Life & Health : เคล็ด (ไม่) ลับ..สุขภาพดีอ่อนเยาว์และอายุยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/518520

Life & Health : เคล็ด (ไม่) ลับ..สุขภาพดีอ่อนเยาว์และอายุยืน

Life & Health : เคล็ด (ไม่) ลับ..สุขภาพดีอ่อนเยาว์และอายุยืน

วันพุธ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ในยุคนี้หลายคนแม้อายุมากก็ยังดูดีมีความสุข การดูเป็นหนุ่ม-สาว มีสุขภาพดีและดูอ่อนวัยกว่าอายุจริง ช่วยทำให้เกิดความเชื่อมั่นในชีวิตและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจนเกิดความสำเร็จ ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ แนะเคล็ดลับสุขภาพดีอ่อนเยาว์และอายุยืนยาว 10 ประการ ที่สืบต่อกันมายาวนานแล้วและมีการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยืนยันด้วย ดังนี้

1.อารมณ์ดี เคล็ดลับอันดับแรกนี้ได้รับการยืนยันจากการศึกษาวิจัยที่ยาวนานถึง 75 ปีของมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกาที่เชื่อถือได้ยืนยันว่าสามารถทำให้คนเรามีอายุยืนยาวได้เพราะนอกจากช่วยให้เรารู้สึกเป็นสุขแล้ว ยังมีผลต่อการทำงานของร่างกายและจิตใจ แถมยังช่วยบริหารกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า กระตุ้นการไหลเวียนเลือดที่ใบหน้ามากยิ่งขึ้น เลิกเอาคิ้วผูกโบ ทำหน้าเครียด ที่มีแต่ผลเสียและทำให้หน้าเรายิ่งดูแก่กว่าวัย

2.ดื่มน้ำสะอาดให้พอเพียงน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ร่างกายขาดไม่ได้ การดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ6-8 แก้ว นอกจากจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวจากภายในแล้ว ยังช่วยชะล้างพิษ รวมทั้งทำให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น การดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวันจึงมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้เราดูอ่อนกว่าวัย และควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ ส่งผลให้ผิวพรรณแห้งกร้านเกิดริ้วรอยได้ง่าย

3.หลีกเลี่ยงแสงแดดจัดโดยเฉพาะในช่วงเวลา 10.00-15.00 น.เพราะเป็นช่วงที่มีรังสี UV สูงสุด หากจำเป็นต้องออกแดดช่วงนั้นก็ควรกางร่มใช้ครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟ 15 ขึ้นไป โดยทาครีมก่อนออกแดดประมาณ30 นาที ควรเลือกชนิดกันน้ำและไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม อาจจำเป็นต้องทาซ้ำ หากต้องทำกิจกรรมที่ทำให้ครีมลบเลือนได้ง่าย นอกจากนั้นการหยีตายังเป็นการเพิ่มรอยตีนกาให้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การออกไปอยู่กลางแจ้งในช่วงเวลาแดดอ่อนตอนเช้าหรือตอนเย็นอย่างน้อยวันละ 15 นาที ก็จะทำให้เราได้รับการกระตุ้นการสร้างวิตามินดีจากแสงแดดอย่างเพียงพอช่วยให้ระบบร่างกายทำงานได้อย่างดี

4.ออกกำลังกายสม่ำเสมอเป็นประจำ จัดตารางให้ตัวคุณมาออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 5 วัน ด้วยการออกกำลังแบบแอโรบิกที่มีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ต่อเนื่อง เช่น เดินเร็ว วิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน ช่วยกระตุ้นให้เลือดหมุนเวียนและมีการสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายรวมทั้งผิวหนังได้ดีขึ้น ช่วยขับของเสียออกทางเหงื่อช่วยให้ผิวพรรณแลดูสดใส เปล่งปลั่งและมีเลือดฝาด ที่สำคัญช่วยให้กระฉับกระเฉงกว่าคนในวัยเดียวกัน หน้าตาสดใส มีน้ำมีนวล เจ็บป่วยน้อยลง ทั้งยังช่วยรักษาน้ำหนักให้ได้มาตรฐานคงที่ มีการศึกษาวิจัยว่า การออกกำลังกายในวันเสาร์-อาทิตย์ วันละ 75 นาทีก็ให้ผลใกล้กัน หรือถ้าไม่มีเวลาว่างจริงๆ แล้ว การเดินหลังอาหารทุกมื้อครั้งละ10 นาที ก็สามารถช่วยกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนกันแก่ชราที่เรียกว่า Growth Hormone ได้ดีเช่นกัน

5.เข้านอนสี่ทุ่มและหลับสนิทก่อนเที่ยงคืน การนอนหลับ ถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนที่ดีที่สุด อีกทั้งยังช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวหนังหรืออวัยวะที่สึกหรอของเราและยังช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนของร่างกาย ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต ยิ่งเข้านอนตั้งแต่สี่ทุ่มและนอนหลับสนิทในห้องมืดที่ปราศจากการรบกวนจากแสงหรือคลื่นสื่อสารทั้งหลายไม่ว่าจะจากโทรศัพท์มือถือหรือจากสัญญาณไวไฟ ก็จะเป็นการนอนตามนาฬิกาชีวิตซึ่งจะมีผลต่อการผลิตฮอร์โมนเมลาโทนินซึ่งส่งผลให้หลับลึก และโกรทฮอร์โมนหลั่งออกมา ถ้าไม่อยากแก่เร็วและอายุยืน อย่านอนดึกจนเกินไป

6.ผ่อนคลายสบายอารมณ์ ความเครียด มีผลเสียต่อร่างกายและจิตใจ การผลิตฮอร์โมนกันแก่ชรารวมทั้งผิวพรรณ การที่คนเราแก่ก่อนวัยกันก็เพราะเครียดกันมาก โดยเฉพาะผู้ที่ชอบทำหน้านิ่วคิ้วขมวด แถมยังกระตุ้นให้เกิดสิวได้ง่ายๆ และพลอยทำให้ใบหน้าไม่สดใสไปด้วย ดังนั้นจึงต้องหาวิธีผ่อนคลายหรือถอยตัวเองออกจากปัญหาที่กำลังประสบอยู่ชั่วคราว

7.คบเพื่อนวัยทีน การอยู่ในกลุ่มคนที่อ่อนวัยกว่า แต่ไม่อ่อนกว่ามากจนเกินไปนั้นจะช่วยให้คุณมีหัวใจวัยรุ่น มีความสดใสน่ารัก มองโลกในแง่ดีไม่คิดมาก กล้าได้กล้าเสีย ชอบแสวงหาแนวทางใหม่ๆ ในการทำงาน เรียนรู้อยู่เสมอแล้ว ยังได้ทำกิจกรรมแบบเด็กๆ ทำให้ได้สนุกมากขึ้น รับรองว่าคุณจะสามารถย้อนวัยได้หลายปีและมีความคิดอ่านเป็นหนุ่มสาวขึ้นและมีแนวคิดที่ทันสมัยไม่ตกยุค สามารถที่จะปรับตัวอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

8.ดำรงชีวิตอยู่ด้วยความรัก ในที่นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นเฉพาะคนรักเท่านั้น แต่อาจเป็นความรักในครอบครัว เพื่อน สัตว์เลี้ยง กิจกรรมที่ช่วยเหลือผู้อื่น หรือการมีจิตอาสาช่วยสังคมด้วยความรัก ฯลฯ เพราะความรักเป็นพลังบวกที่จะช่วยให้ดูสดชื่น สดใส มีความสุขกับชีวิต เปล่งประกายความสุขออกมา ไม่ดูเฉาเหมือนคนแก่ นอกจากนี้ การมีเพื่อนสนิท มีครอบครัวที่รักใคร่กลมเกลียวเพื่อแบ่งปันช่วงเวลาที่ดีที่ได้ทำกิจกรรมและหัวเราะร่วมกัน เมื่อมีสุขภาพจิตดีแล้ว อายุก็จะยืนยาวตามไปด้วยอย่างแน่นอน

9.เปลี่ยนสไตล์การแต่งตัว แนะนำว่าให้ลองเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวแบบใหม่ๆ อินเทรนด์ตามแฟชั่น ลองหาเสื้อผ้าสีสันสดใสมาใส่ มามิกซ์แอนด์แมทช์กับรองเท้า เข็มขัด กระเป๋า และเครื่องประดับน่ารักๆซึ่งมันอาจจะเหมาะสมกับคุณยิ่งกว่าแบบเดิม ที่สำคัญยังช่วยกระชากวัยและไม่ตกยุค แต่ก็ต้องดูตามความเหมาะสมด้วย

10.ดูแลสุขภาพผิว การดูแลรักษาความสะอาดและรักษาผิวพรรณให้ชุ่มชื้นเป็นรากฐานของความอ่อนเยาว์และดูดี การล้างหน้าจะเป็นการขจัดน้ำมัน ครีมกันแดดและสิ่งสกปรกจากการใช้ชีวิตในทุกๆ วัน ด้วยการใช้โฟมหรือครีมล้างหน้าแบบอ่อนๆ ที่เหมาะกับสภาพผิวของคุณ ควรใช้น้ำเย็นลูบหน้าแทนน้ำอุ่นช่วยให้รูขุมขนไม่กว้างเกินและอย่าถูแรงๆ เพราะจะทำให้ใบหน้าเกิดริ้วรอย อย่าปล่อยเมคอัพไว้บนหน้าข้ามคืน จะทำลายผิวหน้าเพราะนอกจากผิวจะไม่ได้รับการพักผ่อนและฟื้นฟูเต็มที่แล้ว คราบเครื่องสำอางยังไปอุดตันรูขุมขน อาจทำให้เป็นสิวอุดตันด้วย

เพียงแค่ปรับเปลี่ยนและเรียนรู้วิธีดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีจะช่วยให้ร่างกายไม่ร่วงโรยไปตามวัยแล้ว ทั้งยังดูเด็กลงจนใครๆ ต้องมองเหลียวหลังอีกด้วย สำหรับผู้ที่รักสุขภาพ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ จะจัดคอร์สให้ความรู้เรื่องการส่งเสริมสุขภาพและชะลอวัยด้วยอาหาร โภชนาการและสมุนไพร ครั้งที่ 3 โดยมีผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ จะอบรมเสาร์-อาทิตย์ 2 ครั้ง (4 วัน) คือวันที่ 21-22 และ 28-29 พ.ย.2563 รายละเอียดที่ 086- 3100047 หรือ http://www.facebook.com/pg/DDseminarThai

Life & Health : มาสร้างสุขภาพลูกรักด้วยนมแม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/516972

Life & Health : มาสร้างสุขภาพลูกรักด้วยนมแม่

Life & Health : มาสร้างสุขภาพลูกรักด้วยนมแม่

วันพุธ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ลูกเป็นแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ ใครๆ ก็อยากเห็นลูกรักเติบโตเป็นคนเก่ง เป็นผู้นำ และมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จและมีความสุขด้วยกันทั้งนั้น การเริ่มต้นชีวิตน้อยๆ หลังลืมตาดูโลกด้วย “น้ำนมแม่”สุดยอดอาหารของลูก ที่ไม่เพียงแค่ให้ความอิ่มและสร้างความเจริญเติบโตด้านร่างกายเท่านั้น หากแต่ยังเปรียบเสมือนวัคซีนหยดแรกที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและสร้างสายใยความรักความผูกพันที่ดีที่สุดให้ลูกน้อยเหนือสิ่งอื่นใด

ข้อมูลจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวชกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐอเมริกา) กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่า นมแม่
มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามินและเกลือแร่ในปริมาณที่เหมาะสม สามารถย่อยและดูดซึมได้ง่าย เหมาะกับระบบการย่อยของเด็กทารก นอกจากนี้ ยังมีสารอาหารอย่าง กรดดีเอชเอ (DHA) และกรดอะแรคคิโดนิค (Arachidonic acid)ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาของสมองลูกน้อย ซึ่งนมผสมหรือสารอาหารประเภทอื่นๆ ไม่สามารถทดแทนได้ เพราะไม่มีภูมิคุ้มกันที่มีชีวิตเหมือนในนมแม่

น้ำนมแม่จึงเป็นอาหารที่วิเศษสุดที่ทารกทุกคนควรได้รับเพียงอย่างเดียวตลอดระยะเวลา 6 เดือนแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันแรกๆ หลังคลอดคุณแม่จะมีน้ำนมสีเหลือง หรือโคลอสตรัม (Colostrum) ซึ่งเป็นน้ำนมแรกเริ่ม ที่อุดมไปด้วยสารอาหารครบถ้วนและเป็นน้ำนมที่มีประโยชน์ที่สุด ต่อจากนั้นจึงค่อยให้อาหารเสริมตามวัย ร่วมกับการให้นมแม่ไปจนถึงอายุ 1-2 ขวบ หรือนานกว่านั้นแม้เด็กจะเริ่มกินอาหารแล้วก็ตาม

มหัศจรรย์น้ำนมแม่ คุณค่าที่มากด้วยประโยชน์

เรียกได้ว่า “นมแม่” คืออาหารที่มีคุณค่ามากที่สุดสำหรับลูกตั้งแต่แรกเกิด ส่วนจะมีประโยชน์อะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลย…

1.ลูกแข็งแรง ไม่ป่วยบ่อย ในนมแม่มีสารภูมิคุ้มกันที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ รวมทั้งช่วยต่อต้านเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ทำให้มีภูมิต้านทานในการต่อต้านเชื้อโรค และช่วยลดอัตราความเสี่ยในการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคหวัด ท้องเสีย ท้องเดิน ภูมิแพ้ หอบหืด หูอักเสบ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคอ้วน และเบาหวาน เป็นต้น

2.เสริมพัฒนาการของสมองและสติปัญญา นมแม่มีคุณค่าทางโภชนาการในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับสมองของลูกน้อย เนื่องจากนมแม่มีกรดดีเอชเอ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของไขมันที่ช่วยบำรุงสมองและมีทอรีนที่เสริมสร้างพัฒนาการของระบบประสาท เพิ่มไอคิว นอกจากนี้ในขณะดูดนม ลูกจะได้รับการกระตุ้นจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 ทำให้สมองเกิดการสร้างและเชื่อมต่อเส้นใยประสาทซึ่งจะช่วยตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3.อารมณ์ดี ไม่โยเย ขณะที่ลูกได้ดูดนมแม่ สัมผัสที่ใกล้ชิดระหว่างการให้นมจะเป็นการฝึกกล้ามเนื้อบนใบหน้าลูกและช่วยพัฒนาขากรรไกรของลูกให้แข็งแรง และเมื่อแม่ได้สบตา ยิ้มกับลูก ชวนลูกพูดคุย ซึ่งสื่อถึงความรัก ความผูกพันระหว่างกันนั้น ลูกจะได้รับความอบอุ่นทั้งทางร่างกายและจิตใจ ส่งผลต่อพัฒนาการทางด้านอารมณ์ ซึ่งจะช่วยให้ลูกอารมณ์ดี เลี้ยงง่าย ไม่ร้องไห้โยเยบ่อยๆ

4.ขับถ่ายง่าย ท้องไม่ผูก นมแม่เป็นอาหารจากธรรมชาติ ที่สะอาด ไม่มีสิ่งปนเปื้อนเจือปน ที่สำคัญเป็นอาหารที่ย่อยง่ายและดูดซึมได้ดี รวมถึงยังช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ที่ดี ซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นการบีบรัดตัวของลำไส้ จึงมีส่วนช่วยให้ลูกมีระบบการขับถ่ายที่ดี ไม่มีปัญหาท้องผูกมากวนใจ

สำหรับการผลิตน้ำนมได้เพียงพอและมีคุณภาพให้แก่ลูกนั้น ตัวคุณแม่เองก็จำเป็นที่จะต้องดูแลตัวเอง เพื่อช่วยในการผลิตน้ำนมได้อย่างเพียงพอและมีคุณภาพต่อลูกน้อย โดยการเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลายครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวัน ได้แก่ เนื้อปลา เนื้อสัตว์ ตับ นม ไข่ ถั่ว ผักสด ผลไม้ และควรดื่มน้ำสะอาดบ่อยๆ ให้ได้อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว คุณแม่ควรรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย รสไม่จัด มีใยอาหารสูง เพื่อป้องกันภาวะท้องผูก และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ กาเฟอีน และของหมักดองทุกชนิด

อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ไม่เพียงแต่ลูกเท่านั้นที่จะได้รับประโยชน์ หากแต่ยังช่วยให้คุณแม่เผาผลาญพลังงานได้เป็นอย่างดี จึงมีส่วนช่วยให้น้ำหนักของคุณแม่กลับสู่ปกติได้เร็ว และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่เบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจ ป้องกันโรคกระดูกพรุน อีกทั้งยังช่วยสร้างสายใยรักระหว่างแม่และลูกให้แน่นแฟ้นมากขึ้นด้วย

นมแม่จึงเปรียบเสมือนของขวัญชิ้นล้ำค่าที่คุณแม่มีโอกาสเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่จะมอบให้กับลูกได้ แล้วคุณจะให้ลูกรักพลาดโอกาสสำคัญเช่นนี้ได้อย่างไร ขอเป็นกำลังใจให้ว่าที่คุณแม่ทุกคนที่กำลังจะได้ลูกน้อยและสามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพื่อเสริมสร้างสายใยความรักและสุขภาพที่ดีให้ลูกน้องสุดที่รักของเราตั้งแต่แรกเกิด

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ปรับไลฟ์สไตล์…ห่างไกลโรคหัวใจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/515536

LIFE & HEALTH : ปรับไลฟ์สไตล์...ห่างไกลโรคหัวใจ

LIFE & HEALTH : ปรับไลฟ์สไตล์…ห่างไกลโรคหัวใจ

วันพุธ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2563, 07.30 น.

ใครๆ ก็รู้ว่า “หัวใจ” เป็นอวัยวะสำคัญที่เราก็ต้องคอยดูแลรักษา แต่คุณรู้หรือไม่ว่าในแต่ละปีประเทศไทยมีผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสาเหตุของโรคหัวใจส่วนใหญ่แล้วเกิดขึ้นจากพฤติกรรมในการใช้ชีวิตที่หักโหม จมอยู่กับภาวะความเครียด ความกดดัน การเร่งรีบแข่งขัน ไม่ดูแลตัวเองให้เหมาะกับวัย รวมไปถึงเรื่องของโภชนาการและอาหารการกินที่ไม่ดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารเร่งด่วน การรับประทานประเภทแป้ง น้ำตาล ไขมันมากเกินความต้องการ รับประทานผักผลไม้น้อย เป็นต้น

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.นพ.เทพ เฉลิมชัย อายุรแพทย์ เปิดเผยว่า เราควรหันมาดูแลและป้องกันการเกิดโรคหัวใจก่อนที่จะสายเกินไป เพียงแค่ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ด้วยวิธีง่ายๆ โดยเริ่มจากพฤติกรรมต่างๆ ดังนี้

เลือกรับประทานอาหารให้ถูกหลัก หลักสำคัญในการถนอมหัวใจคือการปรับเปลี่ยนบริโภคนิสัยให้ถูกหลักโภชนาการ เน้นการรับประทานจำพวกผัก ผลไม้ และธัญพืช ที่อุดมไปด้วยใยอาหาร บริโภคปลาทะเลให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง หลีกเลี่ยงอาหารประเภทที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันชนิดอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลสูง อาหารประเภทไขมันที่มาจากสัตว์ อาหารที่มีไขมันทรานส์ ขณะเดียวกันการหันมาเสริมโดยการรับประทานปลาทะเลน้ำลึกหรือน้ำมันปลาซึ่งมีส่วนช่วยยับยั้งในการเกาะตัวของเกล็ดเลือดและลดไขมันในเลือด ช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ โดยเฉพาะหัวใจและสมอง

ลดน้ำหนักส่วนเกิน ความอ้วนและน้ำหนักส่วนเกิน เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ อีกทั้งยังส่งผลที่ไม่ดีต่อสุขภาพหัวใจ เพราะน้ำหนักเกินเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ผู้ที่อ้วนลงพุงมีความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งทั้งสามโรคนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่โรคหัวใจ ดังนั้นถ้าอ้วนต้องลดน้ำหนัก ด้วยการเลือกรับประทานอาหารประเภทแป้งแต่พอควร บริโภคน้ำตาลและไขมันให้น้อยลง และควรงดเครื่องดื่มประเภทน้ำหวานและน้ำอัดลม

อย่าอยู่เฉยๆ เพราะการไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกาย อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ การปรับพฤติกรรมด้วยการเคลื่อนไหวตัวเองให้มากขึ้น เช่น เดินขึ้น-ลงบันไดแทนการใช้ลิฟต์ จอดรถไกลจากออฟฟิศไปสักหน่อย หรือลองลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายจากเก้าอี้ทำงานแทนการนั่งนานๆ ทั้งวันดูบ้าง โดยทำ
ควบคู่กับการแบ่งเวลามาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเดินเร็วๆ วิ่ง ขี่จักรยาน เต้นแอโรบิก เป็นต้น วันละ 20-30 นาที อย่างน้อย3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ลดการการเกิดความผิดปรกติของความดันโลหิตและลดระดับคอเลสเตอรอล อีกทั้งยังช่วยในการควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างที่หลายๆ คนทราบว่า การพักผ่อนน้อยย่อมส่งผลต่อภาวะทางสุขภาพหลายๆ ด้านนั้น เพื่อผลที่ดีต่อสุขภาพและหัวใจของคุณ คุณควรจัดเวลานอนให้ตนเองได้นอนหลับอย่างน้อย 7-9 ชั่วโมงต่อวัน หรือหากคุณมีปัญหาด้านการนอนหลับ เช่น นอนไม่หลับ รู้สึกนอนหลับไม่สนิท หรือรู้สึกง่วงนอนอยู่ตลอดเวลา แม้จะนอนเพียงพอแล้ว คุณควรไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านการนอนหลับเพื่อหาสาเหตุของอาการที่เกิดขึ้น และหาวิธีการรักษาต่อไป

จัดการความเครียดให้อยู่หมัด เมื่อไรที่เราเครียด หัวใจเราจะทำงานหนักและเต้นเร็วขึ้นความดันโลหิตสูง จนอาจเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และยังเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดปัญหาแทรกซ้อนขึ้นในผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจอยู่แล้ว เมื่อรู้ตัวว่ากำลังเครียด ต้องรีบปรับเปลี่ยนอารมณ์ โดยไม่ยึดติดกับความเครียดนานจนเกินไป ด้วยการหาวิธีผ่อนคลาย ไม่ว่าจะเป็น ออกไปท่องเที่ยว ดูหนัง ฟังเพลง หรือทำกิจกรรมที่ชอบ รวมถึงการฝึกสมาธิ หัดมองโลกในแง่ดี เพียงเท่านี้ก็จะส่งผลดีทั้งต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจ

ห่างไกลแอลกอฮอล์ บางครั้งการสังสรรค์และการเข้าสังคมก็ต้องมีการดริ๊งค์บ้างเป็นธรรมดา แต่หากมากไปคงไม่ใช่เรื่องดี เพราะการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากนั้นจะส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆ ภายในร่างกาย รวมถึงการทำให้หัวใจทำงานไม่ปกติ อาทิ หัวใจเต้นเร็วขึ้นหรือผิดจังหวะ หัวใจบีบตัวมากขึ้น กล้ามเนื้อหัวใจทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ทางที่ดีคุณควรหลีกเลี่ยงหรือจำกัดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

บอกลาบุหรี่ การสูบบุหรี่ไม่ว่าจะมากหรือน้อยมีผลต่อหลอดเลือดหัวใจและความเสี่ยงต่อโรคหัวใจเท่ากัน เนื่องจากสารนิโคตินและก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ในควันบุหรี่ และสารอื่นๆ ในบุหรี่ มีผลทำให้หลอดเลือดแข็งตัวผนังเส้นเลือดหนา เกิดคราบหินปูนเกาะบริเวณหลอดเลือด เส้นเลือดเกิดความอ่อนแอเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ การหยุดสูบบุหรี่จึงเป็นการป้องกันโรคหัวใจได้เป็นอย่างดี

เพียงแค่เริ่มต้นหันมาปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และให้เวลากับการดูแลตัวเองสักหน่อยคุณก็จะห่างไกลโรคหัวใจได้ไม่ยาก

สำหรับผู้ที่รักสุขภาพ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ ร่วมกับ ชมรมโภชนวิทยามหิดล จะจัดคอร์สอบรมความรู้เรื่องการส่งเสริมสุขภาพและชะลอวัยด้วยอาหาร โภชนาการและสมุนไพร ครั้งที่ 3 โดยมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อให้ครบทั้งเรื่องอาหารโภชนาการและสมุนไพร เช่น ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์,รศ.ดร.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่, รศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์,ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์, ผศ.ดร.ชนิดาปโชติการ, อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช, รศ.ดร.พัชราณี ภวัตกุล, ผศ.ดร.พร้อมลักษณ์สรรพ่อค้า, อ.อรุณศรี ตั้งวงศ์วิวัฒนา และพล ตัณฑเสถียร อบรมเสาร์-อาทิตย์ 2 ครั้ง(4 วัน) คือวันที่ 21-22 และ 28-29 พ.ย. 2563 สำหรับผู้ผ่านการอบรมจะได้รับประกาศนียบัตร Certificate Program in Food, Nutrition and Herb for Health Promotion and Anti-Aging รายละเอียดที่086-3100047 หรือ http://www.facebook.com/pg/DDseminarThai

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ปัญหาสุขภาพสตรี…เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรละเลย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/514023

Life & Health : ปัญหาสุขภาพสตรี...เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรละเลย

Life & Health : ปัญหาสุขภาพสตรี…เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรละเลย

วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ทุกวันนี้โรคภัยต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย เมื่อไหร่ก็ตามที่เผลอตัว ไม่ทันดูแล ระแวดระวังตัวเองให้ดีภัยเงียบที่ซ่อนตัวอยู่ อาจเข้ามาทำร้ายสุขภาพโดยไม่ทันตั้งตัว โดยเฉพาะคุณผู้หญิงด้วยแล้ว ยิ่งต้องดูแลและให้ความสนใจกับสุขภาพของตัวเองเป็นพิเศษ เพราะโรคบางชนิดต้องอาศัยการสังเกตและตรวจโดยละเอียดถึงจะทราบผล หากเราไม่ประมาท อย่างน้อยๆ การป้องกัน ก็ย่อมดีกว่ามารักษาในภายหลังแน่นอน

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ศุกระฤกษ์ กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ แนะนำว่า มีหลายโรคที่คุณผู้หญิงทั้งหลายต้องเฝ้าระวังมาดูกันเป็นพิเศษ เช่น โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ โรคข้อเข่าเสื่อม โรคมะเร็งเต้านมโรคกระดูกพรุน โรคมะเร็งปากมดลูก เป็นต้น เรามาเรียนรู้กันทีละเรื่อง ดังนี้

โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ

คุณผู้หญิงที่มีอาการเจ็บๆ แสบๆ ขณะปัสสาวะ ปัสสาวะไม่สุดปัสสาวะมีสีขุ่นหรือมีเลือดปน ปวดท้องน้อย อย่านิ่งนอนใจไปเพราะอาจเกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งประกอบไปด้วย ไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะ โดยสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อ E.coli ปกติโรคนี้มักจะเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเพราะท่อปัสสาวะของผู้หญิงมีขนาดสั้นกว่า ทำให้เชื้อแบคทีเรียเดินทางเข้าสู่ระบบทางเดินปัสสาวะได้ง่ายกว่ายิ่งถ้าอยู่ในวัยทองจะมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้มากขึ้น เนื่องจากขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่สำคัญไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นานๆ โดยไม่รักษา เพราะอาจทำให้เชื้อลุกลามไปจนถึงไตและกรวยไต กลายเป็นกรวยไตอักเสบตามมา

โรคข้อเข่าเสื่อม

โรคที่เกิดจากความเสื่อมของกระดูกอ่อนระหว่างข้อเข่าบางลงและสึกกร่อนลง จนปลายกระดูกเริ่มเข้าใกล้และเสียดสีกัน ส่งผลให้มีอาการฝืด ตึงหรือปวด บริเวณข้อเข่าขณะเคลื่อนไหว ขึ้นลงบันไดไม่สะดวกและอาจมีเสียงดังกรอบแกรบเวลาขยับเข่า ทั้งนี้ เพศหญิงมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคนี้มากกว่าเพศชาย 2-3 เท่า เพราะมีความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อแข็งแรงน้อยกว่า นอกจากนี้ยังพบได้ในผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก ผู้ที่ใช้งานข้อเข่ามากและไม่เหมาะสม เช่น การนั่งพับเพียบ นั่งยองๆ หรือการใส่รองเท้าส้นสูง ฯลฯ หากใครเป็นโรคนี้แล้วจะไม่สามารถรักษาให้เหมือนเดิม ดังนั้น จึงควรถนอมข้อเข่าโดยการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตและหลีกเลี่ยงอิริยาบถที่ต้องงอเข่ามากๆ เพื่อชะลอการเสื่อมของข้อ นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีการนำผลิตภัณฑ์ทางธรรมชาติอย่าง“คอลลาเจนไทพ์ทู” ซึ่งเป็นคอลลาเจนชนิดเดียวกับที่พบในเซลล์กระดูกอ่อนบริเวณข้อมาช่วยเสริมสร้างสุขภาพข้อเข่าของเรา ขณะเดียวกันก็ควรบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าอยู่เสมอ ด้วยการเดินช้าๆ หรือการออกกำลังกาย ในน้ำควบคู่กันไป

โรคมะเร็งเต้านม

ถือเป็นภัยใกล้ตัวของผู้หญิงที่แฝงมาอย่างเงียบๆ เพราะในระยะแรก มักไม่แสดงอาการ จนต่อเมื่อเซลล์มะเร็งเริ่มแพร่กระจายหรือเจริญเติบโตขึ้นเป็นก้อน จึงจะสังเกตเห็นอาการ ไม่ว่าจะเป็นมีก้อนเนื้อที่เต้านมหรือที่รักแร้ มีรูปร่างหรือขนาดของเต้านมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หัวนมหรือผิวหนังบริเวณรอบเต้านมบุ๋มลงไป เต้านมบวมแดงอักเสบ หรือมีอาการเจ็บเต้านม มีน้ำไหลออกมาจากหัวนม ฯลฯ ฉะนั้น ผู้หญิงทุกคนควรใส่ใจตรวจคลำเต้านมด้วยตัวเองเป็นประจำ รวมถึงหมั่นสังเกตอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นบริเวณเต้านม หากใครอยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรเข้ารับการตรวจเอกซเรย์เต้านม (Mammogram) ปีละ 1 ครั้ง หรือถ้าพบว่ามีอาการผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่ง ต้องรีบพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรีบรักษาอย่างทันท่วงที

โรคกระดูกพรุน

ผู้หญิงเมื่ออายุย่างเข้าเลข 3 ร่างกายเราจะสะสมแคลเซียมในกระดูกได้น้อยกว่าการรั่วสลาย เพราะการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลง ทำให้อัตราการสลายแคลเซียมออกจากเนื้อกระดูกเพิ่มขึ้น กระดูกจึงมีความหนาแน่นลดลงเปราะหักง่ายขึ้น ผู้หญิงจึงมีอัตราการเกิดโรคกระดูกพรุนมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะในช่วงวัยหมดประจำเดือน ฉะนั้นผู้หญิงควรหันมารับประทานอาหารที่มีแคลเซียมอย่างเพียงพอ เช่น นม เลือกรับประทานปลาเล็กปลาน้อย ควบคู่กับวิตามินดี ซึ่งช่วยในการดูดซึมแคลเซียม และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงและลดความเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูกพรุน

โรคมะเร็งปากมดลูก

หนึ่งในโรคมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดและคร่าชีวิตสตรีมากเป็นอันดับที่ 2 รองจากมะเร็งเต้านม โดยมีสาเหตุหลักๆ มาจากการติดเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า HPV (Human Papilloma Virus) ซึ่งสามารถติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์ ปัจจัยที่ทำให้ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูก คือ การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย การเปลี่ยนคู่นอนบ่อย มีคู่นอนหลายคน รวมถึงการสูบบุหรี่ และมีปัญหาภูมิคุ้มกันในร่างกายบกพร่อง เป็นต้น ทั้งนี้ในระยะเริ่มแรกมะเร็งปากมดลูกจะไม่มีอาการอะไรกระทั่งอยู่ในระยะลุกลามแล้วจึงจะแสดงอาการออกมา เช่น มีเลือดออกทางช่องคลอดมากผิดปกติ เช่น หลังมีเพศสัมพันธ์ หรือมีเลือดออกกะปริบกะปรอยระหว่างรอบเดือน ประจำเดือนมากหรือนานกว่าปกติ มีตกขาวผิดปกติ ดังนั้นผู้หญิงที่อายุ 30 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทุกช่วงอายุควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกปีละครั้ง ที่สำคัญหากมีเพศสัมพันธ์ต้องป้องกันการติดเชื้อด้วยการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง นอกจากนี้ปัจจุบันยังมีการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันได้อีกด้วย

รู้อย่างนี้แล้วอย่านิ่งนอนใจ ปล่อยเอาไว้จนถึงวันที่สายไป ถึงเวลาที่คุณผู้หญิงจะต้องเรียนรู้และระวังตัวเองให้มากขึ้น เพื่อจะได้รู้เท่าทันและเข้ารับการรักษาโรคต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : สุขสบายหลังคลอดบุตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/512517

Life & Health : สุขสบายหลังคลอดบุตร

Life & Health : สุขสบายหลังคลอดบุตร

วันพุธ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เวลเนส (Wellness) เป็นแนวการใช้ชีวิตแบบใหม่ที่เน้นในการมีสุขภาพที่ดี มีความเป็นหนุ่มเป็นสาวด้วยการชะลอวัยและฟื้นฟูสภาพทางการแพทย์ สำหรับมารดาหลังคลอดที่อยากจะมีความสุขสบายและมีสมรรถนะของร่างกายและจิตใจไปในแนวทางเวลเนส

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ศุกระฤกษ์ กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่า ระหว่างที่ตั้งครรภ์อยู่ระดับฮอร์โมนเพศที่เปลี่ยนไปรวมทั้งกระบวนการของระบบการเผาผลาญอาหารเป็นพลังงานที่เปลี่ยนไปก็จะทำให้มารดาที่ตั้งครรภ์อยู่มีรูปร่างที่เปลี่ยนแปลงโดยมีไขมันมาพอกพูนตามส่วนต่างๆ ของร่างกายมากขึ้นผิวพรรณก็มักจะหยาบกร้านขึ้นหรืออาจจะเกิดสิวฝ้าและจุดด่างดำอันเป็นผลมาจากความไม่สมดุลของฮอร์โมนต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อที่จะทำให้การตั้งครรภ์สามารถดำเนินต่อไปได้ตามปกติ

ปัญหาของมารดาหลังคลอดมักจะเป็นกังวลต่อลูกน้อยที่เกิดมาและอยากเลี้ยงดูฟูมฟักอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนลืมดูแลตนเอง มารดาหลังคลอดส่วนใหญ่จึงรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา และบางคนได้สารอาหารไม่เพียงพอ รวมทั้งเกิดความกังวลเลยทำให้นอนไม่หลับไปด้วย ผลที่ตามมาก็คือ ร่างกายจะอ่อนเพลียเพราะขาดสารอาหาร และไม่ได้พักผ่อนนอนหลับพอเพียงในเวลากลางคืนทำให้การสร้างฮอร์โมนอื่นๆ ที่ช่วยในการป้องกันการแก่ชรา ป้องกันความเครียด และฮอร์โมนช่วยเผาผลาญอาหารลดลง

การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องหลังคลอด ด้วยการควบคุมอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลให้น้อยลง ควรรับประทานอาหารมื้อละไม่มากนักคือรับประทานพออิ่ม รับประทานช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียดเพื่อให้อาหารย่อยได้ดีลดอาการท้องอืดเฟ้อ ท้องผูกและอาหารไม่ย่อย แถมยังทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารเข้าร่างกายได้ดีขึ้นช่วยป้องกันการขาดสารอาหารรับประทานเนื้อสัตว์ที่ย่อยง่าย เช่น ปลา ไก่ รวมทั้งพืชผักผลไม้ตามฤดูกาลที่มีสารอาหารสดใหม่และมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง รับประทานอาหารให้ครบถ้วนทุกหมวดหมู่ โดยเน้นรับประทานอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลในตอนเช้า ปรุงอาหารโดยวิธีการที่ใช้น้ำมันน้อย เช่น ต้ม ตุ๋น นึ่ง และงดเว้น สารที่ให้รสหวาน เค็ม

ออกกำลังกายที่ออกได้ในชีวิตประจำวัน เช่น เดิน โยคะหรือการออกกำลังกายบริหารที่มีการใช้กล้ามเนื้อเพื่อกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

ฝึกสมาธิในระหว่างที่ลูกนอนหลับการฝึกสมาธิมีผลทั้งต่อการลดอาการซึมเศร้า เพิ่มการสร้างฮอร์โมนที่จำเป็น และทำให้จิตใจสงบช่วยทำให้การเลี้ยงดูบุตรได้ผลดี

ควรงีบหลับสักครึ่งชั่วโมงหลังอาหารกลางวันและพยายามจัดเวลาเข้านอนให้เป็นเวลาปรับห้องนอนให้มืดและไม่มีสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์รบกวนการอาบน้ำอุ่นก่อนเข้านอนจะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายและนอนหลับได้สนิทขึ้น

การฟังเพลงที่ชื่นชอบ การใช้น้ำมันหอมระเหยที่มีกลิ่นช่วยผ่อนคลายและทำให้อารมณ์สดใสไม่ว่าจะเป็นการสูดดมหรือนวดสัมผัสล้วนแล้วแต่ช่วยทำให้เกิดความสมดุลของร่างกาย ผ่อนคลายความเครียด นอกจากนี้การนวดสัมผัสด้วยน้ำมันหอมระเหยยังช่วยเรื่องของผิวพรรณให้ดีขึ้นด้วย

ปรึกษาแพทย์เมื่อเกิดปัญหาและเพื่อการปรับตัวเองให้สุขภาพดี

อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังคลอดอาจจะเกิดทันทีหรือในช่วงเวลาหนึ่งเวลาใดหลังคลอดก็ได้ซึ่งควรจะไปปรึกษาแพทย์เพื่อจะได้รับการดูแลรักษาแต่เนิ่นๆ ที่จะให้ผลดีและไม่มีอันตรายต่อการให้นมบุตร ถ้ามีอาการไม่สุขสบายหรือเกิดอาการต่างๆและไม่สามารถที่จะกลับคืนมาด้วยวิธีการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์แล้วควรเข้าไปเพื่อรับการปรึกษาทางด้านเวลเนสเพื่อ

l ตรวจระดับของฮอร์โมนโดยรวมที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและการเปลี่ยนแปลงหลังคลอด โดยเฉพาะมารดาหลังคลอดที่มีอาการเปลี่ยนแปลงที่ชี้บ่งว่าอาจจะมีภาวะฮอร์โมนไม่สมดุลตามบทความตอนต้นควรมาตรวจหลังจากครบ 6 สัปดาห์แล้ว ถ้าไม่สมดุลสามารถที่จะปรับสมดุลได้ด้วยการเสริมฮอร์โมนจากสารธรรมชาติรวมทั้งเสริมสารอาหารที่จำเป็นในการผลิตฮอร์โมนตามความเหมาะสมในแต่ละราย

l ตรวจวัดค่าสารอาหารที่จำเป็นเพื่อสุขภาพและป้องกันการแก่ชรา เพื่อที่จะปรับให้พอเพียงตามมาตรฐานด้วยวิธีการปรับเปลี่ยนอาหารที่รับประทานตามการแนะนำของนักโภชนาการ หรือได้รับสารอาหารเสริมเฉพาะบุคคลที่ปรุงตามค่าของสารอาหารที่ตรวจได้ ซึ่งจะมีประโยชน์ในการเสริมสร้างสุขภาพของร่างกาย สมอง และผิวพรรณโดยรวมและยังช่วยเสริมการผลิตฮอร์โมนกันแก่ชราด้วย การตรวจวัดค่าสารอาหารและการเสริมสารอาหารจากธรรมชาติตามที่ร่างกายต้องการ นอกจากจะมีประโยชน์ในการดูแลสุขภาพรวมทั้งผิวพรรณของมารดาหลังคลอดโดยรวมแล้วยังมีส่วนช่วยในการเพิ่มคุณค่าของสารอาหารจากน้ำนมมารดาให้ลูกน้อยอีกด้วย

l ตรวจสมรรถนะของร่างกาย การเผาผลาญอาหารเป็นพลังงาน และปรึกษาวิธีการควบคุมน้ำหนักและรูปร่างให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

l ดูแลผิวพรรณให้ถูกวิธีทั้งปรับสมดุลของฮอร์โมนและสารอาหารจากภายในร่วมกับการดูแลผิวพรรณโดยเฉพาะ หลังคลอดเพื่อที่จะได้ประสิทธิผลสูงสุด

l มารดาหลังคลอดที่มีปัญหาเรื่องของการนอน ไม่ว่าจะเป็นการเข้านอนยาก นอนแล้วตื่นง่ายและนอนไม่หลับต่อ ทำให้เพลียและเหนื่อยในช่วงเวลากลางวัน ควรเข้ารับการปรึกษาเพื่อปรับพฤติกรรมในการนอนให้มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจฮอร์โมนหรือสารอาหารที่จำเป็น เพื่อที่จะปรับสมดุลทำให้นอนหลับได้มีคุณภาพขึ้น

l เรียนรู้การคุมกำเนิดที่ถูกวิธีที่จะไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่จำเป็นเพื่อการมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงและมีรูปร่างที่สมส่วน

ปรับและแก้ไขปัญหาทางเพศที่อาจจะเกิดขึ้น และรับการรักษาที่ถูกวิธีรวมทั้งเรียนรู้การปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับสามีและลูกน้อยเพื่อที่จะมีชีวิตทางเพศที่สมบูรณ์และเป็นสายใยรักอีกสายหนึ่ง

เหล่านี้คือแนวคิดและการดูแลเพื่อการมีชีวิตที่มีคุณภาพที่ดีหลังคลอด Living Well The Postpartum Wellness Ways
 

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เตรียมผิวสวย ไร้สิว ก่อนเปิดเรียน#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/498137

LIFE & HEALTH : เตรียมผิวสวย ไร้สิว ก่อนเปิดเรียน

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หลังจากร่วมช่วยกันอยู่บ้านป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้เวลาค่อยๆ ปลดล็อก กลับเข้าสู่วิถีชีวิตใหม่ หรือ New Normal โดยเฉพาะโรงเรียนและมหาวิทยาลัยก็มีแนวโน้มจะเปิดเรียนแล้ว ก่อนเปิดเรียนถือโอกาสนี้ปรับตัวปรับใจ ตั้งใจดูแลสุขภาพกายใจและผิวพรรณด้วย อย่าปล่อยผิวใสให้เป็นผิวเสีย มีสิวมีรอย จุดด่างดำ มาดูแลผิวพรรณกันตั้งแต่วัยรุ่นเพื่อจะไม่เสียใจในภายหน้า

ข้อมูลจาก ผศ.พญ.สุวิรากรธรรมศักดิ์ ประธานฝ่ายกิจกรรมสังคม สมาคมแพทย์ผิวหนังฯและผู้อำนวยการคลินิกสยามเดอร์มาติกส์ เปิดเผยว่าบางคนอาจเข้าใจว่า เด็กหรือวัยรุ่นไม่ต้องดูแลผิวพรรณก็ได้ ปล่อยให้สวยงามตามธรรมชาติ หรือคิดว่าสิวเป็นเรื่องธรรมชาติ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดเพราะผิวพรรณต้องดูแลตั้งแต่เด็ก ดูแลทำความสะอาด เพิ่มความชุ่มชื้น ตามลักษณะผิวจนเข้าสู่วัยรุ่น สัญญาณที่จะบอกว่าเข้าสู่วัยหนุ่ม วัยสาวแล้วอันแรก คือสิวนี่แหละ ซึ่งมาก่อนการมีประจำเดือนหรือเสียงแตก ดังนั้นช่วงนี้การใช้น้ำเปล่าล้างหน้าอาจไม่เพียงพอ ควรใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และไม่แนะนำให้ใช้สบู่ก้อนหรือผลิตภัณฑ์ความสะอาดตัวมาใช้กับหน้า เนื่องจากมีความเป็นด่างสูง สบู่ก้อนได้มาจากการที่เอาด่างผสมกับกรดไขมันทำให้มีค่าความเป็นด่างจะสูงประมาณ pH 8-9 เมื่อผิวหน้าของเราได้การชะล้างด้วยด่างจะทำให้แบคทีเรียและจุลชีพที่ผิวหนังไม่สมดุล โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย ที่ทำให้เกิดสิวเจริญเติบโตขึ้น

สาเหตุหลักของการเกิดสิว คือ 1.เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ฮอร์โมนเพศจะกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตไขมันเพิ่มขึ้น 2.มีการอุดตันของทางออกรูขุมขนไม่ว่าจะสาเหตุใดก็ตามทั้งภายนอกและภายใน 3.มีเชื้อแบคทีเรีย C.Acne กระตุ้นทำให้เกิดการอักเสบ 4.การอักเสบที่ต่อมขน

ดังนั้น จะเห็นว่าสิวไม่ได้เกิดจากความสกปรก จึงไม่จำเป็นต้องล้างหน้าบ่อยๆ แค่เช้าหลังตื่นนอน ล้างหน้าแปรงฟัน และเย็น เมื่อกลับมาจากการเผชิญ สิ่งสกปรกต่างๆ ห้ามนอนไปโดยไม่ได้ล้างหน้าเด็ดขาด

ถ้าเป็นสิวน้อยๆ การดูแลผิวให้เปลี่ยนผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ใช้อยู่ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เกิดสิว การเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ อาจใช้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทาสิวก่อน ถ้าสิวเป็นมากขึ้น มีการอักเสบ ปวด บวมแดง มีไข้ สิวร่วมกับการมีประจำเดือนผิดปกติ การรู้สึกหดหู่จากการเป็นสิว หรือเป็นคนผิวคล้ำที่เวลาเป็นสิวจะทิ้งรอยนาน หรือเป็นแผลเป็นง่าย ก็ควรไปพบแพทย์ผิวหนัง

การรักษาสิว แพทย์ผิวหนังจะพิจารณาการรักษาสิว ตามความรุนแรงและชนิดของสิว เช่น เป็นคอมมิโดน อุดตัน จะให้ยาทาละลายคอมมิโดน ถ้ามีเม็ดอักเสบมากจะให้ยาแก้ปฏิชีวนะ ถ้าเป็นมากๆ มีทั้งยาทาและยารับประทาน การใช้ยาทาและยารับประทานในการรักษาสิว อาจมีผลข้างเคียงหลายอย่างได้ ดังนั้น ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ผิวหนัง

ส่วนตัวช่วยที่จะทำให้สิวหายเร็วขึ้น นอกจากการใช้ยาทาและยารับประทาน ก็มีการกดสิว การฉีดยาสิว การทำทรีทเมนท์ต่างๆ เช่น การลอกหน้า การทำเลเซอร์ การรักษาด้วยแสง ซึ่งจะเป็นการรักษาเสริมที่ทำให้สิวหายได้เร็วและไม่กลับมาเป็นใหม่ แต่ข้อเสียคือยังมีค่าใช้จ่ายสูงอยู่

เทคนิคการใส่หน้ากากไม่ให้เกิดสิว ในชีวิตวิถีใหม่ที่เราต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตใส่หน้ากากตลอดเมื่อออกนอกบ้านและอยู่ในที่ชุมชน ทำให้บางคนอาจเกิดสิวได้มากขึ้นโดยเฉพาะบริเวณใต้หน้ากาก ทั้งนี้เนื่องจาก ความอับชื้น น้ำมูก น้ำลายที่อยู่บนหน้ากาก หรือบางคนแพ้สารเคมีที่เคลือบที่หน้ากาก ดังนั้น เราควรมีหน้ากากเปลี่ยนระหว่างวัน ถ้าเปี้อนน้ำมูก น้ำลาย ควรเปลี่ยนทันที หน้ากากแบบใช้แล้วทิ้งจะดีกว่าทั้งด้านการป้องกันการติดเชื้อและปัญหาสิว แต่ถ้าหากหาไม่ได้ให้ใช้หน้ากากผ้าได้แต่ต้องซักให้สะอาด และหมั่นเปลี่ยนบ่อยๆ

การเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้า ซึ่งมีหลายรูปแบบทั้ง แบบก้อน แบบเหลว โฟม ครีม และออยล์ ควรเลือกอย่างไรดี โดยทั่วไปหลักการง่ายๆ คือ ต้องรู้จักชนิดของผิวเราก่อนว่าเป็นผิวแห้ง ผิวมันผิวผสม หรือ ผิวแพ้ง่าย

ปัจจุบันนิยมใช้ สบู่สังเคราะห์ หรือที่เรียกว่า Syndet หรือ Soapless Soap โดยอาจจะอยู่ในรูปสบู่ก้อนสบู่เหลว โฟม เจล ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดชนิดนี้สามารถปรับความเป็นกรดด่างให้เท่ากับผิวหนังได้ และอาจจะใส่สารที่ทำให้เกิดความชุ่มชื้นแก่ผิวหนังได้ สำหรับ คนที่หน้าแห้งมากๆ ควรเลือกใช้แบบเจล หรือครีมที่มีส่วนผสมของสารให้ความชุ่มชื้น ให้หลีกเลี่ยงการใช้ toner หรือการขัดหน้า สารสครับผิว เพราะทำให้เกิดการระคายเคืองง่าย ส่วนผู้ที่หน้ามัน ให้ใช้กลุ่มที่เป็น โฟม หรือ ผลิตภัณฑ์ที่มีสารชะล้างสูงได้ ถ้าหากคนที่แต่งหน้า ควรใช้ผลิตภัณฑ์ ล้าง เช็ด เครื่องสำอางออกก่อนและใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอีกครั้ง

การนอนพักผ่อนไม่เพียงพอไม่ว่าจะมีสาเหตุจากการทำการบ้านไม่เสร็จ งานเยอะ ติดซีรี่ส์ หรือติดเกมส์ Chat กับเพื่อน เป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวเสื่อมโทรม ทำให้เกิดสิวด้วย ดังนั้นควรพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย7-8 ชั่วโมง โดยที่ร่างกายเราจะมีการซ่อมแซมที่ดี ระหว่างเที่ยงคืนถึงตี 2 ช่วงนี้ต้องได้การนอน บางคนนอนตี 3 ตื่น 11 โมง ก็ได้ 7 ชั่วโมงเหมือนกันแต่ร่างกายไม่ได้ซ่อมแซม ผิวก็ดูไม่ดี

อาหารก็ทำให้เกิดสิวได้ แม้ว่าอาหารมีส่วนช่วยให้สุขภาพกายและผิวดีขึ้นได้ แต่อาหาร Junk food ที่วัยรุ่นทั้งหลายชื่นชอบรวมทั้งผู้ใหญ่บางคนด้วย เช่น น้ำอัดลม ของหวาน ขนมปัง ขนมเค้ก ไอศกรีม ของทอด ขนมคบเคี้ยว ชานมไข่มุก เป็นต้น ปัจจุบันมีวิจัยพบว่า อาหารเหล่านี้ สามารถทำให้เกิดสิวได้ เนื่องจากอาหารที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง หรือ ที่มีตัวเลข Glycemic Index สูง สามารถกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินออกมาในกระแสเลือด ซึ่งฮอร์โมนนี้จะกระตุ้นให้ต่อมไขมันที่ผิวหนังผลิตน้ำมันมากขึ้น ทำให้เกิดสิวได้ ดังนั้น ควรจะลดอาหารเหล่านี้ อาหารที่ควรรับประทานเพิ่ม คือ พืช ผัก ผลไม้มีสีต่างๆ ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงๆ ไฟเบอร์มาก รวมทั้งการดื่มน้ำมากๆ ด้วยเพราะน้ำเป็นตัวที่ช่วยให้เซลล์ทำงานปกติ ชะล้างของเสียให้ออกจากร่างกาย ช่วยให้ผิวพรรณดี เป็นสิวน้อยลง

ออกกำลังกายสม่ำเสมอจะช่วยให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆและผิวหนังได้ดีขึ้น แต่ถ้าต้องการเสริมสร้างกล้ามเนื้อไม่ควรรับประทาน whey protein ที่ได้มาจากนม เพราะสามารถทำให้เกิดสิวได้ เมื่อเป็นสิว อย่า บีบ แกะ เกา การทำเช่นนั้นทำให้สิวอักเสบมากขึ้นและเป็นรอย เป็นแผลเป็นลึกไปได้อีก ติดตามข้อมูลการดูแลผิวพรรณและรักษาสิวทุกช่วงวัยได้ที่ http://www.facebook.com/Dermatiks/

รู้อย่างนี้แล้ว สาวน้อยทั้งหลายให้รีบดูแล รักษาสิวให้หน้าใสรับเปิดเทอมนี้ ก็จะไปโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยได้อย่างมั่นใจ

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ปรับพฤติกรรม..สร้างสุขภาพดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/479881

Life & Health : ปรับพฤติกรรม..สร้างสุขภาพดี

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ใครๆ ก็อยากมีสุขภาพดีด้วยมีความเครียดจากข่าวการระบาดไวรัสจึงขอให้ทุกคนจะดูแลสุขภาพ หมั่นล้างมือด้วยสบู่หรือใช้เจลผสมแอลกอฮอล์ 70% เพื่อป้องกันการติดเชื้อโรคต่างๆ ควรล้างมือให้ติดเป็นนิสัยด้วยเช่นกันเมื่อต้องทำกิจกรรม เช่น (1) ก่อนเตรียมหรือรับประทานอาหาร (2) ก่อนและหลังดูแลผู้ป่วย (3) ถอดหรือใส่คอนแทคท์เลนส์(4) ทำกิจกรรมต่างๆ ที่ใช้มือแล้วเอามือเข้าปากหรือขยี้ตา (5) หลังเข้าห้องน้ำ (6) หลังหยิบจับสิ่งต่างๆ เช่น เนื้อดิบ ผัก ฯลฯ (7) หลังใช้มือขยี้จมูก ไอ หรือจาม (8) ถือขยะ (9) เปลี่ยนผ้าอ้อมเด็กหรือผู้ใหญ่ และ (10) หลังเล่นกับสัตว์เลี้ยง เป็นต้น การล้างมือที่ถูกวิธีด้วยน้ำและสบู่ มีด้วยกัน 7 ขั้นตอน ได้แก่ (1) ฝ่ามือถูกัน(2) ฝ่ามือถูหลังมือและนิ้วถูซอกนิ้ว (3) ฝ่ามือถูฝ่ามือและนิ้วถูซอกนิ้ว (4) หลังนิ้วมือถูฝ่ามือ (5) ถูนิ้วหัวแม่มือโดยรอบด้วยฝ่ามือ (6) ปลายนิ้วมือถูขวางฝ่ามือ และ (7) ถูรอบข้อมือ โดยทุกขั้นตอนทำ 5 ครั้ง สลับกันทั้ง 2 ข้าง

อย่างไรก็ตาม การจะมีสุขภาพที่ดีได้จำเป็นจะต้องมีพฤติกรรมที่เหมาะสม ข้อมูลจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยเคล็ดลับการมีพฤติกรรมสร้างสุขภาพที่ดี ดังนี้

รับประทานอาหารเช้าทุกวัน ผู้ที่บริโภคอาหารเช้าทุกวัน มีการวิจัยพบว่าผู้ที่บริโภคอาหารเช้ามักจะได้รับวิตามินและเกลือแร่
ที่จำเป็นสำหรับร่างกายเพิ่มขึ้น มีไขมันและคอเลสเตอรอลน้อยกว่าผู้ไม่บริโภคอาหารเช้า ผลที่ตามมาคือ ระดับคอเลสเตอรอลไม่เกินพิกัด และโอกาสที่จะบริโภคเกินอัตรานั้นก็มีน้อยจึงทำให้มีรูปร่างดี ไม่อ้วนง่าย เพราะอาหารเช้าทำให้ไม่หิวก่อนเวลาอาหารเที่ยง ทำให้ไม่กินอาหารมื้อต่อๆ มามาก และโอกาสกินอาหารที่มีแคลอรีสูงลดลง โอกาสที่จะอ้วนและเกิดเบาหวานน้อยลง เมื่อเทียบกับคนที่มีนิสัยไม่กินอาหารเช้า อาหารเช้าที่มีคุณภาพ (ไม่ใช่กาแฟ ปาท่องโก๋ หรือ โดนัท) ยังช่วยให้ตื่นตัวมีสมาธิในการเรียนการทำงาน อาหารเช้าที่ดีควรมี คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันเล็กน้อย ควรบริโภคให้หลากหลาย แม้จะทราบว่าอาหารเช้าดีอย่างไร แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังมีข้ออ้าง เช่น ไม่มีเวลา ไม่หิว คนเหล่านี้ผู้เชี่ยวชาญแนะว่า ให้กินอาหารเช้าที่ทำงานหรือนำอาหารเช้าที่มีประโยชน์ชนิดพกพาติดตัวไปได้ เช่น ผลิตภัณฑ์นมทั้งหลายชนิดไม่เติมน้ำตาล น้ำผลไม้ 100% ไม่เติมน้ำตาล ธัญพืชต่างๆ ผลไม้สด เป็นต้น

รับประทานปลาสัปดาห์ละ 2 ครั้งขึ้นไป สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำให้บริโภคปลา 180 กรัม อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เนื่องจากปลาเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูงมีไขมันต่ำ โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัวต่ำ มีกรดโอเมกา 3 ช่วยลดปัญหาโรคหัวใจ บำรุงสมอง ปลาทะเลที่มีโอเมกา 3 สูง มีให้เลือกมากมาย เช่น ปลาทู ปลาแซลมอน ปลาอินทรีปลาซาร์ดีน ปลาเทราต์ เป็นต้น อาหารจากพืชอื่นที่เป็นแหล่งของกรดไขมันอัลฟาลิโนเลนิคสามารถเปลี่ยนไปเป็นโอเมกา 3 ในร่างกายได้ ได้แก่ เต้าหู้ ถั่วเหลือง วอลนัท แฟลกซีด คนที่บริโภคอาหารมังสวิรัติจึงอาจใช้อาหารเหล่านั้นเป็นแหล่งของโอเมกา 3

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ร่างกายต้องการเวลาพักผ่อนอย่างเพียงพอ มิฉะนั้นจะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย หงุดหงิดได้ ปัญหานอนน้อยมักจะพบในผู้สูงอายุ วัยเรียน วัยทำงานและผู้บริหาร National Sleep Foundation แห่งสหรัฐอเมริการายงานไว้ว่า คนที่นอนไม่พอมีโอกาสที่จะเกิดปัญหาทางจิตได้มากกว่าคนที่นอนเพียงพอ การอดนอนเสมอๆ จะทำให้เกิดความผิดปกติต่อระบบการทำงานของร่างกาย เพิ่มความเสี่ยงเบาหวาน โรคหลอดเลือด และโรคอ้วน นอกจากนี้ ยังมีผลทางลบต่ออารมณ์ ความจำ การเรียนรู้ และความเป็นเหตุเป็นผล เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสำหรับผู้ที่ต้องขับรถหากเกิดอาการหลับใน ข้อแนะนำก็คือ พยายามนอนให้ได้วันละ 7-10 ชั่วโมง

มีสังคมไม่เก็บตัวโดดเดี่ยว การมีกิจกรรมในสังคม ช่วยให้ได้พบปะผู้คนมากขึ้นมีการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งจะช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตให้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์จากการมีมิตรใหม่ๆ ช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้ผลดีต่อสภาพจิตใจและหน้าที่การงาน

ออกกำลังกายเพื่อส่งเสริมสุขภาพ การออกกำลังมีประโยชน์ดังนี้ ช่วยควบคุมน้ำหนัก ช่วยให้กระดูก กล้ามเนื้อและข้อต่อแข็งแรง ส่งเสริมสุขภาพจิต ลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ ลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากวัยอันควร ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง ผลระยะสั้นของการออกกำลังกาย คือช่วยให้ความคิด การเคลื่อนไหวร่างกายดีขึ้น ลดความเครียด เสริมสร้างอารมณ์ ทำให้กระชุ่มกระชวย มีพละกำลังมากขึ้น คนที่มีข้อแก้ตัวว่าไม่มีเวลาในการออกกำลังกายหรือเหนื่อยเกินกว่าที่จะทำจะไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วการออกกำลังกายจะทำให้มีเรี่ยวแรงมากขึ้นและมีประสิทธิภาพในการทำงานตลอดทั้งวันพยายามเคลื่อนไหวตัวเองให้มากขึ้น เช่น เดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์ เดินไปซื้อของในระยะทางใกล้ๆ แทนการใช้รถ การเดินช็อปปิ้ง ลดการใช้รีโมทคอนโทรล การออกกำลังกายที่ง่าย ที่สุดคือ การเดิน การเดินบ่อยๆ จะช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน ทุกๆ 20 ก้าวที่เดิน ร่างกายจะเผาผลาญพลังงาน 1 แคลอรี มีการวิจัยในอาสาสมัคร 13,000 คน เป็นเวลา 8 ปี พบว่าผู้ที่เดินวันละ 30 นาที ลดความเสี่ยงการเสียชีวิตเร็วกว่าเวลาอันควร เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย

ดูแลสุขภาพฟัน นพ.Michael Roizen ผู้ประพันธ์หนังสือ Real age แนะนำว่า การทำความสะอาดฟันด้วยไหมขัดฟันทุกวัน ร่วมกับการออกกำลังกายและบอกลาบุหรี่จะทำให้อายุยืนขึ้น 6.4 ปี เหตุผลก็คือ ช่องปากของเราเป็นส่วนประกอบสำคัญของร่างกาย ฟันที่เราใช้เคี้ยวก็ต้องมีเลือดมาเลี้ยง และเลือดนั้นก็จะมาจากหัวใจ นักวิจัยเชื่อว่า แบคทีเรียที่ทำให้เกิดพลัคที่ฟันจะเข้าไปในกระแสเลือด และมีส่วนร่วมในการทำให้เกิดการบวมอักเสบ ร่วมกับการเกิดพลัคและทำให้หลอดเลือดอุดตันก่อให้เกิดโรคหัวใจ

นอกจากนี้ นักวิจัยยังพบว่า แบคทีเรียในช่องปากมีความสัมพันธ์กับการเกิดหลอดเลือดตีบเบาหวาน เด็กคลอดก่อนกำหนด และเด็กที่เกิดมามีน้ำหนักตัวน้อย การดูแลช่องปากให้ดีด้วยการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟัน จะช่วยขจัดจุดและรอยด่างบนฟัน ทำให้เคี้ยวอาหารได้ดี พูดอย่างชัดเจน และยิ้มได้อย่างมั่นใจ

บริโภคผักและผลไม้วันละประมาณ 1/2 กิโล องค์การอนามัยโลกแนะอาหารที่จะช่วยป้องกันโรคจะต้องมีผักผลไม้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม ขึ้นไป อาหารจากพืชจะให้ประโยชน์ต่อไปนี้ ลดความเสี่ยงของมะเร็งแต่ละชนิด ชะลอแก่ เพิ่มความจำ ป้องกันโรคหัวใจ เพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน วิธีที่จะบริโภคผักผลไม้มากขึ้นคือ รับประทานเป็นอาหารว่าง เช่น แครอท โยเกิร์ต ผลไม้ ถั่วเปลือกแข็ง (เล็กน้อย) เวลาการบริโภคอาหารว่าง คือช่วงเวลาที่รู้สึกหิวระหว่างมื้อ แต่ควรระวังแยกแยะความหิวและความอยาก (ไม่หิวจริง)โดยเฉพาะในคนที่ลดน้ำหนัก

วางแผนการสร้างพฤติกรรมที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ฉะนั้นต้องมีความตั้งใจที่จะทำให้เกิดขึ้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบริโภคเริ่มตั้งแต่การเลือกซื้อของ การเตรียมอาหาร และการเลือกเมนูอาหาร ส่วนการออกกำลังกายจะต้องจัดเข้าในตารางการทำงานและในชีวิตประจำวัน
ที่จะต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้สุขภาพที่ดีก็จะเป็นของคุณ

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เตรียมพร้อมรับมือโรคหน้าร้อน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/478399

LIFE&HEALTH : เตรียมพร้อมรับมือโรคหน้าร้อน

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ประกาศว่า ประเทศไทยได้สิ้นสุดฤดูหนาวแล้ว และได้เริ่มต้นเข้าสู่ฤดูร้อนตั้งแต่วันที่ 29 ก.พ. โดยบริเวณประเทศไทยมีอุณหภูมิสูงขึ้นเกือบทั่วไป และมีอากาศร้อนในตอนกลางวันอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ความร้อนและแสงแดดแรงๆ อาจทำให้เราเหนื่อยเพลียง่าย แถมยังพ่วงท้ายด้วยโรคภัยไข้เจ็บอีกหลายชนิดด้วย ข้อมูลจาก ผศ.นพ.เอกวีร์ ศรีปริวุฒิ อายุรแพทย์เปิดเผยว่า เพราะเชื้อโรคบางชนิดจะเติบโตได้ดีในที่ ที่มีอุณหภูมิสูง รวมถึงพิษภัยที่เกิดจากความร้อนอีกมากมาย เราจึงควรใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง ก่อนโรคที่มักแอบแฝงมากับฤดูร้อนจะจู่โจมสุขภาพกัน

โรคติดต่อทางน้ำและอาหาร

โรคทางเดินอาหารที่พบได้บ่อยและมักเกิดขึ้นง่ายมากในหน้าร้อนก็คือ โรคอุจจาระร่วง ซึ่งเกิดจากเชื้อโรคหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส โปรโตซัว และหนอนพยาธิ สามารถติดต่อได้โดยการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ไม่สะอาดหรือมีเชื้อโรคปนเปื้อนเข้าไป ทำให้ถ่ายอุจจาระเหลวมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน หรือถ่ายอุจจาระเป็นมูกปนเลือด บางรายอาจมีอาการอาเจียนหรือปวดท้องรุนแรง นอกจากนี้หากเรารับประทานอาหารที่มีเชื้อโรคหรือสารพิษของแบคทีเรีย (Toxin) ปนเปื้อนอยู่ในอาหารต่างๆ ได้ เช่น น้ำดื่ม เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ อาหารทะเล ผลิตภัณฑ์จากนม ผักและผลไม้ ฯลฯ รวมถึงการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ อาหารที่ทำไว้ล่วงหน้านานๆ แล้วไม่ได้แช่เย็น อาหารค้างคืนที่ไม่อุ่นให้ร้อนก่อนรับประทาน ดื่มน้ำไม่สะอาด ฯลฯ เมื่อร่างกายได้รับเชื้อโรคต่างๆ เหล่านั้นเข้าไป จะเกิดการอักเสบที่กระเพาะอาหารและลำไส้ จนรู้สึกปั่นป่วนท้องอยากถ่าย ซึ่งไม่ใช่แค่ท้องเสียแบบทั่วไปเท่านั้น หากแต่เป็นอาการของ โรคอาหารเป็นพิษ ที่ทำให้ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำและปวดท้องในลักษณะบิดเป็นพักๆ บางครั้งอาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย เป็นต้น ส่วนจะปรากฏอาการได้เร็วหรือช้าขึ้นกับชนิดและปริมาณของเชื้อหรือสารพิษที่เราได้รับเข้าไป

เตรียมพร้อมรับมือ

โรคอุจจาระร่วงและอาหารเป็นพิษมีสาเหตุเกิดจากการรับประทานอาหารและดื่มน้ำไม่สะอาดตามที่กล่าวไปแล้ว ดังนั้นเราจึงควรป้องกันตัวเองโดยการปรับพฤติกรรมเกี่ยวกับการรับประทานอาหารให้ดีขึ้น เช่น รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ หลีกเลี่ยงอาหารประเภทดิบๆ สุกๆ อาหารหมักดองและไม่รับประทานอาหารที่มีแมลงวันตอม รวมถึงดื่มน้ำที่สะอาด หรือน้ำต้มสุก หรือน้ำบรรจุขวดที่ได้รับการรับรองจาก อย. ใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหารร่วมกัน ล้างมือทุกครั้งทั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ ทั้งนี้ในเบื้องต้นหากมีอาการไม่มากให้ดื่มน้ำเกลือแร่ทดแทนน้ำในร่างกายส่วนที่เสียไป แต่ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นควรรีบไปพบแพทย์

ฮีทสโตรก (Heat stroke) หรือโรคลมแดด

โรคนี้เกิดจากร่างกายได้รับความร้อนมากเกินไปและไม่สามารถระบายออกได้ จนอุณหภูมิในร่างกายสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ส่วนใหญ่มักจะเกิดในผู้ที่อยู่กลางแดดร้อนเป็นเวลานาน หรือออกกำลังกายอย่างหนัก โดยอาการจะเริ่มจากน้อยๆ แล้วค่อยรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ไม่มีเหงื่อออก แม้อากาศจะร้อน หน้าแดง ตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกกระหายน้ำมาก วิงเวียน ปวดศีรษะ คลื่นไส้ หายใจเร็ว อาเจียน เกร็งกล้ามเนื้อ ชัก มึนงง เมื่อเป็นมากๆ จะช็อก หมดสติ หากไม่รีบทำการรักษา อาจเสียชีวิตได้

เตรียมพร้อมรับมือ

เมื่อร่างกายปรับอุณหภูมิไม่ทัน จนเกิดการเสียเหงื่อฉับพลัน ควรหยุดทำงาน หรือหยุดออกกำลังกายทันที แล้วนั่งพัก ดื่มน้ำเปล่ามากๆ และใช้ผ้าชุบน้ำบิดพอหมาดเช็ดตัวเพื่อระบายความร้อนออกจากร่างกาย ทั้งนี้ในช่วงที่อากาศร้อนจัดแนะนำให้สวมใส่เสื้อผ้าหลวมและเนื้อบางเบา ควรกางร่มและอยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศถ่ายเท พร้อมดื่มน้ำให้มากขึ้นให้มากกว่าวันละ 6-8แก้ว หลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย หรืออยู่กลางแดดในขณะที่อากาศร้อนจัด

โรคพิษสุนัขบ้า หรือโรคกลัวน้ำ

จริงๆ แล้วเชื้อพิษสุนัขบ้าจะพบในสัตว์โดยเฉพาะสุนัขและแมวได้เสมอไม่ว่าฤดูไหน แต่มักระบาดในช่วงหน้าร้อน เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส สามารถติดต่อเข้าสู่คนได้ทางบาดแผลที่ถูกสัตว์ที่มีเชื้อโรคพิษสุนัขบ้ากัด ข่วน หรือเลียบริเวณที่มีแผลถลอก รวมถึงน้ำลายสัตว์ที่มีเชื้อกระเด็นเข้าตา ปาก จมูกปัจจุบันยังไม่มียารักษาให้หายขาดได้ หากเป็นแล้วจะเสียชีวิตทุกราย

เตรียมพร้อมรับมือ

เมื่อถูกสุนัข หรือแมวกัดให้รีบล้างแผลด้วยสบู่หรือน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง เช็ดให้แห้ง แล้วใส่ยารักษาแผลสดแล้วรีบไปพบแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันขณะเดียวกันให้กักสัตว์นั้นไว้ เพื่อสังเกตอาการว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้าหรือไม่ สำหรับผู้ที่เลี้ยงสุนัขหรือแมวควรนำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคปีละ 1 ครั้ง และไม่คลุกคลีกับสุนัขและแมวจรจัดที่ไม่มีเจ้าของ

โรคผิวหนัง

สภาพอากาศที่ร้อนชื้น มีเหงื่อออกมากและไม่รักษาความสะอาด เสี่ยงที่จะเกิดโรคผิวหนังได้ง่าย สาเหตุมักเกิดขึ้นจากการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ผิวหนังและรูขุมขนอักเสบ มีแผลเป็นตุ่มหนอง มีเชื้อราตามจุดอับชื้นต่างๆ ทำให้เกิดโรคกลาก เกลื้อนได้ นอกจากนี้รังสี UV ในแสงแดด ยังสามารถทำให้เกิดอาการผิวไหม้แดด หรือ Sun Burn ได้เช่นกัน เมื่อผิวไหม้แดด ผิวหนังของคุณจะบวม แดง ร้อน คัน ปวดแสบปวดร้อน

เตรียมพร้อมรับมือ

เราสามารถป้องกันการเกิดโรคผิวหนังด้วยการรักษาความสะอาดร่างกาย ด้วยการอาบน้ำเป็นประจำและเช็ดตัวให้แห้งโดยเฉพาะขาหนีบ รักแร้ อาจใช้แป้งโรยตัวเพื่อให้ผิวหนังแห้งและลดความเสี่ยงการติดเชื้อรา รวมถึงไม่ใส่เสื้อผ้าที่หนาจนเกินไป ส่วนอาการผิวไหม้แดดควรหลีกเลี่ยงการออกไปอยู่กลางแดดจัดทาครีมกันแดด และครีมให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนังเพื่อลดการสูญเสียน้ำของผิวหนังอยู่เสมอ

เมื่อรู้เท่าทันและรู้จักวิธีป้องกันตนเองให้ปลอดภัยจากโรคภัยในฤดูร้อนกันแล้ว คุณก็จะไม่เครียดและสามารถใช้ชีวิตในฤดูร้อนได้อย่างสุขกายสบายใจ

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เมื่อไรที่ควรเสริมวิตามิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/476809

Life & Health : เมื่อไรที่ควรเสริมวิตามิน

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปัจจุบันมีข้อมูลจากสื่อต่างๆ คือการเสริมวิตามินแร่ธาตุจะช่วยให้สุขภาพดีขึ้นป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ การอ้างสรรพคุณของผลิตภัณฑ์เหล่านั้นได้ผลจริงหรือไม่ นักวิจัยก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ขณะที่นักโภชนาการและนักกำหนดอาหารมักแนะนำว่าถ้ารับประทานอาหารสมดุลครบทุกหมวดหมู่ และมีสุขภาพดีอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องเสริม ข้อมูลที่ขัดแย้งนี้มักจะทำให้ผู้บริโภคสับสนและไม่แน่ใจว่าจะเชื่อใคร

ข้อมูลจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวชกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่าปัจจุบันผู้บริโภคใส่ใจเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น แต่เนื่องจากภาวะมลพิษต่างๆ และการรับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ผู้บริโภคจึงพยายามมองหาสิ่งชดเชยเพื่อไม่ให้ร่างกายขาดวิตามินเกลือแร่ และยังเป็นการสร้างความอุ่นใจให้กับตัวเองว่าแม้จะกินจากอาหารไม่ครบแต่ก็น่าจะได้รับผลป้องกันจากการเสริม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจึงกลายเป็นทางเลือกของผู้บริโภคทั้งๆ ที่อาจจะไม่ได้ผลตามที่คาดหวังหรือสรรพคุณอ้าง ในบางกรณีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก็เป็นสิ่งจำเป็นและสามารถช่วยแก้ไขสภาวะะที่บกพร่องของร่างกายได้ เช่น ในประเทศอังกฤษ มีการจัดตั้งโปรแกรมการเสริมอาหารเพื่อแก้ไข ป้องกันและรักษาโรคเด็กเล็กที่เบื่ออาหารได้รับสารอาหารไม่เพียงพอจะได้รับการเสริมอาหาร

ใครบ้างที่ควรเสริมอาหาร โดยปกติผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากการเสริมวิตามินและเกลือแร่ คือ

l ผู้สูงอายุซึ่งรับประทานอาหารไม่เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการหรืออาจมีปัญหาในการดูดซึมวิตามินแร่ที่เสริม ได้แก่ วิตามินซี ดี บี บี12 กรดโฟลิค และสังกะสี

l เด็กที่กำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโต เช่น ทารก วัยหนุ่มสาวที่มีความต้องการสารอาหารครบถ้วนในปริมาณต่างๆ

l หญิงที่เตรียมตั้งครรภ์ มักจะได้รับคำแนะนำให้เสริมกรดโฟลิค 400 ไมโครกรัม ก่อนตั้งครรภ์และระหว่าง 12 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันความผิดปกติของระบบประสาท นอกจากนี้การเสริมธาตุเหล็กยังอาจเป็นสิ่งจำเป็นระหว่างตั้งครรภ์

l หญิงให้นมบุตร

l ผู้ป่วยที่ขาดอาหาร ผู้ป่วยฟื้นไข้หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังบางชนิด

l ผู้ที่ลดน้ำหนักโดยรับประทานอาหารที่มีระดับแคลอรีต่ำมาก (ต่ำกว่าวันละ 1200 แคลอรี)

l ผู้ที่ไม่สามารถได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนจากอาหารที่รับประทานเนื่องจากการแพ้อาหาร และจำเป็นต้องงดอาหารที่แพ้หลายชนิดในเวลาเดียวกัน

l ชนชาติที่แต่งกายปกปิดผิวหนังทุกส่วนจนได้รับแสงแดดไม่เพียงพออาจขาดวิตามินดี

l ผู้ที่มีชีวิตที่เร่งรีบจนขาดการเอาใจใส่ในการรับประทานอาหารอย่างถูกต้องผู้ที่สูบบุหรี่ซึ่งมักมีระดับวิตามินซีในเลือดต่ำ

l มังสวิรัติชนิดเคร่ง (Vegan) ซึ่งงดเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์สัตว์ทุกชนิดจะได้รับประโยชน์จากการเสริมวิตามินบี 12 และสังกะสี

l ผู้ที่ไม่ดื่มนมหรือรับประทานผลิตภัณฑ์นม และรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมไม่เพียงพอ หรือหญิงวัยทองที่เสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน จะได้รับประโยชน์จากการสริมแคลเซียมและวิตามินดี

l หญิงที่มีรอบเดือน หรือผู้มีโลหิตจางควรได้รับการเสริมธาตุเหล็ก เป็นต้น

ดังนั้นไม่ได้หมายความว่าทุกคนจำเป็นจะต้องรับประทานวิตามินและแร่ธาตุเสริมแทนอาหารอย่างที่คนทั้งหลายเข้าใจกันผิดๆ ปกติแล้ววิตามินและเกลือแร่เป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการเพียงวันละเล็กน้อย แต่มีความจำเป็นเนื่องจากความสมดุลของสารอาหาร วิตามินและแร่ธาตุไม่สามารถแยกการทำงานแบบต่างคนต่างทำได้ ฉะนั้นการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่และให้มีความสมดุลในแต่ละหมู่ทุกวันเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้ร่างกายได้รับวิตามินและเกลือแร่เพียงพอ ในทางตรงกันข้ามถ้าเสริมมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการและร่างกายไม่สามารถขจัดทิ้งได้ก็จะทำให้เกิดโทษได้

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทวิตามินเกลือแร่ที่มีปริมาณสูงๆ ถึง 100-200% ของข้อกำหนดมาตรฐานความต้องการประจำวัน (RDA) อาจให้โทษได้ เช่น วิตามินเอและดี ถ้ารับประทานเกิน 100% ของค่ากำหนดมาตรฐานประจำวันจะทำให้เป็นพิษได้ โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ไม่ควรรับประทานวิตามินเอเกินวันละ 5,000 ไอยู เพราะอาจทำให้ทารกเกิดมาพิการได้ การเสริมธาตุเหล็กมากเกินควรอาจก่อให้เกิดโรคเลือดได้

จะเลือกวิตามินอย่างไร คนที่จำเป็นต้องรับประทานวิตามินและเกลือแร่ในการเลือกซื้อควรพิจารณาดังนี้ คือ ตรวจวันหมดอายุฉลากบนขวดวิตามิน เลือกวิตามินในขนาด 100%, ของข้อกำหนดมาตรฐานความต้องการประจำวันของร่างกาย หากไม่แน่ใจควรปรึกษาแพทย์ เภสัชกร และนักโภชนาการนักกำหนดอาหารเสียก่อน, ไม่จำเป็นที่จะต้องเลือกชนิดที่แพง แต่เลือกที่คุณภาพเพราะราคาที่แพงนั้นส่วนใหญ่แพงเพราะชื่อทางการค้าและการโฆษณา, บางชนิดมีคำว่า “ธรรมชาติ” บนฉลาก เพื่อดึงดูดความสนใจว่าเป็นวิตามินจากธรรมชาติ แต่จริงๆแล้ววิตามินที่ขายแม้จะอยู่ในรูปของธรรมชาติแต่ก็จะมีส่วนผสมของวิตามินสังเคราะห์เสมอ, บางชนิดระบุว่าเป็นสูตรลดความเครียด ซึ่งเป็นข้อความที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด แท้จริงไม่มีสูตรที่มีผลต่อความเครียดทางอารมณ์หรือทางกายภาพ,กรณีที่รับประทานแคลเซียมเสริม ไม่ควรรับประทานพร้อมวิตามินรวมที่มีธาตุเหล็กเพราะทั้ง 2 ตัวจะลดการดูดซึมซึ่งกันและกัน,สำหรับการเก็บวิตามินไว้ในที่แห้งและเย็น ความชื้นจะทำให้วิตามินสูญเสียคุณภาพได้

สิ่งที่ผู้บริโภคควรตระหนักคือไม่ควรยึดอาหารเสริมเป็นอาหารหลัก หรือหวังใช้อาหารเสริมแทนอาหารหลัก แต่ถ้าอยากจะใช้และไม่สร้างปัญหาในทางการเงินให้กับตัวเองแล้วล่ะก็ ควรเลือกใช้ให้ถูกชนิดและเหมาะสมกัยสภาพร่างกาย สภาวะการดำเนินชีวิตของตนเอง อย่าคาดหวังว่าอาหารเสริมจะเป็นยาวิเศษหรือสิ่งมหัศจรรย์ที่จะช่วยให้ปลอดจากโรคทุกชนิด แม้ผู้ที่มีโรคก็ไม่ควรละเลยกับยาที่แพทย์สั่งให้รับประทาน อย่าลืมว่าอาหารหลัก5 หมู่ ร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอย่อมมาก่อน

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ปิดเทอมนี้ให้ลูกเรียนพิเศษดีไหม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/475343

Life & Health : ปิดเทอมนี้ให้ลูกเรียนพิเศษดีไหม

วันพุธ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สำหรับคนที่มีลูกที่กำลังจะปิดเทอม คงต้องวางแผนว่า จะให้ลูกทำอะไรดี ซึ่งเป็นคำถามยอดฮิตของทุกครอบครัวที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะส่งลูกไปเรียนทำกิจกรรมเสริม อย่างเช่น กีฬา ดนตรี ศิลปะ รวมถึงการเข้าค่ายเสริมสร้างทักษะด้านต่างๆ หรือส่งไปเรียนพิเศษเพื่อกวดวิชากันดี

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการเด็ก เปิดเผยว่าปิดเทอม คือช่วงเวลาความสุขที่เด็กๆต่างเฝ้ารอ เพราะนอกจากจะได้หยุดพักจากการเรียนแล้ว ยังสามารถทำสิ่งต่างๆ ตามใจตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นนอนตื่นสาย ไม่ต้องรีบเข้านอนได้เล่นเกม ได้ไปเที่ยว ฯลฯ แต่พ่อแม่หลายคนกลับรู้สึกไม่สนุกสักเท่าไรเพราะไหนจะต้องทำงาน ไหนจะต้องเลี้ยงลูก แถมต้องหาวิธีการรับมือกับช่วงเวลาว่างๆ ของลูกให้ดีไม่เช่นนั้นวันๆ เขาก็จะขลุกอยู่กับโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ หรือเกมอย่างเดียว!!

คิดก่อนส่งลูกเรียนกวดวิชา

การส่งลูกเรียนพิเศษในช่วงปิดซัมเมอร์ดูจะเป็นทางเลือกยอดนิยมของคนเป็นพ่อแม่สมัยนี้ ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น ไม่มีคนดูแลลูก กลัวว่าลูกจะเล่นซนไปวันๆ อยากให้ลูกเรียนเก่งๆ หรือ อยากให้ลูกเข้าโรงเรียนชื่อดัง

อันที่จริงการส่งลูกเรียนเสริมเพื่อเตรียมความพร้อมในการศึกษาต่อระดับชั้นที่สูงขึ้นเป็นเรื่องที่ดี แต่คุณเคยลองถามความคิดเห็นลูกกันดูบ้างไหม? ถ้าเขาเต็มใจหรือชอบที่จะเรียนก็ดีไป แต่ถ้าลูกไม่อยากไปแล้วถูกบังคับให้ทำ สุดท้ายก็อาจกลายเป็นปัญหาและอาจจะส่งผลเสียตามมา ไม่ว่าจะเป็น ไม่สนใจเรียนเอาแต่นั่งเล่น นั่งคุยกันกับเพื่อน หรือเผลอๆ ชวนกันโดดเรียนหนีไปเที่ยว

ดังนั้น คุณควรพูดคุยสอบถามความคิดเห็นเพื่อทำความเข้าใจและอธิบายเหตุผลให้ลูกฟังก่อน ว่าทำไมถึงต้องส่งเขาไปเรียนพิเศษ พร้อมให้คำแนะนำที่ดีแก่ลูก รวมทั้งอธิบายข้อดี ข้อเสียที่จะเกิดขึ้นโดยดูที่ความจำเป็นของลูกเป็นหลัก และต้องไม่ลืมว่าเด็กก็คือเด็ก ที่ยังต้องการเวลาเล่นสนุกบ้าง ไม่ใช่ยัดเยียดแต่การเรียนให้ลูกเพียงอย่างเดียว ฉะนั้นก่อนส่งลูกเรียนซัมเมอร์ มีข้อคิดก่อนตัดสินใจมาฝาก

l ถามตัวเองก่อนว่าถ้าให้ลูกอยู่บ้านแล้วทำกิจกรรมร่วมกับลูกได้หรือไม่ ซึ่งจริงๆ แล้วคุณควรหาเวลาที่จะได้ใกล้ชิดกับลูกอย่างเต็มที่ ด้วยการวางแผนลาพักร้อน พร้อมหากิจกรรมทำร่วมกันกับลูก เช่น ออกไปท่องเที่ยว เข้าครัวทำอาหาร เล่นเกมฝึกสมอง ฯลฯ เพื่อช่วยเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ และกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวให้แน่นแฟ้นมากขึ้น

l ลูกควรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจถามลูกก่อนว่า อยากเรียนหรือไม่ถ้า “ใช่” ไม่ว่าจะเป็นเพราะอยากเรียนกับเพื่อนในกลุ่ม ไม่อยากปิดเทอมเหงาอยู่บ้าน ต้องการเตรียมตัวสอบ พิชิตเนื้อหาล่วงหน้าเพื่อเตรียมพร้อมก่อนเปิดเทอม นับเป็นเรื่องดี แต่ถ้าลูก “ไม่อยากเรียน” ก็ลองให้เขาเลือกว่าถ้าเปลี่ยนมาเข้าคอร์สอื่นๆ แทน เช่น เล่นกีฬา ฝึกทำอาหาร จะช่วยให้เขาได้รู้สึกผ่อนคลายและสนุกกับการเรียนรู้มากขึ้น

วิธีการบริหารจัดการลูกช่วงปิดซัมเมอร์

การที่ลูกมีอิสระมากเกินไปในช่วงปิดเทอมอาจทำให้เด็กเคยชินกับการทำอะไรไปเรื่อยๆ อาจปรับตัวไม่ทันในช่วงเปิดเทอมได้ หากไม่มีการเตือนให้รีบกลับมาสู่การเรียนหรือกฎเกณฑ์อย่างแท้จริงอาจเกิดปัญหาตามมาได้ สำหรับวิธีบริหารจัดการลูกคือ

1.กำหนดกิจกรรมที่ต้องทำ พ่อแม่ควรตั้งเป้าหมายดูว่าปิดเทอมนี้จะฝึกลูกในด้านใดบ้าง เช่น เข้านอนและตื่นนอนเป็นเวลาเดิม ไม่นอนดึกตื่นสาย ตื่นนอนแล้วต้องเก็บที่นอนเอง หรืออาจมอบหมายงานเล็กๆ น้อยๆ เช่น ช่วยรดน้ำต้นไม้ ช่วยทำกับข้าว เป็นต้น เพื่อให้เขาได้รู้จักหน้าที่ของตนและฝึกความรับผิดชอบ

2.ออกแบบตารางกิจกรรมร่วมกัน เมื่อพูดคุยถึงกิจกรรมต้องทำแล้ว ก็ได้เวลาเรียงลำดับการทำกิจกรรมในแต่ละวัน ตามที่ตกลงกัน แต่กิจกรรมที่วางไว้ไม่ควรจะแน่นเกินไป ถ้าถึงเวลาเล่นก็ปล่อยให้เค้าได้อิสระสนุกสนานอย่างเต็มที่

3.เตรียมความพร้อมก่อนเปิดเทอม แม้ในระหว่างปิดเทอมจะเป็นช่วงเวลาของการพักผ่อนแต่พ่อแม่ควรฝึกลูกให้รู้จักเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ สำหรับเทอมต่อไป เพื่อกระตุ้นเตือนให้เขาตระหนักถึงภาระหน้าที่ความรับผิดชอบที่ยังคงต้องมีอย่างต่อเนื่อง

ลูกได้อะไรจากการไปเรียนซัมเมอร์

หากมองในด้านบวกกิจกรรมช่วงปิดเทอม ช่วยเสริมลูกในเรื่องต่างๆ ดีกว่าการอยู่บ้านเฉยๆ แน่นอน ส่วนจะเป็นอะไรบ้างนั้นไปดูกัน

1.ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ การได้ไปเรียนพิเศษไม่ว่าจะเป็นด้านวิชาการ คอร์สเสริมทักษะด้านต่างๆ เพิ่มเติมจากการเรียนในห้อง ถือเป็นการเสริมพลังเรียนรู้ให้ลูกอย่างถูกทาง หรือเสริมทักษะในด้านที่ขาดเพื่อพัฒนาตัวเองได้เป็นอย่างดี

2.มีประสบการณ์ที่หลากหลายเพิ่มเติมจากในโรงเรียนและที่บ้าน เช่น การเข้าแคมป์เรียนภาษาอังกฤษ ค่ายศึกษาธรรมชาติรักษ์สิ่งแวดล้อม ฯลฯ การเข้าร่วมกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ล้วนแต่ช่วยพัฒนาทักษะความรู้และการวางเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ได้อย่างเหมาะสม

3.ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในการพึ่งพาตนเอง ทักษะการเอาตัวรอด และมีพัฒนาการทางอารมณ์รวมถึงความสัมพันธ์กับผู้อื่นในการเข้าสังคม จากการปรับตัวกับเพื่อนใหม่ รวมถึงการฝึกความอดทนและการรู้จักแก้ปัญหาในสังคมที่กว้างขึ้นกว่าการคบเพื่อนแค่ในโรงเรียน

แม้ปิดเทอมคือช่วงเวลาที่เด็กจะได้มีโอกาสพักผ่อน แต่ควรให้เขาได้เรียนรู้ทักษะชีวิต สิ่งแวดล้อมและเก็บเกี่ยวประสบการณ์นอกรั้วโรงเรียน ทำให้เขาเติบโตมาฉลาดรอบด้านอย่างสมวัย มากกว่าใช้ชีวิตวัยเด็กแบบเครียดๆ เพียงเพื่อให้มีชีวิตที่ประสบความสำเร็จเท่านั้น

สำหรับใครต้องการช่วยเหลือเด็กป่วยโรคมะเร็งที่ยากไร้ ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีกรมหมื่นสุทธนารีนาถ ขอเชิญร่วมบริจาคได้ที่ บช.ออมทรัพย์ SCB สาขาอ่อนนุช 133-2-08742-3ใบเสร็จรับเงินสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ