Life & Health : ร่วมกันต้านภัย..มะเร็งช่องปาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/728261

Life & Health : ร่วมกันต้านภัย..มะเร็งช่องปาก

Life & Health : ร่วมกันต้านภัย..มะเร็งช่องปาก

วันพุธ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 07.00 น.

แนวโน้มการเกิดโรคมะเร็งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องสถิติขององค์การอนามัยโลก คาดการณ์ว่ามีจำนวนผู้ป่วยทั่วโลกที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งประมาณ 18 ล้านคน และอีก 20 ปีข้างหน้า จะมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็น 29 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นอีก 60% สำหรับประเทศไทยโรคมะเร็งยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทยมาตลอดช่วงเวลากว่า 20 ปี และยังพบผู้ป่วยรายใหม่ต่อปีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากข้อมูลสถิติโดย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบว่า แต่ละปีจะมีจำนวนผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ ประมาณ 140,000 คน หรือคิดเป็นประมาณ 400 คนต่อวัน และเสียชีวิตปีละประมาณ 80,000 คนต่อปีหรือกว่า 200 คนต่อวัน

ข้อมูลจาก นพ.เอกภพ แสงอริยวนิช แพทย์เฉพาะทางสาขาโสต ศอ นาสิก สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์เปิดเผยว่า มะเร็งช่องปาก เป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยในคนไทย โดยเฉพาะในเพศชาย โดยจากสถิติข้อมูลมะเร็งประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ. 2559-2561 (Cancer in Thailand Vol. X 2016-2018) ซึ่งรวบรวมโดย สถาบันมะเร็งแห่งชาติพบว่า มะเร็งช่องปากเป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับที่ 6 ของโรคมะเร็งในผู้ชายไทย และในแต่ละปี มีผู้ป่วยมะเร็งช่องปากรายใหม่เฉลี่ย 3,840 คนต่อปี หรือวันละ 11 คน โดยตำแหน่งในช่องปากที่พบว่าเป็นมะเร็งบ่อยที่สุดคือ ลิ้น รองลงมาคือบริเวณใต้ลิ้น และบริเวณเหงือก

สาเหตุการเกิดโรคมะเร็งช่องปาก

สาเหตุในการเกิดโรคมะเร็งช่องปากที่สำคัญ คือ การสูบบุหรี่ ยาสูบ ยาเส้น, การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการเคี้ยวหมากพลู นอกจากนี้สาเหตุอื่นๆ ที่พบได้ เช่น การเป็นแผลเรื้อรังในช่องปาก, การติดเชื้อไวรัสhuman papilloma virus (HPV), การใส่ฟันปลอมที่ไม่พอดี, สุขภาพช่องปากไม่ดีหรือมีฟันผุมาก, มีฟันที่แหลมคม, ได้รับแสงอาทิตย์โดยตรงเป็นประจำ (เสี่ยงต่อมะเร็งริมฝีปาก) และพันธุกรรม ผู้ป่วยที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งช่องปากมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

อาการของโรคมะเร็งช่องปาก

อาการของโรคมะเร็งช่องปาก มีได้หลายอาการขึ้นกับตำแหน่งที่เป็น ได้แก่ เป็นแผลเรื้อรังในช่องปากซึ่งอาจมีลักษณะคล้ายแผลร้อนในแต่ต่างกันที่ไม่หายภายใน 2-3 สัปดาห์ และไม่ค่อยมีอาการเจ็บปวด หรือเป็นแผลเรื้อรัง
ที่มีลักษณะก้นแผลลึกลงขอบแข็ง, เป็นก้อนนูนอาจมีลักษณะคล้ายหงอนไก่หรือดอกกะหล่ำ หรือฝ้าขาวหรือแดงในช่องปาก, มีเลือดออกผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ,ฟันหลุด, ฟันโยก, อ้าปากได้น้อยลง มะเร็งอาจมีการลุกลามไปยังอวัยวะหรือเนื้อเยื่อข้างเคียงทำให้มีอาการปวดหรือชาที่กราม, ปวดหู, กลืนลำบาก, เสียงเปลี่ยน หรือมีก้อนที่คอ

การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งช่องปาก

สำหรับการตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งช่องปาก ทำโดยการตัดชิ้นเนื้อรอยโรคที่สงสัยเพื่อตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา และหลังจากได้รับการวินิจฉัยแล้ว ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจเพิ่มเติมอื่นๆ เช่น เอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อประเมินระยะของโรคเพื่อวางแผนการรักษาต่อไป

การรักษามะเร็งช่องปาก

การรักษามะเร็งช่องปาก ขึ้นอยู่กับระยะของโรครวมถึงสภาพร่างกาย โรคประจำตัวของผู้ป่วย โดยจะพิจารณาการผ่าตัดเป็นอันดับแรก ซึ่งในการผ่าตัดนอกจากจะทำการผ่าตัดมะเร็งในช่องปากแล้ว ผู้ป่วยยังอาจได้รับการผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองที่คอร่วมด้วย และหลังผ่าตัดผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องรับรังสีรักษาเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นมะเร็งซ้ำด้วย สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับการผ่าตัดได้ ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาด้วยวิธีรังสีรักษาร่วมกับเคมีบำบัด ซึ่งให้ผลการรักษาที่ใกล้เคียงกับการผ่าตัด ในช่วงหลังการรักษา แพทย์จะนัดติดตามอาการและการกลับมาเป็นซ้ำของโรคของผู้ป่วยทุกๆ 3 ถึง 6 เดือน

อย่างไรก็ตาม การป้องกันการเกิดโรคย่อมดีกว่าการรักษาเมื่อป่วยแล้ว วิธีการป้องกันโรคมะเร็งช่องปาก ได้แก่ งดสูบบุหรี่หรือสูดดมควันบุหรี่, งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ไม่เคี้ยวหมาก, ใส่ฟันปลอมที่พอดี,หลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดที่ใบหน้าโดยตรงเป็นประจำ,การรับประทานผักผลไม้เป็นประจำ และการตรวจเช็คสุขภาพช่องปากและฟันทุก 6 เดือน

การตรวจหารอยโรคแผล หรือก้อนในช่องปากด้วยตนเอง

เนื่องจากช่องปากเป็นตำแหน่งที่สามารถมองเห็นไม่ยาก ดังนั้น ประชาชนทั่วไปสามารถตรวจหารอยโรคแผลหรือก้อนในช่องปากด้วยตนเองได้ ซึ่งมีวิธีการดังต่อไปนี้หลังจากแปรงฟันแล้ว ให้ส่องกระจกตรวจบริเวณดังต่อไปนี้

(1) ริมฝีปาก โดยสังเกตริมฝีปากด้านนอก ดึงริมฝีปากบนและล่างเพื่อตรวจดูเยื่อบุริมฝีปากด้านใน

(2) กระพุ้งแก้ม และเหงือก โดยใช้นิ้วดึงกระพุ้งแก้มออกไปด้านข้าง ตรวจดูบริเวณกระพุ้งแก้มและเหงือกบน-ล่าง

(3) ลิ้น ใต้ลิ้น และพื้นช่องปาก โดยอ้าปาก แลบลิ้น ยื่นลิ้นหรือดึงลิ้นด้วยผ้าก๊อซหรือกระดาษทิชชู่ไปทางซ้ายและขวาเพื่อตรวจดูด้านข้างของลิ้น กระดกลิ้นขึ้น เพื่อตรวจดูบริเวณใต้ลิ้นและพื้นของช่องปาก รวมถึงเหงือกด้านล่าง และ

(4) เพดานปาก โดยอ้าปาก เงยหน้า ตรวจดูเพดานปาก รวมถึงบริเวณเหงือก

จะเห็นได้ว่ามะเร็งช่องปากเป็นมะเร็งที่ป้องกันและตรวจคัดกรองได้ด้วยตนเองได้ไม่ยาก หากท่านมีอาการผิดปกติ หรือตรวจช่องปากด้วยตนเองแล้ว สงสัยว่ามีความผิดปกติ ท่านควรไปปรึกษาแพทย์หรือทันตแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง ซึ่งปัจจุบันบริการคัดกรองรอยโรคเสี่ยงมะเร็งและมะเร็งช่องปาก เป็นสิทธิประโยชน์ที่บอร์ด สปสช. ได้อนุมัติเมื่อเดือนธันวาคม 2564 เพื่อให้ประชาชนอายุ 40 ปีขึ้นไป ทุกสิทธิ ได้รับบริการคัดกรองปีละ 1 ครั้ง โดยบุคลากรทางการแพทย์

สามารถติดตามข่าวสารความรู้เรื่องโรคมะเร็งจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์
ส่งเสริมความรอบรู้สู้ภัยมะเร็ง http://allaboutcancer.nci.go.th/เว็บไซต์ต่อต้านข่าวปลอมโรคมะเร็ง https://thaicancernews.nci.go.th/_v2/ และ Line : NCI
รู้สู้มะเร็ง

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ‘ฮีทสโตรก’ภัยใกล้ตัวหน้าร้อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/726609

Life & Health : ‘ฮีทสโตรก’ภัยใกล้ตัวหน้าร้อน

Life & Health : ‘ฮีทสโตรก’ภัยใกล้ตัวหน้าร้อน

วันพุธ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2566, 07.00 น.

สภาพอากาศในช่วงนี้ร้อนแรงจนทำให้ใครหลายคนเหงื่อตก จนไม่กล้าสู้แดดไปตามๆกัน โดยแสงแดดและอากาศที่ร้อนระอุในช่วงกลางวัน โดยเฉพาะวันที่ 27 เมษายนนี้ เวลา 12.16 น. กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งว่า จะเกิดปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์จะตั้งตรงศีรษะ หรือตั้งฉากกับกรุงเทพมหานคร ซึ่งอุณหภูมิจะสูงปรี๊ด แบบที่เรียกว่าร้อนปรอทแตก ส่งผลให้ผู้ที่อยู่กลางแจ้งเป็นเวลานานๆ อาจมีความเสี่ยงอันตรายจนถึงแก่ชีวิตได้ จากโรคลมแดด หรือ “ฮีทสโตรก” เนื่องจากร่างกายปรับสภาพไม่ทัน

นายแพทย์นริศ สมิตาสิน อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า โรคลมแดด หรือฮีทสโตรก จะมาพร้อมกับอากาศที่ร้อนจัดจนทำให้ร่างกายปรับสภาพไม่ทัน เมื่อความร้อนในร่างกายสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส สมองส่วนควบคุมอุณหภูมิของร่างกายจะเกิดความผิดปกติ จนส่งผลกระทบต่อระบบไหลเวียนโลหิตและระบบสมอง สำหรับกลุ่มเสี่ยงของโรคนี้ ได้แก่

• ผู้ที่ต้องทำงานกลางแดดหรือออกกำลังกายกลางแดดเป็นเวลานาน

• กลุ่มคนที่เป็นโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน

• กลุ่มเด็กและผู้สูงอายุ ซึ่งร่างกายจะระบายความร้อนได้ไม่ดีเหมือนวัยหนุ่มสาว

• ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกิน

• ผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ

• ผู้ที่ทำงานในห้องแอร์เย็นๆ แล้วต้องออกมาเจออากาศร้อนจัด อาจทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน

• ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะร่างกายจะสูญเสียน้ำและเกลือแร่มากกว่าปกติ

สำหรับสัญญาณเตือนที่สำคัญของโรคฮีทสโตรกที่สามารถสังเกตได้เริ่มจาก

• เมื่อมีอากาศร้อนแต่ไม่มีเหงื่อออก

• หน้าแดง ตัวร้อนจัด

• กระหายน้ำ

• วิงเวียน ปวดศีรษะ คลื่นไส้

• หายใจเร็ว กล้ามเนื้อเกร็ง มึนงง

• มีอาการชัก รูม่านตาขยาย ความรู้สึกตัวน้อยลง จนหมดสติ

หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกต้องอาจทำให้หัวใจหยุดเต้นและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ซึ่งการช่วยเหลือเบื้องต้น ควรพาผู้ป่วยเข้าร่ม นอนราบ ยกเท้าสูง ปลดหรือคลายเสื้อผ้าที่รัดแน่นออก ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นประคบตามตัว โดยเฉพาะข้อพับ ขาหนีบ ซอกคอ เพราะเป็นจุดที่ความร้อนสะสมอยู่เยอะ และใช้พัดลมเป่าระบายความร้อน เพื่อลดอุณหภูมิของร่างกายให้ต่ำลงอย่างรวดเร็วที่สุด และรีบนำส่งโรงพยาบาล

การดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากโรคลมแดด

สำหรับการดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากโรคลมแดด ผู้ที่มีความเสี่ยงควรหลีกเลี่ยงการต้องทำงานที่อยู่กลางแดดจัดเป็นเวลานานควรพักเข้าร่มเป็นระยะ เพราะถ้าอยู่กลางแดดนานจะทำให้ความร้อนสะสมได้ ส่วนในกลุ่มนักกีฬาและกลุ่มที่ชอบออกกำลังกายไม่ควรออกกำลังกายกลางแดดแต่เลือกออกกำลังกายในช่วงเช้าหรือเย็นแทน หลีกเลี่ยงไปอยู่ในที่ที่มีอากาศร้อนจัด ไม่ควรให้เด็ก ผู้สูงอายุ อยู่ในรถที่จอดรถทิ้งไว้กลางแจ้งเป็นเวลานาน ในช่วงฤดูร้อนควรมีอุปกรณ์ป้องกันแสงแดด เช่น หมวกหรือร่ม เลือกเสื้อผ้าที่โปร่ง ไม่หนา มีสีอ่อนจะช่วยระบายความร้อนได้ดี ควรดื่มน้ำ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว และดื่มน้ำระหว่างวันแม้จะไม่กระหายน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นและลดอุณหภูมิในร่างกาย และที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ

ฮีทสโตรก เป็นโรคที่มีความรุนแรงและอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ในช่วงฤดูร้อนที่มีอากาศร้อนจึงจำเป็นต้องทราบถึงสัญญาณเตือนในการเกิดโรค จัดควรหมั่นสังเกตอาการตัวเองและบุคคลใกล้ชิดที่เป็นกลุ่มเสี่ยง หากพบว่ามีอาการผิดปกติเกิดขึ้น ขอให้รีบมาพบแพทย์ทันทีเพื่อลดความเสี่ยงในการเสียชีวิต

สำหรับช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ “รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์” ชวนคนไทยทำบุญรับเทศกาลปีใหม่ไทย พร้อมมอบกระเป๋าผ้างานแฮนด์เมดจากน้องผู้พิการที่นำสตอรี่งานศิลป์มาลงบนผืนผ้าทำให้เกิดชิ้นงานสร้างสรรค์ เป็นแฟชั่นฮิตติดเทรนด์ เพื่อแทนคำขอบคุณจากน้องๆ สำหรับผู้ใหญ่ใจบุญที่ร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือเด็กพิเศษ “รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์” ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป บริจาคตั้งแต่ 1,000 บาท รับกระเป๋าผ้าฟรี! ทันที โดยผู้มีจิตศรัทธา สามารถบริจาคช่วยเด็กนักเรียนพิเศษได้โดยตรงที่ ธนาคารกรุงไทย 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ และนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สอบถามรายละเอียดที่โทรศัพท์ 092-7390990 หรือเฟชบุ๊ก ชื่อ : เด็กพิเศษพระมหาไถ่

ข้อมูลจาก นางสาววรรณวนัช กันพรม ผู้จัดการโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ สถานศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านสติปัญญา เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีนักเรียนนักศึกษาที่อยู่ในความดูแลกว่า 172 คน ซึ่งเด็กที่อยู่ในโรงเรียนเป็นเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านสติปัญญา การเรียนรู้ ออทิสติก และมีความพิการซ้อน เช่น หูหนวก ตาบอด ซึ่งต้องการความดูแลอย่างใกล้ชิด โรงเรียนต้องการส่งเสริมศักยภาพเด็กเหล่านี้ได้พึ่งพาตนเองและดำรงชีวิตอิสระในสังคมอย่างมีความสุข โดยทางโรงเรียนได้ร่วมกับศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จ.ชลบุรี จัดให้มีการศึกษาเฉพาะบุคคลในการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานและสร้างอาชีพ จัดการฝึกอบรมและมีกิจกรรมพิเศษเฉพาะกลุ่ม โดยมีอุปกรณ์สื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัยและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ พร้อมอาหารมื้อเที่ยงโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เทคนิคค้นหา พัฒนา รักษา Talent ขององค์กรในยุคดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/725165

LIFE & HEALTH :  เทคนิคค้นหา พัฒนา รักษา Talent ขององค์กรในยุคดิจิทัล

LIFE & HEALTH : เทคนิคค้นหา พัฒนา รักษา Talent ขององค์กรในยุคดิจิทัล

วันพุธ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

องค์กรในยุคดิจิทัลนี้นอกจากจะมีปัญหาเรื่องของการบริหารงานในปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจถดถอยและแข่งขันสูง การรักษาคนเก่งให้อยู่กับองค์กร และการสรรหาคนดีคนเก่งเข้ามารวมงาน รวมทั้งการสร้างคนดีคนเก่งให้เก่งกว่าเดิมให้ได้อีกด้วย
ที่สำคัญที่สุดผู้บริหารจะรักษาคนเก่งให้อยู่กับองค์กรให้นานที่สุดได้อย่างไร

ข้อมูลจาก ภก.คงเกียรติ ฉัตรหิรัญทรัพย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บียอนด์ เทรนนิ่ง จำกัด (Beyond Training) เปิดเผยว่า อุปสรรคสำคัญที่อาจทำให้การเติบโตขององค์กรหยุดชะงัก เกิดจากปัญหาหลักๆ คือ พนักงานกลุ่มคนเก่ง(Talents) ลาออกมากส่งผลกระทบอย่างมากในการวางแผนงานอนาคต กลยุทธ์ และเป้าหมายใหญ่ที่องค์กรตั้งไว้ ซึ่งการพัฒนาและรักษา Talent จึงเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องให้ความสำคัญดังนั้น บียอนด์ เทรนนิ่ง (Beyond Training) ในฐานะผู้ให้บริการด้านฝึกอบรมหลักสูตรการพัฒนาทักษะผู้นำยุคใหม่ ที่มีความโดดเด่นในการสร้างภาวะผู้นำให้พนักงานองค์กร แนะเทคนิคและแนวทางค้นหา พัฒนา และรักษากลุ่มคนเก่ง (Talent) ให้อยู่องค์กรยาวนาน ซึ่ง Talent ไม่ได้หมายถึงคนยุคใหม่หรือคนเก่งเทคโนโลยีดิจิทัล เท่านั้น 

หลายคน “เข้าใจผิด” เกี่ยวกับความหมายของ Talent หรือกลุ่มคนเก่งในองค์กร เพราะTalent คือ กลุ่มคนที่มีศักยภาพหรือชุดทักษะที่ตอบโจทย์กับ Competency ของธุรกิจแต่ละประเภท อย่างไรก็ตาม คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในโลกการทำงานยุคใหม่ สภาวะแวดล้อมจะผลักดันให้ทุกคนต้องเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล ฉะนั้น ทักษะดิจิทัลจึงกลายมาเป็นทักษะพื้นฐานที่ทุกคนต้องมีในโลกการทำงานยุคนี้ ทุกองค์กรสามารถเติบโตและไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้น แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นบันไดขั้นใหญ่ที่พาองค์กรก้าวไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้เร็วขึ้น คือ กลุ่มคนเก่ง (Talent) จึงเป็นเหตุผลที่องค์กรให้ความสำคัญกับการค้นหาหรือพัฒนา Talent ในเชิงทฤษฎีทุกคนสามารถเข้าสู่แผนพัฒนาได้ แต่ในเชิงปฏิบัติจะไม่ใช่ทุกคนที่จะกลายเป็น Talent ได้ ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลที่องค์กรต้องมีกระบวนการค้นหา พัฒนาและรักษา Talent ทุกๆ ปี 

ทั้งนี้ องค์กรจะเติบโตได้อย่างมั่นคงต้อง “สร้างสมดุลระหว่างการบริหารพนักงานทั่วไปกับกลุ่ม Talent” ให้ได้กลุ่มที่จะพัฒนาสู่ Talent ได้อาจจะมีเพียง 20-30% เท่านั้น จำเป็นต้องทุ่มงบประมาณเพื่อการพัฒนาไปที่กลุ่มนี้เป็นพิเศษขณะเดียวกันต้องสร้างสมดุลระหว่างการบริหารพนักงานทั่วไปกับกลุ่มคนเก่ง (Talent) ให้เติบโตไปพร้อมกันเป็นวิธีการที่ดี และสิ่งที่องค์กรต้องทำคือ วางโครงสร้างพัฒนาบุคลากรเป็นภาพใหญ่ที่ทุกคนมีโอกาสพัฒนาและมีเส้นทางการเติบโตในสายงานตนเองอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งต้องทำ Talent Managementไปพร้อมๆ กัน

Talent Management เริ่มตั้งแต่การเลือกกลุ่มคนเก่งในองค์กรรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Bell Shape หรือ Nine Box ในการประเมินผลงาน เป็นต้น ซึ่งการจะสร้างสมดุลในการบริหารบุคลากรทั้ง 2 กลุ่มนี้ให้สำเร็จ องค์กรต้องมีการสื่อสารภายในอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสื่อให้พนักงานทุกคนรู้สึกถึงความเท่าเทียม และมองว่าตนเองสำคัญมีคุณค่าและสร้างการเติบโตให้องค์กรได้เช่นกัน 

พร้อมกันนี้สำหรับการรักษากลุ่มคนเก่ง(Talent) ให้อยู่กับองค์กรในระยะยาว ที่มีประสิทธิภาพและได้ผลลัพธ์มากที่สุด คือ องค์กรต้องทำความเข้าใจกลุ่ม Talent โดยต้องเข้าใจถึงตัวตน ลักษณะนิสัย ความคาดหวัง หรือเป้าหมายสูงสุดในแต่ละช่วงชีวิต เช่น Talent บางคนต้องการผลตอบแทนที่เหมาะสม หรือบางคนต้องการแผนพัฒนาการเติบโตที่ชัดเจน เป็นต้น เมื่อองค์กรทำความเข้าใจ แบบลงลึกไปถึง Talent รายบุคคล และเข้าสู่กระบวนการคิดวิธีการที่จะทำอย่างไรให้เขามีความสุขและสนุกกับงานที่ทำ หัวหน้างาน
สถานที่ทำงาน 

การรักษา Talent ไว้ในองค์กรยุคดิจิทัลให้นาน คือ การกำหนดบทบาทความคาดหวัง และตัวชี้วัดที่ชัดเจนให้กับคนกลุ่มนี้ มีพื้นที่ให้แสดงความสามารถ เพราะลักษณะการทำงานของ Talent ในยุคนี้คือ การเห็นผลสำเร็จอย่างรวดเร็ว เช่น การตั้ง OKR ที่ชัดเจน, การทำ Performance Review ร่วมกับหัวหน้างาน และสิ่งสำคัญคือ การมี Touch point ร่วมกันระหว่าง Talent กับผู้บริหารอยู่เสมอ ผู้บริหารองค์กรต้องคอยสื่อสารถึงทิศทางที่องค์กรกำลังจะเดินไปพร้อมสร้าง Engagement

นอกจากนี้ เคล็ดลับในการบริหาร Talent ยุคดิจิทัล สิ่งสำคัญที่จะทำให้แต่ละคนแสดงศักยภาพเร็วที่สุด คือ (1) การปรับรายได้ผลตอบแทนให้ไวขึ้นกว่าเดิมตาม Performance ที่ Talent แต่ละคนทำได้จริง (2) การจ่ายผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราปกติของตลาด (3) การจ่าย Retention Bonus ที่เป็นการจ่ายโบนัสล่วงหน้า ด้วยการจ่ายเงิน5-10% ให้พนักงานก่อนให้โบนัสด้านอายุงานโดยอยู่กับองค์กรตามเวลาที่กำหนด ซึ่งเหมาะกับกลุ่ม Senior Operation ซึ่งจะมีทั้งการจ่ายเงิน, การมอบหุ้นให้ หรืออื่นๆ และ (4) ในองค์กรยุคดิจิทัลจะต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการพัฒนา Talent มากขึ้นไม่ใช่แค่โปรแกรม Training แต่ต้องพัฒนาบริบทโดยรวม การวางสายอาชีพแบบองค์รวม  การสร้าง Creativity Space ให้ทดลองทำสิ่งใหม่ๆ เช่น การเป็น Project Owner เป็นต้น รวมถึงการทำ Employee Recognition องค์กรต้องชื่นชม รวมทั้งหาพี่เลี้ยง (Mentor) เพื่อให้คำแนะนำถึงกระบวนการทำงานที่ถูกต้อง รวมถึงดูแลเส้นทางการเติบโตของเขาตั้งแต่เริ่มแรก 

สำหรับ “Beyond Training เป็นหนึ่งในองค์กรด้านการฝึกอบรมช่วยพัฒนาพนักงานทั่วไป ก้าวสู่การเป็น Talent หรือคนเก่งในองค์ได้ รวมทั้งมีความเชี่ยวชาญในด้านการสรรหา พัฒนา และรักษากลุ่มคนเก่ง (Talent) ไว้ในองค์กรได้เป็นอย่างดีสิ่งที่องค์กรยึดมั่นมาตลอดเพื่อรักษาคนดีคนเก่งไว้คือ องค์กรต้องสร้างความสุข และสังคมในที่ทำงานใช้เวลาร่วมกันให้มีความสุขมากที่สุด รวมถึงการสนับสนุนดูแลชีวิตความเป็นอยู่ และวางแผนการเติบโตให้กลุ่มคนเหล่านี้รู้สึกมีคุณค่าและสำคัญในองค์กร ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่องค์กรยุคใหม่ต้องสร้างขึ้นมาเพื่อให้เกิด Engagement ระหว่างพนักงานและบริษัท เมื่อพนักงานผูกพันกับบริษัทปัญหา Turnover Rate อาจลดลง ปัญหาต่างๆทั้ง HR และหัวหน้างานก็จะหมดไป เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและเพิ่มการเติบโตขององค์กรอย่างยั่งยืน ข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.Beyondtraining.in.th

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ดูแลตัวเองให้สุขภาพดี ผิวสวยรับซัมเมอร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/722153

LIFE & HEALTH :  ดูแลตัวเองให้สุขภาพดี ผิวสวยรับซัมเมอร์

LIFE & HEALTH : ดูแลตัวเองให้สุขภาพดี ผิวสวยรับซัมเมอร์

วันพุธ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สภาพอากาศในช่วงฤดูร้อนนี้อาจทำให้หลายคนเจ็บป่วยง่าย เพราะมีทั้งอากาศร้อน และฝุ่น PM2.5 เพราะฉะนั้น สิ่งที่ทุกคนต้องตระหนักก็คือ การดูแลสุขภาพและผิวพรรณ เพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้นและฝุ่นละอองขนาดเล็กมักก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายทุกส่วน

ข้อมูลจาก แพทย์หญิงดวงกมล ทัศนพงศากุล แพทย์ประจำศูนย์ผิวหนัง โรงพยาบาลเวชธานีเปิดเผยว่า ในช่วงหน้าร้อน สิ่งที่ต้องระวังคือแสงแดด เพราะอาจก่อให้เกิดปัญหาผิวไหม้แดด ริ้วรอย ฝ้า กระ ตามมาได้เนื่องจากในแสงแดดมีรังสีอัลตราไวโอเลต ซึ่งจะไปทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นหนังแท้ ทำให้เกิดริ้วรอยต่างๆดังนั้น ควรทาครีมกันแดดทุกวัน และควรทาก่อนออกแดดอย่างน้อย30 นาที การทาครีมกันแดดที่ได้ผลดีควรทาให้เพียงพอ ไม่บางหรือหนาจนเกินไป ควรเลือกครีมกันแดดที่สามารถป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB และต้องไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้มีความคงตัวสูง ไม่ว่าจะโดนน้ำ หรือเหงื่อก็จะไม่เหนียวเหนอะหนะ หากเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดโดยเฉพาะในช่วงเวลา 10.00-16.00 น. นอกจากนี้ ในช่วงหน้าร้อนมักทำให้เกิดเหงื่อ ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาผิวต่างๆ อีก ได้แก่

l ผด มีลักษณะเป็นผื่นแดงเล็กกระจายสม่ำเสมอ หรือบางครั้งจะเป็นเม็ดใสๆ ในเด็กมักขึ้นรอบๆ คอ หน้าผาก
หน้าขา และรักแร้ ในผู้ใหญ่มักพบในบริเวณร่มผ้าที่มีการเสียดสี เช่น คอ หนังศีรษะ หน้าอก ลำตัว และข้อพับ แนะนำให้อยู่ในที่อากาศเย็น มีลมโกรก สวมใส่เสื้อผ้าที่เบาสบาย ในเวลาที่เหงื่อออกมาก ให้อาบน้ำหรือใช้ผ้าซุบน้ำเช็ด

l ผื่นผิวหนังอักเสบจากเชื้อรา

-เกลื้อน จะมีลักษณะเป็นผื่นวงกลมหลายๆ วง มีขุยละเอียด สีต่างกัน เช่น สีจางหรือสีขาว แดง น้ำตาล หรือดำมักไม่มีอาการคัน พบมากในผู้เล่นกีฬาที่มีเหงื่อออกมาก อยู่ในที่ร้อนมากๆ สวมเสื้อผ้ารัดแน่น หรือเสื้อผ้าที่อับชื้น เนื่องจากการเกิดความอับชื้นทำให้เกิดการติดเชื้อราได้ง่าย

-กลาก จะมีลักษณะเป็นวงมีขอบเขตชัดเจน เป็นขุย เริ่มต้นด้วยอาการคันแล้วตามด้วยผื่นแดง ต่อมาจะลามเป็นวงออกไปเรื่อยๆ และมักจะคันมาก ส่วนใหญ่มักพบในบริเวณที่มีความอับชื้น ดังนั้น ต้องดูแลรักษาความสะอาดของร่างกายให้ดี บางครั้งกลากอาจจะติดจากการใช้ของร่วมกับคนที่เป็นโรค หรือติดจากสัตว์เลี้ยงก็ได้

l ผื่นผิวหนังอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย-ในฤดูร้อนมีเหงื่อออกมาก ทำให้เกิดการมีกลิ่นตัวได้ง่าย โดยเฉพาะในบริเวณที่มีความอับชื้น เช่น รักแร้และในร่มผ้า

-โรคเท้าเหม็น (Pitted Keratolysis) เป็นโรคที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังบริเวณชั้นนอกมีอาการเท้าแห้งลอก เท้าจะเหม็นมากกว่าคนทั่วไป มีหลุม รูพรุนเล็กๆบริเวณฝ่าเท้าและง่ามเท้า

l ผื่นผิวหนังอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย (Erythrasma) จะมีลักษณะเป็นผื่นแดงแห้งๆ ออกน้ำตาลมักพบบริเวณรักแร้ ขาหนีบ ซอกนิ้วเท้า

l ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis)-มีโอกาสเกิดมากในช่วงฤดูร้อนเพราะมีเหงื่อเป็นตัวกระตุ้น จะมีลักษณะเป็นผื่นแดง แห้งลอก มีอาการคันมาก มักพบตามข้อพับแขน ข้อพับขา ใบหน้า แขน ขา ซอกคอ แนะนำควรหลีกเลี่ยงอากาศร้อนหรือมีฝุ่นละอองมาก เพราะอาจทำให้เกิดอาการคันมากขึ้น

l และผื่นผิวหนังอักเสบบริเวณผิวมัน (Seborrheic dermatitis)-มีโอกาสเกิดได้เมื่อรับแสงแดดจัดหรือโดนความร้อนมากๆ จะมีลักษณะเป็นผื่นแดง มีสะเก็ดเป็นมัน ขอบเขตชัดเจน มักพบบริเวณร่องข้างจมูก หว่างคิ้ว หน้าหลังใบหู และหนังศีรษะ

นอกเหนือจากแสงแดดและความร้อนฝุ่น PM2.5 ก็เป็นปัจจัยที่สามารถทำลายผิวของเราได้ ดังนั้น จึงแนะนำให้ปฏิบัติดังนี้

l ล้างทำความสะอาดผิว ขจัดสารอนุภาคละอองฝุ่นที่ตกค้างออกจากผิวหนัง

l ทาครีมให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวเป็นการทำให้ชั้นผิวหนังมีความแข็งแรงมากขึ้น และ

l หลีกเลี่ยงการออกนอกอาคารโดยไม่จำเป็น หากมีความจำเป็นต้องออกนอกอาคาร ควรสวมหน้ากากที่มีคุณสมบัติป้องกันฝุ่น PM2.5 ได้ รวมทั้งเลือกสวมใส่เสื้อแขนยาว และกางเกงขายาว เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม นอกจากผิวพรรณที่ต้องดูแลแล้ว สุขภาพโดยรวมก็เป็นสิ่งสำคัญ ในสภาวะอากาศร้อนเช่นนี้ควรดูแลตัวเองคนรอบข้างอยู่เสมอ โดยมี 7 วิธี ในการรับมือหน้าร้อน ได้แก่

1.ดื่มน้ำเปล่าบ่อยๆ เพื่อลดทดแทนการสูญเสียน้ำจากเหงื่อ

2.หลีกเลี่ยงอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ และอาหารที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของโรคท้องร่วง

3.สวมใส่เสื้อผ้าที่โปร่งสบาย ระบายความร้อนได้ดี

4.หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดร้อนจัดเป็นเวลานาน

5.หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอากาศร้อนอาจทำให้แอลกอฮอล์ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ดีกว่าปกติ

6.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานได้ดี

7.ควรดูแลเด็กและผู้สูงอายุเป็นพิเศษ

เทคนิคการดูแลผิวพรรณและสุขภาพ สามารถเริ่มต้นได้ที่ตัวเอง แต่หากปฏิบัติตามแล้วยังเกิดความผิดปกติกับร่างกาย ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อได้รับการวินิจฉัยและการรักษาอย่างเหมาะสม

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จักนวัตกรรมที่ช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/712662

LIFE & HEALTH :  รู้จักนวัตกรรมที่ช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

LIFE & HEALTH : รู้จักนวัตกรรมที่ช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

วันพุธ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นวัตกรรม คือ กระบวนการสร้างสิ่งใหม่หรือปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่แล้ว สามารถอ้างถึงผลิตภัณฑ์ กระบวนการ บริการ เทคโนโลยี หรือแนวคิดใหม่ๆ รวมถึงการปรับองค์กรหรือการจัดการต่างๆ ให้ดีขึ้น โดยทั่วไปแล้ว นวัตกรรมคือการหาวิธีการใหม่ๆ ในการทำสิ่งต่างๆ ซึ่งจะส่งผลดีต่อชีวิตของผู้คน ตัวอย่างของนวัตกรรม เช่น การพัฒนารถยนต์ อินเตอร์เนต และการรักษาทางการแพทย์ใหม่ๆ

ข้อมูลจาก ธนะชัย กุลสมบูรณ์สินธ์ นักกลยุทธ์นวัตกรรม เปิดเผยว่า จากการจัดอันดับดัชนีนวัตกรรม (Global Innovation Index) ปี 2022 โดยองค์การทรัพย์สินทางปัญญาแห่งโลก (WIPO) พบว่า 5 อันดับแรกของประเทศนวัตกรรม คือ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา สวีเดน สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ ตามลำดับ สำหรับ ประเทศไทย อยู่อันดับ 43 นับเป็นอันดับ 3 ในประเทศอาเซียน รองจากสิงคโปร์ (อันดับ 7) และ มาเลเซีย (อันดับ 36) ทั้งนี้ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ในฐานะหน่วยงานสนับสนุนการสร้างระบบนวัตกรรมของประเทศ ได้พบว่า ในปี 2566 นี้มีแนวโน้มนวัตกรรมที่ช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ได้แก่

l ขาขึ้นของเทคโนโลยีใหม่ด้านพลังงาน โดยเปลี่ยนจากการใช้พลังงานปิโตรเลียมเป็น “พลังงานหมุนเวียน” เช่น ระบบกักเก็บพลังงานแสงอาทิตย์แบบเข้มข้นการแปลงพลังงานจากแหล่งความร้อนใต้พิภพ พลังงานชีวภาพ พลังงานไฟฟ้า และพลังงานไฮโดรเจนสีเขียว ซึ่งเทคโนโลยีที่สำคัญต่อการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในอนาคตก็คือ “ระบบสำรองพลังงานประสิทธิภาพสูง” เช่น การสำรองไฟฟ้าสำหรับระบบโครงข่ายพลังงาน เทคโนโลยีสำรองไฟฟ้าแบบวัสดุลิเทียมไอออนขั้นสูง ระบบแบตเตอรี่ทางเลือก เป็นต้น

l การฟื้นสร้างอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและอากาศยาน แม้ว่าการเปิดประเทศภายหลังวิกฤตการณ์โควิด-19 ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวกลับมาคึกคักอีกครั้ง แต่รูปแบบการเดินทางและท่องเที่ยวมีการปรับเปลี่ยนไป ผู้ประกอบการจึงต้องพัฒนาการท่องเที่ยวให้ตอบโจทย์ความยั่งยืนด้วยนวัตกรรม ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ตั้งแต่การพัฒนารูปแบบตลาดที่ลดการพึ่งพิง
นักท่องเที่ยวต่างชาติ การอำนวยความสะดวกและสร้างประสบการณ์ใหม่ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การบริหารจัดการที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ การท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ชุมชน รวมถึงการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่อย่าง Workation หรือ Stacation ในด้านธุรกิจการบินก็ต้องนำนวัตกรรมเข้ามาช่วยบริหารจัดการปัญหาการขาดแคลนบุคลากรและทรัพยากรในห่วงโซ่ การให้บริการที่ลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาและบริหารจัดการเชื้อเพลิงสำหรับอากาศยานอย่างมีประสิทธิภาพ

l ผู้เล่นใหม่จากวงการเทคโนโลยีเชิงลึก การพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่จะช่วยแก้ไขปัญหาสำคัญของโลก
โดยเป็นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนยากต่อการเลียนแบบ จึงสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันบนฐานของทรัพย์สินทางปัญญา สามารถผลักดันธุรกิจให้ขยาย-สร้างตลาดใหม่ได้ในระดับนานาชาติได้ อีกทั้งยังได้รับความสนใจจากผู้ใช้หรือนักลงทุนทั้งในกลุ่มเกษตร อาหาร อวกาศ เทคโนโลยีเสมือนจริง เซ็นเซอร์ ฯลฯ ทั้งนี้ พบว่าการระดมทุนของธุรกิจดีพเทคเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากตั้งแต่ปี 2561 ถึง 2565 จาก 15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 60 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวอย่างของนวัตกรรม เช่น ผลิตภัณฑ์ของ Apple วัคซีนโควิด-19 รถไฟฟ้า Tesla ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต่างเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นถึงพลังของดีพเทคที่อาจจะเป็นเคลื่นลูกที่ 4 ในการปฏิวัติอุตสาหกรรม

l การกลับมาผงาดอีกครั้งของญี่ปุ่นด้วยซอฟต์ พาวเวอร์ ตั้งแต่อดีตประเทศญี่ปุ่นมีความโด่ดเด่นในการใช้ซอฟต์ พาวเวอร์ มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งการเติบโตของอุตสาหกรรมและการสร้างการรับรู้ให้กับประเทศในเวทีสากล เช่น การนำซอฟต์ พาวเวอร์ มากระตุ้นและใช้งานผ่านกิจกรรมโอลิมปิก 2020 โดยนำจุดเด่นของ MAG culture (หนังสือการ์ตูน ; manga,
อะนิเมะ ; anime และ เกม ; games) และตัวละครอย่างมาริโอ้ โปเกมอน หรือโดราเอมอน มาใช้ประโยชน์ในการสื่อสารและเชื่อมโยงกับผู้คน ส่วนประเทศไทย ภาครัฐ มีแนวทางการขับเคลื่อนซอฟต์ พาวเวอร์ ภายใต้กรอบ 5F ได้แก่ Food (อาหาร) Film (ภาพยนตร์และ วีดิทัศน์) Fashion (ผ้าไทยและการออกแบบแฟชั่น) Fighting (ศิลปะการต่อสู้-มวยไทย) และงานเทศกาล (Festival) โดยนวัตกรรมที่คาดว่าจะเป็นเครื่องมือที่จะช่วยขับเคลื่อน 5F คือ NFT (Non-fungible Token) โดยเฉพาะในตลาดนักสะสมของหายาก และเป็นช่องทางสำหรับศิลปินและผู้ผลิตผลงานศิลป์หน้าใหม่ ทำให้ระบบนิเวศของผลงานสร้างสรรค์ไทยเติบโตและผลักดันซอฟต์ พาวเวอร์ ไทยให้เข้มแข็ง

l ปัญญาประดิษฐ์ที่สร้างสรรค์เนื้อหาจากข้อมูล ดิจิทัลได้ปฏิวัติภูมิทัศน์สื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการเข้าถึงผู้คน และเปิดทางให้กับ “คอนเทนต์ครีเอเตอร์” หลายล้านคนเข้ามาสร้างพื้นที่เศรษฐกิจสื่อรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “Creator Economy” โดยเฉพาะผู้สร้างที่เป็นปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปัจจุบันสามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่มนุษย์ได้ออกแบบ-สอนไว้ในการสร้างไอเดียและเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างคอนเทนท์ที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนในระดับปัจเจกมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาที่คิดเป็น 56.5% เมื่อเทียบกับการใช้งาน AI ในด้านอื่น นอกจากนี้ AI ยังมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมบันเทิงในมิติอื่น เช่น Virtual influencer ที่สามารถควบคุมและกำหนดทิศทางการสื่อสารได้ง่ายกว่าการใช้มนุษย์ มีหน้าตาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ บุคลิกภาพโดดเด่นดึงดูดสายตาไม่ต่างจากนางแบบที่เป็นมนุษย์จริง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการรักษาภาพลักษณ์และลดต้นทุนของแบรนด์ได้อีกด้วย

l เข้าสู่ยุคใหม่ของเทคโนโลยีอาหาร การเพิ่มขึ้นของประชากรโลก พฤติกรรมการบริโภคที่เน้นอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารที่มีกระบวนการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้เทคโนโลยีชีวภาพมีส่วนสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาทรัพยากรอาหารที่มีอยู่อย่างจำกัด รวมถึงเข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอาหาร ต่อยอดกระบวนการผลิตอาหารให้ตอบโจทย์การลดภาวะโลกร้อนไปพร้อมกับสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืนต่อโลก เช่น เนื้อที่ทำจากพืชเนื้อสัตว์ที่เพาะในห้องแล็บ อาหารจากเครื่องปริ้นสามมิติ อาหารทางเลือกที่ปราศจากการปรุงแต่ง หรือผ่านการปรุงแต่งน้อย อาหารเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน อาหารที่อัดแน่นด้วยคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยคาดว่า ตลาดอาหารแห่งอนาคตของโลกในปี 2568 จะมีมูลค่าถึง 0.31 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือขยายตัวเพิ่มขึ้น 51% เมื่อเทียบกับปี 2563

l การลงทุนขนานใหญ่ในเทคโนโลยีความมั่นคง การพัฒนาเทคโนโลยีทางการทหารเป็นสิ่งที่หลายประเทศให้ความสำคัญเพื่อด้านความมั่นคงและทางเศรษฐกิจ เช่น การเตรียมความพร้อมด้านยุทโธปกรณ์และความมั่นคงข่าวสารทำให้เกิดการลงทุนด้านนวัตกรรมทางการทหารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย รัสเซีย และสหราชอาณาจักรที่มีการใช้จ่ายงบประมาณด้านนี้สูงสุด ส่วนนวัตกรรมที่มีความสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาเทคโนโลยีด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ระบบการบินเหนือเสียง หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์ ความมั่นคงทางไซเบอร์ และอาวุธพลังงานสูง เมื่อมองถึงประเทศไทยรัฐบาลก็มีนโยบายผลักดันให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เป็น S-Curve ตัวที่ 11 โดยเน้นการส่งเสริมและวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีสองทางที่สามารถนำใช้งานได้ทั้งภารกิจด้านความมั่นคงและสำหรับภาคพลเรือนทั่วไปเชิงพาณิชย์ด้วย

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : รอบรู้ สู้ภัยมะเร็ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/711020

Life & Health : รอบรู้ สู้ภัยมะเร็ง

Life & Health : รอบรู้ สู้ภัยมะเร็ง

วันพุธ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โรคมะเร็งถือเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของโลกรวมทั้งประเทศไทย จากสถิติขององค์การอนามัยโลกในปี พ.ศ. 2561 คาดการณ์ว่ามีจำนวนผู้ป่วยทั่วโลกที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งประมาณ 18 ล้านคน ซึ่งมีแนวโน้มการเกิดโรคสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ว่าอีก 20 ปีข้างหน้า จะมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็น 29 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นอีก 60%

ข้อมูลจาก นพ.สกานต์ บุนนาคผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำหรับประเทศไทยโรคมะเร็งยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทยมาตลอดช่วงเวลากว่า 20 ปี และยังพบผู้ป่วยรายใหม่ต่อปีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากข้อมูลสถิติโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบว่า แต่ละปีจะมีจำนวนผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ ประมาณ 140,000 คน หรือคิดเป็นประมาณ 400 คนต่อวัน และเสียชีวิตปีละประมาณ 80,000 คนต่อปี หรือกว่า 200 คนต่อวัน โดยโรคมะเร็งที่พบมาก 5 อันดับแรกในคนไทย ได้แก่ มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก และมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเป็นที่น่ากังวลว่ามะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ผู้ป่วยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในขณะที่มะเร็งอื่นๆที่กล่าวมามีแนวโน้มค่อนข้างคงที่หรือลดลง

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ ของทุกปีถือเป็น “วันมะเร็งโลก” หรือ World Cancer Day ซึ่ง ในปี 2565-2567 มีหัวข้อในการรณรงค์ คือ “Close the Care Gap : ปิดช่องว่างเพื่อการดูแลที่สมคุณค่า” และในปี พ.ศ. 2566 นี้มีประเด็นรณรงค์ คือ “Uniting our voices and taking action : ร่วมส่งพลังเสียงและลงมือทำ” มุ่งเน้นการร่วมกันหยุดการส่งต่อข้อมูลเท็จด้านโรคมะเร็ง (Fake Cancer News) และให้กำลังใจกับผู้ป่วยโรคมะเร็งให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้โดยเร็ว

ปัจจัยที่ทำให้โรคมะเร็งยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทยและยังพบผู้ป่วยรายใหม่ต่อปีเพิ่มขึ้นต่อเนื่องแม้ว่าประเทศเราจะมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยมากขึ้นและประชาชนมีสิทธิประโยชน์ในการคัดกรองและรักษาโรคมะเร็งได้ในทุกสิทธิก็ตาม เป็นเพราะสังคมไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างรวดเร็ว ปัญหาด้านมลภาวะและพฤติกรรมของประชาชนที่เปลี่ยนไปพร้อมความเจริญของสังคมเมือง เช่นการชอบรับประทานอาหารแปรรูปมากขึ้น การชอบรับประทานอาหารปิ้งย่างไหม้เกรียม การกินผักผลไม้ลดลง การรับประทานอาหารมันๆ และปัญหาของผู้คนที่มีภาวะอ้วนมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการดื่มสุราและสูบบุหรี่ที่ถึงแม้จะมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง ส่วนอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็ง ได้แก่การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบแบบเรื้อรัง การติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับจากการกินปลาดิบ การตากแดดจัดเป็นประจำโดยไม่ป้องกัน การใช้ยาฮอร์โมนเอสโตรเจนต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายปีและจากพันธุกรรม เป็นต้น ทั้งนี้ ปัจจัยภายในร่างกาย เช่น พันธุกรรมมีส่วนเพียง 5-10% และปัจจัยภายนอกมีส่วนประมาณ 90-95% ได้แก่ พฤติกรรมการดำเนินชีวิตและสิ่งแวดล้อม

เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่ามะเร็งบางชนิดสามารถตรวจคัดกรองได้ตั้งแต่ระยะก่อนเป็นมะเร็งหรือเป็นมะเร็งเริ่มแรก เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ถ้าตรวจพบในระยะเริ่มแรกจะมีโอกาสรักษาให้หายขาดสูง องค์การอนามัยโลกจึงแนะนำให้มีการตรวจคัดกรองมะเร็งในระยะเริ่มแรกถึงแม้ว่าจะไม่มีอาการใดๆ การคัดกรองมะเร็งชนิดต่างๆอย่างเหมาะสมจะแตกต่างกันไปตามเพศและอายุซึ่งสามารถปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับรายละเอียดการคัดกรองนี้ หรือสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ website สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ https://nci.go.th ในส่วนของ “ความรอบรู้สู้ภัยมะเร็ง”

หากวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งแล้วปัจจุบันทุกสิทธิการรักษาสามารถเข้าถึงบริการการรักษามาตรฐานของมะเร็งได้ฟรี ได้แก่ การผ่าตัด การใช้ยา และ รังสีรักษา ซึ่งปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก เช่น การผ่าตัดแผลเล็ก การผ่าตัดแบบวันเดียวกลับ สามารถใช้ได้กับมะเร็งหลายชนิดโดยเฉพาะถ้าเจอในระยะแรก การใช้รังสีรักษาในปัจจุบัน การวางแผนประกอบกับเครื่องฉายรังสีที่ทันสมัยทำให้รังสีพุ่งตรงไปที่ก้อนมะเร็งได้แม่นยำขึ้นกระทบเนื้อเยื่อปกติรอบๆ น้อยลง ส่งผลให้ผลข้างเคียงจากการฉายรังสีและจำนวนครั้งที่ฉายลดลงมาก ส่วนการรักษาด้วยยา นอกจากยาเคมีบำบัดแล้วยังมีการนำยาพุ่งเป้า (targeted therapy) และยาปรับภูมิคุ้มกัน (immunotherapy) มาร่วมรักษาทำให้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นแต่ผลข้างเคียงจากยาลดลง ถึงแม้จะเกิดผลข้างเคียงก็มียาใหม่ๆรวมทั้งการใช้กัญชาทางการแพทย์มาที่ช่วยลดผลข้างเคียงได้ดีกว่าในอดีตมาก ดังนั้น เราจึงไม่ควรเลี่ยงการตรวจสุขภาพเพื่อคัดกรองโรคมะเร็ง และเมื่อตรวจพบก็ไม่ควรกลัวที่จะเข้ารับการรักษาเพราะการตรวจพบในระยะแรก การรักษามักจะไม่ยุ่งยากซับซ้อน ผลข้างเคียงจากตัวโรคและการรักษาน้อย และโอกาสหายขาดสูง

ในปัจจุบันเป็นยุคที่มีการใช้ social mediaอย่างกว้างขวางมีการแชร์ข้อมูลเท็จด้านโรคมะเร็ง (Fake Cancer News) กันอย่างมากมายทั้งจากผู้ที่ตั้งใจเพราะมีผลประโยชน์แอบแฝง และ ไม่ตั้งใจคือเจตนาดีแต่ไม่รู้ว่าเป็นข้อมูลเท็จทำให้ผู้ป่วยที่ได้รับข้อมูลเท็จไป ตัดสินใจผิด และ ได้รับการรักษาที่เหมาะสมล่าช้า ขาดโอกาสที่จะหายขาด หรืออาจซ้ำเติมโรคมะเร็งให้รุนแรงมากขึ้น ที่ผ่านมา แม้จะมีการจัดตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมโรคมะเร็ง โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ เพื่อตรวจสอบและให้ข้อมูลข้อเท็จจริง ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีข่าวด้านโรคมะเร็งที่สงสัยว่าอาจจะเป็นข่าวปลอมทั้งจากที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมส่งมาให้ช่วยหาข้อมูล และ ที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติสืบค้นตรวจจับกว่า 600 เรื่อง ส่วนมากจะเป็นข่าวที่ไม่มีข้อมูลทางวิชาการหรืองานวิจัยทางการแพทย์รองรับ มักเป็นการคิดเอาตามสมมุติฐานของตนเองโดยไม่มีการพิสูจน์ หรือ เป็นการอ้างต่อๆกันมาแบบไม่มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือรองรับ โดยมีผลกระทบอย่างมากทั้งกับคนที่ยังไม่ป่วยและคนที่ป่วยเป็นมะเร็งแล้ว คนที่ยังไม่ป่วยมักสนใจข่าวที่ว่ากินหรือใช้ผลิตภัณฑ์อะไรแล้วสามารถป้องกันมะเร็งได้ ซึ่งอาจมีความจริงบางส่วน เช่น การกินน้ำผักผลไม้ปั่นช่วยป้องกันมะเร็ง แต่บางครั้งผู้ให้หรือผู้รับสารอาจให้น้ำหนักมากเกินไปจนคิดว่าไม่ต้องปรับเปลี่ยนลดพฤติกรรมเสี่ยงเช่นยังคงกินเหล้า ยังคงสูบบุหรี่ เพราะคิดว่าน้ำผลไม้ปั่นป้องกันมะเร็งได้ 100% หรือในทางกลับกันเชื่อว่าสิ่งโน้นสิ่งนี้เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งจนไม่กล้าใช้หรือรับประทานสิ่งนั้นโดยไม่จำเป็น จนกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น กลัวว่าการใช้ roll on ต่อเนื่องเป็นเวลานานจะทำให้เป็นมะเร็งเต้านมซึ่งเป็นข้อมูลเท็จ ส่วนผู้ป่วยโรคมะเร็งมักจะสนใจว่าสิ่งใดจะทำให้หายขาดจากโรคมะเร็งได้ด้วยวิธีง่ายๆ จนทิ้งการรักษาตามมาตรฐานไป ทำให้เสียโอกาสที่จะรักษาโรคให้หายขาด หรือการรักษาที่ไม่ได้มาตรฐานนั้นอาจซ้ำเติมอาการของโรคมะเร็งให้หนักขึ้นรุนแรงขึ้นจนอาจเสียชีวิตได้เช่น การทำ Ice Bathing เป็นต้น

เพื่อหยุดยั้งการแชร์ข้อมูลเท็จต่างๆ ด้านโรคมะเร็ง ท่านสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ทาง website สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ https://thaicancernews.nci.go.th/_v2/ และ Facebook สถาบันมะเร็งแห่งชาติ Facebook : Thai Cancer News

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : สมรรถนะที่ผู้นำยุคดิจิทัลต้องมี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/709517

LIFE & HEALTH :  สมรรถนะที่ผู้นำยุคดิจิทัลต้องมี

LIFE & HEALTH : สมรรถนะที่ผู้นำยุคดิจิทัลต้องมี

วันพุธ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โลกเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงหลากหลายด้านจากผลกระทบของวิกฤตการณ์ที่ผ่านมา ทั้งด้านสังคม สภาวะแวดล้อม รวมถึงแนวโน้มธุรกิจที่สร้างความผันผวนจนน่าตกใจ แต่สิ่งสำคัญที่สุดไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงแค่ไหน คือ การบริหารจัดการคน และการยกระดับศักยภาพของบุคลากรในองค์กรให้ทันการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว

ข้อมูลจาก ภก.คงเกียรติ ฉัตรหิรัญทรัพย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บียอนด์ เทรนนิ่ง จำกัด สถาบันฝึกอบรมชั้นนำของประเทศ ผู้ให้บริการธุรกิจด้านบริการฝึกอบรมโปรแกรมด้านทักษะผู้นำยุคใหม่ที่โดดเด่นด้านการสร้างภาวะผู้นำให้พนักงานองค์กร เปิดเผยว่า ความสำคัญของโครงการพัฒนาศักยภาพผู้นำ (Adaptive Leadership Series) คือ การยกปัญหาที่เกิดขึ้นจริงของการพัฒนาผู้นำโดยเสริมสมรรถนะที่สำคัญทั้ง 8 ด้าน ที่ผู้นำยุคใหม่จำเป็นต้องมี คือ

1.Resource Management ความสามารถด้านการบริหารทรัพยากรวางแผนจัดสรรงานและบริหารคนให้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้จากการทำโครงการขนาดใหญ่ให้องค์กร

2.Change Management ความสามารถในการบริหารจัดการกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งด้านสภาวะแวดล้อมกระบวนการทำงาน รวมถึงสภาพจิตใจและพฤติกรรมของคนในองค์กร

3.Digital Disruption การปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัล ความสามารถด้านการรับมือกับเทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามาแทรกแซงกระบวนการทำงานขององค์กรยุคใหม่

4.Building Team for Future สร้างทีมรองรับการเติบโตในอนาคต ความสามารถในการสร้างอิทธิพลและเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญเพื่อ “สร้างทีมงาน” ที่พร้อมเดินหน้าสู่อนาคตไปพร้อมกับองค์กร

5.Attitudes ทัศนคติของการเป็นผู้นำ ทัศนคติของ “คนยุคใหม่” ที่พร้อมเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับอาชีพและคุณภาพชีวิตของตนเอง

6.Communication Effectiveness การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ เก่ง ด้านประสานงานและสื่อสารกับบุคลากรต่างแผนก เพื่อนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ต้องการ

7.Performance Management ความสามารถด้านบริหาร ด้วยวิธีการทำงานที่เป็นระบบมีมาตรฐานและลดข้อผิดพลาดอีกทั้งยังเก่งด้านการสร้าง ROI (Return on Investment) คืนสู่องค์กร

8.Interpersonal Skills ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เชื่อมความสัมพันธ์ของคนในองค์กรเข้าใจคนแต่ละประเภท รับรู้จุดแข็งจุดอ่อน เพื่อดึงศักยภาพสูงสุดของแต่ละคนออกมา

ล่าสุด บียอนด์ เทรนนิ่งฯ ได้เปิดตัวหลักสูตร Adaptive Leadership Series ภายในงาน Thailand HR Day เพื่อฉลองวาระการครบรอบการก่อตั้งสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) ที่แสดงถึงความพร้อมในการเป็นสถาบันที่มุ่งสร้างผู้นำยุคใหม่ (Adaptive Leadership) ให้กับคนทุกระดับในองค์กร ด้วยโครงการพัฒนาศักยภาพผู้นำที่มีงานวิจัยรองรับ ที่มีผลงานโดดเด่นในการพัฒนาผู้นำจากองค์กรชั้นนำของประเทศไทย ให้สามารถเปลี่ยนมุมองความคิด และพฤติกรรมของผู้นำได้จริง

โครงการพัฒนาศักยภาพผู้นำจะเสริมสมรรถนะที่สำคัญทั้ง 8 ด้าน โดยจะเริ่มใช้กระบวนการจับคู่ด้วยชุดทักษะที่เหมาะสมกับกลุ่มบุคลากรในแต่ละระดับ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ

1.กลุ่ม Frontline Leader คือกลุ่มที่เริ่มมีผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นครั้งแรก ทักษะที่ต้องพัฒนามี 3 ด้าน ได้แก่ Task Management, People Management,Change Management และ

2.กลุ่ม Manager Level คือกลุ่มที่เคยบริหารผู้ใต้บังคับบัญชามาแล้ว ต้องการต่อยอดทักษะเชิงลึกของการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มขนาดทีมและขอบข่ายความรับผิดชอบมากขึ้น

แต่ทั้งนี้สิ่งที่ทำให้โครงการพัฒนาศักยภาพผู้นำ Adaptive Leadership Series แตกต่างเหนือจากการเลือกวิชาแล้ว อีกความโดดเด่น คือ การวางโครงสร้างการเรียนรู้ (The New Way Of Employee Learning) ที่หลากหลายตามหลักทฤษฎีการเรียนรู้แบบ 10:20:70 ที่ประกอบไปด้วย

l (10) เพื่อให้เกิด ความรู้พื้นฐานในแต่ละทักษะ ทั้งในรูปแบบ Classroom Training หรือผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง E-Learning และ Virtual Live Class

l (20) การสนับสนุนให้เกิด Learning Culture ในองค์กรด้วย กิจกรรมต่างๆ ที่ให้ผู้เรียนแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน พร้อมกับการมี Guideline เพื่อให้หัวหน้างาน หรือ ผู้บริหารสายงาน เข้าไป Coaching & Mentoring ผู้เรียนก่อนนำทักษะจริงไปใช้กับการทำงาน เช่น กิจกรรม Sharing Session, Community of Practice (COP) โดยผู้เชี่ยวชาญ ที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ เข้าไปร่วมแบ่งปันประสบการณ์พร้อมตอบคำถามข้อสงสัย เพื่อให้สิ่งที่เรียนรู้นำไปใช้ในการทำงานจริง เป็นต้น

l (70) การเสริมสร้างประสบการณ์ให้กับผู้เรียนด้วยการสนับสนุนให้หัวหน้างาน มอบหมายโครงการที่ท้าทายให้มีโอกาสได้ใช้ทักษะที่ได้เรียนรู้จากโครงการกับงานจริง (Project assignment) รวมถึงการสนับสนุนให้เกิด Knowledge Sharing
ในองค์กร การทำ Experience &Exposure, Hackathon และกิจกรรม Boost camp เพื่อสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งพฤติกรรม ทัศนคติ ทักษะ และความรู้ แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ ข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.Beyondtraining.in.th

ดังนั้น การเปิดหลักสูตรใหม่โปรแกรม Adaptive Leadership Series จะเป็นตัวเลือกที่ได้มาตรฐานสำหรับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ ที่ต้องการพัฒนาผู้นำยุคใหม่อย่างเร่งด่วน เพื่อเดินหน้าธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในยุคดิจิทัลใหม่นี้

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เรียนรู้การดูแลรักษาโรคเกาต์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/707929

LIFE & HEALTH : เรียนรู้การดูแลรักษาโรคเกาต์

LIFE & HEALTH : เรียนรู้การดูแลรักษาโรคเกาต์

วันพุธ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หลายคนอาจจะเคยได้ยินว่า “กินไก่เยอะๆ ระวังเป็นเกาต์ไม่รู้ตัวนะ” เสียงเตือนซ้ำๆ ที่ยังคงวนเวียนให้ได้ยินกันเป็นประจำ รวมไปถึงการเตือนเรื่องการรับประทานยอดผัก เนื้อแดง เครื่องในสัตว์ และอาหารทะเลในปริมาณที่มากเกินไป เมนูจานเด็ดที่หลายคนรับประทานเป็นประจำในทุกๆ วัน แต่แท้ที่จริงแล้วการรับประทานไก่และเมนูข้างต้นในปริมาณมาก กลับไม่ใช่สาเหตุหลักของการเกิดโรคเกาต์อย่างที่หลายคนเข้าใจ

ข้อมูลจาก นพ.วรศักดิ์ ศิริชาลีชัย อายุรแพทย์โรคข้อและรูมาติสซึมโรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า ความเชื่อเรื่องรับประทานไก่มากๆ แล้วจะเป็นโรคเกาต์นั้นไม่เป็นความจริง เนื่องจากโรคเกาต์เป็นโรคข้ออักเสบที่เกิดจากระดับกรดยูริกในเลือดสูงมาเป็นเวลานานจนเกิดการตกตะกอนสะสมเป็นผลึกเกลือยูเรตตามเนื้อเยื่อบริเวณต่างๆ โดยเฉพาะในข้อและบริเวณรอบข้อทำให้ข้ออักเสบเฉียบพลันรุนแรง โดย กรดยูริก เกิดจากกระบวนการทางเคมีในร่างกายและมีส่วนที่เป็นผลมาจากการรับประทานอาหารที่มีกรดยูริกสูงเข้าไป จะถูกขับออกจากร่างกายผ่านการขับถ่าย แต่เมื่อร่างกายขับออกได้ไม่หมดในระยะเวลาที่นานเพียงพอก็จะไปสะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ โดยเฉพาะที่บริเวณข้อกระดูก แม้สัตว์ปีกอย่างไก่อาจไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทําให้กรดยูริกในเลือดสูงโดยตรง แต่ก็อาจเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้โรคเกาต์กําเริบในคนที่มีกรดยูริกสูงอยู่แล้ว เพราะไก่เป็นสัตว์ที่มีสารพิวรีนในเนื้อค่อนข้างสูง เมื่อสารพิวรีนมีการย่อยสลายก็จะกลายเป็นยูริก ซึ่งไก่ไม่ได้เป็นอาหารต้องห้ามของผู้เป็นโรคเกาต์ แต่ผู้ป่วยบางรายรับประทานเข้าไปแล้วมีอาการปวดตามข้อมากขึ้น จึงแนะนำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงและเลือกโปรตีนจากแหล่งอื่นมาทดแทน

สาเหตุการเกิดโรคเกาต์

สาเหตุสำคัญในการเกิดโรคเกาต์ คือ มาจากกรรมพันธุ์ อายุที่มากขึ้น การทำงานของไตที่ลดลง การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป การใช้ยาบางชนิดซึ่งมีผลต่อระดับกรดยูริกในเลือด เช่น ยาขับปัสสาวะ ยารักษาวัณโรค รวมทั้งผู้ป่วยที่เป็นเพศชายที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่จะมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง และผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคสะเก็ดเงิน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุสําคัญที่ทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดสูงได้

อาการของโรคเกาต์

หากโรคเกาต์กำเริบจะส่งผลให้มีอาการปวด บวม แดง ร้อน บริเวณนิ้วหัวแม่เท้าหรือตามข้อต่างๆ เช่น ข้อเท้า หรือข้อเข่า จนทำให้เดินลงน้ำหนักหรือใช้งานข้อไม่ได้ อาการนี้จะเป็นๆ หายๆ อาจทิ้งระยะเป็นสัปดาห์ เป็นเดือนหรือนานเป็นปี และอาการปวดอาจเป็นข้อเดียวหรือปวดหลายข้อพร้อมกันก็ได้ ในกรณีผู้ป่วยบางรายที่เป็นโรคเกาต์มานาน และไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ยูริกจะเกิดการตกตะกอนเป็นผลึกยูเรตแล้วสะสมจนเป็นปุ่มก้อนโทฟัสใน บริเวณเท้า ตาตุ่ม มือ ข้อศอก และใบหู และในรายที่เป็นมากจะมีข้อพิการผิดรูปร่วมด้วย

ขณะที่การวินิจฉัยโรคเกาต์ที่แม่นยำที่สุด แพทย์จะเจาะน้ำไขข้อจากข้อที่กำลังอักเสบ มาส่งตรวจเพื่อหาผลึกยูเรต แต่หากผู้ป่วยมาพบแพทย์ในขณะที่ไม่มีอาการข้ออักเสบ จำเป็นต้องอาศัยทั้งประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจเลือดเพื่อดูระดับยูริก การเอกซเรย์ เพื่อสามารถให้การวินิจฉัยที่ถูกต้องได้ เนื่องจากจะมีอีกหนึ่งโรคที่มีอาการคล้ายกับโรคเกาต์ อาจทำให้เกิดความสับสน นั่นคือ “โรคเกาต์เทียม” แม้จะมีสาเหตุการเกิดที่แตกต่างกัน แต่ทั้งสองโรคจะมีอาการปวด และการอักเสบคล้ายกัน แต่โรคเกาต์เทียมมักจะมีอาการปวดตรงบริเวณข้อใหญ่ๆ เช่น หัวเข่า, ข้อเข่า, ข้อมือ และข้อไหล่เท่านั้น

การรักษาโรคเกาต์

สำหรับแนวทางการรักษาโรคเกาต์สามารถรักษาหายขาดได้ หากได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมและต่อเนื่อง โดยจะต้องลดระดับกรดยูริกในร่างกายและป้องกันการกำเริบของการอักเสบในข้อ โดยแพทย์จะให้ยารักษาอาการข้ออักเสบและลดระดับยูริกในเลือดให้ต่ำกว่า 5-6 มิลลิกรัม/เดซิลิตร เพื่อช่วยลดโอกาสเกิดข้ออักเสบกำเริบซ้ำ ส่วนปุ่มและก้อนโทฟัสจะค่อยๆ มีขนาดเล็กลง ผู้ป่วยเกือบทุกรายที่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีจะไม่มีอาการปวดข้ออีก การใช้ยารักษาโรคเกาต์จึงควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่สำคัญผู้ป่วยไม่ควรซื้อยารับประทานเองเพื่อลดความเสี่ยงที่เป็นอันตรายจากการใช้ยารวมถึงการแพ้ยาที่อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

อย่างไรก็ตาม อาหารบางชนิดมีส่วนในการเพิ่มระดับกรดยูริกในเลือดได้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคเกาต์ที่ไม่อยากให้อาการกำเริบซ้ำควรเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อประเมินการใช้ยาลดระดับกรดยูริกในเลือดและระมัดระวังอาหารที่มีสารพิวรีนสูงบางชนิด เช่น เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล น้ำหวานที่มีน้ำตาลฟรุกโตส และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการปวดตามข้อทรมานจากโรคเกาต์ได้ เพียงเท่านี้คุณก็เลี่ยงจากความเจ็บปวดจากการกำเริบของโรคได้

ขอเชิญช่วยผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศ

สำหรับปีใหม่นี้สำหรับผู้ที่ต้องการช่วยผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งที่ยากไร้ทั่วประเทศ ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิงเลขาธิการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์จ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ขอเชิญบริจาคช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งที่ยากไร้ เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา รวมทั้งค่ายา ค่าเดินทางมาตรวจรักษา ค่าที่พัก เวชภัณฑ์ต่างๆ ด้วย ที่ผ่านมาผลงานสำคัญที่เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติที่ได้รับการช่วยเหลือจากกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ คือ การเพิ่มอัตราการหายขาดเพิ่มขึ้นในโรคมะเร็งต่อมหมวกไตในระยะแพร่กระจายจากไม่ถึง 20% เพิ่มเป็น 50% โดยการใช้ยาเคมีบำบัดตัวใหม่ นอกจากนี้ ได้ช่วยเหลืองานวิจัยการรักษาโรคมะเร็งสมองโดยใช้ชีวโพลิเมอร์กับยามะเร็ง SN38 เป็นต้น ร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2- 08742-3 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/โทร.02-7183800 ต่อ 123

LIFE & HEALTH : เรียนรู้เรื่องนวัตกรรมเพื่อชีวิตที่ดีกว่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/706405

LIFE & HEALTH :  เรียนรู้เรื่องนวัตกรรมเพื่อชีวิตที่ดีกว่า

LIFE & HEALTH : เรียนรู้เรื่องนวัตกรรมเพื่อชีวิตที่ดีกว่า

วันพุธ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ปัจจุบันในโลกนี้มีความท้าทายต่างๆ มากมาย เช่น เรื่องโรคระบาด ภาวะสงคราม เรื่องเศรษฐกิจที่ตกต่ำลง ภาวะโลกร้อน ปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำทางสังคม เป็นต้น การที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้งก่อให้เกิดนวัตกรรมในด้านต่างๆ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทำให้องค์กร หน่วยงานต่างๆ และประชาชนมีการปรับตัว ปรับพฤติกรรมใช้เทคโนโลยีต่างๆ มาช่วยให้การดำเนินชีวิตดีขึ้น ปลอดภัย สะดวกสบายมากขึ้น

ข้อมูลจาก ธนะชัย กุลสมบูรณ์สินธ์ นักกลยุทธ์นวัตกรรม เปิดเผยว่า นวัตกรรม คือสิ่งที่ทำใหม่ขึ้นมา ซึ่งโลกของเราขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมมาตลอด ตั้งแต่ยุคแรกๆ ที่มนุษย์เริ่มใช้ประโยชน์จากไฟ มาจนถึงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องจักรไอน้ำ สิ่งที่สำคัญคือ เราจะใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมในการทำงานและดำรงชีวิตให้ดีขึ้นจากเดิมได้อย่างไร ปัจจุบันเราถูกรายล้อมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มากมาย ทั้งนี้ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ในฐานะหน่วยงานสนับสนุนการสร้างระบบนวัตกรรมของประเทศ ได้จัดทำโครงการ Innovation Thailand ขึ้น เพื่อพยายามสร้างอัตลักษณ์ของนวัตกรรมว่า “การใช้ชีวิตอย่างงดงามประณีต” (Innovation for Crafted Living) ที่คนไทยได้คิดค้น ต่อยอดจากความรู้ที่สั่งสม ผสานการมองโลกในแง่ดี และใส่ใจในรายละเอียด ได้หล่อหลอมกลายเป็นนวัตกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้การใช้ชีวิตคนไทยและคนทั้งโลกดีขึ้น ประกอบไปด้วย 7 นวัตกรรม ดังนี้

1.นวัตกรรมเพื่อชีวิตที่มีสุขภาพดี ด้วยนวัตกรรมเพื่อสุขภาพที่ครอบคลุมทั้งการดูแลสุขภาพ และการรักษาทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ นวัตกรรมทางการแพทย์ ที่เราสร้างสรรค์เพื่อให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดีขึ้น ตัวอย่าง เช่น เรื่องของการคิดค้นวัคซีนในการป้องกันโรค อาหารที่มีปริมาณเกลือต่ำหรือไร้น้ำตาล เนื้อที่ทำจากพืช เนื้อสัตว์ที่เพาะในห้องแล็บ เป็นต้น

2.นวัตกรรมเพื่อชีวิตที่มีความปลอดภัย ปัจจุบันมีนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมากขึ้น ทั้งการคมนาคม การให้บริการสาธารณะ และความเป็นอยู่ การมีนวัตกรรมช่วยติดตามสอดส่อง แจ้งเตือนภัยที่อาจเกิดขึ้น ทำให้ทุกชีวิตมีความปลอดภัยและทำให้เมืองที่น่าอยู่มากขึ้น

3.นวัตกรรมเพื่อชีวิตที่สะดวกสบาย สังคมไทยเป็นสังคมที่มีน้ำใจช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้เปราะบาง จึงมีนวัตกรรมที่ช่วยให้การใช้ชีวิตที่ง่ายและสะดวกสบายสำหรับคนทุกกลุ่มในสังคม โดยเฉพาะผู้สูงวัย ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส เพื่อให้ทุกคนมีชีวิตที่สะดวกสบายได้อย่างเท่าเทียมกัน

4.นวัตกรรมเพื่อชีวิตที่เป็นมิตรกับโลก คนไทยโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ได้ร่วมใจกันสร้างโลกใหม่ด้วยนวัตกรรม ที่ใส่ใจและคำนึงถึงการอนุรักษ์โลกและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน ทั้งเศรษฐกิจหมุนเวียน พลังงานสะอาด พลังงานทดแทน เพื่อให้การใช้ชีวิตของทุกคนเป็นมิตรกับโลกและสิ่งแวดล้อม และอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน ตัวอย่างการใช้หลอดดูดที่ย่อยสลายได้อย่างสมบูรณ์ ผลิตจากของเหลือทิ้งในภาคการเกษตร เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่ออกแบบมาอย่างใส่ใจสิ่งแวดล้อม

5.นวัตกรรมเพื่อชีวิตที่เชื่อมต่อถึงกันได้ สังคมไทยมีความหลากหลายของอายุ และช่องว่างระหว่างวัยที่มากขึ้น
จึงมีนวัตกรรมที่เชื่อมต่อ สื่อสารถึงกันได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกไลฟ์สไตล์ เกิดเป็นแพลตฟอร์ม สร้างเป็นเครือข่าย เชื่อมทุกวันให้เข้าถึงกัน เพื่อให้ทุกคนมีปฏิสัมพันธ์กันได้ตลอดเวลา

6.นวัตกรรมเพื่อชีวิตที่มีอาชีพและรายได้ เทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ทำให้เกิดโอกาสในการสร้างอาชีพและรายได้ ผ่านรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ทั้งนวัตกรรมที่เป็นสินค้าและบริการที่สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น รวมถึงการพัฒนาทักษะและศักยภาพตนเอง เรียนรู้สิ่งใหม่ เพื่อการประกอบอาชีพ พัฒนาอาชีพของตนเอง

7.นวัตกรรมเพื่อชีวิตที่มีความสุข ประเทศไทยมีชื่อเสียงในการเป็นจุดหมายสำคัญในการท่องเที่ยวของคนทั่วโลก และคนไทยยังมีความคิดสร้างสรรค์ ในการผสมผสานเทคโนโลยีกับการท่องเที่ยว ดนตรี และนันทนาการได้อย่างน่าสนใจ จนกลายเป็นนวัตกรรมเพื่อความสุข ที่ทำให้คนทั่วโลกต่างให้ความสนใจอย่างมาก

คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่านวัตกรรมเป็นเรื่องไกลเป็น นวัตกรรมเป็นคำที่แสดงถึงเทคโนโลยี แต่ในความเป็นจริงแล้วนวัตกรรมไม่ใช่เทคโนโลยีแต่ นวัตกรรม คือ สิ่งที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น และที่สำคัญนวัตกรรมทำคนเดียวไม่ได้ ตัวอย่างเช่น นวัตกรรมเพื่อการมีสุขภาพดี เป็นนวัตกรรมด้านสุขภาพและการแพทย์ที่จะช่วยในเรื่องของสุขภาพหรือโภชนาการ ซึ่งอาจเป็น ผลิตภัณฑ์โปรตีนบริสุทธิ์จากไข่ขาวพร้อมรับประทานที่ช่วยเสริมโปรตีนและอัลบูมิน ผลิตภัณฑ์ครีมปรุงอาหารและวิปปิ้งครีมไขมันต่ำเพื่อสุขภาพที่ผลิตจากพืชธรรมชาติ ทำให้ไขมันลดลงครึ่งหนึ่งจากวิปครีมที่ผลิตจากนมวัว เป็นต้น

สำหรับตัวอย่างนวัตกรรมเพื่อทำให้ชีวิตง่ายขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์อาหารปรุงสำเร็จแช่แข็งที่เพียงนำมาอุ่นในไมโครเวฟก็สามารถรับประทานได้ ทำให้ประหยัดเวลาในการเตรียมอาหาร เหมาะกับวิถีชีวิตคนเมืองที่จะมีเวลาน้อย เหล่านี้คือตัวอย่างบางส่วนที่เป็นนวัตกรรมที่พัฒนามาอย่างยาวนานและเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำของหลายคน

ซึ่งนวัตกรรมที่น่าจับตามองและมีแนวโน้มในปี 2566 ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ NIA ได้เปิดเผยถึงเทรนด์นวัตกรรมทั้ง 7 ที่สามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ได้แก่ ขาขึ้นของเทคโนโลยีใหม่ด้านพลังงาน (New energytech on the rise),การฟื้นสร้างอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและอากาศยาน(Regenerating travel and aviation industries), การมีผู้เล่นใหม่จากวงการเทคโนโลยีเชิงลึก (Deeptech startup, a newcomers), การกลับมาผงาดอีกครั้งของญี่ปุ่นด้วยซอฟต์พาวเวอร์ (Return of Japan Soft Power), ปัญญาประดิษฐ์ที่สร้างสรรค์เนื้อหาจากข้อมูล (Sophisticated AI for data-driven content creation), การเข้าสู่ยุคใหม่ของเทคโนโลยีอาหาร (Next generation of foodtech), การลงทุนขนานใหญ่ในเทคโนโลยีความมั่นคง (Hyper Spending on Defense Tech) ทั้งนี้รายละเอียดของแต่ละแนวโน้มเหล่านี้จะนำเสนอในบทความหน้าต่อไป

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : สอนลูกอย่างไร..ให้ใจแกร่งเติบโตอย่างเข้มแข็ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/704855

Life & Health : สอนลูกอย่างไร..ให้ใจแกร่งเติบโตอย่างเข้มแข็ง

Life & Health : สอนลูกอย่างไร..ให้ใจแกร่งเติบโตอย่างเข้มแข็ง

วันพุธ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกรักเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กที่เก่ง ฉลาดรอบรู้และมีสุขภาพแข็งแรงกันทั้งนั้น แต่ในยุคนี้เด็กเก่งอย่างเดียวคงไม่พอ หากยังต้องรู้จักที่จะเผชิญกับปัญหา อุปสรรค หรือสถานการณ์ยากลำบากต่างๆ แล้วสามารถลุกขึ้นมาสู้ใหม่ได้อย่างรวดเร็วด้วย

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก เปิดเผยว่า พ่อแม่ควรสอนและฝึกให้ลูกรักเป็นผู้ที่มีกรอบความคิดเติบโต (Growth mindset) เชื่อว่าความเก่งความฉลาดสามารถพัฒนาได้ และพร้อมเผชิญโลกกว้างด้วยจิตใจที่แข็งแกร่ง ไม่หวาดกลัวต่อปัญหาหรืออุปสรรคในชีวิตตั้งแต่ยังเล็ก ส่วนจะมีวิธีการอย่างไรบ้างนั้น ไปดูกัน

l สร้างแรงบันดาลใจ สนับสนุนให้ลูกมีความมุมานะพยายาม กระตือรือร้น มุ่งมั่นพร้อมที่จะเรียนรู้ ค้นคว้าหาความรู้และพัฒนาความสามารถของตนเองไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อให้มีความสามารถมากขึ้นกว่าในอดีตโดยการแข่งขันกับตนเอง ไม่คิดแข่งขันกับผู้อื่นซึ่งเป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ ส่งเสริมให้ลูกมีแบบอย่างและแรงบันดาลใจจากความสำเร็จของผู้อื่น

l วัคซีนใจ มองว่าความผิดพลาด ผิดหวัง หรือล้มเหลวคือบทเรียนที่ทำให้ลูกมีประสบการณ์การเรียนรู้และพัฒนาตนเองให้เติบโตมากขึ้น ความสำเร็จที่ได้มาอาจต้องเกิดจากการลองผิดลองถูก โดยพ่อแม่ต้องคอยชี้แนะ ให้กำลังใจในการจัดการกับความรู้สึกผิดหวัง และชื่นชมในความพยายามที่ลูกมองหาจุดบกพร่องเพื่อเรียนรู้และนำมาพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง

l รู้จักจัดการปัญหาด้วยตนเอง หลายๆ ครั้ง พ่อแม่มักจะช่วยลูกแก้ปัญหาต่างๆ เพื่อไม่ให้เขาต้องลำบาก หรือบางครั้งก็เป็นการตัดรำคาญ ปัญหาจะได้จบลงอย่างรวดเร็วแต่คุณรู้หรือไม่ว่าถ้าลูกไม่เคยได้แก้ไขปัญหาด้วยตัวเองเลย เมื่อเจออุปสรรคก็จะไม่เข้มแข็งและท้อแท้ได้ง่าย ดังนั้น คุณควรสอนแนวทางในการแก้ปัญหา แล้วลองปล่อยให้เขาได้เรียนรู้พร้อมลงมือทำอะไรเองบ้าง ลูกจะได้รู้จักที่จะพึ่งพาตนเอง เรียนรู้วิธีจัดการกับปัญหา ฝ่าฟันอุปสรรค แถมยังช่วยให้เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากความผิดพลาดได้ด้วยตัวเองอีกด้วย

l ฝึกให้กล้าตัดสินใจ พร้อมที่จะรับมือกับความท้าทาย กล้าที่จะเลือกเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเรื่องที่ยากหรือไม่เคยทำมาก่อน ถือเป็นทักษะสำคัญในการแก้ปัญหา คุณควรหาโอกาสให้ลูกได้ฝึกเป็นนักคิดและตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ ด้วยตัวเองดูบ้าง โดยเริ่มจากเรื่องเล็กๆ รอบตัว เช่น เลือกเสื้อผ้าเรื่องอาหารการกิน ฯลฯ ของตัวเอง เมื่อโตขึ้นก็ค่อยๆ ให้เขาได้ตัดสินใจในเรื่องที่ใหญ่ขึ้น เพราะการได้ลองผิดลองถูก กล้าคิดกล้าลงมือทำ แม้จะผิดพลาดบ้างก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ นอกจากจะช่วยสร้างความมั่นใจในตัวเองได้แล้ว ยังเก็บไว้เป็นบทเรียนสำหรับการใช้ชีวิตต่อไปในอนาคตได้อีกด้วย

l รู้เท่าทันอารมณ์และความรู้สึกตนเอง เป็นธรรมดาที่คนเราจะต้องเจอทั้งเรื่องสุขและทุกข์ การสอนให้ลูกได้รู้จักอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ไม่ว่าจะโกรธ ดีใจ เสียใจหรือผิดหวัง แล้วดูว่าตัวเองกำลังมีความรู้สึกอย่างไรเพื่อที่เขาจะได้รู้จักควบคุมอารมณ์และแสดงพฤติกรรมออกมาได้อย่างเหมาะสม เช่น รู้ว่าโกรธแต่ก็จะไม่อาละวาด ขณะเดียวกันพ่อแม่อาจช่วยให้เขาคลี่คลายอารมณ์นั้นด้วยวิธีต่างๆ เช่น ถ้าลูกรู้สึกเศร้า ก็อยู่เคียงข้างและคอยปลอบโยน  เป็นต้น

l กล้าที่จะปฏิเสธ การสอนให้ลูกเป็นคนที่มีจิตใจดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เห็นอกเห็นใจและเกรงใจคนอื่นเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ไม่ควรที่จะมากเกินไป คุณควรสอนให้ลูกรู้จักการปฏิเสธ เพื่อแสดงออกว่าตัวเองไม่ชอบ ไม่ต้องการ หรือไม่อยากทำ จะช่วยให้เขากล้าที่จะแสดงจุดยืนของตัวเองโดยไม่ให้ใครมาเอาเปรียบ จนรู้สึกอึดอัดและไม่สบายใจ อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมให้เขาเรียนรู้ที่จะรักและปกป้องตัวเองอีกด้วย

l สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นในครอบครัวครอบครัวที่อบอุ่น ถือเป็นรากฐานสำคัญที่จะพัฒนาให้ลูกรักเติบโตอย่างเข้มแข็ง เมื่อลูกทำดี หรือประสบความสำเร็จ พ่อแม่ต้องชม หรือให้รางวัล แต่หากลูกท้อแท้ ผิดหวังก็ควรให้กำลังใจซึ่งจะช่วยให้ผ่านพ้นภาวะวิกฤตหรือเหตุการณ์ร้ายๆ ไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่จมอยู่กับความทุกข์ มีความยืดหยุ่น ปรับตัวได้ และการที่พ่อแม่ได้มีช่วงเวลาดีๆ ให้กับลูก ไม่ว่าจะเป็นการทำกิจกรรมร่วมกัน มีเวลาในการรับฟังและรับรู้ถึงอารมณ์ ความรู้สึกของลูก ทำให้ลูกรู้สึกว่าพ่อแม่พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างเราเสมอ

l พ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดี ในการถ่ายทอดกรอบความคิดเติบโตไปให้ลูกโดยให้กำลังใจมากกว่าตำหนิ ไม่ชื่นชมในความเก่งเมื่อลูกทำได้สำเร็จเท่านั้น แต่ยังชื่นชมและเห็นความสำคัญในความพยายามของลูก ทำให้ลูกเห็นพัฒนาการของตนเองที่ดีขึ้นเรื่อยๆ จากการฝึกฝนตนเองอย่างสม่ำเสมอ ลูกจึงมีความมุมานะและความเพียรพยายาม ลูกมักมองพ่อแม่เป็นซูเปอร์ฮีโร่และแบบอย่างในการดำเนินชีวิตดังนั้น นอกจากการสอนลูกด้วยวิธีต่างๆ แล้ว คุณต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกเห็นด้วยว่าคุณเข้มแข็งและไม่ยอมแพ้ต่อความยากลำบากต่างๆ ที่ต้องเจอในชีวิตประจำวัน ลูกก็จะซึมซับวิธีแก้ไขปัญหาและเรียนรู้ว่าอุปสรรคในชีวิตเป็นเรื่องท้าทายที่สามารถก้าวผ่านมันไปได้จากประสบการณ์ตรงของพ่อแม่ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ลูกเป็นเด็กที่มีจิตใจเข้มแข็งได้ดีที่สุด

เพียงเท่านี้ ลูกรักก็จะโตขึ้นมาเป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็ง มีกรอบความคิดเติบโตมีความมุ่งมั่นพยายาม ในการพัฒนาความรู้ความสามารถของตนเองอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีอะไรมากระทบกระเทือนจิตใจ เขาก็จะสามารถลุกขึ้นมายืนหยัดสู้ได้อีกครั้ง และพร้อมเผชิญโลกกว้างโดยไม่หวาดกลัวต่อปัญหาหรืออุปสรรค ใดๆ ในชีวิต

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ