เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงเผยโฉม SS 2026 Collection ‘The Eternal Nautilus’ แรงบันดาลพระทัยจากโลกใต้ท้องทะเล

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงเผยโฉม SS 2026 Collection ‘The Eternal Nautilus’ แรงบันดาลพระทัยจากโลกใต้ท้องทะเล

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงเผยโฉม SS 2026 Collection ‘The Eternal Nautilus’ แรงบันดาลพระทัยจากโลกใต้ท้องทะเล

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.38 น.

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 SIRIVANNAVARI ต้อนรับความสดใสของฤดูร้อน ด้วยคอลเลคชั่น Spring/Summer 2026 “The Eternal Nautilus” ผลงานทรงออกแบบจากองค์ดีไซเนอร์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จัดแสดงแฟชั่นโชว์ครั้งล่าสุด ณ  พารากอนฮอลล์ สยามพารากอน นำเสนอแรงบันดาลพระทัยจากความงดงามของโลกใต้ท้องทะเล

คอลเลคชั่น ‘The Eternal Nautilus’  จากวิสัยทัศน์ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา องค์ดีไซเนอร์แห่งแบรนด์ SIRIVANNAVARI  ที่ทรงได้แรงบันดาลพระทัยจากสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเล  และจิตวิญญาณชวนต้องมนต์ของนางเงือกผู้โฉบเฉี่ยว และกะลาสีหนุ่มแห่งท้องทะเล  ผลงานการสร้างสรรค์ในฤดูกาลนี้จึงเป็นดั่งบทกวีแห่งความสงสัยใคร่รู้ อิสรภาพและความปรารถนา ขดเกลียวอันงดงามบนเปลือกหอยนอทิลัส (Nautilus) และจังหวะธรรมชาติของเกลียวคลื่นที่เต้นรำอย่างสง่างาม กลายมาเป็นสัญลักษณ์และการถักทอเรื่องราว  โครงชุดที่ถูกตีความแปรสู่กระบวนการซ้อนชั้นและลอยตัว  ต่อยอดมาจากสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเล  เท็กซ์เจอร์ผ้าอันบางเบา และวอลุ่มที่ลอยละล่อง บ่งบอกถึงอารมณ์อันไม่แน่นิ่งของมหาสมุทรที่บางคราดูเงียบสงัด แต่คงความเย้ายวนลุ่มลึกในที  ขับขานผ่านเทคนิคงานพิมพ์ลวดลายแห่งท้องทะเล ด้วยภาพพิมพ์แกะไม้ (woodblock print) งานแกะมือแบบดั้งเดิม กลิ้งหมึกลงบนกระดาษ และถ่ายทอดต่อสู่ผืนผ้า  งานฝีมืออันละเอียดอ่อนแห่งช่างตัดเย็บเสื้อผ้าชั้นสูงของแบรนด์ นำเสนอสู่งานต่อผ้าลูกไม้เย็บทีละเส้น เรียงสลับสีน้ำเงิน-ขาว  สัญลักษณ์แห่งกะลาสีที่คุ้นเคย และเย็บตีเกล็ดผ้าด้วยมือเส้นต่อเส้น สร้างลวดลายอันประณีต ไปจนถึงงานถักโครเชต์และนิตติ้ง จากช่างฝีมือชุมชน  และเป็นครั้งแรกที่มีการนำผ้าดอนกอย (Donkoi Model) หรือผ้าฝ้ายย้อมครามจากธรรมชาติจากโครงการในพระราชดำริ Sustainable Fashion : แฟชั่นแห่งความยั่งยืนขององค์ดีไซเนอร์ ที่ทรงส่งเสริมกลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านดอนกอย จังหวัดสกลนคร เพื่อนำเสนอแนวคิดในด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน และนำผ้าทอจากภูมิปัญญาท้องถิ่นมายกระดับสร้างสรรค์ให้เป็นแฟชั่นร่วมสมัยและมีความเป็นสากล เป็นองค์ประกอบอันโดดในคอลเลคชั่น Spring/Summer 2026 ‘The Eternal Nautilus’ นี้

Womenswear เสน่ห์ลึกลับน่าค้นหาของเงือกสาวและสัตว์น้ำแห่งท้องทะเล   

ไอเท็มรับลมร้อนอย่างเสื้อคลุมและกระโปรงสั้นเล่นชั้นระบาย (Ruffle) ด้วยผ้าหลากรูปแบบ พลิ้วไหวดุจแมงกะพรุนแหวกว่าย  กางเกงฮาเร็ม เล่นดีเทลขอบเอวตกแต่งเชือกไขว้ สไตล์ double-waist ซ้อนจีบและผ่าข้าง,  เสื้อกะลาสี ลูกเล่นคอเสื้อถอดเข้าออกได้ ที่มีทั้งในเสื้อผ้าผู้หญิงและผู้ชาย, เสื้อเชิ้ตปล่อยชายสำหรับพันรอบเอวและผูกเป็นโบว์ (Wrap Shirt)
บอดี้สูทจากผ้าซิลค์ออร์แกนซ่า (Silk Organza) สไตล์สปอร์ตโปร่งเบา  และกางเกงฮอตแพ้นต์เสริมสะโพก และกางเกงทรงคาปรี (Capri Pants) กางเกงขาสั้น 5 ส่วน จับคู่กับเกาะอกอันเย้ายวน และชิ้นเด่นประจำฤดูกาลที่ห้ามพลาดคือชุดว่ายน้ำ และกางเกงเข้ารูป   แจ๊คเก็ตซิกเนเจอร์ของแบรนด์ IRIS Jacket ในฤดูกาลนี้ สร้างสรรค์จากผ้าไหมทัฟฟิต้า (Taffeta Silk)
คอดเอว คลุมสะโพก  ในขณะที่กลิ่นอายแห่งเสื้อผ้าดีไซน์ทันสมัยที่คนเมืองสวมใส่ไปชายทะเลได้สอดแทรกเข้ามาพร้อมกับความบางเบา

องค์ประกอบในงานออกแบบ คือ การใช้สีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเนรมิตให้คอลเลคชั่นนี้มีกลิ่นอายแห่งซัมเมอร์  สีเมทัลลิคแวววาว แรงบันดาลใจแห่งหมู่มวลปลาทะเล เปลือกหอย และแสงแดดพลิ้วไหวยามตกกระทบเกลียวคลื่น  ไปจนถึงสีฟ้าสดใส (Transformative Teal) สีเขียวสด (Green Glow) สีส้ม (Sugar Coral) พลังสดใสแห่งท้องทะเล คู่ขนานไปกับสีครีม (Wax Paper) ที่เพิ่มความสงบ เสริมพลังอันน่าตื่นเต้นให้กับโครงชุดและมอบชีวิตชีวาให้กับเสื้อผ้าที่สวมใส่สำหรับไลฟ์สไตล์ในเมืองและไปเที่ยวทะเล

ผลงานการออกแบบในครั้งนี้จึงมิใช่เพียงแค่ความงดงาม แต่ลุ่มลึกด้วยอารมณ์และงานคราฟท์ที่ประณีตอย่างงานปักโดยทีมช่างจาก SIRIVANNAVARI Atelier & Academy อันพิถีพิถันด้วยการใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น เปลือกหอยหลากหลายชนิด นำมาเรียงร้อยเป็นชุดเดรสสั้นทั้งชุด และชุดราตรีสีเงินปักลายเกลียวคลื่น การปักแบบ 3D ใช้วัสดุเรียงเป็นรูปหอยเม่น หรือเพรียงบนโขดหิน   รวมทั้งสร้างสรรค์เป็นรูปสัตว์น้ำหลากลายชนิด อาทิ ปลาหมึก กุ้ง หอยนอติลุส   ปักประดับบนชุด เป็นความงดงามประณีต แฝงความขี้เล่น สนุกสนาน ตามสไตล์ของแบรนด์ SIRIVANNAVARI

Menswear หนุ่มกะลาสีผู้รักความอิสระ

สำหรับสุภาพบุรุษ จิตวิญญาณอันแสนเสรีอ่อนไหวไปพร้อมกับสายลมอ่อนๆ แห่งฤดูกาล รังสรรค์เป็นลุคของหนุ่มผู้รักการล่องเรือไปสู่จุดหมายปลายทางและการแสวงหาสิ่งใหม่ คีย์พีซหลักที่โดดเด่นจึงเป็นเสื้อผ้าที่แฝงไว้ด้วยรายละเอียดของชุดกะลาสีเรือ เช่น เบลเซอร์คัตติ้งอสมมาตร (Asymmetrical Cut) บริเวณชายเสื้ออันเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ตกแต่งด้วยคอปกกะลาสีเรือ เสื้อคอปาด (Boat Neck) เสื้อเชิ้ตผ้าลินินหรือคอตตอนตกแต่งขอบปกและแขนเสื้อด้วยเส้นสีน้ำเงินหรือสีขาว และการใช้ลายทางเข้ามาเพิ่มความสนุก จะเห็นได้ว่าเฉดสีน้ำเงินและสีฟ้าเข้ามาเป็นองค์ประกอบสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ้าทอย้อมครามที่มีสีสันสวยงามตามธรรมชาติด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น และแฝงเสน่ห์ความเป็นไทยจากการสร้างสรรค์ของกลุ่มช่างทอผ้าจาก ‘ดอนกอยโมเดล’ ของอำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร จากพระราชดำริขององค์ดีไซเนอร์ผู้ทรงมีปณิธานในการสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ เสน่ห์ของงานคราฟต์สุดประณีตอันมีเอกลักษณ์เพียงหนึ่งเดียวแฝงอยู่ในแต่ละลุคโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกสรรเนื้อผ้าที่มีความพิเศษ มีการใช้ผ้าใยกัญชงผสมผ้าไหมแท้จากสมาชิกศิลปาชีพจังหวัดเชียงใหม่มาถักทอเป็นเสื้อกล้ามสำหรับรับลมร้อน กางเกงผ้าลายยีนส์เดนิมที่ถูกทอนานนับเดือนอย่างประณีต ผ้าใยกัญชงผสมผ้าฝ้าย ด้วยฝีมือของนักโทษหญิงในทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ภายใต้มูลนิธิโครงการหลวง  งานถักโครเชต์จากศูนย์ OTOP กาดเกาะลอย จังหวัดตาก

ในส่วนของลายผ้า คอลเลคชั่นนี้มีไฮไลท์ คือการนำลายเกลียวคลื่นแห่งท้องทะเล แมงกะพรุน ปลาหมึกและสัตว์ทะเลหลากชนิดจากฝีพระหัตถ์ขององค์ดีไซเนอร์มาทำเทคนิคภาพพิมพ์แกะไม้ (Woodcut Print) เทคนิคพิมพ์แบบดั้งเดิม ก่อนประยุกต์สู่ภาพพิมพ์แบบดิจิทัล เพื่อรังสรรค์เป็นลายผ้าที่มีชีวิตชีวา มีเสน่ห์ที่ความพลิ้วและความละเอียดของเส้นที่เกิดจากการแกะไม้ ทำให้เสื้อเชิ้ตผ้าไหมและผ้าคอตตอนแขนพอง (Pirate Shirt) โค้ทผ้าไนลอนและเซ็ต must-have สำหรับหน้าร้อนอย่างเสื้อเชิ้ตและกางเกงขาสั้นมีสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร ในขณะที่ลายสัตว์ทะเลเข้ามาแฝงความขี้เล่นในงานดีไซน์ตามแบบฉบับของแบรนด์ที่ใส่ใจในรายละเอียด เช่น งานปักลายปลาหมึก ม้าน้ำ ปะการัง หมุดตอกบนกางเกงขาสั้น กระดุมตกแต่งปลายขากางเกงและการผูกปมเป็นเข็มขัดรัดเอว สำหรับรองเท้าเป็นสไตล์โลเฟอร์จับคู่สีน้ำเงินและสีขาว ตกแต่งด้วยลายปักรูปสัตว์ทะเล ส่วนเสน่ห์ของงานคราฟต์ในช่วงซัมเมอร์ยังคงปรากฏอยู่บนงานออกแบบรองเท้าพื้นสาน (Espadrilles) ที่สวมใส่สบาย ทั้งหมดให้กลิ่นอายของลุคสำหรับบุรุษแห่งท้องทะเลที่เรือกำลังพาเขาล่องลอยไปสู่จินตนาการแห่งโลกใบใหม่

Accessories ขับขานเรื่องราวขุมทรัพย์แห่งท้องทะเล

เครื่องประดับได้นำเรื่องราวแห่งขุมทรัพย์ของท้องทะเลมาขับขานใหม่เป็นกระเป๋า ‘Aphrodite’ รูปทรงดั่งงานประติมากรรมรูปหัวใจอันล้ำค่าแห่งมหาสมุทร นอกจากนี้ซิลูเอ็ตของกระเป๋าที่ได้รับความนิยมจากฤดูกาลที่ผ่านมาได้หวนกลับมาอีกครั้งพร้อมมนตร์เสน่ห์แห่งลมร้อนอย่างกระเป๋าทรงบัคเก็ต ‘La Luna’ ให้กลิ่นอายแห่งคอลเลคชั่นซัมเมอร์ด้วยวัสดุราฟเฟีย (Raffia) กระเป๋ารุ่น ‘Souple’ รูปทรงยืดหยุ่น (Drawstring Bag) บริเวณปากกระเป๋าสอดสายกระเป๋า ให้กลิ่นอายแบบงานคราฟต์และมีความอ่อนนุ่มด้วยวัสดุหนังลูกวัว คุณภาพ Made in Italy มาพร้อมกับเวอร์ชั่นเย็บตกแต่งด้วยอะไหล่สีทองรูปปลาดาวและหอย สำหรับซิลูเอ็ตใหม่ในฤดูกาลนี้คือกระเป๋าทรงโฮโบ (Hobo Bag) รุ่น ‘Belize’ ฐานทรงโค้ง มีความยืดหยุ่น สร้างสรรค์จากวัสดุหนังนิ่ม มาพร้อมฟังก์ชั่นสายกระเป๋าสั้นสำหรับคล้องแขน และสายยาวสำหรับสะพายไหล่ เหมาะสำหรับใช้งานระหว่างวัน และมีเวอร์ชั่นงานเย็บตกแต่งด้วยเลื่อมอันแวววาวที่ได้แรงบันดาลใจจากความงดงามใต้ท้องทะเลสำหรับเพิ่มความโดดเด่นให้กับลุคกลางคืน นอกจากนี้ ในฤดูกาลนี้มีความพิเศษด้วยพวงกุญแจห้อยกระเป๋าจากแหอวนและทุ่นทะเลที่นำมารีไซเคิลและปรับเปลี่ยนรูปแบบให้มีความทันสมัยสำหรับครีเอทไอเดียในการตกแต่งกระเป๋าด้วยหัวใจที่รักษ์โลก ถ่ายทอดจิตวิญญาณขององค์ดีไซเนอร์ผู้หลงใหลในกีฬาดำน้ำ และทรงก่อตั้งมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย

รองเท้า โดดเด่นด้วยส้นทรงกรวยแหลม (Pyramid Heels) จากเพล็กซิกลาส (Plexiglass) ที่มีเอกลักษณ์ต่อเนื่องมาจากฤดูกาลที่ผ่านมา มาพร้อมกับดีไซน์เรียบหรูด้วยเส้นคัทของวัสดุหนังแท้จากอิตาลีที่โอบล้อมบริเวณด้านหน้าของเท้าและตกแต่งด้วยอะไหล่สีทอง นอกจากนี้ มีรองเท้าส้นสูงรัดส้นตัดเย็บจากผ้าโปร่งและตกแต่งด้วยหมุดตอก ส่วนรองเท้าส้นเตี้ย (Kitten Heels) ที่สวมใส่สบายยังคงต่อเนื่องมาจนถึงฤดูกาลนี้ เพิ่มความหรูหราด้วยการประดับด้วยห่วงตอกและแอ็คเซสเซอรีส์ห้อยตกแต่ง

จิวเวลรี จากแรงบันดาลพระทัยแห่งแสงอาทิตย์สีทองที่ตกกระทบผืนน้ำ โดยมี สีทอง เข้ามาเป็นองค์ประกอบสำคัญในงานออกแบบแอ็คเซสเซอรีส์อย่างต่างหู สร้อย กำไลข้อมือ เข็มขัดที่มีความสนุกสนานในงานดีไซน์ด้วยขนาดที่ใหญ่และการเล่นกับรูปทรงของเปลือกหอย ปลาดาว ไข่มุก และความโปร่งของพื้นผิวน้ำเมื่อกระทบแสงแดด

คอลเลคชั่น “The Eternal Nautilus”  คือการเดินทางที่ดำดิ่งไปสู่โลกที่ธรรมชาติมาบรรจบกับความสง่างามอันทันสมัย ผสมผสานวัสดุท้องถิ่นและเทคนิคงานคราฟต์แบบไทย นำเสนอในบริบทร่วมสมัยและแนวคิดอันยั่งยืน ทว่ายังคงอัตลักษณ์แห่งแบรนด์ SIRIVANNAVARI รังสรรค์เป็นซิลูเอ็ตอันพลิ้วไหวของอาภรณ์สำหรับสุภาพสตรี เสื้อผ้าของบุรุษที่บรรจงเนรมิตขึ้นมาและเครื่องประดับที่ถ่ายทอดแรงบันดาลใจแห่งมหาสมุทร ผลงานการออกแบบแห่งฤดูกาลนี้หลอมรวมความพลิ้วไหว ความทรงจำและอิสรภาพไว้ด้วยกัน คือจดหมายรักแด่ท้องทะเลที่เชื้อเชิญให้เราสดุดีต่อขุมพลังแห่งความเงียบ ความงดงามของธรรมชาติและจิตวิญญาณแห่งคิมหันตฤดูที่เคลื่อนไหวในแต่ละท่วงท่ายามเมื่อสวมใส่

8 อาหาร ช่วยลดอาการอ่อนเพลียของคนวัยทำงาน

8 อาหาร ช่วยลดอาการอ่อนเพลียของคนวัยทำงาน

8 อาหาร ช่วยลดอาการอ่อนเพลียของคนวัยทำงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ด้วยไลฟ์สไตล์ที่ทั้งเคร่งเครียด เร่งรีบ และแบกความรับผิดชอบไว้มากมาย ทำให้เมื่อถึงเวลาพักผ่อนก็จัดเต็มกันแบบสุดเหวี่ยง หรือที่เรียกว่า Work Hard, Play Harder จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีอาการ “อ่อนเพลีย” ตามมาให้เห็น เรียกได้ว่านี่คือหนึ่งในปัญหาที่ทั้งวัยทำงาน วัยกลางคน ไปจนถึงวัยสูงอายุต้องประสบพบเจอ ซึ่งนอกจากการพักผ่อนให้เพียงพอแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยได้คือ การรับประทานอาหารลดอ่อนเพลีย

สำหรับใครที่ยังไม่ทราบว่าร่างกายอ่อนเพลียกินอะไรดี  พญ. กฤดากร เกษรคำ จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี)  มาแนะนำ 8 อาหารลดอาการอ่อนเพลีย ให้คุณเลือกกินเพื่อเติมความไบรต์ได้ทั้งวัน

กล้วย กล้วยเป็นแหล่งพลังงานชั้นเลิศ และร่างกายซึมซับได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตสูง นอกจากนี้ ยังอุดมไปด้วยวิตามินบี 6 ซึ่งช่วยเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงาน อีกทั้ง กล้วยยังมีโพแทสเซียม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำงานของกล้ามเนื้อและความสมดุลของอิเล็กโทรไลต์ การกินกล้วยในช่วงกลางวัน คือหนึ่งในอาวุธลับสำหรับสู้กับความอ่อนเพลียได้เป็นอย่างดี

ควินัว ร่างกายอ่อนเพลียกินอะไรดี? ควินัว คือตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะธัญพืชชนิดนี้อุดมด้วยสารอาหารซึ่งมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ไฟเบอร์ และโปรตีนสูง นอกจากนี้ ยังมีธาตุเหล็ก แมกนีเซียม และวิตามินบี ซึ่งทั้งหมดจำเป็นต่อการผลิตพลังงาน คาร์โบไฮเดรตในควินัวให้พลังงานที่สม่ำเสมอ ป้องกันไม่ให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงเกินไป ดังนั้น การรับประทานควินัวในมื้ออาหารสามารถช่วยปลดปล่อยพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง และทำให้คุณรู้สึกอิ่มนานขึ้น ลดความอ่อนเพลียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผักโขม เป็นผักใบเขียวที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก แมกนีเซียม วิตามินเอ และวิตามินซี โดยธาตุเหล็กมีความสำคัญต่อการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง ซึ่งทำหน้าที่ขนส่งออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ส่วนแมกนีเซียมมีบทบาทในการเผาผลาญพลังงานและการทำงานของกล้ามเนื้อ ดังนั้น นี่จึงเป็นอาหารลดอ่อนเพลียสีเขียวที่ไม่ควรพลาด

ปลาแซลมอน เป็นแหล่งขุมทรัพย์ของกรดไขมันโอเมกา 3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย รวมถึงลดการอักเสบและปรับปรุงการทำงานของสมอง โปรตีนในปลาแซลมอนยังช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่และเป็นแหล่งพลังงานชั้นเลิศ การรวมกันของโอเมกา 3 โปรตีน และวิตามินบีในปลาแซลมอนทำให้กลายเป็นอีกหนึ่งอาหารลดอ่อนเพลียที่มีรสชาติอร่อยเลิศ

อัลมอนด์ เป็นอาหารลดอ่อนเพลียที่อุดมด้วยสารอาหารมากมาย ทั้งไขมันดี โปรตีน ไฟเบอร์ นอกจากนี้ ยังมีแมกนีเซียม เหล็ก และวิตามินอี โดยไขมันดีในอัลมอนด์มีส่วนช่วยในการควบคุมการใช้พลังงานของร่างกาย ในขณะที่แมกนีเซียมและธาตุเหล็กมีบทบาทสำคัญในการผลิตพลังงาน และส่งเสริมการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดแดง ดังนั้น การรับประทานอัลมอนด์สักกำมือสามารถช่วยลดความเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดี

กรีกโยเกิร์ต กรีกโยเกิร์ต เป็นอาหารที่อุดมด้วยโปรตีน ซึ่งมีโปรไบโอติก แคลเซียม และวิตามินบี โดยโปรตีนมีความสำคัญต่อการซ่อมแซมและฟื้นฟูกล้ามเนื้อ ในขณะที่แคลเซียมจะช่วยควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อ ส่วนโปรไบโอติกในโยเกิร์ตกรีกช่วยให้ลำไส้แข็งแรง ซึ่งเชื่อมโยงกับระดับพลังงานที่เพิ่มขึ้น

ดาร์กช็อกโกแลต ดาร์กช็อกโกแลตไม่ได้มีดีเพียงแค่รสชาติ แต่ยังเป็นแหล่งของสารประกอบธรรมชาติที่สามารถเพิ่มระดับพลังงานได้ ประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและฟลาโวนอยด์ที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด การส่งออกซิเจนไปยังสมอง และเสริมสร้างการตื่นตัว นอกจากนั้น ดาร์กช็อกโกแลตยังมีคาเฟอีนซึ่งออกฤทธิ์เพิ่มความกระปรี้กระเปร่าของร่างกายได้เป็นอย่างดี

ชาเขียว เนื่องจากชาเขียวเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและคาเฟอีน ที่ช่วยเพิ่มพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งการรวมกันของคาเฟอีนกับแอล-ธีอะนีน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่พบในชาเขียว ยังช่วยให้รู้สึกตื่นตัวและมีสมาธิมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารในปัจจุบันอาจไม่เพียงพอ หรือต้องรับประทานในปริมาณมาก ทำให้ได้รับแคลอรี่เกินจำเป็น  ท่านใดที่อยากบรรเทาความอ่อนเพลียแบบเห็นผลชัด สามารถเข้ามาปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวขาญเพื่อตรวจหาสาเหตุและรักษาอาการอ่อนเพลียได้อย่างตรงจุด

คุณแหน : 19 มีนาคม 2569

คุณแหน : 19 มีนาคม 2569

คุณแหน : 19 มีนาคม 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อหลานสาว ม.ล.ปนัดดา-อัมพร ดิศกุล ณ อยุธยา บุตรีของ ดร.วรดิศ-ศ.หวงหยู้อิง เจิ้ง ดิศกุล ณ อยุธยา ว่า “สุทธาดิศ ดิศกุล ณ อยุธยา” อันมีความหมายว่า “ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้บริสุทธิ์” นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณปกเกล้าฯ พระราชทานแก่ครอบครัวทายาทอดีตเอกอัครราชทูต ม.ร.ว.สังขดิศ ดิศกุล หาที่สุดมิได้..
  • สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ศ.พิเศษ วิชา มหาคุณ และนางนวลพรรณ มหาคุณ ภริยา เข้าเฝ้าฯ ถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศล พร้อมรับพระราชทานน้ำสังข์ เนื่องในโอกาสสมรสครบ 50 ปีและอายุครบ 80 ปีเป็นกรณีพิเศษ..
  • เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศแด่ผู้บริจาคอวัยวะให้แก่สภากาชาดไทย 28 มี.ค.09.00 น. โดยมี ศ.นพ.สุภนิติ์ นิวาตวงศ์ ผอ.ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย กล่าวรายงาน 28 มี.ค. 09.00 น. ห้องประชุมชั้นล่าง อาคารแพทยพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ..
  • หลังจากอุทิศร่าง ดร.โชคชัย บูลกุล ตามเจตนารมย์ของผู้วายชนม์ให้เป็นอาจารย์ใหญ่เพื่อการศึกษาทางการแพทย์แก่ นศ.แพทย์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ผ่านมาตั้งแต่ ก.ย.2565 ..ญาติพี่น้อง ครอบครัว พนักงานบริษัท ฟาร์มโชคชัย ร่วมกันทำพิธีพระราชทานเพลิงศพเรียบร้อยแล้วเมื่อ 11 มี.ค.2569..
  • คณะศิษย์ พระพรหมวชิรสุธี (อภิพล อภิพโล) เจ้าอาวาสวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก จัดทำบุญผ้าป่าสามัคคีสมทบกองทุน “พระพรหมวชิรสุธี” เพื่อพระภิกษุสงฆ์อาพาธ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ในโอกาสเจริญอายุวัฒนมงคล 88 ปี ..
  • อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ เอาใจคนรักกีฬาเทนนิสและโดนัท ด้วยการเปิดร้าน คริสปี้ ครีม รูปแบบ Fresh Shop สาขาล่าสุด ณ ALM x Impact Tennis & Sport Center โซน Clay court   ไฮไลต์ไม่ได้มีแค่สาขาใหม่ในบรรยากาศแปลกใหม่เท่านั้น แต่ยังมี “Tennis Doughnuts” ที่ออกแบบมาเพื่อสาขานี้เท่านั้น พร้อมโปรโมชั่นพิเศษมาเอาใจแฟน ๆ อีกด้วย..
  • ก้าวสู่ปีที่ 47 ของหนังสือพิมพ์แนวหน้า ทีมกองบรรณาธิการจะเปิดบ้านคอยต้อนรับทุกท่านที่จะมาร่วมให้กำลังใจแก่พวกเราในวันศุกร์ 20 มี.ค.ตั้งแต่ 09.00 น.ณ สำนักงาน ถ.วิภาวดีรังสิต 66 รวมทั้งทีม Youtube แนวหน้าทีวีออนไลน์ “ปอง” อัญชะลี ไพรีรักษ์ นำทีมนักข่าวรุ่นมากประสบการณ์ ปรเมษฐ์ ภู่โต, บุญยอด สุขถิ่นไทย, อ.จิตกร บุษบา, “เป๊ปซี่”เสริมสุข กษิติประดิษฐ์,พีระพัฒน์ วัฒนาภิรมย์, บุญระดม จิตรดอน,ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล เปิดห้องส่งให้ได้ชมเบื้องหลังการทำข่าวแนวหน้าออนไลน์ที่เปิดมือถือดูได้ทุกแห่งทั่วโลก ..

น้อง

โพลนานาชาติชี้ นักท่องเที่ยวร้อยละ 70 อาจเลี่ยงแอฟริกาใต้ หากกลับมาเดินหน้าอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสิงโตในกรง

โพลนานาชาติชี้ นักท่องเที่ยวร้อยละ 70 อาจเลี่ยงแอฟริกาใต้  หากกลับมาเดินหน้าอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสิงโตในกรง

โพลนานาชาติชี้ นักท่องเที่ยวร้อยละ 70 อาจเลี่ยงแอฟริกาใต้ หากกลับมาเดินหน้าอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสิงโตในกรง

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.55 น.

ผลสำรวจเตือนถึงความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์ประเทศ การสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยว และผลกระทบทางเศรษฐกิจ หากยังคงอนุญาตให้อุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสิงโตเชิงพาณิชย์ดำเนินต่อไป

ผลสำรวจความคิดเห็นระดับนานาชาติฉบับใหม่ ซึ่งจัดทำโดย องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) ร่วมกับองค์กร Blood Lions พบว่ามีเสียงคัดค้านอย่างชัดเจน ทั้งจากประชาคมนานาชาติและจากภายในประเทศแอฟริกาใต้ ต่อความพยายามใดๆ ที่จะยกเลิกแผนยุติอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสิงโตเชิงพาณิชย์ในกรงของประเทศ แม้ว่ารัฐบาลแอฟริกาใต้จะประกาศในปี 2021 ว่าจะยุติอุตสาหกรรมสิงโตในกรง แต่ความคืบหน้าในการดำเนินแผนยุติอย่างเป็นรูปธรรมยังคงล่าช้า และผลจากการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงสิ่งแวดล้อมเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทำให้เกิดความกังวลว่าการตัดสินใจสำคัญครั้งนี้อาจถูกเปลี่ยนทิศทาง

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แอฟริกาใต้เผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทั่วโลกเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงสิงโตในกรง โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการล่าสัตว์แบบ “Canned Hunting” การท่องเที่ยวที่เปิดให้นักท่องเที่ยวสัมผัสลูกสิงโต (Cub Petting Tourism) และการส่งออกโครงกระดูกสิงโต ผลสำรวจซึ่งจัดทำโดยบริษัท ซาวันตา (Savanta) ครอบคลุมผู้ตอบแบบสอบถามในแอฟริกาใต้ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ และเยอรมนี รวมทั้งสิ้น 2,528 คน พบว่า สามในสี่ของผู้ตอบแบบสอบถาม (ร้อยละ 77) สนับสนุนการตัดสินใจของรัฐบาลแอฟริกาใต้ในปี 2021 ที่จะยุติการแสวงประโยชน์เชิงพาณิชย์จากสิงโตในกรง

ข้อมูลจาก 4 กลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวหลักที่เดินทางมายังแอฟริกาใต้พบว่า (ดูรายงานฉบับเต็ม)

  • ร้อยละ 70 ระบุว่าพวกเขาจะลังเลหรือหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศที่อนุญาตให้เพาะเลี้ยงและกักขังสิงโตในกรงเพื่อแสวงหากำไร
  • ร้อยละ 69 เตือนว่าการเปลี่ยนท่าทีจากแผนยุติอุตสาหกรรมดังกล่าวจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของแอฟริกาใต้ในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่มีความรับผิดชอบและมีจริยธรรม
  • ร้อยละ 77 เห็นว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสัตว์ป่า มากกว่าการเพาะเลี้ยงสิงโตเชิงพาณิชย์
  • ร้อยละ 65 ระบุว่าพวกเขาอาจเลือกเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางอื่น หากอุตสาหกรรมดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไป

คุณทริเซีย โครสดอล (Tricia Croasdell) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกกล่าวว่า “ผลสำรวจนี้แสดงให้เห็นว่า ความห่วงใยต่อสวัสดิภาพของสิงโตยังคงเป็นแรงจูงใจสำคัญของสาธารณชน การปกป้องสัตว์เหล่านี้ไม่ใช่เพียงเรื่องจริยธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง โลกกำลังจับตาว่าแอฟริกาใต้จะบริหารจัดการมรดกทางธรรมชาติของตนอย่างไร และนักท่องเที่ยวก็กำลังใช้ปัจจัยเหล่านี้ในการตัดสินใจเดินทาง”

ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น

ภาคการท่องเที่ยวมีสัดส่วนเกือบร้อยละ 9 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของแอฟริกาใต้ และสนับสนุนการจ้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมประมาณ 1.8 ล้านตำแหน่ง ในปี 2025 แอฟริกาใต้ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 10.5 ล้านคน โดยนักท่องเที่ยวจาก สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ และเยอรมนี รวมกันมากกว่า 1.2 ล้านคน หาก ร้อยละ 70 ของนักท่องเที่ยวจากตลาดเหล่านี้ ตัดสินใจไม่เดินทางมาเยือน แอฟริกาใต้อาจสูญเสียนักท่องเที่ยวประมาณ 860,000 คน โดยเมื่อพิจารณาว่าภาคการท่องเที่ยวสามารถสร้างงาน 1 ตำแหน่งต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทุก 13 คน อาจหมายความว่าจะมีตำแหน่งงานในภาคการท่องเที่ยวประมาณ 66,000 ตำแหน่ง ที่เสี่ยงได้รับผลกระทบ

ในทางตรงกันข้าม อุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสิงโตในกรงเชิงพาณิชย์คาดว่ามีการจ้างงานเพียงประมาณ 1,568 ถึง 2,069 ตำแหน่ง ทั่วประเทศแอฟริกาใต้

กระแสคัดค้านจากประชาชนภายในประเทศ
          ประชาชนชาวแอฟริกาใต้แสดงความกังวลในลักษณะเดียวกับนักท่องเที่ยวต่างชาติจาก 4 ตลาดหลัก โดยระบุว่า

  • ร้อยละ 72 ไม่เห็นด้วยกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมสัตว์ป่าที่เอาเปรียบสัตว์ มากกว่าทางเลือกด้านการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสัตว์ป่า
  • ร้อยละ 66 ระบุว่าการเพาะเลี้ยงสิงโตในกรงเชิงพาณิชย์เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องทางจริยธรรม
  • ร้อยละ 66 เชื่อว่าไม่ควรเสี่ยงทำลายความต้องการด้านการท่องเที่ยวของประเทศ
  • ร้อยละ 63 เตือนว่าการเปลี่ยนท่าทีจากแผนยุติอุตสาหกรรมดังกล่าวจะบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อการกำหนดนโยบายที่ตั้งอยู่บนหลักฐานเชิงประจักษ์
  • ร้อยละ 57 เชื่อว่าการยุติการเพาะเลี้ยงสิงโตในกรงจะทำให้แอฟริกาใต้เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากขึ้น และช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจของประเทศ

ประเด็นสวัสดิภาพของสิงโตถูกระบุว่าเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดในการสนับสนุนการยุติอุตสาหกรรมดังกล่าว โดยเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามที่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของรัฐบาลในปี 2021 ให้เหตุผลด้านนี้

ดร.ลูอีส เดอ วาล (Dr Louise de Waal) ผู้อำนวยการองค์กร Blood Lions กล่าวว่า “อุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสิงโตในกรงเชิงพาณิชย์ของแอฟริกาใต้ก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรงหลายด้าน ทั้งด้านภาพลักษณ์ จริยธรรม สวัสดิภาพสัตว์ และความเสี่ยงของโรคจากสัตว์สู่คน ข้อมูลผลสำรวจล่าสุดของเรายังแสดงให้เห็นว่า การไม่ยุติอุตสาหกรรมนี้ยังเสี่ยงก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเสาหลักสำคัญของประเทศ เราขอเรียกร้องให้รัฐมนตรี วิลเลม เอาแคมป์ (Willem Aucamp) ยุติความล่าช้าและความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น และเร่งดำเนินการตามคำมั่นที่จะยุติอุตสาหกรรมนี้โดยเร็ว”

เครดิตถาพถ่าย  Blood Lions

‘เหมยลี่’ ฉะเชิงเทรา ฟาดมง ‘มิสแกรนด์ขวัญใจเมืองพัทยา’ ลุ้นมงใหญ่รอบตัดสิน

‘เหมยลี่’ ฉะเชิงเทรา ฟาดมง ‘มิสแกรนด์ขวัญใจเมืองพัทยา’ ลุ้นมงใหญ่รอบตัดสิน

‘เหมยลี่’ ฉะเชิงเทรา ฟาดมง ‘มิสแกรนด์ขวัญใจเมืองพัทยา’ ลุ้นมงใหญ่รอบตัดสิน

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.59 น.

เหมยลี่ พัชรมนต์ เทพรักษา  มิสแกรนด์ฉะเชิงเทรา โชว์ศักยภาพความพร้อม ตอบคำถามชนะใจกรรมการ คว้ามงกุฏ “มิสแกรนด์ขวัญใจเมืองพัทยา”  ประกาศขอทำลายอาถรรพ์ลุ้นมงรอบตัดสิน คืนวันที่  28 มีนาคม 2569 ณ MGI Hall 

เรียกว่าลุ้นกันสนุกทุกรอบการแข่งขัน โดยเฉพาะไฮไลท์สำคัญในค่ำคืนนี้กับการประกวด มิสแกรนด์ ไทยแลนด์ 2026 : มิสแกรนด์ขวัญใจเมืองพัทยา  ณ โรงแรม วินด์แฮม จอมเทียน พัทยา จังหวัดชลบุรี ท่ามกลางแฟนคลับและแฟนด้อมมาเชียร์กันแน่นฮอลล์ ยอดกดไลท์กดแชร์ คอมเมนท์แน่น Youtube : Grand TV ตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้เริ่มการประกวด

เปิดเวทีด้วย Opening Show แบรนด์เสื้อผ้าอบเชย เจ้าภาพเมืองพัทยา (Pattaya The Host City) ทัศนัย โคตรทอง และ ทิพวรรณ พันธุ์แตง กล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติและผู้สนับสนุน รวมถึง ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานกองประกวด Miss Grand Thailand และ Miss Grand International  กล่าวย้ำให้แฟนคลับร่วมโหวตให้นางงามที่ตัวเองชื่นชอบ เพื่อเปิดทางให้พวกเธอเข้ารอบ  โดยผู้ที่มีคะแนนโหวตสูงสุด 5 อันดับ สามารถผ่านเข้าสู่รอบ 20 คนสุดท้ายโดยอัตโนมัติ

ผลปรากฎว่าผู้เข้ารอบ 20 คนสุดท้าย ได้แก่ มิสแกรนด์อุทัยธานี / มิสแกรนด์พิษณุโลก / มิสแกรนด์ฉะเซิงเทรา / มิสแกรนด์สุโขทัย / มิสแกรนด์บุรีรัมย์ / มิสแกรนด์นครพนม / มิสแกรนด์ซลบุรี / มิสแกรนด์แพร่ / มิสแกรนด์พะเยา / มิสแกรนด์สกลนคร / มิสแกรนด์ลำปาง / มิสแกรนด์ตราด/ มิสแกรนด์กรุงเทพมหานคร / มิสแกรนด์สระบุรี/ มิสแกรนด์ขอนแก่น / มิสแกรนด์ภูเก็ต / มิสแกรนด์เพชรบูรณ์ / มิสแกรนด์นครปฐม / มิสแกรนด์อุดรธานี/ มิสแกรนด์ซุมพร พร้อมแสดงทัศนคติจากคำถามทางการเมือง บอกได้คำเดียวว่า จี๊ดทุกคน

จากนั้นพิธีกรประกาศผลผู้เข้ารอบ 7 คนสุดท้าย โดยคนแรกคือ นางงามที่ได้คะแนนโหวตสูงสุด ได้แก่ มิสแกรนด์ฉะเชิงเทรา ตามมาด้วย มิสแกรนด์ภูเก็ต มิสแกรนด์กรุงเทพมหานคร มิสแกรนด์ตราด มิสแกรนด์สระบุรี มิสแกรนด์นครปฐม มิสแกรนด์ชลบุรี เข้าสู่รอบการตอบคำถาม โดยคำถามมีอยู่ว่า “หากคุณสามารถกำหนดบทลงโทษใหม่สำหรับนักการเมืองหรือข้าราชการที่โกงกินและคอรัปชั่น ได้คุณจะกำหนดบทลงโทษนั้นอย่างไรและเพราะอะไร?”  ซึ่งนางงามทุกคนทำได้ดี ไม่มีตายไมค์ เสียงเชียร์ดังกระหึ่มฮอลล์ โดยเฉพาะคำตอบของ มิสแกรนด์ฉะเชิงเทรา ที่คม ตรง และ จริง

แล้วก็ถึงเวลาที่รอคอยเมื่อพิธีกรประกาศ รองอันดับ 4 มิสแกรนด์ขวัญใจเมืองพัทยา ได้แก่ มิสแกรนด์สระบุรี มิสแกรนด์ภูเก็ต และมิสแกรนด์กรุงเทพมหานคร ตำแหน่งรองอันดับ 3 ได้แก่ มิสแกรนด์ตราด ตำแหน่งรองอันดับ 2 ได้แก่ มิสแกรนด์นครปฐม เหลือคู่จับมือ 2 คนสุดท้ายคือ มิสแกรนด์ชลบุรี และ มิสแกรนด์ฉะเชิงเทรา ท่ามกลางการลุ้นระทึก พิธีประกาศผล

มิสแกรนด์ขวัญใจเมืองพัทยา ได้แก่ มิสแกรนด์ฉะเชิงเทรา เหมยลี่ พัชรมนต์ เทพรักษา คว้ามงกุฎ The Icon of Pattaya City จาก Chada Crown พร้อมสายสะพาย และ เงินรางวัลมูลค่า 50,000 บาทไปครอง

เหมยลี่ พัชรมนต์ เปิดใจว่า ดีใจมากกับตำแหน่ง มิสแกรนด์ขวัญใจเมืองพัทยา หนูสู้มาก เห็นได้ชัดว่าตอนประกาศผลคือ ร้องไห้ออกมาเลย มาประกวดทุกคนก็ต้องคาดหวังความสำเร็จ แต่ก็มีคนถามว่าถ้าได้มงจังหวัดแล้ว อาจจะเป็นอาถรรพ์ไม่ได้มงใหญ่  “หนูจะเป็นคนทำลายอาถรรพ์นั้นเองค่ะ…” เหมยลี่กล่าวอย่างอารมณ์ดี หลังจากนี้เจ้าตัวยืนยันว่า เต็มที่กับทุกรอบการแข่งขันเช่นเดิม แม้จะไม่ใช่ตัวเต็งมาตั้งแต่แรกก็ตาม ซึ่งวันนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เหมยลี่ สามารถทำได้    

มาลุ้นไปกับเธอและสาวงามรอบ Grand Final คืนวันที่  28 มีนาคม 2569 เวลา 19.00-21.00 น.  ณ MGI Hall  ซื้อบัตรได้แล้ววันนี้ ทาง Grand Ticket และอย่าลืมร่วมโหวตให้กับนางงามที่คุณชื่นชอบ ได้ผ่านเข้าสู่รอบ 11 คนสุดท้าย ในรอบ Grand Final MGT 2026 กับรางวัล Miss Popular Vote การันตีตำแหน่งอย่างน้อย รองอันดับ 5 โหวตได้ทางเว็บไซต์ Missgrandthailand.com

ติดตามกิจกรรม มิสแกรนด์ ไทยแลนด์ ได้จากทุกช่องทาง YouTube Chanel : Grand TV, Facebook : Miss Grand Thailand ,Instagram : missgrandthailand และ TikTok

ประเทศไทยสร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้ารอบแรกเสนอตัวเจ้าภาพ WorldPride 2030

ประเทศไทยสร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้ารอบแรกเสนอตัวเจ้าภาพ WorldPride 2030

ประเทศไทยสร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้ารอบแรกเสนอตัวเจ้าภาพ WorldPride 2030

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.54 น.

ประเทศไทยสร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้ารอบแรกการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030 ที่ กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นก้าวย่างสำคัญบนเวทีโลก เมื่อประเทศไทยได้รับความไว้วางใจให้ผ่านเข้าสู่รอบแรกในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน WorldPride 2030 โดยเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกขั้นสุดท้ายร่วมกับเมืองระดับโลกอย่าง บาร์เซโลนา ประเทศสเปน และลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ทั้งนี้ การเสนอตัวเข้าแข่งขันเป็นเจ้าภาพที่น่าตื่นเต้นนี้เกิดขึ้นระหว่างการประชุม World Conference and Annual Meeting 2026 ของ InterPride ณ จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2569 โดยมีตัวแทนจากเครือข่ายความหลากหลายทางเพศทั่วโลกเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ความพร้อมและพลังจากภาคประชาสังคม คาดการณ์ว่าผลการโหวตจะเปิดเผยได้ในเดือนมกราคม 2571 โดยความสำเร็จในขั้นต้นนี้เกิดจากการขับเคลื่อนอย่างเข้มแข็งของภาคีเครือข่าย นำโดย Bangkok Pride ,มูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ (FOR-SOGI) ,เครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน(ThaiTGA) , เครือข่ายผู้จัดงานพรายประเทศไทย (Thai Pride Network)

วาดดาว – อรรณว์ ชุมาพร ประธานและผู้ก่อตั้ง บริษัท นฤมิตไพรด์ จำกัด ในฐานะผู้จัดงาน “Bangkok Pride Festival” (บางกอกไพรด์ เฟสติวัล) , “วันสมรสเท่าเทียม” (Marriage Equality Day) และ“วาเลนไทน์ วาเลนฐาน – มรดกแห่งรักเหนือกาลเวลา” (Valentine Valen Than : Heritage of Love) เปิดเผยในฐานะผู้นำการขับเคลื่อนว่า “เมื่อเห็นคู่แข่งอย่างลอนดอนและบาร์เซโลนา ก็รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้พิสูจน์ศักยภาพของประเทศไทยกับเมืองที่มีชื่อเสียงระดับโลก นี่ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทย จะเป็นประเทศแรกที่เปิดประตูสู่เอเชีย และสร้างความร่วมมือสิทธิความหลากหลายทางเพศในระดับโลก รวมถึงผลักดันประเด็นทางเศรษฐกิจที่จะตามมาจากการเป็นเจ้าภาพงานระดับนี้”

จันทร์จิรา บุญประเสริฐ ตัวแทนจากมูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ (FOR-SOGI) กล่าวเน้นย้ำถึงรากฐานทางกฎหมายและความเข้มแข็งของเครือข่ายว่า “นี่คือชัยชนะก้าวแรกที่สำคัญ และเราเชื่อมั่นว่าจะได้รับการสนับสนุนอย่างดีเยี่ยม เนื่องจากประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างมาก จากการที่มีกฎหมายสมรสเท่าเทียมประกาศใช้แล้ว รวมถึงการสร้างเครือข่ายการจัดงานไพรด์ที่เข้มแข็งไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ”

ขณะที่ รตี แต้สมบัติ ตัวแทนจากเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน(ThaiTGA) กล่าวให้เห็นถึงประเด็นความท้าทายและการยกระดับสิทธิเพศสภาพบุคคลว่า “สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือการสื่อสารถึงความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับบุคคลข้ามเพศ (Transgender), นอนไบนารี่ (Non-binary) และอินเตอร์เซ็กซ์ (Intersex) จากทั่วโลก ซึ่งขณะนี้เรากำลังเร่งผลักดัน (ร่าง)พรบ.รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพฯ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยและยอมรับในตัวตนของทุกคนอย่างแท้จริง”

อย่างไรก็ตาม ก้าวต่อไปสู่ปี 2030 การผ่านเข้ารอบแรกของประเทศไทยครั้งนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพิสูจน์ความพร้อมในทุกมิติ ทั้งด้านสิทธิมนุษยชน โครงสร้างพื้นฐาน และความปลอดภัย หากประเทศไทยได้รับเลือก จะถือเป็นการจัด WorldPride ครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นทั้งด้านเศรษฐกิจและการรับรู้เรื่องความหลากหลายในระดับสากลอย่างยั่งยืน 

ซีพี ออลล์ – เซเว่น อีเลฟเว่น หนุนมะพร้าวไทย ต่อยอดเมนูและสินค้าในร้านกว่า 40 รายการ

ซีพี ออลล์ – เซเว่น อีเลฟเว่น หนุนมะพร้าวไทย  ต่อยอดเมนูและสินค้าในร้านกว่า 40 รายการ

ซีพี ออลล์ – เซเว่น อีเลฟเว่น หนุนมะพร้าวไทย ต่อยอดเมนูและสินค้าในร้านกว่า 40 รายการ

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.11 น.

ท่ามกลางสถานการณ์ผลผลิตมะพร้าวของไทยที่ล้นตลาดตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรในหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก การเพิ่มช่องทางรับซื้อและการนำมะพร้าวไปต่อยอดเป็นสินค้าแปรรูป จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการช่วยกระจายผลผลิต พร้อมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบทางการเกษตรของไทย

ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ เดินหน้าสนับสนุนเกษตรกรไทย ด้วยการรับซื้อมะพร้าวอย่างต่อเนื่อง พร้อมร่วมมือกับคู่ค้ารายใหญ่ รายย่อย และผู้ประกอบการ SME นำมาต่อยอดเป็นสินค้าและเมนูต่างๆ ภายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่นทั่วประเทศ ทั้งในรูปแบบมะพร้าวสด เครื่องดื่ม ขนมหวาน และเบเกอรี่ รวมกว่า 40 รายการ โดยมีปริมาณการใช้มะพร้าวไทยรวมกว่า 1 ล้านลูกต่อเดือน หรือคิดเป็นประมาณ 459 ตันต่อเดือน เพื่อช่วยกระจายผลผลิต เพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบทางการเกษตร และสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง  

ผลจากการพัฒนาสินค้า ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกอร่อยกับเมนูจากมะพร้าวได้อย่างหลากหลายภายในร้านเซเว่นฯ สำหรับคนที่ต้องการความสดชื่นระหว่างวัน มีสินค้าอย่างมะพร้าวน้ำหอมสด ทั้งแบบมะพร้าวควั่น และมะพร้าวเจีย ผ่านกระบวนการผลิตอย่างพิถีพิถัน เพิ่มความสะดวกในการเปิดทานด้วยเทคนิคการเจาะ ที่นำมาปรับให้สะดวกต่อการรับประทาน สามารถแช่เย็นพร้อมดื่มได้ทันที โดยมีให้เลือกทั้ง มะพร้าวน้ำหอมสด และมะพร้าวน้ำหอมต้มเผา

ส่วนใครที่เป็นสายหวาน ก็มีเมนูขนมหวานและเบเกอรี่จากมะพร้าวที่พัฒนาโดยคู่ค้า และผู้ประกอบการ SME ไทยให้เลือกหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็น ชิฟฟ่อนเค้กครีมมะพร้าวอ่อน, ซาหริ่มมะพร้าวอ่อน, อินทนิลมะพร้าวอ่อนน้ำกะทิ และพายไส้เผือกมะพร้าวอ่อน เป็นต้น ปิดท้ายด้วยสายเครื่องดื่มและคอกาแฟ มะพร้าวถูกนำมาผสมผสานเป็นเมนูเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์ All Café ได้แก่อเมริกาโน่น้ำมะพร้าว และ มะพร้าวนมสดปั่น

นอกจากนี้เซเว่นฯ ยังเปิดพื้นที่ให้คู่ค้า และผู้ประกอบการ SME ไทยนำมะพร้าวจากเกษตรกรมาต่อยอดเป็นสินค้าแปรรูปหลากหลาย เช่น ผลิตภัณฑ์ขนมหวานที่ใช้วัตถุดิบจากกะทิ หรือเครื่องดื่มและอาหารที่มีส่วนประกอบจากมะพร้าว ทำให้สินค้าเข้าถึงผู้บริโภคผ่านร้านเซเว่น อีเลฟเว่นใกล้บ้านได้มากขึ้น

ทั้งนี้ การรับซื้อมะพร้าวไทยเพื่อนำมาต่อยอดเป็นสินค้าและเมนูต่างๆ ภายในร้านเซเว่นฯ ไม่เพียงทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวได้ง่ายขึ้น แต่ยังสะท้อนบทบาทของเซเว่นฯ ในการเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่ช่วยกระจายผลผลิต เพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบทางการเกษตร และสนับสนุนรายได้ให้เกษตรกรไทย ภายใต้แนวคิด “SME โตไกลไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”

กลุ่มเซ็นทรัล ผนึกกำลัง ททท. นำเสนอเอกลักษณ์ไทย ณ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว กรุงเบอร์ลิน พร้อมต่อยอดความร่วมมือในยุโรปและเอเชีย

กลุ่มเซ็นทรัล ผนึกกำลัง ททท. นำเสนอเอกลักษณ์ไทย ณ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว กรุงเบอร์ลิน พร้อมต่อยอดความร่วมมือในยุโรปและเอเชีย

กลุ่มเซ็นทรัล ผนึกกำลัง ททท. นำเสนอเอกลักษณ์ไทย ณ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว กรุงเบอร์ลิน พร้อมต่อยอดความร่วมมือในยุโรปและเอเชีย

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.40 น.

กลุ่มเซ็นทรัล ผู้นำด้านธุรกิจค้าปลีกและบริการในประเทศไทย ครอบคลุมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรป ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำเอกลักษณ์ของประเทศไทย ผ่านประสบการณ์เสน่ห์อาหารไทย สู่สายตานานาชาติผ่านกิจกรรม Amazing Thailand Fest 2026 (The Wholesome Taste of Thai) ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับงาน ITB Berlin 2026 เวทีเจรจาธุรกิจท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลก กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนไทย ในการใช้เครือข่ายธุรกิจระดับสากลเป็นพื้นที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ วัฒนธรรม เปิดประสบการณ์รสชาติอาหารไทย พร้อมเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยสู่สายตานักเดินทางคุณภาพจากทั่วโลก

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 

สุพัตรา จิราธิวัฒน์ และนัทรียา ทวีวงศ

กิจกรรม Amazing Thailand Fest 2026 (The Wholesome Taste of Thai) แบ่งออกเป็น 2 ส่วนสำคัญที่ทำให้พื้นที่ของ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว (KaDeWe) กลายเป็นเวทีของความเป็นไทยอย่างเต็มรูปแบบ

Amazing Thailand Brand Take Over ระหว่างวันที่ 2–14 มีนาคม 2569 พื้นที่ด้านหน้าอาคารถูกปรับโฉมผ่านแบนเนอร์ขนาดยักษ์บน Façade และ Window Display จำนวน 10 ช่องตลอดแนวถนนสายหลักของกรุงเบอร์ลิน ถ่ายทอดเรื่องราววัฒนธรรมอาหารไทยทั้ง 5 ภาค ควบคู่ความงดงามของแหล่งท่องเที่ยว สถาปัตยกรรมไทย และงานหัตถศิลป์ร่วมสมัย สื่อสารศักยภาพประเทศไทยด้าน Gastronomy และ Wellness สู่สายตานานาชาติอย่างโดดเด่น พร้อมกันนี้ ยังมีพันธมิตรภาคเอกชนไทยร่วมสะท้อนอีกมิติหนึ่งของประเทศไทย อาทิ Thailand Privilege Card Company Limited และ Good Goods แบรนด์ไลฟ์สไตล์ของไทยที่ร่วมมือกับชุมชนพัฒนาสินค้าจากภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ร่วมสมัย ด้วยความปรารถนาที่จะสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม สนับสนุนให้ทุกชุมชนมีความสุข พร้อมรักษาสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่อย่างยั่งยืน โดยรายได้ทั้งหมดนำกลับไปพัฒนาชุมชนเพื่อรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไป ภายใต้บริษัท เซ็นทรัล ทำ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ได้ นำเสนอวินโดว์ดิสเพลย์ ณ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว (KaDeWe) กรุงเบอร์ลิน ถ่ายทอดเสน่ห์ของภูมิปัญญาหัตถศิลป์ไทยสู่สายตาชาวโลก ผ่านการออกแบบร่วมสมัยที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยคุณค่า โดยนำชิ้นงานหัตถศิลป์จากชุมชนมารังสรรค์เป็นดีไซน์พิเศษ อาทิ เสื่อกกจากจังหวัดสุรินทร์ที่พัฒนาขึ้นใหม่ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา และกระเป๋าหัตถกรรมที่ใช้ผ้าทอจากชุมชนนาหมื่นศรี จังหวัดตรัง ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยอย่างงดงาม เป็นคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดนำมาเปิดเผยเป็นที่แรก ผสานการตกแต่งวินโดว์ให้บรรยากาศหรูหราในแบบไทยร่วมสมัย ด้วยวัสดุผ้าไหมทอมือและองค์ประกอบจากธรรมชาติ เพื่อถ่ายทอดความงามของงานฝีมือไทยในมิติที่ร่วมสมัย สง่างาม และพร้อมก้าวสู่สายตาชาวโลก

กิจกรรมการแสดงศิลปวัฒนธรรมและสาธิตการประกอบอาหารไทย ระหว่างวันที่ 5–7 มีนาคม 2569 บริเวณชั้น 6 ของห้างสรรพสินค้าเพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์และเสน่ห์ความเป็นไทย โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมกิจกรรมและลิ้มลองอาหารไทย ควบคู่กับการนำเสนอข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวไทย เพื่อเชื่อมโยง “รสชาติ” สู่ “ประสบการณ์การเดินทาง” และสร้างแรงบันดาลใจสู่การออกเดินทางท่องเที่ยวจริงในประเทศไทย พร้อมของที่ระลึกเป็นตุ๊กตาช้างจาก Good Goods ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ตลาดยุโรปเป็นตลาดคุณภาพที่มีศักยภาพสูง และเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ของประเทศไทย การได้ร่วมมือกับกลุ่มเซ็นทรัล จึงเป็นโอกาสดีที่จะช่วยขยายการรับรู้ พร้อมถ่ายทอดเอกลักษณ์ วัฒนธรรม และศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของไทยไปสู่กลุ่มนักเดินทางที่มองหาประสบการณ์ที่มีคุณค่าได้อย่างตรงกลุ่มและมีประสิทธิภาพ การจัดกิจกรรมครั้งนี้ในช่วงเวลาเดียวกับ ITB Berlin 2026 ยิ่งช่วยเสริมพลังในการขยายการรับรู้ในระดับนานาชาติ และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทางจริงมายังประเทศไทย ททท. เชื่อว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนไทยในลักษณะนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดระยะไกลอย่างยั่งยืน และช่วยตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพที่มอบประสบการณ์ระดับโลกได้อย่างครบมิติ”

ด้าน พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “กลุ่มเซ็นทรัลเติบโตขึ้นจากประเทศไทย และได้ขยายธุรกิจสู่เวทีระดับสากลอย่างต่อเนื่อง การเติบโตของเราไม่ได้เป็นเพียงการขยายขอบเขตทางธุรกิจ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่ออัตลักษณ์ความเป็นไทยไปสู่สายตาชาวโลก พื้นที่ค้าปลีกในยุโรปของเรา จึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ทางการค้า หากแต่เป็นแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้เรื่องราวของประเทศไทยได้ถูกถ่ายทอดอย่างงดงาม ไม่ว่าจะเป็นรสชาติอาหาร วัฒนธรรมอันมีเอกลักษณ์   งานฝีมือที่เปี่ยมด้วยภูมิปัญญา หรือวิถีชีวิตที่อบอุ่นของผู้คน การได้เห็นภาพของความเป็นไทยปรากฏอยู่ในห้างสรรพสินค้าระดับแลนด์มาร์กของโลก จึงไม่เพียงสะท้อนถึงการเติบโตของกลุ่มเซ็นทรัล หากยังเป็นความภาคภูมิใจที่เราได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสน่ห์ของประเทศไทยให้โลกได้เห็นอย่างสง่างาม เป็นตัวอย่างว่า ภาคเอกชนไทยสามารถมีบทบาทในการสนับสนุนยุทธศาสตร์ประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม เราหวังว่าความ ร่วมมือนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่สามารถต่อยอดในการนำประเทศไทยสู่สายตานานาชาติได้อย่าง ต่อเนื่องในอนาคต”

กลุ่มเซ็นทรัลขอเป็นอีกหนึ่งพลังขององค์กรไทยในการสนับสนุนประเทศไทยบนเวทีโลก ถ่ายทอดเรื่องราว วัฒนธรรม และคุณค่าของไทยสู่สายตานานาชาติอย่างงดงาม และร่วมผลักดันให้ประเทศไทยเติบโตในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพที่มีความหมายในระดับสากลอย่างมั่นคงและยั่งยืน

กรมการพัฒนาชุมชนติวเข้มผู้ประกอบการ OTOP รุ่นใหม่ ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สากล

กรมการพัฒนาชุมชนติวเข้มผู้ประกอบการ OTOP รุ่นใหม่ ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สากล

กรมการพัฒนาชุมชนติวเข้มผู้ประกอบการ OTOP รุ่นใหม่ ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สากล

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.04 น.

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย จัดกิจกรรมการอบรมโครงการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์ Young OTOP สู่สากล ประจำปี 2569 เสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการออกแบบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ และการตลาดให้กับผู้ประกอบการ OTOP รุ่นใหม่ พร้อมต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดยุคใหม่และก้าวสู่ระดับสากล ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP รุ่นใหม่ให้สามารถประยุกต์ใช้ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และองค์ความรู้ด้านการออกแบบและการตลาดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตลอดจนสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่น สิ่งทอ และการออกแบบ เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนไทยให้มีคุณภาพและมีความโดดเด่นในตลาดสากล

กิจกรรมการอบรมครั้งนี้ ประกอบด้วย ผู้ผลิต ผู้ประกอบการเยาวชน Young OTOP จากผู้สมัครทั่วประเทศ 105 ราย ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการฯ จำนวนทั้งสิ้น 59 ราย  แบ่งเป็น ประเภทผ้า เครื่องแต่งกาย จำนวน 54 ราย และประเภท ของใช้ ของตกแต่ง ของที่ระลึก จำนวน 5 ราย ซึ่งถือเป็นผู้ผลิต ผู้ประกอบการเยาวชน Young OTOP ที่มีศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์บนพื้นฐานของภูมิปัญญาท้องถิ่น เข้าร่วมกิจกรรมฯ

พิธีเปิดการอบรม นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมรับฟังรายงานการดำเนินโครงการจาก นายสุรพล แก้วอินธิ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน กล่าวถึงแนวทางการส่งเสริมผู้ประกอบการ OTOP ให้สามารถนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอัตลักษณ์ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และสามารถแข่งขันได้ในตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมด้วย นางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน ที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” หัวหน้าส่วนราชการกรมการพัฒนาชุมชน ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ เยาวชน Young OTOP  ร่วมประพิธีเปิดการอบรม

การอบรมตลอดระยะเวลา 3 วัน ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา โดยในวันแรกมีการบรรยายหัวข้อ “Global Market Communication การประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมช่องทางการตลาดภายในและต่างประเทศ” โดย อ.ดร.ฐิศิรักน์ โปตะวณิช อาจารย์ประจำวิชาเอกการจัดการธุรกิจไซเบอร์ วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งถ่ายทอดแนวทางการสื่อสารแบรนด์และการทำการตลาดในยุคดิจิทัลเพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในระดับสากล

ต่อเนื่องด้วยการบรรยายหัวข้อ “Thai Trend Color Mastery เทคนิคการจับคู่สีตามเทรนด์บุ๊ค (Thai Textiles Trend Book) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์” โดยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ ได้แก่ นายศิริชัย ทหรานนท์ นักออกแบบและผู้ก่อตั้งแบรนด์ THEATRE, ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน ประธานหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาแฟชั่นสิ่งทอและเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ อ.ดร.กรกลด คำสุข รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งได้ถ่ายทอดแนวคิดด้านการใช้สีและแนวโน้มแฟชั่นสิ่งทอไทยเพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับผลิตภัณฑ์

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Workshop หัวข้อ “Creative Mood Board & Story Inspiration เทคนิคการทำ Mood Board เพื่อหาแรงบันดาลใจในการออกแบบสินค้า” โดยทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ ดร.ศรินดา จามรมาน ที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก, นายศิริชัย ทหรานนท์, ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน, อ.ดร.กรกลด คำสุข, อ.ดร.กิติศักดิ์ เยาวนานนท์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนากายภาพ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, และ อ.ดร.แพรวา รุจิณรงค์ อาจารย์วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้ฝึกกระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์และพัฒนาแนวคิดการออกแบบผลิตภัณฑ์

การอบรมวันที่สอง ประกอบด้วย หัวข้อ “Local Wisdom to Future Green การต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นและการสร้างนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” โดย ผศ.ดร.วุฒิไกร ศิรพล รองคณบดีฝ่ายวิชาการ และอาจารย์ประจำสาขาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ อ.ดร.แพรวา รุจิณรงค์ ซึ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับแนวคิดการออกแบบเพื่อความยั่งยืน การบรรยายหัวข้อ “Brand DNA Insight วิเคราะห์ผลิตภัณฑ์เพื่อพัฒนาแบรนด์ให้โดดเด่นและยั่งยืน” โดย ภานินี นิมากร ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดของกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งถ่ายทอดแนวคิดการสร้างอัตลักษณ์แบรนด์ให้มีความแตกต่างและสามารถแข่งขันในตลาดได้

กิจกรรม Workshop “Creative Fashion Lab การออกแบบผลิตภัณฑ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ให้เป็นแฟชั่นร่วมสมัย” โดยทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ ได้แก่ ดร.ศรินดา จามรมาน, นายศิริชัย ทหรานนท์, ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน, อ.ดร.กรกลด คำสุข, อ.ดร.กิติศักดิ์ เยาวนานนท์, ผศ.ดร.วุฒิไกร ศิรพล, อ.ดร.แพรวา รุจิณรงค์, อ.ปวรุตม์ แสงสีทอง อาจารย์พิเศษด้านการออกแบบแฟชั่นสิ่งทอและผู้ช่วยนักออกแบบ, และ อ.อเนก ตันตสิรินทร์ ที่ปรึกษาอิสระด้านการออกแบบเครื่องประดับ

วันที่สามของกิจกรรมเป็นการเรียนรู้หัวข้อ “Omni-Channel Merchandising เทคนิคการจัดหน้าร้านออฟไลน์และออนไลน์ให้ดึงดูดลูกค้า” โดย อ.ดร.กิติศักดิ์ เยาวนานนท์ เพื่อพัฒนาทักษะด้านการจัดแสดงสินค้าและการขายผ่านช่องทางการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ อีกทั้ง ยังได้มีโอกาสเข้าไปศึกษาดูงานด้านการสืบสานและต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม ณ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยมีทีมวิทยากร ได้แก่ ดร.ศรินดา จามรมาน, นายศิริชัย ทหรานนท์, ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน และ อ.ดร.กรกลด คำสุข ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากมรดกทางวัฒนธรรมไทย

บทความพิเศษ : “นิทานแห่งความดี” เรื่อง “พัดลิซ่า” พลังแห่งการส่งต่อ..

บทความพิเศษ :

บทความพิเศษ : “นิทานแห่งความดี” เรื่อง “พัดลิซ่า” พลังแห่งการส่งต่อ..

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.45 น.

            ในโลกยุคดิจิทัลที่ไร้พรมแดน ชื่อของ “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล ไม่ใช่เพียงศิลปินไทยที่โด่งดังระดับโลก แต่เธอคือ พลังอ่อนโยน “Soft Power” ที่มีชีวิต    ทุกย่างก้าวของเธอคือเป็นปรากฏการณ์ “หยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง”
            “ลูกชิ้นยืนกิน” ที่สถานีรถไฟบุรีรัมย์  “โรตีสายไหม” ที่อยุธยา และการตามรอย “ทะเลบัวแดง” ที่อุดรธานี ไม่ใช่แค่กระแสฉาบฉวย แต่เป็นการสร้างเศรษฐกิจชุมชน ด้วยพลังของบุคคลเพียงคนเดียว
             ที่ ร้านอาหารในจังหวัดทางภาคใต้ ลิซ่าได้รับมอบ “พัดจักสาน” เล่มหนึ่งจากเจ้าของร้าน   เพียงภาพถ่ายใบเดียวที่เธอถือพัดเล่มนั้นด้วยรอยยิ้มที่สดใส พัดไม้ไผ่ที่เคยเห็นชินตาก็กลายเป็นสินค้าล้ำค่าที่คนทั่วโลกโหยหา ยอดสั่งจองถล่มทลาย
             จาก “แรงศรัทธา” สู่ “การแบ่งปัน”
ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต เล็งเห็นว่ากระแส “พัดลิซ่า” นี้สามารถเปลี่ยนเป็นบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่ได้ จึงได้ติดต่อกลุ่มแม่บ้านช่างจักสาน ผลิต”พัดแห่งความดี“รุ่นพิเศษจากไม้ไผ่และผักตบ  ประดับคำว่า “THAILAND” มอบให้แก่ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

            “พัดแห่งความดี”รุ่นพิเศษนี้ไม่ได้มีไว้ขาย แต่มีไว้เป็น “ของสมณาคุณ” แทนคำขอบคุณแด่ผู้มีจิตศรัทธาที่บริจาคเงินเข้ามูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก  เพื่อนำไปจัดซื้อเครื่องอุปโภคบริโภค บรรจุลงใน “ถุงยังชีพ” ส่งต่อไปยังพี่น้องชาวไทยที่กำลังเผชิญกับอุทกภัยหรือภัยพิบัติต่างๆ ทั่วประเทศ
 
            พัดแห่งความดี 1 เล่ม สร้างความดี 4 ต่อ (Ripple Effect)
• ต่อที่ 1: เชิดชูภูมิปัญญา – ประกาศศักดาความประณีตของงานจักสานฝีมือคนไทยสู่สายตาโลก
• ต่อที่ 2: สร้างรายได้ชุมชน – เงินสดไหลกลับสู่มือชาวบ้านโดยตรง สร้างอาชีพที่ยั่งยืน
• ต่อที่ 3: เป็นสะพานบุญ – เชื่อมโยงน้ำใจจากผู้ให้ สู่มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยากเพื่อเป็นทุนในการช่วยเหลือสังคม
• ต่อที่ 4: บรรเทาทุกข์ผู้ยากไร้ – หยาดเหงื่อของช่างจักสานและเงินบริจาค กลายเป็นอาหารชุดแรกที่ถึงมือผู้ประสบภัยในยามวิกฤติ

บทละครสั้นสำหรับลูกเสือแสดงรอบกองไฟ  
ชื่อเรื่อง: พัดลิซ่าแห่งความดี
ตัวละคร:
1. เจ้าจุก: ลูกเสือ (ถือโทรศัพท์)
2. ยายสาย: ช่างจักสานผู้ใจดี (สานพัดไม้ไผ่)
3. พี่ลิซ่า (สมมติ): ลูกเสือหญิงที่แต่งตัวเลียนแบบลิซ่า (ถือพัดแห่งความดี)
4. ชาวบ้าน/ลูกเสือคนอื่นๆ: ผู้ประสบภัย
[ฉาก: ลานกิจกรรมกลางหมู่บ้าน ช่างจักสานสูงอายุกำลังนั่งสานพัดอย่างเงียบเหงา]

เจ้าจุก: (เดินไลฟ์สด) “สวัสดีครับแฟนเพจ! วันนี้จุกมาดูของดีเมืองไทย แต่ดูท่าจะขายไม่ออกนะครับ ยายสายสานพัดจนมือหงิกแล้ว ยังไม่มีใครซื้อเลย!”

ยายสาย: (ถอนหายใจ) “เฮ้อ.. จุกเอ้ย งานฝีมือมันต้องใช้เวลา แต่คนสมัยนี้เขาใช้พัดลมไฟฟ้ากันหมดแล้ว ยายจะเอาเงินที่ไหนไปส่งหลานเรียนล่ะเนี่ย”

[ทันใดนั้น พี่ลิซ่า เดินเข้ามาพร้อมท่าเต้นเบาๆ]

พี่ลิซ่า: “สวัสดีจ้า ยายสาย! พัดนี้สวยจังเลยค่ะ ขอลิซ่าลองถือถ่ายรูปหน่อยนะคะ”
(ลิซ่าหยิบพัดขึ้นมาโพสต์ท่าถ่ายรูป ยิ้มหวาน)

เจ้าจุก: (ตะโกนลั่น) “เหวอออ! ทุกคนดูนี่! พี่ลิซ่าถือพัดยายสาย! ยอดไลฟ์พุ่งกระฉูด! มีคนถามว่า  พัดรุ่น ‘THAILAND’ นี้หาซื้อได้ที่ไหน!”

ยายสาย: (งง) “เอ้า! จริงหรือลูก? พัดไม้ไผ่ธรรมดาๆ เนี่ยนะ?”

พี่ลิซ่า: “ไม่ใช่แค่พัดธรรมดาค่ะยาย แต่นี่คือ ‘พัดแห่งความดี’ ชมรมเสมาพัฒนาชีวิตจะนำพัดนี้ไปมอบให้คนใจบุญที่บริจาคช่วยมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ค่ะ”
[ฉากตัดมาที่: เสียงฟ้าร้องและจำลองสถานการณ์น้ำท่วม (ลูกเสือช่วยกันเขย่าผ้าสีฟ้า)]

ชาวบ้าน: “ช่วยด้วย! น้ำท่วมนาข้าวหมดแล้ว ไม่มีข้าวกินเลย!”

เจ้าจุก: “ไม่ต้องห่วงครับ! เพราะ ‘พัดลิซ่าแห่งความดี’ กลายเป็นเงินบริจาคที่ซื้อถุงยังชีพมาให้พวกเราแล้ว!”

[ลูกเสือทุกคนเดินออกมา พร้อมพัดในมือและถุงยังชีพ ส่งมอบให้ผู้ประสบภัยด้วยรอยยิ้ม]
[จบด้วยการร้องเพลงรักกันไว้เถิด ต่อด้วยเพลงรำวง “ใกล้เข้าไปอีกนิด  งามแสงเดือน  และลอยกระทง“]

เอกสารนี้ จัดทำโดยชมรมเสมาพัฒนาชีวิต ของมูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย
This document produce by Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation.