ททท. คิกออฟ “WILD AWAKE JOURNEY” ปลุกกระแสท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และฟื้นฟู ปั้นไทยสู่หมุดหมายความยั่งยืนระดับโลก

ททท. คิกออฟ “WILD AWAKE JOURNEY”  ปลุกกระแสท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และฟื้นฟู ปั้นไทยสู่หมุดหมายความยั่งยืนระดับโลก

ททท. คิกออฟ “WILD AWAKE JOURNEY” ปลุกกระแสท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และฟื้นฟู ปั้นไทยสู่หมุดหมายความยั่งยืนระดับโลก

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.44 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยด้านตลาดในประเทศ เดินหน้าผลักดันการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และฟื้นฟู (Regenerative & Conservation Tourism) พร้อมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไทยสู่ความยั่งยืนระดับสากล ก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในเชิงคุณค่า เปลี่ยนบทบาทนักท่องเที่ยวจากผู้บริโภคสู่การเป็น “ผู้พิทักษ์” แสดงจุดยืนในการเดินทางอย่างรับผิดชอบ (Responsible Travel) เพื่อให้กลายเป็นหนึ่งในทิศทางสำคัญที่มีต่อประชาคมโลก 

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. เปิดเผยว่า “กรีนซีซั่นปีนี้ ททท. มุ่งมั่นที่จะพลิกโฉมการเดินทางสู่มิติใหม่ เปลี่ยนจากการแสวงหาความสนุกทั่วไป สู่การเติมเต็มจิตวิญญาณ และสร้างปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมาย (Meaningful Travel) ระหว่างผู้มาเยือน ธรรมชาติ สัตว์ป่า และชุมชนท้องถิ่น จึงได้เปิดตัวโครงการ WILD AWAKE JOURNEY เพื่อนใหม่ ในป่าใหญ่ เพื่อยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สัตว์ป่า (Wildlife Conservation Tourism) ภายใต้แนวคิด ‘Awake Your New Moment’ ชวนทุกคนมาสัมผัสประสบการณ์ใหม่ที่เชื่อมโยงผู้คนกับ ‘โลกของสัตว์ป่า’ อย่างลึกซึ้ง ให้ผู้เดินทางเกิดความ ‘เข้าใจ’ และพร้อมที่จะ ‘ปกป้อง’ โลกอีกใบ ผ่านประสบการณ์จริงในระบบนิเวศของไทยที่มีความหลากหลายทางซีวภาพ (Biodiversity) ในลำดับต้น ๆ ของภูมิภาค ให้ทุกช่วงเวลาของการเดินทางไม่เพียงสร้างความทรงจํา แต่ยังสร้างความหมายต่อชีวิตของเรา สรรพชีวิตในผืนป่า และอนาคตการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน”

เพื่อเป็นการปลุกกระแสการมีส่วนร่วมและจิตสำนึกอย่างสร้างสรรค์และเป็นรูปธรรม ททท. ได้จัดแคมเปญส่งเสริมการตลาดและกระตุ้นการขาย ในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2569 ผ่าน 3 กิจกรรมไฮไลต์สำคัญ  ได้แก่ AWAKEN YOUR WILD STORY ออกตามหาเพื่อนใหม่ในป่าใหญ่ บอกเล่าเรื่องราวความมหัศจรรย์ในมุมมองใหม่ TRAVEL THAT GIVES BACK มอบดีลส่วนลดสุดพิเศษ ให้ทุกการเดินทางได้ช่วยโลกและสัตว์ป่า และ WILD AWAKE EXCLUSIVE TRIP เดินทางสัมผัสประสบการ์จริงกับเพื่อนใหม่ในป่าใหญ่ โดย ททท.ได้ร่วมมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและอินฟลูเอ็นเซอร์ชื่อดังมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวและสร้างการรับรู้ในวงกว้าง นายอภิชัย กล่าว

 ทั้งนี้ ททท. โดยด้านตลาดในประเทศ คาดว่าโครงการดังกล่าว จะสามารถกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเทียวในประเทศช่วงกรีนซีซั่นได้อย่างคึกคัก ช่วยสร้างคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน (Sustainable Value Creation) ไปพร้อมกัน ตลอดจนตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ระดับสากลอย่างแท้จริง สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและกิจกรรมต่าง ๆ ของโครงการเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: Wild Awake Journey

ก้าวขึ้นเวทีโลกด้วยพลังของแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านวัฒนธรรมพื้นถิ่นไทย สู่การพัฒนา Modern Heritage Performance Model

ก้าวขึ้นเวทีโลกด้วยพลังของแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านวัฒนธรรมพื้นถิ่นไทย  สู่การพัฒนา Modern Heritage Performance Model

ก้าวขึ้นเวทีโลกด้วยพลังของแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านวัฒนธรรมพื้นถิ่นไทย สู่การพัฒนา Modern Heritage Performance Model

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.42 น.

โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ววัฒนธรรมไม่ได้เป็นเพียง “มรดก” ที่ถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์หรือหนังสือประวัติศาสตร์อีกต่อไป แต่กลายเป็นพลังสำคัญที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจ พัฒนาเยาวชน และขับเคลื่อนประเทศสู่เวทีสากลได้อย่างทรงพลัง โดยเฉพาะ “การแสดงวัฒนธรรมพื้นถิ่นไทย” ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ความงดงาม และอัตลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งหากได้รับการพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ ก็สามารถเปลี่ยนจากภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กลายเป็นพลังแห่งอนาคตได้อย่างน่าตื่นเต้น แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านการแสดงวัฒนธรรมพื้นถิ่นไทย จึงเป็นมากกว่าการอนุรักษ์ศิลปะดั้งเดิม แต่คือกระบวนการสร้างสมดุลระหว่าง “การรักษารากเหง้า” กับ “การพัฒนาให้ร่วมสมัย” เพื่อให้ศิลปะวัฒนธรรมไทยสามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่และผู้ชมระดับสากลได้อย่างมีชีวิตชีวา หัวใจสำคัญของแนวทางนี้ คือการนำวัฒนธรรมพื้นถิ่นไทย เช่น ดนตรีพื้นบ้าน ภาษา สำเนียงท้องถิ่น รูปแบบนาฏศิลป์ ท่าทางการเคลื่อนไหว วิถีชีวิตชุมชน และภูมิปัญญาดั้งเดิม มาผสมผสานกับเทคนิคการแสดงร่วมสมัยอย่างสร้างสรรค์ ทำให้ผลงานไม่เพียงคงคุณค่าทางวัฒนธรรม แต่ยังมีความสดใหม่ น่าตื่นตา และเข้าถึงผู้ชมได้หลากหลายยิ่งขึ้น

สิ่งที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้โดดเด่น คือการเรียนรู้แบบลงมือทำจริง หรือ การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ที่เปลี่ยนห้องเรียนให้กลายเป็นพื้นที่แห่งประสบการณ์จริง ผู้เรียนไม่ได้เพียงศึกษาทฤษฎี แต่ได้ฝึกซ้อมจริง แสดงจริง แก้ปัญหาจริง และสะท้อนผลลัพธ์จริง ตั้งแต่การจัดตำแหน่งบนเวที การประสานจังหวะ การควบคุมพลังการแสดง ไปจนถึงการสื่อสารอารมณ์ผ่านดนตรีและการเคลื่อนไหว กระบวนการเช่นนี้ไม่เพียงพัฒนาทักษะทางศิลปะ แต่ยังหล่อหลอมความมั่นใจ วินัย ความรับผิดชอบ และความเป็นมืออาชีพ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของคนรุ่นใหม่ในศตวรรษที่ 21 จุดแข็งสำคัญ คือ “การมีส่วนร่วมและการสร้างสรรค์ร่วม” ผู้เรียน ครูผู้สอน ศิลปินพื้นบ้าน และผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีหรือการแสดง ต่างมีบทบาทร่วมกันในการออกแบบและพัฒนาผลงาน กระบวนการนี้เปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมอง ความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์ที่หลากหลาย

เมื่อศิลปะไม่ได้ถูกสร้างจากคนเพียงคนเดียว แต่เกิดจากการทำงานร่วมกัน ผลงานที่ออกมาจึงมีพลังมากขึ้น ลึกซึ้งขึ้น และสะท้อนความเป็นชุมชนได้อย่างแท้จริง ขณะเดียวกันยังช่วยส่งเสริมทักษะการทำงานเป็นทีม การสื่อสาร และการแก้ปัญหาร่วมกัน ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในโลกยุคใหม่ ที่สำคัญที่สุด แนวปฏิบัตินี้ทำให้ผู้เรียนได้ “เชื่อมโยงกับบริบทวัฒนธรรมของตนเอง” อย่างลึกซึ้ง พวกเขาไม่ได้เพียงเรียนรู้วัฒนธรรมในฐานะผู้รับ แต่กลายเป็น “ผู้สร้างสรรค์วัฒนธรรม” ที่สามารถตีความ ต่อยอด และนำอัตลักษณ์ของท้องถิ่นมาสร้างผลงานใหม่ได้อย่างภาคภูมิใจ เมื่อเสียงดนตรีพื้นบ้านถูกผสานกับการจัดองค์ประกอบร่วมสมัย เมื่อภาษาถิ่นถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการแสดง หรือเมื่อท่วงท่าทางนาฏศิลป์ถูกตีความใหม่ให้เข้ากับเวทีปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้คือการแสดงให้เห็นว่า วัฒนธรรมไทยไม่ใช่สิ่งล้าสมัย แต่คือทรัพยากรสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพมหาศาล

จากการสังเคราะห์องค์ความรู้ทั้งหมด จึงนำไปสู่การพัฒนา Modern Heritage Performance Model (MHP Model) ซึ่งเป็นโมเดลที่ออกแบบขึ้นเพื่อยกระดับการแสดงวัฒนธรรมพื้นถิ่นไทยให้ตอบโจทย์ทั้งด้านการศึกษา การสร้างสรรค์ และการเผยแพร่ในระดับสากล MHP Model เป็นแนวคิดที่ผสาน 3 องค์ประกอบสำคัญเข้าด้วยกัน ได้แก่

1. Experiential Learning – การเรียนรู้จากประสบการณ์จริง

2. Collaborative Creativity – การมีส่วนร่วมและการสร้างสรรค์ร่วม

3. Cultural Context Integration – การเชื่อมโยงบริบทวัฒนธรรมกับการแสดงร่วมสมัย

เมื่อทั้งสามองค์ประกอบทำงานร่วมกัน จะเกิดกระบวนการพัฒนาผู้เรียนแบบรอบด้าน ทั้งทักษะศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ ความเข้าใจวัฒนธรรม ความเป็นผู้นำ และความสามารถในการปรับตัวต่อโลกที่เปลี่ยนแปลง มากไปกว่านั้น MHP Model ยังมีศักยภาพในการผลักดันวัฒนธรรมไทยสู่การเป็นซอฟพาวเวอร์ที่ทรงพลังของประเทศ เพราะเมื่อวัฒนธรรมถูกนำเสนอในรูปแบบที่ร่วมสมัย มีคุณภาพ และเข้าถึงผู้ชมได้กว้างขึ้น ก็สามารถสร้างการรับรู้ระดับนานาชาติ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และต่อยอดสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ได้อย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นเวทีการแสดงระดับชาติ เทศกาลศิลปะนานาชาติ คอนเสิร์ตเชิงวัฒนธรรม สื่อดิจิทัล หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ ทุกพื้นที่ล้วนสามารถเป็นเวทีที่ทำให้วัฒนธรรมไทยเปล่งประกายได้

  แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านการแสดงวัฒนธรรมพื้นถิ่นไทย จึงไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์อดีต แต่คือการสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับศิลปวัฒนธรรมไทย เป็นสะพานเชื่อมระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับนวัตกรรมร่วมสมัย เป็นพื้นที่ที่เยาวชนได้ค้นพบตัวตน และเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศผ่านพลังแห่งวัฒนธรรม วันนี้…เสียงดนตรีไทย การเคลื่อนไหวพื้นบ้าน และเรื่องราวจากชุมชน ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในท้องถิ่นอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นสู่เวทีโลกด้วยความภาคภูมิใจ และ Modern Heritage Performance Model (MHP Model) คืออีกก้าวสำคัญที่จะทำให้มรดกทางวัฒนธรรมไทย ไม่เพียง “อยู่รอด” แต่ “เติบโต งดงาม และทรงพลัง” ในโลกยุคใหม่อย่างยั่งยืน.

เมกาบางนา ปลุกพลังความฟิต กับกิจกรรม MEGABANGNA เต้นฉ่ำกับมัมฮาย AEROBIC DANCE

เมกาบางนา ปลุกพลังความฟิต กับกิจกรรม  MEGABANGNA เต้นฉ่ำกับมัมฮาย AEROBIC DANCE

เมกาบางนา ปลุกพลังความฟิต กับกิจกรรม MEGABANGNA เต้นฉ่ำกับมัมฮาย AEROBIC DANCE

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.39 น.

ศูนย์การค้าเมกาบางนา แหล่งช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดแห่งกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก พร้อมเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตให้ทุก ๆ วันมีความสุขมากยิ่งขึ้น ด้วยแนวคิด YOUR EVERYDAY MEETING PLACE เดินหน้าส่งเสริมการใช้ชีวิตแบบ ACTIVE HEALTHY LIFESTYLE ให้กับลูกค้าและคอมมูนิตี้โดยรอบอย่างต่อเนื่อง ชวนทุกคนมาขยับร่างกาย เติมพลังความสดใส และสนุกไปกับกิจกรรม MEGABANGNA เต้นฉ่ำกับมัมฮาย AEROBIC DANCE” งานแอโรบิกสุดคึกคักที่จัดขึ้นร่วมกับ FITNESS FIRST ผู้นำด้านฟิตเนสระดับโลก และ SUPERSPORTS พร้อมชวน “ตัวมัมแห่งฟลอร์” อย่าง ฮาย อาภาพร นครสวรรค์ มาปลุกพลังแดนซ์ให้ทุกคนได้ออกกำลังกายอย่างสนุกสนาน ในวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2569 เวลา 18.00 – 19.00 น. ณ เมกา พลาซ่า ศูนย์การค้าเมกาบางนา งานนี้เข้าร่วมฟรี!

กิจกรรม “MEGABANGNA เต้นฉ่ำกับมัมฮาย AEROBIC DANCE” ตอกย้ำแนวคิดของเมกาบางนาในการส่งเสริม ACTIVE HEALTHY LIFESTYLE ให้กับลูกค้าและคอมมูนิตี้โดยรอบ ผ่านการออกกำลังกายรูปแบบแอโรบิกที่สนุก เข้าถึงง่าย และเปิดโอกาสให้ทุกเจเนอเรชันได้ขยับร่างกายไปพร้อมเสียงเพลง โดยไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์หรือพื้นฐานการเต้น พร้อมเปลี่ยนพื้นที่ศูนย์การค้าให้เป็นจุดนัดพบของคนรักสุขภาพ และคนที่อยากเริ่มต้นดูแลตัวเอง ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยพลังบวกและความสนุกสนาน

เตรียมปล่อยพลังไปกับจังหวะแอโรบิกสุดมันส์ ที่ผสมผสานเพลงฮิตทั้งไทยและอินเตอร์หลากหลายสไตล์ ให้ทุกคนได้ขยับ เต้น โยก และสนุกแบบต่อเนื่องตลอดหนึ่งชั่วโมง นำแดนซ์โดย ฮาย อาภาพร นครสวรรค์ ที่จะมาร่วมเติมความสนุกในสไตล์ตัวมัม ชวนทุกคนปลุกความมั่นใจและสนุกไปกับการออกกำลังกายในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นสายแดนซ์ สายสุขภาพ สายแฟ หรือแก๊งเพื่อนที่อยากมาหากิจกรรมสนุก ๆ ทำร่วมกัน พร้อมร่วมเฉลิมฉลองเทศกาล PRIDE MONTH ด้วยการชวนเหล่าขาแดนซ์แต่งกายสไตล์ COLORFUL เพื่อเติมบรรยากาศให้พื้นที่เมกา พลาซ่า เต็มไปด้วยสีสัน พลังความสนุก และความมั่นใจในแบบฉบับของแต่ละคน

พิเศษสำหรับสมาชิกเมกา สไมล์ รีวอร์ด พร้อมรับสิทธิสุดเอ็กซ์คลูซีฟภายในงาน ทั้งผลิตภัณฑ์กันแดดจากแบรนด์ HER HYNESS ขนาดทดลองจำนวน 2 ชิ้น (จำกัด 1 สิทธิ์/ท่าน จำกัดรวม 160 สิทธิ์ หรือจนกว่าสินค้าจะหมด) และรับฟรีคูปองส่วนลดจาก SUPERSPORTS สาขาเมกาบางนา มูลค่า 400 บาท สำหรับใช้เป็นส่วนลดเมื่อซื้อสินค้าครบ 3,500 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จสำหรับสินค้าที่ร่วมรายการ (จำกัด 1 สิทธิ์/ท่าน จำกัดรวม 300 สิทธิ์ หรือจนกว่าสินค้าจะหมด) โดยแลกรับสิทธิได้ที่บูธภายในงาน ตั้งแต่เวลา 17.00 – 20.00 น.

มาร่วมขยับร่างกาย ปล่อยพลังความสนุก และเติมสีสันให้ชีวิตมีสุขภาพดีไปพร้อมกันที่งาน “MEGABANGNA เต้นฉ่ำกับมัมฮาย AEROBIC DANCE” วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2569 เวลา 18.00 – 19.00 น. ณ เมกา พลาซ่า ศูนย์การค้าเมกาบางนา เข้าร่วมฟรี! เตรียมชุดสีสันสดใส แล้วมาแดนซ์ให้ฉ่ำไปพร้อมกัน

#เมกาบางนา #MEGABANGNA #YOUREVERYDAYMEETINGPLACE #เต้นฉ่ำกับมัมฮาย #MEGAPRIDE2026

ติดตามข่าวสารและโปรโมชันของเมกาบางนาได้ที่
แอปพลิเคชัน : HTTP://ONELINK.TO/N37E4G

เว็บไซต์ : HTTPS://WWW.MEGA-BANGNA.COM/

เฟซบุ๊ก : FACEBOOK.COM/MEGABANGNASHOPPINGCENTER

อินสตาแกรม : @MEGABANGNA_TH

เอ็กซ์ : @MEGABANGNA_TH

ไลน์ : @MEGABANGNAOFFICIAL

หรือโทร. 02-105-1000

852 Films จับมือ WONDER S เปิดตัวโปรเจกต์ระดับโลก Lost In Your Eyes

852 Films จับมือ WONDER S เปิดตัวโปรเจกต์ระดับโลก Lost In Your Eyes

852 Films จับมือ WONDER S เปิดตัวโปรเจกต์ระดับโลก Lost In Your Eyes

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.32 น.

ยิ่งใหญ่และอบอวลไปด้วยความประทับใจ สำหรับงานแถลงข่าวเปิดตัวโปรเจกต์หนังสือภาพถ่ายบทกวี (Poetry Book) “Lost In Your Eyes (หลงไปในตาคุณ)” และการเปิดตัวศิลปินระดับสากล ซึ่งจัดขึ้น ณ SCB NEXT TECH ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ภายใต้ความร่วมมือครั้งสำคัญของ 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ 852 Films Hong Kong , Bjarne Production Malaysia และ บริษัท วอนเดอร์ เอส จำกัด

บรรยากาศภายในงานเริ่มต้นอย่างคึกคักตั้งแต่ช่วงเย็นด้วยการเปิดตัวเดินพรมแดง (Red Carpet) ของผู้บริหาร แขกผู้มีเกียรติ ศิลปิน และ อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังมากมายที่มาร่วมแสดงความยินดี อาทิ คุณวาดดาว อรรณว์ ชุมาพร ประธานและผู้ก่อตั้งบริษัท นฤมิตไพรด์ จำกัด ตามมาด้วย คุณอเล็กซ์ ณัติรุจน์ ศรีชาติวาณิชย์ Mister Universe Thailand 2026 , คุณศิวคม เดชาศิริ Man of the Planet 2026 , คุณเมริสา ไมเยอร์  Miss Global Asian Thailand 2026 , ทีมผู้เข้าประกวด Miss Universe ชุมพร สระแก้ว 2026   , ทีม Mister Cosmo ศิลปิน Girl group T-Pop วง Flora , คุณธนกฤต เก้าเอี้ยน ศิลปิน จากค่าย ดูธ ฟิล์ม . ศิลปิน Wonder S มากันยกค่าย ทั้ง ริร รัสรินทร์ ดำรงโชติพัฒน์ . กล้าย่า ณัฐพัชร์ เสมอเหมือน , พอตเตอร์ ชัยพล บุญรักษา , ไอซ์  เวชพิสิฐ อาชาเลิศตระกูล .  แชมป์ ภราดร สติราษฎร์, ตะวิน นายจักรรินทร์ โสภารัตน์ , เพิร์ธ นภัทร เรืองชัยศิวเวท , บอส วสุพล ปัญญาเลิศประภา , แบงค์ ธรณินทร์ มโนสุดประสิทธิ์ ฯลฯ

ต่อด้วยช่วงสำคัญของงาน คือการปรากฏตัวบนพรมแดงของ “IMAN TAHERI (อิหม่าน ทาเฮรี)” นายแพทย์อาสาและนักแสดงหนุ่มดาวรุ่งดวงใหม่ ร่วมด้วย โจซี โฮ (JOSIE HO)  ซีอีโอและนักแสดงชื่อดังแห่งฮ่องกง และ คอนรอย ชาน (CONROY CHAN) ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์จาก 852 Films ท่ามกลางเสียงต้อนรับอย่างอบอุ่นจากแฟน ๆ ชาวไทย โดยงานนี้เปิดฉากอย่างงดงามด้วยการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยต้อนรับในชุด “Hanuman vs. The Giant (หนุมานพบยักษ์) ที่สื่อถึงคุณธรรมและความดีงาม โดยมี โดย นายบุญเสริม ขันแก้ว รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว ขึ้นกล่าวเปิดงานและแสดงความยินดี ก่อนที่จะเข้าสู่พิธีตัดริบบิ้น โดยได้รับเกียรติจาก หม่อมหลวง สุภาพ ปราโมช  ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมการค้าเอเชีย-จีน เพื่อการพัฒนาธุรกิจและวัฒนธรรม ร่วมเปิดตัว Photo Book “Lost In Your Eyes” อย่างเป็นทางการ พร้อมกิจกรรมฮีลใจและมอบบทเพลงให้กำลังใจสุดพิเศษจากศิลปินค่าย WONDER S New Generation

นอกจากนี้ แฟนภาพยนตร์ชาวไทยยังได้รับเซอร์ไพร์สครั้งใหญ่กับการเปิดตัว ตัวอย่างภาพยนตร์ระทึกขวัญเหนือธรรมชาติเรื่อง “THE MAGE” เป็นครั้งแรกในประเทศไทยก่อนใครในโลก ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นผลงานการแสดงนำครั้งแรกของ IMAN TAHERI ในบทบาทนายตำรวจนักสืบสุดท้าทาย นำแสดงโดย โจซี โฮ กำกับโดยผู้กำกับระดับตำนาน แดนนี่ แปง (Danny Pang) อำนวยการสร้างโดย คอนรอย ชาน งานนี้ทีมนักแสดงและผู้จัด พร้อมด้วย ออกไซด์ แปง ได้ร่วมขึ้นพูดคุยเจาะลึกบนเวทีถึงเบื้องหลังการถ่ายทำและความประทับใจ  ก่อนที่จะเปิดโอกาสให้พี่ ๆ สื่อมวลชนสัมภาษณ์อย่างใกล้ชิด

สำหรับผู้ที่สนใจหนังสือภาพถ่ายบทกวี “Lost In Your Eyes” คอลเลกชันสุดพิเศษ (ราคาเล่มละ 1,999 บาท พร้อมของที่ระลึกเซ็ตพิเศษ)  สามารถติดตามรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://sites.google.com/view/lostinyoureyesiman/home  และ Instagram @wonder.s.thailand

พม.จัดงานวันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์’69 ประกาศเดินหน้าสู่ ‘Thailand TIP ZERO 2030’

พม.จัดงานวันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์'69 ประกาศเดินหน้าสู่ 'Thailand TIP ZERO 2030'

พม.จัดงานวันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์’69 ประกาศเดินหน้าสู่ ‘Thailand TIP ZERO 2030’

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.10 น.

พม. ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดงานวันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด Together We Can Stop Human Trafficking และประกาศเดินหน้าสู่ “Thailand TIP ZERO 2030”

5 มิถุนายน 2569 เวลา 09.30 น. นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานเปิดงาน “วันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ ประจำปี 2569” ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร พร้อมถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live “กองต่อต้านการค้ามนุษย์ สป.พม.” โดยมีผู้เข้าร่วมงานทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online รวมจำนวน 800 คน

การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทย พร้อมรณรงค์เผยแพร่ผลการดำเนินงานด้านการต่อต้านการค้ามนุษย์ของประเทศไทย และสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนและภาคีเครือข่ายทั้งหน่วยงานภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน องค์การระหว่างประเทศ และสื่อมวลชน เพื่อผนึกกำลังทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์อย่างเป็นรูปธรรม และสร้างการยอมรับในเวทีระดับสากล ภายใต้แนวคิด “Together We Can Stop Human Trafficking”     งานดังกล่าวมุ่งสะท้อนพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการร่วมกันป้องกัน แก้ไข และยุติปัญหาการค้ามนุษย์อย่างยั่งยืน โดยเน้นการสร้างความตระหนักรู้แก่สังคมว่า “การค้ามนุษย์เป็นเรื่องใกล้ตัว” และทุกคนอาจตกเป็นผู้เสียหายจากขบวน  การค้ามนุษย์ได้ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และช่วยเหลือผู้เสียหาย พร้อมส่งเสริมให้สังคมไทยไม่เพิกเฉยต่อการแสวงหาประโยชน์จากมนุษย์ในทุกรูปแบบ

นายนิกร โสมกลาง กล่าวว่า กระทรวง พม. เชื่อว่า ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ไม่ใช่เพียงผู้ที่ต้องได้รับการช่วยเหลือ    แต่คือบุคคลที่มีศักดิ์ศรี มีศักยภาพ และมีสิทธิที่จะกลับมาดำเนินชีวิตอย่างอิสระ ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้ง     การคุ้มครองจึงไม่ใช่เพียงการให้ที่พักพิง แต่คือการสร้างโอกาสในการฟื้นฟู การเข้าถึงสิทธิ และการคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยปัจจุบันรูปแบบการค้ามนุษย์มีความซับซ้อนมากขึ้น เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติรูปแบบใหม่   ประเทศไทยจึงไม่เพียง “ดำเนินการต่อ” แต่จะ “ก้าวไปข้างหน้าอย่างชัดเจน” โดยกระทรวง พม. พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย   ทุกภาคส่วน จะร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย “Thailand TIP ZERO 2030” ซึ่งไม่ใช่เพียงเป้าหมายในการทำให้ปัญหาหมดไปโดยสิ้นเชิง แต่คือการสร้างมาตรฐานขั้นต่ำที่ทุกจังหวัด ทุกชุมชนในประเทศไทย สามารถป้องกัน คุ้มครอง     และตอบสนองต่อปัญหาการค้ามนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และยั่งยืน

ทั้งนี้ ประเทศไทยจะขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างบูรณาการในทุกมิติ ได้แก่ ด้านการดำเนินคดีและบังคับใช้กฎหมาย โดยมุ่งปราบปรามเครือข่ายการค้ามนุษย์ทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและออนไลน์ พร้อมยกระดับศักยภาพของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายให้ทันต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายตามหลักนิติธรรม ด้านการคุ้มครองผู้เสียหาย จะยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิมนุษยชน เชื่อมโยงการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบตั้งแต่ระดับพื้นที่ ระดับประเทศ และระหว่างประเทศ พร้อมมุ่งเน้นผลลัพธ์ในการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตและป้องกันการตกเป็นผู้เสียหายซ้ำ และด้านการป้องกัน จะดำเนินงานเชิงรุกเพื่อลดความเปราะบางของกลุ่มเสี่ยง ผ่านกลไกด้านแรงงาน สวัสดิการสังคม การศึกษา และการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและชุมชน พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคมไทยตระหนักว่าการค้ามนุษย์เป็นภัยใกล้ตัว และทุกคนมีบทบาทในการป้องกัน

ขณะที่ด้านความร่วมมือ จะขับเคลื่อนการทำงานแบบ “Whole-of-Government” และ “Whole-of-Society” เชื่อมโยงทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และองค์การระหว่างประเทศ รวมถึงเสริมสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดน เพื่อรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ภายในงานมีกิจกรรมสำคัญ อาทิ การรับชมวีดิทัศน์ผลการดำเนินงานสำคัญในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ของประเทศไทย การประกาศเจตนารมณ์ในการต่อต้านการค้ามนุษย์ของประเทศไทย พิธีมอบรางวัลดีเด่นด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ได้แก่ บุคคลดีเด่น หน่วยงานดีเด่น ด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ จังหวัดต้นแบบขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และสถานศึกษาต้นแบบป้องกันการค้ามนุษย์ ประจำปี ๒๕๖๙ รวมถึงการจัดนิทรรศการเผยแพร่ผลการดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ บูธแสดงพัฒนาการของงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ บูธหน่วยงานด้านการดำเนินคดี ด้านการป้องกันและคุ้มครองช่วยเหลือผู้เสียหาย ตลอดจนบูธจากองค์กร      ภาคประชาสังคมและองค์การระหว่างประเทศ

ในตอนท้าย นายนิกร โสมกลาง ได้กล่าวให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานทุกภาคส่วนที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พร้อมย้ำว่า ปัญหาการค้ามนุษย์ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยพลังความร่วมมือจากทุกคนในสังคม เพื่อไม่ให้มีใครต้องเผชิญกับความอยุติธรรมนี้เพียงลำพังอีกต่อไป

หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ขอเชิญชม ‘นิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม ปี 2569’

หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ขอเชิญชม 'นิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม ปี 2569'

หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ขอเชิญชม ‘นิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม ปี 2569’

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.34 น.

หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ขอเชิญชมนิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม  ปี 2569 ซึ่งรวบรวมผลงานศิลปนิพนธ์ของนิสิต นักศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ชั้นปีสุดท้ายของปีการศึกษา 2568 จากสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนด้านศิลปะ 47 แห่งทั่วประเทศ รวม 177 ชิ้น มาจัดแสดงร่วมกันตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม – 2 สิงหาคม 2569

จากเจตนารมณ์ที่ต้องการส่งเสริมและสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ ให้ได้มีพื้นที่ในการแสดงผลงานศิลปกรรม นิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม เป็นนิทรรศการที่หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีความภาคภูมิใจที่ได้ริเริ่มจัดขึ้นตั้งแต่ปี 2552 และยังคงจัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เนื่องด้วยเป็นนิทรรศการที่มีผู้ชมรู้จัก และให้ความสนใจติดตามเป็นจำนวนมาก รวมทั้งยังได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี จากสถาบันระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศมาโดยตลอด สำหรับในปีนี้ มีสถาบันตอบรับเข้าร่วมแสดงรวม 47 แห่ง โดยคณาจารย์ของแต่ละสถาบันได้คัดเลือกผลงาน ของนักศึกษาระดับปริญญาโท สถาบันละ 2 คน และระดับปริญญาตรี สถาบันละ 3 คน ส่งผลงานมาร่วมแสดงคนละ 1 ชิ้น รวมผลงานที่จัดแสดง 177 ชิ้น ประกอบด้วยผลงานหลากหลายเทคนิค อาทิ ผลงานจิตรกรรม ประติมากรรม สื่อผสม และงานจัดวาง

นิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม มิเพียงแต่ช่วยเผยแพร่ชื่อเสียงของสถาบันการศึกษา และเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคนิคทางศิลปะเท่านั้น แต่ยังเป็นการแนะนำนิสิต นักศึกษา ให้เป็นที่รู้จักแก่สาธารณชน และสร้างความพร้อมที่จะก้าวไปสู่การเป็นศิลปินอาชีพในอนาคต

ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม ปี 2569 ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ถนนราชดำเนินกลาง โดยเปิดให้เข้าชมทุกวัน (ปิดวันพุธ) เวลา 10.00 – 19.00 น. เพื่อร่วมเสริมสร้างกำลังใจและสนับสนุนให้นิสิต นักศึกษา ได้สร้างสรรค์ผลงานคุณภาพออกเผยแพร่แก่สาธารณชนต่อไป

ส.กีฬาสเปเชียลโอลิมปิคฯ จัดคอนเสิร์ตสุนทราภรณ์ ระดมทุนเพื่อทีมฟุตบอลหญิงสู้ศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย

ส.กีฬาสเปเชียลโอลิมปิคฯ จัดคอนเสิร์ตสุนทราภรณ์  ระดมทุนเพื่อทีมฟุตบอลหญิงสู้ศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย

ส.กีฬาสเปเชียลโอลิมปิคฯ จัดคอนเสิร์ตสุนทราภรณ์ ระดมทุนเพื่อทีมฟุตบอลหญิงสู้ศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.22 น.

สมาคมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคแห่งประเทศไทย นำโดย ดร.นริศ ชัยสูตร นายกสมาคมฯ จัดคอนเสิร์ตการกุศล “สุนทราภรณ์ : บทเพลงแห่งความหวังสู่ปารีส” (Suntaraporn Concert: Songs of Hope to Paris) เพื่อระดมทุนให้ “ทีมยูนิฟายด์” นักกีฬาฟุตบอลหญิงของสเปเชียลโอลิมปิคไทยไปแข่งขันฟุตบอลโลกหญิงรอบสุดท้ายที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งตอนนี้ไทยเราเป็น 1 ใน 12 ทีมเท่านั้นที่ได้ไปเล่นบอลโลก

ดร.นริศ ชัยสูตร นายกสมาคมฯ พร้อมด้วย นักร้องสุนทราภรณ์รุ่นใหม่ ศิลปิน BNK48 , GMMTV ผู้นำเชียร์ธรรมศาสตร์ และนักกีฬาเยาวชนของสมาคมฯ

ดร.ฤทธิรงค์ อินทรจินดา มอบเงินสนับสนุน สเปเชียลโอลิมปิคไทย โดย มี ดร.นริศ ชัยสูตร และ ดร.พันนภา รักสนิท เป็นผู้รับมอบเงิน มีรองนายกรัฐมนตรี พิชัย ชุณหวชิร และ รองนายกรัฐมนตรี กร ทัพพะรังสี เป็นสักขีพยาน

ดร.นริศ – ศ.คลินิก พญ.วลักลักษณ์ ชัยสูตร ร่วมขึ้นเวทีร้องเพลงสุนทราภรณ์

ศ.คลินิก พญ.วลักลักษณ์ ชัยสูตรในบทเพลง ริมฝั่งน้ำ

คอนเสิร์ตการกุศล “สุนทราภรณ์ : บทเพลงแห่งความหวังสู่ปารีส” (Suntaraporn Concert: Songs of Hope to Paris) เป็นการรวมศิลปินคุณภาพ รุ่นใหญ่ & รุ่นใหม่ อาทิ เท่ห์ – อุเทน พรหมมินทร์, ก้อย – ศรัณย่า ส่งเสริมสวัสดิ์, อลิศ ธนัชศลักษณ์ สาวน้อยมหัศจรรย์จาก Golden Song และธัช กิตติธัช แชมป์เพลงเอกเสียงที่ละม้ายครูเอื้อ สุนทรสนาน จากอัลบั้มสุนทราภรณ์ แกรมมี่โกลด์ร่วมขับร้องกับ วงสุนทราภรณ์ตัวจริง ร่วมด้วยศิลปิน BNK48  และ GMMTV ร้องเพลงกับวงสุนทราภรณ์ นอกจากนี้ยังมีผู้นำเชียร์ธรรมศาสตร์มาร่วมแสดงประกอบบทเพลงบรรยากาศเต็มไปด้วยความประทับใจ อบอุ่น

อดีตมือปราบยาเสพติด พล.ต.อ. วุฒิ ลิปตพัลลภ  ร้องเพลง พี่รักเจ้า

ดร.สถิตย์ ลิ่มพงษ์พันธุ์, พิชัย ชุณหวิชร นักร้องวงบ้านปู  ดร.สุกัญญา สมไพบูลย์ และ ดร.นริศ ชัยสูตร ร่วมร้องเพลงพระราชนิพนธ์ยูงทอง ประกอบการแสดงจากผู้นำเชียร์ธรรมศาสตร์

ศรีล สุขุม มาในเพลง คะนึงครวญ ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ

วงบ้านปู นำโดย สมฤดี ชัยมงคล (ซ้ายสุด) ร่วมด้วย พัชรนันท์ ภักดี, พลอยภัสสรณ์ เปลี่ยนปาน, ทิฆัมพร เจิมศักดิ์ และ มนัสภร ผูกทอง

โดยก่อนคอนเสิร์ตจะเริ่มขึ้น สมาคมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ยังได้จัดงานแถลงข่าวการเตรียมความพร้อมในการส่ง “ทีมยูนิฟายด์” ฟุตบอลหญิงไทยเข้าร่วมการแข่งขัน Special Olympics Unified Football World Cup 2026 Paris รอบสุดท้าย ซึ่งทีมไทยเป็นหนึ่งใน 12 ทีมที่เข้ารอบ และเป็นครั้งแรกที่นักกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคไทย ได้มีโอกาสการเข้าร่วมรายการแข่งขันระดับบอลโลกครั้งนี้ เป็นการแสดงศักยภาพ ความมุ่งมั่น และความภาคภูมิใจของประเทศไทยบนเวทีโลก โดยมี ดร.นริศ ชัยสูตร นายกสมาคมฯ ดร.ก้องศักด ยอดมณี  ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย และ ดร.ฤทธิรงค์ อินทรจินดา ผู้อำนวยการทีมฟุตบอลชุด  Unified Football World Cup 2026 ร่วมแถลงข่าว

เท่ห์ – อุเทน พรหมมินทร์

ก้อย – ศรัณย่า ส่งเสริมสวัสดิ์

อลิศ ธนัชศลักษณ์

ศิลปินวง BNK48 และนักร้องสุนทราภรณ์ ขึ้นเวทีร่วมกัน

เพลงดาวล้อมเดือน โดย พล.ร.อ. สุวรรณ ตันสุวรรณรัตน์,  ชาญณรงค์ ถึงฝั่ง,  พล.อ.อ.ฉัตรชัย บุญญานุรักษ์,  พล.อ.กฤษฎิ์ ยิ้มสู้ และ ดร.ศรายุทธ แสงจันทร์

ทั้งนี้ผู้สนใจสนับสนุนทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยสู้ศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สมาคมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคแห่งประเทศไทย เลขที่ 286 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ (กกท) ถนนรามคำแหง  แขวงหัวหมาก  เขตบางกะปิ กรุงเทพ 10240 โทร. 02-1367650 Facebook : Special Olympics Thailand และ www.specialolympicsthai.com

ดร.นริศ ชัยสูตร, ดร.ก้องศักด ยอดมณี และ ดร.ฤทธิรงค์ อินทรจินดา

ดร.นริศ ชัยสูตร ต้อนรับแฟนพันธ์แท้สุนทราภรณ์  นฤมล – สมศักดิ์ ทินกร ณ อยุธยา และ สุวริน จันทรอุไร

ม.ล. ศุรีรัตน์ วัชรีวงศ์ ผู้จัดการสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐ ฯ

(ขวา) รัชนีวรรณ บูลกุล คีแมน สเปเชียลโอลิมปิคไทย อดีตราชานีว่ายน้ำไทย แชมป์เอเชียนเกมส์ ร่วมงาน

สาว สาว สาว สเปเชียลโอลิมปิคไทย  ตุ๊-มัลลิกา  แพน- พันนภา และ พลอย Amora Group

ทายาทหนึ่งเดียวสุนทรภรณ์  อติพร สุนทรสนาน เสนะวงศ์  ร่วมงานคอนเสิร์ต

ศิลปินวัยรุ่น เบนซ์  แมกซ์ และเจนนี่ ร่วมให้ความสนุกแก่นักกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคในงานแถลงข่าว

“ทีมยูนิฟายด์” ฟุตบอลหญิงไทย

นักฟุตบอลในชุดเดินพาเหรด ชุดวอร์ม และชุดแข่งขัน (น้ำเงิน/แดง)

ซาโนฟี่ จับมือ กทม.-กรมการแพทย์ เร่งสร้างเกราะภูมิคุ้มกันรับมือ ‘ไข้หวัดใหญ่-RSV’

ซาโนฟี่ จับมือ กทม.-กรมการแพทย์ เร่งสร้างเกราะภูมิคุ้มกันรับมือ ‘ไข้หวัดใหญ่-RSV’

ซาโนฟี่ จับมือ กทม.-กรมการแพทย์ เร่งสร้างเกราะภูมิคุ้มกันรับมือ ‘ไข้หวัดใหญ่-RSV’

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.38 น.

ภัยคุกคามจากโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ยังคงเป็นภาระสาธารณสุขและเศรษฐกิจสังคมที่สำคัญของประเทศ รายงานจากกรมควบคุมโรคในช่วงไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569 ชี้ว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สะสมพุ่งสูงกว่า 137,276 ราย และเสียชีวิตแล้ว 8 ราย โดยผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังยังคงเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่มีอัตราการเสียชีวิตมากกว่ากลุ่มอื่น ขณะเดียวกัน โรคติดเชื้อไวรัส RSV ในเด็กแรกเกิดถึง 2 ขวบ ก็เป็นอีกหนึ่งวิกฤตสุขภาพที่มักถูกมองข้าม โดยปี 2568 มีเด็กเล็กติดเชื้อเกือบ 47,000 ราย และเสียชีวิตถึง 7 ราย

ด้วยความท้าทายรอบด้านนี้ บริษัท ซาโนฟี่ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย ภาคีเครือข่ายสุขภาพ นำโดย กรุงเทพมหานคร และ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จึงผนึกกำลังจัดการประชุมความร่วมมือ “การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันตลอดช่วงชีวิต (Life-course Immunization) สำหรับกลุ่มเปราะบาง” ณ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ เพื่อเร่งเตรียมความพร้อมและยกระดับการเฝ้าระวังเชิงรุกก่อนเข้าสู่ฤดูกาลระบาดใหญ่ในปีนี้

ดร.พญ. เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร

ในการประชุมครั้งสำคัญนี้ ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญระดับสูงด้านสาธารณสุขของประเทศร่วมแสดงวิสัยทัศน์ นำโดย ดร.พญ. เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้เผยทิศทางนโยบายการขับเคลื่อนกรุงเทพฯ สู่เมืองสุขภาพดีอย่างยั่งยืน หรือ “Bangkok Healthy City” ภายใต้แนวคิดนโยบาย 9 ด้าน 9 ดี โดยเน้นย้ำถึงการเดินหน้าเชิงรุกเข้าหาชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีความหนาแน่นของประชากรสูง ซึ่งย่อมมีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อระบบทางเดินหายใจได้ง่ายและรวดเร็ว การปรับระบบสุขภาพผ่านการบูรณาการ 8 โซนสุขภาพ เพื่อเชื่อมโยงบริการทางการแพทย์ตั้งแต่ระดับปฐมภูมิจนถึงระดับชุมชน จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเกราะป้องกันโรคให้แก่ประชากรทั้งสองช่วงวัยที่เปราะบางที่สุดคือ กลุ่มเด็กเล็ก และผู้สูงอายุ เพื่อลดความสูญเสียทางกายภาพและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจสังคมในภาพรวม

นพ. ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

แนวทางดังกล่าวสอดรับกับยุทธศาสตร์เชิงรุกระดับประเทศ โดย นพ. ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้แสดงวิสัยทัศน์และทิศทางนโยบายเชิงรุกในการกำหนดมาตรฐานการแพทย์และพัฒนาแนวทางเวชปฏิบัติเพื่อดูแลประชากรกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นระบบ ทั่วถึง และเท่าเทียม โดยระบุว่าสภาวะทางสาธารณสุขยุคใหม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการยกระดับการป้องกันโรคด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ทันสมัยและจำเพาะเจาะจงกับสภาวะร่างกายของประชากรกลุ่มเสี่ยง ซึ่งกรมการแพทย์ได้ขับเคลื่อนผ่านการจัดตั้งศูนย์วัคซีนทางเลือกภายใต้สถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการรับวัคซีนนอกเหนือจากสิทธิ์พื้นฐาน และมีแผนเปิด Vaccination Center ณ โรงพยาบาลราชวิถี ในเดือนมิถุนายน 2569 พร้อมยกระดับแอปพลิเคชัน ‘หมอพร้อม’ เพื่อบันทึกประวัติการฉีดวัคซีนและอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงบริการเชิงป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพและถ้วนหน้า

นพ. เกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กทม.

ขณะที่ในมิติของการดำเนินงานและบริหารจัดการภาคปฏิบัติ นพ. เกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กทม. และ พญ. ณัฐินี อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานโรคติดต่อทางสาธารณสุข สำนักอนามัย กทม. ได้ร่วมกันย้ำถึงหัวใจของการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ของ ของหน่วยปฏิบัติการด่านหน้าเพื่อให้ประชาชนตระหนักและเลือกรับนวัตกรรมการป้องกันที่เหมาะสมถือเป็นภารกิจสำคัญ ปัจจุบัน กทม. ได้เตรียมระบบนิเวศสาธารณสุขรองรับทั้งสิทธิประโยชน์พื้นฐานและนวัตกรรมทางเลือกในระดับบุคคล โดยนำร่องจัดตั้ง Wellness Clinic ภายใน Super Clinic 7 แห่งใกล้เส้นทางรถไฟฟ้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงนวัตกรรมป้องกันโรคได้รวดเร็วขึ้น ในขณะเดียวกัน นวัตกรรมทางการแพทย์อย่าง “วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดขนาดสูง” (Influenza Vaccine High-Dose) และ “ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV” ก็ถือเป็นความก้าวหน้าทางวิชาการที่เปิดโอกาสให้กลุ่มเปราะบางได้รับทางเลือกการคุ้มครองที่ตรงจุดและมีประสิทธิผลมากขึ้น ควบคู่ไปกับการเปิดบริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรีสำหรับประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยง ณ ศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 69 แห่งทั่วกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึง 31 สิงหาคม 2569 เพื่อสร้างความมั่นคงทางสาธารณสุขและสร้างเกราะคุ้มกันจากระดับฐานรากอย่างแท้จริง

พญ. ณัฐินี อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานโรคติดต่อทางสาธารณสุข สำนักอนามัย กทม. 

เพื่อตอกย้ำการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ ภายในงานได้จัดเสวนา “แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในทางปฏิบัติเพื่อเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงวัคซีนไข้หวัดใหญ่สำหรับผู้สูงอายุและการป้องกันโรค RSV ในเด็กเล็ก” โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ ได้แก่ รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี, พญ.จตุพร ไสยรินทร์ แพทย์อายุรศาสตร์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลกลาง, ศ.ดร.พญ.ภิญโญ รัตนาอัมพวัลย์ แพทย์อายุรศาสตร์โรคติดเชื้อ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และ ผศ.(พิเศษ) นพ.วรมันต์ ไวดาบ หัวหน้ากลุ่มงานกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ได้ชี้ให้เห็นว่า ในปี พ.ศ. 2568 กรุงเทพฯ มีอัตราผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สูงสุดเป็นอันดับ 3 ของประเทศ และควรป้องกันก่อนฤดูกาลระบาดในฤดูฝน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มี “ภาวะภูมิคุ้มกันถดถอย” และมักมีโรคประจำตัวทำให้เสี่ยงต่อภาวะปอดอักเสบ และอาจเป็นตัวจุดชนวนให้โรคประจำตัวเดิมกำเริบรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ปัจจุบันมีวัคซีนไข้หวัดใหญ่พร้อมให้บริการแล้ว โดยกลุ่มเสี่ยงและประชาชนทั่วไปสามารถเข้ารับการฉีดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันได้

ข้อมูลทางการแพทย์จึงตอกย้ำถึงความจำเป็นของ “วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดขนาดสูง” (High-dose) ที่พัฒนามาเพื่อผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ด้วยปริมาณแอนติเจนของไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่สูงกว่ามาตรฐาน 4 เท่า ผลศึกษาพบว่ามีประสิทธิภาพลดการติดเชื้อได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.2 ลดอัตราการนอนโรงพยาบาลจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่หรือโรคปอดอักเสบลงร้อยละ 64.4 และลดอัตราเสียชีวิตจากทุกสาเหตุถึงร้อยละ 48.9 เมื่อเทียบกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดมาตรฐาน นวัตกรรมนี้ใช้แพร่หลายในประเทศสหรัฐอเมริกาและทวีปยุโรปกว่า 10 ปี การส่งเสริมให้ประชากรกลุ่มเปราะบางเข้าถึงวัคซีนนี้จึงเป็นการลงทุนเชิงป้องกันที่คุ้มค่า และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายสาธารณสุขระดับชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน เด็กเล็กก็เผชิญภัยเงียบจากเชื้อไวรัส RSV ซึ่งมีโอกาสลุกลามลงปอดทำให้เกิดปอดอักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบ นำมาซึ่งค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล เฉลี่ยสูงถึง 67,542 บาทต่อราย และต้องนอนโรงพยาบาลไม่น้อยกว่า 6 วัน ในปี 2568 มีเด็กเสียชีวิตถึง 7 ราย ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัส RSV และเป็นโรคทางเดินหายใจส่วนล่างซึ่งเป็นความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดกับโรคที่ป้องกันได้ ภาระโรคนี้สอดคล้องกับสถิติระดับโลกที่มีเด็กต่ำกว่า 1 ขวบกว่า 2.2 ล้านคนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลทุกปี โดยโรค RSV ในประเทศไทยมักเริ่มระบาดรุนแรงในช่วงฤดูฝนตรงกับเดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายนของทุกปี

แม้ยังไม่มีวัคซีน RSV และยาต้านไวรัสสำหรับเด็กเล็กโดยตรง แต่ปัจจุบันประเทศไทยมี “ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV” ที่ฉีดและออกฤทธิ์ปกป้องทารกได้ทันที ป้องกันได้นานอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ระบบทางเดินหายใจเปราะบางที่สุด งานวิจัย Munro 2025 ชี้ว่าสามารถลดความเสี่ยงการนอนรักษาในโรงพยาบาลจาก RSV ได้ร้อยละ 82.7 และลดความเสี่ยงในการเข้าหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ได้ร้อยละ 75.3 รวมถึงลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง ได้ร้อยละ 79.5 โดยทารกทั่วไปรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปได้ตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 8 เดือน ส่วนกลุ่มเสี่ยงสูงรับต่อเนื่องได้จนถึง 2 ปีโดยไม่ต้องรอฤดูระบาด

จากการประชุมความร่วมมือ “การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันตลอดช่วงชีวิต (Life-course Immunization)” ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าทั้งโรคไข้หวัดใหญ่และ RSV เป็นโรคระบบทางเดินหายใจที่สามารถควบคุมและบรรเทาไม่ให้ลุกลามสู่ภาวะวิกฤตได้ด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ  การผนึกกำลังของภาคีเครือข่าย ทั้กรุงเทพมหานคร กรมการแพทย์ สำนักการแพทย์ สำนักอนามัย และบริษัท ซาโนฟี่ (ประเทศไทย) จำกัด จึงเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับระบบสาธารณสุขเชิงป้องกัน ทั้งในระบบสิทธิ์พื้นฐานและทางเลือกของประชาชน เพื่อร่วมสร้างความเท่าเทียมในการปกป้องชีวิต ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และร่วมขับเคลื่อนกรุงเทพฯสู่เป้าหมาย “Bangkok Healthy City” อย่างยั่งยืน

T-Beauty ฟีเวอร์! ดันไทยสู่ “เมืองหลวงแห่งความงามและสุขภาพ” ที่โลกต้องจับตา

T-Beauty ฟีเวอร์! ดันไทยสู่ “เมืองหลวงแห่งความงามและสุขภาพ” ที่โลกต้องจับตา

T-Beauty ฟีเวอร์! ดันไทยสู่ “เมืองหลวงแห่งความงามและสุขภาพ” ที่โลกต้องจับตา

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.54 น.

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในนาทีนี้ สปอตไลต์ของอุตสาหกรรมบิวตี้ระดับโลกกำลังส่องสปอตไลต์มาที่ประเทศไทยอย่างแท้จริง เมื่อ “T-Beauty” (Thai Beauty) ได้ทรานส์ฟอร์มตัวเองจากกระแสท้องถิ่น สู่การเป็นคลื่นลูกใหม่และแรงขับเคลื่อนสำคัญที่นิยามมาตรฐานความงามและเวลเนสยุคใหม่บนเวทีสากล

นิยามใหม่ที่โลกตามหา: “ความสวยแบบกรุงเทพฯ”

ในอดีต มาตรฐานความงามในเอเชียมักถูกยึดโยงอยู่กับ K-Beauty ที่เน้นผิวขาวใสในพิมพ์นิยมเดียว หรือความงามแบบตะวันตกที่เน้นโครงหน้าคมชัดดุดันจนอาจดูฝืนโครงสร้างตามธรรมชาติของคนเอเชีย แต่ในวันนี้ เทรนด์ความงามแบบกรุงเทพฯ (Bangkok Beauty) ได้เข้ามาทลายกรอบเดิม ๆ และกลายเป็นจุดกึ่งกลางที่ลงตัวที่สุด

เสน่ห์ของ T-Beauty ในยุคนี้คือความ High-Glam แต่ยังคงความเป็นธรรมชาติอย่างมีเอกลักษณ์ มุ่งเน้นการทำ Personalized Treatment หรือการออกแบบความงามเฉพาะบุคคลเพื่อดึงโครงสร้างใบหน้าเดิมมาปรับให้สวยงามและสมบูรณ์แบบที่สุด ผ่านคิ้วที่มีเส้นสายคมชัด ริมฝีปากมีมิติ และผิวที่อิ่มฟูเปล่งปลั่งมีออร่า นิยามความงามแบบ “Personalized Aura” นี้เอง ที่ทำให้กลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง รวมถึงเหล่าเซเลบริตี้จากสิงคโปร์ จีน ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ต่างยอมเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมายังประเทศไทย และพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “นี่คือผลลัพธ์ความงามที่ตามหามานาน”

ส่องตัวเลขความแกร่ง: คลื่นลูกใหม่ของเศรษฐกิจระดับล้านล้าน

กระแสนิยมในตัว T-Beauty ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มีรากฐานที่แข็งแกร่งรองรับ สะท้อนชัดจากการขยายตัวของ Wellness Economy ในไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมูลค่าตลาดรวมพุ่งสูงกว่า 1.4 ล้านล้านบาท และยังคงขยายตัวเฉลี่ยราว 5–7% ต่อปี

เครื่องสำอางแบรนด์ไทยเขย่าบัลลังก์โลก

ไม่ใช่เพียงแค่ภาคการบริการเท่านั้น แต่ผลิตภัณฑ์สกินแคร์และเครื่องสำอางสัญชาติไทยกำลังสร้างปรากฏการณ์บนเวทีสากลอย่างน่าจับตา นำโดยแบรนด์ระดับตำนานอย่าง Mistine ที่แผ่ขยายความนิยมไปทั่วเอเชีย และ MizuMi แบรนด์สกินแคร์ยอดฮิตของคนรุ่นใหม่ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งจนสามารถปักหมุดขยายสาขาในประเทศมาเลเซียได้อย่างงดงาม ตลอดจนกระแสความนิยมของน้ำหอมแบรนด์ไทยระดับพรีเมียมอย่าง PAÑPURI และ Journal ที่กลายเป็น Must-have Item และของฝากล้ำค่าที่ชาวต่างชาติต่างยอมต่อคิวซื้ออย่างเหนียวแน่น

Medical Tourism ขาขึ้น: เซเลบริตี้ทั่วโลกบินลัดฟ้ามา “ทำสวย” ที่ไทย

ประเทศไทยได้กลายเป็นหมุดหมายหลักของเศรษฐีและเซเลบริตี้จากทั่วโลกที่ยอมเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อเข้ารับบริการทางการแพทย์ความงาม ด้วยจุดเด่นเรื่องเทคโนโลยีที่ทันสมัย ฝีมือแพทย์ไทยที่ละเอียดอ่อน และ Service Mind ระดับเวิลด์คลาสที่สร้างความประทับใจ

ภาพจำนี้สะท้อนชัดผ่าน Aura Bangkok Clinic หนึ่งในคลินิกความงามระดับแนวหน้าที่กลายเป็น Hidden Gem ของทั้งคนไทยและคนต่างชาติ โดยมีกลุ่มลูกค้าชั้นนำจากทั้งเอเชียและฝั่งตะวันตก (Western) หลั่งไหลเข้ามาใช้บริการอย่างไม่ขาดสาย เพื่อผลลัพธ์ความงามที่ปลอดภัยและดูดีอย่างยั่งยืน

ปลายทางแห่งการรีเซ็ตชีวิต: เมื่อเมืองไทยคือจุดหมายพักผ่อนทั้งกายและใจ

ความสมบูรณ์แบบของ T-Beauty ถูกเติมเต็มด้วยมิติของเวลเนสระดับลักชูรี โดยมีเดสติเนชันระดับโลกอย่าง RAKXA Integrative Wellness ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในหมุดหมายระดับโลกที่ผู้คน “ยอมจ่าย” เพื่อแลกกับการดูแลตัวเอง ด้วยแนวคิดการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่ผสานศาสตร์การแพทย์เชิงป้องกันเข้ากับศาสตร์การฟื้นฟูร่างกายอย่างสมดุล RAKXA ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่พักผ่อน แต่คือประสบการณ์ของการ “รีเซ็ตชีวิต” อย่างแท้จริง

ประเทศไทยในวันนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางของความงามหรือการพักผ่อนอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นสู่การเป็น “ศูนย์กลางของการดูแลชีวิต” อย่างแท้จริง เมื่อ T-Beauty ทำหน้าที่เป็นทั้ง Soft Power และเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่เชื่อมโยงตั้งแต่ความงาม สุขภาพ ไปจนถึงการท่องเที่ยวระดับลักชูรี และในวันที่โลกกำลังมองหาความสมดุลทั้งกายและใจ ประเทศไทยกำลังกลายเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดบนเวทีโลก

CEA พร้อมดันไทยขึ้นแท่น “Content Hub of Asia” ในงาน “Bangkok International Content Market 2026”

CEA พร้อมดันไทยขึ้นแท่น “Content Hub of Asia”  ในงาน “Bangkok International Content Market 2026”

CEA พร้อมดันไทยขึ้นแท่น “Content Hub of Asia” ในงาน “Bangkok International Content Market 2026”

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.50 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA เดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยสู่เวทีโลก ด้วยการจัดงาน Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) แพลตฟอร์มตลาดซื้อขายและพื้นที่เจรจาทางธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติแห่งแรกของประเทศไทยขึ้นเป็นครั้งแรก ภายใต้งาน Thailand Content Market 2026 (TCM2026) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง CEA และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เพื่อยกระดับ “คอนเทนต์ไทย” ในฐานะพลังใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตสู่การเป็น “ศูนย์กลางคอนเทนต์แห่งเอเชีย” (Content Hub of Asia) อย่างเป็นระบบและมีทิศทาง จัดระหว่างวันที่ 20 – 22 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ

CEA และ DITP ผนึกความร่วมมือดัน “คอนเทนต์ไทย” สู่ “ศูนย์กลางคอนเทนต์แห่งเอเชีย” ความร่วมมือของทั้ง 2 หน่วยงานจะเกิดขึ้นภายใต้งาน Thailand Content Market 2026 (TCM2026) ซึ่งประกอบด้วย 2 งานสำคัญ ได้แก่

1. Thailand Content Market 2026 (TCM2026) โดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ตลาดซื้อขายคอนเทนต์ที่ครอบคลุมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้ง 12 สาขา ได้แก่ ภาพยนตร์ โทรทัศน์และซีรีส์ ซีรีส์วาย-ยูริ แอนิเมชัน เกม คาแรกเตอร์ หนังสือและอีเลิร์นนิง อาร์ตทอย ของเล่น บอร์ดเกม งานโปรดักชัน และ Content Services พร้อมตั้งเป้าดึงผู้ซื้อชั้นนำจากนานาชาติกว่า 300 ราย    ผู้แสดงสินค้ากว่า 500 ราย และผู้เข้าร่วมงานกว่า 10,000 ราย

2. Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) โดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA แพลตฟอร์มตลาดซื้อขายและพื้นที่เจรจาธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติแห่งแรกของประเทศไทย ครอบคลุมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซีรีส์ และแอนิเมชัน เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุน การเจรจาทางธุรกิจ (B2B) และการร่วมผลิต (Co-Production) ร่วมกับนักลงทุนและสตรีมมิงแพลตฟอร์มชั้นนำกว่า 80 บริษัทจากทั่วโลก สร้างโอกาสทางธุรกิจและขยายเครือข่ายคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดโลกอย่างเต็มรูปแบบ

ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า “Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) คือก้าวสำคัญของการยกระดับแพลตฟอร์มซื้อขายคอนเทนต์ไทยสู่ระดับนานาชาติอย่างเป็นระบบ โดยไม่เพียงเป็นพื้นที่จัดแสดงผลงานคอนเทนต์ แต่ยังเป็นการสร้าง Networking และ Ecosystem ให้กับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย เชื่อมโยงผู้สร้าง ผู้ลงทุน และพันธมิตรนานาชาติ ให้เกิดโอกาสทางธุรกิจและความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม โดย CEA มุ่งผลักดัน ‘คอนเทนต์’ และ ‘เรื่องเล่าไทย’ ไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ”

“คอนเทนต์ไทยมีศักยภาพอย่างมาก เห็นได้จากตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต (Input-Output Table) ปี 2563 ที่แสดงให้เห็นว่าการลงทุนด้านอุตสาหกรรมคอนเทนต์ โดยเฉพาะสาขาภาพยนตร์ (Film) และการแพร่ภาพและกระจายเสียง (Broadcasting) สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้สูงกว่ามูลค่าการลงทุน โดยทุก 1 บาทที่ลงทุน จะก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 1.8 บาท ซึ่งสะท้อนว่าอุตสาหกรรมคอนเทนต์จะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ” ดร. ชาคริต กล่าว

BICM2026 มีโปรแกรมไฮไลต์ ดังนี้

1. Pitching คอนเทนต์ และมอบรางวัล BICM Pitching Awards

● เวทีนําเสนอโปรเจ็กต์ บทภาพยนตร์ และซีรีส์ ที่มีศักยภาพพร้อมผลิตจริง ผ่านโปรเจ็กต์ที่ได้รับคัดเลือกกว่า 55 ผลงาน ทั้งการนำเสนอโปรเจ็กต์จากประเทศไทย ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงโปรเจ็กต์จากเครือข่ายพันธมิตร

● BICM Pitching Awards สำหรับรางวัล Asian Project Pitching, Thai Project Pitching และ Thai Story Pitching รวมมูลค่ารางวัลไม่น้อยกว่า 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อผลักดันโปรเจ็กต์ให้ก้าวสู่กระบวนการผลิตจริง

2. ตลาดต่อยอดธุรกิจสื่อสร้างสรรค์

● พื้นที่สร้างเครือข่ายและต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ (B2B) ครอบคลุมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซีรีส์ และแอนิเมชัน เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนและการร่วมผลิต (Co-Production)

● Exhibitor Space สำหรับสตูดิโอและผู้ประกอบการในการนําเสนอผลงานและบริการ กว่า 500 บูธ เพื่อเปิดโอกาสสู่การลงทุนในอนาคต

3. เวทีเสวนากับผู้เชี่ยวชาญในแวดวงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

● Industry Forum เวทีเสวนาจากผู้นําและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมจากทั้งในและต่างประเทศ เพื่ออัปเดตแนวโน้มทิศทาง และโอกาสใหม่ของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ในระดับสากล

Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) จะเป็นเวทีแสดงศักยภาพอุตสาหกรรมสื่อสร้างสรรค์ไทย โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นฐานผลักดันเศรษฐกิจ เชื่อมโยงภาคการท่องเที่ยว และภาคบริการ กระตุ้นให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ พร้อมยกระดับสู่การเป็นชาติแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ Creative Nation งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 22 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.cea.or.th  หรือ bicm.or.th Facebook: Bangkok International Content Market – BICM