LIFE & HEALTH : เรียนรู้โรคเอสแอลอี…โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/689551

LIFE & HEALTH : เรียนรู้โรคเอสแอลอี…โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง

LIFE & HEALTH : เรียนรู้โรคเอสแอลอี…โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง

วันพุธ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.10 น.

หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อโรคพุ่มพวง ซึ่งเป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง ที่อดีตศิลปินนักร้องชื่อดังของไทยได้ป่วยและเสียชีวิตลงด้วยโรคนี้ จึงเป็นที่รู้จักและถูกเรียกต่อๆ กันมา

ข้อมูลจาก พญ.สาธิมา วรรณเชษฐ์ อายุรแพทย์โรคข้อและรูมาติสซั่ม รพ.เวชธานี เปิดเผยว่า โรคเอสแอลอี (systemic lupus erythematosus) เป็นหนึ่งในโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง (autoimmune disease) ซึ่งเป็นโรคเรื้อรัง พบได้บ่อยในเพศหญิงวัยเจริญพันธุ์ คือ อายุประมาณ 15-45 ปี และเชื้อชาติที่พบได้บ่อย ได้แก่ อเมริกันเชื้อสายแอฟริกา ฮิสแปนิก และเอเชีย

สาเหตุของการเกิดโรค

เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายถูกกระตุ้นซ้ำๆ เป็นระยะเวลานานส่งผลให้เกิดการผลิตสาร
ภูมิต้านทาน (antibody) ส่งผลให้เกิดการอักเสบและทำให้เกิดการทำลายของเนื้อเยื่อเกิดขึ้น โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดโรคนี้ ได้แก่

1.สิ่งแวดล้อม ได้แก่ บุหรี่ การติดเชื้อไวรัสบางชนิดรังสีอัลตราไวโอเลต การสัมผัสสารซิลิกา เป็นต้น

2.พันธุกรรม ซึ่งเกิดจากการทำงานร่วมกันหลายๆ ยีน โดยพบว่าหากมีญาติสายตรงมีประวัติเป็นโรคเอสแอลอี จะทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค 4-8% เมื่อเทียบกับบุคคลทั่วไป

3.เพศ โดยในเพศหญิงจะพบโรคเอสแอลอีได้บ่อยกว่าผู้ชายถึง10-15 เท่า

อาการและการวินิจฉัย

โรคเอสแอลอี มีอาการแสดงออกได้ในหลายๆ ระบบของร่างกายและมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ดังนั้น ใน
ผู้ป่วยแต่ละรายอาจจะมีอาการ และอาการแสดงที่ไม่เหมือนกัน รวมถึงมีความรุนแรงของโรคที่ไม่เท่ากัน โดยกลุ่มอาการที่เจอได้บ่อยได้แก่

l อาการเบื่ออาหารน้ำหนักลด

l ผื่นและภาวะไวต่อแสง

l แผลในปาก

l ปวดข้อ

l การอักเสบของผนังด้านนอกของเยื่อบุ ซึ่งได้แก่ เยื่อบุช่องปอดและเยื่อหุ้มหัวใจ เป็นต้น 

l สำหรับอาการที่เกี่ยวข้องกับไตเป็นอาการที่ก่อให้เกิดความรุนแรงที่เจอได้บ่อยที่สุด

แต่ระบบอื่นๆ ในร่างกายนอกจากที่กล่าวมาก็สามารถเป็นหนึ่งในอาการและอาการแสดงสำหรับโรคเอสแอลอีได้เช่นกัน แต่พบได้น้อยกว่า

สำหรับการวินิจฉัยในปัจจุบันยังไม่มีการตรวจทางห้องปฎิบัติการที่สามารถวินิจฉัยโรคเอสแอลอีได้ทันทีอย่างแม่นยำ ดังนั้น การวินิจฉัยจึงต้องอาศัยการสังเกตอาการและอาการแสดงที่ทำให้สงสัยโรคเอสแอลอีร่วมกับการตรวจเลือดเพื่อหาแอนติบอดีที่เข้าได้ประกอบกัน หรือหากได้รับการตรวจชิ้นเนื้อที่ไตในผู้ป่วยที่มีลักษณะอาการที่สงสัย และผลชิ้นเนื้อเข้าได้กับโรคเอสแอลอีก็สามารถที่จะวินิจฉัยโรคได้เช่นเดียวกัน

การรักษา

ในปัจจุบันไม่มีวิธีการรักษาโรคเอสแอลอีให้หายขาด ดังนั้นเป้าหมายของการรักษาคือ การทำให้โรคเอสแอลอี สงบลง
หรือหากโรคไม่สงบอย่างน้อยอาการที่เป็นจะต้องไม่รุนแรง รวมถึงไม่มีภาวะโรคกำเริบในระหว่างทำการรักษา

การใช้ยากดภูมิคุ้มกันเป็นการรักษาหลักในผู้ป่วยเอสแอลอีทุกราย โดยยากดภูมิคุ้มกันมีทั้งที่กดภูมิคุ้มกันน้อยไปจนถึงมาก มีทั้งที่เป็นแบบยากินและยาฉีดเข้าเส้นเลือด ซึ่งการเลือกชนิดของยากดภูมิขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคเอสแอลอีในผู้ป่วยแต่ละราย โดยหากอาการที่แสดงออกของผู้ป่วยรุนแรงมาก เช่น มีภาวะไตวาย ก็จำเป็นที่ต้องได้ยาที่กดภูมิคุ้มกันมากรวมถึงอาจจะจำเป็นที่จะต้องได้เป็นรูปแบบของยาฉีด หรืออาจจะต้องมีการใช้ยากดภูมิคุ้มกันหลายชนิดร่วมกัน แต่หากผู้ป่วยมีอาการเพียงเล็กน้อยเช่น ผื่น ปวดข้อ ยาที่ได้รับอาจเป็นเพียงยากดภูมิคุ้มกันที่ไม่มาก และอาจจะใช้เพียงแค่ชนิดเดียวก็เพียงพอ ในผู้ป่วยทุกรายในช่วงแรกที่โรคเอสแอลอีกำเริบอาจจะมียาที่ได้รับหลายขนาน แต่หากโรคสงบเป็นระยะเวลาหนึ่งก็สามารถที่จะลดปริมาณของยาลงได้ แต่จะสามารถลดยาได้มากน้อยขนาดไหน หรือหยุดยาได้หรือไม่ก็ขึ้นกับผู้ป่วยแต่ละราย

การดูแลตัวเองหากเป็นโรคเอสแอลอี

1.หลีกเลี่ยงแสงแดด โดยควรจะทาครีมกันแดดที่ปกป้องทั้ง UV-A และ UV-B รวมถึงครีมกันแดดควรจะมีค่า SPF อย่างน้อย 30 นอกจากนั้นอาจจะหลีกเลี่ยงออกข้างนอกในช่วงที่อากาศร้อนของวัน ได้แก่ช่วง 10.00-16.00 น. ถ้าเกิดสามารถทำได้ รวมถึงใส่เสื้อที่สามารถปกป้องแสงแดดได้

2.ลดโอกาสการติดเชื้อ โดยการดูแลสุขภาพฟันให้ถูกสุขอนามัย กินอาหารที่ปรุงสุกสะอาดควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารดิบอาหารประเภทส้มตำ หรือยำ หลีกเลี่ยงบุคคลที่มีอาการเจ็บป่วย

3.ในผู้หญิงที่ต้องการคุมกำเนิด ควรหลีกเลี่ยงการคุมกำเนิดด้วยการใช้ยาคุมชนิดกินที่มีส่วนผสมของเอสโตรเจนในขนาดสูง และผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์หากอยู่ในระยะโรคกำเริบไม่ควรจะตั้งครรภ์ รวมถึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการตั้งครรภ์

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการคุมอาการของโรคเอสแอลอี คือ การรับประทานยาและเข้ารับการตรวจติดตามกับแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากอย่างที่กล่าวไปเบื้องต้นอาการและอาการแสดงรวมถึงความรุนแรงของตัวโรคมีความหลากหลายในแต่ละบุคคล และในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาที่หายขาด การเข้าพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการปรับยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยในขณะนั้นจึงสำคัญที่สุด

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เคล็ดลับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้สำเร็จ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/687313

LIFE & HEALTH :  เคล็ดลับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้สำเร็จ

LIFE & HEALTH : เคล็ดลับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้สำเร็จ

วันพุธ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พ่อแม่ทุกคนย่อมอยากให้ลูกมีความสามารถด้านภาษาอังกฤษกันทุกคน เพราะเป็นทักษะที่ต้องการอย่างมากต่อการทำงานและการดำเนินชีวิตในยุคปัจจุบัน รวมถึงการศึกษาต่อต่างประเทศ การเรียนในสถาบันนานาชาติในประเทศไทย การศึกษาทางด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์ ดังนั้นการวางรากฐานการเรียนและการสอนภาษาอังกฤษให้สำเร็จถือเป็นหัวใจต่อการพัฒนาศักยภาพภาษาอังกฤษของเด็กไทย

หน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์สถานทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย ร่วมกับ สำนักงานจังหวัดศรีสะเกษได้จัดสัมมนาวิชาการออนไลน์เรื่อง “เทคนิคการสอนภาษาอังกฤษแบบ Hybrid ให้เข้าใจง่ายและได้ผล” ให้กับครูสอนภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษาของไทยจากทั่วประเทศมากกว่า 300 คน เพื่อเสริมสร้างพัฒนาสมรรถนะให้กับครูผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษและแบ่งปันเทคนิคการสร้างแรงจูงใจและความต้องการตอบสนองการเรียนรู้ให้กับนักเรียนในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ดร.คาเรน แอชตัน (Dr.Karen Ashton) วิทยากรอาวุโสด้านภาษาศาสตร์ประยุกต์และภาษาเพื่อการศึกษา จากมหาวิทยาลัยแมสซีย์ ของนิวซีแลนด์ผู้เชี่ยวชาญการออกแบบหลักสูตร การเรียนการสอนและมีประสบการณ์มากมายในการเป็นครูสอนภาษาอังกฤษและส่งเสริมการสอนและการเรียนรู้ภาษาอย่างมีประสิทธิภาพ ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์และนำเสนอเทคนิคต่างๆ ในหัวข้อบรรยาย : “แนวทางการวางรากฐานการเรียนและการสอนภาษาอังกฤษให้สำเร็จ” (Sowing the seeds for success in English language teaching and learning) โดยได้แนะนำเคล็ดลับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้ประสบความสำเร็จดังนี้

l สิ่งสำคัญที่สุดในการจะประสบความสำเร็จในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ปัจจัยสำคัญ คือ“นักเรียนมีส่วนร่วมกับการเรียนการสอนและสนุกไปกับมัน” โดยผู้สอนจะต้องรู้จักนักเรียนให้มากขึ้นว่า พวกเขากำลังสนใจเรื่องอะไร เพื่อช่วยให้เด็กๆ รู้สึกมีส่วนร่วมกับกิจกรรมที่จัดขึ้น

l ประเภทกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษาอังกฤษและรูปแบบการปฏิสัมพันธ์ เช่น ครู, นักเรียน, งานคู่,งานกลุ่ม ฯลฯ ที่หลากหลาย รวมทั้งการฝึกทักษะด้านภาษาอังกฤษต่างๆ ได้แก่ การฟัง, พูด, อ่าน และเขียนก็สำคัญเช่นกัน โดยการให้นักเรียนเรียนรู้ภาษาอังกฤษทีละนิดทีละน้อยแต่อย่างรวดเร็ว โดยท้าทายให้เด็กทำให้ได้ตามเวลาช่วยให้เด็กจดจ่อและมีส่วนร่วมกับกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง พวกเขาจะรู้สึกสนุกโดยไม่รู้ตัวว่ากำลังเรียนหนังสืออยู่ และขณะเดียวกันก็ไม่ควรลืมสอนทักษะภาษาอังกฤษให้ถูกต้องตามหลักภาษาและไม่ลืมหัวใจของการเรียนภาษาคือ ให้นักเรียนเกิดการใช้ภาษาอังกฤษซ้ำๆ บ่อยๆ

l การเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ต้องเรียนด้วยความเข้าใจ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านความจำและการนำภาษาอังกฤษไปใช้ในชีวิตจริง การพูดคำศัพท์เดิมๆ เสียงดังฟังชัดซ้ำๆ หรือการจับคู่ภาพกับคำศัพท์ภาษาอังกฤษนั้นทำได้ง่ายกว่าครูผู้สอนลงไปนั่งทำกิจกรรมร่วมกับนักเรียน แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าการทำกิจกรรมเช่นนั้นต้องเตรียมสื่อการเรียนการสอนอย่างระมัดระวังและมั่นใจว่าจะช่วยส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการของนักเรียน

l ครูสอนภาษาอังกฤษต้องมี “ความเชี่ยวชาญ” การใช้ภาษาอังกฤษ และต้องรู้จักทดลองทำการเรียนการสอนแบบใหม่ๆ ให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมพูดคุยภาษาอังกฤษกัน และต้องไม่ลืมว่าการเรียนภาษาอังกฤษนั้นใช้ระยะเวลา ดังนั้น ครูผู้สอนจะต้องทำให้กระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนสนุก ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ประยุกต์ใช้ภาษาอังกฤษด้วย และที่ลืมไม่ได้ คือ คณะครูผู้สอนภาษาอังกฤษจะต้องแบ่งปันความรู้กันและกัน รวมทั้งร่วมกันสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการสอนภาษาอังกฤษ

l เทคนิคการสร้างบรรยากาศเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ที่สำคัญคือ การรู้จักผู้เรียน (นักเรียน) ถือเป็นหลักการสำคัญของการสอนภาษาอังกฤษ สิ่งนี้จะช่วยให้ผู้สอนใช้เทคนิคและสื่อการเรียนการสอนที่เหมาะกับนักเรียนและมั่นใจได้ว่า
พวกเขาจะสามารถนำไปใช้นอกห้องเรียนได้ และอาจใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการสอนนักเรียนทั้งในและนอกห้องเรียน รวมทั้งสร้างการมีส่วนร่วมในการเรียนภาษาอังกฤษ ตั้งโจทย์ให้นักเรียนฝึกพูดภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันอย่างสม่ำเสมอ เช่น ฝึกพูดกับเพื่อนร่วมชั้นเพื่อทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ และต้องแน่ใจว่า นักเรียนเข้าใจภาษาอังกฤษที่เรียน แล้วสามารถนำไปใช้จนบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้จริง หากพวกเขาทำได้ก็จะเกิดกำลังใจในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ และบรรลุสิ่งที่ยากมากขึ้นทีละระดับ จนประสบความสำเร็จด้านการเรียนภาษาอังกฤษ

นักเรียนจะประสบความสำเร็จด้านการเรียนภาษาอังกฤษมากที่สุดถ้ารู้จักใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะพูดคุยตอบโต้หรือทำงานร่วมกับผู้อื่นโดยใช้ภาษาอังกฤษไปด้วย และการที่ผู้สอนจะทำให้นักเรียนมาถึงจุดๆ นี้ได้ ก็ต้องสร้างการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้และทำให้พวกเขาสนุกไปกับการเรียนภาษาอังกฤษ ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนจดจำบริบทการใช้ภาษา อังกฤษได้ดีอีกด้วยซึ่งในประเทศนิวซีแลนด์ ส่วนใหญ่จะใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร และทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันทำให้เราได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษตลอดเวลา

สำหรับใครที่สนใจเรียนไปต่อต่างประเทศหรือไปซัมเมอร์เรียนภาษาอังกฤษ เชิญร่วมงานแนะแนวการศึกษาต่อประเทศนิวซีแลนด์ New Zealand Education Fair 2022 ที่รวบรวมสถาบันการศึกษานิวซีแลนด์เอาไว้เกือบ 50 สถาบัน พร้อมทุนการศึกษาจากหลากหลายสถาบัน และกิจกรรมห้องเรียนจำลองที่ยกคลาสเรียนจากคุณครูนิวซีแลนด์มาให้นักเรียนไทยได้สัมผัสวันเสาร์ที่ 5 พ.ย. 2565 นี้ เวลา 11.00-17.00 น. ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ 2 ลงทะเบียนร่วมงานฟรีได้ที่ https://bit.ly/NZFairTH22

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ไขมันในเลือดสูงกับอาหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/685861

LIFE & HEALTH : ไขมันในเลือดสูงกับอาหาร

LIFE & HEALTH : ไขมันในเลือดสูงกับอาหาร

วันพุธ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ไขมันในเลือดสูง เป็นภาวะที่พบได้บ่อยมากทั้งในประชากรไทยและประชากรทั่วโลก ภาวะนี้เป็นภัยเงียบเนื่องจากเป็นโรคที่ค่อยๆ เกิดขึ้น ไม่มีอาการผิดปกติใดๆให้สังเกต แต่หากไม่ทำการรักษาเพื่อให้ระดับไขมันลดลงสู่ระดับที่ควรจะเป็น ผลเสียที่จะเกิดขึ้นคือภาวะเส้นเลือดอุดตันซึ่งมักถูกเรียกรวมๆ กันว่า โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเหล่านี้เมื่อเป็นแล้วมักจะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแย่ลง สูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาจำนวนมาก และอาจมีความรุนแรงจนทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ โรคดังกล่าวนี้ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมอง (หรือที่รู้จักกันในชื่อของอัมพฤกษ์ อัมพาต) โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ และโรคเส้นเลือดที่ขาตีบตัน

ข้อมูลจาก ภญ.วิภารักษ์ บุญมาก ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ไขมันที่ล่องลอยอยู่ในกระแสเลือดของเรานั้นแท้จริงแล้วถูกสร้างขึ้นเองภายในร่างกายมากถึง 75% ส่วนที่เหลืออีก 25% นั้นเป็นไขมันที่ได้รับจากอาหาร 1 ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่า มีปัจจัยหลายชนิดที่ส่งผลให้เกิดภาวะไขมันในเลือดสูง ทั้งความผิดปกติทางพันธุกรรมที่แต่ละคนจะมีอัตราการสร้างไขมันที่มากน้อยแตกต่างกันไป รวมถึงปริมาณไขมันส่วนเกินจากอาหารที่รับประทานในแต่ละวัน ดังนั้น การรักษาภาวะนี้จึงต้องอาศัยทั้งการใช้ยาเพื่อลดการสร้างไขมันในร่างกาย การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เกิดการเผาผลาญสารอาหารต่างๆโดยเฉพาะสารอาหารจำพวกไขมันได้ดีมากยิ่งขึ้น และการควบคุมปริมาณอาหารไขมันนั้นถือเป็นส่วนเสริมสำคัญที่ทำให้เกิดการควบคุมปริมาณไขมันในเลือดที่มีประสิทธิภาพ

อาหารไขมันสูง มีโทษหรือไม่?

ไขมันในอาหารมีความหลากหลายทั้งในแง่ของชนิดและปริมาณ มีทั้งชนิดที่เป็นประโยชน์ เช่น กรดไขมันไม่อิ่มตัว(unsaturated fatty acids) ชนิดต่างๆ ที่หลายท่านอาจคุ้นเคยในชื่อของ โอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 และไขมันชนิดที่เป็นโทษต่อร่างกาย เช่น ไขมันอิ่มตัว และไขมันชนิดทรานส์ ซึ่งจะกล่าวถึงในรายละเอียดต่อไป ถึงแม้หลายท่านจะมองว่า ไขมัน คือผู้ร้ายตัวฉกาจที่ก่อให้เกิดทั้งโรคหลอดเลือดอุดตันและยังสะสมอยู่ตามบริเวณต่างๆในร่างกาย แท้จริงแล้วไขมันก็มีข้อดีอยู่หลายประการ ไขมันเป็นส่วนประกอบสำคัญของเซลล์ซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของร่างกาย เป็นส่วนประกอบของฮอร์โมนชนิดต่างๆ รวมถึงไขมันสะสมที่หลายๆ ท่านอยากหนีให้ไกลก็ยังให้ประโยชน์ในการเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกายและเป็นแหล่งพลังงานสำรองที่สำคัญ 1 ดังนั้น การเลือกชนิดของอาหารที่ประกอบด้วยไขมันที่เป็นประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันชนิดอันตราย เป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้ได้รับประโยชน์จากไขมันมากที่สุดและได้รับโทษจากไขมันน้อยที่สุด

การเลือกชนิดของอาหาร

ก่อนจะกล่าวถึงชนิดของอาหาร อาจต้องกล่าวถึงปริมาณอาหารที่รับประทานก่อนเป็นอันดับแรก เนื่องจากไขมันเป็นแหล่งพลังงานสะสมที่ดีที่สุด ให้พลังงานสูงที่สุดเมื่อเทียบกับสารอาหารชนิดอื่น เมื่อเราได้รับสารอาหารชนิดใดก็ตามเกินความต้องการของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นคาร์โบไฮเดรตในรูปของแป้งและน้ำตาล หรือโปรตีนในรูปของเนื้อสัตว์ สารอาหารเหล่านี้สามารถเปลี่ยนไปอยู่ในรูปของไขมันได้ ดังนั้น การรับประทานอาหารแต่พอดีจึงเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ และปฏิบัติตามได้ไม่ยากนัก

แนวคิดสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ปริมาณไขมันที่รับประทานต่อวันอาจไม่ส่งผลโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงของชนิดไขมันในเลือดรวมถึงอาจไม่สัมพันธ์โดยตรงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่สิ่งที่ดูจะส่งผลชัดเจน คือ ชนิดของกรดไขมันที่รับประทาน ดังนั้น การเลือกชนิดของไขมันในอาหารที่รับประทานในแต่ละวันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึง และควรหลีกเลี่ยงไขมันชนิดที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ อาหารที่มีไขมันอันตรายดังกล่าว มีรายละเอียดดังนี้

อาหารที่ประกอบด้วยกรดไขมันอิ่มตัว (saturated fatty acids) เช่น ไขมันสัตว์ น้ำมันจากสัตว์ ไข่แดง นม น้ำมันจากพืชบางชนิด เช่น น้ำมันปาล์ม เป็นต้น จากการศึกษาพบว่า อาหารที่มีส่วนประกอบของกรดไขมันชนิดนี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด หากแทนที่อาหารที่มีกรดไขมันอิ่มตัวด้วยอาหารที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง (polyunsaturated fatty acids) ในปริมาณที่ให้พลังงานเท่ากันจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลตัวร้าย (LDL) รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดลงอีกด้วยจึงมีคำแนะนำว่า ไม่ควรรับประทานที่ประกอบด้วยไขมันอิ่มตัวมากกว่า 10% ของพลังงานที่ควรได้รับต่อวัน

อาหารที่ประกอบด้วยกรดไขมันชนิดทรานส์(tans-fatty acids) ไขมันชนิดนี้เกิดจากการผ่านกรรมวิธีทางเคมีให้มีความคงตัวดีขึ้น ไม่เป็นไข ไม่มีกลิ่นหืน และทนความร้อนสูงได้ ซึ่งเป็นการเพิ่มความสะดวกในการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ไขมันแปรรูปดังกล่าว ได้แก่ เนยเทียม มาการีน เนยขาว (shortening) จึงพบไขมันชนิดนี้ได้มากในอาหารจำพวกเบเกอรี่ ขนมอบ คุกกี้ โดนัท ครีมเทียม อาหารจานด่วนหรือ fast food จากการศึกษาพบว่า ไขมันทรานส์เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นอย่างมากจนได้ชื่อว่าเป็นที่สุดของไขมันอันตราย ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันทรานส์ หรือไม่ควรเกิน 1% ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน

ส่วน อาหารที่ควรเลือกรับประทาน คืออาหารที่ประกอบด้วยไขมันชนิดไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง (polyunsaturated fatty acids) ซึ่งพบมากในน้ำมันจากพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันมะกอก และน้ำมันจากปลาชนิดต่างๆ ไขมันชนิดนี้ส่งผลต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดน้อยกว่าไขมันอิ่มตัวดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น นอกจากนี้ ยังมีอาหารชนิดอื่นๆ ที่ถึงแม้จะไม่มีผลต่อระดับไขมันในเลือด แต่มีผลดีในแง่ของการลดโอกาสการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น อาหารที่มีเส้นใยสูงหรือคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ซึ่งจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีกว่าคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว ผักและผลไม้รวมถึงถั่วต่างๆ จำกัดปริมาณเกลือที่รับประทานต่อวัน(ไม่ควรมากกว่า 5 กรัม หรือ 1 ช้อนชา) และควรลดปริมาณการดื่มเครื่องดื่มที่มีรสหวานเนื่องจากเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะน้ำหนักเกินจนนำไปสู่โรคหัวใจและหลอดเลือดในอนาคต

โดยสรุป ไขมันสูงเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องใช้ทั้งการรับประทานยาลดไขมัน การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการเลือกรับประทานอาหารอย่างเหมาะสม การควบคุมปริมาณและชนิดของไขมันในอาหารเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้เกิดการควบคุมระดับไขมันในเลือดรวมถึงป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ปริมาณโดยรวมของพลังงานที่ได้รับต่อวันยังเป็นปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่ง สรุปง่ายๆคือ ควรรับประทานอาหารโดยตั้งอยู่บนความสมดุลเพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากอาหารและได้รับโทษให้น้อยที่สุด เพราะคำกล่าวที่ว่า รับประทานอะไรก็เป็นเช่นนั้น (You are what you eat) ยังคงเป็นจริงเสมอ สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.ph

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เรียนรู้เทคโนโลยีแก้ภาวะมีบุตรยาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/684430

LIFE & HEALTH :  เรียนรู้เทคโนโลยีแก้ภาวะมีบุตรยาก

LIFE & HEALTH : เรียนรู้เทคโนโลยีแก้ภาวะมีบุตรยาก

วันพุธ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ปัจจุบันนี้คนส่วนใหญ่มักจะแต่งงานและมีลูกช้า การวางแผนครอบครัวเพื่อชีวิตที่สมบูรณ์ในอนาคตเป็นสิ่งสำคัญที่คุณสาวๆ
ไม่ควรละเลย ข้อมูลจาก นพ.วรวัฒน์ ศิริปุณย์ สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ แพทย์ประจำ VFC ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า ทั่วโลกมีการประเมินความชุกของภาวะมีบุตรยาก ซึ่งจะพบมากขึ้นตามอายุของฝ่ายหญิงเป็นหลัก โดยเฉพาะฝ่ายหญิงที่อายุมากกว่า 35 ปี ขึ้นไป สามารถพบภาวะมีบุตรยาก ได้ถึงร้อยละ 25 สำหรับคุณผู้หญิง ปัญหาจะเป็นไปตามกายภาพตั้งแต่รังไข่ ท่อนำไข่ไข่น้อยตามอายุที่เพิ่มขึ้น ท่อรังไข่อุดตันเนื้องอกในมดลูก ฯลฯ ส่วนคุณผู้ชาย เป็นปัญหาน้ำเชื้อเป็นหลัก คือน้ำเชื้อน้อยลง น้ำเชื้อไม่สมบูรณ์ ฯลฯ แต่มีกลุ่มผู้มีบุตรยากส่วนหนึ่งนั่นคือประมาณร้อยละ 15 จะจัดอยู่ในกลุ่มที่หาสาเหตุไม่พบ ปัจจุบันองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุไว้ชัดเจนเลยว่า ภาวะมีบุตรยาก เป็นโรค ดังนั้นคนไข้ก็จะมีโอกาสเข้ารับการรักษาโรคได้ เป็นการเปิดโอกาสให้คนเข้าถึงบริการ ดังนั้น การนำเทคโนโลยีมาช่วยการเจริญพันธุ์ จะสามารถช่วยแก้ปัญหาการมีบุตรยากได้

กระบวนการในการรักษาผู้มีบุตรยากในปัจจุบัน มีดังนี้ ถ้าคู่สมรสที่แต่งงานกันมานานเกิน 1 ปี แล้วยังไม่สามารถมีบุตรได้ จะถือว่าเข้าสู่ภาวะมีบุตรยาก หากต้องการมีลูกควรจะตรวจ เพื่อหาสาเหตุ แนวทางการรักษา หรือวางแผนการมีลูกร่วมกันกับคู่สมรส ซึ่งทางการแพทย์สามารถเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ได้หลายทางเลือกตั้งแต่วิธีการเลียนแบบธรรมชาติ ซึ่งแต่ละวิธีจะเหมาะหรือแตกต่างกัน เช่น

• การฉีดเชื้อเข้าสู่โพรงมดลูก (IUI)

• การนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยรักษาด้วยการทำเด็กหลอดแก้ว(IVF และ ICSI)

การฉีดอสุจิเข้าสู่โพรงมดลูกหรือ IUI (intrauterine insemination)

การฉีดอสุจิเข้าสู่โพรงมดลูกหรือ IUI สามารถทำได้ทั้งในรอบเดือนธรรมชาติที่ไม่มีการกระตุ้นไข่ หรือรอบเดือนที่ทำการกระตุ้นไข่เพื่อให้มีไข่ตกหลายฟองมากขึ้น โดยในขั้นตอนจะมีการเตรียมอสุจิโดยการปั่นเลือกเฉพาะตัวอสุจิที่มีการเคลื่อนไหวดีทำให้แก้ปัญหาการที่มีตัวอสุจิน้อยหรือมีตัวที่เคลื่อนไหวน้อยในความผิดปกติของฝ่ายชายที่ไม่รุนแรงได้ ก่อนที่จะฉีดอสุจิผ่านปากมดลูกเข้าไป อัตราการตั้งครรภ์จากการรักษาโดยวิธี IUI (การฉีดอสุจิเข้าสู่โพรงมดลูก) นั้นมีความแตกต่างกันไปในแต่ละสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก เฉลี่ยการตั้งครรภ์จากการทำ IUI จะอยู่ที่ประมาณ 10-20 เปอร์เซ็นต์ โดยปัจจัยที่มีผลต่อโอกาสสำเร็จจากการทำ IUI นั้นมีดังนี้

1.อายุของคู่สมรสทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายเนื่องจากอายุที่เพิ่มขึ้นของคู่สมรสฝ่ายหญิงจะสัมพันธ์กับคุณภาพของไข่และคุณภาพของเยื่อบุโพรงมดลูกที่ต่ำลง

2. อัตราการตั้งครรภ์จะค่อนข้างดีใน 3 รอบแรกของการรักษา จึงมีการแนะนำให้ทำไม่เกิน 4-6 รอบ หาก
ไม่มีการตั้งครรภ์ ควรแนะนำวิธีเด็กหลอดแก้ว

3. ความสมบูรณ์ของอสุจิ เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของการรักษา

การนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยรักษาด้วยการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF และ ICSI) คืออะไร

• In-Vito Fertilization (IVF) การทำเด็กหลอดแก้วจะเริ่มกระบวนการด้วยการฉีดยาฮอร์โมนกระตุ้นฟองไข่เพื่อให้ได้ปริมาณมากกว่าในธรรมชาติ แล้วจึงดูดเก็บฟองไข่ออกมาผสมกับอสุจิที่แข็งแรงของฝ่ายชาย ให้เกิดการปฏิสนธิภายนอกแล้วเลี้ยงต่อจนเป็นตัวอ่อน ก่อนย้ายตัวอ่อนกลับเข้าไปในโพรงมดลูก เพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์ต่อไป

• Intracytoplasmic Sperm Injection (ICSI) การทำอิ๊กซี่เป็นกระบวนการปฏิสนธินอกร่างกายเช่นเดียวกับการทำเด็กหลอดแก้วโดยกระบวนการกระตุ้นฟองไข่และดูดเก็บฟองไข่เช่นเดียวกับการทำเด็กหลอดแก้วแต่ในการปฏิสนธิระหว่างไข่และอสุจิจะเป็นขั้นกว่าของการทำเด็กหลอดแก้ว โดยการคัดตัวอสุจิที่แข็งแรงและสมบูรณ์ที่สุดมาผสมกับฟองไข่ ด้วยวิธีใช้เข็มเจาะและฉีดอสุจิเข้าไปในไข่โดยตรง จากนั้นจึงเลี้ยงตัวอ่อนต่อจนถึงระยะบลาสโตซีสต์ ก่อนจะย้ายกลับเข้าโพรงมดลูกเพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์ต่อไป

ข้อดีของการทำ ICSI เมื่อเทียบกับ IVF คือ ICSI เหมาะสำหรับฝ่ายชายที่มีอสุจิน้อย หรืออสุจิมีความพิการและไม่เคลื่อนไหวสูง โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและเครื่องมือที่มีความละเอียดสูง ในการคัดเลือกอสุจิตัวที่แข็งแรงสมบูรณ์ที่สุดมาใช้ผสม ซึ่งจะให้ผลสำเร็จมากขึ้น 50-60%

ทั้ง 2 วิธี นับว่าเป็นวิวัฒนาการอันก้าวหน้าที่จะช่วยแก้ปัญหาให้แก่คู่สมรสที่มีปัญหามีบุตรยาก โดยผู้รับการรักษาต้องได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพราะต้องมีการเตรียมตัวที่ดีทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง รวมทั้งต้องปฏิบัติตนตามคำสั่งของแพทย์ผู้ดูแลอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและเป็นการป้องกันความล้มเหลวในการทำแต่ละครั้งอีกด้วย

สำหรับการรักษาภาวะมีบุตรยากคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้เพิ่มการให้บริการรักษาภาวะผู้มีบุตรยากสามารถเบิกจ่ายได้ เมื่อ พ.ย.2564 แต่ยังยกเว้นกรณีตั้งครรภ์แทน (อุ้มบุญ) โดยมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาการทำ IVF เด็กหลอดแก้ว รวมทั้งศึกษาเพิ่มเติมเทคโนโลยีใหม่

นพ.วรวัฒน์ ศิริปุณย์ แนะนำ VFC ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร ว่า ศูนย์นี้ได้ก่อตั้งมากกว่า 15 ปี ได้ให้บริการช่วยเหลือและให้คำปรึกษาเพื่อการมีบุตรสำหรับชาวไทยและชาวต่างชาติ กว่า 3,000 ราย และประสบผลสำเร็จมากกว่า 80% ต่อรอบการย้ายตัวอ่อน ประกอบกับเทคโนโลยีการฉีด PRP (Platelet-Rich Plasma) ซึ่งเป็นการฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้นไปในรังไข่เพื่อเพิ่มคุณภาพฟองไข่ มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและ Embryologist นักวิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการเลี้ยงตัวอ่อน รวมถึงมีตู้เลี้ยงตัวอ่อน Embryoscope Plus ที่ติดกล้องไว้ในตู้ ทำให้ประเมินการเจริญเติบโตของตัวอ่อนได้ดี นอกจากนี้สำหรับคนที่ยังไม่พร้อมมีลูก ช่วงอายุประมาณ 20-35 ปี ก็สามารถฝากไข่ไว้ได้ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://www.
v-ivf.com/th/

หากไม่พร้อมตั้งครรภ์ สามารถฝากไข่ไว้ก่อนได้

การฝากไข่ เหมาะสำหรับผู้หญิงในช่วงอายุ 20-35 ปี ที่ยังไม่พร้อมมีลูกในตอนนี้ แต่วางแผนมีลูกในอนาคต โดยเก็บแช่แข็งไข่ตั้งแต่อายุยังน้อยที่ไข่มีคุณภาพดี เมื่ออายุมากขึ้นก็สามารถละลายไข่ที่คุณภาพดีมาใช้ให้ตั้งครรภ์ได้โดยจะเริ่มฉีดยากระตุ้นไข่ประมาณ 10-12 วัน และเก็บไข่ในห้องผ่าตัดเล็กเพื่อเจาะดูดไข่ผ่านทางช่องคลอดใช้เวลาประมาณ 15-20 นาทีเพื่อแช่แข็งเก็บไว้ในอนาคตโดยตามมาตรฐานสามารถอยู่ได้ประมาณ 10 ปี หากนานกว่านั้นสามารถเก็บได้แต่คุณภาพอาจจะเสื่อมลง ปัจจุบันกฎหมายไทยกำหนดว่าการทำ “เด็กหลอดแก้ว” ด้วยการละลายไข่ออกมาปฏิสนธิ ต้องมีการจดทะเบียนสมรสแล้วจึงจะใช้ได้

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : มากินเจ กินพืชผัก..เสริมสร้างสุขภาพกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/682878

Life & Health : มากินเจ กินพืชผัก..เสริมสร้างสุขภาพกัน

Life & Health : มากินเจ กินพืชผัก..เสริมสร้างสุขภาพกัน

วันพุธ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ทุกวันนี้ผู้คนส่วนใหญ่ใส่ใจเรื่องอาหารและคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ช่วยให้ “อิ่มท้องมีรสชาติอร่อย” หรือเป็นแหล่งพลังงานเท่านั้นหากแต่ยังต้องเป็นสิ่งที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย เนื่องจากสภาวะความเป็นอยู่ที่ต้องเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษต่างๆ รอบตัว โรคระบาด ตลอดจนถึงภาวะสังคมสูงวัย แนวทางการบริโภคจึงเปลี่ยนมาบริโภคอาหารจากธรรมชาติ พืช ผัก ผลไม้ ลดการบริโภคเนื้อสัตว์หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป ฯลฯ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ดังจะสังเกตได้จากเทศกาล “ถือศีลกินผัก” หรือ “กินเจ” โดยปีนี้จะตรงกับวันที่ 26 กันยายน-4 ตุลาคม ซึ่งคนทั่วไปไม่เว้นแม้กระทั่งหนุ่มสาวยุคใหม่ต่างก็หันมากินเจเพิ่มมากขึ้นทุกปี ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการกินเจจัดว่าดีต่อสุขภาพถ้าประกอบอาหารอย่างถูกวิธีและกินอย่างถูกต้อง ข้อมูลจาก ผศ.ดร.ชนิดา ปโชติการนักกำหนดอาหารวิชาชีพ เปิดเผยว่าการกินเจเป็นการงดเนื้อสัตว์และเครื่องปรุงที่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์ทุกชนิดและหันมารับประทานพืชผักแทน นอกจากจะไม่เบียดเบียนสิ่งมีชีวิตแลัวยังช่วยให้กระเพาะของเราได้พักจากการย่อยเนื้อสัตว์

การงดการกินเนื้อสัตว์มีหลายคนกังวลว่าจะขาดสารอาหารโปรตีนที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่ผู้ที่กินเจสามารถกินเจอย่างถูกวิธีโดยหันมากินโปรตีนจากถั่วชนิดต่างๆและเห็ดแทน ซึ่งวัตถุดิบดังกล่าวโดยเฉพาะเห็ดมีสารอาหารสำคัญหลายชนิด เช่น โปรตีน ใยอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ โดยเฉพาะธาตุเหล็กและซีลีเนียมซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ ยังมีเห็ดบางชนิดให้ประโยชน์ต่อสุขภาพในการป้องกันและบำบัดโรค จนได้รับการขนานนามว่า เห็ดทางการแพทย์ ได้แก่ เห็ดหอม เห็ดแครงเห็ดปุยฝ้าย เห็ดไมตาเกะ เป็นต้น ด้วยมีสรรพคุณทางยาที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย โดยมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์เกียวกับเห็ดทางการแพทย์ เช่น ส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ เป็นต้น

การกินพืชผัก ผลไม้ ธัญพืชหลากสี และอาหารจากธรรมชาติซึ่งมีคุณค่าสารอาหารที่แตกต่างกัน หากรู้จักเลือกและผสมผสานวัตถุดิบรวมทั้งใช้เครื่องปรุงในการประกอบอาหารที่เหมาะสมลดหวาน มัน เค็ม ใช้น้ำมันแต่น้อยในการประกอบอาหาร ก็จะทำให้ได้รับสารอาหารที่หลากหลายและสมดุล ไม่ว่าจะเป็นวิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ สารพฤกษเคมี สารฟลาโวนอยด์และใยอาหาร ฯลฯ ซึ่งช่วยเสริมสร้างกระบวนการทำงานต่างๆ ของร่างกายให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ แคโรทีนอยด์ วิตามินซีและอี ช่วยลดอนุมูลอิสระ ช่วยในการป้องกันการเกิดโรคหัวใจ โรคมะเร็ง รวมถึงช่วยชะลอวัย สำหรับผลไม้ที่มีฤทธิ์ของการต้านอนุมูลอิสระสูง ได้แก่ พรุนบิลเบอร์รี ส่วนวิตามินต่างๆ ที่มีมากในผักผลไม้ ได้แก่ วิตามินบีและซี วิตามินบีที่สำคัญในผัก ผลไม้ คือ โพเลตซึ่งช่วยป้องกันโลหิตจาง ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ลดความเสี่ยงสมองเสื่อม วิตามินซี ช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กในพืช ช่วยลดความเสี่ยงโลหิตจางนอกจากนี้ แร่ธาตุที่มีมากในผักและผลไม้คือ โพแทสเซียม แมกนีเซียมและแคลเซียม ช่วยลดความดันโลหิต แคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูก สารฟลาโวนอยด์มีคุณสมบัติ ช่วยลดการแข็งตัวของเกล็ดเลือด ป้องกันโรคหัวใจ ในผักผลไม้ที่มีสีม่วงหรือน้ำเงินเข้ม เช่นบิลเบอร์รี มีสารแอนโธไซยานิดินส์ซึ่งอยู่ในกลุ่มของสารเฟลโวนอยด์ ช่วยบำรุงสายตาและป้องกันความเสื่อมของตา เป็นต้น

ที่สำคัญการกินผัก ผลไม้ ธัญพืชทุกมื้อช่วยเพิ่มกากใยอาหาร ซึ่งมีผลต่อระบบการทำงานของร่างกายหลายด้าน เช่น ช่วยป้องกันการเกิดท้องผูก ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคริดสีดวงทวาร ช่วยกำจัดของเสียในลำไส้ ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยควบคุมระดับน้ำตาล ช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ ฯลฯ อีกทั้งยังทำให้รู้สึกอิ่มเร็วและอิ่มนานขึ้น จึงช่วยควบคุมและลดน้ำหนักได้ดี สำหรับผักและผลไม้ที่มีใยอาหารสูง เช่น คะน้า มะละกอ ส้ม พรุน เป็นต้น

ข้อมูลจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวชนักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพจากสหรัฐอเมริกา กรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่า มีวิตามินและแร่ธาตุหลายๆ ชนิดที่ชาวกินเจควรจะให้ความสนใจเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้ขาดสารอาหารเหล่านี้ ได้แก่ ธาตุเหล็ก แคลเซียม วิตามินบี 2 หรือ ไรโบเฟลวิน วิตามินบี 12 วิตามินดี สังกะสี

ผู้กินเจที่ควรได้รับความสนใจเป็นพิเศษในเรื่องอาหารคือกลุ่มเด็กทารก เด็กที่กำลังเจริญเติบโต คนท้อง และหญิงให้นมบุตร อาหารที่กินควรจะจัดเมนูให้หลากหลายให้มีพลังงานเพียงพอและไม่ขาดสารอาหารที่กล่าวมาข้างต้นซึ่งในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรควรได้รับการเสริมสารอาหารให้เพียงพอเช่นเดียวกับหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่ได้อาหารมังสวิรัติ

อาหารเจถ้ากินให้ถูกวิธีก็สามารถทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนได้ กุญแจของการกินอาหารเจเพื่อสุขภาพ เช่นเดียวกับอาหารอื่นๆที่ไม่ใช่มังสวิรัติ คือการกินอาหารให้หลากหลายจากผัก ผลไม้ เมล็ดธัญพืชและถั่วต่างๆ ในขณะเดียวกันควรจำกัดอาหารที่มีไขมันสูงรวมทั้งอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาลสูง แต่อาหารเจมักจะรับวัฒนธรรมการปรุงแต่งมาจากอาหารจีน ซึ่งมีไขมันสูงได้แม้จะไม่มีคอเลสเตอรอล เพราะอาหารจีนมักจะใช้น้ำมันปริมาณมากในการปรุงอาหาร แม้จะเป็นน้ำมันพืชก็ตาม อาหารประเภททอดหรือผัดชนิดมันมากๆ และมีแป้ง มีกะทิมากก็อาจจะทำให้อ้วนได้เช่นกัน วิธีการปรุงแบบไทยๆ เช่น ประเภทยำ ย่าง นึ่ง แกงส้ม ต้มยำ แกงป่า แกงอ่อม เมื่อนำมาดัดแปลงปรุงอาหารเจก็จะทำให้มีไขมันต่ำและไม่มีคอเลสเตอรอลได้

ผู้กินเจมักจะละเว้นเครื่องดื่มมึนเมาและบุหรี่ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมผลจากอาหารเจต่อสุภาพให้ดียิ่งขึ้น และประการสำคัญคือ พยายามออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นจี้กงไท้เก็ก หรือการออกกำลังชนิดอื่นๆที่ชอบ ทำจิตใจให้แจ่มใส อย่าให้เครียด นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ สุขภาพที่ดีเยี่ยมจะไม่หนีไปไหน

ช่วงกินเจควรใส่ใจดื่มน้ำให้มากพออย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพราะอาหารที่มีกากใยสูงต้องการน้ำในการทำงาน หากดื่มน้ำไม่พออาจทำให้เกิดอาการท้องอืด มีแก๊ส ปวดท้องได้

เพียงเท่านี้เทศกาลกินเจ ถือเป็นโอกาสที่ช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดีขึ้น ไม่อ้วนลงพุงแถมอิ่มใจอิ่มบุญอีกด้วย

ช่วงเทศกาลกินเจนี้ ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ขอเชิญชวนผู้ใจบุญร่วมช่วยผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศ โดยสามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โทร.02-7183800ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จักโรคผิวหนังที่มากับหน้าฝน

LIFE & HEALTH :  รู้จักโรคผิวหนังที่มากับหน้าฝน

LIFE & HEALTH : รู้จักโรคผิวหนังที่มากับหน้าฝน

วันพุธ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.53 น.

หน้าฝนนี้ อากาศที่เย็นลงและความชื้นที่เพิ่มขึ้นเป็นสาเหตุทำให้เชื้อโรคหลายชนิดสามารถแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว อีกทั้งในแต่ละวันก็เจอสภาพอากาศที่แปรปรวนเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวเย็น ไม่เพียงส่งผลต่อสุขภาพและภูมิคุ้มกันของร่างกายเท่านั้น แต่ยังอาจทำให้เจ็บป่วยไม่สบายกันได้ง่ายๆ เพราะฤดูฝนนำมาซึ่งโรคต่างๆมากมาย ทั้งที่เกิดจากอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง การติดเชื้อ หรือโรคที่มียุงเป็นพาหะ จึงต้องคอยระวังตัวเองให้ดี โดยเฉพาะช่วงที่มีฝนตกทุกวันและมีน้ำท่วมในหลายพื้นที่

ข้อมูลจาก พญ.ดวงกมล ทัศนพงศากุล แพทย์ประจำศูนย์ผิวหนังและความงามโรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า ฤดูฝนเป็นช่วงที่มีความชื้นในอากาศสูง ทำให้มีการเจริญเติบโตของเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย ส่งผลให้เกิดโรคผิวหนังตามมาได้ง่ายมากๆ เช่น

1.ผื่นผิวหนังอักเสบจากการติดเชื้อรา

• โรคเกลื้อน ลักษณะเป็นผื่นวงกลมหลายวงมีขุยละเอียด สีแตกต่างกัน เช่น สีจาง ขาว แดง น้ำตาล หรือดำ มักเกิดบริเวณลำตัว เช่น หลัง หน้าอก ท้อง ไหล่ คอ และพบมากในผู้เล่นกีฬาที่มีเหงื่อออกมาก และใส่เสื้อผ้าที่อับชื้น เนื่องจากความอับชื้นจะทำให้ติดเชื้อราได้ง่ายขึ้น

• โรคกลาก ลักษณะเป็นวงมีขอบเขตชัดเจน มีขุย เริ่มต้นด้วยอาการคัน ตามด้วยผื่นแดง
ต่อมาจะลามเป็นวงออกไปเรื่อยๆ และมักจะคันมากขึ้น ส่วนใหญ่จะพบในบริเวณที่มีความอับชื้น เช่น หนังศีรษะ รักแร้ ใต้ราวนม ขาหนีบ ฝ่าเท้า และซอกนิ้วเท้า ดังนั้น ต้องดูแลรักษาความสะอาดร่างกายให้ดี เพราะบางครั้งกลากอาจจะติดจากการใช้ของร่วมกับคนที่เป็นโรค หรือติดจากสัตว์เลี้ยงก็ได้

2.ผื่นผิวหนังอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย

มีลักษณะเป็นผื่นแดงแห้งๆ ออกน้ำตาล มักเกิดในบริเวณที่อับชื้นซึ่งเป็นบริเวณที่เหมาะสมของการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย เช่น รักแร้ ขาหนีบ ฝ่าเท้า และซอกนิ้วเท้า โรคที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ ได้แก่ โรคเท้าเหม็น(Pitted Keratolysis) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณผิวหนังชั้นนอก มีอาการเท้าแห้งลอก เท้าจะเหม็นมากกว่าคนทั่วไป มีหลุม รูพรุนเล็กๆ บริเวณฝ่าเท้าและง่ามเท้า

3.โรคน้ำกัดเท้า

เกิดจากการระคายเคืองของผิวหนังจากความอับชื้น และสัมผัสสิ่งสกปรกต่างๆในบริเวณน้ำท่วมขังหลังเกิดฝนตก ทำให้เกิดผื่นตามเท้า และซอกนิ้วเท้า ในบางรายอาจมีอาการติดเชื้อรา หรือเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย

4.ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis)

เป็นโรคที่พบได้ทุกฤดู แต่มักจะมีอาการมากขึ้นหากอุณหภูมิและความชื้นของอากาศเปลี่ยนแปลงไป สังเกตได้ว่าจะมีผื่นแดง แห้งลอก มีอาการคันมากที่บริเวณข้อพับแขน ข้อพับขา ใบหน้า แขน ขา ซอกคอ

5.ผื่นผิวหนังอักเสบจากแมลง

ในฤดูฝนจะมีการเพิ่มจำนวนของแมลงหลากหลายชนิด เช่น ยุง หมัด ไร แมลงก้นกระดก หากโดนหรือสัมผัสเข้า อาจทำให้เกิดเป็นผื่นผิวหนังอักเสบได้

หากมีอาการตามที่กล่าวมาข้างต้น ควรรีบมาพบแพทย์ เพื่อได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง หรือปรึกษาได้ที่โทร.02-7340000 อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวและมีความชื้นสูงในช่วงหน้าฝนนี้ การดูแลผิวจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาผิวตามมา โดยมีวิธีการดูแลผิวง่ายๆ ดังนี้

• ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เพื่อทำความสะอาดน้ำมันส่วนเกินและสิ่งสกปรกที่อาจติดอยู่บนผิวหน้า นอกจากนี้ ควรผลัดเซลล์ผิวอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก ไม่ให้ไปอุดตันรูขุมขน จนทำให้เกิดสิวและรูขุมขนกว้าง

• อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด หลีกเลี่ยงการโดนฝน ถ้าหากโดนฝนแล้วแล้วรีบอาบน้ำเพราะในน้ำฝนมีเชื้อโรค ฝุ่นละออง และสารเคมี เพื่อป้องกันการเกิดหวัด และการเกิดผื่นผิวหนังชนิดต่างๆ

• ใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์บำรุงผิว เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ไม่ให้ผิวแห้งกร้าน โดยเลือกครีม
ชุ่มชื้นที่เหมาะกับผิวของเรา

• ทาครีมกันแดด ถึงแม้ว่าจะเป็นฤดูฝนที่ไม่ค่อยมีแดดจัด แต่รังสี UV และแสงสีฟ้ามีอยู่รอบตัว เพราะฉะนั้น เพื่อเป็นการปกป้องผิวจากรังสี UV จึงควรทาครีมกันแดดสม่ำเสมอทุกวัน เพื่อป้องกันการเกิดริ้วรอย กระ ฝ้า และรอยดำ บนใบหน้า

• ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพราะการดื่มน้ำจะช่วยล้างสารพิษออกจากร่างกาย ทำให้ผิวชุ่มชื้นแลดูอิ่มน้ำ ไม่แห้งหยาบกร้านจนดูแก่กว่าวัย

ข้อมูลจากศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันปริมาณโลหิตบริจาคทั่วประเทศ ยังไม่มีโลหิตเพียงพอในการรักษาและผ่าตัดผู้ป่วย รวมทั้งผู้ป่วยเด็กโรคเลือด อาทิ โรคธาลัสซีเมีย ฮีโมฟีเลีย ที่ต้องใช้เลือดในปริมาณมากและต่อเนื่องตลอดชีวิต ซึ่งหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป การชะลอและเลื่อนการรักษาด้วยโลหิต อาจส่งผลอันตรายแก่ผู้ป่วยถึงชีวิตได้ ขอเชิญท่านผู้ที่เคยบริจาคโลหิตหรือผู้มีสุขภาพดีที่ตั้งใจจะไปบริจาคโลหิตช่วยต่อชีวิตเพื่อนมนุษย์ได้ ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถนนอังรีดูนังต์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ โทรศัพท์ : 02-2639600-99 เว็บไซต์ : http://www.blooddonationthai.com หากได้มีโอกาสบริจาคโลหิต จึงนับเป็นการช่วยต่อลมหายใจให้ผู้ป่วยได้มีชีวิตใหม่และกลับไปอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข

LIFE & HEALTH : ค้นหา วัดแวว สู่ความเป็นอัจฉริยะในตัวลูกรัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/679765

LIFE & HEALTH : ค้นหา วัดแวว สู่ความเป็นอัจฉริยะในตัวลูกรัก

LIFE & HEALTH : ค้นหา วัดแวว สู่ความเป็นอัจฉริยะในตัวลูกรัก

วันพุธ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คุณรู้หรือไม่ว่าเด็กแต่ละคนมีความฉลาดในแต่ละด้าน ซึ่งมีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะบุคคลที่แตกต่างกันไป และบางคนอาจมีความฉลาดมากกว่าหนึ่งด้าน แต่ไม่มีเด็กคนใดที่จะไม่มีความฉลาดเลยสักด้าน จากทฤษฎีพหุปัญญา (The Theory of Multiple Intelligences) ของ ดร.โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ แห่ง มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ได้กล่าวว่า คนเรามีความเป็นอัจฉริยภาพในรูปแบบของตนซึ่งไม่ใช่เฉพาะในเรื่องของสติปัญญาหรือไอคิวที่ประเมินเฉพาะเรื่องภาษา ตรรกศาสตร์ คณิตศาสตร์ และมิติสัมพันธ์เพียงบางส่วนเท่านั้น หากแต่ยังมีอีกหลายด้านที่ไอคิวไม่สามารถประเมินได้ เช่น ความสามารถด้านดนตรีหรือกีฬา การเข้าใจธรรมชาติ การเข้าใจตนเอง และมนุษยสัมพันธ์ เป็นต้นที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ฉะนั้นพ่อแม่ผู้ปกครอง จึงมีบทบาทสำคัญในการค้นหาแววหรือความสามารถของลูก เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้ ผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่เด็กๆ ถนัดอย่างเหมาะสม จนเด็กมีความมั่นใจในตนเอง และสามารถพัฒนาต่อเนื่องอย่างเต็มศักยภาพต่อไปในอนาคต

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ทิพวรรณ หรรษคุณาชัยกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก จะพาพ่อแม่ผู้ปกครองไปทำความรู้จักกับความฉลาดทั้ง8 ด้าน ตามทฤษฎีพหุปัญญาว่ามีด้านใดบ้าง จะได้ลองสังเกตดูความถนัด หรือความสามารถพิเศษที่ซ่อนอยู่ในตัวลูกรัก ส่วนแต่ละด้านจะมีอะไรบ้างและจะส่งเสริมได้อย่างไร

1.ความฉลาดด้านภาษา สามารถใช้ภาษาเลือกใช้คำที่มีความหมายลึกซึ้งในการสื่อสารอารมณ์ความรู้สึกให้คนอื่นเข้าใจได้ดี สื่อได้ผลตามเป้าหมาย มีนิสัยรักการอ่าน ติดหนังสือ ชอบเขียนหนังสือหรือจดบันทึกเรื่องราว ชื่นชอบโคลงกลอน นิทาน สามารถจดจำในสิ่งที่อ่านและได้ฟังอย่างแม่นยำ ชอบเรียนภาษาและเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

วิธีสนับสนุนและพัฒนา : ชวนลูกไปเลือกซื้อหนังสือที่ชอบ จัดสื่อการเรียนรู้เพื่อการค้นคว้าที่หลากหลาย พร้อมเปิดโอกาสให้ลูกได้ฟัง ได้อ่าน ได้เขียนเล่าเรื่องราว ได้พูดแสดงความคิดเห็น รวมถึงอภิปรายแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเรื่องต่างๆกับผู้อื่น รวมถึงหากิจกรรมฝึกภาษาให้เล่น เช่น เกมปริศนาอักษรไขว้ ทายคำศัพท์ ครอสเวิร์ด เกมต่อคำเป็นต้น

2.ความฉลาดด้านคณิตศาสตร์หรือการใช้เหตุผลเชิงตรรกะ (Logical Mathematical Intelligence) มีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ เป็นเหตุเป็นผลเชิงนามธรรม และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ชอบคิดคำนวณ เมื่อเผชิญสถานการณ์ที่ซับซ้อน เด็กสามารถแยกแยะ จัดลำดับ จำแนกสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระเบียบแบบแผน สามารถ
แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี

วิธีสนับสนุนและพัฒนา : หากิจกรรมให้ลูกได้สนุกกับการคิดคำนวณตัวเลขและตรรกะด้านการใช้ทักษะคณิตศาสตร์มาแก้ปัญหา เช่น เกมปริศนาตัวเลข เกมซุโดะกุ เกมรูบิค รวมถึงฝึกให้ลูกคิดแบบมีวิจารณญาณ กระบวนการสร้างความคิดรวบยอด และการทดลองคิดค้นทางวิทยาศาสตร์

3.ความฉลาดด้านมิติสัมพันธ์ มีความสามารถในการรับรู้ทางสายตา สื่อสารด้วยภาพ สามารถมองเห็นพื้นที่ รูปทรง ระยะทาง และตำแหน่งอย่างสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน รวมถึงรับรู้เรื่องทิศทางและตำแหน่งได้ดี มีความสามารถทางด้านศิลปะ มีจินตนาการในการสร้างสรรค์เพื่อการสื่อสาร

วิธีสนับสนุนและพัฒนา : ควรให้ลูกฝึกทำงานศิลปะ งานประดิษฐ์ หรือชวนลูกเล่นเกมต่อภาพ เกมจับผิดภาพ การต่อเลโก้หรือบล็อกไม้ การเล่นเกมอ่านแผนที่ง่ายๆ ฝึกการเขียนแผนที่ความคิด(mind mapping) เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กคิดอย่างอิสระ เสริมจินตนาการ หรือพาไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ เพื่อให้เขาบันทึกเรื่องราวเป็นภาพวาดหรือภาพถ่าย

4.ความฉลาดด้านดนตรี มีความสามารถในการเรียนรู้ด้านดนตรีได้เป็นอย่างดี สามารถแยกแยะเสียงต่างๆ จับจังหวะและจดจำท่วงทำนองได้อย่างแม่นยำ เมื่อได้ยินเสียงดนตรีจะเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกร่วมได้ง่าย เช่น ฮัมเพลง เต้นหรือเคาะจังหวะตาม อีกทั้งยังสามารถร้องเพลงเล่นดนตรี และแต่งเพลงได้

วิธีสนับสนุนและพัฒนา : ควรสนับสนุนให้ลูกเล่นเครื่องดนตรี ร้องเพลง ฟังเพลงหรือพาไปดูการแสดงดนตรีที่สนใจอย่างสม่ำเสมอเปิดโอกาสให้ลูกได้วิเคราะห์ วิจารณ์ดนตรี หรือแสดงความสามารถ เช่น เล่นดนตรีโชว์ในงานโรงเรียน หรืองานเลี้ยงสังสรรค์ รวมถึงบันทึกเสียงดนตรีที่ลูกแสดงไว้ฟัง เพื่อปรับปรุงหรือชื่นชมผลงานร่วมกันในครอบครัว

5.ความฉลาดด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว สามารถควบคุมความสมดุล ความคิดการแสดงออก ความรู้สึกทางประสาทสัมผัสโดยผ่านการเคลื่อนไหวอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างโดดเด่น มีความคล่องแคล่ว ว่องไว ยืดหยุ่น แข็งแรง ชอบทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย มักจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดโดยใช้ร่างกายมากกว่าแค่อ่านหรือฟัง

วิธีสนับสนุนและพัฒนา : ควรสนับสนุนการเรียนรู้ผ่านการสัมผัส จับต้องได้ และลงมือปฏิบัติจริง เช่น พาไปวิ่งเล่นในสวนสาธารณะ การเล่นกีฬาชนิดต่างๆ ซึ่งนอกจากจะได้ออกแรงแล้ว ยังทำให้ได้เรียนรู้กฎกติกาของเกม การรู้แพ้รู้ชนะ รวมถึงสนับสนุนให้ทำกิจกรรมที่ได้แสดงออก เช่น การเต้น เล่นละคร หรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้การเคลื่อนไหวร่างกาย

6.ความฉลาดด้านมนุษยสัมพันธ์ มีความสามารถในการเข้าใจผู้อื่นได้ดี ทั้งด้านความรู้สึกนึกคิดอารมณ์ การอ่านกิริยาท่าทางและตอบสนองได้อย่างเหมาะสม เป็นคนสร้างมิตรภาพง่าย มีเพื่อนเยอะชอบการพบปะสังสรรค์กับผู้อื่น เจรจาต่อรองเก่งและชักจูงผู้อื่นได้ดี

วิธีสนับสนุนและพัฒนา : ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้เล่นกับเพื่อนหลากหลายกลุ่ม และทำกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมในการพูดคุย แสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ในสถานการณ์จำลอง กับเด็กอื่นในชุมชน หรือกลุ่มเพื่อนที่โรงเรียน นอกจากนี้ควรพาลูกไปเรียนรู้ในสังคมภายนอกอย่างสม่ำเสมอ

7.ความฉลาดด้านการเข้าใจตนเองมีทักษะตระหนักรู้ในตนเอง รู้เท่าทันอารมณ์ ความรู้สึกความคิด ความคาดหวัง รู้ถึงจุดอ่อน จุดแข็งของตนเอง และรู้จักควบคุมการแสดงออกอย่างเหมาะสมมักเป็นคนเก็บตัวและชอบทำงานคนเดียว

วิธีสนับสนุนและพัฒนา : ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้ทำอะไรตามลำพังอย่างอิสระ และสอนให้เห็นคุณค่าและนับถือตัวเอง (Self-esteem) รวมถึงเปิดโอกาสให้เด็กได้ศึกษาหาความรู้ในสิ่งที่สนใจเป็นพิเศษ วางแผนชีวิตในอนาคต การทำงานร่วมกับผู้อื่น นอกจากนี้อาจฝึกให้ลูกนั่งสมาธิ จดบันทึกประจำวัน เพื่อคิดทบทวนและประเมินตนเอง

8.ความฉลาดด้านความเข้าใจธรรมชาติ มีความสามารถในการรู้จัก เข้าใจกฎเกณฑ์ธรรมชาติ ปรากฏการณ์ต่างๆ และความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ สนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว สามารถจำแนก แยกแยะประเภทของสิ่งมีชีวิต ทั้งพืชและสัตว์ได้เป็นอย่างดี

วิธีสนับสนุนและพัฒนา : ควรจัดกิจกรรมให้ลูกได้เรียนรู้ธรรมชาติรอบตัว โดยฝึกให้เขารู้จักสังเกต จดบันทึกการเปลี่ยนแปลงของลมฟ้า อากาศ การเจริญเติบโตของต้นไม้ สัตว์เลี้ยงรวมถึงพาลูกไปเที่ยวศึกษาสิ่งแวดล้อม เช่นค่ายเดินป่า ปลูกป่า ทัศนศึกษาสวนสัตว์ ท้องฟ้าจำลอง เป็นต้น

หากรู้แล้วว่า ลูกรักของคุณมีความสามารถด้านไหนถนัดเป็นพิเศษ พ่อแม่ต้องรีบส่งเสริมและเปิดโอกาสการเรียนรู้ เพื่อช่วยฝึกฝน พัฒนาความชำนาญในด้านนั้นๆ ให้โดดเด่นจนประสบความสำเร็จยิ่งๆ ขึ้นในอนาคต

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ปัสสาวะเล็ด กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เกิดได้อย่างไร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/678316

LIFE & HEALTH : ปัสสาวะเล็ด กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เกิดได้อย่างไร

LIFE & HEALTH : ปัสสาวะเล็ด กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เกิดได้อย่างไร

วันพุธ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.30 น.

ใครๆ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายก็อยากมีร่างกายแข็งแรง สุขภาพดีโดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น เราคงปฏิเสธไม่ได้กับความเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ รวมถึงอารมณ์ แม้จะเป็นไปตามธรรมชาติแต่ก็มักจะส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆ อาจก่อให้เกิดอุปสรรคในการดำเนินชีวิต เช่น กลั้นปัสสาวะไม่อยู่

ข้อมูลจาก อาจารย์ ดร.ภญ.กัลยาณี โตนุ่ม ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ปัญหาปัสสาวะเล็ด กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ คือการที่มีปัสสาวะออกมาโดยไม่สามารถควบคุมได้ซึ่งเป็นภาวะที่รบกวนการใช้ชีวิตของผู้ป่วยและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่สามารถเกิดได้ทุกเพศทุกวัย แต่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ในเพศหญิงสาเหตุสำคัญคือการที่ระดับเอสโตรเจนลดลงอย่างรวดเร็วในวัยหมดประจำเดือน เป็นเหตุให้ผนังท่อปัสสาวะบางลง ลดความสามารถในการปิดของหูรูดท่อปัสสาวะ ส่งผลให้หูรูดปิดสนิทได้ยากขึ้น ทำให้เกิดภาวะปัสสาวะเล็ดได้ ส่วนในเพศชายมักเกิดจากการที่มีภาวะต่อมลูกหมากโตจึงไปขัดขวางทางเดินปัสสาวะ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เกิดปัญหาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เช่น กล้ามเนื้อ อุ้งเชิงกรานอ่อนแอ ซึ่งอาจเกิดจากการตั้งครรภ์และการคลอดบุตร หรืออายุที่มากขึ้น การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ผู้ที่มีความสามารถในการเคลื่อนไหวร่างกายบกพร่อง ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน ผู้ที่ท้องผูกเรื้อรัง หรือการได้รับยาบางชนิด เป็นต้น

ระบบทางเดินปัสสาวะประกอบด้วย ไต ซึ่งทำหน้าที่ในการผลิตน้ำปัสสาวะ โดยมีท่อไต เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำปัสสาวะที่ไตผลิตได้ไปยังกระเพาะปัสสาวะ ก่อนปล่อยออกภายนอกร่างกายผ่านทางท่อปัสสาวะ ในการลำเลียงน้ำปัสสาวะท่อปัสสาวะจะบีบตัวเป็นคลื่นๆ ที่เรียกว่า peristalticcontraction ซึ่งจะลำเลียงน้ำปัสสาวะ ได้ 1-2 มิลลิลิตร/นาที โดยในคนปกติจะสามารถเก็บน้ำปัสสาวะได้ 200-400 มิลลิลิตร แบบไม่รู้สึกอึดอัดและไม่มีการเล็ดของปัสสาวะออกมา แต่ถ้าน้ำปัสสาวะมีมากกว่า 400 มิลลิลิตร จะเริ่มรู้สึกอยากขับถ่ายปัสสาวะ การขับถ่ายปัสสาวะอาศัยการทำงานของระบบประสาทในการควบคุมการทำงานของหูรูดของท่อปัสสาวะและกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะให้เกิดการทำงานที่ประสานกันดังนั้นหากมีความผิดปกติของระบบประสาทที่มาควบคุมการทำงานของระบบขับถ่ายปัสสาวะหรือมีความผิดปกติของกล้ามเนื้อทางเดินปัสสาวะเองก็จะทำให้เกิดอาการปัสสาวะเล็ดหรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ได้

ชนิดของการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้

1.Stress incontinence เป็นอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ที่พบได้มากสุด โดยเป็นผลมาจากการที่ตัวหูรูดท่อปัสสาวะหดรัดตัวได้ไม่ดีหรือการหย่อนตัวของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน เมื่อมีการเพิ่มความดันในช่องท้องอย่างกะทันหัน เช่น การไอ จาม หัวเราะ ออกกำลังกาย หรือยกของหนัก จะทำให้ไม่สามารถควบคุมการไหลของปัสสาวะได้

2.Urge incontinence คือภาวะที่กล้ามเนื้อเรียบของกระเพาะปัสสาวะ มีการบีบตัวที่รุนแรงกว่าปกติ หรือมีการบีบตัวทั้งๆ ที่ปริมาณปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะไม่มากพอที่จะทำให้คนทั่วไปรู้สึกปวดปัสสาวะ โดยอาจมีสาเหตุมาจากโรคระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้สัญญาณประสาทที่ส่งลงมาควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะบกพร่อง หรือเกิดพยาธิสภาพในอุ้งเชิงกราน เช่น การติดเชื้อ เนื้องอกในทางเดินปัสสาวะ

3.Overflow incontinence การกลั้น ปัสสาวะไม่ได้เนื่องจากปัสสาวะล้น สาเหตุอาจเกิดจากกล้ามเนื้อเรียบของกระเพาะปัสสาวะสูญเสียความสามารถในการบีบตัวจากความบกพร่องในการส่งสัญญาณของกระแสประสาท เช่น ในผู้ป่วยเบาหวานที่มีพยาธิสภาพของเส้นประสาทที่มาเลี้ยงกระเพาะปัสสาวะ หรือเกิดจากมีการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง เช่น ต่อมลูกหมากโต เป็นผลให้ยังคงมีน้ำปัสสาวะเหลือค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะเป็นจำนวนมากภายหลังจากการขับถ่ายปัสสาวะแล้ว ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกปวดปัสสาวะบ่อย หรือน้ำปัสสาวะในส่วนที่เกินความจุของกระเพาะปัสสาวะอาจเล็ดออกมาเองในปริมาณน้อยๆ แต่ออกมาเรื่อยๆโดยที่ผู้ป่วยไม่มีอาการปวดปัสสาวะได้

4.Functional incontinence การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ชนิดนี้ ไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของระบบขับถ่ายปัสสาวะ แต่เป็นปัญหาอื่นที่ทำให้ไม่สามารถไปเข้าห้องน้ำได้ เช่น ปัญหาทางด้านสมอง หรือปัญหาทางสุขภาพกายที่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว

แนวทางการรักษา

l การฝึกควบคุมการขับถ่ายของกระเพาะปัสสาวะหรือฝึกการปัสสาวะตามเวลาที่กำหนด เป็นการฝึกเพื่อยืดระยะเวลาของการเข้าห้องน้ำแต่ละครั้งให้นานขึ้น และให้กระเพาะปัสสาวะมีความเคยชินกับปริมาณปัสสาวะที่มากขึ้น โดยวิธีคือ เริ่มจากฝึกกลั้นปัสสาวะให้นานขึ้นครั้งละประมาณ 30 นาที จนกระทั่งรู้สึกว่าสามารถทนได้ดี (อาจใช้เวลา 3-5 วัน) จากนั้นให้ปรับเพิ่มระยะเวลาระหว่างครั้งให้นานขึ้น จนความถี่ในการเข้าห้องน้ำลดลงเป็นทุกๆ 2-4 ชั่วโมง

l การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติเพื่อช่วยลดแรงดันภายในช่องท้อง

l การฝึกบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ซึ่งทำได้โดยขมิบรูทวารและกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (สังเกตการขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานได้จากการพยายามจะกลั้นปัสสาวะ) ระหว่างขมิบให้นับ 1-5 ช้าๆ แล้วคลายกล้ามเนื้อลง ให้ทำซ้ำประมาณ10-15 ครั้ง จำนวน 3 เซต เป็นประจำทุกวัน และไม่ควรกลั้นหายใจขณะบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน

l การหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น เช่น เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

l การใช้ยาเพื่อลดการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ เช่น ยากลุ่ม Anti-muscarinic และ Beta-3 agonist

l การรักษาด้วยการฉีดสาร
Botulinum toxin

l การรักษาด้วยการใช้เลเซอร์

l การรักษาด้วยการผ่าตัด

สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

LIFE & HEALTH : บอกรักแม่..ด้วยการดูแลเรื่องอาหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/675160

LIFE&HEALTH : บอกรักแม่..ด้วยการดูแลเรื่องอาหาร

LIFE&HEALTH : บอกรักแม่..ด้วยการดูแลเรื่องอาหาร

วันพุธ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.11 น.

ในเดือนของแม่ เดือนแห่งความรักอันยิ่งใหญ่ แน่นอนว่า “ลูกๆ” ต่างมองหาสิ่งดีๆเพื่อแสดงความรักตอบแทนพระคุณผู้หญิงที่รักและคอยดูแลใส่ใจพวกเรามาแต่เกิด หนึ่งในสื่อรักแทนใจก็คือเรื่องของอาหารการกิน เพราะเมื่อคุณแม่สูงวัยขึ้น ร่างกายอาจไม่แข็งแรงกระฉับกระเฉงเหมือนก่อน ระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ รวมถึงระบบย่อยอาหารก็มักจะเสื่อมถอยด้อยประสิทธิภาพลง ทำให้มีโอกาสเกิดโรคต่างๆ ได้ง่าย และอาจเกิดภาวะขาดสารอาหารหลายๆ ชนิดได้ ลูกๆ จึงต้องดูแลเป็นพิเศษ

ข้อมูลจาก อาจารย์ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐอเมริกา) และ กรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพเปิดเผยว่า เพราะชีวิตช่วงสูงวัยนี้มีกิจกรรมต่างๆ ลดลง ร่างกายจึงใช้พลังงานน้อยลง จึงควรใส่ใจให้ท่านรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบหมวดหมู่ ย่อยง่าย และควรเพิ่มอาหารที่มีแคลเซียมสูง อาทิ ปลาเล็กปลาน้อยที่ทานได้ทั้งตัว กุ้งแห้ง นมพร่องไขมัน ส่วนอาหารโปรตีนควรเป็นชนิดที่มีไขมันน้อย หลีกเลี่ยง เนื้อสัตว์ติดมัน เนื้อสัตว์แปรรูป เครื่องในสัตว์ของทอด น้ำตาลและเกลือในปริมาณมาก นอกจากนี้สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือผัก ผลไม้หลากหลายชนิดและสีสันต่างๆ ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ ที่มีให้ประโยชน์ต่อร่างกาย รวมถึงมีสารพฤกษเคมีซึ่งช่วยต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินซี อี เบต้าแคโรทีน ฯลฯ ที่มีส่วนช่วยยับยั้ง หรือชะลอความเสื่อมของร่างกาย อีกทั้งยังมีใยอาหารที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ทำให้ระบบขับถ่ายทำงานปกติ ท้องไม่ผูก ที่สำคัญควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้วเพราะน้ำช่วยนำสารอาหารไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย และช่วยควบคุมระบบการทำงานของร่างกายให้เป็นปกติ

เติมอาหารเสริมสร้างสุขภาพ

เมื่ออาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญต่อร่างกาย เราจึงอยากชวนลูกๆ มาเสริมสร้างความสตรองให้กับสุขภาพของคุณแม่ ส่วนจะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย…

กินโปรตีนให้เพียงพอทุกวัน โปรตีนเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะสำหรับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุซึ่งจะใช้ในการสร้างและคงสภาพของมวลกล้ามเนื้อ เพื่อป้องกันการสูญเสียกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ผิวหนัง กระดูกและอวัยวะต่างๆ ในร่างกายล้วนประกอบไปด้วยโปรตีน สำหรับหน้าที่สำคัญของโปรตีนคือ ซ่อมแซมและรักษาเซลล์ สังเคราะห์เอนไซม์ ทั้งนี้โปรตีนประกอบไปด้วยกรดอะมิโน 20 ชนิด โดยร่างกายสามารถผลิตเองได้เพียงบางชนิด แต่มีเพียง 9 ชนิดที่จำเป็นต้องกินจากอาหาร หากเรากินโปรตีนไม่เพียงพอจะทำให้ผิวหนังขาดความยืดหยุ่น เหี่ยวย่นง่าย แผลหายยาก ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เมื่อเจ็บป่วยจะใช้เวลาฟื้นตัวนานขึ้น

บูสต์พลังสมอง สมองของเราต้องการสารอาหารหลากหลายชนิด แต่ละชนิดจะมีหน้าที่แตกต่างกันไป เช่น กรดไขมันดีจะถูกใช้ในการสร้างเซลล์ประสาทที่ช่วยในการรับรู้ กรดอะมิโนจากโปรตีนจะถูกใช้ในการสร้างสารสื่อประสาทที่ทำหน้าที่ในการถ่ายทอดข้อมูลระหว่างเซลล์ประสาทแต่ละเซลล์ กลูโคสจากอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตจะเป็นเชื้อเพลิงให้แก่สมองในการสร้างพลังงาน ส่วนสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้จากผักและผลไม้ จะช่วยป้องกันเซลล์สมองจากการถูกทำลาย

ยืดอายุดวงตา วันๆ หนึ่งเราต้องใช้สายตาต่อเนื่องอย่างยาวนาน กว่าที่ดวงตาจะได้พักผ่อนก็เหนื่อยล้าเต็มที ดังนั้นจึงควรให้ดวงตาได้พักด้วยการหลับตา หรือมองออกไปไกลๆ ซ้ายบ้าง ขวาบ้าง สลับกันไป โดยไม่ต้องจ้องมองสิ่งใดเป็นพิเศษ พร้อมกับรับประทานอาหารที่ช่วยบำรุงและถนอมดวงตา ซึ่งมีอยู่มากในผักและผลไม้ชนิดต่างๆ เพื่อให้ได้รับวิตามินเอ ซี อีเบต้าแคโรทีน ลูทีน ซีแซนทิน สังกะสี ซึ่งล้วนแต่เป็นสารอาหารที่ช่วยดูแลสุขภาพดวงตา นอกจากนี้การบริโภคผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ซึ่งมีสารแอนโธไซยานินสูง ช่วยปกป้องดวงตาจากอนุมูลอิสระต่างๆ รวมถึงรังสี UV และ แสงสีน้ำเงินจากหน้าจอมือถือและคอมพิวเตอร์ได้อีกด้วย

คืนความสวยสดใสให้ผิว นอกจากการเสื่อมของผิวตามธรรมชาติแล้ว ผิวยังถูกซ้ำเติมจากปัจจัยต่างๆ เช่น ความเครียด แสงแดด มลภาวะ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระในเซลล์ผิวมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ผิวพรรณเหี่ยวย่นและเสื่อมโทรมลง การดูแลท่านให้รับประทานอาหารให้ครบทุกหมวดหมู่ ช่วยให้ได้รับสารอาหารที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ นอกจากนี้การเสริมคอลลาเจนที่สกัดจากปลาทะเลอย่างต่อเนื่องจะมีส่วนช่วยให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น ชุ่มชื้นและเรียบเนียนขึ้น

บำรุงกระดูกและข้อให้แข็งแรง เมื่ออายุเพิ่มขึ้น มวลกระดูกก็เริ่มบางลงและมีรูพรุนมากขึ้น จนอาจทำให้กระดูกเปราะและแตกได้ง่ายนอกจากนี้ยังอาจมีปัญหาข้อเข่าเสื่อม คุณจึงควรให้คุณแม่รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ นมไขมันต่ำ ปลาเล็กปลาน้อย ผักใบเขียว กุ้งแห้ง ฯลฯ ควบคู่กับการได้รับวิตามินดีจากแสงแดด หรือวิตามินดีจากอาหารซึ่งช่วยดูดซึมแคลเซียม เพื่อเสริมโครงสร้างกระดูกให้แข็งแรงควบคู่กับการรักษาน้ำหนักตัวให้พอดี หมั่นออกกำลังกายและบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าให้แข็งแรงอยู่เสมอ เช่น การเดินช้าๆ การปั่นจักรยาน การออกกำลังกายในน้ำ ฯลฯ หลีกเลี่ยงท่านั่งที่จะทำให้ข้อต่อต้องออกแรงรับมากๆ เช่น นั่งยองๆ นั่งขัดสมาธิ หรือนั่งพับเพียบนานๆ

อาหารสร้างสมดุลลำไส้ กุญแจสำคัญในการดูแลระบบทางเดินอาหารไม่ได้อยู่ที่ปริมาณเส้นใยอาหารที่เรารับประทานเข้าไปเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากยังต้องควบคู่ไปกับการมีปริมาณจุลินทรีย์ที่สมดุลในทางเดินอาหารอย่างสมดุล วิธีที่ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตและให้อาหารกับจุลินทรีย์ที่ดีที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ
ก็คือ การรับประทานอาหารประเภทกากใยบางชนิดหรือ พรีไบโอติก (Prebiotic) ซึ่งถือเป็นอาหารชั้นยอดของ โพรไบโอติก (Probiotic) หรือจุลินทรีย์ชนิดที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพที่อาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่ซึ่งช่วยเรื่องการย่อยที่ดี การดูดซึมที่มีประสิทธิภาพและการขับถ่ายของเสียที่สมบูรณ์ ดังนั้น นอกจากจะให้คุณแม่รับประทานอาหารให้หลากหลายในปริมาณที่เหมาะสมเป็นประจำทุกวันแล้ว จะส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวมและระบบต่างๆ ภายในร่างกายให้แข็งแรง

ไม่มีอะไรดีไปกว่าการดูแลสุขภาพของคนที่เรารักให้ดีที่สุด…ขอให้คุณแม่ทุกๆ ท่านมีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง มีอายุยืนยาวอย่างมีความสุข

ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : รู้จักยาเลื่อนประจำเดือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/673682

Life & Health : รู้จักยาเลื่อนประจำเดือน

Life & Health : รู้จักยาเลื่อนประจำเดือน

วันพุธ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

การมีประจำเดือนในช่วงเวลาที่ไม่ต้องการให้มี คงเป็นเรื่องกวนใจสาวๆ หลายคน เช่น บางคนกำลังจะไปเที่ยวทะเลและดำน้ำกับเพื่อนๆ แต่นึกขึ้นได้ว่าช่วงเวลาดังกล่าวนั้นเป็นช่วงที่มีประจำเดือนพอดี ประกอบกับปัจจุบันมีการกล่าวถึงยาเลื่อนประจำเดือนกันอย่างแพร่หลาย ในเว็บไซต์เกี่ยวกับสุขภาพ จึงมีแนวโน้มทำให้หลายๆ คนเลือกที่จะพึ่งยาเลื่อนประจำเดือนมากขึ้น ข้อมูลจาก อาจารย์ดร.เภสัชกร สุรศักดิ์ วิชัยโย ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มาแนะนำให้รู้จักกับยาเลื่อนประจำเดือนกันว่าจริงๆ แล้วทุกคนจะสามารถใช้ยาเลื่อนประจำเดือนนี้ได้ตามความต้องการหรือไม่ และใช้อย่างไร

ยาเลื่อนประจำเดือนที่ใช้กันมากในปัจจุบัน เป็นยาเม็ดที่มีตัวยาสำคัญ คือ นอร์-เอ-ทีส-เตอ-โรน (Norethisterone) ในขนาด 5 มิลลิกรัม ซึ่งชื่อการค้าที่คุ้นเคย คือ ปรี-โม-ลุท-เอ็น (Primolut® N) ยานี้มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน และมีข้อบ่งใช้ในการรักษาความผิดปกติของรอบเดือนหลายชนิด เช่น กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน หรือเรียกย่อๆ ว่า พี-เอ็ม-เอส (premenstrual syndromes : PMS) ซึ่งมักมีอาการปวดศีรษะหรืออารมณ์หงุดหงิดก่อนมีประจำเดือน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังใช้รักษาภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) และเนื่องจากยามีผลทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกไม่หลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน (จนกว่าจะหยุดยา) จึงมีข้อบ่งใช้ในการเลื่อนประจำเดือนด้วย อย่างไรก็ตามการรับประทานยาชนิดนี้ต้องคำนึงถึงหลายปัจจัย ซึ่งขออธิบายโดยการตอบข้อสงสัยที่รวบรวมจากคำถามตามหน้าเว็บไซต์ต่างๆ ดังนี้

1.ผู้หญิงทุกคน สามารถรับประทานยาเลื่อนประจำเดือนได้หรือไม่?

ยานอร์-เอ-ทีส-เตอ-โรน ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคนโดยห้ามใช้ยานี้ ในคน 5 กลุ่ม ต่อไปนี้

l กำลังตั้งครรภ์ เนื่องจากยาอาจทำให้ทารกในครรภ์ที่เป็นเพศหญิงมีการพัฒนาอวัยวะเพศภายนอกคล้ายกับเพศชายได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุครรภ์เดือนครึ่งเป็นต้นไป ซึ่งเป็นช่วงที่ทารกในครรภ์กำลังมีการพัฒนาของอวัยวะเพศ

l กำลังให้นมลูกด้วยน้ำนมตัวเอง เนื่องจากยาสามารถปนออกมากับน้ำนมของแม่ จึงอาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ต่อลูกได้

l มีปัจจัยเสี่ยงหรือมีประวัติการเป็นโรคหลอดเลือดอุดตัน เนื่องจากการใช้ยาในกลุ่มคนเหล่านี้ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดอุดตัน (ตัวอย่างผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่สูบบุหรี่ โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน โรคหัวใจ เป็นต้น)

l เคยเป็นหรือกำลังเป็นโรคตับขั้นรุนแรง เนื่องจากยาถูกกำจัดที่ตับ หากตับทำงานไม่ดีอาจทำให้ยาสะสมในร่างกายได้ นอกจากนี้ มีรายงานการเกิดตับอักเสบจากการใช้ยานี้

l เคยเป็นหรือกำลังเป็นมะเร็งเต้านม หรือมะเร็งที่อวัยวะเพศ ชนิดที่ไวต่อฮอร์โมน เนื่องจากยาอาจส่งเสริมการโตของเนื้อร้ายเหล่านี้

2.เริ่มรับประทานยาเลื่อนประจำเดือน ก่อนประจำเดือนมาแค่ 1 วัน หรือตอนที่กำลังมีประจำเดือนได้หรือไม่?

คำแนะนำในการใช้ยาเลื่อนประจำเดือน คือ ควรเริ่มรับประทานอย่างน้อย 3 วัน ก่อนวันที่คาดว่าจะมีประจำเดือนโดยรับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2 ครั้ง (เช้าและเย็น) หรือวันละ 3 ครั้ง (เช้า กลางวัน และเย็น) ทั้งนี้ ไม่ควรใช้ยานานเกิน 2 สัปดาห์ และจะมีประจำเดือนภายใน 2-3 วันหลังจากหยุดยา ดังนั้นการรับประทานยาก่อนประจำเดือนมาแค่ 1 วัน หรือตอนที่กำลังมีประจำเดือน ซึ่งเยื่อบุโพรงมดลูกได้หลุดลอกออกมาแล้ว ยาจึงอาจมีผลเพียงช่วยลดปริมาณและจำนวนวันของการมีประจำเดือนให้น้อยลง แต่หลังจากหยุดยา จะทำให้มีประจำเดือนซ้ำอีกในช่วงเวลาใกล้ๆ กัน

3.การรับประทานยาเลื่อนประจำเดือน จะส่งผลต่อการมาของประจำเดือนในรอบถัดไปหรือไม่?

แน่นอนว่าการเลื่อนประจำเดือนออกไป เปรียบเสมือนเป็นการตั้งรอบเดือนใหม่ นั่นคือ หากมีประจำเดือนหลังจากหยุดยานี้ในวันไหน ประจำเดือนรอบถัดไปก็จะมาประมาณช่วงนั้นถ้าไม่มีความผิดปกติอื่นใด

4.หยุดรับประทานยาเลื่อนประจำเดือนหลายวันแล้ว แต่ประจำเดือนยังไม่มา ควรทำอย่างไร?

อาการไม่พึงประสงค์ที่อาจพบได้จากยา นอร์-เอ-ทีส-เตอ-โรน คือ อาจทำให้ประจำเดือนไม่มาได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม หากหยุดใช้ยาเกิน 1 สัปดาห์แล้วประจำเดือนยังไม่มา ควรตรวจการตั้งครรภ์ (ซึ่งอาจเกิดขึ้นก่อนใช้ยานี้ โดยเฉพาะผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้คุมกำเนิดในเดือนนั้นๆ) อีกทั้ง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทราบสาเหตุและการรักษาที่เหมาะสม

5.ระหว่างที่รับประทานยาเลื่อนประจำเดือนอยู่ แล้วมีเพศสัมพันธ์ จะตั้งครรภ์หรือไม่?

เนื่องจากการใช้ยาเลื่อนประจำเดือน จะเริ่มใช้อย่างน้อย 3 วัน ก่อนวันที่คาดว่าจะมีประจำเดือน ซึ่งเป็นช่วงปลายของรอบเดือน (ผ่านช่วงไข่ตกมาแล้ว) โอกาสการตั้งครรภ์จึงอาจพบน้อย อย่างไรก็ตาม มีโอกาสน้อยไม่ได้หมายความว่าไม่มีโอกาส ดังนั้น ควรใช้ถุงยางอนามัยในการคุมกำเนิดร่วมด้วย

6.ไม่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ แต่รับประทานยาเลื่อนประจำเดือน จะมีผลเสียอย่างไรหรือไม่?

ตามที่ระบุในข้อ 1 ว่ายาอาจมีผลต่อการพัฒนาอวัยวะเพศภายนอกของทารกในครรภ์ได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้พบเหตุการณ์ดังกล่าวในทุกกรณี อีกทั้งยังไม่มีรายงานว่ายาทำให้ทารกพิการด้านอื่นๆ ดังนั้น หากพบว่าตั้งครรภ์ อย่าเพิ่งตกใจ ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อติดตามพัฒนาการพร้อมทั้งวางแผนการดูแลทารกในครรภ์อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ในผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้คุมกำเนิดด้วยวิธีการที่ถูกต้อง เช่น ไม่ใช้ยาคุมกำเนิดหรือถุงยางอนามัย เป็นต้น ควรตรวจการตั้งครรภ์ก่อนที่จะใช้ยาเลื่อนประจำเดือน

7.รับประทานยาคุมกำเนิดอยู่ แล้วจะใช้ยาเลื่อนประจำเดือนได้หรือไม่?

ในผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิดอยู่ หากจำเป็นต้องเลื่อนประจำเดือน สามารถใช้ยาคุมกำเนิดในการเลื่อนประจำเดือนได้ (มีผลทั้งคุมกำเนิดและเลื่อนประจำเดือน) ทั้งนี้ ใช้หลักการเดียวกับยา นอร์-เอ-ทีส-เตอ-โรน คือ ให้รับประทานเฉพาะเม็ดที่ประกอบด้วยตัวยาต่อไป (ไม่ใช่เม็ดยาหลอกที่บางคนเรียกว่าเม็ดแป้ง) เพื่อไม่ให้เยื่อบุโพรงมดลูกหลุดลอกออกมา ซึ่งวิธีการใช้ยาขึ้นกับตำรับยาคุมกำเนิดแต่ละชนิด หากมีข้อสงสัยว่ายาคุมกำเนิดที่ท่านรับประทานอยู่จะสามารถใช้เลื่อนประจำเดือนได้อย่างไร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้

8.รับประทานยาคุมกำเนิดฉุกเฉินในช่วงเวลาใกล้ๆกับยาเลื่อนประจำเดือนได้หรือไม่?

เนื่องจากทั้งยาคุมกำเนิดฉุกเฉินและยาเลื่อนประจำเดือน มีตัวยาอยู่ในกลุ่มที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน ซึ่งเมื่อหยุดยาจะทำให้มีเลือดออกมาเหมือนกัน ดังนั้น การใช้ยาทั้งสองชนิดในเวลาใกล้เคียงกัน เช่น ในเดือนเดียวกัน เป็นต้น นอกจากจะทำให้เสียเลือดบ่อยกว่าคนอื่น ยังมีผลให้รอบเดือนผิดปกติได้ ทั้งนี้ หากมีเพศสัมพันธ์บ่อยครั้งและไม่พร้อมตั้งครรภ์ ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง หรือเปลี่ยนมาใช้ยาคุมกำเนิดแบบปกติจะเหมาะสมกว่า (และหากจำเป็นต้องเลื่อนประจำเดือน สามารถปฏิบัติตามคำแนะนำในข้อ 7)

9.รับประทานยาเลื่อนประจำเดือนบ่อยๆ จะมีผลเสียหรือไม่?

อาการไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อยจากการใช้ยา นอร์-เอ-ทีส-เตอ-โรน คือ ประจำเดือนผิดปกติ เช่น รอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ประจำเดือนมาถี่แต่มาแบบกะปริบกะปรอย หรือบางรายอาจประจำเดือนไม่มาเลย ดังนั้น จึงไม่ควรใช้ยาเพื่อเลื่อนประจำเดือนบ่อยๆ นอกจากนี้ อาการอื่นที่อาจพบ ได้แก่ ปวดศีรษะคัดตึงเต้านม คลื่นไส้และเวียนศีรษะ เป็นต้น ส่วนอาการไม่พึงประสงค์รุนแรงต่างๆ ตามที่ระบุเป็นข้อห้ามใช้ในข้อ 1.อาจพบได้น้อย

โดยสรุปแล้ว การใช้ยาเลื่อนประจำเดือนนั้นควรพิจารณาอย่างรอบคอบว่ามีความจำเป็นต้องใช้จริงๆ (ไม่ใช่เพียงตามความต้องการ) และต้องใช้ให้ถูกต้องเหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดผลเสียจากการใช้ยานี้ ถ้ามีปัญหาให้ปรึกษาเภสัชกร หรือแพทย์