Strengthen the Quadriceps เสริมสร้างความแข็งแรงให้ต้นขาด้านหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577493

  • วันที่ 19 ม.ค. 2562 เวลา 13:31 น.

Strengthen the Quadriceps เสริมสร้างความแข็งแรงให้ต้นขาด้านหน้า

โดย  ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com ภาพ : เจน Jane Jiit (Watercolor)

กลุ่มกล้ามเนื้อขนาดใหญ่รวมกันสี่กล้ามเนื้อ อยู่ด้านหน้าของต้นขา ก็คือ กล้ามเนื้อกลุ่มควอดริเซ็บ ฟีเมอริส ซึ่งสามารถเรียกสั้นๆ ได้ว่าควอดส (quads) และคำว่า “ควอดส” หมายถึง สี่ ส่วนคำว่า “เซ็บ” หมายถึง ส่วนหัวของกล้ามเนื้อ ดังนั้นกล้ามเนื้อควอดริเซ็บจึงมีทั้งหมด 4 กล้ามเนื้อที่แยกออกจากกันแล้ว ทั้ง 4 เส้นนี้จะไปรวมกันเป็นเส้นเอ็นใหญ่ข้ามผ่านหัวเข่า

ก่อนที่จะมาดูทางด้านกายวิภาคศาสตร์ว่ามีชื่ออะไรบ้าง แล้วอยู่ตำแหน่งไหนของต้นขาด้านหน้า รวมทั้งมีหน้าที่อะไรบ้าง เจี๊ยบอยากให้ท่านผู้อ่านทราบก่อนว่าหากเรามีกล้ามเนื้อควอดสที่อ่อนแอแล้วจะส่งผลอย่างไรบ้างกันก่อน เพราะบทบาทที่สำคัญของกล้ามเนื้อมัดนี้ คือการเหยียดข้อต่อหัวเข่าให้ตรง รวมทั้งช่วยสร้างความมั่นคงให้กระดูกสะบ้า และช่วยรักษาตำแหน่งสะบ้าให้อยู่ในแนวตรง

กล้ามเนื้อกลุ่มนี้จึงเกี่ยวข้องกับสุขภาพหัวเข่า นั่นหมายถึงว่า หากกล้ามเนื้อไม่แข็งแรงจะสร้างปัญหาให้หัวเข่าในหลายๆ ประเด็น ไม่ว่าจะเป็นขึ้น-ลงบันไดลำบาก ลุกจากเก้าอี้ยาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีกล้ามเนื้อควอดสอ่อนแรง

ในทางตรงกันข้าม หากเราสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อกลุ่มนี้ ก็จะช่วยเพิ่มการทำหน้าที่ของหัวเข่าให้ดีขึ้น ลดอาการปวดเข่า ลดอาการกระดูกอ่อนหัวเข่าบาง รวมทั้งปกป้องอาการบาดเจ็บที่หัวเข่าด้วย

ทีนี้เรามาดูรายละเอียดของกล้ามเนื้อแต่ละมัดของกล้ามเนื้อควอดสกัน

ใน 3 เส้นแรกมีจุดกำเนิดมาจากกระดูกต้นขา femur เส้นแรก กล้ามเนื้อวาสตัส มีเดียส (vastus medius) อยู่ทางด้านข้างส่วนในของกระดูกต้นขา จากภาพคือส่วนที่เป็นสีม่วงมีส่วนสำคัญในการสร้างสมดุลให้กับกระดูกสะบ้าหัวเข่า เส้นที่สองคือ วาสตัส แลเธอรัลลิส (vastus lateralis) อยู่ทางด้านข้างส่วนนอกของกระดูกต้นขา จากภาพเป็นส่วนบริเวณสีเขียว

เส้นที่สามคือ วาสตัส อินเทอมีเดียส (vastus intermedius) อยู่ตรงกลางระหว่างสองเส้นแรก จากภาพคือบริเวณสีส้ม แต่ว่าเส้นนี้จะอยู่ลึกหลังกล้ามเนื้อ เรกตัส ฟีเมอริส โดยปกติแล้วจะมองไม่เห็นถ้าไม่ผ่าตัดเอาเรกตัส ฟีเมอริสออกและเส้นสุดท้ายเส้นที่สี่คือ เรกตัส ฟีเมอร์ริส (rectus femoris) จากภาพคือบริเวณสีส้ม ที่มีบทบาทหน้าที่เสริมในการช่วยงอหรือพับสะโพกมาด้านหน้า (hip flexion) มีตำแหน่งอยู่ด้านบนทับเส้นวาลตัสอินเทอมีเดียสเส้นนี้เป็นเส้นเมนเพราะเป็นเส้นที่อยู่ตรงกลางของต้นขา ครอบคลุมกล้ามเนื้อควอดริเซ็บที่เหลือทั้งหมด มีจุดเริ่มต้นจากด้านล่างของปุ่มกระดูกทางด้านหน้าสุดตรงขอบบนของกระดูกไอเลียม (Anterior Superior Iliac Spine, ASIS) ซึ่งเป็นกระดูกของเชิงกรานและยาวเป็นแนวตรง ไปยึดเกาะกับลูกสะบ้าของหัวเข่า

จะเห็นว่า เส้นนี้เป็นเส้นเดียวที่มีจุดเกาะที่อื่น คือจุดเกาะบริเวณด้านหน้าของเชิงกราน หรือตรงด้านหน้าของกระดูกปีกสะโพก hip bone แล้วทั้งหมดทั้ง 4 เส้นนั้นจะรวมกันเป็นเส้นเอ็นยึดกล้ามเนื้อควอดริเซ็บ ผ่านกระดูกสะบ้าของหัวเข่า จนกลายมาเป็นเส้นเอ็นกระดูกสะบ้าของหัวเข่า แล้วมายึดกับกระดูกหน้าแข้ง(tibia)

ทีนี้มาดูตัวอย่างท่าโยคะที่สร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อกลุ่มนี้กัน อันที่จริงมีหลายท่าแต่ครั้งนี้เจี๊ยบจะยกตัวอย่างมาสัก 2 ท่าซึ่งเป็นท่ายืนทั้งสองท่าเลย

เริ่มจากท่าแรก

เป็นท่าเก้าอี้แบบพลิกแพลง เริ่มจากการฝึกท่าเก้าอี้แล้วเหยียดขาซ้ายมาด้านหน้าโดยยกลอยขึ้นกลางอากาศเช็กตำแหน่งหัวเข่าของขาขวาอย่าให้เลยปลายเท้า ติดต่อหน้าท้องในการทรงตัวแล้วช่วยในการเหยียดขาซ้ายออก ซึ่งกล้ามเนื้อมัดหลักที่ใช้ในการยกขาลอย คือกล้ามเนื้อควอดสลองค้างท่าสัก 3 ลมหายใจ เข้า-ออกจากนั้นลองฝึกสลับข้าง

ต่อมาท่ายืนยืดต้นขาด้านหน้า

จากท่ายืนในท่าภูเขาประสานมือทั้งสองข้างที่ด้านหลัง หายใจเข้ายกขาขวาลอยจากพื้น แล้วดึงมือไปด้านหลังเหยียดแขนทั้งสองข้างให้ไกลจากก้น จากนั้นหายใจออกเหยียดขาขวาตรงไปด้านหน้าติดต่อหน้าขาเพื่อการทรงตัวใช้หน้าท้องช่วย ไม่แอ่นลำตัวไปด้านหลัง ยกขาลอยเท่าที่ทำได้ ค้างท่าสักครู่หายใจ เข้า-ออก ประมาณ 5ลมหายใจ แล้วลองฝึกสลับข้าง

CR.ขอขอบคุณภาพเขียนสีน้ำแนวอาร์ตจากคุณเจน Jane Jiit(Watercolor), IG : janewaterblog

ล่องลอยไปกับพริม ‘Primintheair’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577485

  • วันที่ 19 ม.ค. 2562 เวลา 12:38 น.

ล่องลอยไปกับพริม ‘Primintheair’

โดย รอนแรม ภาพ : Primintheair

เมื่อรวมความชอบเที่ยว ชอบถ่ายรูป และชอบเขียนไว้ด้วยกัน จึงเป็นที่มาของเพจเฟซบุ๊ก Primintheair โดยนักเดินทางสาว“พริม” ภัณฑิรา โกมลกิติ ได้นำภาพที่ถ่ายเก็บไว้มาถ่ายทอดเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ เป็นการบันทึกความทรงจำไม่ให้หายไปและเป็นหน้าต่างบานใหญ่ให้คนอื่นเข้ามามอง

เธอประเดิมโพสต์แรกด้วยทริปแอฟริกาหลังร้างราจากเพจและได้เปลี่ยนชื่อเป็น Primintheair เป็นระยะเวลา 30 วัน (ช่วงเดือน ก.ย. 2561) ที่ได้ไปตะลุยทวีปที่แตกต่างจากความเป็นตัวเองมากๆ จนอยากกลับมาบอกต่อเรื่องราวให้คนหมู่มากได้ฟัง

“ระหว่างเดินทางที่แอฟริกา พริมเจอเรื่องราวเยอะมาก ต้องจดลงมือถือตลอดว่าวันนี้เจออะไรมาบ้าง ได้คุยอะไรกับคนในชุมชนบ้าง เพราะทุกอย่างเป็นเรื่องใหม่หมด ทั้งเรื่องกิน เรื่องห้องน้ำ เรื่องสัตว์ เรื่องวิถีชีวิตผู้คน

จากที่ก่อนไปพริมมองแอฟริกาแบบหนึ่ง แต่พอได้ไปเห็นด้วยตาตัวเองแล้วมันกลับเป็นอีกแบบหนึ่ง เลยอยากเป็นอีกเสียที่พูดถึงแอฟริกาในปัจจุบันว่ามันสวยงามและน่าเที่ยวมากแค่ไหน”

โดยส่วนตัวเธอเป็นคนชอบเดินทางนานเป็นเดือน เพราะความที่ทำงานเป็นกราฟฟิกดีไซเนอร์ ซึ่งสามารถเปิดคอมพ์ทำงานที่ไหนก็ได้ทำให้เธอไม่มีเงื่อนไขการทำงานมาจำกัด

และยังมองว่า การอยู่ต่างแดนเพียงระยะเวลาสั้นๆ ไม่ได้ทำให้รู้จักประเทศนั้นมากพอ และยังได้เปลี่ยนบรรยากาศการใช้ชีวิตให้ออกจากคอมฟอร์ตโซน

“เวลาได้ออกไปเจออะไรใหม่ๆ ที่เกินความคาดเดาจะทำให้รู้สึกสนุก” พริมกล่าวต่อ

“ซึ่งจริงๆ แล้วพริมเป็นคนขี้กลัว แต่ก็อยากไปประเทศใหม่ๆ ลองไปเจออะไรใหม่ๆ ดังนั้นทุกทริปจึงต้องวางแผนอย่างดีให้รัดกุมไว้ เพื่อลดความผิดพลาดให้น้อยที่สุด และยังทำให้บริหารจัดการเวลา และทำให้ประหยัดค่าเดินทางได้”

หากอ่านข้อมูลที่เธอถ่ายทอดออกมาจะพบว่า เธอไม่ได้บันทึกเฉพาะข้อมูลการเดินทาง แต่ยังเล่าความจริงในปัจจุบันในพื้นที่นั้นๆ ลงไปด้วย

“ถึงจะรู้ว่ามันเป็นเรื่องค่อนข้างเครียดที่คนไม่ค่อยอ่าน พริมก็พยายามย่อยให้มันง่ายขึ้น นำมาเล่าเปรียบเทียบกับเรื่องใกล้ตัวเพื่อให้คนอ่านเห็นภาพมากขึ้น

อย่างทริปแอฟริกาที่ได้ไปทราบเรื่องการค้าสัตว์ป่า หรือผลกระทบของการให้อาหารสัตว์ป่าจากนักท่องเที่ยวที่ทำให้สัตว์ตายโดยไม่รู้ตัว ซึ่งแม้มันจะเป็นเรื่องเครียด แต่พริมก็อยากส่งต่อเรื่องแบบนี้ด้วย”

ถามนักเดินทางต่อว่า การเดินทางให้อะไรกลับมาบ้าง เธอตอบว่า มันช่วยให้เธอปล่อยวาง เพราะระหว่างการเดินทางมักเกิดเหตุที่ไม่คาดฝันขึ้นตลอดเวลา ทำให้เธอต้องแก้ปัญหาหรือบางครั้งก็ต้องยอมรับและมีความสุขกับเรื่องง่ายๆ

“พริมชอบเดินทางนานๆ เพราะมันจะทำให้พริมเห็นว่าตัวเองเปลี่ยนแปลง วันก่อนเดินทางกับวันที่กลับมาแล้วเราเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเองจริงๆ เหมือนได้เห็นตัวเองโตขึ้น และตอนนี้มีเพจก็ยิ่งดีใจที่ได้แบ่งปันสิ่งดีๆ ให้คนอื่น

การได้แชร์ประสบการณ์เพื่อให้เขาเห็นอีกด้านหนึ่งที่สวยงามมันอาจไปสร้างความรู้สึกดีๆ อารมณ์ดีๆ ให้คนที่ตามเราอยู่ก็ได้” นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเธอถึงชอบโพสต์ข้อความใหม่ในช่วงเช้า

“นอกจากนี้ การเดินทางเป็นเดือนๆ หรือการไปในที่ที่ไม่ใช่แลนด์มาร์คอย่างที่พริมไปมันอาจไม่ใช่สไตล์ของทุกคน ดังนั้นเพจนี้จึงอยากเน้นแชร์ประสบการณ์ แชร์ภาพ เพื่อสร้างความรู้สึกดีๆ และอาจเป็นไอเดียให้คนที่เคยไปแล้วกลับไปซ้ำในสิ่งที่ยังไม่เคยไป”

นอกจากแอฟริกา ได้ข่าวว่าก่อนหน้านั้นเธอไปยุโรปมาแล้ว 1 เดือน สามารถติดตามภาพสวยๆ และเรื่องราวที่จะทำให้อารมณ์ดีได้ที่เพจเฟซบุ๊ก Primintheairและเว็บไซต์ http://www.primintheair.com

วรัฐฐา+ชาราฎา+ชรัฐฐา อิมราพร ในความเหมือนที่แตกต่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577478

  • วันที่ 19 ม.ค. 2562 เวลา 11:42 น.

วรัฐฐา+ชาราฎา+ชรัฐฐา อิมราพร ในความเหมือนที่แตกต่าง

โดย มัลลิกา นามสง่า ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ในที่สุดน้องสาวคนเล็ก “พิกเล็ท” ชาราฎา อิมราพร ที่มีอายุห่างจากพี่สาวฝาแฝด “เนย” วรัฐฐา อิมราพร และ “แจม” ชรัฐฐา อิมราพร ถึง 6 ปีก็โตทันพี่และร่วมเป็นหนึ่งในการทำงานเพลงกับพี่ ในนาม JNP ตั้งมาจากตัวอักษรชื่อเล่นของพวกเธอนั่นเอง

จากที่พิกเล็ทเฝ้ามองพี่ๆ ในบทบาทดูโอ เนโกะจัมพ์ ด้วยความชื่นชมในวัยเด็ก และพิกเล็ทก็โตมาทำงานเพลงวงชูการ์ อายส์ตอนนี้เธอทั้ง 3 ทำผลงานเพลงรวมกัน ชื่อว่า“หมอนเน่า” (Bad Pillow) ได้ โจอี้บอย เป็นที่ปรึกษา และจิมมี่ สุรชัย จากเดอะวอยซ์เขียนเนื้อเพลง ทำหน้าที่โปรดิวซ์ โดย เอ้ Botcash

JNP ตัวตนของ แจม เนย พิกเล็ท

“เรา 3 คน อยากทำเพลงด้วยกันมานานแล้วค่ะ แต่เมื่อก่อนอยู่กันคนละค่าย พอตอนนี้มีโอกาสก็เลยมาทำเพลงด้วยกัน ก็เลยไปขอคำปรึกษากับพี่โจอี้ เพลงนี้เกิดจากไอเดียที่ว่า พี่โจอี้ให้ทุกคนเขียนเรื่องอะไรของตัวเองก็ได้ที่อยากจะเล่า คนละ 1 เรื่อง แล้วเอามาแชร์กันค่ะ

มาลงตัวที่เรื่องราววัยเด็กของพวกเราที่เป็นภูมิแพ้แต่เด็ก แพ้ไรฝุ่นแล้วก็ต้องเอาตุ๊กตาผ้าเน่าไปทิ้ง ก็เลยนำเรื่องราวพวกนั้นมาเปรียบเทียบกับความรัก รักที่เราต้องตัดใจ เราว่าเป็นความรักที่ทำร้ายจิตใจเราก็ต้องปล่อยไป” พิกเล็ทเล่า โดยพี่สาวลงความเห็นว่า น้องคนเล็กช่างพูดที่สุด ชวนคุยตลอดเวลา จนเคยเกิดอาการงอนพี่สาวมาแล้วที่พี่สาวไม่ยอมพูดด้วย ซึ่งจริงๆ พี่ๆ พูดด้วย แต่พูดน้อย ถามคำตอบคำ

แจม : “เนยกับแจมเป็นภูมิแพ้ เรามีตุ๊กตาหมอนผ้าขนๆ แล้วก็แพ้ ยายเก็บทิ้งตลอดแต่เราติดมาก ก็เอามาเปรียบเทียบกับความรัก เราชอบหมอนผ้าเราติด แต่จุดหนึ่งเราต้องเลือกดูแลตัวเองก่อน ตัดใจทิ้งสิ่งหนึ่งแม้จะติดก็ตาม”

เนย : “เราคุยกัน อยากทำเพลงด้วยกัน พอมีโอกาสได้ทำ แต่ละคนก็มีไอเดีย อยากให้มีรถบ้านในเอ็มวี เพลงออกมายังไงไม่รู้ ภาพเอ็มวีมาก่อน ในที่เอาต์ดอร์”

แจม : “คิดไว้แตกต่างมาก คือภาพเราออกมายังไงก็ได้ให้ดูลุคเกาหลี แต่เพลงเรเฟเรนซ์ฝรั่งหมดเลย”

พิกเล็ท : “หนูคิดว่าหนูมีความชอบหลายอย่างมาก เอาทุกอย่างมารวมกัน แล้วเห็นด้วยที่พี่เนยพูด เอาต์ดอร์สวยๆ จริงๆ ทั้งพี่เนยพี่แจมหนูชอบหมดเลย เลยพยายามหาตรงกลางให้ได้ เราไม่อยากให้ซ้ำเกาหลี เอาเรเฟเรนซ์ฝรั่ง เสื้อผ้าอยากได้เหมือนกัน ให้มีความแตกต่างนิดหนึ่ง ของเราใช้เป็นผ้าเดียวกัน ลายสกอตมาจากญี่ปุ่น ของหนู พี่กุ้ง (กุ้ง คูนิต้า) อยากให้เปรี้ยวหน่อย กางเกงขาสั้น ออกมาแบบไม่หวานมาก”

เนย : “คอสตูม แนวง่ายๆ เบาๆ ชุดเหมือนผ้าผืนเดียวแล้วรัดเข็มขัด เพราะเนยชอบแต่งตัวง่ายๆ”

แจม : “ชอบอะไรที่ดูเป็นผู้หญิง มี ระบายๆ กระโปรงบานๆ ชอบแต่งตัวแล้วเปิดไหล่ชอบมาก เพราะเวลาเปิดไหล่เหมือนเจ้าหญิงสวย”

เนย : “กว่าจะได้ทำเพลงด้วยกันเป็นปี พิกเล็ทต้องการนั้นนี้เพิ่ม มันเลยนานเรื่อยๆ แต่ก็ดีนะคะ ตอนแรกตั้งใจทำเพลงไม่เต้นเลย เราทำมาเพลงมาสิบอัลบั้มเต้นจนเบื่อ แต่พอทำเพลงเสร็จคนอยากเห็นเราเต้นแต่ไม่ต้องมาก ไม่ใช่ป๊อปแดนซ์ เราก็ใส่ท่าเต้นน่ารักเข้ากับเพลง”

แจม : “อยากทำเพลงต่อไปเรื่อยๆ ทำจริงจังมาขนาดนี้แล้ว อยากมีสัก 5 เพลง ส่วนผลตอบรับก็ไม่ได้คาดหวังมาก เพราะงานนี้เราได้ทำอะไรอย่างที่ใจเราอยากทำมาตลอด สิ่งที่เราต้องการทั้งหมดเราได้ลองทำแล้ว รู้สึกดีแล้ว แล้วยิ่งเราได้ทำสามคนพี่น้องครั้งแรก สนุกดีค่ะ เหนื่อยมากๆ เราทำเองไม่มีทีม พอมันเสร็จเราภูมิใจนะ”

เนย : “สนุกดีค่ะ เนยแจมทำมาสองคนตลอดสิบปี ทำให้ช่วงหนึ่งการร้องเพลงเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ เหมือนทำงานรูทีน เราหมดไฟตรงนี้ ยิ่งเวลาโชว์หมดมุขที่จะเอนเตอร์เทนคน พอมีพิกเล็ทสนุกขึ้นมาก เริ่มมีความรู้สึกใหม่ เราหมดแพสชั่นในการร้องเพลงแล้วมันกลับมาใหม่ เริ่มมีไอเดียขึ้นมา รู้สึกดีมาก เพราะตอนแรกเนยอยากเป็นนักร้องพอความชอบตรงนี้มันหายไปเราก็แอบเศร้า พอได้ความรู้สึกนี้กลับมาก็ดีใจ เหมือนน้องเป็นสีสันชีวิต”

พิกเล็ท : “เหมือนฝันค่ะ ดีใจมาก หนูอยากทำงานกับพี่มาตลอด”

3 พี่น้อง สวย สนุก แสบ

3 พี่น้องเล่าถึงวันวานที่ เนย แจมยังทำงานในนาม เนโกะจัมพ์ ตอนนั้นอายุ 16 ปี และพิกเล็ท 10 ขวบ

พิกเล็ท : “ตอนพี่เป็นนักร้องหนูชอบร้องเพลงนะคะ แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร แค่มองพี่ๆ ว่าเขาทำงานเหนื่อย เพราะเราเห็นเขาทำหลายอย่าง แต่เวลาเขาแต่งตัวสวยๆ ดูเป็นสาวสวยจังเลย เราก็อยากเป็นอยากโต อยากสวยแบบนั้น อยากใส่ชุดแบบนั้น

ในเรื่องการทำงานเขาไม่เล่าอะไรให้ฟัง เขาคุยกันสองคน เราอาจเด็กด้วย มันเป็นช่วงวัยรุ่นของเขา เราเหมือนเด็กอยู่กับแม่ คอยไปรับส่งพี่ตลอด ก็สนุกดี รอพี่ก็สนุกกว่าอยู่ที่โรงเรียน (หัวเราะ) เอนจอยได้เจอพี่รอพี่อัดเสียง เรารู้สึกเหมือนมีประสบการณ์โดยไม่ต้องทำเอง”

แจม : “ตอนนั้นอายุ 16 รู้สึกมีโลกส่วนตัวสูงมาก แต่พิกเล็ทจะเด็กๆ เราก็จะคุยกันสองคน เรื่องเล่นคอนเสิร์ต หรือเหตุการณ์วันนั้นเจออะไรบ้าง ตอนนั้นทำงานหนักมาก นอนน้อย”

จนตอนนี้ 3 สาวพี่น้องได้ร่วมงานกันแล้ว และในวัย 28 กับ 23 เรื่องความสวยความงามก็เป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่พี่น้องคุยกันบ่อยๆ

แจม : “พิกเล็ทห่วงสวยสุด ด้วยนิสัยส่วนตัวเขาละเอียด เรื่องอื่นก็ยังไม่เท่าไร แต่พอเป็นเรื่องของความสวยเขาจะอินดีเทลเยอะมาก ชอบสังเกต ผม เล็บคิ้ว ถักเปียเท่ากันไม่เท่ากัน เขาพิจารณาเยอะ เขาชอบมาคุยกับเรา ผมสีนี้จะเข้ากับหนูไหม ทำสีอ่อนลงไหม เวลาช่างย้อมผมให้พิกเล็ทไม่ค่อยถูกใจ เขาจะคอนโทรลให้ออกมาแบบที่เขาต้องการเป๊ะๆ”

เนย : “นิสัยส่วนตัวเรื่องพวกนี้ น่าจะมาจากที่พิเล็ทเรียนอาร์ต เนยเคยช่วยพิกเล็ททำงาน เขามีรายละเอียดเยอะ เนยรู้สึกว่าพิกเล็ทจุกจิกมากขึ้น ในดีเทลปล่อยไม่ได้ เพื่อให้งานออกมาดี”

แจม : “เขาลามมาถึงเราด้วย ดูรายละเอียดการแต่งตัวเรา อย่างทำเพลงบางทีแจมชอบปล่อยผ่าน ถ้ามันโอเคแล้ว แต่พิกเล็ท มันไม่ได้ต้องอีกนิดหนึ่ง อีกนิดหนึ่งมันจะเพอร์เฟกต์มาก ซึ่งมันก็ดี เราเป็นคนง่ายมาก เอาความคิดน้องมาบวกอีกนิดก็พอดีเลย”

เนย : “เรื่องนี้เนยกับพิกเล็ทนิสัยคล้ายกัน เนยเวลาแต่งตัวเนี้ยบอยู่แล้ว เวลาแต่งหน้านานกว่าคนอื่น เนยต้องใช้พู่กันวาดคมกริบ แต่พิกเล็ทจะเนี้ยบแบบลวกๆ เนยไม่จุกจิก จะทำให้เนี้ยบแต่ต้น แต่พิกเล็ตน่าจะเพิ่มตรงนี้ คือชอบต่อยอด”

พิกเล็ท : “คือพี่หนูสวยมาก เมื่อตอนเด็กจะพูดกับเพื่อนตลอดพี่ฉันสวย แต่งตัวอย่างนั้นอย่างนี้ กางเกงยีนส์เอวต่ำ รองเท้าตึก แต่เราไม่เคยรู้เรื่องความสวยความงาม มีพี่เป็นไอดอลทุกเรื่อง ถามพี่ทุกเรื่องพี่บอกอะไรหนูเชื่อพี่ทุกอย่าง เวลาคุยกับเพื่อนกับพี่หนูเลือกเชื่อพี่ เพราะพี่เขาโตกว่าเรา มุมมองของพี่เขา แล้วเวลาเขาอธิบายมันจริงอย่างเขาพูด มุมมองเขาพูดมีเหตุมีผล”

เนย : “เขาเชื่อเรา จนเขาไม่ตัดสินใจเอง”

3 พี่น้องโตมาด้วยกัน และยังนอนห้องเดียวกันมาตลอด

เนย : “เราชอบนอนคุยบนเตียง คุยทุกเรื่อง ความสวยความงาม ไปจนถึงเรื่องไม่มีอยู่จริง คุยนอกโลกไปเลยก็มี คุยจนเนยชอบแกล้งหลับไปเลยตอนตีสาม”

แจม : “ในห้องมี 2 เตียง เนยนอนกับพิกเล็ท แต่มีช่วงหนึ่งพิกเล็ทมีแฟนขอสลับเตียงไปนอนคนเดียว”

พิกเล็ท : “ตอนนั้นมีแฟนครั้งแรก อายเลยสลับเตียง ทุกวันนี้ก็คุยโทรศัพท์ต่อหน้าแล้ว อยู่ที่คนที่เราคุยทะเลาะบ่อยก็ไม่อยากทะเลาะกันต่อหน้าพี่”

แจม : “พิกเล็ทเขาเหมือนติดพี่ เนยแจมนอนอยู่เขาก็ชอบเอาตัวมาแทรกตรงกลาง หนูขอนอนด้วย”

พิกเล็ท : “คือหนูไม่ค่อยมีคำว่าส่วนตัว หนูชอบความคึกคักตลอดเวลา อยู่คนเดียวไม่ได้เลย”

เนย : “มีบางครั้งที่อยากอยู่คนเดียวเงียบๆ แต่ไม่ได้อยากแยกห้อง ก็จะใช้เวลาส่วนตัวข้างนอก”

บ้านนี้ไม่มีเหงา คนนี้พูดคนนี้ฟัง ไม่มีโต้แย้ง แม้จะมีความเห็นที่แตกต่างกันบ้าง แต่สุดท้ายก็มีบทสรุปที่ประนีประนอมเสมอ แทบจะไม่เคยทะเลาะกันเลย มีแค่น้องคนเล็กงอนพี่ๆ ที่ไม่ยอมพูดด้วยเท่านั้นเอง

ของสะสมนักเดินทาง สไตล์ ‘เกียรติ สิทธีอมร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577477

  • วันที่ 19 ม.ค. 2562 เวลา 11:33 น.

ของสะสมนักเดินทาง สไตล์ ‘เกียรติ สิทธีอมร’

โดย ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เป็นอีกหนึ่งนักการเมืองรุ่นเก๋าแต่ไม่เก่าในสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์กับของสะสมทรงคุณค่า ซึ่งเต็มเปี่ยมไว้ด้วยความหมายและความทรงจำบนถนนชีวิตนักเดินทาง สำหรับ “เกียรติ สิทธีอมร” อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ที่จะมาเปิดบ้านเล่าเรื่องราวของแต่ละชิ้น

เกียรติเล่าย้อนหลังถึงความเป็นมาในการสะสมของเก่า จากการได้ไปทำงานสร้างโรงไฟฟ้าในต่างประเทศ และส่วนตัวระหว่างอยู่ประเทศใดก็แล้วแต่มักชอบไปดูอะไรที่สะท้อนวัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสะสม โดยชิ้นแรกที่ได้มา คือ มีดกริช จากมาเลเซีย ซึ่งมันมีประวัติศาสตร์ เรื่องราว ความงดงาม และเสน่ห์

เกียรติเล่าต่อว่า จากนั้นถูกย้ายไปตะวันออกกลางสักพักหนึ่ง ก่อนกลับมาประจำสิงคโปร์ เพื่อดูแล 11 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ลาว กัมพูชา ทำให้ 1 ปีเดินทางไปแล้ว 7 เดือน ชีวิตแทบไม่ได้อยู่ในสิงคโปร์ จึงทำให้ได้เห็นวัฒนธรรมมากมาย

“บ้านหลังนี้ส่วนหนึ่งเป็นของที่ได้มาจากอินโดนีเซีย เพราะมันมีความเป็นเอเชีย สะท้อนความรู้สึก วัฒนธรรม มีเรื่องเล่า เช่นตุ๊กตาอินโดนีเซีย ผมว่ามันสวยมาก ลักษณะคล้ายหนังตะลุงบ้านเราและทำมาจากมือซึ่งใบหน้าของตุ๊กตาแต่ละตัวได้เห็นอารมณ์การแกะ เป็นสิ่งที่ดึงดูดเรามาก”

เกียรติยังพูดถึงของสะสมชิ้นโปรด Gramophone หรือเครื่องแผ่นเสียง ซึ่งได้มาจากอินโดนีเซีย เป็นของชาวดัตช์สมัยยังปกครองอินโดนีเซีย โดยเครื่องนี้มันทำให้นึกถึงสมัยเด็กๆ เพราะคุณพ่อมีแผ่นเสียงเยอะมาก แต่เครื่องนี้มันพิเศษตรงมันใช้กับแผ่นเสียง สปีด 78 โดยถ้าคนเล่นแผ่นเสียงจะรู้ว่า สปีด 78 ถ้าหาซื้อแผ่นเดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว

เกียรติบอกต่อว่า อีกหนึ่งของสะสมซึ่งมีความผูกพันอย่างมาก คือ เครื่องพิมพ์ดีดเพราะคุณพ่อซื้อไว้ในโรงเรียน สมัยเป็นเจ้าของโรงเรียน “บูรพาสถาบันศึกษา” สถาบันสอนภาษาอังกฤษภาคค่ำแห่งแรกในไทยซึ่งเป็นตึกแถวสองคูหา ตั้งอยู่สี่พระยาแต่ไม่ได้สอนภาษาอย่างเดียว ยังมีสอนพิมพ์ดีดด้วย ดังนั้น จึงมีเครื่องพิมพ์ดีดทั้งภาษาไทยและอังกฤษ เมื่อพอปิดโรงเรียนก็เอากลับมาไว้ที่บ้าน แต่มีเครื่องหนึ่งที่พ่อใช้พิมพ์ตำราสอนในสถาบัน โดยใช้ภาษาจากเชคสเปียร์ เช่น โรมิโอ จูเลียตมาประยุกต์สอนภาษาอังกฤษ

“คุณพ่อเคยเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษฉบับแรกของไทย Bangkok Daily Mirror คุณพ่อชำนาญและเก่งภาษาอังกฤษ ก็เลยตั้งโรงเรียนและผมอายุ 16 ปี คุณพ่อบอกให้เริ่มสอนทุกวัน วันละ 3 ชั่วโมง แต่โรงเรียนไม่ได้สอนภาษาอย่างเดียว สอนพิมพ์ดีดด้วย สมัยก่อนคนจะเป็นเลขานุการ ไม่รู้จะไปฝึกที่ไหน และไม่ใช่ทุกคนจะมีเงินซื้อเครื่อง แต่รู้ว่าคนจะเข้าทำงานที่ไหนถ้าพิมพ์ดีดเป็นมีโอกาสได้งานสูง”

เกียรติยังเล่าเท้าความถึงการสะสมรถเก่าว่า เมื่อพอมีเงินเหลือบ้างจากการทำงานตลอดในต่างประเทศ เลยทำให้คิดถึงมอเตอร์ไซค์ยี่ห้อ Jawa ซึ่งที่บ้านมีและเคยแอบขี่สมัยเด็กๆ เมื่อคุณพ่อเสียชีวิต ส่วนตัวได้ Mercedes Benz 250 S ขณะที่พี่ชายได้มอเตอร์ไซค์เนื่องจากเคยขี่ ก็เลยมาคิดว่าต้องซื้อมอเตอร์ไซค์มาขี่บ้าง

เกียรติเล่าต่อว่า พอดีมีเพื่อนเปิดร้านมอเตอร์ไซค์ และส่วนตัวชอบรถสีฟ้า มันทำให้นึกถึงมอเตอร์ไซค์ยี่ห้อ Jawa สมัยยังเป็นเด็กๆ ก็นั่งคิดอยู่นานพอสมควร ถ้าจะซื้อมันควรเป็นอะไรดี เพราะชอบความคลาสสิก ของเก่า มีเรื่องราว นึกอยู่หลายยี่ห้อ แต่มาตอบโจทย์ที่ Harley Davidson

เกียรติขยายความที่เลือก Harleyเพราะเสียงมันใช่ แล้วมาดูรุ่นไหน สุดท้ายมาจบที่รุ่น Fatboy ที่สำคัญไม่ค่อยเห็น Harley สีฟ้าตามท้องถนน และต้องเป็นเครื่องคาร์บู คลาสสิก ถ้าเป็นเครื่องหัวฉีดไม่ซื้อ ไม่ทำให้นึกถึง Jawa ซึ่งมีความหลังกันมา เพราะสมัยก่อนเคยซ่อมเอง ปรับหัวเทียนทองขาว ทำสี เป็นหมด มันทำให้นึกแบบนั้น

สำหรับความหลังกับเจ้า Benz 250 S คันนี้ ตรงที่ครอบครัวมีพี่น้องหลายคนซึ่งก่อนหน้าจะมีคันนี้คุณพ่อขับรถยี่ห้อ Ford Corsair แต่ด้วยคันมันเล็ก และเวลาจะไปไหนรถคันเดียวขนไม่หมด ก็ต้องมีสองคัน แล้วอยู่มาวันหนึ่งคุณพ่อขับ Benz 250 S กลับมาบ้าน ทุกคนตื่นเต้นมาก“พอยุคที่เราโตขึ้นมาไปไหนมาไหนกับที่บ้านต่างจังหวัด ตลอดชีวิต 10 กว่าปีที่อยู่กับที่บ้าน ไม่ได้ท่องเที่ยวทุกอาทิตย์ เหมือนครอบครัวอื่นๆ ดังนั้น เวลาไปไหนมาไหน เราจำได้แม่นว่าเกิดอะไรขึ้นครั้งหนึ่งเคยไปบางแสน ผมก็นั่ง Benz ไปกับคุณพ่อ ส่วนพี่ชายคนโตขับ Ford ตามกันมา เป็นความทรงจำที่ดีและจำได้แม่นแต่ตอนนี้ Benz ไม่มีเครื่องเล่นเทป Track 8 กำลังหากลับมาติดรถเหมือนเดิม เพราะมันมีความหมายและคุณค่าสำหรับเราในความทรงจำ”

เกียรติเล่าด้วยว่า ยังมีอีกของสะสมที่โปรดปรานมากที่สุด คือ ภาพโบราณซึ่งได้มาเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้วจากตลาดนัดจตุจักร วางแบกะดิน ดูแล้วเป็นรูปรัฐสภาเก่าแห่งแรก สมัยยังเป็นบ่อสระบัวแถมมีเป็ดว่ายน้ำ สวยมาก แต่กรอบรูปดูไม่จืด เลยเอากลับมาทำใหม่ใส่กระจกให้สวย แต่คงความเดิมๆ ไว้มันได้ความรู้สึก

“ผมคิดว่าภาพนี้มันต้องมีค่าสำหรับคนใดคนหนึ่งในอดีต ตัวกรอบมีลวดลายงดงาม แม้สภาพไม่สมบูรณ์ แต่มันสะท้อนประวัติว่ามีเรื่องราว ชิ้นนี้ได้มาไม่กี่บาทเป็นชิ้นที่ชอบมาก งานที่เราทำก็เป็นนักการเมือง ก็โยงกับรัฐสภาและการเป็น สส. และอีกชิ้นเป็นรูปชาวบ้านที่ได้มาเป็นแผ่นภาพงอๆ แถมมาให้กับภาพนี้”

เกียรติยอมรับว่า ภาพนี้ที่ชอบตรงสะท้อนวิถีชีวิตชาวบ้านในสมัยนั้น ชาวนา ควายสองตัว เผือก ดำ เทียมเกวียนสวยงาม มีหลังคา ถ้าเทียบกับยุคนี้ถือว่าไฮโซ เพราะจากลวดลายบนหลังคาจักสานบนเกวียน และภาพเหล่านี้หาดูที่ไหนไม่มี แม้กระทั่งในพิพิธภัณฑ์ ก็ไม่เห็นรูปวิถีชาวบ้านเหมือนรูปนี้ ซึ่งมีความโดดเด่นของมัน

“ของเก่าที่ใช้แล้วไม่มีปัญหา ความที่ชอบของเก่า เพราะมันมีเรื่องราว เราไม่ใช่เจ้าของมัน เราเป็นเพียงเจ้าของชั่วคราว เป็นเจ้าของเพื่อส่งต่อให้คนรุ่นต่อไปๆ ได้ชื่นชม เหมือนที่เราเคยชื่นชม ถ้าเป็นจิตวิญญาณนักสะสมจริงๆ ไม่ใช่อยากเป็นเจ้าของแล้วไง เพราะอีกหน่อยตายไปก็เอาไปไม่ได้เราเป็นเจ้าของดูแลชั่วคราวแล้วส่งต่อก็แค่นั้น

ผมมองการสะสมดีอย่างตรงมันทำให้เราจำได้ถึงชีวิตเราในแต่ละช่วงเวลา ว่าเราได้ทำอะไร มันทำให้มีความสุข เพราะแต่ละชิ้นเล่าเรื่องได้ บางชิ้นไม่ได้มีคุณค่าทางเงิน แต่บางอย่างสุดยอด เป็นศิลปะชาวบ้าน ไม่จำเป็นต้องแพง หรือมีแบรนด์เนม นี่คือวิถีชาวบ้านที่ผมว่าสุดยอด เป็นคุณค่าทางความรู้สึกสะท้อนวัฒนธรรม มันทำให้เรารู้สึกดี”

สุรัตน์ วงศ์ชาญศิลป์ คลินิกค่ารักษาบาทเดียว บางลำพู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577469

  • วันที่ 19 ม.ค. 2562 เวลา 10:53 น.

สุรัตน์ วงศ์ชาญศิลป์ คลินิกค่ารักษาบาทเดียว บางลำพู

โดย แมงโก้หวาน

อโรคยา ปรมา ลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ถูกต้องทุกประการ

ไม่ว่าคนรวยหรือจนล้วนปรารถนาชีวิตที่ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน เพราะโรคภัยหรือความเจ็บป่วยนำมาซึ่งความทุกข์สารพัด ทุกข์ทางกาย เช่น จะเดินทางไปไหนก็ลำบาก ไปหาหมอบางทีต้องให้คนอื่นพาไปจะลุก เดิน นั่ง นอน กินก็ลำบาก ทุกข์ทางใจเช่น คิดมาก กลุ้มใจ บางคนเครียดสะสมจนเป็นโรคซึมเศร้า คิดฆ่าตัวตาย ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นบ่อยๆ

น้อยคนจะโชคดีมีลาภอันประเสริฐดังคำพระข้างต้น ถึงมีก็น้อยนัก ไม่เชื่อลองไปโรงพยาบาลจะเห็นว่ามีคนป่วยมากมายไปหาหมอทุกวัน คนรวยก็เลือกไปโรงพยาบาลเอกชน คนไม่มีเงินก็ไปโรงพยาบาลของรัฐคนไข้เยอะก็ต้องทน

รอชั่วโมงสองชั่วโมงก็ต้องรอ บางคนเลือกไปคลินิกเพราะสะดวกแต่ขึ้นกับเงินในกระเป๋าด้วย เพราะปกติไม่มีคลินิกไหนรักษาฟรีอยู่แล้ว

ทว่าภายใต้โลกใบนี้มีเรื่องเซอร์ไพรส์เกิดขึ้นมากมาย อะไรที่คิดว่าไม่มีอาจมีก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าคลินิกที่เปิดรักษาฟรีในประเทศไทยมีอยู่ไหม ตอบเลยว่ามี และคนที่ทำเรื่องนี้ได้ก็ต้องคนใจดี ใจบุญ และมีทุนทรัพย์เท่านั้น

เลยพาไปรู้จักกับ “คลินิกเวชกรรมสุรัตน์” ที่เปิดรักษาโรคทางอายุรกรรมให้กับประชาชนทุกเชื้อชาติศาสนาฟรีมาเป็นเวลา 13 ปีเข้าแล้ว

เจ้าของคือ สุรัตน์ วงศ์ชาญศิลป์นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโรงแรมที่ผู้คนในย่านบางลำพูรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะเขาไม่ได้เปิดคลินิกรักษาโรคฟรีเท่านั้น แต่ทำสิ่งดีๆ หลายอย่าง เช่น สร้างอาคารปฏิบัติธรรมติดแอร์ให้คนมาปฏิบัติธรรมฟังเทศน์และมีอาหารของว่างบริการฟรีสร้างห้องสมุดธรรมะในอาคารปฏิบัติธรรมให้คนที่มาปฏิบัติได้อ่าน แจกทานและอาหารให้แก่คนยากและคนในชุมชนอยู่เสมอ ฯลฯ

ลองเข้าไปดูในเพจสุรัตนธรรมสถาน จะรู้ว่าเขาทำคุณงามความดีมากมาย

เดิมคลินิกเวชกรรมสุรัตน์ตั้งอยู่ในตึกของเขาเอง ตรงข้ามโรงแรมไอบิสในซอยรามบุตรี ปัจจุบันได้ย้ายมาอยู่ที่ใหม่ในอาคารสุรัตนธรรมสถาน อันเป็นที่ของเขา ซึ่งติดกับถนนบางลำพูใกล้กับวัดชนะสงคราม

“ย้ายมาเมื่อเดือน ก.ค. 2561 ครับ วันที่ย้าย ผม ภรรยา และลูกน้องก็ไปช่วยพยาบาลขนย้ายของมา ที่ผ่านมา 13 ปี มีคนไข้มาใช้บริการ 1.5 แสนราย ในแต่ละเดือนค่าใช้จ่าย ค่าหมอ ค่าพยาบาล และค่ายาซึ่งผมใช้ยาปานกลางจนถึงยาออริจินัลประมาณ 2-3 แสนบาท พอย้ายมาที่ใหม่คนไข้เพิ่มขึ้น คนเดินทางมาสะดวกเพราะติดถนนใหญ่ ค่าใช้จ่ายต่อเดือนก็เพิ่มขึ้นไปอีก

ผมขอบอกตรงนี้ ผมไม่ใช่มหาเศรษฐี แต่สิ่งที่ทำคือความตั้งใจที่จะช่วยเหลือคนที่ลำบากยากจน โดยไม่เลือกว่าคุณจะจนหรือรวย คนไทย ต่างชาติ หรือต่างด้าว มีบัตรทอง บัตรประชาชน หรือบัตรประกันสังคมหรือไม่ ผมไม่สนใจ แค่คุณเดินเข้ามาที่นี่หมอและพยาบาลยินดีต้อนรับทุกคน นี่คืออุดมการณ์ที่ผมตั้งใจทำ” สุรัตน์ กล่าว

เขาเล่าต่อว่า โชคดีมากที่เกิดมาในครอบครัวนับถือพระพุทธศาสนา พ่อแม่เป็นสัมมาทิฐิ ดำเนินชีวิตและทำธุรกิจบนหลักศีล 5 ขณะเดียวกันพ่อกับแม่ได้อบรมสอนสั่งปลูกฝังในทางที่ดีเสมอ ซึ่งเขาก็ปฏิบัติตามไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนันไม่เที่ยวกลางคืนมาตั้งแต่วัยรุ่นแล้วที่สำคัญคุณแม่ยังสอนให้รู้จักการแบ่งปันเมื่อพอมีกินมีใช้ก็ให้หันไปเหลียวดูคนอื่นที่ลำบากบ้าง เพราะตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้

“การเปิดคลินิกต้องย้อนไปเมื่อ10 กว่าปีที่แล้ว แม่ผมป่วยหนักหมอบอกโอกาสรอด 50:50 ผมไม่รู้จะหาหนทางไหนช่วยแม่ จึงตั้งจิตอธิษฐานขอพรพระพุทธเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ถ้าแม่หายป่วยจะเปิดคลินิกรักษาคนไข้ฟรีตลอดชีวิต แล้วคุณแม่ดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ผมจึงทำตามที่ตั้งจิตอธิษฐาน ซึ่งแรงบันดาลใจนั้นได้มาจากหมอท่านหนึ่งที่เปิดคลินิกรักษาคนไข้ด้วยเงิน 5 บาทครับ” เจ้าของคลินิกเวชกรรมสุรัตน์ กล่าว

คลินิกเปิดวันจันทร์-ศุกร์ เวลา17.00-21.00 น. หยุดเฉพาะวันพุธ ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ เปิด 09.00-13.00 น. โทรศัพท์ 02-282-5541

ใครเจ็บป่วยไม่สบายไปหาหมอได้มีหมอและพยาบาลคอยให้การรักษา โชคดีอาจได้เจอเจ้าของคลินิกที่มักจะมาทักทายคนไข้อยู่บ่อยๆ การเดินทางถ้านั่งรถไฟฟ้ามาลงสถานีสะพานตากสินแล้วนั่งเรือด่วนท่าสาทรมาขึ้นท่าพระอาทิตย์ หรือลงหัวลำโพงแล้วต่อแท็กซี่ ประหยัดเงินและเวลาได้อยู่

วิชา พูลวรลักษณ์ โรงหนัง-โรงแรม ทำด้วยความรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577466

  • วันที่ 19 ม.ค. 2562 เวลา 10:19 น.

วิชา พูลวรลักษณ์ โรงหนัง-โรงแรม ทำด้วยความรัก

แม้ว่าการแข่งขันของธุรกิจโรงแรมจะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส ซึ่งธุรกิจโรงแรมก็เช่นกัน หากได้ทำเลดีมีศักยภาพบวกกับทำไปด้วยใจรักแล้ว ธุรกิจย่อมมีแต่โอกาสอย่างแน่นอน เช่นเดียวกันกับการทำธุรกิจโรงแรมของ วิชา พูลวรลักษณ์

ปัจจุบันธุรกิจโรงแรมของวิชามีอยู่ด้วยกัน 2 แห่ง คือ โรงแรมวี ราชเทวี และวี วิลล่าส์ หัวหิน เอ็ม แกลเลอรี่ บาย โซฟิเทลธุรกิจนี้ถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่วิชาบอกว่าทำแล้วมีความสุข เนื่องจากส่วนตัวเป็นคนชอบเดินทางและท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ

นอกเหนือจากธุรกิจโรงภาพยนตร์ที่ปั้นจนอยู่ตัวประสบความสำเร็จเป็นอันดับ 1ของประเทศไทยแล้ว ธุรกิจโรงแรมจะเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่วิชากำลังปลุกปั้นขึ้นมาด้วยความชอบและมีความสุขที่ได้ทำ

“ธุรกิจโรงแรมเป็นธุรกิจที่มีกำไรน้อยและใช้ระยะเวลาในการคืนทุนค่อนข้างนาน แต่ถือเป็นธุรกิจที่ทำแล้วมีความสุข ก็เหมือนกับธุรกิจโรงหนังที่ทำแล้วมีความสุขเพราะเป็นคนชอบดูหนัง จึงเข้ามาทำธุรกิจโรงหนังโดยสาขาแรกที่เปิดให้บริการ คือ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ สาขาปิ่นเกล้า”

จากจุดเริ่มต้นในวันนั้น ธุรกิจโรงภาพยนตร์ของวิชาก็ขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศจนปัจจุบันวิชามีธุรกิจโรงหนังที่บริหารงานอยู่ด้วยกันทั้งหมด 160 สาขา รวม 771 โรง 176,435 ที่นั่ง แบ่งเป็นในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 43 สาขา 349 โรง 79,003 ที่นั่ง ต่างจังหวัด 110 สาขา 384 โรง 89,402 ที่นั่งและต่างประเทศ 7 สาขา 37 โรง 8,030ที่นั่ง และในปี 2563 จะเปิดให้บริการเพิ่มขึ้นทั่วไทยและอาเซียนไม่ต่ำกว่า1,000 โรง

ด้วยจำนวนสาขาของธุรกิจโรงภาพยนตร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้วันนี้วิชามีแบรนด์ของธุรกิจโรงภาพยนตร์อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ อีจีวี เอสพละนาด ซีนีเพล็กซ์ เมกา ซีนีเพล็กซ์ พาราไดส์ ซีนีเพล็กซ์ควอเทียร์ ซีเนอาร์ต หรือพารากอน ซีนีเพล็กซ์และแบรนด์น้องใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดให้บริการไปเมื่อปลายปี 2561 ที่ผ่านมาคือ ไอคอน ซีเนคอนิค

การที่วิชาตั้งชื่อโรงภาพยนตร์ให้มีความแตกต่างกัน เหตุผลหลักก็เพื่อสร้างความแตกต่างและการจดจำให้กับลูกค้าตามสถานที่ของห้างค้าปลีกที่เข้าไปเปิดให้บริการ ซึ่งหลังทำแล้วผู้บริโภคให้ผลการตอบรับกับแบรนด์ธุรกิจโรงภาพยนตร์เป็นอย่างดี ทำให้วิชามีแนวคิดที่จะนำกลยุทธ์ดังกล่าวมาปรับใช้กับธุรกิจโรงแรม เพื่อสร้างการจดจำในแบรนด์สินค้าและบริการ

สำหรับทำเลที่วิชาจะเลือกนำมาพัฒนาเป็นธุรกิจโรงแรมจะเน้นไปที่ชายทะเลเป็นหลักและจะทำในทำเลที่ชอบเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นในต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ โดยแต่ละแห่งจะเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์งการลงทุนในธุรกิจนี้วิชาบอกว่าเป็นการลงทุนส่วนตัว

ทำเลชายทะเลแห่งแรกที่วิชาเลือกเริ่มต้นทำธุรกิจโรงแรมเมื่อ 9 ปีที่ผ่านมาคือหัวหิน เนื่องจากตลาดชายทะเลหัวหินมีสัดส่วนกลุ่มนักท่องเที่ยวไฮเอนด์ค่อนข้างเยอะเมื่อเทียบกับตลาดพัทยาหรือชะอำโดยธุรกิจโรงแรมที่ประเดิมทำในเมืองชายทะเลหัวหินจะเป็นรูปแบบพูลวิลล่า จำนวน 13 วิลล่า บนที่ดิน 8 ไร่ แต่ละวิลล่าจะมี 2-3 ห้องนอน

จากผลการตอบรับที่ดีของกลุ่มนักท่องเที่ยวไฮเอนด์ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ส่งผลให้วิชาตัดสินใจซื้อที่ดินเพิ่มในบริเวณติดกันอีก 3 ไร่ ในปี 2558เพื่อสร้างวิลล่าเพิ่มขึ้นอีก 10 วิลล่าและสร้างเพิ่มอีก 5 วิลล่า ในปี 2560รวมเป็น 28 วิลล่า 50 ห้องพัก

“โรงแรมที่หัวหินเราวางตำแหน่งเป็นพรีเมียม ทำให้ราคาห้องพักค่อนข้างสูงกว่าที่กรุงเทพฯ โดยเฉพาะในช่วงไฮซีซั่นราคาจะพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 3 หมื่นบาท/วิลล่า/คืนขณะที่ราคาเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ2 หมื่นบาท/คืน ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้ามาพักจะเป็นชาวต่างชาติที่มาจากอเมริกา ยุโรป และจีน เป็นต้น”

ความสำเร็จที่ได้รับดังกล่าว ทำให้วิชามองหาทำเลเมืองชายทะเลเพิ่มเติม เพื่อนำมาพัฒนาโรงแรมในรูปแบบวิลล่า โดยทำเลที่วิชามองว่ามีศักยภาพสามารถนำมาพัฒนาเป็นวิลล่าเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายในตลาดไฮเอนด์ได้ คือ ภูเก็ตและมัลดีฟส์

“ในส่วนของภูเก็ต วิชาได้ที่ดินจำนวน 10 ไร่ ของอ่าวยนมาพัฒนาเป็นโรงแรมในรูปแบบพูลวิลล่า ประมาณ 20-25 วิลล่า เบื้องต้นคาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการภายในปี 2563 ซึ่งในส่วนของราคาที่พักนั้นมีแนวโน้มว่าจะสูงกว่าหัวหินประมาณ 30% เนื่องจากตลาดนักท่องเที่ยวใน จ.ภูเก็ต มีกำลังซื้อดีกว่าหัวหิน”

ส่วนที่มัลดีฟส์ วิชาได้เข้าไปซื้อธุรกิจโรงแรมใหม่ที่เปิดให้บริการอยู่แล้ว ซึ่งรูปแบบของโรงแรมที่วิชาเข้าไปซื้อกิจการก็เป็นในรูปแบบพูลวิลล่าเช่นกัน ปัจจุบันได้เข้าไปบริหารโรงแรมในสถานที่ดังกล่าวจำนวน 39 วิลล่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นอกจาก 2 ทำเลใหม่ที่วิชาได้แย้มเปิดตัวไปแล้วนั้น เชื่อว่ายังมีอีกหลายทำเลที่อยู่ในใจรอให้วิชาเข้าไปเป็นเจ้าของ

กิจกรรมทางเพศดีต่อสุขภาพผู้สูงวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577262

  • วันที่ 17 ม.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

กิจกรรมทางเพศดีต่อสุขภาพผู้สูงวัย

เรื่อง : กาญจนา  ภาพ : เอเอฟพี, อีพีเอ

วารสารเวชศาสตร์เพศสัมพันธ์ (Sexual Medicine Journal) สหรัฐ ระบุว่า เพศสัมพันธ์เป็นวิธีการหนึ่งที่ทำให้ผู้สูงอายุมีความสุขและมีชีวิตที่ดีขึ้น “เนื่องจากผู้สูงอายุจะมีเพศสัมพันธ์น้อยกว่าคนวัยหนุ่มสาว หรือบางคนไม่มีกิจกรรมทางเพศเลย เนื่องจากคนส่วนใหญ่จะมีเพศสัมพันธ์น้อยลงเมื่ออายุมากขึ้น” ลี สมิธ นักวิจัย มหาวิทยาลัยแองเกลียรัสกิน ประเทศอังกฤษ กล่าว

มีการวิจัยก่อนหน้าพบว่า คนสูงวัยชาวอเมริกันจำนวนมากที่มีอายุระหว่าง 65-80 ปี ยังมีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ แต่ ลี สมิธ และทีมวิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลจากชาวอเมริกันที่มีอายุ 50-89 ปี จำนวนมากกว่า 7,000 คน โดยให้ทุกคนตอบคำถามว่า พวกเขามีกิจกรรมทางเพศบ่อยแค่ไหน มีอย่างไร และความถี่ของการมีกิจกรรมทางเพศเท่าไรที่ทำให้มีความสุขและรู้สึกกระปรี้กระเปร่า จากนั้นนำคำตอบมาจัดอันดับความพึงพอใจในชีวิต 0-15 คะแนน

ผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่มีกิจกรรมทางเพศสม่ำเสมอมีคะแนนความพึงพอใจในชีวิตสูง โดยเฉลี่ยของฝ่ายชายผู้ที่มีกิจกรรมทางเพศเป็นประจำได้ 9.75 คะแนน เทียบกับผู้ที่ไม่ค่อยมีกิจกรรมทางเพศได้รับ 9.44 คะแนน ส่วนค่าเฉลี่ยของฝ่ายหญิงผู้ที่มีกิจกรรมทางเพศเสมอได้ 9.86 คะแนน เทียบกับอีกกลุ่มได้ 9.67 คะแนน

เห็นได้ว่าค่าเฉลี่ยระหว่างสองกลุ่มต่างกันไม่มาก แต่ก็มากพอให้เห็นอะไรบางอย่าง นั่นคือ ผู้ชายต้องการมีเพศสัมพันธ์อย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง และการแสดงออกทางความรักอย่างการจูบและการเล้าโลม เพื่อสร้างความพึงพอใจในชีวิต ขณะที่ผู้หญิงไม่ต้องการการมีเพศสัมพันธ์ก็ได้ แต่ต้องการแสดงออกทางความรักก็สร้างความพึงพอใจได้แล้ว

ลี กล่าวว่า ความต้องการมีเพศสัมพันธ์ของหญิงและชายที่แตกต่างกันอาจเป็นเหตุผลทางร่างกาย เพราะเมื่อผู้หญิงเข้าสู่ภาวะหมดประจำเดือนหรือวัยทองก็จะมีความต้องการทางเพศน้อยลง แต่ร่างกายของผู้ชายสามารถผลิตสเปิร์มได้ตลอดชีวิตจึงมีความต้องการทางเพศแม้อายุจะมากขึ้นก็ตาม

ผลการวิจัยยังชี้ด้วยว่า กิจกรรมทางเพศยังคงมีความสำคัญกับผู้สูงวัย เพราะเป็นกิจกรรมที่จะทำให้ร่างกายผลิตสารเอนดอร์ฟินซึ่งทำให้รู้สึกมีความสุข ส่งผลดีต่อชีวิตคู่ และเมื่อมีสุขภาพจิตดีก็ส่งผลให้สุขภาพร่างกายดีตามไป อย่างไรก็ตาม ลีไม่สามารถกล่าวได้ว่าการมีเพศสัมพันธ์อย่างเดียวจะทำให้มีชีวิตดีและร่างกายแข็งแรง แต่การมีเพศสัมพันธ์เป็นส่วนหนึ่งของสุขภาพที่ดี

“สำหรับผม กิจกรรมทางเพศเป็นกิจกรรมทางกายภาพอย่างหนึ่ง ถ้าคุณมีอายุมากขึ้นและมีเพศสัมพันธ์มากขึ้น มันจะช่วยให้คุณรู้สึกดีมาก” ลี ทิ้งท้าย

วิศิษฎ์ เลาหพูนรังษี สร้างอาณาจักรพักกายใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577263

  • วันที่ 17 ม.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

วิศิษฎ์ เลาหพูนรังษี สร้างอาณาจักรพักกายใจ

เรื่อง ปอย

สถานที่ทำงานมีทั้งความหรูหรา และครีเอทีฟ สมฐานะโฮมออฟฟิศของซีอีโอผู้นำด้านอสังหาริมทรัพย์ในเมืองไทย วิศิษฎ์ เลาหพูนรังษี ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ อารียา พรอพเพอร์ตี้ เลือกเพิ่มความสะดวกสบายยิ่งขึ้นในทุกจังหวะชีวิต และธุรกิจ กับการตกแต่งออฟฟิศให้เป็นบ้านหรูหรา ออฟฟิศโอ่โถงงดงามก็กลายเป็นบ้านอีก 1 หลัง

ห้องทำงานประกาศความเนี้ยบได้ชัดเจน ประกาศอีกหนึ่งวิสัยทัศน์ผู้บริหาร คือ การให้ความใส่ใจในทุกๆ รายละเอียด เริ่มต้นขึ้นที่นี่ ตึกออฟฟิศอารียา ย่านโชคชัย 4 โชว์รสนิยมความทันสมัย และความเนี้ยบได้ในทุกๆ ฟังก์ชั่นใช้สอย การตกแต่งโฮมออฟฟิศเลือกใช้สีคุมโทนคลาสสิก

“ตึกนี้การเริ่มต้นของ อารียา พรอพเพอร์ตี้ เราโชคดีที่ได้เริ่มต้นธุรกิจในโลเกชั่นดีมาก ผมบรีฟสถาปนิก และนักออกแบบ โดยบอกว่าผมต้องใช้ชีวิตทำงานตั้งแต่เช้า ค่ำ ยันดึก (บอกพลางยิ้ม) ซึ่งก็ต้องบอกว่าการทำงานเกิน 8 ชั่วโมงแน่นอนครับ

ผมจึงไม่อยากได้ออฟฟิศที่เป็นออฟฟิศจ๋า ในความทันสมัยสไตล์โมเดิร์นลอฟต์ ก็ต้องแฝงความอบอุ่น ผมอยากให้พนักงานมาทำงานแล้วเหมือนกับอยู่บ้าน โต๊ะทำงานก็จะไม่เรียงกันเป็นแถวๆ หรือไฟส่องสว่างทำงานกันหน้ามืดทั้งวี่ทั้งวันแบบนั้นนะครับ คงไม่ใช่บรรยากาศการทำงานที่สนุกแน่นอน ซึ่งความสนุก ความรู้สึกอุ่นใจในบรรยากาศแวดล้อม เป็นปัจจัยทำให้คนเราสามารถสร้างสรรค์งานดีๆ ออกมาได้มากขึ้นด้วยนะครับ”

ผู้บริหารใหญ่อารียา กล่าวพร้อมรอยยิ้ม ที่นี่คือต้นแบบโฮมออฟฟิศแสนสบายของหลายๆ โครงการโดยอสังหาฯ ยักษ์ใหญ่เจ้านี้ มีส่วนของห้องรับแขกรองรับการมาเยือนของคู่ธุรกิจ ดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์หรูหรามากับความทันสมัย แต่ก็ไม่ลืมสวนสีเขียวแนบชิดตัวตึก ออกแบบสไตล์ Modern Tropical ผสมผสานไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่รักสวนสีเขียวไว้อย่างลงตัว

“คนยุคนี้ทั้งชีวิตส่วนตัว ทั้งงาน คำว่า Balance Life มาเป็นอันดับแรก เรื่องความสบาย Flexible Life เติมเต็มไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ก็ต้องตามมาด้วย จะทำให้การใช้ชีวิตเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น

การทำงานในบรรยากาศแบบเหมือนเราได้อยู่บ้าน ทำให้เราสบายใจ สนุกสนานกับการครีเอทงานชิ้นใหม่ ผมกล้าบอกเลยครับอารียาคือผู้เริ่มเทรนด์ ทั้งการสร้างสรรค์โฮมออฟฟิศคุณภาพระดับพรีเมียม หรือการนำแนวความคิดเชิงรีสอร์ทมาผสมผสานเป็นบ้านที่พักอาศัย ทาวน์เฮาส์สไตล์โมเดิร์น เราบุกเบิกกันมาหมดแล้วครับ”

ห้องทำงานสะท้อนให้เห็นพลังของความภูมิฐาน โคมแชนเดอเลียร์ในห้องที่ใช้ประชุมช่วยเสริมทัพความหรูหรา วัสดุสีทอง หรือทองแดง บริเวณพื้นปูด้วยพรมโทนสีทึบ เพื่อเพิ่มความอลังการไปอีกขั้น

งานคลุกคลีและชื่นชอบงานตกแต่งเป็นชีวิตจิตใจ แต่คือสิ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่ร่ำเรียนมา วิศิษฎ์เป็นศิษย์คณะบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากนั้นได้ใช้วิชาโดยเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีในองค์กรชั้นนำ “…ไม่ได้ชอบตัวเลข แต่ผมถนัดเรื่องตัวเลข” ผู้บริหารใหญ่กล่าว และย้ำว่ายิ่งเป็นเรื่องงานออกแบบทุกโครงการผ่านมือ ผ่านตา ซีอีโอคนนี้มาทั้งหมด

“ปี 2562 โปรเจกต์คอนโดมิเนียมระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ ‘เฉลิมนิจ อาร์ท เดอ เมซง สุขุมวิท 53’ รูปแบบส่วนหนึ่งก็ตกผลึกมาจากตรงนี้นะครับ

ผมกำหนดให้เราเป็น Trend Setter บ้านหรูหรา แต่ต้องแฝงความเรียบง่ายโดยแวดล้อมด้วยธรรมชาติที่เงียบสงบ บนโลกที่กำลังหมุนไปอย่างรวดเร็ว จนบางครั้งเราอาจรู้สึกเดินตามไม่ทัน ต้องวิ่งตามเท่านั้น คอนโดล่าสุดส่วนหนึ่งมาจากการเดินทาง ผมชอบแบบฉบับการใช้ชีวิตเรียบง่ายของชาวญี่ปุ่น มันตอบโจทย์ความต้องการลึกๆ ของคนสมัยนี้ได้อย่างแยบยลจริงๆ คนเราทำงานยิ่งเหนื่อยยิ่งวุ่นวาย ก็อยากได้บ้านสวยงามเงียบสงบไว้พักกายใจนะครับ”

เริ่มต้นปี‘โดยไม่เป็นหนี้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577260

  • วันที่ 17 ม.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

เริ่มต้นปี‘โดยไม่เป็นหนี้’

เรื่อง เรื่อง ราตรีแต่ง

อยู่แบบไม่เป็นหนี้ สบายกายใจที่สุด และเป็นการสร้างนิสัยการบริหารการเงินที่ใช้ได้ในทุกยุคทุกสมัย ปีใหม่นี้ถ้าไม่เหลือเงินในบัญชี แต่กำลังวางแผนออกรถยนต์เพื่อใช้อำนวยความสะดวกในการทำงาน แต่บางวันแทบนับเหรียญเติมน้ำมันกันเลยทีเดียว หรือสภาวะใช้เงินเดือนชนเดือนคงดำรงอยู่ ไม่ต่างจากปีที่แล้ว ชีวิตไม่สุขแน่นอน ลองปรับพฤติกรรมใช้ชีวิตใหม่ เริ่มกันเลย

ทำบันทึกรายรับ-รายจ่ายประจำวัน

ยังไม่เคยทำบันทึกรายรับ-รายจ่ายประจำวันใช่ไหมล่ะ? ก็เลยไม่(เคย)มีเงินเก็บ นั่นเป็นเพราะจะไม่สามารถเห็นภาพรวมของการใช้จ่ายในแต่ละเดือนได้อย่างชัดเจน

ลองมาเริ่มต้นใหม่ด้วยแบบฟอร์มบันทึกรายรับ-รายจ่ายประจำวัน ธนาคารแห่งประเทศไทยมีแบบฟอร์มบันทึกรายรับ-รายจ่ายให้ดาวน์โหลด http://www.bot.or.th/Thai/Segmentation/Public/Documents/SavingBOT_2559.xls ในรูปแบบไฟล์ Excel ใช้งานง่าย โปรแกรมนี้จะช่วยมอนิเตอร์การใช้จ่ายแบบรายวัน

แค่เพียงกรอกรายรับ-รายจ่ายที่ใช้ไปในแต่ละวัน ระบบจะคำนวณตัวเลขค่าใช้จ่ายเป็นรายเดือน และมีเงินเหลือสำหรับเก็บออมเท่าไร

การบันทึกรายรับ-รายจ่าย นับเป็นวิธีสำคัญช่วยให้รู้นิสัยการใช้จ่ายของตัวเองมากขึ้น ใครอยากเก็บเงินให้งอกเงย ไม่อยากติดลบอยู่ทุกเดือน ต้องรู้จักเริ่มต้นทำบันทึกรายรับ-รายจ่ายทุกวัน เพราะรายรับ-รายจ่ายในแต่ละวันนั้นมากมาย มีแบงก์ร้อยก็หมดร้อย แบงก์พันเผลอๆ บางวันก็เกลี้ยงในพริบตาแบบจำแทบไม่ได้ ใช้จ่ายอะไรไปบ้างหนอ?!! หรือแทบไม่รู้ตัวว่ารายจ่ายประจำเดือนอาจมากกว่ารายรับด้วยซ้ำ สัญญาณสุขภาพการเงินย่ำแย่เริ่มต้นแล้ว

เก็บออมเงินก่อนใช้เสมอ

กฎเหล็กคือวางแผนออมเงิน 10% ของรายได้ หรือจัดกระเป๋าที่แตะต้องไม่ได้ ลับๆ เล็กๆ เพื่อเก็บออมเดือนละ 2,000 บาท เก็บไปเรื่อยๆ เมื่อประสบสภาวะฉุกเฉิน เงินก้อนนี้เป็นเงินสำรองฉุกเฉิน จะช่วยเราได้อย่างเหลือเชื่อ

ไม่อยากเป็นลูกหนี้ ต้องสร้างนิสัยเก็บสะสมเงินให้เพียงพอ ถ้าปีนี้อยากเริ่มต้นฝันโดยการมีสินทรัพย์มั่นคงสัก 1 ชิ้น ซื้อบ้านเพื่อที่อยู่อาศัย ควรพิจารณาอย่างรอบคอบอย่าเพิ่งรีบตัดสินใจก่อหนี้ก้อนใหญ่ อย่าคิดเหมารวมว่าการซื้อบ้านเป็นการสร้างหนี้ดี ก็คงไม่ใช่เสียทีเดียว เพราะยังต้องดูไปถึงการบริหารจัดการหนี้ ความมีวินัยทางการเงินและการชำระหนี้ด้วย ตรงกันข้ามหากเลือกซื้อแบบเกินตัว ก็กลายเป็นความฟุ่มเฟือยได้เช่นกัน อาจส่งผลให้การเงินรวน ปั่นป่วน และไม่สามารถจัดการควบคุมได้

ถือว่าเป็นการก่อหนี้ที่ไม่ดี นอกจากจะส่งผลที่ไม่ดีต่อตัวผู้สร้างหนี้เองแล้ว ยังส่งผลไปถึงคนรอบข้างอีกด้วย

ควรรู้ศักยภาพในการชำระหนี้ เลือกขนาดและราคาของบ้านที่สามารถจ่ายชำระ ภาระหนี้สินที่จะผูกพัน หรือจำนวนดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย หาข้อมูลเปรียบเทียบให้รอบด้านก่อนตัดสินใจ

ลงมือจัดการหนี้สินอย่างจริงจัง

ปีที่ผ่านมาเป็นหนี้ ปีนี้ก็หมดหนี้ได้ อย่าท้ออย่าแพ้ และไม่ว่าหนี้สินนั้นจะก่อปัญหาทางการเงินหรือไม่ก็ตาม ผู้มีหนี้ควรลงมือจัดระเบียบทางการเงิน หาวิธีจัดการลดหรือปลดหนี้ที่มีอยู่อย่างจริงจัง เพื่อลดภาระดอกเบี้ย ลดภาระผูกพันทางการเงิน รวมทั้งเพื่อป้องกันความเสี่ยงทางการเงินที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น เกิดอุบัติเหตุ เจ็บไข้ได้ป่วย หรือตกงานโดยไม่คาดฝัน

แนวคิดหนึ่งที่ทำให้ลูกหนี้ทั้งหลายเข้าใจผิดเกี่ยวกับการต่อสู้กับปัญหาหนี้สิน คือ มีหนี้แล้วจะออมเงินไม่ได้ เมื่อมีรายได้เข้ามาแล้วก็ต้องรีบนำไปชำระหนี้ทันที หนี้จะได้หมดเร็วๆ หมุนวนเข้ากระเป๋าซ้าย จ่ายออกกระเป๋าขวาอยู่หลายปี สุดท้ายหนี้ก้อนใหญ่ก็ยังมีอยู่ คุณภาพชีวิตก็แย่ลงกว่าเดิม ถ้าการแก้หนี้แบบวิธีเก่าไม่ได้ผล เรามาลองวิธีใหม่

เทคนิคออมเงินไปพร้อมกับการจ่ายหนี้ จากรายได้ประจำควรแบ่งไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน 40% ส่วนที่เหลืออีก 60% นำไปจ่ายชำระหนี้ทั้งหมด กระเป๋าเบาโหวง ไม่มีเงินออมฉุกเฉินไว้เลย ซึ่งการเงินที่ดีควรเก็บเงินฉุกเฉินไว้ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่าย มีวิธีพิจารณาทั่วไปคือ ภาระหนี้ เช่น ค่างวดบ้าน รถ ต้องไม่เกิน 40% ของรายได้สุทธิต่อเดือน ไม่ควรมากเกินไปกว่านี้เพราะรายได้ต้องนำไปใช้จ่ายในการดำรงชีวิต ค่าน้ำมันรถ ค่าบำรุงรักษาบ้าน ค่าน้ำไฟ ฯลฯ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็สามารถปรับอัตราส่วนให้เพิ่มมากขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับวินัยทางการเงินมากเพียงใด

หนี้ดี กับหนี้ไม่ดี

ไม่เป็นหนี้ แต่ไม่มีอะไรเลย ชีวิตแบบนี้ก็ไม่ไหวนะ การเลือกเป็นหนี้เพื่อความมั่นคงของชีวิตในอนาคต ก็ควรถือว่าเป็นหนี้ที่มีการวางแผนชีวิต การเป็นหนี้เพื่อคุณภาพชีวิตของครอบครัว เช่น ซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์ อาจจะถือได้ว่าเป็นการก่อหนี้ที่ดี

ส่วนหนี้ที่ไม่ดี เช่น กู้เงินไปทำธุรกิจขาดประสบการณ์ ขาดความชำนาญ เงินก้อนใหญ่ใช้ในสิ่งที่ไม่ก่อรายได้ ก่อนจะตัดสินใจเป็นลูกหนี้ ลองถามตัวเองดูก่อนว่าเงินที่จะกู้มานี้จะเอาไปสร้างรายได้ให้งอกเงยได้ไหม ถ้าพิจารณาดูแล้วว่าเป็นอะไรที่ใช้แล้วหมดไป ไม่สร้างผลตอบแทน ไม่ก่อให้เกิดรายรับเพิ่มเลย ถ้าแบบนี้โอกาสจะกลายเป็นหนี้เสียในอนาคตก็ยิ่งมากขึ้นไปอีก เห็นทีอย่าเสี่ยงจะดีกว่า ขึ้นปีใหม่ เริ่มใหม่ ท่องไว้มีหนี้ก็ได้ แต่ให้อยู่ในหลักเกณฑ์ที่มีจ่ายได้โดยไม่เดือดร้อน

กินชะลอวัย ไกลชรา อายุยืนยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577161

  • วันที่ 16 ม.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

กินชะลอวัย ไกลชรา อายุยืนยาว

เรื่อง วรธาร ภาพ พรพรหม สาตราภัย

ว่ากันว่า สิ่งที่ทำให้คนเราแก่เร็วคือความเจ็บป่วย โดยเฉพาะการเจ็บป่วยจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ โรคถุงลมโป่งพอง โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง และโรคอ้วนลงพุง ซึ่งต้องยอมรับว่าโรคเหล่านี้เกิดมาจากหลายปัจจัย ส่วนหนึ่งก็คือการกินอาหาร

นพ.บุญชัย อิศราพิสิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัทในเครือเวลเนสซิตี้กรุ๊ป กล่าวว่า สำหรับความอ้วนและอ้วนลงพุงเป็นสาเหตุของโรคมากมาย เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคตับอักเสบ ตับแข็ง โรคข้อและกระดูก และมะเร็ง จึงถือว่าอ้วนลงพุงนั้นอันตรายมาก โดยตามเกณฑ์หากวัดจากรอบเอวผู้ชายไม่ควรเกิน 36 นิ้ว หรือประมาณ 90 ซม. สำหรับเอวผู้หญิงไม่ควรเกิน 32 นิ้ว หรือ 80 ซม.

พร้อมกันนี้ นพ.บุญชัย ได้แนะนำเคล็ดลับในการกินเพื่อไม่ให้เกิดโรค เป็นการชะลอความแก่ และเพิ่มอายุที่ยืนยาวให้แก่ตนเองอีกด้วย

1.ลดการบริโภคน้ำตาล ต้องยอมรับว่าคนไทยส่วนใหญ่ติดรสหวานโดยไม่รู้ตัว เพราะน้ำตาลเปรียบเหมือนสารเสพติดชนิดหนึ่งที่ยิ่งกินยิ่งอร่อย น้ำตาลจึงกลายเป็นส่วนผสมที่มีอยู่ในอาหารคาวและหวานแทบทุกเมนู ทั้งที่ในความเป็นจริงร่างกายคนเราต้องการน้ำตาลเพียงครึ่งช้อนชาต่อวัน

ถ้ากินน้ำตาลมากเกินความต้องการอาหารบางประเภทมากเกินไป เช่น ขนมหวาน น้ำหวาน น้ำอัดลม หรือแม้กระทั่งข้าวขาว ผลไม้ที่มีรสหวาน เช่น มะม่วงสุก ทำให้เราเข้าสู่พฤติกรรมแช่อิ่ม เพราะทำให้เกิดการสะสมของน้ำตาลในร่างกายมากเกินความจำเป็นและนำมาสู่โรคภัยต่างๆ

2.งดบริโภคไขมันทรานส์ เพราะไขมันทรานส์เกิดจากการแปรรูปจึงย่อยสลายได้ยากกว่าไขมันชนิดอื่น เช่น ครีมเทียมในกาแฟพร้อมเสิร์ฟ ขนมเค้กหรือเบเกอรี่ ฯลฯ นอกจากนี้คนจำนวนมากยังมีความเชื่อผิดๆ ว่าการใช้น้ำมันไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันพืช น้ำมันถั่วเหลือง มาปรุงอาหารประเภททอดแล้วดีกว่าการใช้น้ำมันอิ่มตัว แต่ในความเป็นจริงน้ำมันประเภทไขมันไม่อิ่มตัวนั้นสามารถจับกับไฮโดรเจนกลายเป็นไขมันทรานส์และก่อให้เกิดสารพิษตกค้างและกระตุ้นอนุมูลอิสระในร่างกายได้ การเลือกกินอาหารที่ปรุงแบบนึ่ง ต้ม หรือย่างโดยมีสิ่งห่อหุ้มระหว่างอาหารกับที่ย่าง เช่น ใบตองจึงปลอดภัยต่อร่างกายมากกว่ากินอาหารแบบทอด

3.หลีกเลี่ยงการกินสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมถือเป็นสายพันธุ์ที่ใกล้ชิดมนุษย์ ดังนั้น การกินสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว จึงให้โทษต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสะสมพิษชนิดเดียวกัน และยังมีไขมันและกล้ามเนื้อที่เป็นโทษและย่อยยากด้วย เราจึงควรหาแหล่งโปรตีนอื่นที่มีคุณภาพกิน เช่น ปลาทะเลน้ำลึก ธัญพืชต่างๆ เห็ดชนิดต่างๆ หากใครที่ต้องการลดน้ำหนัก เมนูเห็ดดีที่สุดเพราะไม่มีน้ำตาล ไม่มีไขมัน อุดมด้วยโปรตีนและใยอาหาร

4.ให้เลือกกินผักผลไม้สดที่ไม่หวาน เพราะผักและผลไม้สดให้คุณค่าของวิตามินแท้จริง วิตามินในผักผลไม้ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายด้าน แต่ต้องเลือกกินผักผลไม้หลากชนิดเพื่อให้ได้รับวิตามินครบถ้วน แนะนำให้กินเป็นสัดส่วนครึ่งต่อครึ่งของอาหารในแต่ละมื้อ

5.เลือกกินแป้งไม่ขัดสี เพราะแป้งไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ หรือขนมปังโฮลวีต เป็นแป้งที่มีโครงสร้างซับซ้อนทำให้ชะลอการดูดซึมน้ำตาล ยิ่งอายุมากขึ้นยิ่งควรกินข้าวในปริมาณที่น้อยลงในแต่ละมื้อ และออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที พักผ่อนให้เพียงพอ นอนหลับสนิทอย่างน้อยวันละ 4 ชม. อย่าลืมคิดบวกและมีทัศนคติที่ดีจะช่วยทำให้ชีวิตมีความสุข