Life & Health : รู้จักปัญหาใหญ่ของคนมีลูกยาก…รังไข่เสื่อมก่อนวัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/626362

Life & Health : รู้จักปัญหาใหญ่ของคนมีลูกยาก...รังไข่เสื่อมก่อนวัย

วันพุธ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ใครๆ ที่แต่งงานแล้วก็อยากมีลูกน้อย เป็นโซ่ทองคล้องใจคู่สมรสและครอบครัวกันทั้งนั้น ในยุคนี้พ่อแม่อยากเห็นลูกรักเติบโตเป็นคนเก่ง เป็นผู้นำและมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จและมีความสุขด้วยกันทั้งนั้น สำหรับผู้ที่มีลูกน้อย ช่วงวันเสาร์ที่จะถึงนี้เป็นวันเด็กแห่งชาติ มีคำขวัญว่า “รู้คิด รอบคอบรับผิดชอบต่อสังคม” ทางกระทรวงศึกษาธิการพร้อมด้วยหน่วยงานและองค์กรทุกภาคส่วน ได้ร่วมกันจัดงานวันเด็กแห่งชาติ เพื่อให้เด็กและเยาวชนทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้เข้าร่วมงานเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการพัฒนาศักยภาพของตนเองให้เติบโตเป็นพลเมืองของชาติสืบไป พร้อมให้มีการจัดงานฉลองวันเด็กในรูปแบบที่เหมาะสมภายใต้มาตรการของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ที่มีความเข้มงวดและปลอดภัย

พ่อและแม่สามารถกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของลูกน้อยจากการพาไปสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว ที่หลากหลาย เช่น เมื่อไปสวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ หรือท่องเที่ยวตามธรรมชาติ เป็นต้น โดยในวันเด็กนี้ทั้งสวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา สวนสัตว์อุบลราชธานี และสวนสัตว์ขอนแก่น จะเปิดให้เด็กๆ เข้าฟรีในวันเด็กตั้งแต่ 08.00-18.00 น. ด้วยความมั่นใจปลอดภัยด้วยมาตรฐาน SHA+ นักท่องเที่ยวชมสวน สวมแมส เว้นระยะห่าง เช็คอินไทยชนะหมั่นล้างมือ

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นี้ ยังมีอีกหลายคู่ที่แต่งงานแล้วยังไม่มีทายาท อาจมาจากความเครียด จากการธุรกิจการงาน ยุ่งจนไม่มีเวลาหรือสภาพร่างกายของทั้งคู่สามีภรรยา จนอาจเกิด ภาวะการมีลูกยาก ซึ่งหมาย เมื่อสามีภรรยามีความสัมพันธ์ทางเพศเป็นปกติเป็นเวลา 12 – 24 เดือนขึ้นไป แล้วยังไม่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น โดยในระหว่างนี้ไม่มีการใช้การคุมกำเนิดใดๆ ทั้งสิ้น

ข้อมูลจาก นายแพทย์วรวัฒน์ ศิริปุณย์ สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ VFC ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร อธิบายว่า ปัจจัยที่ทำให้มีลูกยาก เกิดได้จากทั้งผู้ชายและผู้หญิง โดยในผู้ชายจะเกี่ยวข้องกับน้ำเชื้อเป็นหลัก ส่วนในผู้หญิงมีความเกี่ยวข้องในหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคือ “รังไข่เสื่อมก่อนวัย”

รังไข่ของผู้หญิง เป็นอวัยวะขนาดเล็กที่อยู่บริเวณด้านข้างปีกมดลูกทั้ง 2 ข้าง มีหน้าที่ในการสร้างฮอร์โมนต่างๆ ของผู้หญิงให้สมดุล โดยเฉพาะฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ช่วยกระตุ้นให้ประจำเดือนมา และอีกหน้าที่คือ เมื่อถึงวันนั้นของเดือน รังไข่จะปล่อยไข่ที่สุกเต็มที่ผ่านท่อนำไข่เข้าสู่ปีกมดลูกเพื่อเข้ากระบวนการสืบพันธุ์หรือที่เรียกกันว่าการตกไข่นั่นเอง

ในผู้หญิงทั่วไป เมื่อมีอายุประมาณ 50 ปีจะเริ่มเข้าสู่ภาวะรังไข่หยุดทำงาน แต่ปัญหาที่ทำให้ผู้หญิงมีลูกยาก คือ ภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัยซึ่งหมายถึงการที่รังไข่เริ่มทำงานลดลงก่อนอายุ 40 ปี สัญญาณเตือนมักจะเริ่มจากประจำเดือนมาน้อยลง ประจำเดือนห่างออก เช่น 2-3 เดือนมาครั้ง หรืออาจมาปีละ 1 ครั้ง มีอาการที่เกิดจากขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน เช่น อาการร้อนวูบวาบตามตัว นอนไม่หลับ หงุดหงิด โมโหง่าย ช่องคลอดแห้ง เจ็บแสบช่องคลอดเวลาที่มีเพศสัมพันธ์ และเมื่อตรวจเลือดก็พบว่ามีความผิดปกติของระดับฮอร์โมนเพศ เข้าข่ายรังไข่เริ่มเสื่อม

โดยสาเหตุที่ทำให้รังไข่เสื่อมก่อนวัยเกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่

l มีการทำลายเซลล์รังไข่ ทำให้รังไข่ไม่ทำงาน เช่น การรักษามะเร็งปากมดลูกด้วยการฉายแสงบริเวณอุ้งเชิงกราน การได้รับยาเคมีบำบัดในการรักษาโรคมะเร็งต่างๆ

l เกิดโรคที่ตัวรังไข่เอง เช่น ติดเชื้ออย่างรุนแรงที่รังไข่ทั้ง 2 ข้าง, เป็นเนื้องอกรังไข่ทั้ง 2 ข้าง

l โรคทางพันธุกรรมที่มีความผิดปกติของโครโมโซมเพศ ทำให้อวัยวะบางอย่างรวมถึงรังไข่ทำงานผิดปกติ เช่น ภาวะรังไข่ไม่เจริญเติบโต (Gonadal dysgenesis)

l โรคออโตอิมูนชนิดที่มีการทำลายเซลล์ของรังไข่ทั้ง 2 ข้าง

l ไม่ทราบสาเหตุ

มีการศึกษาว่าถึงแม้รังไข่จะเริ่มเสื่อม แต่มี 5-10% ที่ยังมีการตกไข่และสามารถตั้งครรภ์ได้เอง ขณะที่ในกลุ่มที่พยายามเองแล้วแต่ไม่สำเร็จ ก็สามารถใช้วิธีกระตุ้นไข่เพื่อทำ อิ๊กซี่ (ICSI) หรือกระตุ้นไข่เพื่อแช่แข็งไข่ (Egg freezing)เก็บเอาไว้ก่อนได้ โดยจำเป็นต้องเตรียมตัวก่อนการกระตุ้นไข่ ดังนี้

1.นอนพักผ่อนให้เพียงพอ

2.งดการแต่งหน้าและใส่น้ำหอม เพราะสารระเหยต่างๆ จะมีผลต่อคุณภาพไข่และตัวอ่อน

3.งดใส่เครื่องประดับ เพื่อป้องกันการสูญหาย

4.งดน้ำงดอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมง นับจนถึงเวลาเก็บไข่ เพื่อป้องกันการสำลักอาหารในช่วงให้ยาสลบ

5.มาถึงก่อนเวลานัดเก็บไข่ประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อไม่รีบร้อน และเผื่อเวลาการจราจรติดขัดด้วย

6.เตรียมนัดสามีหรือญาติมารับกลับบ้าน เพราะถึงจะรู้สึกตัวดีหลังเก็บไข่ แต่ก็ไม่ควรขับรถหรือเดินทางกลับเอง

อย่างไรก็ตาม มีหลายทางเลือกเพื่อเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ ได้แก่

l ตรวจติดตามการอัลตราซาวนด์เพื่อเลือกเดือนที่มีฟองไข่เริ่มต้นมากกว่า ก็จะเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์สำเร็จได้มากกว่า

l การกระตุ้นไข่หลายรอบ หรือทำ Double stimulation เพื่อสะสมฟองไข่ ก็เพิ่มโอกาสได้ตัวอ่อนปกติในการทำอิ๊กซี่มากขึ้น ซึ่งการทำอิ๊กซี่เป็นการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย โดยการนำอสุจิที่แข็งแรงที่สุด ฉีดเข้าไปในเซลล์ไข่ เพื่อให้ได้ตัวอ่อน และนำเข้าไปเลี้ยงต่อที่ตู้ Embryoscope ซึ่งมีข้อดี คือ เพิ่มความปลอดภัยของตัวอ่อนมากขึ้น ลดการรบกวนตัวอ่อน ช่วยให้ตัวอ่อนมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเพิ่มอัตราการความสำเร็จในการตั้งครรภ์มากขึ้น โดยในขั้นตอนการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน ของ VFC ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร จะดูแลโดยนักวิทยาศาสตร์ที่ผ่านการรับรองจากสมาคมด้านการเจริญพันธุ์และการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนแห่งยุโรป (ESHRE : European Society of Human Reproduction and Embryology)

l การฉีด PRP (platelet-rich plasma)ที่รังไข่ ก่อนเริ่มกระตุ้นไข่ ซึ่ง PRP เป็นส่วนพลาสมาของเลือดที่ประกอบไปด้วยเกล็ดเลือดเข้มข้น เกิดจากการนำเลือดเข้าสู่กระบวนการปั่นแยกส่วนประกอบอื่นที่ไม่ต้องการออก ให้เหลือเกล็ดเลือดซึ่งมีความเข้มข้นกว่าเลือดปกติ 4-5 เท่า โดยมีการศึกษาว่าช่วยเพิ่มปริมาณฟองไข่ และคุณภาพไข่ได้ ซึ่งการฉีด PRP เข้าไปที่เนื้อรังไข่ พบว่ามีผลลัพธ์การตั้งครรภ์ในกลุ่มที่คนไข้อายุน้อยแต่มีภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัยมากกว่าในคนที่อายุมาก

ทั้งนี้ ภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัยนี้ ไม่ใช่ส่งผลต่อแค่ปัญหามีลูกยากเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมาได้อีก เพราะฉะนั้น หากพบว่าประจำเดือนผิดปกติ ถึงแม้จะมีอายุน้อย ควรได้รับการตรวจหาสาเหตุ เพื่อวางแผนการรักษาในรายที่ต้องมีการลูกในอนาคตได้ทันท่วงที

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : หยุดนี้พาลูกหลานไปเรียนรู้ที่สวนสัตว์ดีกว่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/623664

Life & Health : หยุดนี้พาลูกหลานไปเรียนรู้ที่สวนสัตว์ดีกว่า

วันพุธ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ใกล้ช่วงเทศกาลวันหยุดยาวทั้งคริสต์มาสและปีใหม่ คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงกำลังวางแผนว่าจะพาลูกไปเที่ยวไหนดีช่วงที่มีวันหยุดต่างๆ วัยเด็กเป็นวัยที่ควรได้เรียนรู้ทักษะชีวิต สิ่งแวดล้อมและเก็บเกี่ยวประสบการณ์นอกรั้วโรงเรียนกับครอบครัว การเปิดโลกทรรศน์จะช่วยให้ ลูกน้อยเติบโตมาฉลาดรอบด้านอย่างสมวัย พ่อและแม่สามารถกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของลูกได้จากการพาเขาไปสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวที่หลากหลาย เช่น เมื่อไปสวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ หรือท่องเที่ยวตามธรรมชาติ เพราะการเปลี่ยนสถานที่ทำกิจกรรมประจำวันนอกจากจะได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากการสังเกต ซักถามในสิ่งที่สงสัยจนได้คำตอบแล้วยังสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกรู้สึกตื่นเต้น อยากค้นหาและได้ประสบการณ์ที่แตกต่างมากขึ้น ถือเป็นการฝึกจินตนาการและต่อยอดการเรียนรู้แบบไม่สิ้นสุด

วันหยุดยาว นับเป็นช่วงเวลาความสุขที่เด็กๆ ต่างเฝ้ารอ เพราะนอกจากจะได้หยุดพักจากการเรียนแล้ว ยังสามารถทำสิ่งต่างๆ ตามใจตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นนอนตื่นสาย ไม่ต้องรีบเข้านอน ได้เล่นเกม ได้ไปเที่ยว ฯลฯ แต่พ่อแม่หลายคนกลับรู้สึกไม่สนุกสักเท่าไร ต้องหาวิธีการรับมือกับช่วงเวลาว่างๆ ของลูกให้ดี ไม่เช่นนั้นวันๆเขาก็จะขลุกอยู่กับโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ หรือเกมอย่างเดียว

ถ้าพูดถึง “สวนสัตว์” หลายคนคงนึกถึงแค่สถานที่มีสัตว์เลี้ยงในกรงเท่านั้น ในความเป็นจริงสวนสัตว์เป็นแหล่งเรียนรู้ชั้นดีของเด็กๆ และเป็นที่ๆ ครอบครัวจะได้ใช้เวลาร่วมกันอีกด้วย ในต่างประเทศสวนสัตว์จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวของทั้งในกลุ่มเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ รวมทั้งนักท่องเที่ยวด้วย

ในประเทศไทย องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ มีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องการจัดหา รวบรวมสัตว์ป่านานาชนิด การให้การศึกษา การอนุรักษ์และขยายพันธุ์ การวิจัย และการจัดสวนสัตว์ให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนทั่วไป ปัจจุบันมีสวนสัตว์อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบ คือ สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา สวนสัตว์อุบลราชธานี สวนสัตว์ขอนแก่น และโครงการคชอาณาจักร จ.สุรินทร์ ปัจจุบันสวนสัตว์ขององค์การฯ เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 08.00-18.00 น. ด้วยความมั่นใจปลอดภัยด้วยมาตรฐานSHA+ นักท่องเที่ยวชมสวน สวมแมส เว้นระยะห่างเช็คอินไทยชนะ หมั่นล้างมือ

สวนสัตว์เปิดเขาเขียว เป็นสวนสัตว์แห่งการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ อยู่ที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี สวนสัตว์ มีธรรมชาติอันบริสุทธิ์ มีสัตว์ป่าจากทุกมุมโลกกว่า 8,000 ตัว 300 ชนิดพันธุ์ไว้ให้ศึกษาและยังเป็นศูนย์รวมสัตว์นานาชนิดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ คุณพ่อคุณแม่สามารถพาเด็กๆเข้าชมสัตว์ได้อย่างใกล้ชิดกับตัวแทนสัตว์ป่าจากทวีปต่างๆ ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่านี้ สวนสัตว์เปิดเขาเขียวเตรียมส่งความสุขต้อนรับสู่ศักราชใหม่ 2565 ร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ด้วยการสัมผัสชีวิตและพฤติกรรมสัตว์ป่าในยามค่ำคืน อย่างใกล้ชิด เช่นเดียวกับการเข้าชมยามกลางวัน ภายใต้ชื่อ “Khao Kheow Night Zoo” โดยสวนสัตว์เปิดเขาเขียว ปรับโฉมไนท์ซาฟารี สู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวยามค่ำคืนให้มาสัมผัสชีวิตสัตว์ต่างๆในยามค่ำคืนได้มากขึ้น เป็นการเปิดมิติใหม่ในการท่องเที่ยวสวนสัตว์เปิดในยามค่ำคืน ตื่นตาตื่นใจกับสัตว์ป่านานาชนิด เช่น ฝูงกวางดาว กวางป่า เนื้อทราย ที่ออกหากินตามธรรมชาติ สัมผัสชีวิตสัตว์ที่ออกหากินในเวลากลางคืนนักท่องเที่ยวจะพบกับอีกหนึ่งมุมมองของชีวิตสัตว์ที่ต่างไปจากในเวลากลางวัน เช่น คุณแฟลชสลอตสองนิ้ว เซเลบฯชื่อดังของสวนสัตว์ที่หลับในเวลากลางวัน โทร.096-9742546

สวนสัตว์เชียงใหม่ มีศูนย์จัดแสดงสัตว์นานาชนิดกว่า 7,000 ตัว ที่พร้อมรอให้ทุกคนในครอบครัวมาสัมผัส สวนสัตว์นี้ มีสัตว์เด่นและกิจกรรม อาทิ ความน่ารักของแพนด้า ตำแหน่งเป็นถึงทูตสันถวไมตรีจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ศูนย์จัดแสดงนกเพนกวิน ศูนย์เลี้ยงแมวน้ำเคปเฟอร์ซีล ศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำครบวงจรแห่งแรกและแห่งเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Chiangmai Zoo & Chiangmai Zoo Aquarium รับปีใหม่พบกับกิจกรรม “ประตูทะลุมิติ ต้อนรับปีเสือ” สัมผัสกับชีวิตความเป็นอยู่ของสัตว์นักล่าอย่างใกล้ชิด รูปแบบ Close encounter ใกล้ชิดเหมือนได้สัมผัส มีส่วนจัดแสดงใหม่ของเสือจากัวร์ เสือโคร่ง เสือดำ และสิงโต กิจกรรมส่งเสริมพฤติกรรมสัตว์ สนใจโทร. 053-221179

สวนสัตว์ขอนแก่น แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนการศึกษาและส่วนจัดแสดงสัตว์ โดยพื้นที่ส่วนการศึกษาจัดให้เป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษา ทางด้านการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าหายาก เป็นศูนย์วิจัย เพาะเลี้ยง และเป็นการท่องเที่ยวแบบอัธยาศัย รวมทั้งกิจกรรมการเดินป่าศึกษาธรรมชาติ กิจกรรมโครงการนักเรียนเข้าเรียนรู้ในสวนสัตว์ โครงการแคมป์ปิ้ง โครงการกิจกรรมค่ายลูกเสือและยุวกาชาด รวมถึงศูนย์ประชุมสัมมนา สวนสัตว์นี้มีสัตว์ที่จัดแสดงทั้งหมด 118 ชนิด ประมาณ 1,155 ตัว กิจกรรมที่ถือว่าเป็นไฮไลท์ของสวนสัตว์ขอนแก่น คือ ป้อนอาหารให้กับกวางที่ทุ่งแสนกวาง นอกจากนี้ยังได้สัมผัสกับวิวทิวทัศน์ที่แตกต่างไปจากที่อื่นโดยการชมสัตว์แอฟริกาแบบมุมสูง 360 องศา กับสะพาน Sky Walk Flora View Season #3 พร้อมชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า พระอาทิตย์ตกยามเย็นกับหมู่มวลดอกไม้นานาชนิดกับสวนดอกไม้ลอยฟ้าที่ประดับประดาอยู่บน Sky Walk แห่งนี้ด้วยบรรยากาศอบอุ่นให้ครอบครัวที่มาในช่วงเทศกาลนี้ โทร.086-4594192

สวนสัตว์อุบลราชธานี ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติดงฟ้าห่วน อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ห่างจากตัวจังหวัด 12 กิโลเมตร มีพื้นที่จำนวน 1,217 ไร่ โดยวางรูปแบบของสวนสัตว์อุบลให้เป็น Jungle Park มีส่วนจัดแสดงสัตว์ที่เปิดให้บริการให้นักท่องเที่ยวได้ชม เช่น ส่วนจัดแสดงสัตว์กีบไทย, สัตว์กีบต่างประเทศ, สิงโตแอฟริกา, สิงโต,เสือโคร่งขาว, เสือโคร่งอินโดจีน, จระเข้น้ำจืด,เสือดำ-ดาว, สัตว์แอฟริกา, สัตว์ขนาดเล็ก (มินิซู), ม้า เป็นต้น ยังมีโซนนก ที่มีกรงนกขนาดใหญ่ให้เราเข้าไปเดินเล่น ส่องนกได้ ในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่พบกิจกรรมมากมาย ฟังเพลงบรรเลง ดนตรีในสวนมีธีมเหล่าขบวนโจ๊กเกอร์จัดกิจกรรมรองรับนักท่องเที่ยว อาทิ ชม Feeding show เพนกวิน และเสือโคร่งอินโดจีน พร้อมป้อนอาหารสัตว์นักล่า เพนกวิน เต่ายักษ์ และยีราฟแบบใกล้ชิด โทร.093-3209369

สวนสัตว์สงขลา จัดกิจกรรมรองรับนักท่องเที่ยวในจังหวัดสงขลา จังหวัดใกล้เคียงและชาวต่างชาติได้ชม เช่น สมเสร็จ กระจง อูฐ ลามา ยีราฟ หมี เสือ ลิง ชะนีกวาง ละมั่ง เก้ง นกสวยงาม เช่น นกแก้ว นกมาร์คอว์ นกคาสโชวารี นกฟลามิงโกและสัตว์อื่นๆ อีกมากมาย จัดกิจกรรมเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ โดยมีกิจกรรมที่นอกเหนือจากการแสดงความสามารถของสัตว์ต่างๆ แล้วยังมีการแต่งกายแฟนซีสร้างสีสันรับคริสต์มาส พาเหรดเพนกวินในชุดซานตาคลอส การป้อนอาหารสัตว์ในโครงการอุปถัมภ์สัตว์ป่า กิจกรรมไลฟ์ แอนด์ แชร์ รับของที่ระลึก ซุ้มต้อนรับนักท่องเที่ยว มาสคอตแดนซ์และการแจกของรางวัลพิเศษในกิจกรรม “มิสเตอร์จ้อน ชวนเที่ยวแจกกล่องสุ่ม ลุ้นรับของขวัญวันปีใหม่”โทร.074-598555

ช่วงเวลาที่เด็กจะได้มีโอกาสพักผ่อนและได้เรียนรู้ทักษะชีวิต สิ่งแวดล้อมและเก็บเกี่ยวประสบการณ์นอกรั้วโรงเรียน ทำให้เติบโตมาฉลาดรอบด้านอย่างสมวัย มากกว่าใช้ชีวิตวัยเด็กแบบเครียดๆ เพียงเพื่อให้มีชีวิตที่ประสบความสำเร็จ

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : มารู้จัก..โรคติดเกม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/622080

Life & Health : มารู้จัก..โรคติดเกม

วันพุธ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

องค์การอนามัยโลกได้จัดให้การติดเกมเป็นโรคชนิดหนึ่ง (Gaming disorder) เป็นอาการทางจิตที่รุนแรงและต้องได้รับการบำบัดรักษาเช่นเดียวกับโรคอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการติดเกมออนไลน์ หรือวีดีโอเกม การเล่นจนติดเกมแตกต่างจากการเล่นเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน หรือเล่นเป็นงานอดิเรก คือ ผลกระทบที่เกิดจากการติดเกมเป็นผลทางด้านลบ ผู้เล่นไม่สามารถควบคุมตนเองได้ต้องเล่นอย่างต่อเนื่องและระยะเวลาการเล่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่สนใจการทำกิจกรรมอื่นกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่าเด็กไทยเล่นเกมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์และอินเตอร์เนตเป็นอันดับ 1 ของประเทศในแถบเอเชีย ปัญหาเด็กติดเกมอยู่ในขั้นวิกฤต และทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกปี

ข้อมูลจาก รศ.ดร.ภญ.จิรภรณ์อังวิทยาธร ภาควิชาเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยถึง สัญญาณบ่งชี้ว่าเป็นโรคติดเกม มีดังนี้

1.เมื่อต้องหยุดเล่นหรือถูกขัดจังหวะ จะรู้สึกโกรธ และหงุดหงิดฉุนเฉียวอย่างรุนแรง แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้นและไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้

2.แยกตัวออกจากสังคม ตัดขาดจากโลกภายนอก เลือกที่จะใช้เวลาอยู่หน้าจอมากกว่าจะมีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัวและเพื่อนฝูง

3.ละเลยการเรียน การทำงาน ตลอดจนกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ

4.คิดและหมกมุ่นอยู่แต่กับการเล่นเกม วางแผนเพื่อที่จะเอาชนะในการเล่นเกมครั้งต่อไป จะโมโหฉุนเฉียวมากถ้าเล่นเกมแพ้

5.ไม่สามารถหยุดเล่นได้ทั้งๆ ที่ทราบดีว่ามีผลกระทบต่อตนเองอย่างมาก พยายามและดิ้นรนอย่างมากเพื่อให้ได้เล่นเกม

6.ไม่ยอมรับความจริงว่าตนเองมีปัญหาติดเกม

7.พฤติกรรมทางด้านลบอื่นๆ เช่น พูดโกหก หรือขโมยเงินเพื่อเอาไปเล่นเกม ไม่ยอมไปโรงเรียน หรือเล่นจนกลายเป็นการติดการพนันในที่สุด

อันตรายของโรคติดเกม

อาการเสพติดเกม ก็คล้ายกับการเสพติดยา คือก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพกายและจิตใจไม่ทางตรงก็ทางอ้อม เมื่อต้องหยุดเล่นก็จะเกิดอาการคล้ายอาการที่เกิดจากการหยุดยาเสพติด ผลเสียทางร่างกาย เช่น เมื่อต้องเพ่งสายตาไปที่หน้าจอเป็นเวลานานๆ จะทำให้ดวงตาเกิดความอ่อนล้า ตาพร่ามัว ตาแห้ง การนั่งเล่นเกมเป็นเวลานานทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามตัว คอ ไหล่ และข้อมือเกิดอาการขาดน้ำและขาดสารอาหาร หรือบางรายอาจเป็นโรคอ้วน เนื่องจากร่างกายเคลื่อนไหวน้อยลง ขาดการออกกำลังกาย ตลอดจนได้รับอาหารที่ไม่เหมาะสม ดื่มเครื่องดื่มบำรุงกำลังซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยน้ำตาลและกาเฟอีนมากเกินไปขาดการพักผ่อนนอนหลับ หลายคนต้องทนทุกข์ทรมานจากการอดหลับอดนอน เกมที่รุนแรงจะทำให้ผู้เล่นเคยชินกับพฤติกรรมที่รุนแรง เกิดอาการก้าวร้าวจากการที่ไม่สามารถเอาชนะเกม หรือในบางกรณีผู้เล่นสามารถเอาชนะเกมได้ทุกครั้ง แต่ชีวิตจริงไม่เหมือนกับในเกม ทำให้เกิดอาการหงุดหงิดฉุนเฉียว ส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานที่รับผิดชอบ ผลการเรียนเลวลง ปัญหาทางด้านสุขภาพจิต เช่น เกิดความวิตกกังวล ซึมเศร้า โรคสมาธิสั้น ในกรณีที่รุนแรง อาจถึงขั้นทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น เกิดอาการวิตกกังวลชนิดหนึ่งที่กลัวการออกจากบ้านกลัวที่ชุมชน (agoraphobia) ซึ่งเป็นอาการ ที่เกิดขึ้นกับผู้ที่แยกตัวเองออกจากสังคม

คำแนะนำและแนวทางแก้ไข

โรคติดเกมเกิดได้กับเด็กและผู้ใหญ่ ในกรณีที่เป็นเด็ก พ่อแม่หรือผู้ปกครองจะมีบทบาทสำคัญที่สุด อย่ามองเกมที่เด็กเล่นว่าไม่เป็นพิษเป็นภัยเหมือนเป็นของเล่นชนิดหนึ่ง ควรตระหนักเสมอว่าเด็กมีโอกาสติดเกมได้เหมือนติดสิ่งเสพติด ก่อนที่จะอนุญาตให้เด็กเล่นเกม ควรมีการสัญญาและตกลงกันก่อนว่า จะต้องทำการบ้าน อ่านหนังสือ หรืออาบน้ำกินข้าวก่อนถึงจะเล่นเกมได้ จำกัดเวลาเล่นเกม เช่น เล่นได้ไม่เกินวันละ2 ชั่วโมง เลือกประเภทเกมให้เด็กเล่นให้รางวัลเมื่อเด็กทำตามที่ตกลงกันไว้ได้เก็บอุปกรณ์ในการเล่นเกมรวมทั้งมือถือให้ห่างไกลจากเด็ก เบี่ยงเบนความสนใจของเด็กให้หันไปทำกิจกรรมอื่นๆ โดยเฉพาะกิจกรรมที่สามารถทำร่วมกับพ่อแม่ได้ เช่น การอ่านหนังสือหรือเล่านิทานก่อนนอน เล่นกีฬาที่เด็กชอบพาไปเดินเที่ยวในสวนสาธารณะ เป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับพ่อแม่ให้มากขึ้น

ผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะในวัยทำงานเป็นโรคติดเกม ผู้ใหญ่ที่ติดเกมอาจจะแก้ไขได้ยากกว่าเด็ก เพราะไม่มีผู้ปกครองคอยตักเตือน โดยเฉพาะในรายที่อยู่คนเดียว แนวทางการแก้ไข เช่น จำกัดเวลาเล่นเกม แบ่งแยกเวลาการทำงานกับการเล่นเกมให้ชัดเจน ปรึกษาคนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิทให้ช่วยคอยห้ามคอยเตือน ให้กำลังใจ หรือคอยชักชวนให้หันไปทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น เล่นกีฬา ออกกำลังกายเล่นดนตรี ใช้เวลาว่างไปทำกิจกรรมที่เป็นสาธารณประโยชน์ เช่น ช่วยดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาล อาสาจราจร ทำความสะอาดวัดวาอาราม ปลูกต้นไม้ ปลูกป่า อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นต้น ในรายที่ติดเกมรุนแรงมากอาจต้องพบนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์

การเล่นเกมอย่างพอดี ทำให้ผู้เล่นได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลิน คลายเครียดฝึกทักษะ สมาธิ การตัดสินใจการประสานการทำงานของกล้ามเนื้อและประสาทระหว่างมือกับตา อย่างไรก็ตาม การเล่นเกมไม่ควรเล่นติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือหมกมุ่นมากจนเกินไปจนทำให้เกิดอาการเสพติดและเกิดผลเสียต่อสุขภาพทางกายและจิตใจ

ใกล้ปีใหม่แล้ว ยามนี้มีเด็กพิเศษที่บกพร่องทางด้านสติปัญญา กว่า 170 คน ของโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของโควิด-19 ขอเชิญร่วมบริจาคเงินสนับสนุนได้ที่ ธ.กรุงไทย 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ โดยใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า โทรศัพท์ 092-7390990

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : การไม่บริโภคผัก..ส่งผลเสียต่อสุขภาพแค่ไหน

วันพุธ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

https://www.naewna.com/lady/620653

LIFE & HEALTH : การไม่บริโภคผัก..ส่งผลเสียต่อสุขภาพแค่ไหน

ทราบหรือไม่ว่า ปัจจุบันคนส่วนใหญ่บริโภคผักและผลไม้ไม่เพียงพอตามที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน แม้จะทราบกันดีว่าผักผลไม้ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใยอาหารที่ช่วยทำความสะอาดลำไส้ ช่วยลดการดูดซึมไขมัน และคอเลสเตอรอลในเลือด มีส่วนช่วยในการปรับสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต้านการอักเสบของเซลล์ และเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย ฯลฯ

แต่ด้วยหลายๆปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิตที่เร่งรีบหรือพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไปจึงมักจะเน้นไปที่ความสะดวก รวดเร็วและมักจะจบลงที่เมนูเดิมๆอยู่เสมอ หากสังเกตให้ดีจะพบว่าในแต่ละเมนูมักจะไม่ค่อยมีผักเป็นส่วนประกอบหลัก หรือแม้แต่ความไม่ชอบกินผักมาตั้งแต่เด็กๆ ฯลฯ ข้อมูลจาก อ.กัญชลี ทิมาภรณ์ กรรมการสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรที่ทำให้ผักอยู่ในมื้ออาหารของเราน้อยลง ก็จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพมากมาย ตั้งแต่ ท้องผูก ผิวพรรณหมองไม่สดใส เจ็บป่วยบ่อยไปจนถึงเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายต่างๆ ตามมา เรามาดูรายละเอียดดังต่อไปนี้

เสี่ยงต่อการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน หรือแม้แต่โรคมะเร็งบางชนิด เพราะในผักผลไม้อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญและมีประโยชน์ต่อร่างกาย มีสารต้านอนุมูลอิสระ สารไฟโตนิวเทรียนท์ ฯลฯ ที่ช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกทำลาย ต่อสู้กับสารก่อมะเร็ง และช่วยลดอาการอักเสบของเซลล์ภายในร่างกาย รวมถึงป้องกันการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ  ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดที่จะนำไปสู่การเป็นโรคเบาหวานหรือโรคหัวใจ

ปัญหาต่อสุขภาพลำไส้ เพราะเส้นใยอาหารจะเข้าไปช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวและเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น เร่งการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย รวมถึงช่วยเพิ่มแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ แต่หากร่างกายได้รับใยอาหารไม่เพียงพอ ก็จะส่งผลให้ระบบย่อยอาหารผิดปกติหรือทำงานได้ไม่เต็มที่ ระบบลำไส้ ระบบขับถ่ายก็จะแปรปรวนตามกันไป โดยจะมีผลกระทบต่อผิวพรรณ และอาจส่งผลให้เกิดอาการท้องผูก ริดสีดวง หรือเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

ระบบภูมิคุ้มกันแย่ เมื่อร่างกายไม่ได้รับวิตามินและแร่ธาตุจากผัก ก็จะเป็นหวัดได้ง่าย ป่วยเป็นประจำ ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคต่ำ เจ็บคออยู่บ่อยๆ และติดเชื้อได้ง่าย หากปล่อยไปเรื่อยๆ ร่างกายก็อาจเกิดความบกพร่องที่เฉพาะเจาะจง เช่น อาการขาดแร่ธาตุบางชนิด เกิดภาวะซีด อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เลือดออกตามไรฟัน เป็นต้น

อ้วนขึ้นแน่ๆ  ผักและผลไม้ เป็นอาหารที่ให้ไขมันต่ำและมีไฟเบอร์สูง ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายอิ่มได้ยาวนานมากขึ้น ลดความอยากอาหารในมื้อต่อๆไป และยังช่วยในการควบคุมปริมาณแคลอรีในแต่ละวันได้เป็นอย่างดี ต่างจากการรับประทานอาหารที่เน้นเนื้อสัตว์ หรือที่มีไขมันสูงหรืออาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด ซึ่งนอกจากจะเพิ่มไขมันในร่างกายแล้ว ยังทำให้น้ำหนักขึ้นเร็ว ยิ่งอายุเยอะระบบเผาผลาญก็จะทำงานได้น้อยลง ทำให้เสี่ยงเป็นโรคอ้วนได้ง่าย

ปัญหาทางด้านสายตา เนื่องจากในผักและผลไม้ มีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสายตา เช่น วิตามิเอ ซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงสายตา และการมองเห็น หรือสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มของ ลูทีนและซีแซนทีน ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยป้องกันความเสี่ยงของการเสื่อมสภาพที่จอประสาทตา และการเกิดต้อกระจก

เมื่อรู้โทษของการบริโภคผักน้อยหรือไม่บริโภคเลย เราคงต้องหันมาใส่ใจกับอาหารประเภทผักให้มากขึ้นสักหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับละเลยอาหารประเภทอื่นๆ เพราะหลักในการรับประทานอาหารที่ดีต่อร่างกายก็ต้องบริโภคครบทั้ง 5 หมู่อย่างหลากหลายในปริมาณเหมาะสมโดยองค์การอนามัยโลก (WHO)แนะนำให้ในแต่ละวันควรบริโภคผักและผลไม้อย่างต่ำวันละ 400 กรัม หรือประมาณ 4-6 ทัพพี แต่หากเป็นผักสุกต้องเพิ่มเป็น 2 เท่า ซึ่งฟังดูอาจเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก แต่ก็มีหลายวิธีที่จะกินผักได้มากขึ้น เช่น ปั่นเป็นสมูทตี้ เตรียมผักสดมาเป็นผักเคียงอาหารจานหลักแทนอาหารหมักดอง มีผลไม้หรือกล่องผักสลัดติดตู้เย็น พร้อมรับประทานเป็นอาหารว่าง

แน่นอนการป้องกันย่อมดีกว่าปล่อยโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เข้ามาจู่โจมทำร้ายสุขภาพคุณแต่ด้วยเหตุอะไรก็ตามที่ไม่สามารถบริโภคผักผลไม้ในปริมาณที่แนะนำได้จึงควรเพิ่มปริมาณผักผลไม้ในอาหารทุกมื้อนอกจากให้ความสำคัญเรื่องของอาหารกันแล้ว คุณไม่ควรละเลยการดูแลสุขภาพในด้านอื่นๆ ควบคู่กันไป เช่น การออกกำลังกายเป็นประจำ ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ ทำใจให้แจ่มใส่ไม่เครียด อย่านอนดึกให้พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และอาหารเค็มหรือหวานจัด เนื่องจากร่างกายเราเริ่มเสื่อมถอยลงทุกวัน อย่ารอให้เกิดปัญหาแล้วจึงตระหนัก เพราะมันอาจจะสายเกินไป ถึงเวลาแล้วที่จะเริ่มต้นใส่ใจดูแลสุขภาพกันให้มากขึ้น เพื่อการใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่และมีความสุข

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ผลเสียจากความเครียดเรื้อรัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/619197

LIFE&HEALTH : ผลเสียจากความเครียดเรื้อรัง

วันพุธ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.30 น.

ท่ามกลางสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ที่คงอยู่มายาวนานร่วมปีกว่า เราต่างได้รับข่าวสารมากมายทั้งข่าวดีและข่าวร้าย ข่าวจริงและข่าวลวง คงปฏิเสธไม่ได้ว่าข้อมูลเหล่านี้ได้กลายเป็นภัยคุกคามทางจิตใจและก่อตัวเกิดเป็นความเครียดภายในร่างกายเรา โดยปกตินั้นร่างกายของคนเราจะถูกออกแบบให้ตอบสนองต่อความเครียดได้ดีในระดับหนึ่ง แต่หากเราไม่สามารถจัดการความเครียดนั้นได้ ความเครียดจะค่อยๆ สะสมและกลายเป็นความเครียดเรื้อรังซึ่งจะส่งผลอันตรายต่อทุกระบบภายในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นระบบประสาท ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบทางเดินอาหาร ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ รวมถึงระบบสืบพันธุ์ เป็นต้น

ข้อมูลจาก อาจารย์ ดร.กภ.ยิ่งรัก บุญดำ ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ภายในร่างกายของเรานั้น ระบบประสาทอัตโนมัติมีบทบาทหลักในการรับมือต่อภาวะเครียด สัญญาณประสาทอัตโนมัติจากสมองส่วนไฮโปธาลามัสจะไปกระตุ้นต่อมใต้สมองให้ส่งสัญญาณลงไปที่ต่อมหมวกไตให้หลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีนและคอร์ติซอล ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น หลอดเลือดบริเวณแขนขามีการขยายตัว อัตราการหายใจเพิ่มขึ้น และระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาที่เกิดขึ้นเหล่านี้เป็นไปเพื่อเตรียมพลังงานให้กับร่างกายสำหรับการสู้หรือการหนีจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้น

ผลเสียจากความเครียดเรื้อรัง

ระบบไหลเวียนโลหิต ความเครียดเรื้อรังส่งผลต่อระดับของฮอร์โมนคอร์ติซอลและอะดรีนาลีนในเลือด ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น เป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งความดันโลหิตที่สูงอยู่เป็นระยะเวลานานจะกระทำแรงเค้นต่อหัวใจ เป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดภาวะหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองตามไปด้วย

ระบบประสาท หากพิจารณาผลของความเครียดเรื้อรังต่อการเปลี่ยนแปลงของสมอง พบว่าระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลที่สูงในเลือดจะลดการทำงานของสารสื่อประสาทเซโรโทนินในสมองทำให้ร่างกายทนต่อภาวะความเครียดได้น้อยลง นำไปสู่การเกิดโรควิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าได้ ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลและอะดรีนาลีนที่สูงยังส่งผลกระทบ ต่อวงจรการนอนหลับ ทำให้ความสนใจในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ลดลง ฮอร์โมนคอร์ติซอลและอะดรีนาลีนยังเกี่ยวข้องกับการทำงานของเซลล์ประสาท การเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนเป็นระยะเวลานานทำให้ระดับของสารกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ในสมองลดลง เซลล์ประสาทมีรูปร่างที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้การส่งสัญญาณประสาทระหว่างเซลล์เกิดความบกพร่อง นอกจากนี้ภายในสมองอาจมีการอักเสบเกิดร่วมด้วยอันเนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ลดต่ำลงจากการมีระดับคอร์ติซอลที่สูงเป็นระยะเวลานาน ทำให้เซลล์ประสาทที่ตายมีจำนวนมากขึ้น สภาพแวดล้อมในสมองถูกรบกวน จึงเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคความเสื่อมทางระบบประสาท อาทิ โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน และโรคความจำเสื่อมอื่น ๆ ได้

ระบบทางเดินอาหาร ฮอร์โมนคอร์ติซอลสามารถกระตุ้นการหลั่งกรดภายในกระเพาะอาหาร ดังนั้นความเครียดเรื้อรังจึงเพิ่มการหลั่งกรด ส่งผลให้เยื่อบุผิวภายในทางเดินอาหารถูกทำลายและนำไปสู่การเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ความเครียดเรื้อรังยังทำให้สมองส่งสัญญาณยับยั้งการหดตัวของหูรูดทางเดินอาหารส่วนปลายและเพิ่มระยะเวลาของอาหารที่อยู่ในกระเพาะอาหาร ทำให้อาหารใช้ระยะเวลาเดินทางไปสู่ลำไส้เล็กนานขึ้น จึงเป็นการเพิ่มโอกาสในการเกิดโรคกรดไหลย้อนและอาหารไม่ย่อย นอกจากนี้ ภายในระบบทางเดินอาหารของคนเรามีจุลินทรีย์ประจำถิ่นที่ทำหน้าที่ช่วยในการย่อยและดูดซึมอาหาร รวมถึงป้องกันการบุกรุกจากเชื้อโรคภายนอกร่างกาย พบว่าความเครียดเรื้อรังจะทำให้จำนวนจุลินทรีย์เหล่านี้ลดลงและทำให้เยื่อบุทางเดินอาหารไม่แข็งแรงซึ่งเพิ่มโอกาสของการเป็นโรคซึมเศร้าได้อีกด้วย และระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลที่สูงยังส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอันเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2

ระบบสืบพันธุ์ ผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์เพศหญิงพบว่าฮอร์โมนคอร์ติซอลที่เพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากความเครียดจะไปลดการหลั่งของฮอร์โมน FSH และ LH ทำให้การตกไข่ผิดปกติไปและส่งผลกระทบต่อการฝังตัวของตัวอ่อน นอกจากนี้ในมารดาที่กำลังตั้งครรภ์พบว่า ระดับคอร์ติซอลที่สูงขึ้นจากความเครียดจะส่งผลทั้งต่อมารดาและทารกในครรภ์ การเปลี่ยนแปลงทั้งจากมารดาและทารกจะทำให้มดลูกเกิดการบีบตัว เพิ่มโอกาสของการคลอดก่อนกำหนด ส่วนผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์เพศชายนั้นพบว่าฮอร์โมนคอร์ติซอลที่เพิ่มสูงขึ้นจะไปรบกวนกลไกการสร้างอสุจิ อสุจิมีจำนวนลดลง รูปร่างผิดปกติส่งผลต่อกระบวนการสืบพันธุ์

ระบบกระดูกและข้อ ผลเสียต่อระบบกระดูกและกล้ามเนื้อนั้น พบว่ากล้ามเนื้อบริเวณคอ ไหล่ และศีรษะมีแนวโน้มที่จะมีอาการตึงและเกร็งเพิ่มขึ้น และสามารถก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะและอาจนำไปสู่โรคไมเกรนได้ โดยรายละเอียดของสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าวนั้น สามารถอ่านได้จากบทความ “ความเครียดและภาวะปวดกล้ามเนื้อ”

ความเครียดเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การเรียนรู้ที่จะจัดการความเครียดให้ได้เร็วที่สุดจึงเป็นผลดีที่สุดต่อร่างกาย การเตรียมความพร้อมทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจจะช่วยให้เราสามารถเผชิญหน้ากับความเครียดได้ง่ายขึ้น ทำให้จิตใจสงบ และอาจนำไปสู่การมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น วิธีการจัดการความเครียดมีด้วยกันหลากหลายวิธี อาทิ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายเป็นประจำ การนอนหลับให้เพียงพอ การฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การฝึกการหายใจ การทำกิจกรรมนันทนาการ การพูดคุยปรึกษากับบุคคลอื่น และหากมีปัญหาที่ไม่สามารถจัดการได้ การพบนักจิตวิทยาก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการจัดการความเครียดที่ดี

สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เคล็ดลับให้อ่อนเยาว์ สุขภาพผิวดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/617609

Life & Health : เคล็ดลับให้อ่อนเยาว์ สุขภาพผิวดี

วันพุธ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ปัจจุบันนี้คนเราอายุยืนมากขึ้น แต่ในวัยที่เพิ่มขึ้นนั้นความแก่ชราก็เริ่มมาเยือนทั้งจากการเปลี่ยนแปลงตามวัยและผลจากมลภาวะสิ่งแวดล้อมและรวมทั้งการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไปในยุคนี้ที่ทำให้คนเรามีชีวิตที่ฝืนธรรมชาติและนาฬิกาชีวภาพที่มีมาตั้งแต่กำเนิด ผลที่เกิดขึ้นทำให้สภาพของผิวหนังและผิวพรรณเปลี่ยนไป ข้อมูลจาก พญ.สุภาณี ศุกระฤกษ์ อายุรแพทย์และแพทย์ผิวหนัง เปิดเผยว่าการเรียนรู้ที่จะมีชีวิตที่สขภาพดีจึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์และศาสตร์ของการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์นั้นได้รับการศึกษาและนำมาใช้อย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ซึ่งสามารถที่จะแบ่งประเด็นการดูแลสุขภาพและผิวพรรณให้ดูดีได้ดังต่อไปนี้

อารมณ์ดี เราจะสังเกตได้ว่าคนที่อารมณ์ดีนั้นจะมีหน้าตาและผิวพรรณที่ผ่องใส มีรอยยิ้มที่อบอุ่นและมีเมตตา การศึกษาวิจัยที่ยาวนานถึง 75 ปี ของมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกายืนยันว่า ไลฟ์สไตล์ที่ทำให้อารมณ์ดีนี้นอกจากจะทำให้คนเรามีอายุยืนยาวแล้ว ยังทำให้มีรอยยิ้มที่แจ่มใส ช่วยบริหารกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า กระตุ้นการไหลเวียนเลือดที่ไปเลี้ยงผิวหน้ามากยิ่งขึ้น การมีอารมณ์ดีช่วยให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลายและการนอนหลับที่มีคุณภาพที่ดีซึ่งช่วยส่งเสริมการผลิตฮอร์โมนต่างๆ ออกมาทำให้สุขภาพผิวดีขึ้นอีกด้วย

ดื่มน้ำสะอาดให้พอเพียง น้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ร่างกายและผิวหนังขาดไม่ได้ การดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้วนอกจากจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวจากภายในแล้ว ยังช่วยให้เลือดไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงผิวหนังดีขึ้นช่วยชะล้างพิษและทำให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น การดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวันจึงมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผิวหนังดูอ่อนกว่าวัย ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และกาเฟอีน เพราะจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ ส่งผลให้ผิวพรรณแห้งกร้าน เกิดริ้วรอยได้ง่าย

หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด โดยเฉพาะในช่วงเวลา 10.00-15.00 น. เพราะเป็นช่วงที่มีรังสีอัลตราไวโอเลตสูงสุด หากจำเป็นต้องออกแดดช่วงนั้นก็ควรกางร่มและใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 ขึ้นไป โดยทาก่อนออกแดด 30 นาที ควรเลือกชนิดกันน้ำและไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม และอาจจำเป็นต้องทาซ้ำหากต้องทำกิจกรรมที่ทำให้ครีมลบเลือนได้ง่าย เวลาออกแดดจัดควรที่จะสวมแว่นกันแดดทุกครั้งเพราะจะป้องกันการหยีตาที่จะไปเพิ่มรอยย่นของผิวหน้าและรอยตีนกาให้มากขึ้น แต่การได้รับแสงแดดอ่อนตอนเช้าหรือเย็นวันละประมาณ 15 นาที จะช่วยกระตุ้นการผลิตวิตามินดีจากแสงแดด ซึ่งพอเพียงที่จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันที่ผิวหนังทำงานได้ดีและยังช่วยในการผลิตฮอร์โมนป้องกันการแก่ชราของผิวหนังอีกด้วย

ออกกำลังกายสม่ำเสมอเป็นประจำอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน สัปดาห์ละประมาณ 5 วัน ด้วยการออกกำลังแบบแอโรบิกที่มีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ต่อเนื่อง เช่น เดินเร็ววิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เพราะจะช่วยกระตุ้นให้เลือดหมุนเวียนและสูบฉีดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายรวมทั้งผิวหนังได้ดีขึ้น และช่วยขับของเสียออกจากร่างกายทางเหงื่อด้วยจึงทำให้ผิวพรรณแลดูสดใส เปล่งปลั่งและหนานุ่มชุ่มชื้น ยังพบว่าคนที่ออกกำลังกายจะมีความกระฉับกระเฉงกว่าคนในวัยเดียวกัน หน้าตาสดใสมีน้ำมีนวล เจ็บป่วยน้อยลง อีกทั้งยังช่วยรักษาน้ำหนักให้ได้มาตรฐานคงที่ ช่วงเวลาออกกำลังกายควรใส่เสื้อผ้าทำจากผ้าฝ้าย ที่ช่วยให้การไหลเวียนของอากาศเป็นอย่างดี หลีกเลี่ยงการอับชื้นที่จะทำให้เกิดการอักเสบของผิวหนังจากเชื้อราได้

นอนหลับสนิทในความมืดตามเวลาของนาฬิกาชีวภาพ ช่วงเวลานอนหลับเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนที่ดีที่สุด เป็นช่วงเวลาซ่อมแซมเซลล์ผิวหนังหรืออวัยวะที่สึกหรอจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน รวมทั้งช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนของร่างกาย ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต การเข้านอนตั้งแต่สี่ทุ่มและนอนหลับสนิทในห้องมืดที่ปราศจากการรบกวนจากแสงหรือคลื่นสื่อสารทั้งหลายไม่ว่าจะจากโทรศัพท์มือถือหรือจากสัญญาณไวไฟ ก็จะเป็นการนอนตามนาฬิกาชีวภาพที่จะมีผลต่อการผลิตฮอร์โมนเมลาโทนินซึ่งนอกจากส่งผลให้หลับลึกแล้วยังเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยลดการแก่ชราของผิวหนังเนื่องจากการใช้พลังงานในชีวิตประจำวันอีกด้วยขณะเดียวกันก็จะมีการผลิตฮอร์โมนชื่อว่า “โกรทฮอร์โมน” ออกมาเพื่อเสริมสร้างการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ ของร่างกายรวมทั้งผิวหนัง กระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อและกระดูกและช่วยลดไขมันที่สะสมในร่างกายอีกด้วย

เรียนรู้ที่จะผ่อนคลายกายและใจลดความเครียด นอกจากอารมณ์ดีแล้วยังต้องเรียนรู้วิธีการกำจัดความเครียดที่เกิดขึ้นจากการดำเนินชีวิตประจำวันที่อาจจะหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกด้วย เพราะเป็นที่ทราบดีว่าความเครียดนั้นมีผลเสียต่อร่างกาย จิตใจ การผลิตฮอร์โมนกันแก่ชรา รวมทั้งผิวพรรณ การที่คนเราแก่ก่อนวัยกันก็เพราะเครียดกันมากโดยเฉพาะผู้ที่ชอบทำหน้านิ่วคิ้วขมวดก็จะทำให้ผิวหน้าเกิดรอยย่นได้ง่าย และความเครียดอาจนำไปสู่การผลิตฮอร์โมนเพื่อสุขภาพผิวที่ไม่เพียงพอจนเกิดการเสื่อมของผิวหนัง ทำให้ผิวหน้าและผิวพรรณไม่สดใสไปด้วย ต้องเรียนรู้การปรับเปลี่ยนอารมณ์พร้อมหาวิธีผ่อนคลาย

ปรับเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัว แม้ว่าแต่ละคนจะมีสไตล์การแต่งตัวที่ตัวเองชื่นชอบแต่การลองเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวแบบใหม่ๆ อินเทรนด์ตามแฟชั่น เลือกเสื้อผ้าที่สีสันสดใสมาสวมใส่ให้เข้ากับรองเท้า เข็มขัด กระเป๋า และเครื่องประดับน่ารักๆ ก็อาจจะเหมาะสมกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปและทำให้ดูสดใสอ่อนกว่าวัยรวมทั้งไม่ตกยุค การใส่เสื้อผ้าสีอ่อนและสดใสยังช่วยทำให้ความร้อนจากแสงแดดกระจายตัวออกไปไม่สะสมที่เสื้อผ้า ทำให้ผิวหนังไม่ต้องรับความร้อนที่จะทำให้เสื่อมก่อนวัย และการสวมใส่เสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้ายในประเทศเมืองร้อนแบบประเทศไทยยังทำให้การระบายอากาศของผิวหนังส่วนต่างๆ ดีขึ้นป้องกันการอับชื้นที่เป็นบ่อเกิดของเชื้อรา

ปรับสมดุลของฮอร์โมนและสารอาหารที่จำเป็น การดูแลผิวพรรณนั้นต้องมาจากการดูแลที่ผสานกันทั้งจากภายในและภายนอก ฮอร์โมนหลากหลายที่ผลิตออกมาเพื่อป้องกันการแก่ชรานั้นนอกจากจะลดลงตามอายุที่มากขึ้นแล้ว ยังอาจจะเกิดจากการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสมอีกด้วย การตรวจระดับของฮอร์โมนจำเป็นในร่างกายและการตรวจระดับของสารต่อต้านอนุมูลอิสระและไวตามิน แร่ธาตุที่จำเป็น ก็จะทำให้ทราบว่าจะต้องปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์การดำเนินชีวิตอย่างไรให้เหมาะสม

ดูแลสุขภาพผิวให้ถูกต้องเหมาะสม การรักษาความสะอาดและรักษาผิวพรรณให้ชุ่มชื้นเป็นรากฐานของความอ่อนเยาว์และดูดี การล้างหน้าก่อนนอนจะเป็นการขจัดน้ำมัน ครีมกันแดด และสิ่งสกปรกจากการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้โฟมหรือครีมล้างหน้าแบบอ่อนๆ ที่เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคน ควรใช้น้ำเย็นธรรมดาในการล้างหน้า ที่สำคัญอย่าปล่อยเมคอัพไว้บนหน้าข้ามคืน เพราะการนอนทั้งที่มีเครื่องสำอางเป็นการทำลายผิวอย่างร้ายแรงนอกจากผิวหน้าจะไม่ได้รับการพักผ่อนและการฟื้นฟูอย่างเต็มที่แล้ว คราบเครื่องสำอางยังไปอุดตันรูขุมขน ทำให้เป็นสิวอุดตันและอาจเกิดการอักเสบได้อีกด้วย
การพ่นผิวหนังรวมทั้งใบหน้าด้วยน้ำแร่ธรรมชาติ หลังการอาบน้ำก่อนเข้านอนก็ยังช่วยทำให้ผิวหน้าชุ่มชื้นตามธรรมชาติได้อีกทางหนึ่ง

เพียงแค่ปรับเปลี่ยนและเรียนรู้วิธีดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี นอกจากจะทำให้ผิวหนังมีอายุยืนยาวแล้วยังสามารถเพิ่มความผ่องใสและลดอายุลงได้ ที่นอกจากจะช่วยให้ผิวพรรณไม่ร่วงโรยไปตามวัยแล้ว ยังดูดีอ่อนเยาว์อีกด้วย

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ภาวะโลหิตจางกับการใช้ธาตุเหล็ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/616061

LIFE&HEALTH : ภาวะโลหิตจางกับการใช้ธาตุเหล็ก

วันพุธ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะโลหิตจางประกอบด้วย สตรีมีครรภ์ สตรีหลังคลอด สตรีมีประจำเดือน รวมถึงเด็กในวัยเจริญเติบโต เป็นต้น จะเห็นได้ว่าคุณผู้หญิง จะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะโลหิตจางมากกว่าผู้ชาย โรคโลหิตจางส่วนใหญ่เป็นโรคที่เกิดจากการขาด “ธาตุเหล็ก” ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง สำหรับอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงมีอยู่ในเนื้อสัตว์เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล ไข่ ผักสีเขียวจัด เช่น คะน้า ผักบุ้ง และถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ ร่วมกับรับประทานอาหารที่มีวิตามินซีสูงในมื้อเดียวกัน เพราะวิตามินซีช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น

ข้อมูลจาก รศ.ดร.ภญ. บุษบา จินดาวิจักษณ์ และ ผศ. ภก.ศุภทัต ชุมนุมวัฒน์ ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ภาวะโลหิตจาง (anemia) หรือที่มักเรียกกันติดปากว่า ภาวะเลือดจางนั้น คือภาวะที่ร่างกายมีปริมาณเม็ดเลือดแดงต่ำกว่าปกติ พบมากทั้งในเด็ก สตรีวัยเจริญพันธุ์ สตรีมีครรภ์ และผู้สูงอายุ ซึ่งผู้ที่มีภาวะโลหิตจางอาจไม่แสดงอาการ หรือมีอาการ โดยขึ้นกับความรุนแรงของภาวะโลหิตจาง เช่น อ่อนเพลีย ซีด วิงเวียนศีรษะ เหนื่อยง่ายกว่าปกติ ซึ่งเป็นผลจากการที่ออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆ ได้น้อยลง โดยภาวะโลหิตจางนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น

l การสร้างเม็ดเลือดแดงลดลง มักพบในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังโรคที่ทำให้เกิดภาวะอักเสบเรื้อรัง หรือรับประทานหรือใช้ยาที่กดการทำงานของไขกระดูก

l มีภาวะขาดวิตามินหรือแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญของเม็ดเลือดแดงเช่น ภาวะขาดวิตามินบี12 หรือภาวะขาดกรดโฟลิก หรือมีภาวะติดสุราเรื้อรัง ซึ่งทำให้เกิดภาวะโลหิตจางที่เม็ดเลือดแดงมีขนาดใหญ่กว่าปกติ (macrocytic anemia) หรือมีภาวะที่ไม่สามารถดูดซึมธาตุเหล็กหรือมีภาวะขาดธาตุเหล็กจากการไม่รับประทานเนื้อสัตว์ หรือเป็นโรคธาลัสซีเมียซึ่งทำให้เกิดภาวะโลหิตจางที่เม็ดเลือดแดงมีขนาดเล็กกว่าปกติ (microcyticanemia)

l มีภาวะเสียเลือดเฉียบพลันในปริมาณมาก

อนึ่ง การได้รับการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และการตรวจค่าทางห้องปฏิบัติการ จะช่วยให้แพทย์เลือกใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับระดับความรุนแรงและสาเหตุของการเกิดภาวะโลหิตจางของผู้ป่วยแต่ละราย ดังนั้น เมื่อสงสัยว่ามีอาการของภาวะโลหิตจาง จึงไม่ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ มาใช้ด้วยตนเอง หรือซื้อไปฝากผู้อื่น เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่เลือกใช้อาจไม่ตรงกับสาเหตุ หรือใช้ในขนาดไม่เหมาะสม ซึ่งอาจทำให้การรักษาไม่ได้ผล และก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตได้โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ธาตุเหล็ก ซึ่งส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าเป็นทางเลือกในการรักษาภาวะโลหิตจางได้ทุกประเภทและไม่มีอันตรายใดๆ

ยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมธาตุเหล็กที่มีในประเทศไทยนั้นมีทั้งแบบรับประทานและแบบฉีด ซึ่งโดยมากแพทย์จะเลือกชนิดรับประทานก่อน เนื่องจากมีความสะดวกและเหมาะกับผู้ป่วยที่มีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กหรือผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่มีภาวะโลหิตจางและ/หรือจำเป็นต้องได้รับยาฉีดอีพีโอดังนั้น หากผู้ป่วยมีภาวะโลหิตจางจากสาเหตุอื่นๆ เช่น มีภาวะขาดวิตามินบี12หรือภาวะขาดกรดโฟลิก การรับประทานยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมธาตุเหล็กเพียงอย่างเดียวจะไม่ช่วยให้อาการของภาวะโลหิตจางดีขึ้น หรือในกรณีที่อันตรายไปกว่านั้นคือ หากผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียที่มีความรุนแรงของโรคในระดับรุนแรงมากหรือปานกลาง ซึ่งจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กอยู่แล้ว และได้รับธาตุเหล็กเข้าไปในปริมาณมากจะทำให้เกิดภาวะธาตุเหล็กในเลือดสูงและเกิดความเสียหายต่ออวัยวะภายใน เช่น ตับ ตับอ่อน หรือหัวใจ ได้

โดยทั่วไป ปริมาณธาตุเหล็กที่แนะนำในผู้ป่วยโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กคือ 100-200 มิลลิกรัมต่อวัน(คิดตามปริมาณธาตุเหล็ก) โดยผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดอาจเลือกใช้ธาตุเหล็กรูปแบบเกลือที่ต่างกันซึ่งจะให้ปริมาณธาตุเหล็กที่ไม่เท่ากัน และเมื่อเริ่มการรักษาไปแล้ว ควรได้รับการติดตามผลการรักษาเมื่อรับประทานติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 3-6 เดือนเพื่อประเมินความจำเป็นในการปรับขนาดการรับประทาน

อาการไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อยจากการรับประทานธาตุเหล็ก ได้แก่ อาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องเสียหรือท้องผูก ดังนั้น หากมีอาการข้างเคียงเหล่านี้อาจลองรับประทานธาตุเหล็ก พร้อมหรือหลังมื้ออาหารทันที หากอาการข้างเคียงไม่ลดลงควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับเปลี่ยนการรักษา นอกจากนี้ การรับประทานธาตุเหล็กอาจทำให้การดูดซึมยาปฏิชีวนะบางชนิดลดลงได้ ดังนั้น ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรว่ากำลังรับประทานยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมธาตุเหล็กทุกครั้งที่เข้ารับบริการหรือได้รับยาใดๆ เพิ่มเติม

โดยสรุป การรับประทานธาตุเหล็กเพื่อแก้ภาวะโลหิตจางใช้ได้กับผู้ป่วยโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก และใช้เสริมกับยาอื่นเพื่อแก้ภาวะโลหิตจางในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่มีภาวะโลหิตจางและ/หรือจำเป็นต้องได้รับยาฉีดอีพีโอ เท่านั้น สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

ที่ผ่านมา โรคโควิด-19ส่งผลให้จำนวนผู้บริจาคโลหิตลดลงกระทบโรงพยาบาลต่างๆ ขาดแคลนโลหิตสะสม มีการเลื่อนผ่าตัดแต่ขณะนี้โรงพยาบาลได้เพิ่มเคสนัดผ่าตัดจาก 25% เป็น 50% ตั้งแต่เดือน ต.ค. เป็นต้นไป จำเป็นต้องใช้โลหิตกับผู้ป่วย ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทยขอเชิญชวนผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงร่วมบริจาคโลหิตเพื่อสำรองให้กับโรงพยาบาลที่ต้องนัดผ่าตัดรักษาผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ผู้บริจาคช่วง ต.ค.-ธ.ค.จะได้รับเสื้อยืด “BLOOD HERO” ออกแบบโดย SMILEYHOUND BY GREYHOUND ดีไซเนอร์แบรนด์ชั้นนำเมืองไทย บริจาคได้ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ และ รพ.สาขาเขตกรุงเทพฯ 6 แห่ง รวมถึงภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง การบริจาคโลหิตก่อนฉีดวัคซีนโควิด-19 หากไม่มีอาการอ่อนเพลีย ฉีดวัคซีนได้ในวันถัดไป ไม่ควรบริจาคโลหิตวันเดียวกับวันที่ฉีดวัคซีน ส่วนบริจาคหลังฉีดวัคซีน ควรเว้น 7 วัน หลังฉีด รายละเอียดดูได้ที่ http://www.blooddonationthai.com หรือโทร.02-2639600

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ช่วยลูกรักเรียนออนไลน์ได้อย่างไร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/614576

LIFE&HEALTH : ช่วยลูกรักเรียนออนไลน์ได้อย่างไร

วันพุธ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

แม้สถานการณ์ของโรคโควิด-19 จะเริ่มดีขึ้นบ้างแล้ว แต่โรงเรียนในบางพื้นที่จึงต้องปรับนโยบายการเรียนการสอนใหม่ ให้เด็กๆ ต้องเรียนออนไลน์กัน แน่นอนว่าบรรยากาศการเรียนผ่านหน้าจอนอกจากจะทำให้เด็กๆ รู้สึกไม่สนุก เบื่อที่ไม่มีเพื่อนๆ และครูเหมือนในห้องเรียนปกติแล้ว พ่อแม่เองก็มักจะเครียดและกังวลในการจัดการดูแลลูกในขณะเรียนอยู่ไม่น้อย เพราะไหนจะต้องคอยนั่งประกบ หรือกระตุ้นให้ลูกสนใจสิ่งที่คุณครูสอนโดยไม่เสียสมาธิไปกับสิ่งต่างๆ ภายในบ้านแถมยังต้องคอยช่วยจัดตารางเวลาทั้งการเรียนและตารางชีวิตในแต่ละวัน รวมไปถึงการจัดเตรียมอุปกรณ์การเรียนออนไลน์และสถานที่เด็กๆ จะได้เรียนกันอย่างเต็มที่ เมื่อเทรนด์การศึกษามาทางนี้แล้ว มาดูกันว่า รศ.พญ.ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก จะแนะนำพ่อแม่ช่วยส่งเสริมให้ลูกเรียนออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นกันอย่างไร

การพูดคุยสื่อสารให้ลูกเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

การสื่อสารอธิบายให้ลูกเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและความจำเป็นที่ต้องเรียนออนไลน์ที่บ้านไม่สามารถไปโรงเรียนได้ตามปกติ เตรียมพร้อมปรับตัวเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น สร้างบรรยากาศผ่อนคลายในการเรียนรู้เทคโนโลยี การเข้าถึงสื่อออนไลน์รูปแบบต่างๆ การแก้ไขปัญหา การสื่อสารกับเพื่อนและคุณครูผ่านสื่อโซเชียลโดยจะมีพ่อแม่คอยช่วยเหลือดูแลสนับสนุนให้ลูกเกิดการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ อย่างน่าสนใจ ที่จะได้เรียนรู้สิ่งที่จะเกิดขึ้นใหม่นี้ไปด้วยกัน

สร้างสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้

เมื่อบ้านกลายเป็นห้องเรียนสำหรับลูกๆที่ต้องเรียนออนไลน์กัน คุณควรจัดพื้นที่ส่วนหนึ่งในบ้านให้เป็นห้องเรียนที่เหมาะสมกับการเรียนของลูก โดยพยายามอย่าให้มีสิ่งเร้าอื่นๆ ที่จะทำให้เด็กเสียสมาธิ เช่น ไม่มีโทรทัศน์ ของเล่นหรือสิ่งที่จะสร้างเสียงรบกวนและดึงความสนใจของลูกๆ ไปจากการเรียน รวมถึงต้องมีแสงสว่างที่เพียงพอ อากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป เป็นต้น

เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม

การเรียนออนไลน์ อุปกรณ์ต้องพร้อม ทั้งคอมพิวเตอร์ คีย์บอร์ด หูฟัง ไมค์ สัญญาณอินเตอร์เน็ต โปรแกรมต่างๆ สำหรับการเรียนในชั้นเรียนและการส่งงาน รวมถึงโต๊ะและเก้าอี้ ควรมีความสูงที่พอดีเนื่องจากการนั่งเรียนนานๆ ในท่าที่ก้มหรือเงยมากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการปวดบริเวณคอหรือหลัง จอควรอยู่ในระดับสายตา โต๊ะควรมีความสูงระดับข้อศอก เก้าอี้ควรจัดพนักพิงให้ตรง เท้าเด็กควรแตะพื้นพอดีในท่างอเข่า 90 องศานอกจากนี้ควรปรับเสียงให้ไม่ดังเกินไปแสงของหน้าจอไม่ให้สว่างมากเกินไป และภายในห้องไม่มืดจนเกินไป มิเช่นนั้นอาจจะส่งผลเสียต่อสายตาได้

การจัดตารางเวลา

การให้ลูกมีส่วนร่วมในการกำหนดตารางเวลากิจกรรมการเรียนและกิจวัตรที่ชัดเจนที่ต้องทำประจำในแต่ละวัน จะฝึกให้ลูกมีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบมากขึ้น และสามารถคาดการณ์กำหนดเป้าหมายในแต่ละช่วงเวลาใกล้ๆ ให้ตนเองได้เช่น ต้องตื่นแต่เช้าเพื่ออาบน้ำกินข้าว พร้อมที่จะเข้าเรียนออนไลน์ตรงเวลาพร้อมเพื่อนๆ หลังจากเรียนวิชานี้เสร็จจะมีช่วงเวลาพักเล่นและรับประทานอาหาร ทำให้ลูกมีพลังและมีกำลังใจไม่เหนื่อยล้าจนเกินไป

การจัดเวลาพักผ่อน

แม้ว่าลูกต้องเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้าน โดยในช่วงระหว่างพักจากการเรียน ต้องมีเวลาให้ลูกพักสายตา มองต้นไม้ที่อยู่ไกลออกไปนอกห้อง เปิดโอกาสให้ลูกได้เล่นหรือพักผ่อนตามอัธยาศัยด้วยเช่นกัน การขยับร่างกาย เพื่อกระตุ้นให้เด็กมีความตื่นตัวในการเรียนช่วงต่อไปและเพื่อยืดคลายกล้ามเนื้อ ลดอาการเมื่อยล้า ส่วนในเด็กเล็กอาจจะพาลูกเล่นเกมต่างๆ เช่น การโยนรับบอลการวิ่ง การกระโดด เพื่อให้เด็กได้เล่นผ่อนคลายความเครียดจากการเรียน นอกจากนี้หลังจากเรียนออนไลน์เสร็จแล้ว คุณควรทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่ต้องใช้หน้าจอ เช่น เล่านิทาน ทำอาหาร ทำงานบ้านเล่นเกม ต่อเลโก้ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูก รวมถึงการทำกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น วิ่ง ขี่จักรยาน ออกกำลังกายชดเชยจากที่เขาไม่ได้วิ่งเล่นกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียน

มีส่วนร่วมในการเรียนของลูก

เมื่อการเรียนออนไลน์มีทั้งแบบเรียนพร้อมเพื่อนๆ ที่คุณครูสอนบรรยายสด เด็กๆ ต้องเข้าห้องเรียนตรงเวลาพร้อมเปิดหน้าจอ หรือมีให้ดูคลิปวีดีโอเมื่อลูกพร้อมที่จะเรียน ล้วนแล้วแต่เป็นการสอนแบบสื่อสารแบบทางเดียว หากเด็กมีปัญหาหรือข้อสงสัยตรงไหน เขาจะไม่สามารถซักถามได้ทันที ผู้ปกครองควรช่วยสอน หรือตอบคำถาม หรืออธิบายในบางเรื่องที่เด็กไม่เข้าใจเพิ่มเติมรวมถึงให้ลูกๆ ทบทวนความรู้ว่าวันนี้เรียนอะไรมาบ้าง ลองอธิบาย ทำงานและการบ้านตามที่คุณครูมอบหมายให้ เป็นต้น บางโรงเรียนให้ใบงานที่เป็นกิจกรรมที่ต้องอัดคลิป เช่น การทำอาหาร การปลูกต้นไม้ ฯลฯ พ่อแม่ก็จะต้องศึกษาวิธีและมีทักษะการอัดตัดต่อคลิปวีดีโอเพื่อส่งงานให้คุณครูด้วยเช่นกัน

เติมพลังบวกให้ลูกเสมอเมื่อเขาเรียนเสร็จ

หลังจากลูกเรียนเสร็จในแต่ละวัน พ่อแม่ควรให้กำลังใจและเติมพลังบวก เช่น ชมเชยว่าวันนี้ลูกตั้งใจเรียน หรือทำสมุดสะสมสติกเกอร์สำหรับเก็บคะแนนเมื่อลูกมีสมาธิ หรือตอบคำถามคุณครูได้หรือให้รางวัลเล็กๆ น้อยๆ เมื่อลูกทำการบ้านเสร็จ เพื่อกระตุ้นให้ลูกมีแรงผลักดันที่จะเรียนต่อไปในวันพรุ่งนี้

อย่างไรก็ตามพ่อแม่ไม่ควรคาดหวังกับการเรียนออนไลน์ของลูกมากเกินไป ก็จะช่วยให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายและเรียนสนุกมากขึ้น แต่ไม่ควรปล่อยให้ลูกเรียนออนไลน์โดยลำพัง เพราะแพลตฟอร์มดิจิทัลเปิดโอกาสให้เด็กๆ สามารถทำอย่างอื่นนอกจากการเรียนได้ เช่น แชทคุยกับเพื่อน เล่นเกม หรือดูคลิปต่างๆ ซึ่งนอกจากจะทำให้ไม่ได้เรียนตามที่ตั้งใจ ยังมีความเสี่ยงที่จะเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมอีกด้วย

สิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เด็กๆ ต้องได้รับอาหารครบมื้อครบหมู่ตามความต้องการของร่างกาย และการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อสุขภาพกายที่แข็งแรง การเจริญเติบโตและพัฒนาการที่สมวัย รวมถึงการดูแลเอาใจใส่ด้วยความรัก ความห่วงใย เพื่อเป็นแรงผลักดันให้ลูกรักเป็นเด็กที่ฉลาดและก้าวทันโลกกว้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขอฝากข่าวว่า ยามนี้เด็กพิเศษที่บกพร่องทางด้านสติปัญญา กว่า 170 คน “โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์” ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของโควิด 19 ทำให้การเรียนชะงัก น้องๆ เหล่านี้ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดและมีเด็กพิเศษมีหลายประเภท เช่นหูหนวก ตาบอด ปัญญาอ่อน ร่างกาย พิการ สมาธิสั้น มีปัญหาทางการเรียนรู้ มีปัญหาด้านการสื่อสาร เด็กออทิสติกหรือพิการซ้ำซ้อน จึงขอความเมตตาช่วยสร้างรายได้ เสริมกำลังใจให้เหล่าเด็กพิเศษได้พ้นวิกฤติสู่การพึ่งพาตนเองต่อไป ขอเชิญร่วมบริจาคเงินสนับสนุนได้ที่ธ.กรุงไทย 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี ร.ร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ โดยใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สอบถามที่โทรศัพท์ 092-7390990

LIFE & HEALTH : เรียนรู้คุณประโยชน์ของ น้ำนมแม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/613056

LIFE&HEALTH : เรียนรู้คุณประโยชน์ของ น้ำนมแม่

วันพุธ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

องค์การอนามัยโลก (WHO) และยูนิเซฟแนะนำให้แม่ควรให้นมบุตรเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งตามมาตรฐานทั่วไปทารกควรได้รับนมแม่อย่างต่อเนื่องไปอีก 1-2 ปี หรือนานกว่านั้น นมแม่ถือเป็นอาหารของทารกที่สมบูรณ์และเหมาะสมที่สุดทั้งในแง่ขององค์ประกอบด้านโภชนาการและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนมแม่ประกอบไปด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายชนิด เช่น แอนติบอดีและโปรตีนต่างๆ ที่เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน สารต่อต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน นอกจากนี้
ยังมีเซลล์ที่มีชีวิตต่างๆ ทั้งเซลล์จากแม่ รวมทั้งแบคทีเรียที่ดีต่อระบบทางอาหารของทารกอีกด้วย

ข้อมูลจาก ดร.ผกากรอง วนไพศาล ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า นมแม่มีความจำเพาะกับแม่และลูก เนื่องจาก
องค์ประกอบในนมแม่ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล และมีความผันแปรอยู่เสมอ เช่น นมแม่ที่ผลิตขึ้นในแต่ระยะของการเจริญเติบโตของทารกจะมีปริมาณสารอาหารที่แตกต่างกันและมีสารอาหารตามความต้องการของร่างกายทารก และยังจำเพาะกับสภาวะแวดล้อม ที่อยู่อาศัย เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของทารกยังไม่สมบูรณ์ ทารกจะมีภูมิคุ้มกันโดยรับแอนติบอดีต่างๆ ตามที่แม่สร้างขึ้นผ่านทางนมแม่ นมแม่จึงช่วยให้ทารกสามารถปรับตัวสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อปกป้องทารกจากสภาวะแวดล้อมที่อยู่อาศัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอได้ นมแม่จึงถือเป็นอาหารและยาที่ดีที่สุดของทารก ซึ่งแตกต่างจากนมผงปรุงแต่งที่ถึงแม้ว่าบริษัทผู้ผลิตจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความใกล้เคียงกับนมแม่ แต่ไม่สามารถสังเคราะห์สารก่อภูมิคุ้มกันที่มีความจำเพาะตามที่แม่สร้างได้ อย่างไรก็ตามหากแม่ไม่สามารถให้นมลูกจากอก หรือไม่ได้อยู่กับลูกตลอดเวลา การเก็บรักษาน้ำนมเพื่อให้ลูกกินในภายหลังเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้ลูกได้รับนมแม่ การจัดเก็บรักษานมแม่เพื่อคงคุณค่าของสารอาหารจึงเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเช่นเดียวกัน

สารอาหารในน้ำนมแม่

สารอาหารในน้ำนมแม่มีความผันแปรตามระยะการผลิตน้ำนม นมแม่ที่ร่างกายแม่ผลิตขึ้นมี 3 ระยะ ในระยะแรกมักมีสีเหลือง บางคนอาจเรียกว่าน้ำนมเหลือง หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าโคลอสตรุ้ม (Colostrum) โคลอสตรุ้มนี้จะถูกสร้างขึ้นเพียงระยะ 1-3 วันแรก ภายหลังการคลอดบุตรเท่านั้น และเต็มไปด้วยสารสร้างภูมิต้านทาน เช่น IgA แลคโตเฟอริน เซลล์เม็ดเลือดขาว โปรตีนต่างๆ ที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย น้ำนมในระยะนี้จะมีปริมาณน้ำตาลแลคโตสไม่สูงมากนัก มีปริมาณแร่ธาตุต่างๆ เช่น โซเดียม คลอไรด์ แมกนีเซียม ปริมาณสูง แต่มีปริมาณโพแทสเซียม และแคลเซียมต่ำกว่านมที่ผลิตระยะหลัง ถือได้ว่าน้ำนมระยะนี้ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ร่างกายมากกว่าการเร่งการเจริญเติบโต

น้ำนมในระยะต่อมาจะมีลักษณะขาวขึ้น เรียกว่า ระยะน้ำนมปรับเปลี่ยน คือ ระยะการเปลี่ยนจากหัวน้ำนมแม่เป็นน้ำนมแม่ จะหลั่งในช่วง 5 วัน จนถึง 2 สัปดาห์หลังคลอด โดยมีส่วนประกอบที่เหมาะสมแก่การเจริญเติบโต และพัฒนาการเพิ่มมากขึ้น น้ำนมระยะที่ 3 เรียกว่า ระยะน้ำนมแม่ ระยะนี้น้ำนมจะมีสีขาว มีไขมันมากขึ้น ปริมาณน้ำนมที่ผลิตจะมีมากขึ้น ประกอบไปด้วยสารอาหารต่างๆ และสารที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ร่างกาย

น้ำนมในระยะน้ำนมแม่ ประกอบด้วยธาตุอาหารหลัก ซึ่งได้แก่ โปรตีน ไขมัน น้ำตาลแลคโตส จากการศึกษาองค์ประกอบของน้ำนมภายหลังจาก 4 เดือนหลังคลอดพบว่าปริมาณของธาตุอาหารหลักในนมแม่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับแม่ ได้แก่ น้ำหนักของแม่ ปริมาณโปรตีนที่แม่ได้รับ การมีประจำเดือน และความถี่ของการให้นมบุตร การศึกษาพบว่าแม่ที่ผลิตน้ำนมในปริมาณมากจะมีความเข้มข้นของไขมันและโปรตีนในน้ำนมต่ำ แต่มีความเข้มข้นของแลคโตสสูงกว่าแม่ที่ผลิตน้ำนมได้น้อย

โปรตีนส่วนใหญ่ที่อยู่ในน้ำนม ได้แก่ เคซีนชนิดเบต้า อัลฟาแลคตาบูมิน แลคโตเฟอริน (โปรตีนที่ยับยั้งการเจริญของเชื้อโรคบางชนิด) อิมมูโนโกลบูลิน A (IgA) (เพิ่มภูมิต้านทาน) ไลโซไซม์ (เอนไซม์ที่มีฤทธิ์ทำลายผนังเซลล์ของแบคทีเรีย) และซีรัมอัลบูมินพบว่าการรับประทานอาหารของแม่ไม่มีผลต่อปริมาณโปรตีนในน้ำนม

ไขมันในน้ำนมประกอบด้วย ไขมันหลายชนิด ได้แก่ ไตรกลีเซอไรด์ ฟอสโฟไลปิดส์โคเลสเตอรอล ไดกลีเซอไรด์ โมโนกลีเซอไรด์ กรดไขมันสายยาวชนิดไม่อิ่มตัว ได้แก่ DHA(docosahexaenoic acid) และ AA (Arachidonicacid) ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นที่สำคัญต่อการพัฒนาระบบประสาทและการมองเห็น ซึ่งไขมันในนมส่วนหลัง อาจมีปริมาณมากกว่านมส่วนหน้า มากถึง 3-5 เท่า จากการศึกษาพบว่าไขมันในนมแม่ที่ผลิตช่วงกลางคืนและช่วงเช้าของวันจะมีปริมาณไขมันน้อยกว่าน้ำนมที่ผลิตในช่วงกลางวันหรือช่วงเย็นของวัน ปริมาณไขมันยังสัมพันธ์กับอาหารที่แม่รับประทาน โดยเฉพาะไขมันชนิด LCPUFA พบว่าปริมาณ DHA ในน้ำนม ขึ้นอยู่กับปริมาณ DHA ที่แม่ได้รับประทานเข้าไป

น้ำตาลชนิดที่พบในนมแม่ คือ น้ำตาลแลคโตส พบว่าแม่ที่ผลิตน้ำนมได้ปริมาณมากจะมีปริมาณน้ำตาลแลคโตสสูงมากกว่าแม่ที่ผลิตน้ำนมได้น้อย นอกจากนี้ในนมแม่ยังมีโอลิโกแซคคาไรด์หรือคาร์โบไฮเดรตสายสั้นๆ (Human milk oligosaccharides, HMOs) ที่มีโมเลกุลของน้ำตาลประมาณ 3-32 โมเลกุล HMOs ของมนุษย์มีมากกว่า 200 ชนิดมากกว่าโอลิโกแซคคาไรด์ที่พบในนมวัวถึง 5 เท่าเป็นส่วนประกอบของน้ำนมที่มีปริมาณสูงเป็นอันดับ 3 รองจากน้ำตาลแลคโตส และไขมัน HMOs ในนมแม่มีความแตกต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ อย่างไรก็ตาม พบว่าทารกไม่สามารถย่อย HMOs ได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าว HMOs จึงเคลื่อนที่ผ่านกระเพาะ ลำไส้เล็ก และถูกนำมาสะสมในลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นที่อยู่ของจุลินทรีย์หลากหลายชนิด จากการศึกษาพบว่า HMOs ในนมแม่จัดเป็น พรีไบโอติก(Prebiotics) หรือแหล่งอาหารสำคัญของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเรียกว่าโพรไบโอติก (Probiotics) ซึ่งมีความสำคัญต่อการเจริญของแบคทีเรียที่อยู่ในร่างกายทารก แบคทีเรียที่สำคัญชนิดหนึ่ง ได้แก่ Bifidobacterium longum infantis แบคทีเรียนี้สามารถใช้ HMOs และสังเคราะห์กรดไขมันสายสั้นที่เป็นอาหารของเซลล์ทางเดินอาหารในทารกทำให้เซลล์ทางเดินอาหารของทารกสร้างโปรตีน ที่ช่วยลดการอักเสบและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้

วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ที่มีในนมแม่และสำคัญต่อการเจริญเติบโต ได้แก่วิตามิน A, B1, B2, B6, B12, C, D, E, K และแร่ธาตุต่างๆ ได้แก่ เหล็ก แคลเซียม ไอโอดีน เป็นต้น ถึงแม้ว่าปริมาณสารอาหารสำคัญในนมแม่จะเพียงพอต่อความต้องการของทารก อย่างไรก็ตามปริมาณธาตุอาหารหลายชนิดในน้ำนมแม่อาจมีความแตกต่างกันโดยขึ้นอยู่กับการรับประทานอาหาร และร่างกายของแม่

นอกจากนี้ ในน้ำนมแม่ยังประกอบด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพมากมายหลายชนิดสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ คือ สารที่มีผลต่อกระบวนการการทำงานต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของผู้ที่ได้รับ ตัวอย่างของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีอยู่ในน้ำนม ได้แก่ แอนติออกซิแดนท์โกรทแฟคเตอร์ ที่เสริมสร้างการทำงานของระบบการทำงานของร่างกาย ได้แก่ ระบบทางเดินลำไส้ เส้นเลือด ระบบประสาท และระบบต่อมไร้ท่อ ฮอร์โมนต่างๆ ที่ควบคุมการเจริญเติบโต และกระบวนการเมแทบอลิซึม ของร่างกาย รวมทั้งแฟคเตอร์ และเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน เช่น แมคโครฟาจก์ T-cells ลิมโฟไซต์ ไซโตคายน์แอนติบอดีชนิดต่างๆ (IgA, IgG, IgM)

ทั้งนี้ ระบบภูมิคุ้มกันของเด็กอายุ 1 ขวบจะมีความสมบูรณ์เพียง 60 เปอร์เซ็นต์ ของวัยผู้ใหญ่เท่านั้น การให้ทารกได้รับนมแม่อย่างต่อเนื่องจึงช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเหมือนได้รับวัคซีนอยู่ตลอดเวลาซึ่งทำให้ทารกมีภูมิต้านทานต่อโรคต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้นสำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพของคณะเภสัชศาสตร์ม.มหิดล ติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : วิตามินและแร่ธาตุ สำคัญอย่างไร? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/611472

Life & Health : วิตามินและแร่ธาตุ สำคัญอย่างไร?

วันพุธ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คนส่วนใหญ่จะเคยเรียนเรื่องสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินและแร่ธาตุ ซึ่งแต่ละสารอาหารมีบทบาทหน้าที่แตกต่างกันไป วันนี้จะมาแนะนำเรื่องความสำคัญของวิตามินและแร่ธาตุ ข้อมูลจาก ภญ.เสาวลักษณ์ ตุรงคราวี ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า เมื่อพูดถึงวิตามิน สิ่งแรกที่เรานึกถึงส่วนใหญ่คือ เม็ดยา ทั้งในรูปแบบเม็ด แคปซูลหรือ ผงละลายน้ำ จึงทำให้บางคนเกิดความสับสนระหว่างยาที่ใช้รักษาโรคกับวิตามิน ในความเป็นจริงแล้ววิตามินไม่ใช่ยารักษาโรค อธิบายง่ายๆว่า วิตามินคือ สารอินทรีย์ที่จำเป็นต่อชีวิตมีความสำคัญต่อการทำหน้าที่ตามปกติของร่างกายเราและร่างกายไม่สามารถสร้างหรือสังเคราะห์วิตามินขึ้นเองได้ วิตามินจึงได้มาจากการรับประทานอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเท่านั้น

วิตามินไม่สามารถทดแทนโปรตีนหรือสารอาหารอื่น เช่น เกลือแร่ ไขมัน คาร์โบไฮเดรต น้ำหรือแม้แต่ทดแทนกันเองได้ คุณไม่สามารถรับประทานแต่วิตามิน แล้วเลิกรับประทานอาหารอื่นๆ เพื่อหวังให้มีสุขภาพที่ดีได้เพราะวิตามินและแร่ธาตุเป็นสารอาหารรอง (Micronutrients) ไม่ได้เป็นตัวที่ให้พลังงานกับเราโดยตรง เหมือนสารอาหารหลัก (Macronutrients) เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน ปริมาณของสารอาหารหลักและสารอาหารรองที่คุณต้องการเพื่อคงไว้ซึ่งสุขภาพดีนั้นแตกต่างกัน แต่ล้วนมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ดังเช่น ร่างกายจะคงอยู่ไม่ได้หากปราศจากวิตามินที่จำเป็นทุกชนิด

วิตามินส่วนใหญ่ถูกตั้งตามตัวอักษร แม้ว่าจะมีชื่อทางวิทยาศาสตร์แต่ไม่เป็นที่นิยมในการจดจำ วิตามินต่อไปนี้เป็นที่รู้จักกันในปัจจุบัน คือ วิตามิน A (เรตินอล แคโรทีน) วิตามิน B ได้แก่ B1 (ไทอะมีน) B2 (ไรโบฟลาวิน ) B3 (ไนอะซิน) B4 (อะดีนีน ) B5 (กรดแพนโทเทนิก) B6 (ไพริด็อกซิน) B10 B11 (สารกระตุ้นการเจริญหรือโกร๊ธแฟ็กเตอร์) B12 (ไซยาโนโคบาลามิน) B13 (กรดออโรติก) B15 (กรดแพงเกมิก)B17 (อะมิกดาลิน) BC (กรดโฟลิก) BT (คาร์นิทีน) BX หรือ PABA (กรดพารา-แอมิโนเบนโซอิก) วิตามิน C (กรดแอสคอร์บิก) วิตามิน D (แคลซิเฟอรอล ไวออสเตอรอล เออร์กอสเตอรอล) วิตามิน E (โทโคฟีรอล) วิตามิน K (เมนาไดโอน)

ว่าด้วยเรื่องของแร่ธาตุ

แม้ว่าร่างกายต้องการแร่ธาตุที่รู้จักกันประมาณ18 ชนิด ในการรักษาสภาพและควบคุมการทำงาน แต่ปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภค (RDA : Recommended Dietary Allowance) ได้กำหนดไว้เพียง 7 ตัว คือ แคลเซียม ไอโอดีน แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ซีลีเนียม เหล็ก และสังกะสี

ไม่ว่าวิตามินจะมีความสำคัญเพียงใด แต่วิตามินจะไม่สามารถทำงานและไม่สามารถถูกดูดซึมได้เลยหากปราศจากแร่ธาตุถึงแม้ว่าร่างกายจะสังเคราะห์วิตามินบางตัวได้เอง แต่กลับไม่สามารถผลิตแร่ธาตุได้เลยสักตัว ยกตัวอย่างแร่ธาตุที่ช่วยเสริมการทำงานให้วิตามินทำงานได้มีประสิทธิภาพ เช่น วิตามิน A ทำงานร่วมกับแร่ธาตุอย่าง แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ซีลีเนียมและสังกะสี ได้ดีที่สุด

วิตามิน B ต่างๆ ทำงานร่วมกับแร่ธาตุกลุ่มดังกล่าว รวมถึงโคบอลต์ ทองแดง เหล็ก แมงกานีส โพแทสเซียม และโซเดียมด้วย

วิตามิน C ทำงานร่วมกับแร่ธาตุแคลเซียม โคบอลต์ ทองแดง เหล็ก และโซเดียม สำหรับวิตามินดี ได้แก่ แคลเซียม ทองแดง แมกนีเซียม ซีลีเนียม และโซเดียม และสำหรับวิตามิน E ทำงานได้ดีหากได้ร่วมกับแร่ธาตุ แคลเซียม เหล็ก แมงกานีส ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ซีลีเนียม โซเดียม และสังกะสี เป็นต้น

จากการที่แร่ธาตุช่วยส่งเสริมให้วิตามินมีประสิทธิภาพมากขึ้นนี้ จะสังเกตได้ว่าในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจะมีส่วนประกอบของวิตามินและแร่ธาตุร่วมด้วยเสมอ

วิตามินมีแหล่งที่มาจากอะไร?แตกต่างกันอย่างไร?

วิตามินแบ่งออกเป็นวิตามินธรรมชาติและวิตามินสังเคราะห์ ทั้ง 2 ชนิดจะให้ประสิทธิผล เช่นเดียวกัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือวิตามินธรรมชาติจะให้ประโยชน์ที่หลากหลายกว่าวิตามินสังเคราะห์ ถึงแม้ว่าโครงสร้างทางเคมีของวิตามินทั้ง 2 ชนิดจะเหมือนกัน แต่วิตามินธรรมชาติมี ส่วนประกอบที่มากกว่า เช่น วิตามิน C สังเคราะห์มีเพียงกรดแอสคอร์บิกเท่านั้น แต่วิตามิน C ธรรมชาติจะ มีไบโอฟลาโวนอยด์ ซีคอมเพล็กซ์ทั้งกลุ่มเพิ่มขึ้นมา จึงส่งผลให้วิตามิน C ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่า

นายแพทย์เธรอน จีแรนดอล์ฟ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้ให้ความเห็นว่า “สารที่สังเคราะห์อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้ในคนที่มีแนวโน้มว่าจะแพ้ง่าย ถึงแม้ว่าสารที่มีโครงสร้างทางเคมีแบบเดียวกันจากธรรมชาติจะไม่ทำให้เกิดการแพ้แต่อย่างใด”

แหล่งที่มาของวิตามินธรรมชาติต่างๆ ได้แก่ วิตามิน A มักมาจากน้ำมันตับปลา, วิตามิน B รวมได้มาจากยีสต์หรือตับ, วิตามิน C พบในผลไม้รสเปรี้ยว หรือที่ดีที่สุดคือสารสกัดมาจากโรสฮิป ซึ่งเป็นผลของกุหลาบชนิดหนึ่ง, วิตามิน E จากสารสกัดจากถั่วเหลือง จมูกข้าวสาลี หรือข้าวโพด

จะรับประทานวิตามินเสริมอาหารเมื่อใดและอย่างไร??

ช่วงเวลาที่แนะนำสำหรับรับประทานวิตามินคือ พร้อมมื้ออาหารหรือหลังอาหาร เนื่องจากวิตามินเป็นสารอินทรีย์ จึงควรรับประทานพร้อมอาหารและแร่ธาตุอื่นๆ เพื่อการดูดซึมที่ดีที่สุด หากคุณต้องรับประทานวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ ได้แก่ วิตามิน B และ Cซึ่งจะถูกขับออกทางปัสสาวะอย่างรวดเร็ว คุณสามารถรับประทานพร้อมอาหารเช้ากลางวัน และเย็นได้ จะช่วยให้ร่างกายคุณมีวิตามินในระดับสูงตลอดทั้งวัน แต่ถ้าไม่สะดวกที่จะรับประทานหลังอาหารทุกมื้อ อาจรับประทานครึ่งหนึ่งหลังอาหารเช้าและอีกครึ่งหนึ่งหลังอาหารเย็นแทนได้

หากคุณต้องรับประทานวิตามินทั้งหมดภายในมื้อเดียวควรเลือกรับประทานหลังอาหารมื้อใหญ่สุดของวัน และอย่าลืมว่าแร่ธาตุสำคัญอย่างยิ่งต่อการดูดซึมของวิตามิน คุณจึงควรรับประทานวิตามินและแร่ธาตุไปพร้อมๆ กัน

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวิตามินที่คุณอาจไม่เคยรู้??

l การสูบบุหรี่หนึ่งมวนทำลายวิตามินซีถึง 25-100 มิลลิกรัม

l ประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ที่มีควันพิษหนาแน่นจะไม่ได้รับวิตามินดีอย่างที่ประเทศในชนบทได้รับ เพราะหมอกควันพิษขัดขวางการส่องผ่านของรังสียูวี

l คนสูงอายุส่วนใหญ่ไม่ได้รับวิตามินดีอย่างพอเพียงจากอาหาร และร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ได้มากนัก เพราะได้รับแสงแดดไม่พอเพียง

l การดื่มเครื่องดื่มมึนเมาเพียงวันละ 1 แก้ว ทำให้ร่างกายต้องสูญเสียวิตามิน B1 และ B6 และกรดโฟลิก

l การรับประทานยาคุมกำเนิดอาจทำให้ร่างกายขาดวิตามิน B6 B12 โฟลิกและวิตามิน C

l วิตามิน B1 ช่วยรักษาอาการเมารถ เมาเรือ และเมาเครื่องบินได้

l ยาแอสไพรินสามารถเพิ่มอัตราการขับออกของวิตามินซีถึง 3 เท่า

l ฟลาโวนอยด์ในองุ่นแดงมีประสิทธิภาพสูงกว่าวิตามินอีมากกว่าพันเท่า ในการยับยั้งปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของคอเลสเตอรอลชนิด LDL

l หากคุณต้องนอนอยู่บนเตียงตลอดเป็นเวลา 1 สัปดาห์ หรือมากกว่า คุณจำเป็นต้องเสริมแคลเซียมเป็นพิเศษ เพราะร่างกายสูญเสียความหนาแน่นของมวลกระดูกไปในระหว่างที่ต้องนอนนานๆ

จะเห็นได้ว่าวิตามินและแร่ธาตุเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิตและมีความสำคัญต่อการทำหน้าที่ในร่างกาย ไม่เพียงแต่การรับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่เพื่อให้ได้วิตามินและแร่ธาตุที่ครบถ้วนแล้ว ควรการหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมหรือการรับประทานอาหาร หรือยาบางอย่างเพื่อลดการทำลายวิตามินในร่างกายของเราโดยที่เราไม่รู้ตัว ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง สำหรับผู้สนใจข้อมูลสุขภาพและการใช้ยาของคณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ