Life & Health : รู้จักภาวะลิ้นติดในทารก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/641579

Life & Health : รู้จักภาวะลิ้นติดในทารก

วันพุธ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นมแม่นับว่าเป็นอาหารที่สำคัญต่อทารกเพราะอุดมไปด้วยคุณประโยชน์นานับประการ เนื่องจากนมแม่มีสารอาหารครบถ้วนทางด้านโภชนาการและช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน การให้ทารกได้รับนมแม่เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน นอกจากจะเป็นการเสริมสร้างความแข็งแรงของทารกแล้ว ช่วงเวลาให้นมยังถือว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขของลูกน้อยที่ได้รับไออุ่นจากอ้อมอกของแม่ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก อาจารย์ ดร.คณิสส์ เสงี่ยมสุนทร ภาควิชาชีวเคมี คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล เปิดเผยว่ามีทารกจำนวนไม่น้อยประสบปัญหาไม่สามารถดูดนมแม่เหมือนกับทารกทั่วไป เนื่องจากประสบปัญหาจาก “ภาวะลิ้นติด”

ภาวะลิ้นติดในทารกคืออะไร?

ภาวะลิ้นติดในทารก (tongue tie) เกิดจากการยึดตัวของพังผืดใต้ลิ้นมีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า lingual frenulum โดยทารกที่มีภาวะลิ้นติดเกิดจากมีพังผืดชนิดนี้มากกว่าปกติ ข้อมูลทางสถิติของการศึกษาผู้ป่วยเด็กในโรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลรามาธิบดีพบว่าทารกแรกเกิดมีพังผืดใต้ลิ้นสูงถึง 16%

พังผืดใต้ลิ้นคืออะไร?

เนื้อเยื่อพังผืดใต้ลิ้นคือเยื่อบางๆ บริเวณโคนลิ้นเป็นเนื้อเยื่อปกติที่พบได้ในทารกทุกราย แต่ในทารกที่มีภาวะลิ้นติดจะมีพังผืดมากกว่าปกติ บางรายอาจปกคลุมมาถึงบริเวณปลายลิ้นทำให้เกิดปัญหาการขยับปลายลิ้นหรือการเคลื่อนไหวของลิ้นไม่ดี เป็นที่ทราบกันว่าลิ้นมีหน้าที่สำคัญสำหรับทารกอยู่หลายประการโดยเฉพาะหน้าที่ในการช่วยดูดนมจากเต้านมของมารดาขั้นตอนการดูดนม ทารกจะแลบลิ้นเล็กน้อยไปที่ฐานหัวนม ริมฝีปากของทารกและปลายลิ้นจะทำให้เกิดแรงดูดแบบสุญญากาศและลิ้นทำหน้าที่สำคัญในการรูดน้ำนมเข้าช่องปาก ดังนั้นหากทารกมีพังผืดใต้ลิ้นมากเกินไปจะทำให้ปลายลิ้นของทารกขยับออกมาได้ยากกว่าปกติและไม่สามาถทำงานประสานงานกับริมฝีปากได้ส่งผลให้เกิดปัญหาในการดูดนมแม่ ทารกที่มีภาวะลิ้นติดบางรายอาจปรับตัวโดยใช้เหงือกในการช่วยดูดนม ซึ่งลักษณะทางกายวิภาคของเหงือกจะแข็งกว่าลิ้นทำให้แม่เกิดอาการเจ็บปวดจากภาวะหัวนมแตกและเป็นอุปสรรคต่อการให้นมทารก

พังผืดยึดใต้ลิ้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร?

ภาวะลิ้นติดในทารก เป็นภาวะที่ทารกมีพังผืดยึดใต้ลิ้นเป็นภาวะที่เกิดมาโดยกำเนิด โดยปกติไม่จำเป็นต้องทำการรักษา แต่ถ้าหากทารกแรกเกิดมีพังผืดยึดในบริเวณปลายลิ้นมากจนไม่สามารถขยับปลายลิ้นหรือเคลื่อนไหวลิ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสบปัญหาในการดูดนมแม่ แพทย์วินิจฉัยว่าทารกกลุ่มนี้มีความจำเป็นต้องได้รับการรักษา

คุณแม่มือใหม่จะสังเกตภาวะลิ้นติดในลูกน้อยได้อย่างไร?

คุณแม่ควรมีความใส่ใจในลูกน้อยแรกเกิด หากพบว่าทารกดูดนมแม่ไม่ดีพอควร สามารถสังเกตอาการทารกดังต่อไปนี้ ทารกงับหัวนมไม่ติด มีแรงดูดสุญญากาศเบาดูดนมไม่เป็นจังหวะ ดูดนมบ่อย น้ำหนักตัวไม่ขึ้นตามเกณฑ์ปกติ มีอาการตัวเหลือง ส่วนอาการที่คุณแม่มือใหม่จะสังเกตได้อย่างชัดเจนคือการเจ็บขณะที่ทารกดูดนมทั้งที่ฟันน้ำนมของทารกยังไม่ขึ้น อาจมีอาการหัวนมแตกเป็นแผลและส่งผลต่อภาวะเต้านมอักเสบได้

ภาวะทารกลิ้นติดควรเข้ารับการรักษาหรือไม่?

ในยุคหลายสิบปีที่ผ่านมา คุณแม่มือใหม่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มากนัก และเมื่อพบว่าทารกไม่ค่อยดูดนม อาจคิดว่าตนเองมีน้ำนมน้อยไม่พอเลี้ยงทารกหรืออาจคิดว่าทารกไม่แข็งแรงพอที่จะดูดนมคุณแม่อาจแก้ไขโดยการเลี้ยงทารกด้วยนมขวดหรือนมวัวแทน แต่ในปัจจุบันมีการส่งเสริมให้เลี้ยงทารกด้วยนมแม่มากขึ้น เนื่องจากมีการยืนยันทางการแพทย์ถึงคุณประโยชน์ของนมมารดา คุณแม่ยุคใหม่มีการปรับตัว ปั๊มนมเก็บสะสมแช่แข็งไว้เพื่อจะเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมตนเองให้นานที่สุดเท่าที่ทำได้ จากสาเหตุดังกล่าวนี้ทำให้คุณแม่ยุคใหม่ตื่นตัวกับความผิดปกติในการดูดนมของทารกกันมากขึ้น โดยแท้จริงแล้วภาวะพังผืดใต้ลิ้นอาจไม่ต้องมาเข้ารับการรักษา เพราะทารกยังสามารถดูดนมจากขวดที่ปั๊มมาจากนมแม่ได้ แต่อาจจะขาดไออุ่นรักจากอ้อมอกแม่ในช่วงเวลาให้นม

ภาวะทารกลิ้นติดมีการรักษาอย่างไร?

หากทารกมีพังผืดมากและปกคลุมมาถึงบริเวณปลายลิ้นอาจต้องเข้ารับการรักษาด้วยวิธีผ่าตัด ในอดีตการผ่าตัดในทารกจำเป็นต้องให้ยาสลบ ซึ่งสร้างความวิตกกังวลให้คุณพ่อคุณแม่ทารกอย่างมาก แม้ว่าจะทีมแพทย์จะเฝ้าระวังความปลอดภัยของทารกอย่างดีก็ตาม แต่ก็อาจเกิดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากการดมยาสลบ นอกจากนั้นต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลอย่างน้อย 1-2 วันปัจจุบันวงการแพทย์มีความก้าวหน้ามากขึ้น สามารถใช้ยาชาเฉพาะที่แทนการดมยาสลบและทารกสามารถกลับบ้านได้หลังจากการผ่าตัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว

แม้ว่าภาวะลิ้นติดในทารกอาจไม่ใช่ภาวะที่ร้ายแรงต่อทารกน้อย แต่ในมุมมองของผู้เป็นพ่อแม่แม้ยุงกัดเพียงตัวเดียวหรือตุ่มแดงเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในทารกย่อมสร้างความวิตกกังวลมิใช่น้อย ภาวะลิ้นติดอาจมีส่วนในการบั่นทอนพัฒนาการของลูกได้ หากคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ยังขาดความเข้าใจกับภาวะนี้ เนื่องจากอาจส่งผลต่ออาหารที่ทารกควรได้รับ พ่อแม่ควรสังเกตการดูดนมของลูกน้อยและถ้าพบปัญหาการดูดนมควรพิจารณาให้นมแม่จากขวดนมหรือมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยภาวะลิ้นติดเพื่อเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงที สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

สำหรับใครที่อยากทำบุญรับปีเสือ ยามนี้มีเด็กพิเศษที่บกพร่องทางด้านสติปัญญา กว่า 170 คนของโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของโควิด-19 ร่วมบริจาคเงินได้ที่ ธ.กรุงไทย 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี ร.ร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ โดยใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า โทรศัพท์ 092-7390990

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ท้องผูก..อย่าคิดว่าเรื่องเล็ก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/640124

LIFE&HEALTH : ท้องผูก..อย่าคิดว่าเรื่องเล็ก

วันพุธ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.15 น.

“ท้องผูก” อาจฟังดูเป็นเรื่องเล็กแต่ก็เป็นอาการที่ก่อปัญหาให้กับคนทุกเพศทุกวัย ที่ไม่เพียงแค่สร้างความอึดอัด ไม่สบายตัวเท่านั้น เพราะหากปล่อยทิ้งไว้นานจนเรื้อรังก็จะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันแถมยังนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่ร้ายแรงกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็น ริดสีดวงทวาร เลือดออกในลำไส้ใหญ่ หรือที่น่ากลัวที่สุดก็คือเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในลำไส้ นอกจากนั้น เมื่อร่างกายมีการหมักหมมสารพิษและของเสียไว้ในลำไส้นานกว่าที่ควร ยังอาจส่งผลถึงจิตใจให้กลายเป็นคนหงุดหงิด โมโหง่าย และอาจมีกลิ่นปากได้อีกด้วย

เมื่อไหร่จึงถือว่ามีอาการท้องผูกข้อมูล ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ แนะนำว่า ถ้าเมื่อใดก็ตามที่คุณรู้สึกว่าการขับถ่ายเป็นเรื่องยาก กว่าจะถ่ายได้แต่ละที ต้องใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำนานๆ เป็นประจำ รู้สึกอึดอัดแน่นท้อง ถ่ายแล้วแต่ยังรู้สึกว่ายังถ่ายไม่หมดถ่ายออกมาน้อย อุจจาระมีลักษณะแห้ง เป็นก้อนแข็งกว่าปกติ รวมถึงความถี่ของการถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ นั่นแสดงว่าคุณมีอาการท้องผูกเข้าแล้ว

ท้องผูกเกิดจากอะไร?

จริงๆ แล้วท้องผูกสามารถพบได้ทุกช่วงวัย แต่มักจะเกิดขึ้นได้บ่อยในผู้สูงวัย ปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการท้องผูกอาจมาได้จากหลายสาเหตุ เช่น 

การปฏิบัติตัวที่ไม่ถูกต้อง เช่น ไม่ออกกำลังกายหรือไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย ขับถ่ายไม่เป็นเวลา ชอบกลั้นอุจจาระ เคยชินกับการทานยาระบายหรือสวนอุจจาระเองบ่อยๆ การเบ่งถ่ายอุจจาระไม่ถูกต้อง โดยมีการเบ่งถ่ายไม่สัมพันธ์กับการคลายตัวของหูรูดทวารหนักเป็นต้น

พฤติกรรมการรับประทานอาหาร การใช้ชีวิตที่เร่งรีบเกินไป หลายคนจึงมักจะรับประทานอาหารแปรรูปหรือจังค์ฟู้ดส์ซึ่งเต็มไปด้วยแป้งและไขมัน แต่กลับมีไฟเบอร์หรือกากใยอาหารน้อยเกินไปจึงมีแรงกระตุ้นที่ทำให้ลำไส้ใหญ่บีบตัวลดน้อยลง จนเกิดการคั่งค้างของอุจจาระในลำไส้ใหญ่ รวมถึงมีพฤติกรรมดื่มน้ำน้อยหรือไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ส่งผลให้ไม่ขับถ่ายหรือขับถ่ายไม่สะดวก

การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เมื่ออายุมากขึ้น ระบบต่างๆ ของร่างกายรวมทั้งระบบการย่อยทำงานเสื่อมถอยและไม่เป็นปกติ การบีบตัวของลำไส้น้อยลงการย่อยอาหารและดูดซึมไม่สมบูรณ์ทำให้มีของเสียตกค้างมาก และเมื่อขับถ่ายน้อย ของเสียยิ่งค้างในลำไส้นานและถูกดูดน้ำออกไปมาก จนทำให้อุจจาระมีลักษณะแข็งและแห้ง ฉะนั้นผู้สูงวัยจึงมักเกิดอาการท้องผูกได้ง่ายกว่าคนในวัยอื่น

ผลข้างเคียงของยาที่รับประทานในตัวยาบางชนิดอาจส่งผลข้างเคียงที่ทำให้เกิดอาการท้องผูกได้ เช่น ยารักษาภาวะซึมเศร้า ยารักษาโรคพาร์กินสันโรคอัลไซเมอร์ ยาลดความดันโลหิตและ ยาแก้แพ้บางชนิด ยาปฏิชีวนะ และยารักษาอาการอักเสบต่างๆ เป็นต้น

ความผิดปกติของการทำงานของลำไส้และการขับถ่าย เช่น กล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักทำงานไม่ประสานกับการเบ่ง การเคลื่อนไหวของลำไส้ใหญ่น้อยกว่าปกติ หรือมีการเคลื่อนไหวไม่ประสานกันทำให้อุจจาระเคลื่อนไหวภายในลำไส้ใหญ่ช้ากว่าปกติ และภาวะลำไส้แปรปรวน

ทำได้…ถ่ายคล่อง

อาการท้องผูกนั้นสามารถป้องกันและแก้ไขให้ทุเลาลงได้ หากลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ด้วยการเริ่มต้นง่ายๆ เพียงแค่

1.ปรับเปลี่ยนเรื่องอาหารการกิน เพิ่มอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชและถั่วต่างๆ เพื่อเพิ่มปริมาณอุจจาระและทำให้อุจจาระเคลื่อนผ่านลำไส้ได้ง่ายขึ้น หรือถ้าใครไม่สะดวกปัจจุบันก็มีสารอาหารและเครื่องดื่มที่มีกากใยสูง เช่นเครื่องดื่มจากผงใบอ่อนข้าวบาร์เลย์ที่อุดมไปด้วยใยอาหารและวิตามินเกลือแร่ต่างๆ พร้อมด้วยผงใบอะชิตะบะ พืชสมุนไพรของญี่ปุ่นที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และอุดมไปด้วยสารโพลีฟีนอลต่างๆ อีกทั้งยังมีการเสริมด้วยใยอาหารต่างๆ เพื่อให้เป็นเครื่องดื่มที่เหมาะกับวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพที่สำคัญก็คือการดื่มน้ำสะอาดอย่างพอเพียงและเหมาะสม ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ8 แก้ว หรือดื่มน้ำผลไม้บางชนิดซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ เช่น น้ำมะขาม หรือน้ำลูกพรุนสกัดเข้มข้น ก็สามารถช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้นได้ และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้ท้องผูก  เช่น  อาหารหวานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง อาหารฟาสต์ฟู้ดชา กาแฟ  และแอลกอฮอล์ เป็นต้น

2.เสริมพรีไบโอติก และโพรไบโอติก กุญแจสำคัญในการดูแลสุขภาพให้กับระบบทางเดินอาหารไม่ได้อยู่ที่ปริมาณเส้นใยอาหารที่เรารับประทานเข้าไปเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากยังต้องควบคู่ไปกับการมีปริมาณจุลินทรีย์ในทางเดินอาหารอย่างสมดุล เพื่อช่วยเรื่องการย่อยที่ดี การดูดซึมที่มีประสิทธิภาพ และการขับถ่ายของเสียที่สมบูรณ์ดังนั้นคุณจึงควรรับประทานอาหารให้หลากหลายในปริมาณที่เหมาะสมเป็นประจำทุกวัน

3.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยกระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหารและกล้ามเนื้อหลังเพื่อช่วยให้ลำไส้เคลื่อนไหวได้ดีมากยิ่งขึ้นและขับอุจจาระได้อย่างปกติ นอกจากนี้ การออกกำลังกายยังช่วยให้ระบบ ไหลเวียนโลหิตดี ระบบประสาทตื่นตัว ระบบกล้ามเนื้อแข็งแรง และจิตใจแจ่มใสอีกด้วย แนะนำให้ออกกำลังกาย 3-5 วันต่อสัปดาห์

4.อย่ากลั้นอุจจาระ ควรเข้าห้องน้ำทุกครั้งที่รู้สึกปวด หรือหลังจากที่กินอาหารเช้าที่เป็นธัญพืช โดยพยายามนั่งถ่ายอย่างผ่อนคลายประมาณ 10 นาที หรือฝึกนิสัยการขับถ่ายเป็นเวลาให้ตัวเอง และหากพบอาการผิดปกติควรไปพบแพทย์เพื่อป้องกันไม่ให้อาการท้องผูกกลายเป็นอาการเรื้อรังหรือรุนแรงมากขึ้น

เห็นไหมว่า…เริ่มง่ายๆ ได้ที่ตัวคุณ ลองนำไปปฏิบัติกันดู รับรอง สบายท้องแน่นอน

สำหรับในช่วงโควิค-19 นี้ ขอเชิญคนไทยสุขภาพดี ร่วมบริจาคโลหิตช่วยเหลือผู้ป่วยทั่วประเทศ ได้ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย, ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง และ รพ.ประจำจังหวัดทั่วประเทศ “มั่นใจ ปลอดภัย บริจาคโลหิตฝ่าวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน” สอบถามโทร.02-2564300 หรือ www.blooddonationthai.com เพราะเลือดคุณช่วยต่อชีวิตคนได้

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เทคโนโลยีการฝากไข่…เพื่อการสร้างครอบครัวในอนาคต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/638735

LIFE & HEALTH : เทคโนโลยีการฝากไข่...เพื่อการสร้างครอบครัวในอนาคต

วันพุธ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2565, 05.55 น.

ในยุคนี้คุณผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะแต่งงานและมีลูกช้า การวางแผนครอบครัวเพื่อชีวิตที่สมบูรณ์ในอนาคตเป็นสิ่งสำคัญที่สาวๆไม่ควรละเลย หลายคนที่ยังไม่เจอคนที่ใช่ในตอนนี้ อาจจะคิดว่ารอให้เจอคนที่ใช่ก่อนถึงจะเริ่มวางแผนครอบครัวไปด้วยกัน แต่การปล่อยให้เวลาผ่านไปเรื่อยๆ นอกจากอายุจะมากขึ้นแล้ว ความเสื่อมของระบบภายในของคุณผู้หญิงก็มากขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะปริมาณและคุณภาพไข่ของผู้หญิง เมื่อถึงเวลาที่แต่งงานและต้องการมีลูกก็อาจจะเจอปัญหามีลูกยากเนื่องจากการมีอายุที่มากก็เป็นได้ ปัจจุบันมีเทคโนโลยี “การฝากไข่” จึงเป็นแนวทางการวางแผนชีวิตครอบครัวในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลจาก พญ.วนากานต์ สิงหเสนา สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ VFC ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร เปิดเผยว่า “ไข่” ที่ถูกผลิตมาจาก “รังไข่” เป็นเซลล์สืบพันธุ์ที่สำคัญของฝ่ายหญิง ซึ่งโดยปกติอายุยิ่งมาก ปริมาณและคุณภาพไข่ของผู้หญิงก็จะยิ่งลดลง โดยเฉพาะเมื่ออายุ 35 ปี ขึ้นไป จะมีผลทำให้การตั้งครรภ์ยากขึ้น หรือหากตั้งครรภ์จะถือว่าเป็นการตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง และทารกในครรภ์อาจมีความผิดปกติได้

แต่ในปัจจุบัน ด้วยสภาพแวดล้อมหลายปัจจัย ทำให้ผู้หญิงมีลูกช้าลง และคำนึงถึงการวางแผนครอบครัวน้อยลงเทคโนโลยีการฝากไข่ จึงเป็นทางออกของผู้หญิงที่ต้องการวางแผนมีครอบครัวที่สมบูรณ์ในอนาคต หรือในเวลาที่พร้อม ซึ่งการฝากไข่ คือการเก็บไข่ในอายุที่เหมาะสม ได้แก่ 28-35 ปี และนำไปแช่แข็งในไนโตรเจนเหลว อุณหภูมิลบ 196 องศา ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่สามารถหยุดการทำงานของเซลล์ได้โดยสามารถเก็บได้นานหลายสิบปี เมื่อมีการนำไข่มาใช้ในภายหลัง ก็จะมีโอกาสตั้งครรภ์สำเร็จเท่ากับอายุตอนเก็บไข่ เช่น หากเราอยากมีลูกตอนอายุ 40 แต่มาเก็บไข่ตอนอายุ 32 โอกาสตั้งครรภ์สำเร็จก็จะเท่ากับคนอายุ 32 ปี

กลุ่มที่เหมาะกับการฝากไข่ นอกจากกลุ่มสาวโสด แต่งงานช้าแล้ว ยังเหมาะกับผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ต้องรักษาด้วยการฉายแสงบริเวณอุ้งเชิงกราน หรือให้ยาเคมีบำบัด เพราะอาจทำให้เซลล์ไข่ถูกทำลายหลังการรักษา รวมถึงกลุ่มที่มีแนวโน้มรังไข่เสื่อมก่อนวัย เช่น มีโรคประจำตัว ฮอร์โมนไม่สมดุล หรือ มีประวัติเคยผ่าตัดรังไข่และเนื้อรังไข่ได้รับความเสียหาย

ทั้งนี้ สำหรับคุณผู้หญิงที่ต้องการฝากไข่ควรได้รับการตรวจสุขภาพเบื้องต้น เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีข้อจำกัดในการเก็บไข่ เช่นมีเลือดออกผิดปกติ โดยวันที่จะเข้ามาปรึกษาแพทย์ควรเป็นวันที่ประจำเดือนมาวันแรก หรือไม่เกิน 4 วันแรก เพื่อให้แพทย์ได้ตรวจอัลตราซาวนด์ดูจำนวนฟองไข่ของเดือนนั้นๆ และพิจารณาให้ยากระตุ้นไข่

โดยธรรมชาติของผู้หญิง ในวันแรกของรอบประจำเดือนจะมีฟองไข่เล็กๆหลายใบ แต่จะโตจนถึงวันตกไข่เพียง 1 ใบเท่านั้น เพราะฉะนั้นหากเข้าสู่กระบวนการเก็บไข่ จึงจำเป็นต้องฉีดยาฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นให้ฟองไข่ใบเล็กๆที่มีอยู่โตขึ้นทั้งหมดและเก็บออกมาแช่แข็งไว้ เพราะหากไม่ฉีดยาฮอร์โมนกระตุ้น ก็จะได้ไข่แค่ใบเดียว

เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการกระตุ้นไข่แล้ว แพทย์จะนัดเข้ามาเพื่อเก็บไข่ ซึ่งควรเตรียมตัวก่อนการเก็บไข่ ดังนี้

1.งดน้ำงดอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนถึงเวลาเก็บไข่

2.งดทำเล็บทั้งเล็บมือและเล็บเท้า งดใส่คอนแทคเลนส์ ถ้าสายตาสั้นและยาว แนะนำให้ใส่แว่นมา

3.งดการแต่งหน้า และงดการฉีดน้ำหอม

4.เจ้าหน้าที่จะนัดมาก่อน 1 ชั่วโมงเพื่อเตรียมตัวในการเก็บไข่ ควรมาให้ตรงเวลาหากถ้ามาช้าจะมีผลต่อการเก็บไข่

5.ควรมีผู้ดูแลมาด้วย 1 คน เพื่อคอยดูอาการช่วงเวลาการเดินทางกลับบ้านหลังจากที่เจ้าหน้าที่อนุญาตให้กลับบ้านได้

อย่างไรก็ตาม กระบวนการเก็บไข่นับตั้งแต่ปรึกษาแพทย์ครั้งแรก กระตุ้นไข่ ฉีดยากันไข่ตก จนถึงวันเก็บไข่ ใช้เวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ เพราะฉะนั้น แนะนำให้เริ่มตระหนักตั้งแต่อายุน้อย เพื่อความมั่นคงของชีวิตในอนาคต โดยจำนวนไข่ที่เก็บได้จะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับคุณภาพและปริมาณไข่ตั้งต้นในวันแรกของรอบเดือน ซึ่งมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องคืออายุ เพราะยิ่งมีอายุมากขึ้น ปริมาณและคุณภาพไข่
ที่ได้ก็จะน้อย หากอยากเก็บไข่แช่แข็งเยอะอาจจำเป็นจะต้องเก็บไข่หลายรอบ

มีคนอายุน้อยหลายคนที่เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการฝากไข่ เพราะว่าไข่ของคุณผู้หญิงเรามีวันหมดอายุได้ พญ.วนากานต์ สิงหเสนา ได้ยกตัวอย่าง คนไข้รายหนึ่ง อายุ 31 ปี ยังไม่มีการวางแผนจะแต่งงานมีลูกในเร็วๆ นี้ แต่มีความต้องการที่จะมีลูกในอนาคต จึงเข้ามาปรึกษาหมอเพื่อเก็บไข่แช่แข็ง ซึ่งจากอายุ ณ ตอนนี้ที่เข้ามาเก็บไข่ ทำให้ได้ปริมาณไข่เยอะ จึงไม่ต้องนัดมาเก็บไข่อีกรอบ คนไข้ก็ดีใจ เหมือนยกภูเขาออกจากอก เพราะกังวลว่าถ้ามีลูกตอนอายุมากจะทำให้มียาก แต่ตอนนี้สบายใจขึ้น เพราะมั่นใจว่าการฝากไข่จะช่วยให้มีลูกง่ายขึ้นแนะนำว่าใครที่สนใจจะฝากไข่ เพียงแค่หาช่วงจังหวะเวลาที่สามารถมาพบหมอได้บ่อย ประมาณ 2 สัปดาห์ ก็เสร็จสิ้นกระบวนการทั้งหมดแล้ว

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : การตรวจคัดกรองหาโรค..ด้วยการส่องกล้องทางเดินอาหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/637184

Life & Health : การตรวจคัดกรองหาโรค..ด้วยการส่องกล้องทางเดินอาหาร

วันพุธ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 07.15 น.

ระบบทางเดินอาหาร มีหน้าที่เกี่ยวกับการย่อยอาหาร การดูดซึมและการขับถ่าย โดยระบบทางเดินอาหารจะเริ่มตั้งแต่ ปาก คอหอย กระเพาะอาหาร ลำไส้ ตับ เป็นต้น ความผิดปกติภายในทางเดินอาหารและลำไส้ มักจะเริ่มแสดงอาการต่อเมื่อมีความรุนแรงมาก เพราะฉะนั้น การส่องกล้องทางเดินอาหารและลำไส้ จะช่วยให้เราตรวจเจอโรคตั้งแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะโรคร้ายแรง ก็จะช่วยให้การรักษาทำได้ไม่ซับซ้อน

ข้อมูลจาก น.ท.นพ.บุญเลิศอิมราพร อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลเวชธานีเปิดเผยว่า อาการปวดจุกแน่นท้องหรือแสบร้อนบริเวณท้องส่วนบนหรือลำคอ, อาการท้องอืดท้องเฟ้อคล้ายอาหารไม่ย่อย, อาการเรอหรือคลื่นไส้อาเจียนบ่อยๆ, อาการกลืนติดกลืนลำบาก หรือกลืนแล้วเจ็บ, อาการเจ็บคอ คอแห้ง เสียงแหบหรือไอบ่อยๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ อาการเหล่านี้ล้วนเป็นอาการแสดงที่มาจากความผิดปกติของทางเดินอาหารส่วนบน ได้แก่ หลอดอาหาร กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น ซึ่งมักก่อให้เกิดโรคแผลในกระเพาะอาหารโรคกรดไหลย้อนในหลอดอาหารโรคหลอดอาหารอักเสบ โรคเนื้องอกในหลอดอาหาร หรือแม้แต่โรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้

ขณะที่อาการท้องผูกเป็นประจำหรือท้องผูกสลับกับท้องเสีย, ถ่ายอุจจาระมีเลือดปน, เวลาเบ่งถ่ายอุจจาระมีติ่งเนื้อยื่นทางทวารหนัก, ท้องอืด แน่นท้อง ปวดท้อง, คลำพบก้อนในท้อง น้ำหนักลด, ซีด มีอาการอ่อนเพลีย อาจเป็นอาการแสดงความผิดปกติของทางเดินอาหารส่วนล่าง ได้แก่ ลำไส้เล็กส่วนปลาย ลำไส้ใหญ่และทวารหนักซึ่งมักก่อให้เกิดโรคริดสีดวงทวาร, ลำไส้อักเสบ, ภาวะเลือดออกในลำไส้ใหญ่,เนื้องอกลำไส้ หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

การตรวจคัดกรองหาโรคด้วยการส่องกล้องทางเดินอาหาร เป็นวิธีบ่งชี้ความผิดปกติที่ดีที่สุด และอาจหยุดยั้งโรคร้ายได้แต่เนิ่นๆ ไม่ว่าจะมีอาการเล็กน้อย หรือไม่มีอาการเลย โดยแนะนำในช่วงวัยที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค คือ 40 ปี ขึ้นไป ควรตรวจเป็นประจำทุกปี ซึ่งการส่องกล้องทางเดินอาหารแบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่

1.การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น (Upper GI Endoscopy) จะใช้เพื่อตรวจหาความผิดปกติระบบทางเดินอาหารส่วนต้น ตั้งแต่หลอดอาหาร ไล่ลงไปกระเพาะอาหาร ถึงลำไส้เล็กส่วนต้น โดยแพทย์จะใช้กล้องเอ็นโดสโคป มีลักษณะเป็นท่อขนาดเล็ก ยืดหยุ่นโค้งงอได้ มีเลนส์กล้องและแสงไฟที่ปลายท่อ สอดเข้าไปทางปากผ่านทางหลอดอาหารและลงไปยังกระเพาะอาหาร ซึ่งจะทำให้เห็นความผิดปกติได้ชัดเจน

การเตรียมตัวก่อนส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น

l อดอาหารและน้ำล่วงหน้าก่อนเข้ารับการส่องกล้องประมาณ 6-8 ชั่วโมง

l งดรับประทานยาบางชนิดตามที่แพทย์แจ้งก่อนเข้ารับการตรวจ 7-10 วัน เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด อย่างแอสไพริน เพื่อลดความเสี่ยงต่อการมีเลือดออกในกระเพาะระหว่างส่องกล้อง

l ไม่ควรขับรถกลับบ้านเองหลังจากทำการส่องกล้อง ควรมีญาติมารับกลับ เพราะยาระงับความรู้สึกหรือยาชาเฉพาะจุดที่ได้รับระหว่างการตรวจส่องกล้อง อาจมีผลให้อ่อนเพลีย ง่วงนอน หรือมึนงงหลังการตรวจอีกสักพัก

2.วิธีการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนปลาย เป็นการส่องกล้องเพื่อหาสาเหตุของความผิดปกติของผนังลำไส้ และสามารถตัดชิ้นเนื้อที่ผิดปกติบางชนิดออกได้โดยไม่ต้องผ่าตัดทางช่องท้อง โดยแพทย์อาจให้ยาที่ช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลายง่วงและหลับไป จากนั้นจึงใช้กล้อง Colonoscopeซึ่งเป็นท่อขนาดเล็กเส้นผ่านศูนย์กลาง1 เซนติเมตร ความยาวประมาณ 150เซนติเมตร ยืดหยุ่น โค้งงอได้ สอดกล้องทางทวารหนักอย่างช้า ๆ เข้าไปถึงส่วนของลำไส้ใหญ่ตอนต้น เพื่อให้เห็นภาพผนังภายในลำไส้ใหญ่และมองหาความผิดปกติของเนื้อเยื่อหรือติ่งเนื้อที่ผิดปกติ

การเตรียมตัวก่อนส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนปลาย

l ถ่ายท้องลำไส้สะอาดก่อนถึงวันส่องกล้องเพื่อให้แพทย์เห็นภาพลำไส้ได้ชัดเจนที่สุด โดยใช้วิธีดื่มของเหลวที่ช่วยกระตุ้นให้ลำไส้ทำงานและถ่ายง่าย หรืออาจใช้วิธีสวนล้างลำไส้

l งดรับประทานยาบางประเภทตามที่แพทย์สั่ง ก่อนถึงวันเข้ารับการส่องกล้อง

l ก่อนวันนัดตรวจ 2 วัน ควรทานแต่อาหารเหลวที่ไม่มีกากใย เช่น ซุป อาหารอ่อนหรือโจ๊ก หรือน้ำผลไม้ชนิดใส

l หลังการตรวจส่องกล้อง ผู้ป่วยควรนอนพักนิ่ง ๆ 1 ชั่วโมงก่อนกลับบ้าน เพื่อสังเกตอาการ เพราะอาจมีอาการอึดอัดท้อง ท้องอืด เนื่องจากมีลม โดยอาการ จะทุเลาลงหลังการตรวจ และไม่ควรขับรถ กลับบ้านเอง ควรมีญาติพากลับบ้าน

การส่องกล้องทางเดินอาหารเป็นวิธีการตรวจที่ได้ผลแม่นยำ มีความละเอียดสูง สามารถตรวจพบสาเหตุได้แม้มีความผิดปกติเพียงเล็กน้อย นอกจากนี้ ยังสามารถนำชิ้นเนื้อมาตรวจเพิ่มเติมได้โดยไม่ต้องผ่าตัดซึ่งผู้ป่วยที่ควรทำการตรวจคือ ผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้องเรื้อรัง รักษาด้วยการรับประทานยาแล้ว แต่ยังไม่ดีขึ้น หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น น้ำหนักลด เบื่ออาหาร อาเจียนเรื้อรัง หรือในผู้ป่วยที่มีอาการทางระบบทางเดินอาหารตอนอายุมาก เนื่องจากมีความเสี่ยงในการเป็นโรคร้ายแรงสูงขึ้น ผู้ป่วยที่มีอาการเลือดออกในทางเดินอาหารเช่น อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ ถ่ายเป็นเลือด ตรวจอุจจาระพบว่ามีเลือดปนเปื้อน หรือปวดท้องร่วมกับตรวจเจอว่าซีด และผู้ป่วยที่มีอาการท้องเสียเรื้อรังหาสาเหตุไม่ได้ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนปลาย เพื่อดูลำไส้ใหญ่ ถือเป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีประสิทธิภาพ เพราะปัจจุบันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคที่พบได้บ่อย และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับสามของมะเร็งที่พบในประเทศไทย

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : พัฒนาการลูกจะดี เริ่มต้นที่…อาหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/635720

Life & Health : พัฒนาการลูกจะดี เริ่มต้นที่...อาหาร

วันพุธ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

อาหารเป็นสิ่งสำคัญของการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กในช่วงแต่ละวัย อาหารที่ดีที่สุดสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึง 6 เดือนแรก คือ นมแม่อย่างเดียวถ้าแม่ไม่มีปัญหาสุขภาพที่ให้นมลูกไม่ได้ และถ้าเด็กดื่มนมแม่ได้นานถึง 1 ปีก็ยิ่งดี เพราะมีสารอาหารครบถ้วนตามที่ร่างกายเด็กต้องการ ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน สารอาหาร คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ แต่ทั้งนี้แม่ก็ต้องดูแลเรื่องอาหารการกินที่ดีที่มีคุณภาพในปริมาณที่เหมาะสมด้วย ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป โดยเริ่มจากข้าวบด ฟักทองบด ตามด้วยผักปั่น ไข่แดงเนื้อปลา เนื้อไก่ โดยที่อาหารแต่ละอย่างห่างกัน 1 สัปดาห์โดยเลือกเสริมอาหารแต่ละวัยทีละน้อยทีละอย่างและช้าๆ

ข้อมูลจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวชนักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐอเมริกา) และกรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ ให้คำแนะนำว่าเด็กอายุหลัง 1 ปี ควรเลือกให้อาหารที่มีสารอาหารเข้มข้นจากอาหารหลักร่วมกับนมแม่เพื่อฝึกให้เด็กได้เริ่มกินอาหาร
หลากหลายจากทุกหมวดหมู่ โดยเน้นอาหารที่มีธาตุเหล็กและสังกะสี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่กินนมแม่เมื่อถึงอายุ 1 ปี สำหรับเด็กที่ไม่กินนมแม่ แพทย์จะให้เสริมวิตามินดีหลังจากเกิด หลังอายุ 12 เดือน จนเข้าสู่วัยเด็ก (วัยเรียน 6-12 ปี) เด็กจะกินอาหารตามแบบแผนผู้ใหญ่ แต่ปริมาณจะไม่เท่าผู้ใหญ่และอาหารจะต้องเคี้ยวง่าย ย่อยง่าย โดยเนื้อสัตว์บดสับละเอียด เนื้อปลา ไข่แดง เพื่อให้ได้รับสารอาหารตามที่ต้องการ น้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์และลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง

ความสำคัญของอาหารเด็กในวัยเรียนเด็กวัยนี้เป็นช่วงที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโต มีการเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์ ตลอดจนมีกิจกรรมการเล่นหรือการออกกำลังกายสูงกว่าเด็กวัยอื่นๆ เรื่องอาหารและโภชนาการจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะมีผลต่อพัฒนาการอย่างต่อเนื่องทางร่างกาย สมอง ระบบประสาทและสติปัญญา รวมทั้งพัฒนาการทางอารมณ์และการมีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง พ่อแม่ควรดูแลปลูกฝังให้เด็กๆ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ อย่างหลากหลายและเหมาะสมกับวัย เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย

ในปี 2564 ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ออกแนวทางการปฏิบัติด้านโภชนาการเพื่อดูแลสุขภาพและป้องกันโรคแทรกซ้อนตั้งแต่แรกเกิดจนตลอดอายุขัย โดยไม่แนะนำให้จำกัดการกินคาร์โบไฮเดรต หรืออาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ แต่ให้เลือกกินคาร์โบไฮเดรตจากผัก ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวเหนียวดำ เผือก มัน ฟักทอง ลูกเดือย ส่วนโปรตีนให้กินเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เลี่ยงเนื้อสัตว์แปรรูป เลือกกินโปรตีนจากพืช เช่น ถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ และผลิตภัณฑ์ถั่วเหลือง รวมถึงดื่มนม หรือผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำ หรือขาดไขมัน โยเกิร์ต ชีส หรือนมถั่วเหลืองผสมแคลเซียม นอกจากนี้ฝึกเด็กให้ดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มที่ไม่เติมน้ำตาล ลดโซเดียม ข้อแนะนำล่าสุดสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับคนไทยได้

ในแต่ละวันเด็กวัย 6-12 ปี ต้องการพลังงานประมาณ 1,200-1,800 กิโลแคลอรี โดยขึ้นกับการเจริญเติบโตและระดับกิจกรรมของเด็กวัยนี้ อาหารประเภทโปรตีนที่ช่วยสร้างเนื้อเยื่อและเซลล์ต่างๆ รวมถึงการสร้างกล้ามเนื้อ โปรตีนมีมากในเนื้อสัตว์ต่างๆ ไข่และนม คาร์โบไฮเดรตจากข้าวและแป้งต่างๆ เป็นแหล่งพลังงานสำคัญที่ช่วยให้เด็กๆ มีแรงทำกิจกรรมต่างๆ และให้กลูโคสสำหรับการทำงานของสมอง ส่วนวิตามินและเกลือแร่ต่างๆ รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้จากผักและผลไม้ จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงเติบโตตามวัยและระบบขับถ่ายทำงานปกติ สุดท้ายคือไขมัน แม้จะขาดไม่ได้แต่ก็ต้องจำกัดให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมและควรเป็นไขมันดีจากพืช เช่น ถั่วต่างๆ เนย นม ชีส เพื่อสร้างความอบอุ่นแก่ร่างกายและเป็นส่วนประกอบสำคัญของสมอง และช่วยให้วิตามินที่ละลายในน้ำมัน (วิตามินเอ ดี อี และเค) ดูดซึมและเก็บสะสมวิตามินที่ละลายในไขมันได้ดีขึ้น นอกจากนี้ควรให้เด็กดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว เพื่อให้เกิดความสมดุลของระบบหมุนเวียนในร่างกายและช่วยในการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย

แต่ด้วยเด็กในวัยเรียน เป็นช่วงเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของร่างกาย อารมณ์ และสังคม ซึ่งมีผลต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กอย่างมาก พ่อแม่จึงควรให้ความสำคัญกับการเลือกอาหารให้เด็กในวัยนี้อย่างถูกต้องและเพียงพอกับความต้องการตามวัย และต้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของเด็ก เพราะในบางครั้งเด็กอาจเบื่ออาหาร ห่วงเล่น แถมยังชอบรับประทานอาหารจานด่วน อาหารฟาสต์ฟู้ด และไม่ค่อยรับประทานผักผลไม้ จึงมีโอกาสขาดสารอาหารหรือได้รับสารอาหารไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ส่งผลให้เด็กตัวเล็ก เตี้ยแคระแกร็นเจ็บป่วยและติดเชื้อง่าย รวมถึงมีผลกระทบต่อสติปัญญา และความสามารถในการเรียนรู้ของเด็ก

สารอาหารจำเป็นที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการลูกรัก

เมื่ออาหารการกินมีความสำคัญและส่งผลต่อพัฒนาการของลูกรักให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ดังนั้น นอกจากรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เพียงพอแล้ว ยังต้องเน้นอาหารที่ให้พลังงาน สร้างกล้ามเนื้อ รวมถึงช่วยพัฒนาสมองให้พร้อมสำหรับเรียนรู้ด้วย อาหารเสริมพัฒนาการเหล่านั้น ได้แก่ ธาตุเหล็ก วิตามินบี ทั้งบี1 บี2 บี3 บี5 บี6 และบี12 วิตามินซี แคลเซียม น้ำมันปลา เป็นต้น

แม้อาหารการกินจะเป็นเรื่องหลักของการมีสุขภาพดี ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการให้กับลูกๆ แต่ด้วยวิถีชีวิตที่เร่งรีบ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจึงเข้ามาเป็นตัวช่วยในการรับประทานอาหารของแต่ละวันเพื่อเด็กๆ จะได้สารอาหารครบถ้วนมากขึ้น แต่เหนือสิ่งอื่นใด ความรัก ความอบอุ่นจากพ่อและแม่เปรียบเสมือนอาหารใจและอาหารสมองอันแสนวิเศษของลูกๆ ทุกคน

สำหรับใครที่อยากทำบุญรับปีเสือ ยามนี้มีเด็กพิเศษที่บกพร่องทางด้านสติปัญญา กว่า 170 คนของ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของโควิด-19 ร่วมบริจาคเงินได้ที่ ธ.กรุงไทย 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ โดยใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า โทรศัพท์ 092-7390990

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : Circular mRNA นวัตกรรมเปลี่ยนโลกฝีมือคนไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/634079

Life & Health : Circular mRNA นวัตกรรมเปลี่ยนโลกฝีมือคนไทย

วันพุธ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ในยุคนี้ไม่น่าจะไม่มีใครเคยได้ยินคำว่า mRNA (messenger Ribonucleic Acid) นับเป็นนวัตกรรมการแพทย์ ที่บริษัทยายักษ์ใหญ่ระดับโลกนำมาพัฒนาเพื่อใช้เป็นวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 และในอนาคตจะมีประโยชน์อย่างมากเพราะ mRNA จะถูกนำมาพัฒนาเป็นทั้งวัคซีนเชิงป้องกันและเพื่อการรักษาโรคต่างๆได้ เช่น โรคมะเร็ง โรคทางพันธุกรรม โรคตับ โรคมาลาเรีย ฯลฯ

ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เปิดเผยว่า mRNA มีข้อจำกัดคือ “การรักษาอุณหภูมิระหว่างขนส่งและจัดเก็บ” ที่จะต้องควบคุมอย่างมีมาตรฐานให้อยู่ในระดับต่ำประมาณ -20 ถึง -80 องศาเซลเซียสตลอดเวลา เพื่อป้องกันไม่ให้มีประสิทธิภาพลดลง

ปัจจุบันนักวิจัยไทยได้เล็งเห็นข้อจำกัดในประเด็นนี้จึงจัดตั้งโครงการพัฒนาวัคซีน mRNA ชนิดใหม่ ที่สามารถจัดเก็บและขนส่งในอุณหภูมิที่ใกล้เคียงกับอุณหภูมิภายนอก มีประสิทธิภาพในร่างกายมนุษย์ที่ดีกว่า เก็บรักษาได้นานกว่า ที่สำคัญคือ “ราคาถูกกว่า” เพราะพัฒนาขึ้นเองโดยนักวิจัยไทย โดย นวัตกรรม mRNA ที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และคณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล อยู่ในระหว่างการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น คือ Circular mRNA (mRNA รูปแบบ “วงปิด”) ซึ่งแตกต่างจาก mRNA ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นรูปแบบเส้นตรง (Linear mRNA) ทั้งนี้จากงานวิจัยของต่างประเทศพบว่า Circular mRNA มีประสิทธิภาพที่ดีกว่าทั้งในแง่ของการจัดเก็บและการขนส่ง รวมถึงประสิทธิภาพในการรักษาและป้องกันที่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีกว่า

วัคซีน mRNA มีลักษณะเหมือนกับเส้นด้ายเล็กๆ หลายพันล้านโมเลกุล ซึ่ง mRNAรูปแบบเส้นตรงนั้น มีข้อเสียคือ เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกย่อยง่ายเพราะร่างกายของเรามีเอนไซม์ ซึ่งมีกลไกที่สามารถทำลาย mRNA ได้ แต่ล่าสุดมีงานวิจัยที่พบว่า mRNA แบบวงปิดมีความเสถียรและอยู่ได้นานกว่าแบบเส้นตรง โดย mRNA แบบเส้นตรงจะอยู่ในเซลล์มนุษย์ได้ประมาณ 4 วัน แต่หากเป็น Circular mRNA จะอยู่ได้ 2 เท่าหรือนาน 8 วัน นอกจากนี้ต้นทุนในการผลิตของ Circular mRNAยังถูกกว่าถึง 10 เท่า ส่งผลให้ยาหรือวัคซีนรักษาและป้องกันโรคต่างๆ ที่ประชาชนจะได้ใช้ในอนาคตนั้น จะมีราคาที่ถูกลง และจับต้องได้มากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้เข้าถึงยาและวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูง ด้วยค่าใช้จ่ายในการรักษาที่ลดลง เพราะ Circular mRNA เป็นโครงสร้างพื้นฐานของการพัฒนาวัคซีนรูปแบบใหม่ ที่จะนำมาประยุกต์ใช้รักษาและป้องกันโรคต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว โดยการคิดค้นยาที่เป็น “โปรตีน” ใส่ไปในตัว Circular mRNA แล้วรู้ตำแหน่งของ Gene ที่จะรักษาและฉีดทั้งหมดนี้เข้าไปในจุดที่ต้องการ เพียงแค่นี้ร่างกายก็จะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับโรคต่างๆ ได้เอง

ปัจจุบันทีมวิจัยของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และคณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล อยู่ในระหว่างการพัฒนา Circular mRNA สำหรับใช้เป็นวัคซีนป้องกันโควิด-19 นอกจากนี้ ในเฟสต่อไปจะนำไปพัฒนาเป็นวัคซีนป้องกันและรักษาโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด และมะเร็งต่อมลูกหมาก ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบมากในคนไทย รวมไปถึงมะเร็งในเด็กเกือบทุกชนิด และโรคภูมิแพ้ตัวเอง (SLE) โดยในอนาคตอาจต่อยอดไปสู่วัคซีนสำหรับป้องกันไข้มาลาเรีย ไวรัส HPV รวมถึงใช้ Circular mRNA ในการตัดต่อพันธุกรรม (Genome Editing) เพื่อรักษาโรค เช่น โรคธาลัสซีเมีย ลูคีเมีย หรือโรคตับ อีกด้วย

การรักษาโรคเฉพาะบุคคลในอนาคตอาจไม่ไกลเกินเอื้อม ด้วยนวัตกรรมที่เจาะลึกถึงระดับยีน จะทำให้การรักษาและป้องกันสามารถกำหนดให้เหมาะกับเฉพาะบุคคลหรือ Personalized ซึ่งเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยหายขาดจากอาการป่วยได้มากกว่าการรักษาแบบปกติ

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.ปฐมพล วงศ์ตระกูลเกตุอาจารย์ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผย ตัวอย่างการรักษามะเร็งเต้านม ซึ่งผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแต่ละคนอาจจะมีลำดับของกรดอะมิโนที่ผิดปกติไม่เหมือนกัน ดังนั้นการรักษาเฉพาะบุคคลจะเริ่มจากการค้นหาความผิดปกติของโปรตีนและลำดับของกรดอะมิโนของคนไข้นั้นๆ และนำเอาลำดับของกรดอะมิโนที่ได้มาใส่ในโครงของ Circular mRNA ซึ่งจะออกมาเป็น Prototype ของ Circular mRNA สำหรับรักษามะเร็ง
เต้านม จากนั้นจะนำส่งเข้าคนไข้โดยตรง โดยใช้ Lipid Nanoparticle วิธีเดียวกับที่ Pfizer และ Modernaใช้ และหลังจาก Circular mRNA เข้าไปในเซลล์ภูมิคุ้มกันประเภทหนึ่งของร่างกายแล้วก็จะแสดงให้ร่างกายผู้ป่วยได้รู้ตัวว่า ในร่างกายผู้ป่วยกำลังมีเซลล์ที่ผิดปกติอยู่ ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายจะเริ่มเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ และสร้างภูมิคุ้มกัน รวมถึงแอนติบอดีออกมาเพื่อต่อสู้กับเซลล์มะเร็งในร่างกายตัวเอง ซึ่งจากงานวิจัยที่ผ่านมาพบว่า วิธีนี้จะได้ผลดีกว่าการรักษาแบบอื่น เช่น การใช้วิธีฉายแสง หรือคีโม ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการข้างเคียงจากการรักษา แต่การใช้ Circular mRNA จะมีผลข้างเคียงต่อการรักษาที่น้อยกว่า และรักษาได้ตรงจุดที่ร่างกายของผู้ป่วยผิดปกติได้ดีกว่ามาก และหากทีมวิจัยสามารถพัฒนานวัตกรรม Circular mRNA ได้สำเร็จ การรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีนี้ก็จะเกิดขึ้นได้ในเมืองไทย

ปัจจุบันทั่วโลกมีทีมวิจัยเพียงไม่กี่ทีมที่อยู่ในระหว่างการศึกษาและพัฒนา Circular mRNA และประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกๆที่นำ Circular mRNA มาพัฒนาใน MedicalLab โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ด้วยความพยายามของทีมวิจัยและทุนสนับสนุนจากธนาคารทิสโก้ รวมถึง
องค์กรต่างๆ ทำให้ล่าสุดทีมวิจัยของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และ ม.มหิดล สามารถสร้างต้นแบบสำหรับ Circular mRNA เพื่อใช้ผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 ได้สำเร็จในขั้นแรกแล้ว โดยใช้เวลาเพียง 7-8 เดือนเท่านั้น ซึ่งเร็วกว่าการผลิตยาในอดีตที่ต้องใช้เวลาประมาณ 10- 20 ปี อีกไม่นานทีมวิจัยจะยื่นจดสิทธิบัตรแพลตฟอร์มของการผลิต Circular mRNA เป็นรายแรกๆ ของโลก

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของนักวิจัยไทย คือนักลงทุนไทยส่วนใหญ่มักให้ความสนใจกับการลงทุนปลายน้ำมากกว่าการลงทุนต้นน้ำ คือจะลงทุนเมื่อเห็นความสำเร็จของงานวิจัยแล้วเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก เพราะหากไม่มีเงินทุนเพียงพอที่จะเดินต่อก็จะทำให้งานวิจัยไปต่อถึงขั้นปลายน้ำไม่ได้ และสุดท้ายก็ต้องไปเสียเงินลงทุนให้กับงานวิจัยในต่างประเทศ ซึ่งมีราคาแพงเพราะต้องเสียค่าสิทธิบัตร ขณะที่การลงทุนตั้งแต่ต้นน้ำจะใช้งบประมาณน้อยกว่ามาก ยกตัวอย่าง เทคโนโลยี Chimeric Antigen Receptor (CAR) T-cell ที่ได้ยื่นจดสิทธิบัตรเมื่อปี 2563 และได้ให้บริษัท เจเนพูติก ไบโอ นำไปผลิตเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวนั้น ช่วยให้คนไทยได้ใช้ยาในราคาที่ถูกลง จากราคาในต่างประเทศประมาณ 15 ล้านบาท จะเหลือต้นทุนเพียง 5 แสนบาทเท่านั้น ทำให้ผู้ป่วยไทยมีโอกาสเข้าถึงยาได้ง่ายขึ้นมาก

ทั้งนี้ คณะผู้วิจัย ยังมีความต้องการเงินทุนอีกมากในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ ขอเชิญร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่ 133-2-08742-3โทร. 02-7183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : การฟื้นฟูอัมพฤกษ์ อัมพาตของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองด้วยหุ่นยนต์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/632503

Life & Health : การฟื้นฟูอัมพฤกษ์ อัมพาตของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองด้วยหุ่นยนต์

วันพุธ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

แต่ละปีมีคนไทยเสียชีวิตและพิการด้วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เป็นจำนวนมาก เนื่องจากไม่ได้รับการรักษาที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะขั้นตอนการฟื้นฟูผู้ป่วยหลังพ้นขีดอันตราย โดยโรคหลอดเลือดสมองมีสาเหตุจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองมีความผิดปกติ แบ่งออกเป็น หลอดเลือดสมองตีบหลอดเลือดสมองอุดตัน และหลอดเลือดสมองแตก

ข้อมูลจาก นพ.ฐชิภัทร เสรีอรุโณ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเวชธานีเปิดเผยว่า ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจะมีความเสี่ยงต่อภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาตสูง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เช่น การผ่าตัดหรือการได้รับยาละลายลิ่มเลือดภายในเวลา 4 ชั่วโมงครึ่ง หลังเริ่มมีอาการ ซึ่งได้แก่ อาการชาหรืออ่อนแรงของแขนขาครึ่งซีกของร่างกายหรือใบหน้า พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว กลืนลำบาก ปวดหรือเวียนศีรษะทันทีทันใด มองเห็นภาพซ้อน มองเห็นภาพครึ่งซีก หรือตาบอดข้างเดียวแบบฉับพลัน เดินเซและเสียการทรงตัว เป็นต้น

หลอดเลือดสมองเป็นโรคที่ร้ายแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิต รวมถึงอาจทำให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต และสูญเสียความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองอย่างถาวร กระทบถึงคุณภาพชีวิตทั้งของตัวผู้ป่วยเองและคนในครอบครัว อย่างไรก็ตามหากผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองได้รับการฟื้นฟูอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพในช่วง 3-6 เดือนแรก ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาทอง (Golden Period) ของการฟื้นตัวของระบบประสาท จะส่งผลให้เกิดการฟื้นตัวที่มากขึ้น ตั้งแต่การเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกาย การใช้งานของแขนและมือ การยืนเดินการทรงตัว การกลืน ไปจนถึงการพูด เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ หรือใกล้เคียงปกติมากที่สุดทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ

ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีการฝึกกายภาพบำบัดด้วยหุ่นยนต์ (robotic assistedgait training) เข้ามาใช้กับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเพื่อให้การทำกายภาพบำบัดสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประกอบด้วย

l Lokomat gait training เป็นหุ่นยนต์ช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการทรงตัวและการยืนเดินจากโรคหลอดเลือดสมอง โดยตัวหุ่นยนต์มีข้อต่อบริเวณเข่าและสะโพกที่สามารถเลียนแบบการเคลื่อนไหวของร่างกายมนุษย์ได้ใกล้เคียงธรรมชาติ ฝึกผู้ป่วยผ่านเกมส์ที่หลากหลาย ช่วยให้ผู้ป่วยเพลิดเพลินไปกับการฝึก และสามารถรับรู้ถึงพัฒนาการระหว่างการฝึกของตัวเองได้ ผู้ป่วยจึงมีกำลังใจในการฝึกและสามารถฝึกได้อย่างต่อเนื่อง

l C-Mill machine เป็นเครื่องช่วยฟื้นฟูการเดินและการทรงตัวในสภาพจำลองเสมือนจริง เช่น การเดินในสถานที่ต่างๆ การหลบเลี่ยงสิ่งกีดขวาง เพื่อให้ผู้ป่วยเตรียมพร้อมก่อนออกไปใช้ชีวิตสถานการณ์จริงอย่างมั่นใจ เครื่องมือดังกล่าวช่วยฟื้นฟูการทรงตัวและการก้าวเดิน ปรับจังหวะการก้าวเดินให้เหมาะสม โดยฝึกบนพื้นฐานการเล่นเกมส์และสถานการณ์จำลองที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ทำให้ผู้ป่วยไม่เบื่อ ลดความกดดันและความเครียดขณะฝึก อีกทั้งยังช่วยให้มีกำลังใจในการฝึกอย่างต่อเนื่องจนถึงเป้าหมาย ซึ่งจะเน้นที่การรับรู้ระยะและทิศทาง การทำกิจกรรมที่มีความจำเพาะ การมีสมาธิในการทำกิจกรรมที่ซับซ้อนและการตัดสินใจในการทำกิจกรรมหรือการบริหารจัดการ

l KEEOGO เป็นหุ่นยนต์ช่วยเดินที่จะช่วยให้ผู้ป่วยก้าวเดินอย่างมั่นใจและเดินได้ไกลขึ้น ทำให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวอย่างอิสระก้าวข้ามขีดจำกัดในการใช้ชีวิตประจำวันจากปัญหาการทรงตัว ช่วยให้ผู้ป่วยที่กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือมีอาการปวด สามารถเดินได้ไกลและนานขึ้น อีกทั้งยังช่วยในการขึ้น-ลงบันได พื้นต่างระดับ การนั่งยองๆ และลุกขึ้นจากพื้นได้ง่ายขึ้นไม่เพียงแต่ปัญหาการยืนเดินและการทรงตัวที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การสูญเสียความสามารถในการใช้มือและแขนเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันหรือทำงานได้

นอกจากนี้ ที่ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูโรงพยาบาลเวชธานี ยังมีอุปกรณ์ฝึกมือครบวงจร (Hand rehabilitation training system) เข้ามาเติมเต็มการฝึก ทำให้ผู้ป่วยสามารถฝึกได้จำนวนครั้งและลักษณะการเคลื่อนไหวที่ถูกต้องเหมาะสม (high repetition and task specific pattern) ส่งเสริมให้เกิดการฟื้นตัวของระบบประสาทที่มาควบคุมแขนและมือภายใต้เกมส์ที่หลากหลาย โดยแต่ละเกมส์ที่ผู้ป่วยเล่นจะเป็นตัว feedback ให้ผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหวและออกแรงได้อย่างเหมาะสมขณะทำการฝึก ซึ่งโปรแกรมกายภาพบำบัดด้วยหุ่นยนต์ทั้งหมดจะถูกออกแบบโดยแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งเป็นการออกแบบเฉพาะบุคคลเพื่อให้เหมาะสมกับข้อจำกัดและปัญหาของผู้ป่วยแต่ละราย รวมทั้งยังปรับเปลี่ยนโปรแกรมให้เหมาะสมกับพัฒนาการของผู้ป่วยระหว่างฝึก เพื่อให้การฝึกเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและกลับไปใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม นอกจากการฟื้นฟูแล้วการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยแนะนำให้ดูแลตัวเองดังนี้

l ออกกำลังกายด้วยวิธีแอโรบิกอย่างสม่ำเสมอ เช่น ปั่นจักรยาน วิ่ง เดินเร็วว่ายน้ำ โดยแนะนำให้ออกกำลังกายต่อเนื่องอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน และสะสมให้ได้ 150 นาที (3-5 วัน) ต่อสัปดาห์

l ลดการบริโภคอาหารไขมันสูง

l ลดการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง หรืออาหารที่มีรสเค็ม

l ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งต้องดูแลทั้งด้านการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย รวมทั้งการใช้ยารักษาอย่างเหมาะสม

l เลิกสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด

l รับประทานอาหารที่มีประโยชน์จำพวกผักผลไม้ให้มากขึ้น และเน้นอาหารจำพวกเนื้อปลา เนื่องจากโอเมก้า 3 ในปลาช่วยลดการอักเสบซ่อนเร้นและมีไขมันที่ดีต่อสุขภาพ

Life & Health : เรียนรู้เรื่องการตรวจปัสสาวะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/631026

Life & Health : เรียนรู้เรื่องการตรวจปัสสาวะ

วันพุธ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.30 น.

ในการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์นอกจากจะใช้สิ่งส่งตรวจที่เป็นเลือดแล้ว ยังมีสิ่งส่งตรวจประเภทอื่นๆ ที่สามารถใช้ตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อการวินิจฉัยโรคได้เช่นกัน โดยหนึ่งในนั้นคือ “ปัสสาวะ” นั่นเอง

ข้อมูลจาก อาจารย์ ดร.ทนพ.เมธี ศรีประพันธ์ ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลเปิดเผยว่า ปัสสาวะเป็นสารน้ำที่เกิดจากการกรองของเสียในเลือดผ่านทางไตและขับออกมานอกร่างกาย โดยปริมาตรของปัสสาวะโดยเฉลี่ยในผู้ใหญ่คือ 600-1,600 มิลลิลิตรต่อวัน ในปัสสาวะประกอบด้วยสารต่างๆ มากมาย เช่น น้ำ แร่ธาตุ สารเคมีโปรตีน น้ำตาล ครีเอตินิน เป็นต้นซึ่งปริมาตรของปัสสาวะที่ขับออกในแต่ละวันจะมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับช่วงอายุ อาหารการกิน อุณหภูมิในร่างกาย ปริมาณน้ำที่ดื่ม การทำงานของหัวใจและไต

ดังนั้น การตรวจปัสสาวะจึงช่วยในการวินิจฉัย ติดตาม รวมถึงพยากรณ์โรคได้นอกจากนี้ ยังช่วยอธิบายพยาธิสภาพที่เกิดขึ้นในร่างกายขณะนั้นได้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการประเมินการทำงานของไตในการกำจัดของเสียออกนอกร่างกายและดูดกลับสารที่มีประโยชน์กลับสู่ร่างกาย

ปัจจุบันการเก็บปัสสาวะเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการมีหลายรูปแบบ เช่น

1.การเก็บปัสสาวะในช่วงเวลาใดก็ได้เพียงครั้งเดียว เป็นการเก็บปัสสาวะที่นิยมตรวจมากที่สุด ซึ่งในการตรวจสุขภาพประจำปีจะใช้วิธีการเก็บปัสสาวะแบบนี้ ผู้ที่เข้ารับการตรวจจะต้องเก็บปัสสาวะในช่วงกลาง(midstream urine) เพื่อลดการปนเปื้อนของเซลล์หรือสารคัดหลั่งต่างๆ ที่อยู่ในทางเดินปัสสาวะ

2.การเก็บปัสสาวะครั้งแรกในตอนเช้าจะเป็นปัสสาวะที่มีความเข้มข้นของสารต่างๆ มากที่สุด เหมาะใช้ในการตรวจการตั้งครรภ์ การตรวจเบาหวาน และการเพาะเชื้อแบคทีเรีย

3.การเก็บปัสสาวะสำหรับการเพาะเชื้อ จะต้องเก็บปัสสาวะในช่วงกลาง โดยต้องมีวิธีเก็บที่สะอาดและถูกต้องตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์

4.การเก็บปัสสาวะโดยการสวนปัสสาวะจะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถถ่ายปัสสาวะได้เอง

5.การเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง มักใช้ในการตรวจเกี่ยวกับความผิดปกติของกระบวนการทำงานของร่างกาย

วิธีการเก็บปัสสาวะที่ถูกต้อง ผู้เก็บจะต้องล้างมือให้สะอาด รวมถึงทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศให้สะอาดก่อนการเก็บปัสสาวะ จากนั้นปัสสาวะส่วนแรกทิ้งไปก่อนแล้วจึงเก็บปัสสาวะในช่วงกลางในภาชนะที่สะอาดอย่างน้อย 15-20 มิลลิลิตร และนำส่งห้องปฏิบัติการต่อไป

การตรวจปัสสาวะทางห้องปฏิบัติการประกอบด้วยการตรวจทางกายภาพ เช่น สี ความขุ่น กลิ่น และตะกอน ลักษณะทางเคมี เช่นการดูปริมาณของสารเคมีรวมถึงสารชีวเคมีที่พบปัสสาวะและการตรวจตะกอนปัสสาวะภายใต้กล้องจุลทรรศน์เพื่อหาเซลล์ที่ผิดปกติ รวมถึงในบางครั้งอาจมีการตรวจทางจุลชีววิทยาในผู้ป่วยที่สงสัยการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ

ประชาชนทั่วไปสามารถสังเกตปัสสาวะของตัวเองเพื่อดูความผิดปกติเบื้องต้นได้โดยสังเกตจากลักษณะทางกายภาพของปัสสาวะเช่นสีของปัสสาวะ กลิ่นของปัสสาวะ ความขุ่นของปัสสาวะ รวมถึงลักษณะของปัสสาวะที่มีความผิดปกติไป เช่น มีฟองในปัสสาวะมากมีวัตถุหรือเศษเนื้อเยื่อหลุดออกมาในปัสสาวะที่สามารถสังเกตได้ชัดเจน เป็นต้น

โดยปกติ สีปัสสาวะของคนปกติจะต้องมีสีเหลืองอ่อนจนถึงสีเหลืองอำพัน อย่างไรก็ตามในคนที่ดื่มน้ำน้อย รับประทานอาหารบางประเภท หรือได้รับยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวด ยาปฏิชีวนะ ยาขับเหล็ก หรือยาคลายกล้ามเนื้อ อาจทำให้ปัสสาวะมีสีเข้มขึ้นหรือมีสีผิดปกติได้ แต่ถ้าพบสีของปัสสาวะที่ผิดปกติ เช่น มีสีแดง สีน้ำตาลอมเหลืองหรือเขียว สีน้ำนม อาจมีความผิดปกติในระบบทางเดินปัสสาวะ หรือร่างกายอาจต้องไปตรวจเพิ่มเติม หรือรีบพบแพทย์ทันที อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผู้หญิงมีประจำเดือนอาจทำให้ปัสสาวะมีสีแดงได้เช่นกัน ดังนั้น ในการไปตรวจปัสสาวะควรแจ้งต่อแพทย์หรือนักเทคนิคการแพทย์ทุกครั้ง

นอกจากนี้ ปัสสาวะของคนปกติควรใสและไม่มีความขุ่น (อย่างไรก็ตามปัสสาวะที่ตั้งไว้นานอาจมีความขุ่นได้เช่นกัน) สาเหตุของความขุ่นที่บ่งบอกความผิดปกติในร่างกายหรือทางเดินปัสสาวะ ได้แก่ เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดงแบคทีเรีย ยีสต์ เซลล์บุหลอดไต นิ่ว ไขมัน หนอง เป็นต้น

นอกเหนือจากสีของปัสสาวะแล้ว กลิ่นของปัสสาวะสามารถบอกความผิดปกติของสภาวะสุขภาพได้เช่นกัน ในคนปกติปัสสาวะที่ถ่ายออกมาใหม่จะมีกลิ่นหอม แต่ตั้งทิ้งไว้นานเข้าจะมีกลิ่นฉุน อย่างไรก็ตาม ถ้าปัสสาวะที่ถ่ายออกมาใหม่มีกลิ่นที่ผิดปกติไปเช่น กลิ่นผลไม้กลิ่นเหม็นเน่า กลิ่นน้ำตาลไหม้ หรือกลิ่นคาวปลา อาจมาจากความผิดปกติในร่างกายได้เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ความผิดปกติของร่างกายในการเผาผลาญไขมัน กรดอะมิโนบางชนิดหรือการคั่งของสารบางอย่างในร่างกาย เป็นต้น

การแปลผลการตรวจปัสสาวะทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้น

เมื่อได้ผลการตรวจปัสสาวะจากทางห้องปฏิบัติการแล้ว เราสามารถประเมินผลการตรวจที่ปกติโดยใช้หลักต่อไปนี้

1.ปัสสาวะจะต้องใส มีสีเหลืองอ่อนหรือเหลืออำพัน มีปริมาตร 600-1,800 มิลลิลิตรต่อวัน มีค่าความถ่วงจำเพาะอยู่ระหว่าง 1.002-1.040 มีความเป็นกรด-ด่างที่ 4.5-8.0

2.ต้องตรวจไม่พบสารชีวเคมีหรือสารเคมีบางชนิด ได้แก่ บิลิรูบิน น้ำตาลกลูโคส คีโตน เอนไซม์ในเม็ดเลือดขาวไนไตร์ โปรตีน ยูโรบิลลิโนเจ็น (ควรพบน้อยกว่า 1 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร)

3.เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และผลึกต่างๆ ในปัสสาวะ รวมถึงเซลล์บุผิวต่างๆ อาจพบได้บ้างแต่ควรพบปริมาณน้อยและอยู่ในค่าอ้างอิงที่กำหนดของแต่ละห้องปฏิบัติการหรือโรงพยาบาล

4.ไม่ควรพบเชื้อจุลชีพ เช่นแบคทีเรีย ยีสต์ เป็นต้น

ประโยชน์ของการตรวจปัสสาวะ

ผลการตรวจปัสสาวะสามารถใช้ช่วยในการวินิจฉัยรวมถึงการพยากรณ์โรคและภาวะความผิดปกติในร่างกายได้เช่น โรคนิ่วในไต โรคไตอักเสบ กรวยไตอักเสบ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ กลุ่มอาการของโรคไตรั่วหรือโปรตีนรั่ว โรคถุงน้ำในไต การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ภาวะโรคไตวายเฉียบพลันและเรื้อรัง โรคเบาหวาน เป็นต้น สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : รู้วิธียกกระชับผิว..ด้วยเทคโนโลยีเพื่อความงาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/629451

Life & Health : รู้วิธียกกระชับผิว..ด้วยเทคโนโลยีเพื่อความงาม

วันพุธ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ยุคนี้ไม่ว่าจะเป็นสาวหรือหนุ่มต่างก็ให้ความสำคัญกับการมีผิวหน้าที่เนียน สวย สดใส แต่เมื่อมีอายุที่มากขึ้น ทำให้การดูแลผิวเป็นไปได้ยากมากขึ้นโดยเฉพาะปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย นับเป็นปัญหาผิวที่พบได้บ่อยเมื่ออายุเริ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีเทคโนโลยีจำนวนมากที่ช่วยยกกระชับผิวหน้า โดยไม่ต้องผ่าตัดศัลยกรรม

ข้อมูลจาก พญ.ดวงกมลทัศนพงศากุล แพทย์ประจำศูนย์ผิวหนัง รพ.เวชธานี เปิดเผยว่า ผิวหน้าหย่อนคล้อยและริ้วรอยบนใบหน้า เกิดได้ทั้งปัจจัยภายในและภายในนอกร่างกาย ปัจจัยภายใน คืออายุที่มากขึ้น ผิวหนังบางลง ความสามารถในการกักเก็บน้ำของผิวหนังลดลง ทำให้ผิวเสียความชุ่มชื้นได้ง่าย ขณะที่ ปัจจัยภายนอก ได้แก่ แสงแดด ความเครียด การดื่มสุรา และการสูบบุหรี่ โดยความหย่อนคล้อยของใบหน้า สามารถเกิดได้จากการเปลี่ยนแปลงของผิวชั้นหนังแท้ ชั้นไขมัน กระดูก และชั้นกล้ามเนื้อส่วนบนหรือที่เราเรียกกันว่า ชั้น SMAS และ เกิดจากแรงโน้มถ่วงของโลก

ปัจจุบันมีเทคโนโลยีหลากหลายวิธีที่ช่วยในการยกกระชับผิว การจะเลือกเครื่องมือหรือวิธีการใดนั้นขึ้นอยู่กับสภาพผิวหน้าของแต่ละบุคคล โดยมีเทคโนโลยียกกระชับที่แบ่งตามความลึกของชั้นผิว ดังนี้

l เลเซอร์-เนื่องจากความหย่อนคล้อยเกิดจากคอลลาเจนในชั้นผิวลดลง ดังนั้นเลเซอร์จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้กับชั้นผิวและยกกระชับใบหน้าได้ เช่น, Long pulse Nd Yag Laser, Fractional Erbium Glass Laser เป็นต้น

l Botulinum toxin-การฉีดสาร Botulinum toxin (Botox) แพทย์มักจะใช้ฉีดเพื่อรักษาริ้วรอยบนใบหน้าที่เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อ เช่น ริ้วรอยที่บริเวณระหว่างคิ้ว รอบดวงตา และหน้าผาก โดย Botulinum toxin จะทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวเฉพาะจุด และหยุดทำงานชั่วคราว ทำให้รอยย่นที่เกิดจากการทำงานของกล้ามเนื้อจะลดเลือนลงหรือจางไป นอกจากนี้เรายังใช้ Botulinum toxinในการฉีดเพื่อปรับเปลี่ยนรูปหน้าจากใบหน้ารูปเหลี่ยม ซึ่งเกิดจากกล้ามเนื้อที่ใช้การเคี้ยวที่มีขนาดใหญ่ ให้ดูเรียวขึ้น โดยไม่ต้องผ่าตัด รวมถึงการใช้เทคนิคพิเศษในฉีด Botulinum toxin (Botox Lift) ซึ่งเป็นการฉีดไปที่บริเวณกรอบหน้า เพื่อให้เห็นแนวกรอบหน้าชัดเจนขึ้น ทำให้ผิวดูกระชับขึ้น โดยทั่วไปผลของการฉีดจะอยู่ได้นานประมาณ 4-6 เดือน

l สารเติมเต็ม Hyaluronic acid-หรือการฉีดฟิลเลอร์ เพื่อช่วยเติมเต็มร่องต่างๆบนใบหน้า และยังมีเทคนิคที่ฉีดในการยกกระชับหน้า ได้ด้วย ข้อดีคือจะเห็นผลหลังทำทันที

l HIFU (High Intensity Focused Ultrasound)-นวัตกรรมยกกระชับผิวโดยการปล่อยพลังงานคลื่นอัลตราซาวนด์ความเข้มข้นสูงเข้าไปยังเนื้อเยื่อในชั้นผิวหนังระดับลึกชั้นกล้ามเนื้อส่วนบน (SMAS) ทำให้เกิดการกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนและเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ ผลลัพธ์ของการทำ HIFU จะคงสภาพอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลและการดูแลผิว

l Thermage-เป็นเทคโนโลยียกกระชับผิวด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง (High Radio Frequency) ชนิดขั้วเดียวหรือ monopolar หัวยิงสามารถส่งพลังงานในลักษณะเป็นก้อนใหญ่ๆ ลงลึกได้ถึงชั้นหนังแท้ และชั้นไขมันใต้ชั้นผิวแต่ไม่ถึงชั้นเนื้อเยื่อ SMAS อยู่ได้นาน 1-2 ปีเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อย ถึงปานกลาง มีไขมันใต้ชั้นผิวค่อนข้างมาก เช่น มีแก้มเยอะ หรือมีเหนียง แต่ไม่เหมาะกับผู้ที่มีแก้มตอบ

l Ulthera หรือ Ultherapy- นวัตกรรมที่ใช้คลื่นเสียงที่มีความถี่สูง และมีความเฉพาะเจาะจง (Focused Ultrasound) ยิงลงไปยังใต้ชั้นผิวเพื่อให้เกิดการยกกระชับและลดริ้วรอย หลักการทำงานคือ การส่งผ่านพลังงานขนาดเล็กจำนวนมากตรงสู่ผิวหนังชั้นลึก และยังสามารถลงลึกได้ถึงตำแหน่งที่ต้องการจะทำการรักษา นอกจากนี้ยังไปกระตุ้นการเสริมสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ผิวค่อยๆ ตึง เรียบเนียนขึ้นทีละน้อยเป็นธรรมชาติ โดยมีการนำมาใช้ยกกระชับและลดริ้วรอยบนผิวหน้า และคอที่หย่อนคล้อยให้ตึงขึ้น เพิ่มความชัดเจนของกรอบหน้า ปรับรูปหน้าให้เรียว ยกคิ้วและหางตา ทั้งนี้ ระหว่างการยกกระชับผิวหน้าด้วย Ulthera แพทย์สามารถมองเห็นภาพของชั้นผิวหนังทุกชั้นผ่านหน้าจอของเครื่อง จึงสามารถปรับคลื่นเสียงที่เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคนได้ ทำให้เกิดความแม่นยำสูงในการยกกระชับผิวหน้า และทำให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพมากที่สุดโดยไม่มีอันตรายกับผิวบริเวณข้างเคียง โดยนวัตกรรมนี้มีประสิทธิภาพเทียบเท่าการผ่าตัด เนื่องจาก Focused Ultrasound สามารถปล่อยพลังงานให้ลงลึกถึงรอยต่อของชั้นกล้ามเนื้อส่วนบน (SMAS) ซึ่งเป็นชั้นที่ศัลยแพทย์ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้า ปัจจุบันยังไม่มีเทคโนโลยีอื่นๆที่สามารถยกกระชับผิวระดับนี้ได้ ยกเว้นการทำศัลยกรรม แต่การทำ Ulthera เพียงแค่ 1 ครั้ง จะให้ผลการรักษายาวนานถึง 1-2 ปี โดยไม่มีแผล แต่ไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้น โดยผลการรักษาจะดีขึ้นเรื่อยๆ และเห็นผลชัดเจนหลังทำการรักษาประมาณ 2-6 เดือน ทั้งนี้ ก่อนเข้ารับการรักษาด้วย Ulthera ควรงดการทาครีมที่มีส่วนผสมของกรดวิตามินเอ กรดผลไม้ และงดการทายารักษาสิว ฝ้า และรอยดำอย่างน้อย 2-3 วัน และจำเป็นต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคประจำตัว ประวัติการผ่าตัด หรือการฉีดสารต่างๆ บนใบหน้าอย่างตรงไปตรงมากับแพทย์ เพื่อแพทย์จะได้ประเมินการทำ Ulthera ได้อย่างเหมาะสมโดยการทำ 1 ครั้ง จะใช้เวลาประมาณ30-90 นาที หลังทำไม่มีบาดแผล ในบางคนอาจมีผิวแดงขึ้นเล็กน้อย แต่จะหายไปเองภายในเวลา 2-3 ชั่วโมง และสามารถแต่งหน้าและทำกิจวัตรประจำวันตามปกติ โดยไม่ต้องพักฟื้นผิว

อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้วิธียกกระชับแบบใดนั้น แนะนำว่าให้ปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็จะได้รับคำตอบที่ตรงกับความต้องการเรามากที่สุด เพราะการได้รับคำแนะนำและการพิจารณาความเหมาะสม ของวิธีการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุดของการรักษา

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ดูแลลูกน้อยอย่างไรในช่วงโควิด-19 นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/627927

LIFE&HEALTH : ดูแลลูกน้อยอย่างไรในช่วงโควิด-19 นี้

วันพุธ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พราะเด็กไม่ใช่ผู้ใหญ่ที่ตัวเล็ก การดูแลเด็กในสภาวะที่มีการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 จึงต้องมีความละเอียดอ่อน อดทน ใส่ใจ มากกว่าในวัยอื่นๆ หลายท่านอาจสามารถปรับตัวเข้ากับการจำกัดบริเวณอยู่ในบ้านได้บ้างแล้ว แต่ในหลายครอบครัวยังคงมีความเครียด วิตกกังวล เนื่องจากในครอบครัวท่านมีสมาชิกต่างวัยอาศัยอยู่ร่วมกันโดยเฉพาะครอบครัวที่มีลูกน้อย หรือเด็กก่อนวัยเรียน ย่อมต้องใส่ใจเป็นกรณีพิเศษ ถึงแม้รายงานการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเด็กยังมีไม่มากและไม่รุนแรง แต่ไม่ได้หมายความว่า เด็ก ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง ในทางกลับกัน หากบุตรหลานของท่านได้รับเชื้อแล้วติดต่อไปยัง ปู่ ย่า ตา ยาย หรืออากง อาม่าในบ้าน เมื่อท่านเหล่านั้นได้รับเชื้อ อาจมีอาการรุนแรงจนเสียชีวิตได้

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.คณิสส์ เสงี่ยมสุนทร ภาควิชาชีวเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล แนะนำแนวทางเบื้องต้นในการดูแลลูกน้อยให้ปลอดภัย ห่างไกลจากโควิด-19 ดังนี้

1.เด็กมีโอกาสติดเชื้อโควิด-19 จากใครได้บ้าง

โดยปกติแล้วเด็กๆ มีความเสี่ยงสูงในการได้รับเชื้อโรคจากโรงเรียน สถานที่เรียนพิเศษ หรือ สถานรับเลี้ยงเด็ก เมื่อเกิดโรคระบาดขึ้น สถานที่ใดมีเด็กรวมตัวกันมากย่อมต้องปิดทำการเป็นอันดับแรก แต่เมื่อเด็กๆ ต้องกักตัวอยู่กับบ้าน สาเหตุหลักของการติดเชื้อคือ จากผู้คนที่เดินทาง เข้า-ออก จากบ้านไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม และเมื่อต้องกักตัวอยู่บ้าน เด็กๆ ต้องอาศัยอยู่บ้านของตนเอง ไม่เดินทางไปมาระหว่างบ้านญาติหรือบ้านเพื่อนสนิท

2.เราจะสอนลูกเรื่องการดูแลความสะอาดได้อย่างไร

สำหรับลูกน้อยวัย 1.5-2 ปี คุณพ่อคุณแม่ สามารถสอนให้ลูกน้อย ไม่นำสิ่งของเข้าปากหรือล้างมืออย่างง่ายได้ เพราะเด็กเริ่มเรียนรู้พฤติกรรมจากคนรอบข้างได้แต่อาจปฏิบัติตามได้ไม่ดีเท่าที่ควร พ่อแม่ควรดูแลอย่างใกล้ชิด สำหรับเด็กวัย 3 ปีขึ้นไป ควรสอนให้รักษาความสะอาด เช่น ฝึกให้ล้างมือประกอบการร้องเพลง เช่นเพลงช้าง หรือเพลง happy birthdayจนครบสองรอบประมาณ 20 วินาที จะได้ระยะเวลาที่เหมาะสมในการฆ่าเชื้อที่มือพอดี ส่วนในเด็กโตให้คอยกำชับเรื่องความสะอาดตามสมควร

3.จัดสรรเวลาให้ลูกอย่างไรให้เหมาะสมกับช่วงวัยและพัฒนาการ

ผู้ปกครองอาจแบ่งเวลาในการทำกิจกรรมร่วมกับลูกตามช่วงวัยดังนี้

l กิจกรรมสำหรับทารกหรือเด็กเล็ก เช่น เลียนแบบการแสดงออกทางสีหน้า น้ำเสียง ร้องเพลง ใช้ช้อนเคาะจังหวะ เล่าเรื่องราวนิทานหรือให้ดูรูปภาพ หรือเล่นโมบายแขวน

l กิจกรรมสำหรับเด็กโต เช่น อ่านหนังสือนิทานให้ฟัง พาเดินเล่นในบริเวณบ้าน เต้นรำ ร้องเพลงเล่นบทบาทสมมุติ ทำงานบ้าน หรือ ทำอาหารด้วยกัน

l กิจกรรมสำหรับเด็กวัยรุ่น พูดคุยในสิ่งที่ลูกๆชอบ เช่น กีฬา ดนตรี ดารา เพื่อนฝูง ออกกำลังกายด้วยกัน เล่นเกมส์หรือชมภาพยนตร์ร่วมกัน โดยให้อิสระแก่ลูกในการเลือกกิจกรรมต่างๆ ตามความชอบและความถนัด

4.เราจะป้องกันการนำเชื้อจากนอกบ้านมาสู่ลูกได้อย่างไร

งดนำบุคคลภายนอกหรือญาติพี่น้องเข้าพบเด็กๆในบ้าน หากคนในบ้านมีความจำเป็นต้องไปทำธุระนอกบ้าน ไปทำงาน หรือภารกิจใดๆ ก็ตามควรเลี่ยงการเดินทางไปในสถานที่มีความเสี่ยงสูง เช่นโรงพยาบาลหรือสถานที่อากาศไม่ถ่ายเท เมื่อเสร็จภารกิจแล้ว ให้ท่านปฏิบัติตนเหมือนว่าท่านได้สัมผัสเชื้อโควิด-19 แล้ว เมื่อกลับบ้านให้รีบล้างมือ เปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อแยกซักจากเสื้อผ้าเด็กและอาบน้ำทันทีแยกชาม ช้อน แก้วน้ำ ของใช้อื่นๆ โดยไม่ใช้ร่วมกับเด็ก ถ้าเป็นไปได้ควรสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อต้องสัมผัสกับคนในครอบครัว

5.คุณแม่สามารถให้นมลูกขณะที่สงสัยว่าเป็นโรคโควิด-19 ได้หรือไม่

คุณแม่ทุกคนที่อยู่ในพื้นที่การระบาด เมื่อมีอาการไอ จาม หรือมีไข้ และสงสัยว่าตนเองติดเชื้อโควิด-19 ควรโทรปรึกษากรมควบคุมโรค สายด่วน1422 งดการเดินทางไปโรงพยาบาลในช่วงนี้ในระหว่างการรอตรวจคัดกรองโรค แม่ยังคงสามารถให้นมลูกต่อได้ เนื่องจากน้ำนมแม่ไม่ได้เป็นแหล่งในการแพร่เชื้อไวรัสทางเดินหายใจชนิดใดๆ รวมทั้งโควิด-19 โดยขณะให้นมต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ล้างมือก่อนและหลังการสัมผัสลูก ทำความสะอาดฆ่าเชื้อพื้นผิว และควรปั๊มเก็บน้ำนมสำรองไว้ให้ได้มากที่สุด เพราะหากได้รับการตรวจยืนยันว่าเป็นผู้ติดเชื้อ แม่จะต้องแยกตัวจากลูกเพื่อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

6.ถ้าคุณแม่ตั้งครรภ์ติดเชื้อโควิด-19ลูกในครรภ์จะปลอดภัยหรือไม่

เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันการติดเชื้อโควิด-19 จากแม่สู่ลูกหรือส่งผลกระทบต่อลูกในครรภ์ สตรีมีครรภ์จึงควรปฏิบัติตามข้อควรระวังต่างๆ อย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันการได้รับเชื้อไวรัส และสังเกตตัวเองอยู่เสมอ หากพบอาการผิดปกติ เช่น มีไข้ ไอ หายใจลำบาก ควรปรึกษาแพทย์ผู้รับฝากครรภ์ทางโทรศัพท์ ซึ่งถ้าหากคุณแม่ตั้งครรภ์ติดเชื้อโควิด-19 แล้ว จะมีความยากในการรักษาอย่างที่สุด เนื่องจากยาต้านไวรัสหรือยาอีกหลายๆ ชนิด มีผลเสียต่อทารกในครรภ์และไม่สามารถใช้ยาเหล่านี้เหมือนคนปกติได้

7.เราจะฝากเด็กๆ ให้ ปู่ ยา ตา ยายอากง อาม่า เลี้ยงแทนช่วงนี้ได้หรือไม่

ในช่วงโรคระบาดนี้ถ้าหากเด็กอาศัยอยู่ร่วมกับผู้สูงอายุภายในบ้าน หากเป็นไปได้อาจลดการสัมผัสกันแยกบริเวณพักอาศัย แต่ถ้าผู้สูงอายุเหล่านี้อยู่ต่างบ้านกัน ให้งดเว้นการพบปะพูดคุยหรือไปมาหาสู่กันจนกว่าสถานการณ์การระบาดลดลงหรือควบคุมได้ เพราะเด็กเล็กอาจติดเชื้อแต่ไม่แสดงอาการและเมื่อนำเชื้อไปติดผู้สูงอายุท่านเหล่านั้นจะมีอาการทรุดหนักและอาจเสียชีวิตในเวลารวดเร็ว หากท่านมีโรคประจำตัว เช่นโรคทางเดินหายใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง

8.เมื่อเด็กอยู่บ้านเป็นเวลานานควรใส่ใจสิ่งใดเป็นพิเศษ

ในสถานการณ์ปกติเด็กๆ จะใช้เวลาไปกับที่โรงเรียน สถานที่เรียนพิเศษ หากต้องอยู่บ้านเป็นระยะเวลานานแล้ว ผู้ปกครองอาจต้องวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดต่อเด็กๆ เช่น อันตรายจากไฟฟ้าดูด ของหนักหล่นทับจากการปีนป่าย วัตถุไวไฟ ของมีคมทุกชนิด เพราะเด็กจะมีเวลาเหลือมากเพื่อเล่นซน ค้นหาของทุกชนิดที่อยู่ในบ้าน จึงไม่ควรทิ้งเด็กไว้ตามลำพังเป็นระยะเวลานานและควรติดตามพฤติกรรมของเด็กๆ อยู่เสมอ

ในช่วงการระบาดของโควิด-19 นี้ คุณพ่อคุณแม่สามารถบรรเทาความเครียดของเด็กๆ โดยพานั่งรถออกจากบ้าน ขับพาชมวิวทิวทัศน์ข้างทางโดยไม่ต้องลงจากรถ แค่เพียงเท่านี้ลูกน้อยของท่านจะมีความสุขมากขึ้น ในช่วงสถานการณ์นี้

สำหรับใครที่อยากทำบุญรับปีเสือ ยามนี้มีเด็กพิเศษที่บกพร่องทางด้านสติปัญญา กว่า 170 คน ของ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของโควิด-19ร่วมบริจาคเงินได้ที่ ธ.กรุงไทย 591-6-00135-5ชื่อบัญชี รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ โดยใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า โทรศัพท์ 092-7390990

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ