Life & Health : มาเรียนรู้เท่าทันโรคร้าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/473780

news_default

Life & Health : มาเรียนรู้เท่าทันโรคร้าย

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

โรคภัยไข้เจ็บในปัจจุบันเกิดขึ้นมากมาย การหัดเป็นคนช่างสังเกตและให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพประจำปีมีส่วนช่วยได้ ข้อมูลจาก รศ.นพ.ชัยวัฒน์ บำรุงกิจผู้อำนวยการ รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ แนะนำให้เรารู้เท่าทันและเตรียมรับมือความผิดปกติที่เกิดจากโรคต่างๆ ได้ทันท่วงที

ตรวจหาโรคหัวใจ เพชฌฆาตเงียบ

“หัวใจ”อวัยวะสำคัญที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีวันหยุดพัก เนื่องจากมีหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ในร่างกาย แต่ด้วยรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น อาหารไทยที่เคยเน้นผัก ปลา น้ำพริก ได้กลายมาเป็นอาหารสำเร็จรูป อาหารไขมันสูงประกอบกับการละเลยที่จะออกกำลังกายมีความเครียด ทำให้น้ำหนักตัวมากเกินไป มีความดันโลหิตสูง รวมถึงการมีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้ ล้วนแต่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ทั้งสิ้น

อาการเตือนที่ควรสังเกต มีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเหมือนมีอะไรหนักๆ มากดทับ โดยจะรู้สึกแน่น อึดอัด หายใจไม่ออก หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ใจสั่น เหนื่อยหอบอาจมีอาการเจ็บร้าวที่บริเวณแขน คอ ไหล่ และกราม เหงื่อออกท่วมตัว คลื่นไส้ หน้ามืด ใจสั่น เป็นต้น นอกจากความผิดปกติชนิดเฉียบพลันแล้ว อาการบ่งชี้ที่สังเกตได้จากร่างกายของเราเอง ก็คือขาหรือเท้าบวมโดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อกดดูแล้วมีรอยบุ๋มตามนิ้วที่กดลงไป หากเป็นเช่นนี้อย่านิ่งนอนใจ เพราะหัวใจคุณมีแค่ดวงเดียวเท่านั้น

การตรวจหาและรู้เท่าทันโรคการไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพประจำปี เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้เราสามารถคาดคะเนความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ได้ เช่น ตรวจเลือดแล้วพบว่าเป็นเบาหวาน หรือมีไขมันในเลือดสูง หรือเอกซเรย์แล้วพบว่า ขนาดของหัวใจโตกว่าปกติ หรือตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เพื่อดูจังหวะการเต้นของหัวใจ

ตรวจหาเบาหวาน โรคยอดฮิตที่คอยบั่นทอนสุขภาพ

เบาหวานเป็นปัญหาสุขภาพที่คนไทยเป็นกันมากและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่เชื่อหรือไม่ว่า ส่วนใหญ่ก็แทบจะไม่รู้เลยว่าตัวเอง
เป็นโรคนี้ และกว่าจะรู้ตัวระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงก็ส่งผลมากมายต่อสุขภาพแล้ว เนื่องจากเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังและไม่หายขาด ซึ่งเกิดจากปัจจัยต่างๆ ในการใช้ชีวิต เช่น อาหารการกิน สิ่งแวดล้อม การออกกำลังกาย หรือแม้แต่การใช้ยาบางชนิด ซึ่งคนที่อ้วนหรือลงพุง และผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน คนที่เคยเป็นเบาหวานตอนตั้งครรภ์ มีโอกาสเป็นเบาหวานได้

อาการเตือนที่ควรสังเกต เบาหวานโรคที่เกิดจากการเสื่อมของตับอ่อน ทำให้สร้างฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่พอกับความต้องการของร่างกายหรือเกิดการดื้อต่ออินซูลิน ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงเกินปกติ และส่งผลให้มีอาการต่างๆ เช่น กระหายน้ำ ปัสสาวะปริมาณมากและบ่อย เหนื่อย อ่อนเพลียน้ำหนักตัวลดลงโดยที่ยังรับประทานอาหารตามปกติ ตาแห้ง ตาพร่า เห็นภาพไม่ชัด ผิวหนังแห้งและมีอาการคัน มีอาการชาบริเวณปลายมือปลายเท้า เป็นแผลแล้วหายยาก เป็นต้น

การตรวจหาและรู้เท่าทันโรค มีเพียงวิธีเดียว คือการเจาะหาน้ำตาลในเลือด สำหรับคนปกติแนะนำให้คนที่มีอายุมากกว่า 45 ปี ควรจะเจาะเลือดทุกปี แต่หากคุณมีปัจจัยเสี่ยง เช่น อ้วน รับประทานหวานมาก ดื่มสุรา หรือมีประวัติของโรคในครอบครัว ก็ควรตรวจเช็คเลือดอยู่บ่อยๆ ทั้งนี้คนปกติจะมีค่าน้ำตาลในเลือด หลังอดอาหารค่าจะอยู่ระหว่าง 80-100 มก./ดล.ถ้าอยู่ในระหว่าง 110-126 มก./ดล.แสดงว่าผิดปกติและมีโอกาสสูงที่จะเป็นเบาหวาน แต่ถ้าเมื่อใดที่มีระดับน้ำตาลในเลือดตั้งแต่ 126 มก./ดล. ขึ้นไป แสดงว่าเป็นโรคเบาหวานแล้วถ้าปล่อยทิ้งไว้นานๆ โดยไม่ควบคุมรักษาก็จะเกิดผลเสียหายต่ออวัยวะต่างๆ ได้

ตรวจหามะเร็ง โรคร้ายแชมป์คร่าชีวิต

มะเร็งโรคที่ใครๆ ก็ไม่อยากข้องเกี่ยว แต่ก็เกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย ตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ ซึ่งเกิดจากเซลล์หรือเนื้อเยื่อในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง แบ่งตัวผิดปกติเกิดเป็นก้อนมะเร็งขึ้น โดยก้อนนั้นอาจลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียงหรือแพร่กระจายไปตามอวัยวะที่สำคัญต่างๆ ได้ สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด แต่ปัจจัยที่เกี่ยวข้องและสาเหตุที่ส่งเสริมให้เกิดโรคคือ ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมภายนอกร่างกาย เช่น สารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อน ในอาหาร อากาศ เครื่องดื่มยารักษาโรค รวมทั้งการได้รับรังสี เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และพยาธิบางชนิด เป็นต้น ปัจจัยภายในร่างกาย เช่น ความผิดปกติทางพันธุกรรม ความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกัน และภาวะทุพโภชนา เป็นต้น

อาการเตือนที่ควรสังเกต สัญญาณเตือน 7 ประการ ที่อาจแสดงว่าเป็นอาการของโรคมะเร็งมีดังนี้ 1.มีการเปลี่ยนแปลงในการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ เช่น ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ หรือปัสสาวะเป็นเลือด ท้องเสียหรือท้องผูกผิดปกติ 2.มีแผลเรื้อรังรักษาไม่หาย โดยเป็นนานมากกว่า 3 สัปดาห์ 3.มีเลือดออก หรือมีสารคัดหลั่งออกมาจากบริเวณช่องต่างๆ ของร่างกายผิดปกติ เช่น หัวนม จมูก ช่องคลอด ระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น 4.คลำพบก้อนที่เต้านม หรือส่วนต่างๆ ของร่างกาย 5.ท้องอืด อาหารไม่ย่อย มีอาการปวดท้อง กลืนอาหารลำบาก เป็นต้น 6. หูด ปาน ไฝหรือจุดเล็กๆตามร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น โตขึ้น มีสีผิดปกติหรือมีเลือดออก 7.มีอาการไอที่ผิดปกติ เช่น ไอปนเลือดไอเรื้อรัง หรือเสียงแหบ

การตรวจหาและรู้เท่าทันโรคเป็นที่ทราบกันดีว่าโรคมะเร็งหากรู้ตั้งแต่ระยะต้นๆ และได้รับการรักษาได้ทันท่วงที ก็มีโอกาสรักษาหายได้ดังนั้นคุณควรตรวจเช็คสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ หากพบเจอสิ่งที่ผิดปกติในร่างกายอย่านิ่งนอนใจ ควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจคัดกรองอย่างละเอียด ตั้งแต่การสอบถามประวัติ การตรวจเลือด การตรวจเอกซเรย์ การตรวจทางห้องปฏิบัติการ การตรวจโดยใช้เครื่องมือพิเศษ เป็นต้น

ตรวจวัดความดันโลหิตฆาตกรอำมหิต

ความดันโลหิต เป็นแรงดันเลือดที่เกิดจากหัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย ซึ่งความดันจะเพิ่มขณะที่หัวใจบีบตัวและลดลงขณะที่หัวใจคลายตัว ทั้งนี้ระดับความดันโลหิตของคนเราไม่เท่ากันตลอดเวลาโดยจะขึ้นอยู่กับสิ่งกระตุ้นต่างๆ เช่น การออกกำลังกาย การทานอาหาร การนอนหลับ กิจกรรมที่ทำอยู่ รวมทั้งสภาพจิตใจ ตามปกติคนจะมีระดับความดันโลหิต 120/80-139/89 มิลลิเมตรปรอท หากมากกว่านี้แสดงว่าคุณเป็นโรคความดันโลหิตสูง และถ้าปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานานจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคหลอดเลือดในสมองตีบ โรคไตวาย โรคหัวใจ อัมพาต ฯลฯ

อาการเตือนที่ควรสังเกต โรคความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการจนกว่าจะเกิดผลกระทบเนื่องจากหลอดเลือดตีบ ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมอง หัวใจ ไต หรือตาลดลงอาการที่อาจจะพบได้แก่ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ตามัว ใจสั่นวิงเวียน หากความดันโลหิตสูงมากๆอยู่ในระยะรุนแรง อาจมีอาการหอบเหนื่อย เจ็บหน้าอกแน่นหน้าอกจากภาวะหัวใจขาดเลือด หรือการทำงานของสมองผิดปกติจนไม่รู้สึกตัวได้ เป็นต้น

การตรวจหาและรู้เท่าทันโรคการหมั่นสังเกตอาการตัวเองและวัดความดันโลหิตเป็นประจำ โดยผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปควรตรวจวัดความดันโลหิตอย่างน้อยทุก 2 ปี ส่วน
ผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรตรวจวัดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และบ่อยขึ้นถ้ามีประวัติครอบครัวเป็นโรคความดันโลหิตสูง เพื่อเฝ้าระวังการเกิดโรคต่างๆ

รู้อย่างนี้แล้วอย่ารอจนสัญญาณร้ายมาเยือน ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองโดยแพทย์แต่เนิ่นๆ ย่อมเป็นดีกว่าการแก้ไข เพราะเมื่อถึงวันนั้นอาจจะสายเกินไป

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : มาปรับพฤติกรรม ก่อนอัลไซเมอร์ถามหา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/472273

LIFE&HEALTH : มาปรับพฤติกรรม ก่อนอัลไซเมอร์ถามหา

วันพุธ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หลายคนคงจะเคยมีอาการเหล่านี้บ้างโดยเฉพาะผู้กำลังจะเป็น ส.ว.(สูงวัย) เช่น เอ๊ะ! ฉันมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง เอ๊ะ! ฉันกำลังจะทำอะไรนะ เอ๊ะ! เมื่อกี้ฉันกินยาไปหรือยัง เมื่อกิจกรรมธรรมดากลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้น อย่างการชงกาแฟ หรือเส้นทางการเดินทางกลายเป็นเรื่องซับซ้อน หลงทางบ่อย ความทรงจำระยะสั้นหายไป นั่นแปลว่าคุณมีความเสี่ยงต่อภาวะอัลไซเมอร์แล้วยิ่งคุณใช้ชีวิตประจำวันทุกอย่างซ้ำๆ เดิมๆ ก็ยิ่งมีภาวะเสี่ยงต่ออัลไซเมอร์สูง เราลองมาดูพฤติกรรมต้องทำ เพื่อช่วยให้สมองไบรท์ ความคิดแล่นฉิว รวมถึงเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ที่ทำลายสมอง ไปดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

5 พฤติกรรมดี เพิ่มพลังสมอง

หัดเล่นเกม ฝึกสมอง เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ กิจกรรมที่ใช้ทักษะทางสมอง เช่น อ่านหนังสือ ปริศนาอักษรไขว้ เล่นเกมครอสเวิร์ด เล่นดนตรี หรือฝึกภาษาอื่นๆ ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยการเรียนรู้ ปฏิภาณไหวพริบ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งประสบการณ์จากการเล่นซ้ำๆ บ่อยๆ จะทำให้เราเกิดความชำนาญและเกิดการพัฒนาทักษะ เรียกว่ายิ่งใช้สมอง ก็ยิ่งฉลาดและช่วยลับสมองได้ดีทีเดียว

ออกไปพบปะสังสรรค์ เข้าสังคมบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการไปมาหาสู่ญาติพี่น้อง เข้าสมาคมพบปะสังสรรค์พูดคุยกับคนอื่นๆ หรือการร่วมทำกิจกรรม เช่น เต้นรำ ทำงานประดิษฐ์ เป็นอาสาสมัคร จะช่วยให้เรารู้สึกว่าไม่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกและยังมีเรื่องใหม่ให้ทบทวน ทำให้สมองเกิดการตื่นตัวมีชีวิตชีวา รู้สึกสนุกและกระฉับกระเฉงเพราะได้บริหารทั้งปาก ทั้งการเคลื่อนไหวและทักษะทางสังคม

หาเวลาพักผ่อนหย่อนใจถ้าชีวิตมีแต่ทำงานแล้วกลับบ้าน จะน่าเบื่อเกินไป ออกไปเจอโลกกว้างเดินทางไปพักร้อนบ้าง จะช่วยให้สมองปลอดโปร่ง แถมช่วยลดเสี่ยงการเกิดโรคซึมเศร้าและอัลไซเมอร์ได้ เพราะเมื่อเรารู้จักปรับเปลี่ยนอารมณ์ไม่ติดกับความเครียดนานเกินไปควบคู่กับการทำชีวิตให้คึกคัก มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นไม่คิดวกวนอยู่แค่ในโลกส่วนตัวของคุณเอง จะช่วยกระตุ้นให้อารมณ์เบิกบาน มีความสุขและส่งผลให้สมองแจ่มใส พร้อมเปิดรับการเรียนรู้ใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดี

กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ จะจ๊อกกิ้ง วิ่ง ว่ายน้ำ เดิน ปั่นจักรยาน หรือรำมวยจีน ก็ทำไปเถอะสัปดาห์ละ 3-5 วัน ล้วนแต่ช่วยให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น ช่วยเพิ่มระดับออกซิเจนในสมองและช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเอนโดรฟิน หรือสารแห่งความสุขออกมา นอกจากจะช่วยให้สมองแล่นแล้ว ยังช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณนอนหลับสนิท ทำให้สมองได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

เติมอาหารให้สมอง สมองของคนเราจะไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพถ้าไม่ได้รับสารอาหารที่เหมาะสม ดังนั้นคุณควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ตามหลักโภชนาการ โดยเฉพาะผักและผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนี้อาจเสริมสารอาหารบางชนิด เช่น น้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วยรวมทั้งอาหารที่มีวิตามินบีสูง เช่น กล้วย อาหารทะเล ธัญพืชไม่ขัดสี ล้วนมีส่วนช่วยเสริมการทำงานของระบบประสาทและหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ขณะเดียวกันต้องลดอาหารหวาน มัน เค็ม และอาหารแปรรูปควบคู่กันไปด้วย

6 พฤติกรรมร้าย ทำลายสมอง

อดอาหารหรือกินมากเกินไป ถึงเวลากินก็ต้องกินโดยเฉพาะมื้อเช้าไม่เพียงแต่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเท่านั้น แต่ยังเป็นสาเหตุให้ร่างกายมีสารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่พอ ส่วนการทานอาหารมากเกินไป นอกจากจะทำให้มีน้ำหนักเกินมาตรฐานแล้ว ยังเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ เบาหวาน ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้เป็นโรคเกี่ยวกับสมอง

หลีกไกลมลพิษ สมองเป็นอวัยวะที่จำเป็นต้องใช้ออกซิเจนมากที่สุดในร่างกาย การเผชิญกับสภาพแวดล้อมซึ่งเราต้องสูดดมสารพิษอยู่บ่อยๆ รวมถึงการสูบบุหรี่และสูดควันบุหรี่ที่คนอื่นสูบเข้าไป จะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อย จะส่งผลต่อการทำงานของสมองทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

หยุดเครียดและห้ามนอนดึก ฮอร์โมนคอร์ติซอลซึ่งหลั่งออกมามากยามเครียดและเวลานอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลทำลายเซลล์สมอง โดยเฉพาะในส่วนความจำ รวมถึงทำให้ไม่มีสมาธิ ลดการเรียนรู้ลงด้วยเช่นกัน หากใครอดนอนเป็นเวลานานจะทำให้เซลล์สมองตายได้

อย่าปล่อยให้ความดันโลหิตหรือคอเลสเตอรอลในเลือดสูง เพราะภาวะทั้งสองเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดตีบ แตกหรือตัน

เลี่ยงแอลกอฮอล์ ถ้าอยากมีความจำดี ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ซึ่งมีส่วนเซลล์สมองถูกทำลายและลดประสิทธิภาพการทำงานลง เรื่องที่ควรจะจำได้ก็อาจเลอะเลือนได้ง่ายๆ

ชอบทำอะไรซ้ำๆ เดิมๆ ยิ่งถ้าทำซ้ำเป็นเวลานาน เช่น กินอาหารเดิมๆ เดินทางเส้นทางเดิม อยู่ในสภาพแวดล้อมเดิม ฯลฯ วิถีชีวิตแบบนี้จะทำให้สมองฝ่อและเสื่อมลงเรื่อยๆ เนื่องจากไม่ได้รับการกระตุ้นให้คิดได้ทำและได้เจออะไรใหม่ๆ เลย

รู้อย่างนี้แล้ว รีบทำเถอะ แค่นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ขอให้สมองไบรท์ ห่างไกลอัลไซเมอร์กันทุกคน

สำหรับใครที่สนใจเรื่องการดูแลสุขภาพและชะลอวัยเพื่อการนำไปปฏิบัติได้จริง มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ จะจัดอบรมการส่งเสริมสุขภาพและการชะลอวัยด้วยอาหาร โภชนาการและสมุนไพร รุ่นที่ 2ทุกวันอาทิตย์ 6 ครั้ง เริ่ม 23 ก.พ.-29 มี.ค.นี้ โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางระดับประเทศ อาทิ รศ.ดร.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่, ผศ.ดร.เอกราช บํารุงพืชน์, รศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์,ผศ.ดร.ชนิดา ปโชติการ, หมอโอ๊ค-นพ.สมิทธิ์ อารยะสกุล นก-ชลิดา เถาว์ชาลีตันติพิภพ, ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์,และ พล ตัณฑเสถียร เป็นต้นรายละเอียดโทร.086-3100047 หรือ https://www.facebook.com/pg/DDseminarThai

ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์

กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : มาดูแลสุขภาพผิวไม่ให้แก่ก่อนวัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/470754

Life & Health : มาดูแลสุขภาพผิวไม่ให้แก่ก่อนวัย

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สมัยนี้หากใครที่จะประสบความสำเร็จ นอกจากต้องมีความสามารถและทำงานเก่งแล้ว ต้องมีสุขภาพดี บุคลิกภาพโดดเด่น หล่อ สวย มีออร่า
อีกด้วย ซึ่งจะเป็นใบเบิกทางที่ดีสู่ความสำเร็จได้มากกว่าคนอื่น ทำให้คนยุคใหม่หันมาใส่ใจกับความงามและสุขภาพผิวกันมากขึ้น หลายคนพยายามเสาะแสวงหาวิธีการเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการ หลายคนหันไปพึ่งพาศัลยกรรมตกแต่ง บางคนพึ่งพาเวชสำอางและเทคโนโลยีใหม่ๆ และอีกหลายคนพึ่งพาเครื่องสำอางราคาแพง บางวิธีก็เป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์และมีหลักฐานทางวิชาการอ้างอิงถึงประสิทธิผล เช่น การใช้เวชสำอางต่างๆ การทำเลเซอร์ การฉีดโบท็อกซ์ (Botulinum toxin) การฉีดฟิลเลอร์ (Filler) การใช้คลื่นแสงชนิดความเข้มสูง (IPL) การใช้คลื่นวิทยุ และการทำศัลยกรรมตกแต่ง เป็นต้น ซึ่งการรักษาเหล่านี้เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติพบว่าการรักษาเหล่านี้อาจพบผลข้างเคียงได้บ้าง บางคนทำแล้วสวยหล่อดังที่ปรารถนา แต่ก็มีอีกหลายคนที่ทำแล้วดูแย่กว่าเดิม และส่งผลร้ายต่อสุขภาพร่างกายอีกด้วย ทางที่ดีจึงควรศึกษาข้อมูลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ดีก่อนตัดสินใจทำหรือเลือกสถานบริการที่ได้มาตรฐาน หากเป็นอาหารเสริมหรือเครื่องสำอางต้องมีแหล่งที่มาชัดเจนและได้รับเครื่องหมายมาตรฐานความปลอดภัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพและทรัพย์สิน

หนุ่ม-สาวยุคใหม่มักจะให้ความสำคัญกับการเสาะแสวงหานวัตกรรมความงามใหม่ๆ จนลืมวิธีการดูแลตนเองง่ายๆ และเป็นพื้นฐานสำคัญของการมีสุขภาพผิวพรรณที่ดี ข้อมูลจาก ผศ.พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนัง และผู้อำนวยการคลินิกสยามเดอร์มาติกส์ เปิดเผยว่า การดูแลสุขภาพผิวพรรณนั้นมีวิธีดูแลง่ายๆ ในแต่ละวัน ที่สามารถช่วยชะลอความเหี่ยวย่นและแก่ก่อนวัยอันควร ได้แก่ 1.แสงแดด…ศัตรูผิว โดยเฉพาะช่วงเวลา 10.00-15.00 น. เพราะช่วงนี้จะมีรังสีอัลตราไวโอเลตสูงสุด แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็ควรจะหาเกราะป้องกันให้กับผิว เช่น การสวมหมวกหรือกางร่ม แว่นตากันแดด เพราะนอกจากปกป้องผิวจากแสงแดดแล้ว ยังป้องกันการหยีตาซึ่งจะเป็นการเพิ่มรอยตีนกาบริเวณหางตาให้มากขึ้น สารกันแดดก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้ทุกวัน ไม่ว่าจะออกแดดหรือไม่

2.อาหารผิว อาหารช่วยชะลอการแก่ก่อนวัยได้อย่างดี โดยเฉพาะผักและผลไม้ชนิดต่างๆ ที่เรารับประทานกันจะมีสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ดีเช่น วิตามินซี วิตามินอี เบต้าแคโรทีนซีลีเนียม สังกะสี ฟลาโวนอยด์โคเอนไซม์คิวเทน แคททีชิน เป็นต้น และสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้รับความสนใจอย่างมากขณะนี้ก็คือ สารแอสตาแซนธิน (Astaxanthin) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มแซนโทรฟิลล์ ตระกูลแคโรทีนอยด์ที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ สีส้มแดงถึงแดงเข้มคล้ายสีแดงของทับทิม

3.ไม่สูบบุหรี่ การสูบบุหรี่มีผลเสียต่อร่างกายทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการไหลเวียนโลหิตที่ไม่สม่ำเสมอ จึงทำให้สารอาหารและออกซิเจนที่มีความสำคัญต่อผิวไม่สามารถเข้าไปบำรุงผิวพรรณได้ แถมทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินอีกด้วย ริ้วรอยต่างๆจึงเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น ฉะนั้น ลด ละเลิกสูบบุหรี่ นอกจากสุขภาพกายดีแล้ว ผิวพรรณก็ดีขึ้นอีกด้วย

4.พักผ่อน ออกกำลังกาย คลายเครียด การพักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอจะช่วยให้ผิวพรรณสดใส รวมถึงการออกกำลังกายเป็นประจำก็มีความสำคัญไม่น้อย เพราะช่วยให้ระบบโลหิตไหลเวียนดีขึ้น ทำให้ผิวหนังได้รับสารอาหารและออกซิเจนเพิ่มมากขึ้น ส่วนการทำจิตใจสดใสคลายเครียดนั้นก็เหมือนการผ่อนคลายกล้ามเนื้อไปในตัว

หากจะให้สุขภาพผิว ดูสดใส ไม่แก่ก่อนวัย ก็ต้องหมั่นดูแลอย่างต่อเนื่อง เพราะหากจะมาฟื้นฟูสภาพผิวกันเมื่ออายุมากแล้ว มันคงยากเกินกว่าที่จะเรียกความสดใสกลับคืนมาได้ง่ายๆ นอกจากนี้ ต้องดูแลสุขภาพโดยรวมควบคู่ไปด้วย ทำได้โดยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ มีสุขภาพจิตดีและไม่เครียดจนเกินไป เพื่อช่วยให้ระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายของเราแข็งแรง มีอายุที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ และมีสุขภาพผิวพรรณที่ดี แลดูอ่อนกว่าวัย ให้ใครๆ ได้อิจฉาอีกด้วย

สำหรับใครที่อยากรู้เรื่องการชะลอวัยและนำไปปฏิบัติได้จริง มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ จะจัดคอร์สอบรมด้านโภชนาการเพื่อการชะลอวัย รุ่นที่ 2 โดยมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อให้ครบทั้งเรื่องอาหารโภชนาการและสมุนไพร เช่น ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์,หมอโอ๊ค-นพ.สมิทธิ์ อารยะสกุล, รศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์, ผศ.ดรเอกราช บำรุงพืชน์, ผศ.ดร.ชนิดา ปโชติการ, รศ.ดร.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่, นก-ชลิดา เถาว์ชาลีตันติพิภพ และ พล ตัณฑเสถียร เป็นต้น อบรมทุกวันอาทิตย์ 6 ครั้ง เริ่ม 23 ก.พ.-29 มี.ค.2563 รายละเอียดที่ 08-63100047 หรือ https://www.facebook.com/pg/DDseminarThai

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ชะลอวัยด้วย…โภชนาการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/469256

LIFE&HEALTH : ชะลอวัยด้วย…โภชนาการ

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ถ้าได้ยินคำว่าโภชนาการชะลอวัยคนส่วนใหญ่อาจเข้าใจว่าหมายถึงการกินอย่างไรไม่ให้แก่ ไม่ให้เหี่ยวก่อนวัย แต่แท้จริงแล้ว ยังหมายรวมถึงการกินอย่างไรให้สุขภาพดี และอายุยืนด้วย ดังนั้น การชะลอความชราที่ดีควรจะชะลอความชราทั้งภายนอกร่างกายคือความชราทางด้านผิวพรรณ และความชราภายในร่างกายคือความชราของเซลล์อันนำไปสู่โรคเรื้อรังต่างๆ

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ ประธานชมรมโภชนวิทยามหิดล เปิดเผยว่า อาหารเป็นปัจจัยที่สำคัญในการดูแลสุขภาพ การเลือกรับประทานอาหารที่ถูกต้อง เพียงพอ และเหมาะสม ก็จะช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดี รวมทั้งช่วยในการชะลอความชราได้

อาหารที่ควรลด ละ เลี่ยง…ศัตรูร้ายทำลายความอ่อนเยาว์

-แป้งและน้ำตาล

อาหารที่มีรสหวานจัด ประกอบด้วยแป้งและน้ำตาลสูง จะทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง โดยการบริโภคน้ำตาลในปริมาณที่มากเกินจะไปกระตุ้นให้ร่างกายผลิตอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดภาวะออกซิเดทีฟสเตรส (Oxidative stress) และการอักเสบเรื้อรังขึ้นภายในร่างกาย ซึ่งจะไปเหนี่ยวนำให้เซลล์ต่างๆ ภายในร่างกายเสื่อมสภาพ และเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็ง รวมทั้งโรคหัวใจและหลอดเลือด

นอกจากนี้การรับประทานแป้งและน้ำตาลในปริมาณมาก ยังมีผลทำให้เกิดความชราทางด้านผิวพรรณเพิ่มขึ้น จากการศึกษาวิจัยพบว่า การรับประทานแป้งและน้ำตาล เพิ่มขึ้นเพียง 50 กรัมต่อวัน จะทำให้ริ้วรอยแห่งวัยเพิ่มขึ้น 36% โดยกลไกการเกิดอาจเนื่องมาจากโมเลกุลของน้ำตาลที่บริโภคมากเกิน ไปทำปฏิกิริยาที่เรียกว่าไกลเคชั่น (Glycation) กับโปรตีนในร่างกาย ทำให้เกิดสาร Advanced Glycation End Products (AGEs) ขึ้นซึ่ง AGEs นี้จะไปทำลายคอลลาเจนและอิลาสตินที่เซลล์ผิว รวมทั้งกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระ และสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ (Inflammatory cytokines) ส่งผลให้เซลล์ผิวหนังเสื่อมสภาพ เกิดริ้วรอยและความชราทางด้านผิวพรรณเพิ่มขึ้น

-ไขมันทรานส์

ไขมันทรานส์ เป็นไขมันที่เกิดจากการแปรรูปกรดไขมันไม่อิ่มตัวให้กลายเป็นกรดไขมันอิ่มตัวสูง โดยกระบวนการเติมไฮโดรเจน ที่เรียกว่าไฮโดรจีเนชั่น (Hydrogenation) เพื่อให้สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานโดยไม่เหม็นหืนและสามารถทนความร้อนได้สูง พบมากใน มาร์การีน ครีมเทียม เบอเกอรี่ คุกกี้เฟรนช์ฟรายส์ เป็นต้น การบริโภคอาหารที่มีไขมันทรานส์มากจะกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระ และภาวะการอักเสบขึ้น และที่สำคัญไขมันทรานส์ยังไป ทำให้ระดับ LDL-C เพิ่มขึ้น HDL-C ลดลง และยังส่งผลให้ Triglyceride เพิ่มขึ้น รวมทั้ง Oxidized-LDL สูงขึ้น ขณะเดียวกันทำให้ อนุภาคของ LDL (LDL-particle size) มีขนาดเล็กลง เป็นผลให้ Small-dense LDL เพิ่มขึ้น ดังนั้น การบริโภคอาหารที่มีไขมันทรานส์จึงทำให้เพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็งตัว (Atherosclerosis) เป็นอย่างมาก

นอกจากนี้การรับประทานไขมันทรานส์ในปริมาณมาก ยังไปกระตุ้นในเกิดความชราทางด้านผิวพรรณ ทำให้แก่ก่อนวัยได้ โดยไขมันทรานส์จะไปเป็นส่วนประกอบของผนังเซลล์ (Cell membrane) ผิวหนัง มีผลให้เซลล์ผิวขาดความยืดหยุ่น และทำให้การดูดซึม ส่งผ่านสารอาหารต่างๆ ให้แก่เซลล์ผิวได้ไม่ดี ส่งผลให้เกิดผิวเสื่อมสภาพ เกิดริ้วรอยขึ้นได้

สารอาหารกับการชะลอความชราทางด้านผิวพรรณ

ในชั้นเซลล์ผิวหนังของคนเรา จะประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ เช่น วิตามินซี วิตามินอี และกลูต้าไธโอน ซึ่งทำหน้าที่ในการปกป้องเซลล์ผิวไม่ให้ริ้วรอยและความหมองคล้ำ จากการศึกษาวิจัยพบว่าเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ระดับสารต้านอนุมูลอิสระในชั้นเซลล์ผิวต่างๆ เหล่านี้จะลดลง ทำให้เกิดความชราทางด้านผิวพรรณขึ้น ดังนั้น การรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระก็จะช่วยในการชะลอความชราของผิวได้ โดยจากการทบทวนหลักฐานการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ พบว่า สารอาหารและสารพฤกษเคมีที่มีศักยภาพในการชะลอความชราทางด้านผิวพรรณ ได้แก่

l วิตามินซี และวิตามินอี (Vitamin C & E) ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ชะลอริ้วรอยแห่งวัย

l ซีลีเนียม (Selenium) เป็น Co-factor ของกลูต้าไธโอน และทำงานร่วมกันวิตามินอี ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับเซลล์ผิว

l สังกะสี (Zinc) เป็นCo-factor ของ Anti-oxidant enzymeชะลอความเสื่อมของเซลล์ผิว

l คาร์โรทีนอยด์ (Carotenoid) ได้แก่ เบต้า-แคโรทีน (b-Carotene) ไลโคปีน (Lycopene) แอสตาแซนทีน (Astaxanthin) ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันและลดริ้วรอยแห่งวัย

l ไอโซฟลาโวน (Isoflavone) มีคุณสมบัติเป็นไฟโตรเอสโตรเจน (Phytoestrogen) ช่วยชะลอความชราด้านผิวพรรณ โดยป้องกันการเสื่อมสลายของคอลลาเจน กระตุ้นกระบวนการ Fibroblast proliferation และป้องกัน Lipid peroxidation ของเซลล์ผิว ทำให้ผิวเรียบเนียน เต่งตึง ริ้วรอยลดลง

นอกจากนี้ มีการศึกษาวิจัยถึงความสัมพันธ์ของการรับประทานอาหารชนิดต่างๆ กับการเกิดริ้วรอย ซึ่งผลการศึกษาพบว่า การรับประทานปลา ผัก ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วต่างๆ และน้ำมันมะกอก (ไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว)มีความสัมพันธ์กับริ้วรอยที่ลดลงในขณะที่มาการีน เนย นม น้ำตาลมีความสัมพันธ์กับริ้วรอยที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการรับประทานอาหารประเภทผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์ เนื้อสัตว์ประเภทปลา และน้ำมันที่เป็นแหล่งของกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว อาจช่วยในการบำรุงผิว และช่วยชะลอความชราทางด้านผิวพรรณได้

มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ จะจัดคอร์สอบรมด้านโภชนาการเพื่อการชะลอวัย รุ่นที่ 2 สำหรับใครที่อยากรู้และนำไปปฏิบัติได้จริงเรื่องการชะลอวัย โดยมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อให้ครบทั้งเรื่องอาหารโภชนาการและสมุนไพร เช่น ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์,หมอโอ๊ค-นพ.สมิทธิ์ อารยะสกุล, รศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์, ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์,ผศ.ดร.ชนิดา ปโชติการ, รศ.ดร.สุรพจน์วงศ์ใหญ่, นก-ชลิดา เถาว์ชาลี ตันติพิภพและ พล ตัณฑเสถียร เป็นต้น อบรมทุกวันอาทิตย์ 6 ครั้ง เริ่ม 23 ก.พ.-29 มี.ค. 2563 รายละเอียดที่ 086- 3100047 หรือ https://www.facebook.com/pg/DDseminarThai

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

วันพุธที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2563

Life & Health : เสริมสุขภาพชะลอวัยด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/467759

Life & Health : เสริมสุขภาพชะลอวัยด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ในยุคปัจจุบันสังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ในเวลาอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์และโภชนาการที่ก้าวไปพบว่า ศาสตร์ชะลอวัยเริ่มมีบทบาทในการสร้างเสริมและฟื้นฟูสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันศาสตร์นี้ไม่จำกัดเฉพาะผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เราท่านก็สามารถเรียนรู้ได้

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ประธานชมรมโภชนวิทยามหิดล เปิดเผยว่า ทุกลมหายใจเข้า-ออกของเรานั้นล้วนแล้วแต่ผลิตอนุมูลอิสระ ที่เกิดจากกระบวนการเผาผลาญสารอาหารให้ได้พลังงาน และเจ้าสารอนุมูลอิสระนี่เองที่เป็นต้นเหตุแห่งความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ภายในร่างกาย ก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง เสมือนสารก่อสนิมให้กับเซลล์ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ อย่างไรก็ตาม ร่างกายของเรานั้นก็จะมีสารต้านอนุมูลอิสระที่คอยกำจัดสารก่อสนิมเหล่านี้ โดยสารต้านอนุมูลอิสระส่วนหนึ่งนั้นร่างกายของเราสามารถสร้างขึ้นได้เอง และอีกส่วนหนึ่งเราได้รับจากการบริโภคอาหาร ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับสุขภาพและการเกิดโรค โดยแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระส่วนใหญ่ที่พบในอาหารนั้นจะอยู่ในพวกพืช ผัก ผลไม้ ที่เป็นแหล่งของวิตามิน ได้แก่ วิตามินเอ ซี อี แร่ธาตุได้แก่ ซีลีเนียม สังกะสี ทองแดง และสารพฤกษเคมีต่างๆ เช่น แอนโทไซยานินคาโรทีนอยด์ เป็นต้น

สำหรับกลไกหลักของสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยชะลอวัยและลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดนั้นได้แก่ ลดภาวะการอักเสบเรื้อรัง เพิ่มความไวในการทำงานของอินซูลิน กระตุ้นยีนที่มีส่วนช่วยให้อายุยืน ลดระดับไขมันในเลือด ลดความดันโลหิต ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดไขมันสะสมในร่างกาย เป็นต้น จากหลักฐานเชิงประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์ แสดงให้เห็นถึงคุณประโยชน์ของสารต้านอนุมูลอิสระต่อการชะลอวัยและสุขภาพหัวใจในด้านต่างๆ เช่น

ไอโซฟลาโวน พบมากในถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์ เช่น เต้าหู้ และนมถั่วเหลือง มีคุณสมบัติในการช่วย ลดระดับ LDL-Cลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ตัวอย่างเมนูแนะนำ เช่น

-นมถั่วเหลือง หรือน้ำเต้าหู้ ปริมาณ 1-2 แก้ว ก็จะให้สารไอโซฟลาโวนเข้มข้น40 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่สมาคมแพทย์หัวใจแห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำ สำหรับลดคอเลสเตอรอล ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด

แอนโทไซยานิน พบมากในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ มะเม่า ลูกหม่อน กระเจี๊ยบ อัญชัน ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวโพดสีนิล และเกสรชมพู่ช่วยลดภาวะการอักเสบเรื้อรัง บำรุงผิวพรรณลดความดันโลหิต ลดไขมันและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แอนโทไซยานิน จึงนับว่าเป็น “สุดยอดสารต้านอนุมูลอิสระที่รักษ์หัวใจ” ตัวอย่างเมนูแนะนำ เช่น

-ยำเกสรชมพู่ ซึ่งจะได้ประโยชน์ทั้งแอนโทไซยานินจากเกสรชมพู และส่วนประกอบต่างๆ ในยำ เช่น พริก หอม กระเทียม ล้วนแล้วแต่มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพหัวใจ

-น้ำอัญชัน ใช้ดอกอัญชันประมาณ 2 ขีด ให้แอนโทไซยานินเข้มข้นประมาณ 300 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นปริมาณออกฤทธิ์ที่แนะนำ ต้มรวมกับใบเตยและเพิ่มความหวานจากธรรมชาติโดยการใส่หญ้าหวาน และบีบมะนาวไปนิด รับรองกลมกล่อมดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ

ไลโคปีน พบมากในมะเขือเทศ แตงโม ฟักข้าว ช่วยบำรุงผิวพรรณ ลดไขมันในเลือดและความดันโลหิตได้ นอกจากนี้ยังช่วยลด small dense LDL-C ได้อีกด้วย ตัวอย่างเมนูแนะนำ เช่น

-ผัดเปรี้ยวหวาน ใส่มะเขือเทศ 3-4 ผลใหญ่ หรือจะรับประทานเล่นเป็นมะเขือเทศผลเล็ก อย่างมะเขือเทศราชินี 15 ผลเล็ก หรือแตงโม 1 ชิ้นใหญ่ (ประมาณ 10-12 ชิ้นคำ)ก็จะให้ไลโคปีนประมาณ 15 มิลลิกรัมซึ่งเป็นปริมาณที่ออกฤทธิ์ช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด

เรสเวอราทรอล พบมากในองุ่นแดงช่วยชะลอวัย ลดภาวะการอักเสบเรื้อรัง ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ตัวอย่างเมนูแนะนำ เช่น

-องุ่นแดง แนะนำให้รับประทานร่วมกับสตรอเบอร์รี่ จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารเรสเวอราทรอลได้เพิ่มขึ้น ก็จะได้รับประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจเพิ่มมากขึ้น

คาทีชิน พบมากในชาเขียวมีคุณสมบัติช่วยลดไขมันสะสมในร่างกายโดยเฉพาะไขมันในช่องท้อง โดยเพิ่มการเผาผลาญไขมันในร่างกาย และลด LDL-Cตัวอย่างเมนูแนะนำ เช่น

-ชาเขียว แนะนำให้แช่ชาทิ้งไว้ไม่เกิน 3 นาที เพื่อป้องกันสารแทนนินที่มีรสฝาดละลายออกมา ซึ่งจะไปขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมและเหล็ก โดยในชาเขียว 1 ถ้วยจะมีปริมาณคาทีชินประมาณ 35-100 มิลลิกรัม ซึ่งปริมาณออกฤทธิ์ที่แนะนำคือวันละ2-3 ถ้วย อย่างไรก็ตาม อาจต้องระวังในผู้ที่มีความไวต่อกาเฟอีน ดังนั้นอาจเลือกผลิตภัณฑ์ชาเขียวที่ปราศจากกาเฟอีน ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ดี

อัลลิซิน พบมากในกระเทียม ช่วยลดคอเลสเตอรอล ลดความดันโลหิต ป้องกันการเกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือด ตัวอย่างเมนูแนะนำ เช่น

-ส้มตำ มีกระเทียมเป็นส่วนประกอบแรกที่ใส่ลงครก ซึ่งยิ่งทุบยิ่งตำยิ่งดี ช่วยให้อัลลิซินมีปริมาณเพิ่มขึ้น ปริมาณที่แนะนำ คือ4 กรัมต่อวัน หรืออาจนำกระเทียมไปประกอบอาหารร่วมกับผัดผักต่างๆ โดยน้ำมันที่ใช้ผัดก็ควรเลือกใช้น้ำมันรำข้าว หรือน้ำมันเมล็ดชา เพราะจะช่วยให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระจากน้ำมันเหล่านี้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

เคอร์คูมิน พบมากในขมิ้นชัน ช่วยลดคอเลสเตอรอล ป้องกันเบาหวานและลดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ตัวอย่างเมนูแนะนำ เช่น

-แกงเหลือง หรือผัดผงกะหรี่(ปริมาณผงกะหรี่ที่แนะนำ 2 ช้อนโต๊ะ) กรณีที่รับประทานให้รูปแบบสารสกัดขมิ้นชันปริมาณที่ออกฤทธิ์ป้องกันเบาหวานคือ 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน

โดยสรุป การรับประทานพืชผัก ผลไม้หลากสี ที่อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุและสารพฤกษเคมีต่างๆ ก็จะช่วยให้ร่างกายได้รับคุณประโยชน์ของสารต้านอนุมูลอิสระที่หลากหลาย ซึ่งช่วยชะลอวัย ส่งเสริมสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดให้แข็งแรง อย่างไรก็ตามการดูแลสุขภาพที่ดีนั้น เราควรดูแลแบบบูรณาการ นอกจากเรื่องของอาหารแล้ว การออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอและผ่อนคลายความเครียด ก็จะช่วยให้สุขภาพดี ชีวีคุณก็จะยืนยาว

สำหรับใครที่อยากรู้จริงเรื่องการชะลอวัย แนะนำคอร์ส อบรมด้านโภชนาการเพื่อการชะลอวัยรุ่นที่ 2 อบรมทุกวันเสาร์ 6 ครั้งเริ่ม 23 ก.พ.-29 มี.ค. 2563 โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อให้ “ครบเครื่องเรื่องอาหารโภชนาการและสมุนไพร” อาทิ ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์, หมอโอ๊ค-นพ.สมิทธิ์ อารยะสกุล, รศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์,ผศ.ดร.ชนิดา ปโชติการ, รศ.ดร.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่,ผศ.ดร.พัชราณี ภวัตกุล, ผศ.ดร.พร้อมลักษณ์ สรรพ่อค้า, นก-ชลิดา เถาว์ชาลี ตันติพิภพ และ พล ตัณฑเสถียร รายละเอียดเพิ่มเติมที่https://www.facebook.com/pg/DDseminarThai หรือ 086-3100047

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เคล็ดลับฝึกฝนลูกรักให้สร้างสรรค์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/466222

news_default

LIFE&HEALTH : เคล็ดลับฝึกฝนลูกรักให้สร้างสรรค์

วันพุธ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เพิ่งจะผ่านวันเด็กมาไม่นาน สำหรับคำขวัญวันเด็กประจำปีนี้คือ “เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคีรู้หน้าที่พลเมืองไทย” สำหรับคนที่มีลูกน้อยใครๆ ก็อยากให้ลูกมีความฉลาดล้ำ มีความคิดสร้างสรรค์เป็นเลิศ ซึ่งว่ากันว่าความรู้และทักษะต่างๆ สามารถเรียนรู้ได้ ส่วนความคิดสร้างสรรค์ของเด็กจะเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับพัฒนาการและการเจริญเติบโตทางสติปัญญา หากคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกเป็นนักคิดซึ่งเป็นพื้นฐานของการเป็นเด็กฉลาด สามารถคิด วิเคราะห์ และแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตัวเองจะต้องรู้จักส่งเสริมและพัฒนาทักษะการคิดให้ลูกตั้งแต่เยาว์วัย เพราะการคิดเปรียบเสมือนแบบฝึกหัดหรืออาหารชนิดหนึ่งของสมองที่ยิ่งได้ใช้มากเท่าไร เส้นใยประสาทก็จะยิ่งเจริญเติบโต มีกระบวนการคิดวิเคราะห์ที่รวดเร็วและเต็มประสิทธิภาพ

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ทิพวรรณหรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการเด็ก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แนะนำเคล็ดลับเตรียมความพร้อมและฝึกฝนลูกน้อยของคุณให้เป็นนักคิดที่ดี ดังนี้

l เปิดโอกาสให้ลูกได้คิด

และตัดสินใจ พื้นฐานสำคัญที่สุดในการสร้างลูกให้เป็นหนูน้อยสร้างสรรค์ คือการเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองคิดและปล่อยให้เขาได้ทำสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนด้วยตนเอง โดยที่ไม่ได้ถูกบังคับหรือตีกรอบความคิดให้ต้องทำตาม ถือเป็นการกระตุ้นให้ลูกคิด กล้าแสดงออก และบ่มเพาะพลังแห่งการสร้างสรรค์ในตัวลูกได้เป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้พ่อและแม่ต้องทำเพียงแค่ยืนอยู่ข้างๆ คอยให้คำปรึกษาเมื่อลูกต้องการเท่านั้น อย่าตำหนิ ลงโทษ หรือตัดสินผิดถูก เพราะจะทำให้ลูกกลัวผิด ไม่กล้าคิด ซึ่งเป็นการปิดกั้นจินตนาการของลูก เมื่อบรรยากาศการเรียนรู้เป็นไปอย่างอิสระ ลูกก็จะเป็นเด็กที่มั่นใจ กล้าวางแผน กล้าลงมือทำ และสนุกกับกิจกรรมนั้นมากขึ้น

l เปลี่ยนข้อสงสัยเป็นคำตอบ

ที่สร้างสรรค์ เมื่อลูกถึงวัยเป็นเจ้าหนูทำไม ที่ถามทุกอย่างที่ขวางหน้าคุณควรถือโอกาสนี้ส่งเสริมการเรียนรู้ของลูกด้วยการตอบคำถาม และฝึกให้เขาต่อยอดความคิดด้วยการปลูกฝังการเป็นเด็กช่างคิด ช่างสงสัย และรู้จักค้นหาคำตอบ เพื่อช่วยกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นให้เกิดเป็นความคิดที่สร้างสรรค์ โดยบางครั้งคุณอาจจะตั้งคำถามลูกกลับไปบ้าง หรือหากิจกรรมสนุกๆ ให้ลูกได้ต่อยอดความคิด เช่น การวาดรูป เพื่อต่อยอดคำถามให้ลูกได้เล่า ได้ลองแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ลูกก็จะได้เรียนรู้ว่าทุกคำถามมีคำตอบและภูมิใจที่ได้แสดงความคิดเห็นให้คุณฟัง

l ต่อยอดความคิดจาก

สิ่งรอบตัว พ่อและแม่สามารถกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของลูกได้จากการพาเขาไปสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวที่หลากหลาย เช่น ไปสวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ ท่องเที่ยวตามธรรมชาติ ดูงานศิลปะ หรือเพียงแค่พาเขาออกไปเดินเล่นตามสวนสาธารณะ เพราะการเปลี่ยนสถานที่ทำกิจกรรมประจำวัน นอกจากทำให้เขาได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากการสังเกต ซักถามในสิ่งที่สงสัยจนได้คำตอบแล้ว ยังสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกรู้สึกตื่นเต้น อยากค้นหาและได้ประสบการณ์ที่แตกต่างมากขึ้นถือเป็นการฝึกจินตนาการและต่อยอดการเรียนรู้แบบไม่สิ้นสุด

l ตั้งคำถามกระตุ้นจินตนาการ

พ่อแม่ต้องให้ความสำคัญกับการให้ลูกได้คิดเอง โดยการตั้งคำถามให้ลูกเกิดความอยากรู้ อยากเห็น และอยากค้นคว้าเพิ่มเติม โดยการใช้คำถามประเภท ทำไม? อย่างไร? ที่ไหน? เพื่อให้ลูกได้แสดงความคิดเห็นได้มากกว่าคำที่มีคำตอบเพียงแค่ถูกหรือผิด ใช่หรือไม่ใช่ เท่านั้น ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกได้สื่อออกมาถึงพลังความคิดและทักษะการแก้ปัญหา โดยการปล่อยให้ลูกได้ตอบคำถามและแสดงความคิดอย่างเต็มที่ อย่าปิดกั้นความคิด และรับฟังทุกคำตอบที่ลูกบอก โดยมีคุณเป็นผู้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องเพิ่มเติม

l ต้องได้ลองลงมือทำ

เพราะการเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการลงมือปฏิบัติด้วยตัวเอง ดังนั้นนอกจากจะเปิดช่องให้ลูกได้คิดแล้ว พ่อแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้มีโอกาสลงมือทำสิ่งต่างๆ รวมถึงการเล่น
หรือทำกิจกรรมใหม่ๆ อยู่ตลอด แม้จะต้องใช้เวลานานและไม่ตรงเป๊ะตามแบบที่มันควรจะเป็น แต่นั่นเป็นส่วนที่ทำให้ลูกคุณมีกระบวนการคิด การหาเหตุและผลกับสถานการณ์ตรงหน้า ซึ่งจะทำให้ลูกได้เรียนรู้และได้ประสบการณ์ที่แตกต่างมากขึ้นในกรณีที่กิจกรรมนั้นไม่อาจทำให้สำเร็จได้ด้วยตนเองหรืออาจไม่ปลอดภัย คุณก็อาจคอยให้คำชี้แนะและดูแลอยู่ใกล้ๆ แต่ยังคงให้เขาได้ทำอย่างอิสระ ได้ลองผิดลองถูกและสนุกกับการเรียนรู้อย่างเต็มที่

l ปล่อยให้คิดอย่างอิสระ

พ่อแม่ต้องสร้างบรรยากาศที่บ้านให้เอื้อต่อการเรียนรู้ หรือให้ลูกได้ช่วยออกแบบความคิดในการทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวพร้อมลงมือ
ทำด้วยกัน เช่น ให้ทุกวันหยุดมีช่วงเวลาของการวาดภาพ ปั้นแป้งโดว์ตามจินตนาการ การทำอาหารการปลูกต้นไม้ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกกระทั่งลงมือทำสำเร็จ โดยไม่ต้องกดดันและมีข้อจำกัด หรือตีกรอบข้อบังคับ จะช่วยให้ลูกได้ฝึกคิด มีจินตนาการและดึงความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างอิสระ

นอกจากเคล็ดลับเหล่านี้แล้ว สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องหมั่นเติมเต็มให้ลูกอยู่เสมอก็คือ ความรัก ความเข้าใจ หมั่นชื่นชมและให้กำลังใจเพื่อพัฒนาเขาสู่การเป็นนักคิดที่สร้างสรรค์ในอนาคต เพราะลูกน้อยของคุณก็คืออนาคตของประเทศชาติด้วย

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ภาวะพร่องสุขภาพ…ภัยเงียบที่คุณควรรู้ !! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/464679

Life & Health : ภาวะพร่องสุขภาพ…ภัยเงียบที่คุณควรรู้ !!

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ในยุคปัจจุบันนี้ที่ใครๆ ก็ตื่นตัวกับการดูแลสุขภาพ การป้องกันโรค รวมทั้งการชะลอวัย ไม่ต้องรอให้เจ็บป่วยแล้วค่อยไปรักษา โดยเฉพาะในกลุ่มที่เริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยซึ่งกำลังจะกลายเป็นชนกลุ่มใหญ่ของสังคมไทย ศาสตร์ชะลอวัยจึงเป็นที่นิยมากขึ้นเรื่อยๆ

ข้อมูลในศาสตร์ชะลอวัยจาก ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ ประธานชมรมโภชนวิทยามหิดล เปิดเผยว่า “ภาวะพร่องสุขภาพ หรือSub-optimal Health” เป็นภาวะที่ไม่ได้เป็นโร แต่เป็นสัญญาณหรืออาการเตือนก่อนที่จะนำไปสู่โรคต่างๆ โดยอาจมีอาการเหล่านี้ เช่น อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย, ตื่นยาก ตื่นมาไม่สดชื่น, ภูมิคุ้มกันลด เป็นหวัดบ่อย,อ้วนง่าย, ภูมิแพ้ ผื่นแพ้ง่าย, ความจำไม่ดี,อาหารไม่ย่อย ท้องอืด, นอนไม่หลับ, เหน็บชาบ่อยๆ, อารมณ์ซึมเศร้า แปรปรวน เป็นต้น

ภาวะพร่องสุขภาพนี้ พบได้ในคนส่วนใหญ่โดยเฉพาะในวัยทำงานและผู้สูงวัย สาเหตุหลักอาจมาจาก “ภาวะขาดวิตามินและเกลือแร่เพียงเล็กน้อย” หรือที่เรียกว่าพร่อง (Sub-optimal level) ซึ่งการขาดในลักษณะนี้ร่างกายจะไม่แสดงความผิดปกติออกมาให้เห็นเป็นโรคอย่างชัดเจนทันทีทันใด แต่อาจมีผลบั่นทอนสุขภาพ และทำให้คุณภาพชีวิตลดลง อาการเสื่อมที่เกิดขึ้นจะค่อยเป็นค่อยไปเริ่มรู้สึกอ่อนเพลียไม่สดชื่น โดยมักจะเกี่ยวข้องกับขบวนการเผาผลาญพลังงานที่ไม่สมบูรณ์ เช่น ภาวะร่างกายพร่องเหล็ก หรือโฟเลท และวิตามินบี 12ถ้าไปหาหมอตรวจสุขภาพก็จะไม่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคใดๆ แต่ภาวะการพร่องนี้จะส่งผลให้การผลิตเม็ดเลือดแดงลดลง ทำให้การขนส่งออกซิเจนไปให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายลดลง รวมทั้งกระบวนการเผาผลาญสารอาหารให้ได้พลังงานลดลง จึงส่งผลให้อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่สดชื่น หรือภาวะที่ร่างกายพร่องวิตามินเอ สังกะสี หรือวิตามินซี ก็จะส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ทำให้ร่างกายติดเชื้อ เป็นหวัด เจ็บป่วยได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งวิตามินที่คนไทยส่วนใหญ่มีปัญหาโดยไม่รู้ตัว ได้แก่ ภาวะพร่องวิตามินดี ซึ่งวิตามินดีมีบทบาทสำคัญในการป้องกันหรือลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรคสมองเสื่อม โรคกระดูกพรุน เป็นต้น

ดังนั้น จึงควรให้ความสำคัญกับการรับประทานวิตามินและเกลือแร่ต่างๆในแต่ละวันให้เพียงพอ เพื่อป้องกันหรือบำบัดภาวะ Sub-optimal Health จากการขาดวิตามินและเกลือแร่แบบพร่อง (Sub-optimal level) โดยสาเหตุหลักที่ทำให้คนส่วนใหญ่ได้รับวิตามินและเกลือแร่ไม่เพียงพอ อาจเนื่องมาจาก…

l การดำเนินชีวิตที่เร่งรีบ ส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภค เช่น งดอาหารเช้าซึ่งเป็นมื้อสำคัญที่สุด การทานอาหารจานด่วนที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ หรือแม้แต่การทานอาหารนอกบ้าน ไม่ได้ทำอาหารรับประทานเอง ซึ่งอาจจะไม่ได้รับสารอาหารครบถ้วนเมื่อเทียบกับอาหารที่ปรุงสดใหม่

l การรับประทานผักผลไม้ไม่เพียงพอตามปริมาณที่แนะนำในแต่ละวันคือวันละ 400 กรัม หรือประมาณ5-7 กำมือ

l ภาวะเจ็บป่วยต่างๆ ทำให้ไม่สามารถรับประทานอาหารได้อย่างครบถ้วน

l อายุที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ระบบการย่อยและการดูดซึมทำงานได้ลดลง

l การควบคุมน้ำหนัก ทำให้จำกัดการรับประทานอาหารน้อยลง หรือจำกัดการรับประทานอาหารประเภทไขมันก็ทำให้เสี่ยงต่อการพร่องวิตามินที่ละลายในไขมัน (A, D, E, K)

l กระบวนการปรุงประกอบอาหารต่างๆ ที่ใช้ความร้อนสูง ก็มีผลให้วิตามินและเกลือแร่เสื่อมสลายไป

ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้เสี่ยงต่อการขาดหรือพร่องวิตามินและเกลือแร่ต่างๆ ได้ ดังนั้นการใช้วิตามินและเกลือแร่รวมเสริมจึงอาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่ดี ในการช่วยป้องกันหรือลดความเสี่ยงต่อภาวะพร่องสุขภาพ ที่จะนำไปสู่โรคเรื้อรังต่างๆ ได้

โดยสรุปแนวทางของการมีสุขภาพดี หรือภาวะสุขภาพสมบูรณ์สูงสุด (Optimal Health) นั้น ควรเริ่มจากการได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ให้หลากหลายและเพียงพอ หรือเสริมด้วยวิตามินและเกลือแร่รวม รวมถึงออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ ดื่มน้ำสะอาด และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

สำหรับใครที่อยากรู้จริงเรื่องการชะลอวัยแบบนำไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลจริงกับสุขภาพขอแนะนำคอร์ส อบรมด้านโภชนาการเพื่อการชะลอวัยรุ่นที่ 2 โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อให้ “ครบเครื่องเรื่องอาหารโภชนาการและสมุนไพร” อาทิ ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์, รศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์ ผศ.ดร.ชนิดา ปโชติการ, รศ.ดร.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่, ผศ.ดร.พัชราณี ภวัตกุล, ผศ.ดร.พร้อมลักษณ์ สรรพ่อค้า, หมอโอ๊ค-นพ.สมิทธิ์ อารยะสกุล, นก-ชลิดาเถาว์ชาลี ตันติพิภพ และ พล ตัณฑเสถียร เป็นต้น อบรมทุกวันเสาร์ 6 ครั้ง โดยจะเริ่ม 23 ก.พ.-29 มี.ค.นี้ หารายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://www.facebook.com/pg/DDseminarThai หรือโทรศัพท์086- 3100047 เพียงเท่านี้คุณก็จะมีสุขภาพที่ดี ชีวีที่ยืนยาว ได้ไม่ยาก

ผ.ศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จักตัวเลข..บอกสุขภาพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/463460

LIFE&HEALTH : รู้จักตัวเลข..บอกสุขภาพ

วันอังคาร ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้หลายๆคนคงจะได้ไปท่องเที่ยวพักผ่อน ร่วมงานปาร์ตี้สังสรรค์ฉลองปีใหม่กับเพื่อนฝูง ญาติมิตรหรือครอบครัวกันมาแล้ว ซึ่งหลังเทศกาลวันหยุดปีใหม่นี้ ทุกคนคงกลับมาทำงานพร้อมกับน้ำหนักตัวที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมทั้งต้องมาจัดการกับงานที่คั่งค้าง เข้าสู่วงจรทำงานแข่งกับเวลา เร่งรีบ และเต็มไปด้วยความเครียด เวลาส่วนใหญ่ของเราต่างหมดไปกับการทำงาน ในโลกยุคดิจิทัลที่ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ต้องรวดเร็ว ฉับไวทันตามกระแส ต้องตื่นเช้า-กลับดึก ผจญกับปัญหารถติด เจอะเจอกับฝุ่นควันมลพิษที่มีอยู่รอบๆ ตัว แถมอายุที่มากขึ้น ฯลฯ ล้วนส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอ ขาดสมดุล และส่งผลให้อวัยวะต่างๆ เสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็ว

ขอเชิญชวนทุกท่านได้การหันมาดูแลตัวเองด้วยการหมั่นตรวจสอบตัวเลขสุขภาพซึ่งบางตัวสามารถทำได้ด้วยตัวเอง หรือบางตัวอาจต้องไปพบแพทย์ จะช่วยให้คุณเฝ้าระวังและใส่ใจกับรายละเอียดในการใช้ชีวิตให้มีสุขภาพดีขึ้นได้ไม่ยาก ข้อมูลจาก ผศ.นพ.เอกวีร์ ศรีปริวุฒิ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลขทางสุขภาพที่พวกเราควรรู้จักและใส่ใจ ดังนี้

120/80

120/80 มิลลิเมตรปรอท คือระดับความดันเลือดในร่างกาย เป็นสิ่งที่บอกถึงการทำงานของหัวใจในยามที่บีบตัว (ตัวเลขด้านบน) และเมื่อมันคลายตัว (ตัวเลขด้านล่าง)ตัวเลขยิ่งต่ำเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น แสดงว่าหัวใจของคุณไม่ได้ทำงานหนักจนเกินไป แต่หากตัวเลขที่ขยับสูงขึ้นกว่านี้ เช่น 140/90 มิลลิเมตรปรอท ถือว่าความดันโลหิตสูงผิดปกติ ซึ่งคนส่วนมากก็จะไม่ได้สนใจหาทางรักษาส่วนหนึ่งเกิดจากโรคนี้ไม่ได้มีอาการที่น่ากลัว กระทั่งเกิดภาวะแทรกซ้อนและเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคหัวใจ โรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคอัมพาต ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตเฉียบพลันได้

99

การวัดระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อดูว่าอินซูลินที่มีอยู่ในร่างกายซึ่งทำหน้าที่ในการเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นพลังงานนั้นยังทำหน้าที่ดีอยู่หรือไม่ ในคนปกติที่อดอาหารอย่างน้อย8 ชั่วโมง จะต้องมีค่าไม่เกิน 99 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หากมีค่าสูงอยู่ระหว่าง 100-125 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ถือเป็นสัญญาณเตือนให้ระวังการเสี่ยงเป็นเบาหวานในอนาคตและก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา ไม่ว่าจะเป็นโรคไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคไตปลายประสาทเสื่อม รวมถึงเกิดปัญหาสุขภาพด้านอื่นๆ

18.5-24.9

ดัชนีมวลรวมของร่างกาย (BMI) เป็นวิธีการคำนวณมวลร่างกายโดยนำน้ำหนัก ส่วนสูง มาคำนวณตามสูตร คือ น้ำหนัก (กิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (เมตร)ยกกำลังสอง ผลลัพธ์คือค่าดัชนีมวลกาย เช่น น้ำหนัก 59 กิโลกรัม สูง 160 เซนติเมตร BMI = 59/1.6 x 1.6 = 23.04 กก/เมตร2 หากคำนวณแล้วได้ค่าน้อยกว่า 18.5 แสดงว่ามีรูปร่างที่ผอม หากได้ค่า 18.5-22.9 แสดงว่ามีรูปร่างสมส่วน หากได้ค่า 23-24.9 แสดงว่าเริ่มอ้วน และหากได้ค่าตั้งแต่ 25 ขึ้นไปแสดงว่าอ้วน และเสี่ยงต่อโรคของความอ้วนที่จะตามมา เช่น โรคความดันโลหิตสูงโรคเบาหวาน โรคหัวใจขาดเลือด และโรคนิ่วในถุงน้ำดี แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ผอมเกินไป ก็จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ประสิทธิภาพในการทำงานของร่างกายลดลง ดังนั้นควรรักษาระดับน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

200/150

ปริมาณไขมันในเส้นเลือด การตรวจจะต้องสังเกต 4 ค่าหลักๆ คือ คอเลสเตอรอล ไขมันตัวหนึ่งที่ช่วยสร้างกรดน้ำดีซึ่งช่วยในการย่อยอาหาร สร้างฮอร์โมนบางชนิด และวิตามินดี รวมทั้งเป็นองค์ประกอบของผนังเซลล์ แต่เมื่อใดที่มีมากเกินความต้องการของร่างกาย คือมากกว่า 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ก็มีโอกาสไปสะสมใต้ผนังหลอดเลือดด้านในมากขึ้นทำให้หลอดเลือดตีบและอุดตันได้ และยังมีไขมันในเลือดอีกตัวหนึ่งคือ ไตรกลีเซอไรด์ ที่มีผลเสียต่อสุขภาพของหลอดเลือดแดงเช่นกัน ซึ่งไม่ควรมีเกิน 150 มิลลิกรัม/เดซิลิตร นอกจากนี้ยังต้องตรวจสัดส่วนของไขมันชนิดดี HDL (high density lipoprotein) ซึ่งมีหน้าที่นำคอเลสเตอรอลจากกระแสเลือดไปทำลายที่ตับ ดังนั้นยิ่งมีมากยิ่งดีต่อร่างกาย และ LDL (low density lipoprotein) เป็นคอเลสเตอรอลชนิดเลว จะฝังตัวอยู่ตามผนังหลอดเลือด ดังนั้นจึงควรจะมีไม่เกิน 80-100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ทั้งนี้การควบคุมระดับไขมันในเลือดไม่ให้สูงจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง และหลอดเลือดแข็งตัวได้

โรคภัยไข้เจ็บเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเองหรือคนที่เรารัก ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องหันมาตรวจสอบตัวเลขที่มีผลต่อสุขภาพ จะได้รู้ทันโรคภัยไข้เจ็บก่อนที่อะไรจะสายเกินแก้ มาเริ่มดูแลสุขภาพกันตั้งแต่ต้นปีเพื่อเป็นของขวัญรับปีใหม่ที่ดีที่สุดให้แก่ตัวเอง

สำหรับเทศกาลปีใหม่นี้ หากใครต้องการทำบุญช่วยเหลือเด็กยากไร้ผู้ป่วยมะเร็ง ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ขอชวนร่วมบริจาคได้ที่ บช.ออมทรัพย์ SCB สาขาอ่อนนุช 133-2-08742-3 แนบหลักฐานการโอนเงินทางโทรสาร 02-7203323 เพื่อจะได้จัดส่งใบเสร็จรับเงินซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้

ผศ. (พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ปีใหม่นี้ร่วมปาร์ตี้อย่างไรให้สุขภาพดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/462223

Life & Health : ปีใหม่นี้ร่วมปาร์ตี้อย่างไรให้สุขภาพดี

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปีๆหนึ่งผ่านไปเร็วเหลือเกิน เผลอแป๊บเดียวฤดูกาลของงานเฉลิมฉลองกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว เสน่ห์มนต์ขลังที่ตลบอบอวลไปด้วยบรรยากาศของความสุข สนุกสนานและเสียงดนตรีในงานปาร์ตี้คริสต์มาสและเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ที่เข้าคิวกันมาให้ได้กิน ดื่ม เที่ยวแบบเต็มพิกัด ทั้งกับเพื่อนร่วมงาน เพื่อนสมัยเรียน ลูกค้า หรือกับครอบครัว ญาติพี่น้อง เชื่อว่าในงานเลี้ยงปาร์ตี้ย่อมมีอาหารหลากหลายมากมายให้เราได้รับประทานกันอย่างอิ่มหนำสำราญ จนยากแก่การห้ามใจในการควบคุมแน่นอน

หลังจากคุณเพลิดเพลินกับอาหารคาว หวาน ขนม เครื่องดื่มต่างๆ จนลืมไปว่าได้กินอะไรไปบ้างแล้ว หรืออดใจไม่ไหวกับอาหารหลากชนิดกระทั่งรับประทานมากเกินกว่าปกติ ประกอบกับช่วงนี้มีคนนำกระเช้าของขวัญขนมเค้ก คุกกี้ ช็อกโกแลต ขนมหวานต่างๆ มามอบเป็นของขวัญให้แก่กัน หลายคนจึงมักมีปัญหาสุขภาพตามมา เช่น น้ำหนักเพิ่มขึ้นรอบเอวขยาย น้ำตาลในเลือดสูงเกิน ฯลฯ ข้อมูลจาก ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ ประธานชมรมโภชนวิทยามหิดล เปิดเผยว่า เคล็ดลับง่ายๆ ที่ให้ช่วยให้ไปร่วมงานเลี้ยงปาร์ตี้ปีใหม่อย่างมีความสุข และไม่บั่นทอนสุขภาพมาฝากกันดังนี้

รองท้องก่อนไปงาน หลายคนมักชอบอดอาหารก่อนไปงานเลี้ยง หรือปล่อยให้ตัวเองหิวมาก ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ส่งผลให้คุณหิวจนขาดสติ อยากรับประทานทุกอย่างโดยไม่สามารถยับยั้งชั่งใจได้ ทางที่ดีคุณควรรับประทานอาหารรองท้องก่อนไปบ้าง เพื่อไม่ให้หิวและยังช่วยลดปริมาณการรับประทานอาหารในงานเลี้ยงลงได้ ทั้งนี้อาหารที่ควรรองท้องไปก่อน เช่น สลัดผัก ผลไม้ที่ไม่หวาน น้ำเต้าหู้ หรือโยเกิร์ตปราศจากน้ำตาล เมื่อไปถึงงานปาร์ตี้ก็จะได้ไม่หิวจนตาลาย กระหน่ำกินมากเกิน

เลือกตักผัก ผลไม้ ธัญพืชเป็นหลัก อย่างที่เรารู้ๆ กันว่าผักผลไม้เป็นแหล่งรวมของวิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกาย อีกทั้งยังมีใยอาหารสูง ซึ่งช่วยลดการดูดซึมของไขมันและน้ำตาลได้ดี รวมทั้งช่วยให้ระบบขับถ่ายสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ในผักผลไม้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งได้อีกด้วย คุณจึงควรตักอาหารจำพวกผักสีสันต่างๆ ให้หลากหลาย ถั่ว และธัญพืชไม่ขัดสีในจานอาหาร หรือเลือกนำเอาผักต่างๆ มารับประทานคู่กับเมนูโปรด ขณะเดียวกันควรเปลี่ยนจากขนมเค้กและของหวานมาเป็นผลไม้ที่ไม่หวานจัด เช่น ชมพู่ ฝรั่ง สตรอเบอร์รี่แอปเปิ้ล ฯลฯ จะดีกว่า เพราะนอกจากจะทำให้อิ่มแล้ว เรายังได้รับประโยชน์จากผัก ผลไม้สีสันต่างๆ อย่างเต็มที่อีกด้วย

เน้นอาหารประเภทโปรตีน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการเสริมสร้างกล้ามเนื้อภายในร่างกาย ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและเพิ่มปริมาณของกล้ามเนื้อมัดใหม่ๆ การหันมาเน้นรับประทานโปรตีนมากขึ้น มีส่วนช่วยส่งเสริมให้ระบบการเผาผลาญทำงานได้ดีขึ้น แถมยังช่วยยับยั้งความอยากอาหาร แต่ต้องเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย มีปริมาณกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายต้องการมากพอ และมีไขมันต่ำ เช่น ปลา อกไก่ ไข่ขาว เต้าหู้  หรืออาจจะมาจากธัญพืชประเภทถั่วต่างๆ ให้หลากหลาย ที่สำคัญต้องหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ติดมันและอาหารแปรรูปต่างๆ ที่เติมเกลือ และควรปรุงด้วยวิธีนึ่ง ย่าง อบ หรือต้มแทนวิธีปรุงที่ต้องใช้น้ำมัน

แบ่งขนาดให้เล็กลง หากคุณเป็นคนที่ชอบตักอาหารแบบไม่ได้คิดอะไร พอตักไปตักมา รู้ตัวอีกทีก็เต็มจานแล้ว ลองหันมาเลือกใช้ภาชนะใส่อาหารที่มีขนาดเล็กลงถือเป็นการควบคุมปริมาณอาหารและช่วยป้องกันไม่ให้ตัวเองรับประทานอาหารมากจนเกินไป นอกจากนี้คุณควรเลือกที่จะตักอาหารแต่ละอย่างที่ต้องการรับประทานทีละน้อยๆ และตัดแบ่งอาหารในจานออกเป็นชิ้นเล็กๆ ให้พอดีคำ เพื่อเพิ่มจำนวนคำที่จะรับประทาน จะช่วยให้คุณควรรับประทานแต่พออิ่มและจำกัดปริมาณการรับประทานของตัวเอง

ใจเย็นๆ เคี้ยวช้าๆ ลองปรับเวลาในการเคี้ยวอาหารให้ช้าๆ ใช้เวลาในการรับประทานอาหารแต่ละคำให้นานขึ้น โดยคุณควรพูดคุยกับคนอื่นบ้างอย่าก้มหน้าก้มตารับประทานอาหารเพียงอย่างเดียว เพราะการเคี้ยวอาหารช้าๆ และเคี้ยวให้ละเอียดนั้น นอกจากจะช่วยให้กระเพาะไม่ต้องทำงานหนักและได้ลิ้มรสชาติอาหารจานนั้นอย่างเต็มที่แล้ว ยังช่วยให้เราอยากรับประทานอาหารน้อยลงและทำให้อิ่มเร็วขึ้นอีกด้วย เนื่องจากสมองต้องการเวลาอย่างน้อย 15-20 นาที ในการส่งสัญญาณเพื่อบอกว่าอิ่มแล้ว

เลือกเครื่องดื่มอย่างมีสติ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และน้ำหวานเป็นแหล่งให้พลังงานสูงแบบที่เรามักลืมนึกถึง แถมยังมีน้ำตาลส่วนเกินแฝงในปริมาณมาก ทำให้อ้วนลงพุงมากขึ้น เบียร์หรือน้ำอัดลมหนึ่งกระป๋อง ให้พลังงานเกือบเท่าข้าว 1 ถ้วย ลองนึกดูว่า หากคุณดื่มเพลินๆ สัก 3-4 กระป๋อง ก็จะได้พลังงานเทียบเท่าข้าวขาหมู 1 จาน ได้เลยทีเดียว เมื่อทราบอย่างนี้ลองตั้งเป้าไว้ว่าตลอดช่วงเทศกาล จะดื่มแต่น้ำเปล่า หรือจะเลือกเครื่องดื่มที่ไม่มีแคลอรี เช่น ชาเขียว หรือเครื่องดื่มสมุนไพรที่ไม่เติมน้ำตาลก็จะดีกว่าดื่มน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะนอกจากจะไม่เมาและไม่อ้วนแล้ว ยังช่วยลดพลังงานส่วนเกินที่มาจากเครื่องดื่มต่างๆ ไปได้มากเลยทีเดียว

ขึ้นชื่อว่าปาร์ตี้แล้ว อย่าเน้นแต่รับประทานอย่างเดียว คุณควรเพิ่มการเผาผลาญพลังงานด้วยการเดินไปพูดคุยกับเพื่อนๆ ที่นั่งอยู่ในมุมอื่นๆ พร้อมหามุมถ่ายรูปกับบรรยากาศชิลๆ ไปด้วยกัน หรือจะลองหากิจกรรมนันทนาการเพื่อเพิ่มความสัมพันธ์และความสนุกในงานอย่างเช่น การเต้นรำ การเล่นเก้าอี้ดนตรี ร้องคาราโอเกะไปเต้นไป รวมถึงควรลุกขึ้นออกสเต็ปโยกย้ายส่ายสะโพกไปกับเสียงเพลงมันๆ ร่าเริงให้เต็มที่
เรียกว่าได้ทั้งความสนุก ได้ทั้งออกกำลังกาย และคลายเครียดไปในตัว เพียงเท่านี้คุณก็ฉลองปาร์ตี้ปีใหม่ได้อย่างมีความสุขพร้อมรับปีใหม่ด้วยการมีสุขภาพดี

สำหรับเทศกาลปีใหม่นี้ นพ.สมเกียรติ ลลิตวงศา ผอ.รพ.ราชวิถี ชวนผู้มีจิตศรัทธามาร่วมต่อชีวิตให้กับผู้ป่วยที่รอโอกาสทางการรักษาโรคมะเร็ง ใน “กองทุนพิชิตมะเร็ง มูลนิธิรพ.ราชวิถี” สามารถบริจาคได้ที่บัญชี “มูลนิธิรพ.ราชวิถี” หมายเลขบัญชี 0512163221 SCBสาขาโรงพยาบาลราชวิถี สอบถาม 02-3547997-9หรือ www.rajavithifoundation.com

ผศ. (พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เริ่มชีวิตบาลานซ์…รับปีใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/460816

LIFE&HEALTH : เริ่มชีวิตบาลานซ์…รับปีใหม่

วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การรับมือกับโลกในยุคดิจิทัลที่อะไรๆ

ก็เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงจำเป็นต้องมีการบริหารชีวิตและเวลาอย่างเหมาะสม เพื่อรับมือกับสิ่งรอบตัวที่ดูเหมือนว่า มีความสำคัญเท่าๆกันไปหมดทุกเรื่อง อาจไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไรนัก หลายคนจึงมีปัญหากับการจัดสรรเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดในแต่ละวันให้ลงตัวและมักทำงานหนักจนลืมดูแลตัวเอง

รู้อย่างนี้แล้ว…ลองเช็คตัวเองดูกันหน่อยดีไหมว่าทุกวันนี้คุณทำงานเยอะเกินไปหรือเปล่า มีเวลาให้งานมากกว่าครอบครัวเพื่อนฝูง หรือตัวเองน้อยเกินไปหรือไม่ หากคำตอบคือ “ใช่” ถึงเวลาปฏิวัติตัวเองกันใหม่ เพื่อสร้างสมดุลให้กับชีวิตและการทำงาน (Work Life Balance) กันแล้ว

ข้อมูลจาก ดร.นพ.เทพ เฉลิมชัย อายุรแพทย์ เปิดเผยว่า กุญแจสำคัญของ Work Life Balance คือการรู้จักการจัดลำดับความสำคัญของแต่ละด้านอย่างเหมาะสมพร้อมผสมผสานทุกๆ หน้าที่ และความต้องการของตัวเองได้อย่างลงตัว ส่วนเทคนิคการบาลานซ์ชีวิตดีๆ เพื่อรับปีใหม่มีดังนี้

1.จัดลำดับความสำคัญ ในหนึ่งวันที่มีเรื่องราวมากมาย ถ้าเราไม่รู้จักลำดับความสำคัญ อะไรๆ คงตีกันวุ่นไปหมด การจัดลำดับความสำคัญของงานหรือกิจกรรมในแต่ละวัน ช่วยให้เราจัดลำดับงานก่อนหลังได้อย่างถูกต้องคุณควรแยกแยะเรื่องด่วนและเรื่องสำคัญออกจากกัน แล้วเลือกจัดการสิ่งที่สำคัญที่สุดให้เสร็จสิ้นเป็นลำดับแรก ส่วนงานใดที่รอได้ไม่ต้องใช้สมองและเวลามากนัก ก็ค่อยทำภายหลัง คุณก็จะเห็นภาพรวมของเวลา สิ่งที่ต้องทำและความสำคัญของแต่ละกิจกรรมได้ชัดเจนขึ้น แถมบางครั้งยังสามารถส่งงานต่อให้คนอื่นทำแทนได้ จะได้ไม่ต้องเสียเวลา ถ้าให้ดีหากเราสามารถรู้แผนงานทั้งสัปดาห์ หรือทั้งเดือนได้
ก็จะช่วยจัดลำดับการทำงานในแต่ละวันให้สอดคล้องกันดียิ่งขึ้น

2.บริหารเวลา ทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากันหมด แต่จะจัดสรรอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หลายคนจึงมักทุ่มเวลาทั้งหมดไปกับการทำงาน โดยขาดการวางแผนและไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ทำให้เสียเวลาไปกับการทำงานเยอะมากแต่ผลที่ได้กลับตรงกันข้าม หรือไม่ประสบผลสำเร็จและสุดท้ายมักจบลงด้วยการทำงานล่วงเวลาหรือต้องแบกงานกลับไปทำที่บ้าน กระทั่งเบียดเบียนเวลาสำหรับการพักผ่อนหรืออยู่กับครอบครัวที่มีน้อยอยู่แล้วให้ยิ่งน้อยลงไปอีก ตรงกันข้ามหากเรารู้จักบริหารเวลาให้ดีและมีประสิทธิภาพ เราจะพบว่าในวันหนึ่งๆ เรามีเวลามากพอจะจัดสรรให้กับเรื่องอื่นนอกเหนือจากการทำงานได้อีกด้วย

3.สุขภาพต้องใส่ใจ คนส่วนใหญ่มักจะละเลยการดูแลรักษาสุขภาพ เพราะมีเวลาที่จำกัดและเร่งรีบ กระทั่งเกิดผลเสียต่อสุขภาพและอาจเกิดโรคต่างๆ ได้ ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ดีกว่า เราจึงควรหันมาใส่ใจกับการปฏิบัติตัวในแต่ละวัน เริ่มจากตื่นนอนให้เช้าขึ้น เพื่อจะได้มีเวลาในการทำสิ่งต่างๆ อย่างไม่รีบเร่ง โดยเฉพาะการรับประทานอาหารเช้าซึ่งเป็นมื้อสำคัญที่ร่างกายจะนำไปใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด และยังได้ออกกำลังกายเบาๆ ยามเช้าไม่ว่าจะไปจ๊อกกิ้งหรือเล่นโยคะอยู่ที่บ้าน รวมถึงยังไม่ต้องหงุดหงิดกับสภาพการจราจรที่ติดขัด จะช่วยให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า จิตใจปลอดโปร่ง พร้อมลุยภารกิจต่างๆ ได้ทั้งวันอย่างเต็มที่

4.หมั่นพักเบรกระหว่างวัน ถือเป็นวิธีช่วยเพิ่มความสมดุลให้กับตัวเองได้เป็นอย่างดีเพราะการนั่งแช่อยู่กับงานเป็นเวลานานๆไม่ไปไหนเลยนั้นทำให้เสียสุขภาพได้ การหยุดระหว่างวันอาจเริ่มจากสิ่งง่ายๆ เช่น การเดินไปพบกับเพื่อนร่วมงาน เพื่อแจ้งเรื่องที่ต้องการแทนการส่งอีเมล หรือการเดินเอาเอกสารไปให้ถึงโต๊ะ แทนการใช้บริการจดหมายเวียนภายใน หรือลุกไปชงกาแฟ เข้าห้องน้ำ รวมถึงหลับตาพักสักครู่ แม้จะเป็นเวลาเพียงน้อยนิด แต่ช่วยลดความตึงเครียดในการทำงาน และยังช่วยเปลี่ยนอิริยาบถได้บ้าง เพื่อให้ร่างกายได้พักได้ขยับสายตา แถมยังช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

5.ใส่ใจครอบครัวอยู่เสมอ การได้ดูแลคนที่เรารักนั้นสำคัญและเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดและเป็นช่วงเวลาที่จำเป็น เพราะความรัก ความเข้าใจ กำลังใจที่มีให้กันและกันของสมาชิกในครอบครัวไม่อาจชดเชยได้ด้วยเงินที่เราหามาได้ดังนั้นเมื่อมีเวลามากขึ้นจากการบริหารงานได้ดีแล้ว แน่นอนว่า เรื่องครอบครัวเองก็เป็นสิ่งจำเป็นที่คุณไม่ควรละเลย เริ่มจากการทำกิจกรรมกับครอบครัวง่ายๆ เช่น นั่งทานข้าวด้วยกัน พากันไปเที่ยวบ้าง ไปวัดทำบุญ หรือหากิจกรรมต่างๆ ทำร่วมกัน แค่นี้ครอบครัวก็มีความสุขขึ้นมาแล้ว

6.ชีวิตไม่ได้มีแต่งาน เพียงแค่เลือกทำในสิ่งที่ชอบหรือสนใจ แล้วออกไปลุย เช่น เรียนทำอาหาร ฝึกจัดดอกไม้ เล่นโยคะ ปลูกต้นไม้ ฯลฯ ถือเป็นการช่วยเปิดประสบการณ์และช่วยเยียวยาใจของคุณให้มีความสุขและฟื้นฟูจากความเครียดได้ดีเยี่ยม เพราะนอกจากคุณจะสนุกกับกิจกรรมในบรรยากาศที่ผ่อนคลายแล้ว การออกไปพบเจอสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ก็อาจช่วยเสริมพลังใจให้คุณพร้อมกลับมาทำงานได้เต็มที่ขึ้นด้วย

แม้ว่างานจะเป็นสิ่งที่รักและช่วยให้คุณไปถึงจุดหมายปลายทางที่วางไว้ได้ แต่เราก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่ง ไม่ใช่หุ่นยนต์ที่ถูกสร้างมาเพื่อทำแต่งาน หากคุณไม่รู้จักสร้างสมดุลให้ชีวิตและการทำงานล่ะก็…ต่อให้แม้จะประสบความสำเร็จและมีเงินทองมากมายเพียงใดคุณก็ไม่สามารถซื้อเวลา ความสัมพันธ์กับครอบครัว เพื่อนฝูงและสุขภาพที่ดีให้คืนมาได้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะสตาร์ทชีวิตให้บาลานซ์รับปีใหม่กันก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป!!!

โดย ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ