LIFE & HEALTH : รู้จัก ซาวน่ากับวิถีชีวิตสุขภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จัก ซาวน่ากับวิถีชีวิตสุขภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จัก ซาวน่ากับวิถีชีวิตสุขภาพ

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ซาวน่าในปัจจุบันได้รับความนิยมทั้งเพื่อสุขภาพและการพักผ่อน มีทั้งซาวน่าแบบดั้งเดิม ไอน้ำ อินฟราเรด และออนเซ็นสไตล์ญี่ปุ่น ที่มีรีวิวดีมากเหมาะสำหรับคนรักสุขภาพและการผ่อนคลาย

ข้อมูลจาก ดร. ไบรอัน สุภวุฒิ คุณาคม แพทย์ธรรมชาติบำบัดขึ้นวิชาชีพที่สหรัฐอเมริกา (ND) แนะนำว่า ซาวน่า (sauna) คือการให้ความร้อนกับร่างกายแบบพาสซีฟจัดเป็นหนึ่งใน “การบำบัดด้วยความร้อน” (hyperthermic therapy) ที่คนสมัยใหม่เข้าถึงได้ง่าย ไม่เพียงแต่ให้ความผ่อนคลาย แต่มีงานวิจัยชี้ว่าการซาวน่าบ่อยๆอาจช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ โรคหลอดเลือด ความดัน และแม้กระทั่งภาวะสมองเสื่อมบางประเภทได้ด้วย

 ดร. ไบรอัน สุภวุฒิ คุณาคม แพทย์ธรรมชาติบำบัดขึ้นวิชาชีพที่สหรัฐอเมริกา (ND) 

ซาวน่ามีผลต่อการทำงานกับร่างกายอย่างไร

เมื่อเราเข้าไปในห้องซาวน่า อุณหภูมิร่างกายจะสูงขึ้น อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่ม ระบบหลอดเลือดขยายตัว เหงื่อออกมาก และเซลล์ภูมิคุ้มกันบางชนิดก็ทำงานได้กระฉับกระเฉงขึ้น คล้ายกับเวลาที่ร่างกายมีไข้หรือออกกำลังกายเล็กน้อย นี่คือเหตุผลที่ซาวน่าถูกมองว่าเป็นการกระตุ้นภูมิคุ้มกันและเป็น “การออกกำลังกายแบบไม่ต้องออกแรง” ในแง่การกระตุ้นระบบหมุนเวียนเลือด

ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและตายก่อนวัยจริงไหม

มีการศึกษาในฟินแลนด์ติดตามคนกลุ่มหนึ่งเป็นเวลาหลายปี พบว่าผู้ที่ใช้ซาวน่าบ่อย (ตัวอย่างเช่น 4–7 ครั้ง/สัปดาห์) มีอัตราการตายจากโรคหัวใจและอัตราตายรวมต่ำกว่าผู้ที่ใช้ซาวน่าน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยเหล่านี้เป็นงานเชิงสังเกต แต่ชี้ให้เห็นว่า “นิสัยการซาวน่า” อาจเป็นหนึ่งในกิจวัตรที่ช่วยยืดอายุสุขภาพ (Healthspan)

ซาวน่าช่วยการทำงานของสมองได้หรือไม่

การติดตามกลุ่มชายชาวฟินแลนด์พบความสัมพันธ์ว่าผู้ที่ซาวน่าบ่อยมีความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์ต่ำกว่า อย่างไรก็ดีการศึกษาส่วนใหญ่ยังเป็นการสังเกตุ จึงต้องการการทดลองเพิ่มเติมเพื่อยืนยันกลไก แต่ข้อมูลเชิงสังเกตชี้เป็นสัญญาณที่น่าสนใจ

ซาวน่าช่วย ‘ดีทอกซ์’ สารพิษได้จริงไหม

เมื่อเหงื่อออก สารบางชนิดรวมถึงโลหะหนักบางชนิด (เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และสารหนู) สามารถตรวจพบในเหงื่อได้ งานสังเคราะห์ผลการศึกษาจำนวนหนึ่งสรุปว่า การขับผ่านเหงื่อมีบทบาทในการขับโลหะหนักและสารพิษออกจากร่างกายในบางสถานการณ์ และอาจมีปริมาณเทียบเท่าหรือมากกว่าการขับทางปัสสาวะในบางตัวอย่าง อย่างไรก็ดี การทดสอบในเลือดหรือปัสสาวะเพียงอย่างเดียวอาจไม่สะท้อนปริมาณที่ค้างในอวัยวะ ดังนั้นซาวน่าอาจช่วยเป็นกลไกหนึ่งในการลดภาระสารพิษเมื่อใช้ร่วมกับวิธีอื่น ๆ

ซาวน่าเหมือนการออกกำลังกายไหม

ซาวน่าเหมือนการออกกำลังกายไหม คำตอบคือ “บางแง่มุม” คือ ซาวน่าทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มและหลอดเลือดขยาย คล้ายกับการออกกำลังกายในระดับเบา–ปานกลาง (บางคนเปรียบเป็น zone 2) แต่ซาวน่าไม่ใช่การออกแรงของกล้ามเนื้อหรือการฝึกความแข็งแรง จึงควรถูกมองเป็น “การเสริม” มากกว่าจะเป็นทดแทนการออกกำลังกายอย่างเต็มรูปแบบ งานวิจัยบางชิ้นพบว่าการใช้ซาวน่าเป็นประจำช่วยเพิ่มความสามารถของหัวใจและความทนทานเมื่อใช้ร่วมกับการออกกำลังกาย

ข้อแนะนำวิธีการซาวน่าแบบปลอดภัยสำหรับคนทั่วไป

•              เลือกชนิดซาวน่า: แบบดั้งเดิม (Finnish dry sauna) มักร้อนมาก (ประมาณ 70–100°C) ส่วนซาวน่าอินฟราเรด/สตีมจะอุ่นกว่า (ประมาณ 40–60°C หรือ 38–46°C สำหรับสตีม) — เลือกตามความทนทานและความสะดวก

•              เริ่มช้า: ผู้เริ่มต้นควรเริ่มที่อุณหภูมิและระยะเวลาต่ำ เช่น 8–10 นาที/รอบ ทำ 1–2 รอบก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มเป็น 3–5 รอบตามความทนทาน (พักระหว่างรอบด้วยการดื่มน้ำเยอะ ๆ และอาบน้ำเย็นสั้น ๆ) คำแนะนำนี้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติทั่วไปจากบทความแนะนำสุขภาพ

•              ความถี่: เริ่มที่ 2–3 ครั้ง/สัปดาห์ หากทนได้ดีสามารถเพิ่มเป็น 3–5 ครั้ง/สัปดาห์ (การศึกษาบางชิ้นพบผลดีชัดเจนจากการทำซาวน่าบ่อยๆ)

•              การดื่มน้ำและเติมเกลือแร่: เนื่องจากมีเหงื่อออกมากทำให้เสียของเหลวและอิเล็กโทรไลต์  จึงควรดื่มน้ำให้เพียงพอและเติมเกลือแร่หากมีเหงื่อมากหรือทำหลายรอบติดต่อกัน

•              ข้อควรระวัง: ห้ามซาวน่าในขณะมึนเมา หรือตอนเป็นไข้รุนแรง ผู้มีโรคหัวใจที่ไม่เสถียร ผู้มีความดันเลือดที่ไม่สามารถควบคุมได้ และหญิงตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ก่อน

ข้อจำกัดของงานวิจัย

งานวิจัยที่พบผลดีของซาวน่าส่วนใหญ่เป็นงานสังเกตในประชากรประเทศฟินแลนด์ซึ่งมีวัฒนธรรมการซาวน่าที่ฝังรากลึก ผู้วิจัยจึงเตือนว่ายังไม่สามารถสรุปสาเหตุ-ผลได้แน่ชัด จึงยังต้องการการทดลองแบบสุ่ม (RCTs) ขนาดใหญ่เพิ่มเติมเพื่อยืนยันกลไกแต่ขณะเดียวกันก็มีการศึกษากลไกและทดลองขนาดเล็กที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาที่เป็นประโยชน์

บทสรุป

ซาวน่าไม่ใช่ “ยาวิเศษ” แต่เป็นเครื่องมือง่ายๆที่ช่วยกระตุ้นระบบหมุนเวียนโลหิต เพิ่มการทำงานของภูมิคุ้มกัน ลดภาระสารพิษบางชนิดและอาจเชื่อมโยงกับการลดความเสี่ยงโรคหัวใจและภาวะสมองเสื่อมเมื่อใช้เป็นนิสัยร่วมกับการดูแลสุขภาพโดยรวม การใช้ที่ปลอดภัย โดยเริ่มจากความร้อนและเวลาที่เหมาะสม ดื่มน้ำให้เพียงพอ และปรึกษาแพทย์เมื่อมีโรคประจำตัว จะช่วยให้ซาวน่ากลายเป็นส่วนหนึ่งของ การลงทุนด้านสุขภาพในระยะยาว ที่คุ้มค่า

ตัวอย่างงานวิจัย/แหล่งอ้างอิงสำคัญ ที่อ่านง่าย

•              Laukkanen T. Association Between Sauna Bathing and Fatal Cardiovascular and All-Cause Mortality Events. JAMA Internal Medicine, 2015.

•              Laukkanen T. Sauna bathing is inversely associated with dementia and Alzheimer’s disease in middle-aged to older Finnish men. Age and Ageing, 2017.

•              Sears ME. Arsenic, Cadmium, Lead, and Mercury in Sweat: A Systematic Review. 2012 (การทบทวนการขับโลหะหนักทางเหงื่อ).

•              Laukkanen JA. Cardiovascular and Other Health Benefits of Sauna Bathing. Mayo Clinic Proceedings review, 2018 (และบทความทบทวนต่อเนื่องปี 2024).

•              Lee E. Effects of regular sauna bathing in conjunction with exercise on cardiorespiratory fitness. American Journal of Physiology/2022 (งานทดลองที่พบการปรับปรุง CRF เมื่อใช้ร่วมกับการออกกำลังกาย).

LIFE & HEALTH : รู้จัก อาหารจากวัตถุดิบเหลือใช้: ทางเลือกใหม่เพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

LIFE & HEALTH : รู้จัก อาหารจากวัตถุดิบเหลือใช้: ทางเลือกใหม่เพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

LIFE & HEALTH : รู้จัก อาหารจากวัตถุดิบเหลือใช้: ทางเลือกใหม่เพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในแต่ละปีทั่วโลกมีอาหารที่ถูกทิ้งโดยไม่จำเป็นเป็นจำนวนมหาศาล ข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) ระบุว่า มากกว่า 1 ใน 3 ของอาหารทั้งหมดที่ผลิตขึ้นถูกทิ้งหรือสูญเสีย ทั้งที่หลายส่วนยังสามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย แนวคิด “อาหารจากวัตถุดิบเหลือใช้ (Upcycled food)” จึงถือกำเนิดขึ้น เพื่อลดการสูญเสียอาหารและสร้างมูลค่าเพิ่มจากสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นของเหลือ

ข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์ ดร.ภญ. จิราพร เลื่อนผลเจริญชัย ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า Upcycled food คือ ผลิตภัณฑ์อาหารที่ทำจากวัตถุดิบซึ่งเหลือจากกระบวนการผลิต การแปรรูป หรือการค้าปลีกอาหาร ที่ปกติแล้วอาจถูกทิ้งไป แต่ยังคงมีคุณค่าทางโภชนาการและปลอดภัย สามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ แนวคิดนี้ไม่เพียงช่วยลด “food waste” แต่ยังตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจหมุนเวียน

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ Upcycled food

  1. กากผลไม้และผักจากการคั้นน้ำเพื่อผลิตน้ำผลไม้ → ทำเป็นคุกกี้ แครกเกอร์ ขนมอบ หรือผงเสริมใยอาหาร
  2. กากถั่วเหลืองจากการทำนมถั่วเหลือง → ใช้ทำขนม เบอร์เกอร์โปรตีนพืช หรืออาหารสัตว์
  3. ขนมปังเหลือจากร้านเบเกอรี → นำมาผลิตเบียร์คราฟต์ หรือขนมอบชนิดใหม่
  4. กากกาแฟ → ใช้ผสมในช็อกโกแลต หรือสกัดสารต้านอนุมูลอิสระ
  5. เปลือกผลไม้ เช่น ส้ม กล้วย มะม่วง หรือผัก → แปรรูปเป็นแยม ผงชงดื่ม ผงปรุงรส เครื่องดื่มไฟเบอร์สูง หรือสกัดสารฟลาโวนอยด์
  6. เศษธัญพืชที่เหลือจากการผลิตเบียร์ → นำมาทำแป้งหรือซีเรียล

แนวคิดนี้ต่างจากการ “นำของเหลือมาปรุงกินใหม่” เพราะ upcycled food จะผ่านกระบวนการพัฒนาอย่างมีมาตรฐาน เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย มีคุณค่า และช่วยลดของเสียในระบบอาหาร

ประโยชน์ของ Upcycled food

  1. ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม – ช่วยลดการทิ้งวัตถุดิบที่ยังใช้ประโยชน์ได้ ลดปริมาณขยะอินทรีย์และก๊าซเรือนกระจกจากการย่อยสลายของอาหาร
  2. เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ – วัตถุดิบบางส่วน เช่น กากผัก ผลไม้ หรือเปลือกธัญพืช อุดมไปด้วยไฟเบอร์ วิตามิน สารต้านอนุมูลอิสระ และสารพฤกษเคมีสูง
  3. สร้างมูลค่าเพิ่ม – เปลี่ยนของเหลือจากอุตสาหกรรมอาหารให้กลายเป็นสินค้าที่ขายได้ เพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อย
  4. ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ – ผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม การเลือกอาหารจากวัตถุดิบเหลือใช้จึงเป็นอีกทางเลือกที่ “ดีต่อสุขภาพและโลก”

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์และโครงการในประเทศไทย

แม้ “ผลิตภัณฑ์ upcycled” แบบที่จับต้องได้อาจยังไม่แพร่หลายมากนักในตลาดไทย แต่มีงานวิจัยและโครงการที่แสดงให้เห็นศักยภาพของการนำวัตถุดิบเหลือใช้มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า ได้แก่

1. Cello-gum จากเศษ Nata de Coco ทีมนักวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพัฒนา Cello-gum จากเศษมะพร้าวเจลลี่ (biowaste) เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหาร ยา และเครื่องสำอาง ช่วยลดการนำเข้าวัตถุดิบและลดขยะจากการผลิต Nata de Coco

2. โครงการ Dole “Ugly Fruit Upcycling” บริษัท Dole Thailand นำผลไม้รูปร่างไม่สวยงามซึ่งมักถูกคัดทิ้ง มาผลิตเป็นสินค้าแปรรูปและส่วนประกอบอาหาร โดยตั้งเป้าว่า มากกว่าร้อยละ 80 ของผลไม้ลักษณะนี้จะถูกนำกลับมาใช้ใหม่ (upcycled)

3. Jani – ใช้ใบมันสำปะหลังเหลือใช้ผลิตอาหาร Plant-based แบรนด์ Jani จาก Fourth Cultured Food Group ใช้ใบมันสำปะหลังซึ่งปกติถูกทิ้ง เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตอาหาร plant-based พร้อมรับประทาน (ready-to-eat) เพื่อคืนคุณค่ากลับสู่ระบบอาหารอย่างยั่งยืน

แนวโน้มในอนาคต

ตลาดผลิตภัณฑ์ Upcycled food มีการเติบโตต่อเนื่อง โดยในต่างประเทศเริ่มมี ตรารับรอง (Upcycled Certified™) เพื่อยืนยันว่าผลิตภัณฑ์นั้นผลิตจากวัตถุดิบที่ช่วยลดการสูญเสียอาหาร ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค และกระตุ้นให้ผู้ผลิตอาหารรายใหญ่หันมาใช้แนวทางนี้มากขึ้น ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรอง Upcycled Certified™

1. Cacao Barry®’s WholeFruit Chocolate ช็อกโกแลตที่ใช้ผลจากต้นโกโก้ทั้งหมด ซึ่งปกติจะถูกทิ้งไป เช่น เปลือกและเยื่อหุ้มเมล็ด เพื่อผลิตเป็นช็อกโกแลตที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง

2. ReGrained SuperGrain+Ò ขนมขบเคี้ยวที่ทำจากกากมอลต์บาร์เลย์ (spent grains) ซึ่งเป็นของเหลือจากกระบวนการผลิตเบียร์ นำมาผสมเป็นแป้งเพื่อทำขนมขบเคี้ยวที่มีไฟเบอร์สูง 

3. Kazoo Snacks ขนมขบเคี้ยวประเภททอร์ติญาชิพที่ใช้กากข้าวโพด (corn germ) ซึ่งเป็นของเหลือจากกระบวนการผลิตแป้งข้าวโพด นำมาผสมเป็นส่วนผสมหลักของขนมขบเคี้ยว

4. Just Date Organic Date Sugar น้ำตาลจากผลอินทผลัมที่มีลักษณะไม่สวยงามหรือมีตำหนิ ซึ่งปกติจะถูกทิ้งไป นำมาผลิตเป็นน้ำตาลอินทรีย์ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง 

5. Spudsy มันฝรั่งทอดกรอบที่ทำจากมันฝรั่งที่มีลักษณะไม่สมบูรณ์หรือมีตำหนิ ซึ่งปกติจะถูกทิ้งไป นำมาผลิตเป็นขนมขบเคี้ยวที่มีรสชาติอร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการ 

โดยสรุป อาหารจากวัตถุดิบเหลือใช้ (Upcycled food) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ทั้งช่วย บำรุงสุขภาพ รักษาสิ่งแวดล้อม และสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจคุณภาพชีวิตและอนาคตของโลก การเลือกซื้อหรือสนับสนุนผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้จึงไม่เพียงเป็นการดูแลตัวเอง แต่ยังเป็นการช่วยโลกใบนี้ไปพร้อมกัน

ชวนคืนชีวิตใหม่..ให้ผู้ป่วยมะเร็งเด็ก

ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ชวนร่วมทำบุญรับปีใหม่ช่วยเหลือเด็กป่วยโรคมะเร็งยากไร้ทั่วประเทศในรพ.กว่า 20 แห่ง รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือคือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆด้วย สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร 0-2718-3800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้  รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

 

 

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ระวัง ‘ก้อนบวมใต้คาง’ อาจเป็นสัญญาณต่อมน้ำลายโต

Life&Health : ระวัง ‘ก้อนบวมใต้คาง’ อาจเป็นสัญญาณต่อมน้ำลายโต

Life&Health : ระวัง ‘ก้อนบวมใต้คาง’ อาจเป็นสัญญาณต่อมน้ำลายโต

วันอังคาร ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เคยสังเกตไหมว่ามีก้อนบวมหรือโป่งขึ้นมาบริเวณแก้ม ใบหน้าหรือใต้คาง อาการเหล่านี้อาจไม่ได้เป็นเพียงการอักเสบเล็กน้อย แต่คือ ภาวะต่อมน้ำลายโต ซึ่งมีสาเหตุตั้งแต่การติดเชื้อเล็กน้อยไปจนถึงเนื้องอกหรือมะเร็ง หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้

ข้อมูล แพทย์หญิงปานวาด ชัยรัตน์ โสต ศอ นาสิกแพทย์ชำนาญการด้านศัลยกรรมโรคมะเร็งศีรษะและลำคอ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชั่นแนล อธิบายว่า ภาวะต่อมน้ำลายโต คือ การที่ต่อมน้ำลายมีขนาดใหญ่ผิดปกติจากสาเหตุหลากหลาย ตั้งแต่การอักเสบ การติดเชื้อ การอุดกั้นของท่อส่งน้ำลาย การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน ไปจนถึงการเกิดเนื้องอกทั้งชนิดไม่ร้ายแรงและร้ายแรง

ต่อมน้ำลายหลักมีสามคู่ ได้แก่ ต่อมน้ำลายหน้าหู (Parotid gland), ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร (Submandibular gland) และ ต่อมน้ำลายใต้ลิ้น (Sublingual gland) นอกจากนี้ยังมีกลุ่มต่อมน้ำลายขนาดเล็กกระจายทั่วเยื่อบุช่องปาก เมื่อเกิดความผิดปกติ ผู้ป่วยอาจสังเกตเห็นก้อนบวมบริเวณแก้ม หน้าใบหู หรือใต้คาง อาจบวมข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ และอาจมีอาการร่วมอื่น ๆ เช่น ปวด เจ็บ มีไข้ ปากแห้ง รสชาติผิดปกติ หรือมีกลิ่นปาก

สาเหตุที่พบบ่อยและกลไกการเกิดภาวะต่อมน้ำลายโต ได้แก่

การติดเชื้อ แบ่งออกเป็น การติดเชื้อแบคทีเรียในต่อมน้ำลาย ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่พบบ่อย โดยมากมักเกิดเมื่อมีภาวะขาดน้ำ ปากแห้ง หรือท่อส่งน้ำลายคับแคบ น้ำลายไหลเวียนลดลงจนเชื้อแบคทีเรียเจริญได้ง่าย ผู้ป่วยมักปวดบวมเฉียบพลันบริเวณต่อม มีไข้ และอาจบีบแล้วมีหนองออกจากปากท่อบริเวณกระพุ้งแก้มหรือใต้ลิ้น นอกจากนี้ยังเกิดขึ้นได้จากการติดเชื้อไวรัส เช่น ไวรัสมัมส์ (Mumps) ก่อให้เกิดโรคคางทูม จะทำให้พาโรติดบวมสองข้างร่วมกับอาการไข้และปวดเมื่อเคี้ยวอาหาร

การอุดตันจากก้อนนิ่วในท่อน้ำลาย มักเกิดที่ท่อของต่อมใต้ขากรรไกร ผู้ป่วยจะปวดตื้อหรือปวดจี๊ดเวลารับประทานอาหารโดยเฉพาะอาหารเปรี้ยว เนื่องจากการกระตุ้นน้ำลายทำให้ความดันในท่อสูงขึ้น หากนิ่วไม่หลุดออก ต่อมจะอักเสบซ้ำ ๆ และเกิดการติดเชื้อตามมาได้
เนื้องอกในต่อมน้ำลาย อาการเด่นที่ควรสังเกต คือมีก้อนบวมที่ตำแหน่งต่อมน้ำลาย ปวดเวลารับประทานอาหาร มีกลิ่นปาก เจ็บ แดงร้อนและมีไข้ ซึ่งอาจบ่งบอกถึงการอักเสบติดเชื้อ ทั้งนี้ หากพบว่าก้อนแข็งและโตต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ถึงเดือน หรือมีอาการร่วม เช่น หน้าเบี้ยว ยักคิ้วหรือยิ้มไม่สมดุล, อ้าปากไม่สุด, มีก้อนโตที่ลำคอ ควรรีบพบแพทย์เพื่อการประเมินที่ละเอียด เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของเนื้องอกหรือมะเร็งต่อมน้ำลายได้

หากมีอาการผิดปกติ ควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจวินิจฉัย โดยแรกเริ่มแพทย์จะซักประวัติเพื่อมุ่งดูว่าก้อนบวมสัมพันธ์กับมื้ออาหารหรือไม่ เคยมีไข้ ปากแห้ง หรือใช้ยาที่ลดการหลั่งน้ำลาย เช่น ยาต้านโคลิเนอร์จิก ยาต้านซึมเศร้าบางชนิดหรือไม่ จากนั้นแพทย์จะตรวจร่างกายโดยการคลำต่อม ดูความอุ่นแดง กดเจ็บ และตรวจดูการไหลของน้ำลายว่ามีหนองหรือขุ่นหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจเลือดอาจประเมินสัญญาณอักเสบและคัดกรองโรคร่วม เช่น เบาหวาน ภูมิคุ้มกันผิดปกติ รวมถึงการตรวจอัลตราซาวนด์เป็นเครื่องมือแรกที่ปลอดภัยและเห็นนิ่วหรือก้อนเนื้องอกได้ดี หากต้องดูรายละเอียดของท่อและตำแหน่งนิ่วที่ซับซ้อน แพทย์อาจใช้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) รวมถึงการส่องท่อน้ำลายด้วยกล้องขนาดเล็ก (Sialendoscopy) ซึ่งช่วยทั้งวินิจฉัยและรักษาไปพร้อมกัน

สำหรับก้อนเนื้องอกต่อมน้ำลาย การเจาะดูดเซลล์ด้วยเข็มเล็กเพื่อตรวจทางพยาธิวิทยาเป็นวิธีมาตรฐานเพื่อแยกชนิดโรคก่อนวางแผนการรักษา

แนวทางการรักษาแยกตามสาเหตุ ได้แก่

การให้ยาแก้อักเสบ, ยาลดอาการปวดควบคู่กับยาปฏิชีวนะ ในกรณีที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือการอักเสบเฉียบพลัน

การขยายท่อและล้างท่อด้วยน้ำเกลือผ่านกล้อง กรณีมีการอักเสบเรื้อรังจากนิ่วหรือท่อน้ำลายอุดตัน
การผ่าตัด ในกลุ่มเนื้องอกหรือมะเร็งต่อมน้ำลาย

การดูแลตนเองและสิ่งที่ช่วยบรรเทาอาการ

การดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดวันช่วยให้ท่อน้ำลายชุ่มชื้นและลดการคั่งค้างของสารประกอบที่ตกผลึกเป็นนิ่ว
ปรับลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มคาเฟอีนสูงที่ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ
ดูแลสุขภาพช่องปากให้ดี แปรงฟัน ใช้ไหมขัดฟัน และพบทันตแพทย์ตามนัดเพื่อช่วยลดจำนวนเชื้อในช่องปากที่อาจไหลย้อนเข้าสู่ท่อได้
หากต้องใช้ยาที่ทำให้ปากแห้ง เช่น ยาบางชนิดรักษาโรคภูมิแพ้หรือโรคจิตเวช ควรปรึกษาแพทย์ถึงทางเลือกอื่นหรือวิธีบรรเทาอาการปากแห้งร่วมด้วย

หากก้อนบวมเกิดขึ้นเฉียบพลันร่วมกับไข้ ปวดมาก แดง ร้อน หรือมีหนองและกลิ่นรุนแรงในช่องปาก ควรพบแพทย์ทันทีเพื่อรับยาปฏิชีวนะและทำการระบายที่เหมาะสม หากก้อนแข็งและโตต่อเนื่องนานเกิน 2 – 4 สัปดาห์โดยที่ไม่สัมพันธ์กับมื้ออาหาร หรือมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อใบหน้า ร่วมกับมีก้อนที่คอโต ควรเข้ารับการตรวจทันที เพราะหากได้รับการรักษาแต่เนิ่น ๆ ย่อมให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเสมอ

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้หากปล่อยทิ้งไว้

การติดเชื้อที่ไม่ได้รับการรักษา อาจลุกลามกลายเป็นฝีที่ต่อมน้ำลายและแพร่กระจายเข้าสู่ช่องคอหอยหรือช่องคอส่วนลึก ก่อให้เกิดภาวะหายใจลำบากหรือการติดเชื้อในกระแสเลือดที่อันตราย
สำหรับนิ่วที่ค้างเรื้อรังจะทำให้ต่อมถูกทำลายและทำงานลดลง เกิดปากแห้ง ฟันผุ และติดเชื้อซ้ำ
ส่วนเนื้องอกที่ปล่อยไว้นานโดยไม่ผ่าตัด โดยเฉพาะชนิดร้ายแรง จะเพิ่มโอกาสลุกลามต่อเนื้อเยื่อรอบ ๆ และต่อมน้ำเหลือง ซึ่งทำให้การรักษาซับซ้อนขึ้น

ภาวะต่อมน้ำลายโตไม่ใช่โรคเดียว แต่เป็นกลุ่มอาการที่มีสาเหตุหลายประการ การสังเกตความสัมพันธ์ของอาการกับมื้ออาหาร ลักษณะของก้อน ระยะเวลาที่เป็น และอาการร่วม เช่น ไข้ ปากแห้ง หรือเส้นประสาทใบหน้าทำงานผิดปกติ จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้รวดเร็วขึ้นและรักษาได้อย่างเหมาะสม เพราะต่อมน้ำลายที่ทำงานได้ดี คือส่วนหนึ่งของสุขภาพช่องปากและการย่อยอาหารที่มีคุณภาพ

ผศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เริ่มต้นปีใหม่ ด้วยการตรวจสุขภาพที่เหมาะสมกับทุกช่วงวัย

LIFE & HEALTH : เริ่มต้นปีใหม่ ด้วยการตรวจสุขภาพที่เหมาะสมกับทุกช่วงวัย

LIFE & HEALTH : เริ่มต้นปีใหม่ ด้วยการตรวจสุขภาพที่เหมาะสมกับทุกช่วงวัย

วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปัจจุบันหลายๆโรคมักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก การตรวจสุขภาพประจำปีจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยคัดกรองความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทั้งในกลุ่มคนวัยทำงานและผู้สูงอายุ การเลือกเข้ารับการตรวจที่เหมาะสมกับช่วงวัยและปัจจัยเสี่ยงส่วนบุคคล จะช่วยให้การดูแลรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความซับซ้อนของการรักษาในระยะยาว และช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น

ข้อมูลจาก ศูนย์ตรวจสุขภาพ โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า การตรวจสุขภาพประจำปี คือการตรวจคัดกรองเพื่อหาความเสี่ยงโรคต่าง ๆ ที่ช่วยให้รู้ทันสภาพร่างกายของตัวเอง ซึ่งถ้าตรวจพบความผิดปกติของร่างกายได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ก็จะช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาที่เหมาะสม และมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้สูงกว่าการตรวจพบในระยะร้ายแรง รวมถึงค่าใช้จ่ายจะน้อยกว่าในระยะลุกลาม ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี และควรเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อให้ได้ผลตรวจที่แม่นยำยิ่งขึ้น

การตรวจสุขภาพประจำปีสามารถตรวจได้ทุกวัย ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยผู้สูงอายุการ ซึ่งนอกจากควรเลือกโปรแกรมตรวจที่เหมาะสมตามช่วงอายุแล้ว ยังต้องพิจารณาจากความเสี่ยงส่วนตัวร่วมด้วย เช่นอายุ เพศ พฤติกรรมการใช้ชีวิต รวมถึงประวัติครอบครัว โดยสามารถแบ่งการตรวจสุขภาพประจำปีได้ ดังนี้  

  • วัยเด็ก เป็นการตรวจร่างกายเพื่อดูการเจริญเติบโตและพัฒนาการเป็นหลัก ซึ่งจะประเมินโดยกุมารแพทย์ และยังรวมไปถึงการฉีดวัคซีนตามช่วงอายุ  เพื่อป้องกันการเกิดโรคต่าง ๆ 
  • วัยทำงานหรือวัยผู้ใหญ่ อายุตั้งแต่ 18-50 ปี เป็นการตรวจสภาพร่างกายพื้นฐานโดยรวม ประกอบด้วย การวัดความดันโลหิต, การวัดชีพจร, การวัดอัตราการหายใจ, วัดส่วนสูง, ชั่งน้ำหนัก, การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด, ตรวจวัดระดับน้ำตาล ระดับไขมัน การทำงานของตับ ไต, ตรวจเอกซเรย์ทรวงอก, การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ, การตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง, การตรวจปัสสาวะ เป็นต้น
  • กลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติมจากการตรวจสุขภาพพื้นฐาน ได้แก่ การตรวจสมรรถภาพหัวใจจากการวิ่งสายพาน และการอัลตราซาวนด์หัวใจ มีความสำคัญมากและอาจต้องตรวจก่อนอายุ 50 ปี ในกลุ่มผู้มีโรคประจำตัวและมีญาติเป็นโรคหัวใจ, การประเมินสมรรถภาพการทำงานของสมอง, การตรวจความหนาแน่นกระดูก เพื่อคัดกรองภาวะกระดูกพรุน และ การตรวจสภาพสายตา
  • สำหรับเพศหญิงอายุ 30 ปีขึ้นไปหรือเคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว ควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจเอกซเรย์เต้านมเพื่อคัดกรองมะเร็งเต้านม และสำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 50  ปีขึ้นไปทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ควรเข้ารับการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนล่าง เพื่อเป็นการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

การเตรียมตัวก่อนตรวจสุขภาพ

สำหรับการเตรียมตัวก่อนตรวจสุขภาพ เป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ควรละเลย เพื่อให้ได้ผลการตรวจสุขภาพที่ถูกต้องและแม่นยำมากที่สุด โดย มี 7 สิ่งที่ควรรู้ได้แก่

  1. การอดอาหารก่อนการได้รับการ ตรวจสุขภาพ ก่อนการได้รับการ ตรวจสุขภาพ ควรงดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 8 – 10 ชั่วโมง โดยแบ่งเป็นดังนี้
  • ผู้ที่ต้องการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ควรงดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 6 ชั่วโมง
  • ผู้ที่ต้องการตรวจไขมันในเลือด อาทิ คอเลสเตอรอล,ไตรกลีเซอไรด์, HDL หรือ LDL ควรงดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 12 ชั่วโมง

โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันสูง เนื่องจากอาจทำให้กระทบถึงผลการตรวจบางอย่างของแพทย์ได้ อย่างไรก็ตามหลังจากการเจาะเลือดแล้ว สามารถดื่มน้ำและรับประทานอาหารได้ตามปกติ

       2. การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ผู้ที่ต้องการตรวจสุขภาพควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เนื่องจากการพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้ความดันโลหิตของเรามีค่าสูงกว่าปกติ ดังนั้น ควรนอนไม่น้อยกว่า 7- 8 ชั่วโมงต่อวัน เพราะนอกจากร่างกายจะสามารถซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และช่วยให้ระบบต่างๆของร่างกายทำงานได้เป็นอย่างดีแล้ว การนอนหลับอย่างเพียงพอยังช่วยให้รู้สึกสดชื่นเมื่อตื่นขึ้นมาอีกด้วย

       3. สุภาพสตรีไม่ควรอยู่ในช่วงก่อนหรือหลังมีประจำเดือน 7 วัน สุภาพสตรีไม่ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพในช่วงระหว่างก่อนมีประจำเดือนและหลังมีประจำเดือน 7 วัน เนื่องจากอาจส่งผลต่อผลปัสสาวะได้ ดังนั้นหากกำลังมีประจำเดือนขณะการตรวจก็ควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่พยาบาลทราบก่อน หรือหลีกเลี่ยงการตรวจสุขภาพในช่วงนั้น

       4. สวมใส่เสื้อผ้าที่สะดวกต่อการตรวจร่างกาย การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนการตรวจสุขภาพข้อต่อมา คือ การสวมใส่เสื้อผ้าที่สะดวกต่อการตรวจร่างกาย เนื่องจากอาจต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเข้า-ออกก่อนการได้รับเอกซเรย์ และที่สำคัญสุภาพสตรีควรหลีกเลี่ยงการใส่ชุดชั้นในที่เป็นโครงเหล็ก และงดใส่เครื่องประดับทุกประเภทที่เป็นโลหะ

       5. หลีกเลี่ยงการรับประทานของหวานหรือการดื่มน้ำหวาน ก่อนการเข้าตรวจสุขภาพควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำหวานและรับประทานของหวานจัด เพราะอาจส่งผลให้มีปริมาณในน้ำตาลปนในปัสสาวะค่อนข้างสูงกว่าปกติ

       6. งดดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชม. งดดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภทอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เนื่องจากแอลกอฮอล์มีผลแก่การตรวจปัสสาวะ แต่ถ้าหากลืมงดก็ควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่พยาบาลทราบก่อนการตรวจสุขภาพในครั้งนั้น

สุขภาพที่ดีไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการดูแลอย่างสม่ำเสมอ การตรวจสุขภาพจึงเป็นส่วนสำคัญในการประเมินและติดตามสภาพร่างกาย เพื่อให้สามารถวางแผนการดูแลตัวเองได้อย่างเหมาะสมในระยะยาว การให้ความสำคัญกับสุขภาพตั้งแต่วันเริ่มต้นปี จะช่วยเสริมสร้างความพร้อมในการดำเนินชีวิตและก้าวสู่ปีใหม่อย่างมั่นใจ

Life & Health : เรื่องที่คนใช้รถต้องรู้ ก่อนเดินทางไกลอย่างปลอดภัย

Life&Health : เรื่องที่คนใช้รถต้องรู้ ก่อนเดินทางไกลอย่างปลอดภัย

Life&Health : เรื่องที่คนใช้รถต้องรู้ ก่อนเดินทางไกลอย่างปลอดภัย

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ช่วงเทศกาลปีใหม่ถือเป็นช่วงเวลาที่มีการเดินทางไกลด้วยรถยนต์มากที่สุดช่วงหนึ่งของปี ถนนหลายสายเต็มไปด้วยรถที่ต้องวิ่งต่อเนื่องยาวนานกว่าปกติ ขณะที่สถิติอุบัติเหตุและรถเสียกลางทางยังคงเกิดขึ้นทุกปี โดยสาเหตุสำคัญจำนวนไม่น้อยมาจาก “รถไม่พร้อมใช้งาน”

การเตรียมรถให้พร้อมก่อนออกเดินทางจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความอุ่นใจ แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงทั้งต่อผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และเพื่อนร่วมทางบนท้องถนน โดยเฉพาะรถที่ใช้งานในเมืองเป็นหลัก เมื่อถึงช่วงเดินทางไกล รถต้องทำงานหนักและต่อเนื่อง ความเสื่อมสะสมของชิ้นส่วนต่าง ๆ จึงอาจแสดงผลออกมาโดยไม่ทันตั้งตัว

ดังนั้นเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ตรวจเช็กความพร้อมของรถอย่างเป็นระบบ เสริมความมั่นใจก่อนออกเดินทาง ให้ทุกเส้นทางในช่วงปีใหม่กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย มีคำแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับวิธีการดูแลรถ “คนใช้รถต้องรู้ ก่อนเดินทางไกล ปีใหม่กลับถึงบ้านปลอดภัย”

ข้อมูลจาก ชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์มาตรฐานสากลฝีมือคนไทย ภายใต้แบรนด์ “POP” ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมากกว่า 30 ปี ระบุว่า หากมองในภาพรวมปัญหารถเสียระหว่างทางไกลมักไม่ใช่เรื่องเหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้นแบบฉับพลัน  แต่เป็นผลจาก “ความเสื่อมสะสม” ที่ถูกมองข้ามมาเป็นเวลานาน 

ตัวอย่างเช่น ระบบระบายความร้อนที่เริ่มทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ แบตเตอรี่ที่แรงดันไฟเริ่มตก หรือยางที่มีสภาพไม่สม่ำเสมอ เมื่อรถต้องทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน ความบกพร่องเล็กน้อยเหล่านี้จะถูกขยายผลอย่างรวดเร็ว กล่าวง่าย ๆ คือ รถเสียเพราะไม่ได้ถูกเตรียมให้พร้อมสำหรับภาระการใช้งานแบบเดินทางไกล

ทั้งนี้ ปัญหารถเสียระหว่างทางไม่ได้สะท้อนเพียงพฤติกรรมของผู้ใช้รถเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงช่องว่างระหว่างการใช้งานจริงกับการบำรุงรักษาเชิงระบบ รถส่วนใหญ่มักถูกใช้งานในเมืองระยะสั้น เมื่อถึงเวลาต้องเดินทางไกล รถจะต้องทำงานหนักและต่อเนื่องยาวนาน ความเสื่อมที่สะสมไว้จึงแสดงผลออกมาในช่วงเวลานั้น

ตรวจความพร้อม 4 ระบบหลัก ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน

ก่อนเดินทางไกลผู้ใช้รถควรให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของรถอย่างรอบด้าน การตรวจเช็คไม่ควรจำกัดเพียงบางรายการ แต่ควรประเมินความพร้อมของระบบหลักทั้งคัน ซึ่งประกอบด้วย 4 ระบบสำคัญ การตรวจเช็กระบบเหล่านี้ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานจะช่วยลดความเสี่ยงระหว่างการเดินทางได้อย่างชัดเจน ได้แก่

1.             ระบบที่ทำให้รถ “ไปได้” เช่น เครื่องยนต์ น้ำมันเครื่อง และของเหลวต่าง ๆ

2.             ระบบที่ทำให้รถ “หยุดได้” เช่น ระบบเบรก ผ้าเบรก และน้ำมันเบรก

3.             ระบบที่ทำให้รถ “ทรงตัวได้” เช่น ยาง ลมยาง และช่วงล่าง

4.             ระบบที่ทำให้รถ “สื่อสารได้” เช่น ระบบไฟส่องสว่าง ไฟเตือน และที่ปัดน้ำฝน

อะไหล่ที่ใกล้หมดอายุควรเปลี่ยนก่อนเดินทางไกล อย่ารอให้ “หมดอายุการใช้งาน” บนถนน

อะไหล่ หรือชิ้นส่วนที่มีอายุการใช้งานตามเวลา ควรเปลี่ยนล่วงหน้าก่อนเดินทางไกล เช่น ยาง สายพาน แบตเตอรี่ หรือผ้าเบรก หากอยู่ในช่วงใกล้ครบอายุการใช้งาน ควรตัดสินใจเปลี่ยนก่อนเดินทาง แม้ยัง “พอใช้งานได้” เพราะต้นทุนของการเปลี่ยนก่อนเดินทาง ต่ำกว่าต้นทุนความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุ ความเสียหายที่อาจลุกลาม ผลกระทบต่อชีวิต และค่าเสียเวลา เมื่อต้องจอดเสียกลางทางอย่างเทียบไม่ได้ หลักคิดสำคัญคือ อย่ารอให้อะไหล่ “หมดอายุการใช้งาน” บนถนน

รถอายุเกิน 5 ปี หรือระยะทางเกิน 100,000 กิโลเมตร ควรตรวจเช็กเชิงลึก

สำหรับรถที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 5 ปี หรือมีระยะทางเกิน 100,000 กิโลเมตร ควรได้รับการตรวจเช็กเชิงลึกในจุดที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เช่น ระบบยางและท่อในห้องเครื่อง ระบบระบายความร้อนทั้งชุด ระบบช่วงล่างและบุชยาง รวมถึงระบบไฟและเซนเซอร์เตือนต่าง ๆ เนื่องจากอุปกรณ์เหล่านี้มักเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะทางเพียงอย่างเดียว

หากเกิดเหตุฉุกเฉินกลางทาง สิ่งที่ผู้ใช้ต้องรู้

สิ่งที่ควรทำ ได้แก่ จอดรถในจุดที่ปลอดภัย เปิดไฟฉุกเฉิน ดับเครื่องยนต์ ประเมินอาการจากสัญญาณเตือน และติดต่อผู้เชี่ยวชาญหรือศูนย์บริการก่อนตัดสินใจดำเนินการใดๆ

สิ่งที่ไม่ควรทำ คือ ไม่ควรฝืนขับต่อเมื่อมีไฟเตือนรุนแรง ห้ามเปิดฝาหม้อน้ำขณะเครื่องยนต์ร้อน และไม่ควรซ่อมแซมเฉพาะหน้า โดยไม่เข้าใจสาเหตุที่แท้จริง

เลือกใช้อะไหล่คุณภาพสูง ลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

อะไหล่ไม่ใช่เพียงชิ้นส่วนทดแทน แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบความปลอดภัยโดยตรง อะไหล่คุณภาพไม่ได้วัดจากราคา หรือรูปลักษณ์ภายนอก แต่คือความสามารถในการทำงานได้อย่างสม่ำเสมอภายใต้สภาวะกดดัน การเดินทางไกลถือเป็นบททดสอบที่แท้จริงของอะไหล่ เนื่องจากรถต้องทำงานหนักต่อเนื่อง อะไหล่คุณภาพต่ำอาจใช้งานได้ดีในเมือง แต่อาจไม่ทนต่อความร้อน ความเร็ว และระยะเวลา ซึ่งท้ายที่สุดจะสะท้อนออกมาเป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

รถพร้อม คนต้องพร้อมด้วย

ความปลอดภัยบนท้องถนนไม่ใช่เรื่องของรถเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของระบบทั้งหมด ตั้งแต่การเตรียมรถ การเลือกใช้อะไหล่ การวางแผนการเดินทาง ไปจนถึงสภาพร่างกายของผู้ขับขี่ ดังนั้น นอกจากการเตรียมรถแล้ว การเตรียมความพร้อมของผู้ขับขี่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ผู้ขับขึ่ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ วางแผนเส้นทางและเวลาพัก ไม่ฝืนขับเมื่อร่างกายไม่พร้อม เพราะรถที่พร้อม แต่คนไม่พร้อม ก็ยังไม่ปลอดภัย ซึ่ง‘การเดินทางที่ดี’ คือการเดินทางที่ทุกคนถึงบ้านอย่างปลอดภัย ไม่ใช่แค่ถึงเร็วที่สุด

การตัดสินใจผิดพลาดเพียงครั้งเดียว อาจทำให้ความเสียหายลุกลามจากเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ สิ่งสำคัญที่สุดคือผู้ใช้รถต้องยึดสัญญาณเตือนของรถเป็นหลัก ไม่ฝืนใช้งาน และไม่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยขาดข้อมูล เนื่องจากความเสียหายรุนแรงส่วนใหญ่มักเกิดจากการ “ฝืนใช้งานต่อ” ทั้งที่ระบบแจ้งเตือนแล้ว

ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ก่อนเดินทางไกล ผู้ขับขี่ต้องเตรียมรถให้พร้อม และเตรียมคนขับขี่ให้พร้อมด้วย เพื่อกลับถึงจุดหมายปลายทางอย่างราบรื่นปลอดภัยในทุกเส้นทาง สำหรับบริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ของไทย ภายใต้แบรนด์ “POP” ที่ ซึ่งได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรมยานยนต์มาอย่างยาวนานมากกว่า 30 ปี  โดยมุ่งเน้นการผลิตชิ้นส่วนที่มีความทนทานและได้มาตรฐานสากล เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในการขับขี่ของผู้ใช้รถยนต์ครอบคลุมตั้งแต่รถยนต์ส่วนบุคคลจนถึงรถยนต์เพื่อการพาณิชย์   สอบถามรายละเอียด ที่ร้านอะไหล่รถยนต์ชั้นนำ ตัวแทนจำหน่าย หรือเว็บไซต์ https://chalitindustry.com

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เตรียมรับปี 2569 ยุค AI Transformation

Life&Health : เตรียมรับปี 2569 ยุค AI Transformation

Life&Health : เตรียมรับปี 2569 ยุค AI Transformation

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในปี 2568 เป็นปีที่มีการพูดถึงการลงทุนและการใช้เอไอ (AI) ทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่หลายค่าย เช่น GitHub Copilot ได้รับการระดมทุนจาก Microsoft ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เฉพาะปี 2568 ประกาศลงทุนเพิ่มเติมอีก 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลจาก ผศ. ดร. รุ่งโรจน์ โชคงามวงศ์​ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) บริษัทด้านเอไอ ดาต้า เทคโนโลยี เปิดเผยว่า ChatGPT พบว่ามีเม็ดเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี ส่วน Gemini มีเงินลงทุนในการพัฒนาเอไอต่อปี 13,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี ในขณะที่ราคาหุ้นของบริษัทเทคโนโลยี ก็ปรับตัวสูงขึ้น จนมีการวิเคราะห์ว่าเกิดฟองสบู่ในธุรกิจเอไอ

ถ้ามองในเรื่องของการลงทุนและราคาหุ้นของธุรกิจเทคโนโลยีและเอไอ อาจจะมองได้ว่าเป็นฟองสบู่  เพราะการลงทุนจำนวนมากแต่มูลค่าผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของเอไอ ยังไม่ชัดเจน

แต่ในความเป็นจริง ปัจจุบันนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการนำเอไอมาใช้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในปี 2569 ผมมองว่าเป็นปีที่ เอไอ จะมาเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำธุรกิจของทุกภาคธุรกิจ หรือ เรียกว่า AI Transform ธุรกิจ หลังจากที่เราทุกคนได้เรียนรู้และรู้จักเอไอในช่วงที่ผ่านมา

ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ในฐานะผู้พัฒนาเทคโนโลยีในบริษัทด้านเอไอดาต้าเทคโนโลยีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กล่าวว่า  ปี 2569 เป็นปีของการนำเอไอมาใช้ในการเปลี่ยนผ่านกระบวนการทำงานในโลกธุรกิจแบบที่ใช้งานได้จริง และมีส่วนสำคัญในการช่วยภาคธุรกิจลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และสร้างกำไร ที่เห็นได้ชัด ถ้าภาคธุรกิจเลือกที่จะใช้เทคโนโลยีเอไอที่เหมาะสมกับความต้องการใช้งานของตัวเอง

จากรายงานล่าสุดของ สตาติสต้า (Statista) แพลตฟอร์มด้านข้อมูลและธุรกิจอัจฉริยะสัญชาติเยอรมัน ระบุว่า ขนาดตลาดของเอไอ ในปี 2567-2573 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 28.46% ต่อปี และ คาดว่าจะมีมูลค่าแตะ 826,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2573

ในขณะที่ แมคเคนซี่ แอนด์ คอมพานี (McKinsey & Company) บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการระดับโลกสัญชาติอเมริกัน ได้เผยแพร่ผลสำรวจเกี่ยวกับการนำเอไอไปใช้ในภาคธุรกิจตลอด 12 เดือนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่จำนวน 419 บริษัท ระบุว่า มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการนำ เอไอ มาช่วยในกระบวนการทำงานเพิ่มขึ้นในสัดส่วน 5-10% ทั้งในภาคการตลาด การเงิน การผลิต ห่วงโซ่อุปทาน งานบริการ ไปจนถึงงานด้านไอที และ วิศวกรรม

จากผลการศึกษาดังกล่าว เอไอ เป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้งานได้จริง เพื่อลดต้นทุนการผลิต สร้างรายได้ ให้กับผู้ประกอบธุรกิจได้ถ้าผู้ประกอบการรู้จักที่จะเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับธุรกิจของตัวเอง ตัวอย่างลูกค้าของ เรียล สมาร์ท เราออกแบบแพลตฟอร์ม ที่ตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้า เราเข้าไปช่วยพัฒนาระบบที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ทำให้ช่วยลูกค้าลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้

ถ้าเลือกใช้เอไอ เหมาะกับธุรกิจของเรา เอไอก็จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง ในการปฏิวัติภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และ กำไรให้กับองค์กร  เป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศได้ ในด้านเทคโนโลยีแล้ว ผมเชื่อว่า ปี 2569 เป็นปีที่เอไอ จะเป็นตัวปฏิวัติการทำงานของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม อย่างเข้มข้นแบบที่ใช้งานได้จริง และเป็นพื้นฐานในการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจโลกไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เอไอ อย่างชัดเจน

การนำเทคโนโลยีเอไอมาใช้จะกระทบกับการจ้างงานในประเทศไทยไหม

ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ กล่าวว่า ผมมองว่าเอไอ เป็นเครื่องมือเข้ามาช่วยในการทำงานมากกว่าที่จะมาแทนคน งานหลายอย่างที่เป็นงานทำซ้ำ งานประจำ งานที่ไม่ต้องใช้การคิดวิเคราะห์ และ งานที่เป็นงานสำนักงานแบบเดิมๆ เอไอ เข้ามาช่วยได้ ส่วนคนที่เคยทำงานซ้ำๆ ที่เอไอเข้ามาทำงานแทน ก็สามารถที่จะพัฒนาศักยภาพตัวเอง ไปทำงานที่เอไอทำไม่ได้ อาทิ งานด้านการวิเคราะห์ข้อมูล งานที่ไปควบคุมการทำงานของเอไอ งาน AI Specialist, Data Engineer, Prompt Engineer, Cyber Security, Customer Experience Analyst, Digital Workforce Manager, และ AI Ethics Officer เป็นต้น

จากข้อมูลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุว่า ประเทศไทยปัจจุบันขาดแคลนบุคลากรด้านเอไอมากกว่า 80,000 คน ขณะที่คนที่จบด้านเอไอ กลับไม่ได้ทำงานในด้านไอที ในขณะที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ระบุว่า สถาบันการศึกษาในปัจจุบันสามารถผลิตบุคลากรในด้านนี้ได้เพียง 500 คนต่อปี 

จากความต้องการบุคลากรด้านเอไอ จำนวนมาก จึงเป็นโอกาสของภาคแรงงานที่ต้องพัฒนาศักยภาพของตัวเอง ในการทำงานร่วมกับเอไอ ไปจนถึงพัฒนาไปสู่การเป็นผู้พัฒนาเอไอ จึงเป็นโอกาสสำหรับคนไทย ในการที่จะเรียนรู้และทำงานร่วมกับเอไอ เพราะต้องยอมรับว่า นาทีนี้ เอไอ เข้ามามีบทบาทในการทำงานแน่ๆ โดยเฉพาะในปี 2569 จึงเป็นปีที่จะเกิดการปรับโครงสร้างกระบวนการทำงานครั้งใหญ่ที่มีเอไอเข้ามามีส่วนในการทำงานที่ชัดเจนขึ้น หลังจากที่ได้เรียนรู้เรื่องเอไอ และมีพัฒนาเครื่องมือด้านเอไอ กันมาในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิตสำรองคงคลัง ช่วยสนับสนุนรพ.ในพื้นที่สู้รบ

จากสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติและภาคบริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จำเป็นต้องสำรองโลหิต เพื่อส่งไปช่วยสนับสนุน รพ.ในพื้นที่ดังกล่าว ขอเชิญผู้ที่พร้อมร่วมบริจาคโลหิตสำรองคงคลังได้ ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถ.อังรีดูนังต์ จันทร์-ศุกร์ เปิด 07.30-19.30 น. เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิด 08.30-15.30 น. รองรับผู้บริจาคโลหิตวันละ 1,500 คน ลงทะเบียนบริจาคโลหิตสำรองคงคลัง ได้ที่ https://bdbooking.redcross.or.th/  

สามารถร่วมบริจาคโลหิตทั่วประเทศ ได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์, หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง), ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต, โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ สอบถามได้ที่ ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตฯ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร.02-2564300, 02-2639600-99 ต่อ 1101, 1760, 1761 หรือ  http://www.blooddonationthai.com

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ผ่าแนวคิดวันนักการตลาดฯ ปรับตัวเพื่อกำหนดอนาคตการตลาดอย่างผู้ชนะ

Life&Health : ผ่าแนวคิดวันนักการตลาดฯ ปรับตัวเพื่อกำหนดอนาคตการตลาดอย่างผู้ชนะ

Life&Health : ผ่าแนวคิดวันนักการตลาดฯ ปรับตัวเพื่อกำหนดอนาคตการตลาดอย่างผู้ชนะ

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ในวันที่โลก “ฉลาดล้ำ” ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI  ทว่าอีกด้านกลับเผชิญ “ความเปราะบาง” ทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม กลายเป็นความเหลื่อมล้ำ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน นำไปสู่ภาวะโลกไร้สมดุล (An unbalanced world) ทำให้ทิศทางการตลาดในปี 2026 เต็มไปด้วยสิ่งที่คาดการณ์ยาก ซับซ้อน มีความไม่แน่นอนสูง 

ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย เผย “เมื่อโลกเปลี่ยนเราก็แค่ปรับ”  สู่ การสร้าง “ความสมดุลใหม่ที่ยั่งยืน”  โดยนักการตลาดในวันนี้ ต้องส่งมอบความหมายที่แท้จริงให้กับสังคม เป็นผู้นำในการสร้างความไว้วางใจ สร้างความเปลี่ยนแปลง บูรณาการความคิด ประสบการณ์ เชิง Wisdom และ In Action บนพื้นฐานของโลกที่เล็กลง และการเปลี่ยนแปลงที่เร็วขึ้น

โดยใช้ความฉลาดของ AI มา เป็นเพื่อนคู่คิด เพื่อนร่วมงาน ภาวะที่สังคมเปราะบาง แบรนด์ที่ดีจะต้องยืดหยุ่น สร้างความหวัง สร้างโอกาส และเป็นกำลังใจที่ดีให้กับสังคม สร้างมูลค่าร่วมให้กับสังคม มีจรรยาบรรณ ทุกการลงทุนทางการตลาดต้องคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ ไม่สร้างภาระต่อกระแสเงินสด

ในงานวันนักการตลาดแห่งประเทศไทย 2568 (Thailand Marketing Day 2025) ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย เผยว่า งานนี้เป็นการประชุมครั้งสำคัญที่สุดแห่งปีของวงการการตลาดไทย ภายใต้ แนวคิดที่ทรงพลังและท้าทายอย่างยิ่ง “Prompt the Future: The Power of Marketing” ที่จะเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ธุรกิจ สังคม การตลาด เศรษฐกิจของโลก และไทยที่เปลี่ยนแปลงไป

Prompt เป็นคำพ้องเสียงคล้ายกับ คำว่าพร้อมในภาษาไทย หมายถึงการเตรียมพร้อมสู่อนาคตของธุรกิจ และนักการตลาดไทย ขณะเดียวกันคำว่า Prompt ในภาษาเอไอ หมายถึงคำสั่ง input, instruction, query ที่จะกระตุ้นให้ AI สร้างผลลัพธ์แบบเฉพาะเจาะจง Prompt ที่ดี จะทำให้ AI Application ทำงานได้มีประสิทธิภาพ งานสัมมนาในที่นี้ จึงเป็นงานที่เราจะมาสร้าง Prompt ด้วยพลังของการตลาดไปด้วยกัน เพื่อผลลัพธ์ของประเทศไทยที่ดีขึ้น

วันนี้โลกไม่เหมือนเดิม และจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป โดยกำลังอยู่ในโลกที่ “ฉลาดล้ำ” (Intelligent World) ด้วยอำนาจของเทคโนโลยี Big Data, AI ที่กำลังจะเป็น AI Agentic เรียนรู้และสั่งงานได้ด้วยตัวเอง จะเป็น AI ที่ควบคุม AI Agent อีกที

Robotics ที่เปลี่ยน จาก BOT เป็น Humanoid ทำให้หุ่นยนต์มีความสามารถคล้ายคลึงกับมนุษย์เข้าไปทุกที เราสามารถทำความเข้าใจผู้บริโภคได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เราสร้างนวัตกรรมใหม่ได้ในพริบตา และทำให้ชีวิตสะดวกสบายแบบไร้ขีดจำกัด บนระบบที่เป็นอัตโนมัติ

สวนทางกับความฉลาดที่เพิ่มขึ้น อีกด้านหนึ่งของโลก กลับเผชิญ “ความเปราะบางและไร้สมดุล” (Fragile and Unbalanced) อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เกิดปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม และสิ่งแวดล้อม การเติบโตของหนี้สินที่มากกว่ารายได้ ทำให้ความมั่งคั่งลดลง ปริมาณการผลิตที่สูงกว่าความต้องการใช้ ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคา ความแตกต่างของ Generation และความเหลื่อมล้ำ ทำให้มีความแตกต่างทางความคิด จนทำให้การคาดการณ์เป็นเรื่องยาก มีความซับซ้อน อ่อนไหว มีความไม่แน่นอนและไร้สมดุล จนต้องตั้งถามถึงทางออกและแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อนำไปสู่ “ความสมดุลใหม่และความยั่งยืน” ที่แท้จริงบนโลกปัจจุบัน

สำหรบหน้าที่ของนักการตลาดในวันนี้ไม่ใช่แค่การขายสินค้าอีกต่อไป แต่คือการเป็นผู้นำในการสร้างความไว้วางใจ สร้างความเปลี่ยนแปลง และเป็นผู้ส่งมอบ “ความหมาย” ที่แท้จริง ให้กับสังคม บูรณาการความคิด ประสบการณ์ เชิง Wisdom และ In Action บนพื้นฐานของโลกที่เล็กลง และการเปลี่ยนแปลงที่เร็วขึ้น ประกอบด้วยกลยุทธ์การตลาด

1.มองตลาดแบบ Fragmented (Fragmented Marketing): ยุคของการสื่อสารแบบ Mass Media ได้จบลงแล้ว เราต้องเข้าใจว่าผู้บริโภคถูกแบ่งเป็นกลุ่มย่อย ๆ นับไม่ถ้วน (Fragmented Segments) ที่มีความต้องการเฉพาะเจาะจงสูง แบรนด์ต้องสื่อสารและสร้างประสบการณ์ที่ปรับให้เข้ากับแต่ละส่วนย่อยได้อย่างแท้จริง (Hyper Personalization) ทั้งนี้เราสามารถใช้ความเก่งและความฉลาดของเทคโนโลยี เช่น AI มา เป็นเพื่อนคู่คิด เพื่อนร่วมงาน (Teammates)

2.เข้าใจความยืดหยุ่นทางจิตใจและธุรกิจ (Resiliency): ความสามารถในการล้ม แล้วลุกขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว คือสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของแบรนด์ เราต้องสร้างโมเดลธุรกิจและแบรนด์ที่สามารถทนทานต่อแรงกระแทกจากภายนอกได้ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตซัพพลายเชนหรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างฉับพลัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ภาวะที่สังคมเปราะบาง แบรนด์ที่ดีจะต้องบริหาร Supply chain ที่ยืดหยุ่น สร้าง ความหวัง สร้างโอกาส และเป็นกำลังใจที่ดีให้กับสังคม (Chaotic Advantage และ Brand Movement)

3.ร่วมสร้างมูลค่าร่วมให้สังคม (Value Creation and Inclusiveness): การสร้างแบรนด์ที่แตกต่าง (Differentiated Brand) จะเกิดขึ้นได้เมื่อเราสร้าง “มูลค่า” ที่มากกว่าแค่ กำไร เราต้องมองหาโมเดล Value Creation ที่สร้างประโยชน์ให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด (Stakeholders) ตั้งแต่ลูกค้า พนักงาน ชุมชน ไปจนถึงสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้ง ส่งเสริมแนวคิด Inclusiveness หรือความเท่าเทียม

4.กำหนดจรรยาบรรณและจริยธรรมให้อยู่ในใจของนักการตลาด ถึงแม้นยังไม่มีกฎหมายหรือข้อบังคับที่ชัดเจน การทำตลาดไวรัลและใช้Influencer ยุคใหม่ต้องมี ความหมาย ไม่ใช่แค่สร้างดราม่า และยอดขาย (Drama Quality และ Influencer Guidance)

5.ให้ความสำคัญกับบริหารการเงินและกระแสเงินสด (Cash Flow Management): ในโลกที่เปราะบาง การเติบโตอย่างบ้าคลั่งโดยไม่สนใจพื้นฐานทางการเงินนั้นอันตราย นักการตลาดต้องทำงานร่วมกับฝ่ายการเงินอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ แน่ใจว่าทุกการลงทุนทางการตลาดนั้น คุ้มค่า มีประสิทธิภาพ และไม่สร้างภาระด้าน Cashflow

วัตถุประสงค์ของสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ต้องการกระตุ้นอนาคตของเศรษฐกิจและสังคมไทย ด้วยพลังของการตลาด เรียนรู้ ออกแบบ ขับเคลื่อน โลกที่ฉลาดล้ำใบนี้ให้ก้าวต่อไปอย่างเข้มแข็ง สมดุล ยั่งยืน เป็นประโยชน์ต่อทุกคน

ผศ.(พิเศษ) ดร.ภก.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

กรรมการบริหาร สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

Life & Health : เปิดวิสัยทัศน์การตลาดปี 2026 ชี้ทางรอดสู่โลกธุรกิจยุคใหม่

Life&Health : เปิดวิสัยทัศน์การตลาดปี 2026 ชี้ทางรอดสู่โลกธุรกิจยุคใหม่

Life&Health : เปิดวิสัยทัศน์การตลาดปี 2026 ชี้ทางรอดสู่โลกธุรกิจยุคใหม่

วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.30 น.

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ได้จัดงาน “Thailand Marketing Day 2025: Prompt the Future – The Power of Marketing” ซึ่งปีนี้ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากนักการตลาด ผู้บริหาร นักศึกษา และผู้ประกอบการจากหลากหลายอุตสาหกรรม โดยงานครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญที่รวมผู้นำความคิดระดับประเทศ เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการตลาดปี 2026 ท่ามกลางโลกที่ “ฉลาดล้ำแต่เปราะบาง” และเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย เปิดงานด้วยสารสำคัญว่าโลกกำลังอยู่ในภาวะ “ไร้สมดุล” จากทั้งความก้าวหน้าของ AI และความเปราะบางด้านเศรษฐกิจ–สังคม–สิ่งแวดล้อม ทำให้บทบาทนักการตลาดวันนี้ไม่ใช่แค่การขายสินค้า แต่คือการเป็นผู้นำสร้างความไว้วางใจและคุณค่าให้สังคม พร้อมชี้ว่าแบรนด์ต้องเข้าใจ Fragmented Marketing, ความยืดหยุ่น (Resiliency) การสร้างคุณค่า (Value) ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และบริหารการเงินอย่างรอบคอบเพื่อความยั่งยืนของธุรกิจ

อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเปิดงาน Thailand Marketing Day 2025 ได้กล่าวในหัวข้อ “Prompt The Future พลังงานจะสร้างโอกาสทางการตลาดและธุรกิจใหม่ให้ไทยได้อย่างไร” ว่า ภาคพลังงานไทยกำลังเร่งขับเคลื่อนมาตรการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด เพื่อช่วยให้ประเทศก้าวข้ามความท้าทายสำคัญและรองรับเป้าหมาย Net Zero 2050 โดยกระทรวงพลังงานได้กำหนด 3 มาตรการหลัก ครอบคลุมกว่า 10 โครงการ โดยโครงการสำคัญจะเน้นการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ อาทิ โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน และ โครงการโซลาร์เพื่อเกษตรกร ซึ่งมีเป้าหมายลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ให้ประชาชนและเกษตรกรทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ โครงการโซลาร์ Rooftop ที่เปิดโอกาสให้ครัวเรือนที่ติดตั้งระบบโซลาร์บนหลังคาสามารถนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 200,000 บาท รวมถึง แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า เพื่อปรับปรุงสายส่งให้รองรับการลงทุนด้าน Data Center ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยการดำเนินงานจะใช้รายได้จากโครงการพลังงานในอนาคตเข้าสู่กองทุนลงทุน และใช้ Infrastructure Fund เพื่อให้รัฐวิสาหกิจลงทุนจากรายได้อนาคต ลดภาระหนี้สาธารณะ พร้อมเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนเพื่อเพิ่มความโปร่งใส โดยไม่เพิ่มภาระหนี้รัฐ ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานยังเร่งจัดทำ แผน PDP ฉบับใหม่ เพื่อปลดล็อกการใช้ไฮโดรเจนและแอมโมเนียเป็นเชื้อเพลิงในอนาคต ศึกษาเทคโนโลยี SMR (Small Modular Reactor) และพัฒนาการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน ทั้งนี้คาดว่า จะสามารถกระตุ้นการลงทุนได้กว่า 1,000,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 29,000 อัตรา และสามารถลดการปล่อยมลพิษได้ถึง 10 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

ดร.สมชาติ วิศิษฐชัยชาญ และ ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ได้นำเสนอผลสำรวจจากนักการตลาดชั้นนำ 126 ราย  “Marketing Trends 2026: Way Forward” ซึ่งสะท้อนว่าปี 2026 จะเป็นปีที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำราว 0.9% ขณะที่กว่า 69% ขององค์กรยังไม่เพิ่มงบการตลาด ทำให้แบรนด์จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะ AI และ IoT พร้อมทั้งให้น้ำหนักกับทักษะสำคัญอย่างความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ และความยืดหยุ่น ด้านธุรกิจที่ถูกมองว่าจะเติบโตดี ได้แก่ กลุ่มสุขภาพ เกษตร–ไบโอเทค และท่องเที่ยวคุณภาพ โดยสรุปเทรนด์สำคัญของปีหน้าถูกจับด้วย 3 คีย์เวิร์ด ได้แก่ AI, Sustainability และ Agility ซึ่งทั้งสองวิทยากรเน้นย้ำว่านักการตลาดต้องใช้ AI อย่างชาญฉลาด ทำงานบนหลัก 3P (People–Planet–Profit) และสร้าง “ดราม่าควอลิตี้” ที่ให้คุณค่าอย่างแท้จริง เพื่อให้แบรนด์เติบโตได้อย่างยั่งยืนในปีที่ท้าทายที่สุดปีหนึ่ง

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวตกรรม และประธานกรรมการ Platform Youth in Charge ในหัวข้อ Tech – Moral Business Morality as the Power of Progress – Management Marketing Implications ระบุว่า การตลาดในปัจจุบันได้ขยายของเขตการทำงาน ตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี แต่การใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างความสำเร็จทางการตลาด ทำให้ผู้บริโภคหรือลูกค้าเชื่อมั่นในแบรนด์ อยู่ที่การ “สร้างศีลธรรมความดีงามของแบรนด์” ไปพร้อมกับการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ทางการตลาด

“บทบาทของการตลาดคือเข็มทิศทางจริยธรรม ที่จะกำหนดว่าสิ่งใดควรทำ ไม่ใช่เรื่องของการโฆษณาอีกต่อไป  ยุคใหม่ของการตลาด ต้องขับเคลื่อนความดี-ศีลธรรมที่พิสูจน์ได้  ท่ามกลางความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI แบรนด์ที่ยั่งยืนที่สุด คือแบรนด์ที่ทำให้มนุษย์เชื่อว่ายังเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่า”  

สำหรับ 9 กระบวนทัศน์ การเปลี่ยนแปลงทางการตลาด ประกอบด้วย จากการแย่งเวลาต้องไปสู่การสร้างความน่าเชื่อถือ, แบรนด์ต้องยืนบนหลักการไม่ใช่แค่โฆษณา, ลูกค้าไม่ใช่เป้าหมายแต่คือพันธมิตร, เคารพสิทธิ์ข้อมูลคือพื้นฐานการแข่งขัน, ไม่ใช่แค่รู้ว่า ฉันต้องการอะไร แต่ต้องรู้ว่า ฉันเป็นใคร, จาก Funnel สู่ Life Ecosystem, โลกต้องการหลักฐานของความดี, ใครมีศีลธรรมมากว่าชนะมากกว่า , ผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นผลตอบแทนของความถูกต้อง

ขณะที่ บัญญัติ 10 ประการของการตลาดใหม่ ประกอบด้วย หลักการคือเข็มทิศ และเทคโนโลคือเครื่องเร่ง, เทคโนโลยีขยายอำนาจ แต่ศีลธรรมค้ำอำนาจ, ความดีที่ขยายได้เร็วและยาวนานคือ Core Engine ของแบรนด์ยุคใหม่, หลักการที่ดี ทำให้องค์กรเร็วขึ้น ไม่ได้ทำให้ช้าลง, ผู้นำที่ดีไม่ได้ถามว่า “ทำได้ไหม” แต่ถามว่า “ควรทำไม” และมีความเสี่ยงด้านศีลธรรมแค่ไหน, ธุรกิจที่โปร่งใสกว่า ชนะเร็วกว่า และพังยากกว่า, การตลาดเปลี่ยนจากการขายสินค้า สู่การออกแบบความน่าเชื่อถือ, ในยุค AI ผู้บริโภค รู้ทัน ทุก Dark Pattern ตลาดที่ไร้ความน่าเชื่อใจคือเศรษฐกิจที่ไร้ความหมาย, การตลาดไม่ได้ขึ้นกับ Content  แต่ขึ้นอยุ่กับ Code , ยุคใหม่ถูกขับเคลื่อนด้วย “ความดีที่พิสูจน์ได้” ไม่ใช่โฆษณา

ทั้งนี้ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยยืนยันว่าจะยังคงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ในการพัฒนานักการตลาดไทย เพื่อให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในโลกธุรกิจยุคใหม่ และร่วมกัน “Prompt the Future” ให้เศรษฐกิจและสังคมไทยเดินหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ผศ.(พิเศษ) ดร.ภก.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

กรรมการบริหาร สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

Life & Health : เรียนรู้เรื่องการตรวจปัสสาวะ

Life&Health : เรียนรู้เรื่องการตรวจปัสสาวะ

Life&Health : เรียนรู้เรื่องการตรวจปัสสาวะ

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ในการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์นอกจากจะใช้สิ่งส่งตรวจที่เป็นเลือดแล้ว ยังมีสิ่งส่งตรวจประเภทอื่นๆ ที่สามารถใช้ตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อการวินิจฉัยโรคได้เช่นกัน โดยหนึ่งในนั้นคือ “ปัสสาวะ” นั่นเอง ปัสสาวะเป็นสารน้ำที่เกิดจากการกรองของเสียในเลือดผ่านทางไตและขับออกมานอกร่างกาย โดยปริมาตรของปัสสาวะโดยเฉลี่ยในผู้ใหญ่คือ 600-1,600 มิลลิลิตรต่อวัน ในปัสสาวะประกอบด้วยสารต่างๆ มากมายเช่น น้ำ แร่ธาตุ สารเคมี โปรตีน น้ำตาล ครีเอตินิน เป็นต้น ซึ่งปริมาตรของปัสสาวะที่ขับออกในแต่ละวันจะมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับช่วงอายุ อาหารการกิน อุณหภูมิในร่างกาย ปริมาณน้ำที่ดื่ม การทำงานของหัวใจและไต

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.ทนพ. เมธี ศรีประพันธ์ ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่าการตรวจปัสสาวะช่วยในการวินิจฉัย ติดตาม รวมถึงพยากรณ์โรคได้ นอกจากนี้ยังช่วยอธิบายพยาธิสภาพที่เกิดขึ้นในร่างกายขณะนั้นได้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการประเมินการทำงานของไตในการกำจัดของเสียออกนอกร่างกายและดูดกลับสารที่มีประโยชน์กลับสู่ร่างกาย

ปัจจุบันการเก็บปัสสาวะเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการมีหลายรูปแบบเช่น

การเก็บปัสสาวะในช่วงเวลาใดก็ได้เพียงครั้งเดียว (random หรือ spot urine collection) เป็นการเก็บปัสสาวะที่นิยมตรวจมากที่สุด ซึ่งในการตรวจสุขภาพประจำปีจะใช้วิธีการเก็บปัสสาวะแบบนี้ ผู้ที่เข้ารับการตรวจจะต้องเก็บปัสสาวะในช่วงกลาง (midstream urine) เพื่อลดการปนเปื้อนของเซลล์หรือสารคัดหลั่งต่างๆ ที่อยู่ในทางเดินปัสสาวะ
การเก็บปัสสาวะครั้งแรกในตอนเช้า (first morning urine) จะเป็นปัสสาวะที่มีความเข้มข้นของสารต่างๆ มากที่สุด เหมาะใช้ในการตรวจการตั้งครรภ์ การตรวจเบาหวานและการเพาะเชื้อแบคทีเรีย
การเก็บปัสสาวะสำหรับการเพาะเชื้อ จะต้องเก็บปัสสาวะในช่วงกลางหรือ midstream urine โดยต้องมีวิธีเก็บที่สะอาดและถูกต้องตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์
การเก็บปัสสาวะโดยการสวนปัสสาวะ (catheterized urine) จะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถถ่ายปัสสาวะได้เอง
การเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง (24-hour urine) มักใช้ในการตรวจเกี่ยวกับความผิดปกติของกระบวนการทำงานของร่างกาย

วิธีการเก็บปัสสาวะที่ถูกต้อง ผู้เก็บจะต้องล้างมือให้สะอาด รวมถึงทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศให้สะอาดก่อนการเก็บปัสสาวะ จากนั้นปัสสาวะส่วนแรกทิ้งไปก่อนแล้วจึงเก็บปัสสาวะในช่วงกลางในภาชนะที่สะอาดอย่างน้อย 15-20 มิลลิลิตร และนำส่งห้องปฏิบัติการต่อไป

การตรวจปัสสาวะทางห้องปฏิบัติการประกอบด้วยการตรวจทางกายภาพเช่น สี ความขุ่น กลิ่น และตะกอน ลักษณะทางเคมีเช่นการดูปริมาณของสารเคมีรวมถึงสารชีวเคมีที่พบปัสสาวะและการตรวจตะกอนปัสสาวะภายใต้กล้องจุลทรรศน์เพื่อหาเซลล์ที่ผิดปกติ รวมถึงในบางครั้งอาจมีการตรวจทางจุลชีววิทยาในผู้ป่วยที่สงสัยการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ประชาชนทั่วไปสามารถสังเกตปัสสาวะของตัวเองเพื่อดูความผิดปกติเบื้องต้นได้โดยสังเกตจากลักษณะทางกายภาพของปัสสาวะเช่นสีของปัสสาวะ กลิ่นของปัสสาวะ ความขุ่นของปัสสาวะ รวมถึงลักษณะของปัสสาวะที่มีความผิดปกติไปเช่นมีฟองในปัสสาวะมาก มีวัตถุหรือเศษเนื้อเยื่อหลุดออกมาในปัสสาวะที่สามารถสังเกตได้ชัดเจน เป็นต้น 

โดยปกติ สีปัสสาวะของคนปกติจะต้องมีสีเหลืองอ่อนจนถึงสีเหลืองอำพัน อย่างไรก็ตามในคนที่ดื่มน้ำน้อย รับประทานอาหารบางประเภท หรือได้รับยาบางชนิดเช่น ยาแก้ปวด ยาปฏิชีวนะ ยาขับเหล็ก หรือ ยาคลายกล้ามเนื้อ อาจทำให้ปัสสาวะมีสีเข้มขึ้นหรือมีสีผิดปกติได้ แต่ถ้าพบสีของปัสสาวะที่ผิดปกติเช่นมีสีแดง สีน้ำตาลอมเหลืองหรือเขียว สีน้ำนม อาจมีความผิดปกติในระบบทางเดินปัสสาวะหรือร่างกายอาจต้องไปตรวจเพิ่มเติมหรือรีบพบแพทย์ทันที อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผู้หญิงมีประจำเดือนอาจทำให้ปัสสาวะมีสีแดงได้เช่นกัน ดังนั้นในการไปตรวจปัสสาวะควรแจ้งต่อแพทย์หรือนักเทคนิคการแพทย์ทุกครั้ง นอกจากนี้ปัสสาวะของคนปกติควรใสและไม่มีความขุ่น (อย่างไรก็ตามปัสสาวะที่ตั้งไว้นานอาจมีความขุ่นได้เช่นกัน) สาเหตุของความขุ่นที่บ่งบอกความผิดปกติในร่างกายหรือทางเดินปัสสาวะได้แก่ เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง แบคทีเรีย ยีสต์ เซลล์บุหลอดไต นิ่ว ไขมัน หนอง เป็นต้น

นอกเหนือจากสีของปัสสาวะแล้ว กลิ่นของปัสสาวะสามารถบอกความผิดปกติของสภาวะสุขภาพได้เช่นกัน ในคนปกติปัสสาวะที่ถ่ายออกมาใหม่จะมีกลิ่นหอม (aromatic) แต่ตั้งทิ้งไว้นานเข้าจะมีกลิ่นฉุน อย่างไรก็ตามถ้าปัสสาวะที่ถ่ายออกมาใหม่มีกลิ่นที่ผิดปกติไปเช่น กลิ่นผลไม้ กลิ่นเหม็นเน่า กลิ่นน้ำตาลไหม้ หรือกลิ่นคาวปลาอาจมาจากความผิดปกติในร่างกายได้เช่นการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ความผิดปกติของร่างกานในการเผาผลาญไขมัน กรดอะมิโนบางชนิดหรือการคั่งของสารบางอย่างในร่างกาย เป็นต้น 

การแปลผลการตรวจปัสสาวะทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้น

เมื่อได้ผลการตรวจปัสสาวะจากทางห้องปฏิบัติการแล้ว เราสามารถประเมินผลการตรวจที่ปกติโดยใช้หลักต่อไปนี้

ปัสสาวะจะต้องใส มีสีเหลืองอ่อนหรือเหลืออำพัน มีปริมาตร 600-1,800 มิลลิลิตรต่อวัน มีค่าความถ่วงจำเพาะอยู่ระหว่าง 1.002-1.040 มีความเป็นกรด-ด่างที่ 4.5-8.0
ต้องตรวจไม่พบสารชีวเคมีหรือสารเคมีบางชนิดได้แก่บิลิรูบิน น้ำตาลกลูโคส คีโตน เอนไซม์ในเม็ดเลือดขาว (leukocyte esterase) ไนไตร์ โปรตีน ยูโรบิลลิโนเจ็น (ควรพบน้อยกว่า 1 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร)
เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และผลึกต่างๆ ในปัสสาวะ รวมถึงเซลล์บุผิวต่างๆ อาจพบได้บ้างแต่ควรพบปริมาณน้อยและอยู่ในค่าอ้างอิงที่กำหนดของแต่ละห้องปฏิบัติการหรือโรงพยาบาล
ไม่ควรพบเชื้อจุลชีพเช่นแบคทีเรีย ยีสต์ เป็นต้น

ประโยชน์ของการตรวจปัสสาวะ

ผลการตรวจปัสสาวะสามารถใช้ช่วยในการวินิจฉัยรวมถึงการพยากรณ์โรคและภาวะความผิดปกติในร่างกายได้เช่น โรคนิ่วในไต (renal calculi หรือ kidney stones) โรคไตอักเสบ (glomerulonephritis) กรวยไตอักเสบ (pyelitis หรือ pyelonephritis) กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (cystitis) กลุ่มอาการของโรคไตรั่วหรือโปรตีนรั่ว (Nephrotic syndromes) โรคถุงน้ำในไต (polycystic disease) การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (urinary tract infection) ภาวะโรคไตวายเฉียบพลันและเรื้อรัง (acute และ chronic renal failure) โรคเบาหวาน (diabetes mellitus) เป็นต้น

เนื่องจากปัสสาวะเป็นสิ่งที่ถูกขับออกจากร่างกายเพื่อกำจัดของเสียและสารพิษต่างๆ รวมถึงเชื้อโรคบางชนิดที่ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกายส่งผลให้สมดุลของร่างกายอยู่ในสภาวะปกติ ดังนั้นการดื่มปัสสาวะหรือการนำมาใช้ประโยชน์เพื่อรักษาโรคเช่น ใช้หยอดตา ตามที่มีรายงานข่าวในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาจึงเป็นความเข้าใจรวมถึงความเชื่อที่ผิดและเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง เพราะเป็นการการนำของเสียและสารพิษต่างๆ ที่เป็นโทษต่อร่างกายกลับเข้าสู่ร่างกายอีกครั้งหนึ่ง อีกทั้งยังไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือยืนยันการใช้ปัสสาวะในการรักษาหรือป้องกันโรค นอกจากนี้ปัสสาวะที่ถูกเก็บภายนอกเป็นระยะเวลานาน จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีหรือของเสียในปัสสาวะรวมถึงมีการเพิ่มจำนวนของเชื้อโรคต่างๆ ถ้าได้รับเข้าไปในร่างกายอาจทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้  สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : การนอน .. เพื่อชะลอวัยและเพื่อสุขภาพ

Life&Health : การนอน .. เพื่อชะลอวัยและเพื่อสุขภาพ

Life&Health : การนอน .. เพื่อชะลอวัยและเพื่อสุขภาพ

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.34 น.

ทุกวันนี้ หลายคนใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเรียน ทำงาน หรือกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ จนละเลยการพักผ่อนที่เพียงพอ โดยเฉพาะการนอนหลับที่มีคุณภาพ หลายคนมองว่าการนอนเป็นแค่กิจวัตรที่ต้องทำ ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่ต้องใส่ใจ แต่ในความเป็นจริง การนอนหลับที่ไม่เพียงพอส่งผลกระทบต่อสุขภาพในหลายด้าน เช่น ภูมิคุ้มกันลดลง, อารมณ์แปรปรวนและความเครียดสะสม, สมาธิสั้นลง, ผิวพรรณเสื่อมโทรมและอาจเร่งกระบวนการแก่ก่อนวัย เป็นต้น

ข้อมูลจาก ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล โดย ดร.ภญ.นิตยา ตรีศิลป์วิเศษ และ รศ.ดร.ภญ.พิมลพรรณ พิทยานุกุล เปิดเผยว่าการนอนหลับหมายถึง สภาวะที่ร่างกายตัดการรับรู้ต่อของสิ่งแวดล้อมและโดยปกติระหว่างการนอนหลับร่างกายจะไม่มีการเคลื่อนที่ คนเราใช้เวลาถึงหนึ่งในสามของแต่ละวันไปกับการนอนหลับ ถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนที่ดีที่สุด อีกทั้งยังช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวหนังหรืออวัยวะที่สึกหรอของเราและยังช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนของร่างกายด้วย นอกจากนี้ยังมีสาระสำคัญต่างๆ ที่ร่างกายหลั่งออกมาในช่วงระยะเวลาดังกล่าว เช่น สารเมลาโทนิน ซึ่งเป็นสารที่มีบทบาทสำคัญหลายอย่างเช่น ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตและที่สำคัญสารนี้ยังมีหน้าที่ควบคุมการนอนหลับอีกด้วย ถ้าคนเราอดนอนหรือนอนหลับไม่เพียงพอก็จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกายรวมทั้งผิวพรรณด้อยลง ทั้งนี้มีสาเหตุจาก

1. ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง โดยการอดนอนจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานหนักขึ้นซึ่งเลือดจะมีเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้นและเม็ดเลือดขาวเหล่านี้จะสลายตัวในเวลาต่อมาจึงทำให้ความสามารถของร่างกายในการต้านทานต่อเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสเสียไป

2. ระบบจัดเก็บความทรงจำหรือระบบประสาทจะมีประสิทธิภาพลดลง โดยอวัยวะที่สำคัญคือ ฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) จะทำหน้าที่ถ่ายโอนข้อมูลที่เรียนรู้ในระหว่างวันเข้าสู่ความทรงจำระยะยาวซึ่งอวัยวะชิ้นนี้จะทำงานตอนที่เรานอนหลับเท่านั้นและจะทำงานได้ดีหากร่างกายได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ

3. อารมณ์เครียด และเปลี่ยนแปลงได้ง่ายโดยไม่มีเหตุผล มีอาการง่วงนอนหรือรู้สึกไม่สดชื่นตลอดทั้งวัน

4. ระบบการย่อยอาหารผิดปกติ โดยร่างกายจะต้องใช้เวลามากขึ้นถึง 40 เปอร์เซนต์เพื่อจัดการกับระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต และการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงนานๆ จะทำให้แก่เร็ว

5. หากเราอดนอนนาน 1 สัปดาห์ หรือนอนวันละ 4 ชั่วโมงโดยประมาณร่างกายจะผลิตฮอร์โมนที่จำเป็นในการควบคุมปริมาณกล้ามเนื้อและไขมันน้อยลงทำให้ร่างกายสะสมไขมันมากขึ้น

6. หากคนเรานอนไม่ถึงวันละ 8 ชั่วโมง ร่างกายก็จะผลิตสารเลปติน (Leptin) น้อยลงซึ่งเลปตินมีบทบาทในการควบคุมความอยากอาหาร เพราะฉะนั้นยิ่งเราอดนอน เลปตินก็จะถูกผลิตออกมาน้อยลงทำให้เรามีความอยากอาหารเพิ่มขึ้น เช่นอยากทานขนมหวาน และอาหารมันๆ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการควบคุมและลดน้ำหนักได้

7. สูญเสียโอกาสที่ร่างกายจะหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth hormone) ในขณะหลับ ซึ่งโกรทฮอร์โมนจะช่วยให้คุณดูอ่อนเยาว์ โดยการสร้างสมดุลระบบการเผาผลาญอาหาร และช่วยซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ ดังนั้น หากขาดฮอร์โมนชนิดนี้ผิวหนังก็จะหย่อนคล้อยและเหี่ยวย่นได้

5. ในด้านของผิวหนัง สารเมลาโทนินเป็นสารที่มีบทบาทสำคัญในการปกป้องเซลล์ผิวหนังจากสารอนุมูลอิสระต่างๆ และสารเมลาโทนินจะถูกสร้างมากที่สุดในเวลากลางคืนขณะที่เรานอนหลับ ถ้าเราอดนอนหรือนอนน้อยก็จะทำให้มีการสร้างสารนี้ลดลง ส่งผลให้เกิดการอักเสบหรือภูมิแพ้ของผิวหนังได้ง่ายขึ้น

เทคนิคในการช่วยให้นอนหลับสบายเพื่อสุขภาพร่างกายและผิวพรรณที่ดี

1. จัดตารางเวลาการนอนให้เหมาะสมและเป็นเวลา  ซึ่งความต้องการในการนอนหลับของคนเราขึ้นอยู่กับช่วงอายุหรือวัย ยิ่งอายุน้อยยิ่งต้องการนอนมากและความต้องการนอนหลับสำหรับผู้ใหญ่โดยทั่วไปแล้วประมาณ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน นอกจากนี้ช่วงเวลาเข้านอนก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะฮอร์โมนและสารต่างๆ ที่จำเป็นในการก่อให้เกิดสุขภาพร่างกายและผิวพรรณที่ดีจะผลิตเป็นเวลาตามที่ร่างกายกำหนด เวลาที่แนะนำให้ควรเข้านอนไม่ควรจะเกิน 4 ทุ่มของแต่ละคืน

2. สร้างบรรยากาศในห้องนอนให้เหมาะสม เช่น ห้องนอนควรจะเงียบ ไม่มีเสียงรบกวน อุณหภูมิในห้องต้องเย็นพอดีและควรจะปิดไฟให้มืด นอกจากนี้ไม่ควรนำอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เข้าไปไว้ในห้องนอนเช่น คอมพิวเตอร์ หรือโต๊ะทำงานจะทำให้เรารู้สึกกังวลตลอดเวลาจนเกิดอาการนอนไม่หลับ

3. ควรเลือกหมอนและเตียงนอนให้เหมาะสมกับสรีระของร่างกาย รวมทั้งหมั่นเปลี่ยนผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนหรือนำมาซักทุกอาทิตย์เพื่อจะได้ช่วยลดการสะสมของฝุ่นและไรซึ่งอาจทำให้ผิวหน้าอ่อนแอ เกิดสิว และอาจเป็นโรคภูมิแพ้ได้ง่ายขึ้น

4. หากิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายร่างกายก่อนนอนเช่น การอาบน้ำอุ่น ฟังเพลงจังหวะสบายๆ หรือการนั่งสมาธิซึ่งช่วยให้ร่างกายหลั่งสารเอนโดรฟีน(Endorphine) ออกมา ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและช่วยให้นอนหลับได้สบายยิ่งขึ้น

5. ท่านอนหงายเป็นท่านอนที่ดีต่อสุขภาพ เป็นท่านอนที่ไม่มีอะไรมากดทับหน้าอกช่วยให้ระบบทางเดินหายใจทำงานได้อย่างคล่องตัวที่สุด เมื่อนอนหงายกระดูกสันหลังจะได้รับการรองรับจากที่นอนทำให้สามารถวางตัวอยู่ในแนวธรรมชาติได้ดีที่สุด (ยกเว้นผู้ป่วยหรือสตรีมีครรภ์) นอกจากนี้ท่านอนหงายจะช่วยให้หลีกเลี่ยงการเกิดริ้วรอยบนใบหน้าได้ดีที่สุดเพราะการนอนตะแคงหรือการนอนคว่ำนานๆ จะทำให้เกิดแรงกดทับซึ่งก่อให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้า

6. กดจุดบริเวณใบหน้าก่อนนอน ด้วยการใช้ปลายนิ้วนวดวนเป็นวงกลมไปเรื่อยๆ ตามหัวคิ้ว ขมับ ร่องจมูก คาง และมุมปาก ช่วยให้การนอนหลับสบายและหลับสนิทขึ้น

7. กลิ่นของน้ำมันหอมระเหยได้แก่ น้ำมันหอมระเหยจากลาเวนเดอร์ จะช่วยให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลายและช่วยให้การนอนหลับสบายยิ่งขึ้น

8. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนเช่น ชา กาแฟ หรือน้ำอัดลม เพราะคาเฟอีนจะกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว ทำให้นอนหลับได้ยาก จึงแนะนำให้ดื่มชาคาโมมายด์อุ่นๆ หรือนมอุ่นๆ ก่อนนอน เพื่อช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น แต่ไม่ควรดื่มน้ำมากก่อนเข้านอนเพราะอาจทำให้ต้องตื่นกลางดึกบ่อยๆ เพื่อมาเข้าห้องน้ำ นอกจากนี้อาหารจำพวกมันเทศ เผือก กลอย ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต และผลิตภัณฑ์โฮลเกรนต่างๆ ช่วยให้ร่างกายผลิตสารเซโรโทนิน (serotonin) ทำให้นอนหลับสบาย

ในยุคที่ทุกอย่างเคลื่อนไหวเร็ว การให้ความสำคัญกับการนอนหลับจึงไม่ใช่เรื่องรองอีกต่อไป แต่เป็น “การลงทุนเพื่อสุขภาพระยะยาว” ที่ทุกคนควรเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ผู้สนใจเรื่องสุขภาพสามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php