4 วันแห่งการเรียนรู้และแรงบันดาลใจสู่ความสำเร็จของ ‘Thai Science Camp’ ครั้งที่ 18 ค้นหาตัวตนผ่านการเรียนรู้จากนักวิทย์ต้นแบบ

4 วันแห่งการเรียนรู้และแรงบันดาลใจสู่ความสำเร็จของ 'Thai Science Camp' ครั้งที่ 18 ค้นหาตัวตนผ่านการเรียนรู้จากนักวิทย์ต้นแบบ

4 วันแห่งการเรียนรู้และแรงบันดาลใจสู่ความสำเร็จของ ‘Thai Science Camp’ ครั้งที่ 18 ค้นหาตัวตนผ่านการเรียนรู้จากนักวิทย์ต้นแบบ

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.06 น.

6 มิถุนายน 2569 ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM เปิดเผยหลังพิธีปิดกิจกรรมค่าย Thai Science Camp ครั้งที่ 18 ที่จัดร่วมกับสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ที่จัดระหว่างวันที่ 31 พ.ค.- 4 มิ.ย. รวมระยะเวลา 4 วันของการเข้าค่ายโดยมีเยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายกว่า 150 คนจากทั่วประเทศเข้าร่วม ว่า ค่าย Thai Science Camp ครั้งที่ 18 เสร็จสิ้นไปอย่างอย่างประทับใจ โดยมี ศ.ดร.บุญโชติ เผ่าสวัสดิ์ยรรยง ประธานคณะกรรมการโครงการ Thai Science Camp ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีปิด ณ พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า อพวช. ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

รอง ผอ.NSM กล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลา 4 วันของการเข้าค่าย เยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายกว่า 150 คนจากทั่วประเทศ ได้ร่วมออกเดินทางบนเส้นทางแห่งการค้นพบ เรียนรู้ และสร้างแรงบันดาลใจ ผ่านกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อปลุกพลังความคิดและเสริมสร้างทักษะแห่งอนาคต ทั้งการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ การสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ที่เปิดกว้างและเต็มไปด้วยความท้าทาย

“กิจกรรมค่ายในครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งในการเป็นพื้นที่แห่งโอกาส ให้เยาวชนได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง เรียนรู้จากนักวิทยาศาสตร์ต้นแบบ และจุดประกายความฝันให้กลายเป็นเป้าหมายที่ชัดเจน ตลอดระยะเวลา 4 วัน เราได้เห็นความมุ่งมั่น ความคิดสร้างสรรค์ และการสร้างเครือข่ายมิตรภาพระหว่างเยาวชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต” ดร.กรรณิการ์ กล่าวและว่า

สำหรับไฮไลต์สำคัญของค่ายฯ ในครั้งนี้ คือการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ มองไกลสู่อนาคต” โดย รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และเส้นทางการทำงานในแวดวงวิทยาศาสตร์ ผ่านการเล่าเรื่องที่สนุกสนาน เข้าใจง่าย และเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้เยาวชนเห็นว่าวิทยาศาสตร์คือเครื่องมือสำคัญในการทำความเข้าใจโลกและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง

นอกจากนี้ เยาวชนยังได้ร่วมกิจกรรม “ฉลาดคิดอย่างนักวิทยาศาสตร์” ซึ่งเปิดพื้นที่ให้แลกเปลี่ยนแนวคิด อภิปรายประเด็นด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน และระดมสมองเพื่อพัฒนาโครงงานนวัตกรรม โดยได้รับคำแนะนำและแบ่งปันองค์ความรู้อย่างใกล้ชิดจากนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยรุ่นใหม่ผู้มีผลงานโดดเด่นระดับชาติในหลากหลายสาขา ได้แก่ ศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ สาขาวิทยาศาสตร์ทางทะเล, ศ.ดร.จาตุรงค์ ตันติบัณฑิต สาขาปัญญาประดิษฐ์, รศ.ดร.ธีรวัฒน์ ประกอบผล สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์, รศ.ดร.สุรเชษฐ์ หลิมกำเนิด สาขาฟิสิกส์, รศ.ดร.เทียนทอง ทองพันชั่ง สาขาเคมี, รศ.ดร.ณัฏฐวี เนียมศิริ สาขาเทคโนโลยีชีวภาพ-อาหาร, รศ.ดร.ภูวดล ธนะเกียรติไกร สาขานิติวิทยาศาสตร์, ผศ.ดร.ชยสิทธิ์ อุตมาภินันท์ สาขาชีวเคมี และดร.บรรพต ศิริเดชาดิลก สาขาวิศวกรรมชีวภาพ ซึ่งร่วมแบ่งปันทั้งองค์ความรู้ ประสบการณ์การวิจัย และมุมมองต่อบทบาทของวิทยาศาสตร์ในการพัฒนาสังคมและประเทศ

กิจกรรมค่าย Thai Science Camp ครั้งที่ 18 จึงไม่ได้เป็นเพียงค่ายวิทยาศาสตร์ แต่เป็นพื้นที่แห่งโอกาสที่เปิดให้เยาวชนได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง เรียนรู้จากต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ และจุดประกายความฝันให้กลายเป็นเป้าหมายที่จับต้องได้ พร้อมสร้างเครือข่ายมิตรภาพและการเรียนรู้ที่จะเติบโตไปพร้อมกันในอนาคต เพื่อก้าวสู่การเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และผู้นำนวัตกรรมรุ่นใหม่ ที่จะร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างยั่งยืนต่อไป

โครงการสุนัขนักบำบัดไทย สร้างผลงาน “ฮีลใจ-ฮีลกาย” พร้อมออกทำประโยชน์แก่สังคม-ผู้ป่วยกลุ่มต่างๆ

โครงการสุนัขนักบำบัดไทย สร้างผลงาน “ฮีลใจ-ฮีลกาย” พร้อมออกทำประโยชน์แก่สังคม-ผู้ป่วยกลุ่มต่างๆ

โครงการสุนัขนักบำบัดไทย สร้างผลงาน “ฮีลใจ-ฮีลกาย” พร้อมออกทำประโยชน์แก่สังคม-ผู้ป่วยกลุ่มต่างๆ

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.25 น.

บริษัท ออลไฟน์ จำกัด ผู้ก่อตั้ง โครงการและหลักสูตรสุนัขนักบำบัดไทย โดยมีแนวทางหลักสูตรการอบรมทีมสุนัขนักบำบัดมาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ Therapy Dog Association Switzerland VTHS เพื่อฝึกฝนเจ้าของสุนัขและสุนัขในไทยที่มีศักยภาพให้เป็น “ทีมสุนัขนักบำบัด” มาตรฐานระดับโลก เดินหน้าจัดงานมอบประกาศนียบัตร ประกาศความสำเร็จในการผลิตทีมสุนัขนักบำบัดรุ่น 2 และ รุ่น 3 พร้อมเสวนา ”เปิดประสบการณ์การทำงานของทีมสุนัขนักบำบัดไทย” โดยหลักสูตร “สุนัขนักบำบัดไทย” ได้รับการพัฒนาร่วมกับหน่วยงานและองค์กรผู้เชี่ยวชาญในการดูแลคนในกลุ่มต่างๆ และได้รับการยอมรับในระดับประเทศ เพื่อออกทำประโยชน์แก่สังคม สร้างสรรค์ความสุข และรอยยิ้มแก่ผู้คนในสังคมอย่างยั่งยืน

ในการนี้ ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิและตัวแทนผู้บริหารหน่วยงานพันธมิตร ร่วมแสดงความยินดีและพูดคุยภายในงาน อาทิ ขรรค์ ประจวบเหมาะ ที่ปรึกษาและกรรมการกิติมศักดิ์ มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่ง ประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ ดร.มลิวัลย์ ธรรมแสง เลขาธิการ มูลนิธิอนุเคราะห์คนหูหนวก ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และ แพทย์หญิงมธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผอ.สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ เป็นต้น

วรกร โอสถารยกุล ผู้ก่อตั้งโครงการและหลักสูตรสุนัขนักบำบัดไทย (Therapy Dog Thailand) และนายกสมาคมสุนัขบำบัด กล่าวว่า จากวันที่เราได้เปิดตัวโครงการสุนัขนักบำบัดไทยไปแล้วในปี 2566 นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ทำให้ทางภาครัฐ ภาคเอกชนรวมถึงประชาชนทั่วไปได้รู้จักเรามากขึ้น อีกทั้งทางเราเองได้มีการปรับโครงสร้างและรูปแบบการอบรม โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักนวัตกรรมแห่งชาติ ในการทำระบบการอบรมออนไลน์ในส่วนของภาคทฤษฎี จึงทำให้ผู้อบรมสามารถจัดเวลามาเรียนได้ง่ายขึ้น เนื่องจากคลาสการอบรมของเรามีหลายส่วนประกอบกัน ตั้งแต่ภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ และการออกฝึกทำงานจริงกับผู้ป่วยกลุ่มต่างๆ  จึงทำให้เราได้มีผู้เข้าอบรมจำนวนเพิ่มขึ้น ณ ปัจจุบัน มีทีมสุนัขนักบำบัดไทยรวมถึงและว่าที่ทีมสุนัขนักบำบัดประมาณ 60 กว่าทีมแล้ว  ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ก็ทำให้เราได้ออกทำงานสนับสนุนภาคสังคม และการทำงานร่วมกับแพทย์ได้มากขึ้น เพราะจำนวนของทีมมีมากขึ้น บวกกับความพร้อมและประสบการณ์ที่ทางทีมได้ออกทำงานเป็นประจำ ทำให้ทุกทีมมีความคล่องตัวเพิ่มขึ้นมาก

 “ทีมสุนัขนักบำบัดไทยทำงานกับคนทุกกลุ่มจริงๆ ตั้งแต่ผู้สูงวัย โดยเฉพาะผู้ป่วยสมองเสื่อม กลุ่มผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า กลุ่มจิตเภท กลุ่มจิตเวชต่างๆ กลุ่มน้องๆที่มีความต้องการพิเศษ กลุ่มน้องตาบอดและกลุ่มน้องหูหนวก โดยเป็นการทำงานร่วมกับสถานพยาบาล และสถานศึกษาเป็นหลัก ทั้งสถานศึกษาในระดับประถมจนถึงมหาวิทยาลัย ได้ชวนให้พวกเราเข้าไปทำกิจกรรมเพื่อสนับสนุนการศึกษาให้กับน้องๆ  ฉะนั้น เวลาที่เราเข้าไปในโรงเรียนอาจจะไม่ใช่แค่ผ่อนคลายความเครียดให้กับน้องๆเท่านั้น แต่ทุกครั้งที่เราเข้าไปเราจะให้น้องๆได้รู้จักและเข้าใจเครื่องมือบำบัดใหม่ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลด้วย”

นายกสมาคมสุนัขบำบัด ชี้ว่า ณ ปัจจุบัน เราได้รับเสียงตอบรับค่อนข้างดีมากๆ จากทางผู้เชี่ยวชาญที่เข้าร่วมสังเกตการณ์การปฏิบัติงานของเรา เนื่องจากในปัจจุบัน ทุกครั้งที่เราเข้าทำกิจกรรมบำบัดผู้ป่วยในโรงพยาบาล หรือเข้าทำงานในสถานศึกษา เราจะเชิญผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมในช่วงเวลาปฏิบัติงานนั้นด้วย เพื่อทางผู้เชี่ยวชาญจะสามารถให้คำตอบได้ดีที่สุดว่าผู้รับบริการได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากน้อยเพียงใด ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่เรามีแพทย์ในสาขาต่างๆ นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด ที่ทำงานร่วมกับเราได้เป็นอย่างดี และทำให้เราได้พัฒนาโปรแกรมร่วมกัน ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ได้ประสิทธิผลอย่างรวดเร็วกับผู้รับบริการ

สำหรับเป้าหมายต่อไปของโครงการฯ  คุณวรกร กล่าวทิ้งท้ายว่า หมุดหมายที่สำคัญที่เราตั้งใจให้เกิดขึ้นในปีนี้ คือ การจัดตั้งโรงเรียนสุนัขนักบำบัดไทย ตลอดจนการออกทำงานด้านการอบรมในต่างจังหวัด การจัดคอร์สอบรมสำหรับชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย เพราะเราคิดว่าการมีทีมจำนวนเพิ่มมากขึ้นอยู่ในพื้นที่ต่างๆ จะทำให้เป็นแรงขับเคลื่อนที่ดีที่เราสามารถออกทำงานสนับสนุนภาคการบำบัดได้มากขึ้น อีกทั้งการจัดตั้งโรงเรียนยังเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญต่อการพัฒนาเพื่อเป็นอาชีพใหม่สำหรับคนไทยด้วยเช่นกัน

พญ. มธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผอ.สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ หนึ่งในพันธมิตรที่ได้ร่วมงานกับทีมสุนัขนักบำบัดไทย เปิดเผยว่า เคยได้ร่วมงานกับทางทีมสุนัขบำบัดไทย ตั้งแต่ตอนทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลศรีธัญญา เพราะจริงๆ ทางกรมสุขภาพจิตเองมีใช้การบำบัดแบบ pet therapy มานานแล้ว แต่จะเริ่มที่กลุ่มของเด็ก เช่น เด็กออทิสติก และเด็กสมาธิสั้น พอทางโครงการสุนัขบำบัดไทยได้เข้ามาคุยกับทางกรมสุขภาพจิตเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ทางอธิบดีกรมสุขภาพจิตก็เล็งเห็นว่า เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะมีเอกสารระบุว่า สามารถทำในผู้ใหญ่ได้ด้วย อาทิ กลุ่มคนไข้อัลไซเมอร์ หรือคนไข้ที่เป็นซึมเศร้า เลยไปคุยกับทีมนักกิจกรรมบำบัดของโรงพยาบาลจิตเวช ซึ่งเป็นเรื่องของการฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วย โรงพยาบาลศรีธัญญาได้รับมอบหมายในเรื่องของการบำบัดฟื้นฟูคนไข้ด้วย ได้เข้าร่วมกิจกรรมไป 2 รุ่น (จากการทำกิจกรรม 3 ครั้ง) โดยทำงานร่วมกับนักกิจกรรมบำบัด นักจิตวิทยาและพยาบาล

            “เดิมทีการบำบัดโดยสัตว์ในเมืองนอกจะใช้ฮิปโป เป็นสัตว์ตัวใหญ่ แต่ในไทยเองจะมีการใช้ควายบำบัด และใช้ม้าในการจ๊อกกิ้งสำหรับเด็กสมาธิสั้น เพราะถ้าทำอะไรที่โลดโผน เด็กจะจดจ่อได้ จากนั้น ก็มีการบำบัดโดยใช้สัตว์เล็ก ทั้งหมาและแมว ซึ่งการทดลองในเด็กที่ผ่านมา ได้ผลดี ส่วนการทดลองในผู้ใหญ่กับทางทีมสุนัขนักบำบัดไทย จะเป็นในกลุ่มผู้ใหญ่ที่เป็นจิตเวช ซึ่งรักษาด้วยยาแผนปัจจุบันหายแล้ว แต่จะตอบสนองช้า ซึ่งพอได้เข้ารับการบำบัดแบบกลุ่มราว 2 สัปดาห์ คนไข้ก็เปิดใจมากขึ้น เราบำบัดในลักษณะฟื้นฟูจิตใจโดยสุนัขหลากหลายสายพันธุ์ เพื่อให้ร่วมมือในการรักษาดีขึ้นและไม่กลับมาเป็นซ้ำ

            นอกจากนี้ ผอ.สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า หลังเคยเข้าร่วมการบำบัดกับทางทีมสุนัขนักบำบัดไทยมา 2 ครั้ง ก็วางแผนไว้ว่าจะมีการบำบัดเดี่ยว เพราะเห็นผลจากการบำบัดกลุ่มคนไข้ทั้งโรคอัลไซเมอร์ ในระดับต้น และซึมเศร้าว่า ผลออกมาดี เป็นที่น่าพอใจถึง 70% เห็นผลชัดเจนตั้งแต่การบำบัดในสัปดาห์ที่ 3-8 ซึ่งการบำบัดโดยทีม Therapy Dog Thailand จะต่างกับที่เราเคยทำ pet therapy สมัยก่อน เพราะมีวิทยาศาสตร์รองรับชัดเจน จับต้องได้ มีผลการทดลองจากต่างประเทศและมีรีวิวมาพอสมควร รวมถึงสัตว์พันธุ์เล็ก ก็นำมาบำบัดได้ง่ายกว่า ซึ่งเรากำลังอยู่ในช่วงศึกษา และอาจจะผลักดันให้การบำบัดในลักษณะนี้เกิดขึ้นในอนาคตกับกลุ่มคนไข้ที่มีสุนัขเอง เพื่อให้เขามีโอกาสได้เป็น นักบำบัด มีประกาศนียบัตรรองรับ มีรายได้ต่อไป ซึ่งอาจจะมีการทำเป็น กองทุนสุขภาพ”

ด้าน สพ.ญ.ดร.ศิรยา  ชื่นกำไร อดีตนายกสมาคมสัตวแพทย์สัตว์เล็กโลก ตัวแทนทีมสุนัขนักบำบัดไทย ชี้ว่า การทำงานบำบัดต้องเป็นทีม เพราะมีโจทย์อันได้แก่ ผู้ได้รับการบำบัด และเป้าหมายที่การบำบัดต้องบรรลุ หรือให้ได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงที่จะเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ได้รับการบำบัด ผลลัพธ์นี้อาจเป็นผลทางกายภาพ เช่น กายภาพบำบัด การเคลื่อนไหว การออกเสียง หรือผลทางอารมณ์ เช่น ความสุขใจ การหลุดจากความเศร้าซึม เหงา หรือหมกมุ่นทางสังคม เช่น การได้ละเล่น หรือดูแลสิ่งมีชีวิตตัวอื่น ดังนั้น กิจกรรมจึงต้องมีการวิเคราะห์วางแผนล่วงหน้า และตามประเมินว่าบรรลุเป้าหมายไหม มีส่วนไหนต้องปรับปรุงเพื่อให้ผู้ได้รับการบำบัดมีการพัฒนาขึ้น

            “ในมุมมองสัตวแพทย์ จากการมีโอกาสรู้จักและสัมผัสสุนัขหลากหลาย ทำให้รู้ว่าสุนัข แม้ว่าจะมีลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันมากมาย แต่ส่วนใหญ่ก็มีศักยภาพในการฝึก และเกิดความสุขใจในการร่วมทีมนักบำบัด ทำกิจกรรมต่างๆร่วมกับมนุษย์ได้ จริงๆแล้วสุนัขจะมีความฉลาด หรือความสามารถใดๆก็ขึ้นอยู่กับการฝึกการใช้สมองและทักษะ ไม่ต่างจากมนุษย์ ถ้าเราไม่ฝึกหรือให้โจทย์ แบบฝึกหัดใดๆ เลี้ยงไว้เฉยๆ เขาก็จะทำได้แค่ระดับหนึ่ง แถมมีความเบื่อ แต่การฝึกปฏิบัติทุกอย่างจะเป็น การเพิ่มคุณค่าที่เจ้าของสัตว์ควรมีให้ในชีวิตประจำวันของเขาด้วย ทำให้เขามีคุณค่าในการมีชีวิตอยู่ สิ่งที่ได้คือบทเรียนมากมายในทุกโอกาสที่ไปฝึกปฏิบัติ แน่นอนว่าการเตรียมการก็ต้องทำอย่างละเอียด ซึ่งมีผลต่อความเครียดของทีมเจ้าของหมา แต่สิ่งที่หมาสอนเราคือ การปล่อยวาง หมาตัวเองมีความเป็นธรรมชาติ เข้าใจการปฏิบัติ ไม่เครียด ไม่เกร็ง เหมือนตัวเรา”

นิรภร โสภณพนิช หนึ่งในทีมสุนัขนักบำบัดไทย เผยว่า คาปูเป็นรุ่นที่สอง เราได้ไปบำบัดเคสผู้สูงวัยที่ สถานดูแลผู้สูงวัยเอกชน เป็นอาจารย์หมอ อายุ 80-90 ปี แล้วก็คิดว่าตัวเองรู้เรื่องหมดทุกอย่าง ไม่ชอบให้มีคนมาบอกว่าต้องทำอะไร สามารถคิดเองได้ แต่ที่จริงสมองของคุณหมอก็เริ่มไม่สามารถทราบได้ว่า เวลานี้ต้องทำอะไร แขนขาเริ่มอ่อนแรง มือจะหยิบจับอะไรไม่ค่อยได้ เดินไม่ค่อยได้ แล้วก็ดื้อมาก บอกให้ทำอะไรก็ไม่ทำ พอไปถึง คุณหมอนั่งรถเข็นมา โจทย์คือ อยากให้คุณหมอขยับ เพราะปกติไม่ขยับ คิดว่าทำอะไรเองได้ ไม่ต้องพาไปทำกายภาพ เราแนะนำตัวเอง แล้วบอกว่า วันนี้พาน้องหมามาด้วย คุณหมอก็ไม่มอง ไม่พูด ไม่ทำอะไรเลย เราก็บอกว่า สุนัขของเราตัวเล็ก ท่านยอมขยับมานั่งที่โซฟาตามที่พยาบาลบอก แต่เรื่องยาก คือ เราไม่รู้จะปฏิบัติกับท่านอย่างไร เพราะท่านไม่ทำ ไม่ตอบ ไม่พูด บอกแค่ว่า ถึงเวลาฉันต้องไปนอนละ พูดอยู่แบบนี้ แต่เรายังไม่ได้ทำอะไรเลย

“เราเลยคิดว่า ทำอย่างไรให้ท่านสนใจเราก่อน เลยเล่าประวัติของคาปู บอกว่า ทำอะไรได้บ้าง ท่านก็เริ่มหันมามองที่หมา เราก็เริ่มสนุกแล้ว เลยบอกท่านว่า สายพันธุ์นี้มีกี่สี ทำอะไรได้บ้าง เป็นหมาที่ค่อนข้างแอคทีฟ เคยเป็นหมาล่าแกะ เป็นหมาจับหนู เราก็เริ่มหันมาดึงความสนใจท่านให้อยู่ในวิชาการ ท่านก็เริ่มสนใจ แล้วก็เริ่มคุยแล้วก็ถามว่า แล้วกินอะไร เขาทำอะไร เริ่มพูด เลยบอกท่านว่า คุณหมอขยับไปรถเข็นได้ไหมคะ เดี๋ยวเราไปทำกิจกรรมกัน ท่านก็ลุกโดยดี เพราะอยากรู้ว่า ตัวนี้จะทำอะไรได้บ้าง เลยพาคุณหมอนั่งรถเข็นไป แล้วบอกว่า คุณหมอเชื่อไหมคะว่า ถ้าคุณหมอปาลูกกบอลไป เขาจะไปเอากลับมา ท่านก็ถามเสียงดุๆว่า ทำได้เหรอ คุณหมอก็ปาใกล้ๆ แล้วคาปูก็ไปหยิบลูกบอลมาให้เรา เลยบอกคุณหมอให้ปาไปไกลๆ เลยบอกให้ปาสองมือไปเลย คุณหมอก็ปาไปไกลๆ คาปูก็วิ่งไปคาบมา แล้วก็บอกให้คุณหมอแบมือ คาปูก็จะนำลูกบอลไปวางบนมือ เพราะเขาเป็นหมาที่ถ้าใครแบมือ เขาจะเอาบอลไปวางให้คนนั้น คุณหมอก็เริ่มสนุก ปาไปซ้ายไปขวา”

ทั้งนี้ สำหรับผู้เลี้ยงสุนัขที่สนใจเข้าร่วมอบรมเป็นทีมสุนัขนักบำบัดไทย คอร์สทีมสุนัขนักบำบัดไทยสู่การดูแลคนทุกกลุ่มรุ่นที่ 5 และคอร์สทีมสุนัขนักบำบัดสู่การดูแลผู้สูงวัยรุ่นที่ 1 สามารถติดต่อเพิ่มเติมได้ที่ โทร 0627077999 www.TherapyDogThailand.org /  Line Official: @tdogt

คุณแหน : 6 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 6 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 6 มิถุนายน 2569

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.69 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ คำสั่ง สำนักงานพระคลังข้างที่ ที่ 35 | 2569 เรื่อง แต่งตั้งกรรมการพระคลังข้างที่ ดังนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ องคมนตรี เป็น กรรมการพระคลังข้างที่…
  • สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี เจ้าประคุณสมเด็จธงชัย วัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นประธานจัดงานทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อสนับสนุนการศึกษาของ วิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ วันที่ 5 ก.ค. 10.00 น. ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี โดยรายได้จากการทอดผ้าป่าในครั้งนี้ จะนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนให้แก่นักศึกษา ซึ่งมาจากทั่วประเทศ ให้มีโอกาสศึกษาวิชาชีพระดับ ปวช. และ ปวส. โดยไม่ต้องเป็นภาระของครอบครัว…ผู้มีจิตศรัทธาร่วมทำบุญผ่านบัญชี “วิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ” ที่ ธนาคารกสิกรไทย สาขาสุขุมวิท 6 เลขที่บัญชี 637-101-7222 หรือ สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร.02-653-2952 , 094-556-6992 …
  • สมาคมนักศึกษาเก่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กรุงเทพฯ จัดกิจกรรม “รับน้องรถไฟ ปี 2569” ที่สถานีรถไฟหัวลำโพง ในวันนี้( 6 มิ.ย.)เวลา 13.00 น.โดยมีพี่ๆร่วมกันส่ง “น้องใหม่ รหัส 69” ขึ้นรถไฟขบวนพิเศษ เพื่อเดินทางสู่รั้ว มช. ทั้งนี้ มีรุ่นพี่ จาก สมาคมนักศึกษาเก่า มช.แต่ละจังหวัด รวมกลุ่มกันจัดกิจกรรมรับน้องตามรายทางในแต่ละสถานี อาทิ ลพบุรี ,นครสวรรค์ ,พิษณุโลก และ ลำปาง…ท่ามกลางความอบอุ่นที่พี่ๆมีให้น้องๆ ซึ่งเป็นความทรงจำอันงดงามของชาวลูกช้าง ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน…
  • ดร.มณทิพย์ ศรีรัตนา ทาบูกานอน ร่วมเป็นวิทยากร ในฐานะ Visiting Faculty และร่วมต้อนรับคณะจาก มหาวิทยาลัย Zayed , UAE มาเยี่ยม School of Civil and Environmental Engineering,AIT เมื่อเร็วๆนี้…
  • คุณหมอโอ๊ค-นพ.สมิทธิ์ อารยะสกุล ไปเที่ยวภูฏานระหว่างนี้ เจ้าตัวชักภาพกับเจ้าถิ่นมาอวดเพื่อนๆ พร้อมคำบรรยายว่า “ผมว่าผมกลมกลืนเพื่อนๆที่นี่มาก”…คนที่มีโอกาสได้ดูภาพนั้นบอกว่า หล่อเหลาใกล้เคียงกันมาก…
  • ขอแสดงความยินดีกับ คุณตา-คุณยาย ถาวรสวัสดิ์ – ชุติมา ชวะโนทัย ที่หลานสาวคนเก่ง น้องโพลี่ ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติจากโรงเรียนนานาชาติที่เรียนอยู่…
  • ชื่นชม ดร.สมชาย วิรุฬห์ผล รับเชิญมาออกรายการทีวีหนึ่ง เมื่อวันก่อน ท่านมาพร้อม เสื้อผ้า-หน้า -ผม ดูดีหล่อสมวัย…อิฉันมิได้พูดเอง โดมชรา เขาฝากชมมา…ตรงกันข้ามกับ ดร.ประพัฒน์ จงสงวน อดีต ผอ.รฟท.ปล่อยผมยาวเซอ ทำให้เพ้อกันว่า “ชายเคยหล่อ” หายไปไหนหนอ ??…

บารอนเนส

นักวิจัย มช. ค้นพบ ‘รุจิสิริน’ พืชชนิดใหม่ของโลก เสริมองค์ความรู้ความหลากหลายทางชีวภาพไทย

นักวิจัย มช. ค้นพบ 'รุจิสิริน' พืชชนิดใหม่ของโลก เสริมองค์ความรู้ความหลากหลายทางชีวภาพไทย

นักวิจัย มช. ค้นพบ ‘รุจิสิริน’ พืชชนิดใหม่ของโลก เสริมองค์ความรู้ความหลากหลายทางชีวภาพไทย

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.41 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลก “รุจิสิริน” พรรณไม้หายากแห่งนราธิวาส ได้รับพระราชทานนามจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

คณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลกในสกุลสังหยูดอกใหญ่ (Pseuduvaria Mig.) วงศ์กระดังงา (Annonaceae) จากป่าดิบชื้นในจังหวัดนราธิวาส และได้รับพระราชทานนามไทยว่า “รุจิสิริน” จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นับเป็นความภาคภูมิใจของคณะผู้วิจัยและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อีกทั้งเป็นการเพิ่มพูนองค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยในระดับนานาชาติ

การค้นพบดังกล่าวเป็นผลงานของคณะนักวิจัยนำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวัฒน์ เชาวสกู ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ นางสาวชนิตา อยู่สุขขี ครูโรงเรียนท่าช้างวิทยาคาร จังหวัดสิงห์บุรี อดีตนักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาการสอนชีววิทยา ดร.อานิสรา ดำทองดี นักวิจัยหลังปริญญาเอก อดีตนักศึกษาปริญญาเอก สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพและชีววิทยาชาติพันธุ์ ตลอดจนนักวิจัยอิสระ ได้แก่ นายกิติศักดิ์ ฌานธำรง (อ๋องย่อง) นายอับดุลรอแม บากา และนายอิสมาแอล สามะแอ

“รุจิสิริน” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pseuduvaria sirindhorniana Yoosukkee, Damth. & Chaowasku เป็นไม้ต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 3–4 เมตร ออกดอกตามซอกใบ มีกลีบดอก 6 กลีบ แบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ โดยกลีบดอกชั้นนอกมีสีขาวครีม ส่วนกลีบดอกชั้นในมีสีม่วงแดงแต้มสีครีม ปลายกลีบจรดกันเป็นรูปโดมอย่างสวยงาม มีช่องว่างระหว่างกลีบซึ่งเป็นทางเข้าของแมลงผสมเกสร เมื่อออกดอกพร้อมกันทั้งต้นจะมีความโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงส่งเสริมการศึกษาอนุกรมวิธานพืชและการอนุรักษ์ทรัพยากรพันธุกรรมพืชของประเทศมาโดยตลอด ประกอบกับการเฉลิมพระเกียรติในโอกาสที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะทรงเจริญพระชนมายุครบ 6 รอบ หรือ 72 พรรษา ในปี พ.ศ. 2570 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จึงได้กราบทูลขอพระราชทานนามไทยสำหรับพืชชนิดใหม่ของโลกชนิดนี้ และขอพระราชทานพระราชานุญาตใช้พระนาม “Sirindhorn” เป็นคำระบุชนิดในชื่อวิทยาศาสตร์ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามไทย “รุจิสิริน” ให้แก่พืชชนิดใหม่ดังกล่าว อันนับเป็นเกียรติยศอย่างสูงแก่คณะผู้วิจัยและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ผลการศึกษาที่ยืนยันว่า “รุจิสิริน” เป็นพืชชนิดใหม่ของโลก ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ Blumea ปีที่ 70 ฉบับที่ 3 เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 โดยอาศัยหลักฐานจากลักษณะทางสัณฐานวิทยาและข้อมูลลำดับเบสดีเอ็นเอที่แสดงความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการ ผลงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยที่ได้รับทุนพัฒนานักวิจัยรุ่นกลางจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ปัจจุบัน “รุจิสิริน” จัดเป็นพืชหายาก พบเฉพาะในป่าดิบชื้นใกล้ลำธารในพื้นที่อำเภอจะแนะและอำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส โดยแหล่งที่พบอยู่นอกเขตอนุรักษ์และกำลังเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อปลูกยางพารา ปาล์มน้ำมัน และไม้ผลชนิดต่าง ๆ ส่งผลให้พืชชนิดนี้มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ คณะผู้วิจัยจึงเสนอให้มีการอนุรักษ์ถิ่นอาศัยตามธรรมชาติ ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชีวภาพ โดยเฉพาะการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช เพื่อขยายพันธุ์และนำไปปลูกอนุรักษ์ในสวนพฤกษศาสตร์และหน่วยงานต่าง ๆ ต่อไป

การค้นพบ “รุจิสิริน” ไม่เพียงเป็นการเพิ่มจำนวนพืชชนิดใหม่ของโลกที่ค้นพบในประเทศไทย แต่ยังสะท้อนถึงความสำคัญของงานวิจัยพื้นฐานด้านอนุกรมวิธานพืช ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการศึกษา การอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืนในอนาคต พืชชนิดใหม่ที่ถูกค้นพบในวันนี้อาจนำไปสู่การต่อยอดองค์ความรู้และการใช้ประโยชน์ในหลากหลายด้าน ทั้งด้านนิเวศวิทยา พืชสวน ตลอดจนการศึกษาสารสำคัญทางธรรมชาติที่อาจสร้างคุณูปการต่อมนุษยชาติในอนาคต

ททท. คิกออฟ “WILD AWAKE JOURNEY” ปลุกกระแสท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และฟื้นฟู ปั้นไทยสู่หมุดหมายความยั่งยืนระดับโลก

ททท. คิกออฟ “WILD AWAKE JOURNEY”  ปลุกกระแสท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และฟื้นฟู ปั้นไทยสู่หมุดหมายความยั่งยืนระดับโลก

ททท. คิกออฟ “WILD AWAKE JOURNEY” ปลุกกระแสท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และฟื้นฟู ปั้นไทยสู่หมุดหมายความยั่งยืนระดับโลก

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.44 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยด้านตลาดในประเทศ เดินหน้าผลักดันการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และฟื้นฟู (Regenerative & Conservation Tourism) พร้อมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไทยสู่ความยั่งยืนระดับสากล ก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในเชิงคุณค่า เปลี่ยนบทบาทนักท่องเที่ยวจากผู้บริโภคสู่การเป็น “ผู้พิทักษ์” แสดงจุดยืนในการเดินทางอย่างรับผิดชอบ (Responsible Travel) เพื่อให้กลายเป็นหนึ่งในทิศทางสำคัญที่มีต่อประชาคมโลก 

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. เปิดเผยว่า “กรีนซีซั่นปีนี้ ททท. มุ่งมั่นที่จะพลิกโฉมการเดินทางสู่มิติใหม่ เปลี่ยนจากการแสวงหาความสนุกทั่วไป สู่การเติมเต็มจิตวิญญาณ และสร้างปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมาย (Meaningful Travel) ระหว่างผู้มาเยือน ธรรมชาติ สัตว์ป่า และชุมชนท้องถิ่น จึงได้เปิดตัวโครงการ WILD AWAKE JOURNEY เพื่อนใหม่ ในป่าใหญ่ เพื่อยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สัตว์ป่า (Wildlife Conservation Tourism) ภายใต้แนวคิด ‘Awake Your New Moment’ ชวนทุกคนมาสัมผัสประสบการณ์ใหม่ที่เชื่อมโยงผู้คนกับ ‘โลกของสัตว์ป่า’ อย่างลึกซึ้ง ให้ผู้เดินทางเกิดความ ‘เข้าใจ’ และพร้อมที่จะ ‘ปกป้อง’ โลกอีกใบ ผ่านประสบการณ์จริงในระบบนิเวศของไทยที่มีความหลากหลายทางซีวภาพ (Biodiversity) ในลำดับต้น ๆ ของภูมิภาค ให้ทุกช่วงเวลาของการเดินทางไม่เพียงสร้างความทรงจํา แต่ยังสร้างความหมายต่อชีวิตของเรา สรรพชีวิตในผืนป่า และอนาคตการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน”

เพื่อเป็นการปลุกกระแสการมีส่วนร่วมและจิตสำนึกอย่างสร้างสรรค์และเป็นรูปธรรม ททท. ได้จัดแคมเปญส่งเสริมการตลาดและกระตุ้นการขาย ในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2569 ผ่าน 3 กิจกรรมไฮไลต์สำคัญ  ได้แก่ AWAKEN YOUR WILD STORY ออกตามหาเพื่อนใหม่ในป่าใหญ่ บอกเล่าเรื่องราวความมหัศจรรย์ในมุมมองใหม่ TRAVEL THAT GIVES BACK มอบดีลส่วนลดสุดพิเศษ ให้ทุกการเดินทางได้ช่วยโลกและสัตว์ป่า และ WILD AWAKE EXCLUSIVE TRIP เดินทางสัมผัสประสบการ์จริงกับเพื่อนใหม่ในป่าใหญ่ โดย ททท.ได้ร่วมมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและอินฟลูเอ็นเซอร์ชื่อดังมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวและสร้างการรับรู้ในวงกว้าง นายอภิชัย กล่าว

 ทั้งนี้ ททท. โดยด้านตลาดในประเทศ คาดว่าโครงการดังกล่าว จะสามารถกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเทียวในประเทศช่วงกรีนซีซั่นได้อย่างคึกคัก ช่วยสร้างคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน (Sustainable Value Creation) ไปพร้อมกัน ตลอดจนตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ระดับสากลอย่างแท้จริง สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและกิจกรรมต่าง ๆ ของโครงการเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: Wild Awake Journey

ก้าวขึ้นเวทีโลกด้วยพลังของแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านวัฒนธรรมพื้นถิ่นไทย สู่การพัฒนา Modern Heritage Performance Model

ก้าวขึ้นเวทีโลกด้วยพลังของแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านวัฒนธรรมพื้นถิ่นไทย  สู่การพัฒนา Modern Heritage Performance Model

ก้าวขึ้นเวทีโลกด้วยพลังของแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านวัฒนธรรมพื้นถิ่นไทย สู่การพัฒนา Modern Heritage Performance Model

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.42 น.

โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ววัฒนธรรมไม่ได้เป็นเพียง “มรดก” ที่ถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์หรือหนังสือประวัติศาสตร์อีกต่อไป แต่กลายเป็นพลังสำคัญที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจ พัฒนาเยาวชน และขับเคลื่อนประเทศสู่เวทีสากลได้อย่างทรงพลัง โดยเฉพาะ “การแสดงวัฒนธรรมพื้นถิ่นไทย” ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ความงดงาม และอัตลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งหากได้รับการพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ ก็สามารถเปลี่ยนจากภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กลายเป็นพลังแห่งอนาคตได้อย่างน่าตื่นเต้น แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านการแสดงวัฒนธรรมพื้นถิ่นไทย จึงเป็นมากกว่าการอนุรักษ์ศิลปะดั้งเดิม แต่คือกระบวนการสร้างสมดุลระหว่าง “การรักษารากเหง้า” กับ “การพัฒนาให้ร่วมสมัย” เพื่อให้ศิลปะวัฒนธรรมไทยสามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่และผู้ชมระดับสากลได้อย่างมีชีวิตชีวา หัวใจสำคัญของแนวทางนี้ คือการนำวัฒนธรรมพื้นถิ่นไทย เช่น ดนตรีพื้นบ้าน ภาษา สำเนียงท้องถิ่น รูปแบบนาฏศิลป์ ท่าทางการเคลื่อนไหว วิถีชีวิตชุมชน และภูมิปัญญาดั้งเดิม มาผสมผสานกับเทคนิคการแสดงร่วมสมัยอย่างสร้างสรรค์ ทำให้ผลงานไม่เพียงคงคุณค่าทางวัฒนธรรม แต่ยังมีความสดใหม่ น่าตื่นตา และเข้าถึงผู้ชมได้หลากหลายยิ่งขึ้น

สิ่งที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้โดดเด่น คือการเรียนรู้แบบลงมือทำจริง หรือ การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ที่เปลี่ยนห้องเรียนให้กลายเป็นพื้นที่แห่งประสบการณ์จริง ผู้เรียนไม่ได้เพียงศึกษาทฤษฎี แต่ได้ฝึกซ้อมจริง แสดงจริง แก้ปัญหาจริง และสะท้อนผลลัพธ์จริง ตั้งแต่การจัดตำแหน่งบนเวที การประสานจังหวะ การควบคุมพลังการแสดง ไปจนถึงการสื่อสารอารมณ์ผ่านดนตรีและการเคลื่อนไหว กระบวนการเช่นนี้ไม่เพียงพัฒนาทักษะทางศิลปะ แต่ยังหล่อหลอมความมั่นใจ วินัย ความรับผิดชอบ และความเป็นมืออาชีพ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของคนรุ่นใหม่ในศตวรรษที่ 21 จุดแข็งสำคัญ คือ “การมีส่วนร่วมและการสร้างสรรค์ร่วม” ผู้เรียน ครูผู้สอน ศิลปินพื้นบ้าน และผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีหรือการแสดง ต่างมีบทบาทร่วมกันในการออกแบบและพัฒนาผลงาน กระบวนการนี้เปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมอง ความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์ที่หลากหลาย

เมื่อศิลปะไม่ได้ถูกสร้างจากคนเพียงคนเดียว แต่เกิดจากการทำงานร่วมกัน ผลงานที่ออกมาจึงมีพลังมากขึ้น ลึกซึ้งขึ้น และสะท้อนความเป็นชุมชนได้อย่างแท้จริง ขณะเดียวกันยังช่วยส่งเสริมทักษะการทำงานเป็นทีม การสื่อสาร และการแก้ปัญหาร่วมกัน ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในโลกยุคใหม่ ที่สำคัญที่สุด แนวปฏิบัตินี้ทำให้ผู้เรียนได้ “เชื่อมโยงกับบริบทวัฒนธรรมของตนเอง” อย่างลึกซึ้ง พวกเขาไม่ได้เพียงเรียนรู้วัฒนธรรมในฐานะผู้รับ แต่กลายเป็น “ผู้สร้างสรรค์วัฒนธรรม” ที่สามารถตีความ ต่อยอด และนำอัตลักษณ์ของท้องถิ่นมาสร้างผลงานใหม่ได้อย่างภาคภูมิใจ เมื่อเสียงดนตรีพื้นบ้านถูกผสานกับการจัดองค์ประกอบร่วมสมัย เมื่อภาษาถิ่นถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการแสดง หรือเมื่อท่วงท่าทางนาฏศิลป์ถูกตีความใหม่ให้เข้ากับเวทีปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้คือการแสดงให้เห็นว่า วัฒนธรรมไทยไม่ใช่สิ่งล้าสมัย แต่คือทรัพยากรสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพมหาศาล

จากการสังเคราะห์องค์ความรู้ทั้งหมด จึงนำไปสู่การพัฒนา Modern Heritage Performance Model (MHP Model) ซึ่งเป็นโมเดลที่ออกแบบขึ้นเพื่อยกระดับการแสดงวัฒนธรรมพื้นถิ่นไทยให้ตอบโจทย์ทั้งด้านการศึกษา การสร้างสรรค์ และการเผยแพร่ในระดับสากล MHP Model เป็นแนวคิดที่ผสาน 3 องค์ประกอบสำคัญเข้าด้วยกัน ได้แก่

1. Experiential Learning – การเรียนรู้จากประสบการณ์จริง

2. Collaborative Creativity – การมีส่วนร่วมและการสร้างสรรค์ร่วม

3. Cultural Context Integration – การเชื่อมโยงบริบทวัฒนธรรมกับการแสดงร่วมสมัย

เมื่อทั้งสามองค์ประกอบทำงานร่วมกัน จะเกิดกระบวนการพัฒนาผู้เรียนแบบรอบด้าน ทั้งทักษะศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ ความเข้าใจวัฒนธรรม ความเป็นผู้นำ และความสามารถในการปรับตัวต่อโลกที่เปลี่ยนแปลง มากไปกว่านั้น MHP Model ยังมีศักยภาพในการผลักดันวัฒนธรรมไทยสู่การเป็นซอฟพาวเวอร์ที่ทรงพลังของประเทศ เพราะเมื่อวัฒนธรรมถูกนำเสนอในรูปแบบที่ร่วมสมัย มีคุณภาพ และเข้าถึงผู้ชมได้กว้างขึ้น ก็สามารถสร้างการรับรู้ระดับนานาชาติ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และต่อยอดสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ได้อย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นเวทีการแสดงระดับชาติ เทศกาลศิลปะนานาชาติ คอนเสิร์ตเชิงวัฒนธรรม สื่อดิจิทัล หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ ทุกพื้นที่ล้วนสามารถเป็นเวทีที่ทำให้วัฒนธรรมไทยเปล่งประกายได้

  แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านการแสดงวัฒนธรรมพื้นถิ่นไทย จึงไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์อดีต แต่คือการสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับศิลปวัฒนธรรมไทย เป็นสะพานเชื่อมระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับนวัตกรรมร่วมสมัย เป็นพื้นที่ที่เยาวชนได้ค้นพบตัวตน และเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศผ่านพลังแห่งวัฒนธรรม วันนี้…เสียงดนตรีไทย การเคลื่อนไหวพื้นบ้าน และเรื่องราวจากชุมชน ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในท้องถิ่นอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นสู่เวทีโลกด้วยความภาคภูมิใจ และ Modern Heritage Performance Model (MHP Model) คืออีกก้าวสำคัญที่จะทำให้มรดกทางวัฒนธรรมไทย ไม่เพียง “อยู่รอด” แต่ “เติบโต งดงาม และทรงพลัง” ในโลกยุคใหม่อย่างยั่งยืน.

เมกาบางนา ปลุกพลังความฟิต กับกิจกรรม MEGABANGNA เต้นฉ่ำกับมัมฮาย AEROBIC DANCE

เมกาบางนา ปลุกพลังความฟิต กับกิจกรรม  MEGABANGNA เต้นฉ่ำกับมัมฮาย AEROBIC DANCE

เมกาบางนา ปลุกพลังความฟิต กับกิจกรรม MEGABANGNA เต้นฉ่ำกับมัมฮาย AEROBIC DANCE

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.39 น.

ศูนย์การค้าเมกาบางนา แหล่งช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดแห่งกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก พร้อมเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตให้ทุก ๆ วันมีความสุขมากยิ่งขึ้น ด้วยแนวคิด YOUR EVERYDAY MEETING PLACE เดินหน้าส่งเสริมการใช้ชีวิตแบบ ACTIVE HEALTHY LIFESTYLE ให้กับลูกค้าและคอมมูนิตี้โดยรอบอย่างต่อเนื่อง ชวนทุกคนมาขยับร่างกาย เติมพลังความสดใส และสนุกไปกับกิจกรรม MEGABANGNA เต้นฉ่ำกับมัมฮาย AEROBIC DANCE” งานแอโรบิกสุดคึกคักที่จัดขึ้นร่วมกับ FITNESS FIRST ผู้นำด้านฟิตเนสระดับโลก และ SUPERSPORTS พร้อมชวน “ตัวมัมแห่งฟลอร์” อย่าง ฮาย อาภาพร นครสวรรค์ มาปลุกพลังแดนซ์ให้ทุกคนได้ออกกำลังกายอย่างสนุกสนาน ในวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2569 เวลา 18.00 – 19.00 น. ณ เมกา พลาซ่า ศูนย์การค้าเมกาบางนา งานนี้เข้าร่วมฟรี!

กิจกรรม “MEGABANGNA เต้นฉ่ำกับมัมฮาย AEROBIC DANCE” ตอกย้ำแนวคิดของเมกาบางนาในการส่งเสริม ACTIVE HEALTHY LIFESTYLE ให้กับลูกค้าและคอมมูนิตี้โดยรอบ ผ่านการออกกำลังกายรูปแบบแอโรบิกที่สนุก เข้าถึงง่าย และเปิดโอกาสให้ทุกเจเนอเรชันได้ขยับร่างกายไปพร้อมเสียงเพลง โดยไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์หรือพื้นฐานการเต้น พร้อมเปลี่ยนพื้นที่ศูนย์การค้าให้เป็นจุดนัดพบของคนรักสุขภาพ และคนที่อยากเริ่มต้นดูแลตัวเอง ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยพลังบวกและความสนุกสนาน

เตรียมปล่อยพลังไปกับจังหวะแอโรบิกสุดมันส์ ที่ผสมผสานเพลงฮิตทั้งไทยและอินเตอร์หลากหลายสไตล์ ให้ทุกคนได้ขยับ เต้น โยก และสนุกแบบต่อเนื่องตลอดหนึ่งชั่วโมง นำแดนซ์โดย ฮาย อาภาพร นครสวรรค์ ที่จะมาร่วมเติมความสนุกในสไตล์ตัวมัม ชวนทุกคนปลุกความมั่นใจและสนุกไปกับการออกกำลังกายในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นสายแดนซ์ สายสุขภาพ สายแฟ หรือแก๊งเพื่อนที่อยากมาหากิจกรรมสนุก ๆ ทำร่วมกัน พร้อมร่วมเฉลิมฉลองเทศกาล PRIDE MONTH ด้วยการชวนเหล่าขาแดนซ์แต่งกายสไตล์ COLORFUL เพื่อเติมบรรยากาศให้พื้นที่เมกา พลาซ่า เต็มไปด้วยสีสัน พลังความสนุก และความมั่นใจในแบบฉบับของแต่ละคน

พิเศษสำหรับสมาชิกเมกา สไมล์ รีวอร์ด พร้อมรับสิทธิสุดเอ็กซ์คลูซีฟภายในงาน ทั้งผลิตภัณฑ์กันแดดจากแบรนด์ HER HYNESS ขนาดทดลองจำนวน 2 ชิ้น (จำกัด 1 สิทธิ์/ท่าน จำกัดรวม 160 สิทธิ์ หรือจนกว่าสินค้าจะหมด) และรับฟรีคูปองส่วนลดจาก SUPERSPORTS สาขาเมกาบางนา มูลค่า 400 บาท สำหรับใช้เป็นส่วนลดเมื่อซื้อสินค้าครบ 3,500 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จสำหรับสินค้าที่ร่วมรายการ (จำกัด 1 สิทธิ์/ท่าน จำกัดรวม 300 สิทธิ์ หรือจนกว่าสินค้าจะหมด) โดยแลกรับสิทธิได้ที่บูธภายในงาน ตั้งแต่เวลา 17.00 – 20.00 น.

มาร่วมขยับร่างกาย ปล่อยพลังความสนุก และเติมสีสันให้ชีวิตมีสุขภาพดีไปพร้อมกันที่งาน “MEGABANGNA เต้นฉ่ำกับมัมฮาย AEROBIC DANCE” วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2569 เวลา 18.00 – 19.00 น. ณ เมกา พลาซ่า ศูนย์การค้าเมกาบางนา เข้าร่วมฟรี! เตรียมชุดสีสันสดใส แล้วมาแดนซ์ให้ฉ่ำไปพร้อมกัน

#เมกาบางนา #MEGABANGNA #YOUREVERYDAYMEETINGPLACE #เต้นฉ่ำกับมัมฮาย #MEGAPRIDE2026

ติดตามข่าวสารและโปรโมชันของเมกาบางนาได้ที่
แอปพลิเคชัน : HTTP://ONELINK.TO/N37E4G

เว็บไซต์ : HTTPS://WWW.MEGA-BANGNA.COM/

เฟซบุ๊ก : FACEBOOK.COM/MEGABANGNASHOPPINGCENTER

อินสตาแกรม : @MEGABANGNA_TH

เอ็กซ์ : @MEGABANGNA_TH

ไลน์ : @MEGABANGNAOFFICIAL

หรือโทร. 02-105-1000

852 Films จับมือ WONDER S เปิดตัวโปรเจกต์ระดับโลก Lost In Your Eyes

852 Films จับมือ WONDER S เปิดตัวโปรเจกต์ระดับโลก Lost In Your Eyes

852 Films จับมือ WONDER S เปิดตัวโปรเจกต์ระดับโลก Lost In Your Eyes

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.32 น.

ยิ่งใหญ่และอบอวลไปด้วยความประทับใจ สำหรับงานแถลงข่าวเปิดตัวโปรเจกต์หนังสือภาพถ่ายบทกวี (Poetry Book) “Lost In Your Eyes (หลงไปในตาคุณ)” และการเปิดตัวศิลปินระดับสากล ซึ่งจัดขึ้น ณ SCB NEXT TECH ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ภายใต้ความร่วมมือครั้งสำคัญของ 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ 852 Films Hong Kong , Bjarne Production Malaysia และ บริษัท วอนเดอร์ เอส จำกัด

บรรยากาศภายในงานเริ่มต้นอย่างคึกคักตั้งแต่ช่วงเย็นด้วยการเปิดตัวเดินพรมแดง (Red Carpet) ของผู้บริหาร แขกผู้มีเกียรติ ศิลปิน และ อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังมากมายที่มาร่วมแสดงความยินดี อาทิ คุณวาดดาว อรรณว์ ชุมาพร ประธานและผู้ก่อตั้งบริษัท นฤมิตไพรด์ จำกัด ตามมาด้วย คุณอเล็กซ์ ณัติรุจน์ ศรีชาติวาณิชย์ Mister Universe Thailand 2026 , คุณศิวคม เดชาศิริ Man of the Planet 2026 , คุณเมริสา ไมเยอร์  Miss Global Asian Thailand 2026 , ทีมผู้เข้าประกวด Miss Universe ชุมพร สระแก้ว 2026   , ทีม Mister Cosmo ศิลปิน Girl group T-Pop วง Flora , คุณธนกฤต เก้าเอี้ยน ศิลปิน จากค่าย ดูธ ฟิล์ม . ศิลปิน Wonder S มากันยกค่าย ทั้ง ริร รัสรินทร์ ดำรงโชติพัฒน์ . กล้าย่า ณัฐพัชร์ เสมอเหมือน , พอตเตอร์ ชัยพล บุญรักษา , ไอซ์  เวชพิสิฐ อาชาเลิศตระกูล .  แชมป์ ภราดร สติราษฎร์, ตะวิน นายจักรรินทร์ โสภารัตน์ , เพิร์ธ นภัทร เรืองชัยศิวเวท , บอส วสุพล ปัญญาเลิศประภา , แบงค์ ธรณินทร์ มโนสุดประสิทธิ์ ฯลฯ

ต่อด้วยช่วงสำคัญของงาน คือการปรากฏตัวบนพรมแดงของ “IMAN TAHERI (อิหม่าน ทาเฮรี)” นายแพทย์อาสาและนักแสดงหนุ่มดาวรุ่งดวงใหม่ ร่วมด้วย โจซี โฮ (JOSIE HO)  ซีอีโอและนักแสดงชื่อดังแห่งฮ่องกง และ คอนรอย ชาน (CONROY CHAN) ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์จาก 852 Films ท่ามกลางเสียงต้อนรับอย่างอบอุ่นจากแฟน ๆ ชาวไทย โดยงานนี้เปิดฉากอย่างงดงามด้วยการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยต้อนรับในชุด “Hanuman vs. The Giant (หนุมานพบยักษ์) ที่สื่อถึงคุณธรรมและความดีงาม โดยมี โดย นายบุญเสริม ขันแก้ว รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว ขึ้นกล่าวเปิดงานและแสดงความยินดี ก่อนที่จะเข้าสู่พิธีตัดริบบิ้น โดยได้รับเกียรติจาก หม่อมหลวง สุภาพ ปราโมช  ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมการค้าเอเชีย-จีน เพื่อการพัฒนาธุรกิจและวัฒนธรรม ร่วมเปิดตัว Photo Book “Lost In Your Eyes” อย่างเป็นทางการ พร้อมกิจกรรมฮีลใจและมอบบทเพลงให้กำลังใจสุดพิเศษจากศิลปินค่าย WONDER S New Generation

นอกจากนี้ แฟนภาพยนตร์ชาวไทยยังได้รับเซอร์ไพร์สครั้งใหญ่กับการเปิดตัว ตัวอย่างภาพยนตร์ระทึกขวัญเหนือธรรมชาติเรื่อง “THE MAGE” เป็นครั้งแรกในประเทศไทยก่อนใครในโลก ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นผลงานการแสดงนำครั้งแรกของ IMAN TAHERI ในบทบาทนายตำรวจนักสืบสุดท้าทาย นำแสดงโดย โจซี โฮ กำกับโดยผู้กำกับระดับตำนาน แดนนี่ แปง (Danny Pang) อำนวยการสร้างโดย คอนรอย ชาน งานนี้ทีมนักแสดงและผู้จัด พร้อมด้วย ออกไซด์ แปง ได้ร่วมขึ้นพูดคุยเจาะลึกบนเวทีถึงเบื้องหลังการถ่ายทำและความประทับใจ  ก่อนที่จะเปิดโอกาสให้พี่ ๆ สื่อมวลชนสัมภาษณ์อย่างใกล้ชิด

สำหรับผู้ที่สนใจหนังสือภาพถ่ายบทกวี “Lost In Your Eyes” คอลเลกชันสุดพิเศษ (ราคาเล่มละ 1,999 บาท พร้อมของที่ระลึกเซ็ตพิเศษ)  สามารถติดตามรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://sites.google.com/view/lostinyoureyesiman/home  และ Instagram @wonder.s.thailand

พม.จัดงานวันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์’69 ประกาศเดินหน้าสู่ ‘Thailand TIP ZERO 2030’

พม.จัดงานวันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์'69 ประกาศเดินหน้าสู่ 'Thailand TIP ZERO 2030'

พม.จัดงานวันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์’69 ประกาศเดินหน้าสู่ ‘Thailand TIP ZERO 2030’

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.10 น.

พม. ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดงานวันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด Together We Can Stop Human Trafficking และประกาศเดินหน้าสู่ “Thailand TIP ZERO 2030”

5 มิถุนายน 2569 เวลา 09.30 น. นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานเปิดงาน “วันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ ประจำปี 2569” ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร พร้อมถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live “กองต่อต้านการค้ามนุษย์ สป.พม.” โดยมีผู้เข้าร่วมงานทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online รวมจำนวน 800 คน

การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทย พร้อมรณรงค์เผยแพร่ผลการดำเนินงานด้านการต่อต้านการค้ามนุษย์ของประเทศไทย และสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนและภาคีเครือข่ายทั้งหน่วยงานภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน องค์การระหว่างประเทศ และสื่อมวลชน เพื่อผนึกกำลังทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์อย่างเป็นรูปธรรม และสร้างการยอมรับในเวทีระดับสากล ภายใต้แนวคิด “Together We Can Stop Human Trafficking”     งานดังกล่าวมุ่งสะท้อนพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการร่วมกันป้องกัน แก้ไข และยุติปัญหาการค้ามนุษย์อย่างยั่งยืน โดยเน้นการสร้างความตระหนักรู้แก่สังคมว่า “การค้ามนุษย์เป็นเรื่องใกล้ตัว” และทุกคนอาจตกเป็นผู้เสียหายจากขบวน  การค้ามนุษย์ได้ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และช่วยเหลือผู้เสียหาย พร้อมส่งเสริมให้สังคมไทยไม่เพิกเฉยต่อการแสวงหาประโยชน์จากมนุษย์ในทุกรูปแบบ

นายนิกร โสมกลาง กล่าวว่า กระทรวง พม. เชื่อว่า ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ไม่ใช่เพียงผู้ที่ต้องได้รับการช่วยเหลือ    แต่คือบุคคลที่มีศักดิ์ศรี มีศักยภาพ และมีสิทธิที่จะกลับมาดำเนินชีวิตอย่างอิสระ ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้ง     การคุ้มครองจึงไม่ใช่เพียงการให้ที่พักพิง แต่คือการสร้างโอกาสในการฟื้นฟู การเข้าถึงสิทธิ และการคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยปัจจุบันรูปแบบการค้ามนุษย์มีความซับซ้อนมากขึ้น เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติรูปแบบใหม่   ประเทศไทยจึงไม่เพียง “ดำเนินการต่อ” แต่จะ “ก้าวไปข้างหน้าอย่างชัดเจน” โดยกระทรวง พม. พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย   ทุกภาคส่วน จะร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย “Thailand TIP ZERO 2030” ซึ่งไม่ใช่เพียงเป้าหมายในการทำให้ปัญหาหมดไปโดยสิ้นเชิง แต่คือการสร้างมาตรฐานขั้นต่ำที่ทุกจังหวัด ทุกชุมชนในประเทศไทย สามารถป้องกัน คุ้มครอง     และตอบสนองต่อปัญหาการค้ามนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และยั่งยืน

ทั้งนี้ ประเทศไทยจะขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างบูรณาการในทุกมิติ ได้แก่ ด้านการดำเนินคดีและบังคับใช้กฎหมาย โดยมุ่งปราบปรามเครือข่ายการค้ามนุษย์ทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและออนไลน์ พร้อมยกระดับศักยภาพของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายให้ทันต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายตามหลักนิติธรรม ด้านการคุ้มครองผู้เสียหาย จะยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิมนุษยชน เชื่อมโยงการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบตั้งแต่ระดับพื้นที่ ระดับประเทศ และระหว่างประเทศ พร้อมมุ่งเน้นผลลัพธ์ในการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตและป้องกันการตกเป็นผู้เสียหายซ้ำ และด้านการป้องกัน จะดำเนินงานเชิงรุกเพื่อลดความเปราะบางของกลุ่มเสี่ยง ผ่านกลไกด้านแรงงาน สวัสดิการสังคม การศึกษา และการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและชุมชน พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคมไทยตระหนักว่าการค้ามนุษย์เป็นภัยใกล้ตัว และทุกคนมีบทบาทในการป้องกัน

ขณะที่ด้านความร่วมมือ จะขับเคลื่อนการทำงานแบบ “Whole-of-Government” และ “Whole-of-Society” เชื่อมโยงทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และองค์การระหว่างประเทศ รวมถึงเสริมสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดน เพื่อรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ภายในงานมีกิจกรรมสำคัญ อาทิ การรับชมวีดิทัศน์ผลการดำเนินงานสำคัญในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ของประเทศไทย การประกาศเจตนารมณ์ในการต่อต้านการค้ามนุษย์ของประเทศไทย พิธีมอบรางวัลดีเด่นด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ได้แก่ บุคคลดีเด่น หน่วยงานดีเด่น ด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ จังหวัดต้นแบบขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และสถานศึกษาต้นแบบป้องกันการค้ามนุษย์ ประจำปี ๒๕๖๙ รวมถึงการจัดนิทรรศการเผยแพร่ผลการดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ บูธแสดงพัฒนาการของงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ บูธหน่วยงานด้านการดำเนินคดี ด้านการป้องกันและคุ้มครองช่วยเหลือผู้เสียหาย ตลอดจนบูธจากองค์กร      ภาคประชาสังคมและองค์การระหว่างประเทศ

ในตอนท้าย นายนิกร โสมกลาง ได้กล่าวให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานทุกภาคส่วนที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พร้อมย้ำว่า ปัญหาการค้ามนุษย์ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยพลังความร่วมมือจากทุกคนในสังคม เพื่อไม่ให้มีใครต้องเผชิญกับความอยุติธรรมนี้เพียงลำพังอีกต่อไป

หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ขอเชิญชม ‘นิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม ปี 2569’

หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ขอเชิญชม 'นิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม ปี 2569'

หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ขอเชิญชม ‘นิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม ปี 2569’

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.34 น.

หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ขอเชิญชมนิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม  ปี 2569 ซึ่งรวบรวมผลงานศิลปนิพนธ์ของนิสิต นักศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ชั้นปีสุดท้ายของปีการศึกษา 2568 จากสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนด้านศิลปะ 47 แห่งทั่วประเทศ รวม 177 ชิ้น มาจัดแสดงร่วมกันตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม – 2 สิงหาคม 2569

จากเจตนารมณ์ที่ต้องการส่งเสริมและสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ ให้ได้มีพื้นที่ในการแสดงผลงานศิลปกรรม นิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม เป็นนิทรรศการที่หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีความภาคภูมิใจที่ได้ริเริ่มจัดขึ้นตั้งแต่ปี 2552 และยังคงจัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เนื่องด้วยเป็นนิทรรศการที่มีผู้ชมรู้จัก และให้ความสนใจติดตามเป็นจำนวนมาก รวมทั้งยังได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี จากสถาบันระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศมาโดยตลอด สำหรับในปีนี้ มีสถาบันตอบรับเข้าร่วมแสดงรวม 47 แห่ง โดยคณาจารย์ของแต่ละสถาบันได้คัดเลือกผลงาน ของนักศึกษาระดับปริญญาโท สถาบันละ 2 คน และระดับปริญญาตรี สถาบันละ 3 คน ส่งผลงานมาร่วมแสดงคนละ 1 ชิ้น รวมผลงานที่จัดแสดง 177 ชิ้น ประกอบด้วยผลงานหลากหลายเทคนิค อาทิ ผลงานจิตรกรรม ประติมากรรม สื่อผสม และงานจัดวาง

นิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม มิเพียงแต่ช่วยเผยแพร่ชื่อเสียงของสถาบันการศึกษา และเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคนิคทางศิลปะเท่านั้น แต่ยังเป็นการแนะนำนิสิต นักศึกษา ให้เป็นที่รู้จักแก่สาธารณชน และสร้างความพร้อมที่จะก้าวไปสู่การเป็นศิลปินอาชีพในอนาคต

ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม ปี 2569 ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ถนนราชดำเนินกลาง โดยเปิดให้เข้าชมทุกวัน (ปิดวันพุธ) เวลา 10.00 – 19.00 น. เพื่อร่วมเสริมสร้างกำลังใจและสนับสนุนให้นิสิต นักศึกษา ได้สร้างสรรค์ผลงานคุณภาพออกเผยแพร่แก่สาธารณชนต่อไป