LIFE & HEALTH : รู้จักโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/657260

LIFE&HEALTH : รู้จักโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

วันพุธ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ปัจจุบันสาวๆ หลายคนมีปัญหาเรื่องผิวพรรณ โดยเฉพาะผู้มีผิวที่มีความไวต่อปัจจัยกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด
สารกันแดด เนื้อผ้าที่สวมใส่บางชนิด น้ำ หรือแม้กระทั่งสภาพอากาศที่แห้งและเย็น อาจทำให้เกิดอาการผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย

ข้อมูลจาก พญ.ดวงกมล ทัศนพงศากุลแพทย์ประจำศูนย์ผิวหนังและความงาม โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) เป็นอาการของผิวหนังอักเสบเรื้อรังจากปฏิกิริยาภูมิแพ้ ไม่ใช่โรคติดต่อหรือเกิดจากความสกปรก แต่เกิดจากการที่ร่างกายของผู้ป่วย มีภูมิที่ไวต่อการตอบสนองต่อปัจจัยกระตุ้นต่างๆ มากเกินไป ซึ่งในปัจจุบันยังไม่สามารถระบุถึงสาเหตุของโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังได้อย่างแน่ชัด แต่เชื่อว่าอาจเกิดจากหลายสาเหตุร่วมกัน โดยอาจเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรมที่มีในตัวผู้ป่วยเอง หรือคนในครอบครัวที่มีโรคภูมิแพ้ เช่น โรคหืด โรคภูมิแพ้ผิวหนัง โรคแพ้ละอองเกสรดอกไม้ และโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ร่วมกับภาวะทางภูมิต้านทานโรคในร่างกายผู้ป่วย หรือร่างกายอาจขาดโปรตีนที่ช่วยให้ผิวหนังกักเก็บน้ำได้น้อย จนทำให้ผิวหนังแห้ง แดง คัน ระคายเคือง และก่อให้เกิดโรคได้

อาการหลักทั่วไปของผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ได้แก่ มีผื่นแดง ผิวแห้งเป็นขุย มีอาการคัน โดยยิ่งเกามาก ผิวยิ่งแห้งมาก โอกาสที่ผิวหนังจะไวต่อสารกระตุ้นต่างๆ ที่เข้ามาสัมผัสก็มากขึ้น ผื่นมักจะเป็นๆ หายๆ หากเป็นเรื้อรังผิวหนังจะหนาและมีรอยคล้ำตามบริเวณที่เป็นผื่นคัน ผู้ป่วยผื่นภูมิแพ้ผิวหนังมักมาพบแพทย์ด้วยอาการดังนี้ 1.อาการคัน 2.ผิวแห้ง 3.อาการผื่นแดงคันตามร่างกาย โดยตำแหน่งของโรคขึ้นอยู่กับวัยของผู้ป่วย เช่น

l ในทารกและเด็กเล็ก มักพบผื่นที่ใบหน้า ซอกคอ และบริเวณแขน ขา ด้านนอก

l สำหรับเด็กโตและผู้ใหญ่ มักพบผื่นที่บริเวณข้อพับแขน และขา

ซึ่งการวินิจฉัยโรค นอกจากอาศัยประวัติอาการแล้ว แพทย์ผิวหนังอาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม ได้แก่ ตรวจร่างกาย, ทดสอบการแพ้ทางผิวหนัง (Patch Test) การเจาะเลือดและการทดสอบการแพ้อาหาร

อย่างไรก็ตาม การรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการรักษาหลายเดือนหรือเป็นปี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการในแต่ละบุคคล การรักษาเพื่อบรรเทาอาการด้วยตัวเองเบื้องต้น สามารถทำได้โดย

l การใช้สารให้ความชุ่มชื้นผิวเพื่อทำให้ผิวไม่แห้งจนเกินไป

l หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น

l หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับอากาศที่ร้อนหรือเย็น จนเกินไป

l หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง เช่น ผ้าไนล่อน ผ้าที่มีเนื้อหยาบ ผงซักฟอก ส่วนในเด็กเล็ก การรับประทานอาหารบางชนิด อาจกระตุ้นให้เกิดผื่นภูมิแพ้ผิวหนังได้

แนวทางในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง ในผู้ป่วยที่เป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนังมักจะมีผิวแห้ง ดังนั้นควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง ที่ไม่มีส่วนประกอบของน้ำหอม สี และสารกันเสีย เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้หรือระคายเคืองต่อผิวได้ง่าย การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้น ถ้าเป็นคนที่ผิวแห้งน้อยควรใช้โลชั่น ถ้าเป็นคนที่ผิวแห้งปานกลางถึงแห้งมากควรใช้ครีมชุ่มชื้น หรือขี้ผึ้งการเลือกใช้สบู่ควรเลือกใช้สบู่ที่มีความระคายเคืองต่อผิวน้อย เลือกใช้สบู่ที่ไม่มีความเป็นกรดหรือด่างมากจนเกินไป การอาบน้ำไม่ควรฟอกสบู่มากจนเกินไป เพราะจะทำให้ไขมันบนผิวหนังลดน้อยลง ในคนที่ผิวแห้งมากไม่ควรอาบน้ำเกินวันละ 2 ครั้ง โดยอาจอาบน้ำเปล่า และเลือกฟอกสบู่ตามซอกต่างๆ ที่มีความอับชื้น เช่น คอ ขาหนีบ และรักแร้ ก็สามารถช่วยลดอาการแห้งของผิวได้

หากรักษาด้วยตนเองแล้ว แต่อาการไม่ดีขึ้น แนะนำให้พบแพทย์เพื่อปรึกษาและรับการรักษาที่เหมาะสม เพราะการวางแผนการรักษา และป้องกันไม่ให้โรคกำเริบ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลรักษาให้ดียิ่งขึ้น

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : รู้ทันปัญหาทางใจของวัยทำงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/655630

Life & Health : รู้ทันปัญหาทางใจของวัยทำงาน

วันพุธ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เชื่อว่ามนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งอะไรก็ตาม ต่างมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ พร้อมกับปัญหาและอุปสรรคต่างๆที่ผ่านเข้ามาให้ต้องเผชิญอยู่เสมอ ประกอบกับอีกหลายๆ ปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การแข่งขัน ปัญหาครอบครัว หรือแม้แต่โรคระบาดที่คาดเดาได้ยาก ทุกอย่างต่างเข้ามารุมเร้าบั่นทอน จนบางครั้งทำให้สีสันในการทำงานค่อยๆ หมดไป เหลือเพียงความตึงเครียดและความกดดันเข้ามารบกวนจิตใจ กระทั่งประสิทธิภาพในการทำงานลดลง วันนี้มีข้อมูลจาก ผศ.นพ.สเปญ อุ่นอนงค์ จิตแพทย์มาแนะนำถึงภาวะทางใจที่คนวัยทำงานควรระวัง และแนวทางในการรับมือและแก้ไขต่างๆ ดังนี้

ภาวะเครียด (Stress)

เมื่อต้องเผชิญกับปัญหา การเปลี่ยนแปลง ความทุกข์ใจ ความกดดัน ฯลฯ ร่างกายจะตอบสนองต่อเหตุการณ์เหล่านั้นด้วยความเครียด ซึ่งถ้ามีไม่มากก็จะกระตุ้นให้เกิดการปรับตัวในการแก้ไขปัญหา เอาชนะต่ออุปสรรค รวมถึงเกิดการพัฒนาและสร้างสรรค์ แต่หากเมื่อไรที่มีความเครียดมากเกินไปก็จะส่งผลต่อร่างกาย ความคิด จิตใจและพฤติกรรม เช่น หงุดหงิดง่าย ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ รู้สึกเบื่อหน่าย ฯลฯ และหากสะสมมากเข้าก็จะก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา

วิธีรับมือ เมื่อรู้สึกว่าเราทำงานหักโหมมากเกินกว่าร่างกายและสมองจะรับได้ไหวให้หยุดพักสักครู่ แล้วลองลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสาย หรือออกกำลังกายด้วยการเดินรอบๆ ออฟฟิศสักหน่อย อาจเดินไปทักทายพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานโต๊ะข้างๆ หรือทำกิจกรรมอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานชั่วขณะ เพื่อให้สมองปลอดโปร่งและคลายความตึงเครียดลง อย่างไรก็ตามการทำงานที่ได้ผลดีไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียดอยู่ตลอด ควรหาเวลาพักผ่อนบ้าง เมื่อสุขภาพจิตดี เราก็จะทำงานได้ดียิ่งขึ้น

โรควิตกกังวล (Anxiety Disorder)

แม้ทุกคนจะมีเรื่องให้วิตกกังวลอยู่บ้าง แต่หากมีมากเกินไปจนส่งผลต่อการดำเนินชีวิต สันนิษฐานได้ว่าคุณเริ่มเข้าข่ายเป็นโรควิตกกังวล โดยอาการทางกายและใจที่เกิดขึ้นโดยทั่วไป ได้แก่ กระวนกระวาย คิดมากไม่สบายใจ หงุดหงิดง่าย ไม่มีสมาธิ นอนไม่หลับ สาเหตุของโรคนี้เกิดจากความผิดปกติทางจิตใจ หรือความไม่สมดุลของสารสื่อประสาทในสมอง ซึ่งอาจเกิดจากพันธุกรรม สภาพแวดล้อม การเลี้ยงดู หรือการเลียนแบบพฤติกรรมจากพ่อแม่และคนใกล้ชิด

วิธีรับมือ หากสำรวจตัวเองแล้วพบว่าเข้าข่ายเป็นโรควิตกกังวล ควรหมั่นฝึกสติ ด้วยการทำสมาธิ หรือทำอะไรก็ได้ที่ทำให้เราจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ได้มากที่สุด เพื่อรู้เท่าทันความคิดและอารมณ์ของตัวเอง ก็จะช่วยให้สามารถแยกแยะและตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ที่เข้ามากระทบตัวเราได้อย่างเหมาะสม แต่หากยังรู้สึกวิตกกังวลเกินกว่าเหตุ ควรรีบปรึกษาแพทย์ หรือโทรขอรับคำปรึกษาทางสายด่วนสุขภาพจิต 1323

ขี้หลงขี้ลืม (Forgetful)

หลายคนคงจะเคยเกิดอาการหลงๆ ลืมๆไม่ว่าจะลืมโทรศัพท์ ลืมกุญแจ ลืมสิ่งที่จะพูด ฯลฯ หากเป็นบ้างในบางครั้งก็ถือเป็นเรื่องปกติที่ใครๆ ก็เป็นกันได้ โดยอาจมีสาเหตุมาจากการนอนน้อย กินยารักษาโรคบางชนิด ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน ความเครียด หรือดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป นอกจากนี้ การรับประทานอาหารไม่ถูกต้อง ขาดการออกกำลังกายก็ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ไม่ดี ความจำก็อาจลดลงได้

วิธีรับมือ คุณควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นผักผลไม้ซึ่งมีวิตามิน เกลือแร่ต่างๆ ที่จำเป็นต่อการทำงานของเซลล์ประสาท เช่น แคลเซียม ที่ช่วยกระตุ้นการหลั่งสารสื่อประสาท จึงช่วยให้ระบบประสาทส่งสัญญาณได้เร็วและสมบูรณ์ขึ้น นอกจากนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันเซลล์สมองถูกทำลาย รวมถึงเน้นอาหารประเภทโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ซึ่งมีธาตุเหล็กสูงและกรดอะมิโนจำเป็นที่สมองต้องการนำมาสร้างสารสื่อประสาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้และจดจำให้ดียิ่งขึ้นรวมถึงพักผ่อนให้เพียงพอ หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ หาวิธีผ่อนคลายความเครียดทำจิตใจให้เบิกบานแจ่มใสอยู่เสมอ และหมั่นบริหารสมองด้วยเกมฝึกสมอง เช่น ซูโดกุครอสเวิร์ด หมากรุก หรือทำกิจกรรมที่ชอบ เช่น ปลูกต้นไม้ ท่องเที่ยว ฯลฯ และพยายามอย่างทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมกัน เพื่อไม่ให้สมองทำงานหนักเกินไป

โรคซึมเศร้า (Depression)

งานทุกงานล้วนก่อให้เกิดความเครียดได้และยิ่งถ้าสะสมเป็นระยะเวลานาน จนทำให้สารเคมีในสมองทำงานผิดปกติ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ ทำให้รู้สึกเศร้า ท้อแท้สิ้นหวัง ไร้ค่า ไม่อยากเจอใคร ขาดความสนใจหรือความเพลิดเพลินในการทำกิจกรรมต่างๆ รวมถึงมีอาการอื่นๆ เช่น กินมากไป กินน้อยไป มีปัญหาเรื่องการนอน จนกระทั่งนำไปสู่ความคิดอยากฆ่าตัวตาย

วิธีรับมือ ควรปรับทัศนคติด้วยการหันมามองโลกในแง่บวก คิดในด้านที่ดีๆ ทุกปัญหามีทางออกเสมอ ยิ้มเข้าไว้ และพยายามหาทางระบายออกมาด้วยการพูดคุยถึงความรู้สึกกับเพื่อนหรือคนใกล้ชิด รวมถึงหาวิธีผ่อนคลายตัวเองด้วยการ ดูหนัง อ่านหนังสือ ออกไปท่องเที่ยว
หรือทำกิจกรรมที่ชอบ เพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้พัก แต่หากใครมีอาการรุนแรงจนกระทบต่อการทำงานและชีวิตประจำวันอาจต้องไปพบจิตแพทย์เพื่อปรึกษาพูดคุย รับยามารับประทานและบำบัดจิตควบคู่กันไป

โรคสมาธิสั้น (Attention Deficit Trait : ADT)

โรคสมาธิสั้นในคนทำงาน หรือ ADT มักจะเกิดขึ้นจากสิ่งแวดล้อมที่วุ่นวายและบีบคั้น จนทำให้ไม่สามารถจดจ่อกับงานใดงานหนึ่งได้นานๆ รวมถึงมีปัญหาในเรื่องของการจัดลำดับความสำคัญและการบริหารเวลาในการทำงาน อาการเบื้องต้นที่เห็นได้ชัดคือ ไม่สามารถโฟกัสกับงานตรงหน้า วอกแวก หันเหความสนใจได้ง่าย ไม่มีสมาธิในการฟังผู้อื่น หรือทำกิจกรรมใดๆ เบื่อ หงุดหงิดง่าย ทำงานไม่เสร็จทันเวลาที่กำหนด และมักจะทำงานผิดพลาดอยู่บ่อยๆ

วิธีรับมือ ควรปรับพฤติกรรมของตัวเองวันละนิดโดยไม่รีบร้อน เช่น ฝึกอารมณ์ของตนเองให้มีความอดทนและรู้จักการรอคอย จัดตารางเวลาว่าจะทำอะไร เมื่อไรให้ชัดเจนมีแผนล่วงหน้าเสมอ จัดลำดับความสำคัญของงานด้วยการจดลิสต์ เขียนโน้ตเตือน หรือวางกรอบเวลาชัดๆ ให้ตัวเอง เพื่อฝึกนิสัยและลดความกังวล แค่นี้ก็จะกลายเป็นคนมีสมาธิและไม่อารมณ์เสียกับอะไรง่ายๆ แล้ว

เมื่อรู้จักปรับสมดุลใจให้ชีวิตผ่อนคลาย ไม่เผลอให้สารพันเรื่องราวกัดกร่อนจิตใจเรา คุณก็จะมีความสุขและสนุกกับชีวิตการทำงานในทุกๆ วัน ควบคู่กับการมีสุขภาพที่ดี

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ไลฟ์สไตล์ที่ดี เพื่อสุขภาพดีที่ยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/654059

LIFE & HEALTH : ไลฟ์สไตล์ที่ดี เพื่อสุขภาพดีที่ยั่งยืน

วันพุธ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.30 น.

ไลฟ์สไตล์ที่ดีนอกจากจะไปยับยั้งกรรมพันธุ์ที่ไม่ดีไม่ให้แสดงออกแล้ว ยังไปสนับสนุนส่งเสริมให้กรรมพันธุ์ที่ดีได้แสดงออกอีกด้วย ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่าไลฟ์สไตล์ที่ดีจะไปช่วยกระตุ้นยีนหรือกรรมพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับการมีอายุยืนให้แสดงออกเพื่อที่จะควบคุมอวัยวะต่างๆ ในร่างกายให้เสื่อมชราช้าลง รวมทั้งจัดการกับเซลล์ในร่างกายมนุษย์ที่ใช้ไม่ได้ให้ดีขึ้น และนำบางส่วนที่ใช้ได้กลับมาใช้ใหม่ ทำให้ระบบอวัยวะต่างๆในร่างกายดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ไลฟ์สไตล์ที่ดียังมีประโยชน์อื่นอีก เช่น

l จะช่วยลดปริมาณน้ำตาลสะสมและไขมันในเลือดโดยรวม เพิ่มการผลิตไขมันดีรวมทั้งช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกายขณะนอนหลับเช่น จะช่วยทำให้การย่อยอาหารเป็นไปอย่างสมบูรณ์ สารอาหารสามารถที่จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเพื่อที่จะไปใช้เป็นพลังงานในการดำเนินชีวิตประจำวัน

l จะช่วยลดความเครียด ส่งเสริมการผ่อนคลาย ทำให้สามารถพักผ่อนนอนหลับได้อย่างมีคุณภาพซึ่งนำไปสู่การซ่อมแซมอวัยวะต่างๆ ในร่างกายที่สึกหรอจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน

l จะช่วยส่งเสริมการผลิตฮอร์โมนต่างๆ ที่มีส่วนในการควบคุมอวัยวะต่างๆ ให้ทำงานประสานสอดคล้องกัน และส่งเสริมการผลิตฮอร์โมนต่างๆที่ช่วยป้องกันการแก่ชรา

l จะทำให้มีอารมณ์ดี ลดความวิตกกังวลมีความเชื่อมั่นในการดำรงชีวิตอย่างเป็นสุขร่วมกับผู้อื่นในสังคม

การเริ่มต้นที่ดี เริ่มต้นที่เรียนรู้ตัวเรา เรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของเราให้เข้ากับนาฬิกาชีวภาพของเราที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ซึ่งแต่ละคนจะใกล้เคียงกันถึงแม้ว่าจะไม่เหมือนกันทุกคน มาเริ่มปรับไลฟ์สไตล์ให้มีสุขสภาพดีที่ยั่งยืนได้ดังนี้

1.กินตามนาฬิกาชีวภาพ

นาฬิกาชีวภาพที่ติดตัวคนเรามามาตั้งแต่เกิดนั้นบ่งบอกว่า เราต้องตื่นขึ้นมาในตอนเช้าเพื่อให้ได้ออกซิเจนในธรรมชาติที่ต้นไม้ทั้งหลายปล่อยออกมา และพบกับแสงแดดเพื่อที่กระบวนการต่างๆ ของการใช้พลังงานจะได้เริ่มต้นตามวงจรของชีวิต โดยเริ่มต้นด้วยการกินอาหารเช้าที่เหมาะสม พอเพียง และครบถ้วนทุกหมวดหมู่ของสารอาหาร อาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลเป็นอาหารเช้าที่เหมาะสมเพราะมีข้อมูลทางการวิจัยบ่งบอกว่าฮอร์โมนอินซูลินจะสร้างตามแสงสว่างและมืด เมื่อมีแสงสว่างจะมีการสร้าง และเมื่อมืดก็จะหยุดสร้าง จึงไม่ควรกินอาหารที่มีแป้งและน้ำตาลมากในอาหารมื้อค่ำหลังพระอาทิตย์ตกดินไปแล้วเพราะจะไม่มีฮอร์โมนอินซูลินเพียงพอที่จะนำเอาน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงาน ทำให้เกิดน้ำตาลสะสมเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 น้ำตาลส่วนเกินยังจะเปลี่ยนเป็นไขมันทำให้ร่างกายมีไขมันเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังไปลดการเผาผลาญไขมันในร่างกายเพื่อมาเป็นพลังงานขณะนอนหลับด้วยเนื่องจากร่างกายได้พลังงานจากน้ำตาลมากเกินพอแล้ว ซึ่งผลร้ายที่ตามมาในระยะยาวก็คือจะเกิดโรคอ้วนลงพุง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจและสมองตีบตัน และโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย ฯลฯ

มีงานศึกษาวิจัยยืนยันว่าการกินอาหารเช้ามื้อแรกเวลา 09.00-07.00 น และหยุดการรับประทานอาหารหลัง 17.00 น. นั้น จะได้ผลดีที่สุดในการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรคอ้วน และโรคอื่นๆ ที่ทำให้แก่ก่อนวัยรวมทั้งทำให้สุขภาพดีโดยทั่วไปอย่างยั่งยืน

2.ประสานการออกกำลังกายเข้ากับการใช้ชีวิต

การประสานการออกกำลังกายกับการทำงานในที่ทำงานหรือการทำงานที่บ้านที่จะลดเวลาที่ใช้ในการเดินทาง และมีเวลาเหลือเพื่อที่จะใช้ในการออกกำลังกายที่บ้านได้มากขึ้นก็จะเป็นการดี โดยมีหลักการง่ายๆก็คือ อย่านั่งโต๊ะทำงานนานเกิน 60 นาที ควรหยุดเพื่อออกกายบริหารกล้ามเนื้อต้นคอและลำตัวเพื่อป้องกันการปวดคอ ปวดหลังจนเกิดโรคออฟฟิศซินโดรมที่เป็นกันมากในยุคนี้จนเกิดโรคที่เกิดจากการทำงานและคุณภาพชีวิตเสียไป

การออกไปเดินสัก 10 นาที ทุก 2-3 ชั่วโมงนั้นก็ให้ผลที่ดีเช่นกัน โดยเฉพาะถ้าหลังจากมื้ออาหารทุกมื้อ เมื่ออิ่มแล้วให้ไปออกเดินย่อยอาหารสัก 10-15 นาทีจะช่วยลดระดับของน้ำตาลในเลือดลงได้และช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2

การออกกำลังกายแบบพอประมาณไม่หนักมาก ก่อนและหลังเวลาทำงานก็ให้ผลดี มีการศึกษาวิจัยพบว่าถ้าออกกำลังกายวันละ 30 นาทีแบบปานกลางเป็นประจำสัปดาห์ละ 5 วันจะช่วยกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนป้องกันการแก่ชราที่เรียกว่า “โกรทฮอร์โมน” ที่จะช่วยเผาผลาญไขมัน เสริมสร้างกล้ามเนื้อ และทำให้อารมณ์ดีอีกด้วย

การทำสวนในบ้านไม่ว่าจะเป็นบ้านที่มีบริเวณหรือบริเวณระเบียงของที่พักอาศัยที่เป็นห้องชุดพักอาศัยก็สามารถทำได้ นอกจากจะเป็นการใช้กล้ามเนื้อแล้ว การออกมาอยู่ในที่โล่งแจ้งได้รับแสงแดดก็จะทำให้ร่างกายสามารถผลิตวิตามินดี ได้มากขึ้นและช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันและเสริมสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อ รวมทั้งฮอร์โมนเพศที่จำเป็นอีกด้วย

3. นอนหลับพักผ่อนและทำงานตามนาฬิกาชีวภาพ (Biological Clock)

คนเราทุกคนนั้นมีนาฬิกาชีวภาพของตนเอง จึงต้องหาทางเรียนรู้และปรับไลฟ์สไตล์การทำงานและการพักผ่อนตามนาฬิกาชีวภาพของตนเอง โดยหลอมรวมการทำงานและการพักผ่อนเข้าด้วยกันเพื่อประโยชน์สูงสุดในการเสริมสร้างสุขภาพ หลักการที่สำคัญคือ เริ่มทำงานในตอนเช้าเมื่อมีแสงอาทิตย์ และเลิกงานตอนเย็นเมื่อแสงสว่างในเวลากลางวันหมดไปถ้าสามารถทำได้

ตามนาฬิกาชีวภาพของคนเรานั้นเมื่อมีแสงอาทิตย์ส่องมากระตุ้นต่อมไพเนียลที่เป็นต่อมไร้ท่อต่อมหนึ่งในสมองจะเริ่มสร้างฮอร์โมนชื่อเซโรโทนินที่จะทำให้ร่างกายกระฉับกระเฉงและมีพลังที่จะทำงาน เมื่อแสงอาทิตย์หายไปในตอนค่ำต่อมไพเนียลจะเปลี่ยนเป็นผลิตฮอร์โมน เมลาโทนิน ออกมาแทนเพื่อที่จะได้เข้าสู่โหมดของการพักผ่อนและระบบต่างๆ ของร่างกายจะเริ่มทำการซ่อมแซมตนเอง

4.เรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยีทางด้านส่งเสริมสุขภาพให้เป็นประโยชน์

การตรวจหายีนหรือกรรมพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล ได้เริ่มมีบทบาทในการเรียนรู้อนาคตด้านสุขภาพ และปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์การดำรงชีวิตตั้งแต่ควรกินแบบใด เมื่อไร อย่างไร ควรกินอาหารแบบไหน เสริมสารอาหารที่จำเป็นอะไรในปริมาณเท่าใด ควรออกกำลังกายแบบไหน เมื่อไร และถี่ห่างอย่างไร ควรพักผ่อนแบบใด ฯลฯ ซึ่งถ้าสามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกลมกลืนกับชีวิตประจำวันแล้วก็จะทำให้มีสุขภาพดีและเจ็บป่วยน้อยลง

5.ปรับสมดุลของร่างกาย จิตใจ สติ ปัญญา และอารมณ์เข้าด้วยกัน

การฝึกการเจริญสติ เพื่อให้เกิดสมาธิในอันที่จะเกิดปัญญาในการใช้ชีวิตประจำวันในการแก้ปัญหา เรียนรู้การมีจิตใจที่ดีงาม การฝึกฝนจิตใจให้เป็นผู้รู้แจ้งและคิดด้วยปัญญา ใช้ปัญญาที่เกิดจากการเรียนรู้ในด้านต่างๆ มาใช้เพื่อให้เกิดเป็นพลังในทางสร้างสรรค์เพื่อทำให้เกิดสิ่งที่ดีงามและเป็นประโยชน์ต่อทุกสรรพสิ่งรอบกาย ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินชีวิต การทำงาน การเข้าสังคม เรียนรู้ที่จะเป็นคนดี เรียนรู้ที่จะนำความดีของตนเองออกมาและเมื่อเกิดความสมดุลทางสติ ปัญญา รวมทั้งร่างกายและจิตใจแล้วก็จะเกิดสุขภาพที่ดีและยั่งยืน โดยมีวิธีการที่เกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้มากหลายซึ่งสามารถที่จะเรียนรู้และนำเอาความรู้ทางโลกและทางธรรมมาหลอมรวมเพื่อให้เกิดสภาพที่สุขสงบ (Inner Peace) เพื่อทำให้เกิดสมาธิ สติ และปัญญาที่จะนำพาให้ชีวิตยืนยาว และมีสุขภาพดีที่ยั่งยืน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : การพัฒนาทักษะสำหรับอนาคต..สู่ความสำเร็จยุคดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/651166

LIFE & HEALTH : การพัฒนาทักษะสำหรับอนาคต..สู่ความสำเร็จยุคดิจิทัล

วันพุธ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

การประสบความสำเร็จเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการให้บุตรหลานมีอนาคตที่ดี นอกจากต้องเลี้ยงดูให้เด็กมีสุขภาพที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ เพราะสุขภาพดีถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ สิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เด็กๆ ต้องได้รับอาหารครบมื้อครบหมู่ตามความต้องการของร่างกาย และการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อสุขภาพกายที่แข็งแรง การเจริญเติบโตและพัฒนาการที่สมวัย รวมถึงการดูแลเอาใจใส่ด้วยความรัก ความห่วงใย เพื่อเป็นแรงผลักดันให้ลูกรักเป็นเด็กที่ฉลาดและก้าวทันโลกกว้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ถ้าเด็กเรียนเก่งเด็กอัจฉริยะแต่สุขภาพอ่อนแอก็อาจจะแย่กว่า เด็กเรียนดีปานกลางแต่รู้จักปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง ดังนั้น พ่อแม่ยุคดิจิทัลและคนยุคใหม่จำเป็นต้องปรับตัวให้รู้เท่าทันและไม่หยุดนิ่งที่จะเรียนรู้พัฒนาทักษะขีดความสามารถให้ก้าวทันสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทั้งทางสังคม เศรษฐกิจการศึกษา และเทคโนโลยี เพื่อเตรียมพร้อมบุตรหลานของเราก้าวเข้าสู่โลกอนาคต และช่วยเพิ่มโอกาสให้พวกเขาประสบความสำเร็จ

“ทักษะสำหรับอนาคต” หรือ “Skills for the Future” มีการพูดถึงกันมากในระยะหลัง มีบทความที่น่าสนใจของ ศาสตราจารย์ กาย ลิตเติ้ลแฟร์ (Professor Guy Littlefair) จาก Auckland University of Technology ประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำในรูปแบบการเรียนรู้ที่เป็นนวัตกรรมใหม่และสนับสนุนการเรียนรู้แบบลงปฏิบัติ ที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง และเป็นประเทศที่ได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 1 ในการเตรียมความพร้อมนักเรียนสู่อนาคต จากประเทศที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเตรียมนักเรียนให้พร้อมสำหรับอนาคตของการทำงาน

ข้อมูลจาก ศาสตราจารย์กาย ลิตเติ้ลแฟร์ ระบุว่า ผู้นำที่จะประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องเป็นนักแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์ มีทักษะแก้ไขปัญหาเชิงสร้างสรรค์, พัฒนาวิธีแก้ปัญหาที่ซับซ้อน, แสดงความเห็นอกเห็นใจ, มีทักษะในการจัดการผู้คนและการสื่อสาร รวมถึงวิธีจัดการกับวัฒนธรรมที่แตกต่างกันและการติดต่อในเวลาที่แตกต่างกันและวิธีการดำเนินธุรกิจในโลกยุคโลกาภิวัตน์ที่กำลังเผชิญกับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะแก้ไขด้วยการทำงานอย่างโดดเดี่ยว ต้องมีความสามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมและข้ามพรมแดนได้ ทั้งนี้ปรัชญาการเรียนรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต (Skills for the Future) ต่อการแข่งขันในโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ควรประกอบไปด้วย 6 ทักษะที่สำคัญ ได้แก่

(1.) ทักษะความสามารถด้านเทคโนโลยีดิจิทัล (DIGITAL CAPABILITY; Technology Design and Programming) เป็น

– ทักษะความสามารถด้านเทคโนโลยีดิจิทัล มีความสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จในปัจจุบันและอนาคตเนื่องจากเทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงธุรกิจ การลงทุน และผู้มีอำนาจตัดสินใจ รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลจำเป็นต้องมีธุรกิจ การเป็นพันธมิตรกับภาครัฐบาลและภาคธุรกิจเอกชน

(2.) ทักษะความสามารถด้านการสร้างแรงจูงใจ (MOTIVATIONAL SKILLS; Leadership, Management and Drive)

– ทักษะการเป็นผู้นำจำเป็นต้องมีความมุ่งมั่นความทุ่มเท การจัดการและแรงผลักดัน

(3.) ทักษะความสามารถในการปรับตัว (ADAPTABILITY; Continuous Learning)

– เป็นผู้เรียนรู้อย่างต่อเนื่องเรียนและเรียนรู้ไปตลอดชีวิต

-การจะประสบความสำเร็จในอนาคตความสามารถในการเรียนรู้ในงานและชีวิตมีความสำคัญเท่า

เทียมกัน

-ในอนาคตแทนที่จะมีการเรียนรู้แบบปิด เราต้องมีการฝึกอบรมในรูปแบบขององค์กรเพื่อรองรับอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

(4.) ความเห็นอกเห็นใจ (EMPATHY; Respect, Intuition and Understanding)

– เคารพซึ่งกันและกัน การรู้โดยสัญชาตญาณและความเข้าใจซึ่งกันและกัน

– มีความหลากหลายและวิธีการพูดคุยกับพนักงานและหัวหน้า หรือผู้บังคับบัญชา

-ความเป็นผู้นำที่มีความเห็นอกเห็นใจ และมีความเข้าใจที่แท้จริง

(5.) ความอยากรู้อยากเห็น (CURIOSITY; Critical Thinking and Analysis)

– การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการวิเคราะห์

– อย่ากลัวที่จะล้มเหลวครั้งใหญ่ แต่จงเรียนรู้ที่จะล้มเหลวอย่างรวดเร็ว

– ความรู้ที่ได้รับจากการล้มเหลว จะเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จในอนาคต

(6.) ทักษะความสามารถด้านการสื่อสาร (COMMUNICATION; Creativity, Originality and Initiative)

– ความคิดสร้างสรรค์ ความคิดริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ และแผนการดำเนินการเป็นส่วนสำคัญ ควรใช้เวลาในการทำความรู้จักกับ
สิ่งที่ทำอยู่ให้ชัดเจนเกี่ยวกับปัญหาก่อนที่จะลองลงมือแก้ไข การตั้งคำถามก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกันที่จะต้องรู้ว่าอะไร ทำไม และอย่างไร

ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่และคนรุ่นใหม่ทั้งหลายจึงต้องเตรียมความพร้อมและการเรียนรู้ รวมทั้งการหาประสบการณ์เพื่อให้ได้มาซึ่งทักษะดังกล่าวได้แล้ว ความสำเร็จในอนาคตในยุคดิจิทัลนี้ก็ไม่ไกลเกินเอื้อม

ผศ. (พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เคล็ดลับการซื้อยาให้ปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/649729

Life & Health : เคล็ดลับการซื้อยาให้ปลอดภัย

วันพุธ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นี้ ใครๆ ก็ห่วงสุขภาพ ยาเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่คนเราขาดไม่ได้ ปัจจุบันร้านยาและเภสัชกรชุมชนเป็นที่พึ่งของประชาชนทั่วไปในเรื่องการดูแลสุขภาพ

วันนี้มีข้อมูลจาก ผศ.ดร.ภก.ลือรัตน์ อนุรัตน์พานิช ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มาแนะนำเคล็ดลับในการเข้าร้านยาให้ปลอดภัย หลายท่านอาจจะสงสัยว่า“การเข้าร้านยามีอะไรไม่ปลอดภัย” แน่นอนถ้าเข้าร้านยาที่ไม่มีเภสัชกรประจำ อาจจะมีความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยมากกว่า แต่ถึงแม้ว่าเข้าร้านยาที่มีเภสัชกรประจำก็อาจจะมีความไม่ปลอดภัยได้บ้าง ดังนั้นท่านจึงควรทราบเคล็ดลับความปลอดภัยในการเข้าร้านยา โดยใช้หลักการ “ถามหาเภสัชกรและซื้อยาที่ถูก 5 ประการ” เคล็ดลับนี้เป็นสิ่งที่ง่ายและปฏิบัติได้เองเพื่อคุณและคนที่คุณรัก

เมื่อเข้ารับบริการที่ร้านยา ท่านต้องได้รับการสอบถามและได้รับคำแนะนำในประเด็นเหล่านี้

l ถูกคน ท่านต้องได้รับการซักถามว่ายาที่ซื้อนั้น “ท่านใช้เองหรือซื้อให้คนอื่น”ดังนั้น ถ้าท่านจะซื้อยาให้คนอื่นใช้ หรือคนอื่นฝากมาซื้อยา ท่านควรต้องสอบถามอาการคนที่ฝากท่านซื้อยาให้ละเอียดว่ามีอาการอะไรบ้าง และถ้าท่านจะใช้ยาเองท่านต้องบอกเล่าอาการที่ท่านเจ็บป่วยให้เภสัชกรฟังอย่างละเอียด และอย่ารำคาญเมื่อเภสัชกรซักถามท่านหลายคำถาม นั่นแสดงให้เห็นว่าเขากำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้องและเหมาะสม

l ถูกโรค เภสัชกรต้องสอบถามท่านเกี่ยวกับอาการที่ไม่สบายอย่างละเอียด เรียกว่าสัมภาษณ์ตั้งแต่หัวจรดเท้า (ถ้าท่านเป็นหลายโรคตั้งแต่หัวจรดเท้า) นอกจากนี้ ท่านต้องได้รับการสอบถามเกี่ยวกับโรคที่ท่านเป็นอยู่ก่อน หรือโรคเรื้อรังที่ท่านต้องใช้ยาเป็นประจำ เช่น โรคความดัน โรคเบาหวาน หรือ โรคหัวใจ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อป้องกันปฏิกิริยาต่อกันระหว่างยาที่เภสัชกร
จะสั่งจ่ายให้ท่านกับยาที่ท่านใช้อยู่เป็นประจำ และเภสัชกรต้องสอบถามท่านว่า “เคยแพ้ยาอะไรบ้างหรือไม่” เพื่อป้องกันอันตรายจากการแพ้ยา เพราะยาบางชนิดอาการแพ้จะมากขึ้นเมื่อใช้ยานั้นซ้ำ บางชนิดเป็นอันตรายถึงชีวิต

l ถูกขนาด ในขั้นตอนนี้เภสัชกรต้องแนะนำ ชื่อยาที่ท่านได้รับ และขนาดยาที่ท่านได้รับ หรือถ้าท่านต้องการซื้อยาที่ซื้อใช้เป็นประจำควรต้องแจ้งเภสัชกรเกี่ยวกับขนาดยาที่ท่านใช้อยู่เพื่อความถูกต้องเหมาะสมของยาที่ใช้

l ถูกวิธี ท่านต้องได้รับการชี้แจงเกี่ยวกับช่องทางที่ท่านจะรับยานั้นเข้าร่างกายว่า ยาที่ท่านได้รับเป็น ยากินยาอม ยาดม ยาทา ยาพ่น หรือ ยาเหน็บ เพราะการให้ยาถูกคน ถูกโรค ถูกขนาด แต่ผิดวิธีใช้ ท่านจะไม่ได้รับประโยชน์จากการใช้ยาแต่จะได้รับอันตรายจากการใช้ยานั้นแทน

l ถูกเวลา เภสัชกรต้องแจ้งท่านว่าจะใช้ยานั้นเวลาไหน ก่อนหรือหลังอาหาร ก่อนนอน หรือใช้เวลาปวดเพราะเวลาที่ใช้ยาต่างกันอาจได้ผลจากยาไม่เท่ากัน ดังนั้น ควรใช้ยาตามเวลาที่เภสัชกรแนะนำเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด ยาที่รับประทานก่อนอาหาร ควรรับประทานในช่วงที่ท้องว่าง ยังไม่ได้รับประทานอาหาร ซึ่งก็คือก่อนรับประทานอาหารอย่างน้อย30 นาที ยาหลังอาหาร ควรรับประทานหลังอาหารทันที อาจรับประทานพร้อมอาหารหรือก่อนรับประทานอาหารคำแรกก็ได้ เพราะไม่ว่าจะกรณีใด ยาจะเข้าไปอยู่ในกระเพาะอาหารพร้อมกับอาหารที่รับประทานเหมือนๆ กัน ยาที่ควรรับประทานหลังอาหารเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากอาการข้างเคียงของยา เช่น ยาแก้ปวดกล้ามเนื้อและกระดูกไม่ควรรับประทานขณะท้องว่างเพราะจะเกิดอาการเป็นแผลในกระเพาะอาหาร

ที่สำคัญซองยาที่ท่านได้รับจะต้องระบุรายละเอียดอะไรเกี่ยวกับตัวยา วิธีใช้ ขนาดที่ใช้ จำนวนที่ใช้ เวลาที่ใช้ และข้อควรระวังอย่างละเอียด และที่สำคัญคือต้องมีชื่อของคนที่จะใช้ยานั้นระบุไว้อย่างชัดเจนเพื่อป้องกันการใช้ยาผิดคน

ข้อคิดสำคัญเมื่อมียาเหลือหลังจากที่อาการทุเลาแล้ว ไม่ควรนำยาที่ท่านใช้เหลือไปให้คนอื่นใช้ เพราะยาที่ท่านใช้ได้ผลดีอาจจะเป็นโทษต่อคนที่มีอาการคล้ายๆ กันก็ได้ และที่สำคัญยานั้นอาจจะเสื่อมสภาพเนื่องจากการเก็บรักษาที่ไม่เหมาะสม ดังนั้น การให้คนอื่นใช้ยาที่ท่านใช้เหลือจะเป็นความหวังดีที่จะกลายเป็นบาปโดยไม่ตั้งใจก็ได้

ดังนั้นอย่าลืมจะเข้าร้านยาทุกครั้ง ต้องจดจำไว้ว่า “ ถามหาเภสัชกรและซื้อยาที่ถูก 5 ประการ” สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

สำหรับใครที่อยากทำบุญช่วยเด็กพิเศษที่บกพร่องทางด้านสติปัญญา กว่า 170 คน ของ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของโควิด-19 ขอเชิญร่วมบริจาคเงินได้ที่ ธ.กรุงไทย 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี ร.ร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ โดยใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าโทรศัพท์ 092-7390990

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จักยาแก้ไอ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/648395

LIFE & HEALTH : รู้จักยาแก้ไอ

วันพุธ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.10 น.

หลายคนทราบดีว่า อาการไอ เจ็บคอ เป็นอาการทั่วไปที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุต่างๆ รวมถึงโควิด-19 ด้วย สำหรับอาการไอของโรคโควิด-19 ที่พบได้นั่นคือ “ไอแห้ง” ลักษณะคือไม่มีน้ำลาย ไม่มีเสมหะ อาจมีอาการไอรุนแรงมากขึ้นในเวลากลางคืน เวลาไอจะรู้สึกเหมือนมีอะไรติดคอ รู้สึกคันหรือระคายคอ อาจมีเสียงแหบบ้าง และอยากกลืนน้ำลายบ่อยๆ ดังนั้นถ้ามีอาการไอในลักษณะไอแห้ง ร่วมกับมีอาการผิดอื่นๆ เช่น มีไข้ เจ็บคอ มีน้ำมูก จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส ควรลองตรวจหาเชื้อโควิด-19 อย่างไรก็ตาม ยาแก้ไอมีบทบาทในการรักษาอาการไอมานาน แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักยาแก้ไอดีพอ วันนี้จะมาให้ข้อมูลที่นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

ข้อมูลจาก อาจารย์ เภสัชกร ธีรัตถ์ เหลืองมั่นคง ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า
อาการไอเป็นกลไกการตอบสนองของร่างกายต่อสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในระบบทางเดินหายใจ การไอจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตของมนุษย์ แต่ในบางครั้งโรคหรือยาบางอย่างกลับมีผลทำให้เกิดอาการไอมากเกินกว่าปกติ ซึ่งอาจเพียงทำให้เกิดความรำคาญหากไอไม่รุนแรงและหายได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าไออย่างรุนแรงและยาวนานอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บของระบบทางเดินหายใจ และอาจส่งผลถึงกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายที่ต้องใช้ในการไอด้วย ซึ่งวิธีการรักษาอาการไอที่ดีที่สุดคือ การกำจัดที่สาเหตุของอาการไอ เช่น การเลิกสูบบุหรี่ การหลีกเลี่ยง
สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการแพ้ เป็นต้น

ยาที่ก่อให้เกิดอาการไอ มียาสองกลุ่มสำคัญที่ควรรู้จัก ได้แก่

l ยาลดความดันโลหิต กลุ่มเอซีอีอินฮิบิเตอร์ (ACE inhibitors) ซึ่งใช้เป็นยารักษาโรคหัวใจวายและใช้ป้องกันความเสื่อมของไตในผู้ป่วยเบาหวานอีกด้วย ยากลุ่มนี้มักทำให้เกิดอาการไอแห้งๆ ในผู้ป่วยร้อยละ 20 ซึ่งโดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องดูแลรักษาหากไอไม่มากและผู้ป่วยทนได้ แต่หากไอมากจนทนไม่ได้อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้ยากลุ่มอื่นทดแทนผู้ป่วยที่ใช้ยาแล้วมีอาการไอไม่ควรหยุดยาเอง เนื่องจากยามีความสำคัญต่อการควบคุมความรุนแรงของโรคที่ทำการรักษาอยู่ ควรแจ้งแพทย์เพื่อทำการปรับเปลี่ยนยาที่เหมาะสมต่อไป

l ยารักษาโรคกระดูกพรุน กลุ่มบิสฟอสโฟเนต (Bisphosphonates) ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้ว ยากลุ่มนี้ไม่ได้มีผลทำให้เกิดอาการไอถ้าใช้ยาอย่างถูกต้อง โดยรับประทานก่อนอาหารมื้อเช้าครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง (ขึ้นกับชนิดของตัวยา) หลังรับประทานยาห้ามเอนตัวลงนอนหรือทำกิจกรรมใดๆ ที่อาจจะทำให้เกิดการไหลย้อนของยาเข้าสู่หลอดอาหาร เนื่องจากยากลุ่มนี้มีผลระคายเคืองหลอดอาหารโดยตรงหากไม่ปฏิบัติตามวิธีข้างต้นอาจทำให้หลอดอาหารโดนทำลาย เกิดอาการแสบหน้าอก ไออย่างรุนแรงและไอเป็นเลือดได้

จะเห็นว่าการรักษาอาการไอที่เกิดจากตัวอย่างยาทั้งสองกลุ่มนี้ ทำได้โดยหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการไอด้วยการหยุดยาหรือปฏิบัติตัวให้ถูกต้องเมื่อจะต้องใช้ยา แตกต่างจากอาการไอที่เกิดจากอาการแพ้หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งอาจจำเป็นต้องได้รับยาแก้แพ้หรือยาฆ่าเชื้อร่วมด้วย เพื่อช่วยให้หายจากอาหารไอได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น แต่บางครั้งก็อาจมีความจำเป็นต้องใช้ยาแก้ไอด้วยเช่นกัน ซึ่งการจะเลือกชนิดและประเภทของยาแก้ไอได้อย่างถูกต้องนั้น จำเป็นแบ่งประเภทของอาการไอให้ได้ในเบื้องต้น ว่าเป็นอาการไอแบบมีเสมหะหรืออาการไอแห้ง เนื่องจากหากใช้ยาไม่ถูกกับประเภทของอาการไอ นอกจากยาจะช่วยบรรเทาอาการไอไม่ได้แล้ว อาจทำให้อาการไอรุนแรงมากขึ้นก็ได้

สำหรับยาแก้ไอสามารถแบ่งได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ด้วยกัน ได้แก่

1.ยาแก้ไอสำหรับอาการไอแบบ มีเสมหะ ซึ่งอาจแบ่งย่อยออกเป็นสองกลุ่ม ได้แก่

l ยาขับเสมหะ (Expectorants) ที่ออกฤทธิ์ โดยทำให้ร่างกายสร้างสารน้ำออกมาหล่อเลี้ยงทางเดินหายใจมากขึ้น เช่น Guaifenesin (Glyceryl guaiacolate) มีตัวอย่างชื่อการค้าได้แก่ Bronchonyl, Glycolate, Qualiton, Robitussin, Royalin, Salmol Expectorant, Tolbin Expectorant

l ยาละลายเสมหะ (Mucolytics) ที่ออกฤทธิ์ต่อเสมหะโดยตรงและทำให้เสมหะข้นเหนียวน้อยลง ซึ่งยาทั้งสองกลุ่มจะช่วยให้ผู้ป่วยไอและขับเสมหะออกมาได้ง่ายขึ้น มักใช้ในอาการไอที่เกิดจากการติดเชื้อ เช่น หวัด คออักเสบ หลอดลมอักเสบ โดยช่วงแรกของการรับประทานยาผู้ป่วยอาจไอถี่ขึ้น แต่จะลดลงเมื่อผู้ป่วยไอและขับเสมหะออกมาได้แล้ว ตัวยา แก้ไอหลายชนิดผสมอยู่กับยาขยายหลอดลม ซึ่งอาจมีผลทำให้ใจสั่นได้หากใช้ยามากเกินไป ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้มีหลายตัว เช่น Bromhexine ตัวอย่างชื่อการค้า ได้แก่ Bisolvon, Bromcolex, Bromoson, Bromso, Bromxine, Cohexine, Disol เป็นต้น Ambroxol ตัวอย่างชื่อการค้าได้แก่ Amtuss, Mucolid, Mucosolvan, Simusol, Strepsil Chesty Cough เป็นต้น Acetylcysteine ตัวอย่างชื่อการค้าได้แก่ Acetin, Flemex-AC, Fluimucil, Mucolid-SF, Nac Long, Mysoven เป็นต้น Carbocysteine ตัวอย่างชื่อการค้า ได้แก่ Amicof, Carbomed, Carsemex, Elflem, Flemex, Rhinathiol, Siflex ทั้งนี้ มีชื่อการค้าของยาหลายชนิด เป็นยาแก้ไอที่ผสมกับตัวยาแก้ไอกลุ่มอื่น ยาลดน้ำมูกหรือยาแก้แพ้ หากจะใช้ให้ปรึกษาเภสัชกร

2. ยาแก้ไอสำหรับอาการไอแห้ง หรือบางครั้งเรียกยากลุ่มนี้ว่ายากดอาการไอ (Antitussives) ซึ่งเป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท ทำให้กลไกตอบสนองของร่างกายต่ออาการไอเกิดขึ้นน้อยลงและช่วยบรรเทาอาการไอ ยากลุ่มนี้โดยมากใช้สำหรับบรรเทาอาการไอที่เกิดจากการแพ้หรืออาการไออื่นๆ ที่ไม่มีเสมหะ เพราะหากใช้ในอาการไอแบบมีเสมหะ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เสมหะที่เหนียวข้นอยู่แล้วถูกขับออกมาจากทางเดินหายใจได้ยากขึ้น จนเกิดอาการระคายเคืองและทำให้อาการไอรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิมได้ รวมทั้งยาบางตัวอาจทำให้เกิดการเสพติด หรือก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงได้ ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ Dextromethorphan ตัวอย่างชื่อการค้า คือ A-Tussin, Dextroral, Eifcof-G, Icolid, Lohak, Manodextro, Pusiran, Romilar, Stripsils Dry Cough, Throatsil Dex, Terco-D เป็นต้น Codeine ตัวอย่างชื่อการค้า คือ Codipront, Codepect,Codesia, Ropect, Terco-C เป็นต้น Levodropropizine ตัวอย่างชื่อการค้า คือ Bronal,Levopront สำหรับ Butamirate ตัวอย่างชื่อการค้าคือ Sinecod ทั้งนี้ชื่อการค้าของยาหลายชนิด เป็นยาแก้ไอที่ผสมกับตัวยาแก้ไอกลุ่มอื่น ยาลดน้ำมูกหรือยาแก้แพ้ หากจะใช้ให้ปรึกษาเภสัชกร

ในการใช้ยาบรรเทาอาการไอนั้น บางครั้งอาจได้รับยาสูตรที่มีตัวยาแก้ไอหลายชนิดผสมกัน หรือบางครั้งอาจได้รับยาแก้ไอเดี่ยวๆ มากกว่าหนึ่งชนิดพร้อมกัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว หากเป็นไปได้ควรเลือกชนิดของยาที่สอดคล้องกับลักษณะของอาการไอให้มากที่สุด เพื่อช่วยให้ใช้ยาได้ผลตรงตามประสิทธิภาพและหลีกเลี่ยงอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดจากยาโดยไม่จำเป็น หากจะใช้ยามากกว่าหนึ่งกลุ่มร่วมกัน ควรเลือกยาที่ออกฤทธิ์คนละกลไกกัน เช่น ใช้ยาขับเสมหะร่วมกับยาละลายเสมหะ หรือ ใช้ยากดอาการไอร่วมกับยาละลายเสมหะ ไม่ควรใช้ยากลุ่มเดียวกันซ้ำซ้อนกัน เพราะไม่ทำให้ประสิทธิภาพในการรักษามากขึ้น สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เคล็ดลับสู้แดดเตรียมผิวซัมเมอร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/647200

LIFE&HEALTH : เคล็ดลับสู้แดดเตรียมผิวซัมเมอร์

วันพุธ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ในช่วงฤดูร้อนนี้ อุณหภูมิความร้อนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ และมาพร้อมกับอากาศที่ทั้งร้อนอบอ้าวแถมแสงแดดก็แผดเผาเต็มกำลัง เล่นเอาสาวๆ หลายคนแพ็กกระเป๋าจัดทริปออกไปเที่ยวท้าลมริมทะเลกันแทบไม่ทัน สำหรับอากาศเมืองไทย แค่ก้าวเท้าออกจากบ้าน ต้องก็เจอกับแสงแดดตัวร้าย มลภาวะต่างๆ PM2.5 ที่คอยทำร้ายผิวเรา จนเกิดปัญหา ผิวแห้งกร้าน ไหม้เกรียม บวมแดงแสบร้อน ดูหมองคล้ำ จนถึงขึ้นผิวอักเสบ เป็นสิว เกิดฝ้าและกระ จุดด่างดำก็ตามมาเป็นพรวน

หากคุณสาวๆ จะหลบคลื่นความร้อนไปผ่อนคลายตามชายทะเล ออกไปท่องเที่ยวต่างจังหวัด หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งกันก็อย่าชะล่าใจต้องมีการเว้นระยะห่างทางสังคม ใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ และหากต้องเดินทางไปท่องเที่ยวทะเลช่วงนี้ อย่าปล่อยให้แสงแดดและอากาศร้อนมาหยุดความสนุกในซัมเมอร์นี้ วันนี้มีข้อมูลจาก ผศ.พญ.สุวิรากร ธรรมศักดิ์ แพทย์ผิวหนัง ผู้อำนวยการคลินิกสยามเดอร์มาติกส์ มาแนะนำวิธีรับมือกับแสงแดดและปกป้องผิวไม่ให้พังแบบไร้กังวลในช่วงฤดูร้อนแดดแรงกัน ดังนี้

ดื่มน้ำให้เพียงพอ ในยามที่ต้องเผชิญกับอากาศร้อนอบอ้าว หลังออกแดดนานๆ เราควรดื่มน้ำมากๆ เพราะน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญของร่างกาย ทำให้ผิวชุ่มชื้น และยังเป็นตัวขนส่งสารอาหารที่ดีให้แก่เซลล์ผิว หลังจากโดนแดดแผดเผาผิวหน้าและผิวกายจะถูกดึงความชุ่มชื้นออกไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นในแต่ละวันคุณควรดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว เพื่อช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นและทดแทนน้ำในร่างกายที่สูญเสียไปกับเหงื่อ นอกจากนี้การดื่มน้ำยังสามารถช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคลมแดด หรือ Heat stroke จากการใช้แรงในการทำกิจกรรมกลางแจ้งอีกด้วย

ปกป้องผิวจากตัวการร้าย ศัตรู อันดับต้นๆ ของผิวคงหนีไม่พ้นแสงแดด ฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงการเผชิญกับแสงแดดโดยตรง โดยเฉพาะช่วงเวลา 10.00-15.00 น.เพราะช่วงนี้จะมีรังสีอัลตราไวโอเลตเข้มข้นมากที่สุด แต่ถ้าคิดจะเที่ยวในฤดูร้อนหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งใดๆ อย่าลืมพกอุปกรณ์กันแดด เช่น ร่ม หมวก เสื้อแจ๊กเกตแขนยาว และแว่นกันแดด เพื่อปกป้องผิวและสายตา

ไอเทมปกป้องแดด ในช่วงที่แดดแรงแบบนี้ สารกันแดด ถือเป็นไอเทมสำคัญที่ขาดไม่ได้เด็ดขาด แม้จะอยู่ใต้ร่มไม้หรือชายคาบ้านก็ยังมีโอกาสได้รับรังสี UV เหมือนกับเวลาที่อยู่กลางแดด เพราะพื้นทราย พื้นน้ำ พื้นคอนกรีต สามารถสะท้อนรังสี UV เข้าสู่ผิวกายได้ หรือแม้กระทั่งในวันที่มีเมฆหมอกหนาก็ยังคงต้องทาครีมกันแดด และอย่าลืม เลือกที่มีค่า SPF 50 ขึ้นไป มีค่า PA+++ที่ป้องกันได้ทั้งรังสี UVA และ UVB และถ้าจะให้ดี ต้องทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง โดยเฉพาะเมื่อมีเหงื่อออกมากๆ หรือหลังจากการลงเล่นน้ำถ้าผิวหน้าเป็นคนที่แพ้ง่าย ควรใช้สารกันแดด สำหรับหน้าโดยเฉพาะ เลือกแบบที่เป็นโลชั่นจะเหมาะกับคนที่เป็นสิวง่าย สารกันแดดหน้าใช้ทาตัวได้ แต่สารกันแดดตัวไม่ควรเอามาทาหน้า

เติมอาหารจากธรรมชาติ ความสวยต้องเริ่มจากภายในสู่ภายนอก ด้วยการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่และเลือกรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น วิตามินซี วิตามินอี เบต้าแคโรทีน จากผักสดผลไม้ต่างๆ เพื่อช่วยให้ผิวมีสุขภาพดีขึ้นและช่วยยับยั้งผลของรังสียูวีเอที่มีผลให้เกิดการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว นอกจากนี้การรับประทานผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น แบล็กเคอร์แรนท์ บิลเบอร์รี่ ซึ่งมีสารแอนโธไซยานินสูง เพื่อช่วยให้ดวงตามีสุขภาพดีและปกป้องดวงตาจากอนุมูลอิสระต่างๆ รวมถึงรังสี UV และ แสง blue light จากหน้าจอมือถือและคอมพิวเตอร์ ได้อีกด้วย ถือเป็นตัวช่วยในการดูแลสุขภาพที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี

มาออกกำลังกายกันเถอะ เตรียมฟิตร่างกายเพื่อพร้อมเที่ยว การออกกำลังกายช่วยให้เลือดไหลเวียนนำสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ผิวหนังและส่วนต่างๆ ของร่างกายซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ รวมถึงเซลล์ผิวที่เสียหายหรือถูกรุกรานจากแสงแดดและมลภาวะต่างๆ ได้ดีขึ้นจึงทำให้ดูเปล่งปลั่งสดใสสุขภาพดี นอกจากนี้การออกกำลังกายยังช่วยขับของเสียออกจากร่างกายอีกด้วย

พักผ่อนให้เพียงพอ หลายๆ คนเข้าใจว่าการนอนหลับให้ได้อย่างน้อยวันละ6-8 ชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว แต่การนอนหลับที่ดีนั้นควรหลับให้สนิทตั้งแต่ 4 ทุ่ม เนื่องจากสมองจะผลิตโกรทฮอร์โมน ที่มีส่วนช่วยซ่อมแซมเซลล์ เพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิว ทำให้ผิวเรียบเนียน มีความชุ่มชื่น และช่วยฟื้นฟูให้ความสวยความงามกลับมาอีกครั้ง

ถ้าปฏิบัติได้เพียงเท่านี้ คุณก็จะมีผิวสวย สดใส พร้อมที่จะรับลมร้อนซัมเมอร์นี้ได้อย่างมั่นใจ

สำหรับช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่ไทยนี้ เป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะร่วมทำบุญสร้างกุศลกับโรงเรียนสอนคนตาบอดพระมหาไถ่พัทยา ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ยังขาดแคลนงบประมาณจำนวนมาก ส่งผลถึงน้องๆนักเรียนตาบอดโดยตรง จึงจัดกิจกรรมสร้างบุญกุศลครั้งใหญ่ด้วยการขอเชิญทุกท่านร่วมเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อการศึกษาของผู้พิการ เพื่อยกคุณภาพชีวิต สู่การศึกษาอย่างต่อเนื่องพร้อมจัดหาทุนซื้ออุปกรณ์การเรียนและหารายได้จัดหาค่าใช้จ่ายทั่วไป เช่นค่าอาหาร ค่าน้ำ-ค่าไฟ และปรับปรุงภูมิทัศน์ภายในสถานศึกษา สามารถเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าสามัคคีฯในครั้งนี้ได้ กองบุญละ 59 บาท จำนวน 1 แสนกอง หรือบริจาคโดยตรงได้ที่ โรงเรียนสอนคนตาบอดพระมหาไถ่พัทยาในพระราชูปถัมภ์ฯโดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาพัทยาสาย 2 เลขบัญชี 669-2-10787-4 ชื่อบัญชี “ทุนบรมราชกุมารีเพื่อคนตาบอด (2536)” ทั้งนี้นำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เลือกครีมกันแดดและดูแลผิวอย่างไรในหน้าร้อนนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/645799

LIFE & HEALTH : เลือกครีมกันแดดและดูแลผิวอย่างไรในหน้าร้อนนี้

วันพุธ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เข้าสู่หน้าร้อนอย่างเป็นทางการแล้ว สิ่งที่หลายคนสัมผัสได้มากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นแสงแดด ที่พร้อมจะทำลายผิวหนังของเราได้ทุกเมื่อ การทาครีมกันแดดอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดได้เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเลือกครีมกันแดดที่เหมาะสมกับสภาพผิวและกิจกรรมที่ทำ

พญ.ดวงกมล ทัศนพงศากุล แพทย์ประจำศูนย์ผิวหนัง โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า ปัญหาจากแสงแดดที่พบได้บ่อยๆ คืออาการผิวโดนแดดเผาไหม้ เกิดริ้วรอย ฝ้า กระ รวมถึงอาการแพ้ต่างๆ เนื่องจากในแสงแดดมีรังสีอัลตราไวโอเลต ซึ่งรังสีนี้จะไปทำลายคอลลาเจน และอีลาสตินในชั้นหนังแท้ ทำให้เกิดริ้วรอยต่างๆ ดังนั้น ควรทาครีมกันแดดทุกวัน และควรทาครีมกันแดดก่อนออกแดดอย่างน้อย 30 นาที การทาครีมกันแดดที่ได้ผลดีควรทาให้เพียงพอ ไม่บางหรือหนาจนเกินไป และควรเลือกครีมกันแดดที่สามารถป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB และต้องไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ มีความคงตัวสูงไม่ว่าจะโดนน้ำ หรือเหงื่อ ไม่เหนียวเหนอะหนะ หากเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดโดยเฉพาะในช่วงเวลา 10.00-16.00 น.

ในปัจจุบันเราแบ่งสารกันแดดเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ สารเคมีกันแดด (Chemical Sunscreen) สารนี้จะช่วยดูดซับรังสี UV ไว้ และเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสารทำให้ประสิทธิภาพในการกันแดดลดลงตามระยะเวลาที่โดนแดด ข้อดีของสารเคมีกันแดด คือ ทาแล้วไม่ทำให้หน้าขาววอก แต่สารบางตัวอาจกันได้แค่ UVB แต่ไม่กัน UVA เช่น Salicylate, Cinnamate และสารที่กันได้ทั้ง UVB และ UVA ได้แก่ สารที่ลงท้ายด้วย-benzone,  mexoryl  sx,  mexoryl XL
ส่วนข้อเสียของสารเคมีกันแดด คือ อาจทำให้เกิดการแพ้ระคายเคืองจากสารเคมีได้ สารกันแดดกลุ่มที่ 2 คือ สารสะท้อนแดด (Physical Sunscreen) ได้แก่ ไททาเนียม ไดออกไซด์ (Titanium Dioxide), ซิงค์ออกไซด์ (Zinc Oxide) สารเหล่านี้จะสะท้อนแดดออกจากผิว ข้อดีของสารสะท้อนแดดคือ เกิดการแพ้และระคายเคืองน้อยมาก ใช้ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ สามารถกันได้ทั้ง UVB และ UVA ไม่เปลี่ยนแปลง คุณสมบัติเมื่อโดนแดดนานๆ ข้อเสียของสารสะท้อนแดด คือ ทาแล้วจะทำให้หน้าขาววอก แต่ปัจจุบันมีการลดขนาดโมเลกุลของสารสะท้อนแดดทำให้ขาวลดลง

นอกจากส่วนประกอบของครีมกันแดดที่เราดูได้จากฉลากแล้ว ค่า SPF ของครีมกันแดดก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยค่า SPF (Sun Protection Factor) เป็นตัวเลขที่บอกถึงประสิทธิภาพที่ทำให้ผิวหนังทนต่ออาการแดงจากแสงแดด
โดยคิดเป็นจำนวนเท่า และบ่งบอกถึงความสามารถในการป้องกันแสงแดดจากรังสี UVB เท่านั้น เช่น SPF 15 หมายความว่าครีมกันแดดที่ทา ทำให้ผิวหนังสามารถทนแสงแดดได้นานขึ้น เป็น 15 เท่า ผิวหนังถึงจะแดง เช่น จากการที่เคยโดนแสงแดด 20 นาที แล้วผิวแดง ก็สามารถกันแดดได้ 15×20 เท่ากับ 300 นาที ผิวจึงจะแดง ส่วนค่า PA (Protective factor for UVA) เป็นค่าที่บ่งบอกถึงประสิทธิภาพในการป้องกัน UVA นั่นเอง

สำหรับคนที่อยู่ในอาคารควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ประมาณ 15 แต่ถ้าต้องออกไปโดนแดดจัด ควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ประมาณ 30 ทั้งนี้ ในคนที่ต้องอยู่กลางแจ้งนานๆ อาจทำให้เหงื่อออกเยอะ รวมถึงผู้ที่ต้องการลงเล่นน้ำครีมกันแดดจะถูกจะชะล้างออกไปบางส่วน เพราะฉะนั้นควรเลือกครีมกันแดดชนิด Water-resistant หรือ Waterproof จะช่วยป้องกันการชะล้างได้ดีขึ้น

นอกจากการป้องกันแสงแดดด้วยครีมกันแดด เรายังสามารถหลีกเลี่ยงแสงแดดได้ด้วยอุปกรณ์อื่นๆ ที่สามารถใช้ในการป้องกันแสงแดดและมีส่วนสำคัญไม่แพ้กัน เช่น การสวมหมวกปีกกว้าง, การสวมเสื้อผ้าที่กันรังสี UV หรือการใช้ร่ม เป็นต้น

หลังจากการโดนแดดแรงๆ เป็นเวลานานแล้ว ปัญหาที่มักเกิดขึ้นคือ ผิวคล้ำเสีย มีจุดด่างดำ และเกิดริ้วรอยโดยทั่วไปก็มักจะเลือกใช้ครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ และไวท์เทนนิ่ง หรืออาจพึ่งพาเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ช่วยฟื้นฟูผิวให้กลับมาขาวใสดังเดิม เช่น

l เทคโนโลยี IPL (Intense Pulse Light) เป็นเทคโนโลยีความงามโดยการใช้คลื่นแสงธรรมชาติ IPL ที่ไม่เป็นอันตรายต่อผิว แต่จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้ผิวสวยใส ดูอ่อนวัย คืนความเนียนใสให้กับใบหน้า ลบเลือนจุดด่างดำ ช่วยกระชับรูขุมขนให้เล็กลง พร้อมปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ พร้อมกับการทำลายเฉพาะเม็ดสีส่วนเกินในชั้นหนังกำพร้า ไม่มีอาการเจ็บและไม่ทำให้เกิดแผล หลังการรักษา
ยังสามารถแต่งหน้าได้

l Diamond Peel เป็นการปรับสภาพและฟื้นฟูผิวพรรณด้วยการใช้เทคโนโลยีการผลัดเซลล์ผิวหนัง(Microdermabrasion) ซึ่งเป็นการใช้หัวคริสตัลที่เป็นDiamond ร่วมกับการใช้ระบบดูดสุญญากาศ ขัดนวดเบาๆ เพื่อขจัดผิวเก่าที่เสื่อมสภาพออกอย่างอ่อนโยน ทำให้ผิวนุ่มเนียน และกระจ่างใสขึ้น และช่วยกระตุ้นให้เกิดเซลล์ผิวใหม่ที่สดใส โดยไม่ทำให้เกิดแผล ปลอดภัยแม้มีสภาพผิวที่บอบบางและแพ้ง่าย สามารถใช้รักษารอยหลุม รอยดำ รอยแผลเป็นจากสิว ลดริ้วรอยตื้นๆ ลบเลือนรอยแตกลายที่หน้าท้อง สะโพกและต้นขา อีกทั้งยังช่วยปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน
มีสีผิวที่สม่ำเสมอ

l AHA Treatment เป็นการปรับสภาพผิวโดยใช้กรดผลไม้ AHA (Alphahydroxy Acid) ซึ่งสกัดจากผลไม้ในธรรมชาติ โดยสาร AHA จะช่วยกระตุ้นให้เซลล์ผิวหนังที่เสื่อมสภาพ เกิดการหลุดออกได้เร็ว ทำให้ความหมองคล้ำ และริ้วรอยจุดดำต่างๆ จางหายไป และยังมีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างเส้นใยคอลลาเจน ที่ทำให้ผิวพรรณเต่งตึงยิ่งขึ้นด้วย ช่วยให้ความมันของผิวหน้าลดลง จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีผิวมัน

ปัญหาแดดแผดเผาผิวพรรณ เป็นเรื่องที่ต้องระวัง แต่ก็ไม่ถึงกับต้องเก็บตัวอยู่แต่ในที่ร่มตลอดเวลา หน้าร้อนที่แสงแดด
สดใสแบบนี้ ออกไปเผชิญกับแสงแดดบ้างอย่างถูกวิธีก็สามารถสนุกกับกิจกรรมกลางแจ้งได้ โดยไม่ต้องกลัวผิวเสียอีกต่อไป

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : มารู้จัก ตกขาว และการรักษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/644443

Life & Health : มารู้จัก ตกขาว และการรักษา

วันพุธ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ตกขาวเป็นปัญหาที่พบบ่อยในสตรี หมายถึงภาวะที่มีของเหลวออกมาทางช่องคลอด อาจก่อความรำคาญ รู้สึกเหนอะหนะ และอาจมีอาการผิดปกติต่างๆ เช่นคันช่องคลอด ระคายเคือง แสบขัดเวลาปัสสาวะ เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ มีเลือดออกทางช่องคลอด (ปริมาณไม่มาก) อาจมีกลิ่นเหม็นร่วมด้วย ทำให้กังวลว่าต้องรีบรับการรักษาหรือไม่

ข้อมูลจาก รศ.ดร.ภญ.ศรีจันทร์ พรจิราศิลป์ ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ตกขาวหรือระดูขาว มีทั้งที่ปกติและผิดปกติ ตกขาวปกติมีลักษณะคล้ายแป้งเปียก ไม่มีกลิ่น ส่วนตกขาวที่ผิดปกติอาจมีลักษณะต่างกันไปตามสาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ ฉะนั้นเมื่อมีตกขาวต้องพิจารณาก่อนว่าเป็นตกขาวปกติหรือผิดปกติ

ตกขาวปกติ

ผนังด้านในช่องคลอดบุด้วยเซลล์ชนิดเยื่อเมือกคล้ายเซลล์เยื่อเมือกที่บุในช่องปากและจมูก เซลล์นี้สร้างน้ำเมือกซึ่งมีลักษณะคล้ายแป้งละลายน้ำ ปกติไม่มีกลิ่น หรืออาจมีกลิ่นคาวเล็กน้อย น้ำเมือกนี้ช่วยหล่อลื่นช่องคลอด ช่วยขับสิ่งแปลกปลอม ฆ่าเชื้อโรค และปรับสภาพความเป็นกรดด่างในช่องคลอดให้สมดุล ในแต่ละรอบประจำเดือนมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนในร่างกาย ซึ่งส่งผลต่อสภาพและปริมาณของน้ำเมือกในช่องคลอด ในช่วงกลางของรอบเดือน (ราววันที่ 14 ของรอบเดือน) เป็นช่วงใกล้เวลาไข่ตก น้ำเมือกในช่องคลอดจะเหลวใส และมีปริมาณมาก ส่วนช่วงอื่นน้ำเมือกจะข้น ขาวขุ่นคล้ายแป้งเปียกอย่างไรก็ดี ปริมาณน้ำเมือกในช่องคลอดมากหรือน้อยเพียงไรขึ้นกับแต่ละคน บางคนไม่รู้สึกว่ามีน้ำเมือกออกมาจากช่องคลอด (ตกขาว) บางคนอาจรู้สึกว่ามีตกขาวในช่วงกลางรอบประจำเดือน หรือรู้สึกว่าทำไมตกขาวใสๆ จึงเปลี่ยนเป็นข้นขึ้น เลยเข้าใจว่าเกิดความผิดปกติ ทั้งที่แท้จริงแล้วเป็นปกติ สิ่งที่พึงสังเกตคือ ตกขาวแบบปกติมักไม่มีอาการผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น แสบหรือคันช่องคลอด และมักหายได้เองโดยไม่ต้องให้การรักษาใดๆผู้หญิงทุกคนมีตกขาวเป็นเรื่องปกติ ช่วงเด็กอาจมีเพียงเล็กน้อย เมื่อถึงช่วงเริ่มมีประจำเดือน ตกขาวจะมากขึ้นและมีปริมาณที่พอเหมาะจนถึงวัยสูงอายุ จากนั้นปริมาณลดลงจนแทบไม่มี บางช่วงอาจมีตกขาวมากกว่าปกติ เช่น ขณะตั้งครรภ์ เวลาที่มีการกระตุ้นทางเพศ หลังจากมีกิจกรรมทางเพศ หรือเมื่อใช้ยาคุมกำเนิดบางชนิด เป็นต้น

ตกขาวผิดปกติ

หากมีน้ำเมือกออกมาทางช่องคลอดปริมาณมากผิดปกติร่วมกับมีอาการคัน หรือปวดแสบปวดร้อนมีกลิ่นเหม็น และมีอาการเป็นอยู่นาน ไม่หายไปเอง เหล่านี้คืออาการของตกขาวที่ผิดปกติ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากมีการอักเสบติดเชื้อในช่องคลอด เรียกว่า “ช่องคลอดอักเสบ” สาเหตุรองลงมาได้แก่ เนื้องอก หากเกิดจากเนื้องอก มักมีเลือดปนในตกขาวด้วย ตกขาวผิดปกติยังอาจเกิดจากสิ่งแปลกปลอมในช่องคลอด เช่น ผ้าอนามัยชนิดสอดช่องคลอด หรือถุงยางคุมกำเนิด เป็นต้น

การอักเสบติดเชื้อในช่องคลอด อาจเกิดได้จากเชื้อหลายประเภท ทั้งเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย เชื้อปรสิต กรณีติดเชื้อรามักมีตกขาวลักษณะคล้ายนม หรือยางมะละกอ บางครั้งเป็นก้อน มักมีอาการคันมาก ร่วมกับมีผื่นคัน แดงหรือบวมที่บริเวณปากช่องคลอด เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ เชื้อราที่เป็นสาเหตุสำคัญคือ Candida albicans เป็นเชื้อราที่ชอบสภาพแวดล้อมที่ร้อนชื้นแบบในช่องคลอด การใส่เสื้อผ้าที่คับมาก สภาพร่างกายที่อ้วนมาก ทำให้ช่องคลอดอับชื้นก็เป็นปัจจัยที่ทำให้เชื้อชนิดนี้เจริญเติบโตดีนอกจากนี้ ช่องคลอดอักเสบจากการติดเชื้อรายังอาจเกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะ หรือยาสเตียรอยด์ โรคเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ การตั้งครรภ์หรือใช้ยาคุมกำเนิด หรือวัยหมดประจำเดือน เป็นต้น อย่างไรก็ดีช่องคลอดอักเสบจากการติดเชื้อราอาจไม่มีอาการแสดงอะไรเลยก็ได้

ช่องคลอดอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรียอาจเกิดขึ้นเอง หรือติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ มักเกิดในหญิงที่ใช้ห่วงคุมกำเนิด ความผิดปกติเกิดจากการมีแบคทีเรียชนิดใดชนิดหนึ่งเจริญเติบโตมากกว่าปกติ ทำให้แบคทีเรียชนิดที่มีประโชยน์ต่อร่างกาย คือ lactobacilli ในช่องคลอดมีจำนวนลดลง ตกขาวจากการติดเชื้อแบคทีเรียมักมีสีขาว สีเทา หรือสีเหลือง อาจมีกลิ่นคาวปลา รวมทั้งอาจมีอาการคัน แสบร้อนช่องคลอด ร่วมด้วย

ช่องคลอดอักเสบจากการติดเชื้อปรสิต Trichomonas vaginalis ติดต่อโดยการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีการติดเชื้อนี้อยู่ ตกขาวมักมีสีเหลือง เป็นฟอง และมีกลิ่นเปรี้ยว ความผิดปกติในช่องคลอดยังอาจเกิดได้จากสาเหตุอื่นนอกจากการติดเชื้อ เช่น การฉีดล้างช่องคลอด การใช้สบู่หอม การใช้สารฆ่าอสุจิ อาจทำให้เกิดการแพ้หรือระคายเคืองช่องคลอด การลดลงของฮอร์โมนเพศหญิงในวัยหมดประจำเดือนจะทำให้เยื่อบุช่องคลอดบางลงก็ทำให้ช่องคลอดเกิดอาการคันและแสบร้อนได้เช่นกัน

การรักษาตกขาวผิดปกติ

ยาที่ใช้สำหรับช่องคลอดอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ให้ได้ทั้งวิธีรับประทานหรือสอดเข้าช่องคลอด เช่น Metronidazole 500 mg รับประทาน วันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 7 วัน, Metronidazole gel 0.75% ครั้งละ 5g สอดเข้าช่องคลอดโดยใช้ applicator (บีบยาเต็ม applicator ที่ให้มาด้วยในกล่องยา แล้วสอด applicator พร้อมยาเข้าไปข้างในช่องคลอดให้ลึกที่สุดตราบเท่าที่ไม่รู้สึกเจ็บแล้วค่อยๆ กดแกนกลางของ applicator เพื่อปล่อยยาเข้าช่องคลอด) วันละครั้ง ก่อนนอน เป็นเวลา 5 วัน, Clindamycin cream 2% ครั้งละ 5g สอดเข้าช่องคลอด โดยใช้ applicator วันละครั้ง ก่อนนอน เป็นเวลา 7 วัน, Metronidazole 2g รับประทานครั้งเดียว, Clindamycin 300 mg รับประทาน วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน, Clindamycin ovules 100g สอดเข้าช่องคลอด วันละครั้งก่อนนอน เป็นเวลา 3 วัน

ยาที่ใช้สำหรับช่องคลอดอักเสบจากการติดเชื้อราโดยมากเป็นยาเหน็บ หรือยาทาช่องคลอด เช่น Butoconazole 2% cream ครั้งละ 5 g สอดเข้าช่องคลอดโดยใช้ applicator วันละครั้ง ก่อนนอน เป็นเวลา 3 วัน, Clotrimazole 1% cream ครั้งละ 5 g สอดเข้าช่องคลอด โดยใช้ applicator วันละครั้ง ก่อนนอน เป็นเวลา 7-14 วัน, Clotrimazole 100 mg สอดเข้าช่องคลอดวันละครั้ง ก่อนนอน เป็นเวลา 7 วัน, Clotrimazole 100 mg vaginal tablet สอดเข้าช่องคลอด วันละ 2 เม็ดก่อนนอน เป็นเวลา 3 วัน, Clotrimazole 500 mg vaginal tablet สอดเข้าช่องคลอด 1 เม็ดครั้งเดียว, Miconazole 2% cream ครั้งละ 5g สอดเข้าช่องคลอด โดยใช้ applicator วันละครั้ง ก่อนนอน เป็นเวลา 7 วัน,Miconazole 100 mg vaginal suppository สอดเข้าช่องคลอดวันละครั้ง ก่อนนอน เป็นเวลา 7 วัน, Miconazole 200 mg vaginal suppository สอดเข้าช่องคลอดวันละครั้งก่อนนอน เป็นเวลา 3 วัน, Miconazole vaginal ovule 1200 mg สอดเข้าช่องคลอดครั้งเดียว, Miconazole 400 mg สอดเข้าช่องคลอด วั นละครั้ง ก่อนนอน เป็นเวลา 3 วัน, Tioconazole 6.5% ointment 5 g ครั้งเดียว สอดเข้าช่องคลอดโดยใช้ applicator, Terconazole 0.4% cream ครั้งละ 5 g สอดเข้าช่องคลอดโดยใช้ applicator วันละครั้งก่อนนอน เป็นเวลา 7 วัน, Terconazole 0.8% creamครั้งละ 5g สอดเข้าช่องคลอดโดยใช้ applicator วันละครั้งก่อนนอน เป็นเวลา 3 วัน, Terconazole 80 mg vaginal suppository สอดเข้าช่องคลอด วันละครั้ง ก่อนนอนเป็นเวลา 3 วัน, รับประทานยาเม็ด Fluconazole 150mg 1 เม็ดครั้งเดียว, รับประทาน Itraconazole 200mg วันละ2 ครั้ง เป็นเวลา 1 วัน

ยาที่ใช้สำหรับช่องคลอดอักเสบจากการติดเชื้อปรสิตTrichomonas vaginalis ใช้ยารับประทาน โดยต้องรักษาคู่นอนพร้อมกันไปด้วยแม้ว่าจะไม่มีอาการ ยาที่ใช้ได้แก่ Metronidazole 2 g รับประทานครั้งเดียว, Metronidazole 500 mg รับประทานวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน, Tinidazole 2 g รับประทานครั้งเดียว

เมื่อคุณผู้หญิงรู้จักตกขาวหรือระดูขาว และวิธีการรักษาแบบนี้แล้วคงจะไม่ต้องกังวลใจอีกต่อไป สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

LIFE & HEALTH : โรคผิวหนังที่ต้องระวังในฤดูร้อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/643016

LIFE & HEALTH : โรคผิวหนังที่ต้องระวังในฤดูร้อน

วันพุธ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2565, 07.00 น.

เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูร้อน ประเทศไทยจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นเกือบทั่วไปและมีอากาศร้อนในตอนกลางวันอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ความร้อนและแสงแดดแรงๆ อาจทำให้เราเหนื่อยเพลียง่าย แถมยังพ่วงท้ายด้วยโรคภัยไข้เจ็บอีกหลายชนิดด้วย สิ่งที่หลายคนมักกังวลก็คือ แสงแดดที่อาจทำลายผิวหนังจนก่อให้เกิดผลเสียตามมา แต่ไม่ใช่แค่ต้องระวัง ผิวไหม้จากแสงแดดเท่านั้น เพราะฤดูร้อนยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดโรคผิวหนังอื่นๆ ตามมาอีกด้วย

ข้อมูลจาก พญ.ดวงกมล ทัศนพงศากุล แพทย์ประจำศูนย์ผิวหนัง โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า ในช่วงหน้าร้อนแบบนี้ จะทำให้อุณหภูมิในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น จนร่างกายต้องขับ “เหงื่อ” เพื่อระบายความร้อนออกมา เพราะฉะนั้นเหงื่อจึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังในช่วงหน้าร้อน ซึ่งโรคที่พบได้บ่อย ได้แก่

l ผด

เวลาอากาศร้อนมาก จะทำให้เหงื่อออกมากซึ่งผดเกิดจากความผิดปกติของท่อเหงื่อ เมื่อมีเหงื่อเพิ่มขึ้น หนังขี้ไคลที่บวมอาจทำให้เกิดการอุดตันของท่อเหงื่อ ทำให้เกิดผด ซึ่งมีลักษณะเป็นผื่นแดงเล็กกระจายสม่ำเสมอ หรือบางครั้งจะเป็นเม็ดใสๆ พบมากในเด็ก โดยผดในเด็กมักขึ้นรอบๆ คอ หน้าผาก หน้าขา และรักแร้ ในผู้ใหญ่มักพบผดในบริเวณร่มผ้าที่มีการเสียดสี เช่น คอ หนังศีรษะ หน้าอก ลำตัว และข้อพับ

การป้องกันและรักษาคือ พยายามอยู่ในที่อากาศเย็น มีลมโกรก เปิดพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศตามความเหมาะสม ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่เบาสบาย ไม่รัดแน่นจนเกินไป หากอาการไม่ดีขึ้นให้ทายาแก้ผื่นคัน แป้งน้ำ และในเวลาที่เหงื่อออกมาก ให้อาบน้ำหรือใช้ผ้าซุบน้ำเช็ด ไม่ควรทาผลิตภัณฑ์ที่เป็นครีมหรือน้ำมัน เพราะสารเหล่านี้จะไปอุดตันรูขุมขน ทำให้เหงื่อระบายออกได้น้อยกว่าเดิม

l ผื่นผิวหนังอักเสบจากเชื้อรา เช่น เกลื้อน และกลาก

เกลื้อน มีลักษณะเป็นผื่นวงกลมหลายๆ วง มีขุยละเอียด สีต่างกัน เช่น สีจางหรือสีขาว แดง น้ำตาล หรือดำ มักเกิดขึ้นบริเวณลำตัว เช่น หลัง หน้าอก ท้อง ไหล่ และคอ มักไม่มีอาการคันพบมากในผู้เล่นกีฬาที่มีเหงื่อออกมาก อยู่ในที่ร้อนมากๆ สวมเสื้อผ้ารัดแน่นหรือเสื้อผ้าที่อับชื้น เนื่องจากการเกิดความอับชื้น ทำให้เกิดการติดเชื้อราได้ง่ายขึ้น

กลาก ผื่นมีลักษณะเป็นวง มีขอบเขตชัดเจน เป็นขุย เริ่มต้นด้วยอาการคันแล้วตามด้วยผื่นแดง ต่อมาจะลามเป็นวงออกไปเรื่อยๆ และมักจะคันมาก ส่วนใหญ่มักพบในบริเวณที่มีความอับชื้น เช่น รักแร้ ใต้ราวนม ขาหนีบ ฝ่าเท้า ซอกนิ้วเท้า หนังศีรษะ ดังนั้น ต้องดูแลรักษาความสะอาดของร่างกายให้ดี บางครั้งกลากอาจจะติดจากการใช้ของร่วมกับคนที่เป็นโรค หรือติดจากสัตว์เลี้ยงก็ได้

l ผื่นผิวหนังอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย

มักเกิดในบริเวณที่อับชื้นซึ่งเป็นบริเวณที่เหมาะสมของการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย เช่น รักแร้ ฝ่าเท้า ซอกนิ้วเท้า เป็นต้น

โรคเท้าเหม็น (Pitted Keratolysis) เป็นโรคที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังบริเวณชั้นนอก มีอาการเท้าแห้งลอก เท้าจะเหม็นมากกว่าคนทั่วไป มีหลุม รูพรุนเล็กๆ บริเวณฝ่าเท้าและง่ามเท้า

ผื่นผิวหนังอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย (Erythrasma) จะมีลักษณะเป็นผื่นแดงแห้งๆ ออกน้ำตาล มักพบบริเวณรักแร้ขาหนีบ ซอกนิ้วเท้า

ในฤดูร้อนมีเหงื่ออกมาก ทำให้เกิดมีกลิ่นตัวได้ง่าย ซึ่งสาเหตุเกิดจากบนผิวหนังมีเชื้อแบคทีเรียอยู่ ซึ่งแบคทีเรียจะมีการเปลี่ยนแปลงสารที่อยู่ในเหงื่อ ทำให้มีกลิ่นเหม็นเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะในบริเวณที่มีความอับชื้น เช่น รักแร้และในร่มผ้า

l ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis)

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังพบได้ทุกฤดู แต่ในช่วงฤดูร้อนผื่นภูมิแพ้ผิวหนังจะมีโอกาสเกิดมากขึ้น เพราะมีเหงื่อเป็นตัวกระตุ้น สังเกตได้ว่าบริเวณที่เหงื่อออกมาก ก็จะมีผื่นมากเช่นกันเช่น บริเวณข้อพับแขน บริเวณข้อพับขา ใบหน้า แขน  ขา ซอกคอ โดยลักษณะผื่นมักเป็นผื่นแดง แห้งลอก มีอาการคันมาก ควรหลีกเลี่ยงอากาศที่ร้อน หรือมีฝุ่นละอองมาก เนื่องจากจะทำให้เกิดอาการคันมากขึ้นได้

l ผื่นผิวหนังอักเสบบริเวณผิวมัน (Seborrheicdermatitis)

เป็นผื่นแดงมีสะเก็ดเป็นมัน ขอบเขตชัดเจน ผื่นชนิดนี้มักอยู่บริเวณร่องข้างจมูก หว่างคิ้ว หน้าหู หลังหู หนังศีรษะ มีโอกาสเกิดได้มากขึ้นเมื่อได้รับแสงแดดจัด หรือโดนความร้อนมากๆ

l ผิวไหม้แดด

พบบ่อยในช่วงฤดูร้อน มักเกิดขึ้นเมื่อโดนแสงแดดเป็นเวลานาน ทำให้ผิวไหม้แดดและลอก ผิวจะดำคล้ำขึ้นและทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย ฉะนั้น ควรหลีกเลี่ยงการออกไปอยู่กลางแดด ควรใส่เสื้อผ้าแขนยาวป้องกันแสงแดด ทาครีมกันแดด ใส่แว่นกันแดดใส่หมวกปีกกว้าง หรือกางร่ม เพื่อปกป้องผิวจากรังสียูวี

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าโรคผิวหนังที่มากับหน้าร้อน บางโรคเราสามารถดูแลป้องกัน ไม่ให้เกิดได้ แต่หากเกิดขึ้นแล้ว และมีอาการรุนแรง ควรรีบพบแพทย์ผิวหนังเพื่อได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมกับโรคมากที่สุด

ปัจจุบันผู้บริจาคโลหิตลดลงมากในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 นี้ ซึ่งไม่เพียงพอกับความต้องการในแต่ละวัน คุณเป็นคนหนึ่งที่สามารถจะช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพียงไปร่วมบริจาคเลือดที่มีคุณภาพ ช่วยต่อลมหายใจให้ผู้ป่วยได้มีชีวิตใหม่และกลับไปอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข สามารถสอบถามได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทรศัพท์ 02-2564300, 02-2639600 ต่อ 1760, 1761 หรือ https://blood-donationthai.com

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ