LIFE & HEALTH : วิตามินและเกลือแร่…สารอาหารจำเป็นต่อสุขภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – LIFE&HEALTH : วิตามินและเกลือแร่…สารอาหารจำเป็นต่อสุขภาพ (naewna.com)

LIFE&HEALTH : วิตามินและเกลือแร่...สารอาหารจำเป็นต่อสุขภาพ

LIFE&HEALTH : วิตามินและเกลือแร่…สารอาหารจำเป็นต่อสุขภาพ

วันพุธ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 07.30 น.

วิถีชีวิตในปัจจุบันหลายคนมักมองข้ามเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้หลากหลายครบหมวดหมู่ โดยเฉพาะสารอาหารในกลุ่มของวิตามินและเกลือแร่ ซึ่งร่างกายต้องการในปริมาณน้อย แต่ก็ไม่สามารถขาดได้เพราะมีความสำคัญต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆ และยังเป็นตัวช่วยให้ปฏิกิริยาทางเคมีในร่างกายทำงานได้ตามปกติ

ข้อมูลจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐอเมริกา) กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่า วิตามิน สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ วิตามินที่ละลายในน้ำ เช่น วิตามินซีและวิตามินบีทุกชนิด ส่วนอีกชนิด คือ วิตามินที่ไม่ละลายในน้ำแต่ละลายในไขมัน เช่น วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอีและวิตามินเค เรามารู้จักกับวิตามินหลักๆ ที่สำคัญต่อร่างกายกันเลย

วิตามินเอ มีบทบาทสำคัญต่อระบบการมองเห็นโดยเฉพาะในที่มืด การเจริญเติบโต การกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค ช่วยให้ผิวพรรณมีสุขภาพดี หากขาดร่างกายจะมีภูมิต้านทานโรคต่ำ ความสามารถในการมองเห็นในตอนกลางคืนลดลง ผิวหยาบกร้าน และเยื่อบุตาแห้ง เป็นต้น อาหารที่ช่วยเพิ่มวิตามินเอ ได้แก่ตับ ไข่แดง นม เนื้อสัตว์ต่างๆ ผักใบเขียวเข้ม ผักและผลไม้สีเหลือง ส้ม เช่น แครอท แอปเปิ้ล ควินซ์ มะละกอ ฟักทอง เป็นต้น

วิตามินบี มีหลายชนิด เช่น วิตามินบี 1 ช่วยในการเผาผลาญพลังงาน บำรุงระบบประสาท กล้ามเนื้อ เสริมสร้างการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ป้องกันโรคเหน็บชา วิตามินบี 2 เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ บำรุงเส้นผม เล็บ และผิวหนัง ช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอก วิตามินบี 3(ไนอะซิน) เสริมสร้างการทำงานของระบบประสาทเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบย่อยอาหาร ช่วยรักษาอาการร้อนในบำรุงผิวพรรณ ช่วยรักษาสุขภาพของผิวหนัง ลิ้น และลดการอักเสบ วิตามินบี 5 (กรดแพนโทเทนิก) ช่วยผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง กรดไขมันจำเป็น คอเลสเตอรอล และฮอร์โมนสเตียรอยด์ วิตามินบี 6 (Pyridoxine) ช่วยในการผลิตฮอร์โมนเซโรโทนินซึ่งช่วยควบคุมอารมณ์ และช่วยสร้างนอร์อีพิเนฟรีนซึ่งช่วยควบคุมความเครียด นอกจากนี้ยังช่วยสร้างฮอร์โมนเมลาโทนินที่ช่วยควบคุมนาฬิกาชีวิตและการนอน วิตามินบี 7 (ไบโอติน) ช่วยการทำงานของระบบประสาท บำรุงเส้นผม เล็บและผิวหนัง และช่วยการเจริญของเซลล์ จำเป็นต่อการทำงานของตับ วิตามินบี 9 (โฟเลท หรือกรดโฟลิก) ช่วยสร้างเม็ดเลือด บำรุงผิวพรรณ กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง และลดภาวะเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ วิตามินบี 12 มีความสำคัญต่อระบบประสาทและระบบเลือดภายในร่างกาย โดยวิตามิน บี6 และ บี12 ทำงานร่วมกันในการสร้างเม็ดเลือดแดง และช่วยการทำงานของธาตุเหล็ก นอกจากนี้ยังทำงานร่วมกับสารอาหารอื่นๆ ในการควบคุณระดับกรดอะมิโนโฮโมชีสเตอีน ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ สำหรับวิตามินบีทุกตัวจะช่วยร่างกายเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตให้เป็นกลูโคสและพลังงาน กลุ่มวิตามินบีรู้จักกันในรูปบีคอมเพล็กซ์ ซึ่งช่วยการทำงานของไขมันและโปรตีนร่วมกับสารอาหารตัวอื่นๆ อาหารเพิ่มวิตามินบี ได้แก่ข้าวซ้อมมือ ข้าวโอ๊ต ถั่ว เนื้อไก่ เนื้อหมู ปลา นม นมเปรี้ยว และผักใบเขียว เป็นต้น

วิตามินซี มีบทบาทสำคัญในการสร้างคอลลาเจน เพื่อช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกาย เช่น กระดูก ฟัน และผิวหนัง ช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก เสริมระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ช่วยให้หวัดหายเร็วขึ้น และเลือดออกตามไรฟัน แผลหายยาก และลดอ่อนเพลียง่าย นอกจากนี้ยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ภายในร่างกาย ถ้าขาดวิตามินซีนอกจากการทำงานของระบบภูมิคุ้นกันจะลดลงยังทำให้เกิดเลือดออกตามไรฟัน ผิวซีดอีกด้วย อาหารเพิ่มวิตามินซี ได้แก่ ส้ม ฝรั่ง มะขาม มะนาว ผลไม้ตระกูลเบอร์รีแอปเปิ้ล บร็อคโคลี่ มันฝรั่งพริกหวาน ผักโขม เป็นต้น

วิตามินดี ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่สร้างความแข็งแรงให้กระดูกและฟัน หากขาดจะทำให้กระดูกเปราะและแตกหักง่าย รวมถึงเป็นโรคกระดูกพรุน โดยปกติแล้วร่างกายจะสร้างวิตามินดีได้จากแสงแดดอ่อนๆ ในตอนเช้าและตอนเย็น หากใครไม่ค่อยได้รับแสงแดด ร่างกายอาจขาดวิตามินดีได้ จึงควรเลือกรับประทานอาหารประเภทธัญพืช เห็ด น้ำมันตับปลา ผลิตภัณฑ์ถั่วเหลือง ส้ม ชีส ปลาแซลมอน ไข่ และนม ควบคู่กันไป

วิตามินอี เป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ ซึ่งช่วยป้องกันการแตกของเม็ดเลือดแดงป้องกันการเกิดลิ่มเลือดและการอุดตันของเส้นเลือด ลดการเกิดกระบวนการอักเสบในร่างกายที่อาจนำไปสู่การเกิดโรคต่างๆ และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี ช่วยป้องกันเซลล์ในร่างกายไม่ให้ถูกทำลาย ตามปกติร่างกายจะไม่ขาดวิตามินอีจากการรับประทานอาหาร อาหารเพิ่มวิตามินอี ได้แก่ น้ำมันพืช ถั่วต่างๆ เมล็ดทานตะวัน เนยถั่ว งา ผักใบเขียว อะโวคาโด เนื้อสัตว์ ไข่ เป็นต้น

วิตามินเค ช่วยในการสร้างโปรตีนถึง 13 ชนิดที่จำเป็นต่อการแข็งตัวของเลือดและเสริมสร้างสุขภาพกระดูก

นอกจากร่างกายคนเราต้องการวิตามินชนิดต่างๆ แล้ว เกลือแร่ ก็เป็นสารอาหารอีกชนิดที่มีบทบาทและหน้าที่สำคัญในร่างกายเช่นกัน ซึ่งประกอบด้วย

ธาตุเหล็ก เป็นสารอาหารที่สมองและร่างกายต้องการอย่างมาก เพราะมีหน้าที่สำคัญในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดใหม่ หากขาดจะทำให้มีอาการเหนื่อยง่าย หงุดหงิด ไม่มีสมาธิ เป็นโรคโลหิตจาง โดยอาหารที่ช่วยเพิ่มธาตุเหล็ก ได้แก่ อาหารจำพวกเนื้อแดง ปลา ธัญพืช ผักขมพืชกระกูลถั่ว และผักต่างๆ เป็นต้น

แคลเซียม มีบทบาทสำคัญต่อกลไกการทำงานของร่างกายในหลายๆ ด้าน ที่สำคัญเป็นองค์ประกอบที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง หากได้รับประทานไม่เพียงพอร่างกายจะดึงแคลเซียมที่สะสมอยู่ในกระดูกออกมาใช้ ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลทำให้กระดูกบางลงและเปราะ เสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน อาหารที่ช่วยเพิ่มแคลเซียม ได้แก่ นม โยเกิร์ต กุ้งแห้ง กะปิ ปลาเล็ก-ปลาน้อย ผักคะน้า กวางตุ้ง งาดำ ฯลฯ

ไอโอดีน มีส่วนสำคัญในการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและพัฒนาการของสมองของทารกในครรภ์และมีบทบาทในการควบคุมการเผาผลาญอาหารในร่างกาย อาหารที่ช่วยเพิ่มไอโอดีน ได้แก่ อาหารทะเล ปลา กุ้ง หอย ปู และสาหร่ายทะเล

สังกะสี มีบทบาทในกระบวนการต่างๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการสังเคราะห์ DNA หรือโปรตีน การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน การซ่อมแซมบาดแผลให้หายเร็วขึ้น การเผาผลาญ การพัฒนาและการเจริญเติบโตของเซลล์ หากขาดจะทำให้ผมร่วง ผิวหนังฟกช้ำได้ง่าย ผิวหนังอักเสบ อาหารที่ช่วยเพิ่มสังกะสี ได้แก่ อาหารทะเล เช่น หอยนางรม หอยแมลงภู่ ปู กุ้ง ตับ ไข่ เห็ด ผักคะน้า หน่อไม้ฝรั่ง เป็นต้น

แมกนีเซียม เป็นองค์ประกอบของโครงสร้างกระดูกและจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน รวมถึงการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ช่วยลดความดันโลหิต ป้องกันการเกิดลิ่มเลือด หากขาดจะทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อผิดปกติ ภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำลง เกิดความผิดปกติที่ระบบประสาท กระดูกพรุน เปราะ หรือแตกหักง่าย อาหารเพิ่มแมกนีเซียม ได้แก่ เมล็ดธัญพืช ถั่ว ผักใบเขียว นม และเนื้อสัตว์ต่างๆ เป็นต้น

รู้อย่างนี้แล้วหากคุณจะรับประทานอะไรให้คิดว่าไม่ใช่แค่ให้อิ่มท้อง แต่ต้องรู้จักเลือกอาหารที่มีประโยชน์ ครบหมู่ครบมื้อในปริมาณที่เพียงพอที่จะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน ก็จะช่วยให้คุณมีสุขภาพดีได้ทุกๆ วันไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดก็ตาม

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : หยุดปีใหม่นี้..พาลูกไปสวนสัตว์กันดีกว่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – LIFE&HEALTH : หยุดปีใหม่นี้..พาลูกไปสวนสัตว์กันดีกว่า (naewna.com)

LIFE&HEALTH : หยุดปีใหม่นี้..พาลูกไปสวนสัตว์กันดีกว่า

LIFE&HEALTH : หยุดปีใหม่นี้..พาลูกไปสวนสัตว์กันดีกว่า

วันพุธ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ช่วงที่จะปิดเทศกาลปีใหม่นี้ พ่อแม่คงกำลังวางแผนว่า จะพาลูกไปเที่ยวไหนดี ควรให้เขาได้เรียนรู้ทักษะชีวิต สิ่งแวดล้อมและเก็บเกี่ยวประสบการณ์นอกรั้วโรงเรียนกับครอบครัว จะช่วยให้เขาเติบโตมาฉลาดรอบด้านอย่างสมวัย พ่อและแม่สามารถกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของลูกได้จากการพาเขาไปสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวที่หลากหลาย เช่น เมื่อไปสวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ หรือท่องเที่ยวตามธรรมชาติ เพราะการเปลี่ยนสถานที่ทำกิจกรรมประจำวันนอกจากจะได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากการสังเกต ซักถามในสิ่งที่สงสัยจนได้คำตอบแล้ว ยังสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกรู้สึกตื่นเต้น อยากค้นหาและได้ประสบการณ์ที่แตกต่างมากขึ้น ถือเป็นการฝึกจินตนาการและต่อยอดการเรียนรู้แบบไม่สิ้นสุด

ถ้าพูดถึงสวนสัตว์หลายคนคงนึกถึงแค่สถานที่มีสัตว์เลี้ยงในกรงเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงสวนสัตว์เป็นแหล่งเรียนรู้ชั้นดีของเด็กๆ และเป็นที่ๆ ครอบครัวจะได้ใช้เวลาร่วมกันอีกด้วย ในต่างประเทศสวนสัตว์จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวของทั้งในกลุ่มเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ รวมทั้งนักท่องเที่ยวด้วย ในประเทศไทย องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ มีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องการจัดหารวบรวมสัตว์ป่านานาชนิด การให้การศึกษา การอนุรักษ์และขยายพันธุ์การวิจัย และการจัดสวนสัตว์ให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนทั่วไป ปัจจุบันมีสวนสัตว์อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบ 7 แห่ง และ 1 โครงการจัดตั้งคือ สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลาสวนสัตว์อุบลราชธานี สวนสัตว์ขอนแก่น และโครงการคชอาณาจักร จ.สุรินทร์

สำหรับผู้ที่อยู่ชลบุรี สวนสัตว์เปิดเขาเขียว เป็นสวนสัตว์แห่งการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ อยู่ที่ ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี สวนสัตว์เปิดเขาเขียว มีธรรมชาติอันบริสุทธิ์ มีสัตว์ป่าจากทุกมุมโลกกว่า 8,000 ตัว 300 ชนิดพันธุ์ไว้ให้ศึกษาและยังเป็นศูนย์รวมสัตว์นานาชนิดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ คุณพ่อคุณแม่สามารถพาเด็กๆเข้าชมสัตว์ได้อย่างใกล้ชิดกับตัวแทนสัตว์ป่าจากทวีปต่างๆ อาทิ ช้างไทย ค่าง 5 สี ตัวแทนจากทวีปเอเชีย แรคคูนจากทวีปอเมริกา โคอาล่าจากทวีปออสเตรเลีย ลีเมอร์หางแหวนจากหมู่เกาะมาดากัสการ์ ตัวกินมดยักษ์และลิงกระรอก ทวีปอเมริกาใต้, สิงโตขาว, กระทิง, วัวแดง, ควายป่า, สัตว์ตระกูลลิง, สัตว์ตระกูลหมี, เพนกวินพาเหรด, แอฟริกันซาวาน่า ที่รวมสัตว์กินพืชจากทุ่งหญ้าซาวาน่า อาทิ แรด ยีราฟ ม้าลาย นกกระจอกเทศ,สวนละมั่ง ซึ่งละมั่งเป็นสัตว์ 1 ใน 15 ชนิด ของไทยที่หายากและใกล้จะสูญพันธุ์ เปิดโอกาสให้ได้เข้ามาสัมผัสอย่างใกล้ชิด, กรงนกใหญ่ที่ปรับปรุงให้ทันสมัยสอดรับกับธรรมชาติของนกนานาพันธุ์, หุบเสือป่า หุบที่มีเสือหลากหลายสายพันธุ์และหาดูได้ยาก อาทิ สิงโตแอฟริกา เสือดำ เสือหิมะ เสือโคร่งขาว รวมทั้งสถานที่จัดแสดงพันธุ์แมวป่าแบบจำลองทางธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทยและเป็นศูนย์รวมเสือนานาชนิดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ นกกาบบัว บินพาเหรดเหนือน้ำ มหัศจรรย์โลกใต้น้ำฮิปโปว่ายน้ำพร้อมฝูงปลานับร้อย พร้อมกิจกรรมไว้รองรับนักท่องเที่ยว สวนสัตว์เปิดเขาเขียวมีขบวนรถพ่วง (Auto Tram) ที่ทันสมัยและปลอดภัยให้บริการฟรี นักท่องเที่ยวจะได้พบกับสัตว์ป่าต่างๆเต็มอิ่มตลอดระยะทางกว่า 3.5 กิโลเมตร

กิจกรรมเด่นที่เปิดให้บริการในสวนสัตว์เปิดเขาเขียว (1) สวนจัดแสดงเพนกวิน ชมพาเหรดเพนกวิน และชมการสาธิตการให้อาหาร (2) เกาะลีเมอร์หางแหวน (ลีเมอร์แลนด์) ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม และให้อาหารลีเมอร์หางแหวนอย่างใกล้ชิด (3) โซนสัตว์แอฟริกา ชมความน่ารักของสัตว์แอฟริกาน้อยใหญ่ พร้อมกิจกรรมการให้อาหารยีราฟ (4) ขบวนพาเหรดนกกาบบัว ชมความสวยงามของขบวนพาเหรดนกกระทุง และนกกาบบัว ได้อย่างใกล้ชิด (5) เรียนรู้วิธีช้างไทย ชมช้างว่ายน้ำและการสาธิตการให้อาหารช้าง (6) เปิดให้นำรถเข้าในบริเวณที่สวนสัตว์อนุญาต เช่น โซนหุบเสือป่า ออสเตรเลียโซน มหัศจรรย์สัตว์โลก เป็นต้น ข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.khaokheow.zoothailand.org โทร.038-318444

สำหรับผู้จะไปทางเหนือ สวนสัตว์เชียงใหม่มีศูนย์จัดแสดงสัตว์นานาชนิดกว่า 7,000 ตัว ที่พร้อมรอให้ทุกท่านมาสัมผัส สวนสัตว์เชียงใหม่ มีสัตว์เด่นและกิจกรรมไว้รองรับนักท่องเที่ยว อาทิ ความน่ารักของแพนด้า ตำแหน่งเป็นถึงทูตสันถวไมตรีจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ศูนย์จัดแสดงนกเพนกวิน ศูนย์เลี้ยงแมวน้ำเคปเฟอร์ซีล ศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำครบวงจรแห่งแรกและแห่งเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Chiangmai Zoo & Chiangmai Zoo Aquarium แหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งใหม่ซึ่งจะเป็นศูนย์การแสดงสัตว์น้ำนานาชนิด ของเอเชียและโลกในอนาคต ด้วยอุโมงค์ใต้น้ำขนาดใหญ่และมีความยาวมากที่สุดในโลกที่รวบรวมปลาน้ำจืดแห่งลุ่มน้ำโขงและโลกใต้ทะเลอุโมงค์น้ำจืด และสัตว์น้ำจืด กว่า 60 ชนิดหายาก และอุโมงค์น้ำเค็ม อุโมงค์ที่จะทำให้เด็กๆ ได้สัมผัสถึงชีวิตของสัตว์น้ำนานาชนิดกว่า 10,000 ตัวความมหัศจรรย์อันน่าหลงใหลใต้ท้องทะเลสีครามผ่านอุโมงค์ใสที่มีความยาวถึง 66.5 เมตร อีกทั้งมีสัตว์ที่น่าสนใจอื่นๆ อีกมากมายให้ได้ศึกษาเรียนรู้ เช่น ช้างไทยโคอาล่า สวนนกฟลามิงโก ลิงขนาดเล็ก นกแก้วมาร์คอว์นาก แรดอินเดียหนึ่งเดียวในประเทศไทย

นอกจากนี้ จะมีการแสดงความสามารถของสัตว์ เช่น นกแก้วมาคอว์ นาก นกกระทุง รวมทั้งมีส่วนจัดแสดงเพนกวิน แมวน้ำ สวนสัตว์เด็ก (Zoo Kid Zone) และสวนชมนกนครพิงค์ ในพื้นที่ 6 ไร่ สำหรับโรงเรียนที่จะนักเรียนเข้ามาทัศนศึกษา ก็มีโครงการนำนักเรียนเข้าเรียนรู้ในสวนสัตว์เชียงใหม่ เพื่อให้สวนสัตว์เป็นที่รองรับในการให้ความรู้ ปลูกจิตสำนึก และสร้างความตระหนัก ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อมสมกับที่เป็น “แหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ”

กิจกรรมเด่นที่เปิดให้บริการในสวนสัตว์เชียงใหม่ เช่น (1) เชียงใหม่ ซู อควาเรียม พร้อมเปิดให้เข้าชมโลกใต้น้ำ เป็นศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำครบวงจรแห่งแรก รวบรวมปลาน้ำจืด และโลกใต้ทะเลเข้าด้วยกัน มีอุโมงค์ใต้น้ำขนาดใหญ่ติดอันดับโลก (2) กิจกรรมใหม่ “WOW AFRICA” มิติใหม่แห่งการเที่ยวชมสวนสัตว์เชียงใหม่ โลดแล่นไปในดินแดนแอฟริกา (3) เข้าชมความน่ารักของแพนด้า “หลินฮุ่ย” ส่วนจัดแสดงแพนด้าแห่งเดียวในประเทศ (4) ส่วนจัดแสดงนกเพนกวิน เป็นต้น ข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.chiangmai.zoothailand.orgโทร. 053-210957, 053-218268, 053-218269

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องปฏิบัติตัวดังนี้ เวลาออกท่องเที่ยว คือ การเว้นระยะห่างทางสังคม การล้างมือด้วยสบู่เป็นประจำ การใส่หน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่น และทุกครั้งที่ออกจากบ้าน การเช็ดทำความสะอาดพื้นที่อยู่อาศัยด้วยน้ำยาที่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ การงดเดินทางโดยยานพาหนะสาธารณะที่ไม่จำเป็น หรือการรับประทานอาหารส่วนตัวและใช้อุปกรณ์ในการรับประทานอาหารที่สะอาดและผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว เป็นต้น

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : บอกลา…พฤติกรรมพาแก่เร็ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – Life & Health : บอกลา…พฤติกรรมพาแก่เร็ว (naewna.com)

Life & Health : บอกลา...พฤติกรรมพาแก่เร็ว

Life & Health : บอกลา…พฤติกรรมพาแก่เร็ว

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

แม้ว่าเรื่องของความแก่จะเป็นสิ่งที่หลายคนเกลียดและอยากจะหลีกเลี่ยงให้ไกลที่สุด เพราะไม่เพียงแค่เรื่องของสุขภาพภายในเท่านั้น หากแต่รูปร่างหน้าตาผิวพรรณ ต่างก็ส่งสัญญาณฟ้องให้เห็นจนเราเองก็ตกใจ หรือมีข้อข้องใจเรื่องของความเปลี่ยนแปลงทั้งรูปลักษณ์ภายนอกและสุขภาพภายในที่ควงคู่กันมาอย่างรวดเร็วก่อนเพื่อนในวัยเดียวกัน

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ศุกระฤกษ์ กรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่า สิ่งที่ทำให้เราดูสูงวัยขึ้นอาจไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของอายุเท่านั้น หากแต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นตัวการเร่งความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ให้เร็วขึ้นโดยที่เราเองอาจคาดไม่ถึงเลยด้วยซ้ำ ส่วนจะเกิดจากอะไรบ้างนั้น ลองมาสังเกตตัวเองกันดูหน่อยมั้ย!!

เลือกกินตามใจปาก

คุณรู้หรือไม่ว่ารูปแบบพฤติกรรมการรับประทานอาหารของเราเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำร้ายสุขภาพและทำให้ร่างกายทรุดโทรม โดยเฉพาะอาหารที่ให้พลังงานมาก เช่น ของทอด ของหวาน อาหารที่มีไขมันชนิดอิ่มตัว (ไขมันจากสัตว์ กะทิ) คาร์โบไฮเดรตและโปรตีนที่ให้แคลอรีสูง ฯลฯ ไม่เพียงแต่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเท่านั้น หากยังกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระซึ่งเป็นตัวการร้ายทำลายผิวและอวัยวะต่างๆ เสื่อมก่อนวัยและทำลายคอลลาเจนที่อยู่ในเซลล์ผิวหนัง ทำให้ผิวหย่อนคล้อย ไม่กระชับและอาจเกิดริ้วรอยได้ง่าย ดังนั้นจึงควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นผักสด ผลไม้หลากสีซึ่งมีวิตามิน แร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีผลดีต่อร่างกายและผิวพรรณโดยตรง

นอนน้อย พักผ่อนไม่พอ

การนอนน้อยหรืออดนอน ไม่เพียงทำให้เรารู้สึกเพลีย ไม่สดใสเท่านั้น ยังส่งผลให้ระบบต่างๆ ทำงานผิดปกติ ภูมิคุ้มกันลดเจ็บป่วยง่าย แถมผิวพรรณเหี่ยวย่น ริ้วรอยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ใครอยากหน้าเด็กควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ เข้านอนให้เร็วขึ้น เพราะช่วงเวลาระหว่าง 4 ทุ่ม ถึงตี 2 จะเป็นช่วงที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนเมลาโทนินที่ทำให้หลับลึก ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ แถมในช่วงที่เราหลับลึกร่างกายจะหลั่งโกรทฮอร์โมนซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นการซ่อมแซมฟื้นฟูเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะคอลลาเจนใต้ผิวหนัง แต่อย่างไรก็ตามไม่ควรนอนคว่ำหรือตะแคง เพราะมีส่วนทำให้เกิดตีนกาและรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า

สูบบุหรี่ & ดื่มแอลกอฮอล์

ทั้งบุหรี่และแอลกอฮอล์ เป็นตัวการร้ายที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะผลาญวิตามินสำคัญ โดยเฉพาะวิตามินบี ซึ่งกระตุ้นการเกิดสารอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดความเสื่อมของเซลล์ในร่างกายแล้ว ยังเป็นวายร้ายทำลายผิวพรรณให้แห้งกร้านสูญเสียความตึงตัว เกิดริ้วรอย รวมถึงยังทำให้การไหลเวียนเลือดไปที่ผิวหนังไม่ดี ทำให้ใบหน้าหมองคล้ำ ไม่สดใสหยาบกร้าน ที่สำคัญยังเป็นต้นเหตุให้สุขภาพร่างกายเสื่อมโทรมลงและเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งอีกด้วย ดังนั้นถ้าอยากรักษาสุขภาพผิวให้เต่งตึง อ่อนเยาว์สมวัย เลิกสูบบุหรี่และเลิกดื่มแอลกอฮอล์กันเถอะ

เครียดบ่อย

ความเครียดดูเหมือนจะเป็นศัตรูตัวร้ายของความอ่อนเยาว์มากที่สุด เพราะหากเกิดความเครียดร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมา ซึ่งถ้ามีฮอร์โมนตัวนี้มากเกินไปเซลล์ต่างๆ จะเสื่อมสภาพเร็ว อีกทั้งยังทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายแปรปรวน ซึ่งไม่เพียงทำให้ร่างกายและจิตใจเสื่อมโทรมลงเท่านั้น หากยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว เพราะความเครียดสัมพันธ์กับโรคต่างๆ แทบทุกโรคทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด ฯลฯ ดังนั้นเมื่อรู้ตัวว่าเครียดต้องรีบปรับเปลี่ยนอารมณ์ไม่ยึดติดกับความเครียดนานเกินไป ปล่อยวางความคิด หรือหยุดจากงานตรงหน้าไปทำกิจกรรมอย่างอื่นสักระยะ โดยหากิจกรรมที่ช่วยสร้างความผ่อนคลาย เช่น ฟังเพลง เดินไปพูดคุยกับเพื่อน ฯลฯ เมื่ออารมณ์แจ่มใสขึ้นจึงค่อยเริ่มต้นกันใหม่

ไม่ทากันแดด

แสงแดดเป็นตัวการสำคัญในการทำร้ายผิว ที่ส่งผลต่อความหมองคล้ำ ผิวเหี่ยวย่น เกิดริ้วรอย แต่ส่วนใหญ่คนจะทาครีมกันแดดเฉพาะเวลาไปเที่ยว โดยไม่สนใจว่าระหว่างวันขณะทำงานนั้น ผิวหนังและผิวหน้าก็จะถูกรังสียูวีทำลายด้วยเช่นกัน ฉะนั้นไม่ว่าจะอยู่ในที่ร่มหรือกลางแจ้ง สภาพอากาศจะเป็นแบบไหนก็ไม่ควรละเลยการทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30-50 เป็นประจำ และหลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงเวลา 10.00-15.00 น. หากจำเป็นควรกางร่ม หรือสวมหมวก และสวมแว่นกันแดดทุกครั้ง

เมคอัพจัดเต็ม

แม้การแต่งหน้าจะเป็นปัจจัยเคียงข้างความสวยงาม แต่การประโคมเมคอัพแบบจัดเต็มอยู่บ่อยๆ สุขภาพผิวหน้าเราก็จะอ่อนแอลงทุกวันเพราะฤทธิ์ของสารเคมีในเครื่องสำอางที่ใช้เป็นประจำ จะส่งผลให้ผิวหน้าเราเหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร ยิ่งถ้าล้างเครื่องสำอางออกไม่หมดจะทำให้รูขุมขนทำงานไม่สะดวก เกิดการอุดตัน เกิดการสะสมของสิ่งสกปรกจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดความหมองคล้ำ เกิดสิว ริ้วรอยและเกิดความเสื่อมสภาพได้อย่างรวดเร็ว หากไม่อยากแก่เร็วลองหันมาแต่งหน้าแบบบางๆ เผยให้เห็นความสวยธรรมชาติดูบ้าง หรือหากต้องแต่งหน้าควรต้องใส่ใจกับขั้นตอนการทำความสะอาดผิวหน้าโดยเช็ดทำความสะอาดเมคอัพให้หมดจด เพราะนี่คืออีกหนึ่งเคล็ดลับผิวหน้าสวยใสที่ไม่ควรมองข้าม

ใครที่อยากสวย ใส หน้าเด็ก ไม่ดูแก่กว่าวัย ขอบอกไว้ก่อนเลยว่าต้อง ลด ละ เลิก พฤติกรรมที่บอกเหล่านี้ พร้อมกับเริ่มต้นดูแลตัวเองเสียแต่เนิ่นๆ ทั้งการเลือกรับประทานอาหารที่ดีมีคุณค่า ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนอย่างเพียงพอ ทำจิตใจให้แจ่มใสและมองโลกในแง่ดี คุณก็จะดูดี มีเสน่ห์ และช่วยยืดเวลาให้ดูอ่อนเยาว์กว่าวัยจนหลายคนต้องอิจฉา

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จักลูกรักที่เข้าสู่วัยแห่งการเปลี่ยนแปลง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – LIFE&HEALTH : รู้จักลูกรักที่เข้าสู่วัยแห่งการเปลี่ยนแปลง (naewna.com)

LIFE&HEALTH : รู้จักลูกรักที่เข้าสู่วัยแห่งการเปลี่ยนแปลง

LIFE&HEALTH : รู้จักลูกรักที่เข้าสู่วัยแห่งการเปลี่ยนแปลง

วันพุธ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เด็กน้อยวัยซุกซนที่พ่อแม่ต้องคอยดูแลเมื่อเวลาผ่านไปไม่นานก็จะโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ด้วยความที่อยู่ใกล้ชิดกันตลอดเวลา คุณพ่อคุณแม่จึงมักจะเคยชินหรือเห็นว่าลูกยังเป็นเด็กอยู่เสมอโดยไม่ทันได้สังเกตว่าลูกๆ กำลังก้าวข้ามจากวัยเด็กเข้าสู่วัยแรกรุ่นที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเด็กชายหรือหญิง แต่ละคนก็ไม่เหมือนกันบางคนโตเร็วพรวดพราดจนจำแทบไม่ได้แต่บางคนอาจช้ากว่าคนอื่น รวมถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจากที่เคยเป็น จากเด็กที่ว่านอนสอนง่ายกลับกลายเป็นคนละคน ทั้งเริ่มมีความคิดเห็นแตกต่างจากพ่อแม่ การแสดงออกด้านพฤติกรรมและคำพูด ที่มีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น หรือมักปลีกตัวไปอยู่ตามลำพังและคิดเองทำเองบ่อยๆ ไม่ชอบให้พ่อแม่เข้ามาควบคุมจัดการเหมือนแต่ก่อน โดยในขณะเดียวกันก็อยากเข้ากลุ่มและทำอะไรเหมือนกับเพื่อน ติดเพื่อนมากกว่าครอบครัว

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ เหล่านี้ ถือเป็นเรื่องปกติที่พ่อแม่ต้องเปิดใจเรียนรู้และทำความเข้าใจกับพัฒนาการของลูกในวัยที่กำลังเติบโตเป็นวัยรุ่น ซึ่งถือได้ว่าเป็นช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต ระหว่างวัยเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงระยะของวัยนี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างมากมาย ลักษณะการเจริญเติบโตและพัฒนาการด้านต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงวัยรุ่น มีดังนี้

l พัฒนาการด้านร่างกาย จะสามารถสังเกตได้ค่อนข้างเด่นชัด เพราะต่อมไร้ท่อผลิตฮอร์โมนการเจริญเติบโตและฮอร์โมนเพศทำให้ร่างกายเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเด็กหญิงส่วนสูงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนในวัยรุ่นตอนต้น ซึ่งจะเติบโตเร็วกว่าเด็กชายประมาณ 1-2 ปี โดยมีลักษณะทางเพศเริ่มจากมีเต้านมขยายใหญ่ เอวคอดลง สะโพกผายมีขนบริเวณรักแร้และอวัยวะเพศ และมีประจำเดือนครั้งแรกหลังจากเริ่มมีหน้าอกประมาณ 2-3 ปีส่วนเพศชายมักเริ่มจากอัณฑะและอวัยวะเพศขนาดโตขึ้น มือเท้าใหญ่ แขน ขาและลำตัวยาวขึ้นหน้าอกและไหล่ขยายกว้าง มีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ มีหนวดเคราขึ้น เสียงแตก สิวขึ้น มีกลิ่นตัว และเริ่มมีฝันเปียก เป็นต้น

l พัฒนาการทางจิตใจ แม้ว่าลูกยังต้องการความรักความเอาใจใส่จากพ่อแม่ แต่ลูกก็ต้องการเป็นตัวของตัวเอง ต้องการความอิสระ ต้องการให้พ่อแม่ยอมรับความคิดเห็นของตนเองมากขึ้นต้องการมีพื้นที่ของตนเอง อยากรู้ อยากเห็นอยากลอง สิ่งแปลกใหม่ เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์และความภาคภูมิในในตนเอง ต้องการที่จะเลือกการกระทำและตัดสินใจด้วยตนเอง ซึ่งการตัดสินใจนั้นวัยนี้ยังไม่สามารถคำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาในระยะยาวได้อย่างรอบด้าน เขาจึงยังต้องมีผู้ใหญ่ที่จะคอยเฝ้าดู ติดตามในระยะห่างและช่วงเวลาที่เหมาะสม พร้อมให้คำปรึกษาแนะนำ เปิดโอกาสยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างและลูกยังคงเป็นที่รักของพ่อแม่อย่างไม่มีเงื่อนไข

l พัฒนาการทางอารมณ์ ลูกจะมีความวิตกกังวลหรือการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ได้ง่าย จากระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงและต้องเผชิญกับการปรับตัวกับหลายสิ่งอย่างทั้งสภาพร่างกายที่เปลี่ยนไป การเรียนที่หนักขึ้น การเป็นที่ยอมรับของกลุ่มเพื่อน ฯลฯ ลักษณะอารมณ์จึงมักเป็นไปอย่างรุนแรงและเปิดเผยทั้งในด้านบวกและลบ ฉะนั้นในบางครั้งลูกก็จะร่าเริง ครึกครื้น มั่นใจ มีความสุข อยากทำหลายอย่าง แต่บางครั้ง จู่ ๆ ก็อาจซึมเศร้า หรือหงุดหงิด โกรธง่ายหากถูกขัดใจ และมักแสดงออกด้วยพฤติกรรมหรือคำพูดในเชิงก้าวร้าว เรียกได้ว่าเป็นช่วงวัยที่มีอารมณ์รุนแรงและแปรเปลี่ยนได้ง่ายไม่มั่นคง

l พัฒนาการทางสังคม เมื่อลูกเริ่มโต เขาจะมีความคิดเป็นของตัวเอง จึงมักจะชอบแยกตัวอยู่ตามลำพังเพราะต้องการความอิสระและเป็นส่วนตัว ไม่สนิทสนมกับพ่อแม่พี่น้องเหมือนเดิม แต่จะให้ความสำคัญกับเพื่อนมากกว่า จะใช้เวลากับเพื่อนนานๆ มีกิจกรรมนอกบ้านมากขึ้น ช่วงแรกมักจะมีเพื่อนเพศเดียวกันเป็นกลุ่มใหญ่ตามกิจกรรมและความสนใจที่คล้ายๆ กัน ในเวลาต่อมาเพื่อนจะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มมีความสนใจเพศตรงข้าม สนใจสังคมสิ่งแวดล้อม ปรับตัวเองให้เข้ากับกฎเกณฑ์กติกาของกลุ่มของสังคมนอกบ้านได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังชอบทำตัวเลียนแบบบุคคลอื่นที่ตนเองชื่นชอบ เช่น การแต่งกายตามอย่างดาราหรือนักร้องที่ตนชอบเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของสังคม

l พัฒนาการทางสติปัญญา ลูกๆ จะเริ่มมีความคิดเชิงคุณธรรมจริยธรรม มีความคิดสร้างสรรค์เชิงนามธรรมมากขึ้น สามารถเชื่อมโยงความจำ การควบคุมตนเอง การติดตามผลงานและแรงจูงใจ ในการค้นหาว่าตัวเองว่าถนัดอะไรสนใจเรื่องไหน รู้จักสังเกตและปรับปรุงข้อบกพร่องของตนเอง ต้องการทำอะไรด้วยตนเองเพื่อหาประสบการณ์ สนใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ กล้าที่จะลองถูกลองผิด จึงทำให้เกิดการส่งเสริมพัฒนาทางด้านสติปัญญากว้างมากขึ้น เพราะเด็กได้ลงมือทำเองได้พบกับปัญหาและวิธีการแก้ปัญหาด้วยตนเอง และถ้าทำสำเร็จเด็กก็จะรู้สึกภาคภูมิใจ ลูกจึงมีเหตุผลมากขึ้น สามารถแสดงความคิดเห็นหรือแสดงความรู้สึกของตนเองให้ผู้อื่นเข้าใจ ในขณะเดียวกันก็รู้จักสังเกตความคิดและความรู้สึกของผู้อื่นที่มีต่อตนเอง

ทั้งนี้ในช่วงวัยนี้ลูกมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วนอกจากการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมกิจกรรมงานอดิเรกที่ผ่อนคลาย พ่อแม่ต้องดูแลเรื่องอาหารการกินและโภชนาการให้กับลูก เพื่อให้เขาได้รับพลังงานและสารอาหารที่เพียงพอเหมาะสมกับวัย ด้วยการให้ลูกรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่อย่างหลากหลายในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อช่วยในเรื่องการพัฒนาสมอง บำรุงร่างกายให้แข็งแรงและต้านทานโรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะสารอาหารที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของสมองและระบบประสาท เช่น ไขมัน โปรตีน วิตามินและเกลือแร่ต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างสารสื่อประสาทที่จะส่งต่อกระแสประสาทระหว่างเซลล์สมอง และมีส่วนสำคัญต่อการทำงานของระบบประสาทและสมอง การเจริญเติบโตของเซลล์ร่างกาย การสร้างเม็ดเลือด การทำงานของเอนไซม์ต่างๆ ในร่างกาย รวมถึงสารอาหารอื่นๆ โดยเฉพาะแคลเซียมซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการเจริญเติบโตและความแข็งแรงของกระดูก

อย่างไรก็ตาม คุณจะเห็นว่าความเปลี่ยนผ่านในช่วงวัยเป็นเรื่องปกติที่เด็กทุกคนต้องก้าวข้ามไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า พ่อแม่จึงควรเป็นแบบอย่างที่ดี ให้การดูแลเอาใจใส่ด้วยความรัก ความอบอุ่น ความเข้าใจกระบวนการเปลี่ยนแปลงในวัยรุ่นในด้านต่างๆ ส่งเสริมการทำกิจกรรมที่หลากหลาย รอบด้าน ให้โอกาสตัดสินใจด้วยตนเอง ให้คำปรึกษาแนะนำ สนับสนุนและติดตามผล สอดคล้องกับสภาวะทางร่างกายและจิตใจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสม่ำเสมออย่างถูกต้องเหมาะสม แล้วในที่สุดลูกที่อยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ตัวน้อยที่มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี สามารถรับผิดชอบตนเอง ช่วยเหลือเอื้อประโยชน์ต่อสังคม ประเทศชาติและประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างงดงาม

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เตรียมผิวให้ฉํ่าว้าวรับหน้าหนาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – LIFE&HEALTH : เตรียมผิวให้ฉํ่าว้าวรับหน้าหนาว (naewna.com)

LIFE&HEALTH : เตรียมผิวให้ฉํ่าว้าวรับหน้าหนาว

LIFE&HEALTH : เตรียมผิวให้ฉํ่าว้าวรับหน้าหนาว

วันพุธ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เริ่มเข้าหน้าหนาวกันแล้ว หลายๆ คนเริ่มจะมีปัญหาผิวแห้ง ผิวคัน ผิวเป็นขุย ผิวแลดูสุขภาพไม่ดี มีความกร้าน เรามารู้ที่มาของผิวแห้งในหน้าหนาวกันคำแนะนำจาก พญ.ปุณณภา ดีวงกิจ แพทย์ผิวหนัง คลินิกสยามเดอร์มาติกส์ เปิดเผยว่า พอเข้าหน้าหนาว อุณหภูมิลดต่ำลง ซึ่งอากาศที่เย็นจะอุ้มน้ำในอากาศได้น้อยกว่าอากาศที่อุ่น ทำให้ความชื้นในอากาศลดลงในช่วงฤดูหนาว เมื่ออุณหภูมิต่ำลงและความชื้นในอากาศลดลง จะทำให้ผิวหนังสูญเสียความชุ่มชื้นไขมันในชั้นหนังกำพร้าลดลง โอกาสเกิดการระคายเคืองของผิวหนังเพิ่มสูงขึ้น มีอาการคันที่ผิวหนังเพิ่มมากขึ้น เหล่านี้จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนไข้กลุ่มโรคผิวหนัง จะมีอาการมากขึ้นหรือกลับมามีอาการทางผิวหนังในช่วงฤดูหนาวได้ เช่น กลุ่มคนไข้ Atopic dermatitis (AD) กลุ่มแพ้สัมผัสสาร (irritant contact dermatitis & Allergic contact dermatitis) เป็นต้น นอกจากอากาศที่เย็นมากขึ้น ความชื้นที่ลดลง การใช้ชีวิตประจำวันของเราในบางอย่าง ก็ยิ่งกระตุ้นผิวให้แห้งมากขึ้น ได้แก่ การอาบน้ำอุ่น การใช้สบู่ก้อน การกินยาบางชนิด การดื่มน้ำน้อยการอยู่ห้องแอร์เป็นเวลานานๆการไม่ทาครีมบำรุงผิว เป็นต้นเมื่อเราทราบถึงปัจจัยกระตุ้นผิวแห้งแล้วปัจจัยไหนที่เราหลีกเลี่ยงได้ เราควรหลีกเลี่ยง เช่น ดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น ใช้เป็นสบู่เหลวที่ปรับค่า pH แทนสบู่ก้อน และฟอกสบู่เหลวเท่าที่จำเป็น ควรทาครีมหลังอาบน้ำทันที เพื่อคงความชุ่มชื้นของผิวไว้

นอกจากเรื่องผิวแห้งในหน้าหนาวแล้ว ที่เรายังลืมไม่ได้คือ ครีมกันแดด แม้ว่าเข้าหน้าหนาว บางวันแดดดูไม่มากแต่แสง UV นั้นยังส่องผ่านมาโดนผิวเราได้ตลอด ทำให้ผิวเราดูหมองลงและคล้ำลงได้

สำหรับการเลือกครีมบำรุงช่วงหน้าหนาวนั้น ควรเลือกรูปแบบที่เป็นครีม เนื่องจากจะเก็บความชุ่มชื้นได้ดีกว่าโลชั่น ซึ่งคุณสมบัติที่ดีของครีมบำรุง (moisturizer) นั้นควรมีสารที่เก็บความชุ่มชื้น (humectant) และสารที่ปกป้องการสูญเสียน้ำจากผิวชั้นหนังกำพร้า (emollient) ในสัดส่วนที่พอเหมาะ นอกจากสารสองกลุ่มนี้ ตัวที่สำคัญที่เราจะดูในครีมหรือผลิตภัณฑ์ที่เราเลือกใช้คือ functional ingredients หรือ สารออกฤทธิ์ตัวอื่นๆ เช่น ลดการอักเสบ ลดเม็ดสี สารต่อต้านอนุมูลอิสระเป็นต้น ชึ่งจะขอยกตัวอย่างมาบางตัวที่มักจะพบได้บ่อยในครีมที่มีขายในท้องตลาด ได้แก่

l Nicotinamide หรือ vitamin B3 ซึ่งเป็นสารที่ละลายน้ำ ช่วยเพิ่มการสร้างสารที่ทำให้ผิวหนังแข็งแรง (ceramide) ลดเม็ดสีได้ และยังมีฤทธิ์ลดการอักเสบและยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ผลข้างเคียงที่พบได้คือรู้สึกร้อนๆ ที่ผิวหลังทาได้ (flushing)

l Alpha hydroxy acids (AHAs) เป็นกลุ่มของกรดอินทรีย์คาร์บอกซิล รวมกรดแลกติก กรดไกลโคลิกกรดมาลิก กรดทาร์ทาริก ช่วยกระตุ้นให้หนังกำพร้าหลุดลอกเร็วขึ้น ลดเม็ดสีลดรอยคล้ำจากแดด ลดริ้วรอยตื้นๆ ซึ่ง AHAs มีหลายความเข้มข้น ในครีมที่ขายตามท้องตลาด จะใส่ความเข้มข้นได้ประมาณ 5-10% ถ้าความเข้มข้นสูงกว่านั้นแนะนำให้ทำโดยแพทย์

l วิตามิน ซี และวิตามินอีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี ช่วยลดเม็ดสี ช่วยเพิ่มความกระจ่างใสของผิวได้

l Hyalironic acid (HA) เป็นสารสำคัญที่ช่วยเรื่องการสมานผิวและแผล กระตุ้นการสร้างเซลล์หนังกำพร้า เพื่อให้ผิวแข็งแรงและชุ่มชื้น เนื่องจาก HA เป็นโมเลกุลใหญ่อาจจะทำให้การดูดซึมของผิวไม่ดีเท่าที่ควร

l Peptides ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและส่งเสริมการสมานผิวให้แข็งแรง,

l วิตามิน เอ ช่วยเพิ่มการผลัดเซลล์ผิว ลดริ้วรอยตื้นๆ ได้

l สารสกัดจากธรรมชาติบางชนิด จะช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระได้ เป็นต้น

นอกจากการใช้ครีมผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่างๆ การทำทรีทเม้นต์ยังพอช่วยให้ functional ingredients ต่างๆ ซึมลงสู่ผิวได้ดีมากขึ้น ลดเม็ดสีเพิ่มความกระจ่างใสและความชุ่มชื้นได้ทั้งนี้ควรเลือกสารและเครื่องที่น่าเชื่อถือนอกจากการทำทรีทเม้นต์แล้ว การทำเลเซอร์ยังสามารถกระตุ้นคอลลาเจน ให้ผิวดูแข็งแรง ลดเม็ดสีหรือลดรอยคล้ำจากแดดได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น

l เลเซอร์กลุ่ม Q switch NdYag ที่จับเม็ดสี (melanin) โดยเฉพาะ จะสามารถช่วยทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้น ลดเลือนรอยดำได้อีกด้วย

l เลเซอร์เม็ดสี ช่วยรักษาฝ้า กระ จุดด่างดำ Fractional laser หรือ Fractional nano RF คลื่นวิทยุ เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาให้การรักษาปัญหาผิวหนังให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการที่ทำให้เกิดรูที่ผิวเล็กๆ เพื่อให้เกิดการซ่อมแซมผิวได้มากขึ้น เหมาะกับผู้ที่มีปัญหามาก และสามารถหลบแดดหลีกเลี่ยงการแต่งหน้าได้ 3-5 วัน

l HIFU (High intensity focus ultrasound) เป็นคลื่นเสียงแบบที่เราทำ Ultrasound แต่เป็นการรวมพลังให้เป็นจุดลงลึกถึงชั้นต่างๆ ของผิวโดยไม่มีแผล สามารถยกกระชับผิว และลดริ้วรอยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถลดริ้วรอยได้จริง แต่บางเครื่องต้องทำซ้ำหลายครั้ง และใช้เวลาในการซ่อมแซมผิว ติดตามข้อมูลได้ที่ http://www.facebook.com/Dermatiks/

นอกจากนี้ การพักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอจะช่วยให้ผิวพรรณสดใส รวมถึงการออกกำลังกายเป็นประจำก็มีความสำคัญไม่น้อย เพราะช่วยให้ระบบโลหิตไหลเวียนดีขึ้น ทำให้ผิวหนังได้รับสารอาหารและออกซิเจนเพิ่มมากขึ้นส่วนการทำจิตใจสดใสคลายเครียดนั้นก็เหมือนการผ่อนคลายกล้ามเนื้อไปในตัว

อย่างไรก็ตาม หากมีปัญหาผิวพรรณควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญจะดีที่สุด เนื่องจากผิวแต่ละคนมีปัญหาที่แตกต่างกัน การมีสุขภาพผิวที่ดีต้องดูแลสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพออยู่ในที่อากาศถ่ายเทดี ไม่มีมลภาวะรับประทานอาหาร ผัก ผลไม้ สูง ไขมันต่ำ ดื่มน้ำให้พอ ไม่เครียด อารมณ์ดี มองโลกในแง่บวก รวมกับ เทคโนโลยีเป็นตัวช่วยเสริมให้ผิวดูฉ่ำว้าวตลอดฤดูหนาวนี้

LIFE & HEALTH : แนวทางการเลือกซื้อเครื่องสำอาง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/532431

LIFE&HEALTH : แนวทางการเลือกซื้อเครื่องสำอาง

LIFE&HEALTH : แนวทางการเลือกซื้อเครื่องสำอาง

วันพุธ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สาวๆ หนุ่มๆ ทั้งหลายสมัยนี้ต่างให้ความสำคัญกับการมีผิวหน้าที่เนียน สวย สดใส แต่ด้วยแสงแดดและมลพิษต่างๆ ที่ต้องเจออยู่ทุกวัน ทำให้ใบหน้าหมอง คล้ำดำ อีกทั้งกระ และฝ้า ต่างก็เข้ามามีส่วนร่วมอยู่บนใบหน้า ไหนจะอายุที่มากขึ้น ทำให้การดูแลผิวเป็นไปได้ยากมากขึ้นไปอีก

การดูแลผิวพรรณด้วยเครื่องสำอางต่างๆ จึงเป็นที่จำเป็นสำหรับคนทั่วไป ไม่ว่าจะเพื่อการบำรุงผิวปกปิดหรือแต่งให้ดูหน้าสวยกระจ่างขึ้น ข้อมูลจาก รศ.ภญ.ธิดา นิงสานนท์เปิดเผยว่า แม้ว่าเครื่องสำอางจะช่วยเสริมสร้างความงามให้กับคุณผู้หญิงทั้งหลาย แต่บางครั้งเครื่องสำอางก็อาจแฝงไปด้วยอันตรายที่คุณมองไม่เห็นโดยเฉพาะคนที่ชอบซื้อเครื่องสำอางจากคำบอกเล่าของเพื่อนหรือคำเชิญชวนจากคนขาย ทั้งนี้ก็เพราะผิวของคนเราไม่เหมือนกัน ฉะนั้นก่อนตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางมาใช้ต้องแน่ใจว่าเครื่องสำอางนั้นจะไม่ทำให้หน้าคุณพัง โดยมีหลักการเลือกซื้อดังนี้

l ควรเลือกซื้อเครื่องสำอางตามความเหมาะสมกับตนเอง อย่าซื้อตามคนอื่น หรือซื้อเพราะเพื่อนแนะนำ เพื่อความแน่ใจคุณอาจต้องทดลองใช้ก่อน โดยการทดลองทาเครื่องสำอางบริเวณท้องแขนหรือหลังใบหูเช้า-เย็น โดยไม่ต้องเช็ดออกประมาณ 5-7 วัน ถ้าไม่มีอาการบวมแดงหรือเป็นผื่นคันๆ ก็หมายความว่าใช้เครื่องสำอางนั้น โดยไม่แพ้ บางคนใช้เครื่องสำอางที่เพื่อนๆ บอกว่าดีเหลือเกินแล้วกลับหน้าเห่อก็ยังดื้อจะใช้ต่อไป เพราะเสียดาย ทำให้อาการแพ้ยิ่งมากขึ้น ทางที่ดีควรหยุดใช้ทันทีที่มีอาการแสดงว่าแพ้

l ควรเลือกซื้อเครื่องสำอางจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ มีชื่อผู้ผลิตและที่อยู่พิมพ์ไว้ชัดเจนบนกล่องบรรจุ ไม่ควรซื้อเครื่องสำอางตามแผงลอยหรือหาบเร่ เพียงเพราะสีสวย ราคาถูก เพราะอาจได้เครื่องสำอางปลอมที่ไม่ได้มาตรฐาน

l ไม่ควรซื้อเครื่องสำอางครั้งละมากๆ เพื่อเก็บไว้ใช้นานๆ เนื่องจากเครื่องสำอางซื้อจากต่างประเทศถูกกว่าในเมืองไทย หลายๆ ท่านจึงตุนเครื่องสำอางโดยซื้อยกโหล ซึ่งอาจจะหมดอายุไปก่อนที่จะมีโอกาสได้ใช้ ถ้าจะซื้อครั้งละมากๆ ควรกะประมาณได้ว่าจะใช้หมดภายในเวลาเท่าใด อย่างมากไม่ควรเกิน 2 ปี การเก็บเครื่องสำอางก็มีความสำคัญ เพราะอุณหภูมิบ้านเราสูงกว่าในต่างประเทศ เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของไขมันและน้ำมันสูง อาจจะมีกลิ่นหืนได้ง่าย พวกโลชั่นหรือครีมถ้าเก็บไม่ดีจะมีการแยกเป็นชั้นน้ำและชั้นน้ำมัน กลิ่นก็จะเปลี่ยนไป จึงควรเก็บเครื่องสำอางไว้ในที่เย็น จะทำให้เก็บได้ทนนาน แต่ก็ไม่ควรเกิน 2 ปี

l ไม่ควรซื้อเครื่องสำอางเก่าก่อนซื้อเครื่องสำอางทุกครั้งต้องพิจารณาก่อนว่า มีสี กลิ่น หรือความข้นเปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่

l ภาชนะบรรจุเครื่องสำอางที่มีคุณภาพ ต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ บรรจุภัณฑ์ไม่ฉีกขาดหรือแตก เพราะอาจมีสิ่งสกปรกปนเปื้อนได้

l ต้องสังเกตว่า ฉลากเครื่องสำอางควรอยู่ในสภาพเรียบร้อยไม่ฉีกขาด มีข้อความภาษาไทยที่อ่านชัดเจน มีรายละเอียดชื่อชนิดเครื่องสำอาง ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า ครั้งที่ผลิต วันเดือนปีที่ผลิตวิธีใช้ ปริมาณสุทธิ และคำเตือนในการใช้

เพียงเท่านี้คุณก็จะได้เครื่องสำอางที่เหมาะสมกับผิวของคุณเองแถมยังเป็นเครื่องสำอางที่ได้มาตรฐานอีกด้วย สำหรับการทำความสะอาดใบหน้าก่อนแต่งแต้มสีสันไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไร เพียงแค่ล้างหน้าให้สะอาด ทาโลชั่นบำรุงผิว และครีมกันแดดก่อนออกจากบ้าน ความยุ่งยากอยู่ที่การล้างเครื่องสำอางออกต่างหากคือ ต้องขจัดคราบเครื่องสำอางออกให้เกลี้ยงเกลา โดยเฉพาะรองพื้น แป้งผัดหน้า เพราะถ้าล้างออกไม่หมด มันจะอุดรูขุมขน ทำให้สิ่งสกปรกรวมทั้งไขมันตกค้างอยู่ใต้ผิวหนัง ดันผิวหนังบริเวณนั้นให้โป่งเป็นเม็ดขึ้นมา ดังนั้นเมื่ออยากจะใช้เครื่องสำอางต้องขยันทำความสะอาดใบหน้าให้หมดจดด้วย

เมืองไทยมีแดดแรง และมีอุณหภูมิสูงเกือบตลอดทั้งปี แม้กระทั่งในช่วงฤดูหนาว รังสียูวีจากแสงแดด เป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้ผิวเกิดกระและฝ้า เพราะเมื่อผิวหนังถูกแดดก็จะทำให้เกิดเม็ดสีผิว หรือเมลานินสะสมในผิวหนัง ส่งผลให้สีผิวไม่สม่ำเสมอ กลายเป็นกระ และเกิดฝ้าตามมา

ผลิตภัณฑ์กันแดดจึงมีบทบาทสำคัญ เพราะประกอบด้วยสารที่ทำหน้าที่ดูดแสงอัลตราไวโอเลต (UV)ไว้ ปกป้องผิวจากอันตรายของแสงอาทิตย์ ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจอยู่ในรูปครีม น้ำมัน หรือโลชั่นทาผิว หรือเป็นสารที่ทำหน้าที่ปกป้องผิว โดยการสะท้อนแสงให้กระจายออกไปจากผิวและบดบังรังสีแสงแดด ซึ่งสารกลุ่มหลังนี้จะช่วยลดอาการแพ้ที่เกิดขึ้นในบางคนได้

ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กันแดดนั้น ค่า SPF จะเป็นตัวกำหนดการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ถ้าต้องการให้สีผิวคล้ำขึ้นโดยไม่ต้องการให้ผิวไหม้ ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่า SPF ต่ำ และถ้าต้องการผลิตภัณฑ์ที่ป้องกันผิวจากแสงแดดอย่างสิ้นเชิง ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่า SPF 15 ขึ้นไปเรียกว่า Sunblock

ข้อแนะนำในการใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแดด คือ ควรทาก่อน 1-1/2 ชั่วโมง ก่อนออกไปกลางแจ้งเพื่อให้สารกันแดดได้ซึมเข้าสู่ผิว และควรทาผลิตภัณฑ์เหล่านี้ซ้ำ 1-2 ชั่วโมง/ครั้ง หลังจากลงว่ายน้ำ ออกกำลังกายเหงื่อออกมาก แม้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะระบุว่าป้องกันน้ำได้ก็ตาม สำหรับคนที่ต้องการให้ผิวสีคล้ำขึ้น ควรเริ่มต้นด้วยการตากแดดชั่วระยะเวลาสั้นๆ ก่อน แล้วตามด้วยการทาผลิตภัณฑ์กันแดด โดยเลือกตามค่า SPF แต่ถ้าเป็นผู้ที่แพ้แสงแดด ผิวหนังอักเสบปวดแสบปวดร้อนง่าย ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่า SPF สูง และไม่ตากแดดในช่วงเวลา 10 โมงเช้าไปจนถึงบ่าย 3 โมง เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวรังสีจากแสงแดดที่เป็นต้นเหตุทำให้ผิวหนังไหม้จะถูกส่งมายังผิวโลกในปริมาณสูงสุด

โดยสรุปการใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดในปริมาณที่เพียงพอจะสามารถป้องกันผิวจากรังสีอัลตราไวโอเลตได้ จะป้องกันการเกิด sunburn และช่วยลดอันตรายในระยะยาวของแสงแดดด้วย แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเลือกผลิตภัณฑ์และค่า SPF ที่ถูกต้องด้วย คุณสาวๆ ควรใส่ใจดูแลสุขภาพผิวพรรณอย่างจริงจัง เพื่อดูแลผิวสวยใสให้คงอยู่กับเราไปนานๆ

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : มาเติมอาหารมีประโยชน์กันเถอะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/530972

LIFE&HEALTH : มาเติมอาหารมีประโยชน์กันเถอะ

LIFE&HEALTH : มาเติมอาหารมีประโยชน์กันเถอะ

วันพุธ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การรับประทานอาหารอย่างเหมาะสมที่ดีให้ประโยชน์ ไม่เพียงแต่ช่วยเติมพลังงานให้เรารู้สึกอิ่มท้องและมีคุณค่าทางโภชนาการเท่านั้น หากแต่ยังส่งผลต่อระบบต่างๆ ภายในร่างกายอีกมากมาย ดังประโยคที่ว่า “You are what you eat” แต่ด้วยรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบแข่งขันกับเวลา เคร่งเครียดกับภาระหน้าที่ที่ต้อง
รับผิดชอบในหลายๆ ด้าน จนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน ที่ส่วนใหญ่มักเต็มไปด้วยแป้ง โปรตีนและไขมัน จนอาจขาดอาหารที่สำคัญ มีประโยชน์รวมทั้งปริมาณ เช่น ปริมาณผักผลไม้ที่ให้กากใยน้อยลง จนส่งผลเสียต่อการทำงานของระบบทางเดินอาหาร รวมทั้งยังมีผลต่อชนิดและปริมาณจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในลำไส้อีกด้วย

สุขภาพดีเริ่มต้นที่ลำไส้

ข้อมูลจาก ดร.สุภัจฉรา  นพจินดา สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปกติแล้วในลำไส้ของคนเรามีจุลินทรีย์อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งชนิดที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและชนิดที่ก่อให้เกิดโรคอยู่ร่วมกันโดยชนิดที่มีประโยชน์จะมีจำนวนมากกว่า แต่เมื่อใดก็ตามที่เราใช้ชีวิตแบบละเลยเรื่องของสุขภาพไป ทั้งจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป หรืออีกหลายๆ ปัจจัยประกอบกัน เช่น อายุที่มากขึ้น การรับประทานอาหารไม่มีประโยชน์ พักผ่อนน้อย ความเครียด การรับประทานยาบางชนิดเป็นประจำ เช่น ยาระบาย ยาคุมกำเนิด ยาแก้ปวด และการกินยาปฏิชีวนะบ่อยหรือติดต่อกันเป็นเวลานาน ล้วนเป็นสาเหตุให้ร่างกายมีจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ลดลงจนเกิดการเสียสมดุลในลำไส้ จนส่งผลเสียต่อสุขภาพและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

ปรับสมดุลให้ร่างกายด้วยอาหาร

จุลินทรีย์ชนิดที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ หรือ “โพรไบโอติกส์” (Probiotics) เป็นจุลินทรีย์ที่รู้จักกันมานานและถูกนำไปใช้ประโยชน์กันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในวงการอาหารซึ่งจะพบได้ในผลิตภัณฑ์ถนอมอาหารที่ผ่านขบวนการหมัก เช่น ชีส เต้าเจี้ยว กิมจิ มิโสะ หรือจากผลิตภัณฑ์นมหมัก เช่น นมเปรี้ยว หรือโยเกิร์ต เป็นต้น โดยโพรไบโอติกส์จะทำหน้าที่ช่วยปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในทางเดินอาหาร ทั้งในเรื่องการย่อยที่ดี การดูดซึมที่มีประสิทธิภาพ และการขับถ่ายของเสียที่สมบูรณ์ โดยจะช่วยเสริมการทำงานของแบคทีเรียชนิดที่ดีภายในร่างกาย เพื่อให้กระบวนการทำงานของอวัยวะต่างๆ ดำเนินไปอย่างปกติ โดยโพรไบโอติกส์จะช่วยปกป้องผนังทางเดินอาหาร ยับยั้งเจริญเติบโตของแบคทีเรียชนิดไม่ดีที่เป็นต้นเหตุหนึ่งของการติดเชื้อและการอักเสบต่างๆ และช่วยเพิ่มจำนวนแบคทีเรียชนิดดีในร่างกาย เพราะหากเมื่อใดก็ตามที่ร่างกายอ่อนแอหรือมีจุลินทรีย์ที่ให้ประโยชน์จำนวนไม่มากพอก็จะทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา เช่น ท้องผูก ท้องเสีย ลำไส้แปรปรวน ลำไส้อักเสบ มะเร็งและโรคทางระบบภูมิคุ้มกัน เช่น โรคหวัด เป็นต้น โดยจะช่วยเสริมการทำงานของแบคทีเรียชนิดที่ดีภายในร่างกาย เพื่อให้กระบวนการทำงานของอวัยวะต่างๆ ดำเนินไปอย่างปกติ โดยโพรไบโอติกส์จะช่วยปกป้องผนังทางเดินอาหาร ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียชนิดไม่ดีที่เป็นต้นเหตุหนึ่งของการติดเชื้อและการอักเสบต่างๆ และช่วยเพิ่มจำนวนแบคทีเรียชนิดดีในร่างกาย

ฉะนั้นกุญแจสำคัญในการดูแลสุขภาพให้กับระบบทางเดินอาหารจึงไม่ได้อยู่ที่ปริมาณเส้นใยอาหารที่เรารับประทานเข้าไปเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากยังต้องควบคู่ไปกับการมีปริมาณจุลินทรีย์อย่างสมดุล วิธีที่ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตและให้อาหารกับจุลินทรีย์ที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพก็คือ การรับประทานอาหารประเภทกากใยบางชนิด หรือ “พรีไบโอติกส์” (Prebiotics) ซึ่งถือเป็นอาหารชั้นยอดของโพรไบโอติกส์ที่อาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่ สำหรับอาหารธรรมชาติที่มีพรีไบโอติกส์มาก ได้แก่ กล้วย แอปเปิ้ล เห็ด หน่อไม้ฝรั่ง หัวหอม ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ ถั่วเหลือง ฯลฯ เนื่องจากเมื่อรับประทานอาหารเหล่านี้เข้าไปแล้วจะไม่ถูกดูดซึมในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก แต่จะผ่านลงไปยังลำไส้ใหญ่ เพื่อไปเลี้ยงหรือส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ

นอกจากนี้ การรับประทานอาหารที่มีพรีไบโอติกส์ ยังอาจช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง ช่วยเรื่องการเผาผลาญ และอาจมีประสิทธิภาพในด้านการต้านโรคบางชนิด เช่น โรคสมองที่เกิดจากภาวะแทรกซ้อนจากโรคตับโรคอ้วน ภาวะเมตาบอลิกซินโดรมโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็งลำไส้ และโรคเบาหวานชนิดที่ 2 รวมทั้งอาจช่วยป้องกันภาวะผื่นผิวหนังอักเสบและโรคแพ้อาหารในเด็กทารกได้อีกด้วย

ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อคุณรับประทานอาหารประเภทโพรไบโอติกส์แล้ว ไม่ควรลืมรับประทานอาหารที่เป็นพรีไบโอติกส์ควบคู่ไปด้วย เพราะหากไม่มีอาหารจุลินทรีย์ที่ดีเหล่านั้นก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ในร่างกายเราได้ หรือพรีไบโอติกส์เป็นอาหารของโพรฅไบโอติกส์นั่นเอง ดังนั้นทางที่ดีคุณจึงควรรับประทานอาหารให้หลากหลาย ในปริมาณที่เหมาะสมเป็นประจำทุกวัน

โดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่มีอายุมากขึ้นร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงชนิดนี้น้อยลง ทำให้เกิดอาการต่างๆทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ผิวพรรณเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น เส้นผมหลุดร่วง อารมณ์หงุดหงิดง่าย ประจำเดือนมาไม่ปกติ ฯลฯ ดังนั้น ก่อนจะกลายเป็นมนุษย์ป้าลองค้นหาอาหารที่มีเอสโตรเจนสูงมารับประทานกันดีกว่า ส่วนจะมีอะไรบ้างไปดูกัน

น้ำมะพร้าว ช่วยเพิ่มความสดชื่นและอุดมไปด้วยแร่ธาตุหลายๆ ชนิดแล้ว ยังมีปริมาณของเอสโตรเจนอยู่ด้วย พรุน เป็นผลไม้ที่มีสารอาหารสำคัญหลากหลายชนิด โดยเฉพาะฤทธิ์ของสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าผลไม้ชนิดอื่นๆ รวมถึงมีสารไฟโตรเอสโตรเจนสูงและมีจำนวนของไฟเบอร์ที่เป็นใยอาหารสูงถั่วเหลือง เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ประกอบไปด้วย โปรตีน คาร์โบไฮเดรตกรดอะมิโน ไขมันชนิดดี เส้นใยอาหาร วิตามิน และเกลือแร่สูง นอกจากนี้ ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ น้ำเต้าหู้ มีไอโซฟลาโวนส์ซึ่งเป็นเอสโตรเจนอีกชนิดหนึ่งจากธรรมชาติ ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนในร่างกายและดูดซึมได้ดี ที่สำคัญที่สุดยังมีโปรตีนและธาตุเหล็กที่สูงเทียบเท่ากับเนื้อสัตว์อีกด้วย งา มีสารอาหารสำคัญๆ จำนวนมากอยู่ในเมล็ดไม่ว่าจะเป็นโปรตีน ไขมัน วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ เช่น แคลเซียม ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม ฯลฯที่สำคัญมีไฟโตเอสโตรเจนสูงไม่แพ้ใครเลยทีเดียว ธัญพืชงานับเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับบำรุงสุขภาพผู้หญิงที่คุณไม่ควรพลาด

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เรามาเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ใหม่ด้วยการเติมเต็มอาหารดีๆ จากธรรมชาติกันตั้งแต่วันนี้ เพื่อการมีสุขภาพดีได้ในทุกๆ วัน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : การดูแลผิวรับหน้าหนาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/529449

LIFE&HEALTH : การดูแลผิวรับหน้าหนาว

LIFE&HEALTH : การดูแลผิวรับหน้าหนาว

วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ลมหนาวเริ่มมาเยือนแล้ว เมื่อลมหนาวมาบางครั้งถึงอุณหภูมิจะลดลงไม่มาก แต่ความชื้นในบรรยากาศจะลดลงมากกว่าในฤดูอื่น หรือผู้ที่ทำงานในห้องแอร์ที่มีความชื้นในอากาศต่ำ ข้อมูลจาก ผศ.พญ.สุวิรากร ธรรมศักดิ์ ประธานฝ่ายกิจกรรมสังคม สมาคมแพทย์ผิวหนังฯ และผู้อำนวยการคลินิกสยามเดอร์มาติกส์ เปิดเผยว่า ผิวหนังของเราจะเป็นตัวบอกความชื้นในบรรยากาศก่อนวิธีอื่น ผิวพรรณจะเริ่มแห้ง ตึง ลอกเป็นขุย โดยจะเริ่มที่ขาและแขนก่อน ต่อมาที่หน้าจนลามไปทั่วตัวอาจมีอาการคันยิบๆ ถ้าเป็นมากอาจแสบเหมือนเข็มตำ และมีผิวหนังอักเสบเกิดเป็นวงแดงๆ มีขุยกระจายอยู่เป็นหย่อมๆ ทั่วร่างกาย มีอาการคันเมื่อเกาผิวจะแตกเป็นร่องแดงมีน้ำเหลือง หรือเลือดซึมได้

ส่วนผิวหน้าก็มีการเปลี่ยนแปลง คนหน้ามันจะชอบหน้าหนาวเพราะผิวจะมันน้อยลง บางครั้งสิวก็ดีไปด้วย ส่วนคนหน้าแห้งต้องระวัง หน้าอาจจะแห้งลอกเป็นขุย โดยเฉพาะริมฝีปาก จะแห้งแตก เจ็บ ลอกเป็นขุย เป็นแผ่นได้ ส่วนมือ บางครั้งไม่ได้มีอาการอะไรก็ลอกได้เป็นแผ่นๆ อาจจะลอกปีละครั้งไม่ต้องทำอะไร แต่อย่าไปแกะจนเป็นแผล แต่ถ้าผิวแตก แห้งคัน โดยเฉพาะผู้ที่ชอบล้างมือบ่อยจะเป็นผิวหนังอักเสบได้ สำหรับเส้นผม ในหน้านี้จะเห็นว่าไฟฟ้าสถิตจะสูง เส้นผมจะแห้งกรอบ เวลาหวีผมจะดีดออกจากกัน มีเสียงเปรี๊ยะๆ ส่วนหนังศีรษะก็แห้ง มีรังแค บางทีก็ร่วงมาอยู่ตามไหล่เสื้อทำให้ไม่น่าดู

เพราะผิวหนังทำหน้าที่ปกคลุมร่างกายของเรา เป็นด่านแรกในการป้องกันอันตรายจากพวกแบคทีเรีย ไวรัส อีกทั้งยังมีหน้าที่ช่วยควบคุมการสูญเสียน้ำออกจากร่างกาย ควบคุมอุณหภูมิ และรับความรู้สึก ช่วงเข้าสู่ฤดูหนาวอากาศที่หนาวเย็น ผิวหนังจะแห้งโดยเริ่มสังเกตจากริมฝีปาก จะแตก ฝ่ามือ ฝ่าเท้าแห้ง ผิวที่สะโพก หน้าแข้ง จะเริ่มแห้ง คัน ซึ่งในคนที่มีปัญหาผิวแห้งอยู่เดิมอาจทำให้อาการกำเริบจนถึงกับเกิดการอักเสบ แดง คันตามมาได้ (Xerotic eczema)และเด็กภูมิแพ้ (Atopic dermatitis) หรือบางคนที่มีปัญหาผิวหนังอักเสบภูมิแพ้หรือโรคสะเก็ดเงิน ช่วงหน้าหนาวนี้โรคมักจะเห่อมากขึ้นซึ่งอาการเหล่านี้สามารถป้องกันได้ถ้าเรามีวิธีดูแลที่ถูกต้อง ดังนี้

l เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวด้วยมอยเจอร์ไรเซอร์เลือกใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ที่เข้มข้นขึ้นกว่าในช่วงหน้าร้อนโดยดูส่วนผสมที่เป็นสารให้ความชุ่มชื้นเป็นหลัก (humectants) เช่น กลีเซอรีน (glycerine) ซอบิทอล (sorbitol) เซรามายด์ (ceramide) ในกรณีที่ผิวมีความแห้งมากอาจใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ที่เป็นเนื้อขี้ผึ้งซึ่งจะสามารถกักเก็บความชุ่มชื้นให้กับผิวได้ดีกว่าแบบครีมหรือโลชั่น นอกจากนั้น ควรทามอยเจอร์ไรเซอร์ภายหลังอาบน้ำทันทีเพื่อเพิ่มการดูดซึมที่ดียิ่งขึ้น

l ถ้าผิวหนังมีอาการอักเสบแดง คันมากอาจจำเป็นต้องทาครีมสเตียรอยด์ เพื่อช่วยลดการอักเสบบริเวณผื่นที่เป็น ซึ่งควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อป้องกันการเกิดผลข้างเคียงของการใช้ยา ไม่ควรซื้อยามาใช้เอง

l ถ้ามีอาการคันมาก จนรบกวนชีวิตประจำวันสามารถรับประทานยาในยาต้านฮีสตามีน (antihistamine)เพื่อช่วยลดอาการคัน

l ทาครีมกันแดดเป็นประจำก่อนออกแดดอย่าลืมว่าถึงแม้อากาศจะหนาวเย็นแต่แสงอัลตราไวโอเลตไม่ได้ลดน้อยลงไป ยิ่งถ้าไปเที่ยวประเทศที่มีหิมะยิ่งมีการสะท้อนของแสงอัลตราไวโอเลตจากหิมะมากขึ้นด้วยดังนั้นจึงควรทาครีมกันแดดเป็นประจำก่อนออกแดดโดยเลือกครีมกันแดดที่กันได้ทั้งรังสี อัลตราไวโอเลตเอและบี โดยดูที่ค่า SPF มากกว่า 30 และมีค่า PA++ เพื่อป้องกันการเกิดฝ้า กระ ก่อนวัยอันควร

l หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่นจัด การอาบหรือแช่น้ำอุ่นจัดอาจทำให้รู้สึกสบาย ผ่อนคลาย ในช่วงหน้าหนาวแต่ความร้อนจากน้ำจะไปทำลายไขมันที่ปกป้องผิวหนังทำให้สูญเสียความชุ่มชื้นออกไปจากผิวเพิ่มขึ้น ควรอาบน้ำที่อุ่นเพียงเล็กน้อยและใช้เวลาอาบที่สั้นลงกว่าเดิมและตามด้วยมอยเจอร์ไรเซอร์ทันทีหลังอาบน้ำ สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการอาบน้ำควรเลือกชนิดที่ให้ความชุ่มชื้นมากขึ้น

l ใช้เครื่องทำความชื้น (humidifier) ในกรณีที่อากาศมีความแห้งมากหรือผู้ที่ต้องทำงานอยู่ในห้องที่เปิดเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา การใช้เครื่องทำความชื้นจะช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศและลดการสูญเสียน้ำจากผิวหนังได้

l ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ ช่วงหน้าหนาวอากาศแห้ง จะมีการสูญเสียเหงื่อและน้ำออกไปทางผิวหนังมากขึ้น จึงควรดื่มน้ำสะอาดให้ได้อย่างน้อย 8-10 แก้วต่อวัน

l ปรึกษาแพทย์ผิวหนัง ในกรณีที่ผิวแห้งมากจนมีการอักเสบ แดง คัน มีขุย หรือถ้ามีโรคผิวหนังอยู่เดิมแล้วกำเริบมากขึ้นจำเป็นที่ต้องใช้ยาทาหรือยารับประทาน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการใช้ยาและการดูแลที่เหมาะสมต่อไป สามารถติดตามข้อมูลเพิ่ม ได้ที่ www.facebook.com/Dermatiks/

เพียงแค่ปรับเปลี่ยนการดูแลผิวให้เข้ากับลมหนาวที่มาเยือนก็ช่วยให้คุณยังคงความมีผิวสวยสดใสอยู่ได้แบบไม่ยากตลอดฤดูหนาวนี้

สำหรับผู้ที่สนใจการชะลอวัยแบบปฏิบัติได้จริง มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ จะจัดคอร์สอบรมเรื่องการชะลอวัยด้วยอาหาร โภชนาการและสมุนไพร โดยผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ได้แก่ ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ศุกระฤกษ์, ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์, รศ.ดร.สุรพจน์วงศ์ใหญ่, รศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์, ผศ.ดร.ชนิดาปโชติการ, อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช, รศ.ดร.พัชราณี ภวัตกุล, ผศ.ดร.พร้อมลักษณ์ สรรพ่อค้า, อ.อรุณศรี ตั้งวงศ์วิวัฒนา และ พล ตัณฑเสถียร โดยจะอบรม 4 วัน คือ วันเสาร์อาทิตย์ที่ 21-22 และ 28-29 พ.ย.นี้ รายละเอียดที่ 089-1428990 หรือ www.facebook.com/pg/DDseminarThai

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : วิธีดำเนินชีวิตยุควิถีใหม่อย่างมีความสุข #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/527849

Life & Health : วิธีดำเนินชีวิตยุควิถีใหม่อย่างมีความสุข

Life & Health : วิธีดำเนินชีวิตยุควิถีใหม่อย่างมีความสุข

วันพุธ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 นอกจากผู้คนจะหันมาให้ความสนใจในเรื่องสุขภาพและสุขอนามัยกันมากขึ้นกว่าเดิมแล้ว ยังทำให้เกิดการดำเนินชีวิตวิถีใหม่ หรือ New Normal ในหลายๆ ด้านทั้งไลฟ์สไตล์ วิธีการทำงาน การดำเนินธุรกิจการศึกษา ฯลฯ ฉะนั้นคุณจึงต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ปรับตัวสู่ความปกติใหม่ และมองหาโอกาสที่ซ่อนอยู่เพื่อพลิกวิกฤตให้กลับกลายเป็นโอกาส ข้อมูลจาก ผศ.นพ.สเปญ อุ่นอนงค์ จิตแพทย์ แนะนำวิธีดำเนินชีวิตและการทำงานยุควิถีใหม่อย่างมีความสุข ดังนี้

“สุขอนามัย” ต้องมาก่อน คุณต้องเตรียมอุปกรณ์ป้องกันตัวเองให้พร้อมทุกครั้งก่อนจะก้าวออกจากบ้านไม่ว่าจะเป็นการรู้จักสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า หรือ Face Shieldซึ่งเป็นเสมือนเกราะป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส รวมถึงการพกเจลล้างมือแอลกอฮอล์และสเปรย์แอลกอฮอล์ไว้ใช้สำหรับฆ่าเชื้อที่มองไม่เห็น หมั่นล้างมืออย่างสม่ำเสมอจนเป็นนิสัย และพยายามไม่เอามือไปสัมผัสใบหน้าของตัวเองหรือสัมผัสสิ่งต่างๆ เช่น ประตู ราวบันได ปุ่มกดลิฟท์ ฯลฯ ให้น้อยที่สุด ที่สำคัญต้องเว้นระยะจากผู้อื่นอย่างน้อยๆ 1-2 เมตร เพื่อความปลอดภัยต่อตนเองและผู้อื่น

ปรับตัวให้ชินกับเทคโนโลยี ทุกวันนี้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับการใช้ชีวิตมากขึ้น โดยเฉพาะการนำระบบออนไลน์ หรือแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่ช่วยให้สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้ ทั้งแอพประชุมออนไลน์  วางแผนงาน รวบรวมข้อมูล รับส่งเอกสาร ไม่เว้นแม้แต่การเรียนการสอน การสั่งซื้อของใช้และอาหาร การบริโภคข่าวสาร รวมทั้งการใช้งาน Social Media ต่าง ๆ ถือได้ว่าเป็นโอกาสดีๆ ที่จะช่วยให้เราสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างชำนาญ พร้อมกับทำความรู้จักกับแอพใหม่ๆ เพื่อเพิ่มสกิลในการทำงานและการดำเนินชีวิตประจำวันให้กับตัวเอง

สร้างสมดุลชีวิต การมีโอกาสได้ทำงานที่บ้าน โดยการลดจำนวนวันการเข้าออฟฟิศ หรือการลดการพบปะผู้คนในสังคม ทำให้หลายคนมองเห็นแนวทางที่จะสร้างสมดุลชีวิต ระหว่างเวลาส่วนตัว การทำงาน และสังคมให้สมดุลมากยิ่งขึ้น เริ่มจากการหันมาดูแลตัวเองด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ให้ครบหมวดหมู่ ตรงตามเวลาโดยไม่ขาดมื้อใดมื้อหนึ่งไป และหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงในขณะที่นั่งทำงานก็ควรจะลุกขึ้นเดินยืดเส้นยืดสายหรือเปลี่ยนอิริยาบถอยู่บ่อยๆ ควบคู่กับการดูแลจิตใจให้แจ่มใสเบิกบานอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการหยุดพักจากงานชั่วคราวเพื่อทักทายพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน หรือลองทำกิจกรรมอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานบ้าง เพื่อช่วยให้ร่างกายสดชื่น สมองปลอดโปร่ง มีความคิดโลดแล่นพร้อมสำหรับการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ปรับอารมณ์ลดความเครียด พยายามที่จะเรียนรู้และหาทางจัดการกับความเครียดของตัวเองเสียบ้าง เพราะการกักเก็บความเครียดเอาไว้นาน จะส่งผลเสียทั้งต่อร่างกายและจิตใจ หากรู้สึกอ่อนล้า เหน็ดเหนื่อยกับการทำงานและการแก้ปัญหาต่างๆ ควรหาวิธีผ่อนคลายตนเองเพื่อดึงความใส่ใจออกจากสิ่งที่กำลังเร้าอารมณ์และยืดเวลาออกไปก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป หรือพยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดอารมณ์รุนแรงหรืออารมณ์เสีย ด้วยการฟังเพลง พักสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ ฝึกหายใจเข้าลึกๆ และนับ 1-10 อย่างช้าๆ ฯลฯ นอกจากจะช่วยบริหารจัดการอารมณ์ตัวเองได้แล้ว ยังช่วยลดความเครียดพร้อมทั้งสามารถกลับมาแก้ปัญหาได้อย่างฉลาดและมีสติได้ไม่ยาก

ไม่หยุดเรียนรู้พัฒนาตนเอง ในโลกของการทำงานที่มีการแข่งขันสูง การหมั่นพัฒนาตนเองถือเป็นการเตรียมความพร้อมที่จะต้องแข่งขันกับคนอื่น เพราะคนที่จะสามารถประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้ จะต้องมีการพัฒนาตนเองอยู่เสมออย่างไม่หยุดนิ่ง ดังนั้นคุณจึงควรเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ หรือเรียนรู้อะไรใหม่ๆ โดยอาจจะเริ่มจากอ่านหนังสือ การไปฝึกอบรม หรือสมัครเรียนเพิ่มเติมในหลักสูตรต่างๆ ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อพัฒนาต่อยอดการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อคนรอบข้างเพื่อนร่วมงาน นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญอีกข้อที่มีผลต่อความสุขในที่ทำงานของเราถ้าวันๆ เอาแต่นั่งทำงานหัวโตคนเดียว ไม่คุยไม่ปรึกษาใครเลย คิดดูสิว่าจะน่าเบื่อขนาดไหนแต่หากเรามีการผูกมิตรกับเพื่อนร่วมงาน จะช่วยให้คุณทำงานได้ไหลลื่นมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีคนไว้คอยปรับทุกข์เมื่อคุณรู้สึกเครียดหรือมีปัญหาในการทำงาน ส่งผลให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีและรวดเร็ว แถมยังช่วยให้บรรยากาศในการทำงานเต็มเปี่ยมไปด้วยมิตรภาพและไมตรีจิตที่มีให้ต่อกัน

นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งในการที่จะช่วยให้คุณมีความสุขกับการดำเนินชีวิตและการทำงานมากขึ้น เลิกคิดแง่ลบ เลิกกังวลถึงอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นระหว่างทาง ไม่ว่าทำอะไร ปัญหาก็อาจเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ล้มได้ก็ลุกได้ หากเรารู้จักปรับตัวและปรับทักษะให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น คุณก็จะก้าวหน้าและประสบผลสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างที่ตั้งใจและมุ่งหวังไว้ได้ไม่ยาก

สำหรับผู้ที่สนใจการชะลอวัยแบบปฏิบัติได้จริง มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ จะจัดอบรมเรื่อง ชะลอวัยด้วยอาหาร โภชนาการและสมุนไพร โดยมีผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ได้แก่ รศ.ดร.สุรพจน์วงศ์ใหญ่, รศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์, ผศ.ดร.ชนิดาปโชติการ, ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์,ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์, อ.ศัลยาคงสมบูรณ์เวช, รศ.ดร.พัชราณี ภวัตกุล, ผศ.ดร.พร้อมลักษณ์ สรรพ่อค้า, อ.อรุณศรี ตั้งวงศ์วิวัฒนา และ พล ตัณฑเสถียร โดยจะอบรม 4 วัน คือวันเสาร์อาทิตย์ที่ 21-22 และ 28-29 พ.ย.นี้ รายละเอียดที่www.facebook.com/pg/DDseminarThai หรือ 089-1428990

LIFE & HEALTH : รู้จักเคล็ดลับช่วยให้ดูหน้าใสเสมอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/526350

LIFE&HEALTH : รู้จักเคล็ดลับช่วยให้ดูหน้าใสเสมอ

LIFE&HEALTH : รู้จักเคล็ดลับช่วยให้ดูหน้าใสเสมอ

วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ใครๆ ก็อยากดูหน้าใสปิ๊งไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชายก็อยากมีผิวเหมือนผิวเด็ก แต่เราต้องเรียนรู้ปัจจัยที่ทำให้ผิวไม่ใสกันก่อนข้อมูลจาก ผศ.พญ.สุวิรากรธรรมศักดิ์ ประธานฝ่ายกิจกรรมสังคม สมาคมแพทย์ผิวหนังฯ และผู้อำนวยการคลินิกสยามเดอร์มาติกส์ เปิดเผยว่า ในวัยเด็ก ถ้าไม่ได้เป็นโรค ผิวจะใสเต่งตึงเรียบเนียน แต่เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นฮอร์โมนเพศเริ่มทำงาน ต่อมไขมันผลิตเพิ่ม สิวเริ่มขึ้น เมื่อหายก็อาจเป็นรอย ทำให้ผิวไม่ใสปิ๊งแล้ว ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิว ได้แก่ (1) กรรมพันธุ์ คนที่พ่อแม่เป็นสิวมากก็มีโอกาสเป็นสิวง่ายกว่า (2) ฮอร์โมน ผู้ที่มีฮอร์โมนเพศสูง
มีโอกาสเป็นสิวได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นฮอร์โมนในตัวหรือภายนอก อาหารหลายอย่างมีผลกระตุ้นการทำงานของฮอร์โมนได้ เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนม ของหวาน แป้ง อาหารที่มีเนื้อสัตว์ที่เลี้ยงด้วยฮอร์โมน อาหารพวก fast food (3) การอุดตันของรูขุมขนจากการใช้ผลิตภัณฑ์ไม่ถูกต้อง ความผิดปกติของผิวชั้นนอก (4) แบคทีเรีย ปัจจุบันพบว่าแบคทีเรีย Cutibacterium acne หรือที่รู้จักว่า P.acne สามารถกระตุ้นให้ผิวหนังหลั่งสารมาทำให้อุดตันได้ และทำให้เกิดการอักเสบ หรือทำลายคอลลาเจนให้เป็นแผลเป็นได้

สำหรับวัยที่ช่วงวัยรุ่น จะเริ่มมีกิจกรรมกลางแจ้งมากมาย ทำให้เผชิญกับแสงแดด ที่เป็นตัวร้ายทำลายผิว โดยเริ่มส่งผลทำให้หน้าหมองคล้ำ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วแสงแดดนั้นมีผลตั้งแต่เด็กแล้ว แต่ตอนเด็กอาจจะยังไม่สนใจมากเท่าไหร่ พบว่าความเสื่อมของผิวจะเกิดตามอายุเพียงแค่ 20%แต่ความเสื่อมของผิวที่เกิดจากแสงแดดและสิ่งแวดล้อมภายนอกที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ เช่น มลภาวะ ความเครียด ควันบุหรี่ เป็นต้นสิ่งเหล่านี้จะทำลายผิวได้ถึง 80% ส่งผลให้ผิวเกิดกระ ผิวหมองคล้ำ และเกิดเป็นฝ้าได้ง่าย

เมื่อย่างเข้าวัยสูงอายุแล้ว ฮอร์โมนเริ่มถดถอยไม่สมดุลเป็นเหตุให้ผิวแห้ง แพ้ง่าย เป็นฝ้าง่าย บวกกับผิวที่เปลี่ยนแปลงตามวัยแล้วยิ่งทำให้ผิวไม่ใสแล้ว

ทำอย่างไรให้ผิวใสอยู่เสมอ

การจะมีผิวใสอยู่เสมอได้ ต้องเริ่มต้นที่การดูแลตั้งแต่วัยเด็ก เพื่อป้องกันการเสื่อมของผิวรวมทั้งการรักษาสิวตั้งแต่เริ่มต้นอย่าปล่อยให้เป็นมากๆ ถึงจะไปรักษาสิ่งสำคัญที่สุดคือการหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดในช่วง 10.00- 14.00 น. ที่มีค่า UV index สูงปัจจุบัน เราสามารถดูค่า UV index จากโทรศัพท์มือถือได้แล้ว ถ้าไม่จำเป็นในกรณีที่ค่า UV indexมีมากกว่า 10 ก็ไม่ควรออกไปด้านนอกแต่ถ้าจำเป็นควรสวมหมวกปีกกว้าง กางเกงขายาว เสื้อแขนยาว ป้องกันดวงตาด้วยแว่นกันแดด ถ้าไม่สะดวกในอุปกรณ์ป้องกัน ควรใช้ยากันแดดที่มีค่า SPF สูงกว่า 30 ควรมีการ
ทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง หรือทุกครั้งที่เหงื่อออกมาก

สำหรับเทคโนโลยีเกี่ยวกับการป้องกันแสง นอกจากการทาผลิตภัณฑ์กันแดด ปัจจุบันมีการใช้อาหารเสริมที่ลดการเกิดอนุมูลอิสระ หรือยากันแดดแบบรับประทานซึ่งออกฤทธิ์ ลดการอักเสบเมื่อโดนแดด มีการทดลองในห้องแล็บได้ผลดีแต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ค่าปกป้องแสงแดดไม่ได้สูงมาก ถ้าใช้ก็ต้องมีการกันแดดเพิ่มด้วยเช่นกัน

การใช้เครื่องมือช่วยผลักสารประเภทวิตามินและสารบำรุงผิว ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยให้ผิวใสได้ดีกว่าการใช้ผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว เช่น การใช้คลื่นไฟฟ้า ผลักยาที่ละลายในน้ำให้เข้าสู่ผิวหนัง (Iontophoresis) การใช้คลื่นเสียง (phonophoresis) การใช้คลื่นไฟฟ้าทำให้ผิวมีช่องว่างให้ยาเข้าไป (Electroporesis) ปัจจุบันมีการศึกษาการทำ Fractional laser ด้วยความแรงต่ำๆเพื่อเอายาเข้าผิวหนัง ซึ่งอาจจะใช้ในการนำยาชาโดยไม่ต้องฉีด และในอนาคตอาจจะนำมาใช้ผลักสารโบท็อกซ์โดยไม่ต้องใช้การฉีด ก็อาจเป็นได้ด้วย

การฉีดสารเข้าใต้ผิวหนังเพื่อให้หน้าใส (Mesotherapy) เป็นศาสตร์ในการรักษาปัญหาความงามที่ใช้กันมา 100 ปีแล้ว เป็นที่นิยมมากทางยุโรป โดยมีหลักการ คือการใช้เข็มเล็กๆ ฉีดตัวยาเข้าไปในผิวชั้นใน เรียก “เมโส” มาจากคำว่าMesoderm การฉีดมีได้หลายเทคนิค เช่น ใช้เข็มสั้นๆ แบบสะกิด หรือฉีดตื้นๆ เป็นตุ่ม หรือฉีดใต้ผิวหนัง ใช้ได้ทั้งการฉีดผิวหน้า ฉีดหนังศีรษะกระตุ้นให้ผมขึ้น ฉีดลดไขมัน
แต่ปัญหาของการใช้การรักษากลุ่มนี้คือ สารที่ใช้ฉีดไม่ได้รับการรับรองจาก สนง.คณะกรรมการอาหารและยา ให้ใช้สำหรับฉีด ผลการรักษาก็ไม่แน่นอนและยังไม่มีงานวิจัยรองรับอย่างมีระบบ

ส่วนการฉีดสารเติมเต็ม Filler สารเติมเต็มทำมาจากสารไฮยาลูโรนิก hyaluronic acidมีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้มาก มีการนำสารเติมเต็มที่สำหรับเติมชั้นตื้นมาฉีดทำให้หน้าใสได้

ปัจจุบันมีเครื่องมือช่วยเรื่องผิวจำนวนมากที่สามารถทำให้ผิวใสได้ โดยขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องมือ ตามความเข้าใจของคนทั่วไปอาจจะแยกไม่ออกว่าเครื่องไหนเป็น เลเซอร์ LASER (Light amplification by stimulated emission of radiation) หรือเป็นแสง (Intense pulse light, IPL)หรือคลื่นวิทยุ (Radiofrequency) คลื่นเสียง (High intensity focus ultrasound หรือ HIFU) อาจจะเข้าใจว่าเป็นเครื่องเลเซอร์หมด ฉะนั้นก่อนที่จะไปรับบริการหรือรักษาควรปรึกษาแพทย์ก่อนว่าจะทำเครื่องอะไรต้องเตรียมตัวอย่างไรทั้งก่อนทำและหลังทำ ว่าล้างหน้าได้ไหม ต้องหลบแดดหรือไม่ ห้ามทานยาหรืออาหารเสริมอะไรก่อนไหม และผลที่ได้รับจะเป็นอย่างไรบ้าง สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มได้ที่ http://www.facebook.com/Dermatiks/

ผลของการรักษาด้วย เทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นกับตัวเครื่องที่ต้องได้มาตรฐาน ผ่านการขึ้นทะเบียนของสนง.คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แพทย์ผู้ใช้เครื่องมือต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และมีประสบการณ์ในการใช้เครื่องมือนั้นๆ และสามารถแก้ไขได้ถ้าเกิดผลข้างเคียงกับ ตัวผู้รับบริการด้วย

สุขภาพผิวที่ดี ต้องอยู่ในสุขภาพกายและใจที่ดีด้วยดังนั้น ถ้าอยากมีผิวใส ต้องอย่าลืม ดูแลสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ อยู่ในที่อากาศถ่ายเทดี ไม่มีมลภาวะ รับประทานอาหาร ผัก ผลไม้ สูง ไขมันต่ำ ดื่มน้ำมากหน่อย ไม่เครียด อารมณ์ดีมองโลกในแง่บวก รวมกับเทคโนโลยี จะช่วยให้ผิวดูสวยใสตลอดไป

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ