LIFE & HEALTH : แนวทางการปฏิบัติตัวเตรียมพร้อมการตั้งครรภ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/794153

LIFE & HEALTH : แนวทางการปฏิบัติตัวเตรียมพร้อมการตั้งครรภ์

LIFE & HEALTH : แนวทางการปฏิบัติตัวเตรียมพร้อมการตั้งครรภ์

วันพุธ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

จากข้อมูลในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า เกือบครึ่งหนึ่งของการตั้งครรภ์นั้นเกิดขึ้นโดยที่ไม่ได้ตั้งใจมาก่อน โดยปกติแล้วหญิงตั้งครรภ์จะทราบว่าตนเองมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นจะเป็นช่วงเวลาสัปดาห์แรกหลังจากที่เกิดการปฏิสนธิขึ้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อวัยวะสำคัญๆ กำลังสร้างหรือเกิดการพัฒนาขึ้นแล้วดังนั้น สิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับหญิงวัยเจริญพันธุ์ที่ต้องการตั้งครรภ์คือการเตรียมตัวสำหรับการตั้งครรภ์ เพื่อให้เกิดทารกที่แข็งแรงสมบูรณ์ และมีความปลอดภัยต่อทั้งทารก และมารดาตลอดการตั้งครรภ์ บทความนี้ ผศ.ภญ.ศยามล สุขขา ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้แนะนำถึงสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเตรียมตัวตั้งครรภ์ พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง และการปฏิบัติตัวเพื่อเตรียมพร้อมก่อนการตั้งครรภ์

สารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเตรียมตัวตั้งครรภ์

การได้รับสารอาหารที่เหมาะสมตั้งแต่ก่อนเริ่มการตั้งครรภ์จะช่วยส่งเสริมสุขภาพที่ดีของมารดา และลดความเสี่ยงต่อความผิดปกติของทารก โดยสารอาหารที่แนะนำ เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ลดความเสี่ยงต่อความพิการแต่กำเนิด และเพื่อให้มารดามีสุขภาพที่ดีมีดังนี้

l กรดโฟลิก ในหญิงวัยเจริญพันธุ์ ควรรับประทานกรดโฟลิกในขนาด 0.4 มิลลิกรัม/วัน และอาจพิจารณาในขนาดที่สูงขึ้นหากมีความเสี่ยงต่อการขาดกรดโฟลิกที่อาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้ เช่น หญิงที่มีภาวะเบาหวาน สูบบุหรี่ ภาวะอ้วน (BMI > 35 กิโลกรัม/ตารางเมตร) หรือรับประทานยากันชัก โดยกรดโฟลิกนี้ควรรับประทานเสริมก่อนการวางแผนตั้งครรภ์ 1 เดือน และควรรับประทานต่อเนื่องไปตลอดการตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก

l ธาตุเหล็ก มีส่วนสำคัญในการเพิ่มปริมาณของเม็ดเลือดแดง การเพิ่มปริมาณสารน้ำ และจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ในหญิงที่ต้องการตั้งครรภ์ควรรับประทานอาหารที่มีเหล็กอย่างเพียงพอ ได้แก่ เนื้อแดง เนื้อปลา ถั่วตระกูลนัท หรือผัก และควรได้รับธาตุเหล็กเสริม รวมทั้งการค้นหาว่ามีภาวะขาดเหล็กร่วมด้วยหรือไม่

กรมอนามัยได้ส่งเสริมวิตามินให้หญิงวัยเจริญพันธุ์รับประทานก่อนการตั้งครรภ์ คือวิตามินที่มีส่วนประกอบของธาตุเหล็ก ขนาด 60 มิลลิกรัม และกรดโฟลิก ขนาด 2.8 มิลลิกรัม โดยรับประทานครั้งละ 1 เม็ด สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ก่อนการตั้งครรภ์ 1-3 เดือน และเมื่อเริ่มตั้งครรภ์สามารถรับประทานทั้งธาตุเหล็กกรดโฟลิกต่อได้ และให้ร่วมกับการเสริมไอโอดีนเพิ่มเติมเมื่อมีการตั้งครรภ์

l แคลเซียม ในระหว่างการตั้งครรภ์ แคลเซียมมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างกระดูก ทั้งในหญิงตั้งครรภ์ และทารก จากคำแนะนำการรับประทานแคลเซียมในหญิงอายุ 19-50 ปี อยู่ที่ 800 มิลลิกรัม/วัน โดยแหล่งของแคลเซียมนั้นมาจากผลิตภัณฑ์จำพวกนม กะหล่ำปลี บร็อคโคลี เป็นต้น

l อาหารทะเล และเนื้อปลา เนื่องจาก omega-3 fatty acid นั้นมีความจำเป็นในช่วงตั้งครรภ์ โดยเสริมสร้างการพัฒนาของสมองของทารก หญิงที่ต้องการตั้งครรภ์จึงควรรับประทานอาหารทะเลอย่างสม่ำเสมอ และควรระวังอาหารทะเลบางประเภทที่อาจพบการปนเปื้อนของสารปรอทซึ่งทำให้เกิดความผิดปกติของทารกได้ สำหรับอาหารทะเลที่พบว่ามีการปนเปื้อนของสารปรอทน้อย ได้แก่ กุ้ง ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาดุก ปลาบึก เป็นต้น

พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงในหญิงที่ต้องการตั้งครรภ์

จำกัดการดื่มคาเฟอีน แม้ข้อมูลของคาเฟอีนต่อผลของทารกในครรภ์ยังไม่แน่ชัดและมีความแปรปรวนในงานวิจัยที่ทำการศึกษา อย่างไรก็ตามคาเฟอีนนั้นสามารถผ่านไปยังทารก และทำให้ทารกได้รับผลจากสารคาเฟอีนไปด้วย คำแนะนำปริมาณคาเฟอีนที่สามารถรับประทานได้ในหญิงที่ต้องการตั้งครรภ์คือไม่เกิน200 มิลลิกรัม/วัน (เทียบเท่ากับกาแฟปริมาณ 350 มิลลิลิตร) นอกจากนี้ต้องระวังคาเฟอีนที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ชนิดอื่น เช่น ชา น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลังเช่นเดียวกัน

l การหยุดสูบบุหรี่ มีหลักฐานชี้ชัดว่าการสูบบุหรี่จะทำให้การตั้งครรภ์เกิดได้ช้า หรือนำมาสู่ภาวะการมีบุตรยาก และเมื่อมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นแล้วแต่ยังคงมีการสูบบุหรี่อย่างต่อเนื่องนั้นจะเกิดผลเสียต่อทั้งมารดาและทารกในครรภ์ และเกิดความเสียหายต่อระบบสมอง ระบบประสาท ระบบหัวใจของทารก วิธีการที่ดีที่สุดคือการหยุดสูบบุหรี่ตั้งแต่ก่อนเริ่มตั้งครรภ์ (อย่างน้อย 3 เดือน) ดังนั้น หญิงที่ต้องการตั้งครรภ์จึงควรขอรับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์เพื่อการหยุดบุหรี่อย่างเหมาะสม

l หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ จากข้อมูลหญิงที่ต้องการตั้งครรภ์และมีการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณ 5 drinks/สัปดาห์จะส่งผลเสียต่อความสำเร็จในการตั้งครรภ์ดังนั้นหญิงที่ต้องการตั้งครรภ์จึงควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ไปจนถึงช่วงที่มีการตั้งครรภ์

การปฏิบัติตัวเพื่อเตรียมพร้อมก่อนการตั้งครรภ์

สิ่งสำคัญมากของหญิงที่ต้องการตั้งครรภ์คือการขอรับคำปรึกษาจากแพทย์เพื่อวางแผนการตั้งครรภ์ ซึ่งประโยชน์ของการวางแผนตั้งครรภ์มีดังนี้

l แพทย์จะทำการซักประวัติโรคประจำตัวผู้ป่วยที่อาจมีความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ เช่น โรคเบาหวาน ไทรอยด์ ฟีนิลคีโตนูเรีย และโรคชัก โดยผู้ป่วยควรควบคุมอาการได้คงที่ก่อนการตั้งครรภ์ อีกทั้งแพทย์จะทำการค้นหาโรคทางพันธุกรรมทั้งสามี และภรรยา ที่อาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้

l ยาบางชนิดควรหลีกเลี่ยงการใช้ในหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากอาจส่งผลเสียต่อทารกในครรภ์ ดังนั้นหากหญิงที่ต้องการตั้งครรภ์มีโรคประจำตัว และมีการใช้ยารักษาโรคประจำตัวอย่างสม่ำเสมอต้องรีบปรึกษาแพทย์แต่เนิ่นๆ เนื่องจากยาบางชนิดต้องหยุดก่อนการตั้งครรภ์เป็นเวลานาน ยกตัวอย่างยาที่ส่งผลต่อทารกในครรภ์ ได้แก่ (1) ยาลดความดันกลุ่มangiotensin converting enzyme inhibitors/angiotensin receptor blockers (2) ยาวาร์ฟาริน ซึ่งเป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือด(3) ยาไขมันกลุ่มสแตติน (4) ยากันชัก เช่น valproic acid, phenytoin, carbamazepine,topiramate (5) ยารักษาสิวกลุ่มเรตินอยด์ (isotretinoin) (6) ยารักษาโรคทางภูมิคุ้มกัน methotrexate เป็นต้น รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้สมุนไพรทุกชนิด

l ป้องกันโรคติดเชื้อที่อาจส่งผลต่อทารกเมื่อมีการตั้งครรภ์ โดยแพทย์จะทำการค้นหาว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อบางชนิด เช่น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือไม่เนื่องจากอาจมีการถ่ายทอดจากมารดาไปสู่ทารกในครรภ์ได้ ร่วมกับการพิจารณาวัคซีนที่ควรได้รับก่อนการตั้งครรภ์ นอกจากนี้ หญิงที่ต้องการตั้งครรภ์ควรมีการปฏิบัติตัวเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น การรับประทานอาหารปรุงสุกและสะอาด ล้างผัก ผลไม้ให้สะอาดก่อนการรับประทาน การหลีกเลี่ยงการสัมผัสดิน หรืออุจจาระของสัตว์เลี้ยงโดยตรง เลี่ยงการใช้ช้อนส้อม แปรงสีฟัน ผ้าเช็ดตัวร่วมกับผู้อื่น เป็นต้น

l วางแผนวิธีในการคุมกำเนิดอย่างเหมาะสม โดยพิจารณาจากช่วงเวลาที่ต้องการให้เกิดการตั้งครรภ์ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้วิธีการคุมกำเนิดที่มีระยะเวลาออกฤทธิ์นานเกินไป

โดยสรุป การตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์และมีสุขภาพที่ดีนั้น เริ่มต้นตั้งแต่การเตรียมตัวก่อนการตั้งครรภ์ ดังนั้น หญิงวัยเจริญพันธุ์จึงควรเตรียมตัวให้พร้อมก่อนการตั้งครรภ์ ทั้งการรับประทานสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการตั้งครรภ์อย่างเหมาะสม หลีกเลี่ยงพฤติกรรมบางอย่างเนื่องจากอาจส่งผลลัพธ์ต่อการตั้งครรภ์ และเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์เพื่อการวางแผนตั้งครรภ์อย่างเหมาะสม หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service.php

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : ฝ้า กระ ปัญหาผิวที่ไม่ควรมองข้าม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/792661

Life & Health : ฝ้า กระ ปัญหาผิวที่ไม่ควรมองข้าม

Life & Health : ฝ้า กระ ปัญหาผิวที่ไม่ควรมองข้าม

วันพุธ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2567, 07.00 น.

ฝ้า กระ จุดด่างดำ เป็นหนึ่งในปัญหาผิวหน้าที่พบได้บ่อยทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ถึงแม้จะไม่ใช่โรคที่ก่อให้เกิดอันตราย แต่เป็นเรื่องของความสวยงาม จึงส่งผลต่อความมั่นใจ และบุคลิกภาพ 

การดูแลผิวหน้าเป็นสิ่งที่สำคัญในการรักษาความสวยงามและสุขภาพของผิว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราพูดถึงโรคฝ้า (Melasma) กระ (Freckles) หรือ จุดด่างดำ ซึ่งเป็นปัญหาผิวที่ส่งผลต่อความมั่นใจของคนหลายคน

ข้อมูลจาก แพทย์หญิงดวงกมล ทัศนพงศากุล แพทย์ประจำศูนย์ผิวหนังและความงาม โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า ฝ้า กระ เป็นปัญหาผิวหน้าที่พบบ่อยในคนไทยพบได้ทั้งเพศหญิงและเพศชาย  ซึ่งตำแหน่งที่พบฝ้า กระ ได้บ่อย คือ บริเวณใบหน้าที่มีโอกาสสัมผัสกับแสงแดดมากๆ เช่น โหนกแก้ม หน้าผาก จมูก เหนือคิ้ว และบริเวณเหนือริมฝีปาก 

ฝ้า เกิดจากการที่เม็ดสีเมลานิน (Melanin)ทำงานมากเกินไป จึงทำให้สีผิวไม่สม่ำเสมอ โดยแสงแดดเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดฝ้า และความหมองคล้ำบนใบหน้า ผู้ที่ตากแดดเป็นประจำ เช่น ทำงานกลางแจ้ง เล่นกีฬากลางแดด มีโอกาสที่จะเป็นฝ้าได้มาก, รังสีอันตรายในแสงแดด ไม่ว่าจะเป็น UVA, UVB แสงที่มองเห็นได้ (Visible light) และรังสี Infrared หรือแสงจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ล้วนแต่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดฝ้า ความหมองคล้ำ และริ้วรอยบนใบหน้าได้ นอกจากนี้ การใช้เครื่องสำอางบางชนิด การกินยาบางตัว เช่น ยาคุมกำเนิด ฮอร์โมนสำหรับวัยทอง ยากันชักกลุ่มฟีไนโทอิน (Phenytoin) รวมถึงการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนระหว่างตั้งครรภ์ พันธุกรรม ล้วนส่งผลต่อการเกิดฝ้าเช่นกัน 

ประเภทของฝ้า 

1.ฝ้าชนิดตื้น จะอยู่ในระดับชั้นผิวกำพร้า (ผิวหนังชั้นนอก) ฝ้าชนิดนี้จะเป็นสีน้ำตาล หรือดำ ขอบเขตชัดเจน เกิดขึ้นได้ง่าย ใช้เวลาไม่นานในการรักษา

2.ฝ้าแบบลึก จะอยู่ในระดับที่ลึกกว่าชั้นผิวกำพร้า อยู่ในชั้นหนังแท้ ฝ้าชนิดนี้มีขอบเขตไม่ชัดเจน มักเป็นสีน้ำตาลอ่อน น้ำตาลเทาสีน้ำตาลอมม่วง ฝ้าชนิดนี้รักษาได้ยาก 

3. ฝ้าผสม (Mixed Type) คือมีการผสมกันทั้งฝ้าชนิดตื้น และชนิดลึก เป็นชนิดที่พบมากที่สุด 

กระ มีลักษณะการเกิดคล้ายกับฝ้าคือ เม็ดสีเมลานิน (Melanin pigment) ทำงานผิดปกติ จึงทำให้สีผิวบริเวณนั้นมีสีน้ำตาลหรือสีดำเป็นจุดเล็กๆ พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีผิวขาว ส่วนใหญ่จะพบในบริเวณที่ผิวสัมผัสแสงแดดบ่อย ๆ  เช่น ใบหน้า หลังมือและแขน 

ประเภทของกระ

1. กระตื้น มีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาล ขนาดเล็กไม่เกิน 0.5 เซนติเมตร กระจายอยู่ทั่วใบหน้า และร่างกาย

2.กระลึก มีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลเทา ขนาดประมาณ 2-3 มิลลิเมตร เกิดขึ้นบนชั้นผิวหนังชั้นแท้ ซึ่งอยู่ลึกกว่ากระตื้น

3.กระเนื้อ มีลักษณะเป็นตุ่มนูนเล็กๆ สีน้ำตาลไปจนถึงสีดำ สามารถเกิดขึ้นได้บนทุกส่วนของร่างกาย เช่น ใบหน้า ลำคอ ไปจนถึงลำตัว

4.กระแดด มีลักษณะเป็นวงกลมสีน้ำตาล และเรียบแนบกับผิว

การรักษา ฝ้า กระ และรอยดำบนใบหน้ามี 5 วิธีดังนี้ 

1.การรักษาด้วยยา ได้ผลดีในฝ้าตื้นมากกว่าฝ้าลึก การใช้ยาอย่างต่อเนื่องถึง 6 เดือน จะเห็นผลชัดเจนขึ้น ส่วนฝ้าลึกนั้นรักษาค่อนข้างยาก โดยมากต้องรักษาด้วยวิธีการอย่างอื่นร่วมด้วย สำหรับยาทาที่ใช้ในการรักษาฝ้า เช่น

l ยากลุ่มไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) เป็นยาที่ใช้ในการรักษาฝ้าเป็นหลัก โดยยาชนิดนี้จะเป็นตัวลดการสร้างเม็ดสีของเซลล์สร้างเม็ดสีใต้ผิวหนัง โดยไปยับยั้ง เอนไซม์ที่ช่วยในการสร้างเม็ดสี (Tyrosinase) แต่มีผลข้างเคียงคือ อาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้ การใช้ยากลุ่มไฮโดรควิโนนต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์เท่านั้น

l ยาทากลุ่มกรดวิตามินเอ (Retinoic Acid) สามารถทำให้ฝ้าจางลงได้ดี แต่สามารถก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ เช่น ผิวแห้งลอก แดง จึงควรเริ่มด้วยการใช้ยาในปริมาณน้อยๆ หรือใช้คืนเว้นคืนก่อน

l ยากลุ่มทรานซามิก (Tranexamic Acid) ซึ่งมีทั้งแบบรับประทาน และยาทา โดยออกฤทธิ์ผ่านกลไกลดการอักเสบใต้ผิวหนัง ทำให้การสร้างเม็ดสีของผิวหนังลดลง ฝ้าจึงจางลดลง

l ยาทาในกลุ่มกรดผลไม้ เช่น Glycolic Acid และ Whitening cream เช่น กรดอะเซเลอิก (Azelaic acid), อาร์บูติน Arbutin,วิตามิน C, Licorice , วิตามิน B3 (Niacinamide),Kojic Acid (กรดโคจิก) 

2.การลอกผิวด้วยสารเคมี (Chemical Peeling) ต้องทำด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะสามารถก่อให้เกิดแผลเป็นถาวรได้ จากการลอกชั้นผิวที่ลึกเกินไป หลังการลอกผิวควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดด

3.การผลัดเซลล์ผิว ทั้งจากการใช้แรงดันจากผงคริสตัล (Micro Peel) การผลัดเซลล์ผิวด้วยการใช้หัวขัดผิว Diamond (Diamond Peel) รวมถึงการผลักยาเข้าสู่ชั้นผิวหนังด้วยการใช้คลื่นเสียง หรือกระแสไฟฟ้า

4.การใช้เทคโนโลยีในเรื่องของเลเซอร์ และแสงที่มีความเข้มข้นสูง ที่ช่วยในการรักษากระ ฝ้า รอยดำ และรอยแดง เช่น Q-switched Nd : YAG laser, Q-switched ruby laser, Picosecond Laser และแสงที่มีความเข้มข้นสูง IPL (Intense pulsed light)  เป็นเทคโนโลยีเพื่อความงามด้านผิวพรรณ ด้วยการใช้แสงที่มีความเข้มข้นสูง ในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้ผิวสวยใส ดูอ่อนวัย พร้อมทำลายเฉพาะเม็ดสีส่วนเกินในชั้นหนังกำพร้า เราสามารถใช้ IPL ในการรักษากระ กระแดด รอยดำ และรอยแดงหลังหายจากสิว ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ทำให้ใบหน้าดูสดใสขึ้น สำหรับการจะเลือกใช้เลเซอร์ชนิดใดควรได้รับการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์ผิวหนังเพื่อวินิจฉัยโรค และเลือกเลเซอร์ชนิดที่เหมาะกับปัญหามากที่สุด เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดี และมีประสิทธิภาพมากที่สุด

5. การทาครีมกันแดด เราควรทาครีมกันแดดที่สามารถป้องกันได้ทั้ง UVA, UVB, Visible Light และ Infrared ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดฝ้า กระ รอยดำ และริ้วรอยต่างๆ ควรทาครีมกันแดดทุกวัน และทาก่อนออกโดนแดดอย่างน้อย 30 นาที การทาครีมกันแดดควรทาให้ปริมาณที่เพียงพอ โดยมีหลักง่ายๆ คือทาทั่วหน้าจะใช้ครีมกันแดดประมาณ 1 ข้อนิ้วมือ แต่หากทาทั่วหน้า และลำคอ จะใช้ครีมกันแดดประมาณ 2 ข้อนิ้วมือ ในกรณีที่เป็นฝ้า หรือต้องโดนแสงแดดมาก ควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF อย่างน้อยประมาณ 30 ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงเวลา 10.00-16.00 น. เพราะเป็นเวลาที่แสงแดดแรงที่สุด แต่หากจำเป็นต้องทำกิจกรรมกลางแจ้ง นอกจากการทาครีมกันแดดเพื่อการปกป้องผิวแล้ว ควรใส่หมวกปีกกว้าง ใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ใช้ร่มกันแดด และสวมใส่แว่นกันแดด ในการป้องกันผิวจากแสงแดดให้ได้มากที่สุด 

หากคุณมีปัญหาเกี่ยวกับโรคฝ้าหรือผิวหน้า ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสม การดูแลผิวหน้าเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ ไม่เพียงแต่เพื่อความสวยงาม แต่ยังเพื่อสุขภาพผิวที่ดีและควบคุมโรคฝ้าอย่างเหมาะสม

ขอประชาสัมพันธ์ข้อมูลจาก ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ในการรณรงค์ส่งเสริมให้ผู้บริจาคโลหิตมีการบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือนหรือปีละ 4 ครั้ง การบริจาคโลหิต เป็นการสละโลหิตส่วนที่ร่างกายยังไม่จำเป็นต้องใช้มาให้กับผู้ป่วย โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ แก่ร่างกาย ทั้งนี้ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิตทั่วประเทศ ได้ที่

l ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์

l หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station) ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง)

l ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต

l โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตและสื่อสารองค์กร ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร. 02-2564300, 02-2639600-99 ต่อ 1101, 1760, 1761

Life & Health : รู้จักเทคนิคการเลือกซื้อเพชรและตรวจสอบแบบง่ายๆ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/791238

Life & Health : รู้จักเทคนิคการเลือกซื้อเพชรและตรวจสอบแบบง่ายๆ

Life & Health : รู้จักเทคนิคการเลือกซื้อเพชรและตรวจสอบแบบง่ายๆ

วันพุธ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.15 น.

“เพชร” เป็นอัญมณีล้ำค่า คุณค่าสูงส่ง ความหมายดี มีมูลค่าสูง หายาก และด้วยเพชรเป็นสิ่งหายากจึงมีค่าและราคาแพง การที่มีเพชรไว้ครอบครองยังได้บ่งบอกถึงสถานะทางสังคมของชนชั้นสูง ความมั่นคง มั่งคั่ง มีฐานะและรสนิยมที่ดีของเจ้าของอีกด้วย อีกทั้งเพชรยังมีความหมายดีๆ ส่งเสริมพลังบวก สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้สวมใส่อีกด้วย ด้วยเหตุนี้เราจึงมีทั้งเพชรแท้และเพชรปลอมออกมาวางขายกันมากมาย เราในฐานะผู้บริโภคก็ต้องการที่จะได้เพชรแท้น้ำงามๆ ไว้สวมใส่เสริมราศีให้ดูเลอค่า แต่ก็เกรงว่าจะได้เพชรปลอมไม่สมราคาที่จ่ายไป จะทำอย่างไรดี วันนี้เรามีผู้เชี่ยวชาญด้านเพชรที่จะมาเผยเทคนิคการเลือกซื้อเพชร และวิธีการตรวจสอบเพชรง่ายๆ ให้เราเข้าใจด้วยหลัก 4Cs เพื่อให้ได้เพชรแท้น้ำงามมาฝากกัน

ข้อมูลจาก ชเนนทร์กันต์ จักรวาลวิบูลย์ Head of Gems Laboratory บริษัท เอ็นจีจี เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด “NGG JEWELLERY” อาณาจักรเครื่องประดับแท้จากธรรมชาติรวมศาสตร์และศิลป์แห่งเครื่องประดับทั้ง เพชร ทองคำ อัญมณี และนาฬิกา ที่ได้รับความไว้วางใจและอยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปี เผยเทคนิคการเลือกซื้อเพชร และการตรวจสอบให้ได้เพชรแท้น้ำงาม ว่า เพชรถือว่าเป็นอัญมณีที่มีมูลค่าสูง มีความหายาก และเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย จากองค์ประกอบทางเคมีของ เพชร ที่มีองค์ประกอบหลักเป็นธาตุ คาร์บอน ที่เกิดภายใต้แรงดันและความร้อนที่สูงจากใต้โลก การประเมินราคาของเพชรนั้นจึงใช้หลักง่ายๆ คือ 4Cs คือ 1.Clarity (ความสะอาด) 2. Color (สี) 3. Cut (การเจียระไน) 4. Carat (น้ำหนัก)

1) Clarity (ความสะอาด) เป็นที่ทราบกันดีว่าเพชรเป็นอัญมณีที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ จึงทำให้มีโอกาสที่จะมีแร่ชนิดอื่นเกิดขึ้นร่วมกัน หรือมีรอยแตกต่างๆ ซึ่งจะถูกเรียกว่า
Inclusions เพชรที่มี Inclusions น้อยจะยิ่งมีความหายาก และราคาสูง โดยการจัดระดับความสะอาดจะมีชื่อเรียกต่างๆ ตามระดับความสะอาด เช่น Flawless, internal flawless, VVS1, VS1 เป็นต้น ซึ่งชื่อเหล่านี้จะเป็นตัวบอกถึงปริมาณ และตำแหน่งของ Inclusions ของเพชรเม็ดนั้นๆ การจัดระดับความสะอาดนั้นจำเป็นจะต้องใช้นักอัญมณีศาสตร์ที่มีความชำนาญในการจัดระดับ เพื่อให้ได้มาตรฐานจะใช้นักอัญมณีศาสตร์ตั้งแต่สองคนขึ้นไปในการจัดระดับและจะต้องให้เกรดตรงกัน สองในสาม จึงจะถือว่าเกรดนั้นถูกต้อง

2) Color (สี) การจัดระดับสีเพชร เป็นการจัดระดับสีของเพชรว่า เพชรมีสีใสไม่มีสี ถึงสีเหลืองมากน้อยเพียงใด เพชรที่มีเกรดดีที่สุดคือ สี D หรือ น้ำร้อย คือเป็นเพชรที่ใสไม่มีสีมากที่สุด การจัดระดับสีเพชร นักอัญมณีศาสตร์ จะนำเพชรสีมาตรฐานมาเปรียบเทียบกับเพชรที่ต้องการจัดระดับว่าตรงกับช่วงสีใดภายใต้แสงไฟ และสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุมเพื่อให้ได้สีที่ถูกต้อง จะถูกทำการจัดระดับเช่นเดียวกับการจัดระดับความสะอาด คือต้องให้นักอัญมณีศาสตร์ทำการจัดระดับสีเพชรให้ตรงกันอย่างน้อยสองในสามสี จึงจะถือว่าเกรดนั้นถูกต้อง

3) Cut (การเจียระไน) เหลี่ยมเจียระไนที่เป็นที่นิยมมากสำหรับเพชรนั้นคือการเจียระไนแบบ Brilliant cut หรือเหลี่ยมเกสร และรูปร่างที่เป็นที่นิยมคือรูปร่างกลม การเจียระไน คือการทำให้เพชรที่คุณค่ามากขึ้น ทำให้เพชรได้ส่องประกายได้อย่างสวยงาม การที่จะทำให้เพชรมีประกายสวยงามได้ จะต้องมีการเจียระไนที่มีสัดส่วน สมมุติ และการขัดเงาที่ถูกต้อง การจัดระดับการเจียระไน จะเป็นการวัดสัดส่วน องศา ของเหลี่ยมต่างๆ การใช้นักอัญมณีศาสตร์ อาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้ จึงมีการใช้เครื่องมือวิเคราะห์หาสัดส่วน ตรวจสมมุติต่างๆ ของเพชร จากนั้นนักอัญมณีศาสตร์ จะมาตรวจดูความเรียบร้อยของการขัดเงา ซึ่งได้ผลการจัดระดับที่ถูกต้อง จะทำเช่นเดียวกับการจัดระดับของความสะอาด และสี

4) Carat (น้ำหนัก) คำว่า กะรัตมาจากเมล็ดพืชชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Carob เป็นพืชที่มีอยู่ในแถบตะวันออกกลาง ในสมัยก่อนที่จะมีเครื่องชั่งที่เป็นมาตรฐาน เมล็ด Carob ถูกนำมาใช้แทนตุ้มน้ำหนักในการชั่งอัญมณีน้ำหนัก 1 กะรัตเท่ากับ 0.2 กรัม การซื้อขายเพชรนอกเหนือจากเรื่องคุณภาพความสะอาด และสี น้ำหนักถือเป็นปัจจัยที่มีผลต่อด้านราคาเช่นกัน เนื่องจากราคาของเพชรที่มีน้ำหนักมาก เมื่อเทียบอัตราส่วนแล้วจะมีราคาที่สูงกว่าเพชรที่มีน้ำหนักน้อย สมมุติว่าเพชรน้ำหนัก 1 กะรัต มีราคาสามแสนบาทต่อกะรัต เพชร 2 กะรัตที่มีคุณภาพเท่ากัน ราคาสี่แสนบาทต่อกะรัต เนื่องจากยิ่งเพชรที่มีน้ำหนักมาก ยิ่งหายาก ราคาต่อหน่วยจึงยิ่งสูง จึงทำให้หลายๆ คนชอบเพชรที่มีน้ำหนัก 0.97-0.99 กะรัต เนื่องจากจะมีขนาดใกล้เคียงกับเพชรน้ำหนัก 1 กะรัตแต่ได้ราคาที่ถูกลง

นอกจากหลัก 4Cs แล้วสิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ความเป็นธรรมชาติของเพชร หรือเป็นเพชรธรรมชาติ ไม่ใช่เพชรสังเคราะห์ อย่างที่กล่าวมาข้างต้นว่า เพชร คือ แร่ที่มีองค์ประกอบหลักเป็นคาร์บอน ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติโดยที่ไม่มีมนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้อง เกิดภายใต้ความร้อนและแรงดันที่สูง

สำหรับเพชรปลอม หรือที่เราเรียกว่า เพชรสังเคราะห์ คือเพชรที่มีองค์ประกอบหลักคือธาตุคาร์บอนเช่นเดียวกับธรรมชาติ แต่การเกิดมีมนุษย์เข้าไปยุ่งเกี่ยวทำให้เกิดเป็นผลึกขึ้นมา มีวิธีการสังเคราะห์หลักอยู่สองวิธี คือ HPHT และ CVD เพชรสังเคราะห์มีชื่อเรียกได้หลากหลายชื่อ เช่น เพชร HPHT, เพชร CVD, Synthetic diamond, Lab grown diamond, Laboratory grown diamond, Vegan diamond เพชรสังเคราะห์จะมีการเกิดที่ไม่เหมือนกับเพชรธรรมชาติ การแยกแยะเพชรธรรมชาติกับเพชรสังเคราะห์ออกจากกัน ไม่สามารถที่จะใช้ตาเปล่า หรือกล้องส่องกำลังขยาย 10 เท่าที่เรียกกันว่า ลูป แม้กระทั้งกล้องไมโครสโคปกำลังขยาย 45-60 เท่า ไม่สามารถที่จะเห็นความแตกต่างของเพชรธรรมชาติกับเพชรสังเคราะห์ ปัจจุบันมีเครื่องมือมากมายที่ใช้ในการแยกแยะ ทั้งเครื่องมือขนาดเล็กที่มีผลบอกว่าเพชรเม็ดนี้ผ่านหรือไม่ผ่าน ซึ่งเครื่องเหล่านั้นจะมีความแม่นยำของผลอยู่ที่ไม่เกิน 90% แต่เครื่องมือที่ทางห้องปฏิบัติการตรวจสอบอัญมณี ของ “NGG JEWELLERY” ใช้นั้นเป็นเครื่องมือเฉพาะเจาะจงในการดูลักษณะร่องรอยการเจริญเติบโตของผลึกเพชรที่จะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนได้ผลการตรวจสอบ 100% แต่การตรวจสอบนั้นจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือเฉพาะเพื่อดูถึงโครงสร้างและจำเป็นที่จะต้องใช้นักอัญมณีศาสตร์ที่มีความชำนาญโดยเฉพาะถึงจะสามารถแยะแยะได้ ซึ่งเครื่องมือชนิดนี้ทางห้องปฏิบัติการตรวจสอบอัญมณี ของ NGG JEWELLERY จะตรวจสอบเพชรทุกเม็ดทุกกะรัต เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้าว่า เพชรทุกเม็ดได้ผ่านเครื่องมือ และนักอัญมณีศาสตร์ที่มีความชำนาญทุกเม็ด จึงทำให้เพชรของ NGG มีคุณภาพที่ตรงและทำให้ผู้ชื้อมั่นใจได้ว่าเป็นเพชรธรรมชาติอย่างแน่นอน

เพียงนำเทคนิคง่ายๆ นี้ ไปลองใช้กัน ต่อไปเราก็ไม่ต้องกังวลแล้วว่าโดนหลอกให้ซื้อเพชรปลอมหรือจะให้แน่ใจ ก็เลือกซื้อจากร้านที่มีใบเซอร์ฯ GIA เชื่อถือได้และมีห้องแล็บที่มีเครื่องมือที่ทันสมัย ผสานเทคโนโลยีที่แม่นยำ และยิ่งมีนักอัญมณีศาสตร์ที่มีความชำนาญมาช่วยตรวจสอบทุกเม็ด พร้อมใบรับประกันคุณภาพ แค่นี้เราก็จะได้เพชรแท้ น้ำงาม มาสวมใส่ ได้อย่างเชิดฉาย ไม่อายใคร

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : เตรียมตัวอย่างไร ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยในนิวซีแลนด์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/789757

Life & Health : เตรียมตัวอย่างไร ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยในนิวซีแลนด์

Life & Health : เตรียมตัวอย่างไร ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยในนิวซีแลนด์

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

การเรียนต่อในต่างประเทศถือเป็นประสบการณ์ที่ท้าทายและคุ้มค่าอย่างมาก แต่การที่จะเรียนให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายนั้นผู้เรียนต้องศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจเกี่ยวกับบริบท ความคาดหวังและข้อกำหนดของระบบการศึกษาในประเทศนั้นๆ ด้วย

นิวซีแลนด์เป็นหนึ่งในประเทศที่เป็นศูนย์กลางทางด้านอุตสาหกรรมการศึกษาโลก เพราะด้วยระบบการศึกษาพื้นฐานที่แข็งแกร่งได้รับการยอมรับในระดับสากล สภาพแวดล้อมที่ดีมีความปลอดภัย ธรรมชาติสวยงาม มีความเป็นพหุวัฒนธรรมโอบรับความหลากหลายในประเทศ และอนุญาตให้นักศึกษาต่างชาติสามารถทำงานต่อได้สูงสุดถึง 3 ปี หลังเรียนจบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้นิวซีแลนด์เป็นหมุดหมายสำคัญทางด้านการศึกษาของนักศึกษานานาชาติจากทั่วโลก

ข้อมูลจาก ช่อทิพย์ ประมูลผล ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและฟิลิปปินส์ หน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ (Education New Zealand ; ENZ) สถานทูตนิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า นิวซีแลนด์เป็นประเทศที่เปิดกว้างทางการศึกษาและต้อนรับนักเรียน นักศึกษาจากหลากหลายประเทศทั่วโลกเปิดโอกาสให้พบกับผู้คนจากเกือบทั่วทุกมุมโลก ในแต่ละปีมีนักเรียนต่างชาติเดินทางไปเรียนต่อนิวซีแลนด์เพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงนักเรียนไทยกว่า 1,800 คน ซึ่งมีทั้งระดับมัธยมศึกษา เรียนภาษาอังกฤษ และการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยในนิวซีแลนด์

ระบบการศึกษาของนิวซีแลนด์ มุ่งเน้นสอนนักเรียนให้คิดเชิงวิเคราะห์ เน้นฝึกการแก้ปัญหาและสร้างกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งจะช่วยให้ประสบความสำเร็จในอาชีพการงานในอนาคต โดยการศึกษาในมหาวิทยาลัยทั้ง 8 แห่งของนิวซีแลนด์ ถูกจัดอันดับอยู่ในกลุ่มท็อป 1% ของโลก ทุกมหาวิทยาลัยในนิวซีแลนด์ให้ความสำคัญกับการความทุ่มเทในการเรียนการสอนเพื่อผลลัพธ์อันเยี่ยมยอด

อย่างไรก็ตาม การเรียนในมหาวิทยาลัยในนิวซีแลนด์ให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย นักเรียนต่างชาติควรมีการเตรียมตัวและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับข้อกำหนดของแต่ละมหาวิทยาลัยในนิวซีแลนด์ให้ดีก่อน โดยมหาวิทยาลัยแคนเทอร์เบอรี่ (University of Canterbury)ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่เป็นอันดับสองของนิวซีแลนด์ ที่มี UC Business School ติดอันดับท็อป 1% ของโลก ได้ให้คำแนะนำแนวทางการเตรียมตัวสู่ความสำเร็จดังนี้

• ทำความเข้าใจวัฒนธรรมและการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยในนิวซีแลนด์ ความแตกต่างระหว่างมหาวิทยาลัยในนิวซีแลนด์และมหาวิทยาลัยในประเทศไทย พร้อมศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับความคาดหวัง วิธีการทำงาน และข้อกำหนดเงื่อนไขของระบบมหาวิทยาลัยในนิวซีแลนด์ ถือเป็นก้าวแรกสู่ความสำเร็จในการศึกษาในมหาวิทยาลัยของนิวซีแลนด์

• เตรียมพร้อม ปรับตัว และยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรม และด้านการศึกษา เปิดมุมมองใหม่และยอมรับประสบการณ์ใหม่ๆ อย่าเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์

• กำหนดเป้าหมายระยะยาวเพื่อสร้างแรงจูงใจ เพราะการศึกษาในมหาวิทยาลัยมีความท้าทาย ต้องใช้เวลานานและอาจเผชิญกับความเครียดและกดดันในการทำงานและปฏิบัติตามกำหนดเวลา ดังนั้น การมีเป้าหมายจะช่วยให้เรามีแรงผลักดันให้บรรลุเป้าหมาย

• เตรียมพร้อมสำหรับการเรียนแบบอิสระ การศึกษาในมหาวิทยาลัยนิวซีแลนด์อาจมีความอิสระมากกว่าที่เราคิด ผู้เรียนต้องทำเองตั้งแต่การเลือกคอร์สเองจนถึงการรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัย ผู้เรียนต้องรู้จักศึกษาและพัฒนากลยุทธ์สำหรับการเรียนรู้อิสระ เป็นความรับผิดชอบของผู้เรียนที่จะส่งงานตรงตามเวลา ไม่มีใครช่วยตรวจสอบถ้าไม่ทำตามกำหนด หากต้องการขยายเวลาผู้เรียนต้องหารือเรื่องนี้กับครูก่อนวันกำหนดเอง

• ความซื่อสัตย์ทางวิชาการ : การลอกเลียนและการอ้างอิง มหาวิทยาลัยในนิวซีแลนด์มีความเข้มงวดเรื่องการลอกเลียนแบบไอเดีย การอ้างอิงแหล่งข้อมูล ต้องมีจริยธรรมและจรรยาบรรณ ไม่นำผลงานของผู้อื่นมาเป็นกล่าวอ้างหรือเขียนเป็นผลงานของตนเอง

• เตรียมพร้อมสำหรับการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ การศึกษาในประเทศนิวซีแลนด์อาจเป็นเรื่องท้าทายสำหรับนักเรียนต่างชาติที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก และต้องมีการพัฒนาภาษาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเทคนิค ดังนี้

หาพจนานุกรมภาษาอังกฤษที่ดีเพื่อหาความหมาย การสะกดและออกเสียงอย่างถูกต้อง

ฝึกพูดภาษาอังกฤษให้มากที่สุด พูดคุยกับคนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักอย่างสม่ำเสมอและมีส่วนร่วมในการสนทนาในชั้นเรียนเพื่อช่วยพัฒนาและเพิ่มความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษ

ฝึกเขียนภาษาอังกฤษทุกวัน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นการเขียนทางวิชาการ แต่อาจเป็นการเขียนไดอารีเกี่ยวกับสิ่งที่ทำในวันนั้นๆหรือข้อความส่งถึงเพื่อน หรือเขียนบันทึกข้อความบางสิ่งเพื่อเตือนตัวเอง

ฝึกอ่านภาษาอังกฤษและสังเกตว่าภาษาอังกฤษถูกใช้อย่างไรในหนังสือและบทความทางวิชาการ โดยอ่านครั้งแรกเพื่อทำความเข้าใจเนื้อหา และอ่านอีกครั้งเพื่อทำความเข้าใจกับโครงสร้างภาษาที่เฉพาะเจาะจง

บันทึกสมุดคำศัพท์ใหม่ๆ จดคำศัพท์ใหม่ที่พบขณะอ่านพร้อมกับความหมาย (จากพจนานุกรม) ส่วนที่เป็นประธาน (นามกริยา ฯลฯ) และวิธีการใช้คำนั้นในประโยค

• นอกจากนี้ เนื่องจากนิวซีแลนด์มีลักษณะทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย มีนักศึกษาและบุคลากรที่มาจากทั่วโลก นอกจากภาษาอังกฤษแล้ว ยังมีภาษาท้องถิ่นของนิวซีแลนด์ที่เรียกว่า Te Reo Māori เป็นภาษาทางการอีกหนึ่งภาษา ซึ่งบางครั้งนักศึกษาอาจพบเจอการใช้ภาษาอังกฤษควบคู่ไปกับภาษาท้องถิ่นในการกล่าวต้อนรับ บนป้ายชื่อ หรือสัญลักษณ์ต่างๆ รอบรั้วมหาวิทยาลัย ดังนั้น นักศึกษาต่างชาติควรทำความเข้าใจและคุ้นเคยกับภาษาท้องถิ่นเบื้องต้นด้วย

• รู้จักพัฒนาเครือข่ายทางสังคม เพราะการเรียนต่อในต่างประเทศทำให้เราอยู่ห่างจากครอบครัว เพื่อนและวัฒนธรรมบ้านเกิด การพัฒนาเครือข่ายทางสังคมจะช่วยสนับสนุนให้เรามีตัวช่วยมากขึ้น

• รักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมชั้น รวมถึงการจัดสรรสมดุลเรื่องสุขภาพ จัดการเวลา ให้สามารถออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่ดี สนุกสนานกับทิวทัศน์ที่สวยงามของนิวซีแลนด์ และใช้เวลากับเพื่อนใหม่นอกเหนือจากการทำงานที่มีต่อการศึกษาของคุณ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการศึกษานิวซีแลนด์ดูได้ที่ http://www.studywithnewzealand.govt.nz

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : รู้จักห้องบำบัดเพื่อการรักษาเด็กสมองพิการสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/788401

Life & Health : รู้จักห้องบำบัดเพื่อการรักษาเด็กสมองพิการสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

Life & Health : รู้จักห้องบำบัดเพื่อการรักษาเด็กสมองพิการสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

วันพุธ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ภาวะสมองพิการ หรือ Cerebral Palsy เกิดจากสมองได้รับความเสียหายจากสาเหตุต่างๆ ในช่วงทารกหรือเด็กเล็กส่งผลให้มีพัฒนาการที่ล่าช้า โดยเฉพาะการเคลื่อนไหว การสื่อสาร การเรียนรู้ และพฤติกรรม ทำให้เด็กมีความผิดปกติที่พบได้บ่อยได้แก่ การยืนเดินทรงตัวผิดปกติ แขนขาเกร็ง หรือการกลืนสำลัก ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและการเข้าสู่สังคมอย่างมาก

ข้อมูลจาก นายแพทย์ฐชิภัทร เสรีอรุโณ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูโรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า การรักษาเด็กสมองพิการมีความจำเป็นต้องใช้การรักษาหลากหลายวิธีร่วมกัน ได้แก่ การรักษาด้วยยาการทำกายภาพบำบัด การทำกิจกรรมบำบัด และการกระตุ้นพัฒนาการ และเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดโรงพยาบาลเวชธานีได้มีการใช้ห้อง Snoezelen ซึ่งเป็นห้องบำบัดที่จำลอง
สิ่งแวดล้อมเพื่อกระตุ้นประสาทสัมผัสหลากหลายด้านของร่างกาย ได้แก่ การมองเห็นการได้ยิน การสัมผัส การดมกลิ่น และยังสามารถใช้ฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่ใช้ในการทรงตัว ยืนเดิน ที่จะช่วยให้เด็กสมองพิการมีการพัฒนาทักษะต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น

การกระตุ้นพัฒนาการเด็กด้วยห้อง Snoezelen สามารถใช้บำบัดฟื้นฟูผู้ป่วยเด็กสมองพิการ เด็กออทิสติก เด็กดาวน์ซินโดรม รวมทั้งเด็กที่มีปัญหาด้านการเรียนรู้ เด็กที่มีปัญหาพฤติกรรมก้าวร้าว สมาธิสั้น ที่ส่งผลต่อการเรียนและการดำเนินชีวิตในอนาคต

ภายในห้อง Snoezelen เป็นห้องที่จำลองสิ่งแวดล้อมให้มีสิ่งเร้าที่จะสามารถกระตุ้นประสาทสัมผัสได้หลากหลายตามหลักการmulti-sensory stimulation ประกอบไปด้วย แสง สี เสียง กลิ่นหอม และสัมผัส ทำให้การกระตุ้นพัฒนาการในด้านต่างๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผลลัพธ์การรักษาดีขึ้น และใช้เวลาในการรักษาลดลง โดยการใช้ห้อง Snoezelen ในการกระตุ้นพัฒนาการด้านต่างๆ สามารถทำได้อย่างหลากหลาย ดังนี้

l การเคลื่อนไหว เด็กสมองพิการมักมีปัญหาด้านการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ จากภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง อาการเกร็ง และการเคลื่อนไหวที่ไม่ประสานกัน การใช้ห้อง Snoezelen สามารถช่วยฟื้นฟูปัญหาดังกล่าวได้โดยการใช้อุปกรณ์กระตุ้นการเคลื่อนไหวด้วยกระดานสัมผัส การทรงตัวบนเตียงน้ำการใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหวตามแสงไฟ เป็นต้น

l การสื่อสาร เด็กสมองพิการมักมีปัญหาด้านการสื่อสาร พูดช้า พูดไม่ชัด หรือพูดติดขัด ซึ่งห้อง Snoezelen สามารถช่วยพัฒนาการสื่อสารของเด็กสมองพิการได้ เช่น การร้องเพลงตามเสียงดนตรี หรือเกมการออกเสียงผ่านไมโครโฟนเพื่อให้เกิดแสงไฟเป็นต้น

l การเรียนรู้และปัญหาพฤติกรรมเด็กสมองพิการหลายๆ คน มีปัญหาการเรียนรู้ช้าและปัญหาด้านพฤติกรรม ก้าวร้าว ทำร้ายตัวเอง หรือทำลายข้าวของ ห้อง Snoezelen สามารถช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กสมองพิการ และเด็กกลุ่มออทิสติกได้ เช่น กิจกรรมบำบัดในการฟังเสียงดนตรี การจำลองสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เกิดความสงบผ่อนคลายหรือการใช้ interactive playground เพื่อเพิ่มการจดจ่อและสมาธิของเด็ก

นอกจากนี้ ที่ศูนย์ฟื้นฟูเด็กโรงพยาบาลเวชธานี ยังมีห้อง Adventure room และ Interactive room ที่จะช่วยเติมเต็มการฝึกพัฒนาการของเด็กที่มีปัญหาด้านสมองพิการและพัฒนาการช้าได้เป็นอย่างดี

“Adventure room” เป็นห้องขนาดใหญ่ที่ประกอบไปด้วยพื้นที่และสิ่งของที่มีรูปทรงหลากสีสัน เป็นห้องที่ออกแบบไว้สำหรับการผจญภัยของเด็ก เน้นการฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่ การทรงตัว และการกระตุ้นประสาทสัมผัสผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น กิจกรรมปีนป่าย กิจกรรมเดินข้ามสิ่งกีดขวาง หรือกิจกรรมเล่นน้ำในบ่อบอล โดยอุปกรณ์ทุกชิ้นผ่านการออกแบบที่คำนึงถึงความปลอดภัยของเด็กเป็นสำคัญ

“Interactive room” เป็นห้องบำบัดที่เน้นการบำบัดด้วยเกมส์ผ่าน interactive projector หรือ interactive playground ซึ่งมีเกมส์การฝึกที่หลากหลาย ทั้งเกมส์ที่เน้นการฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่ การทรงตัว การประสานงานของกล้ามเนื้อ การจดจ่อ และการคิดคำนวณ

จากการใช้เกมส์การฝึก เทคโนโลยีที่หลากหลาย ทำให้เด็กรู้สึกสนุก เพลิดเพลินและจดจ่ออยู่กับการฝึก โดยจะมีนักกายภาพบำบัดที่เปรียบเสมือนเพื่อนคอยให้การดูแลการฝึกอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้เด็กอยากมาฝึกที่โรงพยาบาล จึงสามารถฝึกได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ เด็กจะไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกบังคับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้นับว่าเป็นหัวใจสำคัญของการฝึกเด็กให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีตามเป้าหมายที่ร่วมกันตั้งไว้ระหว่างทีมรักษาและผู้ปกครอง

ทั้งนี้ โรงพยาบาลมีความพร้อมในการรักษาเด็กสมองพิการ พัฒนาการล่าช้า เด็กออทิสติก เด็กดาวน์ซินโดรม ที่จะช่วยพัฒนาการด้านอารมณ์ การเคลื่อนไหว การช่วยเหลือตัวเอง โดยเน้นการรักษาที่มีความเป็นส่วนตัว มีนักกายภาพบำบัดและนักกิจกรรมบำบัดคอยฝึกอย่างใกล้ชิด และมีกล้องวงจรปิดให้กับพ่อแม่คอยดูการบำบัดฟื้นฟูอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะใช้เวลาในการรักษาประมาณ 1-2 ชั่วโมง/session ระยะเวลาการรักษาประมาณ 2-3 เดือน ขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของโรค นอกจากนี้ยังมีการบำบัดฟื้นฟูด้วย หุ่นยนต์ช่วยในการฟื้นฟูสมรรถภาพการเดินและการทรงตัวของร่างกาย (Robotic-assisted gait and balance training) เช่น C-Mill machine หุ่นยนต์ช่วยฟื้นฟูการเดินในสภาพจำลองเสมือนจริง, Lokomat machine หุ่นยนต์ช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการทรงตัวและการยืนเดิน, Armeo spring หุ่นยนต์ฝึกการเคลื่อนไหวของแขน

ท้ายนี้ ขอให้คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตพัฒนาการของลูก หากพบว่ามีพัฒนาการช้า หรือการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ แนะนำให้มาพบแพทย์เพื่อประเมินและเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงทีเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ข้อมูลจาก อ.วรรณวนัช กันพรม ผู้จัดการ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ เปิดเผยว่าศูนย์พัฒนาการเด็กพิเศษ และโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ในมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ จัดการศึกษาและฝึกอาชีพเด็กพิเศษที่บกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติก อายุ 7-30 ปี โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ เพื่อให้มีทักษะด้านวิชาชีพและทักษะทางสังคม ปัจจุบันมีเด็กพิเศษที่มารับบริการการศึกษาขั้นพื้นฐานและฝึกอาชีพกว่า170 คน เพื่อหารายได้นำมาเป็นค่าใช้จ่ายในศูนย์พัฒนาการเด็กพิเศษฯ ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาค ได้ที่ ธ.กรุงไทย เลขที่บัญชี 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ สามารถลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : มาร่วมกันบริจาคโลหิต ให้ชีวิต ให้ประจำทุก 3 เดือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/786916

Life & Health : มาร่วมกันบริจาคโลหิต ให้ชีวิต ให้ประจำทุก 3 เดือน

Life & Health : มาร่วมกันบริจาคโลหิต ให้ชีวิต ให้ประจำทุก 3 เดือน

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 07.00 น.

เลือด หรือ โลหิต เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในร่างกายของมนุษย์ มีหน้าที่สำคัญในการรักษาชีวิตและควบคุมสภาวะสมดุล การบริจาคโลหิตเป็นเรื่องจำเป็น และยังไม่มีสิ่งใดทดแทนได้ ผู้ป่วยต้องการโลหิตทุกวินาที การบริจาคโลหิต 1 ถุง ช่วยผู้ป่วยได้อย่างน้อย 3 ชีวิต

การบริจาคโลหิต เป็นการสละโลหิตส่วนที่ร่างกายยังไม่จำเป็นต้องใช้มาให้กับผู้ป่วยโดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ แก่ร่างกาย เพราะร่างกายแต่ละคนมีโลหิตประมาณ 17-18 แก้วน้ำร่างกายใช้เพียง 15-16 แก้วเท่านั้น ส่วนที่เหลือนั้นสามารถบริจาคให้ผู้อื่นได้ โดยสามารถบริจาคได้ทุกๆ 3 เดือน เพราะเมื่อบริจาคโลหิตออกไป ไขกระดูกจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดโลหิตขึ้นมาทดแทนให้มีปริมาณโลหิตในร่างกายเท่าเดิม ถ้าไม่บริจาค ร่างกายจะขับเม็ดโลหิตที่สลายตัว เพราะหมดอายุออกมาตามระบบของร่างกาย เช่น ทางปัสสาวะ อุจจาระ เป็นต้น

ข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า โลหิตยังคงเป็นยารักษาโรคที่ยังไม่มีนวัตกรรมใดๆ มาทดแทนได้ จึงจำเป็นต้องมีการรับบริจาคโลหิตจากเพื่อนมนุษย์ เพื่อให้ได้มาซึ่งโลหิตสำหรับใช้ในการช่วยชีวิตผู้ป่วย โดยโลหิตที่ได้รับบริจาคร้อยละ 23 นำไปใช้รักษากลุ่มผู้ป่วยโรคเลือด อาทิ โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย ฮีโมฟีเลีย เกล็ดเลือดต่ำ เป็นต้น ในรายที่เป็นชนิดรุนแรงต้องได้รับโลหิตในการรักษาเป็นประจำอย่างน้อยเดือนละ 1-2 ยูนิต หากไม่ได้รับโลหิตผู้ป่วยจะมีภาวะซีด อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวัน อีกร้อยละ 77 นำไปใช้รักษาผู้ป่วยที่สูญเสียโลหิตเฉียบพลันจากอุบัติเหตุ การผ่าตัดตกเลือดหลังคลอดบุตร เลือดออกในทางเดินอาหาร เป็นต้น ต้องมีโลหิตสำรองไว้ระหว่างการผ่าตัด 2-3 ยูนิต ในกรณีที่มีอาการรุนแรง 5-10 ยูนิต ถ้าโลหิตไม่เพียงพอต้องเลื่อนการผ่าตัด อาจเกิดอันตรายแก่ผู้ป่วยถึงชีวิตได้

จากสถิติความถี่การบริจาคโลหิตทั่วประเทศ ปี พ.ศ. 2566 จากจำนวนผู้บริจาคโลหิตทั้งหมด 1,606,743 คน พบว่ามีผู้บริจาคโลหิตปีละ 1 ครั้ง มีปริมาณมากถึง 1,057,894 คนคิดเป็นร้อยละ 65.84 ในขณะที่ ผู้บริจาคโลหิตปีละ 4 ครั้ง มีจำนวนเพียง 73,770 คนคิดเป็นร้อยละ 4.59 และยังมีผู้บริจาคโลหิตปีละ 2 ครั้ง จำนวน 313,029 คน คิดเป็นร้อยละ 19.48 บริจาคโลหิตปีละ 3 ครั้ง จำนวน 156,052 คน คิดเป็นร้อยละ 9.71 ส่วนผู้บริจาคโลหิตมากกว่า 4 ครั้ง (รวมกับบริจาคส่วนประกอบโลหิตอื่นๆ) จำนวน 5,998 คิดเป็นร้อยละ 0.37 หากมี ผู้บริจาคโลหิตบริจาคทุก 3 เดือน หรือปีละ 4 ครั้งเพิ่มมากขึ้นจะทำให้มีโลหิตที่เพียงพอสำหรับผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอตลอดปี

ทั้งนี้ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จึงได้จัดโครงการ “ให้โลหิต ให้ชีวิต ให้ประจำ Give Blood ,Give lives, Give forever” เป็นโครงการหลักประจำปี 2567 เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานด้านการบริจาคโลหิตให้แก่ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ และเหล่ากาชาดจังหวัดต่างๆ ในการรณรงค์ส่งเสริม
ให้ผู้บริจาคโลหิตมีการบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือน หรือปีละ 4 ครั้งเพิ่มมากขึ้น หรือเพิ่มความถี่ในการบริจาคโลหิต จากปีละ 1 ครั้ง เป็นปีละ 2 ครั้ง จากปีละ 2 ครั้ง เพิ่มเป็นปีละ 3 ครั้ง จากปีละ 3 ครั้ง เพิ่มเป็น 4 ครั้งต่อปี ก็จะทำให้โลหิตมีปริมาณเพียงพอสำหรับช่วยเหลือผู้ป่วยได้ การเพิ่มจำนวนผู้บริจาคโลหิตรายใหม่ให้มีจำนวนมากขึ้นส่งผลให้เกิดการบริจาคโลหิตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

ใครสามารถบริจาคเลือดได้บ้าง

เพราะโลหิตที่บริจาคจะถูกนำไปใช้กับผู้ที่ต้องการ ดังนั้นเลือดที่ได้รับการบริจาคจะต้องมีคุณภาพเพียงพอ และต้องมาจากผู้ที่มีสุขภาพที่พร้อมสำหรับการบริจาคเลือด เพื่อไม่ให้ส่งผลเสียต่อทั้งคุณภาพของเลือดและสุขภาพของผู้บริจาค โดยคุณสมบัติของผู้ที่สามารถบริจาคเลือดได้มีดังนี้

● ต้องมีอายุ 17 ปีขึ้นไป และไม่เกิน 60 ปี

● น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 45 กิโลกรัมขึ้นไป ร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์

● คืนก่อนบริจาคเลือดต้องนอนหลับอย่างน้อย 6 ชั่วโมง

● ต้องมีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวไม่อยู่ระหว่างไม่สบาย หรือกำลังรับประทานยาใด ๆ

● ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ หรือติดยาเสพติด

● สำหรับผู้หญิงไม่ควรเป็นช่วงที่มีประจำเดือน ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

อย่างไรก็ตาม หลังจากบริจาคเลือดควรนั่งพัก รับประทานขนมหรืออาหารว่างเล็กน้อย และดื่มน้ำ 1-2 แก้ว เมื่อมั่นใจแล้วว่าไม่มีอาการผิดปกติ เช่น มึนงง เวียนศีรษะ ฯลฯ แล้วจึงกลับบ้าน เมื่อกลับไปแล้วสามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ แต่ควรเน้นอาหารที่ช่วยเสริมสร้างธาตุเหล็ก เช่น เนื้อสัตว์ ไข่แดง และผักใบเขียวเข้ม อย่างเช่น ผักคะน้า บรอกโคลีหน่อไม้ฝรั่ง ผักบุ้ง เพื่อทดแทนธาตุเหล็กที่สูญเสียไปจากการบริจาคเลือด พร้อมทั้งรับประทานยาธาตุเหล็กที่ได้รับวันละ 1 เม็ด ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ทั้งนี้ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิตทั่วประเทศ ได้ที่

● ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์

● หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station) ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง)

● ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต

● โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตและสื่อสารองค์กร ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทยโทร.02-2564300, 02-2639600-99ต่อ 1101, 1760, 1761

LIFE & HEALTH : ปาร์ตี้หนักปีใหม่อาจเสี่ยงโรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/783989

LIFE&HEALTH : ปาร์ตี้หนักปีใหม่อาจเสี่ยงโรค

LIFE&HEALTH : ปาร์ตี้หนักปีใหม่อาจเสี่ยงโรค

วันพุธ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ในช่วงต้นปีใหม่นี้มักเต็มไปด้วยบรรยากาศการเฉลิมฉลองแห่งความสุข เช่น การจับฉลาก จัดปาร์ตี้กินอาหาร ขนมและดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกัน ซึ่งบางคนอาจฉลองต่อเนื่องกันหลายคืน ทำให้ร่างกายได้รับการพักผ่อนน้อย จนอาจนำไปสู่โรค Holiday Heart Syndrome หรืออาการหัวใจเต้นผิดจังหวะได้โดยไม่รู้ตัว

ข้อมูลจาก แพทย์หญิงทรายด้า บูรณสิน อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือดโรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า โรคหัวใจมักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะเริ่มต้น กว่าจะรู้ตัวอาจจะสายเกินไป ซึ่งโรค Holiday Heart Syndrome หรือ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะแบบเฉียบพลันเป็นหนึ่งในโรคหัวใจที่เกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน เป็นโรคที่ไม่มีสัญญาณเตือนให้รู้ตัวก่อน ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในช่วงเทศกาลวันหยุดยาว โดยโรคนี้สามารถเกิดได้กับทุกคนโดยเฉพาะวัยหนุ่มสาว ที่พักผ่อนน้อย อดนอน สังสรรค์ปาร์ตี้หนักติดต่อกันหลายคืน คนที่ดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก หรือติดต่อกันเป็นเวลานานหลายวัน อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ไม่สดชื่น ไม่มีแรง รู้สึกแน่นหรือเจ็บหน้าอก เวียนหัวหน้ามืด หัวใจเต้นรัวและเร็วกว่าปกติ หายใจลำบาก เหนื่อยง่าย ซึ่งหากพบว่าตนเองหรือบุคคลใกล้ชิดมีอาการต่างๆ เหล่านี้ควรรีบมาพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

สาเหตุของ Holiday Heart Syndrome เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ การดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนัก ซึ่งจะไปกระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วและเต้นผิดจังหวะ, การอดนอนในช่วงเทศกาลวันหยุด, ร่างกายขาดน้ำจากการดื่มแอลกอฮอล์, ความเครียดจากการสังสรรค์ในช่วงเทศกาลวันหยุด

ซึ่งวิธีการดูแลตัวเองในช่วงปาร์ตี้เทศกาลปีใหม่ห่างไกลโรค ไม่ใช่เรื่องยาก โดยจะต้องดื่มแอลกอฮอล์อย่างมีลิมิต หาเวลาพักผ่อนหรือไปทำกิจกรรมอื่นแทนการดื่ม หลีกเลี่ยงการกินอาหารประเภทที่มีโซเดียมและไขมัน เพราะหากไม่ควบคุมการกินอาหารจะส่งผลต่อการทำงานของหัวใจรวมไปถึงการพักผ่อนให้เพียงพอเพราะในช่วงเทศกาลปีใหม่ควรหาเวลาพักผ่อนเพราะถ้าหากพักผ่อนน้อยและนอนดึกติดต่อกันอาจทำให้เกิดความง่วงและความเหนื่อยล้าสะสม จนส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานหลังวันหยุดและอาจมีภาวะเสี่ยงต่อ Holiday Heart Syndrome

ทั้งนี้ การรักษา Holiday Heart Syndrome ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ โดยแพทย์อาจให้ยารักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ และแนะนำให้ผู้ป่วยลดการดื่มแอลกอฮอล์ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์เกินขนาด ดื่มน้ำให้มากๆ เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ และเว้นอาหารที่มีไขมันสูงหรือมีรสเค็มจัด

สำหรับช่วงปีใหม่นี้เป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองกับครอบครัว เพื่อนและคนรัก ซึ่งมีหลายคนตั้งตารอมาสังสรรค์กัน แต่สำหรับบางคนปีใหม่คือช่วงเวลาที่ไม่อยากให้มาถึงเลยเพราะไม่อยากออกไปไหน รู้สึกไม่มีความสุข โดยอาการแบบนี้เรียกว่า New Year’s Blues หรือ ภาวะซึมเศร้าช่วงปีใหม่

ข้อมูลจาก แพทย์หญิงณัฏฐพัชร์ ลำเลียงพล จิตแพทย์ โรงพยาบาล BMHH- Bangkok Mental Health Hospital เปิดเผยว่า New Year’s Blues หรือ ภาวะซึมเศร้าช่วงปีใหม่ สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน เพราะหลายคนต่างคาดหวังให้ปีใหม่เป็นปีที่ดี แต่สำหรับบางคนช่วงเวลานี้อาจนำมาซึ่งความเศร้า เบื่อหน่าย รู้สึกไร้ค่า ที่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ หรือความเครียดสะสมจากการทำงาน การใช้ชีวิตประจำวัน

สาเหตุของภาวะซึมเศร้าช่วงปีใหม่ในปัจจุบันอาจเกิดจากหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น

● ความคาดหวังที่สูงเกินไป หลายคนมักตั้งเป้าหมายหรือความคาดหวังไว้สูงสำหรับปีใหม่ เมื่อพบว่าไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้อาจทำให้เกิดความผิดหวังและนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า

● การทบทวนเหตุการณ์ ในช่วงปีใหม่หลายคนมักมีโอกาสได้ทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งอาจทำให้เกิดความรู้สึกเศร้าหรือเสียใจ

● ความเครียดจากการใช้ชีวิต ในช่วงปีใหม่หลายคนอาจต้องเผชิญกับความเครียดจากการทำงาน การเรียน หรือปัญหาส่วนตัว ซึ่งอาจสะสมเป็นความเครียดและนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้

อาการของภาวะซึมเศร้าช่วงปีใหม่อาจคล้ายกับอาการของโรคซึมเศร้าทั่วไป แต่อาการจะหายไปเองภายในไม่กี่สัปดาห์ ได้แก่ รู้สึกเศร้า เบื่อหน่าย, ท้อแท้ รู้สึกไร้ค่า สิ้นหวัง, ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง, มีปัญหาเรื่องการนอน, มีปัญหาเรื่องการกิน, คิดอยากทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตาย

สำหรับการรักษาภาวะซึมเศร้าช่วงปีใหม่มีทั้งการรักษาด้วยยา ซึ่งแพทย์อาจพิจารณาให้ยาแก้ซึมเศร้าหรือยาคลายกังวลและการรักษาด้วยจิตบำบัด ที่สามารถช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจสาเหตุของอาการซึมเศร้าและเรียนรู้วิธีรับมือกับปัญหาต่างๆ ได้ดีขึ้น โดยภาวะนี้พบได้บ่อยในช่วงวันส่งท้ายปีเก่าต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นเดือนมกราคม อาการจะหายไปเองภายในไม่กี่สัปดาห์ หากอาการไม่ดีขึ้นหรือรุนแรงขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างเหมาะสม

ถึงแม้ช่วงเทศกาลปีใหม่จะมีภาวะซึมเศร้าช่วงปีใหม่แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะต้องเป็นโรคนี้ ซึ่งทุกคนสามารถป้องกันการเกิดภาวะซึมเศร้าช่วง
ปีใหม่ได้ โดยเริ่มตั้งเป้าหมายและวางแผนสำหรับปีใหม่ เรียนรู้ที่จะยอมรับและปล่อยวางกับสิ่งต่างๆ ที่ไม่สามารถควบคุมได้ หาเวลาพักผ่อนและผ่อนคลายความเครียดอย่างสม่ำเสมอรวมไปถึงดูแลสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง

สำหรับในช่วงปีใหม่นี้ ดร.สุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ เลขาธิการ มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมบริจาคกับโครงการ ออมบุญ ปันสุขให้น้องผู้พิการรับปีใหม่ ช่วยเหลือน้องๆ คนพิการที่อยู่ในความดูแลของมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ กว่า 900 คน โดยร่วมบริจาคเงิน สิ่งของเครื่องใช้ ข้าวสารอาหารแห้ง และสิ่งของจำเป็นต่างๆ เพื่อส่งต่อคุณภาพชีวิตที่ดีๆ ให้กับผู้พิการได้ที่มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ ด้วยการโอนเงินผ่าน ธนาคารกรุงเทพ สาขาบางละมุง ชื่อบัญชีมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ เลขที่บัญชี 342-3-04066-0นำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ โทรศัพท์ 02-5724042 ต่อ 8300 มือถือ 089-9367598เพื่อปันสุขให้น้องๆ ช่วยต่อลมหายใจ พร้อมร่วมสร้างพลังงานบวกให้คนพิการ ให้มีกำลังใจที่ดีในการใช้ชีวิตในสังคมต่อไป

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : มารู้จักการบริจาคส่วนประกอบโลหิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/782604

Life & Health : มารู้จักการบริจาคส่วนประกอบโลหิต

Life & Health : มารู้จักการบริจาคส่วนประกอบโลหิต

วันพุธ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2567, 05.30 น.

การบริจาคโลหิต เป็นการที่ผู้บริจาคจะบริจาคโลหิตของตนเองเพื่อให้ผู้อื่น เพื่อนำไปใช้รักษาโรคหรือช่วยชีวิตผู้ป่วย การบริจาคโลหิตสามารถบริจาคได้ทั้งโลหิตรวม (whole blood) และนำไปแยกเป็นส่วนประกอบเลือด ได้แก่ เกล็ดเลือด พลาสมา และเม็ดโลหิตแดง และอีกรูปแบบหนึ่งการบริจาคโลหิตเฉพาะส่วน (Apheresis) โดยใช้เครื่องแยกส่วนประกอบของเลือด การบริจาคเลือด คือ การเก็บโลหิตจากผู้มีความประสงค์จะบริจาค โดยโลหิตนั้นนำไปใช้สำหรับการถ่ายเลือด และ/หรือการเยียวยาทางชีวเภสัชวิทยาโดยกระบวนการ
ที่เรียกว่าการแยกส่วน (การแยกองค์ประกอบของเลือดครบ) การบริจาคอาจบริจาคเลือดครบหรือเฉพาะองค์ประกอบหนึ่งของเลือดโดยตรง ก็ได้

ข้อมูลจาก ปิยนันท์ คุ้มครอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติเปิดเผยว่า ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เป็นหน่วยงานหลักที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ทำหน้าที่ในการจัดหาโลหิต กำหนดมาตรฐานงานบริการโลหิตของประเทศไทย โดยมีภารกิจในการส่งเสริมการบริจาคโลหิตและส่งเสริมการใช้โลหิตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการบริจาคโลหิต หรือการบริจาคโลหิตเฉพาะส่วน เช่น การบริจาคเม็ดเลือดแดง การบริจาคเกล็ดเลือด และการบริจาคพลาสมา

การบริจาคเม็ดเลือดแดง (Single Donor Red Cells)

เม็ดเลือดแดง (Red Cells) เป็นส่วนประกอบชนิดหนึ่งของโลหิต มีหน้าที่ส่งถ่ายออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย อายุการทำงานในกระแสโลหิต ประมาณ 120 วัน ซึ่งผู้ที่จำเป็นต้องได้รับการบริจาคเม็ดเลือดแดงคือ ผู้ป่วยโรคเลือดที่สร้างเม็ดเลือดแดงได้น้อยเช่น ธาลัสซีเมีย ไขกระดูกฝ่อ เป็นต้น รวมทั้งผู้ป่วยที่สูญเสียเลือดจากการผ่าตัดหัวใจ อุบัติเหตุ ตกเลือดในการคลอด

สำหรับคุณสมบัติผู้สามารถบริจาคเม็ดเลือดแดง คือ อายุ 18 ปีบริบูรณ์-60 ปี ถ้าบริจาคครั้งแรก อายุไม่เกิน 50 ปี, ผู้บริจาคชายน้ำหนักเท่ากับหรือมากกว่า 59 กิโลกรัมส่วนสูงมากกว่า 155 เซนติเมตร, ผู้บริจาคหญิงน้ำหนักเท่ากับหรือมากกว่า 70 กิโลกรัมส่วนสูงมากกว่า 165 เซนติเมตร, เป็นผู้ที่มาบริจาคโลหิตชนิดโลหิตรวม ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ อย่างน้อย 1 ครั้ง ภายใน 1 ปี,มีเส้นเลือดที่ข้อพับแขนมองเห็นชัดเจน,หลีกเลี่ยง อาหารที่มีไขมันสูงก่อนมาบริจาค เช่น ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่เป็นต้น, มีค่าความเข้มข้นโลหิต หรือค่า Hct มากกว่า 40%, มีค่าเข้มข้นของโลหิต Hb มากกว่า 14.0 g/dl มีค่า Body Mass Index คือ ค่าอัตราส่วนระหว่างน้ำหนักต่อส่วนสูง น้อยกว่า 25

การบริจาคเม็ดเลือดแดง บริจาคด้วยเครื่องแยกส่วนประกอบโลหิตอัตโนมัติ (Blood Cell Separator Device) จะแยกเก็บเฉพาะเม็ดเลือดแดงไว้ โดยคืนส่วนอื่นกลับสู่ร่างกาย และชดเชยส่วนที่บริจาคออกมาด้วยน้ำเกลือ 400 มิลลิลิตร ให้แก่ผู้บริจาค ใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที บริจาคได้ทุก 4 เดือน ให้ผู้ป่วยได้ 2 ราย

การบริจาคเกล็ดเลือด (Single Donor Platelets)

เกล็ดเลือด (Platelets) คือ ส่วนประกอบของเลือดช่วยทำให้เลือดแข็งตัว และช่วยอุดรอยฉีกขาดของเส้นเลือด เกล็ดเลือดมีอายุสั้นเก็บได้เพียง 7 วัน ในร่างกายของคนเราจะมีเกล็ดเลือดประมาณ 1-5 แสนตัว/ลูกบาศก์มิลลิลิตร ผู้ป่วยที่ต้องใช้เกล็ดเลือดในการรักษา ได้แก่ ไขกระดูกสร้างได้น้อย เช่น โรคไขกระดูกฝ่อ ลูคีเมีย ผู้สูญเสียเกล็ดเลือดจำนวนมากจากการเสียเลือด เช่น ไข้เลือดออก ผ่าตัดใหญ่ ตกเลือดในการคลอดบุตร อุบัติเหตุ เป็นต้น

สำหรับคุณสมบัติผู้บริจาคเกล็ดเลือด คือ เพศชาย, อายุ 18-60 ปี ถ้าบริจาคครั้งแรก อายุไม่เกิน 50 ปี, น้ำหนักมากกว่า 55 กิโลกรัมขึ้นไป, มีค่าเกล็ดเลือด มากกว่า2 แสนตัว ต่อโลหิต 1 ลูกบาศก์มิลลิลิตร, เป็นผู้ที่มาบริจาคโลหิตชนิดโลหิตรวม ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ อย่างน้อย 1 ครั้ง ภายใน 1 ปี, มีเส้นเลือดที่ข้อพับแขน มองเห็นชัดเจน, ไม่กินยาแก้ปวดแอสไพรินก่อนบริจาค 3 วัน

วิธีการบริจาค การบริจาคเกล็ดเลือด (Single Donor Platelets) สามารถบริจาคได้ทุก 1 เดือน โดยผู้บริจาคจะต้องบริจาคด้วยเครื่องแยกส่วนประกอบโลหิตอัตโนมัติ (Blood Cell Separator Device) เครื่องจะปั่นแยกเกล็ดเลือดไว้ โดยคืนส่วนอื่นกลับสู่ร่างกายใช้เวลาในการบริจาคแต่ละครั้งประมาณ 2 ชั่วโมง

การบริจาคพลาสมา (Single Donor Plasma)

พลาสมา (Plasma) คือ ส่วนประกอบของโลหิตที่มีลักษณะเป็นของเหลวสีเหลืองใสซึ่งประกอบไปด้วยสารโปรตีน ได้แก่ อัลบูมิน โกลบูลิน อิมมูโนโกลบูลิน ปัจจัยการแข็งตัวของเลือด เป็นต้น ซึ่งมีส่วนสำคัญในการรักษาปริมาณน้ำภายในหลอดเลือด ต่อต้านเชื้อโรค และช่วยในการแข็งตัวของเลือด ตามลำดับ

ผู้ป่วยที่ต้องใช้พลาสมาในการรักษา ได้แก่ ผู้ป่วยไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ขาดปัจจัยแข็งตัวของเลือด โดยพลาสมา จะถูกนำไปผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ 3 ชนิด

-แฟคเตอร์ VIII (Factor VIII) รักษาโรคฮีโมฟีเลีย เอ

-อิมมูโนโกลบูลิน รักษาโรคภูมิคุ้มกันต่อต้านตัวเอง

-อัลบูมิน (Albumin) รักษาไฟไหม้น้ำร้อนลวก และโรคตับ

-ผลิตเซรุ่มป้องกันไวรัสตับอักเสบบี และเซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ในโครงการ บริจาคพลาสมาเพื่อทำเซรุ่ม

สำหรับคุณสมบัติผู้บริจาคพลาสมาเพื่อทำเซรุ่ม คือ อายุ 18-60 ปี ถ้าบริจาคครั้งแรก อายุไม่เกิน 50 ปี, มีน้ำหนักมากกว่า 55 กิโลกรัม ขึ้นไป, เป็นผู้ที่มาบริจาคโลหิตชนิดโลหิตรวม ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ อย่างน้อย1 ครั้ง ภายใน 6 เดือน, เส้นเลือดที่ข้อพับแขนมองเห็นชัดเจน, หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงก่อนมาบริจาค เช่น ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ เป็นต้น, ผู้บริจาคต้องอยู่ในโครงการอย่างน้อย 3 ปี

ทั้งนี้ ผู้ที่เคยบริจาคโลหิตอยู่แล้วสามารถเปลี่ยนเป็นผู้บริจาคพลาสมาได้โดยเว้นระยะเวลา 3 เดือน และต้องสมัครเข้าโครงการฉีดวัคซีนก่อน และสามารถกลับมาเป็นผู้บริจาคโลหิตได้ โดยให้เว้นระยะเวลาหลังจากบริจาคพลาสมา 2 สัปดาห์

สำหรับวิธีการบริจาคพลาสมา จะบริจาคด้วยเครื่องแยกส่วนประกอบโลหิตอัตโนมัติ (Blood Cell Separator Device) ใช้เวลาในการบริจาค ประมาณ 45 นาที
ครั้งละ 500 ซีซี บริจาคได้ทุก 14 วัน

หากได้มีโอกาสบริจาคโลหิต จึงนับเป็นการช่วยต่อลมหายใจให้ผู้ป่วยได้มีชีวิตใหม่ และกลับไปอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุขรายละเอียดดูได้ที่ www.blooddonationthai.com หรือโทร.02-2564300

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Life & Health : การศึกษาเรื่องของถั่วและสุขภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/779710

Life & Health : การศึกษาเรื่องของถั่วและสุขภาพ

Life & Health : การศึกษาเรื่องของถั่วและสุขภาพ

วันพุธ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ถั่วเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ถั่วมีไขมันดีและมีเส้นใยอาหารสูง ช่วยลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ และช่วยลดความดันโลหิต เป็นต้น ข้อมูลจาก ผศ.ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล กรรมการโครงการอาหารไทย หัวใจดี มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า ในปัจจุบันเราสามารถหาซื้อถั่วได้ง่ายไม่ว่าจะเป็นที่ซูเปอร์มาร์เก็ตหรือในตลาด มีทั้งในรูปแบบของที่ผลิตอยู่ในบรรจุซองหรือแบบที่ตักชั่งน้ำหนัก ซึ่งหากซื้อแบบบรรจุซองก็จะสามารถทราบได้ว่าระยะเวลาการเก็บก่อนที่จะเปลี่ยนสภาพไป หรือช่วยป้องกันแมลงที่จะขึ้นได้ หากไม่มีเวลาที่จะนำเอาถั่วมาต้มหรือนึ่งได้เอง ก็สามารถใช้ในรูปแบบของถั่วต้มสุกในกระป๋องได้ ซึ่งก็มีมากมายหลากหลายยี่ห้อ และหลายประเภททั้งในน้ำมัน และน้ำเกลือ ข้อแนะนำหากใช้ถั่วที่ต้มสุกบรรจุกระป๋องนั้นควรที่จะเอาน้ำเกลือทิ้งและล้างถั่วอีก 1-2 ครั้ง เพราะในน้ำเกลือนั้นจะมีปริมาณของโซเดียมที่สูง ไม่ดีต่อผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไต และเบาหวาน โดยปกติ 1 ถ้วยของถั่วต้มสุกกระป๋องจะมีปริมาณของโซเดียมอยู่ที่ 720 มิลลิกรัม หากเราล้างน้ำออก 2 ครั้ง จะสามารถลดปริมาณโซเดียมมาที่ 220 มิลลิกรัม หากรับประทานถั่วแล้วมีอาการปวดท้อง หรือลมขึ้นควรที่เริ่มจากการรับประทานถั่วในปริมาณน้อยๆ ก่อนเพื่อให้ร่างกายได้มีการปรับตัว และรับประทานถั่วที่ต้มสุกออกนิ่มก็จะช่วยลดการเกิดลมในท้องได้ โดยส่วนใหญ่แล้วอาการลมในท้องจะดีขึ้นหลังจากที่มีการบริโภคถั่วเป็นประจำ 4-8 อาทิตย์ขึ้นไป และที่สำคัญเนื่องจากถั่วเป็นแหล่งที่มาที่ดีของใยอาหาร ดังนั้นจึงควรที่จะดื่มน้ำให้เพียงพอ 8 แก้วขึ้นไป สำหรับการศึกษาที่เกี่ยวข้องในเรื่องของถั่วและสุขภาพ เช่น โรคอ้วน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง เบาหวาน มีดังนี้

• โรคอ้วน โดยเฉพาะภาวะอ้วนลงพุง เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่จะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมามากมาย เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคความดันโลหิตสูง ระดับไขมันในเลือดสูง ซึ่งสามารถดูได้จากค่าของไขมันที่ไม่ดีสูง ได้แก่ คอเลสเตอรอลรวม ระดับแอลดีแอลคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ อีกทั้งมีคอเลสเตอรอลตัวดีหรือเอชดีแอลต่ำ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมองในอนาคต นอกจากนี้โรคอ้วนยังเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม โรคของถุงน้ำดี เช่น การเกิดนิ่วในถุงน้ำดี โรคเก๊าท์ และเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ จากการศึกษาทางระบาดวิทยาและทางคลินิกหลายการศึกษาพบว่าการรับประทานอาหารประเภทถั่วเป็นประจำจะสามารถควบคุมน้ำหนักได้ดีกว่าผู้ที่ไม่รับประทานถั่ว ถั่วมีไขมันต่ำ ใยอาหารสูง เป็นแหล่งของโปรตีนที่มาจากพืช ทำให้เพิ่มความอิ่มและทำให้รู้สึกอิ่มได้นาน ส่งผลให้การรับประทานอาหารอื่นๆ น้อยลง ทำให้พลังงานที่ร่างกายได้รับลดลง

• โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular disease) ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคนี้ เช่น การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงรับประทานอาหารไม่ถูกสัดส่วน การไม่ออกกำลังกายการสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของระดับไขมันในเลือด ระดับน้ำตาลในเลือด ระดับความดันโลหิต รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัว การเพิ่มขึ้นของระดับคอเลสเตอรอลรวม (Total cholesterol) และ แอลดีแอลคอเลสเตอรอล (LDL-cholesterol)ในเลือด ร่วมกับการลดลงของเอชดีแอล (HDL-cholesterol)ในเลือดนั้น ส่งผลโดยตรงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคไขมันในหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง ในทางกลับกัน การลดลงทุกๆ ร้อยละ 1 ของระดับคอเลสเตอรอลรวมในเลือด จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจประมาณร้อยละ 2-3 ดังนั้น การควบคุมระดับ Total cholesterol และLDL-cholesterol ในเลือดจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรังอื่นๆ ตามมา การกินพืชกลุ่มถั่วจะช่วยลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดลงได้ จากข้อแนะนำของ Dietary Reference Intakes (DRIs) หรือปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวัน เป็นค่าเฉลี่ยของสารอาหารที่เหมาะสมสำหรับบุคคลทั่วไปที่มีสุขภาพดี ซึ่งจะช่วยควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง แนะนำให้บริโภคถั่วกลุ่ม Legumes 1.5 ถ้วยต่อสัปดาห์เพื่อลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด

• โรคมะเร็ง โรคมะเร็งทางเดินอาหารและลำไส้ใหญ่เป็นผลมาจากอาหารที่ได้รับเข้าไป จากงานวิจัยพบว่าผู้ที่บริโภคถั่วเหลืองเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ และผู้ชายที่กิน Legumes เป็นประจำคืออาทิตย์ที่ 2-3 ครั้ง ครั้งละ ½ ถ้วย จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้บริโภค เนื่องจากในถั่วนอกจากจะมีใยอาหารสูงแล้วยังมีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระสูงและสารพฤกษเคมีสูงด้วย ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระจะเป็นตัวช่วยในการลดการเกิดการร้ายของสารอนุมูลอิสระซึ่งเป็นตัวก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์และเป็นที่มาที่ก่อให้เกิดเซลล์มะเร็ง

• โรคเบาหวาน อาหารที่ดีสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานคือ อาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Glycemic Index or GI) ค่าดัชนีน้ำตาลคือค่าที่บอกถึงความสามารถของอาหารที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตและดีว่าอาหารนั้นจะมีผลต่อการขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือดได้รวดเร็วเพียงใดในระยะเวลา 2-3 ชั่วโมง ภายหลังจากการบริโภคอาหารประเภทนั้นเข้าไป กลุ่มของพวกถั่วนี้มีค่าของดัชนีน้ำตาลต่ำส่งผลทำให้ร่างกายจะค่อยๆได้รับน้ำตาลจากอาหารประเภทถั่ว ซึ่งจะเป็นผลดีต่อผู้ที่เป็นเบาหวานเพราะจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ไม่ขึ้นลงเร็วซึ่งจะเป็นผลเสียต่อร่างกายของผู้ที่เป็นเบาหวาน และใยอาหารที่มีอยู่ในถั่วจะเป็นอีกทางที่ช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมชะลอการดูดซึมน้ำตาลและจับกับกลูโคสทำให้ควบคุมเบาหวานได้ดี

• โรค Celiac disease หรือโรคที่ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อกลูเตน โดยที่กลูเต็นเป็นโปรตีนที่พบในกลุ่มข้าวสาลี ข้าวโพดข้าวบาร์เลย์ อาการแพ้คือการที่ร่างกายไม่สามารถย่อยกลูเตนได้ ทำให้เกิดอาการท้องอืด มีแก๊สในกระเพาะอาหาร ท้องเสีย และส่งผลให้เกิดภาวะลำไส้อักเสบ ทำให้การทำงานในการดูดซึม วิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารอื่นๆ ได้ลดลง กลุ่มของถั่ว Legumes นี้จะไม่มีกลูเตนผสมอยู่ดังนั้น จึงเป็นแหล่งที่มาที่ดีของใยอาหารและโปรตีนที่ปราศจากกลูเตน และปลอดภัยสำหรับผู้ที่เป็นโรค Celiac disease

จะเห็นได้ว่าถั่วมีประโยชน์ต่อสุขภาพมาก สำหรับคนที่ไม่ชอบหรือยังไม่ค่อยได้ลองนำถั่วมาปรุงประกอบอาหาร ลองค้นหาเมนูง่ายๆ อร่อยๆ ที่หลากหลายจากถั่ว ไม่ว่าจะเป็นนำมาทำเป็นนมถั่ว สมู้ทตี้ถั่ว นำมาต้ม นึ่ง ใส่สลัด ใส่ยำใส่ข้าวผัด หรือจะนำมาทำเป็นขนมหวาน เช่น นำถั่วแดงมาทำเป็นบราวนี่ หรือไอศกรีมก็อร่อยไม่แพ้กัน เมื่อลองกินถั่วเป็นประจำก็จะชอบและชินกับการกินถั่วและจะอร่อยพร้อมกับมีสุขภาพดีในระยะยาวไปด้วย

สำหรับตราสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอาหารไทย หัวใจดี ถูกก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคง่ายในการเลือกผลิตภัณฑ์อาหารที่ไม่เพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเมื่อบริโภคในปริมาณที่แนะนำตามหลักโภชนาการ ปัจจุบันโครงการอาหารไทย หัวใจดีได้ครบรอบ 20 ปี และมีการปรับเปลี่ยนโลโก้ อย่างไรก็ตามในช่วงเปลี่ยนผ่านอาจพบผลิตภัณฑ์ที่มีตราสัญลักษณ์เก่าได้ในท้องตลาด สำหรับผู้บริโภคที่กำลังมองหาทางเลือกในการดูแลสุขภาพ มองหาสัญลักษณ์ “อาหารรักษ์หัวใจ” ได้ที่ผลิตภัณฑ์

ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

LIFE & HEALTH : เคล็ดลับการดูแลสุขภาพรับปีใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/777432

LIFE & HEALTH : เคล็ดลับการดูแลสุขภาพรับปีใหม่

LIFE & HEALTH : เคล็ดลับการดูแลสุขภาพรับปีใหม่

วันพุธ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

การดูแลสุขภาพรับปีใหม่และหน้าหนาว เป็นเรื่องสำคัญที่ควรให้ความสนใจ เพราะอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยๆ อาจทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทันและเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น ดังนั้น คุณควรปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้เพื่อรักษาสุขภาพให้ดีดังนี้

-รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ โดยเน้นผัก ผลไม้ และสมุนไพรที่มีสรรพคุณต่อร่างกาย เช่น มะนาว ขิง กระเจี๊ยบ และเห็ด เป็นต้น

-ดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวันหรือดื่มน้ำอุ่น น้ำสมุนไพร เพื่อช่วยการไหลเวียนของโลหิต และลดอาการหนาว

-ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 3-5 วันต่อสัปดาห์ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย

-นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อคืน เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟู และลดความเครียด

-สวมเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับอากาศ ควรใส่เสื้อผ้าหลายชั้น และสวมหมวก ถุงมือ ถุงเท้า และรองเท้าที่ใส่สบาย เพื่อป้องกันการสูญเสียความร้อนจากร่างกาย

-ดูแลเรื่องผิวหนัง โดยการทาโลชั่นหรือน้ำมันทาผิว วันละหลายๆครั้ง เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำและผิวแห้ง

-หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ และไม่ควรใช้ของร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ จาน ชาม ช้อน เป็นต้น

-หากเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ควรมีผ้าปิดปากและจมูกเวลาไอ จาม และไม่คลุกคลีกับผู้อื่น และหมั่นล้างมือบ่อยๆ

-ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ หรือโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับหน้าหนาว เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

นอกจากนี้ คุณยังควรหมั่นตรวจสุขภาพประจำปี และหากมีอาการผิดปกติใดๆควรปรึกษาแพทย์ทันที ขอให้คุณมีสุขภาพที่แข็งแรง และสนุกสนานกับการเข้าสู่ปีใหม่กัน

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่า สิ่งที่ทำให้เราดูสูงวัยขึ้นอาจไม่ใช่อายุเท่านั้น หากแต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นตัวการเร่งความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ให้เร็วขึ้นโดยที่เราเองอาจคาดไม่ถึงเลยด้วยซ้ำ ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้

l เลือกกินตามใจปาก โดยเฉพาะอาหารที่ให้พลังงานมาก เช่น ของทอด ของหวาน อาหารที่มีไขมันชนิดอิ่มตัว (ไขมันจากสัตว์ กะทิ) คาร์โบไฮเดรต และโปรตีนที่ให้แคลอรีสูง ฯลฯ ไม่เพียงแต่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเท่านั้น หากยังกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระซึ่งเป็นตัวการร้ายทำลายผิวและอวัยวะต่างๆ เสื่อมก่อนวัยและทำลายคอลลาเจนที่อยู่ในเซลล์ผิวหนัง ทำให้ผิวหย่อนคล้อยไม่กระชับและอาจเกิดริ้วรอยได้ง่าย ดังนั้นจึงควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นผักสด ผลไม้หลากสีซึ่งมีวิตามินแร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีผลดีต่อร่างกายและผิวพรรณโดยตรง

l การนอนน้อย พักผ่อนไม่พอการนอนน้อยหรืออดนอน ไม่เพียงทำให้เรารู้สึกเพลีย ไม่สดใสเท่านั้น ยังส่งผลให้ระบบต่างๆ ทำงานผิดปกติ ภูมิคุ้มกันลด เจ็บป่วยง่าย แถมผิวพรรณเหี่ยวย่นริ้วรอยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ใครอยากหน้าเด็กควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ เข้านอนให้เร็วขึ้น เพราะช่วงเวลาระหว่าง 4 ทุ่มถึงตี 2 จะเป็นช่วงที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนเมลาโทนินที่ทำให้หลับลึก ซึ่งฮอร์โมนชนิดนี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ แถมในช่วงที่เราหลับลึกร่างกายจะหลั่งโกรทฮอร์โมนซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นการซ่อมแซมฟื้นฟูเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะคอลลาเจนใต้ผิวหนัง แต่อย่างไรการนอนคว่ำหรือตะแคง อาจมีส่วนทำให้เกิดตีนกาและรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า

l การสูบบุหรี่ & ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นตัวการร้ายที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะผลาญวิตามินสำคัญ โดยเฉพาะวิตามินบี ซึ่งกระตุ้นการเกิดสารอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดความเสื่อมของเซลล์ในร่างกายแล้ว ยังเป็นวายร้ายทำลายผิวพรรณให้แห้งกร้าน สูญเสียความตึงตัว เกิดริ้วรอย รวมถึงยังทำให้การไหลเวียนเลือดไปที่ผิวหนังไม่ดี ทำให้ใบหน้าหมองคล้ำ ไม่สดใส หยาบกร้านที่สำคัญยังเป็นต้นเหตุให้สุขภาพร่างกายเสื่อมโทรมลง และเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งอีกด้วย จึงควรเลิกสูบบุหรี่และเลิกดื่มแอลกอฮอล์กัน

l การเครียดบ่อย ความเครียดทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมา ซึ่งถ้ามีฮอร์โมนตัวนี้มากเกินไปเซลล์ต่างๆ จะเสื่อมสภาพเร็ว อีกทั้งยังทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายแปรปรวน ซึ่งไม่เพียงทำให้ร่างกายและจิตใจเสื่อมโทรมลงเท่านั้น หากยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว เพราะความเครียดสัมพันธ์กับโรคต่างๆ แทบทุกโรค ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด ฯลฯ ดังนั้น เมื่อรู้ตัวว่าเครียดต้องรีบปรับเปลี่ยนอารมณ์ ปล่อยวางความคิด หรือหยุดจากงานตรงหน้าไปทำกิจกรรมอย่างอื่นสักระยะ โดยหากิจกรรมที่ช่วยสร้างความผ่อนคลาย เช่น ฟังเพลง เดินไปพูดคุยกับเพื่อน ฯลฯ เมื่ออารมณ์แจ่มใสขึ้นจึงค่อยเริ่มต้นกันใหม่

l การไม่ทากันแดด แสงแดดเป็นตัวการสำคัญในการทำร้ายผิว ที่ส่งผลต่อความหมองคล้ำ ผิวเหี่ยวย่น เกิดริ้วรอย แต่ส่วนใหญ่คนจะทาครีมกันแดดเฉพาะเวลาไปเที่ยว โดยไม่สนใจว่าระหว่างวันขณะทำงานนั้น ผิวหนังและผิวหน้าก็จะถูกรังสียูวีทำลายด้วยเช่นกัน ฉะนั้นไม่ว่าจะอยู่ในที่ร่มหรือกลางแจ้ง สภาพอากาศจะเป็นแบบไหนก็ไม่ควรละเลยการทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30-50 เป็นประจำ และหลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงเวลา 10.00-15.00 น. หากจำเป็นควรกางร่มหรือสวมหมวก และสวมแว่นกันแดดทุกครั้ง

l การเมคอัพจัดเต็ม การประโคมเมคอัพแบบจัดเต็มอยู่บ่อยๆ สุขภาพผิวหน้าเราก็จะอ่อนแอลงทุกวันเพราะฤทธิ์ของสารเคมีในเครื่องสำอางที่ใช้เป็นประจำ จะส่งผลให้ผิวหน้าเราเหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร ยิ่งถ้าล้างเครื่องสำอางออกไม่หมดจะทำให้รูขุมขนทำงานไม่สะดวก เกิดการอุดตัน เกิดการสะสมของสิ่งสกปรกจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดความหมองคล้ำ เกิดสิว ริ้วรอยและเกิดความเสื่อมสภาพได้อย่างรวดเร็ว ควรต้องใส่ใจกับการทำความสะอาดผิวหน้าให้หมดจด

ย่างเข้าปีใหม่นี้ใครที่อยากสวย ใส หน้าเด็ก ไม่ดูแก่กว่าวัย จึงต้องลด ละ เลิกพฤติกรรมที่บอกเหล่านี้ พร้อมกับเริ่มต้นดูแลตัวเองเสียแต่เนิ่นๆช่วยยืดเวลาให้ดูอ่อนเยาว์กว่าวัยจนหลายคนต้องอิจฉา

ปีใหม่นี้ สำหรับผู้อยากทำบุญส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ศ.นพ.สุรเดชหงส์อิง เลขาธิการกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีกรมหมื่นสุทธนารีนาถ ขอเชิญช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กที่ยากไร้ทั่วประเทศได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุชเลขที่บัญชี 133-2-08742-3ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้ โทร.02-7183800 ต่อ 123 รายละเอียดที่ http://www.thaichildrencancerfund.org/