LIFE & HEALTH : ความรักที่ทำร้ายลูกน้อย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/459330

LIFE&HEALTH : ความรักที่ทำร้ายลูกน้อย

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“ความรัก” เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า โดยเฉพาะเด็กๆ การได้รับการเลี้ยงดูการแสดงออกถึงความรัก ความปรารถนาดี และความเอาใจใส่จากพ่อแม่คือสิ่งสำคัญที่สุดในการวางรากฐานในการพัฒนาการเด็กในทุกๆด้าน โดยเฉพาะเรื่องจิตใจ อารมณ์ พฤติกรรม ความคิดสร้างสรรค์ ทัศนคติ ความเป็นตัวของตัวเอง ตลอดทุกช่วงวัย

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการเด็ก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า บางครั้งการมอบความรักจนเกินพอดีหรือด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้องก็อาจเป็นการทำร้ายลูกโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะเขาอาจไม่เข้าใจคุณค่าของความรักและกลายเป็นเด็กไม่น่ารักสำหรับใครๆ พ่อแม่จึงควรรักให้เป็นและแสดงออกอย่างเหมาะสม ลองตรวจสอบกันดูหน่อยไหม ว่าคุณเป็นพ่อแม่ประเภทไหน เข้าข่ายทำร้ายลูกหรือไม่

1.รักและปกป้องมากเกินไปการให้ความรัก ปกป้องประคบประหงมลูกมากเกินไปเหมือนไข่ในหิน ไม่กล้าปล่อยให้ลูกได้ลองทำอะไรด้วยตัวเอง เพราะเกรงว่าลูกจะลำบาก กลัวลูกทำผิด กลัวลูกเจ็บ กลัวไปซะทุกเรื่อง หรือเมื่อมีปัญหาใดๆ ก็มักจะยื่นมือไปช่วยเหลือในทันที จะทำให้ลูกไม่มีโอกาสในการตัดสินใจด้วยตนเองไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าทำอะไรใหม่ๆ ขาดความมั่นใจจนกลายเป็นเด็กขี้กลัว เพราะไม่เคยตัดสินใจอะไรด้วยตัวเองเลย เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ก็จะมีลักษณะเหมือนเด็กคือเลี้ยงเท่าไรก็ไม่รู้จักโต ขาดภาวะผู้นำ

2.ตามใจทุกอย่าง พ่อแม่รักลูกมากมักจะตามใจลูกทุกอย่าง โดยเฉพาะทางวัตถุ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะมีราคาแพง หรือหามาด้วยความยากลำบากแค่ไหน ถ้าเพื่อลูกพ่อแม่ยอมได้ทุกอย่าง ทำให้ลูกไม่เคยรู้สึกผิดหวังเพราะได้รับทุกอย่างที่ตนเองต้องการมาตลอด ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจในสิ่งที่ยังไม่ควรจะได้ในเวลานั้น ไม่รู้จักความอดทนรอคอยในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ส่งผลถึงให้ลูกเจริญเติบโตมาแบบการแพ้ไม่เป็น ผิดหวังไม่ได้ และมีปัญหาในการปรับตัวที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น หากเมื่อลูกเติบโตแม้ได้รับความผิดหวังหรือแพ้ในภาวะปกติของการดำเนินชีวิต จะทำให้ลูกรู้สึกโศกเศร้าเสียใจอย่างรุนแรง เพราะไม่เคยถูกฝึกเรื่องการแพ้หรือผิดหวังในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มาตั้งแต่วัยเด็ก ลูกอาจแสดออกด้วยพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น การทำร้ายตนเองหรือทำร้ายผู้อื่น เป็นต้น

3.เข้าข้างลูกตลอด ไม่ว่าลูกจะมีปัญหาอะไรกับใคร พ่อแม่ก็มักออกโรงปกป้องอย่างเต็มที่โดยไม่ฟังเหตุผลว่าลูกผิดหรือไม่ผิด พร้อมกับคิดอยู่เสมอว่า“ลูกฉันไม่ผิด” แม้ว่าลูกทำผิดมาก็มักเลือกที่จะโทษคนอื่นมากกว่า จนลูกจะกลายเป็นเด็กแพ้ไม่ได้ ผิดไม่เป็น พฤติกรรมก้าวร้าว หลงตัวเอง และรู้สึกว่าตนเองดีกว่าคนอื่นเสมอ เป็นคนชอบดูถูกคนอื่น ไม่ยอมรับว่าเป็นคนสร้างปัญหา เป็นนักเลง เมื่อเวลาทำผิดพลาดก็ไม่คิดว่าตัวเองผิดแต่กลับไปโทษคนอื่น

4.ทดแทนสิ่งที่ขาดหาย พ่อแม่บางคนต้องการทดแทนบางสิ่งบางอย่างที่ขาดหายไปในช่วงวัยเด็กของตัวเองซึ่งอาจจะเกิดจากครอบครัวที่มีฐานะไม่ดีอดมื้อกินมื้อ ไม่มีของเล่นเหมือนเด็กคนอื่น มีปมด้อย หรือลำบากมาก่อน เมื่อตัวเองประสบความสำเร็จก็พยายามชดเชยให้กับลูกตลอด โดยให้ลูกกินอาหารดีๆ ที่มากเกินไป จนลูกเป็นโรคอ้วนหรือซื้อของเล่นทุกอย่างที่พ่อแม่อยากได้ตอนเด็กๆ มาให้ลูกจนลูกมีของเล่นที่มากเกินจำเป็น พ่อแม่บางคนก็เอาความฝันของตัวเองที่ทำไม่สำเร็จ หรืออยากทำแต่ไม่มีโอกาสได้ทำไปยัดเยียดไว้ที่ลูก โดยลืมไปว่าลูกก็มีชีวิต มีความฝันของเขาเอง ตกลง พ่อแม่รักลูกหรือรักตัวเองกันแน่?

5.รักแบบลำเอียง เมื่อพ่อแม่มีลูกหลายคนและแสดงออกด้วยการรักลูกไม่เท่ากัน เช่น รักลูกชายมากกว่าลูกสาว รักลูกที่เรียนเก่งมากกว่า ไม่ค่อยดูแลเอาใจใส่ลูกคนกลาง เป็นต้น เมื่อพ่อแม่มีความรักที่ลำเอียงจะส่งผลร้ายต่อลูกที่ไม่ได้รับความรักเท่าเทียมกับพี่น้องคนอื่นๆ จนอาจกลายเป็นเด็กที่มีนิสัยเก็บกด ขี้น้อยใจ เจ้าคิดเจ้าแค้น และไม่มีความรักความเมตตาต่อพี่น้องคนอื่น เมื่อโตขึ้นเขากลายเป็นคนขี้อิจฉา ขี้หึง หวาดระแวง ทิฐิสูง มีนิสัยชอบแข่งขันเอาชนะชิงดีชิงเด่นกับคนอื่น จนทำให้ตัวเองและคนรอบๆ ข้างขาดความสุข พี่น้องไม่รักและสามัคคีกัน

6.ไม่เคารพการตัดสินใจของลูก โดยพยายามขีดเส้นให้ลูกเดิน พ่อแม่ที่มักจะคอยกำกับลูกอยู่เสมอ โดยไม่ยืดหยุ่นหรือผ่อนปรน ไม่เปิดใจรับมุมมองที่แตกต่างของลูก ไม่ให้โอกาสในการลองผิดลองถูกไม่เปิดโอกาสให้ลูกใด้กล้าคิดหรือทำในสิ่งที่ใฝ่ฝันของตนเอง ไม่ให้โอกาสลูกตัดสินใจเองแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ว่าลูกจะดูหนัง ฟังเพลงคบเพื่อน หรือทำอะไรก็ตาม พ่อแม่ก็เลือกให้ทุกอย่างโดยเชื่อว่าสิ่งที่พ่อแม่เลือกให้คือสิ่งดีที่สุดสำหรับลูกแล้ว จะทำให้ลูกไม่เป็นตัวของตัวเอง มีความอึดอัดและมีปมด้อย รู้สึกว่าตัวเองไม่มีอะไรดีซึ่งจะบั่นทอนความเชื่อมั่นและความพยายามในการทำให้พ่อแม่พึงพอใจ สุดท้ายจะนำไปสู่การโกหกและหลีกหนี

7.ไม่แสดงออกเรื่องของความรักที่พ่อแม่มีให้ลูกรับรู้พ่อแม่บางคนไม่เคยพูดบอกคำว่า “รักลูก” และ “ภาคภูมิใจ” ในตัวลูกเลย ไม่เคยโอบกอดหรือแสดงออกว่าเชื่อมั่นในตัวลูก เพราะกลัวว่าลูกจะเหลิง อยากให้ลูกเป็นคนที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด ลูกจะรับรู้ว่าเขาไม่เป็นที่รักของใครเลยแม้แต่พ่อแม่ ทำให้ลูกขาดโอกาสที่จะมีความรู้สึกถึงความมั่นคงทางอารมณ์และรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า ไม่มีแรงบันดาลใจที่จะทำความดีไปเพื่อใคร เพราะทำไปก็ไม่มีใครชื่นชม โตขึ้นลูกจะแสดงความรักต่อผู้อื่นไม่เป็น

แม้การแสดงออกถึงความรักในการเลี้ยงดูและอบรมลูกรักจะเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะช่วยหล่อหลอมให้เด็กมีพัฒนาการสมวัยและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความมั่นคงทางจิตใจอารมณ์ แต่ถ้าเมื่อไรก็ตามที่พ่อแม่ให้ความรักมากเกินพอดีจนเขาสำลักความรัก ลูกก็จะอ่อนแอในการใช้ชีวิต ดังนั้น พ่อแม่ควรรักลูกอย่างพอเหมาะ ไม่มาก ไม่น้อยจนเกินไป ก็จะทำให้เขามีสุขภาพกายและใจที่ดี เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพของสังคมต่อไป

โดย ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : น้ำมันปลา..ประโยชน์และข้อควรระวัง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/457975

LIFE&HEALTH : น้ำมันปลา..ประโยชน์และข้อควรระวัง

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เทรนด์รักสุขภาพกำลังมาแรงใครๆ ก็ต่างหันมาสนใจและให้ความสำคัญกับเรื่องของสุขภาพกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย หรือจะเป็นการใช้ชีวิตประจำวัน ก็ต้องดูแลเพื่อให้เกิดความสมดุล หลายๆ คนจึงพยายามสรรหาสิ่งดีๆ ให้แก่ร่างกาย

ข้อมูลจาก อาจารย์ศัลยาคงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐอเมริกา) และกรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่า ในยุคปัจจุบันการเลือกรับประทานไขมันที่ดีเป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพ หนึ่งในตัวเลือกอันดับต้นๆ ของไขมันที่ได้รับความนิยมในหมู่คนรักสุขภาพก็คือ “น้ำมันปลา” เนื่องจากน้ำมันปลามี “กรดไขมันโอเมก้า 3” เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีความจำเป็นต่อร่างกายซึ่งจะได้รับจากอาหารเท่านั้น เพราะร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ หากคุณอยากรู้ว่าน้ำมันปลา ดีกับสุขภาพอย่างไร เรามาค้นหาข้อมูลประโยชน์ของน้ำมันปลากัน

รู้จักน้ำมันปลา

น้ำมันปลา (Fish Oil) คือน้ำมันที่สกัดจากส่วนของเนื้อ หนัง หัว และหางของปลาทะเลน้ำลึกโดยเฉพาะปลาในเขตหนาว เช่น ปลาแซลมอนปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน ปลาเทราต์ และปลาแมคเคอเรล ในน้ำมันปลามีกรดไขมันหลายชนิด แต่ที่สำคัญและมีการนำมาใช้ทางการแพทย์ คือ กรดไขมันไม่อิ่มตัวที่จำเป็นต่อร่างกาย ที่ชื่อว่าโอเมก้า 3 จากปลา ประกอบไปด้วยกรดไขมันสำคัญ 2 ชนิด คือ อีพีเอ (EPA หรือ Eicosapentaenoic Acid) และดีเอชเอ (DHA หรือ Docosahexaenoic Acid) ซึ่งกรดไขมันทั้ง 2 ตัวนี้ เป็นส่วนประกอบสำคัญที่จำเป็นต่อการพัฒนาระบบสายตาและสมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กทารก นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจลดไขมันในเลือด ช่วยป้องกันมะเร็งลดการอักเสบในร่างกาย รวมทั้งโรคไขข้ออักเสบ ฯลฯ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมคนส่วนใหญ่ถึงหันมาสนใจและให้ความสำคัญในการรับประทานปลามากยิ่งขึ้น

น้ำมันปลากับน้ำมันตับปลาเหมือนกันหรือไม่

น้ำมันทั้ง 2 ชนิด แม้จะมาจากปลาเช่นเดียวกัน แต่องค์ประกอบต่างกัน โดยทั้งสองชนิดต่างเป็นแหล่งที่ดีของ EPA และ DHA แต่น้ำมันตับปลาเป็นน้ำมันที่สกัดได้จากตับของปลาคอด แต่จะมีปริมาณวิตามินเอและวิตามินดีสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินเอ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ขาดและต้องเสริมวิตามินดังกล่าว วิตามินดีช่วยการดูดซึมแคลเซียม ช่วยเสริมสร้างกระดูก วิตามินเอ มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องผิวหนังและดวงตาไม่ให้ถูกทำลายจากมลพิษ ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ น้ำมันตับปลาที่ผลิตจากปลาชนิดอื่นอาจไม่มีกรดโอเมก้า 3 และวิตามินดีจึงควรพิจารณาถึงแหล่งที่มาของน้ำมันตับปลาและปริมาณของวิตามินเอ ซึ่งหากได้รับมากเกินไปอาจเป็นพิษต่อตับ กระดูก และทารกในครรภ์ได้

ประโยชน์ของน้ำมันปลาต่อสุขภาพ

จากผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่า กรดไขมันโอเมก้า 3 ที่ได้จากน้ำมันปลามีผลกับสุขภาพในหลายๆ ด้านหากรับประทานในปริมาณที่เพียงพอ อาทิ

ระบบหลอดเลือดหัวใจความดันโลหิตและสมอง โดยมีส่วนช่วยยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือดและลดไขมันในเลือด จึงช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ โดยเฉพาะหัวใจและสมอง รวมทั้งมีส่วนช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดในร่างกายดีขึ้น จึงมีผลให้ความดันลดลง โดยที่น้ำมันปลาจะไม่มีผลต่อความดันในผู้ที่มีความดันโลหิตปกติแต่อย่างใด กรด EPA ยังช่วยลดการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ

ลดระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ มักใช้ในปริมาณสูง 3,000-3,500 มิลลิกรัม ซึ่งจะช่วยลดระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดได้ 20-50%ที่สำคัญ คือ ปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียงต่อร่างกาย สามารถใช้ร่วมกับยาในการลดระดับไขมันในผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงได้

ลดอาการอักเสบของโรคข้อกรดไขมันโอเมก้า 3 ในน้ำมันปลาจะช่วยลดอาการของโรคข้อเสื่อมปวดข้อ ข้ออักเสบรูมาตอยด์ เนื่องจาก EPA สามารถลดสารที่ก่อให้เกิดอาการอักเสบ ปวด บวมข้อ นอกจากนั้นยังช่วยเพิ่มการสร้างสารที่มีคุณสมบัติทำให้อาการอักเสบต่างๆ ของข้อลดลงได้

เสริมการทำงานของเซลล์สมองป้องกันสมองเสื่อม การรับประทานน้ำมันปลาอาจช่วยลดความเสี่ยงสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์ในระยะต้นได้เพราะ DHA ช่วยเพิ่มสารที่ช่วยลดการสร้างเส้นใยในสมองอันเป็นตัวการทำลายใยประสาทส่วนความจำ

นอกจากนี้น้ำมันปลายังมีประโยชน์ในด้านอื่นๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นช่วยลดอาการซึมเศร้าและโรคสมาธิสั้นในเด็ก ช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ต้องฉายแสง เคมีบำบัด ภูมิคุ้มกันบำบัดจะต้องใช้ปริมาณที่สูงขึ้นช่วยให้การรักษาเคมีบำบัดดีขึ้นและลดผลข้างเคียงทางเคมีบำบัด ลดการอักเสบของโรคสะเก็ดเงินหรือโรคเรื้อนกวาง อีกทั้งยังช่วยเสริมสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์และทารกในครรภ์อีกด้วย

เห็นคุณประโยชน์ของน้ำมันปลากันแล้ว ก็อย่าลืมบริโภคปลาทะเลให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ถ้าจะให้ดีก็ควรหลีกเลี่ยงการทอดน้ำมันท่วม ซึ่งทำให้สูญเสียปริมาณน้ำมันปลาในอาหารธรรมชาติ แต่ถ้าใครไม่สะดวกหรือมีข้อจำกัดในการรับประทานปลาไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างน้ำมันปลาก็อาจเป็นอีกทางเลือกที่จะมาช่วยในการดูแลสุขภาพได้

ข้อมูลการวิจัยล่าสุดเปิดเผยว่า ยังไม่มีปริมาณสูงสุดในการบริโภคโอเมก้า 3 อย่างไรก็ตาม National Institute of Health และองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาแนะนำว่าไม่ควรรับประทาน DHA และ EPA เกินวันละ 3 กรัม หลายองค์กรแนะนำให้รับประทานน้ำมันปลาที่มีส่วนประกอบของ EPA และ DHA รวมกันปริมาณ 250-500 มิลลิกรัม และไม่ควรรับประทานน้ำมันปลาในปริมาณมากเกินไปโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์เพราะอาจทำให้มีเลือดออกได้ง่ายและทำให้เลือดหยุดไหลช้าลงได้ ดังนั้น ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการมีเลือดออก เช่น ผู้ที่กำลังจะเข้ารับการผ่าตัด ผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหารผู้ที่ดื่มสุรามากๆ หรือผู้ที่รับประทานยาจำพวกแอสไพริน วาร์ฟารีน หรือยาชนิดอื่นที่มีคุณสมบัติลดการแข็งตัวของเลือด อาจจะต้องรับประทานน้ำมันปลาอย่างระมัดระวังและควรปรึกษาแพทย์ก่อน

รู้อย่างนี้แล้ว ก็ต้องรู้จักเลือกใช้ให้ถูกหลักร่วมกับการเลือกอาหารที่มีน้ำมันปลาและออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ฟิตร่างกายให้เฟิร์ม..ห่างวัยทอง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/456445

Life & Health : ฟิตร่างกายให้เฟิร์ม..ห่างวัยทอง

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ทุกสิ่งล้วนเสื่อมสภาพตามกาลเวลา ร่างกายของคนเราก็เช่นกันที่เสื่อมตามอายุ ปัจจุบันสังคมไทยกำลังอยู่ในภาวะสังคมผู้สูงวัยที่มีโครงสร้างประชากรวัยสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ในเวลาไม่นาน เมื่อถึงเวลานั้นสัดส่วนประชากรผู้สูงวัยจะเพิ่มขึ้นจนส่งผลกระทบต่อสังคมไทย

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์กรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพเปิดเผยว่า ด้วยเทคโนโลยีด้านสุขภาพดีขึ้นประกอบกับการรู้เท่าทันและรับมืออย่างถูกวิธีจะช่วยให้ผู้สูงวัยทั้งหลายสตรองและสมาร์ทกว่าอายุจริง มารู้จักกับวิธีฟิตที่จะช่วยเฟิร์มร่างกายและจิตใจให้เสื่อมช้าลงกันเลย

สมองและระบบประสาท เนื่องจากขนาดของสมองและเซลล์ประสาทเชื่อมโยงมีจำนวนลดลง จึงทำให้ประสิทธิภาพการสั่งงานของสมองต่ำ ส่งผลให้ความสามารถในการคิด สมาธิและความจำถดถอย สมาธิเริ่มสั้นลง การตัดสินใจช้า และมักหลงลืมง่าย นอกจากนี้การตายและฝ่อของระบบเซลล์ประสาทเป็นอย่างมากยังเป็นผลให้เกิดอาการชาปลายมือปลายเท้า และการรับกลิ่น รสชาติลดลงไป เป็นต้น

เตรียมพร้อมรับมือ เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบมื้อครบหมู่ ทั้งโปรตีน กรดอะมิโน ไขมันเกลือแร่ วิตามิน ฯลฯ สารอาหารเหล่านี้จะถูกสมองนำไปใช้งานตลอด หรืออาจเลือกผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เช่น ธาตุเหล็กและวิตามินบี สารสกัดจากใบแปะก๊วย เพื่อบำรุงสุขภาพสมอง รวมถึงหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น ที่สำคัญไม่ควรปล่อยสมองให้อยู่นิ่ง ควรมีกิจกรรมให้สมองได้ทำงานบ่อยๆ เช่น การคิดเลข การต่อจิ๊กซอว์ เป็นต้น

ระบบหลอดเลือดและหัวใจ เมื่อล่วงเลยเข้าสู่วัยกลางคน การเผาผลาญในร่างกายช้าลง อาจทำให้ไขมันในเลือดสูงและทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ง่าย ประกอบกับบางคนมีปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงโรคอ้วน รวมทั้งผู้ที่ไม่ออกกำลังกายสูบบุหรี่และความเครียด ต่างเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดผนังหลอดเลือดหนาตัวและมีความยืดหยุ่นน้อยลง เมื่อเลือดไหลผ่านไม่สะดวกหรือเกิดการอุดตัน จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจขาดเลือดและภาวะหัวใจวายได้

เตรียมพร้อมรับมือ พยายามลดอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ไขมันจากสัตว์ เครื่องใน ไข่แดง อาหารทะเล กะทิ แล้วหันมารับประทานอาหารที่มีกากใยมาก เช่น ข้าวซ้อมมือ ผักสด ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสีรวมทั้งเนื้อสัตว์ย่อยง่าย เช่น ปลาซึ่งมีโอเมก้า 3 หรือรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างน้ำมันปลา ควบคู่กับการออกกำลังกายแบบเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายตลอดเวลา เช่น เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ เป็นต้น

กระดูก เมื่ออายุย่างเข้าเลข 3 ร่างกายเราจะสะสมแคลเซียมในกระดูกได้น้อยกว่าการรั่วสลายที่เกิดขึ้น เนื่องจากฮอร์โมนเพศลดลง ทำให้การดูดซึมแคลเซียมของร่างกายน้อยลง ด้วยเหตุนี้ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนจึงมีมวลกระดูกลดลงอย่างรวดเร็ว กระดูกจึงเปราะบางและหักได้ง่ายๆ ทั้งที่หกล้มเพียงเล็กๆ น้อยๆ หรือกระแทกเบาๆ ดังนั้นผู้หญิงจึงมีอัตราการเกิดโรคกระดูกพรุนมากกว่าผู้ชาย

เตรียมพร้อมรับมือ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รวมถึงเลือกรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ นมไขมันต่ำ ปลาเล็กปลาน้อย ผักใบเขียว กุ้งแห้ง กะปิ หรือกินแคลเซียมเม็ดเสริม พร้อมกับต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการออกกำลังกาย ที่มีการลงน้ำหนัก เช่น การวิ่ง การเดินเพื่อกระตุ้นการสร้างกระดูกและช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง รวมถึงการได้รับแสงแดดวันละ 10-15 นาที ก็จะช่วยให้สร้างวิตามินดีได้ตามที่ร่างกายต้องการ

กล้ามเนื้อและข้อต่อ เมื่อฮอร์โมนเพศที่ชื่อว่าเอสโตรเจนลดลง จะส่งผลต่อการหดตัวของกล้ามเนื้อ เมื่อกล้ามเนื้อมีการหดตัว จึงเกิดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อทำให้เกิดอาการเมื่อยล้า นอกจากนั้นในวัยนี้ยังมักจะเป็นโรคข้อเสื่อมกันมากขึ้น เนื่องจากการเสื่อมและสึกกร่อนของผิวกระดูกอ่อนบริเวณผิวข้อต่อ โดยเฉพาะข้อเข่าที่เกิดการเสียดสีกันจนอักเสบและรู้สึกเจ็บปวดบริเวณนั้นๆ ซึ่งจะมีอาการข้อขัด ฝืด ตึง มีเสียงดังกรอบแกรบเวลาขยับเข่า งอเข่าได้น้อยลง หรือเหยียดข้อเข่าได้ไม่สุด

เตรียมพร้อมรับมือ นอกจากรับประทานอาหารตามหลักโภชนาการ เน้นอาหารประเภทโปรตีนเพื่อช่วยสร้างกล้ามเนื้อแล้ว ควรหมั่นบริหารกล้ามเนื้อต้นขาด้วยการนั่งเหยียดและกระดกปลายเท้าโดยไม่งอเข่า เพื่อเสริมความแข็งแรงให้ข้อเข่า ควบคู่ไปกับรักษาน้ำหนักตัวให้พอดี และหลีกเลี่ยงท่าทางที่จะทำให้ข้อต้องออกแรงรับมากๆ เช่น นั่งยองๆนั่งขัดสมาธิ หรือนั่งพับเพียบนานๆ

อารมณ์และจิตใจ บางครั้งคนวัยนี้ อาการทางด้านอารมณ์ที่ขึ้นๆ ลงๆ หงุดหงิดง่าย ขี้น้อยใจ อารมณ์แปรปรวนง่ายหรือบางคนไม่อาจยอมรับสภาพร่างกายที่เสื่อมถอยในด้านต่างๆ ได้กลายมาเป็นความกังวล เครียด จนทำให้เสียสุขภาพจิตทั้งต่อตนเองและต่อผู้ที่อยู่รอบข้าง

วิธีรับมือ หมั่นทำจิตใจให้แจ่มใสอยู่เสมอ หัดยิ้มและมีอารมณ์ขัน ฝึกมองโลกในทางบวก รวมทั้งรู้จักที่จะเลือกคิดและหัดปล่อยวางเสียบ้าง ขณะเดียวกันควรหาวิธีผ่อนคลายให้ตัวเอง เช่น ทำงานอดิเรกที่ชอบ ออกไปท่องเที่ยว เข้าวัดฟังธรรมะ ก็ช่วยให้จิตใจสงบ ผ่อนคลาย และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

เพียงแค่รู้เท่าทันและหมั่นรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ คุณก็จะสนุกและมีความสุขกับชีวิตได้ไม่ยากแบบห่างไกลวัยทอง

ผศ.(พิเศษ)ดร. อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : โรคมะเร็งตับ…ภัยร้ายใกล้ตัวกว่าที่คิด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/454976

LIFE&HEALTH : โรคมะเร็งตับ…ภัยร้ายใกล้ตัวกว่าที่คิด

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปัจจุบันโรคมะเร็ง ถือว่าเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของไทย“มะเร็งตับ” เป็นโรคที่มีความสำคัญที่พบได้บ่อยในประชากรทั่วโลกและเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้มากที่สุดอีกโรค ซึ่งข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่าคนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งประมาณ 60,000 คนต่อปี หรือเฉลี่ยชั่วโมงละเกือบ 8 ราย โดยมีสาเหตุการเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง 5 อันดับแรก ได้แก่ มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งปอดมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก และมะเร็งปากมดลูก จากสถิติมะเร็งตับ คือการตายอันดับ 1 พบมากเป็นอันดับ 1 ในเพศชาย และอันดับที่ 3 ของเพศหญิง

ข้อมูลจาก นายแพทย์กนกพจน์ จันทร์ภิวัฒน์ นายแพทย์ชำนาญการ งานโรคทางเดินอาหาร โรงพยาบาลราชวิถี เปิดเผยว่า “ตับ” เป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยกำจัดสารพิษและของเสีย ผลิตน้ำดีในการย่อยอาหาร ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด สร้างและเก็บสะสมแป้งและไขมันเพื่อเป็นพลังงาน รักษาสมดุลในร่างกาย ดังนั้น เมื่อเซลล์บริเวณตับมีลักษณะหรือการทำงานผิดปกติแล้วพัฒนาเป็นมะเร็งในที่สุด ซึ่งมักเกิดจากการที่ตับอักเสบพัฒนาอักเสบพัฒนาไปเป็นตับแข็งและเซลล์ตับแข็งพัฒนาเป็นเซลล์มะเร็งตับ ผู้ป่วยโรคมะเร็งตับมักไม่แสดงอาการจนกว่าจะมีขนาดใหญ่ขึ้น มีการแพร่กระจาย และมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ของโรคมะเร็งตับ ซึ่งเป็นระยะที่ยากต่อการรักษา

สาเหตุของมะเร็งตับ เกิดจากภาวะตับแข็งที่มาจากสาเหตุต่างๆ ได้แก่ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเรื้อรังทั้งบีและซี การดื่มแอลกอฮอล์ ไขมันเกาะตับโรคเบาหวาน โรคอ้วน ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุที่ทำให้เป็นโรคมะเร็งตับได้ โดยโรคมะเร็งตับมักไม่มีสัญญาณหรืออาการบ่งบอกในระยะแรก จนพัฒนาถึงขั้นแสดงอาการจึงจะสังเกตได้ คือน้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุไม่อยากอาหาร รู้สึกอิ่มแม้รับประทานไปเพียงเล็กน้อย คลื่นไส้ อาเจียน เจ็บช่องท้องส่วนบน โดยมักจะปวดบริเวณด้านขวา มีอาการบวมที่ช่องท้องหรือคลำพบก้อนใต้ชายโครงด้านขวา เนื่องจากตับโตเมื่อคลำพบก้อนที่ชายโครงด้านซ้ายเนื่องจากม้ามโต ผิวหนังและตาเหลือง (ดีซ่าน) อุจจาระอาจมีสีซีดลง อ่อนแรงและเหนื่อยล้า อาการคันตามร่างกาย ไข้เรื้อรัง

การตรวจโรคมะเร็งตับ สามารถทำได้หลายวิธี คือ

l การตรวจเลือดเพื่อตรวจมะเร็งตับเป็นวิธีตรวจหาค่าโปรตีนที่ผลิตจากเนื้องอกตับ สามารถตรวจหามะเร็งตับในผู้ป่วยได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ โดยผู้ป่วยโรคมะเร็งตับจะมีค่ามะเร็งตับ (AFP)สูงกว่าปกติ

l การถ่ายภาพตับ การวินิจฉัยด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์ เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือซีทีสแกน (CT scan) หรือเครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)

l การเจาะชิ้นเนื้อตับ ทำได้โดยการเก็บตัวอย่างจากก้อนที่สงสัยที่ตับเพื่อส่งตรวจเพิ่มเติมว่าจะเป็นเซลล์มะเร็งหรือไม่ ในกรณีที่ผลตรวจการถ่ายภาพและการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ระบุแน่นอนแล้วว่าเป็นมะเร็งตับก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องเจาะชิ้นเนื้อตับเพื่อตรวจอีก

การรักษาโรคมะเร็งตับ แพทย์จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการรักษาที่ทำได้ โดยพิจารณาจากสุขภาพของผู้ป่วย ระยะของโรคมะเร็งตับ ขนาดของก้อนมะเร็ง จำนวนของก้อนมะเร็งค่าการทำงานของตับ โดยมีวิธีการรักษา ดังต่อไปนี้

l การผ่าตัด ในระยะเริ่มแรกเมื่อเนื้องอกยังมีขนาดเล็กและอยู่ในส่วนเล็กๆของตับ การรักษาสามารถทำได้โดยการผ่าตัดเอาเนื้อส่วนที่มีมะเร็งออก หรือตัดตับบางส่วน

l การผ่าตัดเปลี่ยนตับ วิธีนี้สามารถใช้รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งตับระยะเริ่มแรกที่มีเนื้องอกขนาดเล็กและมีจำนวนไม่มาก

l รังสีรักษา การรักษาด้วยการฉายรังสีพลังงานสูง เช่น รังสีเอกซเรย์และโปรตอนตรงไปยังเซลล์เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งและทำให้เนื้องอกหดตัวเล็กลง

l เคมีบำบัด การให้ยารับประทานหรือฉีดยาฆ่าเซลล์มะเร็งไปยังหลอดเลือดดำหรือหลอดเลือดแดง

l Ablative Therapy การฆ่าเซลล์มะเร็งโดยการฉีดสารเข้าไปที่เนื้อร้ายโดยตรง สารที่ใช้ฉีดอาจเป็นความร้อน เลเซอร์ กรด หรือแอลกอฮอล์ชนิดพิเศษ หรืออาจใช้คลื่นวิทยุก็ได้

l การให้ยาเจาะจงเซลล์มะเร็ง เป็นวิธีการใช้ยาเพื่อชะลอหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งตับ โดยเจาะจงกับเซลล์ที่มีความผิดปกติมากขึ้นกว่าการทำเคมีบำบัดทั่วไป

การป้องกันโรคมะเร็งตับ โดยลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งตับ โรคตับแข็งที่สัมพันธ์กับมะเร็งตับ การป้องกันมะเร็งตับจึงควรลดปัจจัยที่นำไปสู่โรคตับแข็งด้วย เช่น งดดื่มแอลกอฮอล์ หมั่นออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนักไม่ให้มากเกินไป โดยรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และลดปริมาณไขมันที่บริโภค และการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี และไวรัสตับอักเสบ ซีการป้องกัน ทำได้ด้วยการฉีดวัคซีน ส่วนไวรัสตับอักเสบ ซี ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ควรหลีกเลี่ยงการติดต่อเชื้อทั้ง 2 ชนิดจากผู้อื่น ทำได้โดยการสร้างสุขอนามัยที่ดี เช่น ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่เสี่ยงติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี และซีไม่ใช้เข็มฉีดยา หรือเข็มที่ใช้สักลายตามร่างกายร่วมกับผู้อื่น

ทั้งนี้ มะเร็งตับไม่ใช่โรคไกลตัวอย่างที่หลายคนเข้าใจ นอกจากการดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ แล้วนั้นการตรวจสุขภาพเป็นประจำคือสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการตรวจไวรัสตับอักเสบบีและซี รวมถึงเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งตับได้เป็นอย่างดี

สำหรับ รพ.ราชวิถี รักษาผู้ป่วยมะเร็งตับและมีผู้ป่วยมะเร็งที่ส่งต่อมาจากโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศจำนวนมาก แต่ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ บุคลากรทางการแพทย์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งที่จำเป็นต้องรักษาอาจต้องรอคิวการรักษายาวนานซึ่งการรอเพื่อรับการรักษาในผู้ป่วยโรคมะเร็งเหล่านี้ เป็นปัญหาสำคัญ หากผู้ป่วยได้รับการรักษาเร็วโอกาสที่จะหาย สามารถกลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ดังนั้น จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน มาร่วมต่อชีวิตให้กับผู้ป่วยที่รอโอกาสทางการรักษาโรคมะเร็ง ใน “กองทุนพิชิตมะเร็ง มูลนิธิ รพ.ราชวิถี” โดยสามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี” หมายเลขบัญชี 0512163221 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโรงพยาบาลราชวิถี หรือสอบถามโทร.02-3547997-9 หรือ http://www.rajavithifoundation.com

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เลือกอาหารอะไรถ้าต้องการลดน้ำหนักระยะยาว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/453532

LIFE&HEALTH : เลือกอาหารอะไรถ้าต้องการลดน้ำหนักระยะยาว

วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ใกล้ช่วงสิ้นปีเริ่มจะมีงานเลี้ยงเพิ่มขึ้น ทำให้คนส่วนใหญ่ไปเที่ยวสังสรรค์กันอย่างต่อเนื่อง ในงานเลี้ยงต่างๆ ที่ขาดไม่ได้คือ อาหารที่มี เนื้อสัตว์มาก ไขมันสูง ขนมเค้ก ขนมหวานเครื่องดื่ม น้ำอัดลม ชา กาแฟ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งการสูบบุหรี่และพักผ่อนน้อย เป็นที่มาของการอ่อนเพลียและสุขภาพเสื่อมโทรมลง ที่สำคัญคนส่วนใหญ่มักมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นอย่างมากหลังเทศกาลดังกล่าว อาจเป็นที่มาของการมีน้ำหนักเกินจากเกณฑ์มาตรฐาน จนเกิด โรคอ้วนลงพุง หรือ Metabolic Syndrome ซึ่งโรคนี้เป็นกลุ่มปัจจัยเสี่ยงทางเมตาบอลิก ประกอบด้วย อ้วนลงพุง (ไขมันในช่องท้องมากเกิน) ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ (ไตรกลีเซอไรด์สูง,เอชดีแอลคอเลสเตอรอลต่ำ และแอลดีแอลคอเลสเตอรอลสูง) ความดันโลหิตสูง ระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ตามมา เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูงเบาหวาน เป็นต้น ซึ่งเราสามารถวางแผนการรับประทานอาหารด้วยการควบคุมน้ำหนัก ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินให้ถูกชนิด ปริมาณ และถูกเวลา รวมทั้งเคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น

ที่ผ่านมามีอาหารลดน้ำหนักเกิดขึ้นมากมายทุกปี แต่เมื่อพิจารณาถึงอาหารลดน้ำหนักอย่างยั่งยืนส่วนใหญ่จะเป็นอาหารไขมันต่ำและคาร์โบไฮเดรตต่ำซึ่งงานวิจัยพบว่า เมื่อการวิจัยสิ้นสุด อาหารทั้งสองชนิดให้ผลเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนัก ระดับน้ำตาลในเลือดและคอเลสเตอรอลที่ลดลง

ข้อมูลจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ(สหรัฐอเมริกา) กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่า นักวิจัยนอกจากจะต้องการเปรียบเทียบอาหารไขมันต่ำและอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ(low carb) ยังต้องการศึกษาถึงพันธุกรรมและองค์ประกอบในร่างกายที่มีอิทธิพลต่อชนิดของอาหารที่คนเรารับประทาน งานวิจัยก่อนหน้านี้พบว่า ความแตกต่างของลำดับเบสของดีเอ็นเออาจจะบอกให้รู้ว่า บางคนอาจจะลดน้ำหนักได้ดีกับอาหารไขมันต่ำ การศึกษาอื่นที่รายงานออกมาชี้ให้เห็นว่าผู้ที่ความไวต่ออินซูลินอาจจะใช้อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำได้ดีในการลดน้ำหนัก

มีงานวิจัย DIETPITS (Diet Intervention Examing The FactorsInteracting with Treatment Success) เป็นการวิจัยในคนที่น้ำหนักเกินหรืออ้วนที่มีสุขภาพดี609 คน โดยอาสาสมัครที่อยู่ในโครงการได้ตลอดทั้งปีมีจำนวน 481 คน ในเดือนแรกให้ทุกคนปฏิบัติตัวตามปกติและ 8 สัปดาห์ถัดมา อาสาสมัครถูกแบ่งเป็น
2 กลุ่ม คือ (1) กลุ่มที่กินอาหารไขมันต่ำและลดการกินไขมันรวมลงวันละ 20 กรัม รวมทั้ง (2) กลุ่มที่กินอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำและลดคาร์โบไฮเดรตลงเหลือวันละ 20 กรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตอื่นๆ เช่น เครื่องดื่มโยเกิร์ตมีคาร์บ 26 กรัม ดาร์กช็อกโกแลตแท่งมีไขมัน 21 กรัม ฉะนั้นถ้าอาสาสมัครคิดจะกินเพียงครึ่งเดียวก็ยากที่จะคงน้ำหนักตัวได้ในระยะยาว อาสาสมัครทั้ง 2 กลุ่มได้รับคำแนะนำให้เติมไขมันหรือคาร์โบไฮเดรตทีละน้อยอย่างช้าๆ จนกว่าจะถึงจุดที่สามารถคงน้ำหนักได้ตลอดไป โดยให้ปฏิบัติตัวดังนี้

● กินผักให้มากเท่าที่จะทำได้

● เลือกอาหารจากธรรมชาติที่มีสารอาหารสูง หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป

● ทำอาหารกินเองที่บ้าน

● เลี่ยงไขมันทรานส์ อาหารที่เติมน้ำตาล และอาหารคาร์โบไฮเดรตที่ทำจากแป้งขัดสี

ในการวิจัยครั้งนี้ไม่มีการนับแคลอรี และอาสาสมัครได้รับความรู้ในการคงน้ำหนัก 22 ครั้ง อาสาสมัครทุกคนสามารถติดต่อกับผู้ให้ความรู้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ การตั้งเป้าหมาย การพัฒนาวินัยตัวเองที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ และการใช้ social support network ทั้งหมดนี้เพื่อป้องกันไม่ให้กลับไปสู่พฤติกรรมการกินอย่างผิดๆ นอกจากนี้อาสาสมัครทั้งสองกลุ่มจะต้องออกกำลังกายแบบแอโรบิคขนาดกลางสัปดาห์ละ 150 นาที

ผลการวิจัยพบว่ามีความแตกต่างของทั้งสองกลุ่มน้อยมาก และอาสาสมัครกินอาหารลดลงจากเดิมวันละ 500-600 แคลอรีน้ำหนักลดลงเฉลี่ย 12 ปอนด์ (5.4 กก.) ใน 1 ปี และพันธุกรรมไม่ได้ส่งผลแตกต่างกันในทั้ง 2 กลุ่ม สิ่งที่แตกต่างคือค่า LDL-c ลดลงมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มที่กินอาหารไขมันต่ำ และ ค่า HDL-c ในกลุ่มที่กินอาหารคาร์บต่ำมีค่าสูงกว่ากลุ่มที่กินอาหารไขมันต่ำอย่างมีนัยสำคัญ

การวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ย่อมให้ผลดีกว่าการใช้ fad diet ในการลดน้ำหนัก เพราะอาหารทั้ง 2 ชนิดนั้นในการวิจัยต่างก็เป็นอาหารสุขภาพ

อาหารที่ดีที่สุด คืออาหารที่จะช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดีซึ่งเราควรจะมุ่งไปที่อาหารที่มีคุณภาพสูง อาหารจากธรรมชาติซึ่งส่วนใหญ่มาจากผัก ผลไม้ เลี่ยงอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล ไขมันทรานส์ และอาหารแปรรูป ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ สำหรับคนส่วนใหญ่การมีไลฟ์สไตล์ที่ดีย่อมหมายถึงการจัดการความเครียดที่ดีและการลดปัญหาการกินตามอารมณ์ซึ่งจะนำไปสู่พฤติกรรมการกินที่ไม่ดีที่ไม่ช่วยในการลดน้ำหนักอย่างยั่งยืน

สำหรับใครที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวเกินแบบถาวร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพจะเปิดคอร์สอบรม “การลดน้ำหนักแบบบูรณาการสู่การปฏิบัติได้จริง” โดยผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าของประเทศ อาทิ ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ รศ.ดร.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ นพ.เสฎฐวุฒิ งามเมธิชัยวงศ์ นพ.วชิระ คุณาธาทร รศ.ดร.สมพร กันทรดุษฎี เตรียมชัยศรี และ อ.ดร.สุเมธ คันชิง เป็นต้น ในวันที่ 23-24พ.ย. นี้ ผู้สนใจดูรายละเอียดได้ที่ https://www.facebook.com/pg/DDseminarThai หรือ 085-8250222

ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : สร้างบริโภคนิสัยที่ดีเพื่อสร้างสุขภาพดี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/451971

LIFE & HEALTH : สร้างบริโภคนิสัยที่ดีเพื่อสร้างสุขภาพดี

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การสร้างบริโภคนิสัยที่ดีจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการที่จะมีสุขภาพดีไปตลอดชีวิต เพราะการกินอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณที่พอเหมาะเท่านั้นจะสามารถป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ให้ห่างไกลจากตัวเราได้ต้องคำนึงถึงคุณภาพของอาหารเป็นหลักอยู่เสมอไม่ใช่ราคาหรือความอร่อย อาหารเพื่อสุขภาพที่ดีคือ อาหารที่มีไขมันต่ำโดยเฉพาะไขมันอิ่มตัวขณะเดียวกันก็ต้องมีคอเลสเตอรอลต่ำและมีเส้นใยอาหารสูงประกอบด้วยผักผลไม้ และน้ำสะอาด การกินอาหารให้พอประมาณ ครบทุกหมวดหมู่และหลากหลายอีกด้วย

หลักในการกินเพื่อสุขภาพดี ของ อาจารย์ศัลยา คงสมบูรณ์เวช ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ แนะนำว่า การปฏิบัติตัวเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีขณะเดียวกันก็มีความสุขกับการกินได้ ด้วยหลักการง่ายๆ ดังนี้

1.ยืดหยุ่น ผ่อนสั้นผ่อนยาว คือ ไม่จำเป็นจะต้องกินอาหารในปริมาณเท่าๆ กันทุกมื้อ ทุกวัน เพราะในความเป็นจริงแล้ว เราอาจกินบางมื้อมาก บางมื้อน้อยก็ได้ เพียงแต่ถ้ามื้อไหนกินมาก ก็พยายามใช้แรงงานตัวเองเพิ่มขึ้น เช่น เดินเพิ่มขึ้นวันละ 30 นาที หรือถ้ารู้ตัวว่ากินอาหารไขมันสูงในมื้อเย็น ในมื้อเช้าและมื้อเที่ยงก็ให้เลือกอาหารที่มีไขมันต่ำและกินให้น้อยลงภายใน 1 สัปดาห์ เราอาจจะลดหรือเพิ่มปริมาณอาหารในแต่ละมื้อก็ได้ ขอเพียงจัดให้เหมาะสมกับค่าเฉลี่ยพลังงานที่ได้จากอาหารทั้งสัปดาห์ให้คงที่อยู่นั่นเอง

2.เลือกกินอย่างฉลาด คืออยากกินอะไรก็กินได้ แต่ต้องรู้จักปริมาณในการกิน ถ้าเป็นอาหารที่กินมีไขมัน เกลือ หรือน้ำตาลสูง ก็ควรจะกินในปริมาณที่น้อยลง แล้วเลือกกินอาหารที่มีใยอาหารสูงร่วมด้วย เช่น ผัก ผลไม้
เป็นต้น

3.ปรับเปลี่ยนบริโภคนิสัยอย่างค่อยเป็นค่อยไป คือการปรับเปลี่ยนนิสัยการกินอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ มาเป็นการกินแต่อาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายให้มากขึ้น แม้ว่าการเปลี่ยนบริโภคนิสัยจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่สามารถทำได้เลย เพียงเพียรพยายามทำวันละเล็กละน้อย ค่อยเป็นค่อยไป ข้อสำคัญคือต้องทำอย่างสม่ำเสมอก็จะประสบผลสำเร็จได้

4.เลือกกินอย่างมีสติ เราสามารถทดลองอาหารแปลกๆ ใหม่ๆ ได้เสมอ แต่อย่าลืมพิจารณาชนิดของอาหารนั้นๆ และปริมาณที่ควรกินโดยใช้พีระมิดอาหารเป็นแนวทางซึ่งจะเน้นการกินอาหารจำพวก ผัก ผลไม้ นม และลดปริมาณเกลือ น้ำตาล รวมทั้งไขมันลง เพียงเท่านี้คุณก็จะเป็นผู้ที่มีความชาญฉลาดในการกิน ทั้งยังได้เอร็ดอร่อยกับอาหารมากมายหลากหลายชนิดโดยได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์และถูกต้องตามหลักของการกินเพื่อสุขภาพที่ดีได้

5.ขยับกายเคลื่อนไหวอยู่เสมอ การทำตัวให้กระฉับกระเฉงทำได้หลายวิธีเช่น ออกกำลังกายทุกวัน อาจจะวิ่งเดิน เล่นกีฬา ว่ายน้ำ หรือการทำงานบ้าน ล้างรถ ทำสวน เดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์ เป็นต้น เพื่อเพิ่มการใช้พลังงานในชีวิตประจำวัน แม้แต่การเดินเพียง 10 นาที หลังอาหารเที่ยงทุกวันก็สามารถทำให้ร่างกายกระฉับกระเฉงไม่เฉื่อยชาได้ซึ่งจะมีผลในการเพิ่มระบบการเผาผลาญในร่างกายเราให้ดีขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคอ้วนและโรคกระดูกพรุนลงได้

ทั้งนี้ไม่ควรละเลยการดูแลสุขภาพในด้านอื่นๆ ด้วย คือ การพักผ่อนอย่างพอเพียง การออกกำลังกายที่เหมาะสมสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงหรือปล่อยวางจากความเครียด ทำจิตใจให้เบิกบานแจ่มใส หัดมองโลกในแง่ดี เป็นต้น

ข้อมูลจาก รศ.ดร.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญสมุนไพรของสหประชาชาติ คณบดีผู้ก่อตั้งวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า แนวโน้มระบบสุขภาพของโลกเน้นการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคมากกว่าการรักษาโรค รวมทั้งมุ่งเน้นการมีสุขภาพที่ดียืนยาวอย่างมีสุข มากกว่าการแค่มีอายุยืนยาว โดยแนวทางการส่งเสริมให้มีสุขภาพที่ดียืนยาว เริ่มมาจากการกินอาหารที่เหมาะสม ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่สำคัญในการช่วยชะลอความเสื่อมของสมอง และร่างกาย นอกจากนี้การส่งเสริมสุขภาพด้วยอาหารฟังก์ชั่นและสมุนไพร ก็เป็นอีกทางเลือกที่คนทั่วโลกให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

หนึ่งในอาหารฟังก์ชั่นที่มีประวัติการบริโภคในแถบเอเชียมาอย่างยาวนานคือ ซุปไก่สกัด ซึ่งพร้อมให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้เร็ว เนื่องจากเป็นโปรตีนที่ผ่านการย่อยให้ได้กรดอะมิโน และไดเปปไทด์ที่จำเพาะ ได้แก่ คาร์โนซีนและแอนเซอรีน ที่มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์ประสาท โดยผลการวิจัยทางคลินิกของ ศ.นพ.โคกะ โยชิฮิโกะ จากภาควิชาประสาทวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเคียวริน ประเทศญี่ปุ่น เกี่ยวกับเปปไทด์ในซุปไก่สกัด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง ซึ่งศึกษาในกลุ่มคนที่ดื่มซุปไก่สกัดทุกวันติดต่อกันเป็นระยะเวลา 7 วัน และตรวจวัดผลด้วยเทคโนโลยี Near-Infrared Spectroscopy (NIRS) พบว่า ซุปไก่สกัดช่วยให้เลือดนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองส่วนหน้า ซึ่งเกี่ยวข้องกับความจำการคิด ตัดสินใจได้ดีขึ้น จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของสมอง

นอกจากอาหารฟังก์ชั่นแล้ว ยังมีสมุนไพรที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพสมอง เช่น ขมิ้นชัน ที่มีสารเคอร์คิวมินอยส์ สารสำคัญที่เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ ช่วยลดการอักเสบในร่างกาย ช่วยชะลอความเสื่อม ป้องกันตับ น้ำมันจมูกข้าว ที่มีโทโคไทรอีนอล, เบต้าแคโรทีน, และไวตามินอี เป็นต้นที่ช่วยปกป้องเซลประสาทโดยมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระซึ่งอนุมูลอิสระเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดความเสื่อมของเซลล์ นอกจากนี้ยังประกอบด้วยสารแกมมาโอไรซานอลที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ทำให้อวัยวะต่างๆ มีเลือดไปเลี้ยงมากขึ้น และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย

ในปัจจุบันนี้มีอาหารฟังก์ชั่นและสมุนไพรมากมาย ที่มีงานวิจัยว่าช่วยส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค การค้นพบนี้เปรียบเหมือนเป็นกุญแจสำคัญไปสู่ทางเลือกใหม่เพื่อการมีสุขภาพที่ดียืนยาวอย่างมีสุขและเป็นเทรนด์ใหม่ของการชะลอวัยในโลกยุคปัจจุบัน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ถึงเวลาพาลูกน้อย…ไปเรียนรู้นอกห้องเรียน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/450458

Life & Health : ถึงเวลาพาลูกน้อย…ไปเรียนรู้นอกห้องเรียน

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เวลาที่เด็กส่วนใหญ่รอคอยมักจะเป็นช่วงปิดเทอม ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กๆจะรู้สึกมีความสุขสุดๆ ที่จะได้พักจากการเรียนที่คร่ำเคร่งตลอดทั้งเทอมที่ผ่านมา แต่สำหรับพ่อแม่บางคนอาจหนักใจว่า ปิดเทอมนี้จะหากิจกรรมอะไรให้ลูกทำดี การปล่อยให้อยู่บ้าน ดูการ์ตูน เล่นเกม ก็คงไม่มีประโยชน์เท่าไรนัก ให้เรียนพิเศษก็ดูจะหนักเกินไป

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการเด็ก เปิดเผยว่า คุณพ่อแม่ที่ไม่ค่อยมีเวลาว่าง อาจหากิจกรรมที่ลูกจะได้ใช้เวลาอย่างคุ้มค่า เช่น พาลูกไปเข้าค่ายต่างๆ ที่จัดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่ายศิลปะ ค่ายภาษา ค่ายกีฬา เป็นต้น แต่ก็ควรถามความสมัครใจของลูกด้วย ให้เขามีโอกาสตัดสินใจเลือกกิจกรรมที่ชอบ เพราะถ้ารู้สึกชอบและสนใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จะยิ่งทำให้เขาใฝ่รู้ใฝ่เรียนด้วยตนเองได้ไม่ยากนัก แถมยังอาจจะช่วยเสริมสร้างความสามารถพิเศษติดตัวไปในอนาคต ถ้าลูกไม่ทราบว่าตนเองชอบอะไร อาจเปิดโอกาสให้ไปร่วมกิจกรรมดูก่อนเพื่อค้นหาตนเอง

ส่วนพ่อแม่ที่พอจัดสรรเวลาว่างได้ การพาลูกๆ ออกไปเที่ยวกันอย่างพร้อมหน้ากับสมาชิกในครอบครัวเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากต่อการเรียนรู้เรื่องต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อการเจริญพัฒนาของลูกในอนาคต จนทำให้พ่อแม่ที่รู้สึกว่าการเตรียมตัวไปท่องเที่ยวเป็นเรื่องยุ่งยากนั้นต้องเปลี่ยนความคิดใหม่เพื่อพยายามหาโอกาสพาลูกๆไปเที่ยวกันดีกว่า เพราะการไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ทำให้เด็กๆ เกิดการเรียนรู้มากมาย จะเป็นอะไรบ้างมาติดตามดูกัน

รู้จักการวางแผนและความรับผิดชอบ

เริ่มจากการให้ลูกๆ มีส่วนร่วมช่วยกันเลือกสถานที่ท่องเที่ยว ว่าต้องการไปเที่ยวในจังหวัดใดหรือไปต่างประเทศ ต้องการไปสถานที่ใดบ้าง เช่น สวนสนุก สวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ ทะเล ภูเขา น้ำตก โบราณสถาน สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เป็นต้น วางแผนการเดินทางที่เหมาะสมสำหรับแต่ละครอบครัว เช่น โดยรถยนต์ รถไฟ รถประจำทาง หรือเครื่องบิน เป็นต้น การจองที่พัก ร้านอาหาร การจัดเตรียมเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ การเตรียมตัวจัดสัมภาระให้เหมาะกับสภาพอากาศและสถานที่ท่องเที่ยวตลอดการเดินทาง การแบ่งความรับผิดชอบของสมาชิกในครอบครัว โดยพ่อแม่อาจจะมอบหมายหน้าที่เล็กๆ น้อยๆ ให้ลูกแต่ละคน เพื่อให้เขาเป็นส่วนหนึ่งในการเดินทาง เช่น สังเกตป้ายบอกทาง นับกระเป๋าที่ขึ้นลงจากรถ ช่วยเก็บของเข้าที่พัก จดบันทึกการเดินทางหรือค่าใช้จ่าย เป็นต้น เป็นการฝึกลูกๆ ให้รู้จักการวางแผนและการบริหารจัดการจากเรื่องที่มีความสุขใกล้ตัวง่ายๆ เพื่อเป็นพื้นฐานของการดำเนินชีวิตและการทำงานที่ซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต

เปิดโลกกว้างให้ลูกกระตุ้นการเรียนรู้

เด็กๆ มักจะตื่นเต้นเมื่อได้พบเจอสิ่งแปลกใหม่ที่แตกต่างไปจากชีวิตเดิมๆ เพราะชีวิตของเด็กส่วนใหญ่ มักจะถูกจำกัดแค่บ้าน โรงเรียน สถานที่เรียนพิเศษ หรือห้างสรรพสินค้าใกล้ๆ บ้าน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เขาถูกปิดกั้นจากธรรมชาติและสิ่งแปลกใหม่ การเดินทางท่องเที่ยวได้เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้สัมผัสกับวัฒนธรรมประเพณี ภาษาท้องถิ่นหรือภาษาต่างประเทศที่หลากหลาย ที่แตกต่างไปจากชีวิตประจำวันการใช้สายตามองดูสิ่งต่างๆ รอบตัว การได้ลิ้มลองรสชาติอาหารแปลกใหม่ หรือการได้สัมผัสสัตว์ตัวเป็นๆ ที่ไม่ใช่แค่ดูจากรูปภาพ หรืออ่านจากหนังสือ ซึ่งเป็นการเสริมสร้างจินตนาการด้านอารมณ์และความคิด พ่อแม่ควรให้ความรู้หรือบอกเล่าถึงลักษณะของสัตว์ต่างๆ เพื่อเพิ่มเติมความรู้ไปกับการท่องเที่ยว การเรียนรู้เหล่านี้จะทำให้เจ้าตัวเล็กสนุกสนานกับสิ่งที่เห็นตรงหน้าและสิ่งอยู่รอบตัวมากขึ้น

รู้จักการแก้ไขปัญหาและฝึกความยืดหยุ่น

ระหว่างการเดินทางท่องเที่ยว มักพบสิ่งที่ไม่เป็นไปตามแผนที่เตรียมไว้ทำให้ต้องปรับตัวและแก้ไขปัญหาไปตามสถานการณ์ เช่น รถติดมากต้องเปลี่ยนเส้นการเดินทาง ที่พักเต็มต้องนอนเต็นท์ สัมภาระที่เตรียมไปไม่เพียงพอ สภาพอากาศไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งช่วยฝึกฝนให้ลูกๆ รู้จักความยืดหยุ่นในการดำเนินชีวิตและมีความแข็งแกร่งในการปรับตัวมากขึ้นในอนาคต

รู้จักความกตัญญูและการแบ่งปัน

การได้มีโอกาสพาปู่ย่าตายายไปเที่ยวพร้อมกันกับลูกๆ หรือพาลูกๆ เดินทางเพื่อไปกราบเยี่ยมท่านบ่อยๆ ซึ่งเป็นโอกาสดีที่พ่อแม่จะเป็นแบบอย่างในการแสดงความเคารพ ทั้งพฤติกรรมและวาจาที่แสดงถึงความดูแลเอาใจใส่ท่านด้วยความรัก ความห่วงใย และอ่อนโยน สอนให้ลูกๆ ช่วยเหลือท่านตามความเหมาะสม เช่น การจูงเดิน การตักอาหารให้ เป็นต้น เขาสามารถเรียนรู้และซึมซับสิ่งเหล่านี้โดยอัตโนมัติได้เป็นอย่างดี โดยพ่อแม่ไม่ต้องพร่ำพูดสอนเรื่องความกตัญญู ความกตัญญูในครอบครัวนี้เป็นพื้นฐานสำคัญให้เด็กๆ เรียนรู้การแบ่งปันความรักและความเอื้ออาทรต่อผู้อื่น สังคมส่วนรวมและประเทศชาติต่อไปในอนาคต

สร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว

การท่องเที่ยวยังเป็นช่วงเวลาวิเศษสุดที่จะได้ใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมกันอย่างใกล้ชิด ในการเสริมสร้างความรัก ความอบอุ่น ความผูกพัน ความเข้าใจซึ่งกันและกัน พัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีของสมาชิกทุกคนในครอบครัวเป็นสิ่งมีคุณค่าทางจิตใจที่จะประทับอยู่ในความทรงจำที่ดีของลูกตลอดไป และสมาชิกทุกคนในครอบครัวจะรอคอยช่วงเวลาปิดเทอมของเด็กๆ เพื่อจะได้ไปท่องเที่ยวอย่างสนุกสนานกับครอบครัวที่อบอุ่น

ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ดื่มน้ำอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/449032

LIFE & HEALTH : ดื่มน้ำอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ

วันพุธ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การมีสุขภาพดีเป็นพื้นฐานของการมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีอายุยืนยาว ปัจจุบันบ่อยครั้งการดำเนินชีวิตท่ามกลางความเร่งรีบ การแข่งขัน ความกดดันหลากหลายทางทั้งด้านเศษฐกิจ การงานต่างๆส่งผลให้คนเมืองส่วนใหญ่กลายเป็นคนใจร้อนและมีความเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัว จึงต้องหมั่นดูแลสุขภาพกายและจิตใจให้เข้มแข็งเสียแต่เนิ่นๆก็จะส่งผลเสียต่อสภาพร่างกายและจิตใจในระยะยาว

ใครๆ ก็อยากมีสุขภาพดี อาหารและโภชนาการเป็นพื้นฐานสำคัญของการมีสุขภาพดี การมีโภชนาการที่ดีมีผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิต ความต้องการทางโภชนาการของคนในแต่ละช่วงอายุจะมีความแตกต่างกันไป ในทุกช่วงวัยการบริโภคอาหารที่ถูกหลักและสมดุลช่วยให้มีการเจริญเติบโต พัฒนาการ และมีความสามารถในการเรียนรู้และการทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ รวมทั้งลดโอกาสเจ็บป่วยหรือตายด้วยโรคต่างๆ พบว่าในอาหารมีองค์ประกอบของสารอาหารที่เกิดขึ้นในธรรมชาติอย่างมากมาย

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์ ชมรมโภชนวิทยามหิดล เปิดเผยว่า น้ำเป็นสิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิต เพราะร่างกายประกอบด้วยน้ำถึง 70% และน้ำยังเป็นส่วนสำคัญในการทำงานของระบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นส่วนประกอบของเลือด ช่วยการไหลเวียนโลหิต การย่อย การดูดซึมและนำพาสารอาหารไปยังเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย ที่สำคัญน้ำยังมีส่วนช่วยให้สมองทำงานได้ดีและทำให้ผิวพรรณดูสดใส เปล่งปลั่งอีกด้วย

ประโยคที่ได้ยินกันมาตั้งแต่สมัยเด็กก็คือ “ใน 1 วัน ควรดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว” แต่หลายคนมักไม่ชอบดื่มน้ำ โดยเฉพาะ “น้ำเปล่า” แล้วจะมีสักกี่คนที่ดื่มน้ำได้อย่างเพียงพอซึ่งหากในแต่ละวันร่างกายได้รับน้ำน้อยจนเกินไปก็จะส่งผลเสียให้กับร่างกาย เช่น เลือดจะมีความหนืด จนทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายไม่เพียงส่งผลให้เส้นเลือดตีบตัน สมองเสื่อมเพราะเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นต้น

ทั้งนี้ในแต่ละวันร่างกายจะสูญเสียน้ำตลอดเวลา ทั้งจากทางเหงื่อ การหายใจ และการขับถ่าย โดยเฉพาะประเทศเราเป็นเมืองร้อนทำให้มีโอกาสเสียน้ำได้ง่าย ร่างกายจึงต้องการน้ำในปริมาณที่มากขึ้น สำหรับผู้สูงอายุจะไม่ค่อยมีความรู้สึกกระหายน้ำ แม้ในยามที่ร่างกายต้องการก็ตาม จึงต้องเน้นย้ำการได้รับน้ำอย่างเพียงพอในผู้สูงอายุ โดยปกติคนเราต้องการน้ำ 0.05 ลิตรต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เช่น น้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม ควรได้รับน้ำ2.5 ลิตร (หรือ 2,500 ซีซี) โดยกาแฟและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มักจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ และไม่นับสิ่งเหล่านี้เป็นปริมาณน้ำที่ดื่มในแต่ละวันรวมไปถึงนมด้วย เพราะนมเป็นอาหารดังนั้นไม่ควรจะคิดว่าการดื่มนมนั้นจะทดแทนการดื่มน้ำเปล่าได้ สำหรับหญิงให้นมบุตรอาจต้องการน้ำเพิ่มมากขึ้นจากปกติ เนื่องจากต้องสูญเสียน้ำไปในน้ำนม หรือถ้าหากคุณเป็นไข้หวัด คุณควรพยายามดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันอาการขาดน้ำ และเพื่อช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย สำหรับผู้ที่มักมีปัสสาวะสีเหลืองเข้มอาจเป็นตัวบ่งชี้ได้ว่าร่างกายของคุณกำลังต้องการน้ำเพิ่มมากขึ้น ฉะนั้นเรามาทำความเข้าใจข้อควรรู้และการดื่มน้ำที่ฉลาดอย่างถูกวิธี เพื่อการมีสุขภาพดีกันดีกว่า…

น้ำที่ดื่ม ควรเป็นน้ำสะอาดปราศจากสิ่งปนเปื้อนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และควรเป็นน้ำที่มีอุณหภูมิปกติคือไม่ร้อนจัดหรือเย็นจัด ยกเว้นในบางกรณี เช่น ตอนเช้าถ้าเป็นไปได้ควรดื่มน้ำอุ่นๆ เพราะจะช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น

ร่างกายต้องการน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว (1 แก้วมีขนาดประมาณ 240 ซีซี) ไม่นับ รวมชา กาแฟ ควรแบ่งการดื่มน้ำเป็นช่วงๆ ดังนี้

ตอนเช้า หรือหลังตื่นนอนควรดื่ม 1 แก้ว เนื่องจากในขณะที่เราหลับอยู่ ร่างกายของเราขาดน้ำมานาน เลือดจึงมีความเข้มข้นสูง และอยู่ในสภาวะที่ขาดน้ำ

ตอนสาย ประมาณ 09.00-10.00 น. หลังจากร่างกายสูญเสียน้ำจากการทำกิจกรรมในช่วงเช้าไปแล้ว เราควรดื่มน้ำในเวลานี้ 2 แก้ว

ช่วงบ่าย ประมาณ 13.00-14.00 น. หลังรับประทานอาหารกลางวัน ให้ค่อยๆ จิบน้ำไปเรื่อยๆ ให้ได้2-3 แก้ว

ในตอนเย็น ช่วงเวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ควรดื่มให้ได้2-3 แก้ว จนกว่าจะเข้านอน และก่อนที่จะเข้านอนควรดื่มอีก 1 แก้ว เพื่อให้น้ำที่ดื่มไหลเวียนเข้าไปชะล้างสิ่งที่ตกค้างในลำไส้และกระเพาะอาหาร ถ้าเป็นน้ำอุ่นก็จะช่วยให้หลับสบาย

แนวทางการปฏิบัติในการดื่มน้ำให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ ดังนี้

l จิบน้ำทีละน้อยตลอดทั้งวันโดยไม่จำเป็นต้องรอจนกว่าจะรู้สึกกระหาย และไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำ 2-3 แก้วติดต่อกันทันทีแต่ให้ดื่มตามปกติ

l อย่าดื่มน้ำมากเกินไปก่อนที่จะรับประทานอาหาร หากจะดื่มควรดื่มน้ำก่อนสักประมาณครึ่งชั่วโมง หรือ 45 นาที และในระหว่างรับประทานอาหารไม่ควรดื่มน้ำตลอดเวลา เพราะจะทำให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจาง ทำให้ระบบย่อยทำงานได้ไม่เต็มที่ อาหารไม่ย่อยและเกิดอาการท้องอืด

l หลังรับประทานอาหารเสร็จแล้ว 40 นาที ค่อยดื่มน้ำตามปกติ ไม่ควรดื่มน้ำทันที เพื่อให้กระเพาะจะได้ย่อยอาหารเสียก่อน

l ควรดื่มน้ำทุกครั้งที่รู้สึกกระหาย และควรค่อยๆ ดื่ม อย่าดื่มทีละมากๆ เพราะจะเป็นการเพิ่มภาระให้กับไต ปอด ม้าม ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่าย

รู้เคล็ดลับดีๆ ของการ
ดื่มน้ำแล้ว อย่าลืมนำไปปฏิบัติกันดู เพราะนอกจากจะช่วยให้มีสุขภาพที่แข็งแรงห่างไกลโรคภัยแล้ว ยังช่วยให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ผิวพรรณดูสวยสดใสแล้ว คุณก็จะมีความสุขและสนุกกับการใช้ชีวิต
ในทุกๆ วัน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ร่วมบริจาคโลหิต…1 คน ให้ 3 คนรับ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/447438

LIFE&HEALTH : ร่วมบริจาคโลหิต…1 คน ให้ 3 คนรับ

วันพุธ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แม้ว่าวิทยาการทางการแพทย์ในปัจจุบันจะก้าวหน้าไปมาก แต่ก็ยังไม่สามารถหาสารประกอบใดที่มาใช้ทดแทนโลหิตได้ดี ฉะนั้นเมื่อยามที่ร่างกายเสียโลหิตจากอุบัติเหตุ ผ่าตัด หรือโรคที่จำเป็นต้องรักษาด้วยโลหิต จึงจำเป็นต้องรับบริจาคโลหิตจากบุคคลหนึ่งเพื่อนำไปให้อีกบุคคลหนึ่ง เพื่อช่วยเหลือชีวิตให้ทันท่วงที

โลหิต เป็นของเหลวสีแดงที่ไหลเวียนอยู่ภายในหลอดโลหิตในร่างกาย โดยกำลังสูบฉีดของหัวใจ อวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดโลหิต คือ ไขกระดูก โลหิตแบ่งได้ 2 ส่วน คือ เม็ดโลหิต ซึ่งมี 3 ชนิด คือเม็ดโลหิตแดง เม็ดโลหิตขาว เกล็ดโลหิตส่วนที่ 2 คือ พลาสมา (Plasma) คือส่วนที่เป็นของเหลวของโลหิตที่ทำให้เม็ดโลหิตทั้งหลายลอยตัว มีลักษณะเป็นน้ำสีเหลือง

การบริจาคโลหิต คือ การสละโลหิตส่วนเกินที่ร่างกายยังไม่จำเป็นต้องใช้ เพื่อให้กับผู้ป่วย ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริจาค เพราะร่างกายแต่ละคนจะมีปริมาณโลหิตประมาณ 17-18 แก้วน้ำ แต่ร่างกายใช้เพียง 15-16 แก้วเท่านั้น ส่วนที่เหลือนั้นสามารถบริจาคให้ผู้อื่นได้ โลหิตสามารถบริจาคได้ทุก 3 เดือน เพราะเมื่อบริจาคโลหิตออกไปแล้ว ไขกระดูกจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดโลหิตขึ้นมาทดแทนให้มีปริมาณโลหิตในร่างกายเท่าเดิม ถ้าไม่ได้บริจาค ร่างกายจะขับเม็ดโลหิตที่สลายตัว เพราะหมดอายุออกมาทางปัสสาวะ อุจจาระ กระบวนการบริจาคโลหิตตั้งแต่เริ่มลงทะเบียน จนกระทั่งบริจาคโลหิตเสร็จสิ้น ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเลือกเจาะโลหิตที่เส้นโลหิตดำ บริเวณแขน แล้วเก็บโลหิตบรรจุในถุงพลาสติก (BLOOD BAG) ตั้งแต่ 350-450 มิลลิลิตร (ซีซี) ขึ้นอยู่กับน้ำหนักของผู้บริจาค

ความจำเป็นต้องใช้โลหิต 77% ที่ได้รับบริจาคถูกนำไปใช้เพื่อทดแทนโลหิตที่สูญเสียไปในภาวะต่างๆ อาทิ อุบัติเหตุ การผ่าตัด โรคกระเพาะอาหาร การคลอดบุตร ฯลฯ อีก 23% เป็นการนำโลหิตไปใช้เฉพาะโรคเลือด อาทิ โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย เกล็ดโลหิตต่ำ ฮีโมฟีเลีย เป็นต้น การได้มีโอกาสบริจาคโลหิต จึงนับเป็นการช่วยต่อลมหายใจให้ผู้ป่วยได้มีชีวิตใหม่และกลับไปอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข

คุณสมบัติของผู้บริจาคโลหิตมีดังนี้

l อายุ 17 ปี บริบูรณ์-70 ปี สุขภาพร่างกายสมบูรณ์ โดยผู้บริจาคโลหิต อายุ 17 ปีบริบูรณ์ ต้องมีหนังสือยินยอมจากผู้ปกครอง สำหรับผู้บริจาคโลหิตประจำสามารถบริจาคได้จนถึงอายุ 70 ปี ส่วนผู้บริจาคที่มีอายุมากกว่า 60-65 ปี บริจาคได้ทุก 3 เดือน (บริจาคได้ทั้งที่ศูนย์บริการโลหิตฯและหน่วยเคลื่อนที่) สำหรับผู้บริจาคที่มีอายุมากกว่า 65-70 ปี บริจาคได้ทุก 6 เดือน (บริจาคได้เฉพาะที่ศูนย์บริการโลหิตฯ เพราะต้องมีการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดก่อนการบริจาค)

l น้ำหนัก 45 กิโลกรัม ขึ้นไป

l ไม่เจ็บป่วย หรืออยู่ในระหว่างรับประทานยารักษาโรค เช่น ยาแก้อักเสบ ต้องหยุดยาแล้วอย่างน้อย 7 วัน

l ไม่มีประวัติการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี หรือไวรัสตับอักเสบ ซี

l ไม่มีประวัติการเป็นโรคหัวใจโรคตับ โรคปอด โรคเลือด โรคมะเร็ง หรือมีภาวะโลหิตออกง่ายและหยุดยาก

l ผู้ที่เป็นโรคมาลาเรีย ให้งดบริจาคโลหิตเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี

l ไม่อยู่ในภาวะน้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทราบสาเหตุในระยะเวลา 3 เดือน ที่ผ่านมา

l ไม่ทำการสัก หรือเจาะผิวหนัง เช่น เจาะสะดือ เจาะจมูก ฯลฯ ภายในระยะเวลา 12 เดือน

l ไม่มีประวัติติดยาเสพติด หรือเพิ่งพ้นโทษในระยะ 3 ปี

l ผู้บริจาคโลหิตที่ได้รับการผ่าตัดใหญ่งดบริจาคโลหิต 6 เดือน ผู้บริจาคโลหิตที่ได้รับการผ่าตัดเล็ก งดการบริจาคโลหิต 7 วัน หากได้รับโลหิตจากการรักษาให้งดการบริจาคโลหิต 1 ปี

l ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ อาทิ มีเพศสัมพันธ์กับผู้อื่นที่ไม่ใช่คู่ของตนมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน เป็นต้น

l สตรีหลังคลอด ให้นมบุตร แท้งบุตรต้องเว้นการบริจาคโลหิต อย่างน้อย6 เดือน (ไม่รับบริจาคโลหิตจากผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ หรือสงสัยว่ากำลังตั้งครรภ์)

l สตรีอยู่ระหว่างมีประจำเดือน สามารถบริจาคโลหิตได้ มีประจำเดือนไม่มากกว่าปกติ ร่างกายทั่วไปสบายดี ไม่มีอาการอ่อนเพลียใดๆ (ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้คัดกรอง)

ข้อมูลจาก ศ.กิตติคุณ นพ.ชัยเวช นุชประยูร ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า โลหิตที่มีคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถช่วยชีวิตของผู้ป่วยได้ ทั้งในรูปโลหิต ส่วนประกอบของโลหิต และผลิตภัณฑ์โลหิต โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประมาณการใช้โลหิตแต่ละประเทศไว้ว่า ควรมีโลหิตและผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและมีปริมาณเพียงพอกับความต้องการใช้แต่ละประเทศคือ 3% ของจำนวนประชากร สำหรับประเทศไทยในปี พ.ศ.2562ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติมีเป้าหมายการจัดหาโลหิต 2,500,000 ยูนิตต่อปี โดยในเขตกรุงเทพมหานครต้องจัดหาโลหิตให้ได้อย่างน้อย 700,000 ยูนิตต่อปี และอีก 1,800,000 ยูนิต ต่อปี เป็นการจัดหาในส่วนภูมิภาค ปัจจุบันปริมาณการเบิกใช้โลหิตเพิ่มขึ้น 8-10% ทุกปี

ด้วยเหตุนี้ศูนย์ฯจำเป็นต้องรณรงค์จัดหาโลหิตคุณภาพให้เพียงพอกับความต้องการใช้ในแต่ละปี ซึ่งหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายหลักที่เป็นผู้บริจาคโลหิตที่มีคุณภาพได้แก่ กลุ่มนักศึกษาและเยาวชนเพราะเป็นผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและมีโลหิตที่มีคุณภาพ อีกทั้งยังสามารถบริจาคได้อย่างต่อเนื่องยาวนานหากดูแลสุขภาพร่างกายของตนเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ ที่สำคัญพบว่ามีนักศึกษาและเยาวชนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่เคยบริจาคโลหิต ศูนย์ฯจึงต้องมุ่งรณรงค์ให้เยาวชนกลุ่มนี้เข้ามาเป็นผู้บริจาคโลหิตรายใหม่เพิ่มมากขึ้นผ่านการสร้างพันธมิตรและการจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ต่างๆ โดยศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ร่วมกับ บริษัท แบรนด์ ซันโทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด สานต่อโครงการแบรนด์ “#พลังเลือดใหม่ ต่อพลังชีวิต” (BRAND’S Young Blood 2019) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 19 เพื่อรณรงค์ให้กลุ่มนิสิตนักศึกษาคนรุ่นใหม่ได้เริ่มต้นเป็นผู้บริจาคโลหิตครั้งแรก และกระตุ้นให้เกิดการบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องทุก 3 เดือน และส่งเสริมให้เยาวชนตระหนักถึงความภูมิใจของการเป็น “ผู้ให้” ตลอดจนเพื่อจัดหาโลหิตคุณภาพให้มีปริมาณเพิ่มขึ้นและเพียงพอต่อความต้องการใช้โลหิต สำหรับนิสิต นักศึกษา สถาบันการศึกษาที่สนใจ เข้าร่วมกิจกรรมบริจาคโลหิต รายละเอียด ได้ที่เว็บไซต์ www.blooddonationthai.com หรือสอบถามได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์และจัดหาผู้บริจาคโลหิต โทร.02-2554567, 02-2639600ต่อ 1752, 1753

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ทักษะสำคัญที่เด็กในยุคดิจิทัลต้องมี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/445892

Life&Health : ทักษะสำคัญที่เด็กในยุคดิจิทัลต้องมี

วันพุธ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เพราะโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วทุกๆ นาที ดังนั้น การเตรียมเด็กให้พร้อมเรียนรู้ในโลกยุคดิจิทัล จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ข้อมูลจาก รศ.พญ.ทิพวรรณ หรรษาคุณาชัย กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม เปิดเผยว่า ปัจจุบันในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เด็กที่มีอายุน้อยกว่า 10 ขวบ จะถือว่าอยู่ใน Gen Alpha คือเด็กเกิดในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง คุ้นเคยกับการใช้คอมพิวเตอร์ และอินเตอร์เนตในการค้นคว้าหาความรู้ และเล่นเกมส์ต่างๆ อย่างเชี่ยวชาญ นอกจากนี้ยังพฤติกรรมคุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมทั้งเปิดกว้างรับความคิดเห็นและความแตกต่างได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ดังนั้นทักษะที่จำเป็นของเด็กในยุคดิจิทัล จะต่างไปจากเด็กในยุคก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง

หลัก 4Cs คือทักษะสำคัญของบุคลากรในศตวรรษที่ 21 ที่ต้องมี ได้แก่

1) Critical Thinking (การคิดวิเคราะห์) มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ตามหลักเหตุผล รวมทั้งสามารถหาวิธีการแก้ปัญหาได้อย่างเป็นระบบ

2) Communication (การสื่อสาร) ทักษะด้านการฟังและการอธิบายเป็นเลิศ สามารถใช้สื่อดิจิทัลได้อย่างชำนาญ ตลอดจนมีส่วนร่วมในการพูดคุยและแสดงความคิดเห็น

3) Collaboration (การทำงานร่วมกัน)มีความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นที่มีแนวคิด ความเชื่อ ความรู้ต่างกันเพื่อให้งานประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

4) Creativity (การสร้างสรรค์)มีความสามารถคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และวิธีการใหม่ๆ ซึ่งจะทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้น

ทั้งนี้ ถ้าพ่อแม่อยากให้ลูกเป็นนักคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเป็นเด็กฉลาด สามารถคิด วิเคราะห์ และแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง จะต้องรู้จักส่งเสริมและพัฒนาทักษะการคิดให้ลูกตั้งแต่เยาว์วัย เพราะการคิดเปรียบเสมือนแบบฝึกหัดหรืออาหารชนิดหนึ่งของสมองที่ยิ่งได้ใช้มากเท่าไร เส้นใยประสาทก็จะยิ่งเจริญเติบโต มีกระบวนการคิดวิเคราะห์ที่รวดเร็วและเต็มประสิทธิภาพ

ถึงเวลาแล้วที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องเตรียมความพร้อมและฝึกฝนลูกให้เป็นนักคิดที่ดี ดังนี้

l เปิดโอกาสให้ลูกได้คิดและตัดสินใจ ปล่อยให้เขาได้ทำสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนด้วยตนเอง โดยที่ไม่ได้ถูกบังคับหรือตีกรอบความคิดให้ต้องทำตาม ถือเป็นการกระตุ้นให้ลูกคิดกล้าแสดงออก และบ่มเพาะพลังแห่งการสร้างสรรค์ในตัวลูกได้เป็นอย่างดี

l เปลี่ยนข้อสงสัยเป็นคำตอบที่สร้างสรรค์ ปลูกฝังการเป็นเด็กช่างคิด ช่างสงสัยและรู้จักค้นหาคำตอบ เพื่อช่วยกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นให้เกิดเป็นความคิดที่สร้างสรรค์ โดยบางครั้งคุณอาจจะตั้งคำถามลูกกลับไปบ้าง หรือหากิจกรรมสนุกๆ ให้ลูกได้ต่อยอดความคิด เช่น การวาดรูป

l ต่อยอดความคิดจากสิ่งรอบตัว พาเขาไปสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวที่หลากหลายเช่น ไปสวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ ท่องเที่ยวตามธรรมชาติ ดูงานศิลปะ หรือเพียงแค่พาเขาออกไปเดินเล่นตามสวนสาธารณะ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกรู้สึกตื่นเต้น อยากค้นหาและได้ประสบการณ์ที่แตกต่างมากขึ้น ถือเป็นการฝึกจินตนาการและต่อยอดการเรียนรู้แบบไม่สิ้นสุด

l ตั้งคำถามกระตุ้นจินตนาการ โดยการใช้คำถามประเภท ทำไม? อย่างไร? ที่ไหน? เพื่อให้ลูกได้แสดงความคิดเห็นได้มากกว่าคำที่มีคำตอบเพียงแค่ถูกหรือผิด ใช่หรือไม่ใช่ เท่านั้น

l ต้องได้ลองลงมือทำ พ่อแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้มีโอกาสลงมือทำสิ่งต่าง ๆ รวมถึงการเล่น หรือทำกิจกรรมใหม่ๆ อยู่ตลอด ในกรณีที่กิจกรรมนั้นไม่อาจทำให้สำเร็จได้ด้วยตนเองหรืออาจไม่ปลอดภัย คุณพ่อคุณแม่อาจคอยให้คำชี้แนะและดูแลอยู่ใกล้ๆ แต่ยังคงให้เขาได้ทำอย่างอิสระ ได้ลองผิดลองถูกและสนุกกับการเรียนรู้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้ เรื่องของอาหารและโภชนาการก็มีความสำคัญต่อการเรียนรู้ของเด็ก ข้อมูลจาก ผศ.ดร.ชนิดา ปโชติการ นายกสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทยเปิดเผยว่า ช่วงอายุ 4 เดือนแรกเกิด จนถึง 2-3 ปีจะเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดของพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกายและสติปัญญา จากการศึกษาพบว่าถ้าเด็กได้รับโภชนาการที่ไม่ถูกต้อง รวมถึงขาดกิจกรรมที่เสริมทักษะด้านร่างกายจะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการเรียนรู้และพัฒนาการดังนั้นการให้เด็กได้รับโภชนาการที่ครบถ้วน โดยเฉพาะสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและดวงตา จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญต่อการเรียนรู้ในวัยเด็กจนถึงวัยเรียน

การเรียนรู้ เกิดจากการทำงานร่วมกันของดวงตา ซึ่งจะส่งภาพที่มองเห็นมาผ่านการประมวลผลเป็นข้อมูลยังสมอง โดยการมองเห็นนั้นส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการคิด ความจำ รวมไปถึงพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อ และการเคลื่อนไหว ในยุคดิจิทัลที่เด็กเติบโตขึ้นมากับเทคโนโลยี อินเตอร์เนต แท็บเลต และสมาร์ทโฟน การเรียนรู้ผ่านสื่อดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการหาข้อมูล ค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เพิ่มโอกาสให้ดวงตาต้องเจอการทำร้ายจากแสงสีฟ้าที่มาจากจอต่างๆและแสงแดด เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นนอกจากสารอาหารหลักที่ต้องทานให้ครบแล้ว ปัจจุบันมีอาหารฟังก์ชั่น ซึ่งคือ อาหารหรือองค์ประกอบของอาหารที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ นอกเหนือจากคุณค่าจากโภชนาการพื้นฐาน ให้เลือกหลากหลายเช่น ช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยบำรุงสมองและรวมไปถึงช่วยบำรุงดวงตา อาทิ เป็นหนึ่งในสารอาหารจำพวกแคโรทีนอยด์มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยดูดกลืนแสงสีฟ้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟนแท็บเลต ที่ส่งผลทำลายจอประสาทตาได้ลูทีน มีงานวิจัยพบว่าเป็นสารสำคัญที่พบในดวงตา มีหน้าที่ช่วยป้องกันเซลล์ที่จอประสาทตานอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยใหม่ๆ ที่ค้นพบคุณประโยชน์เพิ่มเติมของลูทีน ที่อาจช่วยเสริมพัฒนาการทางสมองรวมทั้งการเรียนรู้ในเด็กอีกด้วย โคลีน สารโคลีนพบมากในเนื้อสัตว์ผักใบเขียว และธัญพืชไม่ขัดสี เป็นต้น ทำหน้าที่ช่วยพัฒนาการทำงานของสมองและความจำ โดยมีผลวิจัยระบุว่าสมองของทารกที่มารดารับอาหารที่มีโคลีนนั้น จะมีความสามารถในการจดจำมากกว่าเด็กที่ได้รับโคลินน้อยกว่า ซุปไก่สกัดเป็นโปรตีนที่ผ่านการย่อยเป็นเปปไทด์ ซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทันที ผลจากงานวิจัยพบว่า ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองในด้านความคิดและการจดจำ โดยช่วยให้เลือดนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองส่วนหน้า ซึ่งทำงานเกี่ยวข้องกับการจำ การคิด และการตัดสินใจได้ดีขึ้น

เมื่อโลกพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดยั้งการเตรียมความพร้อมทั้งสมองและร่างกายให้เด็กๆสามารถปรับตัว และเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้เด็กในยุคดิจิทัลอยู่ในโลกใบนี้ได้อย่างมีความสุข

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ