กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงวางศิลาฤกษ์อาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  ทรงวางศิลาฤกษ์อาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงวางศิลาฤกษ์อาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.25 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ไปทรงวางศิลาฤกษ์อาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี ในวันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ มณฑลพิธีบริเวณโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี เขตราชเทวี กรุงเทพฯ

ในการนี้ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลและที่ปรึกษามูลนิธิรามาธิบดีฯ ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ อาจารย์นายแพทย์ไพโรจน์ บุญคงชื่น รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และรองประธาน  คณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ ศาสตราจารย์ ดร. แพทย์หญิงอติพร อิงค์สาธิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี และกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดี เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จฯ โดยมี ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงอาภัสณี โสภณสฤษฎ์สุข หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ รองศาสตราจารย์ ดร. พูลสุข เจนพานิชย์ วิสุทธิพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี และกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวัฒนธรรม ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพวงมาลัย

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เข้าสู่พลับพลาพิธี ทรงประทับพระราชอาสน์ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และที่ปรึกษามูลนิธิรามาธิบดีฯ เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายถวายสูจิบัตร จากนั้น ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์ของการก่อสร้างอาคาร และกราบบังคมทูลเบิกผู้มีอุปการคุณเข้ารับพระราชทานของที่ระลึกจำนวน 50 ราย จากนั้นเสด็จฯ ออกจากพลับพลาพิธีไปยังมณฑลพิธีวางศิลาฤกษ์ ทรงพระสุหร่าย ทรงเจิมแผ่นศิลาฤกษ์ ทรงวางพลอยเก้าสี และทรงโปรยดอกไม้ จากนั้นทรงเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรนิทรรศการและแบบจำลองอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี เสด็จฯ ออกจากโดมจัดแสดงนิทรรศการ

ในเวลาต่อมา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปในการประชุมใหญ่มูลนิธิรามาธิบดี ในพระราชูปถัมภ์ฯ ประจำปี 2569 ด้วยรถยนต์พระที่นั่งไปยังศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ กรรมการกลางมูลนิธิรามาธิบดีฯ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และที่ปรึกษามูลนิธิรามาธิบดีฯ อาจารย์นายแพทย์ไพโรจน์ บุญคงชื่น รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และรองประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ ศาสตราจารย์ ดร. แพทย์หญิงอติพร อิงค์สาธิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี และกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จฯ พร้อมด้วย นางสาวพรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงอาภัทรสา เล็กสกุล กรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ นางอรวรรณ วราภาพงษ์ หัวหน้าฝ่ายการพยาบาล ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย พวงมาลัย

จากนั้นเสด็จฯ ไปยังบริเวณห้องจ่ายยาผู้ป่วยนอก ชั้น 1 ทอดพระเนตรระบบจัดยาอัตโนมัติ เสด็จฯ ไป ทอดพระเนตรนิทรรศการมูลนิธิรามาธิบดีฯ x MFA Boston เป็นความร่วมมือระหว่างมูลนิธิรามาธิบดีฯ และ Museum of Fine Arts, Boston คือการหลอมรวมระหว่าง “ศิลปะ” และ “การให้” เข้าด้วยกันอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเปลี่ยนทุกการสนับสนุนให้กลายเป็นพลังในการช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ และยกระดับการรักษาด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่จำเป็น ก่อนเสด็จฯ ไปยังห้องประชุม ชั้น 9 ทรงลงพระนามาภิไธยในสมุดที่ระลึก จากนั้นทรงเป็นประธานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2456 ของมูลนิธิรามาธิบดีฯ

หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม เสด็จฯ ไปยังโถงอเนกประสงค์ และพระราชทานพระราชวโรกาสให้คณะกรรมการกลาง และคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ ฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมด้วย ต่อมา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์อิทธิรัตน์ วัชรานานันท์ กรรมการบริหารและเหรัญญิกมูลนิธิรามาธิบดีฯ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ประกาศิต จิรัปปภา กรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย  ทุนการฝึกอบรม เพื่อพระราชทานแก่ อส.ทพ. อนันต์ เชื้อดวงผุย ต่อมาเสด็จฯ ลงยังชั้น ๑ เพื่อทอดพระเนตร ร้านจำหน่ายของที่ระลึกมูลนิธิรามาธิบดีฯ ก่อนประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จฯ กลับวังสระปทุม

สำหรับ “โครงการอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี” ริเริ่มขึ้นเพื่อทดแทนอาคารเดิมที่มีสภาพทรุดโทรมและแออัดเนื่องจากใช้งานมานานกว่า 50 ปี โดยมุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพและยกระดับคุณภาพการให้บริการทางการแพทย์สู่ระดับสากล ภายใต้แนวคิด “เข้าใจเขา เข้าใจเรา เข้าใจทุก(ข์)คน” อาคารแห่งใหม่นี้มีความสูง 25 ชั้น และชั้นใต้ดิน 2 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยกว่า 278,000  ตารางเมตร คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2575 เมื่อเปิดให้บริการแล้วจะกลายเป็นศูนย์การแพทย์ขนาดใหญ่บนพื้นที่กว่า 15 ไร่  เพื่อรองรับกับจำนวนผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่มีผู้ป่วยนอก 2.5 ล้านคน และ ผู้ป่วยใน 55,000 คน รวมถึงสามารถบูรณาการระบบ “โรงพยาบาลอัจฉริยะ” หรือ Smart Hospital เข้ามาช่วยส่งเสริมความสามารถในการนำเสนอบริการและคำปรึกษาด้านการแพทย์ได้อย่างตรงจุดโดยมีระยะเวลาในการก่อสร้างรวม 7 ปี แบ่งเป็นช่วงต่างๆ ได้แก่ ปี พ.ศ. 2569-2570 งานเตรียมพื้นที่ ทำรั้วชั่วคราว รื้อถอนอาคารเดิม ลงเสาเข็ม ทำระบบป้องกันดินพัง และงานโครงสร้างใต้ดิน ปี พ.ศ. 2571-2574 งานโครงสร้างอาคาร งานสถาปัตยกรรม งานระบบประกอบอาคาร งานภายนอกอาคาร และการทดสอบระบบ (Commissioning Test) และ ปี พ.ศ. 2575 งานภายนอกอาคารและงานอื่น ๆ แล้วเสร็จสมบูรณ์

ทั้งนี้ ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมสมทบทุน “โครงการอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี” เพื่อพัฒนาศักยภาพทางการแพทย์ให้มีประสิทธิภาพ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยทุกระดับ ได้ที่มูลนิธิฯ (โรงพยาบาลรามาธิบดี และสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ จ.สมุทรปราการ) ชื่อบัญชี มูลนิธิรามาธิบดีฯ • กรุงเทพ 090-3-50015-5 • กสิกรไทย 879-2-00448-3 • ไทยพาณิชย์ 026-3-05216 -3 ติดตามข่าวสารมูลนิธิรามาธิบดีฯ ได้ที่ FB • IG • LINE @RAMAFOUNDATION “คำว่าให้…ไม่สิ้นสุด”

เสน่ห์ ‘ตู้ไปรษณีย์’ สุดคลาสสิกในมหานครทั่วโลก ไขความหมายที่เชื่อมโยง ‘ผู้คน-ไลฟ์สไตล์-ความทรงจำ’

เสน่ห์ ‘ตู้ไปรษณีย์’ สุดคลาสสิกในมหานครทั่วโลก ไขความหมายที่เชื่อมโยง ‘ผู้คน-ไลฟ์สไตล์-ความทรงจำ’

เสน่ห์ ‘ตู้ไปรษณีย์’ สุดคลาสสิกในมหานครทั่วโลก ไขความหมายที่เชื่อมโยง ‘ผู้คน-ไลฟ์สไตล์-ความทรงจำ’

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.23 น.

ถ้าลองไปเดินเล่นในเมืองใหญ่ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นมหานครที่พลุกพล่านแบบนิวยอร์ก มุมถนนเงียบๆ ในลอนดอน หรือซอกซอยคดเคี้ยวในโตเกียว เชื่อว่าแทบทุกที่จะต้องมี “ตู้ไปรษณีย์” ในยุคที่เราติดต่อสื่อสารกันได้เร็วและง่ายในเสี้ยววินาที จึงเกิดคำถามว่า ทำไมหลายเมืองทั่วโลกยังคง เก็บรักษา “ตู้ไปรษณีย์” ไว้ ทั้งที่ทุกวันนี้เทคโนโลยีสามารถแทนที่ได้เกือบหมดแล้ว

คำตอบอาจไม่ใช่แค่ความจำเป็นในการใช้งาน แต่อยู่ที่คุณค่าและความหมาย ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เทคโนโลยีก็ไม่สามารถทดแทนได้ และหากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่า ตู้ไปรษณีย์ของแต่ละประเทศแทบจะไม่เหมือนกันเลย เพราะตู้ไปรษณีย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อส่งจดหมายเท่านั้น แต่ยังสะท้อนตัวตน ค่านิยม และวัฒนธรรมบางอย่างของเมืองหรือประเทศนั้นๆ อย่างชัดเจน

ตู้ไปรษณีย์สหราชอาณาจักร

สหราชอาณาจักร ตู้ทรงกระบอกสีแดง (Pillar Box) ของ Royal Mail จะมีกิมมิกสุดคลาสสิก คือ สลักพระปรมาภิไธยย่อ (Royal Cipher) ของพระมหากษัตริย์ไว้บนตัวตู้ และเมื่อเปลี่ยนรัชกาล ตู้เดิมจะไม่ถูกรื้อทิ้งหรือเปลี่ยนพระปรมาภิไธย แต่จะใช้พระปรมาภิไธยของรัชกาลใหม่เฉพาะกับตู้ที่ผลิตขึ้นในรัชสมัยเท่านั้น ทำให้ตู้ไปรษณีย์ตามท้องถนนของอังกฤษจึงเปรียบเหมือนไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต

ญี่ปุ่น ประเทศที่มีทั้งความเนี้ยบ มีระเบียบวินัย แต่ในขณะเดียวกันก็มีความคิกขุน่ารักตามสไตล์ เจ้าแห่งอนิเมะของโลก ตู้ไปรษณีย์ในญี่ปุ่นจึงมีทั้งตู้มาตรฐานที่เน้นฟังก์ชันการใช้งาน ตู้ทรงกลมหัวโค้งแบบโบราณที่อนุรักษ์ไว้ตามเมืองเก่า และตู้ไปรษณีย์ประจำท้องถิ่นที่นำมาตกแต่งด้วยมาสคอตหรือคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักที่กลายเป็นจุดเช็กอิน ดึงดูดนักท่องเที่ยว

ตู้ไปรษณีย์ญี่ปุ่น

ข้ามมาฝั่งสหรัฐอเมริกา ใช้ตู้เหล็กสีน้ำเงิน ติดโลโก้นกอินทรีของ USPS (United States Postal Service) สกรีนเด่นชัด ดีไซน์เรียบง่ายไม่หวือหวา แต่เน้นความเป็น Infrastructure ที่ดูมั่นคง แข็งแรง ทนทาน สะท้อนวิธีคิดแบบคนอเมริกันที่ให้ความสำคัญกับฟังก์ชันการใช้งานเป็นหลัก

ลองมองไปที่ อิตาลี ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องศิลปะและสถาปัตยกรรม ตู้ไปรษณีย์ของ Poste Italiane จะเป็นสีแดงแบบคลาสสิก มักติดตั้งตามผนังอาคารเก่าในเมืองประวัติศาสตร์อย่าง โรม ฟลอเรนซ์ หรือ เวนิส ดีไซน์เรียบง่ายแต่สง่างาม กลมกลืนกับสถาปัตยกรรมยุโรปยุคเรเนสซองส์อย่างลงตัว จนหลายคนมองว่าตู้ไปรษณีย์เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์เมืองที่สะท้อนเสน่ห์แบบอิตาเลียน

ตู้ไปรษณีย์สหรัฐอเมริกา

หากข้ามไปที่ เยอรมนี ตู้ไปรษณีย์สีเหลืองสดของ Deutsche Post ถือเป็นอีกหนึ่งภาพจำสำคัญของประเทศ สีเหลืองถูกเลือกให้มองเห็นได้ชัดเจนบนถนนในทุกสภาพอากาศ พร้อมโลโก้แตรไปรษณีย์ (Post Horn) ที่สื่อถึงการสื่อสารอันยาวนานตั้งแต่ยุคการขนส่งจดหมายด้วยม้า จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพและเป็นระเบียบ

ย้อนกลับมาที่ประเทศไทย ตู้สีแดงของ “ไปรษณีย์ไทย” คือ ภาพจำที่เห็นแต่ไกลก็จำได้ทันที โดยมี 2 ช่องให้หย่อนแยกพื้นที่ส่งจดหมาย จุดเด่นของตู้ไปรษณีย์ไทยคือ การผสานเข้ากับวิถีชีวิตชุมชนได้อย่างกลมกลืน สามารถพบได้ตั้งแต่ปากซอยบ้าน ตลาด หน้าวัด หน้าโรงเรียน สถานที่ราชการ ไปจนถึงแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญๆ เหมือนเป็นเจ้าถิ่นที่คุ้นเคย เข้าถึงง่าย และอยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน

ตู้ไปรษณีย์อิตาลี

ในมุมหนึ่ง “ตู้ไปรษณีย์” อาจดูเป็นเพียงกล่องเหล็กริมถนนที่มีหน้าที่รับจดหมาย แต่หากมองให้ลึกลงไป ตู้เล็ก ๆ เหล่านี้กลับสะท้อน แง่คิดสำคัญของการสื่อสารและการใช้ชีวิตของผู้คน ได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น การเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน ที่ทำให้คนจากต่างเมือง ต่างประเทศ หรือแม้แต่ต่างช่วงเวลา สามารถส่งต่อเรื่องราวถึงกันได้ การเก็บรักษาความทรงจำ เพราะจดหมายและโปสการ์ดกลายเป็นสิ่งที่บันทึกช่วงเวลาสำคัญของชีวิตที่มีคุณค่าทางใจ การสะท้อนตัวตนและวัฒนธรรมของสังคม ที่เห็นได้จากรูปทรง สีสัน และดีไซน์ของตู้ไปรษณีย์ในแต่ละประเทศซึ่งบอกเล่าคาแรกเตอร์ของเมืองนั้น ๆ และสุดท้ายคือความไว้วางใจของผู้คนต่อระบบการสื่อสาร ที่ทำให้ตู้ไปรษณีย์กลายเป็นจุดฝากเรื่องราว ความคิด และความรู้สึกของผู้คนมานานนับศตวรรษ

ตู้ไปรษณีย์เยอรมนี

ด้วยเหตุนี้ แม้โลกจะก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว ตู้ไปรษณีย์จึงยังคงยืนเด่นตระหง่านอยู่ตามถนนของเมืองต่างๆ ไม่ใช่เพียงในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของการสื่อสาร หากแต่เป็นสัญลักษณ์เล็ก ๆ ที่สะท้อนความสัมพันธ์ ความทรงจำ และวัฒนธรรมของผู้คนที่ยังคงเชื่อมโยงถึงกันเสมอ

ตู้ไปรษณีย์ไทย

ติดตามข่าวสารไปรษณีย์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ : http://www.thailandpost.co.th เฟซบุ๊ก : บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด X : @Thailand_Post ไลน์ออฟฟิเชียล : @Thailand Post ติ๊กต็อก : @thailandpost

หนังสือประกอบนิทรรศการราชพัสตราสู่สากล ณ กรุงปารีส

หนังสือประกอบนิทรรศการราชพัสตราสู่สากล ณ กรุงปารีส

หนังสือประกอบนิทรรศการราชพัสตราสู่สากล ณ กรุงปารีส

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.58 น.

หนังสือประกอบนิทรรศการราชพัสตราสู่สากล “La Mode en Majesté: Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ร้านพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ

หนังสือ “La Mode en Majesté: Royal Thai Dress from Tradition to Modernity”  ถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างไทยและฝรั่งเศสที่มีมายาวนาน ผ่านฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ผสมผสานธรรมเนียมการแต่งกายแบบไทยและแฟชั่นโอต์กูตูร์จากฝรั่งเศส รวมถึงฉลองพระองค์ชุดไทยและเครื่องแต่งกายร่วมสมัยที่ตัดเย็บจากผ้าไทย โดยหนังสือเล่มนี้มีสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นบรรณาธิการ

ภายในเล่มยังรวบรวมเนื้อหาเกี่ยวกับความเป็นมาของชุดไทยพระราชนิยม งานหัตถศิลป์อันทรงคุณค่า และผ้าทอมือ ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทย หนังสือ “La Mode en Majesté: Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ร้านพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ราคาเล่มละ 2,000 บาท ทั้งนี้ สามารถสอบถามหรือสั่งซื้อได้ทางข้อความเพจ หรือ LINE Official: @qsmtshop หรือ https://lin.ee/vLs5iqZ

ตัวร้อน เป็นไข้ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เฝ้าระวัง 4 กลุ่มโรคที่มากับฝน

ตัวร้อน เป็นไข้  ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เฝ้าระวัง 4 กลุ่มโรคที่มากับฝน

ตัวร้อน เป็นไข้ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เฝ้าระวัง 4 กลุ่มโรคที่มากับฝน

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.00 น.

หน้าฝน เปียกปอน เฉอะแฉะ อุณหภูมิที่เย็นลง ความชื้นในอากาศที่สูงขึ้น รวมทั้งแหล่งน้ำท่วมขังจากฝนตกชุก เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรค และสัตว์พาหะนำโรค ทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ง่ายยิ่งขึ้น

พญ. พวงรัตน์ ตั้งธิติกุล (ว.38200) แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลนวเวช ได้อธิบายอาการและการป้องกันสำหรับการเฝ้าระวัง 4 กลุ่มโรคติดต่อ เพื่อใช้สำหรับดูแลตนเองและคนรอบข้างได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อไป

พญ. พวงรัตน์ ตั้งธิติกุล

เตือนภัย!! เฝ้าระวัง 4 กลุ่มโรค ดังนี้

 1. โรคติดต่อระบบทางเดินหายใจ 

โรคไข้หวัดใหญ่   อาการ : ไข้สูงเฉียบพลัน หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล

ป้องกัน : วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย 

โรคปอดอักเสบ    อาการ : ไข้ ไอ หายใจหอบเหนื่อยอย่างเฉียบพลัน เจ็บหน้าอก  ป้องกัน : วัคซีนป้องกันปอดอักเสบ สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย 

2. โรคติดต่อทางเดินอาหารและน้ำ 

โรคอุจจาระร่วง   อาการ : ไข้ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ถ่ายเหลว ปวดท้อง   ป้องกัน : ดื่มน้ำสะอาด น้ำต้มสุกหรือน้ำบรรจุขวดที่มีฝาปิดสนิท รับประทานอาหารที่สะอาดและปรุงสุกใหม่ หากต้องการรับประทานอาหารค้างมื้อ ควรอุ่นให้ร้อนก่อนรับประทานทุกครั้ง และไม่ควรรับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ หรืออาหารที่มีแมลงวันตอม

 3. โรคติดต่อจากการสัมผัส   โรคมือ เท้า ปาก พบได้บ่อยในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี    อาการ : ไข้ในบางราย ตุ่มพองใสหรือแผลในช่องปาก กระพุ้งแก้ม ฝ่ามือ ฝ่าเท้าหรือก้น  ป้องกัน : วัคซีนป้องกันโรคมือ เท้า ปาก หลีกเลี่ยงสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย ผื่น ตุ่มน้ำใส อุจจาระ ของผู้ป่วย

โรคเลปโตสไปโรซิสหรือโรคไข้ฉี่หนู เป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน พบบ่อยในผู้มีอาชีพเกษตรกรรมที่ต้องสัมผัสกับดินหรือน้ำอยู่เป็นประจำ  อาการ : ไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง หนาวสั่น ตาแดง ปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อน่อง  ป้องกัน : หลีกเลี่ยงการทำงานในน้ำหรือต้องลุยน้ำลุยโคลนเป็นเวลานาน หากจำเป็นควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสมทุกครั้ง เช่น ใส่ถุงมือยาว และรองเท้าบูทยาว

4. โรคติดต่อนำโดยยุง  โรคไข้เลือดออก   อาการ : ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูก มีจุดแดงที่ผิวหนัง ตับโต หากมีอาการรุนแรงอาจช็อกได้   ป้องกัน : วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง หลีกเลี่ยงการถูกยุงกัด

โรคไข้ปวดข้อยุงลายหรือโรคชิคุนกุนยา อาการ : ไข้สูง ปวดตามข้อ  ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูก ปวดศีรษะ   ป้องกัน : กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง หลีกเลี่ยงการถูกยุงกัด

โรคติดเชื้อไวรัสซิกา  อาการ : ไข้ ผื่นแดง เยื่อบุตาอักเสบ ปวดกล้ามเนื้อและข้อ  ป้องกัน : กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง หลีกเลี่ยงการถูกยุงกัด

ฝนตก อากาศชื้น น้ำขัง สัตว์พาหะนำโรคชุกชุม แต่หากเราป้องกันและเฝ้าระวังอย่างเหมาะสม ทำให้เรามีสุขภาพแข็งแรงและเพิ่มการดูแลให้ปลอดภัยจากโรคได้ กรณีหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลนวเวช โทร.1507 Line: @navavej

อย่าชะล่าใจ! ‘ก้อนบวมใต้คาง’ อาจเป็นสัญญาณต่อมน้ำลายโต

อย่าชะล่าใจ! ‘ก้อนบวมใต้คาง’ อาจเป็นสัญญาณต่อมน้ำลายโต

อย่าชะล่าใจ! ‘ก้อนบวมใต้คาง’ อาจเป็นสัญญาณต่อมน้ำลายโต

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เคยสังเกตไหมว่ามีก้อนบวมหรือโป่งขึ้นมาบริเวณแก้ม ใบหน้า หรือใต้คาง? อาการเหล่านี้อาจไม่ได้เป็นเพียงการอักเสบเล็กน้อย แต่คือ ภาวะต่อมน้ำลายโต ซึ่งมีสาเหตุตั้งแต่การติดเชื้อเล็กน้อยไปจนถึงเนื้องอกหรือมะเร็ง หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้

แพทย์หญิงปานวาด ชัยรัตน์ โสต ศอ นาสิกแพทย์ชำนาญการด้านศัลยกรรมโรคมะเร็งศีรษะและลำคอ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชั่นแนล อธิบายว่า ภาวะต่อมน้ำลายโต คือ การที่ต่อมน้ำลายมีขนาดใหญ่ผิดปกติจากสาเหตุหลากหลาย ตั้งแต่การอักเสบ การติดเชื้อ การอุดกั้นของท่อส่งน้ำลาย การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน ไปจนถึงการเกิดเนื้องอกทั้งชนิดไม่ร้ายแรงและร้ายแรงต่อมน้ำลายหลักมีสามคู่ ได้แก่  ต่อมน้ำลายหน้าหู (Parotid gland) ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร (Submandibular gland)  ต่อมน้ำลายใต้ลิ้น (Sublingual gland)

แพทย์หญิงปานวาด ชัยรัตน์ 

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มต่อมน้ำลายขนาดเล็กกระจายทั่วเยื่อบุช่องปาก เมื่อเกิดความผิดปกติ ผู้ป่วยอาจสังเกตเห็นก้อนบวมบริเวณแก้ม หน้าใบหู หรือใต้คาง อาจบวมข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ และอาจมีอาการร่วมอื่น ๆ เช่น ปวด เจ็บ มีไข้ ปากแห้ง รสชาติผิดปกติ หรือมีกลิ่นปาก

สาเหตุที่พบบ่อยและกลไกการเกิดภาวะต่อมน้ำลายโต ได้แก่ การติดเชื้อ แบ่งออกเป็น 1.การติดเชื้อแบคทีเรียในต่อมน้ำลาย ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่พบบ่อย โดยมากมักเกิดเมื่อมีภาวะขาดน้ำ ปากแห้ง หรือท่อส่งน้ำลายคับแคบ น้ำลายไหลเวียนลดลงจนเชื้อแบคทีเรียเจริญได้ง่าย ผู้ป่วยมักปวดบวมเฉียบพลันบริเวณต่อม มีไข้ และอาจบีบแล้วมีหนองออกจากปากท่อบริเวณกระพุ้งแก้มหรือใต้ลิ้น นอจจากนี้ ยังเกิดขึ้นได้จากการติดเชื้อไวรัส เช่น ไวรัสมัมส์ (Mumps) ก่อให้เกิดโรคคางทูม จะทำให้พาโรติดบวมสองข้างร่วมกับอาการไข้และปวดเมื่อเคี้ยวอาหาร 2.การอุดตันจากก้อนนิ่วในท่อน้ำลาย มักเกิดที่ท่อของต่อมใต้ขากรรไกร ผู้ป่วยจะปวดตื้อหรือปวดจี๊ดเวลารับประทานอาหารโดยเฉพาะอาหารเปรี้ยว เนื่องจากการกระตุ้นน้ำลายทำให้ความดันในท่อสูงขึ้น หากนิ่วไม่หลุดออก ต่อมจะอักเสบซ้ำ ๆ และเกิดการติดเชื้อตามมาได้  3.เนื้องอกในต่อมน้ำลาย

อาการเด่นที่ควรสังเกต คือ มีก้อนบวมที่ตำแหน่งต่อมน้ำลาย ปวดเวลารับประทานอาหาร มีกลิ่นปาก เจ็บ แดงร้อนและมีไข้ ซึ่งอาจบ่งบอกถึงการอักเสบติดเชื้อ ทั้งนี้ หากพบว่าก้อนแข็งและโตต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ถึงเดือน หรือมีอาการร่วม เช่น หน้าเบี้ยว ยักคิ้วหรือยิ้มไม่สมดุล, อ้าปากไม่สุด, มีก้อนโตที่ลำคอ ควรรีบพบแพทย์เพื่อการประเมินที่ละเอียด เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของเนื้องอกหรือมะเร็งต่อมน้ำลายได้

หากมีอาการผิดปกติ ควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจวินิจฉัย โดยแรกเริ่มแพทย์จะซักประวัติเพื่อมุ่งดูว่าก้อนบวมสัมพันธ์กับมื้ออาหารหรือไม่ เคยมีไข้ ปากแห้ง หรือใช้ยาที่ลดการหลั่งน้ำลาย เช่น ยาต้านโคลิเนอร์จิก ยาต้านซึมเศร้าบางชนิดหรือไม่ จากนั้นแพทย์จะตรวจร่างกายโดยการคลำต่อม ดูความอุ่นแดง กดเจ็บ และตรวจดูการไหลของน้ำลายว่ามีหนองหรือขุ่นหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจเลือดอาจประเมินสัญญาณอักเสบและคัดกรองโรคร่วม เช่น เบาหวาน ภูมิคุ้มกันผิดปกติ รวมถึงการตรวจอัลตราซาวนด์เป็นเครื่องมือแรกที่ปลอดภัยและเห็นนิ่วหรือก้อนเนื้องอกได้ดี หากต้องดูรายละเอียดของท่อและตำแหน่งนิ่วที่ซับซ้อน แพทย์อาจใช้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) รวมถึงการส่องท่อน้ำลายด้วยกล้องขนาดเล็ก (Sialendoscopy) ซึ่งช่วยทั้งวินิจฉัยและรักษาไปพร้อมกัน

สำหรับก้อนเนื้องอกต่อมน้ำลาย การเจาะดูดเซลล์ด้วยเข็มเล็กเพื่อตรวจทางพยาธิวิทยาเป็นวิธีมาตรฐานเพื่อแยกชนิดโรคก่อนวางแผนการรักษา

แนวทางการรักษาแยกตามสาเหตุ : การให้ยาแก้อักเสบ, ยาลดอาการปวดควบคู่กับยาปฏิชีวนะ ในกรณีที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือการอักเสบเฉียบพลัน  การขยายท่อและล้างท่อด้วยน้ำเกลือผ่านกล้อง กรณีมีการอักเสบเรื้อรังจากนิ่วหรือท่อน้ำลายอุดตัน การผ่าตัด ในกลุ่มเนื้องอกหรือมะเร็งต่อมน้ำลาย

การดูแลตนเองและสิ่งที่ช่วยบรรเทาอาการ : การดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดวันช่วยให้ท่อน้ำลายชุ่มชื้นและลดการคั่งค้างของสารประกอบที่ตกผลึกเป็นนิ่ว ปรับลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มคาเฟอีนสูงที่ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ  ดูแลสุขภาพช่องปากให้ดี แปรงฟัน ใช้ไหมขัดฟัน และพบทันตแพทย์ตามนัดเพื่อช่วยลดจำนวนเชื้อในช่องปากที่อาจไหลย้อนเข้าสู่ท่อได้ หากต้องใช้ยาที่ทำให้ปากแห้ง เช่น ยาบางชนิดรักษาโรคภูมิแพ้หรือโรคจิตเวช ควรปรึกษาแพทย์ถึงทางเลือกอื่นหรือวิธีบรรเทาอาการปากแห้งร่วมด้วย

หากก้อนบวมเกิดขึ้นเฉียบพลันร่วมกับไข้ ปวดมาก แดง ร้อน หรือมีหนองและกลิ่นรุนแรงในช่องปาก ควรพบแพทย์ทันทีเพื่อรับยาปฏิชีวนะและทำการระบายที่เหมาะสม หากก้อนแข็งและโตต่อเนื่องนานเกิน 2 – 4 สัปดาห์โดยที่ไม่สัมพันธ์กับมื้ออาหาร หรือมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อใบหน้า ร่วมกับมีก้อนที่คอโต ควรเข้ารับการตรวจทันที เพราะหากได้รับการรักษาแต่เนิ่น ๆ ย่อมให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเสมอ

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้หากปล่อยทิ้งไว้ : การติดเชื้อที่ไม่ได้รับการรักษา อาจลุกลามกลายเป็นฝีที่ต่อมน้ำลายและแพร่กระจายเข้าสู่ช่องคอหอยหรือช่องคอส่วนลึก ก่อให้เกิดภาวะหายใจลำบากหรือการติดเชื้อในกระแสเลือดที่อันตราย สำหรับนิ่วที่ค้างเรื้อรังจะทำให้ต่อมถูกทำลายและทำงานลดลง เกิดปากแห้ง ฟันผุ และติดเชื้อซ้ำ ส่วนเนื้องอกที่ปล่อยไว้นานโดยไม่ผ่าตัด โดยเฉพาะชนิดร้ายแรง จะเพิ่มโอกาสลุกลามต่อเนื้อเยื่อรอบๆ และต่อมน้ำเหลือง ซึ่งทำให้การรักษาซับซ้อนขึ้น

ภาวะต่อมน้ำลายโตไม่ใช่โรคเดียว แต่เป็นกลุ่มอาการที่มีสาเหตุหลายประการ การสังเกตความสัมพันธ์ของอาการกับมื้ออาหาร ลักษณะของก้อน ระยะเวลาที่เป็น และอาการร่วม เช่น ไข้ ปากแห้ง หรือเส้นประสาทใบหน้าทำงานผิดปกติ จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้รวดเร็วขึ้นและรักษาได้อย่างเหมาะสม เพราะต่อมน้ำลายที่ทำงานได้ดี คือส่วนหนึ่งของสุขภาพช่องปากและการย่อยอาหารที่มีคุณภาพ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว    ในบางเวลา อาจมีคนที่มีความรู้สึกว่าชีวิตของตนไร้ค่าหมดความหมาย  เหมือนเรือขาดหางเสือ ที่ลอยคว้างหมุนวน อยู่กลางกระแสน้ำอันเชี่ยวกราก

กว่าร้อยปีมาแล้ว  ลอร์ด เบเดน โพเอลล์ หรือ บี.พี. ผู้ให้กำเนิดลูกเสือโลก ได้เขียนหนังสือชื่อ “การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ” ( Rovering to Success ) ซึ่งเปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางชีวิตให้ทุกคน

บี.พี. เล่าเรื่องสมัยเด็กที่ท่าน  ต่อเรือคะนูขนาดเล็กจากแผ่นไม้ แล้วพายเรือไปตามลำธาร โดยมีเป้าหมายคือทะเลสาบใหญ่ทางใต้

บทแรกของหนังสือคือ “จงพายเรือชีวิตของท่านด้วยตนเอง” “Paddle Your Own Canoe”

บี.พี. สอนว่าชีวิตของคนเรานั้น    เจ้าของชีวิตต้องเป็นผู้ควบคุมเรือ ด้วยการจับไม้พายและถือหางเสือ เพื่อกำหนดทิศทางชีวิตด้วยตนเอง อย่าปล่อยให้กระแสน้ำ โชคชะตา หรือความเห็นของคนอื่นมากำหนดทิศทางชีวิตแทน

ท่านสอนว่า “ความสำเร็จที่แท้จริงของชีวิต” ไม่ใช่ลาภยศเงินทอง แต่คือความสุขจากการทำความดีและเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์

ลำธารแห่งชีวิตนั้นไม่ได้ราบเรียบเสมอไป…… บี.พี. เตือนว่ามี “แก่งหิน” หรืออุปสรรคใหญ่ 5 ประการที่ทุกคนต้องเจอ หากไม่ระวังให้ดี  เรือชีวิตอาจรั่วหรือล่มได้:

1. การพนัน (รวยทางลัด) คือกับดักของคนที่อยากรวยด้วยการเสี่ยงโชค แต่อาจสูญเสียทั้งทรัพย์สินและศักดิ์ศรี

2. อบายมุข (ขาดสติ) คือสิ่งมึนเมาที่ทำให้หลงลุ่ม ขาดสติ จนไม่สามารถบังคับทิศทางชีวิตได้

3.ความลุ่มหลง (ประมาทในกามารมณ์) คือความไม่ระวังในความสัมพันธ์ทางเพศ  ปล่อยตัวไปตามอารมณ์ไร้ขอบเขต

4. พวกต้มตุ๋น (คำลวง/ลัทธิบิดเบือน) คือคำลวงจากคนโกง หลอกลวง  หรือลัทธิก่อการร้ายรุกราน ซึ่งพาให้หลงทางจากความถูกต้อง

5. การขาดศาสนา (ไร้หลักยึดเหนี่ยว)  คือการใช้ชีวิตโดยไร้ศีลธรรมทำให้มีนิสัยหยาบกระด้างและเห็นแก่ตัวไม่รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว

นอกจากแก่งหินที่เป็นอุปสรรคชีวิตแล้ว บางวันอาจมี “พายุ” แห่งวิกฤติพัดกระหน่ำเข้ามา บี.พี. สอนให้เผชิญหน้าปัญหาต่างๆ อย่างกล้าหาญและอดทน

นักพายเรือที่ดีต้องมองไปข้างหน้า   ให้ไกลกว่าคลื่นที่กระทบหัวเรือ และรักษา “ความสมดุล” ของเรือไว้ให้มั่นคง

การทำความดี เปรียบเสมือนหินอับเฉาที่ช่วยถ่วงท้องเรือไม่ให้พลิกคว่ำง่าย ๆ เมื่อเจอคลื่นลม

การพายเรือชีวิตนั้น ไม่ได้จบที่ชัยชนะเหนือใคร แต่จบลงที่การเข้าถึง “ความสุขแท้จริง” ซึ่งเกิดจากการช่วยเหลือผู้อื่นให้ผ่านอุปสรรคชีวิตไปด้วยกัน

การเขียนหนังสือ การท่องเที่ยวไปสู่ความสำเร็จ ของ เบเดน โพเอลล์ นี้ เป็นการทำดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10  เรื่อง การสั่งสอนให้ความรู้แก่ผู้อื่น (ธัมมเทสนามัย)

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ความสำเร็จในชีวิตไม่ใช่ไปถึงจุดหมายเร็วที่สุด แต่คือการรักษาเรือชีวิตให้ข้ามผ่านอุปสรรค พร้อมมีไม้พายที่ชื่อว่า “ความดี” อยู่ในมือ

หากต้องการอ่านหนังสือ Rovering to Success ฉบับภาษาไทย เต็มเรื่องทั้งเล่ม ฟรีเปิดได้จากเว็บไซต์ “ https://www.moe.go.th/e-book/การท่องเที่ยวไปสู่ความ/”

หรือ    https://www.moe.go.th/e-book/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1/ 

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

ปวดท้องเมนส์หนัก-มาเยอะผิดปกติ อย่าปล่อยผ่าน อาจเสี่ยง ‘เนื้องอกมดลูก’

ปวดท้องเมนส์หนัก-มาเยอะผิดปกติ อย่าปล่อยผ่าน อาจเสี่ยง ‘เนื้องอกมดลูก’

ปวดท้องเมนส์หนัก-มาเยอะผิดปกติ อย่าปล่อยผ่าน อาจเสี่ยง ‘เนื้องอกมดลูก’

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผู้หญิงหลายคนคงเคยปวดท้องเมนส์หนัก ๆ หรือประจำเดือนมาเยอะผิดปกติ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าอาจเป็นสัญญาณของเนื้องอกมดลูก อันตรายที่หากปล่อยไว้อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจนกระทบชีวิตประจำวัน ซึ่งหากก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่จำเป็นต้องผ่าตัดรักษา ทำให้หลายคนกลัวว่าจะเจ็บหรือทิ้งแผลเป็นไว้บริเวณหน้าท้อง แต่เทคโนโลยีการรักษาในวันนี้ ทำให้ผู้หญิงมีทางเลือกเพิ่มมากขึ้น และการผ่าตัดยุคนี้ก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด โดยเฉพาะการผ่าตัดส่องกล้องนรีเวชที่เรียกว่า V-NOTES ซึ่งช่วยให้ไม่มีแผลหน้าท้อง เจ็บน้อย และไม่ต้องพักฟื้นนาน

นพ. กษิติ เที่ยงธรรม แพทย์ผู้ชำนาญการด้านมะเร็งวิทยานรีเวช ศูนย์สูตินรีเวช โรงพยาบาบวิมุต ชวนมาเช็กสัญญาณเตือน “เนื้องอกมดลูก” ที่ไม่ควรละเลยก่อนอาการรุนแรง พร้อมแชร์แนวทางการรักษาในปัจจุบันเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะที่สุดสำหรับตัวเอง

ทำความรู้จัก “เนื้องอกมดลูก” ภัยใกล้ตัวของผู้หญิงวัยทำงาน

เนื้องอกมดลูก (Uterine Fibroids) คือภาวะที่เซลล์กล้ามเนื้อมดลูกเจริญเติบโตผิดปกติ จนกลายเป็นก้อนเนื้อ เกิดได้ทั้งด้านนอกผนังมดลูก อยู่ในเนื้อมดลูก หรืออยู่ในโพรงมดลูก มักพบในผู้หญิงช่วงอายุ 30-50 ปี หรือในวัยเจริญพันธุ์

ฮอร์โมน-พันธุกรรม สองปัจจัยกระตุ้น “เนื้องอกมดลูก”

แม้ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอนในการเกิดเนื้องอกมดลูก แต่มีปัจจัยกระตุ้นหลัก ๆ ได้แก่  ฮอร์โมนเพศหญิง ทั้งเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนที่อาจไปกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติ ซึ่งแพทย์พบว่าคนไข้ที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนในช่วง 50 ปีขึ้นไป ร่างกายจะไม่มีการผลิตฮอร์โมน ส่งผลให้ก้อนเนื้อจะมีแนวโน้มที่จะฝ่อหรือยุบตัวลงเล็กน้อย ต่อมาคือการส่งต่อโรคทางพันธุกรรม เพราะหากแม่ของเราเคยเป็นโรคนี้ เราก็อาจได้รับพันธุกรรมผิดปกติมาจนทำให้มีความเสี่ยงกว่าคนทั่วไป ส่วนปัจจัยด้านไลฟ์สไตล์ เช่น การกินเนื้อแดงและอาหารไขมันสูง หรือมีความเครียดสะสม นอกจากนี้ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน และภาวะการขาดวิตามิน D เป็นปัจจัยที่มีหลักฐานสนับสนุนว่าอาจเพิ่มความเสี่ยงได้

ปวดท้องรุนแรง-ประจำเดือนมามาก สัญญาณเตือน “เนื้องอกมดลูก”

โดยปกติหากก้อนเนื้อมีขนาดเล็กอาจไม่มีอาการใด ๆ แต่เมื่อก้อนเนื้อขยายใหญ่ขึ้นอาจทำให้เกิดความผิดปกติของประจำเดือน ไม่ว่าจะเป็นประจำเดือนมามาก มีลิ่มเลือดขนาดใหญ่ หรือปวดท้องรุนแรง ซึ่งการเสียเลือดมากนาน ๆ จะนำไปสู่ภาวะโลหิตจาง ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย นอกจากนี้ หากก้อนเนื้อไปกดทับอวัยวะข้างเคียง อาจก่อให้เกิดอาการปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะลำบาก หรือท้องผูกร่วมด้วย ดังนั้นถ้าพบความผิดปกติเหล่านี้ อย่ารอช้า ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและวางแผนรักษาทันที

V-NOTES ทางเลือกการรักษาเนื้องอกมดลูกไร้แผลหน้าท้อง

การตรวจวินิจฉัยเนื้องอกมดลูกจะใช้การตรวจภายในและอัลตราซาวด์เป็นหลัก โดยแพทย์จะพิจารณาการรักษาเป็นรายบุคคล หากคนไข้มีก้อนเนื้อขนาดเล็กและไม่มีอาการ อาจติดตามเป็นระยะหรือรักษาด้วยยาเพื่อบรรเทาอาการ ซึ่งแพทย์จะพิจารณาให้เหมาะสมกับแต่ละราย ส่วนในกรณีที่มีก้อนเนื้อขนาดใหญ่ และกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งปัจจุบันไม่ได้มีเพียงการผ่าตัดเปิดหน้าท้องแบบดั้งเดิม

ที่ศูนย์สูตินรีเวช รพ.วิมุต มีทางเลือกทั้งการผ่าตัดส่องกล้องทางหน้าท้อง การผ่าตัดส่องกล้องแผลเดียวที่สะดือ และการผ่าตัดส่องกล้องนรีเวชแบบไร้แผล หรือ V-NOTES (Vaginal Natural Orifice Transluminal Endoscopic Surgery)

นพ.กษิติ เที่ยงธรรม อธิบายว่า  “V-NOTES เป็นการผ่าตัดส่องกล้องผ่านทางช่องคลอด ไม่มีแผลที่หน้าท้อง ช่วยให้คนไข้ฟื้นตัวเร็ว กลับบ้านได้ไว ซึ่งหลังผ่าตัดอาจรู้สึกจุกหน่วงท้องน้อยคล้ายปวดประจำเดือน แต่จะหายภายในไม่กี่วัน อย่างไรก็ตาม V-NOTES อาจไม่เหมาะกับผู้ที่มีพังผืดใกล้ลำไส้มาก หรือผู้ป่วยที่มีช่องคลอดแคบมาก และผู้ที่ต้องใช้การเย็บแผลที่ซับซ้อน”

แม้ภาวะเนื้องอกมดลูกจะเป็นโรคที่ป้องกันล่วงหน้าไม่ได้ แต่เราสามารถดูแลตัวเองไม่ให้โรครุนแรงได้ สำหรับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีเนื้องอกแล้ว ควรติดตามอัลตราซาวด์ทุก 6 เดือนถึง 1 ปีตามที่แพทย์นัด และทุกคนควรตรวจสุขภาพสตรีประจำปี  ควบคู่กับการสังเกตอาการตัวเอง หากรู้สึกปวดท้องประจำเดือน เมนส์มามากผิดปกติ อย่ากลัวที่จะมาพบแพทย์ เพื่อจะได้รักษาได้ทันท่วงทีก่อนอันตราย สำหรับใครที่กังวลเรื่องการผ่าตัดรักษา ปัจจุบันมีทางเลือกการรักษาที่หลากหลาย เจ็บน้อย และปลอดภัยขึ้นมาก โดยสามารถปรึกษาหรือข้อมูลเพิ่มเติมจากแพทย์ เพื่อให้เจอการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตัวเอง”

ผู้ที่สนใจปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ศูนย์สูตินรีเวช ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00–20.00 น. โทรศัพท์ 02-079-0066 นอกจากนี้ ยังสามารถดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อทำนัดหมายแพทย์ล่วงหน้า หรือเลือกใช้บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) ผ่านทาง Line @vimuttelemed หรือ ViMUT Application เพื่อรับคำแนะนำเบื้องต้นจากแพทย์ผู้ชำนาญการได้อย่างสะดวก รวมถึงติดตามผลหลังการรักษาได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเดินทาง ซึ่งช่วยให้การดูแลต่อเนื่องในทุกขั้นตอน  

dTMS ทางเลือกใหม่ในการรักษาโรคซึมเศร้า

dTMS ทางเลือกใหม่ในการรักษาโรคซึมเศร้า

dTMS ทางเลือกใหม่ในการรักษาโรคซึมเศร้า

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โรคซึมเศร้า เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพจิตที่พบได้บ่อยและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก ทำให้การรักษาโรคซึมเศร้าจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยคืนคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งในปัจจุบันมีวิธีการรักษาโรคซึมเศร้าหลายวิธี เช่น การรักษาด้วยยา การทำจิตบำบัด และเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดคือ dTMS หรือ Deep Transcranial Magnetic Stimulation เป็นการใช้สนามแม่เหล็กไฟฟ้ากระตุ้นเซลล์ประสาทในสมองส่วนลึก เพื่อช่วยลดอาการซึมเศร้าโดยไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงเหมือนยาบางชนิด

แพทย์หญิงณัฏฐพัชร์ ลำเลียงพล จิตแพทย์โรงพยาบาล BMHH- Bangkok Mental Health Hospital กล่าวว่า โรคซึมเศร้าเป็นโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากความไม่สมดุลของสารสื่อประสาทในสมองหลายชนิด เช่น ซีโรโทนิน (serotonin) นอร์เอพิเนฟริน (norepinephrine) และโดปามีน (dopamine) ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการเศร้าหมอง เบื่อหน่าย หมดความสนใจในสิ่งต่าง ๆ ในชีวิต รู้สึกสิ้นหวัง ไร้ค่า และอาจคิดฆ่าตัวตายได้

แพทย์หญิงณัฏฐพัชร์ ลำเลียงพล จิตแพทย์โรงพยาบาล BMHH- Bangkok Mental Health Hospital

สาเหตุของโรคซึมเศร้าเกิดจากหลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม,การเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมอง และเหตุการณ์ในชีวิตที่เครียดหรือกระทบกระเทือนจิตใจ เช่น การสูญเสีย การหย่าร้าง การถูกล่วงละเมิด เป็นต้น

ปัจจุบันโรคซึมเศร้ามีการรักษาหลายวิธี เช่น การรักษาด้วยยา, การทำจิตบำบัด และการรักษาด้วย dTMS หรือ Deep Transcranial Magnetic Stimulation คือการปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไปกระตุ้นสมองในจุดที่มีผลต่อโรค เพื่อกระตุ้นทำให้เกิดกระเเสประสาท แล้วทำให้เกิดการหลั่งสารเคมีในสมอง ในการที่จะปรับสมดุลการทำงานของสมองให้เข้าสู่ภาวะปกติและลดการเกิดอาการซึมเศร้าลงได้ โดยการรักษาด้วย dTMS นี้ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ว่ามีความปลอดภัยเเละมีประโยชน์ช่วยในการรักษาโรคซึมเศร้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง มีผลข้างเคียงจากยา ไม่ตอบสนองต่อยา หรือรับประทานยาเกินหนึ่งปีแล้วแต่อาการไม่ดีขึ้น แต่ในปัจจุบันมีการนำ dTMS มาใช้ร่วมกับการรักษาด้วยการทำจิตบำบัดเเละการกินยาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพรักษาให้ดีขึ้นอีกด้วย

dTMS เป็นการปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากระตุ้นบริเวณสมองส่วนหน้าในแต่ละครั้งจะกระตุ้นผ่านหมวกอุปกรณ์ที่ผู้ป่วยสวมใส่ที่ศีรษะโดยจะกระตุ้น 2 วินาที และเว้นพักเป็นระยะเวลา 20 วินาที จึงกระตุ้นซ้ำต่อเนื่องไป 20-30 นาที ผลการตอบสนองต่อการรักษาด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าขึ้นกับจำนวนครั้งสะสมของการกระตุ้น แต่มีข้อจำกัดในการกระตุ้นแต่ละวัน จึงจำเป็นต้องกระตุ้นต่อเนื่องอย่างน้อย 10-15 วัน หรือเว้นไม่เกิน 1 สัปดาห์ ทั้งนี้ก่อนรับการรักษาด้วย dTMS จิตแพทย์จะประเมินความเสี่ยงของผู้ป่วยทุกราย

จุดเด่นของ dTMS คือ  ให้ผลการรักษาที่ดีกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีอาการรุนแรงและดื้อต่อการรักษาด้วยวิธีอื่นลดอาการด้านลบ ทำให้อาการซึมเศร้าดีขึ้น และวิตกกังวลลดลง เป็นการรักษาที่มีความปลอดภัย มีผลข้างเคียงจากการรักษาค่อนข้างน้อย เป็นวิธีการรักษาที่สามารถใช้ร่วมกับการรักษาวิธีอื่น เช่น การรักษาด้วยการกินยา หรือการรักษาโดยการทำจิตบำบัดได้

อย่างไรก็ตาม โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่สามารถรักษาหายได้ หากรู้ตัวเองเร็วแล้วรีบมารักษา ซึ่งการตรวจหาโรคในระยะเริ่มต้นเป็นส่งสำคัญมาก เบื้องต้นให้สังเกตอาการตัวเองและคนรอบข้างว่า มีอาการเข้าข่ายโรคซึมเศร้าหรือไม่ หากมีอาการเศร้านานกว่า 2 สัปดาห์ แนะนำให้ไปปรึกษาจิตแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที

คุณแหน : 19 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 19 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 19 พฤษภาคม 2569

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • World Cup Mania มาถึงแล้ว! FIFA World Cup 26 จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีถึง 48 ทีม และมีเจ้าภาพถึง 3 ประเทศ สหรัฐฯ-แคนาดา-เม็กซิโก ตั้งแต่วันที่ 11 มิย. – 19 กค. 26 สำหรับในประเทศไทยหลังจากแฟนๆสุดเครียดมาหลายเดือน เหตุเพราะเศรษฐกิจตกต่ำต้นทุนการถ่ายทอดสดขนาด 1,500 ล้านบาทจึงเป็นตัวเลขที่หาเจ้าภาพไม่ได้ แต่สองวันที่ผ่านมาปลดล็อคคลายเครียดอย่างสิ้นเชิง เพราะ ท่านนายกฯไทย ใจดีออกมาประกาศเองว่า “รับรองคนไทยได้ดูเวิล์ดคัพฟรีแน่นอน!” ข้อควรระวังในไทยเองซึ่งเป็นประสบการณ์ ทางการต้องไม่ปล่อยให้การพนันออนไลน์แพร่สะพัดช่วงเวิล์ดคัพ มิฉะนั้นหลังการแข่งขันผ่านไปจะมีอาชญากรรมอุบัติขึ้นมากมาย แม้แต่ในบริษัทห้างร้านเองก็ต้องระมัดระวังเรื่องพนักงานอาจทำทุจริต เพราะความจำเป็น…ไทคูน สุโชติ ปาลีวงศ์ ผู้จัดจำหน่ายเบียร์สิงห์ ในสหรัฐฯ Coast-To-Coast แวะมาเยี่ยมเรา เลยถือโอกาสสอบถามบรรยากาศเวิล์ดคัพของคนไทยใน L.A. ซึ่งไทคูนก็ยืนยันว่าคึกคักมากจริงๆ แต่ก็ยังบ่นเหมือนอเมริกันชนทั่วไปว่า ค่าบัตรเข้าชมและแม้แต่ค่าเดินทางรถขนส่งไปกลับสเตเดียมแพงหูร้อน แต่คนไทย L.A. ก็ยังคึกคักเข้มแข็งยิ่งมีประกาศว่า ลิซ่า มโนบาล ได้รับเชิญแสดงเป็นไฮไลท์ในพิธีเปิดการแข่งขันสนามแห่งนครลอสแอนเจลิสในวันที่ 12 มิย. 26 …
  • สุภาษิตฝรั่งว่า “The grass always look greener on the other side of the fence” ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น เสี่ยชัยวัฒน์ เขียวศรี เซียนใหญ่แห่งวงการพระเครื่องพระบูชา ดูพื้นที่ฝั่งธนฯแล้วทนไม่ไหวเจริญรุดหน้ารวดเร็วถนนก็กว้างใหญ่ไพศาล ศูนย์การค้าสไตล์แคลิฟอร์เนียมอลล์ขึ้นใหม่เต็มไปหมด เสี่ยฯจึงรุดเปิดร้านที่ทำการใหม่ย่านธนบุรี ณ ศูนย์การค้า “เดอะพาซิโอ พาร์ค” ถนนกาญจนาภิเษก แม้แต่เซียนใหญ่ “นิคลอส” ไพโรจน์ ธีระธำรงชัยกุล พาพรรคพวกมาเยี่ยมชมสถานที่ ยังอดอุทานไม่ได้ว่าบรรยากาศดี นึกว่าอยู่ในแคลิฟอร์เนียมอลล์…
  • ไหมไทยแนะนำดนตรี ครั้งที่ 14 • ถอดสลักซิมโฟนี 1 Climb Every Mountain จาก The Sound of Music จัดโดย ดนู ฮันตระกูล • ไหมไทยออร์เคสตรา อรณัส ยืนยงหัตถกรณ์ • นพพร แพรม่วง • เสียงไทยคอรัส มีเพลงไพเราะจาก ชุดที่ 1 ปกิณกะดนตรี : ถอดสลักซิมโฟนี # 1 Beethoven ส่วนหนึ่งจาก ซิมโฟนี หมายเลข 5 ท่อน 1 ,ชุดที่ 2 กำเนิดหัสดนตรีฝรั่ง : Antony Collins : Vanity Fair(1952) ,Fredric Curzon : The Boulevardier(1939) ,ชุดที่ 3 เพลงจากหนังใหญ่ : อาทิ Don’t cry for me Argentina จาก Evita Peron, Memory จาก Cats , ชุดที่ 4 ดนู เขียนทำนองไทย : ยุพราชสยาม และ ชุดที่ 5 ลูกทุ่งประทับใจ : มนต์รักลูกทุ่ง , บุพเพสันนิวาส • ไพบูลย์ บุตรขัน…รายการนี้ จัดในวันที่ 5 ก.ค.14.00 น. ณ หอดนตรีและการแสดงอโศกมนตรี 1 ชั้น 4 อาคารนววัตกรรม ศ.ดร.สาโรช บัวศรี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ …ผู้มีดนตรีในหัวใจ สอบถามได้ที่ โทร.093-004-6005 (10.00-18.00 น.) …
  • กำหนดพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ อ.ช้องนาง พลินสุต(บุนนาค) วันที่ 6 มิ.ย.16.00 น. ณ เมรุวัดประยุรวงศาวาสฯ…
  • เมื่อไม่กี่วันก่อน ท่านเอกอัครราชทูตไทยประจำอิสราเอล บุญญฤทธิ์ วิเชียรพันธุ์ ลากลับมาเมืองไทย เพื่อจัดงานวันเกิดครบ 8 รอบ 96 ปีให้ คุณแม่พรรณี มารดา ที่โรงแรมหัวช้าง เฮอริเทจ จัดงานเสร็จสรรพ ก็รีบกลับไปปฏิบัติหน้าที่ ท่านออท.ที่อิสราเอล ต่อไป…
  • ขอแสดงความยินดีกับ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ที่ได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็น องคมนตรี คนล่าสุด…
  • ดีใจด้วยกับ กำภู ภูริภูวดล โอกาสที่ ถูกลอตเตอรี เลขท้าย 2 ตัว ”08” ถึง 10 ใบ…ถึงรางวัลไม่มากมาย แต่ก็ทำให้กระชุ่มกระชวยหัวใจมิใช่น้อย !!…

บารอนเนส

‘ลาลามูฟ’ จับมือ ‘Whoscall’ ยกระดับเครื่องมือป้องกันภัยดิจิทัลแบบเรียลไทม์

‘ลาลามูฟ’ จับมือ ‘Whoscall’ ยกระดับเครื่องมือป้องกันภัยดิจิทัลแบบเรียลไทม์

‘ลาลามูฟ’ จับมือ ‘Whoscall’ ยกระดับเครื่องมือป้องกันภัยดิจิทัลแบบเรียลไทม์

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.35 น.

ลาลามูฟ แพลตฟอร์มให้บริการส่งด่วนและรับส่งผู้โดยสารแบบออนดีมานด์ ประกาศความร่วมมือกับ Whoscall ผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อความเชื่อมั่น (TrustTech) เพื่อยกระดับการป้องกันภัยมิจฉาชีพให้กับพาร์ทเนอร์คนขับในประเทศไทย ท่ามกลางสถานการณ์สแกม ออนไลน์ที่ยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลจาก Whoscall ในปี 2568 ที่ได้มีการวิเคราะห์ข้อมูลสายโทรศัพท์และข้อความ SMS ทั่วโลกกว่า 6,000 ล้านครั้ง โดยในจำนวนนี้มีถึง 480 ล้านครั้ง หรือประมาณ 8% ที่ถูกระบุว่าเป็นการหลอกลวง แม้ภาพรวมของสายมิจฉาชีพ (Scam Calls) ทั่วโลกจะเริ่มลดลง แต่ประเทศไทยยังคงมี จำนวนสายมิจฉาชีพสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชีย โดยตรวจพบสายมิจฉาชีพสูงถึง 173 ล้านครั้ง สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของมิจฉาชีพ

ภายใต้ความร่วมมือนี้ ลาลามูฟจะมีการ มอบโค้ด Whoscall Premium Basic ให้แก่พาร์ทเนอร์คนขับ เพื่อให้พาร์ทเนอร์คนขับสามารถเข้าถึงฟีเจอร์สำคัญในการป้องกันภัยจากโลกดิจิตอลครบวงจรมากขึ้น ทั้งการระบุสายเรียกเข้า ตรวจจับเบอร์อันตราย และแจ้งเตือนความเสี่ยงแบบเรียลไทม์

นายเบน ลิน กรรมการผู้จัดการ ลาลามูฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “สำหรับลาลามูฟ การสนับสนุนพาร์ทเนอร์คนขับไม่ได้เป็นเพียงแค่ช่องทางการสร้างรายได้เสริม หรือเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับงานเท่านั้นแต่ยังรวมถึงการทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยและมั่นใจในทุกการรับงานผ่านแพลตฟอร์มเรา ความร่วมมือกับ Whoscall ในครั้งนี้ ผ่านการแจกโค้ด Whoscall Premium Basic จึงเป็นการนำเครื่องมือป้องกันภัยดิจิทัลแบบเรียลไทม์มาใช้งานจริง เพื่อยกระดับความปลอดภัยให้กับพาร์ทเนอร์คนขับอย่างเป็นรูปธรรม”

ด้าน นายแมนวู จู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โกโกลุก ประเทศไทย ผู้ให้บริการ Whoscall กล่าวว่า “แม้จำนวนสายมิจฉาชีพทั่วโลกจะลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่ประเทศไทยยังคงมีจำนวนสายหลอกลวงสูงที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับทุกประเทศที่ Whoscall ให้บริการในภูมิภาคเอเชีย Whoscall เล็งเห็นว่ากลุ่มพาร์ทเนอร์คนขับของลาลามูฟ มีความเสี่ยงสูงต่อการเผชิญกับมิจฉาชีพ เนื่องจากต้องพึ่งพาการสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือเป็นหลักในชีวิตประจำวัน   ดังนั้นการมีแอปพลิเคชันป้องกันภัยทางดิจิทัลแบบเรียลไทม์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยลดความเสี่ยง และเสริมความปลอดภัยในทุกการรับสาย”

เนื่องในโอกาสวันแรงงานแห่งชาติ ประจำปี 2569 ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางของระบบเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากงานแบบครั้งคราว (Gig Economy) ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของแรงงานอิสระ (Gig worker) อย่างพาร์ทเนอร์คนขับควบคู่ไปกับการสนับสนุนด้านรายได้เสริม และตอกย้ำบทบาทของลาลามูฟในฐานะพาร์ทเนอร์ระยะยาวที่สนับสนุนพาร์ทเนอร์คนขับอย่างรอบด้าน

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวลาลามูฟ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน Lalamove Driver https://lalamove-driver.onelink.me/zfl4/y8vg1naq