จับพิรุธ 8 จุดสังเกต “สัญญาณภาวะซึมเศร้า” ในผู้สูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/594867

  • วันที่ 15 ก.ค. 2562 เวลา 17:00 น.

จับพิรุธ 8 จุดสังเกต "สัญญาณภาวะซึมเศร้า" ในผู้สูงอายุ

ปัญหาใหญ่ในผู้สูงอายุที่คนในครอบครัวกังวล หนึ่งในนั้นต้องมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตอย่าง “ภาวะซึมเศร้า” แม้ไม่ใช่โรคภัยที่แสดงอาการทางร่างกายอย่างชัดเจน แต่หากปล่อยไว้ภาวะเช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อจิตใจและนำไปสู่ “โรคซึมเศร้า” ซึ่งส่งผลต่อความสุขในการดำเนินชีวิต รวมทั้งกระทบต่อคนรอบข้าง

8 จุดสังเกต “ภาวะซึมเศร้า” ในผู้สูงอายุส่วนใหญ่เริ่มจากอาการดังต่อไปนี้

1.กินอาหารน้อยลงหรือไม่อยากกินอาหารเลยจนน้ำหนักลดลง คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล ผู้สูงอายุที่กินอาหารได้น้อยลงหรือน้ำหนักลดลง มีโอกาสที่จะขาดสารอาหาร ควรดูแลให้ได้รับอาหารอย่างเพียงพอ ให้กินอาหารอ่อน ย่อยง่าย และไม่กระทบต่อโรคประจำตัว

2.รู้สึกเบื่อหน่าย อะไรที่เคยชอบก็ไม่อยากทำ ไม่ค่อยสนใจ หรือไม่สนใจที่จะดูแลตัวเอง จากที่เคยเป็นคนใส่ใจดูแลตนเองมาก แต่ตอนนี้กลับไม่สนใจการแต่งตัว ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล คือพยายามกระตุ้นให้ผู้สูงอายุทำกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะกิจกรรมง่ายๆ ให้เขารู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองมากขึ้น ควรกระตุ้นให้ผู้สูงอายุทำความสะอาดช่องปาก กระตุ้นให้เคลื่อนไหวร่างกาย และหากผู้สูงอายุมีปัญหาทางการได้ยิน ควรพบแพทย์เพื่อใส่เครื่องช่วยฟัง หรือหากมีปัญหาด้านการมองเห็น ควรให้ตรวจสายตาและใส่แว่นตา

3.เริ่มไม่ค่อยอยากไปไหน ชอบเก็บตัวอยู่กับบ้าน คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล กรณีผู้สูงอายุปลีกตัวจากผู้อื่น ใครชวนไปไหนก็ไม่อยากไป ถ้าปล่อยทิ้งไว้เช่นนี้จะทำให้ผู้สูงอายุปลีกตัวมากขึ้น อารมณ์จะยิ่งเลวร้ายลง ควรหากิจกรรมทำ โดยควรเริ่มจากกิจกรรมเล็กๆ ในครอบครัว พาไปกินข้าวนอกบ้าน ปิกนิก หรือเดินเล่นในสวนสาธารณะ

4.นอนไม่ค่อยหลับในเวลากลางคืน คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล หากผู้สูงอายุนอนกลางวันควรนอนระหว่าง 12.00-14.00 น. แล้วปลุก เพราะถ้านอนกลางวันมากเกินไป ตอนกลางคืนย่อมมีปัญหาการนอน และหากตอนกลางคืนไม่หลับ อาจชวนทำกิจกรรมเบาๆ เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือ หรือฟังธรรมมะ หากนอนไม่หลับติดต่อกัน 3-4 วันขึ้นไป ควรพบแพทย์

5.พูดคุยน้อยลง คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล ควรให้ความรัก ความใส่ใจความรู้สึก อารมณ์ และความคิด พร้อมทั้งให้โอกาสผู้สูงอายุพูดในสิ่งที่ต้องการ ผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมเศร้า ความคิดและการเคลื่อนไหวจะช้าลง ทำให้บางทีแม้อยากจะพูด แต่ก็พูดไม่ทัน จึงควรเปิดโอกาสให้พูด ไม่ควรขัดจังหวะหรือพูดตัดบท และผู้ดูแลควรเป็นฝ่ายตั้งคำถามก่อน ชวนพูดคุยเรื่องที่ผู้สูงอายุสนใจ หรือชวนคุยถึงเรื่องราวในอดีตที่มีความสุข

6.อารมณ์ขึ้นลงง่าย บางครั้งหงุดหงิดฉุนฉียว คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล ไม่ควรโต้เถียงเพราะอาจทำให่ผู้สูงอายุยิ่งเกิดอารมณ์ขุ่นมัว เป็นอุปสรรคขวางกั้นความสัมพันธ์ ผู้ดูแลควรรับฟังอย่างเข้าใจ ปล่อยให้ผู้สูงอายุระบายความรู้สึกออกมาก่อน จากนั้นลดสาเหตุที่ทำให้หงุดหงิด เบนความสนใจไปยังเรื่องที่มีความสุข หรืออาจจัดให้พักผ่อนในสถานที่สงบ รับฟังอย่างตั้งใจ อาจจะจับมือและนวดเบาๆ ที่หลังมือของผู้สูงอายุระหว่างคุย จะช่วยลดอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวได้

7.บ่นว่าไม่สบาย ทั้งที่ตรวจแล้วไม่พบอะไรผิดปกติ คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล การบ่นว่าปวดคลอดเวลาเป็นสัญญาณหนึ่งที่แสดงว่าผู้สูงอายุต้องการความรักและความเอาใจใส่มากขึ้น ผู้ดูแลไม่ควรพูดตอกย้ำว่าผู้สูงอายุไม่ได้เป็นอะไร แม้แพทย์จะตรวจแล้วก็ตาม ในทางตรงกันข้าม ผู้ดูแลควรพูดถึงอาการที่ผู้สุงอายุบ่น เพื่อให้เขารู้สึกว่าได้รับความเอาใจใส่จากผู้ดูแล รู้สึกว่าผู้ดูแลรับฟังและให้ความสำคัญกับปัญหาของเขา การสื่อสารด้วยความรัก คอยสัมผัสและดูแลด้วยความใส่ใจ เป็นการทดแทนหรือเติมเต็มสิ่งที่ผู้สูงอายุอยากได้รับมากที่สุด

8.รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าและไม่อยากอยู่เป็นภาระของลูกหลาน คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล ปัญหาเรื่องผู้สูงอายุคิดอยากทำร้ายตัวเองเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ผู้ดูแลต้องใส่ใจเป็นพิเศษ โดยสัญญาณเตือนที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ การที่ผู้สูงอายุชอบบ่นว่าไม่ไหว ไม่อยากอยู่แล้ว เบื่อโลก เบื่อชีวิต พูดฝากฝังลูกและครอบครัวไว้กับคนใกล้ชิด จัดการสมบัติ ทำพินัยกรรม ทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาอันควร รู้สึกสงสัยว่าตนเองเกิดมาทำไม ในเมื่อเกิดมาแล้วก็เป็นภาระให้คนอื่น

ส่วนการเฝ้าระวังเมื่อผู้สูงอายุมีพฤติกรรมดังกล่าว คือการเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิดพยายามไม่ให้คลาดสายตา การระวังสิ่งของที่ใช้เป็นอาวุธได้ เช่น เชือก มีด กรรไกร ปืน ยาฆ่าแมลง หรือยารักษาโรค ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุจะมียาหลายชนิดอยู่กับตัว บางทีเกิดความคิดอยากจะหลับไปเลยไม่อยากตื่นขึ้นมา ก็จะกินยาทั้งหมดที่มี ที่สำคัญคือหมั้นพูดคุย สัมผัส และแสดงถึงความรักความใส่ใจอยู่เสมอ

สำราญงานศิลป์ผ่านมื้ออาหารสุดพิเศษ กับ Greyhound Cafe & Marimekko

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/594896

  • วันที่ 15 ก.ค. 2562 เวลา 16:40 น.

สำราญงานศิลป์ผ่านมื้ออาหารสุดพิเศษ กับ Greyhound Cafe & Marimekko

ดื่มด่ำมื้ออาหารแสนพิเศษกับวาระพิเศษฉลองครบ 10 ปี ‘Oiva Tableware Collection’ ในโปรเจกต์ ‘Greyhound Café & Marimekko’ ครั้งแรกในประเทศไทย @Central World

สาวกแบรนด์ Marimekko และ Greyhound Café ห้ามพลาด เมื่อ Marimekko (มารีเมกโกะ) ไลฟ์สไตล์แบรนด์ที่ถ่ายทอดทัศนคติและลายพิมพ์อันเป็นเอกลักษณ์จากประเทศฟินแลนด์ ฉลองครบ 10 ปี ‘Oiva Tableware Collection’ จัดโปรเจกต์สุดพิเศษ ‘Greyhound Café & Marimekko’ ครั้งแรกในประเทศไทย ร่วมกับ Greyhound Café (เกรฮาวด์ คาเฟ่) ร้านอาหารในรูปแบบแฟชั่นคาเฟ่แห่งแรกๆ ของเมืองไทย ที่โดดเด่นด้วยคอนเซ็ปต์อาหาร “Basic with Creative Twist” นำเสนอในรูปแบบสร้างสรรค์มากว่า 20 ปี และเพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสกับศิลปะบนโต๊ะอาหารมื้อพิเศษ สุดลงตัวระหว่างเมนูยอดนิยมจากทาง Greyhound Café ที่พร้อมเสิร์ฟบนเทเบิลแวร์คอลเลคชั่นจาก Marimekko ตั้งแต่วันนี้-15 กันยายน 2562 ที่ร้าน Greyhound Café สาขา Groove @Central World

สัมผัสกับความพิเศษในบรรยากาศ Friendly&Easy Going ซึ่งภายในร้านมีการจัดมุมพิเศษที่เนรมิตบรรยากาศและสไตล์การตกแต่งที่มีกลิ่นอายสแกนดิเนเวียนในแบบฉบับของมารีเมกโกะ ตกแต่งด้วย Home Collection ผ่านลายพิมพ์ที่โด่งดังอันเป็นเอกลักษณ์ อาทิ ลายพิมพ์ Unikko (ดอกป๊อปปี้) ลายพิมพ์ Kivet (ก้อนหิน) เสิร์ฟพร้อมเมนูยอดฮิตตลอดกาลของ Greyhound Café

“เนื่องจากปีนี้เป็นปีสุดพิเศษที่ครบ 10 ปี คอลเล็กชั่นเซรามิค หรือ Oiva Collection ของทาง Marimekko เราจึงอยากให้แฟนๆ ได้มีช่วงเวลาพิเศษบนโต๊ะอาหาร พร้อมรื่นรมย์กับศิลปะแห่งลายพิมพ์อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์มารีเมกโกะ รวมถึงได้มีโอกาสสัมผัสกับสินค้าคุณภาพด้วยกัน จึงคิดถึงร้านอาหารที่มีทิศทางที่เป็นเอกลักษณ์ในแนวทางเดียวกัน คำตอบเดียวที่ได้ คือ Greyhound Café สำหรับความหมายของ Oiva แปลเป็นภาษาไทยว่า ยอดเยี่ยม ซึ่งแนวคิดหลักในการออกแบบเน้นในเรื่องของความคลาสสิคแบบไร้กาลเวลา หรือ Timeless Design แต่ต้องอยู่ในการผลิตที่มีคุณภาพ ด้วยคอนเซ็ปต์เหล่านี้จึงคิดว่า Greyhound Café ตอบโจทย์ที่สุด และลงตัวทั้งความเป็น Art และ Fashion จึงอยากให้ทุกคนที่ชื่นชอบทั้งแบรนด์มารีเมกโกะและเป็นแฟนของเกรฮาวด์คาเฟ่อยู่แล้ว ได้มีโอกาสมามีช่วงเวลาพิเศษนี้ด้วยกันค่ะ” คุณแพรวไพลิน เอมอักษร ผู้จัดการแบรนด์ Marimekko กล่าว

 

ด้านคุณอังสนา พวงมะลิต ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ บริษัท เกรฮาวด์ คาเฟ่ จำกัด กล่าวว่า “Greyhound Café ถึงจะเป็นแบรนด์ร้านอาหาร แต่ทุกครั้งที่ลูกค้าเดินเข้ามาที่ร้านของเรา เราอยากให้เขาได้อะไรมากกว่า ความรู้สึกอิ่มท้อง เพราะฉะนั้นนอกจากเราจะให้ความสำคัญกับเรื่องของเมนูและรสชาติอาหารภายใต้คอนเซปต์ ‘Basic with Creative Twist’ แล้ว เรายังให้ความำคัญกับภาชนะทุกชิ้นบนโต๊ะอาหาร บรรยากาศการตกแต่งร้าน รวมถึงดอกไม้ เพลง ไปจนถึงชุดของพนักงาน ที่ล้วนเป็นรายละเอียดที่เราตั้งใจมอบประสบการณ์ในหนึ่งมื้ออาหารที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทุกคน การได้ร่วมงานกับ Marimekko ที่เป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับโลก โดยการน าเมนูจานโปรดที่คุ้นเคยของ Greyhound Café มาจัดเสิร์ฟอย่างสวยงามใช้ภาชนะคอลเล็กชั่น Oiva (ออยวา) ของทาง Marimekkoจึงถือเป็นโอกาสที่ดี ที่เราจะได้ร่วมสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ สร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้กับมื้ออาหารให้เป็นช่วงเวลาพิเศษที่น่าจดจำอย่างที่เราตั้งใจมาโดยตลอดค่ะ”

ไม่รอช้าเริ่มเพลิดเพลินกับอาหาร 11 เมนูยอดฮิต พร้อมรื่นรมย์กับศิลปะแห่งลายพิมพ์จาก Marimekko กันด้วย Caesar Salad with Country Style Dressing ซีซาร์สลัดสไตล์ Greyhound สูตรน้ำสลัดซีซาร์ของเราจากแม่ครัว size XL ที่ไม่หวงชีสและเบคอน ตามด้วย Grilled Pumpkin and Tofu Salad สลัดฟักทองย่างและเต้าหู้ พร้อมผักสลัดหลากชนิด โรยด้วยฟักทองกรอบราดน้ำสลัดโชยุ

Calamari Fritti ปลาหมึกชุบแป้งทอดแบบอิตาเลี่ยน ปลาหมึกสดๆ ไม่ผ่านการแช่แข็ง คัดสรรนำมาชุบแป้งบางๆ ทอดกรอบนิดๆ เคี้ยวเพลินๆ เสิร์ฟกับซอสทาร์ทาร์ เคี้ยวเพลินกับ Greyhound Famous Fried Chicken Wings ปีกไก่แดดเดียวชุบน้ำปลาทอด

ชอบซุปสั่ง Mushroom Cream Soup ซุปครีมเห็ดเข้มข้น โรยด้วยเห็ดหอมสับและใบผักชีฝรั่งสับ เสิร์ฟพร้อมขนมปังบริยอช หรือจะลอง Prawn Bisque with Fresh Cream ซุปข้นกุ้งรสชาติสไตล์พื้นบ้านทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ราดครีมสด เสิร์ฟพร้อมขนมปังบริยอชกระเทียม

ถึงคิวอาหารไทย Phad Thai with Fresh Shrimp ผัดไทยกุ้งสด เมนูยอดนิยมถูกปากคนไทยถูกใจไปทั่วโลก ตามด้วย Noodle in Tom Yum Koong ซดต้มยำกุ้งแม่น้ำรสแซ่บ ที่มาพร้อมเส้นหมี่หรือเส้นใหญ่ตามใจชอบ และ Salmon Sashimi in Spicy Hot Sauce แซลมอนสดแช่ซอสพริกรสจัดจ้าน

ปิดท้ายที่ของหวานอย่าง Young Coconut Crepe Cake เครปเค้กมะพร้าว ในรูปแบบเครปม้วนไส้มะพร้าวอ่อนและครีมสด รสหอมหวานกำลังดี ตกแต่งด้วยคุกกี้ไข่ขาวและไวท์ช็อกโกแลต และ Tub Tim Krob Greyhound Style ทับทิมกรอบสไตล์เกรฮาวด์ ใช้น้ำแข็งขูดที่ทำจากมะพร้าว โรยด้วยเนื้อมะพร้าวอ่อน ราดกะทิสด อร่อยไม่เหมือนใคร

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม “SHARE AND WIN” ให้ร่วมสนุกได้ง่ายๆ เพียงแชร์ภาพถ่ายเมนูโปรดของคุณที่เสิร์ฟบน Oiva Tableware Collection จาก Marimekko พร้อม #greyhoundcafeandmarimekko แค่นี้ก็ได้ลุ้น Marimekko Tote Bag Thailand Edition และ Gift Voucher มูลค่า 1,000 บาท จาก Greyhound Cafe

ตามไปสัมผัสบรรยากาศและช่วงเวลาพิเศษผ่าน ‘Greyhound Café & Marimekko’ ได้แล้ว ตั้งแต่วันนี้-15 กันยายน 2562 ที่ร้าน Greyhound Café สาขา Groove@Central World

จองที่นั่งล่วงหน้าได้ที่โทร.02-613-1263  ดูข้อมูลเพิ่มเติม Website www.greyhoundcafe.co.th   Facebook www.facebook.com/GreyhoundCafe   Instagram @greyhoundcafe

จิบน้ำชายามบ่าย ธีมสีม่วงลาเวนเดอร์ @อัพ แอนด์ อะบัฟ บาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/594883

  • วันที่ 15 ก.ค. 2562 เวลา 12:40 น.

จิบน้ำชายามบ่าย ธีมสีม่วงลาเวนเดอร์ @อัพ แอนด์ อะบัฟ บาร์

“อัพ แอนด์ อะบัฟ บาร์” เติมสีสันยามบ่ายด้วยชุดน้ำชาธีมลาเวนเดอร์ สัมผัสกลิ่นอายฤดูร้อนของประเทศญี่ปุ่น ที่โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ

อัพ แอนด์ อะบัฟ บาร์ (Up & Above Bar) โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ (The Okura Prestige Bangkok) ชวนทุกท่านมาลิ้มรสขนมนานาชนิดในชุดน้ำชายามบ่ายสีม่วง สีสันของทุ่งดอกลาเวนเดอร์ในช่วงฤดูร้อนที่ฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่นให้บริการระหว่างวันนี้-30 กันยายน 2562

จุดเด่นที่นำเสนอของความพิเศษครั้งนี้ เชฟเซบาสเตียน ฮูแกแวร์ฟ (Sebastiaan Hoogewerf ) หัวหน้าพ่อครัวเบเกอร์รี่ (Executive Pastry Chef) ได้นำสีและกลิ่นของดอกลาเวนเดอร์มาใช้ออกแบบขนมในชุดน้ำชายามบ่ายสีม่วงธีมลาเวนเดอร์ เพื่อให้ทุกท่านเพลิดเพลินกับการจิมน้ำชายามบ่ายราวกับนั่งอยู่ท่ามกลางความงดงามของทุ่งดอกลาเวนเดอร์ในประเทศญี่ปุ่น

มีขนมนานาชนิดน่ารักน่ารับประทาน ได้แก่ มาการองพิมพ์ลายลาเวนเดอร์สอดไส้ครีมแบล็คเคอเรนท์ ช็อกโกแลตพราลีนลาเวนเดอร์ที่ทำจากเมล็ดโกโก้แทนเนียชั้นดี ชีสเค้กลาเวนเดอร์ ขนมเค้กรสพีช ทาร์ทช็อกโกแลตและแบล็คเคอเรนท์ เค้กลูกแพรและถั่วอัลมอนด์ ครีมโยเกิร์ตผสมน้ำผึ้งกลิ่นลาเวนเดอร์ สโคนสูตรดั้งเดิม ขนมปังบริยอช์ไส้ซอสโหระพาโรยไข่ปลาแซลมอน ขนมปังหน้าแตงกวา ขนมปังไส้ไก่สไตล์อังกฤษ ขนมปังหน้าแซลมอนสไลด์สไตล์ฝรั่งเศสหมักด้วยบีทรูท

ทั้งหมดนี้สามารถเลือกรับประทานคู่กับชามาคิยาจ แฟรส์ (Mariage Frères) ชาชั้นเลิศสัญชาติฝรั่งเศส โดยได้เลือกชา “Vert Provence” เป็นชาพิเศษที่ให้บริการเฉพาะชุดน้ำชาลาเวนเดอร์เท่านั้น ชากลีบดอกบัวซาโรที (Saro Tea) หรือกาแฟอิลลี่ (Illy) ให้บริการทั้งแบบร้อนและเย็น

ชุดน้ำชายามบ่ายสีม่วง ธีมลาเวนเดอร์ มีให้บริการรระหว่างวันนี้-30 กันยายน 2562 ช่วงเวลา 14.00–17.00 น. ราคาเริ่มต้นชุดละ 1,290++ บาท ราคารวมเครื่องดื่มชาหรือกาแฟสำหรับ 2 ท่าน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสนใจสำรองที่นั่ง กรุณาติดต่อ 02 687 9000 หรือ upandabove@okurabangkok.com

งานวิจัยชี้ “ดื่มน้ำผลไม้” เชื่อมโยงกับ “โรคมะเร็ง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/594859

  • วันที่ 15 ก.ค. 2562 เวลา 07:50 น.

งานวิจัยชี้ “ดื่มน้ำผลไม้” เชื่อมโยงกับ “โรคมะเร็ง”

รู้หรือไม่ ดื่มน้ำผลไม้หรือเครื่องดื่มที่น้ำตาลทุกวันอย่างน้อย 1-2 แก้ว เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคและหนึ่งในนั้นคือ “มะเร็ง” แล้วจะเลือกดื่มน้ำผลไม้อย่างไรให้ได้ประโยชน์?

สื่อนอกรายงานผลงานวิจัยในวารสารทางการแพทย์ British Medical Journal ล่าสุด ระบุจากผลงานวิจัยในหัวข้อ Sugary drink consumption and risk of cancer หรือการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลทั้งจากการปรุงแต่งและจากธรรมชาติ รวมไปถึงน้ำผลไม้ พบความเกี่ยวโยงกันระหว่าง “น้ำผลไม้” กับ “โรคมะเร็ง” หรือการดื่มน้ำผลไม้อาจทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง

โดยทำการศึกษากับคนวัย 42 ปีที่มีสุขภาพดีจำนวน 101,257 คน และติดตามการดื่มเครื่องดื่มที่มีความหวานจากน้ำตาลการปรุงแต่งกว่า 94 ชนิด ทั้งน้ำอัดลม เกลือแร่ น้ำผลไม้ รวมไปถึงเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวานอีก 12 ชนิด พบว่า หากดื่มเครื่องดื่มในปริมาณ 100 มิลลิลิตรเท่ากัน โดยเฉพาะกับน้ำอัดลม และน้ำผลไม้ จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งที่ไม่แตกต่างกัน

ทั้งนี้้ การดื่มน้ำอัดลม 100 มิลลิลิตร มีส่วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง 18% ขณะที่การดื่มน้ำผลไม้ 100 มิลลิลิตร มีส่วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง 12% นอกจากนี้ ในงานวิจัยยังระบุอีกว่า ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่ได้ดื่มน้ำผลไม้ทุกวันก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ดื่มน้ำผลไม้หรือเครื่องดื่มที่น้ำตาลทุกวันอย่างน้อย 1-2 แก้ว ก็จะถือว่ามีความเสี่ยงที่นำไปสู่โรคอื่นๆ ได้มาก และหนึ่งในนั้นคือ “มะเร็ง” ส่วนเครื่องดื่มอื่นๆ ที่ได้ทำการวิจัยร่วมด้วยแต่ก็ปราศจากน้ำตาล คือ น้ำเปล่า ชาที่ไม่มีรสหวาน กาแฟ ก็ไม่มีผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงการเป็นมะเร็ง

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้ระบุให้ชัดว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้การดื่มน้ำผลไม้จะมีส่วนในการเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง แต่ก็พอจะสรุปได้ว่าสิ่งนั้นน่าจะเป็น “น้ำตาล” จากน้ำผลไม้นั่นเอง

แล้วจะเลือกดื่มน้ำผลไม้อย่างไรให้ได้ประโยชน์?

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบหรือเลือกดื่มน้ำผลไม้ ควรควบคุมปริมาณให้พอเหมาะ โดยไม่ควรดื่มเกินวันละ 1 แก้วเล็ก หรือ 150 มิลลิลิตร และดื่มพร้อมมื้ออาหารแล้วแปรงฟันทุกครั้ง เนื่องจากน้ำผลไม้นั้นมีน้ำตาลสูง เสี่ยงทำให้ฟันผุได้ รวมทั้งเลือกดื่มน้ำผลไม้ที่มั่นใจได้ว่าสดใหม่และมีคุณค่าทางสารอาหาร ดังนี้

  • น้ำผลไม้คั้นสด แต่ต้องคั้นโดยไม่ผ่านความร้อน เพื่อไม่ให้สูญเสียคุณค่าทางสารอาหาร ซึ่งน้ำผลไม้ที่ผ่านกรรมวิธีนี้จะคงความสดและแร่ธาตุวิตามินต่าง ๆ ได้มากกว่า และผู้บริโภคยังมั่นใจได้ว่าไม่มีการเติมน้ำตาล สารให้ความหวาน หรือสารเติมแต่งกลิ่นรสใด ๆ หากซื้อจากร้านน้ำผลไม้ปั่นหรือคั้นสดก็ควรสั่งแบบหวานน้อยหรือแบบไม่เติมน้ำตาล และอาจดื่มแบบผสมผักผลไม้หลากหลายชนิดเพื่อเพิ่มคุณค่าทางสารอาหาร

  • เครื่องดื่มสมูทตี้ เป็นการปั่นรวมผักผลไม้และส่วนผสมหลายอย่างเข้าด้วยกัน เช่น นม โยเกิร์ต โปรตีน เมล็ดแฟล็กซ์ เมล็ดเจีย เป็นต้น ซึ่งนับเป็นทางเลือกที่ดีในการช่วยเปลี่ยนผักหรือผลไม้ที่ไม่ชอบให้เป็นเมนูอร่อยและได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ หากปกติไม่ชอบกลิ่นเหม็นเขียวของผักใบเขียว อาจนำผักโขมมาปั่นรวมกับผลไม้ตระกูลเบอร์รี่หรือพีชที่มีกลิ่นหอมเพื่อกลบกลิ่นเขียว ตามด้วยนมหรือโยเกิร์ต ผสมน้ำผึ้งเล็กน้อย และควรเลือกโยเกิร์ตธรรมชาติไขมันต่ำ รวมทั้งควบคุมปริมาณผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงอย่างกล้วย และส่วนผสมอื่น ๆ ด้วย เพราะอาจทำให้ได้รับแคลอรี่มากเกินไปได้

ทั้งนี้ การเลือกดื่มน้ำผลไม้ที่ปั่นแบบไม่แยกกากจะให้คุณค่าทางสารอาหารและมีกากใยมากกว่า ทั้งยังทำให้รู้สึกอิ่มด้วย ในขณะที่น้ำผลไม้คั้นแยกกากนั้นไม่ได้ช่วยให้รู้สึกอิ่ม จึงทำให้ต้องรับประทานอาหารอื่นๆ เพิ่ม ส่งผลให้ได้รับแคลอรี่สูงขึ้นในแต่ละวัน นอกจากนี้ หลังจากคั้นหรือปั่นก็ควรดื่มให้หมดภายในครั้งเดียว เพราะหากปล่อยไว้ แบคทีเรียจะค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้น ส่งผลให้มีอาการท้องไส้ปั่นป่วนหรือถ่ายท้องตามมาได้ ส่วนน้ำผลไม้คั้นสดในบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ก็ควรเลือกที่ผ่านการพาสเจอร์ไรซ์มาแล้ว

ข้อดี vs ข้อเสียพวงเครื่องปรุง ปรุงแล้วได้อะไร…ไปดู?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/594830

  • วันที่ 14 ก.ค. 2562 เวลา 17:30 น.

ข้อดี vs ข้อเสียพวงเครื่องปรุง ปรุงแล้วได้อะไร...ไปดู?

เราต่างมีรสชาติอาหารที่ถูกปากเป็นของตัวเอง บางคนชอบรสหวาน เค็ม เผ็ด เปรี้ยว ส่วนบางคนก็ไม่ชอบปรุงรสอะไรเพิ่มเลย แล้วรู้ไหมว่ารสชาติต่างๆ ที่เราปรุงในอาหารนั้นมีข้อดีข้อเสียกับร่างกายอย่างไร

เติมน้ำปลาเพิ่มรสเค็ม

ข้อดี – โซเดียมเป็นส่วนประกอบสำคัญของเกลือ ทำหน้าที่ควบคุมความสมดุลของของเหลวในร่างกาย รักษาความดันโลหิตให้อยู่ระดับปกติ ควบคุมระดับความเป็นกรด-ด่างของเลือด ช่วยขับร้อน ลดเลือดออกตามไรฟัน บำบัดอาการท้องเฟ้อ

ข้อเสีย – เมื่อร่างกายมีโซเดียมจากเกลือสูงกว่าปกติ จะพยายามขับออกทางปัสสาวะ ทำให้รู้สึกคอแห้งกระหายน้ำ ร้อนใน หรือรุนแรงถึงขั้นภาวะขาดน้ำได้ นอกจากนี้ รสเค็มจะทำให้เลือดในร่างกายไหลเวียนช้า ทำให้ความดันโลหิตสูง และหัวใจทำงานหนักขึ้น

เติมน้ำตาลเพิ่มรสหวาน

ข้อดี – น้ำตาลจัดอยู่ในอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานกับร่างกายโดยทันที จึงรู้สึกสดชื่นกระปรี้ประเปร่า ส่งเสริมการทำงานของกระเพาะอาหารและม้าม มีสรรพคุณทางยารักษาอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อ แก้อาการอ่อนเพลีย บำรุงกำลัง และแก้กระหาย

ข้อเสีย – เมื่อกินรสหวานมากๆ ส่งผลให้เกิดโรคเบาหวาน เพราะการได้รับน้ำตาลมากเกินไป ร่างกายจะไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติได้ ทำให้อ้วนเพราะร่างกายได้รับพลังงานมากเกินไป เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคไต ฟันผุ คนเป็นเบาหวานยิ่งกินหวานมากเท่าไรก็จะยิ่งทำให้ตับอ่อนทำงานหนักและเป็นอันตรายมากเท่านั้น

เติมน้ำส้มเพิ่มรสเปรี้ยว

ข้อดี – ความเปรี้ยวช่วยในการกระตุ้นตับและถุงน้ำดีให้ปล่อยน้ำย่อย ช่วยในการดูดซึมอาหารของร่างกาย ฟอกเลือด เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยขับเสมหะ แก้เลือดออกตามไรฟัน

ข้อเสีย – การกินอาหารรสเปรี้ยวมากเกินไป มักทำให้ท้องเสีย ร้อนใน และระบบน้ำเหลืองในร่างกายมีปัญหา จึงทำให้แผลหายช้า และเป็นสาเหตุหนึ่งให้เกิดฟันผุ

เติมพริกเพิ่มรสเผ็ด

ข้อดี – อาหารรสเผ็ดช่วยให้การทำงานของปอดและลำไส้เป็นไปตามปกติ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ช่วยขับเหงื่อ ขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ และยังช่วยในกระบวนการเผาผลาญอาหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ข้อเสีย – ก่อให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ อาหารรสเผ็ดจำพวกเครื่องแกงมักมีส่วนผสมของเกลือ กะปิ ผงชูรส ซึ่งมีโซเดียมอยู่มาก จึงเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตและความดันโลหิตสูง แถมก่อให้เกิดสิว เพราะความเผ็ดจะทำให้ต่อมไขมันทั่วร่างกายทำงานหนักกว่าปกติ

เครื่องแกงไทย สุดยอดอาหารสุขภาพใกล้ตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/594826

  • วันที่ 14 ก.ค. 2562 เวลา 16:00 น.

เครื่องแกงไทย สุดยอดอาหารสุขภาพใกล้ตัว

ส่วนประกอบของอาหารไทยอย่าง “เครื่องแกง” นอกจากจะแฝงไปด้วยนานาสมุนไพรไทย ยังอัดแน่นไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย

อาหารไทยนอกจากจะมีความอร่อยจนได้รับความนิยมไปทั่วโลกแล้ว ยังเป็นอาหารที่เหมาะสมกับสุขภาพ เพราะมีความหลากหลายของชนิดอาหาร และมีครบถ้วนแทบทุกหมู่ จึงให้สารอาหารค่อนข้างครบถ้วน โดยส่วนประกอบของอาหารไทยจะมีพริกเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ซึ่งถือว่ามีความโดดเด่นในด้านประโยชน์เชิงสุขภาพ

นอกจากนี้ ตำรับแกงและผัด หรือพริกแกง แต่ละชนิดของไทยจะมีส่วนประกอบหลักที่เหมือนกัน คือ พริก หอมแดง กระเทียม ตะไคร้ ข่า และผิวมะกรูด (kaffir lime peels) นำมาตำให้ละเอียดจนได้พริกแกงแล้วยังให้คุณสมบัติในการป้องกันโรคต่างๆ

คุณประโยชน์ต่างๆ ของ “เครื่องแกงไทย”

“พริก” มีคุณสมบัติที่มีส่วนช่วยในระบบไหลเวียนของเลือด ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นช้า ป้องกันการเกิดมะเร็ง

“กระเทียม” มีฤทธิ์ในการลดระดับคอลเลสเตอรอลและน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต

“ตะไคร้” มีคุณสมบัติยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด ลดความดันโลหิต ตลอดจนป้องกันการเกิดมะเร็ง

“หอมแดง” ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด

“ข่า” มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา แบคทีเรีย และยีสต์ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกมะเร็ง

“ผิวมะกรูด” มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดความดันโลหิต เป็นต้น นอกจากนี้การนำเครื่องเทศสมุนไพรดังกล่าวมาบดตำด้วยกันทำให้สารพฤกษเคมี หรือสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพต่างๆ ออกมาผสมรวมกันและออกฤทธ์ทั้งเสริมหรือต้านกันจนก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อสุขภาพด้วย

ทั้งนี้ ยังผลการศึกษาวิจัยพบว่า อาหารไทยหลากชนิดล้วนเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ มีผลดีต่อสุขภาพโดยเฉพาะเมนูที่มีพริกแกงและน้ำพริก ซึ่งล้วนใช้พริกเป็นวัตถุดิบจึงเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ดังนั้น การเลือกรับประทานอาหารไทยที่มีส่วนประกอบของเครื่องแกงเหล่านี้ จึงถือเป็นอีกวิธีที่จะช่วยสร้างสุขภาพได้ ซึ่งต้องควบคู่ไปกับการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมด้วย

ไขปริศนา ‘ชานมไข่มุก’ ทำไมยิ่งกิน ยิ่ง(เสพ)ติด?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/594785

  • วันที่ 14 ก.ค. 2562 เวลา 12:05 น.

ไขปริศนา 'ชานมไข่มุก' ทำไมยิ่งกิน ยิ่ง(เสพ)ติด?

นักวิชาการ ถอดรหัสลับความฟินชานมไข่มุก 1 แก้วแม้จะให้พลังงานเท่ากับ เย็นตาโฟ หนึ่งชาม แต่คุณค่าและสารอาหารที่ได้รับนั้นมันแตกต่างกัน

ใครที่ชื่นชอบในรสชาติ ความหวาน มัน หอม ของตัวชานม ยิ่งได้ความหนึบหนับของเม็ดไข่มุกมาช่วยเพิ่มความฟินขึ้นไปอีกระดับ ที่หลายคนรู้ทั้งรู้ว่ากินบ่อยๆแล้วอาจทำให้อ้วนขึ้นมาง่ายๆ แต่ก็ยังไม่สามารถหักห้ามใจได้ จนกลายเป็นทาสชานมไข่มุก ที่แม้ว่าอยากจะเลิก(กิน)แต่ก็ยังทำไม่ได้ เรามาดูกันว่า อะไรคือสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้หลายคนหลงใหลในเครื่องดื่มเมนูนี้

ชานมไข่มุก 1 แก้ว เท่ากับเย็นตาโฟ 1ชาม

ไชยสิทธิ์ พันธุ์ฟูจินดา อาจารย์ประจำสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธ.) เปิดเผยว่าการบริโภคชานมไข่มุก 1 แก้วให้พลังงาน 240-360 กิโลแคลอรี (Kcal) แบ่งออกเป็น คาร์โบไฮเดรต 45-62 กรัม ไขมัน 0-14 กรัม โปรตีน 0.4-2 กรัม ขึ้นอยู่กับชนิดของส่วนผสมวัตถุดิบ เช่น ครีมเทียม ชนิดของไข่มุก และปริมาณของน้ำตาลที่ให้ความหวาน ขนาดของแก้วชานมไข่มุกที่แตกต่างกัน

การบริโภคชานมไข่มุก 1 แก้ว เปรียบได้กับการรับประทานอาการเมนู เย็นตาโฟ 1 ชาม ซึ่งให้พลังงาน 326 กิโลแคลอรี แบ่งออกเป็น คาร์โบไฮเดรต 41 กรัม,ไขมัน 8 กรัม, โปรตีน 21 กรัม หรือเปรียบเทียบกับปริมาณน้ำตาลที่ได้รับจากชานมไข่มุก เท่ากับข้าว 3-4 ทัพพี

ทำไมกินชานมไข่มุกถึงมีอาการ(เสพ)ติด

การบริโภคขึ้นอยู่กับความพึงพอใจในรสชาติที่ผู้บริโภคต้องการ ทำให้เกิดการรับประทานซ้ำ จนเกิดการรับประทานทุกวัน จึงนำไปสู่การเสพติดในรสชาติ ทำให้สมองมีการจดจำรสชาติ เกิดความพึงพอใจในรสชาติที่ได้รับอย่างที่ผู้บริโภคต้องการ

เนื่องจากสารที่ประกอบในชานมไข่มุกจะประกอบไปด้วย น้ำตาล แป้ง และไขมัน เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกดูดซึมได้ทันที ทำให้ผู้ที่บริโภครู้สึกสดชื่น

แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าไม่มีการกิน หรือฝืนต่อความต้องการรับประทาน ก็จะทำให้เกิดอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ถึงผู้บริโภคจะรู้ว่าการรับประทานอาหารที่มีรสชาติหวานส่งผลเสียต่อร่างกาย แต่ก็ยังมีความต้องการ

อย่างไรก็ตาม ไขมันเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกแปรสภาพไปเป็นไตรกลีเซอร์ไรด์ (Thiglycerides) ซึ่งร่างกายจะนำไปสะสมไว้ตามอวัยวะส่วนต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามผนังหลอดเลือด จึงทำให้เสี่ยงต่อโรคกลุ่มเรื้อรังไม่ติดต่อ (honestdocs) เช่น โรคเบาหวาน

คำเตือน ควรดื่มชานมไข่มุกไม่เกินวันละ 1 แก้ว

ไชยสิทธิ์ กล่าวว่าล่าสุดจากข้อมูลของนิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้ทำการศึกษาชานมไข่มุก 25 ยี่ห้อ ที่ไม่ใส่น้ำแข็ง พบว่า 23 ยี่ห้อ มีปริมาณของน้ำตาลเกินกว่าที่องค์การอนามัยโลก แนะนำให้บริโภค คือ ไม่ควรบริโภคเกิน 24 กรัม หรือ 6 ช้อนชา ต่อวัน และมีเพียง 2 ยี่ห้อเท่านั้น ที่ไม่เกินเกณฑ์

และมีการตรวจเม็ดไข่มุกของปริมาณสารกันบูด มีการตรวจพบแต่ไม่เกินตามเกณฑ์ที่กำหนดคือ 1,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัม โดยพบมากสุด 551 มิลลิกรัม/กิโลกรัม แต่หากกินในปริมาณที่มากและกินร่วมกับอาหารชนิดอื่นที่มีสารกันบูด ก็อาจส่งผลต่อระบบขับถ่าย และการทำงานที่หนักของตับและไตในการขับของเสียออกจากร่างกาย

สำหรับการบริโภคชานมไข่มุก คือ ควรรับประทานให้พอเหมาะ โดยปกติพลังงานเฉลี่ยของวัยรุ่นชาย/หญิง วัยทำงานจะอยู่ที่ 2000 kcal โดยเมื่อบริโภคชานมไข่มุก 1 แก้ว 360 กิโลแคลอรี จะเทียบเท่ากับพลังงาน 1 ใน 4 ของพลังงานที่ได้รับต่อวันซึ่งเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูงเทียบเท่าอาหารจานเดียว 1 จาน

ขณะที่สารอาหารของชานมไข่มุกส่วนใหญ่จะเป็นพลังงานที่ได้รับจากน้ำตาล ในการเติมสารให้ความหวาน และตัวไข่มุกที่ทำจากแป้งมันสำปะหลัง กับน้ำตาลทรายแดง และผงโกโก้

โดยบางผลิตภัณฑ์ที่มีการใช้ชานมสำเร็จรูปแบบผงอาจมีการเติมไขมัน ชนิดอื่นๆ ที่ให้พลังงานที่สูง แต่ไม่มีข้อมูลทางโภชนาการที่บ่งชี้ส่วนประกอบหรือคุณค่าทางโภชนาการที่ชัดเจน ว่าไขมันที่ใช้เป็นไขมันประเภทอะไร มีประโยชน์หรือโทษกับสุขภาพหรือไม่อย่างไร

ดังนั้นการแก้ไขอาจจะรับประทานเพียงชาที่ไม่มีการใส่นม หรือใส่น้ำตาล เพื่อเป็นการคงคุณค่าของคุณประโยชน์ของชาได้เต็มที่ แต่ก็ไม่ควรทานชาในปริมาณที่มากเพราะอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดีต่อร่างกาย ลดพลังงานโดยเปลี่ยนส่วนผสมอาจจะใช้เป็นนมสดแท้ หรือนมสด Low fat แทนการใช้ครีมเทียมผงสำเร็จรูป

รวมถึงเปลี่ยนเม็ดไข่มุกที่ทำจากแป้ง มาเป็นไข่มุกที่ทำจากบุก ก็จะทำให้พลังงานลดลงและมั่นใจในคุณค่าสารอาหารที่เป็นประโยชน์

ดังนั้นควรรับประทานในปริมาณที่จำกัด ไม่ควรเกินวันละ 1 แก้วต่อวัน หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค คือ รับประทานทานหวานน้อยลง หรือรับประทาน ทานวันเว้นวัน หรืออาทิตย์ละครั้ง หรือนานๆ

กินชาไข่มุกแล้วไปออกกำลังกายซะ

อย่างไรก็ตาม การกินชานมไข่มุก หรือ ของหวานชนิดอื่นๆ ต้องหมั่นดูแลสุขภาพร่างกาย โดยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาทีขึ้นไป อาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง หรือคอยตรวจเช็คน้ำหนักของตนเองเสมอ เมื่อน้ำหนักมีการเพิ่มขึ้น ก็ควรงดการรับประทาน หรือ รับประทานให้น้อยลง

กลุ่มประชากรในยุคปัจจุบันมีการบริโภคชานมไข่มุกในปริมาณที่มาก และควรใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการบริโภคชานมไข่มุก เช่น ควรเป็นภาชนะหรือบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติและย่อยสลายได้มาใช้ทดแทนภาชนะพลาสติกหรือหลอดที่ใช้บริโภค

ไชยสิทธิ์ ระบุข้อมูลดังกล่าว ส่วนหนึ่งอ้างอิงจาก ทิวาพร มณีรัตนศุภร เจาะลึกเบื้องหลังชานมไข่มุก:คุณหรือโทษ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล, ภาสวิชญ์ แก้วกัลยา “ชานม” ว่าอ้วนแล้ว เพิ่ม “ไข่มุก” นั้นอ้วนกว่า, กองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ นิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และ พชร แก้วกล้า, นักวิชาการด้านอาหาร มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค “ชาไข่มุก” เครื่องดื่มสุดฮิต กินยังไงไม่ให้อ้วน? อาการเสพติดน้ำตาลและภาวะติดหวาน อาการ อันตราย วิธีการเลิก http://www.honestdocs.co/sugar-addiction-and-sweeteners , http://www.lovefitt.com/healthy-fact/กินเท่าไหร่ถึงพอดี-ปริมาณอาหารของคนแต่กลุ่มใน-1-วัน

Sheddo Sushi Cottage ร้านอาหารญี่ปุ่นฟิวชั่นน่าลองย่านคลองประปา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/594648

  • วันที่ 13 ก.ค. 2562 เวลา 10:45 น.

Sheddo Sushi Cottage ร้านอาหารญี่ปุ่นฟิวชั่นน่าลองย่านคลองประปา

เอาใจเจแปนีสฟู้ดเลิฟเว่อร์ด้วยอาหารญี่ปุ่นสไตล์ฟิวชั่น ท่ามกลางสวนสวยธีมโรงนาอังกฤษ ที่ร้าน Sheddo Sushi Cottage

บ้านหลังใหญ่สไตล์ยุโรปท่ามกลางสวนที่ตกแต่งแนวอังกฤษ เป็นที่สะดุดตาของคนย่านประชาชื่นที่ขับรถผ่านไปมา ที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์ฟิวชั่น ชื่อ Sheddo Sushi Cottage เน้นเสิร์ฟอาหารสด คุณภาพดี ให้ได้แวะเวียนมาลิ้มลอง

สไตล์การตกแต่งร้านถูกตกแต่งในธีมโรงนาอังกฤษ ล้อมรอบด้วยสวนสีเขียวขจี ด้านในเน้นใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้ตามแบบร้านอาหารญี่ปุ่นให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นกันเอง จะเลือกนั่งแบบโต๊ะส่วนตัวหรือบาร์ด้านหน้าเชฟก็ได้

เอาใจคนรักปลาแซลมอนเลิฟเวอร์กับ Salmon Addict แซลมอนซาชิมิเซตใหญ่ สไลซ์สด ชิ้นหนา มาพร้อมท็อปปิ้งด้านบนเป็นไข่ปลาแซลมอน หากมากัน 4 คน กินกำลังพอดี แต่ถ้าอยากกินเซตเล็กๆ ก็สั่ง Salmon Sashimi แซลมอนเสิร์ฟมา 4 ชิ้น ส่วนซูชิก็แนะนำเซตโปรโมชั่นอย่าง Nigiri setB ข้าวปั้น 15 คำ เสิร์ฟพร้อมหน้าแซลมอน, แซลมอนเบิร์น, ฮามาจิ, ปลาไหลญี่ปุ่น และแคลิฟอร์เนียโรล

New Bara Don ข้าวหน้าปลาดิบรวมหั่นเต๋า ที่มีทั้งแซลมอน ฮามาจิ หนวดหมึกยักษ์ ไข่หวาน ไข่ปลาแซลมอน และอโวคาโด้ ข้าวแกงกระหรี่หมูทอด ข้าวญี่ปุ่นนุ่ม มาพร้อมหมูสันนอกชุปเกล็ดขนมปังพร้อมน้ำราดแกงกะหรี่ญี่ปุ่นสูตรพิเศษของร้าน ที่หอมเครื่องเทศแต่กลิ่นไม่แรงจนเกินไป ถูกปากคนไทย

แก้เลี่ยนด้วย Sheddo King Salad สลัดซิกเนเจอร์ชามโตที่ใช้ผักสดใหม่ กรอบ ท็อปด้วยฟัวกราส์ และหอยเชลล์ฮอกไกโดเบิร์น กินคู่กับน้ำสลัดญี่ปุ่นสูตรเฉพาะของร้าน เติมความสดชื่นอีกนิดด้วยเครื่องดื่ม Passion Peach น้ำโซดารสพีช เสิร์ฟคู่กับน้ำเชื่อมเสาวรส มาพร้อมน้ำแข็งกลีบดอกไม้สีสวยน่ากิน ถ้าชอบรสเปรี้ยวอีกหน่อยก็เติมเสาวรสที่เสิร์ฟมาเพิ่มเข้าไปได้

แวะไปลิ้มลองอาหารญี่ปุ่นกันได้ที่ร้าน Sheddo Sushi Cottage ตั้งอยู่ เลียบคลองประปา-แจ้งวัฒนะ เปิดทุกวันจันทร์-ศุกร์ 2 ช่วงเวลา 11.00-14.00 และ 17.00-22.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เปิดเต็มวัน โทร. 06-4159-3969 Line Id : @sheddosushi

8 ทักษะที่ Manager มือใหม่ต้องมีในปี 2019

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/594622

  • วันที่ 12 ก.ค. 2562 เวลา 12:45 น.

8 ทักษะที่ Manager มือใหม่ต้องมีในปี 2019

ขอแสดงความยินดีกับว่าที่ผู้จัดการคนใหม่! สำหรับหน้าที่การงานที่ดีขึ้น ค่าตอบแทนที่มากขึ้น ซึ่งแลกมาด้วยภาระหน้าที่และงานที่หินขึ้น ส่วนใครที่อยากรู้ว่า Manager ยุคใหม่ต้องเตรียมพร้อมทักษะด้านไหนบ้าง มาดูกัน

1.ทักษะการแก้ปัญหาการเป็นผู้นำในยุคนี้ต้องรู้จักป้องกันปัญหาก่อนที่ปัญหาจะเกิด (Preventing Problems) ดังนั้น Manager ยุคใหม่ต้องทำงานแบบ Proactive คือเตรียมตัวเพื่อความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่ทำงานแบบ Reactive ซึ่งมักจะนั่งรอสถานการณ์ หากมีปัญหาก็แก้กันเป็นเรื่องๆ โดยไม่ได้คิดที่จะป้องกัน ส่วนการแก้ปัญหาเชิงรุกนี้ เราสามารถนำวิธีการคิดแบบ Innovative thinking เข้ามาดูว่าจะสามารถปรับปรุงรูปแบบการทำงานเดิมให้ “สมาร์ท” ขึ้นได้อย่างไร เพื่อให้งานดีขึ้น เร็วขึ้น ประหยัดเวลาและทรัพยากรบุคคลมากขึ้น

2.ทักษะการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว

ด้วยข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วและอัพเดทตลอดเวลาในโลกยุคใหม่ บางทีคุณอาจไม่สามารถรอเวลาเพื่อรวบรวมข้อมูลให้ครบก่อนแล้วจึงตัดสินใจ ในบางครั้งคุณต้องตัดสินใจโดยใช้ประสบการณ์และทัศนคติที่ดี เลือกสักทางหนึ่งออกมาและนำไปปฏิบัติ และพร้อมมีแผนเสมอสำหรับการรับมือผลที่ตามมาไม่ว่าจะในทางดีหรือทางร้าย

3.ทักษะเรื่องคน

ความเชื่อมั่นของสมาชิกในทีมที่มีในตัวของ Manager ส่งผลอย่างมากต่อประสิทธิภาพในการทำงาน หากพวกเขารู้สึกว่าหัวหน้าทีมทำได้แค่สั่งงานและตามงาน โดยไม่ได้สนใจในความเป็นคนของพวกเขาเลย ทีมก็ย่อมขาดความศรัทธา Manager มือใหม่จึงควรเรียนรู้ที่จะดูแลลูกทีม ทำความรู้จักพวกเขา เพื่อมองหาแรงกระตุ้น แรงบันดาลใจที่ทำให้พวกเขาเกิดพลังในการทำงาน พนักงานบางคนอาจให้คุณค่ากับครอบครัวมากเป็นพิเศษ ฉะนั้น การนัดพบลูกค้าหลังเลิกงานอาจเป็นประจำอาจเป็นสิ่งที่คุณควรปรับปรุง นัดให้เร็วขึ้นเพื่อให้พนักงานสามารถกลับไปใช้เวลากับครอบครัวได้มากขึ้น

4.ทักษะการให้ฟีดแบ็ก

หมดยุคใส่อารมณ์ทิ้งระเบิดกับพนักงานแล้ว สมัยนี้มีอะไรก็คุยกันอย่างมีเหตุผล เพราะคนยุคใหม่ไม่ได้มีค่านิยมและความภักดีต่อองค์กรแบบสมัยก่อน ถ้าหัวหน้าทำตัวไร้เหตุผลพวกเขาก็พร้อมออกไปหาที่ใหม่ได้ง่ายๆ ฉะนั้น การให้ฟีดแบ็กจึงเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ผู้จัดการต้องเรียนรู้ จะติเพื่อก่ออย่างไร หรือควรชมอย่างไรให้พนักงานคิดว่าเขายังทำได้ดีมากขึ้นอีก

5.ทักษะการจัดลำดับความสำคัญและบริหารเวลา

Manager มือใหม่ควรศึกษาเกี่ยวกับการจัดลำดับความสำคัญของงานให้มากขึ้น โดยทั่วไปงานจะถูกแบ่งออกเป็น 4 ประเภทคือ สำคัญและเร่งด่วน สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน และไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน จึงควรให้ความสำคัญกับงานที่สำคัญและเร่งด่วนมากที่สุดเป็นตัวเลือกแรก และใช้เวลาทำงานสำคัญที่ไม่เร่งด่วนให้ออกมาดีที่สุดเป็นอันดับสอง งานที่ไม่สำคัญแต่เร่งด่วนควรกระจายงานให้คนในทีม ส่วนงานที่ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วนอาจพิจารณามันใหม่อีกทีว่ามันมีความจำเป็นต้องทำจริงหรือเปล่า มันได้สร้าง Impact หรือผลกระทบอย่างมีนัยยะสำคัญหรือไม่ จงอย่าเสียเวลาทำงานที่ไม่มี Impact ต่อลูกค้า ต่อบริษัท นอกเสียจากว่าคุณอยากเสียเวลาและทรัพยากรที่มีค่าไปเปล่าๆ

6.ทักษะการนำเสนอ

ทักษะนี้สำคัญอย่างมากต่อความก้าวหน้าในอาชีพ การนำเสนอที่ฉลาดประกอบไปด้วยเสน่ห์ในการดึงดูดผู้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ขัน หรือมารยาทที่เหมาะสม และอีกส่วนคือเนื้อหาในการนำเสนอ คุณต้องฝึกตีโจทย์ให้แตกว่าผู้ฟังต้องการอะไร และควรใช้ภาษาระดับใด วิชาการมากแค่ไหน ถ้าคุณทำให้มันง่ายไว้ก่อนได้เป็นดี “พูดสิ่งที่ผู้ฟังอยากฟัง ไม่ใช่พูดแต่สิ่งที่เราอยากพูด” ยังเป็นกฎทองคำเสมอสำหรับการนำเสนออะไรก็ตาม

7.ทักษะการคิดอย่างมีเหตุมีผลและวิเคราะห์ข้อมูล

โลกปัจจุบันมีข้อมูลให้ใช้ประกอบการตัดสินใจได้มากกว่าในอดีต ทำให้เราสามารถมองเห็นโอกาสทางธุรกิจได้มากขึ้น เพราะฉะนั้น ทการตัดสินใจทางธุรกิจที่ดีควรใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ การใช้ความรู้สึกหรือสัญชาติญาณตัดสิน หรือที่เรียกว่าใช้กัทฟีลลิ่ง ยังมีความสำคัญอยู่ก็จริงแต่ถ้าคุณสามารถเปลี่ยนตัวเองให้ใช้ข้อมูลเป็นตัวผลักดันในการตัดสินใจ โอกาสที่คุณจะตัดสินใจผิดก็น้อยลงด้วย

8.ทักษะภาษาอังกฤษ

ขาดไม่ได้คือทักษะทางภาษาอังกฤษ เราปฏิเสธไม่ได้ว่าความรู้และกระบวนการทำงานต่างๆ ในสมัยนี้เราต้องศึกษาจากประเทศตะวันตกเป็นส่วนมาก ดังนั้น คุณจะพาทีมไปสู่ระดับภูมิภาคหรือระดับโลกได้อย่างไรถ้าคุณเองยังตามไม่ทันกระแสโลก

 

ภาพ freepik

เยือนเรือน ‘ภัทรา’ ร้านอาหารไทยรุ่นใหญ่ในทองหล่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/594534

  • วันที่ 12 ก.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

เยือนเรือน 'ภัทรา' ร้านอาหารไทยรุ่นใหญ่ในทองหล่อ

หากเอ่ยชื่อร้านอาหารไทยรุ่นใหญ่ย่านทองหล่อ หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อ ‘ภัทรา ไฟน์ ไทย คูซีน (Patara Fine Thai Cuisine)’ ร้านอาหารไทยร่วมสมัย รสชาติต้นตำรับที่อยู่คู่ทองหล่อมากว่า 10 ปี พ่วงรางวัลการันตีนับไม่ถ้วน และล่าสุดกับ 1 ใน 5 ร้านอาหารไทยที่ดีที่สุดจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ Thai Select Premium ซึ่งเป็นเลิศทั้งด้านอาหาร การตกแต่ง และการบริการยอดเยี่ยมระดับ 5 ดาว

ร้าน ภัทรา ไฟน์ ไทย คูซีน เปิดตัวสาขาแรกที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดย คุณภัทรา ศิลาอ่อน ต้องการนำรสชาติอาหารไทยไปเผยแพร่ยังต่างแดน และจากผลตอบรับที่ดีเยี่ยม จึงขยายสาขากระทั่งปัจจุบันมี 6 สาขาในลอนดอน ยุโรป และเอเชียอีก 5 สาขา

สำหรับที่ทองหล่อ เปิดเป็นร้านอาหารไทยต้นตำรับ คัดสรรวัตถุดิบชั้นดี ผ่านการปรุงอย่างพิถีพิถันจากแม่ครัวมากประสบการณ์ ให้ความสำคัญกับการจัดแต่งจานสวยงามทันสมัย ด้านบรรยากาศภายในร้านโดดเด่นด้วยโทนสีแดง ประดับประดาเครื่องเบญจรงค์หรูหราสวยงามแฝงความโมเดิร์น

เมนูไฮไลท์อร่อยถูกใจทั้งคนไทยและต่างชาติ ต้องยกให้ มัสมั่นน่องแกะ บะหมี่ผัดล็อบสเตอร์ แกงเนื้อปูใบชะพลู ขาดไม่ได้กับ ต้มยำกุ้งน้ำมะพร้าวอ่อน กุ้งแม่น้ำไซส์ใหญ่ น้ำต้มยำรสเข้มทำจากน้ำมะพร้าวอ่อน ชูโรงความหอมหวานจากธรรมชาติ สัมผัสได้ถึงความกลมกล่อมไม่เหมือนใคร

ตามด้วย ราดหน้าเจ้าพระยา ราดหน้าเนื้อชั้นดี ที่ใช้เส้นก๋วยเตี๋ยวแผ่นแช่เย็นให้เซตตัวก่อนทอดกรอบ เป็นหนึ่งจานที่นำเสนอออกมาสู่สายตาสากลได้แตกต่างไม่ซ้ำใคร ต่อด้วย ขนมเบื้องและอาจาด  ยำตะไคร้ปาท่องโก๋กรอบ สมุนไพรและตะไคร้อ่อนราดด้วยน้ำยำพริกเผาเข้ากับปาท่องโก๋

อีกซิกเนเจอร์ น้ำพริกไข่เค็มมันกุ้ง ชุดน้ำพริกตามฤดูกาลรสชาติแบบไทยแท้ หอมรัญจวนด้วยเครื่องพริกแกงที่ทำเองทุกขั้นตอน เสิร์ฟพร้อมเซตผักสด ผักลวกและหมูหวาน กินคู่กับข้าวหอมมะลิหลากสี เช่นสวยด้วยสีเขียวจากใบเตย สีเหลืองจากดอกคำฝอย และสีแดงไรซ์เบอร์รี่

พร้อมมีเมนูแนะนำ Seafood Platter ซีฟู้ดสดใหม่นานาชนิด เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มรสเด็ด 4 สไตล์ ยังมี ยำปลาสลิดกรอบหมูหวาน แกงส้มปลาอินทรีผักปลัง หมึกผัดซอสกะปิ หอยตลับซอสเขียวหวานใบชะพลู พร้อมสารพันอาหารไทยไว้คอยบริการ

 

 

สัมผัสความเป็นไทยในสายตาชาวโลกได้ที่ร้าน ภัทรา ไฟน์ ไทย คูซีน ร้านอยู่ใน ซ.ทองหล่อ 19 เปิดทุกวัน มื้อเที่ยงเวลา 11.30-14.30 น. และมื้อเย็น 17.30-22.30 น. สอบถามโทร. 02-185-2960-1