ตามไปเข้าแคมป์ เด็กหัวการค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577678

  • วันที่ 21 ม.ค. 2562 เวลา 15:00 น.

ตามไปเข้าแคมป์ เด็กหัวการค้า

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

วิทยาลัยผู้ประกอบการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เดินหน้าโครงการ “แคมป์ผู้ประกอบการรุ่นเล็ก…เด็กหัวการค้า” ปีที่ 5 เปิดโอกาสเยาวชนจากทั่วประเทศ ได้เรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ ชิงทุนการศึกษารวมกว่า 20 ล้านบาท “Teenทำ” ถือโอกาสตามน้องๆ ไปเข้าแคมป์ และร่วมยินดีกับผู้คว้าชัยรางวัลใหญ่ “พรทิภา รักแดง” วัย 17 ปี ไปคุยกับน้องกันเลยดีกว่า

พรทิภา รักแดง (น้ำ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา จ.สุราษฎร์ธานี ตัวแทนทีมผู้ชนะเลิศ เล่าว่า ทีมได้นำเสนอโครงงานเรื่องไม้เท้าอัจฉริยะสำหรับผู้พิการด้านสายตาและผู้สูงอายุ ภายใต้แนวคิดว่า อยากให้ผู้พิการทางสายตา รวมทั้งผู้สูงอายุสามารถดำเนินชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด ตอบสนองโจทย์อนาคตเรื่องสังคมสูงวัย ที่เราจะไม่ทิ้งผู้ใดไว้เบื้องหลัง

“เราอยากทำในสิ่งที่ช่วยให้ผู้ที่มีปัญหาด้านสายตาหรือผู้สูงอายุ เพื่อให้สามารถทำทุกสิ่งได้เหมือนกับคนทั่วไป นำโจทย์นี้มาช่วยกันคิดในลักษณะของมายด์แมพปิ้งหรือแผนที่ความคิด ระดมสมองและค้นคว้าหาเครื่องมือทั้งหมดที่เราต้องใช้ นี่คือจุดเริ่มต้น”

สำหรับไม้เท้าอัจฉริยะ ตั้งเป้าให้เป็นเสมือน “ดวงตา” ของทั้งเจ้าของไม้เท้าผู้ใช้งานเอง และทั้งของญาติมิตรด้วย พรทิภา เล่าว่า ตัวไม้เท้าจะมีจีพีเอสเป็นเซ็นเซอร์คอยจับสัญญาณสิ่งกีดขวาง ผู้ใช้สามารถเดินไปตามทางได้อย่างอิสระ เพราะมีเซ็นเซอร์จับสิ่งกีดขวางในรัศมี 10 เมตร ถ้ามีสิ่งกีดขวางก็จะมีเสียงเตือนอัตโนมัติจากหูฟังที่ทำงานควบคู่กับไม้เท้า หรือในกรณีพลัดหลง ก็ยังมีจีพีเอสที่หูฟัง ซึ่งบ่งชี้พิกัดได้อีกชั้นหนึ่ง

“หลายครั้งที่ผู้สูงอายุมีปัญหาหายตัวหรือพลัดหลงกับญาติ อาจถึงขั้นประสบอุบัติเหตุที่ร้ายแรง แต่เพราะไม้เท้าอัจฉริยะที่บ่งบอกพิกัดอย่างแม่นยำ คราวนี้ไม่ว่าพวกเขาไปไหน หรือกำลังทำอะไรอยู่ตรงจุดไหน ก็ไม่เป็นปัญหาอีก”

พรทิภา เล่าว่า ภายในกล่องไม้เท้าอัจฉริยะ ประกอบด้วย ไม้เท้า 1 อัน น้ำหนักเพียง 0.6 กรัม หูฟังไร้สาย (บลูทูธ) 1 อัน อุปกรณ์ทั้งสองใช้คู่กัน โดยทั้งคู่จะติดสัญญาณ GPS ซึ่งจะส่งสัญญาณไปยังแอพพลิเคชั่นทางมือถือสมาร์ทโฟน สำหรับญาติหรือบุคคลในครอบครัวจะได้เช็กตรวจสอบตำแหน่งของผู้ใช้ไม้เท้าอีกทางหนึ่ง ง่ายและสะดวกต่อการใช้งาน

“ในกรณีที่ผู้พิการและผู้สูงอายุทำไม้เท้าหาย หล่น หลงลืม หรืออะไรก็ตาม แต่ระหว่างนั้นยังใส่หูฟังอยู่ ตัว GPS ที่ฝังอยู่ในส่วนหัวของบลูทูธจะแจ้งไปยังแอพพลิเคชั่นที่มือถือ ซึ่งจะทำให้ญาติทราบทันทีในแบบเรียลไทม์ว่า บุคคลคนนี้ได้อยู่ห่างจากไม้เท้าขนาดไหนแล้ว”

ความเป็นไปได้ทางการตลาดและการต่อยอดทางธุรกิจ พรทิภา เล่าว่า ไม้เท้าอัจฉริยะกำหนดราคาชุดละ 10,999 บาท แถมไม้สำลองในกล่องอีก 1 อัน รับประกันนาน 1 ปี ปัจจุบันแม้จะยังเป็นแผนทางธุรกิจ ทว่าในอนาคตเชื่อว่าจะสามารถผลิตและจำหน่ายได้จริง เพราะตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุ ทีมยังมีแผนเขียนแอพพลิเคชั่นการใช้งานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังกลุ่มผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องอื่นๆ ด้วย

พรทิภา เล่าถึงตัวเองว่า ความฝันคืออยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ผลิตและจำหน่ายสินค้าที่แปลกพิเศษจากท้องตลาด เป็นสินค้าที่ไม่เคยมีไม่เคยทำ ตอบโจทย์ผู้บริโภค และประสบความสำเร็จในฐานะเจ้าของแบรนด์ ที่สำคัญอยากศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งเป็นมืออาชีพในการผลิตบุคลากรผู้ประกอบการธุรกิจรุ่นใหม่ อยากเรียนที่นี่เพื่อต่อยอดความฝันในการเป็นเจ้าของกิจการตัวเองต่อไป

“ขอบคุณมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่จัดโครงการดีๆ แบบนี้ ช่วยให้เยาวชนอย่างเราได้สามารถทำในสิ่งที่ท้าทายควบคู่ไปกับการเรียนได้ อยากฝากถึงรุ่นน้องๆ ที่ฝันอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง หรืออยากสร้างธุรกิจที่คิดไว้ให้เป็นจริง การเริ่มต้นที่แคมป์หัวเด็กการค้าเป็นทางเลือกหนึ่ง ใบเบิกทางที่จะให้ความรู้และสร้างประสบการณ์ดีๆ ทำให้น้องๆ ไปสู่จุดที่คิดฝันไว้ และทำมันได้อย่างแน่นอน” พรทิภา เล่า

รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า โครงการแคมป์เด็กหัวการค้าได้จัดขึ้นต่อเนื่อง 4 ครั้งแล้ว และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 (11-13 ม.ค.) ปรากฏว่าประสบความสำเร็จมาก นักเรียนชั้นมัธยมปลายทั่วประเทศได้เรียนรู้แนวคิดในการนำนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีมาสร้างสรรค์ให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ จาก IDE (Innovation Driven Entrepreneurship) ซึ่งเป็นหลักสูตรจากมหาวิทยาลัย Massachusetts Institute of Technology (MIT) สถาบันชั้นนำของโลก

“หลักสูตร IDE นี้ นักศึกษามหาวิทยาลัยหอการค้าไทยจะได้เรียนทุกคน ที่สำคัญยังมีสิทธิได้รับทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยกว่า 20 ล้านบาท”

รศ.ดร.เสาวณีย์ เล่าว่า ในปัจจุบันเศรษฐกิจของไทย รูปแบบการทำธุรกิจและบริการได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก มีการนำนวัตกรรมเข้ามาเพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่างอย่างยั่งยืนให้กับสินค้าและบริการ ทำให้การเจริญเติบโตทางธุรกิจมีความหลากหลาย ถือเป็นแรงผลักดันให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและนักเรียนระดับสายวิชาชีพทุกคน ต้องเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ผู้ประกอบการรุ่นอนาคต

“วิทยาลัยผู้ประกอบการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถือเป็นพันธกิจหลักในการบ่มเพาะ และพัฒนาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม Innovation Driven Entrepreneur ให้มีความรู้และทักษะความสามารถ ขณะเดียวกันก็เสริมอาวุธและความได้เปรียบเพื่อการแข่งขันยุคไทยแลนด์ 4.0”

รศ.ดร.เสาวณีย์ เล่าว่า นอกจากนักศึกษาแล้ว วิทยาลัยผู้ประกอบการยังเห็นถึงความสำคัญของเยาวชนที่กำลังศึกษาในระดับชั้นมัธยมในสายสามัญและสายอาชีพ ที่มีความฝันอยากเป็นผู้ประกอบการที่บริหารจัดการธุรกิจของตัวเอง จึงเป็นที่มาของโครงการแคมป์ผู้ประกอบการรุ่นเล็ก…เด็กหัวการค้า สร้างโอกาสให้เยาวชนทั่วประเทศเรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ

ความโดดเด่นของแคมป์เด็กหัวการค้าคือ หลักสูตรขั้นครีมจากเอ็มไอที เด็กๆ ที่เข้าค่ายจะได้รับประสบการณ์ที่ทำให้พวกเขาได้ใช้ความคิด และเรียนรู้การทำงานเป็นทีม ที่สำคัญคือการคิดนอกกรอบ พัฒนารูปแบบการทำธุรกิจที่ผสมผสานกับนวัตกรรมอย่างจริงจังในแต่ละสาขาอาชีพ เพื่อไปให้ไกลที่สุดด้วยเทคโนโลยีโลกยุคใหม่

สำหรับ IDE ฉบับแคมป์เด็กหัวการค้า ย่อมาจาก IDE 101 ขอขยับให้ฟังพอเป็นไอเดีย ตั้งแต่ Step Zero เริ่มตั้งแต่การสำรวจค้นหา (Exploration) การทดลอง (Experiment) และสุดท้ายคือการลงมือทำ (Execute) ทุกขั้นตอนมุ่งให้ผู้เรียนได้ลงพื้นที่ในการหาข้อมูล และค้นหาโอกาสการประกอบการด้วยตัวของตัวเอง

บรรยากาศในแคมป์ เน้นการทดลองในสถานการณ์ต่างๆ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันโดยเฉพาะปัญหาในทางปฏิบัติ การอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เน้นกระบวนการเรียนรู้ด้วยตัวผู้เรียนเอง จากนั้นเรียนรู้แนวทางการสร้างธุรกิจใน 24 ขั้นตอน (Disciplined Entrepreneurship)

แนวทางการสร้างธุรกิจ 24 ขั้นตอน ครอบคลุม 6 ด้านการทำธุรกิจ ประกอบด้วย 1.ลูกค้าของธุรกิจคือใคร 2.สินค้าและบริการสามารถทำอะไรให้ลูกค้าได้บ้าง 3.ลูกค้าครอบครองสินค้าและบริการของธุรกิจได้อย่างไร 4.ธุรกิจจะสามารถทำเงินจากสินค้าและบริการได้อย่างไร 5.จะออกแบบและสร้างสินค้าและบริการอย่างไร 6.แผนการขยายธุรกิจเป็นอย่างไร

“เด็กๆ ในแคมป์เยาวชนรุ่นใหม่ สนุกกับการตอบคำถามเหล่านี้ ถ้าคุณตอบได้ คุณก็สร้างธุรกิจได้”

น้องๆ เยาวชนทั่วประเทศคนใด มีความฝันอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ต้องการสร้างธุรกิจด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยี ปีหน้าก็อย่าลืมมาเข้าแคมป์กับโครงการเด็กหัวการค้า วิทยาลัยผู้ประกอบการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยนะ

เป็นคนกลางอย่างชาญฉลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577677

  • วันที่ 21 ม.ค. 2562 เวลา 14:00 น.

เป็นคนกลางอย่างชาญฉลาด

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ Pixabay

ในโลกการทำงานเราเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องเป็นตัวกลางในการประสานงานระหว่างแผนกหนึ่งไปยังอีกแผนกหนึ่ง หรือแม้แต่การนำเรื่องสำคัญจากผู้บริหารระดับบนขององค์กร มาสั่งงานลูกน้อง ก็ถือเป็นการประสานงานทางอ้อมอย่างหนึ่งที่ผู้บริหารฝากให้เรารับผิดชอบ แต่จะสื่อสารอย่างไร ให้เกิดการทำงานอย่างราบรื่นให้มากที่สุด วันนี้เรามีเคล็ดลับมาฝากกันครับ

1.ทำความเข้าใจในตัวงานทั้งระบบ

การประสานงานที่ดี ไม่ใช่เริ่มต้นที่การรู้จักจับประเด็นหรือตั้งคำถามให้เกิดความชัดเจนเมื่อได้รับคำสั่ง แต่คือความรู้ความเข้าใจในระบบงานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รู้ระบบการทำงานในส่วนออฟฟิศและภาคสนามว่ามีรูปแบบการทำงานอย่างไร รู้ว่าปัญหาในการทำงานของแต่ละส่วนเป็นอย่างไร ถึงจะทำให้คุณเห็นภาพโครงการนั้นตั้งแต่ต้นจนจบ

สิ่งที่คุณต้องทำ หากเป็นงานแรก ก็คือการลงมือเข้าไปดูการทำงานของแต่ละส่วน พูดคุยทำความรู้จักบุคลากรในแต่ละแผนก ไม่ใช่เพียงสอบถามเรื่องการทำงาน ระยะเวลาและสิ่งที่ต้องการ แต่ต้องเรียนรู้บุคลิกและเวลาในการทำงานของแต่ละคน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการเลือกวิธีการประสานงานได้อย่างราบรื่น

2.ถามให้ชัดเจน

เมื่อเราเห็นภาพการทำงานทั้งระบบจะทำให้เรารู้ว่าควรจะถามคำถามอะไรต่อไปเมื่อได้รับคำสั่ง ต้องชัดเจนเรื่อง วัน เวลา ในการทำงาน ผู้รับผิดชอบในงานนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจให้ตรงกันกับผู้สั่งงาน หลายครั้งที่การทำงานผิดพลาดเกิดจากความเข้าใจไม่ตรงกัน สิ่งที่เราคิดว่าเข้าใจดีแล้วอาจจะคลาดเคลื่อนไปจากสิ่งที่ผู้ส่งสารกำลังต้องการสื่อ

อย่าลืมว่า เราต่างมีประสบการณ์ และรูปแบบความเข้าใจในการสื่อสารที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นคำถามจะต้องย้ำชัดเจน อัดเสียงไว้ได้ก็ดี อะไรที่คิดว่ายังไม่ชัดเจนควรถามให้เรียบร้อยแต่แรก หลายครั้งเมื่อเราถามหน้างานก็อาจจะแก้ไขได้ยากแล้ว

3.คอนเฟิร์มด้วยอีเมลหรือไลน์

เมื่อเราเริ่มติดต่อประสานงาน สิ่งที่เราควรทำเป็นลำดับต่อมาคือการคอนเฟิร์มเวลาและขั้นตอนในการทำงานให้ตรงกัน ด้วยการส่งอีเมลหรือข้อความในกล่องไลน์ เป็นการคอนเฟิร์มเวลาและขั้นตอนในการทำงานให้ตรงกัน บางครั้งผู้รับงานอาจจะติดหลายภารกิจที่ต้องคิดต้องทำ และยังอีกนานกว่างานใหม่จะเริ่ม ทำให้การจำคลาดเคลื่อนไปได้บ้าง ถือเป็นเรื่องปกติ เราสามารถช่วยเหลือพวกเขาได้ด้วยการส่งข้อความยืนยันและรายระเอียดต่างๆ ไปให้

เมื่อใกล้ถึงเวลาเริ่มงานประมาณ 3 วัน เราค่อยโทรสอบถามความเตรียมพร้อมก่อนเริ่มงานอีกครั้ง เพื่อป้องกันการลืมงาน และหากยังไม่ได้เตรียมพร้อมก็ยังมีเวลาให้แก้ไขปัญหาอยู่

4.อย่าเป็นหนังหน้าไฟ

คนส่วนใหญ่ไม่อยากจะเป็นผู้ประสานงานสักเท่าไรนัก เพราะเมื่อเกิดปัญหาหน้างาน เราอาจจะกลายเป็นคนที่ต้องรับคำติจากทุกฝ่าย คล้ายกับว่าเราเป็นเจ้าของโปรเจกต์ที่ต้องรับผิดชอบทุกอย่างเลยทีเดียว ทางแก้ของปัญหานี้ให้จำไว้เลยว่า ทุกครั้งที่เกิดปัญหาหน้างาน หากไม่เป็นไปตามข้อตกลงให้ยืนยันด้วยเอกสารจากอีเมลหรือข้อความที่ตกลงกันไปก่อนหน้านั้น เอกสารที่อ่านร่วมกันทุกฝ่าย จะเป็นยันต์ชั้นดีที่ทำให้เรารอดจากคำครหา นี่คือประโยชน์อีกอย่างของการยืนยันข้อตกลงในการทำงานร่วมกันด้วยลายลักษณ์อักษร

หากยืนยันด้วยเอกสารแล้วผู้ปฏิบัติงานเกิดอารมณ์ไม่พอใจอย่างรุนแรง และทำท่าจะต่อว่าเรา ให้ดึงผู้บังคับบัญชา หรือเจ้าของโปรเจกต์เข้ามาพูดคุยด้วยทันที ในฐานะคนที่มีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาด ว่าจะแก้ไขปัญหาต่อไปอย่างไร

ที่สำคัญในโลกการทำงานน้ำขุ่นอยู่ใน น้ำใสอยู่นอก คิดไว้เสมอว่าต้องทำงานให้ดีที่สุดเท่านั้นก็พอ

5.เจรจาอย่างสุภาพ

ทำงานเก่ง ทำให้ก้าวหน้า ความสุภาพทำให้เข้ากันได้กับทุกคน สิ่งสำคัญที่สุดในการประสานงาน คือการขอความร่วมมืออย่างสุภาพ

ดังนั้น การพูดคุยครั้งแรกอย่างสุภาพเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อเปิดใจคนให้อยากทำงานด้วย แต่หลังจากนั้นเมื่อเกิดความสนิทสนมจะเปลี่ยนสรรพนามเรียกก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ขอให้ทำงานด้วยกันอย่างราบรื่นก็พอ

เคล็ดลับง่ายๆ แค่ลงท้ายบางประโยคด้วยคำว่า ครับ ค่ะ ด้วยน้ำเสียงปกติก็ทำให้รู้สึกความสุภาพและการให้เกียรติอีกฝ่ายด้วยคำพูดได้แล้ว

สืบสานศิลปะไทยล้ำค่า ณ บ้านปลายเนิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577675

  • วันที่ 21 ม.ค. 2562 เวลา 13:00 น.

สืบสานศิลปะไทยล้ำค่า ณ บ้านปลายเนิน

เรื่อง  วราภรณ์ ผูกพันธ์ ภาพ  วิศิษฐ์ แถมเงิน

ท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ความเจริญของการสร้างคอนโดมิเนียมกลางใจเมือง ส่งผลกระทบต่อโบราณวัตถุอันทรงคุณค่านับร้อยๆ ปีเป็นอย่างมาก อย่าง พิพิธภัณฑ์ตำหนักปลายเนิน หรือ วังคลองเตย ตั้งอยู่บนถนนพระราม 4 ที่ทายาทสายตรงของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทำเรื่องคัดค้านการก่อสร้างคอนโดมิเนียมหรู สูง 36 ชั้น ใกล้กับพิพิธภัณฑ์ ด้วยกังวลว่าอาคารเก่าทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมที่มีอายุเกือบ 100 ปี และวัตถุโบราณต่างๆ อาจจะได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะตำหนักอยู่ใกล้จุดก่อสร้างเพียง 17 เมตรเท่านั้น ยังไม่นับผลด้านภูมิทัศน์และมลภาวะทางเสียงอีกต่างหาก

ด้วยเหตุผลข้อนี้ ราชสกุลจิตรพงศ์ นำโดย ม.ร.ว.จักรรถ จิตรพงศ์ ม.ร.ว.กัลยา ติงศภัทิย์ พระทายาทรุ่นที่ 3 ผู้ดูแลรักษาและสืบทอดร่วมกับทายาทรุ่นที่ 4 ม.ล.ตรีจักร จิตรพงศ์ และ ม.ล.จิตตวดี จิตรพงศ์ ทายาทรุ่นที่ 4 ของบ้านปลายเนิน ร่วมกันจัดงาน “ศาสตร์ ศิลป์ สืบสอน ณ บ้านปลายเนิน” พาย้อนอดีตของสถานที่ทรงคุณค่าสู่โครงการพัฒนาบ้านปลายเนินยุคใหม่ ตลอดจนการสืบต่อพระปณิธานโดยพระทายาทในแต่ละรุ่น

บ้านปลายเนิน ทรงคุณค่า

บ้านปลายเนิน เรียกขานกันว่า วังคลองเตย เป็นหมู่อาคารเรือนไทยทรงศาลาการเปรียญ เป็นพระตำหนักส่วนพระองค์ ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ที่รู้จักกันดีในพระสมัญญาว่า นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม และสมเด็จครู ปัจจุบันบ้านปลายเนินทำนุบำรุงโดยทายาทราชสกุลจิตรพงศ์ ตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ตำหนักปลายเนิน เป็นพื้นที่สอนและแสดงดนตรีและนาฏศิลป์ไทยให้คงอยู่ชั่วลูกหลาน

ราชสกุลจิตรพงศ์ นำโดย ม.ร.ว.จักรรถ พระทายาทผู้อาศัย สืบทอด และดูแลรักษาบ้านปลานเนิน อันเคยเป็นที่ประทับในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เล่าพระประวัติของสมเด็จปู่ไว้ว่า ประสูติเมื่อปี 2406 ณ พระตำหนักในพระบรมมหาราชวัง เป็นพระราชโอรสลำดับที่ 62 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จากพระราชโอรสและพระราชธิดาทั้งหมด 82 พระองค์ พระมารดาคือ พระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพรรณราย และทรงเป็นต้นราชสกุลจิตรพงศ์ เนื่องจากทรงมีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าจิตรเจริญ อันเป็นชื่อที่รัชกาลที่ 4 พระราชบิดาพระราชทานให้

พระปรีชาด้านศิลปะเจ้าฟ้านริศฯ

ม.ร.ว.จักรรถ เล่าว่า ในปี 2506 อันเป็นปีครบรอบ 100 ปี การประสูติองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาติ สมเด็จปู่ทรงได้รับการยกย่องให้พระองค์เป็นบุคคลสำคัญของโลก นับเป็นบุคคลที่ 2 ของไทยที่ได้รับเกียรตินี้ โดยพระปรีชาด้านศิลปะของพระองค์ เริ่มตั้งแต่พระชนมายุเพียง 12 พรรษา ทรงวาดภาพสุริยุปราคาเมื่อครั้งตามเสด็จพระราชดำเนินพระราชบิดาไปชมที่หว้ากอ เมื่อปี 2411 และทรงเขียนภาพสุริยุปราคาได้งดงามมาก

นอกจากนี้ พระองค์ยังพระปรีชาในด้านงานศิลปะสาขาต่างๆ ทรงมีความคิดก้าวล้ำนำสมัยมากๆ เช่น ฝีมือการออกแบบด้านสถาปัตยกรรม พระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ วัดราชาธิวาส รวมถึงภาพจิตรกรรมฝาผนังด้านใน ขณะที่ผลงานด้านจิตรกรรม อาทิ ภาพโพนช้าง ผลงานด้านวรรณกรรมและการประพันธ์เพลง อาทิ เพลงเขมรไทรโยค เนื้อเพลงสรรเสริญพระบารมี เป็นต้น

“ทรงออกแบบพระอุโบสถ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม และยังทรงนิพนธ์เพลงเขมรไทรโยค ทรงนิพนธ์เนื้อร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ทรงเคยวาดภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ เพื่อถวายแด่รัชกาลที่ 6 ทรงตั้งพระทัยจะเขียนเป็นของขวัญทูลเกล้าฯ คล้ายวันพระราชสมภพ ครบ 3 รอบ ทรงเขียนภาพพระอินทร์ไม่ใช่แบบโบราณ ไม่มีพระวรกายสีเขียว แต่ทรงเขียนพระวรกายของพระอินทร์ให้มีสีเรืองเขียว มีแสง เงา กล้ามเนื้อชัดเจนมาก”

นอกจากนี้ ยังทรงมีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะของ กอร์ราโด เฟโรจี หรือ อ.ศิลป์ พีระศรี ศิลปินชั้นเยี่ยมชาวอิตาเลียน ที่เดินทางเข้าประเทศไทยโดยทางเรือ แต่เมื่อเขาเดินทางถึงประเทศไทยพบแต่ความไม่ต้องการของขุนนางไทย ที่จะมาให้ทำงานศิลปะถวายพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมมหาราชวัง

“เฟโรจีจึงไปปรึกษากับสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ จึงรับสั่งว่า มีวิธีช่วยท่านคือ ให้ปั้นฉัน โดยทรงถอดฉลองพระองค์ออก และทรงนั่งให้เฟโรจีปั้นพระองค์ ถือเป็นภาพเหมือนชิ้นแรกที่เฟโรจีปั้นในไทยเลย พอปั้นเสร็จ ขุนนางทั้งปวงก็ไม่เข้าใจ ว่าปั้นไม่ใส่ฉลองพระองค์ จึงรับสั่งต่อว่าเราจะเก็บภาพที่ 1 ไว้อย่างดีไม่ให้ใครได้เห็น และให้เฟโรจีปั้นครั้งที่สอง ทรงใส่ฉลองพระองค์ปิดพระสอ ที่มีความงาม เก็บรักษาในปัจจุบัน ณ พระตำหนักปลายเนิน กลายเป็นผลงานศิลปะชิ้นสำคัญมาก”

ทางด้าน ม.ร.ว.กัลยา ติงศภัทิย์ เล่าถึงการช่วยสืบสานศิลปะไทยว่า ปัจจุบันตำหนักปลายเนินได้ใช้เป็นสถานที่จัดงานวันนริศฯ โดยมูลนิธิสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ จัดเป็นประจำทุกวันที่ 28 เม.ย. และเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกเข้าชมบ้านปลายเนนินได้ในวันที่ 29 เม.ย. และมีการมอบรางวัลนริศตั้งแต่ปี 2506 ผู้ได้รับรางวัลนริศในอดีต ทุกวันที่ 28 เม.ย. หลายคนได้กลับมาสู่บ้านปลายเนิน เพื่อสอนรำไทย โขน และดนตรี และมีการมอบทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนศิลปะไทย เป็นจำนวนทั้งสิ้น 1.5 หมื่นคน

บ้านปลายเนิน การอนุรักษ์ของคนรุ่นใหม่

ม.ล.ตรีจักร จิตรพงศ์ ทายาทรุ่นเหลน กล่าวถึงบ้านปลายเนินยุคใหม่ คือช่วงที่ไม่มีเจ้านายคนใดอาศัยอยู่แล้ว ทายาทรุ่นหลังๆ เข้ามาดูแลศิลปวัตถุ ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการหาเหตุผลเบื้องหลังในพระอัจฉริยภาพ รวมทั้งการรวบรวมและเผยแพร่องค์ความรู้ใหม่ๆ ที่เพิ่งค้นพบจากพระตำหนักที่ประทับ เช่น การเริ่มสืบค้นของใช้ส่วนพระองค์และศิลปวัตถุที่ทรงสะสมไว้ในตำหนักตึก

“บ้านปลายเนินยุคใหม่เริ่มเมื่อปี 2555 ก่อนงานทำบุญครบ 150 ปี วันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ในปี 2556 ปีนั้น ม.จ.หญิง กรณิกา จิตรพงศ์ พระธิดาองค์สุดท้ายที่ประทับบ้านปลายเนิน ได้อนุญาตให้ทายาทรุ่นเหลน นำโดย ผศ.ดร.ม.ล.จิตตวดี จิตรพงศ์ (พี่สาว ม.ล.ตรีจักร) เปิดหีบห่อที่บรรจุวัตถุโบราณที่ทรงสะสม และของใช้ส่วนพระองค์กล่องแรก มีการบันทึกภาพและเรื่องราวแบบร่างฝีพระหัตถ์ทั้งหมด เพื่อนำมาทำหนังสือจำหน่ายในนามมูลนิธินริศรานุวัดติวงศ์ ในวาระครบรอบ 150 ปี

ในฐานะทายาทรุ่นหลานและรุ่นเหลนในราชสกุลจิตรพงศ์เข้ามาดูแลพื้นที่แห่งนี้ รวมถึงค้นหาศิลปวัตถุโบราณที่เก็บไว้ในตำหนักตึก ที่ประทับแห่งสุดท้าย เหมือนไทม์แคปซูลเก็บเรื่องราวของบ้านปลายเนินยุคต้นจนถึงยุคสอง บรรจุอยู่ในห้องบรรทม ชั้น 2 ถึงเวลาแล้วที่เราจะเปิดไทม์แคปซูลเหล่านั้นและเปลี่ยนแปลงบ้านปลายเนิน

นอกจากงานฝีพระหัตถ์ ยังพบสิ่งของที่น่าสนใจ คือ สมุดบันทึก ที่เปิดออกมาพบเรื่องราวที่พระองค์ท่านทรงเขียนไว้ เช่น ภาพสเกตช์พระอาทิตย์ชักรถ ผมรู้สึกสนุก มีหน้าที่สืบค้นว่าคือผลงานชิ้นใดในประเทศไทย เอกสารต่างๆ เล่าเรื่องราวการออกแบบที่มาที่ไปของการออกแบบงานของพระองค์มากมาย”

ตั้งแต่การค้นหาโบราณวัตถุในพระตำหนัก ทำให้การจัดนิทรรศการในวันนริศเปลี่ยนไป คือ เหล่าทายาทพยายามหาเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากสมุดบันทึกของต้นตระกูลมาจัดแสดง เช่น ภาพร่างด้านหนึ่งของวัดราชาธิวาส หนึ่งในผลงานสถาปัตยกรรมสำคัญ แล้วยังมีภาพร่างพระอาทิตย์ชักรถในพระที่นั่งบรมพิมาน ทั้งยังพบพระราชหัตถเลขาติดต่อกับบุคคลอื่นๆ ตั้งแต่ช่างจนผู้ว่าจ้างงาน เอกสาร ซึ่งเล่าที่มาผลงานออกแบบ

“เช่น จดหมายถึงกรมขุนนริศพระยศขณะนั้น เป็นพระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ 5 พระราชทานคำแนะนำการออกแบบพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรฯ ให้ใช้วัสดุใหม่ เป็นที่มาของการสร้างด้วยหินอ่อน หน้าบันให้ผสมกระจกสเตนกลาส หลังได้รับจดหมายฉบับนี้แล้ว กรมขุนนริศสร้างสรรค์ผลงานชุดภาพหน้าต่างพระอุโบสถวัดเบญฯ ผูกเป็นเรื่องพร้อมคำอธิบายถึง 10 ด้าน”

ต่อมาราวปี 2559 พระธิดาพระองค์สุดท้ายสิ้นชีพิตักษัย ทายาทบ้านปลายเนินเริ่มพัฒนาบ้านปลายเนิน มีการเปิดตำหนักไทยให้ประชาชนเข้าชมและได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม โดยวันนริศปี 2560 มีผู้เข้าชมตำหนักไทยมากกว่า 2,000 คน ส่งผลให้สภาพทรุดโทรม จึงเป็นที่มาของการซ่อมตำหนักไทย มีพิธีบวงสรวง ทำทะเบียนและตรวจสอบศิลปวัตถุทั้งหมด พบมุมมองใหม่ๆ เช่น ศีรษะโขนพระลักษณ์ไม่เขียนลาย แต่เป็นลายปั้นประดับต่างจากชิ้นอื่น ประติมากรรมยักษ์ทำด้วยไม้ มีทั้งสิ้น 6 ชิ้น เดิมตั้งอยู่ในมุมที่ไม่แสดงสีสันความงามของศิลปวัตถุ ก็ต้องมาหาที่จัดแสดงใหม่ในโอกาสต่อๆ ไป เป็นต้น

“เราค้นพบหนังสือที่พระองค์ท่านทรงเก็บรวบรวมไว้ ทุกเล่มอายุเกิน 100 ปี หากเปิดเผยชื่อหนังสือจะเป็นประโยชน์ให้คนรุ่นใหม่ได้ศึกษา เพราะท่านได้ทรงศึกษาสรีระของมนุษย์ นอกจากนี้ เราค้นพบของใช้ส่วนพระองค์มากมาย ศิลปวัตถุทรงสะสม อย่าง หัวโขน ภาพรูปที่ 4 ที่วาดโดยเฟโรจี ซึ่งเราจะนำสิ่งของที่ค้นพบใหม่มาทำการแสดงเพิ่มเติม” ม.ล.ตรีจักร กล่าวถึงความตั้งใจจะอนุรักษ์ให้บ้านปลายเนินเป็นสถานที่เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทย

“โครงการที่ได้เริ่มแล้วคือการบูรณะซ่อมแซมตำหนักไทย ให้อาคารนี้อยู่ไปตราบนานเท่านาน พัฒนาสวน คูคลอง งานระบบระบายน้ำให้กลับมา และสิ่งที่สามคือปรับปรุงระบบไฟฟ้าแสงสว่างปรับเปลี่ยนเพื่อความปลอดภัย และหนุนการแสดงศิลปวัตถุให้ดีขึ้น ซึ่งจะเสร็จพร้อมจัดงานวันนริศปี 2562 นี้”

โครงการต่อไปคือ การซ่อมแซมตำหนักตึกหลัง เพื่อรองรับสิ่งของที่ค้นพบใหม่ และเดิมเปิดให้เข้าชมปีละครั้ง วันข้างหน้าจะสามารถเข้าชมได้เพิ่มขึ้นในแต่ละปีก็เป็นได้ นี่คือบ้านปลายเนินยุคใหม่สำหรับ ม.ล.ตรีจักร

ด้าน ม.ล.จิตตวดี กล่าวในฐานะทายาทผู้ดูแลรักษาว่า จะนำผลงานทรงคุณค่าชิ้นใหม่ๆ ที่ได้ค้นพบที่ตำหนักตึก เช่น ผลงานฝีพระหัตถ์ชิ้นสำคัญมาจัดแสดงต่อสาธารณชน รวมถึงโถใส่เศษเล็บ ที่ยังเก็บอย่างดีไว้ในห้องบรรทมของพระองค์ในตำหนักตึก และโบราณสถานชิ้นอื่นๆ ที่ผู้คนสามารถเข้ามาศึกษาศิลปวัตถุ รวมถึงการเปิดให้เข้าชมการสร้างตำหนักตึกที่มีความแยบยลของการสร้างรอกใส่ของลำเลียงของจากชั้น 1 มาชั้น 2 และสิ่งต่างๆ อันทรงคุณค่าอื่นๆ เก็บรวบรวมไว้ในตำหนักตึกอีกมากมาย รอค้นพบเพื่อนำมาจัดเป็นนิทรรศการวันนริศครั้งต่อๆ ไป

“สมบัติล้ำค่าต่างๆ ส่วนใหญ่ที่เก็บไว้ในตำหนักตึก ซึ่งหากมองไปด้านโรงเรือนมินต์สีเขียว เมื่อมีอาคารมาตอกเสาเข็มจริงๆ ซึ่งอยู่ใกล้ตำหนักตึก อยู่ห่างไปแค่ระยะ 17 เมตร เราต้องเร่งขนสิ่งของโดยเร็ว สิ่งที่สูญเสียคือประวัติศาสตร์และตำแหน่งการวางสิ่งของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีความละเอียดอ่อนมากๆ ของการอนุรักษ์ ต้องมีการจดบันทึกตำแหน่งวางสิ่งของอันทรงคุณค่า ต้องใช้เวลา ถ้าไม่ทำประวัติศาสตร์ส่วนนี้จะสูญหายไป” ม.ล.จิตตวดี ทิ้งท้าย

ข้อดีของการปั่นจักรยาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577676

  • วันที่ 21 ม.ค. 2562 เวลา 13:00 น.

ข้อดีของการปั่นจักรยาน

เรื่อง : มีนา ภาพ : AFP

การปั่นจักรยานเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมานานกว่า 10 ปีแล้ว เป็นชนิดกีฬาที่สามารถทำคนเดียวได้โดยไม่ต้องพึ่งก๊วนเพื่อน ไลฟ์เซ็นเตอร์ สวนลุมพินี แนะนำถึงข้อดีของการปั่นจักรยานมากมาย เช่น

1.การเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกาย การปั่นจักรยานจะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกายได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญผู้ที่ปั่นจักรยานเป็นประจำจะมีภาวะที่เรียกว่า “After Burner” คือการเผาผลาญไขมันส่วนเกินต่อเนื่องหลังจากการปั่นจักรยานต่อไปอีก 2-3 ชั่วโมง ซึ่งอาจจะเป็นช่วงที่มีการเผาผลาญไขมันที่มากกว่าการเผาผลาญพลังงานระหว่างการปั่นอีกเสียด้วยค่ะ

2.ช่วยกระตุ้นให้การไหลผ่านของอาหารในลำไส้ทำได้เร็วขึ้น จะมีผลให้มีการดูดซับน้ำในลำไส้ใหญ่น้อยลง ก้อนอุจจาระก็จะมีความเปียกชื้น ไม่แข็งแห้ง ทำให้เราถ่ายได้คล่องขึ้น ลดอาการท้องผูกได้ นอกจากนั้นการปั่นจักรยานยังจะช่วยเพิ่มกำลังในการบีบตัวของลำไส้ ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้สะดวก คลายความแน่น อึดอัดหลังมื้ออาหาร และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้อีกด้วย

3.ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์สมองในส่วนที่เรียกว่า Hippocampus เป็นสมองส่วนที่ใช้ในด้านความจำ ซึ่งจะเริ่มเสื่อมอย่างรวดเร็วในผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป การกระตุ้นการสร้างเซลล์สมองในส่วนดังกล่าวขึ้นมาทดแทนจึงสามารถที่จะช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้เป็นอย่างดี

4.ช่วยลดโรคความดัน โรคอ้วน รวมถึงลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งประเภทต่างๆ นอกจากนั้น ผลจากการปั่นจักรยานเป็นประจำ ที่ทำให้เกิดการทำงานที่ดีของระบบการไหลเวียนของเลือด ระบบหายใจ และการลดไขมันสะสมส่วนเกินยังมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้กว่า 50%

5.การปั่นจักรยานในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ จะช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น และทำให้การลำเลียงออกซิเจน พร้อมทั้งสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ รวมถึงการขับถ่ายสารพิษออกจากร่างกายทำได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยกระตุ้นการสร้างสารคอลลาเจนในร่างกาย ช่วยให้หน้าตาสดใส อ่อนกว่าวัยอีกด้วย

6.การปั่นจักรยานในระดับความเร็วปานกลาง เป็นเวลาประมาณ 30 นาที เป็นประจำ สามารถทำให้อาการปวดหัวไมเกรนลงไปได้มากจนถึง 90% ของกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยในสวีเดน เนื่องจากร่างกายมีการหลั่งสาร Endorphins ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยลดอาการปวดในร่างกายในปริมาณที่มากพอ

7.ช่วยให้นอนหลับได้สนิทขึ้น ช่วยในด้านสุขภาพจิต ทำให้จิตใจเบิกบาน ลดความเครียด เสริมสร้างสมาธิ เพิ่มประสิทธิภาพทางเพศ และยังเป็นการช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจากการลดการใช้พลังงานจากถ่านหิน แต่โดยส่วนตัวแล้ว เริ่มมองหาจักรยานตั้งแต่เห็นข้อดีข้อแรกแล้วละค่ะ ก็เบิร์นได้ดีขนาดนั้น คงไม่ต้องไปมองหาวิธีออกกำลังกายประเภทอื่นอีกแล้ว จักรยานนี่ละค่ะ ทางออกที่ดีเลย

ที่สำคัญ สำหรับสาวๆ อย่าปรับอานจักรยานให้เตี้ยจนเกินไป ให้ใช้ระดับความสูงที่พอเหมาะ คือในจังหวะที่ปั่นขาลงให้เท้ายืดได้เกือบสุดโดยเข่าไม่งอมาก และพยายามอย่าใช้เกียร์ที่หนักจนเกินไป เพราะนั่นจะเป็นสาเหตุของน่องที่ใหญ่ขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ปรับอานให้พอเหมาะ ใช้ความเร็ว และเกียร์ที่ไม่หนักแรงจนเกินไป ปั่นให้สม่ำเสมอ รับประกันว่าได้น่องเรียวสวยเป็นของแถมอีกด้วย

เรื่องเล่า จากโรงเรียนกลางหุบเขา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577581

  • วันที่ 20 ม.ค. 2562 เวลา 11:37 น.

เรื่องเล่า จากโรงเรียนกลางหุบเขา

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

“ภูเขาที่นี่ไม่สูงเท่าความฝันของเด็กๆ ในหมู่บ้านกลางหุบเขา ขึ้นมาบนนี้ทีไร มองลงไปเห็นหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อ ‘ห้วยงู’ ทำให้คิดถึงเด็กๆ ในหมู่บ้าน เด็กด้อยโอกาสที่ไม่เคยต้องการอะไร นอกจาก ‘การศึกษา และโอกาสทางการศึกษา’ ไม่มีเงินก็อยากเรียน อยากรู้เหมือนคนอื่นเช่นกัน…ที่นี่ ศศช.หมู่บ้านห้วยงู (ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง ที่ถูกปิด ไร้ซึ่งครูสอน มีเพียงอาคารเรียนกับเด็กๆ)”

นี่คือบางส่วนของบันทึกก่อนกลับของ “ครูนินจา” ก่อนอื่นคงต้องบอกก่อนว่า ศศช.ห้วยงู ก็คือ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง ที่ดอยหลวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ และครูนินจา ก็คือ คุณครูสุนันทา คีรีรักษ์ หรือครูสุ ของเด็กๆ ชาวเขาเผ่าราหู่ ผู้เขียน “เก็บหัวใจบนหนทางแบกเป้”

ครูสุเล่าให้ฟังว่า ผู้คนมากมายที่นี่เหมือนคนป่าที่ไม่มีบัตรประชาชน แต่ก่อนเคยมีครูที่ อบต.จ้างไว้ให้ขึ้นมาสอนที่นี่ แต่ตอนนี้ทาง อบต.ได้เลิกจ้างไป ระบุว่า เพราะเด็กๆ ไม่มีชื่อในระบบ ก็เหมือนตัดขาดการสอนเด็กๆ บนดอย ครูคนนั้นได้ติดต่อมาหาครูสุ บอกเล่าทุกอย่างจนครูสุต้องกลับมาที่นี่ เป็นที่มาของครูนินจาและกลุ่มครูอาสาที่ถือกำเนิดขึ้น

“ครูสุเป็นครูอาสา ที่ใส่ชุดนอนสอนนักเรียน โรงเรียนของเราเปิดเรียนตั้งแต่ 6 โมงเช้า เลิกเรียน 2 ทุ่ม ตื่นเช้าขึ้นมาทำกับข้าวหุงหาอาหาร เพื่อเตรียมให้นักเรียนได้กินอาหารเช้าพร้อมกับเรา เราต้องเป็นแม่ครัว เป็นเพื่อน เป็นแม่และเป็นพ่อ เป็นเกษตรกร เป็นหมอและเป็นบอดี้การ์ดให้กับเด็กๆ”

เด็กด้อยโอกาสอยู่ในสภาวะยากลำบาก ครูต้องเป็นแม่ครัวหุงหาอาหารให้เด็กกิน เป็นเพื่อนเพราะต้องเล่นด้วยกัน เป็นพ่อเป็นแม่เพราะต้องเป็นหูเป็นตาดูแลเวลาพ่อแม่เด็กหายไปทำงานไกลๆ เป็นเกษตรกรเพราะต้องไปเก็บมะม่วงปลูกผัก เป็นหมอเพราะต้องคอยทำแผล นอกจากนี้ยังเป็นบอดี้การ์ด ปกป้องเด็กๆ

ทำไมถึงต้องปกป้องเด็ก ก็ต้องบอกตรงๆ ว่า ณ ท่ามกลางหุบเขาอันลี้ลับ ที่นี่เป็นพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัยนัก มีการลักลอบค้าขายสิ่งผิดกฎหมายชายแดน ไม่เฉพาะเด็กๆ ที่ต้องปกป้อง ครูและทีมอาสาก็ต้องระวังตัวเอง ครูนินจาใส่ชุดดำทะมัดทะแมงโพกศีรษะปิดบังหน้า (เหลือแต่ลูกนัยน์ตา) ก็เพราะสายตาที่มองมาอย่างระแวดระวังจับจ้อง ที่นี่ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร รู้แต่ว่าไม่มีใครรับประกันความปลอดภัยของใครได้

“เก็บหัวใจบนหนทางแบกเป้” เล่าถึง วิถีชีวิตของเด็กๆ บนโรงเรียนกลางหุบเขา ที่นี่เด็กๆ ดูแลกันเอง พี่ดูแลน้อง พ่อแม่ไปทำงานคราวหนึ่งก็ทิ้งลูกไป 4-5 วัน นักเรียนมีตั้งแต่อายุ 1-13 ปี เด็ก 9 ขวบแต่สามารถล้มวัวได้ทั้งตัว เชือดหมูมากินเล่น ยิงปลาหาหน่อไม้ ครูสุเป็นครูอาสาสอนที่ ศศช.ห้วยงูตั้งแต่ปี 2561 มีนักเรียน 45 คน ทั้งหมดติดครูมาก

“อยากแบ่งปันให้เพื่อนร่วมสังคมได้รู้ว่า เด็กบนนั้นเป็นยังไง เด็กบนนั้นไม่ได้ป่าเถื่อน เขาอยากเรียน อยากมีการศึกษา อยากมีอนาคตเหมือนคนอื่น”

ลูกศิษย์ทุกคนเป็นคนโปรด แต่ก็มีบางคนที่อยู่ในใจเสมอ คนแรกเล่าไว้ในเก็บหัวใจบนหนทางแบกเป้ ด.ช.จะสอ เด็กชาวเขาเผ่าราหู่ที่พูดไทยชัดมากคนหนึ่ง เป็นเด็กดีมาก ทั้งดูแลน้องทั้งช่วยแม่ทำไร่ หาปลา หาหอย หากับข้าว หุงข้าว ดูแลบ้าน เวลาครูสุไปอยู่ห้วยงู ก็มีจะสอนี่แหละพาไปหาของมาทำกับข้าวกับปลากิน ครูสุอยู่ตรงไหน สอจะอยู่ตรงนั้น

“ทุกวันนี้ไม่ได้คิดว่า เด็กเหล่านี้ เป็นนักเรียน เป็นเด็กกำพร้าด้อยโอกาส แต่คิดว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เขาคือความสุขที่บริสุทธิ์ที่สุด กินอยู่ลำบากก็รู้ แต่ก็ยังอยากจะไปหา ไปเจอ เพราะอีกสิ่งที่สุรู้และได้รับจากเด็กๆ คือ ความรักจากพวกเขา ที่ส่งกลับมาเป็นรอยยิ้ม”

เก็บหัวใจบนหนทางแบกเป้ จัดพิมพ์กันเองในแวดวงอาสา หาซื้อได้ที่เพจ : subackpacker ครูสุอาสาแบกเป้เที่ยว

‘เปล่าเปลือย’ แสดงเดี่ยวโดย หริธร อัครพัฒน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577575

  • วันที่ 20 ม.ค. 2562 เวลา 10:40 น.

‘เปล่าเปลือย’ แสดงเดี่ยวโดย หริธร อัครพัฒน์

โดย พริบพันดาว

นครเชียงใหม่ เป็นหัวเมืองใหญ่และทันสมัยสุดของภาคเหนือ ที่นี่มีการขับเคลื่อนทางศิลปวัฒนธรรมที่น่าสนใจอย่างสม่ำเสมอ

ไกลออกไปจากตัวเมืองเชียงใหม่อีกนิด ไปที่ อ.แม่ริม มีศูนย์ศิลปะ “ตูดยุง” ซึ่งเคยอยู่ที่กรุงเทพฯ ได้ไปตั้งหลักที่นี่มาได้สักพัก ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วมีการเปิดตัวนิทรรศการศิลปะที่น่าสนใจ คือ “BARE : เปล่าเปลือย” นิทรรศการแสดงเดี่ยวโดย หริธร อัครพัฒน์ และจัดแสดงไปยาวถึงวันที่ 10 ก.พ.นี้

หริธร ศิลปินรุ่นใหญ่วัย 58 ปี ทำงานต่อเนื่องมายาวนาน เขาจบการศึกษาจากคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร โด่งดังขึ้นมาด้วยการพัฒนาเทคนิคการทำงานบนประติมากรรมสำริดที่มีรอยคร่ำอันเปี่ยมเอกลักษณ์ รูปทรงและสีสันที่ดิบกระด้าง สดใสเจิดจ้า ที่ใช้ในผลงานประติมากรรมและจิตรกรรมของหริธร เชื้อเชิญให้ผู้ชมหวนกลับมาเชื่อมโยงกับอารมณ์

มิร์ทิลล์ ทิแบย์เรงซ์ ผู้อำนวยการศูนย์ศิลปะตูดยุง ได้เขียนถึงนิทรรศการศิลปะชุดนี้อย่างน่าสนใจว่า ในนิทรรศการนี้ผู้ชมถูกเชื้อเชิญให้ย่างก้าวเดินผ่านเสาไม้อันไร้กาลเวลา ไม่ต่างอะไรกับการเดินท่องไปในป่าดงแห่งความทรงจำ ความเชื่อ ตำนานดึกดำบรรพ์ และทุกๆ ฉากตอนในชีวิตประจำวัน บทกวีแห่งร่องรอยสลักเสลาอันไม่ปะติดปะต่อบนเสาไม้ของหริธรเหล่านี้ ย้ำเตือนให้เราตระหนักว่า คุณค่าของชีวิตก็คือตัวของชีวิตนั่นเอง

มิร์ทิลล์ มองว่าด้วยการทำกิจกรรมซ้ำๆ อย่างมีแบบแผนและมีความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ แต่มีนัยสำคัญเป็นเวลายาวนานกว่าสัปดาห์ ไปจนถึงกว่าเดือน หริธร ศิลปินชาวไทยทำการทดลองกับแนวคิดของเวลาและสติรับรู้ ด้วยการมุ่งความสนใจไปยังองค์ประกอบพื้นฐานที่สุดของประสบการณ์ที่มนุษย์เรามีต่อโลกนี้ และการถ่ายทอดข้อเท็จจริงแห่งการดำรงอยู่ของตนเองเช่นนี้นี่เอง เป็นสิ่งที่สะท้อนรากเหง้าความคิดเชิงพุทธศาสนาและปรัชญาแห่งการดำรงอยู่(อัตถิภาวนิยม) ของเขา

เธอพูดถึงงานชุดที่โดดเด่นในนิทรรศการครั้งนี้ว่า ด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์แห่งการผ่านเส้นทางชีวิตของหริธร ที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานจิตรกรรม “พระพุทธเจ้า 2,000 รูป” ซึ่งถูกสร้างสรรค์ขึ้นด้วยกรรมวิธีที่มีคุณลักษณะคล้ายกับพิธีกรรมหรือการสวดภาวนา จารึกเป็นเส้นทางแห่งชีวิตของศิลปิน เส้นสายลายรูปพระพุทธองค์นั่งทำสมาธิ ที่ได้แรงบันดาลใจจากตำนานพื้นบ้าน ถูกวาดขึ้นด้วยน้ำมือของศิลปิน ด้วยการลงน้ำหนักหมึกอินเดียอิงก์ทับซ้อนหลายชั้น ผสานกับเฉดของสีส้มและแดง สร้างสรรค์ภาพที่เต็มไปด้วยความรู้สึกของประกายอันเงียบสงบ และความสอดประสานกลมกลืนอันรุ่มรวยล้นเหลือ

นิทรรศการครั้งนี้ นอกจากจะประกอบด้วยภาพวาดพระพุทธเจ้าจำนวนนับไม่ถ้วน ที่ถูกเข้ากรอบอย่างประณีต แสดงออกถึงรูปลักษณ์ที่เต็มไปด้วยระเบียบแบบแผน ในขณะเดียวกันก็ถูกขัดแย้งอย่างโดดเด่นด้วยเหล่าบรรดาประติมากรรมไม้อันดิบหยาบ หรือจะว่าไปก็คล้ายกับเสาสักการะ (Totems) ที่ถูกจัดวางอยู่กลางพื้นที่แสดงงาน โดยครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่หริธรมีประสบการณ์ในการทำงานกับวัตถุดิบอย่างไม้ มอบแก่นสารให้เสาไม้เหล่านั้นด้วยอารมณ์ขันในเชิงกวี ที่แปรเปลี่ยนแนวคิดแห่งการดำรงอยู่ของความเที่ยงแท้ด้วยกิจกรรมที่เต็มไปด้วยเสรีภาพอันเปลือยเปล่าไร้ขอบเขตจำกัด

ทั้งหมดเป็นความคิดเห็นของ มิร์ทิลล์ทิแบย์เรงซ์ มองเข้าไปถึงตัวงานทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม และศิลปะแนวจัดวางในนิทรรศการครั้งนี้

ว่าไปแล้วหากย้อนกลับไปดูผลงานของหริธร จากในอดีตที่ผ่านมา งานศิลปะขั้นพื้นฐานของเขาได้สร้างความประหลาดใจให้กับแวดวงศิลปะอย่างต่อเนื่องด้วยประติมากรรมอันแปลกใหม่ นับตั้งแต่ครั้งที่เขาจบการศึกษาในช่วงยุคทศวรรษที่ 2520 เป็นต้นมา ไม่ว่าจะเป็นประติมากรรมสำริด ปูนปลาสเตอร์ หรือประติมากรรมที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล

ผลงานของเขาที่แสดงทั้งในพื้นที่สาธารณะและหอศิลป์ มักจะได้รับอิทธิพลจากปรัชญาศาสนาพุทธ ซึ่งมักจะเป็นประสบการณ์เชิงโต้ตอบอันยิ่งใหญ่ รวมถึงการได้รับรางวัลสำคัญทางศิลปะมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรางวัลสูงสุดของนิทรรศการ HENRY MOORE GRAND PRIZE EXHIBITION ครั้งที่ 7 ที่พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง Hakone-Utsukushi-Ga-Hara ที่ประเทศญี่ปุ่น ในปี 2534

ผลงานของเขาถูกสะสมในคอลเลกชั่นส่วนตัวของผู้สะสมงานศิลปะทั้งไทยและต่างชาติ และเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลศิลปะสาธารณะ ราชประสงค์ อาร์ต เมซ กรุงเทพฯ ในปี 2559 เทศกาลศิลปะข้างถนน บุกรุก ในปี 2556 พร้อมกันนั้นยังมีนิทรรศการแสดงเดี่ยวในหอศิลป์ชั้นนำของกรุงเทพฯ อย่าง 100 ต้นสนแกลเลอรี่ ในปี 2547 ถัง คอนเทมโพรารีอาร์ต ในปี 2552

นอกจากนี้ ยังได้รับการว่าจ้างให้ทำงานศิลปะโครงการใหญ่ๆ อย่างพระพุทธรูปสำริดสูง 15 เมตร ในวัดธรรมมงคลกรุงเทพฯ ในปี 2551 และประติมากรรมนางเงือกสำริดสูง 4 เมตร บนเกาะเสม็ด ที่ว่าจ้างโดย บริษัทปตท. ในปี 2559

ชมนิทรรศการศิลปะชุดนี้ได้ที่ศูนย์ศิลปะ ตูดยุง ต.ขี้เหล็ก อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ สอบถามโทร.08-4914-5499 (ภาษาอังกฤษ) และโทร.08-6312-1377 (ภาษาไทย) เฟซบุ๊ก : Toot Yung Art Center

หลุยส์ เฮส ไตรกีฬา แข่งกับตัวเองให้ดีที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577574

  • วันที่ 20 ม.ค. 2562 เวลา 10:34 น.

หลุยส์ เฮส ไตรกีฬา แข่งกับตัวเองให้ดีที่สุด

โดย มัลลิกา นามสง่า

เวลาเกือบ 7 วัน เทคิวให้กับการถ่ายละคร แต่พระเอกช่อง 7 “หลุยส์ เฮส” ก็ยังมีเวลาให้กับการออกกำลังกาย เล่นกีฬา ซึ่งตอนนี้กำลังทุ่มเทให้กับไตรกีฬา

“ผลงานที่กำลังออกอากาศอยู่ คือ ในคืนหนาวแสงดาวยังอุ่นและไฟหิมะ รอออกอากาศ มีจะเปิดกล้องเรื่อง ดวงใจขบถ ความจริงก็โฟกัสงานถ่ายละครเป็นหลักเลยครับ จะคาบเกี่ยวกัน 2 เรื่อง แต่การออกกำลังกายเป็นอะไรที่ทำควบคู่กันมาเสมอ

เริ่มจริงจังในการดูแลรูปร่างตอนเล่นเรื่อง หักลิ้นช้าง เพื่อจะได้ถอดเสื้อแล้วดูรูปร่างดี ส่วนเริ่มออกกำลังกายหนักๆ อย่าง Cross Fit ตอนเข้ากรมไปเป็นทหาร กลัวร่างกายไม่ไหว เราอยากแข็งแรง ก็ติดใจทำต่อเนื่องมาตลอดครับ”

เพียง 6 เดือนที่หลุยส์ได้สัมผัสกับการเล่นไตรกีฬา ยิ่งเล่นยิ่งชอบเพราะทำให้ได้รู้ศักยภาพตัวเอง และอยากทำให้ดีขึ้น “เมื่อก่อนผมวิ่งเทรล และมีวิ่งในป่า ว่ายน้ำในทะเล ปั่นจักรยานในป่า พายเรือคายัก

ก็มีคนบอกว่าเล่นอันนี้ได้ เล่นไตรกีฬาสบาย ผมไม่ปักใจเชื่อเท่าไร ก็ฝึกวิ่งกับเพื่อน แล้วลงสนามไตรกีฬากันทุกเดือน ก็เริ่มติดใจในกีฬานี้ พอไปแข่งงานแรก เวลาของผมกับคนที่เข้าอันดับหนึ่งไม่ต่างกันมาก เลยอยากลองฝึกให้แข็งแกร่งขึ้น

ผมว่าไตรกีฬาทุกคนทำได้นะครับ มันมีสเต็ปการซ้อม ค่อยๆ เพิ่มระยะเข้าไปเรื่อยๆ มันคล้ายๆ วิทยาศาสตร์ที่ทำแบบนี้แล้วผลตอบรับจะเป็นแบบนี้ เป็นกีฬาที่สนุกนะ

ผมจัดตารางการซ้อม ถ้าว่ายน้ำหนึ่งสัปดาห์ว่ายให้ได้ 3 ชั่วโมง ครั้งละ 1 ชั่วโมง ใน 3 อย่างนี้ชอบว่ายน้ำน้อยสุด เวลาลงแข่งยังมีโมเมนต์ที่ตื่นเต้น แล้วอย่างที่รู้กันการว่ายน้ำทำให้เสียชีวิตมากสุดในไตรกีฬา น้ำลึก น้ำขุ่น คนเยอะ ตอนว่ายเรามองมือตัวเองไม่เห็น พอเราไม่มั่นใจต้องฝึกมาก ฝึกเทคนิคอย่างเดียว การว่ายน้ำเหมือนกอล์ฟ สำคัญที่เทคนิคถูกต้อง ความไวจะค่อยๆ มา ตอนฝึกผมใช้ทุ่นช่วยลอยน้ำเพื่อให้การว่ายน้ำยากขึ้น

จักรยานสนุก ซ้อมน้อยหน่อย อาทิตย์หนึ่งครั้ง 2 ครั้ง เทคนิคในการซ้อม คือ ฝึกให้ฮาร์ตเรตต่ำ โซนสองโซนสามให้หัวใจคงที่ ให้แก๊บของฮาร์ตเรตเราเพิ่มขึ้น เช่น ถ้าหัวใจเต้น 140 ครั้ง/นาที ความเร็วจักรยาน 130 กิโลเมตร/ชั่วโมง ถ้าเราฝึกโซนนี้ หัวใจจะเต้นอยู่เท่าเดิม แต่ความเร็วของการปั่นจะเพิ่มขึ้น

วิ่ง ผมชอบมากที่สุด เพราะพอไปวิ่งเพิ่งรู้ตัวว่าเราวิ่งค่อนข้างเร็ว มีได้รางวัลบ้าง การซ้อมวิ่งจะกระจายเวลา อย่างตั้งเป้าหมาย 40 กิโลเมตร/สัปดาห์ ก็มีซ้อม อีซี่ รัน พักผ่อนกล้ามเนื้อขาให้เลือดสูบฉีด วิ่ง 5 กิโลเมตร วิ่งไปเรื่อยๆ ในเวลา 30 นาที เพราะถ้าแข่งผมใช้เวลาประมาณ 21 นาที อันนี้เป็นการคาดิโอหัวใจและให้กล้ามเนื้อหัวใจของเราพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ

เทมเบิล รัน เป็นการวิ่งบวกความเร็วกับช้าสลับกัน ถ้าเราตั้งเป้า 500 เมตร วิ่งให้ได้ภายใน 1.40 นาที อีก 500 เมตร วิ่ง 3 นาที วิ่งเร็วให้กล้ามเนื้อคุ้นชิ้น เพื่อให้เราสปิน เอามาเชื่อมต่อกันได้ ให้กล้ามเนื้อมันชินในการได้พัก แล้วอัดความเร็วเพิ่มขึ้นไป

สุดท้าย ลอง รัน วันที่เราวิ่งเอาความอดทนของกล้ามเนื้อ วิ่งระยะ 12-20 กิโลเมตร ในความเร็วที่วิ่งได้เรื่อยๆ 20 กิโลเมตรต่ำกว่า 2 ชั่วโมง”

ตอนนี้เรียกว่า ไตรกีฬา คือ กิจกรรมที่หลุยส์ชอบมากๆ แม้จะถ่ายละครเกือบทั้งอาทิตย์ก็ต้องหาเวลาไปลงแข่ง ยิ่งการซ้อมยิ่งไม่ให้ขาด เพราะสำคัญมากประหนึ่งการลงแข่ง

“ไตรกีฬาเป็นกีฬาที่มีสมาธิกับตัวเอง เล่นเดี่ยวกับคนจำนวนมาก เราซ้อมเพื่อให้เราแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ได้อยู่กับตัวเองตลอด ทุกครั้งเวลาแข่งก็กดดัน แต่ผมบอกตัวเองเสมอว่า เราแข่งกับตัวเอง เวลาเล่นก็มีท้อ บอกตัวเองมันเหนื่อยมันร้อนไม่ไหวแต่อีกชั่วโมงเดียวทุกอย่างจะจบลงแล้ว เราจะนั่งบนเก้าอี้ ทำต่อให้จบทำให้เต็มที่ แล้วก็เป็นความทรมานที่ชอบ โมเมนต์เข้าเส้นชัยมีความสุขมากๆ

ผมยังไม่เคยเข้าถึงยืนบนโพเดียม แต่ติดท็อปเทนทุกรายการ มันเลยทำให้เรารู้สึกว่า เราน่าจะไปยืนตรงนั้นได้ ผมเคยเข้าเส้นชัยเป็นคนที่ 4 แล้วคนเข้าที่ 3 เร็วกว่าผมแค่นาทีเดียว มันยิ่งทำให้เราฝึกมากขึ้น ทำให้เรามีความหวัง”

สิ่งที่ต้องระวังในการเล่นไตรกีฬา หลุยส์บอกว่า “แน่นอนที่สุด ทุกคนต้องรู้ร่างกายตัวเองว่าผ่านอะไรได้มากแค่ไหน เราไม่ควรทำเกินลิมิตของเรา ใจสู้แต่ร่างกายไม่ไหวน็อกกันมาหลายคนแล้ว ซ้อมให้ถึงที่สุด แพลนการซ้อมที่จริงจัง แต่อย่าซ้อมเยอะจนบาดเจ็บ

ตอนที่เราซ้อม เรารู้ว่าเราทำยังไง ตอนแข่งให้ทำแบบนั้น อย่าคิดว่าแข่งทำมากกว่าซ้อม เราซ้อมไปจนถึงจุดที่เราโอเค วันแข่งอย่ากดดันตัวเอง นอนให้เยอะ กินอาหารให้ถูก แมกนีเซียม โซเดียม โพแทสเซียม ร่างกายเราต้องใช้

ต้องมีความรู้จริงๆ ไตรกีฬามี 4 อย่าง คือ วิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ และเรื่องการรับประทานอาหารให้ถูกต้อง ซึ่งมันเป็นวิทยาศาสตร์การกีฬา คนแข่งระยะยาวเขาจะวางแผนต้องกินโซเดียมนาทีที่เท่าไรของการแข่งขัน กินน้ำนาทีเท่าไรของการแข่งขัน”

ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทหน้าที่ไหน หลุยส์ทำเต็มที่เสมอ และก่อนลงสนามจริงเขาก็ซ้อมอย่างเต็มที่ เพราะในการแข่งขันอาจมีโอกาสแค่ครั้งเดียว การเตรียมพร้อมให้ดีที่สุดย่อมนำสิ่งที่สมบูรณ์ที่สุดกลับมาตอบแทนเสมอ

ตามส่องเทรนด์จักรยานโลกปี 2019

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577570

  • วันที่ 20 ม.ค. 2562 เวลา 10:00 น.

ตามส่องเทรนด์จักรยานโลกปี 2019

โดย Withaya Heng

ปี 2018 ได้ผ่านพ้นไปพร้อมกับความเงียบเหงาของวงการจักรยานบ้านเรา หรือแม้แต่ในตลาดโลกก็มีการหดตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ แต่การดำเนินธุรกิจก็ยังคงต้องเดินหน้าต่อไป ยิ่งยุคนี้เป็นยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีต่างๆ ก้าวไปเร็วมากๆ ผลิตภัณฑ์ต่างๆ มีพัฒนาการอย่างก้าวกระโดด เรียกว่าเผลอแผล็บเดียวอาจจะกลับมาต่อไม่ติดเลยก็เป็นได้

วันนี้จึงได้รวบรวมข้อมูลจากหลายๆ สำนักมาให้ดูกันว่าในปีนี้อะไรจะมา อะไรจะนำเทรนด์สำหรับปี 2019 นี้

1.ยุคแห่งเสือหมอบทรง Aero อย่างแท้จริง

เมื่อพูดถึงเสือหมอบทรง Aero หลายคนจะคิดถึงจักรยานทรงบางเฉียบ ลู่ลม และพานนึกขยาดถึงความกระด้างราวกับเป็นของคู่กัน ยังไม่นับความปวดหัวในการร้อยสายเบรก สายเกียร์ การเลือกอุปกรณ์ประกอบที่ค่อนข้างจุกจิก แต่ในปี 2019 นี้ เสือหมอบ Aero ได้เปลี่ยนไปแล้ว มีพัฒนาการให้เป็นมิตรกับนักปั่นมากขึ้น อย่าง Trek Madone SLR ตัวใหม่ที่ใช้การทดสอบในอุโมงค์ลมมาช่วยในการออกแบบ จักรยานทรง Aero จึงไม่จำเป็นต้องบางเป็นแผ่นกระดาษอีกต่อไป การเลือกอุปกรณ์ประกอบจึงสามารถเลือกใช้ได้กว้างมากขึ้น นอกจากนี้ในเรื่องของการลดความกระด้าง Trek Madone SLR ยังออกแบบมาให้สามารถตั้งระยะการให้ตัวของหลักอานเพียงใช้หกเหลี่ยมขันตัวตั้งสองจุดหลังหลักอานและใต้ท่อบนเพื่อปรับความนุ่มนวลได้ตามใจคนปั่น

2.ดิสเบรก กำลังจะกลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานประจำรถ

ดิสเบรกเริ่มใช้กับเสือหมอบมาหลายปีแล้ว ในระยะแรกเป็นที่ถกเถียงกันมากถึงความจำเป็นและความปลอดภัย ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมองว่ามันไม่จำเป็นและเพิ่มน้ำหนักรถให้มากขึ้นแบบเสียเปล่า แต่หลังจากที่UCI ได้อนุญาตให้ทดลองใช้ในการแข่งขันรายการ Pro Tour ตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา กลางปีที่แล้ว UCI ได้ประกาศรับรองอย่างเป็นทางการให้เสือหมอบที่ติดตั้งดิสเบรกสามารถใช้ในการแข่งขันทุกรายการของ UCI ได้ นั่นหมายความว่าต่อจากนี้ไปดิสเบรกจะเป็นอุปกรณ์มาตรฐานคู่กับเสือหมอบทรงแอโร่ไปแล้ว

3.เบาะสั้นกำลังมา

Specialized ได้เปิดตัวเบาะแบบใหม่ที่มีขนาดสั้นกว่าปกติมาตั้งแต่ปี 2015 ด้วยปลายเบาะที่หดสั้นลงมากช่วยลดการกดทับขณะก้มปั่นในท่าหมอบได้เป็นอย่างดี พวกนักแข่งระดับโปรทัวร์ชอบใช้กันมาก แต่มันต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการพิสูจน์ตัวกับนักปั่นระดับทั่วไปจนกระทั่งประสบผลสำเร็จ ในปีนี้แบรนด์เบาะจักรยานชื่อดังต่างลงมาร่วมวงเบาะสั้นกันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นยักษ์ใหญ่วงการเบาะ Selle Italia ได้ออกรุ่น Novas Boost Kit Carbonio Superflow มาให้ได้ลองกัน หรือเจ้าแห่งอุปกรณ์อย่าง PRO ก็มีรุ่น Stealth Carbon Saddle ถ้าไม่อยากตกเทรนด์คงต้องรีบหามาลองกันแล้ว

4.E-bike กำลังก้าวขึ้นไปสู่ระดับแข่งขัน

จริงๆ แล้วในตลาดโลก Electric bike หรือจักรยานไฟฟ้านั้นฮิตติดตลาดมาหลายปีแล้ว โดยเฉพาะตลาดเมาเท่นไบค์สายเอนดูโร่ แทบทุกแบรนด์จะต้องมีเวอร์ชั่นไฟฟ้าให้เป็นตัวเลือกควบคู่ไปด้วยเสมอ ด้วยมันสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้หลากหลาย แต่มาปีหลังๆ เวอร์ชั่นไฟฟ้าดูจะมาแรงแซงหน้าขึ้นมาเป็นตัวทำตลาดหลักไปเสียแล้ว และยังได้ขยายฐานไปสู่จักรยานประเภทอื่นๆ เช่น จักรยานสองตอน จักรยานเพื่อการบรรทุกของอย่าง Cargo Bike ไปจนถึงจักรยานเอนดูโร่ระดับแข่งขัน ปีนี้จักรยานไฟฟ้าพัฒนาไปอีกขึ้นด้วยรูปทรงที่เพรียวบางลงและน้ำหนักที่เบาลง และตอกย้ำด้วยการที่ European Cycling Union ได้บรรจุการแข่งขันจักรยานไฟฟ้าทั้งเสือหมอบและเสือภูเขาอย่างเป็นทางการลงในโปรแกรมการแข่งขันตลอดปีนี้แล้วด้วย

5.ปีทองของ Smart Gadget

เทคโนโลยี Bluetooth ส่งผ่านข้อมูลความเร็วสูงและเทคโนโลยี 5จี ที่กำลังจะมาถึงได้ช่วยพัฒนาอุปกรณ์จักรยานให้ก้าวล้ำขึ้นไปอีกขั้น Smart Watch ที่ไม่ได้เป็นเพียงนาฬิกาอีกต่อไป หมวกกันกระแทกที่มาพร้อมระบบเชื่อมต่อเครือข่ายการนำทาง จุกลมยางที่สามารถบอกระดับแรงดันลมแบบ Real Time ผ่านทางสมาร์ทโฟน แว่นตากันแดดที่มาพร้อมจอแสดงภาพจากด้านหลังทำหน้าที่เป็นกระจกมองหลังไปในตัว รวมทั้ง Power Meter อุปกรณ์วัดแรงปั่นที่ส่งผ่านข้อมูลไร้สายแสดงประสิทธิภาพการปั่นไปที่มาตรวัดบนแฮนด์ จากอุปกรณ์ราคาแพงที่ต้องติดตั้งพิเศษก็กำลังจะกลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานโรงงานสำหรับ S-Works Venge 2019 เสือหมอบตัวท็อประดับหรูไปแล้ว

ติดตามตามติดเทคโนโลยีก้าวทันโลกแล้ว ก็อย่าลืมออกไปซ้อมปั่นกันบ้างนะครับ เดี๋ยวจะตามไม่ติดตามไม่ทันเพื่อนๆ ในกลุ่ม แล้วทีนี้อะไรก็ช่วยไม่ได้แล้วครับ

เอกเขนกพักผ่อนบนฟูก จินดา รอดฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577569

  • วันที่ 20 ม.ค. 2562 เวลา 09:46 น.

เอกเขนกพักผ่อนบนฟูก จินดา รอดฟ้า

โดย วราภรณ์ ภาพ : จินดา รอดฟ้า และพอแล้วดี

จากพนักงานธนาคาร บอล-จินดา รอดฟ้า เลือกทำในสิ่งที่รักคืออยากมีร้านกาแฟเป็นของตัวเอง จึงกลับไปบ้านเกิดไปเป็นเพื่อนคุณแม่ สานต่อความฝัน กลายเป็นธุรกิจ ล้มบนฟูก (LOM BON FOOK) Home & Café จ.สระบุรี แหล่งนอนเอกเขนกนั่งจิบกาแฟ และรับประทานอาหารริมแม่น้ำ เพื่อปลดเปลื้องความเหนื่อยเมื่อยล้าในการทำงาน รวมทั้งใช้แนวคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ให้เกิดความสุขในชีวิตอย่างแท้จริง

แรงบันดาลใจทำ โฮม แอนด์ คาเฟ่

“ผมอยากทำในสิ่งที่รัก กับคนที่รัก” บอล จินดา เล่าแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจได้ด้วยตัวเอง และขยายความว่า ทำในสิ่งที่รัก คือ ทำอาชีพร้านกาแฟ คนที่รัก คือ คุณแม่ ย้อนกลับไปชีวิตวัยเด็กของบอลเป็นคน อ.เมือง จ.สระบุรี พ่อแม่มีฐานะปานกลาง เขาเติบโตมาท่ามกลางสิ่งแวดล้อมคนต่างจังหวัดทั่วไป ไม่ได้กันดารแต่ก็ไม่ได้ศิวิไลซ์ แต่เขาเป็นเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์ ชอบคิดทำนู่นทำนี่อยู่เสมอๆ เช่น ทำละคนเวที แต่กลับเลือกเรียนสายวิทย์คณิตศาสตร์ ค่าที่ไม่กล้าทำในสิ่งที่ตัวเองสนใจ หรือทำได้ดี เมื่อศึกษาจบชั้นมัธยมเขาไปเรียนต่อกรุงเทพฯ ด้านสื่อสารมวลชน เอกโฆษณา แต่กลับไม่ชอบ จึงย้ายคณะและมหาวิทยาลัยมาเรียนสาขาเอกคอมพิวเตอร์ คณะบริหารธุรกิจ เพราะคิดว่าเป็นสาขาที่หางานทำได้ง่าย แล้วก็ไม่ผิดหวังเมื่อเขาสามารถสอบเข้าทำงานในธนาคารออมสินได้ นับเป็นสิ่งที่ทำให้พ่อแม่รู้สึกภาคภูมิใจมาก

“อดีตผมทำงานอยู่ฝ่ายกฎหมาย ธนาคารออมสิน ผมดูในส่วนของธนาคารทำงานได้ถูกต้องของหลักเกณฑ์แบงก์ชาติกำหนดหรือไม่ โดยทำงานอยู่สำนักงานใหญ่ย่านสะพานควาย ผมทำให้แม่ภูมิใจได้ 7 ปี และผมรู้สึกตลอดว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ของผม พอผมอายุ 28 ปีผมเริ่มถามตัวเองว่า งานที่ผมทำมันใช่ตัวเองไหม กรุงเทพฯ คือบ้านของผมจริงหรือไม่ และผมจะอยู่กรุงเทพฯ ต่อไปอีกนานแค่ไหน ซึ่งคำตอบอยู่ในใจผมคือ กรุงเทพฯ ไม่ใช่บ้านของผม ผมรู้สึกไม่มีความสุขเพราะมันไม่ใช่ที่ของผม ประกอบกับพ่อเสียชีวิตลง และแม่ต้องอยู่บ้านคนเดียว อีกทั้งพี่สาว 2 คนแต่งงานและแยกบ้านออกไปอยู่ต่างจังหวัดแล้ว ผมจึงขอย้ายกลับไปทำงานที่สระบุรี แต่ทำได้สักพักรู้สึกว่าความเป็นผมไปไม่ได้กับองค์กร จึงขอลาออก และบอกตัวเองว่าถึงเวลาสักทีที่ผมจะต้องกล้าทำอะไรบางอย่างที่ตอบโจทย์ตัวเอง”

ก่อนออกจากงานควรคิดให้รอบคอบ

“สังเกตตัวเอง” คำบอกเล่าที่ต้องคิดให้หนักๆ ก่อนออกจากงานว่า เราอยู่กับอะไรแล้วมีความสุข หรือเราเหมาะกับอะไรกันแน่ ที่ทำแล้วจะเป็นอาชีพของตนเองได้ และสามารถพัฒนาให้มีความมั่นคง ต้องคิดให้ถ้วนถี่และชัดเจน

“ก่อนออกจากงานผมใช้เวลาพิจารณาตัวเองนานปีกว่าๆ ผมรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้อยู่ในคาเฟ่ หรือได้อยู่ในร้านกาแฟสวยๆ งามๆ เพราะผมชอบบรรยากาศ เป็นช่วงเวลาได้อยู่กับตัวเอง ผมชอบร้านกาแฟในหอศิลป์ การนั่งในร้านเหมือนได้อยู่กับตัวเองแม้คนจะเยอะ ถือเป็นช่วงเวลาที่ผมได้คิดทบทวนได้เบรกตัวเอง แม้ครึ่งชั่วโมงต่อวันก็ยังดี ผมรู้สึกว่ามีพลังงานไปทำนู่นนี่ต่อ” ความคิดของจินดาตกผลึกด้วยจังหวะ คุณพ่อเสียชีวิตตอนท่านอายุ 59 ปี เลยรู้สึกว่า ถึงเวลาต้องย้ายกลับไปอยู่เป็นเพื่อนแม่แล้วล่ะ เพราะสิ่งที่เขาต้องโฟกัสต่อไป คือ แม่

“เมื่อย้ายมาทำงานธนาคารออมสินที่สระบุรี ผมยิ่งได้คำตอบว่าผมไม่เหมาะกับการทำงานประจำ ล้มบนฟูกจึงเกิดมาได้เกือบ 2 ปีแล้ว ด้วยการไปเช่าบ้านที่อดีตเป็นจวนผู้ว่าฯ ที่ปล่อยทิ้งรกร้าง ผมมองเห็นโอกาสจึงขอเช่าอสังหาริมทรัพย์ โดยไม่ต้องซื้อที่ดิน เพราะผมกำลังไม่พอ แต่เป็นการเช่าบ้าน ซึ่งมีความเป็นไปได้ ผมจึงตัดสินใจเช่าบ้านไม้เก่าอายุ40 ปีทำเป็น โฮม คาเฟ่ ล้มบนฟูก ที่มีโลเกชั่นที่เหมาะแก่การพักผ่อน เพราะอยู่ใกล้แม่น้ำ และมีต้นไม้ใหญ่ต้นจามจุรีอายุนับ 120 ปี ให้ร่มเงา แผ่กิ่งก้านสวยงาม ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของผมเพียง 3 กิโลเมตรเท่านั้น คือบ้านหลังนี้ปล่อยทิ้งมานาน 30 ปี อดีตเคยเป็นจวนผู้ว่าฯ จนต้นไม้ขึ้นรกร้าง ผมมองเห็นศักยภาพของบ้านและที่แปลงนี้ มองเห็นความเป็นไปได้ว่าเนื้อที่ 300 งาน น่าจะเป็นแหล่งพักพิงให้คนได้พักผ่อนได้”

“ประมาณตน” หลักทำธุรกิจแบบพอเพียง

หลังปรับปรุงพื้นที่และตัวบ้านราว 5 เดือน จนกลายเป็นโฮม แอนด์ คาเฟ่ ล้มบนฟูก ที่ทำด้วยแรงปรารถนาของจินดาล้วนๆ คือ เขารู้สึกว่ากรุงเทพฯ รถติด ชีวิตการทำงานเหนื่อย ทุกอย่างดูยากหมด แต่เขาก็อยากจะมีที่สักที่หนึ่งที่มาแล้วทำให้หายเหนื่อย ที่นั่งมีลักษณะเหมือนฟูกหรือเตียงนอน แค่ล้มตัวลงนั่งหรือนอนก็รู้สึกได้พักผ่อน อีกทั้งสระบุรียังอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ อยากให้คนแวะมาเยี่ยมแล้วได้ชาร์จแบตเตอรี่กลับไปสู้งานต่อ

“อดีตผมเคยอยู่กรุงเทพฯ แล้วรู้สึกเหนื่อยอ่อนมาก แต่พอผมได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการพอแล้วดีปี 2 ผมได้เรียนรู้และได้คำตอบหนึ่งให้กับชีวิตคือ อะ พาร์ต ทู บี เลซี่ ล้มบนฟูกเกิดจากตอนเข้าพอแล้วดีได้ระยะหนึ่ง ความคิดทำธุรกิจแบบพอดีพอเพียงของผมมีความชัดเจนขึ้น หลักคำสอนที่ผมได้เรียนรู้จากปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ ประมาณตน ทำให้ชีวิตผมดีขึ้นมาก ผมรู้สึกเป็นโอกาสที่ดีมากๆ ทำให้ผมรู้จักตัวเองมากขึ้น และผมรู้ว่าโฟกัสของผมคือทำอะไร และจะทำอย่างไร ผมรู้สึกว่าทั้งชีวิตผมคือล้มบนฟูก พอผมรู้ว่าผมคือใคร ฐานะการเงินเราเป็นอย่างไร สนใจอะไร ทำอะไรได้ดี พอผมรู้ว่า ผมคือเด็กคนหนึ่งที่ตายไม่ได้แน่เลยถ้าไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ เพราะผมมีความฝันคืออยากมีร้านกาแฟเป็นของตัวเอง” และหัวใจสำคัญคือได้ทำอะไรร่วมกับแม่อันเป็นที่รักของเขา โดยดึงความเก่งและโดดเด่นของแม่คือ อดีตเปิดร้านขายอาหารตามสั่งที่มีรสมือดี มีลูกค้าแวะมาชิมไม่ขาด และเขาก็เติบโตมากับหม้อก๋วยเตี๋ยวและตะหลิวของแม่ ผสานกับพรสวรรค์ของเขาคือชอบการจัดวาง และชอบตกแต่งร้าน จึงคิดว่าทั้งสองอย่างมาร่วมกันได้ กลายเป็นคาเฟ่ขายอาหารตามสั่ง และขายกาแฟเก๋ๆ ริมแม่น้ำป่าสัก

“พอแล้วดีทำให้ผมรู้ว่า เราดำเนินธุรกิจแบบไม่มีความรู้ มีแต่แรงบันดาลใจไม่ได้ ที่จริงแล้วการดำเนินธุรกิจไม่ใช่แค่มีแรงบันดาลใจแล้วจะไปได้ ต้องบวกกับความรู้ อิงตามหลักเหตุและผล ทำแล้วสมเหตุสมผลหรือไม่ ทำแล้วได้อะไร เสียอะไร พอแล้วดีสอนองค์ความรู้ทำธุรกิจและการดำเนินชีวิต สอนเรื่องการประมาณตน ซึ่งก่อนหน้านี้หากผมอยากทำธุรกิจผมคงกู้และลงมือทำเลยด้วยปรารถนาแรงกล้า แต่พอรู้หลักเศรษฐกิจพอเพียงคือการประมาณตน ทำให้ผมมีสติมากขึ้น ประมาณตนว่าทำแล้วจะเกิดความเครียดไหม ทำให้ผมรอบคอบขึ้นเรื่องการใช้เงิน อีกทั้งคำสอนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ยังสอนให้ไม่เบียดเบียนคนอื่น ธุรกิจต้องหาเงินได้ด้วย แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อใคร หากสร้างประโยชน์ให้คนอื่นได้เราควรทำ เช่น สนับสนุนการปลูกและรับซื้อพืชผักสวนครัวของชาวบ้านในละแวกร้าน”

ล้มบนฟูกจึงไม่ใช่แค่คาเฟ่ แต่เป็นที่ที่คนได้มาพักกาย พักใจ ลูกค้าจะได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง เพราะบรรยากาศเงียบสงบ ไม่วุ่นวายแม้อยู่ริมถนน นี่คือความตั้งใจของจินดา

“มาร้านผมต้องถอดรองเท้าจะยิ่งทำให้คนรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน ธุรกิจผมค่อยๆ คิดค่อยๆ ทำ ขอร้องแม่ช่วยมาทำกับข้าวให้ คิดสูตรเป็นของร้านเอง ความน่ารักของแม่คือ อาหารทุกจาน เราช่วยกันคิดสูตร คือรสชาติคนโบราณกินแบบไหนผมกับแม่ได้แชร์กัน เมนูเด็ดๆ ที่แม่ทำอร่อย เช่น น้ำพริกปลาทูคลุกน้ำปลาสูตรนี้แม่คิดและผมกินตั้งแต่เด็กอร่อยมากหรือข้าวแกงส้มผักรวมไข่เจียว คือคอนเซ็ปต์ทุกอย่างผมคิดเองทั้งหมด ผมพยายามใช้วัตถุดิบท้องถิ่น บวกกับความรู้ในการทำอาหารพื้นบ้านของแม่ อาหารเครื่องดื่มทั้งหมดถูกคิดภายใต้คอนเซ็ปต์นี้ ผมชอบอยู่กับอะไรแบบนี้ มีความสุขอยู่กับอาหารไทย ไปซื้อผักของป้าข้างบ้าน ไปเดินตลาดท้องถิ่นที่คุณป้าคุณยายเอาพืชผักมาขาย ผมอยากสนับสนุนผักของคนท้องถิ่น”

ละเลียดกาแฟ เรียกสติ

เงินลงทุนเพียง 1 ล้านบาท แต่ได้ความสุขมหาศาล เพราะคอนเซ็ปต์ร้านดี ใครๆ ก็อยากแวะมาเยี่ยมเยียน

“ผลดำเนินธุกริจไปได้น่าพอใจ ศุกร์เสาร์อาทิตย์ครึกครื้น ผมไม่ทำร้านให้แออัด ไม่ต้องจองที่นั่งแต่ 3 เดือนแรกที่เปิดให้บริการไม่มีที่ให้แขกนั่งเลย ผมคิดว่าจุดดึงดูดคือ แปลก คาเฟ่อะไรนอนได้ด้วย เพราะมีฟูกปูเต็มริมแม่น้ำ ลักษณะโดดเด่นมีฟูกปูบนลานไม้ใต้ต้นจามจุรี ริมแม่น้ำป่าสักซึ่งกว้างประมาณ 30 เมตร ผมไม่มองไปถึงทำเป็นรีสอร์ทเพราะจะแออัดไป ทำให้อยู่ไม่สบาย ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปไม่วุ่นวาย”

สุดท้าย บอลนิยามการใช้ชีวิตช้าๆ ในแบบของตัวเองแม้ช่วงนี้เขาตั้งใจทำงานหนัก เพื่อวางระบบร้านให้ดีที่สุด แต่ก็ขอมีบางมุมที่ขอใช้ชีวิตอย่างมีสติ เช่น การหามุมเงียบๆ คิดนู่นคิดนี่ เพื่อเรียกสติกลับมา

“ผมมีความสุขมากๆ ได้อยู่กับแม่ ได้ทำความฝัน ได้เป็นนายตัวเอง และได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำจริงๆ อยากตื่นมาทำงานทุกเช้าในบ้านที่ทำให้ผมมีความสุข เห็นผู้คนมาใช้ชีวิตพักผ่อน เห็นเขาได้นอนพักผมก็มีความสุข ยิ่งการใช้ชีวิตที่ได้กลับมาที่บ้านเกิดช่างแตกต่างจากตอนอยู่กรุงเทพฯ โดยสิ้นเชิง เพราะอยู่ธนาคารต้องหาลูกค้าต้องทำยอดบัตรเครดิต ชีวิตเป็นรูทีนมากตื่นเช้ากลับบ้านค่ำ ชีวิตวนอยู่แบบนั้น แม้ตอนนี้ผมยังตื่นเช้า 6 โมงเช้า เข้านอน 4 ทุ่ม ได้ใช้ชีวิตเป็นเด็กต่างจังหวัด ตารางชีวิตผมคือเวลาสัก 9 โมงเช้าเมื่อจัดการวางแผนการทำงานเรียบร้อยผมก็มานั่งจิบกาแฟ อ่านหนังสือซึ่งผมหวงเวลาช่วงนี้มาก เพราะผมมีความสุขอยู่กับโมเมนต์ตรงนี้ เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงแต่สุขมากๆ ในแบบของผมครับ” จินดา รอดฟ้า เจ้าของโฮม แอนด์ คาเฟ่ ล้มบนฟูก วัย 30 กล่าวทิ้งท้าย

ไต่ความสวย(อันตราย) มุ่งสู่’เลห์ ลาดักห์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577567

  • วันที่ 20 ม.ค. 2562 เวลา 09:28 น.

ไต่ความสวย(อันตราย) มุ่งสู่'เลห์ ลาดักห์'

โดย ปอย

เส้นทางดั่งสรวงสวรรค์ คือความฝันของนักเดินทางต้องได้ไปเห็นกันด้วยตา ภาพที่ได้สัมผัสตรงหน้ามันสุดคุ้ม “บี” ณพีรา เตชาชาญ “แป๋ม” ปัญชรัศม์ งานวงศ์พาณิชย์ สองสาวนักท่องเที่ยวรวมก๊วนเพื่อนตั้งกลุ่มชื่อว่าG venture เลือกมุ่งสู่จุดหมายปลายทางเมืองเลห์ เมืองหลวงแคว้นลาดักห์ ประเทศอินเดีย ตะลุยผจญภูมิประเทศบนความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 3,500 เมตร ความกดอากาศและออกซิเจนเบาบาง ต้องรับมือกับ “อาการแพ้ความสูง – High Alititude Sickness”ซึ่งแม้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง แต่เมื่อต้องผจญความสูงระดับนี้ อาการเบื้องต้นคือ มีอาการปวดหัว แน่นหน้าอก ไม่อยากอาหาร นอนไม่หลับ คลื่นไส้อาเจียน ก็เปิดฉากต้อนรับคนมาเยือนทันใด

ยิ่งสูง ยิ่งเสี่ยง ถ้าขึ้นไปบนพื้นที่สูงเกิน 5,000 เมตร อาการมักรุนแรงอาจถึงขั้นหมดสติ หยุดหายใจชั่วคราว หรือถึงขั้นเสียชีวิตจากเหตุการณ์ผู้พิพากษาหนุ่มวัย 30 ปลายๆ นักท่องเที่ยวไทยซึ่งเดินทางไปเที่ยวเมืองเลห์ ลาดักห์ เสียชีวิตกะทันหัน คาดว่าเกิดจากสาเหตุความกดอากาศเปลี่ยนแปลง และอาจเกิดโรคจากที่สูง

“วันนี้โอเคหรือเปล่า? ปวดหัวไหม ใครเป็นอะไรหรือเปล่า?” กลายเป็นบทสนทนาประจำวันของกลุ่มนักท่องโลก ระหว่างท่องชมภูมิประเทศรายรอบล้อมไปด้วยเทือกเขา ทะเลสาบ ทะเลทราย ทุ่งหญ้า ทุ่งนา ลำธารน้ำใส ภูเขาหิมะ หลากหลายภูมิประเทศ “เลห์ ลาดักห์ – Leh Ladakh” ได้ชื่อว่า “สวรรค์ของนักเดินทาง” สองสาวนักเดินทางไปถึงได้แต่พูดประโยคซ้ำๆ “ทำไมมันสวยขนาดนี้ แทบกะพริบตาไม่ได้เลย…”

สรุปว่าสวยมาก น่าไปมาก

คนเคยไปมาแล้ว ผู้ชายอายุ 40 ปีต้นๆ แถมฟิตจัดเตะฟุตบอลประจำ ก็ยังรู้สึกเหนื่อยมาก แค่เดินขึ้นบันไดโรงแรมที่พักในเลห์ แค่ 3 ชั้นเหนื่อย “บี” ณพีรา กล่าวว่า เรื่องการค้นคว้าหาข้อมูลเหล่านี้ก่อนออกไปท่องเที่ยว จึงต้องแน่นปึ้ก ด้วยเหตุผลเส้นทางท่องเที่ยวครั้งนี้ ขอใช้คำว่า หฤหรรษ์+หฤโหด ได้เลยทีเดียว

สถานที่เที่ยวแต่ละที่ไกลกันพอสมควรนั่งรถ 4 ชั่วโมงขึ้นไป และถนนหนทางเวลาไปเที่ยวก็คดเคี้ยว จนคนที่ไม่เคยมีอาการเมารถเลย ก็อาจเกิดอาการไม่ไหววิงเวียนศีรษะ มาเมารถเป็นครั้งแรกกันที่นี่

“ก็เหนื่อยมากๆ ค่ะ เราเลือกไปมาเมื่อเดือน ส.ค.ปีที่แล้ว เป็นช่วงฤดูร้อน ซึ่งเหมาะที่สุดสำหรับการท่องเที่ยว เลห์ ลาดักห์ จะเริ่มตั้งแต่เดือน มิ.ย.-ต.ค.ของทุกปี ช่วงเวลานี้เลห์ฮอตที่สุดมีกิจกรรมให้เล่นได้หลายๆ อย่าง แทร็กกิ้งได้ ฟ้าสวยใสอากาศสบายๆ

ทริปนี้ไปเที่ยวโดย ณพีรา ทราเวล สไตลิสต์ (Napira Travel Stylist) ต้องทำความเข้าใจกันในกลุ่มท่องเที่ยวของเรากันก่อนค่ะ ต้องขาลุย ไม่ได้เที่ยวสบาย อินเดียคือประเทศน่าท่องเที่ยวมีหลายๆ เส้นทางให้ค้นหา สายชมพระราชวังก็มุ่งสู่จัยปูร์ สายพุทธศาสนาก็ต้องไปชมสังเวชนียสถาน โดยถ้ามีผู้สูงวัยก็ต้องทำความเข้าใจว่าการเดินทางแต่ละเมือง ค่อนข้างยาวไกล แล้วถ้าใครอยากผจญภัยมันๆ วิวอลังการงามๆ ก็ควรมาเที่ยวอินเดียเลยค่ะ

พวกเราเลือกมาเที่ยวเมืองเลห์ ลาดักห์ ก็เพราะต้องการเก็บภาพครั้งหนึ่งในชีวิต จึงเลือกทริปโฟโต้ชู้ต ความที่เราใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงศิวิไลซ์ เห็นแต่ตึกสูงๆ นั่งรถไฟฟ้าสบายๆ พอได้ไปเห็นภาพแรก ก็ขอใช้คำว่าสภาพบ้านเมืองของเขารูปแบบบ้านๆ ว้าวๆ เมืองเล็กที่มีความน่ารักเหมือนภาพวาดได้เลยค่ะ”ณพีรา เล่าถึงภาพประทับใจภาพแรกที่ได้สัมผัส

เมืองเล็กๆ ของแคว้นลาดักห์ เขตแคชเมียร์ ปัญชรัศม์ สำทับเพื่อนคู่หูที่ไปด้วยกันว่า ความตื่นเต้นก็เริ่มตั้งแต่เครื่องแลนดิ้งกันเลย ภูมิประเทศโอบล้อมด้วยเทือกเขาสูงลิบ “เลห์” ได้ชื่อว่าเป็น “ทิเบตน้อย (Little Tibet)” ต้องไปเห็นด้วยตาให้ได้

“วิวแรกมองลงมาจากเครื่องบิน เราเห็นกลุ่มเทือกเขาหิมาลัยที่เป็นกลุ่มภูเขาหินสลับซับซ้อน สัญลักษณ์ของเมืองเลห์ หลายๆ คนคงเคยเห็นภาพแนะนำท่องเที่ยวกันนะคะ แต่ขอบอกเลยว่าของจริงสวยกว่ามากๆ เลยค่ะ พีกมากเป็นทริปสวยที่สุดในชีวิตเลย เราก็บอกกันใครห้ามหลับเด็ดขาด ภาพนี้ควรเก็บไว้ในความทรงจำครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้มาเห็นด้วยตา

ความที่เราศึกษาเส้นทางว่าค่อนข้างโหด จึงเลือกพัก The Grand Dragon Ladakh โรงแรมระดับ 5 ดาวของที่นั่น การมาท่องเที่ยวเมืองโหดๆ ต้องหาข้อมูลให้เป๊ะๆ เลยค่ะ พลาดไม่ได้เพราะจะลำบากยิ่งขึ้น แล้วสิ่งที่ลำบากที่สุดไม่ใช่แค่การเดินทางข้ามภูเขาสูงเท่านั้น อาหารอินเดียที่เลห์จะเป็นมังสวิรัติ แกงกะหรี่ ผัก ไข่ เป็นหลักค่ะ รสชาติที่ไม่คุ้นเคยคือสิ่งที่เราต้องผจญภัย แล้วบางคนไม่สามารถก้าวข้ามไปได้ด้วยนะคะ (หัวเราะ) โรงแรมนี้บริการอาหารอินเดียสไตล์แกสโตรโนมิก เราน่าจะรอดกับปัจจัย 4 เรื่องกินต้องสบายไว้ก่อน กองทัพต้องเดินด้วยท้องค่ะ” ปัญชรัศม์ บอกจุดเริ่มต้นทริปประทับใจ

ณพีรา เล่าว่าความตื่นเต้นเริ่มตั้งแต่กัปตันประกาศนำเครื่องบินลงสู่เมืองเลห์ โดยฝากคำเตือนที่สำคัญมากสำหรับนักท่องเที่ยว

“สภาพร่างกายที่พร้อมรับมือกับอาการแพ้ความสูงคือ อย่าเคลื่อนไหวเร็ว Altitude Sickness อันตรายมาก ต้องทำแบบตัวเชื่องช้าแบบตัวสล็อต พวกแอ็กทีฟหลายคนที่คิดว่าตัวเองแข็งแรง ออกกำลังมาคิดว่าร่างกายพร้อม วูบไปแล้วหลายคนค่ะ วันแรกอย่าเพิ่งรีบออกไปเที่ยว มีคำแนะนำจากไกด์ท้องถิ่นให้นอนพักผ่อนให้เต็มที่ก่อน 1 วันไปเลยค่ะ รุ่งขึ้นอีกวันร่างกายจะปรับสภาพกับอากาศบางๆ ได้แล้ว จึงค่อยออกไปลุย อย่าเสี่ยง ใครยังรู้สึกเพลีย ต้องกินยาไดม็อก (Diamox) ไปก่อน 24-48 ชั่วโมง ก่อนออกเดินทางไปไต่ความสูงกันค่ะ”

มันเหนื่อยขนาดไหน? “โรคแพ้ความสูง”

ภาพวิวหลักล้านเหล่านี้ กลายเป็น Dream Destination ภาพทะเลสาบใสสีน้ำเงินตัดกับท้องฟ้าสีฟ้าใสไม่แพ้กัน ภูเขาหิมะสีขาวสลับซับซ้อนตระหง่านอยู่เบื้องหลัง คือเป้าหมายของการตะลุยหิมาลัยบนระดับความสูง 3,000 กว่าเมตร เดินทางโดยรถยนต์ขึ้นสู่จุดที่เรียกว่า Zero Point ความสูงประมาณ 5,000 เมตร หรือ 1.5 หมื่นกว่าฟุต อาการป่วยที่หลายคนกังวลก็เริ่มกำเริบแสดงอาการกันเป็นแถว

“กรุ๊ปเรามีตั้งแต่อายุ 30 กว่าปี จนถึงวัย 40 กว่าปี ซึ่งทุกคนมีทริปในฝันคือที่นี่ ประมาณว่าชีวิตนี้ฉันจะต้องมาให้ได้ ใครฝันมาเที่ยวเลห์ ลาดักห์ ควรมาก่อนวัยอันควรคือก่อน 50 ปี จะแจ๋วมากค่ะ คือร่างกายมีกำลังวังชา ต่อสู้กับออกซิเจนบางมากๆ มันทำให้เหนื่อยจนหายใจไม่ค่อยออกได้ ทริปนี้พวกเราหลายคนพาคุณพ่อคุณแม่มาด้วย แต่ขนาดลูกๆ ก็เดี้ยงกันตั้งแต่วันแรกแล้วค่ะ พวกท่านวัย 60-70 ปี ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย จึงตัดสินใจให้พวกท่านนอนพักอยู่ในโรงแรมตลอดทริปนี้เลยค่ะ

สิ่งสำคัญคือไปถึงเลห์ วันแรกต้องให้ร่างกายนอนพักผ่อนให้เต็มที่ก่อนค่ะ หมอใช้คำว่าเพื่อ Acclimatization ให้ร่างกายชินกับความสูง ดื่มน้ำเยอะๆ เดินช้าๆ การเคลื่อนไหวทุกอย่างต้องช้าๆ เพื่อจะช่วยลดการเกิด AMS หรือ Acute Mountain Sickness ซึ่งเกิดได้ตั้งแต่สถานที่นั้นๆ มีความสูงตั้งแต่ประมาณ 2,100-2,500 เมตรขึ้นไป

โดยเมื่อเกิดเหตุการณ์นักท่องเที่ยวที่การเดินทางขึ้นไปที่สูง เหนือระดับน้ำทะเลขนาดนี้ แล้วปรับตัวไม่ทัน อาการปวดศีรษะ เริ่มเหนื่อย หายใจเร็ว หมอเรียกว่าโรคจากขึ้นที่สูง

ยาไดม็อกคือตัวช่วย ยาประเภทนี้จะกระตุ้นระบบการหายใจ ขาดไม่ได้เลยนะคะ น่าสงสารก๊วนคุณแม่ที่เดินทางไปด้วย เพราะผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวเดินทาง 2,500 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลลำบากมาก

แต่ยังถือว่าโชคดีค่ะ ที่เราเลือกพักในโรงแรม 5 ดาว ซึ่งเตรียมคุณหมอและพยาบาลประจำมาช่วยดูแลใกล้ชิด แค่ออกมาเดินเล่นนอกโรงแรม พาไปเดินตลาด หลายคนก็วิงเวียนศีรษะ บางคนวูบหน้ามืดจะเป็นลม ในที่สุดก็ต้องตัดสินใจให้พวกท่านนอนอยู่ในโรงแรมเท่านั้นค่ะ” ณพีรา เล่าถึงสุขภาพที่เปลี่ยนไปตามสภาพอากาศตั้งแต่วันแรก

ส่วนก๊วนลูกๆ หลังปรับสภาพพัก 1 วัน บางคนสามารถลุกขึ้นจากเตียงเดินเข้าไปในห้องน้ำได้บ้าง แต่บางคนอาการเหมือนคนยังไม่สร่างเมาขนาดที่ว่ากุมฝาชักโครกไว้แน่นตลอด อาเจียนลงส้วมจนหมดท้อง

ปัญชรัศม์ บอกแต่มาถึงกันแล้ว ก็ต้องตะลุยกันต่อไป วันรุ่งขึ้นพอทุเลาเริ่มเข้าสู่โหมดปกติ ทริปจึงเดินหน้าต่อไป โดยทริปนี้ต้องไต่ระดับพื้นที่ที่จัดว่าสูงเป็น 3 ระดับ คือ พื้นที่สูง (High Altitude) คือความสูง 1,500-3,500 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง พื้นที่สูงมาก (Very High Altitude) คือความสูง 3,500-5,500 เมตร และพื้นที่สูงสุดขีด (Extreme Altitude) คือสูงเหนือ 5,500 เมตรขึ้นไป

“กลุ่มพวกเราไปมาแล้วหลายประเทศนะคะ บอกได้เลยว่าที่นี่ เลห์ ลาดักห์ คืออีกแห่งที่สวยที่สุดในโลกค่ะ เราเดินทางออกจากเลห์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นลาดักห์ เดินทางไปกลับ 10 ชั่วโมงโดยรถยนต์มุ่งสู่ทะเลสาบปันกอง ซึ่งเป็นทะเลสาบสูงที่สุดในโลก

ที่นี่เป็นอีกจุดหมายสำคัญของทริป เพื่อไปเก็บภาพทะเลสาบที่ได้ชื่อว่าเป็นน้ำตาแห่งหิมาลัย เอกลักษณ์ของเลห์ที่ต้องไปถ่ายรูปให้ได้ค่ะ น่าตื่นเต้นคือเป็นทะเลสาบน้ำเค็มตั้งอยู่ที่ความสูง 4,350 เมตร น้ำทะเลสาบสีเทอร์ควอยส์ สีฟ้า สีน้ำเงิน กระจายเป็นเฉดสี ตามอุณหภูมิของแสงอาทิตย์ ในเวลานั้นๆ ล้อมรอบด้วยภูเขาสูงใหญ่ ตัดท้องฟ้าสีน้ำเงิน

เส้นทางไปโหดร้ายมากจริงๆ ต้องพกกระป๋องออกซิเจนติดตัวไว้ อาการหายใจไม่ออกเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาค่ะเพราะอากาศเบาบาง เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนกับแค่เราเดินขึ้นบันได 3 ชั้น ก็หอบกันแฮกแล้ว แต่กลับมาก็พูดได้เต็มปากค่ะว่า “ถนนสูงที่สุดในโลกฉันไปลุยมาแล้วนะ”

นิยามของที่นี่คือ ยิ่งสูงยิ่งอ้วก (หัวเราะ) พกยาดมและถุงพลาสติกติดตัวไว้ให้มั่นค่ะของสำคัญขาดไม่ได้ ขนาดเพื่อนที่ไม่เคยเมารถยังไม่รอด เพราะรถต้องวิ่งผ่านความโค้งตลอดเส้นทาง ยังไม่รวมกับทางอันแสนแคบ หวาดเสียวกันที่สุดที่กั้นอะไรก็ไม่มี ตกไปคือเหว (หัวเราะ)

ภาพถ่ายมันสู้ไม่ได้กับสายตาที่เราเห็นจริงๆ ค่ะ ทุกโมเมนต์คือความสวยจนไม่อยากหลับตา ทุกภาพมันเปลี่ยน วิวเปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา ธรรมชาติตื่นตาทั้งคนทั้งสัตว์แปลก หมาป่าแดง ตัวคล้ายๆ ตุ่น ม้า จามรี วิ่งเดินไปมาให้เราชม เราสองคนนั่งริมทะเลสาบ จดบันทึกความทรงจำ ถ่ายภาพกันนานมากๆ โดยไม่รู้ตัวว่านั่งกลางแสงแดดจัดๆ กี่ชั่วโมง แบบที่ว่าพอกลับมาเมืองไทย ตัวไหม้กันเลยค่ะ” ปัญชรัศม์ กล่าวถึงภาพประทับใจในชีวิต

ห้องน้ำเป็นอย่างไร? หญิงสาวจากเมืองกรุงออกไปลุยกันขนาดนี้ เรื่องนี้ไม่กล่าวถึงไม่ได้เลย เรื่องนี้ ณพีรา ขอยกมือเป็นคนแจงรายละเอียด

“หน้าตาห้องน้ำคล้ายๆ ส้วมหลุม แล้วมีกล่องสี่เหลี่ยมครอบส้วมหลุมนั้น คำเตือนคืออย่ามองลงไปในหลุมนั้นโดยเด็ดขาดค่ะมิฉะนั้นจะเสียขวัญมาก (หัวเราะ) ห้องน้ำมีบริการตลอดระหว่างทางค่ะ เราก็เตรียมพร้อมทิชชู่เปียก ผ้าถุง ร่ม ซึ่งเป็นของสำคัญมากสำหรับผู้หญิง ที่ไม่สะดวกเข้าห้องน้ำแบบโอเพ่นแอร์ หรือที่เรียกกันว่า Stone Toilet เจอก้อนหินตรงไหนฉี่ได้ทันที ฟังแล้วดูสุนทรีย์ตอนขับถ่ายดีนะคะท่ามกลางวิวภูเขา

แต่เราก็ไม่กล้า ต้องขอรอส้วมกล่องนักท่องเที่ยว (กลุ่มอื่น) เตรียมผ้าคล้ายๆ ผ้าถุงไปคลุมตอนฉี่ หรืออึ แล้วเขี่ยทรายมากลบเลย ทำภารกิจเสร็จก็ไม่มีน้ำ ใช้ทิชชู่เปียกเจลแอลกอฮอล์ ระหว่างทางเราก็จะได้เห็นหลักฐานเหล่านี้กระจัดกระจาย (หัวเราะ) เราไปหน้าร้อน ก็จินตนาการพวกที่ไปเที่ยวหน้าหนาว ระบบขับถ่ายแบบนี้คงแข็งทั้งใจ และกายแน่นอน”

ลำบากขนาดนี้เพื่อแลกกับวิวระดับโลก จุดหมายปลายทางที่มุ่งเอาชนะใจตัวเองอีกครั้งในทริปสำคัญ คือทะเลสาบไบคาล ประเทศรัสเซีย อีกประเทศสุดโหดหิน คู่หูเพื่อนซี้ณพีรา ปัญชรัศม์ บอกการเดินทางสู่ทริปสวยๆ โหดๆ ก็เพื่อบันทึกภาพงดงามไว้ในความทรงจำครั้งหนึ่งในชีวิต ไม่รู้ลืม