ไต้หวันหาโซลูชั่นใหม่ให้ชาไข่มุก เตรียมพร้อมแบนหลอดพลาสติก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/594249

  • วันที่ 08 ก.ค. 2562 เวลา 14:10 น.

ไต้หวันหาโซลูชั่นใหม่ให้ชาไข่มุก เตรียมพร้อมแบนหลอดพลาสติก

กระแสรักษ์โลก ลดโลกร้อน และนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม กลายเป็นสิ่งที่หลายๆ ประเทศตระหนักและให้ความสำคัญ ด้วยการออกมาตรการยกเลิกถุงพลาสติกรวมไปถึงหลอดพลาสติก ซึ่งเป็นวัสดุที่สร้างปัญหาทางสิ่งแวดล้อมอันดับต้นๆ

อย่างที่ “ไต้หวัน” ก็เป็นอีกหนึ่งเมืองใหญ่ที่มีการแบนการใช้หลอดพลาสติกอย่างจริงจัง โดยประกาศนโยบายว่าจะแบนการใช้หลอดพลาสติก เริ่มต้นกับสำนักงานราชการกว่า 8,000 แห่ง รวมถึงโรงเรียน ห้างสรรพสินค้า และเชนร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดก่อนเป็นอันดับแรก มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งร้านอาหารชื่อดังหลายร้านก็เริ่มมีการงดใช้แล้ว

นโยบายนี้มีการประกาศใช้อย่างจริงจัง หากใครฝ่าฝืนต้องถูกปรับ  6,000 ดอลลาร์ไต้หวัน หรือประมาณ 6,000 บาท ซึ่งทางรัฐบาลไต้หวันหวังว่าจะยกเลิกการใช้หลอดพลาสติกได้หมดภายในปี 2030

ทั้งนี้ มีการประเมินว่าในแต่ละปีไต้หวันใช้หลอดพลาสติกมากถึง 3,000 ล้านชิ้น จึงเป็นเรื่องที่ทางรัฐบาลต้องหาวิธีการแก้ปัญหา เริ่มต้นจากการกระตุ้นพฤติกรรมของผู้บริโภคในการกินโดยไม่ใช้หลอดพลาสติก  โดยหวังว่าในอนาคตจะมีการปรับตัวและไม่ใช้หลอดพลาสติกได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์

และที่หลายคนนึกถึงเมื่อเอ่ยชื่อไต้หวัน ก็คือ “ชานมไข่มุก” ซึ่งแน่นอนว่าการแบนหลอดพลาสติกต้องส่งผลกระทบต่อการดื่มชาไข่มุกแน่นอน แต่กรณีนี้สาวกชาไข่มุกไม่ต้องกังวลไป เพราะทางผู้ค้าก็เตรียมหาโซลูชั่นในการวิวัฒนาการการดื่มชาไข่มุกแบบไร้หลอดกันแล้ว อาทิ การพัฒนาถ้วยที่สามารถใช้ซ้ำได้หลายครั้ง และมีช่องสำหรับไข่มุก เมื่อยกดื่มก็จะได้ทั้งชาทั้งไข่มุกพร้อมๆ กัน โดยถ้วยดังกล่าวจะมีการวางจำหน่ายในช่วงปลายปีที่จะนี้

สำหรับเชนร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดที่ตอบรับกับนโยบายนี้แล้ว อาทิ McDonald’s ที่เริ่มนำเอาหลอดพลาสติกออกจากตู้จ่ายหลอดภายในร้านแล้ว ซึ่งทางผู้บริหารของ McDonald’s บอกว่าวิธีการนี้จะช่วยลดการใช้พลาสติกในไต้หวันได้ถึง 16% แต่ก็มีโซลูชั่นด้วยการให้หลอดกระดาษแก่ลูกค้าที่ยังต้องการใช้หลอดอยู่ นอกจากนี้ ยังมีการแนะนำฝาปิดเครื่องดื่มแบบใหม่ที่ให้ลูกค้าสามารถยกดื่มได้เลยโดยที่ไม่ต้องใช้หลอด เป็นลักษณะเดียวกันกับถ้วยกาแฟร้อนนั่นเอง ส่วนทาง KFC ได้มีโซลูชั่นในการนำเสนอหลอดแบบโลหะแก่ลูกค้า

ทั้งนี้ เมือง Seattle เป็นเมืองแรกในสหรัฐอเมริกา ที่ประกาศห้ามใช้หลอดพลาสติก เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2018 ที่ผ่านมาแล้ว ส่วน Starbucks มีแผนที่จะยกเลิกการใช้หลอดพลาสติกทั้งหมดทั่วโลกให้ได้ภายในปี 2020 และทางสหภาพยุโรปก็ได้มีข้อตกลงในการห้ามใช้หลอดพลาสติก รวมไปถึงช้อนส้อมพลาสติกภายในปี 2021 อีกด้วย

สำหรับในประเทศไทยทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ก็เริ่มมีการรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติกจากทั้งห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ แต่ยังคงต้องรอดูต่อไปว่าจะมีมาตรการอะไรที่จริงจังตามมา

5 สุดยอดนวัตกรรมด้านเอไอระดับมาสเตอร์พีซ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/594230

  • วันที่ 08 ก.ค. 2562 เวลา 12:30 น.

5 สุดยอดนวัตกรรมด้านเอไอระดับมาสเตอร์พีซ

วิศวะฯ ธรรมศาสตร์ เปิด 5 นวัตกรรมเด่นด้านเอไอ เตรียมจัดงานใหญ่ในโอกาสครบ 30 ปี แห่งความภูมิใจ TSE เป็นมากกว่าวิศวกร

ปัจจุบันความก้าวหน้าด้านวิศวกรรมของไทยเดินทางมาไกลเกินกว่าที่จะจินตนาการได้ จากจุดเริ่มต้นที่ต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะเรียนรู้วิทยาการสาขาต่างๆ มาสู่ยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) กลายเป็นเรื่องใกล้ตัว ซึ่งถูกพัฒนาให้มีความอัจฉริยะมากขึ้น จนถูกขนานนามว่าเป็นเทคโนโลยีที่สามารถเรียนรู้ผู้ใช้งานจากพฤติกรรมการใช้งาน และกลายเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานของนวัตกรรมใกล้ตัวมากขึ้น โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TSE) ได้รวบรวมผลงานชิ้นโบแดงระดับมาสเตอร์พีซของ TSE ด้านเอไอที่เป็นสุดยอดนวัตกรรมภายในระยะเวลา 30 ปี ดังนี้

“หนูขออ่าน” ตัวช่วยสถานพยาบาล ยกระดับการให้บริการสาธารณสุข

ความรวดเร็วและความแม่นยำในการตรวจคัดกรองทางการแพทย์ คือหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่กระบวนการรักษาที่มีประสิทธิภาพ โดยรองศาสตราจารย์ ดร.จาตุรงค์ ตันติบัณฑิต อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ ได้พัฒนาชุดตรวจคัดกรองผู้มีความบกพร่องในการเรียนรู้ (Learning Disabilities: LD) ด้วยเอไอบนแทปเลตหรือสมาร์ทโฟน เรียกว่า “หนูขออ่าน” ที่สามารถคัดกรองเด็กที่มีความบกพร่องได้ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ซึ่งใช้เวลาตรวจคัดกรองเพียง 30 นาที และได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำถึงร้อยละ 95 โดยนวัตกรรมนี้จะมีส่วนสำคัญอย่างมาก ในการช่วยสนับสนุนการปฏิบัติงานในสถานพยาบาลให้มีความคล่องตัว และช่วยเพิ่มโอกาสให้เด็กไทยได้เข้าถึงการดูแลที่เหมาะสม อีกทั้งยังส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็กไทยให้มีพัฒนาการที่สมวัยอีกด้วย

ก๊อปเกรดเอสะเทือน แอปพลิเคชันตรวจกระเป๋าแอร์เมส เอไอที่แม่นยำกว่าสายตาของมนุษย์

ถึงแม้หลายประเทศจะมีกฎหมายเอาผิดกับผู้ผลิตสินค้าที่เลียนแบบเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียง แต่กระบวนการผลิตที่ซับซ้อนขึ้น ทำให้ยากต่อการตรวจสอบ และใช้เวลานานกว่าจะรู้ผล จึงเป็นที่มาของการพัฒนาตัวช่วยในการตรวจสอบลักษณะทางกายภาพที่แม่นยำ ที่พัฒนาโดยรองศาสตราจารย์ ดร.จาตุรงค์ ตันติบัณฑิต เช่นกัน โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยจดจำและวิเคราห์ความแตกต่างได้อย่างแม่นยำผ่านแอปพลิเคชั่น โดยใช้โครงข่ายประสาทเทียมเชิงลึก (Deep Neural Network) ในการตรวจจับรูปแบบและริ้วรอยบนโลโก้ของกระเป๋า รวมถึงวัสดุที่ใช้ด้วยวิธีง่ายๆ ใน 2 ขั้นตอน คือ “ถ่ายภาพโลโก้กระเป๋าต้องการตรวจ” แล้ว “กดประมวลผล” ใช้เวลาไม่เกิน 30 วินาที โดยผลงานดังกล่าวได้รับรางวัลเหรียญทองแดง ด้านซอฟแวร์คอมพิวเตอร์จากงาน International Exhibition of Inventions of Geneva ครั้งที่ 44 ณ กรุงเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

แพลตฟอร์มเอไอรางวัลระดับโลก ลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนน

จากการที่ประเทศไทยถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทำให้หลายหน่วยงานเร่งหามาตรการควบคุม ขณะเดียวกันผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิศาล แก้วประภา อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ ได้พัฒนาแพลตฟอร์มเอไอ “เอสซิท” (SCIT) ที่สามารถใช้งานได้กับรถยนต์ทุกรุ่น โดยมีระบบแจ้งเตือนพฤติกรรมผู้ขับขี่เมื่อง่วงนอน คุยโทรศัพท์ ขับส่ายไปมา ไม่อยู่บนเส้นทาง ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ และยังสามารถตรวจจับแรงกระแทกจากการชน ซึ่งจะส่งสัญญาณขอความช่วยเหลืออัตโนมัติทันทีผ่านเทคโนโลยีไอโอที (IoT) เพื่อลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุ ทำให้เอสซิทได้รับรางวัลเหรียญทอง ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดจากการประกวดนวัตกรรมนานาชาติ ครั้งที่ 47 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

โบราณสถานเก่าแก่ สถาปัตยกรรมสำคัญของไทย ให้เอไอช่วยดูแล

ปัจจุบันเทคโนโลยีโดรนกลายเป็นทางเลือกสำหรับการถ่ายมุมสูง ที่สามารถทำลายอุปสรรคของการถ่ายภาพ เช่น ความสูง ความลาดชัน พื้นที่เสี่ยงอันตราย ซึ่ง ผศ.ดร.กฤษฎา ไชยสาร อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโยธา ได้นำประสิทธิภาพของโดรนมาต่อยอดในงานวิศวกรรม โดยนำโดรนมาช่วยสำรวจโครงสร้างของโบราณสถาน ที่ประยุกต์กับความรู้ทางด้านวิศวกรรรมโยธา เพื่อตรวจสอบความแข็งแรง รอยร้าว การเอียง และการทรุด ซึ่งนำภาพที่ได้จากโดรน ไปประมวลผลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Visual Inspection) เพื่อสร้างแบบจำลอง 3 มิติ และนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ มาช่วยตรวจจับความผิดปกติของโครงสร้าง และสร้างแผนที่ความเสียหายได้อัตโนมัติ ซึ่งวิศวกรสามารถนำแบบจำลองที่ได้ ไปตรวจสอบประเมินความเสี่ยงและหาแนวทางปรับปรุงซ่อมแซมต่อไป โดยงานวิจัยดังกล่าว ได้รับรางวัลงานวิจัยดีเด่นจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ปี 2561 อีกด้วย

แบบจำลองเอไอคาดการณ์ปริมาณน้ำฝน ช่วยบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รากฐานของเศรษฐกิจและสังคมไทย ส่วนใหญ่มาจากภาคเกษตรกรรม ซึ่งต้องพึ่งพาระบบชลประทานที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น การคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนที่แม่นยำ จึงมีความสำคัญต่อการวางแผนการเพาะปลูก อีกทั้งการขยายตัวของชุมชนเมืองและภาคอุตสาหกรรม ล้วนส่งผลต่อปริมาณการใช้น้ำ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อุรุยา วีสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา และคณะ ได้ออกแบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อสร้างแบบจำลองการพยากรณ์ฝน ที่สามารถคาดการณ์ปริมาณฝนในแต่ละพื้นที่ได้แบบรายปี ซึ่งนำร่องในพื้นที่ภาคตะวันออก รองรับการเติบโตของอีอีซี ซึ่งพื้นที่กล่าวมีข้อจำกัดคือส่วนใหญ่ยังอยู่นอกระบบชลประทาน มีเพียงอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ที่อาจจะทำให้มีความเสี่ยงต่อการใช้น้ำในบางช่วงได้ ซึ่งแบบจำลองดังกล่าวจะแสดงผลเป็นปริมาณน้ำฝนเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย เพื่อนำข้อมูลไปใช้บริหารจัดการน้ำในพื้นที่ โดยได้รับรางวัล Special Prize จากราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย ในการประกวดนวัตกรรมนานาชาติ ครั้งที่ 47 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

ผลงานวิจัยและนวัตกรรมของ TSE ที่นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ จนเป็นที่ยอมรับและได้รับการยกย่องจากเวทีการประกวดทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ เกิดจากความทุ่มเทและความพยายามของ TSE ที่มุ่งเน้นการนำองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ทั้งในแง่ของเศรษฐกิจและสังคม และปีนี้ TSE เตรียมจะจัดงานใหญ่ ในโอกาสครบรอบ 30 ปี ภายใต้แนวคิด “30 ปีแห่งความภูมิใจ TSE เป็นมากกว่าวิศวกร” เพื่อนำเสนอสุดยอดผลงานวิจัยและนวัตกรรมรางวัลระดับโลก รวมถึงการประกาศจุดยืนการผลิตวิศวกรรุ่นใหม่ ที่จะร่วมผลักดันโรดแมปวิศวกรรมเพื่อประชาชน ในวันที่ 19 สิงหาคม 2562

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวกิจกรรมของ TSE ได้ที่ http://www.engr.tu.ac.th และ Facebook fanpage ของ TSE ที่ www.facebook.com/ENGR.THAMMASAT

เช้าวันจันทร์กับการรับมือเรื่องมันส์ๆ ในที่ทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/594215

  • วันที่ 08 ก.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

เช้าวันจันทร์กับการรับมือเรื่องมันส์ๆ ในที่ทำงาน

ใครคิดว่าตัวเองต้องเจอกับปัญหาชวนปวดหัวในที่ทำงาน ไม่ว่าจะการมีปัญหาระหว่างเพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่หัวหน้างาน ไม่ต้องตกใจไป เพราะทุกที่ก็มีปัญหาแบบนี้เช่นเดียวกัน เราแค่ต้องหาวิธีรับมือเท่านั้น

สำหรับวิธีการข้ามผ่านปัญหาต่างๆ ในที่ทำงาน “จ๊อบส์ดีบี” เว็บไซต์หางาน สมัครงานออนไลน์ระดับแนวหน้าของประเทศ เผยวิธีรับมือกับ 7 ปัญหาโลกแตกในที่ทำงาน ดังนี้

1.เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการทำงาน

เมื่อปริมาณงานเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน ความเครียดที่ไม่อาจทำให้บรรเทาแม้แต่ตอนคุณกลับไปถึงบ้าน คุณควรหาเวลาคุยกับหัวหน้างานเกี่ยวกับปริมาณงานที่มากเกินไป

วิธีการรับมือ : ลองหาเวลานั่งคุยกับหัวหน้างานและหาเวลาเล่าถึงปัญหาของคุณให้ฟัง ปัญหาที่มีคือปริมาณงานเพิ่มขึ้นและคุณไม่สามารถเคลียร์งานได้ เล่าถึงสาเหตุที่คุณไม่สามารถแก้ได้ ปริมาณงานและปัญหาที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวนับตั้งแต่ปีก่อนหรือการที่คุณมารับช่วงดูงานต่อจากอีกคนที่ไม่ฝากงานไว้ให้คุณแถมยังไม่เหลือข้อมูลอะไรให้คุณดำเนินการต่อ

นี่คือสาเหตุของปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น การอธิบายสาเหตุดังกล่าวออกไปจะเป็นประโยชน์ที่จะช่วยให้หัวหน้าคุณเข้าใจมากยิ่งกว่าเดิม คุณอาจเสนอทางเลือกในการแก้ปัญหา เช่น “ผมสามารถทำงาน A และ B แต่ไม่สามารถทำ C ได้ หรือถ้าหากงาน C นั้นสำคัญจริงๆ ผมขอเลือกทำงาน C แทน A ผมสามารถช่วยแนะการทำงาน C แก่เจนนิส แต่ผมไม่สามารถทำงาน C เพียงคนเดียวได้หากผมต้องทำทั้งงาน A และ B” คุณยังอาจให้หัวหน้างานของคุณช่วยเรียงลำดับความสำคัญของงานให้อีกด้วย

2.หัวหน้างานลาออกหรือโดนไล่ออก

เมื่อหัวหน้างานที่คอยหนุนงานของคุณให้ประสบความสำเร็จกำลังจะลาออก ทำให้คุณกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับหัวหน้าคนใหม่ โดยเฉพาะเรื่องการแชร์ไอเดียแบบที่คุณเคยมีร่วมกันกับหัวหน้าคนก่อนหรือกังวลว่าเขาหรือเธออาจจะไม่ชอบหน้าคุณก็เป็นไปได้!

วิธีการรับมือ : ใจเย็นเอาไว้ หัวหน้างานใหม่อาจดีเท่าๆกับหัวหน้าคนเก่าหรืออาจดีกว่าก็เป็นไปได้ และถ้าหากคุณไม่อยากทำงานร่วมกับหัวหน้าคนใหม่ คุณก็ยังไม่รู้จนกว่าจะได้เจอได้คุยกันก่อน ดังนั้นการอัพเดทเรซูเม่ของคุณเอาไว้ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรและอัพเดทในระบบหางาน คุณควรรอดูสถานการณ์ให้แน่ใจจนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้วถึงเปลี่ยนงานก็ยังทัน

ในช่วงโอนถ่ายงาน คุณควรเข้ามาดูการทำงานในแผนกให้ดำเนินไปอย่างราบลื่น ซึ่งอาจช่วยให้คุณมีผลงานในองค์กรมากยิ่งขึ้น ช่วยเหลือหัวหน้างานคนใหม่ตั้งแต่เริ่มทำงานจนเข้าที่ คุณจะสามารถตัดสินใจเส้นทางการทำงานได้ต่อภายในสองอาทิตย์ของการทำงานร่วมกับหัวหน้างานคนใหม่

3.ได้ทำงานที่ไม่ใช่อย่างที่สมัครงานมา

เมื่อคุณถูกจ้างมาทำงานในฝ่ายบริหารยอดขาย แต่สุดท้ายแล้วคุณต้องไปนั่งจัดการเอกสารงานทั้งหมด หรือตำแหน่ง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดที่คุณเพิ่งเข้ามากลายเป็นว่าคุณต้องโทรศัพท์หาลูกค้าแบบฮาร์ดเซลแทน เห็นได้ชัดว่าตอนสัมภาษณ์งานเข้ามากับหน้างานจริงไม่เหมือนกัน

วิธีรับมือ : ขอคุยกับหัวหน้างานก่อนเลย เมื่องานที่คุณสมัครเข้ามากับงานที่ทำจริงมันไม่ตรงกัน หัวหน้าคุณควรรับทราบถึงปัญหาและหาทางแก้ไข ทั้งนี้ คุณควรใจเย็นและให้ความร่วมมือ อย่าเพิ่งสติแตกและเกรี้ยวกราด ซึ่งควรสื่อให้หัวหน้าเห็นถึงว่าคุณต้องการแก้ปัญหาที่เกิด และต้องการให้หัวหน้าของคุณปรับหน้างานให้เหมาะสมมากกว่าเดิม

4.มีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน

ในสังคมการทำงาน คุณอาจต้องเจอคนประเภทหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับคุณไปทุกอย่าง ซึ่งนั่นทำให้โปรเจคต่างๆ ของคุณผ่านยากยิ่งกว่าเดิม

วิธีการรับมือ : อย่างแรกสุด คุณต้องยอมถอยตัวเองลงมาก่อน ลดอีโกที่มีลง จริงๆแล้วคุณไม่จำเป็นต้องชอบเพื่อนร่วมงานที่เป็นปัญหากับคุณและไม่จำเป็นต้องเอาชนะในทุกๆเรื่อง คุณเพียงแค่ต้องทำงานร่วมกันเท่านั้น

การเป็นทำตัวให้เป็นมิตรช่วยเปลี่ยนบรรยากาศให้ดีขึ้นได้ ถึงแม้ว่าบางคนจะยากเกินเยียวยาสำหรับการสร้างมิตร แต่จงตระหนักไว้ว่าคุณไม่สามารถสร้างมิตรกับทุกคนได้ จงเรียนรู้ที่จะอยู่และทำงานร่วมกับคนประเภทนี้เสียดีกว่า

5.หัวหน้าไม่ใส่ใจงานที่คุณทำ

คุณเคยไหม ถึงแม้คุณจะพยายามทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างผลงานต่างๆ และกำลังเป็นดาวเด่นในที่ทำงาน แต่หัวหน้างานคุณกลับไม่รับรู้เรื่องเหล่านี้เลย

วิธีการรับมือ : เป็นธรรมดาที่ลูกน้องอยากให้หัวหน้างานเห็นถึงผลงานที่ประสบความสำเร็จของคุณ แต่ในความเป็นจริงคุณอาจได้เจอหัวหน้าประเภทที่รอดูผลงานของคุณตลอดและรอให้คุณคอยอัพเดทงานให้ฟังบ่อยๆ ดังนั้นคุณควรจะสร้างการรับรู้แก่คนอื่น แม้ว่าจะฟังดูแปลกๆแต่หัวหน้าต้องอยากรู้ว่าลูกน้องทำงานออกมาได้ดีแค่ไหน คุณอาจเริ่มอัพเดทงานเล็กๆน้อยๆว่าสำเร็จไปถึงไหนแล้ว ไปจนถึงงานที่บรรลุเป้าหมายใหญ่ๆได้

6.เมื่อคุณพลาดสร้างความเสียหายแก่ทีม

ความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ แต่เมื่อใดที่คุณสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่องค์กร เป็นเรื่องยากที่คุณจะสู้หน้าหัวหน้าของตัวเองกับความผิดอันใหญ่หลวงของคุณ

วิธีการรับมือ : สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือรับผิดชอบความผิดพลาดที่ทำลงไป บอกสิ่งที่เกิดขึ้นให้หัวหน้าทราบโดยเร่งด่วนก่อนที่หัวหน้าจะเจอปัญหาเหล่านี้ อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น ความเสียหาย และวิธีการแก้ไขปัญหาต่างๆ วิธีการที่คุณจะไม่ทำให้เกิดปัญหาดังกล่าวอีก

7.ได้รับผลการประเมินที่ย่ำแย่แบบสุดๆ

แม้ว่าสิ่งที่คุณทำลงไปคุณเองอาจคิดว่าโอเคแล้ว แต่เอาเข้าจริงๆในการประเมินผลงานกลับไม่ถึงเกณฑ์ที่หวัง ซึ่งไม่ได้มีสัญญาณใดๆบ่งบอกแถมหัวหน้าคุณเองเพิ่งได้รับอีเมลล์ชื่นชมผมงานจากเจ้านายไปด้วย

วิธีการรับมือ : อย่างแรกสุด คือตั้งสติอย่าเพิ่งตื่นตระหนักไป และอย่าเพิ่งโต้เถียงไป ในสถานการณ์แบบนี้ โดยทั่วไปผู้ที่ได้รับการประเมินจะมัวแต่คิดอยู่แค่ว่าจะทำยังไงเพื่อโต้แย้งสิ่งที่เกิดขึ้น การใส่ใจถึงสิ่งที่หัวหน้าคุณต้องการเป็นสิ่งที่ทำให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด ตั้งใจฟังและถามให้ละเอียดเพื่อที่คุณจะได้คำตอบสิ่งที่หัวหน้าคุณต้องการ

จริงๆ แล้วหัวหน้าคุณก่อนที่จะประเมินให้คะแนนคุณน้อยได้นั้น เค้าจะต้องได้รับฟีดแบคมาตลอดทั้งปี ดังนั้น ถ้าหากหัวหน้าคุณเป็นหนึ่งในหัวหน้าที่ดีเค้าควรต้องเรียกคุณมาถามปัญหาที่เกิดขึ้นและบอกแนวทางการแก้ไข ดังนั้นคุณควรจะได้รับทราบถึงข้อควรปรับปรุงหรือปัญหาในการทำงานก่อนถึงการประเมินที่จะมีขึ้นในแต่ละปี

 

 

ภาพ freepik

สโลว์ไลฟ์ในกรุง ‘ริมคลองพระโขนง’ สายน้ำเชื่อมโยงสังคมพหุวัฒนธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/594174

  • วันที่ 07 ก.ค. 2562 เวลา 16:00 น.

สโลว์ไลฟ์ในกรุง 'ริมคลองพระโขนง' สายน้ำเชื่อมโยงสังคมพหุวัฒนธรรม

เอ่ยถึง “สุขุมวิท” ใครจะคิดว่ามีธรรมชาติแฝงตัวหลบตาประชาชน แม้แต่คนริมถนนสุขุมวิท 77 ย่านอ่อนนุช เพราะสิ่งที่ตาเห็นเป็นประจำจากการคมนาคมคือถนนและร้านรวงเรียงราย แต่ห่างไปไม่กี่สิบเมตรมีคลองสายประวัติศาสตร์ที่อยู่คู่คนกรุงมาช้านาน นามว่า “คลองพระโขนง”

ข้อมูลจากสารานุกรมไทย ระบุไว้ว่า “คลองพระโขนง” อยู่ในเขตพระโขนงและส่วนหนึ่งของเขตประเวศ ขุดแยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ใกล้กับบริเวณท่าเรือกรุงเทพฯ ไปต่อกับคลองประเวศบุรีรมย์ ขุดในรัชกาลที่ 3 โดยพระยาศรีพิพัฒน์ฯ (ทัต บุนนาค) เริ่มขุดเมื่อปี 2380 แล้วเสร็จในปี 2383 ระยะทางยาว 14.5 กิโลเมตร

หากมีเวลาว่างอยากให้มาสัมผัสธรรมชาติแบบคาดไม่ถึง มองดูวิถีชีวิตประชิดกรุงที่น่าอิจฉาที่สุด ทั้งความร่มรื่น เงียบสงบ และสังคมพหุวัฒนธรรมของชุมชนไทยพุทธ-ไทยมุสลิม เพียงโดยสารรถไฟฟ้ามาลงสถานีพระโขนง เดินมุ่งหน้าริมฝั่งคลอง เดินลัดเลาะถึงท่าเรือพระโขนง แล้วขึ้นเรือนั่งยิงยาวมาถึงท่าตลาดเอี่ยมสมบัติ

เริ่มสัมผัสวิถีคนกรุงในอีกมุมที่ตลาดเอี่ยมสมบัติ แหล่งรวมอาหารฮาลาลรสดีที่หากินยาก อาทิ ข้าวหมกแพะ ซุปหางวัว เนื้องบ ไส้กรอกเนื้อย่าง มัสมั่นเนื้อ เนื้อสะเต๊ะ มะตะบะ และขนมบาเยีย เมนูของพี่น้องมุสลิมที่ทำจากถั่วทอง กรอบ มัน ได้กลิ่นหอมของเครื่องเทศ

ห่างไปไม่ไกลมีทั้งวัดทั้งมัสยิดศูนย์รวมจิตใจคนในชุมชน เริ่มที่ วัดขจรศิริ (วัดขอม) ตื่นตากับความงามของพระอุโบสถฝีมือชาวขอมในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ใกล้กันมี มัสยิดอัลเอี๊ยะติซอม (สุเหร่าใหม่หัวป่า) ที่สร้างขึ้นโดยบรรพบุรุษมุสลิมที่อพยพมาจากเมืองปัตตานี

ตามด้วย มัสยิดอัลกุ๊บรอ (สุเหร่าใหญ่คลองเคล็ด) มัสยิดแห่งแรกของเขตสวนหลวงอายุกว่า 200 ปี ซึ่งมีหลักฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อปี 2332 นั่งทอดกายสบายอารมณ์มองน้ำใสในศาลา 200 ปี ท่าเรือในอดีตที่ปัจบันเป็นที่นั่งพักผ่อนหย่อนใจของคนละแวกใกล้เคียง ข้ามคลองเป็น วัดต้นไทรย์ และวัดปากบ่อ สักการะหลวงพ่อแดง หลวงพ่อรุ้งเพชร หลวงพ่อหาญสัมฤทธิ์ ชมภาพเขียนพุทธประวัติ

เลียบคลองสายนี้ ยังมีวัดทองใน วัดยาง (หลวงพ่อโต) แวะดูตำนานแม่นาคพระโขนงที่วัดมหาบุศย์ ชมพรระไตรปิฎกใบลานเก่าแก่ที่วัดใต้ ปิดท้ายที่การทำบุญทำทานให้อาหารสัตว์ ปล่อยนกปล่อยปลา ถือว่าได้ครบจบบริบูรณ์ ทั้งอิ่มท้อง อิ่มอก อิ่มใจ และอิ่มบุญ

อยากมาล่องเรือที่คลองพระโขนง มีเรือโดยสารบริการทุกวัน เวลาเรือรอบแรกออกจากท่าพระโขนง วันจันทร์-ศุกร์ 07.00 น. เสาร์ 07.30 น. และอาทิตย์ 10.00 น. มีบริการทุกชั่วโมง

ไลฟ์สไตล์และการกินแบบไหน ช่วยให้หัวใจไม่ขาดการดูแล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/594172

  • วันที่ 07 ก.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

ไลฟ์สไตล์และการกินแบบไหน ช่วยให้หัวใจไม่ขาดการดูแล

หัวใจที่แข็งแรงช่วยให้อายุยืนยาว แต่ศัตรูตัวร้ายอย่าง “โรคหัวใจและหลอดเลือด” อันตรายซึ่งมีสาเหตุมาจากพฤติกรรม กลับมีสถิติผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกวัน และยังเป็นสาเหตุที่คร่าชีวิตมนุษย์ก่อนวัยอันควรเป็นอันดับต้นๆ ดังนั้น มาเริ่มดูแลหัวใจให้อยู่กับเราไปนานๆ

วิธีการดูแลหัวใจโดยสมาพันธ์หัวใจโลก (World Heart Federation)แนะนำให้ประชาชนเริ่มต้นดูแลสุขภาพหัวใจตั้งแต่ที่บ้าน เช่น กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพหัวใจเน้นผักสดผลไม้ เตรียมอาหารกลางวันจากบ้านไปกินที่ทำงานเอง เน้นอาหารเพื่อสุขภาพ ลดการกินอาหารสำเร็จรูปที่มีเกลือไขมัน และน้ำตาลปริมาณสูงเป็นส่วนผสม ไม่สูบบุหรี่ ไม่นั่งอยู่เฉยๆ หรือนั่งอยู่หน้าจอต่างๆ เกินวันละ 2 ชั่วโมง หมั่นออกกำลังกาย ทำกิจกรรมกลางแจ้ง และตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้หัวใจ

วิธีการดูแลหัวใจโดยศาสตร์ของชาวจีน สำหรับคนทั่วไปหรือผู้ที่เป็นโรคหัวใจแล้วก็ตาม มีวิธีดูแลหัวใจให้แข็งแรงคือ

– ควรหลีกเลี่ยงความเหนื่อยล้า ความเครียด และความวิตกกังวล ดูแลคืออาหารการกิน การใช้ชีวิต การอยู่ในสภาพสังคมที่เหมาะสม และการดูแลจิตใจและอารมณ์ของเราให้เป็นปกติก็จะช่วยลดภาระการทำงานของหัวใจได้

– อาหารที่ดีต่อหัวใจคือ อาหารรสจืดและรสขม เลี่ยงอาหารรสเค็ม หวานและมัน เช่น ของมัน ของทอด เนื้อสัตว์ที่มีไขมันสูง ขนมเบเกอรี่ อาหารที่ผ่านการแปรรูป และควรกินผักผลไม้มากๆ เน้นกินเนื้อปลาที่ไม่ใส่สารเคมี และให้กินอาหารในปริมาณน้อยแต่ต้องตรงเวลา อาจปรับการกินเป็นมื้อน้อยๆ วันละ 4-5 มื้อ ซึ่งรวมแล้วได้ปริมาณตามความต้องการของร่างกาย การกินจนเกินอิ่มทำให้หัวใจรับภาระมากเกินไปอาหารเค็มจัดก็จะทำให้เกิดความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นภาระของหัวใจ

– เข้านอนให้เป็นเวลาทุกวัน และไม่ควรนอนเกินสี่ทุ่ม การนอนดึกไม่ดีต่อหัวใจเพราะหัวใจต้องทำงานหนัก ควรนอนอย่างน้อยวันละ 7 ชั่วโมง และงีบหลังกินอาหารกลางวันแล้วสักครึ่งชั่วโมง และไม่ควรนอนเกินครึ่งชั่วโมงเพราะจะกระทบต่อการนอนในเวลากลางคืน

– ส่วนด้านการออกกำลังกาย คนทั่วไปที่สุขภาพแข็งแรงไม่ป่วยเป็นโรคหัวใจ ออกกำลังกายวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน โดยให้การเต้นของหัวใจสูงสุดอยู่ที่ไม่เกิน 170 ครั้งต่อนาที ส่วนผู้ป่วยโรคหัวใจควรแบ่งการออกกำลังกายออกเป็นช่วงๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เหนื่อยเกินกำลัง เช่น แบ่งเป็นวันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 10 นาที ไม่ควรให้เกิน 15 นาที โดยการเดินเป็นการออกกำลังกายที่ดีที่สุด ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและดีต่อระบบขับถ่าย ไม่ควรออกกำลังกายประเภทที่ใช้แรงยกน้ำหนัก

นอกจากนี้ สมาคมโรคหัวใจสหรัฐอเมริกา แนะนำให้กินปลาหลากหลายชนิด ไม่แนะนำให้ปรุงด้วยการทอด เพราะอาจเพิ่มโอกาสการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว แต่ควรปรุงด้วยการอบ ต้ม หรือนึ่ง ควรกินอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 มื้อจะช่วยลดโอกาสเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว

 

 

ภาพ freepik

8 กลุ่มธุรกิจที่ตอบโจทย์รับสังคมผู้สูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/594036

  • วันที่ 05 ก.ค. 2562 เวลา 17:30 น.

8 กลุ่มธุรกิจที่ตอบโจทย์รับสังคมผู้สูงอายุ

ส่อง 8 อุตสาหกรรมหลักในญี่ปุ่น ที่มีการปรับตัวให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการและยกระดับคุณภาพชีวิต รับสังคมผู้สูงอายุ

การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม การผลิตสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองต่อผู้บริโภคกลุ่มดังกล่าวจึงเพิ่มสูงขึ้น ทั้งภาครัฐและเอกชนได้มีการเตรียมความพร้อมของประเทศเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการอำนวยความสะดวกให้ผู้สูงอายุมากขึ้น

เช่น การใช้ GPS ในการนำทางผู้สูงอายุหลงลืมเส้นทางกลับบ้าน การใช้โทรศัพท์ระบบหน้าจอสัมผัสช่วยให้ผู้สูงอายุได้มีโอกาสพูดคุยกับลูกหลานได้อย่างง่ายขึ้น เครื่องช่วยฟัง ถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการได้ยินในผู้สูงอายุ ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุดีขึ้น ยังมีความพยายามที่จะผลิตหุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงการพัฒนาระบบเฝ้าระวังและติดตามการเคลื่อนไหวของผู้สูงอายุระยะไกลอีกด้วย พยาบาลก็ต้องทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงก้าวหน้า ใส่ใจสนใจเพื่อนำเทคโนโลยีมาดูแลผู้สูงอายุ

ที่ขาดไม่ได้ คือการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อให้ตอบโจทย์และเหมาะสมกับประชากรสูงวัยที่มีรายละเอียดค่อนข้างซับซ้อน และในฐานะที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรสูงวัยมากที่สุดในโลก และมีความพร้อมในการรับมือต่อการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยมามาก ภาคธุรกิจต่างๆ ที่มีความเชี่ยวชาญในการ Create & Design เพื่อให้สามารถนำเสนอโซลูชั่นที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายสูงวัยได้อย่างครอบคลุม มีธุรกิจเพื่อผู้สูงวัยเพิ่มจำนวนมากขึ้นและในหลากหลายธุรกิจใน 8 กลุ่มตัวอย่างต่อไปนี้

1.Residential กลุ่มธุรกิจบ้านและที่อยู่อาศัย ญี่ปุ่นมีความเชี่ยวชาญในการออกแบบบ้านและที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับผู้สูงวัยให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกและปลอดภัย

2.Amusement การจัดกิจกรรมเพื่อมอบความบันเทิงต่างๆ สันทนาการ เล่นเกม เล่นกีฬา การจัดทริปท่องเที่ยว หรือการจัดเวิร์กช็อปต่างๆ สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ

3.Food & Beverage ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ให้ความสำคัญกับการคำนวณความเหมาะสมในเรื่องของอาหารและเครื่องดื่มที่ผู้สูงวัยควรได้รับในแต่ละมื้อ เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่เหมาะสม รวมไปถึงขนาดของชิ้นอาหารหรือวัตถุดิบที่ใช้ปรุง ให้เหมาะสมกับทั้งสภาพฟันและระบบการย่อยตามวัย

4.Service ธุรกิจให้บริการต่างๆ เนื่องจากผู้สูงอายุในญี่ปุ่นส่วนใหญ่มักจะอยู่ด้วยตัวเอง ทำให้ค่อนข้างเหงา ทำให้ธุรกิจบริการต่างๆ การพาไปเที่ยวนอกบ้าน การไปรับประทานอาหารเป็นเพื่อน ไปเป็นเพื่อนช็อปปิ้ง หรือผู้ช่วยดูแลสุขภาพ

5.Community การสร้างกิจกรรมเพื่อให้ผู้สูงอายุที่มีความชื่นชอบในเรื่องเดียวกันมีโอกาสได้มาทักทาย พบปะ พูดคุยแลกเปลี่ยนกับเรื่องของสุขภาพ กีฬา การทำงานอดิเรก รวมไปถึงการทำงานด้านจิตอาสา ได้เพื่อนใหม่ รู้สึกเติมเต็ม คุณค่ามากขึ้น

6.Furniture Design การออกแบบเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่ต้องมองถึงความเหมาะกับสรีระที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้สูงวัย และมีฟังก์ชั่นในการใช้งานที่หลากหลายและตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้มากยิ่งขึ้น การมีที่นอนหรือฟูกที่ออกแบบมาให้รองรับสรีระและป้องกันการกดทับ

7.Law & Regulation ข้อกฎหมายและกฎระเบียบที่เอื้ออำนวยต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้สูงวัย ซึ่งญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการดูแลประชากรสูงวัยอย่างมาก ทำให้ดูแลการออกกฎและข้อบังคับต่างๆ เพื่อคุ้มครองและดูแลสิทธิในการดำเนินชีวิตของผู้สูงวัยอย่างครอบคลุม การจ่ายเงินบำนาญเพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตหลังเกษียณได้อย่างมีความสุข จะรวยหรือจนก็มีคุณภาพชีวิตที่ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก

8.Renovation ธุรกิจรับปรับปรุงและแต่งเติมที่อยู่อาศัย ทั้งการให้คำปรึกษาแก่เจ้าของบ้านที่อยู่มาตั้งแต่วัยหนุ่มสาวจนเข้าสู่ช่วงสูงวัย แม้แต่การเข้าไปฟื้นฟูสภาพบ้านภายหลังจากเจ้าของบ้านรายเดิมซึ่งเป็นผู้สูงอายุได้เสียชีวิตลงจนทำให้บ้านหลายหลังกลายเป็นบ้านร้าง

 

ภาพ freepik

คนไทยรองแชมป์จองการเดินทางผ่านมือถือในเอเชียแปซิฟิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/594018

  • วันที่ 05 ก.ค. 2562 เวลา 13:00 น.

คนไทยรองแชมป์จองการเดินทางผ่านมือถือในเอเชียแปซิฟิก

จากการศึกษาพฤติกรรมของนักเดินทาง พบมีการจองการเดินทางผ่านทางมือถือและแอพมากกว่า 50% โดยคนไทยได้รองแชมป์ในเอเชียแปซิฟิก พร้อมแนะวิธีการจองแพ็คเกจท่องเที่ยวแบบประหยัด

ตามข้อมูลของเอ็กซ์พีเดีย กรุ๊ป พบว่าประมาณ 1 ใน 3 ของการจองห้องพักทั่วโลกถูกจองผ่านทางมือถือ และมากกว่า 50% ของจำนวนการจองทั่วโลกบนเว็บไซต์เอ็กซ์พีเดียกรุ๊ป คือการจองผ่านโทรศัพท์มือถือ จากข้อมูลเพิ่มเติมจากผลการศึกษาเกี่ยวกับมารยาทบนเครื่องบินและในโรงแรมประจำปี 2562 ของเอ็กซ์พีเดีย ประเทศไทย พบว่า นักท่องเที่ยวในเอเชียแปซิฟิกโดดเด่นที่สุดด้านการจองผ่านมือถือ

จากการจองทางโทรศัพท์และทางเว็บไซต์บนคอมพิวเตอร์ มาเป็นจองผ่านมือถือและแอพเท่านั้น

จากผลการวิจัยข้อมูลประจำปี 2562 ของเอ็กซ์พีเดีย โดยนอร์ธสตาร์ รีเสิร์ช พาร์ทเนอร์ส (Northstar Reserch Partner) บริษัทค้นคว้าวิจัยชั้นนำของโลก เปิดเผยว่านักเดินทางที่กำลังวางแผนการเดินทางและทำการจองผ่านโทรศัพท์มือถือมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดย 5 อันดับแรกที่ทำการจองตั๋วเครื่องบินและโรงแรมผ่านทางมือถือเป็นประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ อินเดีย ไทย เกาหลีใต้ ฮ่องกง และไต้หวัน

จากกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยจำนวน 600 คนที่ร่วมทำการสำรวจครั้งนี้ พบว่า ปริมาณการเดินทางโดยเครื่องบินของนักเดินทางชาวไทยโดยเฉลี่ย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวจำนวนร้อยละ 11 เที่ยวบิน/คน/ปี หรือเดินทางเพื่อธุรกิจร้อยละ 10 เที่ยวบิน/คน/ต่อปี พวกเขาเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะจองตั๋วเครื่องบินผ่านทางโทรศัพท์มือถือสูงถึงร้อยละ 67 ค่อนข้างใช้บ้างมีจำนวนร้อยละ 18 และใช้น้อยมากหรือไม่ใช้มีจำนวนร้อยละ 15

ในส่วนการจองโรงแรม ร้อยละ 70 ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าพวกเขามีแนวโน้มที่จะจองโรงแรมผ่านทางมือถือจำนวนร้อยละ 18 ค่อนข้างใช้บ้าง และร้อยละ 12 ใช้น้อยมากหรือไม่ใช้เลย

ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะติดตั้งและใช้แอพมากกว่า 50% ของการติดตั้งแอพทั้งหมดในโลกภายในปี 2563

จากการศึกษาวิจัยตลาดใหม่ โดยบริษัทแอพฟลายเออร์ (AppsFlyer) ผู้ให้บริการด้านอุปกรณ์สื่อสารที่ใช้ในการพกพา ระบุว่าผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในเอเชียแปซิฟิกจะติดตั้งและใช้แอพพลิเคชั่น คิดเป็นร้อยละ 50 ของการติดตั้งแอพทั่วโลกภายในปี 2563 ซึ่งมากกว่าภูมิภาคอื่นถึง 3 เท่า การเติบโตคาดว่าจะค่อย ๆ ลดลงเมื่อตลาดโตขึ้น แต่จะยังคงอยู่เช่นเดิม เนื่องจากต้นทุนของสื่อที่เพิ่มขึ้นอย่างมากและปริมาณการใช้โทรศัพท์มือถือ รวมถึงแคมเปญที่ต้องชำระเงิน แอพที่เปิดให้บริการ และตัวผู้ใช้มือถือเอง

“ในช่วงหลายปีที่มานี้ แบรนด์เอ็กซ์พีเดียได้ขยายการลงทุนเพื่อสร้างประสบการณ์การใช้บริการของเราผ่านทางโทรศัพท์มือถือ โดยมีจุดประสงค์เพื่อนำเทคโนโลยีการท่องเที่ยวที่ดีที่สุดมาไว้บนมือของนักเดินทาง ทุกวันนี้นักเดินทางต้องการการตอบสนองที่รวดเร็วและรวดเร็วยิ่งขึ้นสำหรับข้อมูลการเดินทางก่อนที่จะออกเดินทาง ผลสำรวจการจองห้องพักผ่านทางมือถือจากการศึกษามารยาทบนเครื่องบินและในโรงแรม จึงเป็นข้อบ่งชี้ว่านักเดินทางของเรากำลังมองหาความรวดเร็ว ตัวเลือกการเดินทางและการประหยัดบนมือถือเมื่อวางแผนและจองการเดินทาง ในฐานะแบรนด์การท่องเที่ยวชั้นนำของโลก เรายังคงทำหน้าที่ของเราอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาพื้นที่ที่ต้องปรับปรุงเพื่อลดอุปสรรคในการเดินทาง และเราหวังว่าจะมอบประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมบนมือถือเพื่อช่วยให้นักเดินทางของเราไปในที่ต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย” นางสาวลาวิเนีย ราชราช หัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กร แบรนด์เอ็กซ์พีเดีย เอเชียแปซิฟิก กล่าว

อยากจองแพ็คเกจท่องเที่ยวราคาประหยัดต้องทำอย่างไร

  1. ตรวจสอบข้อเสนอพิเศษได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งช่วยคุณประหยัดได้ถึง 40% หรือมากกว่าสำหรับโรงแรมที่ร่วมรายการพร้อมข้อเสนอใหม่ๆ เวลาเที่ยงคืน
  2. อย่าลืมเช็คราคาสมาชิก สมาชิกของเอ็กซ์พีเดียสามารถเพลิดเพลินกับส่วนลดได้จากโรงแรมที่ร่วมรายการ
  3. เลือกพักโรงแรมระดับวีไอพี คุณสามารถรับคะแนนเอ็กซ์พีเดีย รีวอร์ดส 2 เท่า พร้อมสิทธิประโยชน์พิเศษ รวมถึงบริการอื่นๆ และการอัพเกรดห้องพักที่ให้บริการ
  4. จองเที่ยวบินล่วงหน้า 3 สัปดาห์ ก่อนวันที่เดินทาง ช่วยคุณประหยัดมากที่สุด
  5. จองเที่ยวบินในวันหยุดสุดสัปดาห์เพื่อปลดล็อกและช่วยประหยัดค่าโดยสาร วันที่ดีที่สุดในการจองคือวันอาทิตย์ รับส่วนลดสูงสุดถึง 20%
  6. วันศุกร์คือวันที่ตั๋วเครื่องบินมีราคาแพงที่สุด โดยราคาแพงกว่าปกติถึง 5%
  7. เริ่มเที่ยวบินวันเดินทางในวันศุกร์ วันที่ดีที่สุดของสัปดาห์ในการเดินทางคือวันศุกร์ เพราะช่วยคุณประหยัดได้ถึง 5% ในขณะที่วันอาทิตย์เป็นวันที่แพงที่สุด ที่คุณต้องจ่ายในราคาที่มากกว่าถึง 5%
  8. วันศุกร์เป็นช่วงเวลาที่พบข้อเสนอโรงแรมที่ดีที่สุด ส่วนวันที่การจองโรงแรมมีราคาแพงที่สุดคือวันอาทิตย์
  9. เพิ่มคืนวันเสาร์เข้าไปในแผนการเดินทางกลางสัปดาห์ของคุณเพื่อช่วยประหยัดค่าตั๋วเครื่องบินขาเข้าประเทศไทย

ตอบคำถามคาใจ…ทำไมน้องใหม่ “ไม่ผ่านโปร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/593528

  • วันที่ 05 ก.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

ตอบคำถามคาใจ...ทำไมน้องใหม่ "ไม่ผ่านโปร"

ผ่านด่านสัมภาษณ์จนได้ทำงานในองค์กรที่ชอบ แต่ฝันอาจสลายเพราะ “ไม่ผ่านโปร” ซะงั้น นั่นมีสาเหตุมาจากอะไร ต้องไปดู

1.ไม่ทุ่มเท ขาดความรับผิดชอบ

แน่นอนว่าคนที่เคยสัมภาษณ์เรา ต้องจับตามองว่าเราจะทำได้ตามที่เคยพูดหรือไม่ หากทำได้ก็ผ่านฉลุย แต่หากมัวตื่นเต้นกับตำแหน่งจนไม่มีความเป็นมืออาชีพแล้วละก็อาจตกม้าตาย วิธีแก้คือทบทวนดูว่าบริษัทคาดหวังอะไรจากตำแหน่งงานนั้นๆ เข้าใจขอบข่ายหน้าที่และความรับผิดชอบ และเรียนรู้ให้เร็วที่สุด พร้อมสังเกตแนวทางการทำงานของเพื่อนร่วมงาน

2.ทำงานพลาด ไม่พัฒนาตัวเอง

การทำงานผิดพลาดย่อมไม่เป็นผลดีต่ออนาคตอย่างแน่นอน แต่ด้วยความที่เป็นน้องใหม่ พี่ๆ ในที่ทำงานก็มักจะเข้าใจและให้อภัยได้ในความผิดครั้งแรก แต่หากผิดพลาดเรื่องเดิมซ้ำๆ ย่อมไม่ดีแน่ แปลว่าตัวเราอาจไม่มีสมาธิ หรือพัฒนาปรับปรุงตัวเองไม่ได้ ทางที่ดีเมื่อได้รับมอบหมายงานมา ให้หาข้อมูลและขอคำปรึกษาจากรุ่นพี่ที่เคยทำงานนั้นๆ พร้อมจดบันทึก หมั่นฝึกฝนและพัฒนาตัวเองให้เรียนรู้งานได้ไว

3.ไม่ตรงเวลา ไร้ระเบียบ

พฤติกรรมบางอย่างที่น้องใหม่ไม่คิดอะไรมาก อย่างการเข้างานสาย หรือขอเวลากินอาหารเช้าแบบไม่พร้อมทำงานสักที ย่อมสะท้อนวินัยในตัวตนให้คนในที่ทำงานได้เห็น โดยปกติแล้วช่วงทดลองงานไม่ควรขาด ลา มาสาย หากไม่จำเป็น เพราะคนที่ไม่ตรงต่อเวลามักจะโดนเหมารวมว่าเป็นคนไม่มีความรับผิดชอบ ถึงแม้จะเป็นคนเก่งก็ตาม แต่หากขาดความเป็นมืออาชีพแค่เวลายังรักษาไม่ได้ แล้วจะรับผิดชอบงานได้อย่างไร

4.วิพากษ์วิจารณ์ดุเดือด

คิดทุกครั้งก่อนไลค์ แชร์ หรือคอมเม้นท์บนโลกออนไลน์ อย่าเอาความคึกคะนองเป็นที่ตั้ง อาจได้ไม่คุ้มเสีย บางคนอาจเสียงานดีๆ จากความเห็นส่วนตัวที่เผยแพร่อยู่ในโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นการวิจารณ์เพื่อนร่วมงาน พูดให้ร้ายองค์กร หัวหน้างาน นำข้อมูลลับขององค์กรมาเปิดเผย หรือแสดงออกถึงทัศนคติด้านลบ ดีที่สุดคือหลีกเลี่ยงการแสดงออกที่ไม่สร้างสรรค์ในทุกกรณี หากไม่อยากตกงาน

5.ติดแชทเล่นไลน์

เจนวายกับสมาร์ทโฟนดูเป็นอะไรที่แยกจากกันไม่ออก แต่เมื่อก้าวเข้าสู่โลกของการทำงานก็ถึงเวลาดึงความเป็นมืออาชีพออกมา รู้จักแบ่งเวลาโดยไม่เบียดบังเวลางานหรือขาดสมาธิจนเกิดข้อผิดพลาด ที่พลาดกันมากหน่อยคงเป็นเรื่องกาลเทศะ ลืมปิดเสียงแชทจนรบกวนสมาธิผู้อื่น

6.สื่อสารผิดพลาด ไม่ถูกกาลเทศะ

การสื่อสารโดยเฉพาะการเขียน ดูเหมือนจะเป็นจุดอ่อนของเด็กจบใหม่ ไม่ว่าอีเมล หรือการเขียนรายงานต่างๆ ต้องใส่ใจเกี่ยวกับการเลือกใช้คำ ระดับภาษา ตัวสะกด ควรตรวจสอบความถูกต้องก่อนส่งข้อมูลทุกครั้ง พร้อมไม่ลืมใส่หัวเรื่องที่สั้น กระชับ ได้ใจความ ไม่ลืมแนบไฟล์และรายละเอียดติดต่อกลับ เพราะทักษะการสื่อสารที่ดีคือหัวใจสำคัญของการติดต่อประสานงานที่มีประสิทธิภาพ

7.ไม่มีมนุษยสัมพันธ์

เด็กรุ่นใหม่มักมีความเป็นตัวของตัวเอง เมื่อต้องร่วมงานกับคนต่างวัยอาจเกิดปัญหาช่องว่างระหว่างวัย ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันและส่งผลต่อการทำงานร่วมกันได้ ควรวางตัวให้เหมาะสม ดูแลบุคลิกภาพและการแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย ควบคู่ไปกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน มีสัมมาคารวะ และสร้างมิตรไว้ดีกว่าสร้างศัตรู

 

 

ภาพ freepik

3 ตัวเลือก “กิน” ต้านหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/593793

  • วันที่ 04 ก.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

3 ตัวเลือก "กิน" ต้านหวัด

ยาใช้แค่เวลารักษาโรค แต่อาหารการกินและการออกกำลังกาย จะเป็นเกราะป้องกันการเกิดอาการป่วยได้เป็นอย่างดี

ช่วงนี้ฝนตกเช้า-เย็น สภาพอากาศเปลี่ยนรายชั่วโมง ทำให้หลายคนมีอาการเป็นหวัด คัดจมูกกันอยู่บ่อยๆ หลายคนหาทางออกให้กับอาการเหล่านั้นโดยการกินยาเพื่อระงับอาการ แต่หากร่างกายได้รับยาในปริมาณที่มากเกินไปย่อมไม่ดีต่อสุขภาพแน่ เราเลยนำวิธีแก้หวัดด้วยภูมิปัญญาพื้นบ้านอย่างการเลือกกินต้านโรคมาฝากกัน

เมนูเผ็ดร้อน สำหรับใครที่ชื่นชอบอาหารรสเผ็ดร้อนละก็ ต้องหาเมนูรสเผ็ดร้อนมาช่วยไล่หวัด ไม่ว่าจะเป็นต้มยำ แกงส้ม ต้มแซ่บ ที่มีส่วนผสมของสมุนไพรไทยอย่างพริก กระเทียม ที่ช่วยระบายพิษ แก้ไอ ขับเสมหะ หัวหอมที่ช่วยแก้หวัดคัดจมูก น้ำมูกไหล ขิง บรรเทาอาการหวัด กะเพรา เสริมธาตุไฟ ช่วยให้ร่างกายอบอุ่นและขับเหงื่อ ตะไคร้ ลดไข้ แก้หวัด และช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ซึ่งการกินอาหารเผ็ดร้อนในช่วงที่เป็นหวัด จะช่วยไล่น้ำและเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย ยิ่งเวลาที่เรากินอาหารที่มีรสชาติเผ็ดร้อนจนน้ำหูน้ำตาไหลแล้วละก็ จะรู้สึกได้ว่าหายใจโล่งดีเชียวแหละ

ผัก ผลไม้ สำหรับใครที่ไม่กินเผ็ดก็ต้องเลือกกินผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี ที่มีสรรพคุณดีเยี่ยมในการช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันหวัดและการแพ้อากาศ ไม่ว่าจะเป็น ส้ม สับปะรด หรือจะจิบน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้งให้ได้รสเปรี้ยวอมหวานชุ่มคอ ผลไม้อย่างฝรั่ง ไว้กินเล่นยามบ่าย นอกจากผลไม้แล้วก็ยังมีผักที่อุดมไปด้วยวิตามินซี เช่น มะรุม พริกหวาน สะเดา บร็อคโคลี่ ผักหวาน ผักคะน้า ให้เลือกปรุงกันตามชอบ

น้ำสมุนไพร ยิ่งเป็นหวัดคุณหมอยิ่งแนะนำให้ดื่มน้ำมากๆ ก็เพราะน้ำจะช่วยให้ทางเดินหายใจและทางเดินอาหารทำงานได้ดีขึ้น ช่วยขับเสมหะ ทั้งยังยับยั้งการเจริญเติบโตของไวรัส ซึ่งจะต้องเป็นน้ำอุ่นๆ เท่านั้น เพราะการดื่มน้ำเย็นจะทำให้กล้ามเนื้อหดตัว ทำให้ทางเดินหายใจแคบลง ซึ่งเป็นสาเหตุให้เราหายใจติดขัดยิ่งขึ้น เมื่อเป็นหวัดอย่าลืมดื่มน้ำอุ่นมากๆ หรือจะหาเครื่องดื่มสมุนไพรอุ่นๆ มาช่วยให้อาการดีขึ้น อย่างน้ำขิงร้อนๆ น้ำตะไคร้ น้ำมะตูม น้ำเก๊กฮวย หรือน้ำกระเจี๊ยบ ก็ช่วยได้

เคล็ดลับง่ายๆ ช่วยให้ร่างกายไม่ขาดแคลเซียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/593655

  • วันที่ 04 ก.ค. 2562 เวลา 10:00 น.

เคล็ดลับง่ายๆ ช่วยให้ร่างกายไม่ขาดแคลเซียม

ดูแลร่างกายอย่างไรให้ไม่ขาดแคลเซียม ชะลอการสูญเสียมวลกระดูก ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน

 “แคลเซียม” เป็นแร่ธาตุที่ให้มากกว่าความแข็งแรงของกระดูก มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ หากร่างกายมีปริมาณแคลเซียมที่เพียงพอจะทำให้กระบวนการต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น แคลเซียมจึงเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายไม่ควรขาด แต่เนื่องจากร่างกายไม่สามารถสร้างแคลเซียมได้เอง จึงจำเป็นต้องได้รับแคลเซียมจากสารอาหารภายนอกเพื่อทดแทนแคลเซียมที่ร่างกายนำไปใช้หรือที่ร่างกายขับทิ้งไป

ประโยชน์ของแคลเซียม

หากพูดถึงประโยชน์ของแคลเซียม สิ่งแรกที่หลายคนทราบกันดี นั่นคือทำให้กระดูกและฟันมีความแข็งแรง โดยมีหน้าที่ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของกระดูกและฟัน และช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน นอกจากนี้ แคลเซียม ยังเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ช่วยให้การแข็งตัวของเลือดเป็นไปตามปกติ ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ โดยไปกระตุ้นการหลั่งสารสื่อประสาท ทำให้การส่งสัญญาณกระแสประสาทได้เร็วและสมบูรณ์ขึ้น ทั้งยังรักษาระบบภูมิคุ้มกันและควบคุมความสมดุลของความเป็นกรดและด่างภายในร่างกาย ควบคุมการยืดตัวและหดตัวของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ในร่างกายให้ทำงานเป็นปกติ รวมไปถึงกล้ามเนื้อหัวใจ โดยช่วยให้หัวใจทำงานและเต้นเป็นปกติ

แหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม

เนื่องจากร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์แคลเซียมเองได้ จึงต้องได้รับแคลเซียมจากสารอาหารภายนอก แหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียมสูง ได้แก่ นมสด, นมเปรี้ยว, เนยแข็ง, ไข่, โยเกิร์ต, ปลาตัวเล็กที่เคี้ยวได้ทั้งตัว, กุ้งแห้ง, เต้าหู้, ผักใบเขียว, ถั่วต่างๆ และเมล็ดงา เป็นต้น

จะเกิดอะไรขึ้นหากร่างกายขาดแคลเซียม

หากร่างกายขาดแคลเซียม จะทำให้เกิด โรคกระดูกพรุน, ปวดตามข้อ, ชัก, กล้ามเนื้อเกร็งกระตุก, ตะคริว, ชา, หัวใจหยุดเต้น, เลือดแข็งตัวช้า ฯลฯ

สาเหตุและพฤติกรรมที่ทำให้ร่างกายขาดแคลเซียม

สาเหตุที่ทำให้ร่างกายขาดแคลเซียม ส่วนหนึ่งมาจากความผิดปกติของร่างกาย ได้แก่ ภาวะลำไส้อักเสบ ส่งผลให้การดูดซึมแคลเซียมเสียไป ลำไส้มีความเป็นด่างสูงเกินไป ภาวะขาดวิตามินดี เกิดโรคที่ตับและไต ทำให้การดูดซึมของแคลเซียมลดลง การตัดต่อมพาราไทรอยด์ออก การเข้าสู่วัยสูงอายุ  วัยทอง รวมไปถึงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือ การดื่มน้ำอัดลมมากเกินไป

ข้อมูลจากกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ขนาดของแคลเซียมที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน โดยแบ่งตามช่วงอายุ ดังนี้

  • อายุ 0 – 6 เดือน ควรได้รับแคลเซียม 210 (มิลลิกรัม/วัน)
  • อายุ 7 เดือน – 1 ปี ควรได้รับแคลเซียม 270 (มิลลิกรัม/วัน)
  • อายุ 1 – 3 ปี ควรได้รับแคลเซียม 500 (มิลลิกรัม/วัน)
  • อายุ 4 – 8 ปี ควรได้รับแคลเซียม 800 (มิลลิกรัม/วัน)
  • อายุ 9 – 18 ปี ควรได้รับแคลเซียม 1,000 (มิลลิกรัม/วัน)
  • อายุ 19 – 50 ปี ควรได้รับแคลเซียม 800 (มิลลิกรัม/วัน)
  • อายุ 51 ปีขึ้นไป ควรได้รับแคลเซียม 1,000 (มิลลิกรัม/วัน)
  • หญิงตั้งครรภ์ อายุ 19 – 50 ปี ควรได้รับแคลเซียม 800 (มิลลิกรัม/วัน)
  • หญิงให้นมบุตร อายุ 19 – 50 ปี ควรได้รับแคลเซียม 800 (มิลลิกรัม/วัน)

หากร่างกายได้รับแคลเซียมมากเกินความจำเป็น สำหรับปริมาณของแคลเซียมที่ร่างกายได้รับ ไม่ควรเกิน 2,000 (มิลลิกรัม/วัน) ซึ่งผลของการที่ร่างกายได้รับแคลเซียมเกิน จะทำให้ท้องผูก, แคลเซียมในปัสสาวะสูง เสี่ยงต่อการเป็นโรคนิ่วในไต, กล้ามเนื้ออ่อนแรง, มีอาการซึมและไม่รู้สึกตัว ฯลฯ

วิธีปฏิบัติเพื่อดูแลร่างกายให้ไม่ขาดแคลเซียม

  • รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ดื่มนมเพื่อให้ร่างกายได้รับแคลเซียม
  • หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกกำลังกายที่มีการลงน้ำหนักตัว เช่น การเดิน, การวิ่ง, เต้นแอโรบิค, กระโดดเชือก, รำมวยจีน, เต้นรำ ฯลฯ ช่วยให้มีมวลกระดูกเพิ่มมากขึ้น
  • รักษาน้ำหนักของร่างกายอย่าให้ต่ำกว่าเกณฑ์ โดยอย่าให้รูปร่างผอมเกินไป เนื่องจากคนรูปร่างผอมจะมีมวลกระดูกน้อย ซึ่งจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนได้ง่าย
  • รับแสงแดดอ่อนๆ ในช่วงเช้าหรือช่วงเย็นวันละ 10-15 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน เพื่อให้ร่างกายได้สังเคราะห์วิตามินดี ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ไปกระตุ้นการสร้างกระดูก
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกพรุน เช่น ไม่ควรกินอาหารประเภทโปรตีนหรือเนื้อสัตว์มากเกินไป เพราะจะไปกระตุ้นให้ไตขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะมากเกินปกต
  • ไม่ควรดื่มน้ำอัดลมมากเกินไป
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้ง ชา, กาแฟ, ช็อคโกแลต ในปริมาณมาก เพราะแอลกอฮอล์และคาเฟอีนจะไปขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมทางลำไส้เล็ก
  • งดสูบบุหรี่ งดอาหารรสเค็มจัด หรืออาหารที่มีโซเดียมสูง รวมไปถึงระวังการใช้ยาบางชนิดที่มีสเตียรอยด์ ซึ่งส่งผลเสียต่อกระดูก และช่วยเร่งการขับแคลเซียมออกจากร่างกาย
  • ความเครียด ผู้ที่มีความเครียดมีโอกาสเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนได้ง่าย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ

ผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมทางเลือกของผู้ที่ต้องการเติมแคลเซียมให้กับร่างกาย ในภาวะปัจจุบันบางคนอาจไม่สามารถรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงได้มากพอ และเข้าหลักเกณฑ์เสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน อาจพิจารณาเลือกผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมเพื่อเสริมสร้างมวลกระดูก ซึ่งปัจจุบันสามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยา โดยควรปรึกษากับเภสัชกรในร้านขายยาก่อนเพื่อความปลอดภัย และได้ประสิทธิผล

 

 

ภาพ freepik / ไบโอฟาร์ม