LIFE & HEALTH : รู้จักลูกรักที่เข้าสู่วัยแห่งการเปลี่ยนแปลง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – LIFE&HEALTH : รู้จักลูกรักที่เข้าสู่วัยแห่งการเปลี่ยนแปลง (naewna.com)

LIFE&HEALTH : รู้จักลูกรักที่เข้าสู่วัยแห่งการเปลี่ยนแปลง

LIFE&HEALTH : รู้จักลูกรักที่เข้าสู่วัยแห่งการเปลี่ยนแปลง

วันพุธ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เด็กน้อยวัยซุกซนที่พ่อแม่ต้องคอยดูแลเมื่อเวลาผ่านไปไม่นานก็จะโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ด้วยความที่อยู่ใกล้ชิดกันตลอดเวลา คุณพ่อคุณแม่จึงมักจะเคยชินหรือเห็นว่าลูกยังเป็นเด็กอยู่เสมอโดยไม่ทันได้สังเกตว่าลูกๆ กำลังก้าวข้ามจากวัยเด็กเข้าสู่วัยแรกรุ่นที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเด็กชายหรือหญิง แต่ละคนก็ไม่เหมือนกันบางคนโตเร็วพรวดพราดจนจำแทบไม่ได้แต่บางคนอาจช้ากว่าคนอื่น รวมถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจากที่เคยเป็น จากเด็กที่ว่านอนสอนง่ายกลับกลายเป็นคนละคน ทั้งเริ่มมีความคิดเห็นแตกต่างจากพ่อแม่ การแสดงออกด้านพฤติกรรมและคำพูด ที่มีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น หรือมักปลีกตัวไปอยู่ตามลำพังและคิดเองทำเองบ่อยๆ ไม่ชอบให้พ่อแม่เข้ามาควบคุมจัดการเหมือนแต่ก่อน โดยในขณะเดียวกันก็อยากเข้ากลุ่มและทำอะไรเหมือนกับเพื่อน ติดเพื่อนมากกว่าครอบครัว

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ เหล่านี้ ถือเป็นเรื่องปกติที่พ่อแม่ต้องเปิดใจเรียนรู้และทำความเข้าใจกับพัฒนาการของลูกในวัยที่กำลังเติบโตเป็นวัยรุ่น ซึ่งถือได้ว่าเป็นช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต ระหว่างวัยเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงระยะของวัยนี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างมากมาย ลักษณะการเจริญเติบโตและพัฒนาการด้านต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงวัยรุ่น มีดังนี้

l พัฒนาการด้านร่างกาย จะสามารถสังเกตได้ค่อนข้างเด่นชัด เพราะต่อมไร้ท่อผลิตฮอร์โมนการเจริญเติบโตและฮอร์โมนเพศทำให้ร่างกายเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเด็กหญิงส่วนสูงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนในวัยรุ่นตอนต้น ซึ่งจะเติบโตเร็วกว่าเด็กชายประมาณ 1-2 ปี โดยมีลักษณะทางเพศเริ่มจากมีเต้านมขยายใหญ่ เอวคอดลง สะโพกผายมีขนบริเวณรักแร้และอวัยวะเพศ และมีประจำเดือนครั้งแรกหลังจากเริ่มมีหน้าอกประมาณ 2-3 ปีส่วนเพศชายมักเริ่มจากอัณฑะและอวัยวะเพศขนาดโตขึ้น มือเท้าใหญ่ แขน ขาและลำตัวยาวขึ้นหน้าอกและไหล่ขยายกว้าง มีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ มีหนวดเคราขึ้น เสียงแตก สิวขึ้น มีกลิ่นตัว และเริ่มมีฝันเปียก เป็นต้น

l พัฒนาการทางจิตใจ แม้ว่าลูกยังต้องการความรักความเอาใจใส่จากพ่อแม่ แต่ลูกก็ต้องการเป็นตัวของตัวเอง ต้องการความอิสระ ต้องการให้พ่อแม่ยอมรับความคิดเห็นของตนเองมากขึ้นต้องการมีพื้นที่ของตนเอง อยากรู้ อยากเห็นอยากลอง สิ่งแปลกใหม่ เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์และความภาคภูมิในในตนเอง ต้องการที่จะเลือกการกระทำและตัดสินใจด้วยตนเอง ซึ่งการตัดสินใจนั้นวัยนี้ยังไม่สามารถคำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาในระยะยาวได้อย่างรอบด้าน เขาจึงยังต้องมีผู้ใหญ่ที่จะคอยเฝ้าดู ติดตามในระยะห่างและช่วงเวลาที่เหมาะสม พร้อมให้คำปรึกษาแนะนำ เปิดโอกาสยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างและลูกยังคงเป็นที่รักของพ่อแม่อย่างไม่มีเงื่อนไข

l พัฒนาการทางอารมณ์ ลูกจะมีความวิตกกังวลหรือการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ได้ง่าย จากระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงและต้องเผชิญกับการปรับตัวกับหลายสิ่งอย่างทั้งสภาพร่างกายที่เปลี่ยนไป การเรียนที่หนักขึ้น การเป็นที่ยอมรับของกลุ่มเพื่อน ฯลฯ ลักษณะอารมณ์จึงมักเป็นไปอย่างรุนแรงและเปิดเผยทั้งในด้านบวกและลบ ฉะนั้นในบางครั้งลูกก็จะร่าเริง ครึกครื้น มั่นใจ มีความสุข อยากทำหลายอย่าง แต่บางครั้ง จู่ ๆ ก็อาจซึมเศร้า หรือหงุดหงิด โกรธง่ายหากถูกขัดใจ และมักแสดงออกด้วยพฤติกรรมหรือคำพูดในเชิงก้าวร้าว เรียกได้ว่าเป็นช่วงวัยที่มีอารมณ์รุนแรงและแปรเปลี่ยนได้ง่ายไม่มั่นคง

l พัฒนาการทางสังคม เมื่อลูกเริ่มโต เขาจะมีความคิดเป็นของตัวเอง จึงมักจะชอบแยกตัวอยู่ตามลำพังเพราะต้องการความอิสระและเป็นส่วนตัว ไม่สนิทสนมกับพ่อแม่พี่น้องเหมือนเดิม แต่จะให้ความสำคัญกับเพื่อนมากกว่า จะใช้เวลากับเพื่อนนานๆ มีกิจกรรมนอกบ้านมากขึ้น ช่วงแรกมักจะมีเพื่อนเพศเดียวกันเป็นกลุ่มใหญ่ตามกิจกรรมและความสนใจที่คล้ายๆ กัน ในเวลาต่อมาเพื่อนจะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มมีความสนใจเพศตรงข้าม สนใจสังคมสิ่งแวดล้อม ปรับตัวเองให้เข้ากับกฎเกณฑ์กติกาของกลุ่มของสังคมนอกบ้านได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังชอบทำตัวเลียนแบบบุคคลอื่นที่ตนเองชื่นชอบ เช่น การแต่งกายตามอย่างดาราหรือนักร้องที่ตนชอบเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของสังคม

l พัฒนาการทางสติปัญญา ลูกๆ จะเริ่มมีความคิดเชิงคุณธรรมจริยธรรม มีความคิดสร้างสรรค์เชิงนามธรรมมากขึ้น สามารถเชื่อมโยงความจำ การควบคุมตนเอง การติดตามผลงานและแรงจูงใจ ในการค้นหาว่าตัวเองว่าถนัดอะไรสนใจเรื่องไหน รู้จักสังเกตและปรับปรุงข้อบกพร่องของตนเอง ต้องการทำอะไรด้วยตนเองเพื่อหาประสบการณ์ สนใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ กล้าที่จะลองถูกลองผิด จึงทำให้เกิดการส่งเสริมพัฒนาทางด้านสติปัญญากว้างมากขึ้น เพราะเด็กได้ลงมือทำเองได้พบกับปัญหาและวิธีการแก้ปัญหาด้วยตนเอง และถ้าทำสำเร็จเด็กก็จะรู้สึกภาคภูมิใจ ลูกจึงมีเหตุผลมากขึ้น สามารถแสดงความคิดเห็นหรือแสดงความรู้สึกของตนเองให้ผู้อื่นเข้าใจ ในขณะเดียวกันก็รู้จักสังเกตความคิดและความรู้สึกของผู้อื่นที่มีต่อตนเอง

ทั้งนี้ในช่วงวัยนี้ลูกมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วนอกจากการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมกิจกรรมงานอดิเรกที่ผ่อนคลาย พ่อแม่ต้องดูแลเรื่องอาหารการกินและโภชนาการให้กับลูก เพื่อให้เขาได้รับพลังงานและสารอาหารที่เพียงพอเหมาะสมกับวัย ด้วยการให้ลูกรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่อย่างหลากหลายในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อช่วยในเรื่องการพัฒนาสมอง บำรุงร่างกายให้แข็งแรงและต้านทานโรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะสารอาหารที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของสมองและระบบประสาท เช่น ไขมัน โปรตีน วิตามินและเกลือแร่ต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างสารสื่อประสาทที่จะส่งต่อกระแสประสาทระหว่างเซลล์สมอง และมีส่วนสำคัญต่อการทำงานของระบบประสาทและสมอง การเจริญเติบโตของเซลล์ร่างกาย การสร้างเม็ดเลือด การทำงานของเอนไซม์ต่างๆ ในร่างกาย รวมถึงสารอาหารอื่นๆ โดยเฉพาะแคลเซียมซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการเจริญเติบโตและความแข็งแรงของกระดูก

อย่างไรก็ตาม คุณจะเห็นว่าความเปลี่ยนผ่านในช่วงวัยเป็นเรื่องปกติที่เด็กทุกคนต้องก้าวข้ามไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า พ่อแม่จึงควรเป็นแบบอย่างที่ดี ให้การดูแลเอาใจใส่ด้วยความรัก ความอบอุ่น ความเข้าใจกระบวนการเปลี่ยนแปลงในวัยรุ่นในด้านต่างๆ ส่งเสริมการทำกิจกรรมที่หลากหลาย รอบด้าน ให้โอกาสตัดสินใจด้วยตนเอง ให้คำปรึกษาแนะนำ สนับสนุนและติดตามผล สอดคล้องกับสภาวะทางร่างกายและจิตใจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสม่ำเสมออย่างถูกต้องเหมาะสม แล้วในที่สุดลูกที่อยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ตัวน้อยที่มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี สามารถรับผิดชอบตนเอง ช่วยเหลือเอื้อประโยชน์ต่อสังคม ประเทศชาติและประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างงดงาม

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เตรียมผิวให้ฉํ่าว้าวรับหน้าหนาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ผู้หญิง – LIFE&HEALTH : เตรียมผิวให้ฉํ่าว้าวรับหน้าหนาว (naewna.com)

LIFE&HEALTH : เตรียมผิวให้ฉํ่าว้าวรับหน้าหนาว

LIFE&HEALTH : เตรียมผิวให้ฉํ่าว้าวรับหน้าหนาว

วันพุธ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เริ่มเข้าหน้าหนาวกันแล้ว หลายๆ คนเริ่มจะมีปัญหาผิวแห้ง ผิวคัน ผิวเป็นขุย ผิวแลดูสุขภาพไม่ดี มีความกร้าน เรามารู้ที่มาของผิวแห้งในหน้าหนาวกันคำแนะนำจาก พญ.ปุณณภา ดีวงกิจ แพทย์ผิวหนัง คลินิกสยามเดอร์มาติกส์ เปิดเผยว่า พอเข้าหน้าหนาว อุณหภูมิลดต่ำลง ซึ่งอากาศที่เย็นจะอุ้มน้ำในอากาศได้น้อยกว่าอากาศที่อุ่น ทำให้ความชื้นในอากาศลดลงในช่วงฤดูหนาว เมื่ออุณหภูมิต่ำลงและความชื้นในอากาศลดลง จะทำให้ผิวหนังสูญเสียความชุ่มชื้นไขมันในชั้นหนังกำพร้าลดลง โอกาสเกิดการระคายเคืองของผิวหนังเพิ่มสูงขึ้น มีอาการคันที่ผิวหนังเพิ่มมากขึ้น เหล่านี้จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนไข้กลุ่มโรคผิวหนัง จะมีอาการมากขึ้นหรือกลับมามีอาการทางผิวหนังในช่วงฤดูหนาวได้ เช่น กลุ่มคนไข้ Atopic dermatitis (AD) กลุ่มแพ้สัมผัสสาร (irritant contact dermatitis & Allergic contact dermatitis) เป็นต้น นอกจากอากาศที่เย็นมากขึ้น ความชื้นที่ลดลง การใช้ชีวิตประจำวันของเราในบางอย่าง ก็ยิ่งกระตุ้นผิวให้แห้งมากขึ้น ได้แก่ การอาบน้ำอุ่น การใช้สบู่ก้อน การกินยาบางชนิด การดื่มน้ำน้อยการอยู่ห้องแอร์เป็นเวลานานๆการไม่ทาครีมบำรุงผิว เป็นต้นเมื่อเราทราบถึงปัจจัยกระตุ้นผิวแห้งแล้วปัจจัยไหนที่เราหลีกเลี่ยงได้ เราควรหลีกเลี่ยง เช่น ดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น ใช้เป็นสบู่เหลวที่ปรับค่า pH แทนสบู่ก้อน และฟอกสบู่เหลวเท่าที่จำเป็น ควรทาครีมหลังอาบน้ำทันที เพื่อคงความชุ่มชื้นของผิวไว้

นอกจากเรื่องผิวแห้งในหน้าหนาวแล้ว ที่เรายังลืมไม่ได้คือ ครีมกันแดด แม้ว่าเข้าหน้าหนาว บางวันแดดดูไม่มากแต่แสง UV นั้นยังส่องผ่านมาโดนผิวเราได้ตลอด ทำให้ผิวเราดูหมองลงและคล้ำลงได้

สำหรับการเลือกครีมบำรุงช่วงหน้าหนาวนั้น ควรเลือกรูปแบบที่เป็นครีม เนื่องจากจะเก็บความชุ่มชื้นได้ดีกว่าโลชั่น ซึ่งคุณสมบัติที่ดีของครีมบำรุง (moisturizer) นั้นควรมีสารที่เก็บความชุ่มชื้น (humectant) และสารที่ปกป้องการสูญเสียน้ำจากผิวชั้นหนังกำพร้า (emollient) ในสัดส่วนที่พอเหมาะ นอกจากสารสองกลุ่มนี้ ตัวที่สำคัญที่เราจะดูในครีมหรือผลิตภัณฑ์ที่เราเลือกใช้คือ functional ingredients หรือ สารออกฤทธิ์ตัวอื่นๆ เช่น ลดการอักเสบ ลดเม็ดสี สารต่อต้านอนุมูลอิสระเป็นต้น ชึ่งจะขอยกตัวอย่างมาบางตัวที่มักจะพบได้บ่อยในครีมที่มีขายในท้องตลาด ได้แก่

l Nicotinamide หรือ vitamin B3 ซึ่งเป็นสารที่ละลายน้ำ ช่วยเพิ่มการสร้างสารที่ทำให้ผิวหนังแข็งแรง (ceramide) ลดเม็ดสีได้ และยังมีฤทธิ์ลดการอักเสบและยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ผลข้างเคียงที่พบได้คือรู้สึกร้อนๆ ที่ผิวหลังทาได้ (flushing)

l Alpha hydroxy acids (AHAs) เป็นกลุ่มของกรดอินทรีย์คาร์บอกซิล รวมกรดแลกติก กรดไกลโคลิกกรดมาลิก กรดทาร์ทาริก ช่วยกระตุ้นให้หนังกำพร้าหลุดลอกเร็วขึ้น ลดเม็ดสีลดรอยคล้ำจากแดด ลดริ้วรอยตื้นๆ ซึ่ง AHAs มีหลายความเข้มข้น ในครีมที่ขายตามท้องตลาด จะใส่ความเข้มข้นได้ประมาณ 5-10% ถ้าความเข้มข้นสูงกว่านั้นแนะนำให้ทำโดยแพทย์

l วิตามิน ซี และวิตามินอีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี ช่วยลดเม็ดสี ช่วยเพิ่มความกระจ่างใสของผิวได้

l Hyalironic acid (HA) เป็นสารสำคัญที่ช่วยเรื่องการสมานผิวและแผล กระตุ้นการสร้างเซลล์หนังกำพร้า เพื่อให้ผิวแข็งแรงและชุ่มชื้น เนื่องจาก HA เป็นโมเลกุลใหญ่อาจจะทำให้การดูดซึมของผิวไม่ดีเท่าที่ควร

l Peptides ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและส่งเสริมการสมานผิวให้แข็งแรง,

l วิตามิน เอ ช่วยเพิ่มการผลัดเซลล์ผิว ลดริ้วรอยตื้นๆ ได้

l สารสกัดจากธรรมชาติบางชนิด จะช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระได้ เป็นต้น

นอกจากการใช้ครีมผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่างๆ การทำทรีทเม้นต์ยังพอช่วยให้ functional ingredients ต่างๆ ซึมลงสู่ผิวได้ดีมากขึ้น ลดเม็ดสีเพิ่มความกระจ่างใสและความชุ่มชื้นได้ทั้งนี้ควรเลือกสารและเครื่องที่น่าเชื่อถือนอกจากการทำทรีทเม้นต์แล้ว การทำเลเซอร์ยังสามารถกระตุ้นคอลลาเจน ให้ผิวดูแข็งแรง ลดเม็ดสีหรือลดรอยคล้ำจากแดดได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น

l เลเซอร์กลุ่ม Q switch NdYag ที่จับเม็ดสี (melanin) โดยเฉพาะ จะสามารถช่วยทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้น ลดเลือนรอยดำได้อีกด้วย

l เลเซอร์เม็ดสี ช่วยรักษาฝ้า กระ จุดด่างดำ Fractional laser หรือ Fractional nano RF คลื่นวิทยุ เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาให้การรักษาปัญหาผิวหนังให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการที่ทำให้เกิดรูที่ผิวเล็กๆ เพื่อให้เกิดการซ่อมแซมผิวได้มากขึ้น เหมาะกับผู้ที่มีปัญหามาก และสามารถหลบแดดหลีกเลี่ยงการแต่งหน้าได้ 3-5 วัน

l HIFU (High intensity focus ultrasound) เป็นคลื่นเสียงแบบที่เราทำ Ultrasound แต่เป็นการรวมพลังให้เป็นจุดลงลึกถึงชั้นต่างๆ ของผิวโดยไม่มีแผล สามารถยกกระชับผิว และลดริ้วรอยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถลดริ้วรอยได้จริง แต่บางเครื่องต้องทำซ้ำหลายครั้ง และใช้เวลาในการซ่อมแซมผิว ติดตามข้อมูลได้ที่ http://www.facebook.com/Dermatiks/

นอกจากนี้ การพักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอจะช่วยให้ผิวพรรณสดใส รวมถึงการออกกำลังกายเป็นประจำก็มีความสำคัญไม่น้อย เพราะช่วยให้ระบบโลหิตไหลเวียนดีขึ้น ทำให้ผิวหนังได้รับสารอาหารและออกซิเจนเพิ่มมากขึ้นส่วนการทำจิตใจสดใสคลายเครียดนั้นก็เหมือนการผ่อนคลายกล้ามเนื้อไปในตัว

อย่างไรก็ตาม หากมีปัญหาผิวพรรณควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญจะดีที่สุด เนื่องจากผิวแต่ละคนมีปัญหาที่แตกต่างกัน การมีสุขภาพผิวที่ดีต้องดูแลสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพออยู่ในที่อากาศถ่ายเทดี ไม่มีมลภาวะรับประทานอาหาร ผัก ผลไม้ สูง ไขมันต่ำ ดื่มน้ำให้พอ ไม่เครียด อารมณ์ดี มองโลกในแง่บวก รวมกับ เทคโนโลยีเป็นตัวช่วยเสริมให้ผิวดูฉ่ำว้าวตลอดฤดูหนาวนี้

LIFE & HEALTH : แนวทางการเลือกซื้อเครื่องสำอาง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/532431

LIFE&HEALTH : แนวทางการเลือกซื้อเครื่องสำอาง

LIFE&HEALTH : แนวทางการเลือกซื้อเครื่องสำอาง

วันพุธ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สาวๆ หนุ่มๆ ทั้งหลายสมัยนี้ต่างให้ความสำคัญกับการมีผิวหน้าที่เนียน สวย สดใส แต่ด้วยแสงแดดและมลพิษต่างๆ ที่ต้องเจออยู่ทุกวัน ทำให้ใบหน้าหมอง คล้ำดำ อีกทั้งกระ และฝ้า ต่างก็เข้ามามีส่วนร่วมอยู่บนใบหน้า ไหนจะอายุที่มากขึ้น ทำให้การดูแลผิวเป็นไปได้ยากมากขึ้นไปอีก

การดูแลผิวพรรณด้วยเครื่องสำอางต่างๆ จึงเป็นที่จำเป็นสำหรับคนทั่วไป ไม่ว่าจะเพื่อการบำรุงผิวปกปิดหรือแต่งให้ดูหน้าสวยกระจ่างขึ้น ข้อมูลจาก รศ.ภญ.ธิดา นิงสานนท์เปิดเผยว่า แม้ว่าเครื่องสำอางจะช่วยเสริมสร้างความงามให้กับคุณผู้หญิงทั้งหลาย แต่บางครั้งเครื่องสำอางก็อาจแฝงไปด้วยอันตรายที่คุณมองไม่เห็นโดยเฉพาะคนที่ชอบซื้อเครื่องสำอางจากคำบอกเล่าของเพื่อนหรือคำเชิญชวนจากคนขาย ทั้งนี้ก็เพราะผิวของคนเราไม่เหมือนกัน ฉะนั้นก่อนตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางมาใช้ต้องแน่ใจว่าเครื่องสำอางนั้นจะไม่ทำให้หน้าคุณพัง โดยมีหลักการเลือกซื้อดังนี้

l ควรเลือกซื้อเครื่องสำอางตามความเหมาะสมกับตนเอง อย่าซื้อตามคนอื่น หรือซื้อเพราะเพื่อนแนะนำ เพื่อความแน่ใจคุณอาจต้องทดลองใช้ก่อน โดยการทดลองทาเครื่องสำอางบริเวณท้องแขนหรือหลังใบหูเช้า-เย็น โดยไม่ต้องเช็ดออกประมาณ 5-7 วัน ถ้าไม่มีอาการบวมแดงหรือเป็นผื่นคันๆ ก็หมายความว่าใช้เครื่องสำอางนั้น โดยไม่แพ้ บางคนใช้เครื่องสำอางที่เพื่อนๆ บอกว่าดีเหลือเกินแล้วกลับหน้าเห่อก็ยังดื้อจะใช้ต่อไป เพราะเสียดาย ทำให้อาการแพ้ยิ่งมากขึ้น ทางที่ดีควรหยุดใช้ทันทีที่มีอาการแสดงว่าแพ้

l ควรเลือกซื้อเครื่องสำอางจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ มีชื่อผู้ผลิตและที่อยู่พิมพ์ไว้ชัดเจนบนกล่องบรรจุ ไม่ควรซื้อเครื่องสำอางตามแผงลอยหรือหาบเร่ เพียงเพราะสีสวย ราคาถูก เพราะอาจได้เครื่องสำอางปลอมที่ไม่ได้มาตรฐาน

l ไม่ควรซื้อเครื่องสำอางครั้งละมากๆ เพื่อเก็บไว้ใช้นานๆ เนื่องจากเครื่องสำอางซื้อจากต่างประเทศถูกกว่าในเมืองไทย หลายๆ ท่านจึงตุนเครื่องสำอางโดยซื้อยกโหล ซึ่งอาจจะหมดอายุไปก่อนที่จะมีโอกาสได้ใช้ ถ้าจะซื้อครั้งละมากๆ ควรกะประมาณได้ว่าจะใช้หมดภายในเวลาเท่าใด อย่างมากไม่ควรเกิน 2 ปี การเก็บเครื่องสำอางก็มีความสำคัญ เพราะอุณหภูมิบ้านเราสูงกว่าในต่างประเทศ เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของไขมันและน้ำมันสูง อาจจะมีกลิ่นหืนได้ง่าย พวกโลชั่นหรือครีมถ้าเก็บไม่ดีจะมีการแยกเป็นชั้นน้ำและชั้นน้ำมัน กลิ่นก็จะเปลี่ยนไป จึงควรเก็บเครื่องสำอางไว้ในที่เย็น จะทำให้เก็บได้ทนนาน แต่ก็ไม่ควรเกิน 2 ปี

l ไม่ควรซื้อเครื่องสำอางเก่าก่อนซื้อเครื่องสำอางทุกครั้งต้องพิจารณาก่อนว่า มีสี กลิ่น หรือความข้นเปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่

l ภาชนะบรรจุเครื่องสำอางที่มีคุณภาพ ต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ บรรจุภัณฑ์ไม่ฉีกขาดหรือแตก เพราะอาจมีสิ่งสกปรกปนเปื้อนได้

l ต้องสังเกตว่า ฉลากเครื่องสำอางควรอยู่ในสภาพเรียบร้อยไม่ฉีกขาด มีข้อความภาษาไทยที่อ่านชัดเจน มีรายละเอียดชื่อชนิดเครื่องสำอาง ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า ครั้งที่ผลิต วันเดือนปีที่ผลิตวิธีใช้ ปริมาณสุทธิ และคำเตือนในการใช้

เพียงเท่านี้คุณก็จะได้เครื่องสำอางที่เหมาะสมกับผิวของคุณเองแถมยังเป็นเครื่องสำอางที่ได้มาตรฐานอีกด้วย สำหรับการทำความสะอาดใบหน้าก่อนแต่งแต้มสีสันไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไร เพียงแค่ล้างหน้าให้สะอาด ทาโลชั่นบำรุงผิว และครีมกันแดดก่อนออกจากบ้าน ความยุ่งยากอยู่ที่การล้างเครื่องสำอางออกต่างหากคือ ต้องขจัดคราบเครื่องสำอางออกให้เกลี้ยงเกลา โดยเฉพาะรองพื้น แป้งผัดหน้า เพราะถ้าล้างออกไม่หมด มันจะอุดรูขุมขน ทำให้สิ่งสกปรกรวมทั้งไขมันตกค้างอยู่ใต้ผิวหนัง ดันผิวหนังบริเวณนั้นให้โป่งเป็นเม็ดขึ้นมา ดังนั้นเมื่ออยากจะใช้เครื่องสำอางต้องขยันทำความสะอาดใบหน้าให้หมดจดด้วย

เมืองไทยมีแดดแรง และมีอุณหภูมิสูงเกือบตลอดทั้งปี แม้กระทั่งในช่วงฤดูหนาว รังสียูวีจากแสงแดด เป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้ผิวเกิดกระและฝ้า เพราะเมื่อผิวหนังถูกแดดก็จะทำให้เกิดเม็ดสีผิว หรือเมลานินสะสมในผิวหนัง ส่งผลให้สีผิวไม่สม่ำเสมอ กลายเป็นกระ และเกิดฝ้าตามมา

ผลิตภัณฑ์กันแดดจึงมีบทบาทสำคัญ เพราะประกอบด้วยสารที่ทำหน้าที่ดูดแสงอัลตราไวโอเลต (UV)ไว้ ปกป้องผิวจากอันตรายของแสงอาทิตย์ ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจอยู่ในรูปครีม น้ำมัน หรือโลชั่นทาผิว หรือเป็นสารที่ทำหน้าที่ปกป้องผิว โดยการสะท้อนแสงให้กระจายออกไปจากผิวและบดบังรังสีแสงแดด ซึ่งสารกลุ่มหลังนี้จะช่วยลดอาการแพ้ที่เกิดขึ้นในบางคนได้

ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กันแดดนั้น ค่า SPF จะเป็นตัวกำหนดการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ถ้าต้องการให้สีผิวคล้ำขึ้นโดยไม่ต้องการให้ผิวไหม้ ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่า SPF ต่ำ และถ้าต้องการผลิตภัณฑ์ที่ป้องกันผิวจากแสงแดดอย่างสิ้นเชิง ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่า SPF 15 ขึ้นไปเรียกว่า Sunblock

ข้อแนะนำในการใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแดด คือ ควรทาก่อน 1-1/2 ชั่วโมง ก่อนออกไปกลางแจ้งเพื่อให้สารกันแดดได้ซึมเข้าสู่ผิว และควรทาผลิตภัณฑ์เหล่านี้ซ้ำ 1-2 ชั่วโมง/ครั้ง หลังจากลงว่ายน้ำ ออกกำลังกายเหงื่อออกมาก แม้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะระบุว่าป้องกันน้ำได้ก็ตาม สำหรับคนที่ต้องการให้ผิวสีคล้ำขึ้น ควรเริ่มต้นด้วยการตากแดดชั่วระยะเวลาสั้นๆ ก่อน แล้วตามด้วยการทาผลิตภัณฑ์กันแดด โดยเลือกตามค่า SPF แต่ถ้าเป็นผู้ที่แพ้แสงแดด ผิวหนังอักเสบปวดแสบปวดร้อนง่าย ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีค่า SPF สูง และไม่ตากแดดในช่วงเวลา 10 โมงเช้าไปจนถึงบ่าย 3 โมง เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวรังสีจากแสงแดดที่เป็นต้นเหตุทำให้ผิวหนังไหม้จะถูกส่งมายังผิวโลกในปริมาณสูงสุด

โดยสรุปการใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดในปริมาณที่เพียงพอจะสามารถป้องกันผิวจากรังสีอัลตราไวโอเลตได้ จะป้องกันการเกิด sunburn และช่วยลดอันตรายในระยะยาวของแสงแดดด้วย แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเลือกผลิตภัณฑ์และค่า SPF ที่ถูกต้องด้วย คุณสาวๆ ควรใส่ใจดูแลสุขภาพผิวพรรณอย่างจริงจัง เพื่อดูแลผิวสวยใสให้คงอยู่กับเราไปนานๆ

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : มาเติมอาหารมีประโยชน์กันเถอะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/530972

LIFE&HEALTH : มาเติมอาหารมีประโยชน์กันเถอะ

LIFE&HEALTH : มาเติมอาหารมีประโยชน์กันเถอะ

วันพุธ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การรับประทานอาหารอย่างเหมาะสมที่ดีให้ประโยชน์ ไม่เพียงแต่ช่วยเติมพลังงานให้เรารู้สึกอิ่มท้องและมีคุณค่าทางโภชนาการเท่านั้น หากแต่ยังส่งผลต่อระบบต่างๆ ภายในร่างกายอีกมากมาย ดังประโยคที่ว่า “You are what you eat” แต่ด้วยรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบแข่งขันกับเวลา เคร่งเครียดกับภาระหน้าที่ที่ต้อง
รับผิดชอบในหลายๆ ด้าน จนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน ที่ส่วนใหญ่มักเต็มไปด้วยแป้ง โปรตีนและไขมัน จนอาจขาดอาหารที่สำคัญ มีประโยชน์รวมทั้งปริมาณ เช่น ปริมาณผักผลไม้ที่ให้กากใยน้อยลง จนส่งผลเสียต่อการทำงานของระบบทางเดินอาหาร รวมทั้งยังมีผลต่อชนิดและปริมาณจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในลำไส้อีกด้วย

สุขภาพดีเริ่มต้นที่ลำไส้

ข้อมูลจาก ดร.สุภัจฉรา  นพจินดา สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปกติแล้วในลำไส้ของคนเรามีจุลินทรีย์อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งชนิดที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและชนิดที่ก่อให้เกิดโรคอยู่ร่วมกันโดยชนิดที่มีประโยชน์จะมีจำนวนมากกว่า แต่เมื่อใดก็ตามที่เราใช้ชีวิตแบบละเลยเรื่องของสุขภาพไป ทั้งจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป หรืออีกหลายๆ ปัจจัยประกอบกัน เช่น อายุที่มากขึ้น การรับประทานอาหารไม่มีประโยชน์ พักผ่อนน้อย ความเครียด การรับประทานยาบางชนิดเป็นประจำ เช่น ยาระบาย ยาคุมกำเนิด ยาแก้ปวด และการกินยาปฏิชีวนะบ่อยหรือติดต่อกันเป็นเวลานาน ล้วนเป็นสาเหตุให้ร่างกายมีจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ลดลงจนเกิดการเสียสมดุลในลำไส้ จนส่งผลเสียต่อสุขภาพและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

ปรับสมดุลให้ร่างกายด้วยอาหาร

จุลินทรีย์ชนิดที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ หรือ “โพรไบโอติกส์” (Probiotics) เป็นจุลินทรีย์ที่รู้จักกันมานานและถูกนำไปใช้ประโยชน์กันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในวงการอาหารซึ่งจะพบได้ในผลิตภัณฑ์ถนอมอาหารที่ผ่านขบวนการหมัก เช่น ชีส เต้าเจี้ยว กิมจิ มิโสะ หรือจากผลิตภัณฑ์นมหมัก เช่น นมเปรี้ยว หรือโยเกิร์ต เป็นต้น โดยโพรไบโอติกส์จะทำหน้าที่ช่วยปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในทางเดินอาหาร ทั้งในเรื่องการย่อยที่ดี การดูดซึมที่มีประสิทธิภาพ และการขับถ่ายของเสียที่สมบูรณ์ โดยจะช่วยเสริมการทำงานของแบคทีเรียชนิดที่ดีภายในร่างกาย เพื่อให้กระบวนการทำงานของอวัยวะต่างๆ ดำเนินไปอย่างปกติ โดยโพรไบโอติกส์จะช่วยปกป้องผนังทางเดินอาหาร ยับยั้งเจริญเติบโตของแบคทีเรียชนิดไม่ดีที่เป็นต้นเหตุหนึ่งของการติดเชื้อและการอักเสบต่างๆ และช่วยเพิ่มจำนวนแบคทีเรียชนิดดีในร่างกาย เพราะหากเมื่อใดก็ตามที่ร่างกายอ่อนแอหรือมีจุลินทรีย์ที่ให้ประโยชน์จำนวนไม่มากพอก็จะทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา เช่น ท้องผูก ท้องเสีย ลำไส้แปรปรวน ลำไส้อักเสบ มะเร็งและโรคทางระบบภูมิคุ้มกัน เช่น โรคหวัด เป็นต้น โดยจะช่วยเสริมการทำงานของแบคทีเรียชนิดที่ดีภายในร่างกาย เพื่อให้กระบวนการทำงานของอวัยวะต่างๆ ดำเนินไปอย่างปกติ โดยโพรไบโอติกส์จะช่วยปกป้องผนังทางเดินอาหาร ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียชนิดไม่ดีที่เป็นต้นเหตุหนึ่งของการติดเชื้อและการอักเสบต่างๆ และช่วยเพิ่มจำนวนแบคทีเรียชนิดดีในร่างกาย

ฉะนั้นกุญแจสำคัญในการดูแลสุขภาพให้กับระบบทางเดินอาหารจึงไม่ได้อยู่ที่ปริมาณเส้นใยอาหารที่เรารับประทานเข้าไปเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากยังต้องควบคู่ไปกับการมีปริมาณจุลินทรีย์อย่างสมดุล วิธีที่ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตและให้อาหารกับจุลินทรีย์ที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพก็คือ การรับประทานอาหารประเภทกากใยบางชนิด หรือ “พรีไบโอติกส์” (Prebiotics) ซึ่งถือเป็นอาหารชั้นยอดของโพรไบโอติกส์ที่อาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่ สำหรับอาหารธรรมชาติที่มีพรีไบโอติกส์มาก ได้แก่ กล้วย แอปเปิ้ล เห็ด หน่อไม้ฝรั่ง หัวหอม ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ ถั่วเหลือง ฯลฯ เนื่องจากเมื่อรับประทานอาหารเหล่านี้เข้าไปแล้วจะไม่ถูกดูดซึมในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก แต่จะผ่านลงไปยังลำไส้ใหญ่ เพื่อไปเลี้ยงหรือส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ

นอกจากนี้ การรับประทานอาหารที่มีพรีไบโอติกส์ ยังอาจช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง ช่วยเรื่องการเผาผลาญ และอาจมีประสิทธิภาพในด้านการต้านโรคบางชนิด เช่น โรคสมองที่เกิดจากภาวะแทรกซ้อนจากโรคตับโรคอ้วน ภาวะเมตาบอลิกซินโดรมโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็งลำไส้ และโรคเบาหวานชนิดที่ 2 รวมทั้งอาจช่วยป้องกันภาวะผื่นผิวหนังอักเสบและโรคแพ้อาหารในเด็กทารกได้อีกด้วย

ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อคุณรับประทานอาหารประเภทโพรไบโอติกส์แล้ว ไม่ควรลืมรับประทานอาหารที่เป็นพรีไบโอติกส์ควบคู่ไปด้วย เพราะหากไม่มีอาหารจุลินทรีย์ที่ดีเหล่านั้นก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ในร่างกายเราได้ หรือพรีไบโอติกส์เป็นอาหารของโพรฅไบโอติกส์นั่นเอง ดังนั้นทางที่ดีคุณจึงควรรับประทานอาหารให้หลากหลาย ในปริมาณที่เหมาะสมเป็นประจำทุกวัน

โดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่มีอายุมากขึ้นร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงชนิดนี้น้อยลง ทำให้เกิดอาการต่างๆทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ผิวพรรณเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น เส้นผมหลุดร่วง อารมณ์หงุดหงิดง่าย ประจำเดือนมาไม่ปกติ ฯลฯ ดังนั้น ก่อนจะกลายเป็นมนุษย์ป้าลองค้นหาอาหารที่มีเอสโตรเจนสูงมารับประทานกันดีกว่า ส่วนจะมีอะไรบ้างไปดูกัน

น้ำมะพร้าว ช่วยเพิ่มความสดชื่นและอุดมไปด้วยแร่ธาตุหลายๆ ชนิดแล้ว ยังมีปริมาณของเอสโตรเจนอยู่ด้วย พรุน เป็นผลไม้ที่มีสารอาหารสำคัญหลากหลายชนิด โดยเฉพาะฤทธิ์ของสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าผลไม้ชนิดอื่นๆ รวมถึงมีสารไฟโตรเอสโตรเจนสูงและมีจำนวนของไฟเบอร์ที่เป็นใยอาหารสูงถั่วเหลือง เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ประกอบไปด้วย โปรตีน คาร์โบไฮเดรตกรดอะมิโน ไขมันชนิดดี เส้นใยอาหาร วิตามิน และเกลือแร่สูง นอกจากนี้ ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ น้ำเต้าหู้ มีไอโซฟลาโวนส์ซึ่งเป็นเอสโตรเจนอีกชนิดหนึ่งจากธรรมชาติ ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนในร่างกายและดูดซึมได้ดี ที่สำคัญที่สุดยังมีโปรตีนและธาตุเหล็กที่สูงเทียบเท่ากับเนื้อสัตว์อีกด้วย งา มีสารอาหารสำคัญๆ จำนวนมากอยู่ในเมล็ดไม่ว่าจะเป็นโปรตีน ไขมัน วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ เช่น แคลเซียม ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม ฯลฯที่สำคัญมีไฟโตเอสโตรเจนสูงไม่แพ้ใครเลยทีเดียว ธัญพืชงานับเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับบำรุงสุขภาพผู้หญิงที่คุณไม่ควรพลาด

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เรามาเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ใหม่ด้วยการเติมเต็มอาหารดีๆ จากธรรมชาติกันตั้งแต่วันนี้ เพื่อการมีสุขภาพดีได้ในทุกๆ วัน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : การดูแลผิวรับหน้าหนาว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/529449

LIFE&HEALTH : การดูแลผิวรับหน้าหนาว

LIFE&HEALTH : การดูแลผิวรับหน้าหนาว

วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ลมหนาวเริ่มมาเยือนแล้ว เมื่อลมหนาวมาบางครั้งถึงอุณหภูมิจะลดลงไม่มาก แต่ความชื้นในบรรยากาศจะลดลงมากกว่าในฤดูอื่น หรือผู้ที่ทำงานในห้องแอร์ที่มีความชื้นในอากาศต่ำ ข้อมูลจาก ผศ.พญ.สุวิรากร ธรรมศักดิ์ ประธานฝ่ายกิจกรรมสังคม สมาคมแพทย์ผิวหนังฯ และผู้อำนวยการคลินิกสยามเดอร์มาติกส์ เปิดเผยว่า ผิวหนังของเราจะเป็นตัวบอกความชื้นในบรรยากาศก่อนวิธีอื่น ผิวพรรณจะเริ่มแห้ง ตึง ลอกเป็นขุย โดยจะเริ่มที่ขาและแขนก่อน ต่อมาที่หน้าจนลามไปทั่วตัวอาจมีอาการคันยิบๆ ถ้าเป็นมากอาจแสบเหมือนเข็มตำ และมีผิวหนังอักเสบเกิดเป็นวงแดงๆ มีขุยกระจายอยู่เป็นหย่อมๆ ทั่วร่างกาย มีอาการคันเมื่อเกาผิวจะแตกเป็นร่องแดงมีน้ำเหลือง หรือเลือดซึมได้

ส่วนผิวหน้าก็มีการเปลี่ยนแปลง คนหน้ามันจะชอบหน้าหนาวเพราะผิวจะมันน้อยลง บางครั้งสิวก็ดีไปด้วย ส่วนคนหน้าแห้งต้องระวัง หน้าอาจจะแห้งลอกเป็นขุย โดยเฉพาะริมฝีปาก จะแห้งแตก เจ็บ ลอกเป็นขุย เป็นแผ่นได้ ส่วนมือ บางครั้งไม่ได้มีอาการอะไรก็ลอกได้เป็นแผ่นๆ อาจจะลอกปีละครั้งไม่ต้องทำอะไร แต่อย่าไปแกะจนเป็นแผล แต่ถ้าผิวแตก แห้งคัน โดยเฉพาะผู้ที่ชอบล้างมือบ่อยจะเป็นผิวหนังอักเสบได้ สำหรับเส้นผม ในหน้านี้จะเห็นว่าไฟฟ้าสถิตจะสูง เส้นผมจะแห้งกรอบ เวลาหวีผมจะดีดออกจากกัน มีเสียงเปรี๊ยะๆ ส่วนหนังศีรษะก็แห้ง มีรังแค บางทีก็ร่วงมาอยู่ตามไหล่เสื้อทำให้ไม่น่าดู

เพราะผิวหนังทำหน้าที่ปกคลุมร่างกายของเรา เป็นด่านแรกในการป้องกันอันตรายจากพวกแบคทีเรีย ไวรัส อีกทั้งยังมีหน้าที่ช่วยควบคุมการสูญเสียน้ำออกจากร่างกาย ควบคุมอุณหภูมิ และรับความรู้สึก ช่วงเข้าสู่ฤดูหนาวอากาศที่หนาวเย็น ผิวหนังจะแห้งโดยเริ่มสังเกตจากริมฝีปาก จะแตก ฝ่ามือ ฝ่าเท้าแห้ง ผิวที่สะโพก หน้าแข้ง จะเริ่มแห้ง คัน ซึ่งในคนที่มีปัญหาผิวแห้งอยู่เดิมอาจทำให้อาการกำเริบจนถึงกับเกิดการอักเสบ แดง คันตามมาได้ (Xerotic eczema)และเด็กภูมิแพ้ (Atopic dermatitis) หรือบางคนที่มีปัญหาผิวหนังอักเสบภูมิแพ้หรือโรคสะเก็ดเงิน ช่วงหน้าหนาวนี้โรคมักจะเห่อมากขึ้นซึ่งอาการเหล่านี้สามารถป้องกันได้ถ้าเรามีวิธีดูแลที่ถูกต้อง ดังนี้

l เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวด้วยมอยเจอร์ไรเซอร์เลือกใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ที่เข้มข้นขึ้นกว่าในช่วงหน้าร้อนโดยดูส่วนผสมที่เป็นสารให้ความชุ่มชื้นเป็นหลัก (humectants) เช่น กลีเซอรีน (glycerine) ซอบิทอล (sorbitol) เซรามายด์ (ceramide) ในกรณีที่ผิวมีความแห้งมากอาจใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ที่เป็นเนื้อขี้ผึ้งซึ่งจะสามารถกักเก็บความชุ่มชื้นให้กับผิวได้ดีกว่าแบบครีมหรือโลชั่น นอกจากนั้น ควรทามอยเจอร์ไรเซอร์ภายหลังอาบน้ำทันทีเพื่อเพิ่มการดูดซึมที่ดียิ่งขึ้น

l ถ้าผิวหนังมีอาการอักเสบแดง คันมากอาจจำเป็นต้องทาครีมสเตียรอยด์ เพื่อช่วยลดการอักเสบบริเวณผื่นที่เป็น ซึ่งควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อป้องกันการเกิดผลข้างเคียงของการใช้ยา ไม่ควรซื้อยามาใช้เอง

l ถ้ามีอาการคันมาก จนรบกวนชีวิตประจำวันสามารถรับประทานยาในยาต้านฮีสตามีน (antihistamine)เพื่อช่วยลดอาการคัน

l ทาครีมกันแดดเป็นประจำก่อนออกแดดอย่าลืมว่าถึงแม้อากาศจะหนาวเย็นแต่แสงอัลตราไวโอเลตไม่ได้ลดน้อยลงไป ยิ่งถ้าไปเที่ยวประเทศที่มีหิมะยิ่งมีการสะท้อนของแสงอัลตราไวโอเลตจากหิมะมากขึ้นด้วยดังนั้นจึงควรทาครีมกันแดดเป็นประจำก่อนออกแดดโดยเลือกครีมกันแดดที่กันได้ทั้งรังสี อัลตราไวโอเลตเอและบี โดยดูที่ค่า SPF มากกว่า 30 และมีค่า PA++ เพื่อป้องกันการเกิดฝ้า กระ ก่อนวัยอันควร

l หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่นจัด การอาบหรือแช่น้ำอุ่นจัดอาจทำให้รู้สึกสบาย ผ่อนคลาย ในช่วงหน้าหนาวแต่ความร้อนจากน้ำจะไปทำลายไขมันที่ปกป้องผิวหนังทำให้สูญเสียความชุ่มชื้นออกไปจากผิวเพิ่มขึ้น ควรอาบน้ำที่อุ่นเพียงเล็กน้อยและใช้เวลาอาบที่สั้นลงกว่าเดิมและตามด้วยมอยเจอร์ไรเซอร์ทันทีหลังอาบน้ำ สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการอาบน้ำควรเลือกชนิดที่ให้ความชุ่มชื้นมากขึ้น

l ใช้เครื่องทำความชื้น (humidifier) ในกรณีที่อากาศมีความแห้งมากหรือผู้ที่ต้องทำงานอยู่ในห้องที่เปิดเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา การใช้เครื่องทำความชื้นจะช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศและลดการสูญเสียน้ำจากผิวหนังได้

l ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ ช่วงหน้าหนาวอากาศแห้ง จะมีการสูญเสียเหงื่อและน้ำออกไปทางผิวหนังมากขึ้น จึงควรดื่มน้ำสะอาดให้ได้อย่างน้อย 8-10 แก้วต่อวัน

l ปรึกษาแพทย์ผิวหนัง ในกรณีที่ผิวแห้งมากจนมีการอักเสบ แดง คัน มีขุย หรือถ้ามีโรคผิวหนังอยู่เดิมแล้วกำเริบมากขึ้นจำเป็นที่ต้องใช้ยาทาหรือยารับประทาน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการใช้ยาและการดูแลที่เหมาะสมต่อไป สามารถติดตามข้อมูลเพิ่ม ได้ที่ www.facebook.com/Dermatiks/

เพียงแค่ปรับเปลี่ยนการดูแลผิวให้เข้ากับลมหนาวที่มาเยือนก็ช่วยให้คุณยังคงความมีผิวสวยสดใสอยู่ได้แบบไม่ยากตลอดฤดูหนาวนี้

สำหรับผู้ที่สนใจการชะลอวัยแบบปฏิบัติได้จริง มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ จะจัดคอร์สอบรมเรื่องการชะลอวัยด้วยอาหาร โภชนาการและสมุนไพร โดยผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ได้แก่ ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ศุกระฤกษ์, ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์, รศ.ดร.สุรพจน์วงศ์ใหญ่, รศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์, ผศ.ดร.ชนิดาปโชติการ, อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช, รศ.ดร.พัชราณี ภวัตกุล, ผศ.ดร.พร้อมลักษณ์ สรรพ่อค้า, อ.อรุณศรี ตั้งวงศ์วิวัฒนา และ พล ตัณฑเสถียร โดยจะอบรม 4 วัน คือ วันเสาร์อาทิตย์ที่ 21-22 และ 28-29 พ.ย.นี้ รายละเอียดที่ 089-1428990 หรือ www.facebook.com/pg/DDseminarThai

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : วิธีดำเนินชีวิตยุควิถีใหม่อย่างมีความสุข #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/527849

Life & Health : วิธีดำเนินชีวิตยุควิถีใหม่อย่างมีความสุข

Life & Health : วิธีดำเนินชีวิตยุควิถีใหม่อย่างมีความสุข

วันพุธ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 นอกจากผู้คนจะหันมาให้ความสนใจในเรื่องสุขภาพและสุขอนามัยกันมากขึ้นกว่าเดิมแล้ว ยังทำให้เกิดการดำเนินชีวิตวิถีใหม่ หรือ New Normal ในหลายๆ ด้านทั้งไลฟ์สไตล์ วิธีการทำงาน การดำเนินธุรกิจการศึกษา ฯลฯ ฉะนั้นคุณจึงต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ปรับตัวสู่ความปกติใหม่ และมองหาโอกาสที่ซ่อนอยู่เพื่อพลิกวิกฤตให้กลับกลายเป็นโอกาส ข้อมูลจาก ผศ.นพ.สเปญ อุ่นอนงค์ จิตแพทย์ แนะนำวิธีดำเนินชีวิตและการทำงานยุควิถีใหม่อย่างมีความสุข ดังนี้

“สุขอนามัย” ต้องมาก่อน คุณต้องเตรียมอุปกรณ์ป้องกันตัวเองให้พร้อมทุกครั้งก่อนจะก้าวออกจากบ้านไม่ว่าจะเป็นการรู้จักสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า หรือ Face Shieldซึ่งเป็นเสมือนเกราะป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส รวมถึงการพกเจลล้างมือแอลกอฮอล์และสเปรย์แอลกอฮอล์ไว้ใช้สำหรับฆ่าเชื้อที่มองไม่เห็น หมั่นล้างมืออย่างสม่ำเสมอจนเป็นนิสัย และพยายามไม่เอามือไปสัมผัสใบหน้าของตัวเองหรือสัมผัสสิ่งต่างๆ เช่น ประตู ราวบันได ปุ่มกดลิฟท์ ฯลฯ ให้น้อยที่สุด ที่สำคัญต้องเว้นระยะจากผู้อื่นอย่างน้อยๆ 1-2 เมตร เพื่อความปลอดภัยต่อตนเองและผู้อื่น

ปรับตัวให้ชินกับเทคโนโลยี ทุกวันนี้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับการใช้ชีวิตมากขึ้น โดยเฉพาะการนำระบบออนไลน์ หรือแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่ช่วยให้สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้ ทั้งแอพประชุมออนไลน์  วางแผนงาน รวบรวมข้อมูล รับส่งเอกสาร ไม่เว้นแม้แต่การเรียนการสอน การสั่งซื้อของใช้และอาหาร การบริโภคข่าวสาร รวมทั้งการใช้งาน Social Media ต่าง ๆ ถือได้ว่าเป็นโอกาสดีๆ ที่จะช่วยให้เราสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างชำนาญ พร้อมกับทำความรู้จักกับแอพใหม่ๆ เพื่อเพิ่มสกิลในการทำงานและการดำเนินชีวิตประจำวันให้กับตัวเอง

สร้างสมดุลชีวิต การมีโอกาสได้ทำงานที่บ้าน โดยการลดจำนวนวันการเข้าออฟฟิศ หรือการลดการพบปะผู้คนในสังคม ทำให้หลายคนมองเห็นแนวทางที่จะสร้างสมดุลชีวิต ระหว่างเวลาส่วนตัว การทำงาน และสังคมให้สมดุลมากยิ่งขึ้น เริ่มจากการหันมาดูแลตัวเองด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ให้ครบหมวดหมู่ ตรงตามเวลาโดยไม่ขาดมื้อใดมื้อหนึ่งไป และหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงในขณะที่นั่งทำงานก็ควรจะลุกขึ้นเดินยืดเส้นยืดสายหรือเปลี่ยนอิริยาบถอยู่บ่อยๆ ควบคู่กับการดูแลจิตใจให้แจ่มใสเบิกบานอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการหยุดพักจากงานชั่วคราวเพื่อทักทายพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน หรือลองทำกิจกรรมอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานบ้าง เพื่อช่วยให้ร่างกายสดชื่น สมองปลอดโปร่ง มีความคิดโลดแล่นพร้อมสำหรับการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ปรับอารมณ์ลดความเครียด พยายามที่จะเรียนรู้และหาทางจัดการกับความเครียดของตัวเองเสียบ้าง เพราะการกักเก็บความเครียดเอาไว้นาน จะส่งผลเสียทั้งต่อร่างกายและจิตใจ หากรู้สึกอ่อนล้า เหน็ดเหนื่อยกับการทำงานและการแก้ปัญหาต่างๆ ควรหาวิธีผ่อนคลายตนเองเพื่อดึงความใส่ใจออกจากสิ่งที่กำลังเร้าอารมณ์และยืดเวลาออกไปก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป หรือพยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดอารมณ์รุนแรงหรืออารมณ์เสีย ด้วยการฟังเพลง พักสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ ฝึกหายใจเข้าลึกๆ และนับ 1-10 อย่างช้าๆ ฯลฯ นอกจากจะช่วยบริหารจัดการอารมณ์ตัวเองได้แล้ว ยังช่วยลดความเครียดพร้อมทั้งสามารถกลับมาแก้ปัญหาได้อย่างฉลาดและมีสติได้ไม่ยาก

ไม่หยุดเรียนรู้พัฒนาตนเอง ในโลกของการทำงานที่มีการแข่งขันสูง การหมั่นพัฒนาตนเองถือเป็นการเตรียมความพร้อมที่จะต้องแข่งขันกับคนอื่น เพราะคนที่จะสามารถประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้ จะต้องมีการพัฒนาตนเองอยู่เสมออย่างไม่หยุดนิ่ง ดังนั้นคุณจึงควรเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ หรือเรียนรู้อะไรใหม่ๆ โดยอาจจะเริ่มจากอ่านหนังสือ การไปฝึกอบรม หรือสมัครเรียนเพิ่มเติมในหลักสูตรต่างๆ ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อพัฒนาต่อยอดการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อคนรอบข้างเพื่อนร่วมงาน นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญอีกข้อที่มีผลต่อความสุขในที่ทำงานของเราถ้าวันๆ เอาแต่นั่งทำงานหัวโตคนเดียว ไม่คุยไม่ปรึกษาใครเลย คิดดูสิว่าจะน่าเบื่อขนาดไหนแต่หากเรามีการผูกมิตรกับเพื่อนร่วมงาน จะช่วยให้คุณทำงานได้ไหลลื่นมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีคนไว้คอยปรับทุกข์เมื่อคุณรู้สึกเครียดหรือมีปัญหาในการทำงาน ส่งผลให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีและรวดเร็ว แถมยังช่วยให้บรรยากาศในการทำงานเต็มเปี่ยมไปด้วยมิตรภาพและไมตรีจิตที่มีให้ต่อกัน

นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งในการที่จะช่วยให้คุณมีความสุขกับการดำเนินชีวิตและการทำงานมากขึ้น เลิกคิดแง่ลบ เลิกกังวลถึงอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นระหว่างทาง ไม่ว่าทำอะไร ปัญหาก็อาจเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ล้มได้ก็ลุกได้ หากเรารู้จักปรับตัวและปรับทักษะให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น คุณก็จะก้าวหน้าและประสบผลสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างที่ตั้งใจและมุ่งหวังไว้ได้ไม่ยาก

สำหรับผู้ที่สนใจการชะลอวัยแบบปฏิบัติได้จริง มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ จะจัดอบรมเรื่อง ชะลอวัยด้วยอาหาร โภชนาการและสมุนไพร โดยมีผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ได้แก่ รศ.ดร.สุรพจน์วงศ์ใหญ่, รศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์, ผศ.ดร.ชนิดาปโชติการ, ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์,ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์, อ.ศัลยาคงสมบูรณ์เวช, รศ.ดร.พัชราณี ภวัตกุล, ผศ.ดร.พร้อมลักษณ์ สรรพ่อค้า, อ.อรุณศรี ตั้งวงศ์วิวัฒนา และ พล ตัณฑเสถียร โดยจะอบรม 4 วัน คือวันเสาร์อาทิตย์ที่ 21-22 และ 28-29 พ.ย.นี้ รายละเอียดที่www.facebook.com/pg/DDseminarThai หรือ 089-1428990

LIFE & HEALTH : รู้จักเคล็ดลับช่วยให้ดูหน้าใสเสมอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/526350

LIFE&HEALTH : รู้จักเคล็ดลับช่วยให้ดูหน้าใสเสมอ

LIFE&HEALTH : รู้จักเคล็ดลับช่วยให้ดูหน้าใสเสมอ

วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ใครๆ ก็อยากดูหน้าใสปิ๊งไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชายก็อยากมีผิวเหมือนผิวเด็ก แต่เราต้องเรียนรู้ปัจจัยที่ทำให้ผิวไม่ใสกันก่อนข้อมูลจาก ผศ.พญ.สุวิรากรธรรมศักดิ์ ประธานฝ่ายกิจกรรมสังคม สมาคมแพทย์ผิวหนังฯ และผู้อำนวยการคลินิกสยามเดอร์มาติกส์ เปิดเผยว่า ในวัยเด็ก ถ้าไม่ได้เป็นโรค ผิวจะใสเต่งตึงเรียบเนียน แต่เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นฮอร์โมนเพศเริ่มทำงาน ต่อมไขมันผลิตเพิ่ม สิวเริ่มขึ้น เมื่อหายก็อาจเป็นรอย ทำให้ผิวไม่ใสปิ๊งแล้ว ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิว ได้แก่ (1) กรรมพันธุ์ คนที่พ่อแม่เป็นสิวมากก็มีโอกาสเป็นสิวง่ายกว่า (2) ฮอร์โมน ผู้ที่มีฮอร์โมนเพศสูง
มีโอกาสเป็นสิวได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นฮอร์โมนในตัวหรือภายนอก อาหารหลายอย่างมีผลกระตุ้นการทำงานของฮอร์โมนได้ เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนม ของหวาน แป้ง อาหารที่มีเนื้อสัตว์ที่เลี้ยงด้วยฮอร์โมน อาหารพวก fast food (3) การอุดตันของรูขุมขนจากการใช้ผลิตภัณฑ์ไม่ถูกต้อง ความผิดปกติของผิวชั้นนอก (4) แบคทีเรีย ปัจจุบันพบว่าแบคทีเรีย Cutibacterium acne หรือที่รู้จักว่า P.acne สามารถกระตุ้นให้ผิวหนังหลั่งสารมาทำให้อุดตันได้ และทำให้เกิดการอักเสบ หรือทำลายคอลลาเจนให้เป็นแผลเป็นได้

สำหรับวัยที่ช่วงวัยรุ่น จะเริ่มมีกิจกรรมกลางแจ้งมากมาย ทำให้เผชิญกับแสงแดด ที่เป็นตัวร้ายทำลายผิว โดยเริ่มส่งผลทำให้หน้าหมองคล้ำ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วแสงแดดนั้นมีผลตั้งแต่เด็กแล้ว แต่ตอนเด็กอาจจะยังไม่สนใจมากเท่าไหร่ พบว่าความเสื่อมของผิวจะเกิดตามอายุเพียงแค่ 20%แต่ความเสื่อมของผิวที่เกิดจากแสงแดดและสิ่งแวดล้อมภายนอกที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ เช่น มลภาวะ ความเครียด ควันบุหรี่ เป็นต้นสิ่งเหล่านี้จะทำลายผิวได้ถึง 80% ส่งผลให้ผิวเกิดกระ ผิวหมองคล้ำ และเกิดเป็นฝ้าได้ง่าย

เมื่อย่างเข้าวัยสูงอายุแล้ว ฮอร์โมนเริ่มถดถอยไม่สมดุลเป็นเหตุให้ผิวแห้ง แพ้ง่าย เป็นฝ้าง่าย บวกกับผิวที่เปลี่ยนแปลงตามวัยแล้วยิ่งทำให้ผิวไม่ใสแล้ว

ทำอย่างไรให้ผิวใสอยู่เสมอ

การจะมีผิวใสอยู่เสมอได้ ต้องเริ่มต้นที่การดูแลตั้งแต่วัยเด็ก เพื่อป้องกันการเสื่อมของผิวรวมทั้งการรักษาสิวตั้งแต่เริ่มต้นอย่าปล่อยให้เป็นมากๆ ถึงจะไปรักษาสิ่งสำคัญที่สุดคือการหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดในช่วง 10.00- 14.00 น. ที่มีค่า UV index สูงปัจจุบัน เราสามารถดูค่า UV index จากโทรศัพท์มือถือได้แล้ว ถ้าไม่จำเป็นในกรณีที่ค่า UV indexมีมากกว่า 10 ก็ไม่ควรออกไปด้านนอกแต่ถ้าจำเป็นควรสวมหมวกปีกกว้าง กางเกงขายาว เสื้อแขนยาว ป้องกันดวงตาด้วยแว่นกันแดด ถ้าไม่สะดวกในอุปกรณ์ป้องกัน ควรใช้ยากันแดดที่มีค่า SPF สูงกว่า 30 ควรมีการ
ทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง หรือทุกครั้งที่เหงื่อออกมาก

สำหรับเทคโนโลยีเกี่ยวกับการป้องกันแสง นอกจากการทาผลิตภัณฑ์กันแดด ปัจจุบันมีการใช้อาหารเสริมที่ลดการเกิดอนุมูลอิสระ หรือยากันแดดแบบรับประทานซึ่งออกฤทธิ์ ลดการอักเสบเมื่อโดนแดด มีการทดลองในห้องแล็บได้ผลดีแต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ค่าปกป้องแสงแดดไม่ได้สูงมาก ถ้าใช้ก็ต้องมีการกันแดดเพิ่มด้วยเช่นกัน

การใช้เครื่องมือช่วยผลักสารประเภทวิตามินและสารบำรุงผิว ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยให้ผิวใสได้ดีกว่าการใช้ผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว เช่น การใช้คลื่นไฟฟ้า ผลักยาที่ละลายในน้ำให้เข้าสู่ผิวหนัง (Iontophoresis) การใช้คลื่นเสียง (phonophoresis) การใช้คลื่นไฟฟ้าทำให้ผิวมีช่องว่างให้ยาเข้าไป (Electroporesis) ปัจจุบันมีการศึกษาการทำ Fractional laser ด้วยความแรงต่ำๆเพื่อเอายาเข้าผิวหนัง ซึ่งอาจจะใช้ในการนำยาชาโดยไม่ต้องฉีด และในอนาคตอาจจะนำมาใช้ผลักสารโบท็อกซ์โดยไม่ต้องใช้การฉีด ก็อาจเป็นได้ด้วย

การฉีดสารเข้าใต้ผิวหนังเพื่อให้หน้าใส (Mesotherapy) เป็นศาสตร์ในการรักษาปัญหาความงามที่ใช้กันมา 100 ปีแล้ว เป็นที่นิยมมากทางยุโรป โดยมีหลักการ คือการใช้เข็มเล็กๆ ฉีดตัวยาเข้าไปในผิวชั้นใน เรียก “เมโส” มาจากคำว่าMesoderm การฉีดมีได้หลายเทคนิค เช่น ใช้เข็มสั้นๆ แบบสะกิด หรือฉีดตื้นๆ เป็นตุ่ม หรือฉีดใต้ผิวหนัง ใช้ได้ทั้งการฉีดผิวหน้า ฉีดหนังศีรษะกระตุ้นให้ผมขึ้น ฉีดลดไขมัน
แต่ปัญหาของการใช้การรักษากลุ่มนี้คือ สารที่ใช้ฉีดไม่ได้รับการรับรองจาก สนง.คณะกรรมการอาหารและยา ให้ใช้สำหรับฉีด ผลการรักษาก็ไม่แน่นอนและยังไม่มีงานวิจัยรองรับอย่างมีระบบ

ส่วนการฉีดสารเติมเต็ม Filler สารเติมเต็มทำมาจากสารไฮยาลูโรนิก hyaluronic acidมีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้มาก มีการนำสารเติมเต็มที่สำหรับเติมชั้นตื้นมาฉีดทำให้หน้าใสได้

ปัจจุบันมีเครื่องมือช่วยเรื่องผิวจำนวนมากที่สามารถทำให้ผิวใสได้ โดยขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องมือ ตามความเข้าใจของคนทั่วไปอาจจะแยกไม่ออกว่าเครื่องไหนเป็น เลเซอร์ LASER (Light amplification by stimulated emission of radiation) หรือเป็นแสง (Intense pulse light, IPL)หรือคลื่นวิทยุ (Radiofrequency) คลื่นเสียง (High intensity focus ultrasound หรือ HIFU) อาจจะเข้าใจว่าเป็นเครื่องเลเซอร์หมด ฉะนั้นก่อนที่จะไปรับบริการหรือรักษาควรปรึกษาแพทย์ก่อนว่าจะทำเครื่องอะไรต้องเตรียมตัวอย่างไรทั้งก่อนทำและหลังทำ ว่าล้างหน้าได้ไหม ต้องหลบแดดหรือไม่ ห้ามทานยาหรืออาหารเสริมอะไรก่อนไหม และผลที่ได้รับจะเป็นอย่างไรบ้าง สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มได้ที่ http://www.facebook.com/Dermatiks/

ผลของการรักษาด้วย เทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นกับตัวเครื่องที่ต้องได้มาตรฐาน ผ่านการขึ้นทะเบียนของสนง.คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แพทย์ผู้ใช้เครื่องมือต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และมีประสบการณ์ในการใช้เครื่องมือนั้นๆ และสามารถแก้ไขได้ถ้าเกิดผลข้างเคียงกับ ตัวผู้รับบริการด้วย

สุขภาพผิวที่ดี ต้องอยู่ในสุขภาพกายและใจที่ดีด้วยดังนั้น ถ้าอยากมีผิวใส ต้องอย่าลืม ดูแลสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ อยู่ในที่อากาศถ่ายเทดี ไม่มีมลภาวะ รับประทานอาหาร ผัก ผลไม้ สูง ไขมันต่ำ ดื่มน้ำมากหน่อย ไม่เครียด อารมณ์ดีมองโลกในแง่บวก รวมกับเทคโนโลยี จะช่วยให้ผิวดูสวยใสตลอดไป

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ไลฟ์สไตล์ชะลอวัยสุขภาพดีดูอ่อนเยาว์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/524792

LIFE & HEALTH : ไลฟ์สไตล์ชะลอวัยสุขภาพดีดูอ่อนเยาว์

LIFE & HEALTH : ไลฟ์สไตล์ชะลอวัยสุขภาพดีดูอ่อนเยาว์

วันพุธ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2563, 06.15 น.

ยุคนี้แม้คนอายุมากก็ยังดูดีมีความสุข การดูเป็นหนุ่มสาวมีสุขภาพดีและดูอ่อนวัยกว่าอายุจริง ช่วยให้เชื่อมั่นในชีวิตและทำงานได้จนเกิดความสำเร็จ หลายคนคุ้นเคยกับคำว่า โภชนาการชะลอวัยที่คนส่วนใหญ่อาจเข้าใจว่าเป็นการกินอย่างไรไม่ให้แก่ก่อนวัย แต่แท้จริงแล้ว ยังรวมถึงการกินอย่างไรให้สุขภาพดี และอายุยืนด้วย ดังนั้นการชะลอวัยที่ดีควรจะชะลอความชราทั้งภายนอกร่างกายคือผิวพรรณ และความชราภายในร่างกายคือความเสื่อมของเซลล์อันนำไปสู่โรคเรื้อรังต่างๆ ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ประธานชมรมโภชนวิทยามหิดล แนะนำว่า อาหารเป็นปัจจัยที่สำคัญในการดูแลสุขภาพ การเลือกกินอาหารที่ถูกต้อง เพียงพอและเหมาะสม ก็จะช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดี รวมทั้งช่วยในการชะลอความชราได้ ทั้งนี้ควรต้องลด ละ เลี่ยงอาหารที่มีรสหวานจัดประกอบด้วยแป้งและน้ำตาลสูง รวมทั้งไขมันทรานส์ ที่เป็นศัตรูร้ายทำลายความอ่อนเยาว์

มีงานวิจัยถึงความสัมพันธ์ของการกินอาหารชนิดต่างๆ กับการเกิดริ้วรอย พบว่า การกินปลา ผัก ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วต่างๆ และน้ำมันมะกอก (ไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว) มีความสัมพันธ์กับริ้วรอยที่ลดลง ในขณะที่มาการีน เนย นม น้ำตาล มีความสัมพันธ์กับริ้วรอยที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการกินอาหารประเภทผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์ เนื้อสัตว์ประเภทปลา และน้ำมันที่เป็นแหล่งของกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว อาจช่วยในการบำรุงผิวและช่วยชะลอความชราทางด้านผิวพรรณได้

นอกจากนี้การกินอาหารที่เป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระก็จะช่วยในการชะลอความชราของผิวได้ โดยจากการทบทวนหลักฐานการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ พบว่า สารอาหารและสารพฤกษเคมีที่มีศักยภาพในการชะลอความชราทางด้านผิวพรรณ ได้แก่ วิตามินซี และวิตามินอี (Vitamin C & E) ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ชะลอริ้วรอยแห่งวัย, ซีลีเนียม (Selenium) เป็น Co-factor ของกลูต้าไธโอน และทำงานร่วมกันวิตามินอี ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับเซลล์ผิว, สังกะสี (Zinc) เป็น Co-factor ของ Anti-oxidant enzyme ชะลอความเสื่อมของเซลล์ผิว, คาร์โรทีนอยด์ (Carotenoid) ได้แก่ เบต้า-แคโรทีน (b-Carotene) ไลโคปีน (Lycopene) แอสตาแซนทีน (Astaxanthin) ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันและลดริ้วรอยแห่งวัย, ไอโซฟลาโวน (Isoflavone) มีคุณสมบัติเป็นไฟโตรเอสโตรเจน (Phytoestrogen) ช่วยชะลอความชราด้านผิวพรรณโดยป้องกันการเสื่อมสลายของคอลลาเจนกระตุ้นกระบวนการ Fibroblast proliferation และป้องกัน Lipid peroxidation ของเซลล์ผิว ช่วยให้ผิวเรียบเนียน เต่งตึง ริ้วรอยลดลง

สำหรับไลฟ์สไตล์ที่ช่วยชะลอวัยทำให้มีสุขภาพดีดูอ่อนเยาว์ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ แนะนำเคล็ดลับที่มีการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์สนับสนุน ดังนี้

• อารมณ์ดีเป็นประจำ จากการศึกษาวิจัยที่ยาวนานถึง 75 ปีของมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกาที่เชื่อถือได้ว่าสามารถทำให้คนเรามีอายุยืนยาวได้เพราะนอกจากช่วยให้เรารู้สึกเป็นสุขแล้ว ยังมีผลต่อการทำงานของร่างกายและจิตใจ

• หลีกเลี่ยงแสงแดดจัดโดยเฉพาะในช่วงเวลา 10.00-15.00 น.เพราะเป็นช่วงที่มีรังสี UV สูงสุด หากจำเป็นต้องออกแดดช่วงนั้นก็ควรกางร่ม ใช้ครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟ 15ขึ้นไป โดยทาครีมก่อนออกแดดประมาณ 30 นาที อย่างไรก็ตาม การออกไปอยู่กลางแจ้งในช่วงเวลาแดดอ่อนตอนเช้าหรือตอนเย็นอย่างน้อยวันละ 15 นาที ก็จะทำให้เราได้รับการกระตุ้นการสร้างวิตามินดีจากแสงแดดอย่างเพียงพอ

• ดื่มน้ำสะอาดให้พอเพียง การดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว การดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวันจึงมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้เราดูอ่อนกว่าวัย และควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่ม ที่มีกาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ ส่งผลให้ผิวพรรณแห้งกร้านเกิดริ้วรอยได้ง่าย

• ดูแลสุขภาพผิว การดูแลรักษาความสะอาดและรักษาผิวพรรณให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ ควรใช้น้ำเย็นลูบหน้าแทนน้ำอุ่นช่วยให้รูขุมขนไม่กว้างเกินและอย่าถูแรงๆ เพราะจะทำให้ใบหน้าเกิดริ้วรอย อย่าปล่อยเมคอัพไว้บนหน้าข้ามคืนโดยไม่ทำความสะอาด

• ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังแบบแอโรบิกที่มีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ต่อเนื่อง อย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 5 วัน เช่น เดินเร็ว วิ่งว่ายน้ำ ขี่จักรยาน ถ้าเวลาน้อยมีวิจัยพบว่า ออกกำลังกายในวันเสาร์อาทิตย์วันละ 75 นาที ก็ให้ผลใกล้กันหรือถ้าไม่มีเวลาว่างจริงๆ การเดินหลังอาหารทุกมื้อครั้งละ 10 นาทีก็สามารถช่วยกระตุ้นการสร้าง Growth Hormone ได้ดีเช่นกัน

• เข้านอนสี่ทุ่มและหลับสนิทก่อนเที่ยงคืน เป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนที่ดีที่สุด จะช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวหนังหรืออวัยวะที่สึกหรอและปรับสมดุลฮอร์โมน ถ้าไม่อยากแก่เร็วและอายุยืน อย่านอนดึกจนเกินไป

• มีเพื่อนวัยทีน การอยู่ในกลุ่มคนที่อ่อนวัยกว่า แต่ไม่อ่อนกว่ามากจนเกินไปนั้นจะช่วยให้คุณมีหัวใจวัยรุ่นมีความสดใสน่ารัก มองโลกในแง่ดีไม่คิดมาก กล้าได้กล้าเสีย ชอบแสวงหาแนวทางใหม่ๆ ในการทำงาน เรียนรู้อยู่เสมอแล้ว สามารถที่จะปรับตัวอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

• ปรับเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวลองหาเสื้อผ้าแบบใหม่ๆ สีสันสดใสมาใส่ มามิกซ์แอนด์แมทช์กับรองเท้า เข็มขัด กระเป๋า และเครื่องประดับต่างๆ ซึ่งอาจจะเหมาะกับคุณยิ่งกว่าแบบเดิมและยังช่วยกระชากวัยและไม่ตกยุค แต่ก็ต้องดูตามความเหมาะสมด้วย

• มีชีวิตอยู่ด้วยความรักไม่เฉพาะคนรักเท่านั้นแต่อาจเป็นความรักในครอบครัว เพื่อนสัตว์เลี้ยง กิจกรรมที่ช่วยเหลือผู้อื่น หรือการมีจิตอาสาช่วยสังคมด้วยความรัก ฯลฯ

เพียงแค่ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ก็จะช่วยให้ร่างกายไม่ร่วงโรยไปตามวัยแล้วยังดูเด็กลงจนใครๆต้องมองเหลียวหลังอีกด้วย สำหรับผู้ที่สนใจเข้าใจการชะลอวัยแบบปฏิบัติได้จริง มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ จะจัดคอร์สอบรมเรื่องการส่งเสริมสุขภาพและชะลอวัยด้วยอาหาร โภชนาการและสมุนไพร ครั้งที่ 3 โดยมีผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ได้แก่ ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์, ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์, รศ.ดร.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่, รศ.ดร.เรวดีจงสุวัฒน์, ผศ.ดร.ชนิดา ปโชติการ, อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช, รศ.ดร.พัชราณี ภวัตกุล, ผศ.ดร.พร้อมลักษณ์สรรพ่อค้า, อ.อรุณศรี ตั้งวงศ์วิวัฒนาและ พล ตัณฑเสถียร โดยจะอบรม 4 วัน คือวันเสาร์-อาทิตย์ที่21-22 และ 28-29 พ.ย.นี้รายละเอียดที่ 089-1428990 หรือ www.facebook.com/pg/DDseminarThai

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : สร้างดุลยภาพชีวิต…ช่วยพิชิตความแก่ชรา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/521702

LIFE & HEALTH : สร้างดุลยภาพชีวิต...ช่วยพิชิตความแก่ชรา

LIFE & HEALTH : สร้างดุลยภาพชีวิต…ช่วยพิชิตความแก่ชรา

วันพุธ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การแก่ชรานั้นอาจจะเป็นการแก่ชราตามวัยและการแก่ชราก่อนวัยที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่ฝืนธรรมชาติ ฝืนนาฬิกาชีวิตที่มีมาตั้งแต่เกิด รวมทั้งการใช้งานร่างกายมากและพักผ่อนน้อย นอกจากนี้ ปัจจัยของสารพิษในบรรยากาศที่แวดล้อมอยู่ไม่ว่าจะเป็นสารเคมี คลื่นพลังงานต่างๆ และรังสียูวีจากนอกโลก ก็ล้วนมีผลต่อการแก่ชราของเราทั้งสิ้น

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่า ดุลยภาพของชีวิต เป็นความสมดุลย์ของชีวิตที่เกิดจากการหลอมรวมของไลฟ์สไตล์ที่ประสานกันเป็นหนึ่งเดียวแบบไร้รอยต่อของการงาน ครอบครัว สังคมและสุขภาพ ความแก่ชราของคนเรานั้นเกิดจากหลายปัจจัย อันได้แก่ ปัจจัยภายในจากกรรมพันธุ์ ปัจจัยภายนอกอันได้แก่ สิ่งแวดล้อมและการดำเนินชีวิตประจำวันซึ่งจะมีผลกระทบต่อสุขภาพของร่างกายของคนเรา

มีงานวิจัยทางการแพทย์หลากหลายที่มีมาเป็นเวลานานแล้วซึ่งได้ผลสรุปตรงกันว่า ไลฟ์สไตล์เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการป้องกันการแก่ชรา การมีไลฟ์สไตล์ที่ดีมีผลดีหลากหลายต่อทั้งสุขภาพในระดับยีนหรือกรรมพันธุ์ ช่วยลดปริมาณน้ำตาลและไขมันในเลือดรวมทั้งช่วยเผาผลาญ ช่วยลดความเครียด ส่งเสริมการผ่อนคลาย ทำให้มีอารมณ์ดี คิดสร้างสรรค์ เป็นต้น

การหลอมรวมไลฟ์สไตล์ที่ดีเหล่านี้เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อหรือที่เรียกว่าบูรณาการไลฟ์สไตล์ จึงน่าจะเป็นแนวทางที่ควรยึดถือปฏิบัติเป็นอย่างยิ่งเพื่อที่จะมีอายุที่ยืนยาว มีสุขภาพดี และมีพลังชีวิตที่เต็มเปี่ยม การเริ่มต้นที่ดีเท่ากับสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง โดยเริ่มที่ตัวเราเอง ด้วยการปรับไลฟ์สไตล์ที่ดีดังนี้

1.กินตามนาฬิกาชีวิต นาฬิกาชีวิตที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดนั้นบ่งบอกว่าตื่นขึ้นมาในตอนเช้าพบกับแสงแดด ต้องเริ่มด้วยการรับประทาน อาหารเช้าเพราะมีข้อมูลทางการวิจัยบ่งบอกว่าฮอร์โมนอินซูลินจะสร้างตามแสงสว่างและมืด เมื่อมีแสงสว่างจะมีการสร้างและเมื่อมืดก็จะหยุดสร้าง ซึ่งหมายความว่า คนที่กินอาหารที่มีแป้งและน้ำตาลมากใน อาหารค่ำที่กินหลังพระอาทิตย์ตกดินไปแล้วจะไม่มีฮอร์โมนอินซูลินเพียงพอที่จะนำเอาน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงาน จึงพบว่าคนที่ไม่กินอาหารเช้าและกินอาหารค่ำหนักนั้นจะเป็นโรคอ้วนง่ายเนื่องจากน้ำตาลไม่ได้รับการเผาผลาญทำให้มีระดับสูงในกระแสเลือดรวมทั้งเปลี่ยนเป็นไขมัน ขณะเดียวกันก็ไม่มีการเผาผลาญไขมันในขณะนอนหลับด้วยเพราะร่างกายได้พลังงานจากอาหารค่ำมื้อหนักเพียงพอแล้ว และผลร้ายที่ตามมาก็คือจะเกิดโรคอ้วนลงพุง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูงเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจและสมองตีบตันฯลฯ มีงานวิจัยยืนยันว่าการกินอาหารเช้ามื้อแรกเวลา 07.00 น. และหยุดการรับประทานอาหารหลัง 17.00 น. นั้นจะได้ผลดีที่สุดในการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรคอ้วน และโรคอื่นๆ ที่ทำให้แก่ก่อนวัย ถ้ายังทำไม่ได้ด้วยสาเหตุประการใดก็ตามก็ควรจะต้องพยายาม ปรับเปลี่ยนตามหลักการนี้

2.ประสานการออกกำลังกายเข้ากับการงาน ถ้าสามารถประสานการออกกำลังกายกับการทำงานในที่ทำงาน หรือที่บ้านจะลดเวลาที่ใช้ในการเดินทางและมีเวลาที่จะใช้ในการออกกำลังกายที่บ้านได้มากขึ้น หลักการง่ายๆ ก็คือ อย่านั่งโต๊ะทำงานนานเกิน 60 นาที ควรหยุดเพื่อออกกายบริหารกล้ามเนื้อต้นคอและลำตัวเพื่อป้องกันการปวดคอ ปวดหลังจนเกิด office syndrome ที่เป็นกันมากในยุคนี้ การออกไปเดินสัก 10 นาทีทุก 2-3 ชั่วโมงนั้นก็ให้ผลที่ดีเช่นกันโดยเฉพาะถ้าหลังจากมื้ออาหารทุกมื้อ จะช่วยลดระดับของน้ำตาลในเลือดลงได้ ช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน การออกกำลังกายแบบพอประมาณไม่หนักมาก ก่อนและหลังเวลาทำงานก็ให้ผลดีในการป้องกันโรค office syndrome แถมยังช่วยในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและปรับรูปร่างให้ดูดีด้วย สำหรับการทำสวนในบ้านนอกจากจะเป็นการใช้กล้ามเนื้อแล้ว การออกมาอยู่ในที่โล่งแจ้งได้รับแสงแดดก็จะทำให้ร่างกายสามารถผลิตวิตามินดีได้มากขึ้นช่วยในด้านการเพิ่มภูมิคุ้มกันและเสริมสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อ รวมทั้งฮอร์โมนเพศอีกด้วย

3.นอนหลับพักผ่อนและทำงานตามนาฬิกาชีวิต หลักการที่สำคัญ คือ เริ่มทำงานในตอนเช้าเมื่อมีแสงอาทิตย์ และเลิกงานตอนเย็นเมื่อแสงสว่างในเวลากลางวันหมดไป เพราะเมื่อมีแสงอาทิตย์ต่อมไพเนียลในสมองจะเริ่มสร้างฮอร์โมนชื่อเซโรโทนินที่จะทำให้กระฉับกระเฉงและมีพลังที่จะทำงาน เมื่อแสงอาทิตย์หายไปต่อมไพเนียลจะเปลี่ยนเป็นผลิตฮอร์โมนเมลาโทนินออกมาแทนเพื่อที่จะได้เข้าสู่โหมดของการพักผ่อนและระบบต่างๆ ของร่างกายจะเริ่มทำการซ่อมแซมตนเอง

4.เรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยีทางด้านส่งเสริมสุขภาพให้เป็นประโยชน์ การใช้เทคโนโลยีในด้านการดูแลสุขภาพและปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการรอเจ็บป่วยแล้วค่อยไปรักษาเป็น การดูแลรักษาสุขภาพตามลักษณะของแต่ละบุคคลเพื่อการมีสุขภาพดีและอายุยืนยาว ตัวอย่าง เช่น การตรวจหายีนที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล หรือ Preventive Lifestyle Genetic Tests เริ่มมีบทบาทด้านสุขภาพในปรับเปลี่ยนวิถีทางการดำรงชีวิตแต่ละบุคลว่า ควรกินแบบใด เมื่อไร อย่างไร อาหารแบบไหน เสริมสารอาหารที่จำเป็นอะไรในปริมาณเท่าใด ควรออกกำลังกายแบบไหน เมื่อไร และถี่ห่างอย่างไร ควรพักผ่อนแบบใด เป็นต้น สำหรับการตรวจหายีนปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นโรคต่างๆ ที่ป้องกันได้ ไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงและอัมพฤกษ์ อัมพาต ปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวกับโรคสมองเสื่อม ความจำเสื่อม อวัยวะในระบบต่างๆเสื่อม ปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งบางชนิดที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำรงชีวิตให้เป็นไปในแนวทางป้องกันซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่ได้ 100% แต่การป้องกันและการตรวจพบตั้งแต่เริ่มแรกก็ทำให้การรักษาได้ผลดีขึ้น

5. ปรับสมดุลย์ของร่างกาย จิตใจ และปัญญาเข้าด้วยกันการเรียนรู้ที่จะใช้ปัญญาในการแก้ปัญหา เรียนรู้การมีจิตใจที่ดีงาม การฝึกฝนจิตใจให้เป็นผู้รู้แจ้งและคิดด้วยปัญญา ใช้ปัญญาที่เกิดจากการเรียนรู้ในด้านต่างๆ มาใช้เพื่อให้เกิดเป็นพลังในการดำเนินชีวิต การทำงาน การเข้าสังคม เรียนรู้ที่จะเป็นคนดี เรียนรู้ที่จะนำความดีของตนเองออกมาเมื่อเกิดความสมดุลย์ทางปัญญาและร่างกายจิตใจแล้วก็จะเกิดสุขภาวะ มีเทคนิคเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้มากหลายซึ่งสามารถที่จะเรียนรู้และนำเอาความรู้ทางโลกและทางธรรมมาหลอมรวม เพื่อให้เกิดสภาพที่เป็นสุขหรือที่รู้จักกันในชื่อ Wellness

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นก็คือ การดำรงคงอยู่อย่างสมดุลย์กับธรรมชาติด้วยความสุข : Living Well The Wellness Ways

ผศ. (พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เคล็ดลับเสริมสร้างสุขภาพใจด้วยตัวเอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/520188

Life & Health : เคล็ดลับเสริมสร้างสุขภาพใจด้วยตัวเอง

Life & Health : เคล็ดลับเสริมสร้างสุขภาพใจด้วยตัวเอง

วันพุธ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ช่วงเวลาที่มีการระบาดของไวรัสโควิด-19 นี้หันไปทางไหนก็เต็มไปด้วยผู้คนที่ต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย และพกพาเจลแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อติดตัวเป็นอาวุธประจำกาย รวมถึงการเก็บตัวอยู่บ้านกลัวจะติดทั้งตนเองและครอบครัว ตลอดจนคนรอบข้างอยู่นี้ ได้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในทุกด้าน แถมยังสร้างความวิตกกังวลในสังคมอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ ชีวิตการทำงาน สภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ หากเราเสพข้อมูลข่าวสารเหล่านี้มากเกินไปก็คงหนีไม่พ้นภาวะเครียด กดดัน หรือรู้สึกตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.สเปญ อุ่นอนงค์ จิตแพทย์ เปิดเผยว่า การดูแลสุขภาพจิตให้แข็งแรงจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เนื่องจากสุขภาพจิตมีผลต่อความรู้สึก ความคิดและการตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น หากเรามีสุขภาพจิตที่แข็งแกร่งก็จะสามารถจัดการกับปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตได้เป็นอย่างดีรวมถึงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้คนรอบตัวด้วย

ในทางกลับกัน หากเรามีสุขภาพจิตที่ไม่ดี นอกจากจะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันแล้ว ยังส่งผลต่อสุขภาพกายด้วย ไม่ว่าจะเป็น อาการนอนไม่หลับ หรือนอนมากเกินไป เบื่ออาหาร หรือรับประทานอาหารมากจนเกินไปอ่อนเพลีย ระบบทางเดินอาหาร ระบบย่อยอาหารปั่นป่วน มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็ง ไมเกรน ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือโรคซึมเศร้า เป็นต้น

ดังนั้น การดูแลสุขภาพจิตของเราให้แข็งแรงและเบิกบานจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะช่วยให้เราสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขมีสติปัญญาที่จะจัดการกับปัญหาต่างๆ ซึ่งถาโถมเข้ามาในชีวิตได้เป็นอย่างดี และนี่คือเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ที่ช่วยให้จิตใจของคุณกลับมาเข้มแข็ง พร้อมสู้กับสถานการณ์แย่ๆ ได้อีกครั้ง โดยเริ่มต้นจากตัวเราดังนี้

อยู่ด้วยสติ การดำเนินชีวิตด้วยการอยู่กับร่างกายและจิตใจของตัวเองอย่างมีสติ โดยหมั่นสังเกตพฤติกรรม ความคิดของตัวเอง เพราะการหมกมุ่นอยู่กับความคิดของตัวเองมากจนเกินไป เป็นสิ่งที่บั่นทอนจิตใจอย่างยิ่ง ดังนั้น หากเริ่มคิดกังวล ฟุ้งซ่าน ให้กำหนดสติอยู่กับลมหายใจของตัวเอง ดึงตัวเองมาอยู่ที่ลมหายใจทุกครั้งเมื่อรู้สึกตัว ก็จะช่วยลดความวิตกกังวลใจต่างๆ ออกไปได้และมีความสงบเพิ่มมากขึ้น

ดึงตัวเองให้หลุดพ้น เมื่อไหร่ที่รู้สึกว่ากำลังจมอยู่กับความคิดแย่ๆ หรืออะไรที่ทำให้เครียดก็หลีกเลี่ยงซะ ลองหยุดพักและให้เวลากับตัวเอง แค่สั้นๆ เพียง 5 นาที โดยไม่เอาใจไปจดจ่อกับสิ่งนั้นๆ หรือทำบางสิ่งบางอย่างที่ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้ เช่น รับประทานช็อคโกแลตสักชิ้น อ่านข้อความที่ให้กำลังใจ โทรศัพท์ไปหาเพื่อนหรือคนที่คุณรัก ออกไปเดินเล่น ปลูกต้นไม้สักต้น ฯลฯ ไม่สำคัญว่าสิ่งดีๆ นั้นจะเป็นอะไร ขอเพียงแต่ช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น เพื่อปลดปล่อยตัวเองออกจากความท้อแท้ ผิดหวังความคิดลบนั้นๆ เมื่อรู้สึกดีขึ้นแล้ว จึงค่อยพาตัวเองกลับมาใช้ชีวิตตามปกติต่อไป  

เปลี่ยนมุมมองเป็นแง่บวก  ไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่จะมองเห็นแต่ความทุกข์จากปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อใดก็ตามที่คุณเริ่มมีความคิดด้านลบ ให้รีบถอนตัวออกมาทันทีและเปลี่ยนมุมมองเสียใหม่เปลี่ยนเรื่องเครียดๆ ที่เจอ หรือปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยการมองอีกด้านหนึ่งในแง่บวก พร้อมเรียนรู้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ก็จะช่วยให้สถานการณ์ต่างๆ จะคลี่คลายลง ลดความวิตกกังวล แถมยังอาจจะพบเห็นโอกาสต่างๆ อีกมากมาย แล้วเราก็จะสามารถจัดการกับชีวิตให้ดีขึ้นต่อไปในวันข้างหน้าได้ไม่ยาก

ไม่ปล่อยให้ตัวเองเฉา ในช่วงที่เราไม่สามารถดำเนินชีวิตได้เหมือนเดิม หรือออกไปไหน ทำอะไรไม่ได้นั้น อย่าปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความเบื่อหน่าย ลองเปลี่ยนความสติแตกมาเป็นไอเดียอยู่บ้านให้แฮปปี้กันดีกว่า ด้วยการใช้ช่วงเวลานี้ทำในสิ่งที่อยากทำ แต่ยังไม่มีโอกาสได้ทำ เช่น เราเคยซื้อหนังสือไว้หยิบมาอ่านดีไหม หรือหลังจากปล่อยให้บ้านรกมานานได้เวลาเคลียร์ให้เป็นระเบียบซะที หรือเป็นโอกาสที่จะได้ฝึกทักษะใหม่ๆ จากในยูทูป เช่น เรียนทำอาหาร ทำเบเกอรี่ งานศิลปะ ฯลฯ รวมถึงทำกิจกรรมที่ชอบ ไม่ว่าจะเป็น การเล่นกีฬา ดนตรี อ่านหนังสือ ดูหนัง ดูซีรี่ส์ ถือเป็นเรื่องที่ช่วยให้เราหันเหออกจากความรู้สึกแย่ๆ ได้เป็นอย่างดี

อย่าลืมว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวช่วงนี้อาจกลายเป็นเวลาสำคัญที่เราจะได้ใช้เวลาร่วมกันระหว่างสมาชิกในครอบครัว หรือต่อให้คุณต้องอยู่ที่บ้านคนเดียว ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับใครได้ เพราะนอกจากโทรศัพท์แล้ว เรายังสามารถพูดคุยกันผ่านโซเชียลทั้งการแชต เล่นไลน์ เล่นเฟซบุ๊ค คุยกันผ่านวิดีโอคอล ฯลฯ กับเพื่อนและครอบครัว เพื่อเป็นการลดความตึงเครียดจากตัวเอง และยังสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจให้ก้าวผ่านความยากลำบากในช่วงเวลาแบบนี้ไปได้

สวดมนต์ทำสมาธิ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยสร้างสุขภาพจิตที่ดีได้ เพราะเมื่อทำสมาธิจะทำให้เราเกิดความรู้สึกผ่อนคลาย สบายใจและมีสติกับเรื่องต่างๆ มากขึ้น แถมยังช่วยจัดการกับความเครียด ความกังวลได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย คุณอาจหาช่วงเวลาว่างๆ ตอนเช้า ตอนเย็นหรือก่อนนอนสักประมาณ 10-20 นาทีแค่ทำเป็นประจำ ก็จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพจิตที่ดีได้ รู้เท่าทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอกที่มากระทบ

หากวันนี้คุณเหนื่อยล้า ท้อแท้ใจกับเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านเข้ามา ขอให้นึกอยู่เสมอว่าทุกอย่างเริ่มจากใจและตัวเราเองหากเรามีวิธีคิดและรู้จักวิธีการรับมือที่ดี คุณก็จะมีจิตใจที่แข็งแกร่งพร้อมที่จะก้าวเดินต่อไปได้อย่างมีความสุข

สำหรับผู้ที่รักสุขภาพ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ ร่วมกับ ชมรมโภชนวิทยามหิดล จะจัดคอร์สอบรมเรื่องการส่งเสริมสุขภาพและชะลอวัยด้วยอาหาร โภชนาการและสมุนไพร ครั้งที่ 3โดยมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางระดับประเทศ ซึ่งจะจัดอบรมเสาร์อาทิตย์ 2 ครั้ง (4 วัน) คือวันที่ 21-22 และ 28-29 พ.ย.นี้ รายละเอียดที่ 086-3100047 หรือ http://www.facebook.com/pg/DDseminarThai

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ