกษตรคาร์บอนต่ำ รวมถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ โครงการจับคู่ธุรกิจครั้งนี้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 มีเป้าหมายรักษาตลาดเดิม บุกตลาดใหม่ และเพิ่มส่วนแบ่งตลาด โดยผู้นำเข้าที่เข้าร่วมมาจาก 18 ประเทศ อาทิ จีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไต้หวัน ญี่ปุ่น เวียดนาม ฮ่องกง อาร์เจนตินา โปแลนด์ มาเลเซีย ออสเตรเลีย อินเดีย สาธารณรัฐเช็ก อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร รัสเซีย และเดนมาร์ก

 ภายในงานยังมีกิจกรรมคู่ขนานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ได้แก่ กิจกรรม Agri-Export Stars Pitching Challenge พิธีลงนามบันทึกตกลงซื้อขาย (MOP) ไทย–UAE กิจกรรมให้คำปรึกษาด้านการส่งออก ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร 22 หน่วยงาน การนำเสนอสินค้าเด่นจากทุกภูมิภาค ร่วมกับพาณิชย์จังหวัด กิจกรรมสาธิตปรุงอาหารและเครื่องดื่มจากผลไม้ไทย

ทั้งนี้ ผู้สนใจโครงการสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โทร. 1169 หรือ www.ditp.go.th และติดตามโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศผ่านแพลตฟอร์ม THAITRADE.COM คิดจะส่งออก นึกถึง DITP

DMT ยกระดับสู่มาตรฐานอาคารเขียว มุ่งเน้น “ประสิทธิภาพ–ความคุ้มค่า–ผลลัพธ์ที่วัดได้”

DMT ยกระดับสู่มาตรฐานอาคารเขียว  มุ่งเน้น “ประสิทธิภาพ–ความคุ้มค่า–ผลลัพธ์ที่วัดได้”

DMT ยกระดับสู่มาตรฐานอาคารเขียว มุ่งเน้น “ประสิทธิภาพ–ความคุ้มค่า–ผลลัพธ์ที่วัดได้”

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.42 น.

บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ DMT เผยผลสำเร็จ ในการปรับปรุงอาคารสำนักงานใหญ่เดิม สู่มาตรฐานอาคารเขียว TREES–EB ระดับ Gold สะท้อนกลยุทธ์ ESG มุ่งเน้น “ประสิทธิภาพ–ความคุ้มค่า–ผลลัพธ์ที่วัดได้”เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงานควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม

ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ DMT เปิดเผยว่า บริษัทเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน (ESG) อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยแนวคิด ความยั่งยืนเริ่มได้จากสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว ผ่านการลงทุนปรับปรุงอาคารสำนักงานใหญ่เดิมให้ใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมดูแลสิ่งแวดล้อมรอบข้างจนได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารเขียว TREES–EB (Existing Building) ระดับ Gold จากสถาบันอาคารเขียวไทย (TGBI)

“มาตรฐาน TREES–EB เป็นเกณฑ์ประเมินความยั่งยืนสำหรับอาคารระหว่างใช้งาน ครอบคลุมการบริหารจัดการอาคาร พลังงาน น้ำ วัสดุ คุณภาพอากาศภายใน ไปจนถึงการปกป้องสิ่งแวดล้อม โดยอาคารสำนักงานใหญ่ DMT มีพื้นที่ใช้สอย 3,178 ตารางเมตร นับเป็น อาคารเก่าแห่งแรก ที่ปรับปรุงและพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงานควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมจนได้รับการรับรอง สะท้อนว่าความยั่งยืนไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการสร้างใหม่เสมอไป”

ดร.ศักดิ์ดา ให้ข้อมูลถึงวิธีการดำเนินงานว่า ในมิติการบริหารจัดการอาคาร DMT จัดตั้งคณะทำงาน พร้อมนโยบาย แผนดำเนินงาน และคู่มือครอบคลุมการใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด การลดของเสียและกำจัดอย่างถูกวิธี รวมถึงการสื่อสารให้พนักงานร่วมมือและประชาชนภายนอกรับทราบ ขณะที่ด้านภูมิทัศน์ รอบอาคารมีพื้นที่เปิดโล่งเชิงนิเวศ และภายในพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่สีเขียวถึง 34.6% มีไม้ยืนต้นพันธุ์พื้นถิ่นช่วยให้ร่มเงา และใช้วัสดุปูพื้นกลางแจ้งที่มีค่าการสะท้อนความร้อนได้ดี พร้อมพื้นที่ซึมน้ำช่วยลดปัญหาน้ำท่วม ส่วนด้านการประหยัดน้ำ เปลี่ยนใช้ก๊อกน้ำอัตโนมัติและสุขภัณฑ์ประหยัดน้ำ ช่วยลดการใช้น้ำได้ถึง 40% และมีมาตรวัดแยกการใช้น้ำรายประเภททั้งภายในอาคารและงานภูมิสถาปัตย์ภายนอก

ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม DMT เปลี่ยนระบบปรับอากาศ ใช้สารทำความเย็นที่ไม่ทำลายชั้นบรรยากาศ และใช้ไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ ส่งผลให้อาคารประหยัดพลังงานได้ 84% สูงกว่าค่าเฉลี่ยฐานข้อมูล Energy Star Portfolio Manager ขณะเดียวกันก็จัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และได้ความร่วมมือจากพนักงาน ช่วยกันแยกขยะ ทำให้รีไซเคิลและจำกัดได้อย่างถูกต้องถึง 41% ของขยะทั้งหมด ด้านคุณภาพสภาวะแวดล้อมภายในอาคารมีการระบายอากาศตามเกณฑ์ ห้องสารเคมีเป็นความดันลบ ไม่หมุนเวียนอากาศกลับ มีพื้นที่สูบบุหรี่เฉพาะ และตรวจวัดคุณภาพอากาศ (CO₂, VOC, ฟอร์มัลดีไฮด์, PM2.5/PM10) อย่างสม่ำเสมอ พร้อมควบคุมอุณหภูมิ-ความชื้นให้เกิดสภาวะน่าสบาย รวมถึงมาตรการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้าง เช่น ไม่ใช้ Halon/CFC/HCFC ในระบบดับเพลิง ใช้กระจกใสให้ค่าสะท้อนแสงไม่เกิน 30% และมีระบบบำบัดน้ำเสียให้ค่า BOD5 ต่ำกว่า 5 มก./ลิตร อีกทั้งนำนวัตกรรม Green Innovation หลายๆอย่าง มายกระดับผลลัพธ์ให้สูงกว่ามาตรฐาน

ผลลัพธ์ที่จับต้องได้อีกส่วนหนึ่งคือการ “ขยายพื้นที่ให้พนักงาน” จากการจัดสรรพื้นที่ห้องเดิมและปรับพื้นที่ห้อง AHU จนได้พื้นที่ทำงานมากขึ้น เข่น ห้องบ Co-working Space 2 ห้อง ห้องประชุมมัลติมีเดีย 2 ห้อง และห้องฟิตเนส พร้อมปรับปรุงห้องทำงานของฝ่ายที่ต้องปฏิบัติงาน 24 ชั่วโมง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

 “อยากให้อาคารนี้เป็นตัวอย่างว่า การลงทุนคุ้มค่าเริ่มจากการยกระดับอาคารเดิมให้ดีขึ้นทั้งต่อพนักงานและสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ลดการใช้ทรัพยากร ลดผลกระทบต่อชุมชน และสร้างความยั่งยืนระยะยาวที่วัดผลได้” ดร.ศักดิ์ดากล่าวทิ้งท้าย

ทรู 5G หนุน ‘รถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่’ เพิ่มโอกาสรักษาผู้ป่วยในช่วงเวลาทอง

ทรู 5G หนุน ‘รถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่’  เพิ่มโอกาสรักษาผู้ป่วยในช่วงเวลาทอง

ทรู 5G หนุน ‘รถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่’ เพิ่มโอกาสรักษาผู้ป่วยในช่วงเวลาทอง

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.27 น.

ทุกวินาทีคือชีวิต เมื่อเผชิญกับโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน การเข้าถึงการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงทีจึงเป็นกุญแจสำคัญที่สุดที่จะช่วยรักษาชีวิตและลดความพิการของผู้ป่วย ล่าสุด ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นำศักยภาพของเครือข่าย True 5G สนับสนุนภารกิจการแพทย์ฉุกเฉินโดย สุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน รองเลขาธิการสำนักงาน กสทช. และ วรภัทร งานเจตวรกุล หัวหน้าฝ่ายขายธุรกิจองค์กร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น มอบซิม 5G พร้อมแพ็กเกจดาต้าไม่อั้น ระยะเวลา 36 เดือน มูลค่ารวมกว่า 1 ล้านบาท ให้กับ โรงพยาบาลศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดย ศ.ดร.นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช เพื่อสนับสนุนการใช้งานในหน่วยรถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่ (Mobile Stroke Unit) ของโรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช 21 แห่งทั่วประเทศ  

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการรถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 72 พรรษา มีเป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษาโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงระบบการแพทย์ฉุกเฉิน และได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที 

การปฏิบัติงานบนรถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่ จำเป็นต้องอาศัยศักยภาพเครือข่ายสื่อสารที่มีความหน่วงต่ำและมีความเสถียรสูง เพื่อรองรับการส่งภาพ CT scan สมอง และการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางไกล (Teleconsult) แบบเรียลไทม์ ด้วยศักยภาพของ True 5G จะทำให้ทีมแพทย์สามารถวินิจฉัยและให้คำแนะนำการรักษาได้ทันที ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับยาสลายลิ่มเลือดภายใน “ช่วงเวลาทอง” 4 ชั่วโมง 30 นาที ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและความพิการได้อย่างมีนัยสำคัญ 

ความร่วมมือครั้งนี้ต่อยอดจากความสำเร็จของโครงการพัฒนารถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่ (Mobile Stroke Unit) ต้นแบบของศูนย์โรคหลอดเลือดสมองศิริราช ซึ่งเริ่มต้นเมื่อปี 2561 และสะท้อนความมุ่งมั่นของทรูในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและโครงข่ายสื่อสารสนับสนุนระบบสาธารณสุขของประเทศ เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิต ของคนไทยอย่างเท่าเทียม

อบจ.ปทุมธานี เตรียมจัดเทศกาลว่าว’69 กระตุ้นท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

อบจ.ปทุมธานี เตรียมจัดเทศกาลว่าว’69 กระตุ้นท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

อบจ.ปทุมธานี เตรียมจัดเทศกาลว่าว’69 กระตุ้นท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.21 น.

องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ร่วมกับ จังหวัดปทุมธานี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกรุงเทพมหานคร และ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดปทุมธานี ผนึกกำลังจัดงาน “PathumThani Kite Festival 2026 ครั้งที่ 1” ระหว่างวันที่ 13 – 14 มีนาคม 2569 ณ ลานอเนกประสงค์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานีเพื่อปลุกตำนานว่าวไทยสู่การท่องเที่ยววิถีใหม่ พลตำรวจโท คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรม และสืบสานประเพณีการเล่นว่าวของไทย ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นอันทรงคุณค่า ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Tourism) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างแลนด์มาร์คการพักผ่อนหย่อนใจแห่งใหม่ให้กับชาวปทุมธานีและจังหวัดใกล้เคียง

ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดภายในงาน

•             Inflatable Kites: ตื่นตาตื่นใจกับการแสดงว่าวยักษ์ถุงลมแฟนซีหลากหลายรูปทรงและสีสันที่หาชมได้ยาก โดยทีมว่าวตัวแทนประเทศไทยที่ไปทำการแสดงมาแล้วหลากหลายประเทศทั่วโลก

•             Luminous Kite Show: ครั้งแรกกับการชมว่าวประดับไฟ LED ส่องสว่างเหนือท้องฟ้ายามค่ำคืน สร้างทัศนียภาพสุดอลังการ

•             Traditional Thai Kite Exhibition: สัมผัสกับนิทรรศการว่าวไทย 4 ภาค ภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยครูว่าวไทยมาสาธิตทำว่าวให้ดูทุกขั้นตอน รู้ถึงประวัติความเป็นมาและรากเหง้าว่าวไทยประเพณี

•             Workshop Kite: ประสบการณ์สุดพิเศษที่จะได้ทำกิจกรรมระบายสีว่าวตามจินตนาการ  นอกจากนี้ยังมีประดิษฐ์ว่าวจากกระดาษว่าว และโครงไม้ไผ่

•             Live Music Experience: ดื่มด่ำกับบรรยากาศสุดชิลผ่านเสียงเพลงจากศิลปินชื่อดัง:

o             Fellow Fellow เจ้าของเพลงฮิตติดหู อาทิ ดาวหางฮัลเล่ย์, ยิ้มง่าย เป็นต้น

o             ทราย Fahrenheit ร็อกเกอร์สาวพลังเสียงคุณภาพ ที่จะมาปลุกความทรงจำเพลงยุค 90 กับเพลงสุดฮิต อาทิเช่น เจ้าหญิง, ผิดไหม เป็นต้น

•             Pathumthani Market: รวบรวมร้านค้า ของดี ของเด่น และอาหารขึ้นชื่อจากทั่วจังหวัดปทุมธานีมาไว้ในที่เดียว

•             Family Playground: พื้นที่กิจกรรมสำหรับครอบครัวและเยาวชน เพื่อเสริมสร้างจินตนาการและความสุขร่วมกัน

ขอเชิญประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสเสน่ห์ยามเย็นของเมืองปทุมธานี  และร่วมสะกดสายตาทั่วฟ้าเมืองปทุม ในงาน Pathumthani Kite Festival วันที่: 13 – 14 มีนาคม 2569 สถานที่: ลานอเนกประสงค์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ค่าเข้าชม: ฟรีตลอดงาน!

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook page : กองการท่องเที่ยวและกีฬา อบจ.ปทุมธานี