ซีพีผนึกกำลังกรมทรัพย์สินทางปัญญาและพันธมิตร เปิด “CP IP Service Center” ปั้นทรัพย์สินทางปัญญาเป็นพลังเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมไทยสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์จริง

ซีพีผนึกกำลังกรมทรัพย์สินทางปัญญาและพันธมิตร เปิด “CP IP Service Center”  ปั้นทรัพย์สินทางปัญญาเป็นพลังเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมไทยสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์จริง

ซีพีผนึกกำลังกรมทรัพย์สินทางปัญญาและพันธมิตร เปิด “CP IP Service Center” ปั้นทรัพย์สินทางปัญญาเป็นพลังเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมไทยสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์จริง

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.12 น.

เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดย ศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีความเป็นเลิศ (CP COE) ผนึกกำลัง กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ และ บริษัท เอทีพีเซิร์ฟ จำกัด ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) พร้อมประกาศเปิดตัว “CP IP Service Center” ศูนย์บริการแบบ One Stop Service ด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ครอบคลุมการจดทะเบียน การให้คำปรึกษา การวางกลยุทธ์ และการต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อเร่ง “แปลงองค์ความรู้ และนวัตกรรม” ให้กลายเป็น “มูลค่าเศรษฐกิจ” และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของธุรกิจไทยบนเวทีโลก การเปิดตัว CP IP Service Center สะท้อนทิศทางการทรานส์ฟอร์มของเครือซีพีสู่การเป็น Tech-Driven Company โดยมองว่า IP ไม่ใช่เพียงประเด็นเชิงกฎหมาย แต่เป็น “สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์” ที่ช่วยสร้างรายได้ สร้างความแตกต่างเชิงนวัตกรรม และยกระดับศักยภาพด้านเทคโนโลยีของทั้งองค์กรและประเทศ ผ่านความร่วมมือเชิงระบบภาครัฐ เอกชน และพันธมิตร โดยได้รับเกียรติจาก ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวปาฐกถานำ พร้อมด้วย ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหาร ด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ นายพลกฤต กิจวชรโสภณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอทีพีเซิร์ฟ จำกัด ดร.ปิยาภรณ์ ภาสกานนท์ Head of Corporate Innovation Strategy เครือเจริญโภคภัณฑ์ ตลอดจนคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์และผู้แทนจากกลุ่มธุรกิจในเครือฯ เข้าร่วมลงนาม และเป็นสักขีพยานในพิธีดังกล่าว

ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวปาฐกถานำว่า “ประเทศไทยตั้งเป้าก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2580 ตามยุทธศาสตร์ชาติ โดยย้ำว่าประเทศไทยซึ่งปัจจุบันอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับบน ไม่อาจยืนอยู่ในสถานะเดิมต่อไป มิฉะนั้นจะเผชิญกับภาวะ “กับดักรายได้ปานกลาง” ซึ่งทางออกสำคัญคือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการใช้นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเป็นกลไกหลักในการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มมูลค่าและพาประเทศกระโดดสู่ระดับประเทศพัฒนาแล้ว พร้อมระบุว่าในบริบทโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะยุค AI ภาคธุรกิจไม่อาจก้าวสู่การเป็นองค์กรชั้นนำได้ หากไม่ปรับตัวสู่การใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งการที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ในฐานะภาคเอกชนขนาดใหญ่ เดินหน้าทรานส์ฟอร์มสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี (Tech-Driven Company) ผ่านการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีความเป็นเลิศ (CP COE) และการพัฒนา “CP IP Service Center” ให้เป็น One Stop Service ด้านทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อยกระดับการคุ้มครอง ต่อยอดองค์ความรู้ งานวิจัย นวัตกรรม และนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเชิงพาณิชย์ จึงนับเป็นบทบาทสำคัญของภาคเอกชนในการร่วมขับเคลื่อนระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย และเป็นพลังสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดบนเวทีโลก”

ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ในการนี้ ภายในพิธีดังกล่าวยังมีการจัดเสวนาในหัวข้อ “ยกระดับทรัพย์สินทางปัญญาไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เสริมศักยภาพการแข่งขันประเทศ” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรม ว่าด้วยบทบาทของทรัพย์สินทางปัญญาในฐานะกลไกสำคัญในการแปลงองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ตลอดจนแนวทางการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมของไทยให้เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมอนาคตอย่างยั่งยืน

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “ระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทย (Value Chain) ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างสรรค์ การจดทะเบียนคุ้มครอง ไปจนถึงการปกป้องไม่ให้เกิดการละเมิด  โดยปัจจุบันมีการจดทะเบียนสิทธิบัตรสะสมกว่า 97,000 รายการ และเครื่องหมายการค้ากว่า 600,000 รายการ อย่างไรก็ตาม ยังมีช่องว่างสำคัญในด้านการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ ภาครัฐจึงมุ่งปรับปรุงกระบวนการและงานบริการให้สอดรับกับการทำงานของภาคเอกชนมากยิ่งขึ้น เนื่องจากทรัพย์สินทางปัญญาเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศและขีดความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และการวิจัย โดยการนำผลงานนวัตกรรมเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนจะช่วยสร้างการคุ้มครองทั้งในและต่างประเทศ และเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ” 

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหาร ด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์

ขณะที่ ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหาร ด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า “ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นปัจจัยจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศในยุคที่เศรษฐกิจต้องเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมแบบเดิมไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ และเป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงดูดบุคลากรคุณภาพเข้าสู่ประเทศ โดยเฉพาะเมื่อองค์ความคิด ความรู้ และผลงานสร้างสรรค์ได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนให้เกิดสังคมแห่งภูมิปัญญา (Sustainable Intelligence) ตามแนวคิดของนายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ทั้งนี้ สินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน (Intangible Assets) มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมากในระบบเศรษฐกิจโลก โดยมีอัตราการเติบโตสูงถึง 143% และมีมูลค่ารวมราว 7.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นประมาณ 14% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมโลก สะท้อนว่าทรัพย์สินทางปัญญาไม่ใช่เพียงเรื่องกฎหมาย แต่เป็น “สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ” ที่สามารถนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ พัฒนาโมเดล IP Financing และเสริมศักยภาพในการดึงดูดบุคลากรคุณภาพ โดยเครือซีพีคาดหวังว่า “CP IP Service Center” ในฐานะ One Stop Service จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการคุ้มครอง การบริหารจัดการ และการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปสร้างคุณค่าเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม”

นายพลกฤต กิจวชรโสภณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอทีพีเซิร์ฟ จำกัด

นายพลกฤต กิจวชรโสภณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอทีพีเซิร์ฟ จำกัด ย้ำว่า “การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงทรัพย์สินที่เป็นรูปแบบทางการเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงทรัพย์สินที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ ซึ่งผู้ประกอบการควรเลือกแนวทางการคุ้มครองให้เหมาะสมกับลักษณะของทรัพย์สินทางปัญญาของตนเอง และควรดำเนินการจดทะเบียนให้รวดเร็ว เนื่องจากการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนและต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยเอทีพีเซิร์ฟได้นำทีมผู้เชี่ยวชาญเข้ามาสนับสนุนการดำเนินงานของ “CP IP Service Center” เพื่อช่วยคู่ค้าและลูกค้าในการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างถูกต้องและเป็นระบบ พร้อมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยตระหนักถึงคุณค่าในการคุ้มครองและการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยสินทรัพย์กายภาพเพียงอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วยสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ อาทิ ลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นสินทรัพย์ใหม่ที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจยุคใหม่”

ฝั่งอุตสาหกรรมดิจิทัล นายเอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านดิจิทัล บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การพัฒนาระบบ IP ต้องสร้างสมดุลระหว่างสิทธิผู้สร้างสรรค์และการเข้าถึงของผู้บริโภค โดย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ขับเคลื่อนงาน IP ผ่าน 4 แกนหลัก ได้แก่ เทคโนโลยี AI/บิ๊กดาต้า, ความร่วมมือบังคับใช้สิทธิ, ระบบนิเวศพันธมิตร และ สร้างความตระหนักรู้ให้แก่ผู้บริโภค และย้ำว่า IP คือสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของเศรษฐกิจดิจิทัล แพลตฟอร์มอีโคโนมี และซอฟต์พาวเวอร์ของไทย”

ด้านการสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรมในองค์กร นางสาวมาลี อุทัยกิตติศัพท์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ซีพี ออลล์ มุ่งปลูกฝังวัฒนธรรมคิดสร้างสรรค์ให้พนักงาน “สังเกต เห็นโอกาส และต่อยอด” จนกลายเป็นนวัตกรรมที่จดทะเบียนคุ้มครองได้ พร้อมมีหน่วยงานดูแล IP โดยเฉพาะ นำเครื่องมือดิจิทัลมาช่วยบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุด” 

ในส่วนมิติอุตสาหกรรมอาหารและความยั่งยืน นายสหัส ไชยโย ผู้บริหารสูงสุด ด้านวิศวกรรมเพื่อความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยี บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ซีพีเอฟใช้นวัตกรรมทั้งชีวเทคโนโลยีและวิศวกรรมเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิต ความปลอดภัยทางอาหาร และการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ควบคู่การจดสิทธิบัตร คุ้มครอง IP เพื่อรักษาคุณค่าของนวัตกรรม เสริมการแข่งขัน และต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม”

ขณะที่ภาคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ นายพอล สิริสันต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คลาวด์ อีเลฟเว่น จำกัด ระบุว่า “บริษัท คลาวด์ อีเลฟเว่น จำกัด มุ่งทำให้ความรู้ด้าน IP เข้าถึงนักสร้างสรรค์รายย่อยและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ผ่านเนื้อหาที่เข้าใจง่ายและใช้งานได้จริง รวมถึงบูรณาการความรู้ IP ในหลักสูตรฝึกอบรม เพื่อให้ผู้สร้างสรรค์เห็นคุณค่าการปกป้องผลงานและนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้อย่างยั่งยืน”

พิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ครั้งนี้ มุ่งเชื่อม “งานวิจัยและนวัตกรรม” สู่ “การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์” อย่างเป็นรูปธรรม  โดยส่งเสริมการคุ้มครองและการต่อยอดผลงานวิจัยของซีพี รีเสิร์ช โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ ควบคู่กับการพัฒนาองค์ความรู้และทักษะด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่บุคลากร นักวิจัย และผู้ประกอบการในเครือข่าย พร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือภาครัฐ–เอกชน เพื่อใช้องค์ความรู้และทรัพย์สินทางปัญญาเป็นฐานในการผลักดันนวัตกรรม เศรษฐกิจ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

ปัจจุบัน เครือซีพีมีสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรสะสม 4,592 ฉบับ ตอกย้ำบทบาทองค์กรนวัตกรรม ที่จะผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลแห่งอาเซียน และปูทางสู่ “สังคมแห่งภูมิปัญญาที่ยั่งยืน” (Sustainable Intelligence)  โดยภายในงาน ยังมีการนำนวัตกรรมตัวอย่างที่ได้รับการจดสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร และคำขอ แล้วมาจัดแสดง ซึ่งประกอบด้วย 1. ชุดตรวจหาเชื้อ Vibrio parahaemolyticus สายพันธุ์ก่อโรค AHPND ด้วยเทคนิค Real-time PCR นวัตกรรมตรวจเชื้อก่อโรคกุ้งได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ช่วยเสริมการเฝ้าระวัง ป้องกันการระบาด และยกระดับความปลอดภัยทางชีวภาพในฟาร์มกุ้ง จากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 2. BiFiO Probiotic (บิฟิโอ โพรไบโอติก) โพรไบโอติก–พรีไบโอติกสูตรเฉพาะ ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ปรับสมดุลลำไส้ และลดอาการภูมิแพ้ในระยะยาว จากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 3. อุปกรณ์สำหรับบรรจุสินค้า-อุปกรณ์แท่งเหล็กช่วยลดเวลา ลดขั้นตอนการทำงานของพนักงานในการเติมสินค้าแบบแขวนให้เร็วขึ้น 40 นาทีต่อวันต่อสาขา จาก บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 4. สมอบก-เสาป้องกันอุบัติเหตุบริเวณลานจอดรถหน้าร้านสะดวกซื้อ โดยหากรถชน จะทำหน้าที่พับ และล๊อคไม่ให้รถเคลื่อนตัว จาก บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 5. ระบบแก้คำผิดอัตโนมัติด้วย Phonetic BK-Tree สำหรับ E-Commerce นวัตกรรมแก้คำพิมพ์ผิดหลายภาษา ช่วยให้ค้นหาสินค้าที่ “ใช่” ได้เร็วขึ้น ลดเวลาหาสินค้าลงกว่า 50% จาก บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน)  6. ระบบแนะนำสินค้าเฉพาะบุคคลสำหรับ E-Commerce นวัตกรรมแนะนำสินค้าได้ตรงใจรายบุคคล ช่วยเพิ่มมูลค่าตะกร้าสินค้าเฉลี่ยกว่า 35% จาก บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) 7. Automatic Speech Recognition (ASR): ระบบกระบวนการตอบโต้ผู้ใช้ด้วยการรู้จำเสียงพูดภาษาไทย นวัตกรรมแพลตฟอร์ม Call Center อัจฉริยะ แปลงเสียงเป็นข้อความความแม่นยำสูง ช่วยลดเวลารอสาย ลดภาระงาน และยกระดับประสบการณ์ลูกค้า จากบริษัท ทรู คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) 8. Wong-WAI: นวัตกรรม AI–NLP วิเคราะห์กระแสโซเชียลแบบเกือบเรียลไทม์ ทำงานอัตโนมัติ 24 ชม. ช่วยองค์กรรับมือคอมเมนต์เชิงลบได้ทันท่วงที จากบริษัท ทรู  คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน)

การเปิดตัว “CP IP Service Center” สะท้อนบทบาทของ CP COE ในการยกระดับการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาของเครือซีพีอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำขององค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรม ไปจนถึงการต่อยอดเชิงพาณิชย์ในโลกธุรกิจจริง พร้อมตอกย้ำมุมมองว่า “ทรัพย์สินทางปัญญา” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจดสิทธิบัตร แต่เป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่ช่วยแปลงความคิดสร้างสรรค์ให้เป็นคุณค่าทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ เสริมศักยภาพด้านเทคโนโลยี และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของทั้งองค์กรและประเทศ ผ่านความร่วมมือเชิงระบบกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาและพันธมิตรภาคธุรกิจอย่าง ATP SERVE เพื่อร่วมกันยกระดับศักยภาพของภาคธุรกิจไทยในการสร้างความแตกต่างเชิงนวัตกรรมและนำไปสู่การใช้งานจริงเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม

เติมคลังเลือด ต่อชีวิตผู้ป่วยทั่วประเทศ พาราไดซ์ พาร์ค ชวนร่วมบริจาคโลหิต “ให้เลือด ให้ได้ ให้เลย”

เติมคลังเลือด ต่อชีวิตผู้ป่วยทั่วประเทศ พาราไดซ์ พาร์ค ชวนร่วมบริจาคโลหิต “ให้เลือด ให้ได้ ให้เลย”

เติมคลังเลือด ต่อชีวิตผู้ป่วยทั่วประเทศ พาราไดซ์ พาร์ค ชวนร่วมบริจาคโลหิต “ให้เลือด ให้ได้ ให้เลย”

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.09 น.

ทุกวินาที มีผู้ป่วยจำนวนมากที่ยังรอ “โลหิต” เพื่อการรักษา และทุกการให้ คือการเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยมีชีวิตต่อไป พาราไดซ์ พาร์ค ศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค เดินหน้าจัดกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ด้วยการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมบริจาคโลหิต โดยร่วมกับ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เพื่อส่งต่อโลหิตคุณภาพให้แก่ผู้ป่วยทั่วประเทศ และเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการช่วยเพิ่มคลังเลือดให้เพียงพอต่อความต้องการ โดยเมื่อปีที่ผ่านมา  ส่งมอบโลหิตได้ถึง 1,055 ยูนิต และช่วยต่อชีวิต 3,825 คน

วรารัตน์ บุณยานนท์ ผู้บริหารพาราไดซ์ พาร์ค ร่วมให้กำลังใจพนักงาน MBK Sprit 

สำหรับปี 2569 ยังคงตอกย้ำเจตนารมณ์ในการร่วมสร้างคุณค่าและจัดกิจกรรมดี ๆ ภายใต้แนวคิด MBK CARE กับกิจกรรมบริจาคโลหิต “ให้เลือด ให้ได้ ให้เลย” ทุกวันจันทร์สุดท้ายของเดือน ณ ชั้น 3 โซน Beauty & Health ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค โดยเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการร้านค้า พนักงาน และลูกค้าที่มาใช้บริการ ร่วมบริจาคกันต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ยังได้รับเกียรติจาก วรารัตน์ บุณยานนท์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท พาราไดซ์ พาร์ค จำกัด ร่วมต้อนรับคณะผู้แทนจากสภากาชาดไทย และได้ร่วมให้กำลังใจ พนักงาน MBK Sprit ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแบ่งปันในครั้งนี้

ดาว วงศ์คุณานันต์ ผู้มาร่วมบริจาค กล่าวว่า “มีความตั้งใจที่จะมาร่วมบริจาคโลหิต และเตรียมความพร้อมของร่างกายมาเป็นอย่างดี เพราะเคยไม่ผ่านเกณฑ์การบริจาคในบางครั้ง  ซึ่งครั้งนี้ตั้งใจว่าจะต้องบริจาคให้ได้ พร้อมตั้งเป้าหมายว่าจะมาร่วมบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีการมาบริจาคโลหิตที่พาราไดซ์ พาร์ค มีความสะดวกสบาย พื้นที่โปร่ง โล่ง เป็นระเบียบ ทำให้ไม่รู้สึกอึดอัดหรือเกิดความกังวล ตนก็อยากเชิญชวนประชาชนที่มีสุขภาพแข็งแรงมาร่วมบริจาคโลหิตกัน เพราะนอกจากจะได้ช่วยเหลือผู้ที่ต้องการโลหิตแล้ว ยังถือเป็นการดูแลสุขภาพของตนเองไปพร้อมกันด้วย”

ภัทรวดี มงคลฟัก  กล่าวว่า “ตั้งใจมาบริจาคโลหิตเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ป่วย ครั้งนี้ถือเป็นการบริจาคโลหิตเป็นครั้งที่ 2 แล้ว ตั้งเป้าว่าจะมาบริจาคให้ได้ทุก 3 เดือน สำหรับการมาบริจาคที่พาราไดซ์ พาร์ค สะดวกสบาย ใกล้บ้าน และครั้งแรกที่มาบริจาคโลหิตก็มาที่พาราไดซ์ พาร์ค รู้สึกประทับใจ ครั้งนี้จึงได้กลับมาอีกครั้ง อยากชวนทุกคนมาร่วมบริจาคเลือดกัน เพื่อจะได้นำไปช่วยเหลือผู้ป่วยที่ยังต้องการเลือดค่ะ”

มนัท ภูษา หนึ่งในพนักงาน MBK Spirit กล่าวว่า “วันนี้ตั้งใจมาร่วมบริจาคโลหิต โดยปกติมักเดินทางไปบริจาคที่ศูนย์บริการโลหิต สภากาชาด ไทย แต่เมื่อมีการจัดกิจกรรมที่พาราไดซ์ พาร์ค ทำให้สามารถมาบริจาคได้สะดวกมากยิ่งขึ้น และทราบว่าขณะนี้ปริมาณโลหิตในคลังยังมีไม่เพียงพอ จึงอยากเชิญชวนทุกคนมาร่วมบริจาคโลหิตกัน หากใครไม่สะดวกเดินทางเข้าเมือง สามารถมาบริจาคได้ที่พาราไดซ์ พาร์ค ซึ่งจัดกิจกรรมบริจาคโลหิตเป็นประจำทุกวันจันทร์สุดท้ายของเดือน ตลอดทั้งปีครับ”

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าว มีผู้เข้าร่วมบริจาคโลหิตจำนวน 102 ราย และสามารถรับโลหิตได้รวมทั้งสิ้น 81 ยูนิต ซึ่งโลหิตทั้งหมดจะถูกนำไปส่งต่อเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ต้องการทั่วประเทศ ต่อไป

พาราไดซ์ พาร์ค พร้อมเปิดพื้นที่แห่งการแบ่งปัน เพื่อร่วมส่งต่อโลหิตและโอกาสในการมีชีวิตให้กับผู้ป่วยทั่วประเทศ และขอเชิญชวนมาร่วมบริจาคโลหิตกับกิจกรรม “ให้เลือด ให้ได้ ให้เลย” ทุกวันจันทร์สุดท้ายของเดือน โดยครั้งต่อไป  จะจัดในวันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ และ 30 มีนาคม 2569 เวลา 11.00 น. – 15.00 น. ณ ชั้น 3 โซน Beauty & Health ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เอ็ม บี เค คอนแทคท์เซ็นเตอร์ 1285 พร้อมติดตามกิจกรรม และโปรโมชันดี ๆ ของศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค ได้ที่ www.paradisepark.co.th หรือเฟซบุ๊กเพจ Paradise Park อินสตาแกรม paradisepark_th และยูทูป paradiseparkchannel

ยัสปาล กรุ๊ป ยกระดับอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย ผนึกกำลัง 4 สถาบันการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , ม.ธรรมศาสตร์ , ม.ศรีนครินทรวิโรฒ และ ม.กรุงเทพ ลงนาม MOU ผ่านนโยบายความยั่งยืน “The Power of Next”

ยัสปาล กรุ๊ป ยกระดับอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย ผนึกกำลัง 4 สถาบันการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , ม.ธรรมศาสตร์ , ม.ศรีนครินทรวิโรฒ และ ม.กรุงเทพ ลงนาม MOU ผ่านนโยบายความยั่งยืน “The Power of Next”

ยัสปาล กรุ๊ป ยกระดับอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย ผนึกกำลัง 4 สถาบันการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , ม.ธรรมศาสตร์ , ม.ศรีนครินทรวิโรฒ และ ม.กรุงเทพ ลงนาม MOU ผ่านนโยบายความยั่งยืน “The Power of Next”

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.50 น.

บริษัท ยัสปาล จำกัด (มหาชน) หรือ ยัสปาล กรุ๊ป ผู้นำธุรกิจแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ของเมืองไทย ร่วมกับ 4 สถาบันการศึกษาได้แก่ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  และคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการ (MOU) ส่งเสริมศักยภาพของคนรุ่นใหม่ พัฒนาความรู้ พร้อมต่อยอดประสบการณ์ทั้งในและนอกชั้นเรียน เปิดโอกาสสู่เส้นทางอาชีพของอุตสาหกรรมแฟชั่นในอนาคต

ยัสปาล กรุ๊ป และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะศิลปกรรมศาสตร์

ยัสปาล กรุ๊ป และ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ คณะศิลปกรรมศาสตร์

ยัสปาล กรุ๊ป ได้ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการศึกษาและการพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ผ่านนโยบายความยั่งยืนในด้าน “The Power of Next” เพื่อเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยให้เติบโต พร้อมยกระดับการส่งเสริมนิสิตนักศึกษาสาขาการออกแบบแฟชั่น ในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการ (MOU) กับ 4 สถาบันการศึกษาของไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ (Learning Ecosystem) ที่ยั่งยืน ประกอบไปด้วย

ยัสปาล กรุ๊ป และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะศิลปกรรมศาสตร์

การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้: โดยการถ่ายทอดประสบการณ์จากบุคลากรระดับมืออาชีพของยัสปาล กรุ๊ป สู่นักศึกษาผ่านกิจกรรมส่งเสริมหลักสูตรต่างๆ อาทิ การจัดเวิร์คช้อปให้ความรู้ด้าน Commercial Styling , Creative Wear ที่ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงสู่นักศึกษาในห้องเรียน

ยัสปาล กรุ๊ป และวิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

การฝึกประสบการณ์วิชาชีพ: เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เข้าฝึกงาน (Internship) และศึกษาดูงานในสถานประกอบการจริง เพื่อเรียนรู้กระบวนการทำงานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ อาทิ โครงการ JASPAL GROUP Scholarship Program ที่ได้มอบทุนการศึกษาให้กับนิสิตนักศึกษาด้านแฟชั่นไปแล้วมากกว่า 3 ล้านบาท

พิธีเปิดโครงการ “RE-LIFE FABRIC BU X JASPAL GROUP Sustainable Collaboration 2026”

การสนับสนุนโครงการวิชาการ: บูรณาการกิจกรรมด้านวิชาการ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติ ที่จะเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาและการคิดเชิงสร้างสรรค์ในโลกธุรกิจ อาทิ การสนับสนุนการจัดแฟชั่นโชว์ศิลปนิพนธ์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ และ โครงการ “RE-LIFE FABRIC: BU X JASPAL GROUP Sustainable Collaboration 2026” ที่ให้นักศึกษาได้เรียนรู้ด้านการบริหารจัดการธุรกิจแฟชั่นและความเป็นผู้ประกอบการ ผ่านการบริหารจัดการวัสดุสิ่งทอส่วนเกิน และผ้าที่ยังไม่ถูกใช้งานอย่างสร้างสรรค์ภายใต้แนวคิดความยั่งยืน

ตัวอย่างกิจกรรมของนักศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ 

ทั้งนี้ ยัสปาล กรุ๊ป เชื่อมั่นว่าความร่วมมือกับทั้ง 4 สถาบันการศึกษาในครั้งนี้ จะเป็นการสร้างรากฐานทางการศึกษาที่แข็งแกร่ง พร้อมมอบประสบการณ์ตรงจากผู้ประกอบการมืออาชีพ ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าสู่อุตสาหกรรมแฟชั่นไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่กล้าที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ และเติบโตขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแฟชั่นและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนสืบไป

‘หมวกหนึ่งใบ กำลังใจไม่สิ้นสุด’ กลุ่มโรงพยาบาลซีจีเอช รวมพลังแบ่งปัน รับบริจาคหมวกเพื่อส่งต่อความห่วงใยให้ผู้ป่วยมะเร็ง

'หมวกหนึ่งใบ กำลังใจไม่สิ้นสุด' กลุ่มโรงพยาบาลซีจีเอช รวมพลังแบ่งปัน รับบริจาคหมวกเพื่อส่งต่อความห่วงใยให้ผู้ป่วยมะเร็ง

‘หมวกหนึ่งใบ กำลังใจไม่สิ้นสุด’ กลุ่มโรงพยาบาลซีจีเอช รวมพลังแบ่งปัน รับบริจาคหมวกเพื่อส่งต่อความห่วงใยให้ผู้ป่วยมะเร็ง

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.30 น.

กลุ่มโรงพยาบาลซีจีเอช ตอกย้ำบทบาทการเป็นองค์กรด้านสุขภาพที่ใส่ใจสังคม เดินหน้าสานต่อกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) เปิดรับบริจาค “หมวก” เพื่อส่งต่อกำลังใจให้แก่ผู้ป่วยโรคมะเร็ง เนื่องในโอกาส วันมะเร็งโลก (World Cancer Day) โดยกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นพร้อมกันทั้ง 3 สาขา ได้แก่ โรงพยาบาลซีจีเอช พหลโยธิน, โรงพยาบาลซีจีเอช สายไหม และโรงพยาบาลซีจีเอช ลำลูกกา 


 
การบริจาคหมวกในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบทางร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการรักษา โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัดซึ่งอาจทำให้ผมร่วง หมวกจึงไม่ใช่เพียงเครื่องแต่งกาย แต่เป็นสัญลักษณ์ของความห่วงใย ความอบอุ่น และกำลังใจที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้ผู้ป่วยสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ 


 
หมวกทุกใบที่ได้รับจากการบริจาค กลุ่มโรงพยาบาลซีจีเอช จะทำการรวบรวม คัดแยก และส่งต่อให้แก่ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ และ โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งอย่างเหมาะสมและทั่วถึง 


 
กิจกรรมรับบริจาคหมวกในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของกลุ่มโรงพยาบาลซีจีเอช ในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งในสังคมไทย ภายใต้แนวคิดที่ว่า “การดูแลสุขภาพที่ดี ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรักษาทางการแพทย์ แต่รวมถึงการดูแลหัวใจและความรู้สึกของผู้ป่วยด้วย” 


 
กลุ่มโรงพยาบาลซีจีเอช ขอขอบพระคุณ ประชาชน ผู้ป่วย ญาติ และผู้ที่สนใจ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแบ่งปันน้ำใจ ด้วยการบริจาคหมวกใหม่หรือหมวกสภาพดี สะอาด เหมาะสำหรับผู้ป่วย เพื่อนำไปส่งต่อความหวัง ความห่วงใย และพลังใจให้แก่ผู้ป่วยมะเร็งในโอกาสวันมะเร็งโลกนี้ 
 


เพราะ “หมวกหนึ่งใบ” อาจเปลี่ยน “วันธรรมดา” ของใครบางคน ให้เต็มไปด้วยรอยยิ้มและกำลังใจที่ยิ่งใหญ่

องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับ จังหวัดภูเก็ต เตรียมจัดงานสดุดี ‘ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร’ ส่งเสริมท่องเที่ยวประวัติศาสตร์–วัฒนธรรม

องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับ จังหวัดภูเก็ต เตรียมจัดงานสดุดี 'ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร' ส่งเสริมท่องเที่ยวประวัติศาสตร์–วัฒนธรรม

องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับ จังหวัดภูเก็ต เตรียมจัดงานสดุดี ‘ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร’ ส่งเสริมท่องเที่ยวประวัติศาสตร์–วัฒนธรรม

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.22 น.

องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับ จังหวัดภูเก็ต เตรียมจัดงานสดุดี “ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร” ภายใต้แนวคิด “รักชาติ ปกป้องแผ่นดิน วีรสตรีศรีถลาง” เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของสองวีรสตรีผู้มีบทบาทสำคัญในการปกป้องเมืองถลาง และสร้างความภาคภูมิใจในรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ของชาวภูเก็ต

การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมควบคู่กับ การท่องเที่ยวหลักของจังหวัดภูเก็ต พร้อมทั้งกระตุ้นการมีส่วนร่วมของประชาชน นักท่องเที่ยวชาวไทย–ต่างชาติ รวมถึงนักเรียนและนักศึกษา ตลอดจนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ต 

ภายในงานจะมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของจังหวัดภูเก็ต พร้อมสร้างกระแสการรับรู้บนสื่อออนไลน์ และตอกย้ำภาพลักษณ์ภูเก็ตในฐานะเมืองแห่งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมร่วมสมัย

โดยการจัดงานจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 13-16 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 17.00 น.เป็นต้นไป ณ อนุสรณ์สถาน เมืองถลาง (บ้านเหรียง) อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต

ชวนคู่รักจดทะเบียนสมรสต้อนรับวาเลนไทน์ ณ จุดบริการด่วนมหานคร

ชวนคู่รักจดทะเบียนสมรสต้อนรับวาเลนไทน์ ณ จุดบริการด่วนมหานคร

ชวนคู่รักจดทะเบียนสมรสต้อนรับวาเลนไทน์ ณ จุดบริการด่วนมหานคร

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.12 น.

สำนักงานเขตดินแดง ร่วมกับ ศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา เตรียมจัดกิจกรรมฉลองวันแห่งความรักสุดยิ่งใหญ่ “รักนิรันดร์ ผูกพัน ณ ดินแดง @เดอะ สตรีท รัชดา” ชวนคู่รักจดทะเบียนสมรสนอกสถานที่ ณ จุดบริการด่วนมหานคร ชั้น 3 ศูนย์การค้าเดอะ สตรีท รัชดา ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ นี้

นางปาณิสรา เนตรธารธร ผู้อำนวยการเขตดินแดง กล่าวว่า “จากการเปิดบริการจุดบริการด่วนมหานคร ภายในศูนย์การค้าเดอะ สตรีท รัชดา เมื่อปีที่ผ่านมา พบว่าได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี เพราะตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ประชาชนเข้าถึงง่าย เดินทางสะดวก สำหรับวันวาเลนไทน์ที่กำลังจะมาถึงนี้ สำนักงานเขตฯ มีความยินดีที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในจุดเริ่มต้นชีวิตคู่ของทุกท่าน ด้วยการเปิดให้บริการจดทะเบียนสมรสนอกสถานที่ ในงาน “รักนิรันดร์ ผูกพัน ณ ดินแดง @เดอะ สตรีท รัชดา” วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ระหว่างเวลา 11.00-16.00 น. โดยคู่รักที่มาจดทะเบียนสมรส 2 คู่แรกจะได้รับ Rose Teddy Bear 1 ตัวจากร้าน DD Gift Shop และ 30 คู่แรกได้รับ Gift Voucher จากร้านพฤกษาคลินิก / KBBQ Korean Buffet นอกจากนี้ยังมีบูธถ่ายภาพเพื่อเก็บเป็นที่ระลึกอีกด้วย”

จุดบริการด่วนมหานคร (Bangkok Express Service) ตั้งอยู่บนชั้น 3 ของศูนย์การค้าเดอะ สตรีท รัชดา เปิดให้บริการงานทะเบียนราษฎรและบัตรประจำตัวประชาชนเป็นประจำทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.30-18.30 น. สำหรับโอกาสพิเศษในวันวาเลนไทน์นี้ นายไพรัช รัชตัญญู ผู้อำนวยการสายงานขายและการตลาด พร้อมด้วย นายเกรียงไกร ทองเที่ยงธรรม ผู้จัดการฝ่ายบริหารทรัพย์สิน ตัวแทนผู้บริหารศูนย์การค้าฯ ได้ร่วมจัดกิจกรรมเพื่อสร้างความประทับใจและเติมความสุขให้แก่คู่รักทุกคู่ พร้อมเชิญชวนสัมผัสบริการที่ครบครันภายในศูนย์การค้าฯ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองและผู้มาเยือนได้อย่างลงตัว

ศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา ไลฟ์สไตล์มอลล์ 24 ชั่วโมง ศูนย์การค้าของคนนอนดึก ศูนย์รวมบริการและกิจกรรมใจกลางรัชดา เติมเต็มช่วงเวลาในการกิน ช้อปปิ้ง และออกกำลังกาย ตอบโจทย์การใช้ชีวิตคนเมืองแบบครบวงจร สามารถติดตามรายละเอียดโปรโมชัน หรือกิจกรรมเพิ่มเติมได้ทาง www.thestreetratchada.com หรือเฟซบุ๊ก www.facebook.com/TheStreetRatchada หรือ โทร. 02-232-1999

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พระครูจักสาน แห่งเมืองสิงห์

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พระครูจักสาน แห่งเมืองสิงห์

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พระครูจักสาน แห่งเมืองสิงห์

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.58 น.

รากเหง้าชุมชนพันปี

ที่ตำบลชีน้ำร้าย อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี มีการค้นพบโบราณวัตถุพวกเครื่องปั้นดินเผาสมัยทวารวดี อันเป็นหลักฐานยืนยันว่าชุมชนแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ ความเป็นมายาวนานกว่าพันปี คือก่อนการตั้งกรุงสุโขทัย    ชุมชนนี้อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำติดแม่น้ำเจ้าพระยา มีน้ำอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การเพาะปลูก แต่ต้องเผชิญภัยน้ำท่วมซ้ำซากทุกปีนานกว่าหนึ่งเดือน

เมื่อธรรมะและงานฝีมือมาบรรจบกัน

โดยทั่วไป ภาพจำของพระสงฆ์มักเกี่ยวข้องกับการบิณฑบาต สวดมนต์ และการแสดงธรรม แต่ที่วัดโฉมศรี อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ยังมีอีกหนึ่งบทบาทที่งดงามควบคู่กับศาสนกิจ นั่นคือการสืบสานภูมิปัญญาชาวบ้านและการช่วยเหลือสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

ชาวบ้านพากันเรียกขาน พระครูปลัดสุรพล ปภาโส ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโฉมศรี ด้วยความเคารพว่า “พระครูจักสาน”

พระสงฆ์ผู้เห็น “ชีวิตจริง”

พระครูสุรพลมิได้มองวัดเพียงเป็นพื้นที่แห่งความสงบทางจิตใจ แต่ยังมองเห็นความทุกข์ยากของชุมชน โดยเฉพาะชาวบ้านตำบลชีน้ำร้ายและตำบลท่างาม ซึ่งสืบทอดอาชีพจักสานไม้ไผ่และหวายมาหลายชั่วอายุคน

อย่างไรก็ตาม งานจักสานของชาวบ้านกำลังเผชิญวิกฤต ทั้งวงจรหนี้สิน การขาดสภาพคล่อง และรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่ไม่สอดรับกับตลาดยุคใหม่ ทำให้ขายได้ยากและได้ราคาต่ำ

กลไกแห่งความเมตตา : วัดที่เป็นมากกว่าศูนย์รวมจิตใจ

ด้วยความเข้าใจในปัญหา พระครูสุรพลจึงริเริ่มการช่วยเหลือชุมชนแบบครบวงจร เปลี่ยนวัดให้เป็นทั้งศูนย์กลางจิตใจและศูนย์พัฒนาอาชีพ

1. ด้านเงินทุน
จัดตั้งกองทุนหมุนเวียนจากเงินบริจาคของวัด รับซื้อผลิตภัณฑ์จักสานทันทีที่ทำเสร็จ ช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินกู้ที่ทำให้เกิดหนี้สิน

2. ด้านการตลาดและรูปแบบสินค้า
ทำหน้าที่เป็นตัวกลางหาตลาดใหม่ พร้อมพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้ร่วมสมัย เพิ่มมูลค่าให้งานฝีมือดั้งเดิมให้แข่งขันได้ในตลาดยุคปัจจุบัน

3. ด้านการขยายองค์ความรู้
วัดโฉมศรีร่วมกับ ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต และ มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย จัดอบรมการทำกระเป๋าจักสานจาก ผักตบชวา โดยเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากจังหวัดอ่างทองมาถ่ายทอดความรู้ เพื่อสร้างทักษะใหม่ เพิ่มทางเลือก และเปิดประตูสู่อาชีพเสริมให้กับชาวบ้าน

ธรรมะในภาคปฏิบัติ : บุญกิริยาวัตถุ

หากพิจารณากิจกรรมทั้งหมดของวัดโฉมศรี ตามหลัก บุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นการทำความดีในข้อ “เวยยาวัจจมัย” คือบุญความดีที่เกิดจากการขวนขวายช่วยเหลือในกิจการงานที่ชอบ การสละแรงกาย สติปัญญา และความสามารถ เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม

ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นการให้ วิทยาทาน ที่ยั่งยืน เพราะมิได้เป็นเพียงการสงเคราะห์ชั่วครั้งชั่วคราวคล้ายการให้ปลาหนึ่งตัวหากแต่เป็นการเสริมพลังให้ชาวบ้านรู้วิธีจับปลา ให้สามารถยืนหยัด พึ่งพาตนเอง และรักษาศักดิ์ศรีของอาชีพจักสานที่สืบทอดจากบรรพบุรุษไว้ได้อย่างมั่นคง

“พระครูจักสาน” จึงมิใช่เพียงฉายาแห่งความชื่นชม หากแต่เป็นตัวอย่างของพระสงฆ์ผู้ที่ได้ทำให้ธรรมะของพระพุทธเจ้ามีชีวิต นำพระธรรมในใบลานที่เคยเก็บไว้ในตู้พระไตรปิฎก   มาลงมือปฎิบัติให้เห็นผลของบุญและการทำความดี  ที่จับต้องได้ ถ่ายรูปได้  อย่างแท้จริง

ดูวีดีโอได้ที่ https://m.youtube.com/watch?v=hcLQHC_-E8g
 


                    อาทร  จันทวิมล

จากความร่วมมือระหว่างสองตำนาน สู่ Grange La Chapelle 2022

จากความร่วมมือระหว่างสองตำนาน สู่ Grange La Chapelle 2022

จากความร่วมมือระหว่างสองตำนาน สู่ Grange La Chapelle 2022

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.17 น.

2 เมืองใหญ่แห่งการผลิตไวน์ระดับโลก ภูมิใจนำเสนอ Grange La Chapelle 2022 การผสมผสานอันทรงพลังระหว่าง Syrah และ Shiraz ที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดของโลก ผลงานลำดับที่สองจากความร่วมมือระหว่าง La Chapelle และ Penfolds Grange ซึ่งได้รับคะแนนจากนักวิจารณ์เฉลี่ยสูงถึง 99 คะแนนจากคะแนนเต็ม 100 แสดงถึงคุณภาพอันน่าทึ่ง ที่เกิดจากความกล้าหาญแบบออสเตรเลีย และความประณีตอันละเมียดละไมของฝรั่งเศสได้อย่างลงตัว เปรียบเสมือนตัวแทนของทั้ง 2 วัฒนธรรมที่ยังคงความชัดเจน แต่สามารถเล่าเรื่องราวเดียวกันได้อย่างลึกซึ้งและน่าประทับใจ และเพื่อเฉลิมฉลองความร่วมมือในครั้งนี้ Grange La Chapelle 2022 จะได้รับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Wine Paris ร่วมกับทีมงาน La Chapelle ณ บูธ Frey Family (Hall 7.1) ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2026 นี้

ภายหลังการเปิดตัวระดับโลกครั้งแรกในปี 2025 ณ Monnaie de Paris วินเทจตัวนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการพัฒนาความร่วมมืออันกล้าหาญระหว่างสองตำนาน ความร่วมมือดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากมิตรภาพอันยาวนานระหว่าง แคโรไลน์ เฟรย์ (Caroline Frey) หัวหน้าผู้ดูแลการผลิตไวน์และไร่องุ่นของ La Chapelle (จนถึงวินเทจปี 2024) และ ปีเตอร์ กาโก (Peter Gago) หัวหน้าผู้ผลิตไวน์ของ Penfolds Grange ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการผสานพลังที่เหนือความคาดหมายนี้ โดยการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ร่วมกัน ช่วยเผยให้เห็นถึงศักยภาพขององุ่นสายพันธุ์นี้ได้อย่างเต็มที่ ทั้งในมิติของกลิ่นหอมและโครงสร้างของไวน์ ผ่านการหลอมรวมภูมิประเทศ แหล่งเพาะปลูก และวัฒนธรรมการทำไวน์จากต่างซีกโลกเข้าไว้ด้วยกันอย่างงดงาม

การเปิดตัวครั้งที่สองนี้ ไม่ใช่ La Chapelle หรือ Grange เพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการเฉลิมฉลองศักยภาพสูงสุดของ Shiraz เมื่อสองผู้นำจากสองซีกโลก และสองขนบการทำไวน์ได้มาบรรจบกันอย่างสมบูรณ์แบบ โดย Grange La Chapelle 2022 เดินหน้าสานต่อการเดินทางครั้งนี้ ผ่านการผสานลักษณะเด่นของ Syrah จากฝรั่งเศส และ Shiraz จากออสเตรเลีย องุ่นที่มีรากเหง้าร่วมกัน แต่ได้พัฒนาเป็นสไตล์อันโดดเด่นแตกต่างกันตามเอกลักษณ์ของแต่ละเทอรัวร์ (Terroir)

ไวน์ขวดนี้ประกอบด้วยองุ่น 50% จาก La Chapelle ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งปลูกบนไหล่เขา Hill of Hermitage ที่สูงชันและอาบแสงแดดอย่างเต็มที่ และอีก 50% จาก Grange ประเทศออสเตรเลีย ที่ผ่านการคัดสรรจากไร่องุ่นชั้นเลิศในรัฐเซาท์ออสเตรเลีย ได้แก่ Barossa Valley, McLaren Vale และ Coonawarra รวมถึงไร่องุ่นเก่าแก่หลายแปลงที่มีอายุยาวนานตั้งแต่ศตวรรษที่ 19

การเปิดตัวครั้งแรกในปี 2025 ได้เผยโฉม Grange La Chapelle ให้ทั่วโลกรู้จัก ขณะที่การเปิดตัวครั้งที่สองนี้ คือบทพิสูจน์ถึงความกลมกลืน คุณภาพ และความเชี่ยวชาญของทั้งสองผู้ผลิตอย่างแท้จริง ดังที่ ปีเตอร์ เกโก (Peter Gago) กล่าวว่า “หากวินเทจปี 2021 เป็นการแนะนำให้โลกรู้จัก Grange La Chapelle วินเทจปี 2022 ก็ถือเป็นการต้อนรับ La Chapelle Grange เช่นเดียวกัน—การผสมที่ผสานกันอย่างเป็นธรรมชาติ เปี่ยมด้วยความมั่นใจ ละเอียดอ่อน และน่าเชื่อถือ”

ขณะที่ แคโรไลน์ เฟรย์ (Caroline Frey) กล่าวว่า “Grange La Chapelle เปรียบเสมือนบทสนทนาระหว่างสองซีกโลก และด้วยวินเทจที่สองซึ่งต่อยอดจากรากฐานที่วางไว้ในปี 2021 ตัวตนของไวน์ได้ถูกหล่อหลอมให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ผ่านเอกลักษณ์และมนตร์เสน่ห์เฉพาะตัวของวินเทจปี 2022”

“ทุกสิ่งเกิดขึ้นอย่างเหมาะสมในเวลาที่ใช่ ตลอดสองฤดูกาลเพาะปลูกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การผสานในสัดส่วน 50:50 ครั้งนี้ ได้รังสรรค์แบบอย่างของ Syrah/Shiraz ที่ยิ่งใหญ่ สง่างาม และเป็นผลงานที่ควรค่าแก่การจารึกไว้ในประวัติศาสตร์” ปีเตอร์ เกโก (Peter Gago) กล่าว

การร่วมมือกันครั้งนี้ยังคงถ่ายทอดรสชาติอันแท้จริงของจุดเริ่มต้นที่มีร่วมกันระหว่าง Syrah และ Shiraz ควบคู่ไปกับศักยภาพและความเป็นไปได้ในอนาคต แม้ว่านี่จะเป็นการเปิดตัวลำดับที่สองจากความร่วมมือดังกล่าว แต่ Grange La Chapelle ได้มีการวางแผนให้มีการเปิดตัวในวินเทจถัดๆ ไปในอนาคตแล้ว โดยขึ้นอยู่กับความเอื้ออำนวยของธรรมชาติ

ลูกค้ากลุ่มพิเศษจากทั่วโลก จะได้รับคำเชิญเป็นการส่วนตัวจากทั้งสองทีมอีกครั้ง เพื่อถ่ายทอดและนำเสนอ Grange La Chapelle 2022 ให้แก่กลุ่มลูกค้าของตนเองแบบส่วนตัว ไวน์รุ่นนี้ผลิตในปริมาณที่น้อยและหายากเป็นพิเศษ โดยจะมีการวางจำหน่ายผ่านช่องทางของ Penfolds ในประเทศออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกาเพียงจำนวนจำกัดเท่านั้น

สำหรับประเทศไทย Grange La Chapelle 2022 จะเริ่มวางจำหน่ายอย่างจำนวนจำกัดแบบเอ็กซ์คลูซีฟในเดือนมีนาคม ผ่านผู้แทนจำหน่ายของ Penfolds

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ 42 วีรชนสมรภูมิกัมพูชา 2568

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ 42 วีรชนสมรภูมิกัมพูชา 2568

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ 42 วีรชนสมรภูมิกัมพูชา 2568

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

               ปลายปี พ.ศ. 2568 เกิดการขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา เริ่มต้นด้วยการใช้แผนที่พรมแดนคนละฉบับ แล้วลูกลามไปจนมีการสู้รบด้วยอาวุธ ใช้รถถัง เครื่องบิน และโดรน อย่างดุเดือด มีผู้บาดเจ็บเสียชีวิตทั้งสองฝ่ายจำนวนมาก

               ส่วนหนึ่งของทหารไทย ที่เสียชีวิต 42 คนจากการปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ได้รับเลื่อนยศทหารเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งเป็นวีรบุรุษที่สละชีพเพื่อชาติ ดังนี้

ชุดที่ 1 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 26 ธันวาคม 2568 (14 นาย) 

1. พลตรี ธวัชชัย บุสภา (จ่าสิบเอก) หรือจ่าโต๋ หมอลำซิ่ง ชาวคำชะอี จ.มุกดาหาร ผู้ตรวจการหน้า กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 106 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 106 มณฑลทหารบกที่ 23 กองทัพภาคที่ 2 ได้ต่อสู้กับข้าศึกอย่างกล้าหาญแล้วเสียชีวิตเพราะถูกกระสุนปืนใหญ่ลงกลางฐานปฏิบัติการฟ้าลั่น ที่เขาสัตตะโสม อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อ 25 ก.ค.68

2. พลตรี ธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย (จ่าสิบเอก) หรือ จ่าจุ้ย ชาวต.เซิม อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย อายุ 39 ปี รองผู้บังคับหมวดปืนเล็ก กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบ 13 ค่ายเจ้าพระยาสุรวงศวัฒนศักดิ์ อุดรธานี ซึ่งเคยปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ปะทะกับข้าศึกเพื่อปกป้องพื้นที่ ถูกระเบิด จนบาดเจ็บสาหัสแล้วเสียชีวิตต่อมา ที่สมรภูมิช่องสายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ เมื่อ28 กรกฎาคม 2568

3. พลตรี อโณทัย ป้องแก้ว (จ่าสิบเอกต๋อง) อายุ33 ปี ชาวตำบล กาบิน อำเภอกุดข้าวปุ้น จังหวัดอุบลราชธานี สังกัด กองพันปฏิบัติการพิเศษ กรมรบพิเศษที่ 3 (ฉก.90) เสียชีวิตที่สมรภูมิปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ขณะฝ่ากระสุนบุกแนวข้าศึกไปช่วยเพื่อนทหารที่บาดเจ็บออกมาได้ เมื่อ 28 กรกฎาคม 2568 

4. พลตรี อภิรมย์ ทรงพุฒิ (จ่าสิบเอก แยม) ชาวบ้านนาหว้า อ.ด่านซ้าย จ.เลย สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 8 เสียเลือดมากจากต้นขาขวาได้รับบาดเจ็บรุนแรงจากอาวุธสงคราม ณ จุดปะทะฐานปฏิบัติการตาฮอง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม 2568 

5. พันตรี จิรายุ สิงห์อ้น (สิบเอก) ชาวตำบลหัวช้าง อำเภอจตุรพักตรพิมาน จ.ร้อยเอ็ดหัวหน้าพวกระเบิดทำลาย สังกัดกองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6 กองพลทหารราบที่ 6 ซึ่งเคยปฏิบัติงานชายแดนภาคใต้ เสียชีวิตจากการปะทะกับข้าศึก ระหว่างลาดตระเวนบริเวณปราสาทตาควาย ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์เมื่อ 25 กรกฎาคม 2568

6. พันตรี นพพล บุญเลิศ (สิบเอก) ชาวอำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี  สังกัดกองร้อยลาดตระเวนระยะไกล ที่ 6 กองพลทหารราบที่ 6 (ร้อย.ลว.ไกล 6) ซึ่งสละชีพจากการปะทะเพื่อปกป้องอธิปไตยไทยบริเวณปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ พร้อมกับ ส.อ. กฤษฎา น้อยโคตร และ ส.อ. จิรายุ สิงห์อ้น เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 

7. พันตรี กฤษฎา น้อยโคตร (สิบเอก) ชาวบ้านลือ ตำบลลือ อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ ตำแหน่งพนักงานวิทยุโทรเลข กองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6 (ร้อย ลว.ไกล 6) กองพลทหารราบที่ 6 และเป็นหนึ่งในหน่วยบินโดรน “นกฟีนิกซ์”สียชีวิต จากจรวดบีเอ็ม 21 บริเวณปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ พร้อมกับ ส.อ. จิรายุ สิงห์อ้น และ ส.อ.นพพล บุญเลิศเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568  

8. พันตรี จิรายุส อินทุมาน (สิบเอก) ชาวตำบลบางมัญ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี สังกัด กองพันจู่โจม หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ กองพลรบพิเศษที่ 1 ค่ายเอราวัณ จ.ลพบุรี เป็นทหารไทยที่เสียชีวิตอย่างกล้าหาญขณะเข้าทำลายเสาสัญญาณสื่อสาร เพื่อยึดยอดภูมะเขือ ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญจากทหารกัมพูชาที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 ต่อมามีการตั้งชื่อฐานปฏิบัติการอินทุมานที่ภูมะเขือเป็นอนุสรณ์

9 พันตรี อัมรินทร์ ผาสุก (สิบเอก) ชาวบ้านคูเมืองตก ตำบลคูเมือง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ตำแหน่ง พลซุ่มยิง สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่23 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน จ.สุรินทร์ เสียชีวิตจากการสู้รบกับทหารกัมพูชาที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เมื่อ 28 กรกฎาคม 2568 

10. ร้อยเอก ศราวุฒิ นามสวัสดิ์ (สิบโท) ชาวบ้านพรสวรรค์ ตำบลกุดแห่ อ.นากลางจังหวัดหนองบัวลำภู อายุ 26 ปี ตำแหน่งหัวหน้าชุดยิง สังกัดกองร้อยอาวุธเบาที่ 1 กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 8 (ร.8 พัน.1) ค่ายศรีสองรัก จังหวัดเลย เสียชีวิตจากเหตุปะทะในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2568 มีการตั้งชื่อฐานปฏิบัติการศราวุฒิ ไว้เป็นอนุสรณ์ ที่บริเวณแนวรบพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ ศรีสะเกษ

11. ร้อยตรี วรัญชิต ยวงสุวรรณ (พลทหาร) แม๊ก ชาวบ้านดอนศาลา ตำบลนาหว้า อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม สังกัด ร.13 ร้อย เครื่องยิงลูกระเบิดหนัก มทบ 210 กองพันทหารราบที่ 13 ค่ายพระยอดเมืองขวาง จ.นครพนม ถูกสะเก็ดปืนใหญ่ เสียชีวิตบริเวณชายแดน บ้านโนนวันชัย ต. เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ ศรีสะเกษ เมื่อ 24 ก.ค. 2568

12. ร้อยตรี ญาณพัฒน์ โคตรสาขา (พลทหาร) ชาวอำเภอสูงเนิน จ.นครราชสีมา สังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 3 (ร.3 พัน 2) ที่เสียชีวิตจากการสะเก็ดระเบิด ในการปะทะที่แนวพระวิหาร ใกล้ปราสาทโดนตวล อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อ 26กรกฎาคม 2568

13. ร้อยตรี สิรวิชญ์ ภิญโญสุข (พลทหาร เต๊ะ) ชาวบ้านซ่งหนองขาม ต.หนองแดง อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น ตำแหน่ง: พลกระสุนหมู่ปืนเล็ก สังกัดกองร้อยทหารราบที่ 8022 (ร้อย.ร.8 พัน 2)  สังกัดกองร้อยทหารราบที่ 8022 กรมทหารราบที่ 8 ค่ายมหาศักดิพลเสพ เสียชีวิตจากเหตุสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ (ใกล้เขาพระวิหาร) โดยถูกกระสุนและสะเก็ดระเบิดจากการปะทะกันเมื่อวันที่ 28 ก.ค.2568

14. ร้อยตรี ธีรยุทธ กระจ่างทอง (พลทหาร)ชาวบ้านยางโป่งสะเดา ตำบลตาจง อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ สังกัดกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่2 กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 เสียชีวิตที่บริเวณช่องตาเฒ่า อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2025

ชุดที่ 2  ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 9 มกราคม 2569 จำนวน 1 นาย

15. ร้อยเอก ต่อพงษ์ พันดวง (สิบโท) ชาว จ.ยโสธร เป็นทหารอาสาสังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 16 ค่ายบดินทรเดชา จังหวัดยโสธร เสียชีวิตจากเหตุปะทะที่ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เมื่อ 28 ก.ค. 2568 วันที่ 28 กรกฎาคม 2568                                                                                                            

ชุดที่ 3  ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 9 มกราคม 2569 (27 นาย)   

1. พลตรี ศตวรรษ สุจริต (จ.ส.อ.): วีรชนชาวอ.หนองพอก ร้อยเอ็ด สังกัดกองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6 เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา โดยถูกยิงด้วยเครื่องยิงลูกระเบิดถล่มฐานปฏิบัติการอนุพงศ์ บริเวณช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เมื่อเช้าวันที่ 8 ธันวาคม 2568

2. พลตรี อนันดา อุดร (จ.ส.อ.): ชาวขุขันธ์ ศรีสะเกษ สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 16 (ร.16 พัน 3) กองพลทหารราบที่ 6 (พล.ร.6) ค่ายบดินทรเดชา จังหวัดยโสธร เสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิด บีเอ็ม 21 ขณะคลานเข้าช่วยลูกน้องที่บาดเจ็บจากการปะทะ ที่สมรภูมิภูมะเขือ (9 ธค.68)

3. พลตรี ดำรงค์เกียรติ แก้วกระจ่าง (จ.ส.อ.): ชาวรัตนบุรี สุรินทร์ จากกองพันจู่โจม จังหวัดลพบุรี `เสียชีวิตที่ บริเวณเนิน 677 ฐานช่องอานม้า ตำบลโซง อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568

4. พลตรี ทวีรัตน์ รัตนบุรี (จ.ส.อ.): ชาวตำบลหน้าเขา อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ หัวหน้าส่วนระวังป้องกัน ชุดจู่โจม สังกัดกองพันจู่โจม กรมรบพิเศษที่ 3 กองพลรบพิเศษที่ 1 เสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิดของฝ่ายตรงข้ามบริเวณยอดเนิน 677 ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี (13ธค.68)

5. พลตรี กฤษฎา หาญสุโพธิ์ (จ.ส.อ.) (จ่าดูไบ) ชาวบ้านดงนิมิต ต.นาม่อง อ.พยัฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม นายสิบพยาบาล กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 3 (ร.3 พัน 3) ค่ายพระยอดเมืองขวาง จ.นครพนม   เสียชีวิต บริเวณพื้นที่ ปราสาทตาเมือนธม (ช่องกร่าง) อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568

6. พลตรี พรศักดิ์ เอี่ยมสอาด (จ.ส.อ.): ชาวอำเภอเมือง จังหวัดนครนายก สังกัดกองพันทหารราบที่1 กรมทหารราบที่ 2 บูรพาพยัคฆ์ ค่ายจักรพงษ์ ปราจีนบุรี นักรบเทคโนโลยี เสียชีวิตขณะนำโดรนเข้าตรวจพื้นที่สีแดงเพื่อลดความเสี่ยงให้ลูกน้อง แต่ถูกศัตรูใช้เครื่องยิงลูกระเบิดโจมตีฐานที่มั่น ที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อ 17 ธค.2568

7. พลตรี สำเริง คลังประโคน (จ.ส.อ.) จ่าเริง ชาวบ้านโคกรัก ตำบลปังกู อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ สังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ วีรชนสมรภูมิช่องจอม จ.สุรินทร์ ผู้นำกำลังปะทะข้าศึกจนร่างพรุนด้วยกระสุน แต่ไม่ยอมวางปืน เสียชีวิตที่เนิน 350 ใกล้ปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ พร้อมกับ ร้อยตรี ภานุพัฒน์ เสาร์สา (พลทหาร) เมื่อ 16 ธันวาคม 2568

8. พลตรี พงศกร นาคทองดี (จ.ส.อ.)เป็น ชาวอำเภอเมือง จ.นครนายก และ อาสาสมัครกู้ภัยนครนายกกว่า 10 ปี สังกัด กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ปราจีนบุรี เสียชีวิตด้วยจรวด บีเอ็ม 21 ในสมรภูมิบ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว  เมื่อ 26 ธค.2568 พร้อมกับร้อยตรี ปฏิพัทธ์ ศรประดิษฐ์(พลทหาร) และ ร้อยตรีทิวตะวัน พลเยี่ยม(พลทหาร)

9. พลตรี จิรวัฒน์ มุ่งกลาง (จ.ส.ต.) จ่าโอม ชาวอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี สังกัดกองพันทหารช่างที่ 1 รักษาพระองค์ (ช.พัน.1 รอ.) เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันอธิปไตยบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยอาวุธหนัก ที่เนิน 677 ช่องอานม้า เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568

10. พันโท พีรยุทธ น้าวิลัยเจริญ (จ.ส.อ.) จ่าคิว ชาวปราจีนบุรี อายุ 35 ปี สังกัดกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 2 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ (ป.พัน.2 รอ.) เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 

11. พันตรี ชวกร เดชขุนทด (ส.อ.): ชาวอ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี ทหารสังกัดกองพันทหารม้าที่ 11 กรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ (ม.4 พัน.11 รอ.)ค่ายอดิศร สระบุรี เสียชีวิตจากการปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (พื้นที่พระวิหาร) โดยถูกโดรนทิ้งระเบิดขณะปฏิบัติหน้าที่ ณ ฐานปฏิบัติการบ้านต้นพยุง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 

12. พันตรี พชร แย้มแตงอ่อน (ส.อ.) ชาวลพบุรี พนักงานวิทยุสนาม สังกัดกองพันรบพิเศษที่ 2 กรมรบพิเศษที่ 1 (รพศ.1 พัน.2) หรือ รบพิเศษป่าหวาย ลพบุรี เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันอธิปไตยในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยถูกสะเก็ดระเบิดปืนครก จากการปะทะที่สมรภูมิเนิน 677 ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 

13. พันตรี อภิสิทธิ์ บุนนาค (ส.อ.) หมู่ติ๋ ชาว อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด / อ.กุฉินารายณ์ กาฬสินธุ์ นายสิบพยาบาลเสนารักษ์ กรมทหารราบที่ 16 พัน.3 (ร.16 พัน.3) เสียชีวิตจากจรวดบีเอ็ม 21 ที่บังเกอร์แนวหน้าน้ำตกภูลออ ภูมะเขือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ 14 ธันวาคม 2568

14.พันตรี กัมปนาท ทองแสง (ส.อ.): ชาวบ้านหนองไฮ ต.ช่องสามหมอ อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ คนขับรถยานเกราะ เสียชีวิตจากระเบิด บีเอ็ม 21 ที่สมรภูมิบ้านคลองแผง อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว เมื่อ 22 ธันวาคม 2568

15. ร้อยโท วุธจักร โททอง (จ.ส.อ.) จ่าเจ ชาว ตำบลตูม อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษสังกัดกองร้อยทหารม้าที่ 4 กองพันทหารม้าที่ 25 กรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ เสียชีวิต ด้วยการติดเชื้อในกระแสเลือด ระหว่าง การปฏิบัติหน้าที่ป้องกันชายแดนในพื้นที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568

16. ร้อยตรี เทิดศักดิ์ ศรีลาชัย (พล ทหาร) ชาวบ้านโปร่ง อำเภอไพรบึง จ.ศรีสะเกษ สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน  จ.สุรินทร์ พลีชีพจากสะเก็ดระเบิด BM-21 ขณะปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทคนา เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 

17. ร้อยตรี วายุ ขวัญเสือ(พลทหาร): ชาว ต.วังสำโรง อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร/อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี สังกัด พัน.ร.27 ร.31 พัน.3 รอ. เสียชีวิตจากการถูกสะเก็ดระเบิดอาวุธวิถีโค้งของฝ่ายกัมพูชาบริเวณพื้นที่ใกล้   ปราสาทคณา และปราสาทตาควาย อ. พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568

18. ร้อยตรี ชาญชัย ผดุงโชค (พลทหาร) ชาวตำบลบัวบาน อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 112 (ร.112 พัน.3)เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติในสมรภูมิรบ บึงตะกวน-บ้านคลองแผง อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว เมื่อ 11 ธ.ค. 2568

19. ร้อยตรี ธนรัตน์ จันทร์ประทัด (พล ทหาร) : ชาวบ้านวังชมพู ต.เฝ้าไร่ อ.เฝ้าไร่ จ.หนองคาย สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 112 (ร.112 พัน.3) กองพลทหารราบที่ 11 เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ในเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในสมรภูมิบึงตะกวน-บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว โดยถูกเครื่องยิงลูกระเบิด จากฝ่ายกัมพูชาตกใส่เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 

20. ร้อยตรี ธนกร สิงหาชาติ (พล ทหาร): ชาวบ้านเม็ก ตำบล เม็กดำ อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม สังกัดกองร้อยทหารราบที่ 211 กองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 23 (พล.ร.6)กองกำลังสุรนารี ปฏิบัติหน้าที่พลยิงลูกระเบิด 40 มม. (M203) เสียชีวิตโดยอาวุธวิถีโค้ง จากการปฏิบัติหน้าที่ป้องอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ เมื่อ 9 ธันวาคม 2568 

21. ร้อยตรี กฤตฏิกร สร้อยระย้า(พล ทหาร): ชาวบ้านหนองตะคลอง ต.หนองหญ้าไซ อ.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี และเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนหนองหญ้าไซวิทยา สังกัด กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 9 (ร.9 พัน.1) ค่ายสุรสีห์ เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ณ สมรภูมิฐานมะนาว เนิน677 ช่องอานม้า เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568

22. ร้อยตรี มุสตากีม มาเจ๊ะมะ(พลทหารอาสาสมัคร) เป็นชาวไทยมุสลิม มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านสูแฆ ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส พลยิงอาวุธต่อสู้รถถัง สังกัดกองพันจู่โจม กรมรบพิเศษที่ 3 เสียชีวิต จากเหตุปะทะบริเวณ เนิน 677 ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานีเมื่อ 13 ธันวาคม 2568

23. ร้อยตรี วสันต์ ขานหัวโทน เป็นชาวบ้านเทื่อม ต.เขือน้ำ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 13 (ร.13 พัน.3) ค่ายเจ้าพระยาสุรวงศ์วัฒนศักดิ์ จังหวัดอุดรธานี พลชี้เป้าบนหอคอย ผู้ไม่ยอมก้มหัวให้กระสุนศัตรูจนกว่าจะระบุตำแหน่งสำเร็จ เสียชีวิตที่สมรภูมิบ้านซำแต อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อ 17 ธันวาคม 2568

24. ร้อยตรี ภานุพัฒน์ เสาร์สา: ชาวบ้านพราน ต.ส้มป่อย อ.ราศรีไศล จ.ศรีสะเกษ อายุ 21 ปี วีรบุรุษทหารกล้า สังกัด ร.23 พัน.3 พลีชีพจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันประเทศบริเวณสมรภูมิเนิน 350 ใกล้ปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เมื่อ 16 ธันวาคม 2568

25. ร้อยตรี ธนพัฒน์ นันทะวงศ์(พลทหาร) ชาวบ้านเชือก ต.นาจิก อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.2 พัน.3 รอ.) กองทัพภาคที่ 1 เสียชีวิต จากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่สมรภูมิบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้วเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568

26. ร้อยตรี ปฏิพัทธ์ ศรประดิษฐ์(พลทหาร) ชาวตำบลเกาะช้าง อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด สังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.2 พัน.2 รอ.)ค่ายพรหมโยธี ที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว เมื่อ27 ธ.ค. 2568

27. ร้อยตรี ทิวตะวัน พลเยี่ยม (พล ทหาร): ชาวบ้านห้วยทราย อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ พลปืนเล็ก กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.2 พัน.2 รอ.) ผู้เสียชีวิตจากจรวดบีเอ็ม 21 ในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติที่สมรภูมิบ้านหนองจาน จ.สระแก้วบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อ 26 ธ.ค. 2568

                  วีรกรรมของ 42 ทหารไทย ที่สละชีพเพื่อชาติ เป็นการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10 ข้อ 3 ทำความดีด้วยการตั้งใจมั่น แน่วแน่ เพียรพยายาม (ภาวนามัย) ที่ควรแก่การเชิดชูบูชา

อาทร จันทวิมล

คุณแหน : 6 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน: 6 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน: 6 กุมภาพันธ์ 2569

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 02.00 น.

๐๐หลังจากลงพื้นที่พบปะ ปชช.อย่างต่อเนื่องทุกวัน ชวน หลีกภัย พักยกลงพื้นที่หาเสียงชั่วครู่ เพื่อเข้ารับปริญญาบัตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาสื่อสารทางการเมือง จากมหาวิทยาลัยเกริก นับเป็นปริญญากิตติมศักดิ์ ลำดับที่ 23 ที่เคยได้รับมา..๐๐

๐๐ ยินดีกับ โชตินรินทร์ เกิดสม ที่จะเข้ารับพระราชทานปริญญา ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (การเมือง) ม.รามคำแหง..๐๐

๐๐ ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ พร้อมคณะทำงานสืบสานพระราชปณิธานด้าน รพ.สมเด็จพระยุพราช ในคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาคุณูปการของสถาบันพระมหากษัตริย์ ของคณะกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา เช่น พิริยาภรณ์ ธรรมมารักษ์, ประภาพรรณ พิชัยคำ, โอม ศิวะดิตถ์, ดร.ศิพัตม์ ไตรอุโฆษ, นพ.พลลภัตม์ เสถียร, พญ.ชญานิน นิติวรางกูร, มาโนช สุขเพิ่ม ไปมอบการสนับสนุนงบประมาณในการปรับภูมิทัศน์ที่พักคอยหน้าห้องจ่ายยา การปรับปรุงพื้นที่ให้บริการผู้ป่วยนอก การพัฒนาการพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยคอมพิวเตอร์และการประยุกต์ใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อช่วยแพทย์ในการวินิจฉัยภาพรังสีทรวงอก ซึ่งจะช่วยให้ระบบบริการทางการแพทย์ของ รพ.สมเด็จพระยุพราชเชียงของ จ.เชียงราย มีประสิทธิภาพและสามารถรองรับผู้ป่วยได้มากยิ่งขึ้น..๐๐

๐๐ขรรค์ ประจวบเหมาะ รับมอบเงินบริจาค จาก หลานคุณอุไรลักษณ์ มหาคุณ เพื่อร่วมสมทบทุนโครงการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์และช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย..๐๐

๐๐แม้มีภารกิจมากแต่ รศ.ดร.จิระเสกข์ ตรีเมธสุนทร, กำพล โชคสุนทสุทธิ์, ศลิษา หาญพานิช, ดร. เอื้อมพร ปัญญาใส, เลิศรัตน์ รตะนานุกูล ยังจัดสรรเวลามาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิให้หลักสูตร DJC#3 ตามคำเชิญของ ดร.ปรีสาร รักวาทิน..๐๐

๐๐ ดร.ดุสิต พิทยาธิคุณ ไปทำงานที่ญี่ปุ่น เลยชวนหวานใจ ศรีวิรัตน์ ฉัตรจุฑามาส และลูกสาว ศุภสิตา พิทยาธิคุณ ไปอยู่ใกล้ๆเป็นกำลังใจแต่ขากลับภรรยา คุณยุ่น ต้องกลับก่อนเพราะติดงานแต่งงานลูกเพื่อนและรับน้อง วพน…๐๐

๐๐ สร้างรัฐ หัตถวงษ์ วันเกิดปีนี้ได้ไปทำบุญที่วัดวัดญาณเวศกวัน..๐๐

๐๐เพื่อนๆชาว Digital CEO#3 ร่วมยินดีกับ ราชิต ไชยรัตน์ ที่ได้เป็น นายกสมาคมสำนักงานบัญชีคุณภาพ..๐๐

๐๐บุญเลิศ เหลียงกอบกิจ อุปนายก สมาคมศิษย์เก่ากรุงเทพคริสเตียนฯพร้อมด้วย สมหมาย เติมวิวัฒน์ กรรมการสมาคมฯและผู้แทนคณะกรรมการกองทุนป๋าอารีย์ เพื่อช่วยเหลือครู รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ได้เดินทางไปเยี่ยม วัลลีย์ ริ้วเจริญ (ครูแมว) อดีตคุณครูสอนวิชาสังคมศึกษา ณ ศูนย์ดูแลผู้ป่วยสูงอายุ บ้านราชพฤกษ์ จ.นนทบุรี..๐๐

น้องใหม่