LIFE & HEALTH : ดื่มน้ำอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/449032

LIFE & HEALTH : ดื่มน้ำอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ

วันพุธ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การมีสุขภาพดีเป็นพื้นฐานของการมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีอายุยืนยาว ปัจจุบันบ่อยครั้งการดำเนินชีวิตท่ามกลางความเร่งรีบ การแข่งขัน ความกดดันหลากหลายทางทั้งด้านเศษฐกิจ การงานต่างๆส่งผลให้คนเมืองส่วนใหญ่กลายเป็นคนใจร้อนและมีความเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัว จึงต้องหมั่นดูแลสุขภาพกายและจิตใจให้เข้มแข็งเสียแต่เนิ่นๆก็จะส่งผลเสียต่อสภาพร่างกายและจิตใจในระยะยาว

ใครๆ ก็อยากมีสุขภาพดี อาหารและโภชนาการเป็นพื้นฐานสำคัญของการมีสุขภาพดี การมีโภชนาการที่ดีมีผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิต ความต้องการทางโภชนาการของคนในแต่ละช่วงอายุจะมีความแตกต่างกันไป ในทุกช่วงวัยการบริโภคอาหารที่ถูกหลักและสมดุลช่วยให้มีการเจริญเติบโต พัฒนาการ และมีความสามารถในการเรียนรู้และการทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ รวมทั้งลดโอกาสเจ็บป่วยหรือตายด้วยโรคต่างๆ พบว่าในอาหารมีองค์ประกอบของสารอาหารที่เกิดขึ้นในธรรมชาติอย่างมากมาย

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์ ชมรมโภชนวิทยามหิดล เปิดเผยว่า น้ำเป็นสิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิต เพราะร่างกายประกอบด้วยน้ำถึง 70% และน้ำยังเป็นส่วนสำคัญในการทำงานของระบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นส่วนประกอบของเลือด ช่วยการไหลเวียนโลหิต การย่อย การดูดซึมและนำพาสารอาหารไปยังเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย ที่สำคัญน้ำยังมีส่วนช่วยให้สมองทำงานได้ดีและทำให้ผิวพรรณดูสดใส เปล่งปลั่งอีกด้วย

ประโยคที่ได้ยินกันมาตั้งแต่สมัยเด็กก็คือ “ใน 1 วัน ควรดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว” แต่หลายคนมักไม่ชอบดื่มน้ำ โดยเฉพาะ “น้ำเปล่า” แล้วจะมีสักกี่คนที่ดื่มน้ำได้อย่างเพียงพอซึ่งหากในแต่ละวันร่างกายได้รับน้ำน้อยจนเกินไปก็จะส่งผลเสียให้กับร่างกาย เช่น เลือดจะมีความหนืด จนทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายไม่เพียงส่งผลให้เส้นเลือดตีบตัน สมองเสื่อมเพราะเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นต้น

ทั้งนี้ในแต่ละวันร่างกายจะสูญเสียน้ำตลอดเวลา ทั้งจากทางเหงื่อ การหายใจ และการขับถ่าย โดยเฉพาะประเทศเราเป็นเมืองร้อนทำให้มีโอกาสเสียน้ำได้ง่าย ร่างกายจึงต้องการน้ำในปริมาณที่มากขึ้น สำหรับผู้สูงอายุจะไม่ค่อยมีความรู้สึกกระหายน้ำ แม้ในยามที่ร่างกายต้องการก็ตาม จึงต้องเน้นย้ำการได้รับน้ำอย่างเพียงพอในผู้สูงอายุ โดยปกติคนเราต้องการน้ำ 0.05 ลิตรต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เช่น น้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม ควรได้รับน้ำ2.5 ลิตร (หรือ 2,500 ซีซี) โดยกาแฟและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มักจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ และไม่นับสิ่งเหล่านี้เป็นปริมาณน้ำที่ดื่มในแต่ละวันรวมไปถึงนมด้วย เพราะนมเป็นอาหารดังนั้นไม่ควรจะคิดว่าการดื่มนมนั้นจะทดแทนการดื่มน้ำเปล่าได้ สำหรับหญิงให้นมบุตรอาจต้องการน้ำเพิ่มมากขึ้นจากปกติ เนื่องจากต้องสูญเสียน้ำไปในน้ำนม หรือถ้าหากคุณเป็นไข้หวัด คุณควรพยายามดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันอาการขาดน้ำ และเพื่อช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย สำหรับผู้ที่มักมีปัสสาวะสีเหลืองเข้มอาจเป็นตัวบ่งชี้ได้ว่าร่างกายของคุณกำลังต้องการน้ำเพิ่มมากขึ้น ฉะนั้นเรามาทำความเข้าใจข้อควรรู้และการดื่มน้ำที่ฉลาดอย่างถูกวิธี เพื่อการมีสุขภาพดีกันดีกว่า…

น้ำที่ดื่ม ควรเป็นน้ำสะอาดปราศจากสิ่งปนเปื้อนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และควรเป็นน้ำที่มีอุณหภูมิปกติคือไม่ร้อนจัดหรือเย็นจัด ยกเว้นในบางกรณี เช่น ตอนเช้าถ้าเป็นไปได้ควรดื่มน้ำอุ่นๆ เพราะจะช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น

ร่างกายต้องการน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว (1 แก้วมีขนาดประมาณ 240 ซีซี) ไม่นับ รวมชา กาแฟ ควรแบ่งการดื่มน้ำเป็นช่วงๆ ดังนี้

ตอนเช้า หรือหลังตื่นนอนควรดื่ม 1 แก้ว เนื่องจากในขณะที่เราหลับอยู่ ร่างกายของเราขาดน้ำมานาน เลือดจึงมีความเข้มข้นสูง และอยู่ในสภาวะที่ขาดน้ำ

ตอนสาย ประมาณ 09.00-10.00 น. หลังจากร่างกายสูญเสียน้ำจากการทำกิจกรรมในช่วงเช้าไปแล้ว เราควรดื่มน้ำในเวลานี้ 2 แก้ว

ช่วงบ่าย ประมาณ 13.00-14.00 น. หลังรับประทานอาหารกลางวัน ให้ค่อยๆ จิบน้ำไปเรื่อยๆ ให้ได้2-3 แก้ว

ในตอนเย็น ช่วงเวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ควรดื่มให้ได้2-3 แก้ว จนกว่าจะเข้านอน และก่อนที่จะเข้านอนควรดื่มอีก 1 แก้ว เพื่อให้น้ำที่ดื่มไหลเวียนเข้าไปชะล้างสิ่งที่ตกค้างในลำไส้และกระเพาะอาหาร ถ้าเป็นน้ำอุ่นก็จะช่วยให้หลับสบาย

แนวทางการปฏิบัติในการดื่มน้ำให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ ดังนี้

l จิบน้ำทีละน้อยตลอดทั้งวันโดยไม่จำเป็นต้องรอจนกว่าจะรู้สึกกระหาย และไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำ 2-3 แก้วติดต่อกันทันทีแต่ให้ดื่มตามปกติ

l อย่าดื่มน้ำมากเกินไปก่อนที่จะรับประทานอาหาร หากจะดื่มควรดื่มน้ำก่อนสักประมาณครึ่งชั่วโมง หรือ 45 นาที และในระหว่างรับประทานอาหารไม่ควรดื่มน้ำตลอดเวลา เพราะจะทำให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจาง ทำให้ระบบย่อยทำงานได้ไม่เต็มที่ อาหารไม่ย่อยและเกิดอาการท้องอืด

l หลังรับประทานอาหารเสร็จแล้ว 40 นาที ค่อยดื่มน้ำตามปกติ ไม่ควรดื่มน้ำทันที เพื่อให้กระเพาะจะได้ย่อยอาหารเสียก่อน

l ควรดื่มน้ำทุกครั้งที่รู้สึกกระหาย และควรค่อยๆ ดื่ม อย่าดื่มทีละมากๆ เพราะจะเป็นการเพิ่มภาระให้กับไต ปอด ม้าม ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่าย

รู้เคล็ดลับดีๆ ของการ
ดื่มน้ำแล้ว อย่าลืมนำไปปฏิบัติกันดู เพราะนอกจากจะช่วยให้มีสุขภาพที่แข็งแรงห่างไกลโรคภัยแล้ว ยังช่วยให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ผิวพรรณดูสวยสดใสแล้ว คุณก็จะมีความสุขและสนุกกับการใช้ชีวิต
ในทุกๆ วัน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ร่วมบริจาคโลหิต…1 คน ให้ 3 คนรับ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/447438

LIFE&HEALTH : ร่วมบริจาคโลหิต…1 คน ให้ 3 คนรับ

วันพุธ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แม้ว่าวิทยาการทางการแพทย์ในปัจจุบันจะก้าวหน้าไปมาก แต่ก็ยังไม่สามารถหาสารประกอบใดที่มาใช้ทดแทนโลหิตได้ดี ฉะนั้นเมื่อยามที่ร่างกายเสียโลหิตจากอุบัติเหตุ ผ่าตัด หรือโรคที่จำเป็นต้องรักษาด้วยโลหิต จึงจำเป็นต้องรับบริจาคโลหิตจากบุคคลหนึ่งเพื่อนำไปให้อีกบุคคลหนึ่ง เพื่อช่วยเหลือชีวิตให้ทันท่วงที

โลหิต เป็นของเหลวสีแดงที่ไหลเวียนอยู่ภายในหลอดโลหิตในร่างกาย โดยกำลังสูบฉีดของหัวใจ อวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดโลหิต คือ ไขกระดูก โลหิตแบ่งได้ 2 ส่วน คือ เม็ดโลหิต ซึ่งมี 3 ชนิด คือเม็ดโลหิตแดง เม็ดโลหิตขาว เกล็ดโลหิตส่วนที่ 2 คือ พลาสมา (Plasma) คือส่วนที่เป็นของเหลวของโลหิตที่ทำให้เม็ดโลหิตทั้งหลายลอยตัว มีลักษณะเป็นน้ำสีเหลือง

การบริจาคโลหิต คือ การสละโลหิตส่วนเกินที่ร่างกายยังไม่จำเป็นต้องใช้ เพื่อให้กับผู้ป่วย ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริจาค เพราะร่างกายแต่ละคนจะมีปริมาณโลหิตประมาณ 17-18 แก้วน้ำ แต่ร่างกายใช้เพียง 15-16 แก้วเท่านั้น ส่วนที่เหลือนั้นสามารถบริจาคให้ผู้อื่นได้ โลหิตสามารถบริจาคได้ทุก 3 เดือน เพราะเมื่อบริจาคโลหิตออกไปแล้ว ไขกระดูกจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดโลหิตขึ้นมาทดแทนให้มีปริมาณโลหิตในร่างกายเท่าเดิม ถ้าไม่ได้บริจาค ร่างกายจะขับเม็ดโลหิตที่สลายตัว เพราะหมดอายุออกมาทางปัสสาวะ อุจจาระ กระบวนการบริจาคโลหิตตั้งแต่เริ่มลงทะเบียน จนกระทั่งบริจาคโลหิตเสร็จสิ้น ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเลือกเจาะโลหิตที่เส้นโลหิตดำ บริเวณแขน แล้วเก็บโลหิตบรรจุในถุงพลาสติก (BLOOD BAG) ตั้งแต่ 350-450 มิลลิลิตร (ซีซี) ขึ้นอยู่กับน้ำหนักของผู้บริจาค

ความจำเป็นต้องใช้โลหิต 77% ที่ได้รับบริจาคถูกนำไปใช้เพื่อทดแทนโลหิตที่สูญเสียไปในภาวะต่างๆ อาทิ อุบัติเหตุ การผ่าตัด โรคกระเพาะอาหาร การคลอดบุตร ฯลฯ อีก 23% เป็นการนำโลหิตไปใช้เฉพาะโรคเลือด อาทิ โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย เกล็ดโลหิตต่ำ ฮีโมฟีเลีย เป็นต้น การได้มีโอกาสบริจาคโลหิต จึงนับเป็นการช่วยต่อลมหายใจให้ผู้ป่วยได้มีชีวิตใหม่และกลับไปอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข

คุณสมบัติของผู้บริจาคโลหิตมีดังนี้

l อายุ 17 ปี บริบูรณ์-70 ปี สุขภาพร่างกายสมบูรณ์ โดยผู้บริจาคโลหิต อายุ 17 ปีบริบูรณ์ ต้องมีหนังสือยินยอมจากผู้ปกครอง สำหรับผู้บริจาคโลหิตประจำสามารถบริจาคได้จนถึงอายุ 70 ปี ส่วนผู้บริจาคที่มีอายุมากกว่า 60-65 ปี บริจาคได้ทุก 3 เดือน (บริจาคได้ทั้งที่ศูนย์บริการโลหิตฯและหน่วยเคลื่อนที่) สำหรับผู้บริจาคที่มีอายุมากกว่า 65-70 ปี บริจาคได้ทุก 6 เดือน (บริจาคได้เฉพาะที่ศูนย์บริการโลหิตฯ เพราะต้องมีการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดก่อนการบริจาค)

l น้ำหนัก 45 กิโลกรัม ขึ้นไป

l ไม่เจ็บป่วย หรืออยู่ในระหว่างรับประทานยารักษาโรค เช่น ยาแก้อักเสบ ต้องหยุดยาแล้วอย่างน้อย 7 วัน

l ไม่มีประวัติการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี หรือไวรัสตับอักเสบ ซี

l ไม่มีประวัติการเป็นโรคหัวใจโรคตับ โรคปอด โรคเลือด โรคมะเร็ง หรือมีภาวะโลหิตออกง่ายและหยุดยาก

l ผู้ที่เป็นโรคมาลาเรีย ให้งดบริจาคโลหิตเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี

l ไม่อยู่ในภาวะน้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทราบสาเหตุในระยะเวลา 3 เดือน ที่ผ่านมา

l ไม่ทำการสัก หรือเจาะผิวหนัง เช่น เจาะสะดือ เจาะจมูก ฯลฯ ภายในระยะเวลา 12 เดือน

l ไม่มีประวัติติดยาเสพติด หรือเพิ่งพ้นโทษในระยะ 3 ปี

l ผู้บริจาคโลหิตที่ได้รับการผ่าตัดใหญ่งดบริจาคโลหิต 6 เดือน ผู้บริจาคโลหิตที่ได้รับการผ่าตัดเล็ก งดการบริจาคโลหิต 7 วัน หากได้รับโลหิตจากการรักษาให้งดการบริจาคโลหิต 1 ปี

l ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ อาทิ มีเพศสัมพันธ์กับผู้อื่นที่ไม่ใช่คู่ของตนมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน เป็นต้น

l สตรีหลังคลอด ให้นมบุตร แท้งบุตรต้องเว้นการบริจาคโลหิต อย่างน้อย6 เดือน (ไม่รับบริจาคโลหิตจากผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ หรือสงสัยว่ากำลังตั้งครรภ์)

l สตรีอยู่ระหว่างมีประจำเดือน สามารถบริจาคโลหิตได้ มีประจำเดือนไม่มากกว่าปกติ ร่างกายทั่วไปสบายดี ไม่มีอาการอ่อนเพลียใดๆ (ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้คัดกรอง)

ข้อมูลจาก ศ.กิตติคุณ นพ.ชัยเวช นุชประยูร ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า โลหิตที่มีคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถช่วยชีวิตของผู้ป่วยได้ ทั้งในรูปโลหิต ส่วนประกอบของโลหิต และผลิตภัณฑ์โลหิต โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประมาณการใช้โลหิตแต่ละประเทศไว้ว่า ควรมีโลหิตและผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและมีปริมาณเพียงพอกับความต้องการใช้แต่ละประเทศคือ 3% ของจำนวนประชากร สำหรับประเทศไทยในปี พ.ศ.2562ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติมีเป้าหมายการจัดหาโลหิต 2,500,000 ยูนิตต่อปี โดยในเขตกรุงเทพมหานครต้องจัดหาโลหิตให้ได้อย่างน้อย 700,000 ยูนิตต่อปี และอีก 1,800,000 ยูนิต ต่อปี เป็นการจัดหาในส่วนภูมิภาค ปัจจุบันปริมาณการเบิกใช้โลหิตเพิ่มขึ้น 8-10% ทุกปี

ด้วยเหตุนี้ศูนย์ฯจำเป็นต้องรณรงค์จัดหาโลหิตคุณภาพให้เพียงพอกับความต้องการใช้ในแต่ละปี ซึ่งหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายหลักที่เป็นผู้บริจาคโลหิตที่มีคุณภาพได้แก่ กลุ่มนักศึกษาและเยาวชนเพราะเป็นผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและมีโลหิตที่มีคุณภาพ อีกทั้งยังสามารถบริจาคได้อย่างต่อเนื่องยาวนานหากดูแลสุขภาพร่างกายของตนเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ ที่สำคัญพบว่ามีนักศึกษาและเยาวชนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่เคยบริจาคโลหิต ศูนย์ฯจึงต้องมุ่งรณรงค์ให้เยาวชนกลุ่มนี้เข้ามาเป็นผู้บริจาคโลหิตรายใหม่เพิ่มมากขึ้นผ่านการสร้างพันธมิตรและการจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ต่างๆ โดยศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ร่วมกับ บริษัท แบรนด์ ซันโทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด สานต่อโครงการแบรนด์ “#พลังเลือดใหม่ ต่อพลังชีวิต” (BRAND’S Young Blood 2019) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 19 เพื่อรณรงค์ให้กลุ่มนิสิตนักศึกษาคนรุ่นใหม่ได้เริ่มต้นเป็นผู้บริจาคโลหิตครั้งแรก และกระตุ้นให้เกิดการบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องทุก 3 เดือน และส่งเสริมให้เยาวชนตระหนักถึงความภูมิใจของการเป็น “ผู้ให้” ตลอดจนเพื่อจัดหาโลหิตคุณภาพให้มีปริมาณเพิ่มขึ้นและเพียงพอต่อความต้องการใช้โลหิต สำหรับนิสิต นักศึกษา สถาบันการศึกษาที่สนใจ เข้าร่วมกิจกรรมบริจาคโลหิต รายละเอียด ได้ที่เว็บไซต์ www.blooddonationthai.com หรือสอบถามได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์และจัดหาผู้บริจาคโลหิต โทร.02-2554567, 02-2639600ต่อ 1752, 1753

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ทักษะสำคัญที่เด็กในยุคดิจิทัลต้องมี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/445892

Life&Health : ทักษะสำคัญที่เด็กในยุคดิจิทัลต้องมี

วันพุธ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เพราะโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วทุกๆ นาที ดังนั้น การเตรียมเด็กให้พร้อมเรียนรู้ในโลกยุคดิจิทัล จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ข้อมูลจาก รศ.พญ.ทิพวรรณ หรรษาคุณาชัย กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม เปิดเผยว่า ปัจจุบันในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เด็กที่มีอายุน้อยกว่า 10 ขวบ จะถือว่าอยู่ใน Gen Alpha คือเด็กเกิดในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง คุ้นเคยกับการใช้คอมพิวเตอร์ และอินเตอร์เนตในการค้นคว้าหาความรู้ และเล่นเกมส์ต่างๆ อย่างเชี่ยวชาญ นอกจากนี้ยังพฤติกรรมคุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมทั้งเปิดกว้างรับความคิดเห็นและความแตกต่างได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ดังนั้นทักษะที่จำเป็นของเด็กในยุคดิจิทัล จะต่างไปจากเด็กในยุคก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง

หลัก 4Cs คือทักษะสำคัญของบุคลากรในศตวรรษที่ 21 ที่ต้องมี ได้แก่

1) Critical Thinking (การคิดวิเคราะห์) มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ตามหลักเหตุผล รวมทั้งสามารถหาวิธีการแก้ปัญหาได้อย่างเป็นระบบ

2) Communication (การสื่อสาร) ทักษะด้านการฟังและการอธิบายเป็นเลิศ สามารถใช้สื่อดิจิทัลได้อย่างชำนาญ ตลอดจนมีส่วนร่วมในการพูดคุยและแสดงความคิดเห็น

3) Collaboration (การทำงานร่วมกัน)มีความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นที่มีแนวคิด ความเชื่อ ความรู้ต่างกันเพื่อให้งานประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

4) Creativity (การสร้างสรรค์)มีความสามารถคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และวิธีการใหม่ๆ ซึ่งจะทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้น

ทั้งนี้ ถ้าพ่อแม่อยากให้ลูกเป็นนักคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเป็นเด็กฉลาด สามารถคิด วิเคราะห์ และแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง จะต้องรู้จักส่งเสริมและพัฒนาทักษะการคิดให้ลูกตั้งแต่เยาว์วัย เพราะการคิดเปรียบเสมือนแบบฝึกหัดหรืออาหารชนิดหนึ่งของสมองที่ยิ่งได้ใช้มากเท่าไร เส้นใยประสาทก็จะยิ่งเจริญเติบโต มีกระบวนการคิดวิเคราะห์ที่รวดเร็วและเต็มประสิทธิภาพ

ถึงเวลาแล้วที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องเตรียมความพร้อมและฝึกฝนลูกให้เป็นนักคิดที่ดี ดังนี้

l เปิดโอกาสให้ลูกได้คิดและตัดสินใจ ปล่อยให้เขาได้ทำสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนด้วยตนเอง โดยที่ไม่ได้ถูกบังคับหรือตีกรอบความคิดให้ต้องทำตาม ถือเป็นการกระตุ้นให้ลูกคิดกล้าแสดงออก และบ่มเพาะพลังแห่งการสร้างสรรค์ในตัวลูกได้เป็นอย่างดี

l เปลี่ยนข้อสงสัยเป็นคำตอบที่สร้างสรรค์ ปลูกฝังการเป็นเด็กช่างคิด ช่างสงสัยและรู้จักค้นหาคำตอบ เพื่อช่วยกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นให้เกิดเป็นความคิดที่สร้างสรรค์ โดยบางครั้งคุณอาจจะตั้งคำถามลูกกลับไปบ้าง หรือหากิจกรรมสนุกๆ ให้ลูกได้ต่อยอดความคิด เช่น การวาดรูป

l ต่อยอดความคิดจากสิ่งรอบตัว พาเขาไปสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวที่หลากหลายเช่น ไปสวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ ท่องเที่ยวตามธรรมชาติ ดูงานศิลปะ หรือเพียงแค่พาเขาออกไปเดินเล่นตามสวนสาธารณะ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกรู้สึกตื่นเต้น อยากค้นหาและได้ประสบการณ์ที่แตกต่างมากขึ้น ถือเป็นการฝึกจินตนาการและต่อยอดการเรียนรู้แบบไม่สิ้นสุด

l ตั้งคำถามกระตุ้นจินตนาการ โดยการใช้คำถามประเภท ทำไม? อย่างไร? ที่ไหน? เพื่อให้ลูกได้แสดงความคิดเห็นได้มากกว่าคำที่มีคำตอบเพียงแค่ถูกหรือผิด ใช่หรือไม่ใช่ เท่านั้น

l ต้องได้ลองลงมือทำ พ่อแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้มีโอกาสลงมือทำสิ่งต่าง ๆ รวมถึงการเล่น หรือทำกิจกรรมใหม่ๆ อยู่ตลอด ในกรณีที่กิจกรรมนั้นไม่อาจทำให้สำเร็จได้ด้วยตนเองหรืออาจไม่ปลอดภัย คุณพ่อคุณแม่อาจคอยให้คำชี้แนะและดูแลอยู่ใกล้ๆ แต่ยังคงให้เขาได้ทำอย่างอิสระ ได้ลองผิดลองถูกและสนุกกับการเรียนรู้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้ เรื่องของอาหารและโภชนาการก็มีความสำคัญต่อการเรียนรู้ของเด็ก ข้อมูลจาก ผศ.ดร.ชนิดา ปโชติการ นายกสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทยเปิดเผยว่า ช่วงอายุ 4 เดือนแรกเกิด จนถึง 2-3 ปีจะเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดของพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกายและสติปัญญา จากการศึกษาพบว่าถ้าเด็กได้รับโภชนาการที่ไม่ถูกต้อง รวมถึงขาดกิจกรรมที่เสริมทักษะด้านร่างกายจะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการเรียนรู้และพัฒนาการดังนั้นการให้เด็กได้รับโภชนาการที่ครบถ้วน โดยเฉพาะสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและดวงตา จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญต่อการเรียนรู้ในวัยเด็กจนถึงวัยเรียน

การเรียนรู้ เกิดจากการทำงานร่วมกันของดวงตา ซึ่งจะส่งภาพที่มองเห็นมาผ่านการประมวลผลเป็นข้อมูลยังสมอง โดยการมองเห็นนั้นส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการคิด ความจำ รวมไปถึงพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อ และการเคลื่อนไหว ในยุคดิจิทัลที่เด็กเติบโตขึ้นมากับเทคโนโลยี อินเตอร์เนต แท็บเลต และสมาร์ทโฟน การเรียนรู้ผ่านสื่อดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการหาข้อมูล ค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เพิ่มโอกาสให้ดวงตาต้องเจอการทำร้ายจากแสงสีฟ้าที่มาจากจอต่างๆและแสงแดด เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นนอกจากสารอาหารหลักที่ต้องทานให้ครบแล้ว ปัจจุบันมีอาหารฟังก์ชั่น ซึ่งคือ อาหารหรือองค์ประกอบของอาหารที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ นอกเหนือจากคุณค่าจากโภชนาการพื้นฐาน ให้เลือกหลากหลายเช่น ช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยบำรุงสมองและรวมไปถึงช่วยบำรุงดวงตา อาทิ เป็นหนึ่งในสารอาหารจำพวกแคโรทีนอยด์มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยดูดกลืนแสงสีฟ้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟนแท็บเลต ที่ส่งผลทำลายจอประสาทตาได้ลูทีน มีงานวิจัยพบว่าเป็นสารสำคัญที่พบในดวงตา มีหน้าที่ช่วยป้องกันเซลล์ที่จอประสาทตานอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยใหม่ๆ ที่ค้นพบคุณประโยชน์เพิ่มเติมของลูทีน ที่อาจช่วยเสริมพัฒนาการทางสมองรวมทั้งการเรียนรู้ในเด็กอีกด้วย โคลีน สารโคลีนพบมากในเนื้อสัตว์ผักใบเขียว และธัญพืชไม่ขัดสี เป็นต้น ทำหน้าที่ช่วยพัฒนาการทำงานของสมองและความจำ โดยมีผลวิจัยระบุว่าสมองของทารกที่มารดารับอาหารที่มีโคลีนนั้น จะมีความสามารถในการจดจำมากกว่าเด็กที่ได้รับโคลินน้อยกว่า ซุปไก่สกัดเป็นโปรตีนที่ผ่านการย่อยเป็นเปปไทด์ ซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทันที ผลจากงานวิจัยพบว่า ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองในด้านความคิดและการจดจำ โดยช่วยให้เลือดนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองส่วนหน้า ซึ่งทำงานเกี่ยวข้องกับการจำ การคิด และการตัดสินใจได้ดีขึ้น

เมื่อโลกพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดยั้งการเตรียมความพร้อมทั้งสมองและร่างกายให้เด็กๆสามารถปรับตัว และเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้เด็กในยุคดิจิทัลอยู่ในโลกใบนี้ได้อย่างมีความสุข

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : กินเจอย่างไรให้สุขภาพดี…ไม่ขาดสารอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/444430

Life & Health : กินเจอย่างไรให้สุขภาพดี...ไม่ขาดสารอาหาร

Life & Health : กินเจอย่างไรให้สุขภาพดี…ไม่ขาดสารอาหาร

วันพุธ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในปัจจุบันการตื่นตัวเรื่องของสุขภาพมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ช่วงเทศกาลกินเจถือเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่ทุกคนจะได้มีโอกาสทำบุญ ชำระจิตใจให้สะอาด เพราะไม่เบียดเบียนสิ่งมีชีวิต และยังมีโอกาสดีในการถือศีล บำเพ็ญธรรมไปพร้อมกันด้วย เรียกได้ว่าเป็นเทศกาลที่จะทำให้ผู้ปฏิบัติต่างมีความสุขทั้งทางกายและทางใจ

ข้อมูลจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวชนักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพจากสหรัฐอเมริกา กรรมการมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่า การกินเจตามธรรมเนียมนิยมแต่โบราณอย่างเคร่งครัดนั้น นอกจากจะต้องงดการบริโภคเนื้อสัตว์แล้วยังห้ามบริโภคผักที่มีกลิ่นฉุนบางชนิด เช่น หัวหอม กระเทียม หลักเกียว(ลักษณะคล้ายกระเทียมแต่มีขนาดเล็กกว่า) กุยช่าย ใบยาสูบ เป็นต้น เพราะชาวเจเชื่อว่าผักที่มีกลิ่นฉุน จะเข้าไปทำลายธาตุทั้ง 5 ในร่างกาย ส่งผลให้อวัยวะภายในร่างกายทำงานไม่ปกติ การกินเจที่เคร่งมากจะไม่ใช้ภาชนะที่เคยใช้กับอาหารคาวมาก่อน ฉะนั้นหม้อ จาน ชาม และภาชนะอื่นๆ ที่ใช้ต้องเป็นของใหม่ที่ยังไม่เคยปนเปื้อนอาหารคาวมาก่อน หรือเป็นชุดที่ใช้กับอาหารเจโดยเฉพาะ

ส่วนผู้ที่กินเจเพื่อเป็นการรักษาสุขภาพหรือกินตามความนิยม อาจไม่จำเป็นต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดขนาดต้องซื้อถ้วย ชาม หรือเครื่องครัวใหม่ และในกรณีที่เจ็บป่วย การกินผักกลิ่นฉุนก็อนุโลมได้ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่จะทำให้ผิดศีลหากใช้ผักเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาโรค ที่จริงแล้วผักเหล่านั้นมีสารพฤกษเคมีที่ช่วยในการเพิ่มภูมิต้านทานและป้องกันมะเร็ง และมีองค์ประกอบเป็นยาอยู่แล้ว

แม้ว่าจะกินเจอย่างเคร่งครัด แต่ในระยะเวลาสั้น ก็ใช่ว่าจะทำให้ขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายแต่อย่างไร เพราะในผัก ผลไม้และธัญพืชที่กินนั้น แต่ละชนิดก็ให้คุณค่าสารอาหารที่ต่างกันออกไป สำคัญตรงที่รู้จักเลือกกินอย่างถูกหลัก เพื่อให้ได้สารอาหารอย่างครบถ้วนและสมดุลเช่นกัน การผสมผสานของผักผลไม้เมล็ดธัญพืชจำพวก ข้าว ถั่วต่างๆ งา และถั่วเหลืองจะทำให้ได้รับสารอาหารอย่างหลากหลายเหมาะสมและได้โปรตีนที่สมบูรณ์ โดยเฉพาะถั่วเหลืองสำหรับชาวเจนั้นนับเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีไม่แพ้เนื้อสัตว์ และฮอร์โมนพืชในถั่วเหลืองคือสาร
ไอโซฟลาโวนส์ช่วยลดคอเลสเตอรอลและป้องกันมะเร็งในเต้านมอีกด้วย

อาหารเจอุดมไปด้วยธัญพืชไม่ขัดสีผักและผลไม้ ซึ่งมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมากมาย เช่น วิตามิน แร่ธาตุสารต้านอนุมูลอิสระ สารพฤกษเคมี สารเฟลโวนอยด์และใยอาหาร

สารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ แคโรทีนอยด์วิตามินซี และวิตามินอี ช่วยลดอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ โรคมะเร็ง ชะลอแก่ผลไม้ที่มีฤทธิ์ของการต้านอนุมูลอิสระสูงสุด ได้แก่ พรุน และบิลเบอร์รี่ หรือบลูเบอร์รี่

วิตามินที่มีมากในผักผลไม้ ได้แก่ เบต้าแคโรทีน ซึ่งถูกเปลี่ยนไปเป็นวิตามินเอในร่างกาย วิตามินบี และวิตามินซี วิตามินบีที่สำคัญในผักผลไม้คือ โฟเลต ช่วยป้องกันโลหิตจาง ป้องกันการก่อตัวที่ผิดปกติของสมองในเด็กทารกขณะแม่ตั้งครรภ์ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ลดความเสี่ยงสมองเสื่อม วิตามินซี ช่วยเพิ่มการดูดซึมของธาตุเหล็กในพืช จึงช่วยลดความเสี่ยงโลหิตจางในชาวเจ แร่ธาตุที่มีมากในผักและผลไม้ คือ โพแทสเซียม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก และแคลเซียม

สารเฟลโวนอยด์ มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการแข็งตัวของเกร็ดเลือดป้องกันโรคหัวใจ ผักผลไม้ที่มีสีม่วง หรือน้ำเงินเข้มเช่น บิลเบอร์รี่ หรือ บลูเบอร์รี่ มีสารแอนโธไซยานิดินส์ ซึ่งอยู่ในกลุ่มของสารเฟลโวนอยด์ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันความเสื่อมของตา

ใยอาหารช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านม ใยอาหารชนิดละลายน้ำช่วยลดคอเลสเตอรอลและระดับน้ำตาล ส่วนชนิดไม่ละลายน้ำช่วยป้องกันท้องผูก ผักผลไม้ที่มีใยอาหารทั้งสองประเภทสูง ได้แก่ พรุน ส้ม กล้วย ถั่วเหลือง ถั่วฝักยาว เป็นต้น

สำหรับวิตามินและแร่ธาตุหลายๆ ชนิดที่ชาวเจควรจะให้ความสนใจเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้ขาดสารอาหารเหล่านี้ ได้แก่ ธาตุเหล็ก แคลเซียม วิตามินบี 2 หรือไรโบเฟลวิน วิตามินบี 12 วิตามินดี สังกะสี

ชาวเจที่ควรได้รับความสนใจเป็นพิเศษในเรื่องอาหารคือ กลุ่มเด็กทารก เด็กที่กำลังเจริญเติบโต คนท้อง และหญิงให้นมบุตร อาหารที่กินควรจะจัดเมนูให้หลากหลายให้มีพลังงานเพียงพอและไม่ขาดสารอาหารที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรควรได้รับการเสริมสารอาหารให้เพียงพอเช่นเดียวกับหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่ได้อาหารมังสวิรัติ

อาหารเจถ้ากินให้ถูกวิธีก็สามารถทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนได้ กุญแจของการกินอาหารเจเพื่อสุขภาพ เช่นเดียวกับอาหารอื่นๆ ที่ไม่ใช่มังสวิรัติ คือการกินอาหารให้หลากหลายจากผัก ผลไม้ เมล็ดธัญพืชและถั่วต่างๆ ในขณะเดียวกันควรจำกัดอาหารที่มีไขมันสูงรวมทั้งอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาลสูงแต่อาหารเจมักจะรับวัฒนธรรมการปรุงแต่งมาจากอาหารจีน ซึ่งมีไขมันสูงได้แม้จะไม่มีคอเลสเตอรอล เพราะอาหารจีนมักจะใช้น้ำมันปริมาณมากในการปรุงอาหาร แม้จะเป็นน้ำมันพืชก็ตาม อาหารประเภททอดหรือผัดชนิดมันมากๆ และมีแป้งมีกะทิมากก็อาจจะทำให้อ้วนได้เช่นกัน วิธีการปรุงแบบไทยๆ เช่น ประเภทยำ ย่าง นึ่ง แกงส้ม ต้มยำ แกงป่า แกงอ่อม เมื่อนำมาดัดแปลง
ปรุงอาหารเจก็จะทำให้มีไขมันต่ำและไม่มีคอเลสเตอรอลได้

ชาวเจมักจะละเว้นเครื่องดื่มมึนเมาและบุหรี่ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมผลจากอาหารเจต่อสุภาพให้ดียิ่งขึ้น และประการสำคัญคือ พยายามออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นจี้กง ไท้เก็ก หรือการออกกำลังชนิดอื่นๆ ที่ชอบ ทำจิตใจให้แจ่มใสอย่าให้เครียด นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
สุขภาพที่ดีเยี่ยมจะไม่หนีไปไหน

ช่วงกินเจควรใส่ใจดื่มน้ำให้มากพออย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพราะอาหารที่มีกากใยสูงต้องการน้ำในการทำงานหากดื่มน้ำไม่พออาจทำให้เกิดอาการท้องอืด มีแก๊ส ปวดท้องได้

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการกินเจอย่างถูกหลักจะทำให้เราได้รับอาหารที่มีคุณค่าในการดูแลสุขภาพ สดและสะอาด มีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายครบถ้วนทำให้มีสุขภาพดีได้แต่สำหรับผู้ที่บริโภคเนื้อสัตว์มากๆ ถ้าจะหันมาลดเนื้อสัตว์และเพิ่มอาหารจากพืชผักผลไม้ให้มากขึ้น จะลดความเสี่ยงการเกิดโรคได้ไม่ยาก ที่สำคัญยังได้บุญ จิตใจสะอาดบริสุทธิ์ โดยถือเป็นฤกษ์งามยามดีที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีทั้งทางกายและทางใจ คนเป็นจำนวนมากอาจติดใจถึงขั้นกินเจกันไปตลอดเลยก็เป็นได้ไม่แน่คุณอาจจะเป็นหนึ่งในบรรดาคนเหล่านั้นก็ได้

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ลดน้ำหนักให้สำเร็จแบบยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/442790

LIFE&HEALTH : ลดน้ำหนักให้สำเร็จแบบยั่งยืน

LIFE&HEALTH : ลดน้ำหนักให้สำเร็จแบบยั่งยืน

วันพุธ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ไม่ว่าเมื่อไหร่เรื่องของการลดน้ำหนักหรือลดความอ้วน ก็ยังคงเป็นเรื่องราวฮอตฮิตในแวดวงสุขภาพอยู่เสมอ ในแต่ละปีเรามักจะได้ยินสูตรการลดน้ำหนัก หรือแม้แต่อาหารเสริมลดน้ำหนักที่ออกมาใหม่ๆ ไม่ซ้ำกันอยู่เสมอ แต่ทำไมสูตรลดความอ้วนหรืออาหารเสริมเหล่านี้ ต่างก็ไม่ประสบผลสำเร็จในการลดน้ำหนักได้สักที

ข้อมูลจาก นพ.เสฏฐวุฒิ งามเมธิชัยวงศ์ วุฒิบัตรด้านการรักษาโรคอ้วนและการลดน้ำหนัก จากสมาคมเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ ประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า ในวงการแพทย์ที่รักษาโรคอ้วนจัดว่า “ความอ้วน คือ โรคเรื้อรังที่ต้องจริงจังในการรักษา” เพราะเป็นต้นเหตุโรคเรื้อรังอื่นๆ อีกมากมาย ต่างก็พยายามที่ศึกษาวิจัยเพื่อหาแนวทางที่ดีและได้ผลปลอดภัยมากที่สุดในการลดน้ำหนักจนได้ข้อสรุปปัจจุบันในปี 2019 นี้ ซึ่งหัวใจสำคัญที่ตกผลึกออกมานั้นเป็นแนวทางในการลดน้ำหนักที่เราจะต้องทำให้ครบทุกข้อ เพื่อการลดน้ำหนักให้ประสบผลสำเร็จและยั่งยืน ซึ่งแนวทางดังกล่าว มีดังนี้

[1] สร้างความตระหนักรู้ให้กับตัวเอง-ว่าทำไมเราต้องลดน้ำหนัก หากเราไม่เห็นความสำคัญว่าจะต้องลดน้ำหนัก ก็จะไม่เกิดพฤติกรรมที่ดีๆ อื่นๆ ตามมา จึงนับเป็นขั้นแรกที่จะนำไปสู่การลดน้ำหนักได้อย่างประสบผลสำเร็จ

[2] การลดน้ำหนักที่ถูกต้อง คือ การลดไขมันในร่างกาย-ไม่ว่าจะเป็นไขมันที่สะสมใต้ชั้นผิวหนังหรือไขมันที่สะสมภายใน ซึ่งเป็นไขมันที่อันตรายมากกว่าไขมันอย่างแรก โดยต้องพยายามรักษามวลกล้ามเนื้อให้คงที่ หรือให้เพิ่มขึ้นกว่าเดิม เพื่อทำให้ระบบการเผาผลาญดียิ่งขึ้นนั่นเอง ซึ่งแนวทางในการลดไขมันสะสมดังกล่าวนั้น เราควรทราบค่าเลือดต่างๆ ที่สัมพันธ์กับระบบการเผาผลาญของร่างกายร่วมด้วย เช่น ระดับฮอร์โมนหลายตัว ได้แก่ ไทรอยด์ฮอร์โมน อินซูลิน ฮอร์โมนเพศชาย/หญิง ฮอร์โมนดีเอชอีเอ (DHEA) โกร๊ทฮอร์โมน (IGF-1) วิตามินดี ค่าการอักเสบในร่างกาย เป็นต้น

[3] รู้จักร่างกายของตัวเราเองให้ดีเสียก่อน-คนที่อ้วน หรือมีปัญหาน้ำหนักเกินนั้น พบว่า แต่ละคนไม่มีใครที่มีสาเหตุเหมือนกันเลย เพราะร่างกายเราต่างกันทั้งการเผาผลาญ ฮอร์โมนดังที่กล่าวมา รวมถึงกรรมพันธุ์เราจึงแตกต่างกันออกไป ดังนั้นการตั้งต้นลดน้ำหนักที่ดีที่สุด จึงต้องเริ่มที่การรู้จักตัวเราเองให้ดีเสียก่อน ว่าอะไรในร่างกายเราที่ส่งผลต่อน้ำหนักตัว ต่อการเพิ่มขึ้นของมวลไขมันมากที่สุดโดยการพบแพทย์เพื่อซักถามประวัติสุขภาพ ตรวจร่างกายและตรวจเลือดต่างๆ รวมไปถึงการตรวจองค์ประกอบของร่างกาย (Body composition) เพื่อวางแผนการลดน้ำหนักได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

[4] อาหารการกิน หัวใจสำคัญสำหรับการกินเพื่อลดน้ำหนัก-ปัจจุบันแนวทางที่ได้ผลดีและนิยมทำกัน ก็คือ การใช้แนนวทางการกินแบบ Low Carbs Diet with Nutrients Dense แปลว่า การลดการกินคาร์โบไฮเดรตลงแต่กินให้ได้สารอาหารอื่นๆ ครบถ้วน เช่น ลดการกินข้าว กินแป้ง หรือน้ำตาล ของหวานต่างๆที่จะกระตุ้นให้ฮอร์โมนอินซูลินหลั่งออกมามากจนเป็นสาเหตุของการดื้อต่ออินซูลินและโรคอ้วนได้แล้วเปลี่ยนเป็นเน้นอาหารที่กินนั้นควรมีสารอาหารที่ครบถ้วน หลากหลาย และมีประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่ต้องไปสนใจกับสูตรอาหารลดน้ำหนักต่างๆ มากมายนัก พยายามเปลี่ยนวิธีการคิดใหม่ เน้นที่รูปแบบของการกินอาหาร เช่น แนวทางการกินแบบเมดิเตอเรเนียน (Mediterranean diet) การกินแบบ Plant based diet หรือเน้นอาหารประเภทพืชผักผลไม้ เส้นใยอาหารให้เพียงพอและครบถ้วน การกินเพื่อลดการอักเสบ(Anti-inflammatory diet) เช่น อาหารแบบโซน (Zone Diet) เป็นต้น หรือ การกินอาหารแบบค่า Glycemic Index (GI) ต่ำ เป็นต้น ซึ่งรูปแบบการกินเหล่านี้สำคัญมากกว่าที่เราจะสนใจที่ตัวปริมาณสารอาหารหลัก (Macronutrients) แต่ละอย่าง เช่น คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน นั่นเอง อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญมากที่สุดสำหรับการกินเพื่อลดหรือควบคุมน้ำหนัก ก็คือ ความสม่ำเสมอ และ ความชอบ ในรูปแบบอาหารที่เรากิน เพราะ 2 สิ่งนี้จะทำให้เราทำได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน และที่จะลืมไปไม่ได้ก็คือ การรู้ช่วงเวลาที่ต้องอด หรือ Fasting นั่นเอง เพราะการ Fasting เป็นแนวทางสำคัญในการปรับสมดุลอินซูลินในร่างกายให้ทำงานดีขึ้น ทำให้ร่างกายดึงเอาไขมันสะสมออกมาใช้เป็นพลังงานมากขึ้น

[5] ออกกำลังกาย-ในคนที่อ้วนนั้น การออกกำลังกายที่เหมาะสมที่สุด คือ การออกกำลังกายที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่หักโหม ไม่ทำร้ายร่างกายจนเกิดการบาดเจ็บตามมา การออกกำลังกายที่ดีจึงควรเป็นแบบที่เกิดแรงกระแทกน้อย ได้แก่ การว่ายน้ำ การออกกำลังกายในน้ำ การเดินเบา ๆ บนลู่วิ่ง การปั่นจักรยาน เป็นต้น ต้องทำให้สม่ำเสมอ 3-4 วัน/สัปดาห์ ในแต่ละครั้งทำติดต่อกัน 40-60 นาที ใน “ระดับความเข้มแบบน้อยถึงปานกลาง” ออกแบบวันเว้นวันหรือ 2 วันตามแต่ละบุคคลเพื่อให้ร่างกายเกิดความสมดุลระหว่างฮอร์โมนที่ช่วยเสริมสร้าง (Anabolic hormones) และฮอร์โมนที่ช่วยลดการอักเสบ (Cortisol) การออกมากและหนักเกินไปอาจจะไม่เป็นผลดีเพราะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ Over training syndrome นอกจากนี้ ควรเพิ่มการทำเวทเทรนนิ่งไปด้วยเพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อ หรือ สร้างให้มากขึ้นเพื่อระบบการเผาผลาญที่ดีขึ้นตาม สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนที่อ้วนหมดความพยายามในการออกกำลังกายก็คือ ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร หรือบางคนพอเริ่มไปก็ทำได้ไม่ต่อเนื่อง ไม่สม่ำเสมอ ควรหาโค้ชหรือเทรนเนอร์ดูแลในช่วงแรกก่อน เพื่อคอยดูแลปรับท่าทางในการออกกำลังกายที่ถูกต้องให้ก่อนจะได้ออกได้ถูกต้องเกิดประโยชน์และลดการบาดเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีกด้วย

[6] ปรับพฤติกรรมเพื่อลดอ้วน-พยายามสร้างMindset ที่ดีให้กับตัวเองอยู่ตลอดเวลา รู้จักการกินอย่างมีสติ ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนและทำได้ แนะนำตั้งแบบ SMART goal คือ Specific-Measurable-Action-Realistic & Timing/Duration รู้จักควบคุมสิ่งที่จะกระตุ้นให้เราหลุดจากแนวทางลดอ้วนมีความพยายาม อดทนและสม่ำเสมอ ลดความเครียดที่เกิดขึ้นมาในแต่ละวันอย่างสร้างสรรค์และหาจุดที่ตัวเองทำแล้วมีความสุขมากที่สุด

[7] ใช้ยาลดน้ำหนักเมื่อจำเป็น-ปัจจุบันมียาหลายตัวที่ผ่านการวิจัยมาแล้วว่าลดน้ำหนักได้ผลใช้แล้วเกิดประโยชน์มากกว่าโทษ แต่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านโรคอ้วนเท่านั้น คนที่จำเป็นต้องใช้ยา จะต้องมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน และได้พูดคุยกันเพื่อสร้างความเข้าใจก่อนใช้กับแพทย์ก่อนเสมอ การใช้ยาหมอแนะนำว่าสามารถใช้ได้ในระยะเวลาหนึ่ง เช่น ในช่วง 3-6 เดือน หลังจากที่น้ำหนักลดลงมาแล้วก็มาทำสิ่งต่างๆ ที่เล่ามาข้างบนต่อเนื่องครับ

[8] ผ่าตัดเหมาะกับคนที่อ้วนมากๆ-เช่น คนที่น้ำหนักมากๆ เกิน 100 กิโลกรัมขึ้นไปหรือมีค่าดัชนีมวลกาย >40 ขึ้นไป หรืออ้วนร่วมกับมีโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากไขมันส่วนเกินในร่างกาย เช่นเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และอื่นๆ เป็นต้น ซึ่งการรักษาวิธีนี้ต้องปรึกษาพูดคุยกับศัลยแพทย์ที่เชี่ยวชาญ

[9] ดูแลสุขภาพลำไส้ให้ดีอยู่เสมอ-ยุคนี้เรื่องสุขภาพของลำไส้เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการย่อย การดูดซึมสารอาหาร และภูมิคุ้มกันร่างกาย คนที่มีปริมาณและสายพันธุ์ของแบคทีเรียที่ดี น้อยกว่า สายพันธุ์ที่ไม่ดี จะก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นการกระตุ้นสารอักเสบให้ออกมามากขึ้นและทำให้ฮอร์โมนหลายตัวในร่างกายทำงานได้น้อยลง ดังนั้น จะลดอ้วนได้สำเร็จและยั่งยืน ต้องเริ่มจากการดูแลสุขภาพลำไส้ให้ดี

[10] มุ่งมั่นตั้งใจอย่างแท้จริง-ข้อสุดท้าย คือ ขอให้มุ่งมั่นตั้งใจจริง มีความพยายามและอดทนในการปรับเปลี่ยนตัวเราเองไปเรื่อยๆ เพราะหากเราไม่ลด เราไม่ทำ ผลเสียที่เกิดขึ้นท้ายที่สุดก็เป็นที่ตัวเราเอง ดังนั้น เริ่มวันนี้ อย่ารอเวลาล่วงผ่านไปโดยที่เราไม่ทำอะไร หาที่ปรึกษาดีๆ ที่สามารถให้คำตอบ ช่วยเหลือเราได้ในการวางแผนอย่างเป็นระบบ ถูกต้องและปลอดภัย นับเป็นกุญแจสำคัญสู่การเปลี่ยนแปลงตัวเองให้กลายเป็นคนใหม่ที่มีสุขภาพกาย สุขภาพใจที่ดียิ่งขึ้นด้วย

ทั้งนี้ใครที่มีปัญหาน้ำหนักตัวเกินแบบถาวรมูลนิธิคุณแม่คุณภาพจะเปิดคอร์สอบรม “การลดน้ำหนักแบบบูรณาการสู่การปฏิบัติได้จริง” ในวันที่ 23-24พ.ย.นี้ โดยผู้เชี่ยวชาญ อาทิ ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์,รศ.ดร.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่, นพ.เสฎฐวุฒิ งามเมธิชัยวงศ์,นพ.วชิระ คุณาธาทร, รศ.ดร.สมพร กันทรดุษฎี เตรียมชัยศรี และ อ.ดร.สุเมธ คันชิง เป็นต้น ผู้สนใจดูรายละเอียดได้ที่ https://www.facebook.com/pg/DDseminarThai หรือ 085-8250222

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก..เรื่องใกล้ตัวที่ผู้หญิงไม่ควรมองข้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/441135

Life & Health : มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก..เรื่องใกล้ตัวที่ผู้หญิงไม่ควรมองข้าม

Life & Health : มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก..เรื่องใกล้ตัวที่ผู้หญิงไม่ควรมองข้าม

วันพุธ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปัจจุบันผู้หญิงหันมาดูแลสุขภาพกันมากโดยเฉพาะเมื่อมีอายุมากขึ้น ด้วยการออกกำลังกายรับประทานอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น รับประทานอาหารเสริม ยาสมุนไพร เพื่อลดอายุ เพราะอยากมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ดูอ่อนกว่าวัย และหลีกเลี่ยงโรคภัยไข้เจ็บที่จะมาเยี่ยมเยียน โดยเฉพาะคุณผู้หญิงในวัย 50 ปีขึ้นไป เป็นช่วงที่ประจำเดือนเริ่มหมดหรือเรียกว่าเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยทอง ผู้หญิงที่อ้วน หรือไม่มีบุตร ท่านอาจจะเป็นกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก แต่ถ้ามาพบแพทย์ตั้งแต่แรกเริ่มมีอาการก็สามารถรักษาได้

ข้อมูลจาก แพทย์หญิงกมัยธร เทียนทองกลุ่มงานสูตินรีเวชศาสตร์ รพ.ราชวิถี เปิดเผยว่า มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก เป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับ 3ของมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรีไทย โดยพบประมาณ3 คนต่อแสนรายต่อปี แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น อเมริกา หรือยุโรป จะพบบ่อยเป็นอันดับ 1

ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา ที่เริ่มมีการรับประทานอาหาร ลักษณะความเป็นอยู่คล้ายคลึงประเทศแถบตะวันตกมากขึ้นทุกที จึงพบการเกิดมะเร็งชนิดนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน แต่ในปัจจุบันเริ่มพบในผู้หญิงที่อายุต่ำกว่า 40 ปีมากขึ้น มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก เกิดได้จากหลายสาเหตุ พบว่าการกระตุ้นของฮอร์โมนเพศหญิงหรือเอสโตรเจน เป็นปัจจัยที่พบได้บ่อย ดังนั้นภาวะใดก็ตามที่ทำให้มีฮอร์โมนเหล่านี้มากผิดปกติก็จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งชนิดนี้ด้วย ได้แก่

l คนไข้วัยทอง ที่ได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนเสริมเพียงอย่างเดียว สามารถกระตุ้นโรคนี้ได้

l สมุนไพร ยาสมุนไพรบางชนิดมีเอสโตรเจนปริมาณสูง เช่น กวาวเครือ และอีกหลายชนิดมีเอสโตรเจนแฝงอยู่โดยไม่รู้ การรับประทานสมุนไพรบางตัวจึงอาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้

l ความอ้วน คนที่มีน้ำหนักตัวมากจะมีการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนได้มากกว่าคนที่น้ำหนักตัวปกติ ดังนั้นยิ่งอ้วนมากยิ่งมีความเสี่ยงเป็นโรคนี้มากขึ้น

l ยารักษามะเร็งเต้านม ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหลังผ่าตัด มีความจำเป็นที่แพทย์จะให้รับประทานยาป้องกันการกลับเป็นซ้ำ (ทามอกซิเฟน) ซึ่งยานี้จะกระตุ้นให้เยื่อบุโพรงมดลูกผิดปกติได้ จึงสมควรได้รับการตรวจติดตามอย่างใกล้ชิด ผู้ป่วยควรจดความถี่ของประจำเดือนอย่างสม่ำเสมอ ถ้าผิดปกติควรมาตรวจกับสูตินรีแพทย์

l ภาวะไข่ไม่ตกเรื้อรัง ซึ่งมักมีอาการประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หน้ามัน มีสิว หรือมีขนดกมากขึ้น

นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อีก ได้แก่ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ผู้หญิงที่ไม่มีลูก มีประวัติพันธุกรรม ญาติสายตรงเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่อย่าเพิ่งตกใจไป เพราะการมีปัจจัยเสี่ยงไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นมะเร็งแต่จะได้เฝ้าระวังดูแลและรีบมาพบแพทย์เมื่อมีอาการ

อาการแสดงของโรค โรคนี้มักเริ่มแสดงอาการแต่เนิ่นๆ นั่นคือ มีเลือดออกทางช่องคลอด เนื่องจากมะเร็งชนิดนี้มักเกิดหลังอายุ 50 ปี ดังนั้น ผู้หญิงทุกคนที่มีเลือดออกหลังหมดประจำเดือนไปแล้วควรรีบมาพบแพทย์ หากผู้ที่ยังไม่ถึงวัยทอง แต่ถ้ามีอาการเลือดออกผิดปกติที่ไม่ใช่รอบเดือน เช่น ออกกะปริดกะปรอย หรือออกมามากและนานกว่าปกติ คือเกิน 7 วันต่อรอบ ก็ควรมาพบแพทย์เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงข้างต้น ยิ่งพบแต่ระยะแรกโอกาสหายยิ่งสูง หากมีอาการผิดปกติไม่ควรนิ่งนอนใจ

การวินิจฉัยที่แน่นอนได้จากการนำชิ้นเนื้อในโพรงมดลูกไปตรวจทางพยาธิวิทยา วิธีการตรวจมีได้หลายอย่างไม่ต้องดมยาสลบ การดูดเซลล์ โดยสอดหลอดเล็กๆ เข้าไปในปากมดลูกเข้าไปเก็บเนื้อในโพรงมดลูก หรือต้องขูดมดลูก หรืออีกวิธีคือการส่องกล้องเข้าไปในโพรงมดลูกเพื่อเก็บชิ้นเนื้อ ซึ่งขึ้นอยู่กับแพทย์พิจารณาในการเลือกวิธี ซึ่งเมื่อเราได้ชิ้นเนื้อนั้นมาแล้ว หากมีเซลล์มะเร็งอยู่จะมีวิธีการรักษาต่อไป

การรักษา การผ่าตัดเป็นวิธีหลักของการรักษาโรคนี้ที่เป็นทั้งการรักษาและกำหนดระยะของโรคสามารถทำได้โดยการผ่าตัดทั้งการผ่าตัดทางหน้าท้อง และการผ่าตัดผ่านกล้อง หลังจากผ่าตัดแล้วแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาต่อว่าผู้ป่วยควรได้รับการรักษาเพิ่มเติม เช่นการให้รังสีรักษา และการให้ยาเคมีบำบัดหรือไม่

วิธีป้องกันตัวเอง เนื่องจากโรคนี้ไม่มีวิธีคัดกรอง คนไข้จะต้องสังเกตตัวเอง ถ้ามีเลือดออกทางช่องคลอดที่ผิดปกติก็ควรจะต้องมาพบแพทย์โดยเร็ว การลดความอ้วนออกกำลังกาย และไม่ใช้ยาสมุนไพรโดยไม่จำเป็นก็จะช่วยให้ลดการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้ นอกจากนี้ปัจจัยที่พบว่าสามารถป้องกันโรคนี้ได้คือการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด หรือฉีดยาคุมกำเนิด

ปัญหาหลักของผู้หญิงในปัจจุบันคือ ไม่ยอมมาตรวจภายในเพราะว่าอาย มีเลือดออกทางช่องคลอดก็ไม่มาตรวจเพราะว่าไม่คิดว่ามีความสำคัญ ทำให้เสียโอกาสในการรักษาถ้าตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก ซึ่งมีโอกาสที่จะรักษาให้หายขาดได้

ในปัจจุบัน กลุ่มงานสูตินารีเวชศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี พยายามหาเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัยมาใช้ในการผ่าตัดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดผ่านกล้องในผู้ป่วยที่เหมาะสม จะทำให้เกิดแผลเล็ก คนไข้ฟื้นตัวได้เร็วและไม่ต้องค้างโรงพยาบาลหลายวัน พบว่าจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ที่เข้ามารักษาเฉพาะมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกของ รพ.ราชวิถี ปี 2015-2018 พบว่า โดยในปี 2561ที่ผ่านมา มีคนไข้มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกที่อยู่ในการดูแลถึง 570 คน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และจากสถิติในปี 2561 ที่ผ่านมา รพ.ราชวิถี รักษาผู้ป่วยมะเร็งมากถึง 15,670 คน เป็นผู้ป่วยมะเร็งที่ส่งต่อมาจากโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศปีละ 10,250 คน แต่ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ บุคลากรทางการแพทย์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งที่จำเป็นต้องรักษาอาจต้องรอคิวการรักษายาวนานซึ่งการรอเพื่อรับการรักษาในผู้ป่วยโรคมะเร็งเหล่านี้ เป็นปัญหาสำคัญ หากผู้ป่วยได้รับการรักษาเร็วโอกาสที่จะหายและสามารถกลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติจะมีมากขึ้น

ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน มาร่วมต่อชีวิตให้กับผู้ป่วยที่รอโอกาสทางการรักษาโรคมะเร็ง ใน “กองทุนพิชิตมะเร็ง มูลนิธิ รพ.ราชวิถี” โดยร่วมบริจาคได้ที่บัญชีมูลนิธิรพ.ราชวิถี หมายเลขบัญชี 0512163221 ธ.ไทยพาณิชย์ สาขา รพ.ราชวิถี หรือ http://www.rajavithifondation.com หรือโทร.02-3547997-9

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เกษียณสุขแบบโสดโสด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/437869

Life & Health : เกษียณสุขแบบโสดโสด

Life & Health : เกษียณสุขแบบโสดโสด

วันพุธ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สังคมปัจจุบันคนส่วนใหญ่เลือกที่จะเป็นโสดกันมากขึ้น จะด้วยเพราะเป็นคนรักอิสระ ไม่ต้องการมีภาระใดๆ หรือจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เมื่อตัดสินใจโสดแล้วคุณต้องสตรองเป็นสองเท่าเพื่อความพร้อมที่จะพึ่งพาตัวเอง การเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ ในวัยที่ยังทำงาน ดูจะเป็นแนวทางสำหรับการก้าวสู่ชีวิตหลังเกษียณอย่างมีความสุข

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพเปิดเผยว่า คนเราเดี๋ยวนี้ดูอ่อนกว่าวัย ที่เห็นๆ กันอยู่เดาอายุไม่ค่อยถูก ภายนอกดูดีจริงแล้วภายในล่ะ ดีด้วยหรือเปล่า สุขภาพจะดีต้องดีจากภายใน ด้วยการรับประทานอาหารให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการ เลิกรับประทานอาหารขยะ ที่จะนำความอ้วนและโรคร้ายตามมา การหัดพักผ่อนให้เพียงพอร่างกายจะได้มีเวลาซ่อมแซมและฟื้นฟูตัวเอง ขยันไปออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อและหัวใจ ทั้งยังเป็นการฝึกความกระฉับกระเฉงให้มากขึ้น แถมยังช่วยเพิ่มระดับสารเอนดอร์ฟินหรือฮอร์โมนแห่งความสุขให้ตัวเอง

ต้องรู้จักการจัดระเบียบการเงิน สำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ การออมจากเงินเดือน หรือพึ่งจากเงินบำนาญ เงินสำรองเลี้ยงชีพ อาจไม่ทำให้ชีวิตหลังหยุดทำงานอยู่ได้อย่างสบายๆ หากอยากเกษียณอย่างมีความสุขต้องรู้จักวางแผน วิธีที่จะช่วยให้คุณมีเงินเก็บได้แบบไม่ต้องขอความช่วยเหลือจากใครก็คือ

l ต้องไม่สร้างหนี้ หรือถ้ายังมีหนี้อยู่ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ฯลฯ ควรรีบเคลียร์ให้หมดและไม่ก่อหนี้ใหม่มาเพิ่ม เพราะนั่นคืออุปสรรคที่จะจัดการเรื่องเงินทองของเรา

l เลือกวิธีการออมให้เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นเงินฝากธนาคาร พันธบัตร ลงทุนในหุ้น ซื้อกองทุนรวม หุ้นกู้ อสังหาริมทรัพย์ ประกันชีวิต ฯลฯ โดยเลือกลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้

l ทำประกันสุขภาพและประกันโรคร้ายแรง เพราะค่ารักษาพยาบาลนับวันมีแต่จะเพิ่มสูงขึ้น การทำประกันสามารถช่วยบรรเทาภาระค่ารักษาพยาบาลและช่วงพักฟื้นให้กับเราได้

ดำเนินชีวิตแบบชิลล์ ชิลล์ไปกับชีวิตโสด สำหรับคนโสดแล้ว สามารถมีสังคมใหม่ๆ ที่จะทำให้ชีวิตมีความสุขและมีความหมายได้ โดยการหางานอดิเรกหรือเข้าร่วมคอร์สต่างๆ ซึ่งนอกจากจะได้สนุกกับกิจกรรมแล้วยังอาจแปรเป็นรายได้ให้อีกด้วย เช่น จัดดอกไม้ วาดรูป ทำเบเกอรี่ หรืออาจนำความรู้ที่มีมาแชร์ให้กับคนรุ่นใหม่ด้วยการไปเป็นที่ปรึกษา วิทยากร อาจารย์พิเศษ ฯลฯ ถ้ายังไงก็ลองหาสิ่งที่เราชอบเตรียมไว้ก่อนก็แล้วกัน

ปรับพฤติกรรมการดำเนินชีวิตเพื่อชีวิตยืนยาว และมีสุขภาพที่ดี ควรปฏิบัติตัวดังนี้

l รับประทานอาหารที่ให้พลังงานน้อยซึ่งสามารถทำได้หลายอย่างตั้งแต่ การอดอาหารเป็นระยะๆ ที่ง่ายที่สุดก็คือ ให้กิน 12 ชั่วโมง และอด 12 ชั่วโมง สำหรับการกินอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลให้น้อยลงโดยเฉพาะมื้อค่ำ แต่ขอย้ำให้กินอาหารให้ครบถ้วนทุกหมวดหมู่ไม่ใช่เลือกกินแต่เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเพราะจะทำให้ขาดสารอาหารที่จำเป็นได้

l ให้เดิน 10 นาที หลังจากการกินอาหารทุกมื้อ การดื่มน้ำสะอาดที่มีแร่ธาตุที่จำเป็นอย่างพอเพียง การดำเนินชีวิตอย่างมีพลังและกระฉับกระเฉง การออกกำลังกายที่เหมาะสมอย่างพอเพียง การฝึกผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจเป็นประจำ การนอนหลับที่พอเพียง

ข้อแนะนำจาก อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวชนักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐอเมริกา) และ กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยถึงวิธีการเติมสารแอนติออกซิแดนท์ให้ร่างกายได้ โดยเพียงกินผักผลไม้ให้หลากหลายสี อย่างน้อยที่สุดวันละ 5-8 อุ้งมือ ธัญพืชไม่ขัดสีวันละ3 อุ้งมือ เราก็จะได้สารแอนติออกซิแดนท์ในปริมาณที่ร่างกายต้องการ สีของผักผลไม้บ่งบอกถึงสารอาหารต่างๆ กันที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีข้อแนะนำดังนี้

l กินผักใบเขียวจัดวันละ 1-2 อุ้งมือ เพราะมีกรดโฟลิก (วิตามินบีชนิดหนึ่ง) และสารลูทีนสูง กรดโฟลิกช่วยสร้างเม็ดเลือดป้องกันโลหิตจาง ลดความเสี่ยงโรคมะเร็งโรคหัวใจและหลอดเลือด สมองเสื่อม สารลูทีนช่วยบำรุงสายตา หัวใจ และป้องกันมะเร็ง นอกจากนี้ยังมีวิตามินอีสูง ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานและชะลอวัย

l กินผักหรือผลไม้สีเหลืองหรือส้มจัดเช่น แครอท ฟักทอง มันเทศ ข้าวโพดหวาน คะน้า มะม่วงสุก มะปราง ขนุน แคนตาลูปกล้วยไข่ เป็นต้น จะได้สารเบต้าแคโรทีนซึ่งร่างกายเปลี่ยนไปเป็นวิตามินเอ บำรุงสายตาช่วยการมองเห็นในที่มืด บำรุงผิวพรรณ ต้านการติดเชื้อ เพิ่มภูมิต้านทาน ร่วมเสริมสร้างสุขภาพกระดูก ผักใบเขียวก็ยังมีเบต้าแคโรทีนสูงแต่สีของคลอโรฟิลจะบดบังสีของเบต้าแคโรทีนเช่น บร็อคโคลี่ คะน้า ผักบุ้ง เป็นต้น

l กินผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงวันละอย่าง เพื่อป้องกันต้อกระจกซึ่งเป็นโรคที่มักเกิดในผู้สูงวัย โรคหัวใจและมะเร็ง นอกจากนี้วิตามินซียังช่วยให้แผลหายเร็ว รักษาสุขภาพเหงือกและฟัน ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงเช่น ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ผลไม้ตระกูลส้ม ฝรั่ง สับปะรด กีวี มะขามป้อม ส่วนในผัก ได้แก่พริกหวาน มะเขือเทศ บร็อคโคลี่

l กินผักและผลไม้ที่มีสีม่วง หรือน้ำเงินเข้ม เช่น บลูเบอร์รี่ แครนเบอร์รี่ พลัมหรือพรุนสด แบล็คเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่หอมแดง มันที่มีเนื้อสีแดง แรดดิช มีสารแอนโธไซยานิดินส์ช่วยบำรุงสายตา ชะลอความเสื่อมของตา เสริมสร้างสุขภาพหลอดเลือด ช่วยลดการแข็งตัวของเกล็ดเลือด ป้องกันโรคหัวใจ

l กินผักและผลไม้ที่มีสีแดง เช่น มะเขือเทศ พริกหวานสีแดง แตงโม ช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก เสริมสร้างสุขภาพหัวใจ ร่างกายจะดูดซึมสารไลโคพีนได้มากขึ้นหากผักดังกล่าวถูกปรุงด้วยความร้อน

ใครที่คิดจะเกษียณให้สุขสันต์ลั้นลาล่ะก็…อย่าลืมผูกมิตรกับญาติพี่น้อง และมีมิตรแท้ เพื่อนสนิทไว้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันจนแก่ ที่ไม่ใช่เพียงแค่พบปะพูดคุยและช่วยเหลือกันเท่านั้น หากยังเป็นการรวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยกัน เช่น ออกกำลังกาย ท่องเที่ยว เข้าวัดทำบุญปฏิบัติธรรม ทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์กับสังคม ฯลฯ ก็จะช่วยให้ชีวิตมีสีสันและคลายความเหงาได้

ต่อจากนี้ไปรับรองว่าคุณจะแฮปปี้สุดๆ กับชีวิตโสดในวัยเกษียณอย่างแน่นอน

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : การรักษาโรคทางเดินปัสสาวะด้วยการผ่าตัดผ่านกล้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/436231

LIFE&HEALTH : การรักษาโรคทางเดินปัสสาวะด้วยการผ่าตัดผ่านกล้อง

LIFE&HEALTH : การรักษาโรคทางเดินปัสสาวะด้วยการผ่าตัดผ่านกล้อง

วันพุธ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ระบบทางเดินปัสสาวะเป็นระบบที่มีความสำคัญมาก เพราะหน้าที่หลักคือกำจัดของเสียและรักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย หากเกิดความผิดปกติ จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อร่างกายอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินปัสสาวะ อาทิ โรคนิ่วในไตและท่อไต โรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ โรคมะเร็งไต โรคต่อมลูกหมากโตและ มะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นต้น

ปัจจุบันเทคโนโลยี มีวิวัฒนาการทางการแพทย์ก้าวหน้ามากขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับการผ่าตัดใน “ศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ”ที่ได้มีการพัฒนาด้านการผ่าตัดเพื่อให้แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กลง ด้วยวิธีการผ่าตัดทางกล้อง ข้อมูลจาก นพ.ธเนศ ไทยดำรงค์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ แผนกศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ รพ.ราชวิถี เปิดเผยว่า ทีมแพทย์ผ่าตัดทางกล้องบาดเจ็บน้อยในศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะโรงพยาบาลราชวิถี หรือ M.I.S.Urology Rajavithi (MISUR) ประสบความสำเร็จด้วยการผ่าตัดด้วยกล้องขนาดเล็กในการเปิดพื้นที่บนร่างกายให้เล็กที่สุดเพื่อรบกวนอวัยวะข้างเคียงให้น้อยที่สุด เทคนิคดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วขึ้น และมีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่กำลังรอคอยการรักษาจากแพทย์อย่างมีความหวังจากอดีตที่ผ่านมามีผู้ป่วยทั้งหญิงและชายที่มีปัญหาเรื่องของระบบท่อปัสสาวะ รวมถึงระบบต่อมลูกหมาก หลังผ่าตัดแผลบนร่างกายก็ไม่ต่างจากตีนตะขาบหรือมีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่แต่ปัจจุบันนอกจากวิวัฒนาการอุปกรณ์ เทคโนโลยีที่ทันสมัยแล้ว ยังมีทีมแพทย์ที่ได้รับการฝึกฝนและพัฒนาศักยภาพของตนเองจนประสบความสำเร็จในการผ่าตัดด้วยกล้องขนาดเล็ก

แต่ทั้งนี้ การผ่าตัดด้วยกล้องขนาดเล็กมีประสิทธิภาพกำลังขยายได้ถึง 30 เท่า ซึ่งทำให้การทำงานของทีมแพทย์ สามารถที่จะวิเคราะห์แนวทางการรักษา ในขณะที่กำลังทำการผ่าตัดได้อย่างละเอียดและรอบคอบมากขึ้น โดยที่ผ่านมานอกจากการรักษาผู้ป่วยในกรุงเทพมหานคร ณ รพ.ราชวิถียังได้มีการจัดทีมแพทย์ MISUR ไปร่วมปฏิบัติงานจริง และเป็นทีมพี่เลี้ยงให้แพทย์ศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ ในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศอีกด้วย รวมทั้งยังได้ไปร่วมงานและแลกเปลี่ยนด้านการผ่าตัดผ่านกล้องไปยังประเทศต่างๆ ในอาเซียน เช่น พม่า ลาว เวียดนาม สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์อินโดนีเชีย และมาเลเซีย เป็นต้น นอกจากนี้รพ.ราชวิถี ยังโดดเด่นในด้านการจัดองค์ความรู้ เพราะเราต้องการที่จะพัฒนาคนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการผ่าตัดจะสำเร็จได้ต้องมีทีมที่ดี เราจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาทีมเป็นอย่างมาก ซึ่งทีมประกอบด้วยแพทย์ศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ วิสัญญีแพทย์ พยาบาลเฉพาะทางและนักกายภาพบำบัด ซึ่งเราจะต้องพัฒนาไปด้วยกันในรูปแบบทีมสหวิชาชีพ เพราะผู้ป่วยจะฟื้นตัวกลับบ้านได้เร็วทุกอย่างต้องสอดคล้องกัน

โรคระบบทางเดินปัสสาวะมีหลายโรค อาทิ โรคนิ่วในไตและท่อไต โรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ โรคมะเร็งระบบทางเดินปัสสาวะ โรคต่อมลูกหมากโต และมะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นต้น โดยเฉพาะโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ จะพบมากทางภาคอีสานด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น อากาศร้อน ทำงานกลางแดด ปัสสาวะจะเข้มข้น เกิดนิ่วได้ง่าย เพราะ นิ่ว เกิดจากพันธุกรรม พื้นที่ที่เขาอยู่ แปรผันตามเกลือแร่ในน้ำ อาหารประจำถิ่น ผักบางอย่างเป็นตัวส่งเสริมให้เกิดนิ่ว ซึ่งเราสามารถป้องกันได้ ด้วยการดื่มน้ำให้มากๆ ซึ่งถ้าท่านใดเกิดความผิดปกติ การขับถ่ายปัสสาวะก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ รีบเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ทันที ที่ผ่านมาก็ทำการรักษาและป้องกันไปแล้วเป็นจำนวนมาก และปัจจุบันรพ.ราชวิถีมีผู้ป่วยอีกกลุ่มที่เพิ่มมากขึ้นคือมะเร็งในระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งที่ไต สืบเนื่องจากรพ.ราชวิถีเป็นศูนย์ส่งต่อระดับตติยภูมิจากทั่วประเทศของกระทรวงสาธารณสุข

การรักษาโรคระบบทางเดินปัสสาวะ มีตั้งแต่การจ่ายยาไปจนถึงการผ่าตัด ขึ้นอยู่กับโรคและอาการของโรค ทางรพ.ราชวิถี ได้มีการผ่าตัดผ่านกล้อง เพื่อรักษาด้านระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งการผ่าตัดส่องกล้องแบบแผลเล็ก เป็นหนึ่งทางเลือกในการรักษาที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากจะทำให้ผู้ป่วยมีแผลที่เล็ก ฟื้นตัวและกลับบ้านได้เร็วขึ้น ไม่ต้องมาแออัดนอนอยู่ที่โรงพยาบาล และยังส่งผลให้ต่อการรอเตียง ทั้งนี้เพื่อลดการรอคอยการผ่าตัด และได้รับการรักษาได้เร็วขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีอย่างยิ่งกับโรงพยาบาลและผู้มารับการรักษาโดยเฉพาะในโรงพยาบาลของรัฐที่มีผู้ป่วยหนาแน่น

การผ่าตัดผ่านกล้องเข้าไปในช่องท้อง ซึ่งกล้องสามารถโฟกัสภาพพร้อมขยายภาพให้ชัดขึ้นทำให้ความแม่นยำทางการแพทย์ที่เราต้องจะตัดก้อนเนื้อไม่โดนเส้นเลือด การเสียเลือดน้อยกว่า ร่างกายก็โทรมน้อยกว่า คือเจ็บแผลน้อยกว่า บาดเจ็บน้อยกว่าก็ดูเป็นทิศทางที่ดี และเป็นแนวทางที่ต้องดำเนินการ และพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อผู้มารับการรักษา

หลังจากผ่าตัดผู้ป่วยต้องดูแลตัวเองอย่างไร ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ได้รับการผ่าตัดแล้วจะใช้ชีวิตประจำวันทำได้ตามปกติ ซึ่งต้องดูแลตัวเองด้วยการดื่มน้ำมากๆ รับประทานอาหารแต่พอดี และการออกกำลังกายได้นิดหน่อยรวมทั้งการยกของหนักๆ แม้ว่าข้างนอกแผลเล็ก แต่ความแข็งแรงของแผลโดยธรรมชาติคือประมาณ 3 เดือน แต่ผ่าตัดแผลเล็กจะดีกว่าในแง่ของการกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ดีและรวดเร็วขึ้น เพราะถ้าเป็นการแผลผ่าตัดใหญ่อาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ กว่าจะกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ดี

ดังนั้น การผ่าตัดแผลเล็กบาดเจ็บน้อย คือการผ่าตัดที่เราสัมผัสเนื้อเยื่อปกติให้น้อยที่สุด เอาเนื้อเยื่อที่มีปัญหาออก ผ่าตัดแผลเล็กบาดเจ็บน้อยเราต้องการหมอและทีมที่มีทักษะ เพราะนี่คือสิ่งที่เราทำ และพัฒนา คือแลกเปลี่ยนทักษะซึ่งกันและกัน ระหว่างทีมแพทย์ในส่วนกลาง กับทีมแพทย์ในภูมิภาค เพื่อนำไปสู่การพัฒนาการรักษาที่ยั่งยืนและมอบสิ่งดีๆ ไปสู่ประชาชน ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ นี่คือภารกิจที่ รพ.ราชวิถี กำลังทำอยู่ ณ ปัจจุบัน

ปัจจุบัน รพ.ราชวิถียังมีผู้ป่วยด้อยโอกาสอยู่เป็นจำนวนมากที่รอคอยการรักษา สำหรับผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี” หมายเลขบัญชี 0512163221 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโรงพยาบาลราชวิถี หรือ http://www.rajavithifoundation.com

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ดูแลดวงตา…ห่างไกลภัยแสงใกล้ตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/434598

Life & Health : ดูแลดวงตา...ห่างไกลภัยแสงใกล้ตัว

Life & Health : ดูแลดวงตา…ห่างไกลภัยแสงใกล้ตัว

วันพุธ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และเทคโนโลยี ทำให้วิถีการดำเนินชีวิตของประชาชนได้เปลี่ยนแปลงไป
ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของประชาชน เทคโนโลยีดิจิทัลก้าวไปไม่หยุดนิ่งและเข้ามามีบทบาทในชีวิต ไลฟ์สไตล์ของเราจึงเปลี่ยนแปลงไป เพราะปัจจุบันอุปกรณ์ดิจิทัลต่างๆ ทั้งคอมพิวเตอร์ แท็บเลต หรือแม้กระทั่งสมาร์ทโฟนก็กลายเป็นอุปกรณ์จำเป็นที่ขาดไม่ได้ไม่ว่าจะเรียน ทำงาน สังคม ความบันเทิง หรือแม้กระทั่งการซื้อขายสินค้าและการใช้บริการต่างๆ แต่หลายคนมักลืมไปว่าการใช้สายตาจ้องมองหน้าจอจากอุปกรณ์เหล่านี้เป็นเวลานานๆ จะส่งผลเสียต่อดวงตาโดยไม่รู้ตัว

ตามสถิติพบว่า พฤติกรรมการติดจอ นอกจากจะเพิ่มความเสี่ยงโรคจอประสาทตาเสื่อมแล้ว ยังส่งผลให้ดวงตาเกิดอาการตาล้า ตาเบลอ ตาพร่า หรือตาแห้ง เนื่องจากการเพ่งหน้าจอนานๆ ทำให้มีการกะพริบตาลดน้อยลงจากปกติที่ควรจะกะพริบตา 10-15 ครั้งต่อนาที เป็นที่น่าวิตกว่า จากการสำรวจพบว่ากลุ่มคนวัยทำงานหรือ Gen Y คือ คนที่เกิดในช่วงปี พ.ศ.2524-2543 มีปริมาณการใช้อินเตอร์เนตสูงที่สุดเมื่อเทียบกับคนช่วงอายุอื่นๆ โดยมีการใช้อินเตอร์เนตโดยเฉลี่ย 7.6 ชั่วโมงต่อวันเลยทีเดียว รู้อย่างนี้แล้ว ควรหันมาสนใจดูแลดวงตากันก่อน โดยอย่าปล่อยให้ดวงตาอ่อนล้าและมีสัญญาณเตือน

ข้อมูลจาก นพ.ธีรวีร์ หงส์หยกอาจารย์จักษุแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกระจกตา และการผ่าตัดแก้ไขสายตา โรงพยาบาลราชวิถี และวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า ในประเทศไทยสามารถพบอุบัติการณ์โรคทางดวงตา และอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับดวงตาเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมของคนในการใช้สายตาเปลี่ยนไป รวมทั้งการละเลยการดูแลดวงตาต่อเนื่องเป็นเวลานาน

นอกจากนี้ยังพบว่า กลุ่มคนทำงานเป็นกลุ่มคนที่เกิดอาการผิดปกติกับดวงตามากที่สุด เพราะเป็นกลุ่มคนที่ใช้เวลาหลายชั่วโมงในแต่ละวันไปกับการจ้องจอไม่ว่าจะเป็นจอคอมพิวเตอร์ มือถือ แท็บเลต และ Gadgets ต่างๆ ซึ่งพบมากถึงร้อยละ 70 ของผู้ที่ทำงานกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน และพบได้มากขึ้นในคนที่อายุมากกว่า 40 ปี ทำให้เกิด Computer Vision Syndromeเกิดอาการผิดปกติ เช่น อาการล้าตา ตาแห้งแสบตา แพ้แสงสู้แสงไม่ได้ ปวดศีรษะปวดคอ บ่า ไหล่ ร่วมด้วย

นอกจากนี้ แสงสีฟ้า (Blue Light) ซึ่งเป็นคลื่นแสงที่มีพลังงานสูงจากจอคอมพิวเตอร์ มือถือ แท็บเลตGadgets ต่างๆ และรังสียูวีจากแสงแดดที่เข้าสู่ดวงตา ทำให้เกิดอนุมูลอิสระในเซลล์จอประสาทตา ทำให้เซลล์ค่อยๆ เสื่อมลง หากไม่ดูแลและปรับพฤติกรรมการใช้สายตา จะทำให้เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมในที่สุด

ในแต่ละปีศูนย์จักษุ รพ.ราชวิถีได้ช่วยแก้ไขปัญหาให้กับผู้ป่วยที่ประสบปัญหาสุขภาพทางตามากกว่า 100,000 รายทั้งนี้ยังมีผู้ป่วยด้อยโอกาสอีกจำนวนมากที่รอรับการรักษา ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทุนผ่านมูลนิธิรพ.ราชวิถี บัญชี SCB สาขา รพ.ราชวิถี เลขที่051-2-16322-1 หรือ http://www.rajavithifondation.com

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ ประธานฝ่ายวิชาการ ชมรมโภชนวิทยามหิดล เปิดเผยว่า ปัจจุบันคนไทยติดสมาร์ทโฟน มากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก จากการสำรวจพบว่าคนไทยมากถึงร้อยละ 98 ใช้เวลาตั้งแต่ตื่นนอนถึงก่อนเข้านอน ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมเพิ่มขึ้นดังนั้นนอกจากเราต้องปรับพฤติกรรมการใช้ดวงตาอยู่หน้าจอแล้ว เราต้องรับประทานสารอาหารที่ช่วยดูแลดวงตาให้มีสุขภาพดี และลดความเสี่ยงในการเกิดโรครวมทั้งอาการผิดปกติกับดวงตา

ข้อแนะนำของ National Eye Institute สหรัฐอเมริกา ระบุว่า การรับประทาน ลูทีน 10 มิลลิกรัม ร่วมกับซีแซนทีน 2 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่เหมาะสมและปลอดภัย จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ เพราะช่วยทำหน้าที่กรองแสง ตลอดจน รังสีต่างๆ รวมทั้งแสงสีฟ้าที่ออกมาจากจออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งกับคนที่ทำงานโดยการใช้สายตาจ้องจอนานๆ หรือทำงานในที่ที่มีแสงจ้า ซึ่งร่างกายของเราไม่สามารถสร้างลูทีนและซีแซนทีนได้เอง จำเป็นต้องได้รับจากอาหารที่เรารับประทานเท่านั้น และเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นลูทีนและซีแซนทีนในจอประสาทตาจะมีปริมาณลดลงเรื่อยๆ โดยลูทีนพบมากในหน่อไม้ฝรั่ง และบร็อกโคลี่ ส่วนซีแซนทีนพบมากในพริกหวานสีส้ม ข้าวโพด น้ำส้ม และองุ่นเขียว แต่เราต้องรับประทานผักและผลไม้เหล่านี้จำนวนมากเพื่อให้ได้รับลูทีนและซีแซนทีนที่ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมโดยลูทีน 10 มิลลิกรัม ต้องรับประทานหน่อไม้ฝรั่ง 1.1 กิโลกรัม หรือบร็อกโคลี่1.4 กิโลกรัม และซีแซนทีน 2 มิลลิกรัม ต้องรับประทานพริกหวานสีส้ม 125 กรัมข้าวโพด 400 กรัม น้ำส้ม 10 ลิตร หรือ องุ่นเขียว 33 กิโลกรัม ปัจจุบันอาหารเสริมจึงเป็นทางเลือกใหม่ที่ได้รับความนิยมเพื่อให้ได้สาระสำคัญในปริมาณที่มีประสิทธิผลตามการศึกษาวิจัย และสะดวกกับคนทำงานที่ใช้ชีวิตรีบเร่งในแต่ละวัน

นอกจากนี้ยังมีสารอาหารอื่นๆและวิตามินที่มีประโยชน์ ที่ช่วยดูแลสุขภาพดวงตา เช่น วิตามินเอ วิตามินซีวิตามินอี เบต้าแคโรทีน ดีเอชเอ และแอนโธไซยานิน เป็นต้น โดยเฉพาะผลไม้ที่มีสารพฤษเคมี เช่น แอนโธไซยานินที่พบได้ในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ผักผลไม้ที่ให้วิตามิน เอ ซี อี สูง เช่น ฟักทอง แครอท มะละกอสุก เป็นต้น

เราจึงควรดูแลและถนอมสุขภาพดวงตา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะจอประสาทตาเสื่อมก่อนวัยอันควร ด้วยการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำร้ายดวงตา เช่น ทำงานหน้าจอที่มีแสงสีฟ้าจ้านานจนเกินไป หรือจ้องจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือนานๆ หากมีอาการตาล้า พร่า เบลอ หรือตาแห้ง อย่านิ่งนอนใจ นอกจากการรับประทานสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อดวงตาแล้ว ควรปรับพฤติกรรมการใช้ดวงตาอยู่หน้าจอ โดยใช้กฎ 20-20-20 คือทุก 20 นาที ควรละสายตาจากจอที่มีแสงสีฟ้าเช่นคอมพิวเตอร์หรือมือถือ ผ่อนคลายสายตาด้วยการมองวัตถุอื่นๆ ที่ห่างออกไปประมาณ 20 ฟุต กะพริบตาต่อเนื่องเพื่อป้องกันอาการตาแห้งรวมทั้งลุกขึ้นเดินไปรอบๆ บริเวณที่นั่งอยู่ประมาณ 20 ก้าว เพื่อสุขภาพดวงตาที่ดีและยืดอายุดวงตาให้เสื่อมช้าลง เริ่มดูแลดวงตาตั้งแต่วันนี้ หากเกิดความผิดปกติขึ้นกับดวงตาให้รีบไปพบจักษุแพทย์ทันที เพื่อสุขภาพดวงตาที่ดีและอยู่คู่เราไปอีกนานเพราะเรามีดวงตาเพียงคู่เดียวที่ต้องอยู่คู่เราไปตลอดชีวิต

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : ร่วมบริจาคโลหิต..ช่วยต่อชีวิตผู้ป่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/433019

x

LIFE & HEALTH : ร่วมบริจาคโลหิต..ช่วยต่อชีวิตผู้ป่วย

วันพุธ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เราสามารถทำความดีได้หลายวิธี แต่มีการทำบุญที่ไม่ต้องลงทุนอะไรเลยแต่ได้ประโยชน์ทั้งผู้ให้และผู้รับได้อย่างชัดเจน คือ การบริจาคโลหิต นั่นเอง เพราะนอกจากจะสามารถนำเลือดไปช่วยเหลือผู้ป่วยที่ต้องการเลือดแล้วนั้น ยังเป็นผลดีกับผู้ให้ที่นอกจากจะเป็นการทำบุญช่วยชีวิตคนแล้ว ยังทำให้ผู้ที่บริจาคโลหิต มีร่างกายแข็งแรง ผิวพรรณเปล่งปลั่งอีกด้วย

โลหิต เป็นสิ่งจำเป็นในการรักษาชีวิตผู้ป่วยให้รอดพ้นจากความตายยามที่ร่างกายเสียโลหิตจากอุบัติเหตุ ผ่าตัด หรือผู้ป่วยโรคเลือดอย่าง เช่น โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย โรคเลือดออกง่ายหยุดยากฮีโมฟีเลีย และโรคต่างๆ อีกจำนวนมาก การได้มีโอกาสบริจาคโลหิต จึงนับเป็นการทำบุญที่ยิ่งใหญ่ที่ช่วยต่อลมหายใจให้ผู้ป่วยได้มีชีวิตใหม่และกลับไปอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข

ข้อมูลจาก ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย แนะนำถึง คุณสมบัติของผู้บริจาคโลหิต ดังนี้

l ผู้บริจาคโลหิตต้องมีอายุ 17 ปีไม่ถึง 18 ปี ต้องมีเอกสารยินยอมจากผู้ปกครอง แต่อายุ 18 ปี สามารถตัดสินใจบริจาคโลหิตได้ด้วยตนเอง เช่นเดียวกับการมีสิทธิเลือกตั้ง

l ผู้บริจาคที่มีอายุมากกว่า 60-65 ปี และบริจาคต่อเนื่องมาตลอด ให้บริจาคได้ทุก 3 เดือน

l ผู้บริจาคที่มีอายุมากกว่า65-70 ปี  และบริจาคต่อเนื่องมาตลอด ให้บริจาคได้ทุก 6 เดือน และต้องมีการตรวจนับจำนวนของเม็ดเลือดทุกชนิดทุกครั้ง ไม่รับบริจาคในหน่วยเคลื่อนที่

สำหรับผู้ที่มีความต้องการจะบริจาคโลหิต ควรเตรียมตัวก่อนไปบริจาคโลหิต ดังนี้

l ควรนอนพักผ่อนอย่างปกติให้เพียงพอ สุขภาพพร้อมในวันที่บริจาคโลหิต และไม่มีอาการอ่อนเพลียใดๆ

l ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทที่มีไขมันสูงภายใน6 ชั่วโมง ก่อนมาบริจาคโลหิต ได้แก่ ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู เพราะจะทำให้พลาสมาหรือน้ำเหลือง มีสีขาวขุ่นไม่สามารถนำไปใช้รักษาผู้ป่วยได้ และหลังจากบริจาคโลหิต ให้รับประทานอาหารตามปกติ ไม่จำเป็นต้องรับประทาน อาหารเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยโลหิตที่บริจาคไป

l ไม่รับบริจาคโลหิตจากผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ หรือสงสัยว่ากำลังตั้งครรภ์ และสตรีหลังคลอด ให้นมบุตรแท้งบุตร ต้องเว้นการบริจาคโลหิตอย่างน้อย 6 เดือน

l ไม่เป็นข้อห้ามในการบริจาคโลหิต ถ้าขณะนั้นมีสุขภาพแข็งแรง มีประจำเดือนไม่มากกว่าปกติ ร่างกายทั่วไปสบายดี
ไม่มีอาการอ่อนเพลียใดๆ ก็สามารถบริจาคโลหิตได้ และสตรีที่หมดประจำเดือนแล้ว สามารถบริจาคโลหิตได้ หากสุขภาพร่างกายยังแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่มีโรคประจำตัวใดๆ

l ผู้ที่สักหรือเจาะผิวหนัง เช่น เจาะหู เจาะสะดือ เจาะจมูก ฯลฯ ให้งดการบริจาคโลหิต 12 เดือน เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบบีไวรัสตับอักเสบซี ฯลฯ ซึ่งอาจส่งต่อไปให้ผู้ป่วยรับโลหิตได้

l ผู้บริจาคอาจมีอาการอ่อนเพลีย และมีอาการหน้ามืดเป็นลม ภายหลังบริจาคโลหิตได้  ส่วนผู้ป่วยที่รับโลหิตอาจได้รับเชื้อที่เป็นสาเหตุของอาการท้องร่วง ที่อาจติดทางกระแสโลหิต

l การที่น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาสั้น อาจมีสาเหตุมาจากโรคที่เป็นอันตรายร้ายแรง เช่น โรคมะเร็ง โรคติดเชื้อต่างๆ โดยเฉพาะโรคเอดส์ซึ่งทำให้น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วรวมถึงสภาวะทางจิตใจที่มีความวิตกกังวล หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ

l ผู้บริจาคโลหิตที่ได้รับการผ่าตัดใหญ่คือ การผ่าตัดที่ต้องมีการใช้ยาสลบ หรือให้ยาชาเข้าไขสันหลัง  มีการสูญเสียโลหิตจำนวนหนึ่ง ซึ่งต้องใช้เวลาสร้างทดแทนขึ้นโดยเฉพาะการผ่าตัดใหญ่อาจเสียโลหิตมาก  เนื้อเยื่อของร่างกายต้องใช้เวลาและสารอาหารในการซ่อมแซม  จึงควรเว้นการบริจาคโลหิต 6 เดือน  หากบางรายต้องรับโลหิตด้วยต้องเว้น 1 ปี

l ผู้บริจาคที่ได้รับการผ่าตัดเล็ก คือ การผ่าตัดที่ไม่ต้องใช้ยาสลบ แต่ใช้การระงับความรู้สึกเฉพาะที่ และไม่ต้องมีการช่วยหายใจ  ควรเว้นการบริจาคอย่างน้อย  7  วัน เพื่อให้ผู้บริจาคมีสุขภาพแข็งแรงดีพอที่จะบริจาคโลหิต และลดโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากการผ่าตัด

l การรักษาในช่องปากทำให้เกิดบาดแผลหรือการอักเสบภายใน 3 วัน อาจมีภาวะติดเชื้อโรคในกระแสโลหิตชั่วคราวโดยไม่มีอาการ ซึ่งเชื้อโรคในกระแสเลือด ทำให้ติดต่อไปสู่ผู้ป่วยได้ หากมีการผ่าตัดเล็ก เช่น ผ่าฟันคุด เว้นอย่างน้อย 7 วันจนกว่าแผลหายสนิท ไม่มีอาการอักเสบ

l ผู้ที่เคยมีประวัติติดยาเสพติด หรือเพิ่งพ้นโทษ อาจมีโอกาสเสี่ยงสูงต่อโรคที่มีการติดต่อทางโลหิตและน้ำเหลือง โดยเฉพาะโรคเอดส์และโรคตับอักเสบ เนื่องจากการมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ รวมทั้งการใช้ยาเสพติดชนิดฉีดร่วมกัน โดยใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน จึงควรงดบริจาคโลหิต 3 ปี เพื่อให้มั่นใจว่าพ้นจากระยะ  ฟักตัวของโรคต่างๆ ที่อาจได้รับมาแล้ว

l ยาในกลุ่มดังกล่าวมีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด ทำให้เลือดแข็งตัวช้า เลือดไหลแล้วหยุดยากดังนั้น จึงควรแจ้งแพทย์ หรือบุคลากรทางการแพทย์ให้ทราบก่อนบริจาคโลหิต เพื่อจะได้ไม่นำเกล็ดเลือดไปใช้กับผู้ป่วย

l ยาปฏิชีวนะชนิดฉีดให้เว้นการบริจาคโลหิตหลังฉีดยาครบแล้ว 10 วัน และผู้บริจาคไม่มีอาการของโรค ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานให้เว้นการบริจาคโลหิตหลังหยุดยา 3 วัน และผู้บริจาคไม่มีอาการของโรค

l กรณีผู้บริจาคโลหิตรับประทานยาแก้อักเสบหรือยาปฏิชีวนะ หมายความว่า ผู้บริจาคโลหิตมีการติดเชื้ออยู่ ซึ่งอาจแพร่เชื้อเข้าสู่กระแสโลหิตส่งมาถึงผู้ป่วยได้ บริจาคโลหิตหลังจากหยุดยาแล้วอย่างน้อย 7 วัน

l ผู้บริจาคที่เคยได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคไวรัสตับอักเสบชนิดเอหากเป็นก่อนอายุ 11 ปี เมื่อหายแล้วสามารถบริจาคโลหิตได้ หรือผู้ที่มีอาการดีซ่าน สาเหตุจากมีนิ่วอุดตันในทางเดินน้ำดี เมื่อผ่าตัดหายแล้วก็สามารถบริจาคโลหิตได้

l ผู้บริจาคที่มีประวัติการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี หรือไวรัสตับอักเสบชนิดซี  ภายหลังอายุ 11 ปีถึงแม้ว่าจะมีผลการตรวจ HBsAg หรือ Anti-HCV ให้ผลลบ ให้งดบริจาคโลหิตถาวร

ด้วย รพ.ราชวิถีมีผู้ป่วยรอรับการรักษาเป็นจำนวนมากทุกวัน นพ.ชัชวาล นาคะเกศ หัวหน้างานธนาคารเลือด รพ.ราชวิถี เปิดเผยว่า รพ.ราชวิถี ขาดแคลนเลือด มีต้องการเลือดในการรักษาผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก จึงขอเชิญชวนท่านที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงมาร่วมบริจาคโลหิตที่ งานธนาคารเลือดชั้น 7 ตึกสิรินธร รพ.ราชวิถี เปิดบริการทุกวันจันทร์-วันเสาร์ เวลา 08.30-15.30 น. (โดยไม่มีพักกลางวัน) สอบถามโทร.02-3548108 ต่อ 3031

 

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ