เปิดผลตรวจ ‘ชานมไข่มุก’ 25 ยี่ห้อ พบน้ำตาลไม่เกินมาตรฐานเพียง 2 ยี่ห้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/594645

  • วันที่ 12 ก.ค. 2562 เวลา 08:05 น.

เปิดผลตรวจ 'ชานมไข่มุก' 25 ยี่ห้อ พบน้ำตาลไม่เกินมาตรฐานเพียง 2 ยี่ห้อ

สาวกชานมไข่มุกส่องปริมาณน้ำตาลก่อนบริโภค หลังศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) เปิดผลตรวจ ‘ชานมไข่มุก’  25 ยี่ห้อ พบเพียง 2 รายน้ำตาลไม่เกินมาตรฐานกำหนดปลอดภัยต่อสุขภาพ แนะผู้ประกอบการลดปริมาณน้ำตาล หวั่นทำให้ผู้บริโภคเจ็บป่วยด้วยกลุ่มโรคเรื้อรังไม่ติดต่อ

ศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) โดยโครงการเฝ้าระวังสินค้าและบริการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพได้สุ่มเก็บตัวอย่าง ‘ชานมไข่มุก’ ในเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ทั้งหมดจำนวน 25 ยี่ห้อ พบว่าชานมไข่มุกเพียง 2 ยี่ห้อเท่านั้นที่น้ำตาลไม่เกินตามองค์การอนามัยโลก แนะนำบริโภคต่อวันไม่ควรเกิน 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัม

น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า “ในชานมไข่มุกนั้นมีสารกันบูด จึงขอให้ผู้ประกอบการระบุในฉลากให้ถูกต้อง ตามประกาศของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาด้วย และ อย. ควรเร่งผลักดันให้เกิดฉลากสัญญาณไฟจราจร เพื่อทำให้เกิดการปรับปรุงคุณภาพอาหารให้เป็นมิตรกับผู้บริโภคเพิ่มขึ้น และหวังว่าการให้ข้อมูลเรื่องชานมไข่มุกจะมีประโยชน์กับการตัดสินใจของผู้บริโภค”

ขณะที่ชาไข่มุกทุกยี่ห้อใส่สารกันบูด แต่ไม่มียี่ห้อไหนที่ให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคแม้ไม่เกินมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ซึ่งส่วนผลการทดสอบสารกันบูดประเภทกรดเบนโซอิก (Benzoic Acid) และกรดซอร์บิก (Sorbic Acid)  น้อยที่สุดอยู่ที่ 58.39 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ส่วนมากที่สุดอยู่ที่ 551.09 มิลลิกรัม/กิโลกรัม

“แม้สารกันบูดไม่ได้เกินมาตรฐาน แต่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ หากได้รับในปริมาณมาก ผู้ประกอบการจะต้องค้นหาแหล่งที่มาของสารกันบูดให้ได้ว่า ปริมาณสารกันบูดที่มีมากเกิดจากอะไร ส่วนปริมาณน้ำตาลที่สูงมาก เสี่ยงต่อผลกระทบด้านสุขภาพ ข้อมูลเหล่านี้ไม่มียี่ห้อใดให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภค จึงเป็นเรื่องที่น่าห่วง อยากให้ผู้ประกอบการปรับลดขนาดปริมาณต่อแก้วลง เพราะขนาดของแก้วสัมพันธ์กับปริมาณน้ำตาลที่เติมลงไป บางยี่ห้อมีราคาสูงมาก เมื่อซื้อชานมไข่มุกอาจบริโภคจนหมดแก้วเพราะเสียดาย และขอให้ผู้ประกอบการระบุฉลากให้ถูกต้องตามประกาศของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในการใส่วัตถุเจือปนอาหาร หากไม่ระบุอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย รวมถึงเร่งผลักดันให้เกิดฉลากสัญญาณไฟจราจร เพื่อทำให้ผู้ประกอบการปรับปรุงคุณภาพอาหารให้เป็นมิตรต่อผู้บริโภค” น.ส.สารี กล่าว

ขณะที่ด้าน ทันตแพทย์หญิงมัณฑนา ฉวรรณกุล รองผู้จัดการโครงการฯ เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน เผยผลทดสอบชานมไข่มุก ยี่ห้อที่มีน้ำตาลน้อยสุด คือ 16 กรัม (4 ช้อนชา) และมากสุด คือ 74 กรัม (18.5 ช้อนชา) ซึ่งเกินกว่าปริมาณที่ควรได้รับถึง 3 เท่า และแม้เครื่องดื่มจะมีน้ำตาลน้อยกว่า 24 กรัม แต่ก็พบว่า ในหนึ่งแก้วมีปริมาณน้ำตาลต่อวันไปแล้ว 2 ใน 3 ซึ่งคาดได้ว่า ปริมาณการบริโภคจะเกินข้อแนะนำ

“เครื่องดื่มเหล่านี้เป็นเครื่องดื่มที่ควรงดการดื่ม เพราะเป็นแหล่งอุดมน้ำตาล ซึ่งปริมาณน้ำตาลที่สูงหากได้รับในคราวเดียว จะรบกวนระบบการ Metabolite ซึ่งจะทำให้เกิดเป็นกลุ่มโรคเรื้อรังไม่ติดต่อ ซึ่งมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต (NCDs) ได้”

 

ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก : นิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

วัยทำงาน 15 ล้านคน กำลังเสี่ยงอ้วนลงพุง โรครุมเร้า ซึมเศร้าฆ่าตัวตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/594616

  • วันที่ 11 ก.ค. 2562 เวลา 18:40 น.

วัยทำงาน 15 ล้านคน กำลังเสี่ยงอ้วนลงพุง โรครุมเร้า ซึมเศร้าฆ่าตัวตาย

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เตือนวัยทำงานไทย 15 ล้านคน ระวังอ้วนลงพุง โรคซึมเศร้า ความดันสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ หมดไฟในการทำงาน พบเสี่ยงฆ่าตัวตายมากที่สุด แนะบริษัท-องค์กรสร้างแรงจูงใจเปลี่ยนพฤติกรรม

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับกรมสุขภาพจิต คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้แก่บุคลากรศูนย์อนามัย ที่ 1-12 สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง ภาคีเครือข่ายส่งเสริมสุขภาพส่วนภูมิภาค บุคลากรโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และจัดพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ หลักสูตรผู้ปฏิบัติงานในคลินิกปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพวัยทำงาน

นพ.อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ในปัจจุบันมีวัยทำงานราว 15 ล้านคนอยู่ในระบบประกันสังคม และส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่ในที่ทำงานไม่น้อยกว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ทำให้หลายคนเกิดภาวะความเครียดสะสม กระทบต่อสุขภาพร่างกาย และทำให้เกิดโรคอ้วน เพราะขาดการออกกำลังกาย และการกินอาหารที่มีน้ำตาลมากเกินไป เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต

โดยพบว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็งระบบสืบพันธุ์ เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม โดยเฉพาะในผู้หญิง และโรคจากการดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ เช่น มะเร็งปอด มะเร็งกล่องเสียง หลอดเลือดสมองตีบ และเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่า โรคอ้วนลงพุงและโรคที่ไม่ติดต่อเรื้อรัง พบคนวัยทำงานมีแนวโน้มเป็นโรคดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น ส่วนโรคเครียดเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคซึมเศร้า และวัยทำงานเป็นวัยที่เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายมากที่สุด โดยทั้งหมดทำให้เกิดภาระและสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจำนวนมาก

ด้าน นพ.สมัย ศิริทองถาวร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ผลกระทบจากพฤติกรรมสุขภาพของวัยทำงานเป็นปัญหาที่ไม่ควรละเลย เพราะเป็นกลุ่มวัยสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้พบคนวัยทำงานทั่วโลกอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป นอกจากเสี่ยงป่วยเป็นโรคแล้ว ยังเกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน ทำให้จิตใจมีสภาพหดหู่ เกิดภาวะวิตกกังวล และนำไปสู่การเกิดโรคซึมเศร้าได้

ดังนั้น บริษัท องค์กร และหน่วยงานต่างๆ ควรส่งเสริมให้พนักงานหันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ และสร้างแรงจูงใจ ด้วยการส่งเสริมการออกกำลังกาย การบริหารจัดการอารมณ์ รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ควบคู่กับการลด ละ เลิก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคได้ หากสุขภาพกายดีจะส่งผลให้มีสุขภาพใจที่ดีเช่นกัน ส่วนโรคซึมเศร้ามีแนวโน้ม จะนำไปสู่ความเสี่ยงฆ่าตัวตายหรือไม่นั้น จะขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย

 

ภาพ freepik

อัมพฤกษ์-อัมพาต เมื่อสมองขาดเลือดเพราะโรคหลอดเลือดสมองตีบ-ตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/594515

  • วันที่ 11 ก.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

อัมพฤกษ์-อัมพาต เมื่อสมองขาดเลือดเพราะโรคหลอดเลือดสมองตีบ-ตัน

โรคหลอดเลือดสมองตีบ-ตันอันตรายกว่าที่คิด แพทย์เฉพาะทางแนะเปิดหลอดเลือดสมองลดความเสี่ยงอัมพาต

โรคหลอดเลือดสมอง (Stoke) เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้สูงอายุเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ โรคนี้เป็นภาวะที่เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้ เพราะมีการอุดตันของหลอดเลือดที่จะนำเลือดไปเลี้ยงสมองส่วนต่างๆ ส่งผลให้สมองขาดเลือด อยู่ในภาวะที่ทำงานไม่ได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีจะทำให้เซลล์สมองค่อยๆ ตายลง โรงพยาบาลที่สามารถรักษาได้อย่างทันท่วงทีและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับผู้ป่วย

ผศ.นพ.ชัย กอบกิจสุขสกุล แพทย์เฉพาะทางด้านรังสีวิทยาร่วมรักษาระบบประสาท โรงพยาบาลนครธน กล่าวว่า อาการที่บ่งบอกได้ว่าอาจเกิดจากโรคหลอดเลือดสมอง คืออาการพูดไม่ชัดเฉียบพลัน อ่อนแรงที่แขนและขาหรือชา โดยมักจะเป็นครึ่งซีก มองเห็นภาพซ้อนหรือมองไม่เห็น ปวดศีรษะ วิงเวียน บ้านหมุน และทรงตัวไม่ดีอย่างฉับพลัน เมื่อพบว่าตนเองหรือคนใกล้ตัวมีอาการนี้ ควรรีบมาโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน เพราะอาจเป็นอาการของโรคหลอดเลือดสมองได้ โรคหลอดเลือดสมองสามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่

  1. หลอดเลือดสมองตีบตันหรืออุดตัน (Ischemic Stroke) เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดในสมอง พบได้ประมาณ 70-85% เกิดจากลิ่มเลือดจากบริเวณอื่นไหลไปตามกระแสเลือดแล้วไปอุดตันหลอดเลือดสมอง หรือลิ่มเลือดก่อตัวและขยายขึ้นจนไปอุดตันหลอดเลือดสมองได้
  2. หลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic Stroke) ทำให้มีเลือดออกมาอยู่ในเนื้อสมอง (Intracerebral Hemorrhage) หรือเยื่อหุ้มสมอง (Subarachnoid Hemorrhage) พบประมาณ 15-30% ของโรคหลอดเลือดสมอง เกิดจากหลอดเลือดมีความเปราะบางรวมกับความดันโลหิตสูง ทำให้หลอดเลือดมีความโป่งพองและแตก ส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็วได้

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง เกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น เชื้อชาติและพันธุกรรม โดยผู้ชายจะมีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันได้มากกว่าผู้หญิง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถป้องกันแก้ไขได้ ในขณะเดียวกันก็ยังมีความเสี่ยงที่สามารถป้องกันและระวังแก้ไขได้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ โรคอ้วนและโรคเลือด เป็นต้น รวมถึงพฤติกรรมอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค ได้แก่ การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้ยาเสพติดหรือยากระตุ้นบางชนิด ภาวะเครียด และการขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การดูแลตนเอง จากความเสี่ยงต่างๆ เหล่านี้ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหรือบุคคลทั่วไป สามารถดูแลตนเองเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดอาหารที่มีรสจัดและมีคอเลสเตอรอลสูง และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอวันละ 30 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 ครั้ง ที่สำคัญควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหากมีปัญหาเกี่ยวกับความดันโลหิตสูง

การรักษาโรคหลอดเลือดสมอง แพทย์จะทำการวินิจฉัยเบื้องต้น โดยสอบถามประวัติผู้ป่วยโดยละเอียดและตรวจร่างกาย โดยทำการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT scan brain) หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI brain) จากนั้นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการรักษาอย่างถูกต้องตรงถามอาการของโรค ซึ่งวิธีการรักษามีหลายวิธีด้วยกัน ได้แก่ การให้ยาสลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำ การลากสวนลิ่มเลือดออกจากสมอง ซึ่งมักจะใช้รักษาอาการหลอดเลือดอุดตัน และการผ่าตัด (Surgery) อาจเกิดขึ้นเมื่อมีอาการเส้นเลือดในสมองแตก ซึ่งการรักษาเหล่านี้ต้องรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น รวมถึงโรงพยาบาลต้องมีเครื่องมือทางการแพทย์ที่พร้อมรักษาโรคทางสมองโดยเฉพาะ

“โรงพยาบาลนครธนมีเครื่องมือและเทคโนโลยีที่สามารถรักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งถ้าหากผู้ป่วยเข้ารับการรักษาหลังมีอาการเกิดขึ้นภายในระยะเวลาไม่เกิน 4.5 ชั่วโมง ก็จะสามารถให้ยาละลายลิ่มเลือดก่อนได้เป็นอันดับแรก จากนั้นแพทย์จะดูว่าผู้ป่วยมีการตอบสนองต่อการรักษาดีแค่ไหน หากอาการไม่ดีขึ้นก็จะพิจารณาว่าจำเป็นต้องเปิดหลอดเลือดหรือลากเอาลิ่มเลือดออก ซึ่งปัจจุบันมักจะใช้เป็นการใส่ตะแกรงหลอดเลือดเข้าไป แล้วลากเอาลิ่มเลือดออกจากหลอดเลือดสมอง เพื่อเป็นการเปิดทางให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้

อีกกรณีหนึ่งหากผู้ป่วยมารักษาในระยะเวลาที่เกินจะให้ยาละลายลิ่มเลือด และตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือเครื่องสร้างภาพด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) และพบว่ามีหลอดเลือดสมองอุดตันขนาดใหญ่ และยังอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถให้การรักษาโดยการใส่สายสวนเพื่อไปเอาลิ่มเลือดออกได้ก็จะรักษาด้วยวิธีนี้ทันที เนื่องจากมีข้อดีคือมีประสิทธิภาพในการเปิดหลอดเลือดอุดตันได้เกิน 80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งการให้ยาละลายลิ่มเลือดจะเปิดหลอดเลือดไม่ได้สูงเท่าการเอาลิ่มเลือดออกโดยตรง และการเปิดหลอดเลือดได้สำเร็จจะช่วยลดโอกาสในการเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตของผู้ป่วยได้” ผศ.นพ.ชัย กล่าว

พฤติกรรมการใช้ชีวิตและสภาวะรอบตัวล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ทุกคนมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้ โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุ ดังนั้น จึงควรสังเกตอาการของตนเอง รวมถึงคนรอบข้าง หากมีอาการดังกล่าว ควรเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็วก็จะยิ่งลดความเสี่ยงในการเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต และการเสียชีวิตได้

สังเกตอาการเสี่ยงอัมพาตง่ายๆ ด้วยหลักการ FAST

5 เช็กลิสต์ตรวจความเบื่อ เพื่อการทำงานที่ไม่สะดุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/594518

  • วันที่ 11 ก.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

5 เช็กลิสต์ตรวจความเบื่อ เพื่อการทำงานที่ไม่สะดุด

มนุษย์เงินเดือนคนทำงานหลายคนคงเคยเกิดอาการเบื่องาน เหนื่อยล้า และพานให้ไม่อยากไปทำงานเอาซะดื้อๆ ดังนั้น มาช่วยกันเช็กความเบื่องานและหาทางแก้ไขก่อนจะสายเกินแก้

ให้เริ่มด้วย 1.การเช็กว่าพลังงานในการทำงานใกล้จะหมดหรือยัง โดยเฉพาะกับคนที่ทำงานมานานหลายปีจะรู้สึกเบื่อและคิดว่าที่ทำงานอยู่ตอนนี้ก็ทำไปวันๆ ไร้ซึ่งชีวิตชีวา ไม่มีความสนุกสนานหรือตื่นเต้นเหมือนตอนเข้าทำงานใหม่ๆ ตื่นเช้ามารู้สึกเหนื่อยๆ ไม่อยากตื่นไปทำงาน เมื่อถึงเวลาทำงานก็ไม่มีความคิดใหม่ๆ ไอเดียดีๆ เพื่อเสนอเจ้านาย ถ้าเป็นเช่นนี้แสดงว่าแบตหรือไฟในการทำงานใกล้มอดลงทุกที ดังนั้น ควรหาสาเหตุให้เจอว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้ งานที่ทำเยอะไปหรือเปล่า หรือทำงานหนักเกินควรจนไม่มีเวลาพัก

2.ภาระเยอะจนงานรวนหรือเปล่า กรณีที่งานเยอะก็ไม่ควรปล่อยให้งานรวน เพราะอาจไปกระทบกับงานส่วนอื่นได้ และคราวนี้ยิ่งสร้างความปวดหัวหรือไม่อยากทำงานยิ่งกว่าเดิมได้ เมื่อจัดการงานได้บางส่วนหรืองานที่ค้างทำเสร็จหมดแล้วก็ถึงเวลาพักผ่อน ถ้ามีวันพักร้อนและไม่เคยใช้ก็นำมาใช้บ้าง เพราะการที่เราทำงานแบบเดิมๆ ซ้ำๆ ทุกวันตลอดเวลาเหมือนกับเราวิ่งโดยไม่ได้หยุด สักวันหนึ่งถ้าเมื่อยล้า หมดพลังก็อาจสะดุดหกล้มได้

3.ปรับทัศนคติของงานให้ดีขึ้น เช่น การมองข้อดีของงานที่ทำอยู่ หรือโปรเจกต์ที่ได้รับมอบหมายว่าสำคัญอย่างไร ทำไมหัวหน้าถึงไว้วางใจเราให้ทำงานนี้ และคิดว่าถ้าเราทำงานเสร็จ ทุกคนหรือหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็จะมีความสุขตามไปด้วย งานก็จะเดินหน้าไม่สะดุดเพราะเราคนเดียว และก็จะมีกำลังใจในการทำงานต่อไป

4.อย่าคิดไปเอง ทั้งๆ ที่ทุกอย่างดีหมด งานดี เพื่อนร่วมงานดี แต่ตัวเราเองอยู่ในภาวะขี้เกียจ คิดไปเองว่าอะไรๆ เราก็ทำทั้งหมด หรือกำลังแย่เพราะงานเยอะ รีบนำความคิดนี้ออกไปแล้วลุกขึ้นมาทำงานอย่างจริงจังอีกครั้ง

5.ต้องเชื่อว่าเราทำได้ อย่ามัวเอาเวลาไปเม้าท์กับเพื่อนจนเพลินทำให้เสียงาน ไม่ควรบ่นในเรื่องที่เราทำไม่ได้ เพราะยิ่งทำให้รู้สึกท้อ รู้สึกแย่กว่าเดิม ดังนั้น เวลาคุยกับเพื่อนหรือใครๆ ก็เปลี่ยนเป็นการขอคำแนะนำ ควรฝึกความมั่นใจให้กับตนเองว่าสิ่งที่ทำนั้นเราทำได้ ไม่มีอะไรเกินความสามารถ

 

ภาพ Freepik

10 สุดยอดไลน์สติกเกอร์แห่งปี ใครไม่มีรีบไปโหลด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/594527

  • วันที่ 10 ก.ค. 2562 เวลา 19:30 น.

10 สุดยอดไลน์สติกเกอร์แห่งปี ใครไม่มีรีบไปโหลด

LINE ประกาศผล 10 รางวัล LINE STICKERS AWARDS 2019 สุดยอดสติกเกอร์ที่โดดเด่นสูงสุดใน 10 สาขา BNK48 คว้ารางวัล 2 ปีซ้อน

LINE สติกเกอร์ยืนหนึ่งเครื่องมือการสื่อสารยอดฮิต สื่อความรู้สึกทุกโมเมเมนต์ได้สนุกและตรงใจ สร้างการจดจำ เพิ่มความใกล้ชิดระหว่างดารา คนดัง และเซเลบริตี้ กับเหล่าแฟนคลับล่าสุดมอบบรางวัลสุดยอดสติกเกอร์ที่โดดเด่นที่สุดใน 10 สาขา ในงาน LINE STICKERS AWARDS 2019 บรรดาศิลปินดาราร่วมงานคับคั่ง ด้านสาวๆ BNK48 นำโดย เฌอปราง สุดปลื้ม ขึ้นรับรางวัลสุดยอดสติกเกอร์เป็นปีที่ 2 ส่วน คริส กับ สิงโต ไม่น้อยหน้ารับรางวัลสติกเกอร์คู่จิ้นแห่งปี ด้านศิลปินมากความสามารถ ทอย ธันวา ขึ้นรับรางวัลสุดยอดสติกเกอร์ศิลปินแห่งปีอีกด้วย

10 สาขาสติกเกอร์ไลน์โดดเด่น ได้แก่

1.รางวัลสติกเกอร์ขวัญใจมหาชน (PEOPLE’S CHOICE) สติกเกอร์จากวง BNK48 ที่หลังจากเมื่อปลายปีที่แล้วออกสติกเกอร์ชุด BNK48: BNK Festival ออกมาพร้อมกับซิงเกิ้ลใหม่ และในปีนี้หลังจากที่ประกาศผลการเลือกตั้ง Senbatsu เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่นานก็ปล่อยสติกเกอร์อีก 2 ชุดในวันเดียวกัน คือชุด BNK48: Beginner รวมสมาชิก Senbatsu และ BNK48: Kimi no Koto ga Suki Dakara รวมสมาชิก Undergirl โดยชุดที่มียอดดาวน์โหลดสะสมสูงที่สุด ได้แก่ ชุด BNK48: BNK Festival ไม่ว่าจะปล่อยสติกเกอร์มากี่ชุด เหล่าโอตะก็คอยสนับสนุนวงอยู่เสมอ เพราะเหล่าสมาชิกมักจะมาพร้อมกับความน่ารักสดใสเสมอ

2.รางวัลสติกเกอร์ครีเอเตอร์หน้าใหม่ (NEW STAR) ครีเอเตอร์ Anzo เจ้าของคาแรคเตอร์สุดปัง ปุกแป้ง, แม่หมูกับพ่อหมี, จีจี้ และ ป๋อมแป๋ม คาแรคเตอร์แนวเด็กผู้หญิงสดใสที่มีการใช้โทนสีธรรมชาติสบายตา เน้นการสื่ออารมณ์ การแสดงออกทางสีหน้าของตัวละครเป็นเอกลักษณ์พิเศษ ซึ่ง Anzo ได้ดีกรีเป็น Rising Star (ครีเอเตอร์ดาวรุ่งประจำเดือน) ถึง 3 สมัยอีกด้วย

3.รางวัลสุดยอดสติกเกอร์ความร่วมมือแห่งปี (BEST COLLABORATION STICKERS) สติกเกอร์ N9: CHEER Rabbit & Chi Chi Chik ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างครีเอเตอร์ระดับท๊อปของเมืองไทยมาร่วมออกแบบสติกเกอร์ อย่าง คุณนที สรพิพัฒน์ และคุณนฤทธิ์ สรพิพัฒน์ ผู้ออกแบบสติกเกอร์กระต่ายสีขาว และ ลูกเจี๊ยบสีเหลือง ที่นำเสนอเอกลักษณ์ของแต่ละคาแรคเตอร์เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายสติกเกอร์ในรูปแบบใหม่และสร้างสีสันใหม่ให้กับผู้ใช้งาน และได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากแฟนคลับสติกเกอร์ และได้รับยอดดาวน์โหลดสูงสุดอีกด้วย

4.รางวัลสติกเกอร์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี (BEST MOVIE) สติกเกอร์ Avengers: Endgame x Jumbooka โดยทาง Disney Thailand ได้ร่วมมือกับทางครีเอเตอร์ชื่อดังของไทย เจ้าของคาแรคเตอร์ Jumbooka ในการสร้างสรรค์สติกเกอร์ที่รวมเหล่าฮีโร่มากมายอาทิ Iron Man Captain America Thor Thanos ฯลฯ

5.รางวัลสติกเกอร์สร้างสรรค์ยอดเยี่ยม (BEST INITIATIVE) GMM Grammy ที่สร้างสรรค์ออกมาเป็นสติกเกอร์รูปแบบใหม่ที่มีการนำเพลงฮิตที่มียอดคนฟังเป็นหลักร้อยล้านวิวและศิลปินดารานักร้องลูกทุ่งจากค่าย Grammy Gold ที่มาสร้างสรรค์เป็นผลงานสติกเกอร์ทั้งในรูปแบบสติกเกอร์เพลง และสติกเกอร์ภาพของศิลปิน มีวางจำหน่ายทั้งบน Sticker Shop, LINE Store และตู้เติมเงินทั่วประเทศกว่า 150,000 ตู้อีกด้วยเพื่อให้เข้าถึงแฟนเพลงทุกเพศทุกวัย

6.รางวัลสติกเกอร์ศิลปินแห่งปี (ARTIST OF THE YEAR) The TOYS ศิลปินผู้มีเอกลักษณ์ของเสียงร้องที่ไม่เหมือนใคร อีกทั้งยังมีความสามารถในการเล่นดนตรี แต่งเพลง และเป็นโปรดิวเซอร์อีกด้วย ซึ่งการที่ศิลปิน The TOYS ทำสติกเกอร์ออกมานั้น ยิ่งทำให้แฟนเพลงและแฟนคลับได้มีโอกาสได้ชื่นชมผลงานเพลงในรูปแบบสติกเกอร์และใช้งานบนไลน์แชท จนทำให้มียอดดาวน์โหลดของสติกเกอร์ศิลปินสูงสุด

7.รางวัลสติกเกอร์ออฟฟิเชียลยอดนิยมแห่งปี (MOST DOWNLOADED OFFICIAL STICKERS) สติกเกอร์ ดึ๊บ ดึ๊บ สติกเกอร์ที่มียอดดาวน์โหลดสูงสุดในช่วง ก.ค. 2018 -มิ.ย.2019 ด้วยความที่เป็นสติกเกอร์ที่เน้นท่าทางกวนๆ และคำโดนๆ ของคาแรคเตอร์ ความสมู้ทของภาพแอนิเมชั่นและเสียงที่ได้อารมณ์ อีกทั้งสามารถใช้งานได้ทุกเพศทุกวัย เพราะเป็นคาแรคเตอร์เส้นขาวดำที่ไม่ว่าใครก็ต้องพูดถึง

8.รางวัลสติกเกอร์ครีเอเตอร์ยอดนิยมแห่งปี (MOST DOWNLOADED CREATORS STICKERS) สติกเกอร์ “มีดี้ คำโต” (Miedie Big Word) เป็นคาแรคเตอร์ที่โด่งดังมาจากแคมเปญสติกเกอร์ตัวอักษรยักษ์ และเป็นผู้นำเทรนด์เทคนิคการวาดสติกเกอร์หัวโตกับตัวอักษรตัวใหญ่ที่มีสีสันพาสเทล สดใส ตอบโจทย์ทั้งคนรุ่นใหม่ และผู้สูงอายุที่ชื่นชอบสติกเกอร์ที่มองเห็นชัดเจน สะดุดตา ใช้งานง่าย โดย “มีดี้ คำโต” ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

9.รางวัลสติกเกอร์คู่จิ้นแห่งปี (BEST COUPLE) คริส-สิงโต จากซีรี่ย์ดัง SOTUS และ OUR SKY โดยค่าย GMMTV แม้ซีรี่ย์จะจบลงไปแล้ว แต่กระแสความดังของทั้งคู่ก็ยังมีไม่ขาดสาย แถมยังโกอินเตอร์มีงานแฟนมีทถึงต่างประเทศอีกด้วย ด้านแฟนคลับในประเทศไทยก็คับคั่ง จนมีชื่อกลุ่มแฟนคลับเป็นของตัวเองว่า “ทีมพีรญา” ล่าสุดสติกเกอร์ของทั้งคู่ก็เพิ่งปล่อยออกมาหมาดๆ เป็นสติกเกอร์รูปแบบใหม่ขนาดใหญ่กว่าเดิม ให้แฟนคลับได้โหลดไปฟินกันชัดๆ กับ สติกเกอร์ชุด “พีรญา” และได้รับการตอบรับดีเยี่ยม

10.รางวัลสติกเกอร์สุดยอดดาวรุ่งแห่งปี 2019 (RISING STAR OF THE YEAR 2019) สติกเกอร์ มดตะนอย : ยิปโซ โอโห้ แซ่บ ออกแบบโดย คุณพร วริณ เหรียญรุ่งโรจน์ สำหรับรางวัลนี้ได้ทำการคัดเลือกครีเอเตอร์จากผู้ชนะดาวรุ่งประจำเดือนตั้งแต่เดือน ก.ค. 2018 – มี.ค. 2019 จำนวน 10 ท่าน โดยผู้เข้าชิงทั้ง 10 ท่าน จะต้องวางขายสติกเกอร์เซ็ตใหม่จำนวน 1 เซ็ต โดยต้องใช้คาแรคเตอร์ที่ชนะรางวัล Rising Star และสติกเกอร์ ยิปโซ โอโห้ แซ่บ มียอดขายมากที่สุด ส่งผลได้รับรางวัลสุดยอดดาวรุ่งแห่งปี 2019 พร้อมกับเงินรางวัล 100,000 บาท

เคล็ด(ไม่)ลับฉบับหน้าฝนเพื่อคนรักสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/594508

  • วันที่ 10 ก.ค. 2562 เวลา 17:30 น.

เคล็ด(ไม่)ลับฉบับหน้าฝนเพื่อคนรักสัตว์

หมอแนะเคล็ดลับดีๆ เพื่อคนรักสัตว์ พร้อมเผยวิธีการดูแลสัตว์เลี้ยงแสนรักของเราไม่ให้เป็นโรคผิวหนัง หมดปัญหาหนักอกกังวลใจในหน้าฝน

เมื่อหน้าฝนมาเยือน นอกจากนำเอาความเย็นชุ่มฉ่ำมาฝากกันแล้ว ยังนำพาเอาสารพัดโรคมาฝากสัตว์เลี้ยงของเราด้วย ไม่ว่าจะเป็นโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจ เช่น หวัด หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ ภาวะการติดเชื้อต่างๆ เช่น ท้องเสีย โรคลำไส้อักเสบ โรคฉี่หนู เห็บหมัด โรคพยาธิเม็ดเลือด นอกจากนี้ ยังต้องระวังเกี่ยวกับอุบัติเหตุต่างๆ เช่น ตกใจเสียงฝนตกฟ้าร้อง แมลงสัตว์กัดต่อย เป็นต้น

ที่พบมากที่สุดในช่วงหน้าฝนก็คือ “โรคผิวหนังในสัตว์เลี้ยง” ซึ่งเรื่องนี้ สพ.ญ.จิตรลดา ตีระลาภสุวรรณ สัตวแพทย์ประจำโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ จะมาบอกเคล็ดลับ (ที่ไม่ลับ) เกี่ยวกับวิธีการดูแลสัตว์เลี้ยงแสนรักของเราเพื่อไม่ให้เป็นโรคผิวหนังที่อาจก่อปัญหาหนักอกกังวลใจได้

สาเหตุของการเกิดโรคผิวหนังในสัตว์เลี้ยง

แต่ก่อนจะไปถึงเรื่องวิธีการดูแล อยากให้ทราบถึงสาเหตุของการเกิดโรคผิวหนังกันก่อน แน่นอนว่าถ้าเป็นช่วงฤดูฝน สาเหตุหลักมาจาก “ความชื้น” ซึ่งน้องหมาและน้องแมวของเราอาจติดเชื้อ เช่น ยีสต์ เชื้อรา แบคทีเรีย รวมไปถึงปรสิตภายนอกต่างๆ เช่น เห็บ หมัด ภาวะภูมิแพ้ผิวหนัง เมื่อเกิดขึ้นแล้วมักจะมีอาการคัน เนื่องจากในอากาศมีความอับชื้น มีละอองฝุ่นที่น้องสัมผัสหรือสูดดมแล้วกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ รวมไปถึงการใช้ชีวิตประจำวัน ยิ่งหากที่อยู่อาศัยมีฝนสาดถึง หรือน้องๆ มีพฤติกรรมชอบออกไปวิ่งเล่นนอกบ้าน โรคผิวหนังก็สามารถมาเยี่ยมมาเยือนได้ง่าย

สายพันธุ์ไหนเสี่ยงต่อการเป็นโรคผิวหนังมากที่สุด

สายพันธุ์ที่มีโอกาสจะเป็นโรคนี้ได้มากกว่าใครเพื่อน ได้แก่ น้องหมา น้องแมวที่ขนยาว ขนหนา ใบหูปรก หรือน้องๆ ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น ภาวะภูมิแพ้ เป็นต้น โดยจะสังเกตเห็นพฤติกรรมการเกา เลีย ถูไถ สะบัด มากเป็นพิเศษ สังเกตที่ผิวหนังจะแดง มีสะเก็ด มีตุ่มแดง ตุ่มหนอง ก้อนเนื้อ ขนร่วง มีกลิ่นตัว รวมถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เจ้าของจะสังเกตได้ชัดในช่วงที่กำลังอาบน้ำให้สัตว์เลี้ยง

วิธีการรักษา

สำหรับวิธีการรักษา สัตวแพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัย โดยมีทั้งการตรวจร่างกายทั่วไป และการตรวจเฉพาะด้านผิวหนัง เช่น การเก็บตัวอย่างเซลล์ผิวหนัง การเพาะเชื้อ การทดสอบภาวะภูมิแพ้ เมื่อทราบสาเหตุของอาการหรือโรคแล้ว สามารถทำการรักษาทั้งการให้ยาทาน ยาภายนอก การใช้แชมพูยา และการปรับอาหาร

เคล็ดลับจากคุณหมอ

ปิดท้ายด้วยเคล็ดลับดีๆ สำหรับเจ้าของน้องหมาและน้องแมว ซึ่งคุณหมอแนะนำไว้ว่า

  • ควรหมั่นดูแลสุขภาพร่างกายและสุขภาพผิวหนังและขนของน้องๆ อย่างสม่ำเสมอ
  • คอยสำรวจตามตัว โดยเฉพาะบริเวณอุ้งเท้า ใต้ท้อง ขาหนีบ หู รอบก้น ที่มักเกิดความอับชื้นได้ง่าย
  • หากน้องมีพฤติกรรมชอบออกไปวิ่งเล่น ก็ต้องหมั่นทำความสะอาด การอาบน้ำอย่างถูกวิธี และเช็ดเป่าขนให้แห้ง
  • ดูแลที่นอนของน้องหมาและน้องแมวให้สะอาดถูกสุขลักษณะ

นอกจากนี้ สิ่งที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงควรทำเป็นประจำ นั่นคือการป้องกันเห็บหมัดและพยาธิหนอนหัวใจ การอาบน้ำ ตัดเล็บ เช็ดหู บีบต่อมก้น เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงในการเกิดโรค

 

ภาพ freepik

สวัสดิการแบบไหนที่ใครๆ ก็อยากได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/557825

  • วันที่ 10 ก.ค. 2562 เวลา 08:40 น.

สวัสดิการแบบไหนที่ใครๆ ก็อยากได้

สวัสดิการ กุญแจสำคัญที่มีส่วนช่วยในการบริหารพนักงานให้อยากทำงานกับองค์กรนานขึ้น หลายองค์กรให้ความสำคัญและคิดค้นสวัสดิการที่มีความแปลกใหม่ เพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนทำงานยุคใหม่ ซึ่งจากการสำรวจความคิดเห็นของคนทำงานทั่วประเทศในเรื่องสวัสดิการนอกเหนือจากกฎหมายกำหนด ที่พนักงานต้องการจากองค์กร พบว่ามีสวัสดิการรูปแบบใหม่ที่พนักงานในยุคปัจจุบันอยากได้ ประกอบไปด้วย 7 กลุ่มสวัสดิการ ดังนี้

ความบันเทิงและการพักผ่อน

คนทำงานที่ต้องพบเจอสถานการณ์ตึงเครียดอยู่เป็นประจำ หากองค์กรสามารถจัดสรรสวัสดิการช่วยเรื่องการผ่อนคลายและความบันเทิงแก่พนักงาน นอกเหนือจากการมีพื้นที่นันทนาการได้ เช่น การนำคะแนนสะสมแต้มตาม KPI หรือเกณฑ์ต่างๆ ตามที่องค์กรกำหนด ไปแลกเป็นแพ็กเกจท่องเที่ยวกับครอบครัวในช่วงปลายปีก็จะทำให้สวัสดิการดูน่าสนใจ และเป็นแรงจูงใจให้พนักงานปฏิบัติตามกฎระเบียบขององค์กรมากขึ้น

การส่งเสริมความรู้ความสามารถ

นอกจากเรื่องงานแล้ว องค์กรควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะ ความสามารถในด้านอื่นๆ ตามความสนใจของพนักงาน เช่น คอร์สเรียนถ่ายภาพ ทำอาหาร จัดสวน ฯลฯ หรือการให้พนักงานสามารถเลือกใช้อุปกรณ์ไอทีได้ตามความถนัด เช่น Macbook, Notebook, PC เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

ความห่วงใยด้านสุขภาพ

จัดเป็นสวัสดิการพื้นฐาน เพราะเรื่องสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจล้วนเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกคน การที่องค์กรมีประกันสุขภาพหรือประกันชีวิตให้กับพนักงานถือเป็นเรื่องที่ดี หากองค์กรสามารถส่งเสริมเรื่องสุขภาพในด้านอื่นๆ ของพนักงานได้มากขึ้น เช่น สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ ตลอดจนสนับสนุนอาหารเสริมหรือวิตามินให้กับพนักงาน หรือจัดคอร์สการออกกำลังกายเป็นประจำทุกอาทิตย์ เช่น โยคะ เต้นออกกำลังกาย หรือมีพื้นที่ประจำสำหรับฟิตเนส สนามแข่งขันกีฬาชนิดต่างๆ สนามฟุตบอล บาสเกตบอล สระว่ายน้ำ ฯลฯ

บางองค์กรมีนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์มาให้คำปรึกษา ทั้งในเรื่องส่วนตัวและเรื่องงานสม่ำเสมอ สวัสดิการที่ดูน่าสนใจและน่าร่วมงานด้วยแล้ว ในส่วนพนักงานรู้สึกดีว่าตัวเองมีค่ากับองค์กรมากยิ่งขึ้น

วันลาและวันหยุด

โดยปกติแล้ววันหยุดและวันลาถือเป็นสวัสดิการตามกฎหมายที่พนักงานทุกคนควรได้รับจากองค์กรอยู่แล้ว พนักงานบริษัทต่างๆ ซึ่งทำงานติดต่อกันมาครบ 1 ปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีไม่น้อยกว่าปีละ 6 วัน และยังได้ค่าจ้างแม้จะหยุดพักผ่อนประจำปี หากองค์กรใดสามารถให้วันลาในกรณีพิเศษได้เพิ่มเติมจะเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่สามารถมัดใจพนักงานได้เช่นกัน หรือเปลี่ยนวันพักร้อนเป็นเงินได้ และของขวัญมีค่าประเภทต่างๆ ได้ พนักงานหลายๆ คนน่าจะสนใจข้อเสนอนี้

ค่าตอบแทนเพิ่มอื่นๆ

นอกเหนือจากเงินเดือนแล้ว หากองค์กรไหนมีค่าตอบแทนพิเศษตามวาระสมควร ก็ถือเป็นอีกสวัสดิการหนึ่งที่ส่งเสริมขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงานได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังจูงใจให้พนักงานมีการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น สนับสนุนค่าเดินทางสำหรับคนที่พักอยู่ไกลจากบริษัท สนับสนุนค่าเดินทางสำหรับคนใช้ระบบขนส่งสาธารณะ สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการรักษาสัตว์เลี้ยง ค่าล่วงเวลาสำหรับคนที่มาทำงานเร็วกว่าเวลาเข้างาน หรือจะเป็นค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งที่มีความกดดันและเครียดเป็นพิเศษ ตลอดจนเงินชดเชยในกรณีพนักงานเสียชีวิต ขณะยังเป็นพนักงานของบริษัท โดยคู่สมรสจะได้รับเงินชดเชยบางส่วนของเงินเดือนพนักงาน เป็นต้น

ของขวัญสุดพิเศษ

สวัสดิการพิเศษที่จูงใจพนักงานอาจไม่ได้อยู่ในรูปแบบตัวเงินเสมอไป องค์กรสามารถสร้างสรรค์สวัสดิการพิเศษ โดยการแจกรางวัลจากการจัดการแข่งขัน เพื่อพัฒนาองค์กรในด้านต่างๆ ได้ เช่น การแข่งขันตกแต่งบริเวณที่ทำงานอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยเพิ่มบรรยากาศในการทำงานให้น่าอยู่มากขึ้น

ในโอกาสวันสำคัญ เช่น วันเกิด บางบริษัทจะรวบรวมวันคล้ายวันเกิดของพนักงานในแต่ละเดือน และมีการจัดงานเลี้ยงสังสรรค์วันเกิดเป่าเค้กร่วมกัน สร้างบรรยากาศความรัก ความผูกพันคุ้นเคยกันในองค์กรได้ดียิ่งขึ้น

เวลาที่ยืดหยุ่น

พนักงานในปัจจุบันหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารเวลาในการทำงานและการพักผ่อน จัดสรรเวลาในแบบ Work-Life Balance กันมากขึ้น ดังนั้น หากมีสวัสดิการที่ตอบโจทย์ในเรื่องดังกล่าว เช่น สามารถขยายเวลาพักเที่ยงให้มากกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน หรือมีเวลาพิเศษเพื่อให้พนักงานได้พักผ่อนระหว่างวัน เช่น ช่วงเวลาคอฟฟี่เบรก ก็ถือเป็นอีกสวัสดิการที่สามารถมัดใจพนักงานในยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

เนื่องจากสวัสดิการถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการช่วยบริหารคนได้เป็นอย่างดี สามารถจูงใจให้พนักงานอยากทำงานกับองค์กรยาวนานขึ้น รวมถึงสามารถดึงดูดให้คนสมัครงาน ที่ใครๆ ก็อยากทำงานกับองค์กรที่มีสวัสดิการดีๆ แบบนี้

มะเร็งต่อมลูกหมาก เช็กตัวเองได้ก่อนลุกลาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/594255

  • วันที่ 09 ก.ค. 2562 เวลา 17:00 น.

มะเร็งต่อมลูกหมาก เช็กตัวเองได้ก่อนลุกลาม

มะเร็งอันดับ 2 ในผู้ชาย “มะเร็งต่อมลูกหมาก” สาเหตุการตายของชายอกสามศอก รู้เร็วหายเร็ว

“มะเร็งต่อมลูกหมาก” เป็นโรคร้ายอีกโรคหนึ่งที่คุกคามชีวิตผู้ชายทั่วโลก จากสถิติพบว่า มะเร็งต่อมลูกหมากพบบ่อยเป็นอันดับ 2 ของมะเร็งในผู้ชายรองจากมะเร็งปอด และเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ ซึ่งมะเร็งต่อมลูกหมากจะพบได้ยากในชายอายุต่ำกว่า 40 ปี แต่ความเสี่ยงจะสูงขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น และส่วนมากจะเริ่มตรวจพบเมื่ออายุมากกว่า 60 ปี

โดยปัจจัยเสี่ยงต่างๆ มีดังนี้คือ การกิน ชายที่บริโภคอาหารประเภทเนื้อแดงและอาหารไขมันสูงปริมาณมาก และรับประทานผักและผลไม้น้อย เชื้อชาติ อัฟฟริกัน-อเมริกัน จะมีความเสี่ยงสูงกว่าชาวเอเชีย ชายน้ำหนักเกิน หรือมีภาวะอ้วน ชายที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากมาก่อน (บิดาหรือพี่ชาย) เนื่องจากพันธุกรรมมีผลต่อการเกิดโรค อีกทั้งมีข้อมูลกล่าวว่ามะเร็งต่อมลูกหมากมีความเกี่ยวข้องกับต่อมลูกหมากอักเสบเรื้อรัง การติดเชื้อจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ ดังนั้น ทีมแพทย์โรงพยาบาลในเครือบริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด จะมาแนะนำถึงสาเหตุการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก เพื่อสามารถสังเกตตัวเองเบื้องต้นและวิธีการตรวจได้ ดังนี้

สาเหตุของมะเร็งต่อมลูกหมาก ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่พบปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค ได้แก่

1. อายุ พบมากในผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไป และมีความเสี่ยงมากขึ้นตามอายุ

2. พันธุกรรม ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้จะมีความเสี่ยงมากขึ้นประมาณ 3 เท่า

3. อาหาร มีความสัมพันธ์กับการบริโภคอาหารที่มีไขมันและพลังงานสูง อาหารจำพวกเนื้อแดง การบริโภคผักและผลไม้น้อย

4. ฮอร์โมน การมีระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน (Testosterone) ในเลือดสูง

5. ปัจจัยอื่นๆ เช่น เชื้อชาติ การสูบบุหรี่ ความอ้วน เป็นต้น ทั้งนี้ มะเร็งต่อมลูกหมากในระยะแรกจะไม่มีอาการผิดปกติ แต่การรักษาตั้งแต่ระยะนี้จะได้ผลดีและเป้าหมายของการรักษาคือการหายขาดจากโรค ดังนั้นการตรวจพบโรคในระยะแรกๆ จึงมีความสำคัญ เป็นเหตุให้แนะนำการตรวจคัดกรองในผู้ชายที่อายุมากขึ้น

การตัดชื้นเนื้อตรวจมะเร็งต่อมลูกหมาก TRUS-Biopsy : Transrectal Ultrasound with Biopsy Prostate เป็นการตัดชิ้นเนื้อจากต่อมลูกหมากโดยการสอดเครื่องมืออัลตราซาวด์ ที่มีช่องใส่เข็มสปริงสำหรับตัดเอาชิ้นเนื้อจากต่อมลูกหมากไปตรวจทางพยาธิวิทยาว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ ครั้งละ 10 – 12 ชิ้น ใช้เวลาตรวจประมาณ 15 – 30 นาที ทำได้ทั้งการดมยาสลบ ฉีดยาชาเข้าไขสันหลัง หรือใช้ยาชาเฉพาะที่ ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้หลังทำการตัดชิ้นเนื้อ

แล้วเมื่อไหร่ต้องทำการตรวจชิ้นเนื้อต่อมลูกหมาก?

แพทย์จะแนะนำตรวจชิ้นเนื้อในรายที่ตรวจเลือดพบค่าสารบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมาก (PSA) สูงกว่าเกณฑ์ปกติ ตรวจร่างกายพบความผิดปกติ เช่น คลำได้ก้อนเนื้อ หรือลักษณะต่อมลูกหมากแข็งผิดปกติ เป็นต้น

 

ภาพ freepik

5 ปัจจัยแห่งความสุขที่เด็กจบใหม่อยากได้จากที่ทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/594242

  • วันที่ 09 ก.ค. 2562 เวลา 11:30 น.

5 ปัจจัยแห่งความสุขที่เด็กจบใหม่อยากได้จากที่ทำงาน

มาดูกันว่า 5 ปัจจัยที่มีผลในการเลือกที่ทำงานของเด็กจบใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์ในการทำงาน นอกเหนือจากเรื่องของเงินเดือน มีอะไรน่าสนใจบ้าง

1.ชื่อเสียงของบริษัท สำหรับเด็กจบใหม่หากต้องการจะย้ายงาน ล้วนมองชื่อเสียงของบริษัทใหม่ที่ต้องการไปร่วมงานที่ใหม่ด้วยเป็นอันดับแรก

2.สถานที่ทำงาน การเลือกสถานที่ทำงานที่เดินทางสะดวกได้รับความสำคัญเป็นอันดับสอง สถานที่ทำงานที่ใกล้กับบ้านผู้สมัครงานหรือสามารถเดินทางด้วยระบบขนส่งที่สะดวก อย่างเช่น BTS, MRT, ARL มักจะได้รับความสนใจและเป็นผลดีในการสมัครงาน เพราะช่วยประหยัดเวลาในการเดินทาง และประหยัดเงินค่าเดินทาง

3.เพื่อนร่วมงาน เพราะเพื่อนใหม่สามารถมีผลต่อการทำงานด้วยเช่นเดียวกัน หากเข้ากันไม่ได้หรือมีความแตกต่างกันมากเกินไป สุดท้ายแล้วก็จะเป็นความเครียดสะสมและเบื่อจนต้องเปลี่ยนงานเช่นเดียวกัน

4.ค่านิยมขององค์กร ในข้อนี้หลายๆ คนอาจคิดไม่ถึง แต่มันคือเรื่องของรูปแบบในการทำงานขององค์กร รวมถึงการให้ความสำคัญในเรื่องต่างๆที่เกี่ยวกับการทำงานภายในองค์กร บางบริษัทอาจมีกฎระเบียบที่เคร่งครัดแต่ในขณะที่บางที่อาจมีการยืดหยุ่นในพนักงานได้มากกว่า

5.ผู้บังคับบัญชา/หัวหน้างาน สำหรับเด็กจบใหม่ข้อนี้มาเป็นลำดับสุดท้าย อาจด้วยยังไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานมาก่อน ทำให้การสั่งงานหรือบังคับงานจากหัวหน้าจึงมีผลเป็นลำดับถัดไปนั่นเอง

 

ภาพ freepik

เสกหุ่นสวยด้วย 3 เทคนิคการกิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/594258

  • วันที่ 09 ก.ค. 2562 เวลา 07:30 น.

เสกหุ่นสวยด้วย 3 เทคนิคการกิน

กินน้อยแต่กินบ่อย-กินคลีน-ดื่มน้ำผลไม้ดีท็อกซ์ เทคนิคการกินสำหรับผู้ที่อยากหุ่นสวยเป๊ะ โดยเฉพาะสาวๆ

สังเกตเห็นได้ชัดว่าหนุ่มสาวรุ่นใหม่หันมาดูแลใส่ใจตัวเองกันมากขึ้น รู้จักเลือกกิน เลือกออกกำลังกายดูแลตัวเอง เห็นได้จากในโซเชียลเน็ตเวิร์คที่เหล่าเซเลบ ดารา และคนทั่วไป ต่างพากันอวดรูปหุ่นสวยหลังออกกำลังกายกันทั้งนั้น ซึ่งนอกจากการออกกำลังกายแล้ว ก็มีเคล็ดลับการกินที่ช่วยให้หุ่นสวยง่ายๆ ควบคู่กันไป เราจึงนำ 3 เทคนิคการกินสำหรับผู้ที่อยากหุ่นสวยเป๊ะ โดยเฉพาะเหล่าสาวๆ มาฝากกัน

กินน้อยแต่กินบ่อย

เทคนิคการกินน้อยแต่กินบ่อยนับเป็นวิธีที่ดี ซึ่งจะเห็นผลได้รวดเร็วตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่เริ่มต้น โดยกินอาหาร 5 มื้อต่อวัน แบ่งเป็นช่วงเช้า เริ่มตั้งแต่ 8 โมงเช้า กับอาหารเบาๆ อย่าง แซนด์วิชโฮลวีต ดื่มน้ำมากๆ ก่อนเริ่มมื้อที่สองช่วง 10 โมงเช้า กับสลัดผักทำเองง่ายๆ ในปริมาณขนาดจานเล็กๆ และมื้อเที่ยงอาจจะเลือกกินข้าวกล้องกับผัดผัก หรือเนื้อสัตว์เล็กน้อยให้พออิ่ม มื้อเวลา 14.00 น. อาจจะเป็นสลัดผัก หรือสปาเก็ตตี้ ก่อนมื้อสุดท้ายช่วง 4 หรือ 6 โมงเย็น กับบรรดาผลไม้สดๆ ซึ่งวิธีการกินน้อยจะช่วยปรับกระเพาะให้มีขนาดเล็กลง กินได้น้อยลง เมื่อจัดระเบียบวินัยการกินให้ได้อย่างนี้ ก็จะช่วยให้หุ่นสวยคงอยู่กับเราตลอดไป

กินคลีน

การเลือกดีท็อกซ์ร่างกายด้วยอาหารที่ผ่านกรรมวิธีการปรุงน้อยที่สุด เหมือนกับการกลับสู่ความเรียบง่าย ใช้วิธีการนึ่ง ต้ม เพียงเล็กน้อย เลือกส่วนผสมในแต่ละเมนูให้หลากหลายเพื่อให้ได้สารอาหารอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นพืชตระกูลถั่วทั้งหลาย ผัดสด วิตามินจากผลไม้ โปรตีนจากเนื้อสัตว์อย่างไก่อบ ไก่ต้ม หรือเลือกจากอาหารที่เราชอบมาสร้างสรรค์เมนูง่ายๆ ด้วยตัวเอง นอกจากจะเป็นการดีท็อกซ์แล้วยังช่วยให้ระบบต่างๆ ภายในร่างกายทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย

ดื่มน้ำผลไม้ดีท็อกซ์

เชื่อว่าสาวๆ ออฟฟิศหลายคนคงจะเคยได้ยินเกี่ยวกับการดื่มน้ำผักผลไม้ช่วยดีท็อกซ์ ซึ่งก็เป็นอีกวิธีที่น่าสนใจ แต่จะต้องกินเพียงน้ำผักผลไม้ที่คั้นสดหรือแยกกาก สำหรับสาวๆ ที่อยากจะดีท็อกซ์ล้างลำไส้อาจทดลองใช้วิธีนี้สักวัน เพราะกากใยจากผักและผลไม้จะช่วยทำความสะอาดลำไส้ ทั้งยังได้วิตามินที่ช่วยบำรุงในเรื่องของผิวพรรณ อย่าลืมเลือกผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระมากๆ ซึ่งจะช่วยเรื่องผิวพรรณ จะได้ทั้งหุ่นดี ผิวสวย และหน้าเป๊ะไปพร้อมๆ กัน

 

ภาพ freepik