LIFE & HEALTH : การบริหารวิกฤตเชิงรุกในยุคดิจิทัลและ AI

LIFE & HEALTH : การบริหารวิกฤตเชิงรุกในยุคดิจิทัลและ AI

LIFE & HEALTH : การบริหารวิกฤตเชิงรุกในยุคดิจิทัลและ AI

วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การบริหารวิกฤต (Crisis Management) คือกระบวนการจัดการกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดและมีผลกระทบต่อองค์กร ชุมชน หรือสังคม โดยมีเป้าหมายเพื่อ ลดความเสียหาย ฟื้นฟูความเชื่อมั่น และสร้างความพร้อมสำหรับอนาคต

องค์ประกอบสำคัญของการบริหารวิกฤต คือ (1) การเตรียมพร้อม (Preparedness) วางแผนล่วงหน้า เช่น การจัดทำคู่มือฉุกเฉิน การฝึกซ้อมสถานการณ์จำลอง (2) การตอบสนอง (Response) การสื่อสารที่ชัดเจน การตัดสินใจรวดเร็ว และการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (3) การฟื้นฟู (Recovery) การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ การปรับปรุงระบบ และการสร้างความเชื่อมั่นกลับคืน (4) การเรียนรู้ (Learning) วิเคราะห์บทเรียนจากวิกฤตเพื่อปรับปรุงแผนและป้องกันเหตุ

ท่ามกลางความไม่แน่นอนและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และ เศรษฐกิจไทย หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ พงษ์ทิพย์ เทศะภู ประธานสายงานสื่อสาร และศูนย์จัดการภาวะวิกฤตออนไลน์ บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) บริษัทผู้นำด้าน ด้าน AI-Data Driven Technology  และ AI Transformation ในฐานะที่ปรึกษาด้านการบริหารประเด็นและจัดการวิกฤตให้กับกลุ่ม ธุรกิจ ให้ความเห็นในการบริหารจัดการประเด็นและการสร้างโอกาสให้กับธุรกิจว่า การที่เศรษฐกิจในปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล และเอไอ (Digital & AI Economy) ทำให้การเคลื่อนไหวของข้อมูลและข่าวสารมีความรวดเร็วในแบบเรียลไทม์ ทุกคนสามารถสื่อสาร และแสดงความเห็นของตัวเองผ่าน Social Media ทำให้มีการแสดงความเห็นทั้งเชิงบวกและลบ เกิดเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อองค์กรภาครัฐ และภาคธุรกิจต่างๆ เป็นจำนวนมาก

กลุ่มธุรกิจหลายกลุ่มต้องพัฒนาและบริหารธุรกิจเพื่อตอบสนองกับความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม (Stakeholders) ไม่ว่า จะเป็นธุรกิจค้าปลีก อุตสาหกรรมการผลิต สถาบันการเงิน ภาคอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ บ่อยครั้งเรื่องที่เราพบในฐานของมูลของ เรียล สมาร์ท ผ่านระบบ Social Listening และ Social Monitoring มีข้อมูลและข้อความใน Social Media ปี 2568 จำนวนกว่า 1,000 ล้านข้อความ พบกรณีที่เป็นประเด็นที่สร้างความเสียหายให้กับองค์กรเป็นจำนวนมาก และแนวโน้มของจำนวนข้อความที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นภาคธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการประเด็นที่เกิดขึ้น ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ ก่อนที่จะกลายเป็นวิกฤตขององค์กร

การจัดการกับประเด็นที่ถูกโจมตีใน Social Media ได้อย่างทันท่วงทีจะทำให้แต่ละองค์กรสามารถที่จะบริหารจัดการปัญหาได้ก่อนที่ประเด็นต่างๆ จะกลายเป็นวิกฤต ที่ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือ และภาพลักษณ์ขององค์กร ยิ่ง Social Media เติบโต การบริหารประเด็นก่อนที่จะเกิดวิกฤตยิ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับภาคธุรกิจในยุคที่เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วย ดิจิทัล และ AI

จากประสบการณ์การทำงานด้านการสื่อสารและการบริหารวิกฤตมานานกว่า 30 ปี ของ พงษ์ทิพย์ เทศะภู  พบว่า การบริหารจัดการประเด็นก่อนที่จะเกิดวิกฤต เป็นหัวใจสำคัญในการทำงานด้านการสื่อสารองค์กร และเป็นการบริหารจัดการเชิงรุก มากกว่าจะเป็นการตั้งรับ การวางแผนบริหารจัดการประเด็นที่มาจากข้อมูลที่รวบรวมเป็นระบบ และใช้ AI ช่วยในการวาง message ที่จะป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อองค์กรผ่านการสื่อสารที่ชัดเจน อยู่บนข้อมูลตรงประเด็นกับกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) จะทำให้องค์กรไม่สูญเสียความน่าเชื่อถือและยังสามารถรักษามูลค่าของแบรนด์ไว้ได้

ดิจิทัลเทคโนโลยี และ AI พลิกโฉมการบริหารประเด็นและวิกฤตองค์กร

การเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัลในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และการเข้าสู่ยุคของ AI ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา พลิกโฉมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยี จากข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุว่า มูลค่าของเศรษฐกิจดิจิทัลอยู่ที่ 4.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 23% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ยิ่งเศรษฐกิจดิจิทัลเติบโต ยิ่งมีการใช้งานด้านดิจิทัล AI ผ่าน Social Media จำนวนมาก ซึ่งหลายประเด็นมีทั้งข้อมูลที่เป็นประโยชน์และข้อมูลเท็จ รวมไปถึงการโจมตีองค์กรเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน การนำเทคโนโลยีดิจิทัล และ AI เข้ามาช่วยในการรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ประเด็นในแบบเรียลไทม์ ทำให้การบริหารจัดการประเด็นและการบริหารวิกฤตทำได้อย่างทันท่วงที

ในอดีตการบริหารจัดการประเด็นต่างๆ ต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูล แต่ปัจจุบันเมื่อเรามีเทคโนโลยี ทำให้สามารถนำเทคโนโลยีมาบริหารจัดการประเด็นและวิกฤตต่อสู้กับการเติบโตของ Social Media ในแบบเรียลไทม์ และมีข้อมูลที่เป็นตัวชี้วัดได้อย่างชัดเจน สำหรับบริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด(มหาชน) มีแพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นมาเองที่เรียกว่า Real Vision มาทำหน้าที่ในการรวบรวมประเด็นที่มีการเขียนถึงองค์กร หรือภาคธุรกิจ ในแต่ละวันเป็นจำนวนหลายแสนข้อความ มาประมวลผลว่าเป็นการกล่าวถึงองค์กรในเชิงบวก และเชิงลบในประเด็นใดโดยเฉพาะประเด็นเชิงลบ ระบบของ Real Vision จะประมวลผลออกมาให้เห็นภาพว่าข้อความโจมตีเชิงลบมีประเด็นอะไรบ้าง มาวิเคราะห์กับจำนวนการเข้าถึงข้อมูล (Engagement) เท่าไหร่ และจะกระทบต่อองค์กรอย่างไร จากนั้นนำมาใช้ในการวิเคราะห์ประเด็นแล้วแนะนำให้ผู้บริหารองค์กรในการบริหารจัดการประเด็น ก่อนที่ประเด็นในเชิงลบจะสร้างวิกฤตให้กับองค์กร

ความรวดเร็วในการทำงานของเทคโนโลยี AI  ทำให้การวิเคราะห์ประเด็นและการบริหารวิกฤต มีทั้งความรวดเร็วและมีฐานข้อมูลทั้งในเชิงปริมาณ (จำนวนข้อความเชิงบวกและเชิงลบทั้งหมด รวมทั้งจำนวนคนที่เข้าถึงข้อความ) และในเชิงคุณภาพ มาทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารประเด็นและบริหารวิกฤตขององค์กร เพื่อที่จะตอบโจทย์สถานการณ์ในปัจจุบันที่มีความเร็วของข้อมูลที่ไหลบ่าเข้ามาแบบรายวินาที ทำให้การบริหารจัดการประเด็นก่อนที่จะเกิดวิกฤต ทำได้รวดเร็วและทันต่อสถานการณ์

ธุรกิจไม่สามารถหนีจากวิกฤตได้ แต่ถ้าเราเข้าใจสถานการณ์และประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น เราจะสามารถบริหารจัดการไม่ให้ประเด็นที่เกิดขึ้นกลายเป็นวิกฤต และ ถ้าเกิดวิกฤต ธุรกิจมีเครื่องมือที่จะบริหารจัดการ เพราะเทคโนโลยี ทำให้เราสามารถเข้าถึงวิกฤตและบริหารจัดการได้อย่างทันท่วงที และสามารถแปลงวิกฤต มาสร้างเป็นโอกาสทางธุรกิจได้เช่นกัน

สภากาชาด แจงสถิติบริจาคเลือดปี 68 ต่ำเกณฑ์ WHO หวั่นวิกฤตสำรองขาดแคลน

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์โลหิตในปัจจุบันว่า การจัดหาโลหิตยังมีความไม่สม่ำเสมอและขาดแคลนในบางช่วงเวลา ส่งผลให้ปริมาณโลหิตสำรองคงคลังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งตามมาตรฐานงานบริการโลหิตจะต้องได้รับโลหิตบริจาคมากกว่า 200,000 ยูนิตต่อเดือน และมีสำรองคงคลังอย่างน้อย 3,000 ยูนิตต่อวัน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งอุบัติเหตุ ภัยพิบัติ และเหตุการณ์ความรุนแรง องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้แต่ละประเทศควรมีผู้บริจาคโลหิตอย่างน้อยร้อยละ 3 ของประชากร หรือประมาณ 1.98 ล้านคนสำหรับประเทศไทย แต่จากสถิติปี 2567 และ 2568 พบว่ามีผู้บริจาคเพียง 1.85 ล้านคน (ร้อยละ 2.80) และ 1.84 ล้านคน (ร้อยละ 2.79) ตามลำดับ ซึ่งถือว่ายังต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน นอกจากนี้ สถิติความถี่การบริจาคโลหิตในปี 2568 ยังบ่งชี้ว่า ผู้บริจาคส่วนใหญ่กว่า 1.08 ล้านคน หรือร้อยละ 67.26 บริจาคเพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น ขณะที่มีผู้บริจาคครบ 4 ครั้งต่อปีเพียงร้อยละ 4.35 ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติจึงจัดทำโครงการ “Give Blood Now” ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2569 เพื่อกระตุ้นให้เกิดการบริจาคประจำสม่ำเสมออย่างน้อย 3 ครั้งต่อปี

ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิตได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถนนอังรีดูนังต์, หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station) ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ สาขาบางแค บางกะปิ งามวงศ์วาน ท่าพระ, ดิ เอ็มโพเรียม, บ้านทรงไทย ย่านวงศ์สว่าง รวมถึงภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ และโรงพยาบาลสาขาบริการโลหิต รายละเอียด https://thaibloodcentre.redcross.or.th/

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

กรรมการบริหาร สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

LIFE & HEALTH : รู้จัก “สวนสัตว์เปิดเขาเขียว” แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ บนผืนป่าธรรมชาติของชลบุรี

LIFE & HEALTH : รู้จัก “สวนสัตว์เปิดเขาเขียว” แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ บนผืนป่าธรรมชาติของชลบุรี

LIFE & HEALTH : รู้จัก “สวนสัตว์เปิดเขาเขียว” แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ บนผืนป่าธรรมชาติของชลบุรี

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางผืนป่าเขียวขจีและแนวเขาธรรมชาติของจังหวัดชลบุรี มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งที่ทำหน้าที่มากกว่าการเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ หากแต่เป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างมนุษย์กับสัตว์ป่า นั่นคือ สวนสัตว์เปิดเขาเขียว หนึ่งในสวนสัตว์ขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดของประเทศไทย ซึ่งได้รับการยอมรับในฐานะต้นแบบของสวนสัตว์ที่ดำเนินงานภายใต้แนวคิด “ธรรมชาติเป็นบ้านของสัตว์”

ข้อมูลจาก ณรงวิทย์ ชดช้อย ผู้อำนวยการสวนสัตว์เปิดเขาเขียว เปิดเผยว่า สวนสัตว์เปิดเขาเขียวก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2521 โดยองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ บนพื้นที่กว่า 5,000 ไร่ ครอบคลุมผืนป่า ภูเขา และระบบนิเวศตามธรรมชาติ ความพิเศษของเขาเขียวไม่ได้อยู่เพียงจำนวนสัตว์ป่าที่หลากหลาย หากแต่อยู่ที่การออกแบบพื้นที่จัดแสดงซึ่งคำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์เป็นสำคัญ สัตว์แต่ละชนิดได้รับการจัดสรรพื้นที่ให้ใกล้เคียงกับถิ่นอาศัยตามธรรมชาติ ลดการใช้กรงขังแบบปิด และเปิดโอกาสให้สัตว์สามารถแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติได้อย่างอิสระ

แนวคิด “สวนสัตว์เปิด” คือหัวใจสำคัญที่ทำให้เขาเขียวแตกต่างจากสวนสัตว์ทั่วไป นักท่องเที่ยวสามารถใช้รถยนต์ส่วนตัวหรือรถบริการของสวนสัตว์เข้าชมสัตว์ได้ในพื้นที่กว้าง สัมผัสบรรยากาศธรรมชาติอย่างใกล้ชิด เสมือนได้เดินทางท่องซาฟารีกลางผืนป่าเมืองไทย สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ทั้งตื่นตา น่าประทับใจ และเปี่ยมไปด้วยสาระความรู้

ไฮไลท์สัตว์เด่น เสน่ห์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทุกวัย

หนึ่งในจุดแข็งของสวนสัตว์เปิดเขาเขียว คือ ความหลากหลายของสัตว์ป่าจากทั่วโลก ที่อาศัยอยู่บนพื้นที่กว้างใหญ่ใกล้เคียงธรรมชาติ สัตว์แต่ละชนิดไม่เพียงเป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่ยังเป็นสื่อการเรียนรู้ที่มีชีวิต ซึ่งช่วยให้ผู้เข้าชมเข้าใจระบบนิเวศและความสำคัญของการอนุรักษ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ยีราฟ ม้าลาย และแรด กลุ่มสัตว์กินพืชขนาดใหญ่ที่อาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าโล่งกว้าง เป็นภาพที่สร้างความประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่เขตจัดแสดง นักท่องเที่ยวสามารถชมความสง่างามของยีราฟอย่างใกล้ชิด เรียนรู้พฤติกรรมการดำรงชีวิตของสัตว์ในระบบนิเวศทุ่งหญ้าแอฟริกา ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมโยงของธรรมชาติในระดับโลก

ช้างเอเชีย สัตว์คู่บ้านคู่เมืองของไทยที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียวให้ความสำคัญอย่างยิ่งในด้านการดูแลและสวัสดิภาพ ช้างแต่ละเชือกอาศัยอยู่ในพื้นที่กว้าง มีทั้งป่าและแหล่งน้ำให้ใช้ชีวิตตามธรรมชาติ พื้นที่จัดแสดงช้างจึงเป็นทั้งแหล่งเรียนรู้ด้านชีววิทยาและการอนุรักษ์ช้างไทย รวมถึงการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของช้างในระบบนิเวศและวัฒนธรรมไทย

เสือโคร่งและสัตว์นักล่า เขตจัดแสดงเสือโคร่ง หมี และสัตว์นักล่าอื่น ๆ ถูกออกแบบให้กลมกลืนกับภูเขาและป่าไม้โดยรอบ ช่วยให้ผู้เข้าชมได้เห็นพฤติกรรมตามธรรมชาติของสัตว์เหล่านี้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งสร้างความตระหนักถึงสถานการณ์ใกล้สูญพันธุ์ของสัตว์นักล่าหลายชนิด ซึ่งกำลังเผชิญภัยคุกคามจากการสูญเสียถิ่นอาศัยและการลักลอบล่า

สัตว์หายากและสัตว์ป่าคุ้มครองของไทย สวนสัตว์เปิดเขาเขียวมีบทบาทสำคัญในด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่าคุ้มครองของไทย ไม่ว่าจะเป็น ละองละมั่ง เก้งหม้อ นกเงือก รวมถึงสัตว์หายากอื่น ๆ การดูแลสัตว์เหล่านี้ไม่เพียงเป็นการอนุรักษ์สายพันธุ์ แต่ยังเป็นการสร้างฐานข้อมูลและองค์ความรู้ด้านชีววิทยา เพื่อใช้ประโยชน์ในการฟื้นฟูประชากรสัตว์ป่าในอนาคต

เพนกวินและสัตว์ขวัญใจเด็กๆ โซนเพนกวิน ฮิปโป ลิง และสัตว์ขนาดเล็ก เป็นพื้นที่ที่ได้รับความนิยมจากครอบครัวและเด็ก ๆ เป็นอย่างมาก ความน่ารักและพฤติกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของสัตว์เหล่านี้ช่วยสร้างความเพลิดเพลิน ควบคู่กับการเรียนรู้เรื่องการดูแลสัตว์และความแตกต่างของสัตว์แต่ละสายพันธุ์จากทั่วโลก

“หมูเด้ง” มากกว่าความน่ารัก คือพลังของการอนุรักษ์ “หมูเด้ง” ไม่ได้เป็นเพียงฮิปโปแคระขวัญใจโลกโซเชียล แต่คือหนึ่งในตัวแทนสำคัญของงานอนุรักษ์สัตว์ป่านอกถิ่นอาศัยของสวนสัตว์เปิดเขาเขียว ด้วยบทบาททั้งด้านการศึกษา การวิจัย และการสื่อสารเรื่องการอนุรักษ์อย่างเป็นรูปธรรม ในฐานะสัตว์ป่าหายากใกล้สูญพันธุ์ หมูเด้งช่วยถ่ายทอดเรื่องราวของการดูแลสัตว์อย่างเข้าใจธรรมชาติ ให้ผู้คนตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตสัตว์ป่าและความสำคัญของการรักษาถิ่นอาศัย ผ่านภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่าย เป็นมิตร และเต็มไปด้วยพลังบวก ความสดใสและพฤติกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของหมูเด้ง ทำให้เรื่องการอนุรักษ์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนทุกเพศทุกวัยรู้สึกผูกพัน เข้าใจ และพร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลธรรมชาติ หมูเด้งจึงไม่เพียงสร้างรอยยิ้ม หากยังทำหน้าที่เป็น “สัญลักษณ์แห่งความหวัง” ที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียวส่งต่อจากผืนป่าสู่หัวใจของสังคมไทย

การท่องเที่ยวที่มากกว่าความสนุก

สวนสัตว์เปิดเขาเขียวไม่ได้จำกัดบทบาทไว้เพียงการเป็นแหล่งท่องเที่ยว หากแต่ยังทำหน้าที่เป็น ศูนย์การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ มีการจัดกิจกรรมให้ความรู้ ค่ายเยาวชน นิทรรศการ และกิจกรรมส่งเสริมพฤติกรรมสัตว์ (Animal Enrichment) เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเข้าใจและยั่งยืน

ในด้านการบริหารจัดการ สวนสัตว์เปิดเขาเขียวมุ่งเน้นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ แนวคิดเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การท่องเที่ยวสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์ได้ หากมีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม

สวนสัตว์เปิดเขาเขียวจึงไม่ใช่เพียงสถานที่ท่องเที่ยว แต่คือ พื้นที่แห่งการเรียนรู้ แรงบันดาลใจ และความประทับใจ ที่ชวนให้ผู้มาเยือนได้ใกล้ชิดธรรมชาติ พร้อมตระหนักว่า การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่า คือความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคน เพื่อส่งต่อโลกที่สมบูรณ์ให้กับคนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน

สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ร่วมฉลองความสุขกิจกรรม LOVE & HENG ต้อนรับ ตรุษจีน & วันวาเลนไทน์ ระหว่างวันที่ 13 – 17 กุมภาพันธ์ 2569 พบกับกิจกรรมสุดพิเศษ  จุดถ่ายรูปเช็คอิน “ม้าทองแห่งโชคลาภ”เสริมสิริมงคล รับความเฮงตลอดปี สิทธิพิเศษสำหรับผู้ที่เกิดปีมะเมีย (ม้า) รับส่วนลดค่าเข้าชมสวนสัตว์ 20% (เฉพาะคนไทย ผู้ใหญ่) และกิจกรรมสำหรับคู่รัก พิเศษ 20 คู่รัก เพียงแชะภาพคู่ เช็คอินที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียวแล้วแชร์ผ่านโซเชียล ลุ้นรับของที่ระลึก ขอเชิญมาร่วมเติมเต็มความรัก ความสุข และความเฮง ได้ที่ สวนสัตว์เปิดเขาเขียว บนผืนป่าธรรมชาติของชลบุรี

LIFE & HEALTH : เรียนรู้…วัคซีนป้องกันโรคในผู้สูงอายุ

LIFE & HEALTH : เรียนรู้…วัคซีนป้องกันโรคในผู้สูงอายุ

LIFE & HEALTH : เรียนรู้…วัคซีนป้องกันโรคในผู้สูงอายุ

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ด้วยอายุขัยของประชากรทั่วโลกที่ยาวขึ้น โดยคาดการณ์ว่าจะมีประชากรกว่า 2.1 พันล้านคนที่มีอายุมากกว่า 60 ปีภายในปี 2050 การทำความเข้าใจถึงการเสื่อมของระบบภูมิคุ้มกันตามอายุจึงมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ความท้าทายจากการเสื่อมของภูมิคุ้มกันตามอายุ และบทบาทของวัคซีนในการรักษาสุขภาพให้ดีตลอดชีวิตจึงจำเป็น

ข้อมูลจาก อาจารย์ ดร. ภก.อนันต์ชัย อัศวเมฆิน ภาควิชาเภสัชวิทยา มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ระบบภูมิคุ้มกันเป็นเครือข่ายที่ซับซ้อนของอวัยวะ เซลล์ และกระบวนการต่างๆ ที่ทำหน้าที่ป้องกันร่างกายจากการติดเชื้อและสารแปลกปลอม แต่จะมีการเสื่อมของภูมิคุ้มกันตามอายุ เมื่ออายุมากขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันจะเริ่มเสื่อมลง ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อการติดเชื้อและการพัฒนาภูมิคุ้มกันจากวัคซีนลดลง การเสื่อมนี้เกิดขึ้นทั้งในระบบภูมิคุ้มกันโดยกำเนิดและภูมิคุ้มกันแบบปรับตัว

– เซลล์ T: จำนวนเซลล์ T ที่ไม่เคยสัมผัสเชื้อ (naive T cells) จะลดลง ขณะที่เซลล์ T ที่มีอายุมากจะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความสามารถในการจดจำและตอบสนองต่อแอนติเจนใหม่ๆ ลดลง

– เซลล์ B: การผลิตเซลล์ B ใหม่ลดลง แต่มีการสะสมของเซลล์ B ที่มีความจำ (memory B cells) ซึ่งทำให้การตอบสนองต่อแอนติเจนใหม่ไม่ดีเท่าที่ควร

และยังมีการอักเสบเรื้อรัง (Inflamm-aging) ระดับต่ำที่เกิดขึ้นในผู้สูงอายุ เพื่อทำให้ร่างกายมีการตอบสนองต่อวัคซีนได้ดีขึ้น จึงมีการคิดค้นการใช้สารเสริมฤทธิ์ (adjuvant) ในวัคซีน เมื่อนํามาใช้กับวัคซีนจึงเป็นแอนติเจนที่ช่วยให้วัคซีนกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้ดี

ปัจจุบันในไทยมีวัคซีนสำหรับผู้สูงอายุที่มีส่วนผสมของระบบเสริมฤทธิ์ (adjuvant vaccine) ได้แก่ 

1. วัคซีนป้องกันงูสวัด (Herpes Zoster) ชนิด Recombinant Zoster Vaccine (RZV) ที่มีส่วนผสมของระบบเสริมฤทธิ์ AS01B 

2. วัคซีน RSV ชนิดAdjuvanted RSVPreF3 Vaccine มีส่วนผสมของระบบเสริมฤทธิ์ AS01E ได้รับการออกแบบมาเพื่อเพิ่มการตอบสนองของภูมิคุ้มกันทั้งเซลล์ T และการสร้างแอนติบอดี วัคซีนแบบที่มีส่วนผสมของระบบเสริมฤทธิ์นี้แสดงให้เห็นว่ามีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันโรคในผู้สูงอายุ

การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน วัคซีนที่มีการเสริมฤทธิ์ด้วย AS01 ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันทั้งในด้านของเซลล์ T และแอนติบอดี แม้ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอจากโรคหรือได้รับยากดภูมิคุ้มกันอื่นๆ เช่น โรคมะเร็ง หรือโรคเบาหวาน

วัคซีนงูสวัด ชนิด Recombinant Zoster Vaccine (RZV)

ประสิทธิภาพของวัคซีนงูสวัด (RZV) ในผู้สูงอายุ

จากการศึกษาทางคลินิกที่ครอบคลุมประชากรกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป พบว่าวัคซีนชนิดนี้สามารถป้องกันการเกิดงูสวัดได้ 97.2 % อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีอัตราการป้องกันสูงถึง 91.3% ในผู้ที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป การศึกษานี้ยังชี้ให้เห็นว่าวัคซีนสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงจากงูสวัด เช่น อาการปวดประสาทหลังเป็นงูสวัด (Postherpetic Neuralgia) ได้ถึง 88.8% ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในการป้องกันโรคและบรรเทาความเจ็บปวดในผู้สูงอายุ

การป้องกันการติดเชื้อและลดภาวะแทรกซ้อน

นอกจากนี้ วัคซีนชนิดนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการลดอัตราการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจากการติดเชื้อที่เกี่ยวข้องกับงูสวัด เช่น การอักเสบของเนื้อเยื่อประสาทและการสูญเสียการมองเห็น นอกจากนี้ยังช่วยลดภาวะแทรกซ้อนในผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง โดยมีอัตราการลดความเสี่ยงสูงถึง 77.8% ในกลุ่มที่มีภาวะแทรกซ้อนจากโรค

ตามคำแนะนำของสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทยปี 2566 เกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด (Herpes Zoster Vaccine – HZV) สำหรับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ วัคซีนนี้มีความสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อไวรัส Varicella Zoster ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคงูสวัด โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปหรือผู้อายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีภาวะภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ซึ่งมักมีความเสี่ยงต่อโรคนี้มากขึ้น

วัคซีนชนิด Recombinant Zoster Vaccine (RZV: Shingrix) มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคงูสวัดและภาวะแทรกซ้อน เช่น อาการปวดปลายประสาทหลังเป็นงูสวัด (Postherpetic Neuralgia – PHN) ได้ดี แม้ในผู้ป่วยที่มีอายุมากหรือมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

การฉีดวัคซีนงูสวัดจึงเป็นวิธีที่แนะนำโดยแพทย์สำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปเพื่อป้องกันการเกิดโรคงูสวัดและผลกระทบจากโรคที่อาจมีความรุนแรงและต่อเนื่องนาน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่เคยป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน หากคุณเคยรับวัคซีนป้องกันงูสวัดชนิดอื่นมาก่อน เช่น วัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ (Live-attenuated zoster vaccine หรือ Zostavax) และต้องการเปลี่ยนมาฉีดวัคซีนชนิด Recombinant Subunit Zoster Vaccine (Shingrix) ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า แพทย์แนะนำว่าคุณสามารถรับวัคซีน Shingrix ได้เช่นกัน ไม่ว่าคุณจะเคยได้รับวัคซีน Zostavax มาก่อนหรือไม่ก็ตาม เพราะ Shingrix มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคสูงถึง 97.2% ในการป้องกันการเกิดงูสวัด และยังมีประสิทธิภาพในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนอย่างอาการปวดตามแนวเส้นประสาทหลังการติดเชื้อถึง 91.2%​

สำหรับผู้ที่เคยได้รับวัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ก่อนหน้านี้ ควรทิ้งระยะเวลาห่างจากการฉีดวัคซีนอย่างน้อย 2 เดือน ก่อนที่จะรับวัคซีน Shingrix ทั้งสองเข็ม เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อวัคซีนใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ หากคุณเคยเป็นโรคงูสวัดมาก่อน คุณยังสามารถฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัดได้หลังจากหายจากโรคอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ

วัคซีนอาร์เอสวี ชนิด Adjuvanted RSVPreF3 Vaccine มีส่วนผสมของระบบเสริมฤทธิ์ AS01E

ประสิทธิภาพของวัคซีน RSV ชนิด Adjuvanted RSVPreF3 Vaccine ในผู้สูงอายุ

Adjuvanted RSVPreF3 Vaccine (RSV: Arexvy) ใช้สำหรับกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันโรคทางเดินหายใจส่วนล่าง (Lower Respiratory Tract Disease; LRTD) ที่มีสาเหตุมาจาก Respiratory Syncytial Virus (RSV) ในผู้ใหญ่ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และ ผู้ใหญ่ที่มีอายุ 50 ถึง 59 ปี ที่มีความเสี่ยงต่อโรคที่เกิดจาก RSV

จากการศึกษาในกลุ่มประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป ในฤดูกาลที่ 1 ติดตามเป็นระยะเวลาการศึกษาทั้งสิ้น 6.7 เดือน พบว่าประสิทธิภาพของวัคซีนสำหรับการป้องกัน RSV-LRTD คือ 82.6% ประสิทธิภาพของวัคซีนสำหรับการป้องกัน Severe RSV-LRTD คือ 94.1% และประสิทธิภาพของวัคซีนสำหรับกลุ่มผู้มีโรคประจำตัวอย่างน้อย 1 โรค ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหืด โรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจวายเรื้อรัง โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง โรคตับเรื้อรัง คือ 94.6% และจากการติดตามประสิทธิภาพของวัคซีนในระยะเวลาการศึกษาทั้งสิ้น 17.8 เดือน หรือ 2 ฤดูกาล พบว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนสำหรับการป้องกัน RSV-LRTD คือ 74.5% ประสิทธิภาพของวัคซีนสำหรับการป้องกัน Severe RSV-LRTD คือ 82.7% และประสิทธิภาพของวัคซีนสำหรับกลุ่มผู้มีโรคประจำตัว 1 โรค คือ 74.5% 

ปัจจุบันวัคซีน RSV ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับความจำเป็นสำหรับการฉีดวัคซีนซ้ำหลังจากเข็มแรก และสำหรับผู้สูงอายุที่เคยติด RSV นั้นสามารถฉีดวัคซีน RSV ได้ เมื่อหายจากโรค RSV  

การป้องกันการติดเชื้อและลดภาวะแทรกซ้อน

ประสิทธิภาพของวัคซีนในผู้สูงอายุมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากช่วยลดการติดเชื้อและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างความสามารถในการป้องกันตัวเองของระบบภูมิคุ้มกันที่เสื่อมตามอายุ วัคซีนที่มีการออกแบบด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยเช่น Adjuvant Vaccine AS01 เป็นตัวอย่างหนึ่งของการพัฒนาที่สำคัญในการรักษาสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

 

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จัก ซาวน่ากับวิถีชีวิตสุขภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จัก ซาวน่ากับวิถีชีวิตสุขภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จัก ซาวน่ากับวิถีชีวิตสุขภาพ

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ซาวน่าในปัจจุบันได้รับความนิยมทั้งเพื่อสุขภาพและการพักผ่อน มีทั้งซาวน่าแบบดั้งเดิม ไอน้ำ อินฟราเรด และออนเซ็นสไตล์ญี่ปุ่น ที่มีรีวิวดีมากเหมาะสำหรับคนรักสุขภาพและการผ่อนคลาย

ข้อมูลจาก ดร. ไบรอัน สุภวุฒิ คุณาคม แพทย์ธรรมชาติบำบัดขึ้นวิชาชีพที่สหรัฐอเมริกา (ND) แนะนำว่า ซาวน่า (sauna) คือการให้ความร้อนกับร่างกายแบบพาสซีฟจัดเป็นหนึ่งใน “การบำบัดด้วยความร้อน” (hyperthermic therapy) ที่คนสมัยใหม่เข้าถึงได้ง่าย ไม่เพียงแต่ให้ความผ่อนคลาย แต่มีงานวิจัยชี้ว่าการซาวน่าบ่อยๆอาจช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ โรคหลอดเลือด ความดัน และแม้กระทั่งภาวะสมองเสื่อมบางประเภทได้ด้วย

 ดร. ไบรอัน สุภวุฒิ คุณาคม แพทย์ธรรมชาติบำบัดขึ้นวิชาชีพที่สหรัฐอเมริกา (ND) 

ซาวน่ามีผลต่อการทำงานกับร่างกายอย่างไร

เมื่อเราเข้าไปในห้องซาวน่า อุณหภูมิร่างกายจะสูงขึ้น อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่ม ระบบหลอดเลือดขยายตัว เหงื่อออกมาก และเซลล์ภูมิคุ้มกันบางชนิดก็ทำงานได้กระฉับกระเฉงขึ้น คล้ายกับเวลาที่ร่างกายมีไข้หรือออกกำลังกายเล็กน้อย นี่คือเหตุผลที่ซาวน่าถูกมองว่าเป็นการกระตุ้นภูมิคุ้มกันและเป็น “การออกกำลังกายแบบไม่ต้องออกแรง” ในแง่การกระตุ้นระบบหมุนเวียนเลือด

ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและตายก่อนวัยจริงไหม

มีการศึกษาในฟินแลนด์ติดตามคนกลุ่มหนึ่งเป็นเวลาหลายปี พบว่าผู้ที่ใช้ซาวน่าบ่อย (ตัวอย่างเช่น 4–7 ครั้ง/สัปดาห์) มีอัตราการตายจากโรคหัวใจและอัตราตายรวมต่ำกว่าผู้ที่ใช้ซาวน่าน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยเหล่านี้เป็นงานเชิงสังเกต แต่ชี้ให้เห็นว่า “นิสัยการซาวน่า” อาจเป็นหนึ่งในกิจวัตรที่ช่วยยืดอายุสุขภาพ (Healthspan)

ซาวน่าช่วยการทำงานของสมองได้หรือไม่

การติดตามกลุ่มชายชาวฟินแลนด์พบความสัมพันธ์ว่าผู้ที่ซาวน่าบ่อยมีความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์ต่ำกว่า อย่างไรก็ดีการศึกษาส่วนใหญ่ยังเป็นการสังเกตุ จึงต้องการการทดลองเพิ่มเติมเพื่อยืนยันกลไก แต่ข้อมูลเชิงสังเกตชี้เป็นสัญญาณที่น่าสนใจ

ซาวน่าช่วย ‘ดีทอกซ์’ สารพิษได้จริงไหม

เมื่อเหงื่อออก สารบางชนิดรวมถึงโลหะหนักบางชนิด (เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และสารหนู) สามารถตรวจพบในเหงื่อได้ งานสังเคราะห์ผลการศึกษาจำนวนหนึ่งสรุปว่า การขับผ่านเหงื่อมีบทบาทในการขับโลหะหนักและสารพิษออกจากร่างกายในบางสถานการณ์ และอาจมีปริมาณเทียบเท่าหรือมากกว่าการขับทางปัสสาวะในบางตัวอย่าง อย่างไรก็ดี การทดสอบในเลือดหรือปัสสาวะเพียงอย่างเดียวอาจไม่สะท้อนปริมาณที่ค้างในอวัยวะ ดังนั้นซาวน่าอาจช่วยเป็นกลไกหนึ่งในการลดภาระสารพิษเมื่อใช้ร่วมกับวิธีอื่น ๆ

ซาวน่าเหมือนการออกกำลังกายไหม

ซาวน่าเหมือนการออกกำลังกายไหม คำตอบคือ “บางแง่มุม” คือ ซาวน่าทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มและหลอดเลือดขยาย คล้ายกับการออกกำลังกายในระดับเบา–ปานกลาง (บางคนเปรียบเป็น zone 2) แต่ซาวน่าไม่ใช่การออกแรงของกล้ามเนื้อหรือการฝึกความแข็งแรง จึงควรถูกมองเป็น “การเสริม” มากกว่าจะเป็นทดแทนการออกกำลังกายอย่างเต็มรูปแบบ งานวิจัยบางชิ้นพบว่าการใช้ซาวน่าเป็นประจำช่วยเพิ่มความสามารถของหัวใจและความทนทานเมื่อใช้ร่วมกับการออกกำลังกาย

ข้อแนะนำวิธีการซาวน่าแบบปลอดภัยสำหรับคนทั่วไป

•              เลือกชนิดซาวน่า: แบบดั้งเดิม (Finnish dry sauna) มักร้อนมาก (ประมาณ 70–100°C) ส่วนซาวน่าอินฟราเรด/สตีมจะอุ่นกว่า (ประมาณ 40–60°C หรือ 38–46°C สำหรับสตีม) — เลือกตามความทนทานและความสะดวก

•              เริ่มช้า: ผู้เริ่มต้นควรเริ่มที่อุณหภูมิและระยะเวลาต่ำ เช่น 8–10 นาที/รอบ ทำ 1–2 รอบก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มเป็น 3–5 รอบตามความทนทาน (พักระหว่างรอบด้วยการดื่มน้ำเยอะ ๆ และอาบน้ำเย็นสั้น ๆ) คำแนะนำนี้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติทั่วไปจากบทความแนะนำสุขภาพ

•              ความถี่: เริ่มที่ 2–3 ครั้ง/สัปดาห์ หากทนได้ดีสามารถเพิ่มเป็น 3–5 ครั้ง/สัปดาห์ (การศึกษาบางชิ้นพบผลดีชัดเจนจากการทำซาวน่าบ่อยๆ)

•              การดื่มน้ำและเติมเกลือแร่: เนื่องจากมีเหงื่อออกมากทำให้เสียของเหลวและอิเล็กโทรไลต์  จึงควรดื่มน้ำให้เพียงพอและเติมเกลือแร่หากมีเหงื่อมากหรือทำหลายรอบติดต่อกัน

•              ข้อควรระวัง: ห้ามซาวน่าในขณะมึนเมา หรือตอนเป็นไข้รุนแรง ผู้มีโรคหัวใจที่ไม่เสถียร ผู้มีความดันเลือดที่ไม่สามารถควบคุมได้ และหญิงตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ก่อน

ข้อจำกัดของงานวิจัย

งานวิจัยที่พบผลดีของซาวน่าส่วนใหญ่เป็นงานสังเกตในประชากรประเทศฟินแลนด์ซึ่งมีวัฒนธรรมการซาวน่าที่ฝังรากลึก ผู้วิจัยจึงเตือนว่ายังไม่สามารถสรุปสาเหตุ-ผลได้แน่ชัด จึงยังต้องการการทดลองแบบสุ่ม (RCTs) ขนาดใหญ่เพิ่มเติมเพื่อยืนยันกลไกแต่ขณะเดียวกันก็มีการศึกษากลไกและทดลองขนาดเล็กที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาที่เป็นประโยชน์

บทสรุป

ซาวน่าไม่ใช่ “ยาวิเศษ” แต่เป็นเครื่องมือง่ายๆที่ช่วยกระตุ้นระบบหมุนเวียนโลหิต เพิ่มการทำงานของภูมิคุ้มกัน ลดภาระสารพิษบางชนิดและอาจเชื่อมโยงกับการลดความเสี่ยงโรคหัวใจและภาวะสมองเสื่อมเมื่อใช้เป็นนิสัยร่วมกับการดูแลสุขภาพโดยรวม การใช้ที่ปลอดภัย โดยเริ่มจากความร้อนและเวลาที่เหมาะสม ดื่มน้ำให้เพียงพอ และปรึกษาแพทย์เมื่อมีโรคประจำตัว จะช่วยให้ซาวน่ากลายเป็นส่วนหนึ่งของ การลงทุนด้านสุขภาพในระยะยาว ที่คุ้มค่า

ตัวอย่างงานวิจัย/แหล่งอ้างอิงสำคัญ ที่อ่านง่าย

•              Laukkanen T. Association Between Sauna Bathing and Fatal Cardiovascular and All-Cause Mortality Events. JAMA Internal Medicine, 2015.

•              Laukkanen T. Sauna bathing is inversely associated with dementia and Alzheimer’s disease in middle-aged to older Finnish men. Age and Ageing, 2017.

•              Sears ME. Arsenic, Cadmium, Lead, and Mercury in Sweat: A Systematic Review. 2012 (การทบทวนการขับโลหะหนักทางเหงื่อ).

•              Laukkanen JA. Cardiovascular and Other Health Benefits of Sauna Bathing. Mayo Clinic Proceedings review, 2018 (และบทความทบทวนต่อเนื่องปี 2024).

•              Lee E. Effects of regular sauna bathing in conjunction with exercise on cardiorespiratory fitness. American Journal of Physiology/2022 (งานทดลองที่พบการปรับปรุง CRF เมื่อใช้ร่วมกับการออกกำลังกาย).

LIFE & HEALTH : รู้จัก อาหารจากวัตถุดิบเหลือใช้: ทางเลือกใหม่เพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

LIFE & HEALTH : รู้จัก อาหารจากวัตถุดิบเหลือใช้: ทางเลือกใหม่เพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

LIFE & HEALTH : รู้จัก อาหารจากวัตถุดิบเหลือใช้: ทางเลือกใหม่เพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในแต่ละปีทั่วโลกมีอาหารที่ถูกทิ้งโดยไม่จำเป็นเป็นจำนวนมหาศาล ข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) ระบุว่า มากกว่า 1 ใน 3 ของอาหารทั้งหมดที่ผลิตขึ้นถูกทิ้งหรือสูญเสีย ทั้งที่หลายส่วนยังสามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย แนวคิด “อาหารจากวัตถุดิบเหลือใช้ (Upcycled food)” จึงถือกำเนิดขึ้น เพื่อลดการสูญเสียอาหารและสร้างมูลค่าเพิ่มจากสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นของเหลือ

ข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์ ดร.ภญ. จิราพร เลื่อนผลเจริญชัย ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า Upcycled food คือ ผลิตภัณฑ์อาหารที่ทำจากวัตถุดิบซึ่งเหลือจากกระบวนการผลิต การแปรรูป หรือการค้าปลีกอาหาร ที่ปกติแล้วอาจถูกทิ้งไป แต่ยังคงมีคุณค่าทางโภชนาการและปลอดภัย สามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ แนวคิดนี้ไม่เพียงช่วยลด “food waste” แต่ยังตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจหมุนเวียน

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ Upcycled food

  1. กากผลไม้และผักจากการคั้นน้ำเพื่อผลิตน้ำผลไม้ → ทำเป็นคุกกี้ แครกเกอร์ ขนมอบ หรือผงเสริมใยอาหาร
  2. กากถั่วเหลืองจากการทำนมถั่วเหลือง → ใช้ทำขนม เบอร์เกอร์โปรตีนพืช หรืออาหารสัตว์
  3. ขนมปังเหลือจากร้านเบเกอรี → นำมาผลิตเบียร์คราฟต์ หรือขนมอบชนิดใหม่
  4. กากกาแฟ → ใช้ผสมในช็อกโกแลต หรือสกัดสารต้านอนุมูลอิสระ
  5. เปลือกผลไม้ เช่น ส้ม กล้วย มะม่วง หรือผัก → แปรรูปเป็นแยม ผงชงดื่ม ผงปรุงรส เครื่องดื่มไฟเบอร์สูง หรือสกัดสารฟลาโวนอยด์
  6. เศษธัญพืชที่เหลือจากการผลิตเบียร์ → นำมาทำแป้งหรือซีเรียล

แนวคิดนี้ต่างจากการ “นำของเหลือมาปรุงกินใหม่” เพราะ upcycled food จะผ่านกระบวนการพัฒนาอย่างมีมาตรฐาน เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย มีคุณค่า และช่วยลดของเสียในระบบอาหาร

ประโยชน์ของ Upcycled food

  1. ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม – ช่วยลดการทิ้งวัตถุดิบที่ยังใช้ประโยชน์ได้ ลดปริมาณขยะอินทรีย์และก๊าซเรือนกระจกจากการย่อยสลายของอาหาร
  2. เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ – วัตถุดิบบางส่วน เช่น กากผัก ผลไม้ หรือเปลือกธัญพืช อุดมไปด้วยไฟเบอร์ วิตามิน สารต้านอนุมูลอิสระ และสารพฤกษเคมีสูง
  3. สร้างมูลค่าเพิ่ม – เปลี่ยนของเหลือจากอุตสาหกรรมอาหารให้กลายเป็นสินค้าที่ขายได้ เพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อย
  4. ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ – ผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม การเลือกอาหารจากวัตถุดิบเหลือใช้จึงเป็นอีกทางเลือกที่ “ดีต่อสุขภาพและโลก”

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์และโครงการในประเทศไทย

แม้ “ผลิตภัณฑ์ upcycled” แบบที่จับต้องได้อาจยังไม่แพร่หลายมากนักในตลาดไทย แต่มีงานวิจัยและโครงการที่แสดงให้เห็นศักยภาพของการนำวัตถุดิบเหลือใช้มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า ได้แก่

1. Cello-gum จากเศษ Nata de Coco ทีมนักวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพัฒนา Cello-gum จากเศษมะพร้าวเจลลี่ (biowaste) เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหาร ยา และเครื่องสำอาง ช่วยลดการนำเข้าวัตถุดิบและลดขยะจากการผลิต Nata de Coco

2. โครงการ Dole “Ugly Fruit Upcycling” บริษัท Dole Thailand นำผลไม้รูปร่างไม่สวยงามซึ่งมักถูกคัดทิ้ง มาผลิตเป็นสินค้าแปรรูปและส่วนประกอบอาหาร โดยตั้งเป้าว่า มากกว่าร้อยละ 80 ของผลไม้ลักษณะนี้จะถูกนำกลับมาใช้ใหม่ (upcycled)

3. Jani – ใช้ใบมันสำปะหลังเหลือใช้ผลิตอาหาร Plant-based แบรนด์ Jani จาก Fourth Cultured Food Group ใช้ใบมันสำปะหลังซึ่งปกติถูกทิ้ง เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตอาหาร plant-based พร้อมรับประทาน (ready-to-eat) เพื่อคืนคุณค่ากลับสู่ระบบอาหารอย่างยั่งยืน

แนวโน้มในอนาคต

ตลาดผลิตภัณฑ์ Upcycled food มีการเติบโตต่อเนื่อง โดยในต่างประเทศเริ่มมี ตรารับรอง (Upcycled Certified™) เพื่อยืนยันว่าผลิตภัณฑ์นั้นผลิตจากวัตถุดิบที่ช่วยลดการสูญเสียอาหาร ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค และกระตุ้นให้ผู้ผลิตอาหารรายใหญ่หันมาใช้แนวทางนี้มากขึ้น ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรอง Upcycled Certified™

1. Cacao Barry®’s WholeFruit Chocolate ช็อกโกแลตที่ใช้ผลจากต้นโกโก้ทั้งหมด ซึ่งปกติจะถูกทิ้งไป เช่น เปลือกและเยื่อหุ้มเมล็ด เพื่อผลิตเป็นช็อกโกแลตที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง

2. ReGrained SuperGrain+Ò ขนมขบเคี้ยวที่ทำจากกากมอลต์บาร์เลย์ (spent grains) ซึ่งเป็นของเหลือจากกระบวนการผลิตเบียร์ นำมาผสมเป็นแป้งเพื่อทำขนมขบเคี้ยวที่มีไฟเบอร์สูง 

3. Kazoo Snacks ขนมขบเคี้ยวประเภททอร์ติญาชิพที่ใช้กากข้าวโพด (corn germ) ซึ่งเป็นของเหลือจากกระบวนการผลิตแป้งข้าวโพด นำมาผสมเป็นส่วนผสมหลักของขนมขบเคี้ยว

4. Just Date Organic Date Sugar น้ำตาลจากผลอินทผลัมที่มีลักษณะไม่สวยงามหรือมีตำหนิ ซึ่งปกติจะถูกทิ้งไป นำมาผลิตเป็นน้ำตาลอินทรีย์ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง 

5. Spudsy มันฝรั่งทอดกรอบที่ทำจากมันฝรั่งที่มีลักษณะไม่สมบูรณ์หรือมีตำหนิ ซึ่งปกติจะถูกทิ้งไป นำมาผลิตเป็นขนมขบเคี้ยวที่มีรสชาติอร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการ 

โดยสรุป อาหารจากวัตถุดิบเหลือใช้ (Upcycled food) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ทั้งช่วย บำรุงสุขภาพ รักษาสิ่งแวดล้อม และสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจคุณภาพชีวิตและอนาคตของโลก การเลือกซื้อหรือสนับสนุนผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้จึงไม่เพียงเป็นการดูแลตัวเอง แต่ยังเป็นการช่วยโลกใบนี้ไปพร้อมกัน

ชวนคืนชีวิตใหม่..ให้ผู้ป่วยมะเร็งเด็ก

ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ชวนร่วมทำบุญรับปีใหม่ช่วยเหลือเด็กป่วยโรคมะเร็งยากไร้ทั่วประเทศในรพ.กว่า 20 แห่ง รูปแบบในการให้ความช่วยเหลือคือ ช่วยค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆด้วย สามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร 0-2718-3800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้  รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

 

 

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ระวัง ‘ก้อนบวมใต้คาง’ อาจเป็นสัญญาณต่อมน้ำลายโต

Life&Health : ระวัง ‘ก้อนบวมใต้คาง’ อาจเป็นสัญญาณต่อมน้ำลายโต

Life&Health : ระวัง ‘ก้อนบวมใต้คาง’ อาจเป็นสัญญาณต่อมน้ำลายโต

วันอังคาร ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เคยสังเกตไหมว่ามีก้อนบวมหรือโป่งขึ้นมาบริเวณแก้ม ใบหน้าหรือใต้คาง อาการเหล่านี้อาจไม่ได้เป็นเพียงการอักเสบเล็กน้อย แต่คือ ภาวะต่อมน้ำลายโต ซึ่งมีสาเหตุตั้งแต่การติดเชื้อเล็กน้อยไปจนถึงเนื้องอกหรือมะเร็ง หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้

ข้อมูล แพทย์หญิงปานวาด ชัยรัตน์ โสต ศอ นาสิกแพทย์ชำนาญการด้านศัลยกรรมโรคมะเร็งศีรษะและลำคอ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชั่นแนล อธิบายว่า ภาวะต่อมน้ำลายโต คือ การที่ต่อมน้ำลายมีขนาดใหญ่ผิดปกติจากสาเหตุหลากหลาย ตั้งแต่การอักเสบ การติดเชื้อ การอุดกั้นของท่อส่งน้ำลาย การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน ไปจนถึงการเกิดเนื้องอกทั้งชนิดไม่ร้ายแรงและร้ายแรง

ต่อมน้ำลายหลักมีสามคู่ ได้แก่ ต่อมน้ำลายหน้าหู (Parotid gland), ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร (Submandibular gland) และ ต่อมน้ำลายใต้ลิ้น (Sublingual gland) นอกจากนี้ยังมีกลุ่มต่อมน้ำลายขนาดเล็กกระจายทั่วเยื่อบุช่องปาก เมื่อเกิดความผิดปกติ ผู้ป่วยอาจสังเกตเห็นก้อนบวมบริเวณแก้ม หน้าใบหู หรือใต้คาง อาจบวมข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ และอาจมีอาการร่วมอื่น ๆ เช่น ปวด เจ็บ มีไข้ ปากแห้ง รสชาติผิดปกติ หรือมีกลิ่นปาก

สาเหตุที่พบบ่อยและกลไกการเกิดภาวะต่อมน้ำลายโต ได้แก่

การติดเชื้อ แบ่งออกเป็น การติดเชื้อแบคทีเรียในต่อมน้ำลาย ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่พบบ่อย โดยมากมักเกิดเมื่อมีภาวะขาดน้ำ ปากแห้ง หรือท่อส่งน้ำลายคับแคบ น้ำลายไหลเวียนลดลงจนเชื้อแบคทีเรียเจริญได้ง่าย ผู้ป่วยมักปวดบวมเฉียบพลันบริเวณต่อม มีไข้ และอาจบีบแล้วมีหนองออกจากปากท่อบริเวณกระพุ้งแก้มหรือใต้ลิ้น นอกจากนี้ยังเกิดขึ้นได้จากการติดเชื้อไวรัส เช่น ไวรัสมัมส์ (Mumps) ก่อให้เกิดโรคคางทูม จะทำให้พาโรติดบวมสองข้างร่วมกับอาการไข้และปวดเมื่อเคี้ยวอาหาร

การอุดตันจากก้อนนิ่วในท่อน้ำลาย มักเกิดที่ท่อของต่อมใต้ขากรรไกร ผู้ป่วยจะปวดตื้อหรือปวดจี๊ดเวลารับประทานอาหารโดยเฉพาะอาหารเปรี้ยว เนื่องจากการกระตุ้นน้ำลายทำให้ความดันในท่อสูงขึ้น หากนิ่วไม่หลุดออก ต่อมจะอักเสบซ้ำ ๆ และเกิดการติดเชื้อตามมาได้
เนื้องอกในต่อมน้ำลาย อาการเด่นที่ควรสังเกต คือมีก้อนบวมที่ตำแหน่งต่อมน้ำลาย ปวดเวลารับประทานอาหาร มีกลิ่นปาก เจ็บ แดงร้อนและมีไข้ ซึ่งอาจบ่งบอกถึงการอักเสบติดเชื้อ ทั้งนี้ หากพบว่าก้อนแข็งและโตต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ถึงเดือน หรือมีอาการร่วม เช่น หน้าเบี้ยว ยักคิ้วหรือยิ้มไม่สมดุล, อ้าปากไม่สุด, มีก้อนโตที่ลำคอ ควรรีบพบแพทย์เพื่อการประเมินที่ละเอียด เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของเนื้องอกหรือมะเร็งต่อมน้ำลายได้

หากมีอาการผิดปกติ ควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจวินิจฉัย โดยแรกเริ่มแพทย์จะซักประวัติเพื่อมุ่งดูว่าก้อนบวมสัมพันธ์กับมื้ออาหารหรือไม่ เคยมีไข้ ปากแห้ง หรือใช้ยาที่ลดการหลั่งน้ำลาย เช่น ยาต้านโคลิเนอร์จิก ยาต้านซึมเศร้าบางชนิดหรือไม่ จากนั้นแพทย์จะตรวจร่างกายโดยการคลำต่อม ดูความอุ่นแดง กดเจ็บ และตรวจดูการไหลของน้ำลายว่ามีหนองหรือขุ่นหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจเลือดอาจประเมินสัญญาณอักเสบและคัดกรองโรคร่วม เช่น เบาหวาน ภูมิคุ้มกันผิดปกติ รวมถึงการตรวจอัลตราซาวนด์เป็นเครื่องมือแรกที่ปลอดภัยและเห็นนิ่วหรือก้อนเนื้องอกได้ดี หากต้องดูรายละเอียดของท่อและตำแหน่งนิ่วที่ซับซ้อน แพทย์อาจใช้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) รวมถึงการส่องท่อน้ำลายด้วยกล้องขนาดเล็ก (Sialendoscopy) ซึ่งช่วยทั้งวินิจฉัยและรักษาไปพร้อมกัน

สำหรับก้อนเนื้องอกต่อมน้ำลาย การเจาะดูดเซลล์ด้วยเข็มเล็กเพื่อตรวจทางพยาธิวิทยาเป็นวิธีมาตรฐานเพื่อแยกชนิดโรคก่อนวางแผนการรักษา

แนวทางการรักษาแยกตามสาเหตุ ได้แก่

การให้ยาแก้อักเสบ, ยาลดอาการปวดควบคู่กับยาปฏิชีวนะ ในกรณีที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือการอักเสบเฉียบพลัน

การขยายท่อและล้างท่อด้วยน้ำเกลือผ่านกล้อง กรณีมีการอักเสบเรื้อรังจากนิ่วหรือท่อน้ำลายอุดตัน
การผ่าตัด ในกลุ่มเนื้องอกหรือมะเร็งต่อมน้ำลาย

การดูแลตนเองและสิ่งที่ช่วยบรรเทาอาการ

การดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดวันช่วยให้ท่อน้ำลายชุ่มชื้นและลดการคั่งค้างของสารประกอบที่ตกผลึกเป็นนิ่ว
ปรับลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มคาเฟอีนสูงที่ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ
ดูแลสุขภาพช่องปากให้ดี แปรงฟัน ใช้ไหมขัดฟัน และพบทันตแพทย์ตามนัดเพื่อช่วยลดจำนวนเชื้อในช่องปากที่อาจไหลย้อนเข้าสู่ท่อได้
หากต้องใช้ยาที่ทำให้ปากแห้ง เช่น ยาบางชนิดรักษาโรคภูมิแพ้หรือโรคจิตเวช ควรปรึกษาแพทย์ถึงทางเลือกอื่นหรือวิธีบรรเทาอาการปากแห้งร่วมด้วย

หากก้อนบวมเกิดขึ้นเฉียบพลันร่วมกับไข้ ปวดมาก แดง ร้อน หรือมีหนองและกลิ่นรุนแรงในช่องปาก ควรพบแพทย์ทันทีเพื่อรับยาปฏิชีวนะและทำการระบายที่เหมาะสม หากก้อนแข็งและโตต่อเนื่องนานเกิน 2 – 4 สัปดาห์โดยที่ไม่สัมพันธ์กับมื้ออาหาร หรือมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อใบหน้า ร่วมกับมีก้อนที่คอโต ควรเข้ารับการตรวจทันที เพราะหากได้รับการรักษาแต่เนิ่น ๆ ย่อมให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเสมอ

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้หากปล่อยทิ้งไว้

การติดเชื้อที่ไม่ได้รับการรักษา อาจลุกลามกลายเป็นฝีที่ต่อมน้ำลายและแพร่กระจายเข้าสู่ช่องคอหอยหรือช่องคอส่วนลึก ก่อให้เกิดภาวะหายใจลำบากหรือการติดเชื้อในกระแสเลือดที่อันตราย
สำหรับนิ่วที่ค้างเรื้อรังจะทำให้ต่อมถูกทำลายและทำงานลดลง เกิดปากแห้ง ฟันผุ และติดเชื้อซ้ำ
ส่วนเนื้องอกที่ปล่อยไว้นานโดยไม่ผ่าตัด โดยเฉพาะชนิดร้ายแรง จะเพิ่มโอกาสลุกลามต่อเนื้อเยื่อรอบ ๆ และต่อมน้ำเหลือง ซึ่งทำให้การรักษาซับซ้อนขึ้น

ภาวะต่อมน้ำลายโตไม่ใช่โรคเดียว แต่เป็นกลุ่มอาการที่มีสาเหตุหลายประการ การสังเกตความสัมพันธ์ของอาการกับมื้ออาหาร ลักษณะของก้อน ระยะเวลาที่เป็น และอาการร่วม เช่น ไข้ ปากแห้ง หรือเส้นประสาทใบหน้าทำงานผิดปกติ จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้รวดเร็วขึ้นและรักษาได้อย่างเหมาะสม เพราะต่อมน้ำลายที่ทำงานได้ดี คือส่วนหนึ่งของสุขภาพช่องปากและการย่อยอาหารที่มีคุณภาพ

ผศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เริ่มต้นปีใหม่ ด้วยการตรวจสุขภาพที่เหมาะสมกับทุกช่วงวัย

LIFE & HEALTH : เริ่มต้นปีใหม่ ด้วยการตรวจสุขภาพที่เหมาะสมกับทุกช่วงวัย

LIFE & HEALTH : เริ่มต้นปีใหม่ ด้วยการตรวจสุขภาพที่เหมาะสมกับทุกช่วงวัย

วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปัจจุบันหลายๆโรคมักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก การตรวจสุขภาพประจำปีจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยคัดกรองความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทั้งในกลุ่มคนวัยทำงานและผู้สูงอายุ การเลือกเข้ารับการตรวจที่เหมาะสมกับช่วงวัยและปัจจัยเสี่ยงส่วนบุคคล จะช่วยให้การดูแลรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความซับซ้อนของการรักษาในระยะยาว และช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น

ข้อมูลจาก ศูนย์ตรวจสุขภาพ โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า การตรวจสุขภาพประจำปี คือการตรวจคัดกรองเพื่อหาความเสี่ยงโรคต่าง ๆ ที่ช่วยให้รู้ทันสภาพร่างกายของตัวเอง ซึ่งถ้าตรวจพบความผิดปกติของร่างกายได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ก็จะช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาที่เหมาะสม และมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้สูงกว่าการตรวจพบในระยะร้ายแรง รวมถึงค่าใช้จ่ายจะน้อยกว่าในระยะลุกลาม ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี และควรเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อให้ได้ผลตรวจที่แม่นยำยิ่งขึ้น

การตรวจสุขภาพประจำปีสามารถตรวจได้ทุกวัย ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยผู้สูงอายุการ ซึ่งนอกจากควรเลือกโปรแกรมตรวจที่เหมาะสมตามช่วงอายุแล้ว ยังต้องพิจารณาจากความเสี่ยงส่วนตัวร่วมด้วย เช่นอายุ เพศ พฤติกรรมการใช้ชีวิต รวมถึงประวัติครอบครัว โดยสามารถแบ่งการตรวจสุขภาพประจำปีได้ ดังนี้  

  • วัยเด็ก เป็นการตรวจร่างกายเพื่อดูการเจริญเติบโตและพัฒนาการเป็นหลัก ซึ่งจะประเมินโดยกุมารแพทย์ และยังรวมไปถึงการฉีดวัคซีนตามช่วงอายุ  เพื่อป้องกันการเกิดโรคต่าง ๆ 
  • วัยทำงานหรือวัยผู้ใหญ่ อายุตั้งแต่ 18-50 ปี เป็นการตรวจสภาพร่างกายพื้นฐานโดยรวม ประกอบด้วย การวัดความดันโลหิต, การวัดชีพจร, การวัดอัตราการหายใจ, วัดส่วนสูง, ชั่งน้ำหนัก, การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด, ตรวจวัดระดับน้ำตาล ระดับไขมัน การทำงานของตับ ไต, ตรวจเอกซเรย์ทรวงอก, การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ, การตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง, การตรวจปัสสาวะ เป็นต้น
  • กลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติมจากการตรวจสุขภาพพื้นฐาน ได้แก่ การตรวจสมรรถภาพหัวใจจากการวิ่งสายพาน และการอัลตราซาวนด์หัวใจ มีความสำคัญมากและอาจต้องตรวจก่อนอายุ 50 ปี ในกลุ่มผู้มีโรคประจำตัวและมีญาติเป็นโรคหัวใจ, การประเมินสมรรถภาพการทำงานของสมอง, การตรวจความหนาแน่นกระดูก เพื่อคัดกรองภาวะกระดูกพรุน และ การตรวจสภาพสายตา
  • สำหรับเพศหญิงอายุ 30 ปีขึ้นไปหรือเคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว ควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจเอกซเรย์เต้านมเพื่อคัดกรองมะเร็งเต้านม และสำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 50  ปีขึ้นไปทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ควรเข้ารับการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนล่าง เพื่อเป็นการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

การเตรียมตัวก่อนตรวจสุขภาพ

สำหรับการเตรียมตัวก่อนตรวจสุขภาพ เป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ควรละเลย เพื่อให้ได้ผลการตรวจสุขภาพที่ถูกต้องและแม่นยำมากที่สุด โดย มี 7 สิ่งที่ควรรู้ได้แก่

  1. การอดอาหารก่อนการได้รับการ ตรวจสุขภาพ ก่อนการได้รับการ ตรวจสุขภาพ ควรงดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 8 – 10 ชั่วโมง โดยแบ่งเป็นดังนี้
  • ผู้ที่ต้องการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ควรงดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 6 ชั่วโมง
  • ผู้ที่ต้องการตรวจไขมันในเลือด อาทิ คอเลสเตอรอล,ไตรกลีเซอไรด์, HDL หรือ LDL ควรงดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 12 ชั่วโมง

โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันสูง เนื่องจากอาจทำให้กระทบถึงผลการตรวจบางอย่างของแพทย์ได้ อย่างไรก็ตามหลังจากการเจาะเลือดแล้ว สามารถดื่มน้ำและรับประทานอาหารได้ตามปกติ

       2. การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ผู้ที่ต้องการตรวจสุขภาพควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เนื่องจากการพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้ความดันโลหิตของเรามีค่าสูงกว่าปกติ ดังนั้น ควรนอนไม่น้อยกว่า 7- 8 ชั่วโมงต่อวัน เพราะนอกจากร่างกายจะสามารถซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และช่วยให้ระบบต่างๆของร่างกายทำงานได้เป็นอย่างดีแล้ว การนอนหลับอย่างเพียงพอยังช่วยให้รู้สึกสดชื่นเมื่อตื่นขึ้นมาอีกด้วย

       3. สุภาพสตรีไม่ควรอยู่ในช่วงก่อนหรือหลังมีประจำเดือน 7 วัน สุภาพสตรีไม่ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพในช่วงระหว่างก่อนมีประจำเดือนและหลังมีประจำเดือน 7 วัน เนื่องจากอาจส่งผลต่อผลปัสสาวะได้ ดังนั้นหากกำลังมีประจำเดือนขณะการตรวจก็ควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่พยาบาลทราบก่อน หรือหลีกเลี่ยงการตรวจสุขภาพในช่วงนั้น

       4. สวมใส่เสื้อผ้าที่สะดวกต่อการตรวจร่างกาย การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนการตรวจสุขภาพข้อต่อมา คือ การสวมใส่เสื้อผ้าที่สะดวกต่อการตรวจร่างกาย เนื่องจากอาจต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเข้า-ออกก่อนการได้รับเอกซเรย์ และที่สำคัญสุภาพสตรีควรหลีกเลี่ยงการใส่ชุดชั้นในที่เป็นโครงเหล็ก และงดใส่เครื่องประดับทุกประเภทที่เป็นโลหะ

       5. หลีกเลี่ยงการรับประทานของหวานหรือการดื่มน้ำหวาน ก่อนการเข้าตรวจสุขภาพควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำหวานและรับประทานของหวานจัด เพราะอาจส่งผลให้มีปริมาณในน้ำตาลปนในปัสสาวะค่อนข้างสูงกว่าปกติ

       6. งดดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชม. งดดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภทอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เนื่องจากแอลกอฮอล์มีผลแก่การตรวจปัสสาวะ แต่ถ้าหากลืมงดก็ควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่พยาบาลทราบก่อนการตรวจสุขภาพในครั้งนั้น

สุขภาพที่ดีไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการดูแลอย่างสม่ำเสมอ การตรวจสุขภาพจึงเป็นส่วนสำคัญในการประเมินและติดตามสภาพร่างกาย เพื่อให้สามารถวางแผนการดูแลตัวเองได้อย่างเหมาะสมในระยะยาว การให้ความสำคัญกับสุขภาพตั้งแต่วันเริ่มต้นปี จะช่วยเสริมสร้างความพร้อมในการดำเนินชีวิตและก้าวสู่ปีใหม่อย่างมั่นใจ

Life & Health : เรื่องที่คนใช้รถต้องรู้ ก่อนเดินทางไกลอย่างปลอดภัย

Life&Health : เรื่องที่คนใช้รถต้องรู้ ก่อนเดินทางไกลอย่างปลอดภัย

Life&Health : เรื่องที่คนใช้รถต้องรู้ ก่อนเดินทางไกลอย่างปลอดภัย

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ช่วงเทศกาลปีใหม่ถือเป็นช่วงเวลาที่มีการเดินทางไกลด้วยรถยนต์มากที่สุดช่วงหนึ่งของปี ถนนหลายสายเต็มไปด้วยรถที่ต้องวิ่งต่อเนื่องยาวนานกว่าปกติ ขณะที่สถิติอุบัติเหตุและรถเสียกลางทางยังคงเกิดขึ้นทุกปี โดยสาเหตุสำคัญจำนวนไม่น้อยมาจาก “รถไม่พร้อมใช้งาน”

การเตรียมรถให้พร้อมก่อนออกเดินทางจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความอุ่นใจ แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงทั้งต่อผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และเพื่อนร่วมทางบนท้องถนน โดยเฉพาะรถที่ใช้งานในเมืองเป็นหลัก เมื่อถึงช่วงเดินทางไกล รถต้องทำงานหนักและต่อเนื่อง ความเสื่อมสะสมของชิ้นส่วนต่าง ๆ จึงอาจแสดงผลออกมาโดยไม่ทันตั้งตัว

ดังนั้นเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ตรวจเช็กความพร้อมของรถอย่างเป็นระบบ เสริมความมั่นใจก่อนออกเดินทาง ให้ทุกเส้นทางในช่วงปีใหม่กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย มีคำแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับวิธีการดูแลรถ “คนใช้รถต้องรู้ ก่อนเดินทางไกล ปีใหม่กลับถึงบ้านปลอดภัย”

ข้อมูลจาก ชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์มาตรฐานสากลฝีมือคนไทย ภายใต้แบรนด์ “POP” ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมากกว่า 30 ปี ระบุว่า หากมองในภาพรวมปัญหารถเสียระหว่างทางไกลมักไม่ใช่เรื่องเหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้นแบบฉับพลัน  แต่เป็นผลจาก “ความเสื่อมสะสม” ที่ถูกมองข้ามมาเป็นเวลานาน 

ตัวอย่างเช่น ระบบระบายความร้อนที่เริ่มทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ แบตเตอรี่ที่แรงดันไฟเริ่มตก หรือยางที่มีสภาพไม่สม่ำเสมอ เมื่อรถต้องทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน ความบกพร่องเล็กน้อยเหล่านี้จะถูกขยายผลอย่างรวดเร็ว กล่าวง่าย ๆ คือ รถเสียเพราะไม่ได้ถูกเตรียมให้พร้อมสำหรับภาระการใช้งานแบบเดินทางไกล

ทั้งนี้ ปัญหารถเสียระหว่างทางไม่ได้สะท้อนเพียงพฤติกรรมของผู้ใช้รถเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงช่องว่างระหว่างการใช้งานจริงกับการบำรุงรักษาเชิงระบบ รถส่วนใหญ่มักถูกใช้งานในเมืองระยะสั้น เมื่อถึงเวลาต้องเดินทางไกล รถจะต้องทำงานหนักและต่อเนื่องยาวนาน ความเสื่อมที่สะสมไว้จึงแสดงผลออกมาในช่วงเวลานั้น

ตรวจความพร้อม 4 ระบบหลัก ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน

ก่อนเดินทางไกลผู้ใช้รถควรให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของรถอย่างรอบด้าน การตรวจเช็คไม่ควรจำกัดเพียงบางรายการ แต่ควรประเมินความพร้อมของระบบหลักทั้งคัน ซึ่งประกอบด้วย 4 ระบบสำคัญ การตรวจเช็กระบบเหล่านี้ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานจะช่วยลดความเสี่ยงระหว่างการเดินทางได้อย่างชัดเจน ได้แก่

1.             ระบบที่ทำให้รถ “ไปได้” เช่น เครื่องยนต์ น้ำมันเครื่อง และของเหลวต่าง ๆ

2.             ระบบที่ทำให้รถ “หยุดได้” เช่น ระบบเบรก ผ้าเบรก และน้ำมันเบรก

3.             ระบบที่ทำให้รถ “ทรงตัวได้” เช่น ยาง ลมยาง และช่วงล่าง

4.             ระบบที่ทำให้รถ “สื่อสารได้” เช่น ระบบไฟส่องสว่าง ไฟเตือน และที่ปัดน้ำฝน

อะไหล่ที่ใกล้หมดอายุควรเปลี่ยนก่อนเดินทางไกล อย่ารอให้ “หมดอายุการใช้งาน” บนถนน

อะไหล่ หรือชิ้นส่วนที่มีอายุการใช้งานตามเวลา ควรเปลี่ยนล่วงหน้าก่อนเดินทางไกล เช่น ยาง สายพาน แบตเตอรี่ หรือผ้าเบรก หากอยู่ในช่วงใกล้ครบอายุการใช้งาน ควรตัดสินใจเปลี่ยนก่อนเดินทาง แม้ยัง “พอใช้งานได้” เพราะต้นทุนของการเปลี่ยนก่อนเดินทาง ต่ำกว่าต้นทุนความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุ ความเสียหายที่อาจลุกลาม ผลกระทบต่อชีวิต และค่าเสียเวลา เมื่อต้องจอดเสียกลางทางอย่างเทียบไม่ได้ หลักคิดสำคัญคือ อย่ารอให้อะไหล่ “หมดอายุการใช้งาน” บนถนน

รถอายุเกิน 5 ปี หรือระยะทางเกิน 100,000 กิโลเมตร ควรตรวจเช็กเชิงลึก

สำหรับรถที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 5 ปี หรือมีระยะทางเกิน 100,000 กิโลเมตร ควรได้รับการตรวจเช็กเชิงลึกในจุดที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เช่น ระบบยางและท่อในห้องเครื่อง ระบบระบายความร้อนทั้งชุด ระบบช่วงล่างและบุชยาง รวมถึงระบบไฟและเซนเซอร์เตือนต่าง ๆ เนื่องจากอุปกรณ์เหล่านี้มักเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะทางเพียงอย่างเดียว

หากเกิดเหตุฉุกเฉินกลางทาง สิ่งที่ผู้ใช้ต้องรู้

สิ่งที่ควรทำ ได้แก่ จอดรถในจุดที่ปลอดภัย เปิดไฟฉุกเฉิน ดับเครื่องยนต์ ประเมินอาการจากสัญญาณเตือน และติดต่อผู้เชี่ยวชาญหรือศูนย์บริการก่อนตัดสินใจดำเนินการใดๆ

สิ่งที่ไม่ควรทำ คือ ไม่ควรฝืนขับต่อเมื่อมีไฟเตือนรุนแรง ห้ามเปิดฝาหม้อน้ำขณะเครื่องยนต์ร้อน และไม่ควรซ่อมแซมเฉพาะหน้า โดยไม่เข้าใจสาเหตุที่แท้จริง

เลือกใช้อะไหล่คุณภาพสูง ลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

อะไหล่ไม่ใช่เพียงชิ้นส่วนทดแทน แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบความปลอดภัยโดยตรง อะไหล่คุณภาพไม่ได้วัดจากราคา หรือรูปลักษณ์ภายนอก แต่คือความสามารถในการทำงานได้อย่างสม่ำเสมอภายใต้สภาวะกดดัน การเดินทางไกลถือเป็นบททดสอบที่แท้จริงของอะไหล่ เนื่องจากรถต้องทำงานหนักต่อเนื่อง อะไหล่คุณภาพต่ำอาจใช้งานได้ดีในเมือง แต่อาจไม่ทนต่อความร้อน ความเร็ว และระยะเวลา ซึ่งท้ายที่สุดจะสะท้อนออกมาเป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

รถพร้อม คนต้องพร้อมด้วย

ความปลอดภัยบนท้องถนนไม่ใช่เรื่องของรถเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของระบบทั้งหมด ตั้งแต่การเตรียมรถ การเลือกใช้อะไหล่ การวางแผนการเดินทาง ไปจนถึงสภาพร่างกายของผู้ขับขี่ ดังนั้น นอกจากการเตรียมรถแล้ว การเตรียมความพร้อมของผู้ขับขี่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ผู้ขับขึ่ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ วางแผนเส้นทางและเวลาพัก ไม่ฝืนขับเมื่อร่างกายไม่พร้อม เพราะรถที่พร้อม แต่คนไม่พร้อม ก็ยังไม่ปลอดภัย ซึ่ง‘การเดินทางที่ดี’ คือการเดินทางที่ทุกคนถึงบ้านอย่างปลอดภัย ไม่ใช่แค่ถึงเร็วที่สุด

การตัดสินใจผิดพลาดเพียงครั้งเดียว อาจทำให้ความเสียหายลุกลามจากเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ สิ่งสำคัญที่สุดคือผู้ใช้รถต้องยึดสัญญาณเตือนของรถเป็นหลัก ไม่ฝืนใช้งาน และไม่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยขาดข้อมูล เนื่องจากความเสียหายรุนแรงส่วนใหญ่มักเกิดจากการ “ฝืนใช้งานต่อ” ทั้งที่ระบบแจ้งเตือนแล้ว

ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ก่อนเดินทางไกล ผู้ขับขี่ต้องเตรียมรถให้พร้อม และเตรียมคนขับขี่ให้พร้อมด้วย เพื่อกลับถึงจุดหมายปลายทางอย่างราบรื่นปลอดภัยในทุกเส้นทาง สำหรับบริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ของไทย ภายใต้แบรนด์ “POP” ที่ ซึ่งได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรมยานยนต์มาอย่างยาวนานมากกว่า 30 ปี  โดยมุ่งเน้นการผลิตชิ้นส่วนที่มีความทนทานและได้มาตรฐานสากล เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในการขับขี่ของผู้ใช้รถยนต์ครอบคลุมตั้งแต่รถยนต์ส่วนบุคคลจนถึงรถยนต์เพื่อการพาณิชย์   สอบถามรายละเอียด ที่ร้านอะไหล่รถยนต์ชั้นนำ ตัวแทนจำหน่าย หรือเว็บไซต์ https://chalitindustry.com

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เตรียมรับปี 2569 ยุค AI Transformation

Life&Health : เตรียมรับปี 2569 ยุค AI Transformation

Life&Health : เตรียมรับปี 2569 ยุค AI Transformation

วันพุธ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในปี 2568 เป็นปีที่มีการพูดถึงการลงทุนและการใช้เอไอ (AI) ทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่หลายค่าย เช่น GitHub Copilot ได้รับการระดมทุนจาก Microsoft ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เฉพาะปี 2568 ประกาศลงทุนเพิ่มเติมอีก 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลจาก ผศ. ดร. รุ่งโรจน์ โชคงามวงศ์​ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) บริษัทด้านเอไอ ดาต้า เทคโนโลยี เปิดเผยว่า ChatGPT พบว่ามีเม็ดเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี ส่วน Gemini มีเงินลงทุนในการพัฒนาเอไอต่อปี 13,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี ในขณะที่ราคาหุ้นของบริษัทเทคโนโลยี ก็ปรับตัวสูงขึ้น จนมีการวิเคราะห์ว่าเกิดฟองสบู่ในธุรกิจเอไอ

ถ้ามองในเรื่องของการลงทุนและราคาหุ้นของธุรกิจเทคโนโลยีและเอไอ อาจจะมองได้ว่าเป็นฟองสบู่  เพราะการลงทุนจำนวนมากแต่มูลค่าผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของเอไอ ยังไม่ชัดเจน

แต่ในความเป็นจริง ปัจจุบันนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการนำเอไอมาใช้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในปี 2569 ผมมองว่าเป็นปีที่ เอไอ จะมาเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำธุรกิจของทุกภาคธุรกิจ หรือ เรียกว่า AI Transform ธุรกิจ หลังจากที่เราทุกคนได้เรียนรู้และรู้จักเอไอในช่วงที่ผ่านมา

ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ในฐานะผู้พัฒนาเทคโนโลยีในบริษัทด้านเอไอดาต้าเทคโนโลยีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กล่าวว่า  ปี 2569 เป็นปีของการนำเอไอมาใช้ในการเปลี่ยนผ่านกระบวนการทำงานในโลกธุรกิจแบบที่ใช้งานได้จริง และมีส่วนสำคัญในการช่วยภาคธุรกิจลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และสร้างกำไร ที่เห็นได้ชัด ถ้าภาคธุรกิจเลือกที่จะใช้เทคโนโลยีเอไอที่เหมาะสมกับความต้องการใช้งานของตัวเอง

จากรายงานล่าสุดของ สตาติสต้า (Statista) แพลตฟอร์มด้านข้อมูลและธุรกิจอัจฉริยะสัญชาติเยอรมัน ระบุว่า ขนาดตลาดของเอไอ ในปี 2567-2573 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 28.46% ต่อปี และ คาดว่าจะมีมูลค่าแตะ 826,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2573

ในขณะที่ แมคเคนซี่ แอนด์ คอมพานี (McKinsey & Company) บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการระดับโลกสัญชาติอเมริกัน ได้เผยแพร่ผลสำรวจเกี่ยวกับการนำเอไอไปใช้ในภาคธุรกิจตลอด 12 เดือนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่จำนวน 419 บริษัท ระบุว่า มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการนำ เอไอ มาช่วยในกระบวนการทำงานเพิ่มขึ้นในสัดส่วน 5-10% ทั้งในภาคการตลาด การเงิน การผลิต ห่วงโซ่อุปทาน งานบริการ ไปจนถึงงานด้านไอที และ วิศวกรรม

จากผลการศึกษาดังกล่าว เอไอ เป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้งานได้จริง เพื่อลดต้นทุนการผลิต สร้างรายได้ ให้กับผู้ประกอบธุรกิจได้ถ้าผู้ประกอบการรู้จักที่จะเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับธุรกิจของตัวเอง ตัวอย่างลูกค้าของ เรียล สมาร์ท เราออกแบบแพลตฟอร์ม ที่ตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้า เราเข้าไปช่วยพัฒนาระบบที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ทำให้ช่วยลูกค้าลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้

ถ้าเลือกใช้เอไอ เหมาะกับธุรกิจของเรา เอไอก็จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง ในการปฏิวัติภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และ กำไรให้กับองค์กร  เป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศได้ ในด้านเทคโนโลยีแล้ว ผมเชื่อว่า ปี 2569 เป็นปีที่เอไอ จะเป็นตัวปฏิวัติการทำงานของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม อย่างเข้มข้นแบบที่ใช้งานได้จริง และเป็นพื้นฐานในการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจโลกไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เอไอ อย่างชัดเจน

การนำเทคโนโลยีเอไอมาใช้จะกระทบกับการจ้างงานในประเทศไทยไหม

ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ กล่าวว่า ผมมองว่าเอไอ เป็นเครื่องมือเข้ามาช่วยในการทำงานมากกว่าที่จะมาแทนคน งานหลายอย่างที่เป็นงานทำซ้ำ งานประจำ งานที่ไม่ต้องใช้การคิดวิเคราะห์ และ งานที่เป็นงานสำนักงานแบบเดิมๆ เอไอ เข้ามาช่วยได้ ส่วนคนที่เคยทำงานซ้ำๆ ที่เอไอเข้ามาทำงานแทน ก็สามารถที่จะพัฒนาศักยภาพตัวเอง ไปทำงานที่เอไอทำไม่ได้ อาทิ งานด้านการวิเคราะห์ข้อมูล งานที่ไปควบคุมการทำงานของเอไอ งาน AI Specialist, Data Engineer, Prompt Engineer, Cyber Security, Customer Experience Analyst, Digital Workforce Manager, และ AI Ethics Officer เป็นต้น

จากข้อมูลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุว่า ประเทศไทยปัจจุบันขาดแคลนบุคลากรด้านเอไอมากกว่า 80,000 คน ขณะที่คนที่จบด้านเอไอ กลับไม่ได้ทำงานในด้านไอที ในขณะที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ระบุว่า สถาบันการศึกษาในปัจจุบันสามารถผลิตบุคลากรในด้านนี้ได้เพียง 500 คนต่อปี 

จากความต้องการบุคลากรด้านเอไอ จำนวนมาก จึงเป็นโอกาสของภาคแรงงานที่ต้องพัฒนาศักยภาพของตัวเอง ในการทำงานร่วมกับเอไอ ไปจนถึงพัฒนาไปสู่การเป็นผู้พัฒนาเอไอ จึงเป็นโอกาสสำหรับคนไทย ในการที่จะเรียนรู้และทำงานร่วมกับเอไอ เพราะต้องยอมรับว่า นาทีนี้ เอไอ เข้ามามีบทบาทในการทำงานแน่ๆ โดยเฉพาะในปี 2569 จึงเป็นปีที่จะเกิดการปรับโครงสร้างกระบวนการทำงานครั้งใหญ่ที่มีเอไอเข้ามามีส่วนในการทำงานที่ชัดเจนขึ้น หลังจากที่ได้เรียนรู้เรื่องเอไอ และมีพัฒนาเครื่องมือด้านเอไอ กันมาในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิตสำรองคงคลัง ช่วยสนับสนุนรพ.ในพื้นที่สู้รบ

จากสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติและภาคบริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จำเป็นต้องสำรองโลหิต เพื่อส่งไปช่วยสนับสนุน รพ.ในพื้นที่ดังกล่าว ขอเชิญผู้ที่พร้อมร่วมบริจาคโลหิตสำรองคงคลังได้ ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถ.อังรีดูนังต์ จันทร์-ศุกร์ เปิด 07.30-19.30 น. เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิด 08.30-15.30 น. รองรับผู้บริจาคโลหิตวันละ 1,500 คน ลงทะเบียนบริจาคโลหิตสำรองคงคลัง ได้ที่ https://bdbooking.redcross.or.th/  

สามารถร่วมบริจาคโลหิตทั่วประเทศ ได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์, หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง), ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต, โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ สอบถามได้ที่ ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตฯ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร.02-2564300, 02-2639600-99 ต่อ 1101, 1760, 1761 หรือ  http://www.blooddonationthai.com

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ผ่าแนวคิดวันนักการตลาดฯ ปรับตัวเพื่อกำหนดอนาคตการตลาดอย่างผู้ชนะ

Life&Health : ผ่าแนวคิดวันนักการตลาดฯ ปรับตัวเพื่อกำหนดอนาคตการตลาดอย่างผู้ชนะ

Life&Health : ผ่าแนวคิดวันนักการตลาดฯ ปรับตัวเพื่อกำหนดอนาคตการตลาดอย่างผู้ชนะ

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ในวันที่โลก “ฉลาดล้ำ” ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI  ทว่าอีกด้านกลับเผชิญ “ความเปราะบาง” ทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม กลายเป็นความเหลื่อมล้ำ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน นำไปสู่ภาวะโลกไร้สมดุล (An unbalanced world) ทำให้ทิศทางการตลาดในปี 2026 เต็มไปด้วยสิ่งที่คาดการณ์ยาก ซับซ้อน มีความไม่แน่นอนสูง 

ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย เผย “เมื่อโลกเปลี่ยนเราก็แค่ปรับ”  สู่ การสร้าง “ความสมดุลใหม่ที่ยั่งยืน”  โดยนักการตลาดในวันนี้ ต้องส่งมอบความหมายที่แท้จริงให้กับสังคม เป็นผู้นำในการสร้างความไว้วางใจ สร้างความเปลี่ยนแปลง บูรณาการความคิด ประสบการณ์ เชิง Wisdom และ In Action บนพื้นฐานของโลกที่เล็กลง และการเปลี่ยนแปลงที่เร็วขึ้น

โดยใช้ความฉลาดของ AI มา เป็นเพื่อนคู่คิด เพื่อนร่วมงาน ภาวะที่สังคมเปราะบาง แบรนด์ที่ดีจะต้องยืดหยุ่น สร้างความหวัง สร้างโอกาส และเป็นกำลังใจที่ดีให้กับสังคม สร้างมูลค่าร่วมให้กับสังคม มีจรรยาบรรณ ทุกการลงทุนทางการตลาดต้องคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ ไม่สร้างภาระต่อกระแสเงินสด

ในงานวันนักการตลาดแห่งประเทศไทย 2568 (Thailand Marketing Day 2025) ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย เผยว่า งานนี้เป็นการประชุมครั้งสำคัญที่สุดแห่งปีของวงการการตลาดไทย ภายใต้ แนวคิดที่ทรงพลังและท้าทายอย่างยิ่ง “Prompt the Future: The Power of Marketing” ที่จะเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ธุรกิจ สังคม การตลาด เศรษฐกิจของโลก และไทยที่เปลี่ยนแปลงไป

Prompt เป็นคำพ้องเสียงคล้ายกับ คำว่าพร้อมในภาษาไทย หมายถึงการเตรียมพร้อมสู่อนาคตของธุรกิจ และนักการตลาดไทย ขณะเดียวกันคำว่า Prompt ในภาษาเอไอ หมายถึงคำสั่ง input, instruction, query ที่จะกระตุ้นให้ AI สร้างผลลัพธ์แบบเฉพาะเจาะจง Prompt ที่ดี จะทำให้ AI Application ทำงานได้มีประสิทธิภาพ งานสัมมนาในที่นี้ จึงเป็นงานที่เราจะมาสร้าง Prompt ด้วยพลังของการตลาดไปด้วยกัน เพื่อผลลัพธ์ของประเทศไทยที่ดีขึ้น

วันนี้โลกไม่เหมือนเดิม และจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป โดยกำลังอยู่ในโลกที่ “ฉลาดล้ำ” (Intelligent World) ด้วยอำนาจของเทคโนโลยี Big Data, AI ที่กำลังจะเป็น AI Agentic เรียนรู้และสั่งงานได้ด้วยตัวเอง จะเป็น AI ที่ควบคุม AI Agent อีกที

Robotics ที่เปลี่ยน จาก BOT เป็น Humanoid ทำให้หุ่นยนต์มีความสามารถคล้ายคลึงกับมนุษย์เข้าไปทุกที เราสามารถทำความเข้าใจผู้บริโภคได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เราสร้างนวัตกรรมใหม่ได้ในพริบตา และทำให้ชีวิตสะดวกสบายแบบไร้ขีดจำกัด บนระบบที่เป็นอัตโนมัติ

สวนทางกับความฉลาดที่เพิ่มขึ้น อีกด้านหนึ่งของโลก กลับเผชิญ “ความเปราะบางและไร้สมดุล” (Fragile and Unbalanced) อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เกิดปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม และสิ่งแวดล้อม การเติบโตของหนี้สินที่มากกว่ารายได้ ทำให้ความมั่งคั่งลดลง ปริมาณการผลิตที่สูงกว่าความต้องการใช้ ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคา ความแตกต่างของ Generation และความเหลื่อมล้ำ ทำให้มีความแตกต่างทางความคิด จนทำให้การคาดการณ์เป็นเรื่องยาก มีความซับซ้อน อ่อนไหว มีความไม่แน่นอนและไร้สมดุล จนต้องตั้งถามถึงทางออกและแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อนำไปสู่ “ความสมดุลใหม่และความยั่งยืน” ที่แท้จริงบนโลกปัจจุบัน

สำหรบหน้าที่ของนักการตลาดในวันนี้ไม่ใช่แค่การขายสินค้าอีกต่อไป แต่คือการเป็นผู้นำในการสร้างความไว้วางใจ สร้างความเปลี่ยนแปลง และเป็นผู้ส่งมอบ “ความหมาย” ที่แท้จริง ให้กับสังคม บูรณาการความคิด ประสบการณ์ เชิง Wisdom และ In Action บนพื้นฐานของโลกที่เล็กลง และการเปลี่ยนแปลงที่เร็วขึ้น ประกอบด้วยกลยุทธ์การตลาด

1.มองตลาดแบบ Fragmented (Fragmented Marketing): ยุคของการสื่อสารแบบ Mass Media ได้จบลงแล้ว เราต้องเข้าใจว่าผู้บริโภคถูกแบ่งเป็นกลุ่มย่อย ๆ นับไม่ถ้วน (Fragmented Segments) ที่มีความต้องการเฉพาะเจาะจงสูง แบรนด์ต้องสื่อสารและสร้างประสบการณ์ที่ปรับให้เข้ากับแต่ละส่วนย่อยได้อย่างแท้จริง (Hyper Personalization) ทั้งนี้เราสามารถใช้ความเก่งและความฉลาดของเทคโนโลยี เช่น AI มา เป็นเพื่อนคู่คิด เพื่อนร่วมงาน (Teammates)

2.เข้าใจความยืดหยุ่นทางจิตใจและธุรกิจ (Resiliency): ความสามารถในการล้ม แล้วลุกขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว คือสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของแบรนด์ เราต้องสร้างโมเดลธุรกิจและแบรนด์ที่สามารถทนทานต่อแรงกระแทกจากภายนอกได้ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตซัพพลายเชนหรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างฉับพลัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ภาวะที่สังคมเปราะบาง แบรนด์ที่ดีจะต้องบริหาร Supply chain ที่ยืดหยุ่น สร้าง ความหวัง สร้างโอกาส และเป็นกำลังใจที่ดีให้กับสังคม (Chaotic Advantage และ Brand Movement)

3.ร่วมสร้างมูลค่าร่วมให้สังคม (Value Creation and Inclusiveness): การสร้างแบรนด์ที่แตกต่าง (Differentiated Brand) จะเกิดขึ้นได้เมื่อเราสร้าง “มูลค่า” ที่มากกว่าแค่ กำไร เราต้องมองหาโมเดล Value Creation ที่สร้างประโยชน์ให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด (Stakeholders) ตั้งแต่ลูกค้า พนักงาน ชุมชน ไปจนถึงสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้ง ส่งเสริมแนวคิด Inclusiveness หรือความเท่าเทียม

4.กำหนดจรรยาบรรณและจริยธรรมให้อยู่ในใจของนักการตลาด ถึงแม้นยังไม่มีกฎหมายหรือข้อบังคับที่ชัดเจน การทำตลาดไวรัลและใช้Influencer ยุคใหม่ต้องมี ความหมาย ไม่ใช่แค่สร้างดราม่า และยอดขาย (Drama Quality และ Influencer Guidance)

5.ให้ความสำคัญกับบริหารการเงินและกระแสเงินสด (Cash Flow Management): ในโลกที่เปราะบาง การเติบโตอย่างบ้าคลั่งโดยไม่สนใจพื้นฐานทางการเงินนั้นอันตราย นักการตลาดต้องทำงานร่วมกับฝ่ายการเงินอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ แน่ใจว่าทุกการลงทุนทางการตลาดนั้น คุ้มค่า มีประสิทธิภาพ และไม่สร้างภาระด้าน Cashflow

วัตถุประสงค์ของสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ต้องการกระตุ้นอนาคตของเศรษฐกิจและสังคมไทย ด้วยพลังของการตลาด เรียนรู้ ออกแบบ ขับเคลื่อน โลกที่ฉลาดล้ำใบนี้ให้ก้าวต่อไปอย่างเข้มแข็ง สมดุล ยั่งยืน เป็นประโยชน์ต่อทุกคน

ผศ.(พิเศษ) ดร.ภก.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

กรรมการบริหาร สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย