สกู๊ปพิเศษ : ‘Chance to Change’ เปิดมุมมองโลก จุดประกายความคิดสร้างสรรค์สู่การเปลี่ยนแปลงสังคม

20 กันยายน 2569 เวลา 06:01 น.

จากสิ่งแวดล้อม สังคม สู่ธรรมาภิบาล เมื่อเรื่อง ESG ถูกเล่าผ่านสายตาของคนรุ่นใหม่ กว่าร้อยผลงานสะท้อนความคิดสร้างสรรค์ พร้อมจุดประกายศิลปะให้เป็นพื้นที่แห่งการตั้งคำถามและการเปลี่ยนแปลงมหาวิทยาลัยกรุงเทพ โดยคณะศิลปกรรมศาสตร์ และหอศิลปมหาวิทยาลัยกรุงเทพ จัดโครงการประกวดผลงานศิลปะ “Chance to Change ความน่าจะ…เปลี่ยน” ภายใต้แนวคิด ESG (Environmental, Social and Governance) เปิดพื้นที่ให้นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4–6 และนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ได้นำความคิดสร้างสรรค์ ประสบการณ์ และมุมมองที่มีต่อโลกและสังคม มาถ่ายทอดผ่านผลงานศิลปะในรูปแบบที่หลากหลายโครงการครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต่างมองเห็นศักยภาพของคนรุ่นใหม่ในการนำประเด็น ESG มาตีความผ่านภาษาและมุมมองของตัวเอง ขณะเดียวกันยังเป็นการเชื่อมโยงโลกของศิลปะเข้ากับประเด็นสำคัญที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมและระดับโลก

ดร.ภัทรวุฒิ ทรัพย์เย็น คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ ม.กรุงเทพ กล่าวว่า จากการพิจารณาผลงานพบว่า ผู้เข้าร่วมจำนวนมากสามารถนำเสนอแนวคิดได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงแนวคิดกับประสบการณ์และสิ่งที่อยู่รอบตัว ทำให้ผลงานไม่ได้พูดถึงเพียงเรื่องสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมมิติทางสังคมและธรรมาภิบาล อาทิ ประเด็นความเหลื่อมล้ำ การอยู่ร่วมกันในสังคม การทุจริต และการตั้งคำถามต่อพฤติกรรมของมนุษย์ ศิลปะสามารถจุดประกายให้คนตระหนักถึงประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ESG ได้ โดยเฉพาะเมื่อคนรุ่นใหม่เข้ามาสนใจเรื่องเหล่านี้ ในระยะยาวย่อมส่งผลดีต่อสังคม เพราะอย่างน้อยศิลปะสามารถทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการตั้งคำถามและนำไปสู่ความเข้าใจที่มากขึ้น        

ด้าน สมลักษณ์ คล่องแคล่ว ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งเสริมงานวิจิตรศิลป์ (ทัศนศิลป์) OCAC กล่าวว่า การนำประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมาผสานเข้าด้วยกันผ่านงานศิลปะ เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะช่วยสื่อสารเรื่อง ESG ให้คนทั่วไปเกิดความเข้าใจและรู้สึกเชื่อมโยงกับประเด็นเหล่านี้มากยิ่งขึ้น และเมื่อได้เห็นผลงานของน้องๆ แล้วรู้สึกว่าน่าชื่นชมและน่าตื่นเต้น เพราะแต่ละคนสามารถนำแนวคิดมาหลอมรวมและสร้างสรรค์ออกมาเป็นผลงานในรูปแบบของตัวเอง มีความหลากหลาย ทั้งงานดิจิทัลและสื่อรูปแบบอื่นๆ

ขณะที่ วริทธิ ตีรประเสริฐ  ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจและนวัตกรรม CEA กล่าวว่า ผลงานที่ส่งเข้าประกวดมีทั้งแนวคิดที่หลากหลายและวิธีการนำเสนอที่แตกต่างกัน แม้บางผลงานอาจยังอยู่ในช่วงพัฒนาทักษะด้านเทคนิคและองค์ประกอบศิลป์ตามวัยของผู้สร้างสรรค์ แต่สิ่งที่โดดเด่นคือความสามารถของเยาวชนในการนำความคิดของตนเองมาแปลงเป็นภาพและสื่อสารให้ผู้ชมเข้าใจได้ และเสนอแนวคิดต่อยอดโครงการในอนาคตว่า การสร้างสรรค์ผลงานภายใต้ประเด็น ESG อาจพัฒนาไปสู่การทำงานแบบ Multidisciplinary ที่เชื่อมโยงศาสตร์ด้านศิลปะ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน เพื่อก้าวข้ามจากการนำเสนอในรูปแบบภาพ 2 มิติ ไปสู่การสร้างสรรค์ Product, Object, Interactive Media หรือ Solution ที่สามารถนำแนวคิดไปสู่การแก้ปัญหาและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับ ดร.ชญานุตม์ ศิลปศาสตร์ หัวหน้า BUG กล่าวว่า หอศิลปะมหาวิทยาลัยกรุงเทพไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับจัดแสดงงานศิลปะ แต่เป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ การสร้างแรงบันดาลใจ และการสร้างบทสนทนากับสังคม ไม่ได้คาดหวังว่าศิลปะจะสามารถเปลี่ยนโลกได้ทันที แต่อยากเริ่มจากการเปลี่ยนบางอย่างในระดับของความคิดและมุมมองของคน ผลงานของเยาวชนในนิทรรศการสะท้อนให้เห็นปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างไร นิทรรศการนี้ทำให้เยาวชนได้ใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการตั้งคำถามและสะท้อนมุมมองของตัวเองต่อประเด็นสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล สามารถถูกสื่อสารผ่านประสบการณ์และมุมมองที่หลากหลายของศิลปินรุ่นใหม่ได้ ในฐานะของหอศิลปบทบาทของเราไม่ใช่แค่การคัดเลือกผลงานมาจัดแสดง แต่คือการสร้างพื้นที่ให้คนได้เห็น ได้คิด และได้พูดคุยกันผ่านผลงานศิลปะ

กว่าร้อยผลงานที่เข้าร่วมคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 5 รางวัล รางวัล Best Concept ได้แก่ น.ส.ธัญจิรา ตรัยไชยาพร จาก รร.สายปัญญารังสิต เจ้าของผลงาน WHAT’S NEXT?, รางวัล Best Creativity ได้แก่ นายปัณณวิชญ์  โสภาฤดี จาก รร.อัสสัมชัญสมุทรปราการ เจ้าของผลงานเพียงเปลี่ยน, รางวัล Best ESG RELEVANCE ได้แก่ น.ส.ศิรประภา ประมวลชัยสกุล จาก รร.พระหฤทัยคอนแวนต์เจ้าของผลงานเห็นหรือไม่, รางวัล Popular Vote ได้แก่ นายกรรชัย จำพิมาย จาก รร.เซนต์หลุยส์ฉะเชิงเทรา เจ้าของผลงาน FAST และรางวัล Best Visual Expression ได้แก่ นายทินมณี นันทสันติ จาก รร.สวนกุหลาบวิทยาลัย เจ้าของผลงาน BUTTERFLY EFFFCT

หนึ่งในผลงานที่ได้รับรางวัลในโครงการครั้งนี้เป็นผลงาน “เห็นหรือไม่” ของ น.ส.ศิรประภา ประมวลชัยสกุล จาก รร.พระหฤทัยคอนแวนต์ รับรางวัล Best ESG RELEVANCE ที่หยิบประสบการณ์จากการเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทางในชีวิตประจำวันมาตั้งคำถามถึงการมองเห็นและการใส่ใจผู้อื่นในสังคม เจ้าของผลงานเล่าว่า “หลังจากทำความเข้าใจความหมายของ ESG จึงเลือกหยิบเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวมาถ่ายทอด โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่พบเห็นเป็นประจำบนรถโดยสาร เช่น ผู้สูงอายุหรือหญิงตั้งครรภ์ที่ต้องยืนบนรถ ขณะที่ผู้โดยสารบางคนซึ่งสามารถลุกให้ที่นั่งได้กลับเลือกที่จะนั่งต่อ จึงเกิดคำถามว่าเราไม่ลุกให้ เพราะเราไม่เห็น หรือเพราะเราไม่สนใจ? ผลงานดังกล่าวสร้างสรรค์ด้วยเทคนิค Digital Illustration โดยใช้ภาพถ่ายรถโดยสารที่เจ้าตัวถ่ายด้วยตนเอง ก่อนนำมาผสมผสานกับการวาดภาพดิจิทัลผ่านโปรแกรมพร้อมใช้เทคนิคการทำให้ตัวละครผู้สูงอายุและหญิงตั้งครรภ์มีลักษณะโปร่งแสง เปรียบเสมือนคนที่ “อยู่ตรงหน้าแต่ถูกมองไม่เห็น” เพื่อสะท้อนคำถามเรื่องการมองเห็นคุณค่าของผู้อื่นในสังคม”

โครงการ “Chance to Change ความน่าจะ…เปลี่ยน” จึงไม่ได้เป็นเพียงเวทีประกวดผลงานศิลปะ แต่เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้ทดลองนำประเด็นระดับโลกมาตีความผ่านมุมมองของตนเอง ตั้งคำถามต่อสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว และใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับสังคม มหาวิทยาลัยกรุงเทพมุ่งหวังให้โครงการดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งกลไกในการสนับสนุนศักยภาพของคนรุ่นใหม่ พร้อมเชื่อมโยงศาสตร์ด้านศิลปะเข้ากับประเด็นร่วมสมัย และสร้างโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้จากการลงมือทำจริง พัฒนาแนวคิดที่ไม่เพียงสร้างความตระหนักรู้ แต่สามารถต่อยอดไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมในอนาคต

Around W. By หมูอ้วน : พลังเยาวชนต้นกล้าสีเขียว สานพลังนำ ‘บ้าน – วัด –โรงเรียน’ แก้ปัญหาไฟป่าให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

20 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ร่วมกับศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาการควบคุมไฟป่าภาคกลางกาญจนบุรี และพันธมิตรอีกหลายหน่วยงาน ได้จัดทำโครงการ “พลังเยาวชนต้นกล้าสีเขียว” ขึ้นที่โรงเรียนวัดทุ่งลาดหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี โครงการฯนี้ ไม่เพียงแต่ส่งเสริมให้เยาวชนได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันไฟป่า แต่ที่สำคัญยังได้มีการนำเอาหลัก “บวร” หรือบ้าน, วัด, โรงเรียน มาบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เกิดผลที่ได้รับอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยให้เกิดการแก้ไขปัญหาให้ชุมชนในเรื่องไฟป่า ซึ่งเป็นที่มาของเรื่องหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่ทำให้คุณภาพอากาศลดลง ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่และใกล้เคียง

นายสมคิด สิริรัตน์ นักวิชาการป่าไม้ปฎิบัติการ หัวหน้าศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาการควบคุมไฟป่าภาคกลางกาญจนบุรี ส่วนควบคุมไฟป่า สำนักป้องกันปราบปราม และควบคุมไฟป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งได้มาเป็นวิทยากรในการบรรยายหัวข้อไฟป่ากับผลกระทบต่อชุมชน ได้กล่าวว่า สถานการณ์ภาพรวมไฟป่าที่ จ.กาญจนบุรี ในปีนี้ค่อนข้างหนักหน่วง แต่ปัจจุบันดีขึ้นเนื่องจากเข้าสู่ฤดูฝน โดยที่ผ่านมาถึงแม้สถานการณ์จะรุนแรง แต่ก็ได้รับการบูรณาการจากหลายภาคส่วน โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุทยานสัตว์ป่า และพันธุ์พืช, กรมป่าไม้, ทหาร รวมถึงภาคปกครองต่างๆ ได้เข้ามามีบทบาทร่วมกันในการดับไฟป่า ซึ่งโครงการพลังเยาวชนต้นกล้าสีเขียวที่จัดขึ้นครั้งนี้มีประโยชน์มาก เพราะเป็นการปลูกฝังเยาวชน ทำให้อนาคตของประเทศมีความรู้ที่ถูกต้องในด้านการป้องกันไฟป่า ในส่วนผลกระทบที่มีต่อชุมชนนั้น ไฟป่าได้สร้างผลกระทบต่อสัตว์ป่าและต้นไม้ รวมถึงภาคประชาชน ที่ส่งผลในด้านสุขภาพ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจ โดยกิจกรรมภายในงานครั้งนี้ มีการฝึกใช้อุปกรณ์และเครื่องมือดับไฟป่าที่ถูกต้อง และใช้งานได้ปลอดภัยในการปฎิบัติงานจริง ถึงแม้ปัจจุบันเขายังไม่สามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้ได้ แต่องค์ความรู้ที่ได้รับก็จะเป็นประโยชน์เมื่อเขาโตขึ้น และจะมีส่วนช่วยเหลือป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า ได้ในอนาคต

ด้าน ดร.รัตนา แซ่เล้า ผู้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดล แผนกธรรมศาสตร์ ด้านการศึกษา ประจำปี 2549 และหัวหน้าโครงการฯ เปิดเผยว่า เยาวชนไม่ใช่เป็นเพียงอนาคตของชาติ แต่ยังเป็นพลังบวกที่จะสามารถช่วยเหลือและพัฒนาประเทศไทย ทั้งในด้านการมีส่วนร่วมและผลักดันเพื่อแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ, สังคม, สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ซึ่งในการจัดโครงการฯ ครั้งนี้ได้รับความเมตตาจากพระครูสิทธิกิจจานุวัตร รองเจ้าคณะอำเภอศรีสวัสดิ์ และเจ้าอาวาสวัดทุ่งลาดหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ได้มาเป็นประธานเปิดงาน รวมถึงการบรรยายถึงเรื่อง “บวร” ว่าเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาชาติ และประเทศไทย ซึ่งวัดทุ่งลาดหญ้า นั้นถือเป็นศูนย์กลางของชุมชนที่มีความเข้มแข็ง ประชาชนในพื้นที่ต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากนายอำนวย ธรรมรังษี ผู้อำนวยการ โรงเรียนวัดทุ่งลาดหญ้า “ลาดหญ้าวิทยา” จ.กาญจนบุรี ซึ่งได้จัดเตรียมทุกสิ่งไว้ให้อย่างเพียบพร้อม เพื่อให้เยาวชนเข้าร่วมกิจกรรมได้ตลอดทั้งวัน ท่ามกลางอากาศร้อนระอุ

จ.กาญจนบุรี เป็นพื้นที่ตั้งอยู่ใกล้กรุงเทพฯ และอยู่ติดประเทศเมียนมาร์ ที่มีทั้งเรื่องไฟป่า, ไฟนา และฝุ่นเมือง ตรงกับหนังสือนิทานชุด “หัวขวานลดไฟ ไร้ฝุ่น PM2.5” ที่ทางชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ร่วมกับ สสส. และ เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป (ตุ๊บปอง) กรรมการผู้จัดการ มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก และผู้เขียนหนังสือ ได้จัดทำขึ้นเพื่อสื่อสารถึงเรื่องการป้องกันไฟป่า ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการมาทำกิจกรรมในครั้งนี้ ภายในงานนอกจากความรู้จากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชแล้ว ยังจัดให้เยาวชนนำความรู้จากการอ่านนิทานมาแสดงละครบนเวทีในห้องประชุม เด็กๆแสดงได้ดีมาก มีรับบทบาทเป็นทั้งนกหัวขวาน, ช้าง, ลิง, ต้นไม้ ฯลฯ ที่สามารถอยู่ร่วมกันในประเทศไทย ได้อย่างอุดมสมบูรณ์และพึ่งพากัน ทำให้เราได้เห็นว่าเมืองไทยยังมีสิ่งดีๆอยู่เยอะมาก ที่สามารถนำมาพัฒนาและต่อยอดให้กับสังคมและประเทศชาติ การบอกว่าฝุ่นเป็นภัยร้ายสำหรับทุกคนในสังคมนั้น ก็ต้องรวมถึงเด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้, ถุงลมโป่งพอง, หอบหืด เพราะพ่อแม่สูบบุหรี่ หรือพักอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีไฟป่า สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราต้องช่วยกัน จะทิ้งให้เป็นภาระของผู้ใหญ่เพียงฝ่ายเดียวคงไม่ได้”

สำหรับโครงการ “พลังเยาวชนต้นกล้าสีเขียว” ได้จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือจากหลายองค์กร อาทิ  มหาวิทยาลัยธนบุรี, กลุ่ม UNITE Thailand, MCOT HD และ NBT World โดยผู้สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=Yug_Cd0Cfgw หรือติดตามความเคลื่อนไหวผ่านทาง Facebook : ต้นกล้าสีเขียว และสอบถามได้ที่อีเมล์ Rattana.lao@yahoo.com หรือโทรศัพท์ 062-7341267 ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

นิทรรศการ ‘โรคร้ายแลนด์’ ชวนลองเผชิญโรคร้าย ก่อนวันที่โรคจะมาถึง

20 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

จะเป็นอย่างไร หากเรามีโอกาส “ลอง” เผชิญโรคร้าย ในวันที่เรายังแข็งแรงและยังมีเวลาเตรียมตัว? อลิอันซ์ อยุธยา ชวนทุกคนเปิดประสบการณ์กับ “โรคร้ายแลนด์” นิทรรศการเชิงประสบการณ์ที่หยิบ 3 โรคร้ายใกล้ตัว ได้แก่ มะเร็ง โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และโรคหัวใจ มาถ่ายทอดในรูปแบบที่ทำให้เรื่องสุขภาพซึ่งหลายคนมักคิดว่า “ยังไกลตัว” กลายเป็นเรื่องที่มองเห็น เข้าใจ และสัมผัสได้มากขึ้น

“โรคร้ายแลนด์” มุ่งชวนให้ทุกคน ลองคิด ลองรู้สึก และลองมองชีวิตในวันที่สุขภาพอาจไม่เหมือนเดิม เพื่อให้เห็นความสำคัญของการเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ ทั้งการดูแลสุขภาพ การรู้เท่าทันความเสี่ยง ไปจนถึงการเตรียมพร้อมด้านจิตใจและการเงิน

ภายในนิทรรศการ ผู้เข้าชมจะได้เดินทางผ่าน 3 ประสบการณ์ ได้แก่ โรคมะเร็ง – Cancer City ที่จำลองเส้นทางชีวิตเมื่อเผชิญมะเร็ง ตั้งแต่วินาทีที่ได้รับการวินิจฉัยไปจนถึงผลกระทบต่อชีวิตและค่าใช้จ่าย โรคหลอดเลือดสมอง – Stroke House ที่ชวนสัมผัสว่า หากวันหนึ่งร่างกายไม่สามารถทำตามคำสั่งได้เหมือนเดิม ชีวิตจะเปลี่ยนไปอย่างไร และโรคหัวใจวาย – How วาย Land ที่ชวนกลับมาฟังและทำความเข้าใจหัวใจ ก่อนที่สัญญาณเตือนจะมาถึง

“โรคร้ายแลนด์” เป็นส่วนหนึ่งของงาน Long Life Fest เทศกาลสุขภาพที่ชวนทุกคนมารู้จักร่างกายและเริ่มดูแลตัวเองผ่านกิจกรรม EAT / MOVE / SLEEP รวมถึงกิจกรรมด้าน Preventive Care และ Health & Wellness เพื่อเป้าหมายของการมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นอย่างมีคุณภาพ

พบกับ Long Life Fest วันที่ 25–27 กันยายน ณ Sphere Hall ชั้น 5, Emsphere เพราะเราอาจเลือกไม่ได้ว่าโรคร้ายจะมาถึงเมื่อไร แต่เราเลือกได้ว่าจะเตรียมตัวรับมือกับมันตั้งแต่วันนี้อย่างไร

ลงทะเบียนเข้างานล่วงหน้าได้ที่ https://www.zipeventapp.com/e/Long-Life-Fest 

มูลนิธิศุภนิมิตฯ ปั้น “พลังรุ่นใหม่” สู่ผู้นำการเปลี่ยนแปลง รับวันเยาวชนแห่งชาติ เปิดพื้นที่เรียนรู้-ลงมือทำจริง ปลดล็อกศักยภาพนิวเจนสร้างพลังขับเคลื่อนอนาคตสังคมไทยอย่างยั่งยืน

18 กันยายน 2569 เวลา 22:02 น.

เนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติที่กำลังจะมาถึง มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย (World Vision Foundation of Thailand) เดินหน้าส่งเสริมและเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพอย่างสร้างสรรค์ ผ่านการพัฒนาทักษะชีวิต การรณรงค์เชิงนโยบาย และการสร้างความตระหนักรู้ต่อประเด็นวิกฤตระดับโลก

หนึ่งในกิจกรรมสำคัญภายใต้ภารกิจดังกล่าว คือการสนับสนุนเยาวชนไทยเข้าร่วม “Young Minds Camp 2026: Child-led Actions, Mobilization and Partnership” ณ เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ซึ่งจัดขึ้นโดย World Vision East Asia เมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับภูมิภาคที่รวบรวมตัวแทนเยาวชนจากหลายประเทศในเอเชียตะวันออก ได้แก่ มองโกเลีย ไทย เมียนมา กัมพูชา จีน ลาว และเวียดนาม

กิจกรรมมุ่งเน้นการขับเคลื่อนประเด็น “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเด็กและชุมชน ผ่านกระบวนการที่เด็กและเยาวชนมีบทบาทเป็นผู้นำ ตั้งแต่การศึกษาค้นคว้าและวิจัย การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การออกแบบแนวทางแก้ไขปัญหา ไปจนถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อส่งต่อเสียงและข้อเสนอแนะของเยาวชนสู่ผู้กำหนดนโยบาย

การเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ช่วยเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม และความตระหนักรู้ต่อประเด็นสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง และก้าวสู่การเป็น “ผู้นำรุ่นใหม่” ที่กล้าคิด กล้าลงมือทำ และพร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับชุมชนของตน

โน๊ต (ธีรพงศ์) ตัวแทนเยาวชนศุภนิมิตจากประเทศไทย กล่าวถึงบทบาทของเยาวชนในการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในเวทีนี้ว่า “ผมเชื่อว่าเยาวชนสามารถเป็นกระบอกเสียงในการสะท้อนปัญหาและสร้างความตระหนักในสังคมได้ แม้วันนี้เรายังเป็นเยาวชน แต่เมื่อเราเติบโตขึ้น เราจะสามารถมีบทบาทในการสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น เพราะเยาวชนคือรากฐานสำคัญของประเทศครับ”

แพท (ณิชากร) ตัวแทนเยาวชนศุภนิมิตจากประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “หนูอยากมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายหรือแนวทางการรับมือภัยพิบัติค่ะ แม้ตอนนี้หนูยังเป็นเยาวชน แต่หนูเชื่อว่าเด็กและเยาวชนสามารถส่งเสียง สะท้อนความคิดเห็น และนำเสนอประสบการณ์ของเราไปยังผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ค่ะ”

การดำเนินงานครั้งนี้ เป็นหนึ่งในหลายกิจกรรมที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ที่มุ่งเน้นส่งเสริมศักยภาพเยาวชนด้านการศึกษาและทักษะชีวิต ตลอดจนการคุ้มครองสิทธิเด็ก โดยเชื่อมั่นว่าเยาวชนไม่ใช่เพียงผู้รับความช่วยเหลือ แต่คือ “ผู้ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง”

มูลนิธิศุภนิมิตฯ มุ่งลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มโอกาสให้เยาวชน โดยเฉพาะในพื้นที่เปราะบาง ได้เข้าถึงกระบวนการการเรียนรู้สิทธิตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในประเด็นที่ส่งผลต่อชีวิตและอนาคตของตนเอง เพื่อเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน

มูลนิธิศุภนิมิตฯ เชื่อว่า การลงทุนในการพัฒนาและเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพ คือการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับสังคมในระยะยาว สอดคล้องกับคำขวัญวันเยาวชนแห่งชาติ “ร่วมแรงแข็งขัน ช่วยกันพัฒนา ใฝ่หาสันติ” ที่สะท้อนพลังของคนรุ่นใหม่ในการร่วมสร้างสังคมและโลกที่ดียิ่งขึ้น

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรคริสเตียนสาธารณกุศล เพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการพัฒนาเด็กที่ดำเนินงานในประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี และเป็นส่วนหนึ่งของศุภนิมิตสากล (World Vision International) ที่มีเครือข่ายการทำงานในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ผู้ที่สนใจสนับสนุนโครงการ หรือร่วมเป็นพันธมิตรในการพัฒนา สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.worldvision.or.th

Aura Wellness เปิด “Aura Bangkok Clinic” ใจกลางสนามบินสุวรรณภูมิ ชูโมเดล “ทำสวยก่อนบิน” ดัน T-Beauty สู่เวทีโลก พร้อมต่อยอด Beauty & Wellness สู่ New Economy

18 กันยายน 2569 เวลา 21:55 น.

Aura Wellness กลุ่มธุรกิจ Beauty & Wellness ของไทย เดินหน้าสู่ทศวรรษใหม่ด้วยการเปิดตัว “Aura Bangkok Clinic” สาขาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตั้งอยู่ในพื้นที่ผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ หลังผ่านจุดตรวจคนเข้าเมือง (International Departure Area) ภายใต้แนวคิด “ทำสวยก่อนบิน” รองรับพฤติกรรมนักเดินทางยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการใช้เวลาอย่างคุ้มค่า พร้อมนำบริการด้านความงามของไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Travel Ecosystem และเปิดโอกาสให้ T-Beauty เข้าถึงผู้บริโภคจากทั่วโลกในจุดที่ผู้คนกำลังเดินทางออกจากประเทศไทย

การเปิดสาขาดังกล่าวเกิดขึ้นในวาระครบรอบ 10 ปี Aura Wellness และนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายบทบาทของบริษัท จากผู้ให้บริการด้านความงามในประเทศ สู่การนำ T-Beauty Experience ไปเชื่อมต่อกับนักเดินทางในระดับสากล ผ่านหนึ่งในจุดเชื่อมต่อสำคัญของประเทศไทยกับผู้คนจากทั่วโลก พร้อมสอดคล้องกับเป้าหมายในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “Thailand Wellness Destination”

จากคลินิกความงาม สู่จุดเชื่อมต่อ T-Beauty กับนักเดินทางทั่วโลก

Aura Wellness มองว่า สนามบินไม่ได้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นและปลายทางของการเดินทาง แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้คนใช้เวลาและสร้างประสบการณ์ระหว่างทาง โดยเฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งทำหน้าที่เป็นหนึ่งในประตูสำคัญที่เชื่อมประเทศไทยเข้ากับนักเดินทางจากหลากหลายประเทศ

การนำบริการด้าน Beauty & Wellness เข้าไปอยู่ในบริบทของการเดินทาง จึงเป็นมากกว่าการเพิ่มช่องทางให้บริการ แต่เป็นการนำความงามไทยเข้าไปอยู่ใน Lifestyle Journey ของผู้บริโภค และสร้างโอกาสให้นักเดินทางได้สัมผัสมาตรฐานและประสบการณ์แบบไทยก่อนเดินทางออกจากประเทศ

สำหรับ Aura Bangkok Clinic สาขาสุวรรณภูมิ ได้รับการออกแบบให้ตอบโจทย์นักเดินทางโดยเฉพาะ ทั้งด้านเวลา ความสะดวก และความเป็นส่วนตัว ขณะเดียวกันยังคงมาตรฐานการให้บริการของ Aura Bangkok Clinic ทั้งด้านทีมแพทย์ เทคโนโลยี และการดูแลผู้รับบริการเป็นรายบุคคล

โมเดลดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ Beauty & Wellness ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่ของคลินิกหรือสถานพยาบาล แต่กำลังเชื่อมต่อเข้ากับ Lifestyle, Travel และ Experience Economy มากขึ้น เมื่อผู้บริโภคให้คุณค่ากับทั้ง “เวลา” และ “ประสบการณ์” การเข้าถึงบริการจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าผู้บริโภคเดินทางไปที่ไหน แต่รวมถึงการที่บริการสามารถเข้าไปอยู่ในจังหวะชีวิตของผู้บริโภคได้อย่างเหมาะสม

จาก Medical Tourism สู่ T-Beauty Experience โอกาสใหม่ของไทย

ประเทศไทยมีจุดแข็งด้าน Beauty & Wellness ที่เกิดจากการผสมผสานหลายองค์ประกอบเข้าด้วยกัน ทั้งความเชี่ยวชาญของบุคลากรทางการแพทย์ เทคโนโลยีและมาตรฐานการให้บริการ ตลอดจนวัฒนธรรมการบริการแบบไทยที่ให้ความสำคัญกับความใส่ใจและการดูแลผู้คน

ขณะเดียวกัน ไทยยังมีต้นทุนทางวัฒนธรรมด้านสุขภาพและความงามที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่นวดแผนไทย อาหาร สมุนไพร ไปจนถึงศาสตร์การดูแลสุขภาพในรูปแบบต่าง ๆ เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ถูกนำมาผสานเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์และความงาม จึงเกิดเป็นศักยภาพที่สามารถต่อยอดไปสู่แนวคิด “T-Beauty”

T-Beauty จึงไม่ได้หมายถึงเพียงหัตถการหรือผลิตภัณฑ์ความงาม แต่หมายถึงประสบการณ์ความงามที่สะท้อนความเชี่ยวชาญ มาตรฐาน และเอกลักษณ์ของไทย ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอื่นได้ตั้งแต่การแพทย์ การท่องเที่ยว การบริการ ไปจนถึงไลฟ์สไตล์

จากเดิมที่ Beauty & Wellness เป็นหนึ่งในเหตุผลที่นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาประเทศไทย วันนี้ประสบการณ์ดังกล่าวมีโอกาสเดินทางออกไปพร้อมกับผู้บริโภค ผ่านการสร้างประสบการณ์ตั้งแต่ก่อนออกจากประเทศไทย

นี่คืออีกมิติของการต่อยอด T-Beauty จาก “Destination” ที่ผู้คนต้องเดินทางมาหา สู่ “Experience” ที่สามารถส่งต่อออกไปทั่วโลก

“Beauty & Wellness” กับโอกาสในการต่อยอด Soft Power สู่ New Economy

คุณเฟม เจตบดินทร์ ประคุณศึกษาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Aura Wellness กล่าวว่า ธุรกิจ Beauty & Wellness ของไทยมีศักยภาพในการเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ช่วยต่อยอด Soft Power ของประเทศ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่เชื่อมโยงหลายอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน ทั้งการท่องเที่ยว การแพทย์ การบริการ และไลฟ์สไตล์

“การเปิด Aura Bangkok Clinic สาขาสนามบินสุวรรณภูมิ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจุดให้บริการอีกหนึ่งแห่ง แต่เป็นการทดลองนำ Beauty & Wellness Experience เข้าไปอยู่ในบริบทของการเดินทางจริง เราต้องการให้นักเดินทางจากหลากหลายประเทศได้สัมผัสมาตรฐานการแพทย์ เทคโนโลยี และการบริการของไทย ตั้งแต่ก่อนที่เครื่องจะทะยานขึ้นฟ้า” คุณเฟม เจตบดินทร์ ประคุณศึกษาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Aura Wellness กล่าว

คุณเฟมกล่าวเพิ่มเติมว่า การนำ Beauty & Wellness เข้าไปอยู่ในสนามบินยังสะท้อนให้เห็นว่า ความงามกำลังเปลี่ยนจากบริการเฉพาะทางไปสู่ส่วนหนึ่งของ Lifestyle Experience และสนามบินถือเป็นพื้นที่สำคัญที่สามารถเชื่อมต่อประสบการณ์ดังกล่าวกับผู้บริโภคจากทั่วโลก

ก้าวต่อไปของ Aura Wellness กับการสร้าง T-Beauty Experience

Aura Wellness ระบุว่า การเปิดสาขาสุวรรณภูมิเป็นส่วนหนึ่งของทิศทางการพัฒนาธุรกิจในระยะยาว โดยบริษัทต้องการขยายบทบาทจากผู้ให้บริการด้านความงามและเวลเนส สู่การเป็นผู้สร้าง Wellness Experience ที่สามารถเชื่อมต่อกับผู้บริโภคในบริบทต่าง ๆ ของชีวิต

หลังจากนี้ Aura Wellness จะเดินหน้าพัฒนา T-Beauty Experience ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานด้านการแพทย์ เทคโนโลยี และการบริการ เพื่อรองรับทั้งผู้บริโภคชาวไทยและนักเดินทางจากต่างประเทศ พร้อมมองหาโอกาสในการเชื่อมโยง Beauty & Wellness เข้ากับอุตสาหกรรมอื่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย

การเปิด Aura Bangkok Clinic สาขาสนามบินสุวรรณภูมิ ในวาระครบรอบ 10 ปีของ Aura Wellness จึงไม่ใช่เพียงการขยายพื้นที่ให้บริการ แต่คือการขยายขอบเขตของ T-Beauty จากบริการที่ผู้คนเดินทางมาหา สู่ประสบการณ์ที่สามารถเดินทางไปพร้อมกับผู้คนทั่วโลก และเป็นอีกหนึ่งก้าวในการทำให้ Beauty & Wellness ของไทยมีพื้นที่บนเวทีโลกมากขึ้น

วิทยาลัยดุสิตธานี ลงนาม MoU กับ Avocados Australia ประเดิมเปิดเวทีแข่งขันเมนูอะโวคาโด คัดเลือกตัวแทนสู่เวทีนานาชาติ

18 กันยายน 2569 เวลา 15:26 น.

วิทยาลัยดุสิตธานี จับมือ Avocados Australia ลงนาม MoU ส่งเสริมความร่วมมือด้านอาหารและนวัตกรรมอาหาร พร้อมเปิดเวทีแข่งขันเมนูอะโวคาโด คัดตัวแทนสู่เวทีนานาชาติที่มาเลเซีย วิทยาลัยดุสิตธานี ได้ร่วมกับ Avocados Australia จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษา การพัฒนาบุคลากร และนวัตกรรมอาหาร โดยมี ดร.อรรถเวทย์ พฤกษ์สถาพร อธิการบดีวิทยาลัยดุสิตธานี และ พิชยา นรนิติผดุงการ ผู้อำนวยการสำนักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภาคอุตสาหกรรม เป็นผู้แทนวิทยาลัยร่วมลงนามกับผู้แทนจาก Avocados Australia ได้แก่ Mr. Brad Rodgers, Director for Western Australia และ Mr. KC Liew, General Manager Southeast Asia ในโอกาสนี้ยังได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ นายพาโบล คัง เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย มาร่วมเป็นสักขีพยาน 

เนื้อหาในบันทึกความเข้าใจระหว่างวิทยาลัยดุสิตธานีและ Avocados Australia นั้น มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมองค์ความรู้ด้านอาหาร การพัฒนาเทคโนโลยีอาหาร และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมในระดับนานาชาติ อันจะช่วยเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาและบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต

ภายในวันเดียวกันนั้นเอง วิทยาลัยดุสิตธานียังได้รับการสนับสนุนจาก Avocados Australia ให้จัดการแข่งขัน Australian Fruits Culinary Competition 2026 ซึ่งเป็นการแข่งขันทำอาหารภายในเพื่อเฟ้นหานักศึกษาวิทยาลัยดุสิตธานีที่จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมแข่งขันระดับนานาชาติ ณ ประเทศมาเลเซีย ในระหว่างวันที่ 1-4 พฤศจิกายน 2569

โอกาสนี้ ฯพณฯ  นายพาโบล คัง เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย กล่าวว่า “การแข่งขันครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีอันแสดงถึงความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและเป็นรูปธรรมระหว่างออสเตรเลียและไทย โดยเชื่อมโยงการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และบุคลากรรุ่นใหม่ด้านอาหารเข้าด้วยกัน ซึ่งความร่วมมือในลักษณะนี้เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ พร้อมทั้งส่งเสริมความสัมพันธ์ตั้งแต่ระดับประชาชนไปจนถึงความเชื่อมโยงทางการค้าระหว่างทั้งสองประเทศ นับเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งที่ได้เห็นเชฟไทยรุ่นใหม่ใช้ความคิดสร้างสรรค์กับวัตถุดิบคุณภาพสูงจากออสเตรเลีย และพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ ที่สะท้อนวัฒนธรรมอาหารอันมีชีวิตชีวาของประเทศไทย”

ขณะที่ ดร.อรรถเวทย์ พฤกษ์สถาพร อธิการบดีวิทยาลัยดุสิตธานี กล่าวเสริมว่า “วิทยาลัยดุสิตธานีขอขอบคุณ Avocados Australia ที่ให้การสนับสนุนการแข่งขันและเล็งเห็นศักยภาพของนักศึกษาของเรา ความร่วมมือครั้งนี้ช่วยเปิดโลกแห่งการเรียนรู้ให้กับเชฟรุ่นใหม่ ด้วยการได้สัมผัสวัตถุดิบคุณภาพ เทคนิคการปรุงอาหารสมัยใหม่ และมุมมองใหม่ในการสร้างสรรค์เมนูอาหาร ซึ่งล้วนเป็นทักษะสำคัญสำหรับการเติบโตในอุตสาหกรรมการบริการระดับนานาชาติ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่านี่จะเป็นก้าวแรกของความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างทั้งสององค์กร เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาและคณาจารย์ของเราได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และสร้างประสบการณ์อันทรงคุณค่าร่วมกันต่อไป”

ด้าน Mr. Brad Rodgers, Director for Western Australia at Avocados Australia แสดงทัศนะว่า การศึกษาด้านศิลปะการประกอบอาหารมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาตลาด โดยนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้จะเติบโตเป็นเชฟ ผู้สอน และผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจอาหาร ซึ่งจะเป็นผู้กำหนดเมนูในอนาคตและมีอิทธิพลต่อผู้บริโภคที่ได้สัมผัสและเรียนรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบประเภทต่างๆ “ความร่วมมือระหว่าง Avocados Australia และวิทยาลัยดุสิตธานีในครั้งนี้ จะช่วยให้เราเข้าใจมากขึ้นว่าอะโวคาโดจากออสเตรเลียได้รับการตอบรับและถูกนำไปใช้ในประเทศไทยอย่างไร นอกจากนี้ เรายังหวังว่าความร่วมมือดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้นักศึกษาและคณาจารย์ของวิทยาลัยดุสิตธานีได้เข้าถึงองค์ความรู้จากภาคอุตสาหกรรม ผลผลิตคุณภาพจากออสเตรเลีย และโอกาสในการสร้างความร่วมมือในอนาคต”

การแข่งขันจัดขึ้นภายใต้โจทย์ที่ว่า ผู้เข้าแข่งขันต้องสร้างสรรค์เมนูต้นตำรับที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอาหารเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการใช้ผลไม้คุณภาพจากออสเตรเลียเป็นวัตถุดิบหลัก ได้แก่ อะโวคาโด สโตนฟรุต และองุ่นรับประทานสด เพื่อสะท้อนศักยภาพและความหลากหลายในการนำผลไม้เหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในอาหารร่วมสมัย ตลอดจนส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ด้านอาหาร รสชาติ และการสืบสานอัตลักษณ์ทางอาหารอันโดดเด่นของภูมิภาคอาเซียน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเมนูที่มีทั้งความคิดสร้างสรรค์ ใช้งานได้จริง สอดคล้องกับวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่น และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน

การแข่งขันครั้งนี้ไม่เพียงถือเป็นกิจกรรมนำร่องภายใต้ความร่วมมือของทั้งสององค์กรที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร และการประยุกต์ใช้นวัตกรรมอาหารเท่านั้น แต่ยังสะท้อนแนวทางการเรียนการสอนของสาขาวิชาเทคโนโลยีอาหารและการประกอบอาหารสร้างสรรค์ (Food Technology and Creative Culinary Arts) หลักสูตรใหม่ของวิทยาลัยดุสิตธานี ที่ผสานศาสตร์การประกอบอาหารเข้ากับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อพัฒนาอาหารที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ทั้งด้านรสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ ความยั่งยืน และศักยภาพเชิงพาณิชย์ด้วย

ทั้งนี้ การแข่งขันดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของ Australian Fruits Culinary Programme ซึ่งเป็นโครงการระดับภูมิภาคที่ได้รับการสนับสนุนจาก ASEAN-Australia Centre และดำเนินงานร่วมกับ Avocados Australia, Australian Table Grape Association, Summerfruit Australia และสถาบันการศึกษาในภูมิภาค มีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมเกษตรของออสเตรเลียสถาบันการศึกษาด้านอาหาร และเชฟรุ่นใหม่ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าด้วยกัน ผ่านทางกิจกรรม อาทิ การฝึกอบรมด้านอาหาร การแข่งขันสูตรอาหาร ฯลฯ

วิทยาลัยดุสิตธานีและ Avocados Australia คาดหวังว่า การลงนาม MoU ในครั้งนี้จะต่อยอดไปสู่กิจกรรมทางวิชาการ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และโครงการพัฒนาศักยภาพด้านอาหารและการบริการทั้งของบุคลากรและนักศึกษาต่อไปในอนาคต

พม. ผนึกกำลัง สคช. ปั้น ‘TikTok Creator’ ยกระดับทักษะกลุ่มสตรีและครอบครัว

18 กันยายน 2569 เวลา 15:25 น.

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ผนึกกำลัง สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) หรือ สคช. ปั้น “TikTok Creator” ยกระดับทักษะกลุ่มสตรีและครอบครัว มุ่งสร้างรายได้ผ่านตลาดดิจิทัล

กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายสร้างความเข้มแข็งสู่ชุมชน บูรณาการความร่วมมือกับ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) จัดโครงการ “TikTok Creator ยกระดับการตลาดดิจิทัล สร้างโอกาส สร้างยอดขาย สร้างรายได้” มุ่งอัปสกิลผู้ผ่านการฝึกอบรมอาชีพและกลุ่มสตรีทั่วประเทศ ให้ก้าวทันเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มยอดนิยมอย่าง TikTok 

 นางเตือนใจ คงสมบัติ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานเปิดโครงการดังกล่าว โดยมี นางสาวศิริพร โรจนสุกาญจน รองอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กล่าวรายงาน และ นางสาวจุลลดา มีจุล ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ร่วมกล่าวถึงแนวทางการยกระดับทักษะอาชีพให้สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพ โดยมี ดร.ณฐา จันทนู รอง ผอ. สคช. และนายนิธิวัชร์ ศิริปริยพงศ์ รอง ผอ. สคช. รวมถึงผู้บริหาร สค. ผู้บริหาร สคช. ตลอดจนสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน ณ โรงแรมเดอะ ทวินทาวเวอร์ กรุงเทพมหานคร

นางเตือนใจ คงสมบัติ

นางเตือนใจ คงสมบัติ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า กระทรวง พม. มุ่งขับเคลื่อนการช่วยเหลือประชาชนจากการบรรเทาปัญหาไปสู่การสร้างโอกาส สร้างอาชีพ และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน เพราะเชื่อว่าการช่วยเหลือที่ยั่งยืนไม่ใช่เพียงการมอบสวัสดิการ แต่คือการเสริมศักยภาพให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเอง ดูแลครอบครัว และมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง โครงการนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อต่อยอดศักยภาพของผู้ผ่านการฝึกอบรมอาชีพ โดยมุ่งเสริมทักษะการผลิตคอนเทนต์ การเล่าเรื่องสินค้า กลยุทธ์การตลาดผ่านแพลตฟอร์ม TikTok เพื่อมุ่งแก้ปัญหาให้กับหลายชุมชนที่มีผลิตภัณฑ์และภูมิปัญญาทรงคุณค่า แต่ยังขาดช่องทางในการสื่อสารและเทคนิคการสื่อสารให้เข้าถึงลูกค้า

ทั้งนี้ กระทรวง พม. โดย กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) จึงบูรณาการความร่วมมือกับ สคช. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมและพัฒนาระบบคุณวุฒิวิชาชีพของประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานสมรรถนะของกำลังคน รับรองความรู้ ความสามารถ และทักษะในการประกอบอาชีพ ตลอดจนสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน จัดอบรมให้แก่กลุ่มเป้าหมายรวม 150 คน ประกอบด้วย ผู้ผ่านการฝึกอบรมอาชีพ กลุ่มอาชีพในชุมชนจากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว และสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงบุคลากรของ สค. โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านคอนเทนต์และการตลาดดิจิทัล หรือ “พ่อมด TikTok” มาเป็นวิทยากร ถ่ายทอดเทคนิคการผลิตคอนเทนต์ การเล่าเรื่องสินค้า (Storytelling) และการทำตลาดออนไลน์ผ่านการลงมือทำจริง โดยมุ่งหวังให้ผู้เข้าอบรมสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้กับสินค้าและบริการของตนเองได้จริง เพื่อเปลี่ยนผู้ชมให้กลายเป็นลูกค้า เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ชุมชน และขยายช่องทางการสร้างรายได้ 

“การประกอบอาชีพในยุคปัจจุบัน ไม่ได้แข่งขันกันที่คุณภาพของสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีช่องทาง และการสื่อสาร ที่เข้าถึงลูกค้าด้วย การนำแพลตฟอร์มที่ทรงอิทธิพลอย่าง TikTok มาเป็นเครื่องมือ จึงเป็นการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับผู้ที่จบการฝึกอบรมอาชีพในการเพิ่มมูลค่าสินค้าและต่อยอดอาชีพในระยะยาว “ความร่วมมือระหว่าง สค. และ สคช. ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการภาครัฐในการยกระดับทักษะกำลังคน และผลักดันให้สตรีและครอบครัว มีโอกาสเข้าถึงเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเท่าเทียม อันจะนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวและชุมชนอย่างยั่งยืน”

นางสาวจุลลดา มีจุล

นางสาวจุลลดา มีจุล ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน)  กล่าวเพิ่มเติมว่า บทบาทและความร่วมมือในครั้งนี้ TPQI มุ่งเน้นการสร้าง “Skill Bridge” หรือสะพานเชื่อมระหว่าง “ทักษะอาชีพ” ไปสู่ “โอกาสทางเศรษฐกิจ” ตามแนวทาง ทำเป็น – สื่อสารเป็น – ขายเป็น – มีรายได้ โดยเน้นย้ำว่าการฝึกอาชีพในยุคดิจิทัลต้องไม่หยุดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่ต้องพาผู้เรียนไปถึงการมีงานทำ มีตลาด และสร้างรายได้ได้จริง

“ในโลกปัจจุบัน การทำของเป็นกับการขายของเป็นคือคนละทักษะ คนที่มีสินค้าดีแต่สื่อสารไม่เป็นก็ไม่อาจสร้างรายได้ได้เต็มศักยภาพ TPQI จึงนำมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพ และแพลตฟอร์ม E-Workforce Ecosystem (EWE) เข้ามาร่วมต่อยอดกับกรมกิจการสตรีฯ เพื่อเปลี่ยนแนวคิดจากการ ‘ใช้หลักสูตรนำการฝึก’ ไปสู่ ‘ใช้ตำแหน่งงานและอาชีพนำการฝึก’ โดยการอบรม TikTok Creator ครั้งนี้ เป็นก้าวแรกในการนำเทคนิคคอนเทนต์ครีเอเตอร์และการตลาดออนไลน์มาช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยเปลี่ยน Small Content ให้กลายเป็น Big Opportunity” นางสาวจุลลดา กล่าวทิ้งท้าย

เซ็นทารา ผนึกกำลัง พลาซ่า พรีเมียม กรุ๊ป ยกระดับสิทธิประโยชน์ด้านการเดินทางเหนือระดับ

18 กันยายน 2569 เวลา 15:14 น.

โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ พลาซ่า พรีเมียม กรุ๊ป (Plaza Premium Group: PPG) ผู้นำระดับโลกด้านการให้บริการรับรองภายในสนามบินแบบครบวงจร เพื่อยกระดับสิทธิประโยชน์ด้านการเดินทางสำหรับสมาชิก CentaraThe1 พร้อมเพิ่มความคุ้มค่าให้แก่สมาชิกของโปรแกรมสะสมคะแนนของทั้งสองแบรนด์ชั้นนำร่วมกัน

ภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้ สมาชิก CentaraThe1 สามารถนำคะแนนที่ได้รับจากการเข้าพักมาแลกรับสิทธิ์เข้าใช้บริการ Plaza Premium First และ Plaza Premium Lounge ได้ ณ สนามบินที่เข้าร่วมรายการในหลากหลายภูมิภาคทั่วโลก ครอบคลุมทั้งเอเชีย จีนแผ่นดินใหญ่ แคนาดา ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา และโอเชียเนีย

 (ซ้าย) เคลาดิโอ รอสซิญโญ, อู๋ เว่ยเฉียง, พรรณรัตน์ ตันตราธิวุฒิ และดินิช วารัน

นอกจากนี้ สมาชิก CentaraThe1 ยังสามารถซื้อสิทธิ์เข้าใช้บริการ Plaza Premium Lounge แห่งใหม่ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (BKK) ในราคาพิเศษ เพื่อเติมเต็มความสะดวกสบายและเสริมการพักผ่อนแบบเหนือระดับก่อนออกเดินทาง โดยสมาชิกของทั้งสองโปรแกรมยังจะได้รับสิทธิประโยชน์ร่วมกัน ทั้งส่วนลดและข้อเสนอพิเศษจากโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทาราที่เข้าร่วมรายการ รวมถึงบริการต่างๆ ของ Plaza Premium Lounge อีกด้วย

สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของเซ็นทาราในการพัฒนา CentaraThe1 โปรแกรมสมาชิกที่ได้รับการรองรับและรางวัลมากมาย ทั้งยังมีสมาชิกเกือบ 9 ล้านคนทั่วโลก ด้วยการขยายสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุมมากกว่าการเข้าพักภายในโรงแรม ให้ครอบคลุมไปถึงบริการสำหรับการเดินทางและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย เพื่อมอบประสบการณ์อันคุ้มค่าและเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่สมาชิกตลอดเส้นทางการเดินทาง

“โปรแกรมสมาชิกนั้นมีบทบาทสำคัญ ต่อกลยุทธ์ทางการตลาดของเซ็นทาราเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีบทบาทในการสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและยั่งยืนกับแขกผู้เข้าพักของเรา” เคลาดิโอ รอสซิญโญ รองประธานบริหารฝ่ายการพาณิชย์ โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าว “ในขณะที่เซ็นทารานั้นเร่งเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เราก็มุ่งมั่นพัฒนา CentaraThe1 ให้กลายเป็นระบบ ecosystem ในด้านการเดินทางและไลฟ์สไตล์ที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่จะช่วยต่อยอดประสบการณ์ของแบรนด์ออกไปนอกเหนือจากการเข้าพักผ่อนที่โรงแรมและรีสอร์ท โดยความร่วมมือที่เกิดขึ้นกับพลาซ่า พรีเมียม กรุ๊ป ในวันนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับสิทธิประโยชน์เพื่อท่านสมาชิกของเรา เพิ่มโอกาสให้เซ็นทารา ได้เป็นส่วนหนึ่งในทุกช่วงของการเดินทาง พร้อมสร้างคุณค่าในระยะยาวให้แก่ทั้งสองแบรนด์”อู๋ เว่ยเฉียง ผู้จัดการทั่วไป พลาซ่า พรีเมียม กรุ๊ป กล่าวว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ร่วมมือกับโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา หนึ่งในแบรนด์โรงแรมชั้นนำของประเทศไทย  ซึ่งมีความมุ่งมั่นร่วมกันในการสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่าให้แก่นักเดินทางตลอดทั้งการเดินทาง จากความร่วมมือครั้งนี้ เราพร้อมต้อนรับสมาชิก CentaraThe1 สู่บริการรับรองภายในสนามบินของเราทั้งในประเทศไทยและเครือข่ายทั่วโลก พร้อมมอบสิทธิประโยชน์ร่วมกัน ที่จะเข้ามาเพิ่มความคุ้มค่าให้แก่สมาชิกของทั้งสองโปรแกรมต่อไปในอนาคต”

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ CentaraThe1 และสิทธิประโยชน์ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ได้ที่ https://centara1card.com/ หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพลาซ่า พรีเมียม กรุ๊ป ได้ที่ www.plazapremiumlounge.com

Paul Smith เปิดตัวคอลเลกชัน Autumn/Winter 2026 ถ่ายทอดผ่านภาพถ่ายบนท้องถนนของมหานครนิวยอร์ก

18 กันยายน 2569 เวลา 14:56 น.

เพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์อันยาวนานของแบรนด์กับมหานครนิวยอร์ก แคมเปญนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการนำการตัดเย็บและงานฝีมือแบบอังกฤษมาสู่สหรัฐอเมริกา เพื่อตอบสนองผู้ที่ต้องเผชิญกับจังหวะชีวิตที่เร่งรีบของนิวยอร์กในแต่ละวัน ผ่านเรื่องราวของตัวละครที่เดินทางไปตามย่านต่างๆ ของเมือง โดยมีถนนสายคุ้นตาเป็นฉากหลัง ถ่ายทอดผ่านมุมมองอันเป็นเอกลักษณ์ของ Paul Smith

หัวใจสำคัญของคอลเลกชันนี้ คือ ความชื่นชอบของเซอร์พอลที่มีต่อเครื่องแบบในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาสวมใส่ด้วยตัวเองมาโดยตลอด เขาจึงนำเอาดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์จากช่วงปลายทศวรรษ 1980 และต้นทศวรรษ 1990 มาตีความใหม่ โดยนำกลิ่นอายแห่งความทรงจำจากยุคนั้นมาผสานเข้ากับมุมมองที่นุ่มนวลและร่วมสมัยยิ่งขึ้น  ผลลัพธ์ที่ได้ คือ เสื้อผ้าเทเลอริ่งที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย คุ้นเคย และเข้ากับยุคสมัย โดยคงไว้ด้วยงานฝีมืออันประณีต ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่กำหนดตัวตนของ Paul Smith มาตั้งแต่ต้น

ภาพถ่ายในแคมเปญนี้ถูกถ่ายโดย Samuel Bradley ขณะที่วิดีโอถูกกำกับทำโดย Cameron Turnbull ที่ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของนิวยอร์กได้อย่างชัดเจน ผ่านการผสมผสานระหว่างแลนด์มาร์กสำคัญของเมืองกับช่วงเวลาอันเงียบสงบ เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและอารมณ์ขัน ในฉากประกอบด้วยสิ่งของหลากหลายและเหนือความคาดหมาย ตั้งแต่แอปเปิลขนาดใหญ่ โทรศัพท์วินเทจ ไปจนถึงภาพวาดโบราณ ล้วนสะท้อนความงดงามของสิ่งของธรรมดาในชีวิตประจำวัน พร้อมเติมกลิ่นอายของ British wit หรืออารมณ์ขันแบบอังกฤษในแบบขี้เล่นให้กับมุมต่าง ๆ ของเมือง

คอลเลกชันนี้ออกแบบโดย Ben Schofield เน้นสไตล์การแต่งตัวที่ดูสบายๆ และเป็นธรรมชาติ โดยตัดเย็บเสื้อผ้าที่ผสมผสานความเนี๊ยบและความประณีตของงานตัดเย็บสูทหรือผสานเข้ากับความสบาย ผ่อนคลาย และความหลวมที่ใส่สบาย จับคู่กับเนื้อผ้าที่มีมิติและงานไหมพรมถักสัมผัสนุ่ม เสริมด้วยการใช้ผ้า Harris Tweed และผ้า Donegal เพื่อสะท้อนถึงประณีตและมรดกตกทอดแห่งวงการแฟชั่นอังกฤษอย่างเด่นชัดตลอดฤดูกาลใบไม้ร่วง/ฤดูหนาวนี้แคมเปญนี้ยังถือเป็นอีกหนึ่งบทของความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่าง Paul Smith และมหานครนิวยอร์ก โดยเปิดตัวพร้อมการเปิดแฟล็กชิปสโตร์แห่งใหม่บน Madison Avenue ในเดือนตุลาคมนี้

พบกับคอลเลกชัน Autumn/Winter 2026 ได้ที่ช็อป Paul Smith ทุกสาขา ได้แก่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพาร์ค และศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ รวมถึง Online Store ทุกแพลตฟอร์ม

#PaulSmith #PaulSmithTH @paulsmithdesign

CP LAND เจาะนิวเจน ส่ง MV ‘Get Me’ ดัน คอนโด รีเน่ ขอนแก่นฮับแห่งอีสาน

18 กันยายน 2569 เวลา 14:26 น.

บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND หนึ่งในผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทยภายใต้เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิด Music Video (MV) “Get Me” ถ่ายทอดแนวคิด “คอนโดใกล้คนที่รัก” ผลักดันคอนโด รีเน่ ขอนแก่น (RI-NÉ Khon Kaen) บนทำเลศักยภาพย่านกังสดาล ใกล้มหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงพยาบาลศรีนครินทร์ และศูนย์การแพทย์ มข. (มหาวิทยาลัยขอนแก่น) รองรับนักศึกษา บุคลากรทางการแพทย์ คนทำงาน รุ่นใหม่ และครอบครัวที่มองหาที่อยู่อาศัยคุณภาพในเมืองศูนย์กลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สำหรับ MV นี้ ได้ Customer Insight มาพัฒนาเป็น Content ที่เชื่อมแบรนด์เข้ากับชีวิตจริง ผ่านเรื่องราวของคู่รัก ที่สอบติดแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น แต่เลือกเส้นทางชีวิตที่แตกต่าง ก่อนนำไปสู่เซอร์ไพรส์สำคัญอย่าง“คอนโดใกล้คนที่รัก”
งานนี้ได้ ไอซ์-รดิวันต์ นิลบุญญาสิริย์ Influencer และ TikToker ช่อง “Ice MeMeow” (ไอซ์ไงที่มีแมว 19 ตัว) ที่มีผู้ติดตามราว 1 ล้านคน ยอดไลค์มากกว่า 10 ล้าน+ มาร่วมแสดงนำ พร้อมกับทีมงาน CP LAND

นางศศินันท์ ออลแมนด์ ผู้อำนวยการบริหาร กลุ่มงานการตลาดและสื่อสารองค์กร CP LAND กล่าวว่า “CP LAND เข้าใจว่ากลุ่มเป้าหมาย ให้คุณค่ากับเรื่องใด เป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจ เลือกที่อยู่อาศัย จึงนำอินไซต์ ‘การได้อยู่ใกล้คนที่รัก’ มาพัฒนาเป็นเพลงและเรื่องราวรูปแบบที่แตกต่างเข้าถึงอารมณ์ของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย” ซึ่งเป็นเครื่องมือสร้าง Brand Relevance ให้ RI-NÉ Khon Kaen เข้าไปอยู่ในบทสนทนาของกลุ่มเป้าหมาย พร้อมขยายผลผ่านคอนเทนต์สั้น โซเชียลมีเดีย กิจกรรมภายใน Sales Gallery และแคมเปญที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วม ช่วยเปลี่ยนการรับรู้ โครงการไปสู่ความสนใจและประสบการณ์กับแบรนด์


“RI-NÉ Khon Kaen เป็นส่วนหนึ่งของอีโคซิสเต็ม CP LAND ในภาคอีสาน ซึ่งเชื่อมโยงที่อยู่อาศัย และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน ทั้งมหาวิทยาลัยขอนแก่น ศูนย์การแพทย์ รวมถึงเครือข่ายพันธมิตร และสิทธิประโยชน์ผ่าน Pri-D Privilege Program หรือ Pri-d (ปรีดี) เราต้องการให้ลูกบ้านเข้าถึง ประสบการณ์ที่ครอบคลุมตั้งแต่การอยู่อาศัย การทำงาน ไปจนถึงการใช้ชีวิตในเมือง แนวทางนี้ สะท้อนการนำ ‘คุณภาพเพื่อทุกชีวิต’ มาพัฒนาเป็น Better Living Experience ที่จับต้องได้” นางศศินันท์กล่าว



CP LAND ชวนผู้สนใจรับชม MV ฉบับเต็ม และร่วมกิจกรรม RI-NE Dance Challenge “Get Me” ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569 ลุ้นรับรางวัล iPad ห้องพักโรงแรมอวานี รัชดาฯ และบัตรกำนัลห้องอาหาร รวมมูลค่ากว่า 50,000 บาท ติดตามรายละเอียดได้ทาง Social Media ของ CP LAND ดังนี้

Facebook: https://bit.ly/4izal54
Instargram: https://bit.ly/Rine-Getme
TikTok : https://bit.ly/RineGetme
YouTube: https://bit.ly/RINE-Getme
X: https://bit.ly/RINEGETME
Linkedin : https://bit.ly/rinegetme


#CPLAND #RINEGetsYou #GetMe #RINÉ #RINÉKhonKaen #คุณภาพเพื่อทุกชีวิต #รีเน่ #คอนโดขอนแก่น