ชุดถักตุ๊กตาซันนี่ ตัวเล็กๆ แต่รายได้งาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577162

  • วันที่ 16 ม.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

ชุดถักตุ๊กตาซันนี่ ตัวเล็กๆ แต่รายได้งาม

เรื่อง วราภรณ์

กิจกรรมยามว่างที่ใครเห็นต้องอมยิ้ม อย่างเจ้าตุ๊กตาตัวเล็กๆ ที่คนนิยมในนามของ “ตุ๊กตาซันนี่” งานอดิเรกของ นก-สุพัตรา จุลบุตร เจ้าของเพจ catushouse ที่เป็นที่รู้จักดีของคนหลงรักตุ๊กตาซันนี่

ปัจจุบัน สุพัตราอายุ 45 ปี เคยทำอาชีพค้าขายจำหน่ายเสื้อผ้า แต่ต้องเลิกเพื่อมาดูแลคุณแม่ที่ป่วย ยามว่างเธอจึงหันมาหากิจกรรมทำ คือการถักโครเชต์เป็นชุดตุ๊กตาซันนี่ ค่าที่ชอบงานเย็บปักถักร้อยอยู่แล้ว โดยงานชิ้นแรกๆ ที่ทำจากความชอบของตัวเองตั้งแต่วัยเด็กคือ ถักหมอน แต่พอเห็นตุ๊กตาตัวเล็กๆ เธอจึงตกหลุมรักจริงจังเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เริ่มจากถักเสื้อผ้าให้ตุ๊กตาเป็นตัวๆ ตั้งแต่ยังจำหน่ายเสื้อผ้าอยู่ จากงานทำยามว่างสามารถทำรายได้เล่นๆ แบบไม่จริงจังตกเดือนละ 5,000-1 หมื่นบาท/เดือน เลยทีเดียว

“แรงบันดาลใจทำงานอดิเรก คือความน่ารักของตุ๊กตา​ เริ่มจากสะสมเพื่อเล่นก่อน​ พอมีจำนวนหนึ่งก็จึงเริ่มถักเสื้อผ้าให้ตุ๊กตาของเราเมื่อ 3 ปีที่แล้ว นั่งถักในร้านขายเสื้อผ้าของเรานั่นแหละ ต่างชาติมาเห็นก็ขอซื้อ เราก็ขาย แต่ไม่ได้วางขายเต็มตัว เริ่มแรกโพสต์อินสตาแกรมก่อน ถักเสร็จใส่ให้ตุ๊กตา​ถ่ายภาพอัพลงเฟซบุ๊ก​ ใครชอบก็ขาย​ หรือถ้ามีคนมาสั่งให้ถัก​ ดิฉันก็ค่อยๆ ถักเพราะแม่ก็ป่วยเป็นมะเร็ง และคุณแม่ก็อายุมากแล้ว 78 ปี พอแม่ป่วยคิดว่าดิฉันควรมาดูแลจริงจังดีกว่าจึงเริ่มถักเสื้อผ้าตุ๊กตาขายอย่างจริงจังได้ 2 ปี หลังๆ มีลูกสาวมาช่วยถักด้วย”

นกเล่าความเป็นมาของตุ๊กตาซันนี่คือ​ เป็นตุ๊กตาของญี่ปุ่น ตัวสูงราวๆ 3 นิ้ว ไม่ใช่ที่ญี่ปุ่นนิยมเท่านั้น คนไทยก็ชอบด้วย และคนไทยเริ่มเล่นเยอะขึ้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว จึงมีคนออร์เดอร์ให้ถักชุดตุ๊กตาเข้ามาไม่ขาด

“นกก็เล่นตุ๊กตาซันนี่ จึงรู้ว่าลูกค้าอยากได้อะไร ตุ๊กตาตัวเล็กๆ มันน่ารัก มีเล่นและเก็บสะสมอยู่หลายตัวค่ะ เกิน 100 ตัวได้ ส่วนใหญ่จำหน่ายผ่านอินสตาแกรม ขายดีมาก ขายตัวละ 60-100 บาท เสน่ห์ของชุดตุ๊กตาคือเล็กๆ น่ารัก และเราสามารถเปลี่ยนชุดได้บ่อยตามเทศกาลจึงรู้สึกไม่จำเจ มีหลายซีรี่ส์ นกก็คิดออกแบบชุดไปเรื่อยๆ ลูกค้าอยากได้แบบไหนเราก็คิดออกแบบให้ มันสนุก นกก็บ้าสะสม สนุกที่ได้คิด ได้ออกแบบ”

ส่วนใหญ่ไอเดียออกแบบชุด นกออกแบบเอง แต่จะมีไกด์ไลน์จากลูกค้าว่าอยากได้กระโปรงสีนี้ตัดกับสีนี้ “ลูกค้าชอบสั่ง มีทั้งชุดสั้น ชุดยาว มีระบาย ย้วยๆ โป๊ เซ็กซี่หน่อย สมัยก่อนนั่งถักตั้งแต่เช้ายันเย็น ถักได้ราว 40-50 ชุด/วัน เพราะชุดตัวเล็กนิดเดียว มีคนที่นิยมเล่นกลุ่มใหญ่ทีเดียว เรามีการตั้งชื่อกลุ่มว่า ซันนี่ แองเจิ้ล ด้วย”

ตอนที่พีกของการเล่นตุ๊กตาซันนี่ย้อนกลับไปราว 2 ปีที่แล้ว สามารถทำรายได้สูงสุด 1 หมื่นบาท/เดือน และมีกลุ่มคนเข้ามาเล่นมากขึ้น เพราะตุ๊กตาหาซื้อง่าย คนถ่ายรูปแล้วแชร์ผ่านออนไลน์มากมาย​จึงเป็นจุดดึงดูด

“ตอนเล่นก็สนุก ตอนนั่งถักก็สนุก เรามีสะสมกันเป็นคอลเลกชั่นของเราเอง ถักเสื้อผ้าออกมาเป็นซีรี่ส์ เช่น สีชุดแมตช์กับหัวตุ๊กตา หัวสายรุ้งเราก็ทำสีให้เหมือนตุ๊กตาออกแบบให้เหมือนคู่สี ดูแล้วให้ออกมาเหมาะสมสวยงาม ถ้าเป็นช่วงซัมเมอร์ก็ถักเป็นชุดว่ายน้ำทุกสี ตอนออเจ้าดังชุดไทยก็ถักเหมือนกัน ชุดไทยเราถักมานานแล้ว”

จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า พองานอดิเรกพัฒนาให้เป็นเงินจึงสนุก ถักทุกวันจึงมีความสุขทุกวัน เวลาหมดไปรวดเร็วมาก และสามารถพกพาไปได้ทุกที่​ ​หยิบมาถักได้ทุกเวลา

“ลายที่ถักเป็นชุด มีทั้งลายควักธรรมดา พันหัวเข็ม 1 ครั้ง เป็นลายง่ายๆ คนถักไม่เป็นก็ถักได้ แล้วก็เล่นลวดลายมีระบาย เล่นสีให้ตัดกัน หรือแตกต่างนิดๆ หน่อยๆ ตกแต่งลูกไม้​ ลูกปัด ดอกไม้ ก็ดูน่ารักเอง ใส่จินตนาการสร้างสรรค์เข้า ไป ลูกค้าเราเป็นผู้หญิงหลากหลายวัย วัยรุ่นก็มี แต่ส่วนมากเป็นวัยทำงานอายุ 20-30 ปี สมัยก่อนตุ๊กตาตัวละ 200-300 บาท มันเป็นซีรี่ส์หาง่ายๆ ราคาเป็นหมื่นบาทก็มี ถ้าเป็นซีรี่ส์หายากหน่อยตกตัวละ 2,000-3,000 บาท ลิมิเต็ดก็จะแพงไปอีก รุ่นลิมิเต็ดใส่อะไรก็สวยเพราะเขาดูแพง งานผ้าไม่เน้น เราเน้นงานปักกับงานถักค่ะ”

ใครสนใจอยากหาเสื้อผ้าตุ๊กตาซันนี่สวยๆ สามารถซื้อผ่านช้อปปี้ของทรู หรือผ่านไอดีไลน์ catushouse หรือไลน์ไอดี catwalks ก็ได้

รักสุขภาพ…รักตัวเอง (หน่อยนะปีนี้)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577042

  • วันที่ 15 ม.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

รักสุขภาพ...รักตัวเอง (หน่อยนะปีนี้)

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

หลายคนคงเคยได้ยินชื่อกลุ่มโรคเอ็นซีดี หรือกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (non-communicable diseases; NCDs) กันมาบ้างแล้ว แต่อาจจะยังชะล่าใจ หรือไม่ตระหนักว่า กลุ่มโรคเอ็นซีดีคุกคามเราท่านมากเพียงใด โพสต์ทูเดย์ ได้มีโอกาสพูดคุยกับ “พ.ต.นพ.ธรรมสรณ์ เจษฎาเชษฐ์” แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ที่จะมาเล่าถึงแนวทางการดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันกลุ่มโรคเอ็นซีดีกันตั้งแต่ต้นปี 2562

ปีใหม่…ปรับวิถีชีวิตใหม่

พ.ต.นพ.ธรรมสรณ์ เล่าว่า ปัจจุบันกลุ่มโรคเอ็นซีดีครองอยู่ในหลายอันดับต้น ๆ ของ 10 อันดับโรคยอดฮิตคนไทย ถือเป็นกลุ่มโรคที่เป็นสาเหตุหลัก 75% ของการเสียชีวิต ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคระบบทางเดินหายใจ ไตวาย เบาหวาน และภาวะอ้วนลงพุง เป็นต้น

“กลุ่มโรคเอ็นซีดี ไม่ใช่โรคติดเชื้อที่ตื่นเช้าขึ้นวันหนึ่งแล้วจู่ๆ ก็เป็น แต่เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมสะสม ตั้งแต่พฤติกรรมการกิน การใช้ชีวิต การทำงาน การไม่ออกกำลังกาย ที่ทยอยสะสมผลร้าย รู้สึกตัวอีกที ก็เกิดเป็นภาวะโรคแล้ว”

ทั้งๆ ที่โดยธรรมชาติของตัวโรค ใช้เวลาดำเนินโรคนาน แต่เพราะมิได้ให้ความสำคัญ ปล่อยปละละเลยจนลุกลามกลายเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคอื่นๆ ที่คราวนี้รักษายากแล้ว (เรื้อรัง) ส่วนใหญ่จะเริ่มมีอาการ เช่น ภาวะความดันในเลือดสูง น้ำตาลในเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง ก็เมื่อเริ่มสู่วัย 40-50 ปี จะดีกว่าหรือไม่ ถ้าเอาใจใส่ดูแลสุขภาพของตัวเอง ปรับวิถีชีวิตเพื่อลดความเสี่ยงตั้งแต่ก่อนช่วงวัยดังกล่าว

“เอ็นซีดีเป็นกลุ่มโรคที่ป้องกันได้ ขอเพียงแค่ฉุกคิดว่า เราสนใจที่จะดูแลป้องกันมันหรือเปล่า คำแนะนำสำหรับคนไทยทุกคน ก็คือ ขอให้หันมาสนใจและดูแลสุขภาพของตัวเองกันดีกว่า เป็นปีใหม่คนใหม่ที่รักและใส่ใจสุขภาพตั้งแต่นี้เป็นต้นไป”

3 วิธีรักตัวเอง…ดูแลสุขภาพ

1.ลดพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง

กินอาหารตามหลักโภชนาการในปริมาณที่เหมาะสม ลดการกิน หวาน มัน เค็ม ลดของทอด งดอาหารปิ้งย่าง คือปัจจัยของการมีสุขภาพที่ดี งดการดื่มแอลกอฮอล์ งดการสูบบุหรี่ รวมทั้งหลีกเลี่ยงสถานที่ที่ทำร้ายสุขภาพ เช่น สถานเริงรมย์ยามค่ำคืน

“ค่อยๆ ลดนะ สักวันหนึ่งก็จะเห็นประโยชน์ เพราะเมื่อห่างจากพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง สุขภาพของเราจะดีขึ้น จากนั้นจะเริ่มติดเป็นนิสัย อยากลด อยากงดด้วยตัวเอง ถึงเวลานั้นสุขภาพร่างกายจะดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะเราไม่เสพในสิ่งที่เป็นโทษภัย”

2.ออกกำลังกายเป็นประจำ

คุณหมอคนเก่งแนะนำการออกกำลังกายแบบแอโรบิก (Aerobic Exercise) หมายถึง การออกกำลังกายที่กระตุ้นให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายได้ใช้ออกซิเจนจำนวนมากๆ อย่างต่อเนื่องในช่วงความนานที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นผลให้อวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ ปอด หลอดเลือดและกล้ามเนื้อได้พัฒนาสมรรรถภาพสูงขึ้น ร่างกายจะฟื้นฟูกลับมาแข็งแรง ที่สำคัญทำให้ระบบภายในร่างกายกลับมาเป็นหนุ่มสาว

“ทุกระบบในร่างกายแอ็กทีฟ รวมทั้งได้ผลดีเรื่องจิตใจอารมณ์ สดชื่นกระปรี้กระเปร่า เพราะเอนดอร์ฟินหรือฮอร์โมนแห่งความสุขหลั่งไหล การออกกำลังกายยังทำให้หลับได้ดีด้วย”

3.ตรวจสุขภาพประจำปี

การตรวจสุขภาพประจำปีอย่างน้อยควรทำปีละ 1 ครั้ง เพื่อสำรวจความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ป้องกันการเกิดโรคในทางการแพทย์ หรือที่เรียกว่า การคัดกรองโรค เพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค และค้นหาภาวะแทรกซ้อนก่อนที่โรคร้ายจะลุกลามบานปลาย

คนวัยทำงาน ควรรับการตรวจสุขภาพเบื้องต้น เช่น วัดความดันโลหิต ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะฯลฯ ส่วนผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรตรวจสุขภาพให้ละเอียดมากขึ้น เช่น ระดับไขมันในเส้นเลือด น้ำตาลในเลือด การตรวจหามะเร็งเต้านม และมะเร็งปากมดลูก ขณะที่ผู้สูงวัยหรือผู้มีโรคประจำตัว ตรวจตามแพทย์สั่ง หรือตามโปรแกรมอย่างเคร่งครัด

“มาหาหมอเร็ว รู้เร็ว รักษาง่าย ตรงกันข้าม มา (หาหมอ) ช้า รู้ช้า รักษายาก เพราะฉะนั้นมาหาหมอดีกว่า อย่างน้อยก็ปีละครั้ง ปีใหม่ 2562 อยากให้ทุกคนรักตัวเองให้มากขึ้น หลีกเลี่ยงพฤติกรรมทำร้ายสุขภาพ หมั่นออกกำลัง หมั่นตรวจสุขภาพ เพียงแค่นี้สุขภาพดีก็อยู่ไม่ไกล”

ดร.นริศ ธรรมเกื้อกูล คิดเพื่อสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577043

  • วันที่ 15 ม.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

ดร.นริศ ธรรมเกื้อกูล คิดเพื่อสังคม

เรื่อง : โยธิน อยู่จงดี

“ใครว่าธุรกิจร้านกาแฟอิ่มตัวไปแล้ว วันนี้ยอดขายมากกว่า 11 ล้านแก้ว/ปี คือสิ่งที่บอกได้เลยว่าธุรกิจร้านกาแฟยังไม่อิ่มตัว แค่หาความต้องการของผู้บริโภคให้ได้” ดร.นริศ ธรรมเกื้อกูล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี รีเทลลิงค์ เล่าถึงธุรกิจร้านกาแฟกาแฟมวลชนที่ประสบความสำเร็จ แม้ใครๆ จะกล่าวว่าเป็นธุรกิจที่อิ่มตัวไปแล้ว

 

ทำสิ่งที่ยั่งยืนเท่านั้น

ดร.นริศ เล่าถึงจุดเริ่มต้นการทำธุรกิจร้านกาแฟมวลชนว่าเกิดขึ้นจากแนวคิดในการทำซีเอสอาร์ตอนเรียนปริญญาเอก “ช่วงเวลานั้นกระแสการช่วยเหลือสังคมมาแรงมาก คือ เรื่องการทำซีเอสอาร์ CSR – Corporate Social Responsibility หรือการช่วยเหลือสังคม

การทำธุรกิจซีเอสอาร์ในช่วงนั้นเป็นเหมือนกับการให้เปล่า บางคนเข้าไปปลูกป่า บางคนก็เข้าไปสร้างโน่นนี่ให้ชาวบ้าน เราเองก็คิดว่าอาจจะทำแบบนั้น แต่ทำแล้วไม่ได้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน เราอยากจะทำสิ่งที่ได้กระจายประโยชน์สู่สังคมให้กับภาพใหญ่มากกว่า

เลยคิดว่าน่าจะสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชนจะดีกว่า เพราะว่าถ้าคนมีอาชีพแล้วปัญหาสังคมก็จะหายไป ประเทศชาติก็จะมีเศรษฐกิจที่ดี ปัญหาโจรขโมย ปัญหาคนยากจน ก็จะไม่มีเพราะพวกเขามีรายได้ที่ดี เราก็คิดว่าธุรกิจร้านกาแฟน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดี และเกี่ยวข้องกับเครื่องชงกาแฟที่เราเคยทำ

ดังนั้น ถ้าเรามาปลูกกาแฟมารับซื้อผลผลิตกาแฟจากป่าต้นน้ำ ชาวบ้านจะมีรายได้อย่างยั่งยืน กาแฟต้นหนึ่งใช้เวลาปลูก 3 ปีครึ่งก็เก็บเกี่ยวได้แล้ว และต้นหนึ่งอายุ 30 ปีเก็บผลได้ตลอด และยังได้ผลผลิตจากไม้ใหญ่ที่ปลูกคู่กับกาแฟอย่างแมกคาเดเมีย ก็สามารถเก็บผลมาขายได้อีก

พอเราเข้าไปส่งเสริมแล้ว ก็จะมีปัญหาเรื่องผลผลิตไม่มีตลาดรองรับ เหมือนหลายๆ โครงการที่เข้าไปส่งเสริมให้ปลูก แต่พอปลูกแล้วไม่มีตลาดรองรับก็ต้องตัดทิ้ง แล้วก็คิดว่าผลผลิตออกมาแล้วเราจะทำอย่างไร เราก็เลยคิดว่านอกจากส่งเสริมให้ปลูกแล้ว

เราควรจะสร้างร้านเพื่อรองรับผลผลิต ปีแรกเราก็คิดว่าจะเปิดไม่กี่ร้านเอาแค่รองรับผลผลิต ไม่ได้คิดว่าจะมีร้านสาขาเยอะเหมือนทุกๆ วันนี้ แต่พอเราส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก สิ่งที่ได้รับจากการส่งเสริมก็คือป่าต้นน้ำเกิดขึ้น พื้นที่ปลูกกลับมีต้นไม้เขียวขจี

ประกอบกับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการบอกว่ากาแฟรสชาติดี แล้วก็ช่วยลดค่าครองชีพได้ในระดับหนึ่ง จากที่เคยกินกาแฟแก้วละ 180 บาท พอมาเจอกาแฟของเราเมื่อ 8 ปีที่แล้วขายแก้วละ 25 บาท ตอนนี้เราเพิ่งขึ้นมา 29 บาทตามสภาพเศรษฐกิจ ลูกค้าบอกชอบ แต่แถวบ้านเขาไม่มีร้านนี้มาเปิดขาย เราก็เลยจำเป็นต้องขยายสาขาไปเรื่อยๆ เพื่อจะรองรับผลผลิตเกษตรกรที่จะออกมา และเพื่อที่จะตอบสนองความต้องการลูกค้า

ยิ่งช่วงเวลานั้นเรารู้ว่าเด็กจบใหม่ไม่ค่อยมีงานทำ มีหุ่นยนต์มาแทนที่ มีระบบเอไอเข้ามาลดคนงาน การเปิดร้านของเราก็ได้ช่วยสร้างงานให้เด็กเรียนจบใหม่ ที่ยังไม่มีอาชีพเข้ามาเป็นพนักงานร้านละ 5-6 คนก็ถือว่าสร้างอาชีพให้คนในชุมชนทางอ้อม

นอกเหนือจากเกษตรกรที่ปลูกกาแฟ ธุรกิจในชุมชนที่มีสินค้าอยากลองขายก็มาวางขายกับเรา แม้กระทั่งพืชผลการเกษตรบางอย่าง เช่น กระเทียมที่แม่ฮ่องสอนก็ฝากร้านเราขาย 3 ตัน ล่าสุดเราไปร่วมมือกับกระทรวงเกษตรฯ รับซื้อผักจากเกษตรกร ที่ อ.ดอนตูม จ.นครปฐม มาจำหน่ายไหม

เลยกลายเป็นว่าจากแนวคิดเล็กๆ ที่อยากจะเปิดแค่ร้านเดียว รับผลผลิตจากเกษตรกรมาจำหน่าย กลายเป็นร้านที่ส่งเสริมเกษตรกรให้มีรายได้อย่างยั่งยืนและธุรกิจอื่นๆ ทั้งระบบ โครงการ 1 บาท 1 แก้วในสมัยก่อนแล้วเราก็ไม่คิดว่าจะได้เงินเยอะปีแรกๆ ได้มา 2 แสนกว่าบาท แล้วก็นำไปสร้างอุโบสถ จนถึงวันนี้เรามียอดขาย 11 ล้านแก้ว/ปี เราก็มีเงินบริจาคทั้งหมด 11 ล้านบาท ได้มีส่วนร่วมบริจาคกับสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ หรือที่เรียกว่าโรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อฝึกนักเรียนแพทย์เพื่อพวกเขาเรียนจบก็จะกระจายไปทั่วประเทศ ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในอนาคต ผมรู้สึกว่ายิ่งทำก็ยิ่งสนุกแล้วก็มีคนเข้ามาร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ กระจายหลายๆ สิ่งให้สังคมอย่างที่ตั้งใจ”

 

หาความต้องการของลูกค้าให้พบ

ดร.นริศ ย้อนเล่าถึงช่วงแรกๆ ที่คิดจะเริ่มทำธุรกิจร้านกาแฟใหม่ๆ มีแต่คนห้าม เพราะว่าธุรกิจกาแฟกำลังเริ่มอิ่มตัว “แต่ว่าจากการที่ผมเข้าไปสำรวจตลาดกับลูกค้า พบว่าจริงๆ แล้วตลาดกาแฟนั้นไม่ได้อิ่มตัว เพียงแต่ว่าผู้ประกอบการตอนนั้นตั้งใจอยากได้กำไรมาก ก็เลยไปตั้งราคาขายแก้วหนึ่ง 80-100 กว่าบาท เลียนแบบกาแฟต่างประเทศ

หากยังจำกันได้ในปั๊มน้ำมันสมัยก่อนก็ขายกาแฟแก้วละ 100 กว่าบาท ด้วยหวังจะกำไรต่อแก้วสูง แต่ขายได้น้อยแก้วก็ไม่รอดอยู่ดี ผมจึงทำวิจัยสำรวจลูกค้าในช่วงนั้น ลูกค้าบอกว่าอยากกินนะแต่จ่ายไม่ไหว ผมถามว่าถ้าจ่ายได้แบบไม่คิดอะไรมากต้องเท่าไร ลูกค้าบอกว่าอยากให้กาแฟอย่าแพงกว่าราคาอาหาร ราคาอาหารเมื่อ 8 ปีที่แล้วประมาณ 30-35 บาท ผมก็เลยตั้งราคากาแฟไว้ที่ 25 บาท

ผลปรากฏว่าและใครว่าอิ่มตัวเมื่อ 8 ปีที่แล้ว คนไทยบริโภคกาแฟ 20 แก้ว/ปี ตอนนี้บริโภคกาแฟ 200 แก้ว/คน/ปี เพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่า เพราะราคากาแฟที่ตั้งไว้เป็นราคาที่เราอยู่ได้ลูกค้าก็อยู่ได้ทุกคนอยู่ได้สบายๆ กับธุรกิจนี้

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่เราอยากจะแค่ช่วยเหลือสังคม กลายเป็นธุรกิจที่ขยายสาขาและมีคนเข้ามาให้ความช่วยเหลือมากมาย ผมบอกได้เลยว่า ธุรกิจนี้สำเร็จไม่ได้ไม่ได้ทำให้แค่คนเดียว สำเร็จได้เพราะทุกคนมาช่วยเราทุกอย่างเกินความคาดหมายไปมาก”

 

คิดดี ทำดี ไม่ต้องกลัวใคร

ในโลกการทำงาน ดร.นริศ กังวลอยู่เรื่องเดียวก็คืออุปสรรคในการทำความดี “บางทีเราก็คิดอยากจะทำความดีทำสิ่งดีๆ โดยไม่ได้คิดหวังสิ่งตอบแทนอะไร แต่ก็จะมีคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่คิดว่าทำดีเอาหน้าเหรอ แล้วก็คอยต่อว่าเรา แต่สิ่งที่ผ่านมานั้นก็ต้องขอขอบคุณประชาชนพี่น้องส่วนใหญ่ที่เชื่อมั่นให้การสนับสนุน

แล้วอาจจะต้องขอความกรุณาคนกลุ่มน้อยที่รู้สึกว่าเวลาใครทำอะไรที่ดีแล้วจะรู้สึกหมั่นไส้ เป็นนักเลงคีย์บอร์ดผมอยากให้เลิกเขียนต่อว่าคนโดยที่ไม่ได้สืบเสาะข้อเท็จจริง และหันมาช่วยคนช่วยสังคมจะดีกว่า คีย์บอร์ดของท่านมีประโยชน์และมีโทษ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช่ด้านไหน อย่าไปมุ่งโจมตีคนที่เขาอยากจะช่วยเหลือสังคมเลยไม่มีอะไรทำให้ดีขึ้น

ผมมีแนวทางในการพัฒนาตัวเองให้ประสบความสำเร็จ เป็นคำสั้นๆ 4 คำ ก็คือ “ทำไม่ได้ อย่าพูด” คำที่สอง คือ “ยาก อย่าพูด” คำที่สาม “ท้อแท้ อย่าพูด” และสุดท้ายคำที่สี่ “เหนื่อย อย่าพูด”

เราทำงานให้คิดเสมอว่าวันนี้เราทำเพื่อใคร ให้ท่องไว้เลยว่าวันนี้เราทำเพื่อคนอื่น ถ้าเราทำเพื่อตัวเองงานจะออกไปอีกแบบหนึ่งมีคนพบเราน้อย มีประโยชน์แค่ตัวเราเอง แต่ถ้าเกิดเราคิดทำงานเพื่อคนอื่นงานจะออกมาอีกแบบหนึ่ง มีคนรักเราเยอะ และคนคบเราเยอะ และเราเองคนเดียวพลังเราไม่พอหรอกครับ เราต้องการพลังจากสังคมชุมชน ซึ่งมีพลังใหญ่ๆ มากให้ทุกคนมีส่วนร่วมและความสำเร็จจะเป็นของเราทุกคน”

เตรียมพร้อมวางแผน ภาษีมรดก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/577041

  • วันที่ 15 ม.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

เตรียมพร้อมวางแผน ภาษีมรดก

เรื่อง  กันย์ ภาพ Pixabay

พอเริ่มต้นปีเริ่มขึ้น พ.ศ.ใหม่ เรื่องแรกๆ ที่ทุกคนต้องทำก็คือการจ่ายภาษี ก็ขยันทำงานมาทั้งปี เตรียมเก็บเงินมาทั้งชีวิต เพื่อหวังว่าจะเก็บไว้ใช้หลังเกษียณและที่เหลือก็ส่งต่อไปยังลูกหลานรุ่นต่อไป ชีวิตคือการวางแผน อย่าประมาท ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอภายใต้ท้องฟ้านี้ ถ้าเราเตรียมพร้อมทุกอย่างไว้ดีพอจะได้ไม่ยุ่งยากกับคนข้างหลัง

ทุกคนรู้วันเกิดของตัวเอง แต่ไม่รู้ว่าเราจะจากโลกนี้ไปวันไหน คนส่วนใหญ่มักไม่ได้เตรียมตัววางแผน และปล่อยให้เวลาผ่านไป จนถึงวันที่ตัวเองจากไปและมรดกถูกแจกจ่ายไปยังทายาท ยิ่งมรดกมีมูลค่ามากก็จะยิ่งเกิดภาระทางภาษีแก่ผู้รับมรดกมากขึ้นตามไปด้วย จึงควรเตรียมแผนไว้ให้ดีจะได้ไม่วุ่นวายในการรับมือกับภาษีมรดก มี 4 ขั้นตอนที่ต้องเตรียม…

1.ทำบัญชีทรัพย์สินอยู่เสมอ

เพื่อให้ทราบถึงสถานะทางการเงินของตัวเองว่า มีทรัพย์สินอะไรบ้าง เป็นมูลค่า เท่าไร พร้อมทั้งวางแผนจัดสรรว่า ส่วนใดที่จะนำไว้ใช้ในบั้นปลายชีวิตและส่วนใดที่จะต้องนำไปวางแผนมรดกเพื่อส่งต่อให้คนรุ่นหลัง โดยทรัพย์สินที่จะต้องเสียภาษีมรดก ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ ยานพาหนะ หลักทรัพย์ตามกฎหมาย เงินฝาก และทรัพย์สินทางการเงิน

2.ศึกษากฎหมายภาษีมรดกและภาษีจากการให้

เพื่อวางแผนให้เกิดประโยชน์ในการให้มรดกอย่างสูงสุด โดยหลักเกณฑ์ในเบื้องต้น เกิดขึ้นเมื่อมีการเสียชีวิตของเจ้าของมรดกและส่งต่อทรัพย์สินไปตามพินัยกรรม ซึ่งทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีมรดก จะเสียเฉพาะส่วนเกิน 100 ล้านบาท ในอัตรา 10% เมื่อผู้รับมรดกเป็นบุคคลธรรมดา เช่น ผู้รับตามพินัยกรรม หรืออัตรา 5% เมื่อผู้รับมรดกเป็นบุพการีหรือทายาท โดยถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ให้คำนวณจากราคาประเมิน ส่วนหลักทรัพย์ให้คำนวณจากราคาปิดตลาด ณ วันโอน หรือเมื่อของเจ้าของมรดกได้มอบทรัพย์สินในขณะที่มีชีวิตอยู่ให้กับทายาท ซึ่งการให้ดังกล่าว แบ่งเป็นประเภทสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ โดยส่วนเกินของมูลค่าที่กฎหมายกำหนด จะต้องนำมาคำนวณภาษี

สังหาริมทรัพย์นั้นถ้ามอบให้บุคคลธรรมดา ส่วนเกินมูลค่าทรัพย์สิน 10 ล้านบาท จะเสียภาษี 5% แต่ถ้ามอบให้ทายาทตามกฎหมาย ทายาทสนิท หรือให้ด้วยความเสน่หา ส่วนเกินมูลค่าทรัพย์สิน 20 ล้านบาท จะเสียภาษี 5%

อสังหาริมทรัพย์ ถ้าเฉพาะการมอบให้บุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่รวมถึงบุตรบุญธรรม จะเสียภาษี 5% ของส่วนเกิน มูลค่าทรัพย์สิน 20 ล้านบาท

3.วางแผนการมอบมรดก

โดยการทยอยส่งมอบทรัพย์สินในแต่ละปีเป็นจำนวนเงินที่เหมาะสมและไม่ทำให้เสียภาษีมากจนเกินไป เช่น มีมรดก 40 ล้านบาทและทายาท 1 คน ก็สามารถทยอยมอบให้ปีละ 20 ล้านบาทจำนวน 2 ปี ก็จะไม่เสียภาษีจากส่วนเกินมูลค่าทรัพย์สินที่จะให้เป็นมรดก ทั้งนี้ ในการวางแผนมรดกควรพิจารณารายละเอียดอย่างรอบคอบ ไม่ควรให้มรดกชิ้นเดียวกัน กับทายาทหลายๆ คนเพราะอาจจะเกิดปัญหาระหว่างทายาทตามมาได้ รวมทั้งไม่ควรรีบมอบมรดกเพราะกลัวการจ่ายภาษีจนเราเกิดความลำบากเมื่อทรัพย์สินถูกแจกจ่ายไปแล้ว

4.เลือกส่งต่อมรดกเป็นทรัพย์สินที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี

หากมีมรดกจำนวนมากและไม่สามารถทยอยมอบให้ในเร็ววันได้ ก็ควรเปลี่ยนทรัพย์สินที่เสียภาษีมรดกเป็นทรัพย์สินที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น การทำประกันชีวิตเพื่อรับสินไหมมรณกรรม โดยระบุผู้รับประโยชน์ในกรมธรรม์เป็นทายาทที่เราต้องการมอบทรัพย์สินก้อนสุดท้ายไว้ให้

การวางแผนมรดกที่ดี ควรเริ่มต้นจากการรู้สถานะทางการเงินของตัวเองด้วยการทำบัญชีทรัพย์สินที่มีอย่างละเอียด การศึกษาข้อกฎหมายและวางแผนให้ส่งต่อมรดกไปยังทายาท โดยได้รับประโยชน์สูงสุดทางภาษี ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการทยอยให้

การเปลี่ยนทรัพย์สินที่เสียภาษีเป็นทรัพย์สินที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น ประกันชีวิต ที่สำคัญคือควรพิจารณาความเหมาะสมในการมอบทรัพย์สินมรดก เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับตัวเองและทายาทตามมา

2 ศิลปินรุ่นใหม่ สะท้อนไทยสะท้อนชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/576939

  • วันที่ 14 ม.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

2 ศิลปินรุ่นใหม่ สะท้อนไทยสะท้อนชาติ

เรื่อง : โยธิน อยู่จงดี

ในเวลาที่ผู้คนต่างมุ่งหาผลงานศิลปะจากระดับปรมาจารย์ในวงการ ศิลปินรุ่นใหม่ต่างพยายามสร้างสรรค์ผลงานของตัวเองเพื่อหวังว่าสักวันจะมีคนเห็นคุณค่าในเส้นสายลายแปรงเหล่านั้น บางครั้งก็เกิดคำถามชวนคิดขึ้นมาว่า ในผืนผ้าสี่เหลี่ยมแท้จริงแล้วคุณค่าและมูลค่าของผลงานวัดจากตรงไหน ฝีมือ ชื่อเสียง หรือประสบการณ์

ในงานประกวดจิตรกรรมยูโอบี ครั้งที่ 9 เมื่อปลายปีที่ผ่านมามีผลงานจิตรกรรมแสนสวยงามมากมาย ถ้าไม่บอกว่านี่เป็นผลงานของเยาวชนเราก็คงคิดไปว่า นี่คือผลงานของศิลปินรุ่นใหญ่สักคนหนึ่ง ที่เราอาจไม่เคยรู้จักเขามาก่อน

หนึ่งในผลงานที่ได้รับรางวัลอันเป็นที่ยอมรับของเหล่าศิลปินรุ่นใหญ่ของวงการ ก็คือ ผลงาน “ไทยมุง” โดย อนันต์ยศ จันทร์นวล นักศึกษาคณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร และผลงานที่ไม่น่าเชื่อว่ามาจากฝีมือเด็กอายุ 12 ปี อย่าง “บันทึกความทรงจำหมายเลข 5” ของ ด.ช.วชิรวิทย์ สามารถ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญาในพระอุปถัมภ์ฯ จ.ภูเก็ต

กล้าสร้างสรรค์จึงสำเร็จ

“ผลงานที่สร้างสรรค์ได้แรงบันดาลใจมาจากแม่ค้า เนื่องจากเห็นแม่ค้านำเอาหุ่นรูปปั้นสัตว์ เช่น ไก่ เสือ ม้าลาย เอาไปตั้งไว้หน้าศาล ซึ่งเป็นความเชื่อว่าจะช่วยทำให้ค้าขายดีขึ้น จึงหยิบเอามุมนี้มานำเสนอผ่านผลงานจิตรกรรมภาพวาด ที่สื่อถึงแนวคิดเกี่ยวกับความเชื่อของคนไทยที่มีต่อวัตถุสะท้อนถึงความงมงายภายในสังคมไทย ความเสื่อมถอยทางความคิดและการกระทำ ความงมงายและความไม่สมเหตุสมผล ซึ่งทั้งหมดล้วนเกิดจากกิเลส” อนันต์ยศ เล่าถึงแรงบันดาลใจในผลงานของเขา หลังจากคว้ารางวัลเหรียญทอง ในประเภทศิลปินอาชีพ

“ผมเริ่มวาดรูปมาตั้งแต่เด็กๆ ผมชอบวาดรูป ตอนแรกก็วาดเพื่อความสนุก หลังจากนั้นก็ลองส่งผลงานเข้าประกวด พอได้รางวัลติดไม้ติดมือมาก็เริ่มมีความชอบ ทำให้การวาดรูปไม่ใช่แค่กิจกรรมยามว่างเท่านั้น แต่สามารถสร้างรายได้ให้ตั้งแต่อายุยังน้อย และเชื่อว่าพัฒนาเป็นอาชีพได้โดยมีหนึ่งในแรงบันดาลใจ

ที่ทำให้ผมสนใจส่งผลงานเข้าประกวดในรายการแข่งขันต่างๆ ก็คือ อาจารย์ของผมเอง สุกิจ ชูศรี ที่ได้รางวัลชนะเลิศในปีที่ผ่านมาทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค จนได้รับโอกาสโชว์ผลงานในเวทีศิลปะระดับนานาชาติอีกมากมาย ทำให้ผมมุ่งมั่นตั้งใจสร้างผลงานส่งเข้าประกวด โดยหวังว่าจะมีโอกาสได้นำผลงานไปโชว์ในระดับภูมิภาคต่อไป ถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของผมและศิลปินหลายๆ คนแล้ว แต่ยอมรับว่าตั้งแต่ประกวดภาพวาดจิตรกรรมมาหลายครั้งหลายปี เวทีที่ยากที่สุดและไม่เคยได้เลย ก็คือ งานประกวดจิตรกรรมยูโอบี ผมส่งผลงานเข้าร่วมต่อเนื่องทุกปี และในปีนี้เข้าร่วมโครงการเป็นปีที่สามแล้ว ถือว่าประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย”

สิ่งสำคัญที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในงานศิลปะ ก็คือ ความพยามยาม และการฝึกฝนไม่ยึดติด ศิลปะคือความงามในแบบที่ไม่มีกรอบบังคับ เป็นตัวของตัวเอง เราจะสังเกตได้อย่างหนึ่งว่า ผลงานที่สวยงามไม่เคยสร้างตามโจทย์ที่ได้รับ ศิลปินจึงถ่ายทอดผลงานออกมาได้อย่างงดงาม

“ทุกวันนี้มีเด็กรุ่นใหม่ในปัจจุบันหันมาเรียนศิลปะกันมากขึ้น ต่างจากเมื่อก่อนสมัยรุ่นอาจารย์ที่มักจะมีคนเรียนศิลปะกันไม่กี่คน โดยมองว่ากระแสและโอกาสในปัจจุบันทำให้เด็กและเยาวชนหันมาเลือกเรียนศิลปะกันมากขึ้น นอกจากนี้มองว่าการเรียนศิลปะไม่ได้เรียนเพื่อให้ตัวเองเท่ แต่การเรียนศิลปะช่วยทำให้เกิดสมาธิ ทำให้คิดผลงานได้แบบอิสระ ผลที่ตามมาก็คือได้เงินรางวัลจากการประกวด การขายผลงาน และทำให้สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง ดังนั้นอาชีพศิลปินไม่ได้ไส้แห้งเสมอไปอย่างที่หลายคนเข้าใจ อาชีพนี้ยังผันตัวไปทำงานในสายอื่นได้อีกมาก”

นอกจากนี้ อนันต์ยศ ยังบอกอีกว่า การที่เราจะทำงานศิลปะโดยที่ไม่ได้ศึกษาหาความรู้จากศิลปินท่านอื่นเลยนั้น ค่อนข้างยากที่จะสามารถพัฒนาผลงานหรือได้แนวทางใหม่ๆ และสิ่งสำคัญคือการดูผลงานของศิลปินที่มีความใกล้เคียงกัน ทั้งแนวความคิดหรือรูปแบบ ทำให้เราสามารถพัฒนาหรือต่อยอดแนวความคิดและรูปแบบของผลงาน ให้ผลงานของเราพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น

สำหรับเรื่องการสร้างสรรค์ผลงาน เริ่มจาการหาแรงบันดาลใจต่างๆ ในสิ่งที่ชอบและไม่ชอบ จากพฤติกรรมมนุษย์ สัตว์ สิ่งของ ธรรมชาติ จนออกมาในรูปแบบการร่างภาพ จะวาดบ่อยๆ วาดแบบไม่เป็นรูปเป็นร่าง วาดแบบไม่คิด เพราะอยากจะให้รูปออกมาจากจิตลึกๆ ของตัวตน

พอเริ่มสร้างผลงานจริง บางเวลาก็เกิดความรู้สึกใหม่ที่ไม่เหมือนภาพร่างที่วางไว้ ก็ต้องปรับเปลี่ยน ผลงานจึงไม่เหมือนภาพที่ร่างไว้เลย แต่สำหรับผมแล้วสิ่งนี้เป็นเสน่ห์ของผลงาน ทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ในผลงานได้ตลอดเวลาในการทำงาน รู้สึกประหลาดใจและแปลกใจที่ได้คิดตัวละครใหม่ๆ และรู้สึกสนุกในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพราะจินตนาการนั้นมันยากที่จะควบคุมให้อยู่ในกฎในกรอบ เมื่อปลดปล่อยไปตามธรรมชาติเราจึงพบสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ

 

ลายไทยใจอนุรักษ์

ด.ช.วชิรวิทย์ หรือน้องอามานี่ หลายคนกล่าวตรงกันว่า เขาคือศิลปินเด็ก ไม่ใช่ศิลปินสมัครเล่นหรือมือใหม่ เพราะด้วยผลงานสุดวิจิตรจนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะมาจากฝีมือเด็กอายุ 12 ปี ทำให้น้องได้รับรางวัลไปอย่างไรข้อกังขา อามานี่เล่าให้พี่ๆ ฟังว่า “ชอบวาดรูปมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ พออายุประมาณ 9 ขวบ เริ่มหันมาชอบการวาดรูปที่แสดงถึงเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทย เพราะได้เห็นผลงานของอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ รู้สึกทึ่งในความสวยงามในเอกลักษณ์ลายไทย อยากจะวาดภาพไทยให้ชาวต่างชาติได้เห็นถึงความงดงามของศิลปะของไทย อย่างอาจารย์เฉลิมชัยบ้าง”

หากยังจำกันได้เมื่อปี 2560 เด็กน้อยวัย 10 ขวบ ได้วาดภาพจิตรกรรมลายไทยลงทอง ในชื่อผลงาน “พระราชาของอามานี่ซึ่งเป็นผลงานที่ใช้เวลาทำหลังเลิกเรียนนานถึง 50 วัน สวยงามจนได้รับรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

นอกจากนี้ อามานี่ยังสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอีกมากมายหลายชิ้น ล้วนแต่เป็นผลงานที่แสดงความเป็นไทยทั้งสิ้น ผลงานส่วนใหญ่ของอามานี่จะถูกนำไปจัดแสดงและประมูล เพื่อนำเงินจากการประมูลทั้งหมดไปใช้เพื่อการกุศล หรือการเรียนรู้และสร้างสรรค์งานศิลปะควรเป็นไปเพื่อให้เกิดศิลปะเท่านั้น เช่น ซื้อสีและอุปกรณ์สำหรับงานศิลปะส่งไปให้โรงเรียนต่างๆ แต่ละภาพจะเริ่มประมูลที่ราคา 99 บาท ซึ่งบางภาพมีผู้สนใจประมูลให้ราคาสูงถึง 3 หมื่นกว่าบาทก็มี

“ผลงานที่ผมส่งชื่อว่า ‘บันทึกความทรงจำหมายเลข 5’ เป็นการใช้หมึกดำและสีอะครีลิกบนผ้าใบสะท้อนความงดงามของศิลปะไทย โดยภาพที่วาดเป็นภาพของตู้พระธรรมภายในวัดที่มีลวดลายไทยวิจิตรสวยงาม มีแนวคิดคือความงดงามของศิลปะไทยที่ไม่ได้เลือนหายไปตามกาลเวลา ไม่ว่าจะเป็นงานเก่าหรือใหม่ก็มักจะมีความงดงามและมีคุณค่า ศิลปินต้องการจะอนุรักษ์ความเป็นไทยและศิลปะไทยให้คงอยู่ โดยภาพนี้ใช้เวลาในการวาดนาน 2 เดือน

ผมรู้สึกดีใจและภูมิใจที่ได้เข้าร่วมโครงการนี้ เพราะผมต้องการสะท้อนความเป็นไทยออกมาผ่านผลงานการวาดของผม ให้คนทั่วโลกได้เห็นถึงความงดงามของศิลปะไทย ก่อนหน้านี้ก็เคยส่งผลงานเข้าร่วมประกวดหลายเวที ก็มีทั้งได้รางวัลบ้างและไม่ได้รางวัล อยากจะบอกเพื่อนๆ ว่าอย่าท้อ จงหมั่นฝึกฝน อ่านหนังสือ ถามอาจารย์ หรือศึกษาข้อมูลเยอะๆ แล้วคิดสร้างสรรค์ผลงานออกมาเรื่อยๆ โดยนำเอาความถนัด ความชอบ สไตล์ของตัวเองสื่อออกมา จะช่วยทำให้ผลงานมีมุมมองที่น่าสนใจมากขึ้น

ใครที่ยังค้นหาตัวเองไม่เจอ ให้เริ่มจากการใช้เวลาว่างของตนเองทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ โดยเฉพาะศิลปะ หากทำแล้วสนุก ชอบ และมีความสุขก็จงทำต่อไป ค่อยๆ ฝึกฝนพัฒนาไป เมื่อพร้อมก็ลองส่งผลงานเข้าประกวดก็จะได้ประสบการณ์ที่ดีทำให้พัฒนาตัวเองได้ เก็บคำติชมต่างๆ จากคณะกรรมการเอามาคิดพัฒนาแก้ไขให้ดีขึ้น แล้วฝีมือการวาดภาพของเราจะดีขึ้นเรื่อยๆ”

เทรนด์วิศวกรยุคใหม่ รับไทยแลนด์ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/576937

  • วันที่ 14 ม.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

เทรนด์วิศวกรยุคใหม่ รับไทยแลนด์ 4.0

เรื่อง วรธาร

ยุคที่ประเทศไทยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อน ความก้าวหน้าและองค์ความรู้ใหม่ๆ ทำให้คนไทยกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าด้านสังคม วัฒนธรรม การดำรงชีวิต หรือแม้แต่การประกอบอาชีพ ซึ่งสายงานด้านวิศวกรรมเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่น่าจับตา เพราะต้องพึ่งพาเทคโนโลยีในการทำงานเกือบทุกขั้นตอน วิศวกรจึงต้องปรับตัวพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น

รศ.ดร.ธีร เจียศิริพงษ์กุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับความท้าทายของวิศวกรยุคใหม่ว่า การเปิดโลกทัศน์ให้เห็นมุมมองใหม่ๆ ทันต่อความเปลี่ยนแปลงถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะที่ผ่านมาหลักสูตรด้านวิศวกรรมศาสตร์ในประเทศไทยส่วนใหญ่ยังมุ่งเน้นการเรียนเฉพาะสาขาพื้นฐาน ได้แก่ โยธา ไฟฟ้า เครื่องกล อุตสาหการ และเคมี แต่ปัจจุบันการเรียนรู้ด้านวิศวกรรมศาสตร์โดยอาศัยองค์ความรู้เพียงสาขาเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มธ. กล่าวต่อว่า การทำลายกำแพงด้านหลักสูตรหรือการประยุกต์องค์ความรู้ด้านอื่นๆ มาใช้งาน โดยเฉพาะเทคโนโลยีในยุคดิจิทัลถือเป็นเรื่องสำคัญ ถ้ามองภายใต้บริบทของประเทศไทยภายใต้ไทยแลนด์ 4.0 มหาวิทยาลัยมีส่วนสำคัญอย่างมากในการสร้างบัณฑิตที่มีความพร้อม และจำเป็นต้องสร้างเทรนด์ของวิศวกรยุคใหม่ให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง ซึ่งเทรนด์ปี 2562 ความต้องการวิศวกรในอนาคต จะประกอบไปด้วย 5 เทรนด์

1.วิศวกรรมการแพทย์ คือความต้องการของโลก

การเอาชนะโรคภัยและการดูแลตัวเองให้มีสุขภาพแข็งแรงอยู่เสมอยังเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยม ที่ผ่านมาทั่วโลกต่างยอมรับว่าวิวัฒนาการด้านการแพทย์ ทำให้มนุษย์มีอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น เกิดเป็นสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบในปี 2564 คือมีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุประมาณ 1 ใน 4 ของประชากรทั้งประเทศ ดังนั้น เมื่อมองทิศทางความต้องการด้านสุขภาพของสังคมไทยในอนาคต “วิศวกรรมการแพทย์” จะเป็นองค์ความรู้ที่ตอบโจทย์ ทั้งในเรื่องการพัฒนาคุณภาพอาหารและยา เทคโนโลยีการดูแลและการรักษาพยาบาลที่ทันสมัย เข้าถึงได้ง่าย

2.AI จะกลายเป็นปัจจัยพื้นฐาน

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำรงชีวิตมากขึ้น ซึ่งการวิเคราะห์ที่แม่นยำ ฉลาด การประมวลผลที่รวดเร็ว และใช้ต้นทุนต่ำ คือจุดเด่นของเทคโนโลยีนี้ จึงไม่แปลกที่จะเห็นเทคโนโลยี AI ถูกประยุกต์ใช้ในนวัตกรรมต่างๆ มากขึ้น สังเกตได้จากเทคโนโลยีที่อยู่ใกล้ตัวมากที่สุดอย่างสมาร์ทโฟน ที่นำเทคโนโลยี AI มาช่วยยกระดับอุปกรณ์สื่อสารบนมือเราให้ฉลาดขึ้น รู้ใจผู้ใช้งาน กลายเป็นจุดขายที่ผู้ผลิตนำมาแข่งขันในตลาดสมาร์ทโฟนมากขึ้น นอกจากนี้ AI ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานด้านวิศวกรรมได้ทุกสาขา กลายเป็นเทรนด์ที่วิศวกรในปัจจุบันจะต้องปรับตัว และคาดว่าเทคโนโลยี AI จะกลายเป็นปัจจัยพื้นฐานของการผลิตในอนาคต และมีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น

3.ภัยพิบัติทุกรูปแบบกำลังจะทวีความรุนแรง

ความสามารถในการรับมือกับภัยพิบัติรูปแบบต่างๆ เป็นเทรนด์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจ เพราะหมายถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งการพัฒนาเทคโนโลยีการเตือนภัยและนวัตกรรมเพื่อการเอาชนะภัยพิบัติต่างๆ เช่น อุทกภัย แผ่นดินไหว ดินถล่ม ต้องอาศัยองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมไปประยุกต์ใช้ทั้งสิ้น แต่ประเทศไทยยังขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการรับมือภัยพิบัติ ซึ่งถือเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง บนพื้นฐานของการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ที่มีความหลากหลาย ไทยจึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษด้านภัยพิบัติ เช่น วิศวกรด้านน้ำ วิศวกรด้านแผ่นดินไหว ซึ่งจะเป็นที่ต้องการอย่างมากในอนาคต

4.ยานยนต์ไฟฟ้า จะเป็นเรื่องปกติในไม่ช้า

การเติบโตทางเศรษฐกิจของทั่วโลกส่งผลให้น้ำมันดิบถูกขุดขึ้นมาใช้ จนกลายเป็นแหล่งพลังงานที่กำลังจะหมดไป ทำให้การพัฒนายานยนต์รุ่นใหม่ที่ใช้พลังงานทดแทนประเภทอื่น กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ในหลายประเทศเริ่มให้การยอมรับว่าพลังงานไฟฟ้า เป็นพลังงานสะอาดที่จะเข้ามาทดแทนน้ำมันได้ในอนาคต ทำให้ยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicle) หรือรถอีวี กลายเป็นเทรนด์ของเทคโนโลยียานยนต์ที่วิศวกรทั่วโลกให้ความสำคัญ ซึ่งประเทศไทยมีความได้เปรียบในแง่ของการเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วน และความเชี่ยวชาญด้านการประกอบรถยนต์ จึงถึงเวลาที่วิศวกรไทยต้องปรับตัวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง ปรับเร็วยิ่งได้เปรียบในเชิงการแข่งขัน

5.ใช้ IoT ในทุกภาคส่วนไม่เว้นเกษตรกรรม

การเข้ามาของการสื่อสารรูปแบบใหม่ “อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง” หรือ Internet of Thinks (IoT) ที่มีความสามารถในการเชื่อมโยงอุปกรณ์ต่างๆ โดยผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องอยู่ในพื้นที่นั้นๆ กำลังจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น ในอนาคตสิ่งที่น่าจับตา คือการนำเทคโนโลยี IoT ไปใช้ในเกษตรกรรม เชื่อมต่อกับอุปกรณ์และเครื่องจักรทางการเกษตร ที่จะพลิกโฉมเกษตรกรรมไทยไปสู่ Smart Farming ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต ควบคุมปัจจัยในโรงเรือนให้มีความเหมาะสมกับพืชหรือสัตว์แต่ละชนิด เช่น ความชื้น อุณหภูมิ สารอาหารที่จำเป็น ปรสิต แมลงศัตรูพืช ซึ่งมีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิต และยังเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรในอนาคต

“ทั้ง 5 เทรนด์ไม่ใช่สิ่งที่เพ้อฝัน แต่กำลังเกิดขึ้นจริง ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ คือ สถาบันการศึกษาจะต้องปรับวิธีการเรียนการสอนใหม่ โดยเน้นการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ด้านต่างๆ และพัฒนานวัตกรรมให้สอดคล้องกับความต้องการในอนาคต ปรับตัวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง” ดร.ธีร กล่าว

2019 มาพิชิตเป้าหมายออกกำลังกายกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/576938

  • วันที่ 14 ม.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

2019 มาพิชิตเป้าหมายออกกำลังกายกัน

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา

ผ่านเทศกาลปีใหม่มาไม่ทันไร ใครที่ปณิธานปีใหม่ที่ว่าจะดูแลตัวเองด้วยการลุกขึ้นมาออกกำลังกายเริ่มเจือจาง เพราะภารกิจที่ทยอยเข้ามาตั้งแต่ต้นปี อย่าเพิ่งยอมแพ้ ลองมาดูเทคนิคง่ายๆ ที่จะทำให้เป้าหมายในการออกกำลังกายของคุณไม่หมดหวังกัน

1.ซื้ออุปกรณ์กีฬาเป็นของขวัญวันปีใหม่ให้ตัวเอง ปีใหม่ทั้งที ใครยังไม่ได้ให้รางวัลตัวเอง ถือโอกาสนี้สร้างแรงจูงใจในการออกกำลังกายด้วยการลงทุนซื้ออุปกรณ์สำหรับออกกำลังกายให้ตัวเองสักชิ้น อาจไม่จำเป็นต้องซื้อใหม่หมดยกเซต แค่เลือกไอเท็มที่หมายตามานานหรือมองแล้วว่าน่าจะช่วยอัพสกิลการออกกำลังกายของคุณให้ดีขึ้น ที่สำคัญเหมาะสมกับชนิดกีฬาที่คุณเลือก ไม่ว่าจะเป็นรองเท้า เสื้อ กางเกง ไปจนถึงอุปกรณ์เสริมต่างๆ เพราะยิ่งอุปกรณ์กีฬาที่เลือกซื้อมาถูกใจและถูกสไตล์กับคุณเท่าไร ยิ่งสร้างแต้มต่อ และเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีที่ทำให้คุณอยากลุกขึ้นมาขยับร่างกายมากขึ้น หรืออย่างน้อยก็ไม่คิดจะยอมแพ้หรือเลิกล้มง่ายๆ

2.ลองชักชวนคนในครอบครัว แก๊งเพื่อนสนิท หรือเพื่อนร่วมงาน มาแข่งกันออกกำลังกาย เมื่อได้อุปกรณ์กีฬาที่ถูกใจแล้ว จะเก็บไว้ในตู้ทำไม สู้ใส่ไปทดลองใช้งานในสนามจริงดีกว่า แต่ถ้าไปคนเดียวก็เหงา อาจสร้างแรงบันดาลใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้หันมาออกกำลังกายมากขึ้น ด้วยการชักชวนคนรอบข้างมาแข่งกันออกกำลังกายในประเภทกีฬาที่ทุกคนถนัดและสามารถทำได้ หรือที่เรียกว่า Workout Challenge นั่นเอง

3.มองหาการออกกำลังกายรูปแบบใหม่ๆ ถ้าคุณเป็นพวกขี้เบื่อ ไม่อินกับการเข้ายิมไปวิ่งลู่ เจอเทรนเนอร์ จะไปวิ่งตามสวนสาธารณะก็ไม่ถนัด อาจลองสร้างความแปลกใหม่ในการออกกำลังกายให้ตัวเอง ด้วยการมองหาการออกกำลังกายรูปแบบใหม่ อย่างตอนนี้ที่กำลังฮิต คือ Fighting Aerobic เป็นการออกกำลังกายที่ผสมผสานกันระหว่างวัฒนธรรมการต่อสู้ของศิลปะป้องกันตัว เช่น มวยไทย เข้ากับจังหวะของเพลงมันๆ หรือจะเป็น Thai Fit การออกกำลังกายที่ผสมผสานการรำไทยและจริตของนาฏศิลป์ไทยเข้ากับการออกกำลังกายได้อย่างสร้างสรรค์ และทันสมัยสร้างความแปลกใหม่และความสนุกสนานให้กับการออกกำลังกายในทุกๆ วัน

4.อย่ามองข้ามการออกกำลังกายอย่างถูกวิธี ฮาหมัด ฮากีม บินอาซาฮา ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกายจากสถานที่ออกกำลังกาย ฟิต แอดดิค (Fit Addict) แนะนำเทคนิคการออกกำลังกายให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและรวดเร็วว่า สิ่งสำคัญ คือ ต้องมีวินัย 70% คือวินัยในการควบคุมอาหาร ต้องจำกัดปริมาณแคลอรีที่กินต่อวัน หากต้องการลดน้ำหนักให้ได้ผลดีควรจะเผาผลาญ 3,500 แคลอรีในหนึ่งสัปดาห์ นั่นแปลว่าต้องเบิร์นออก 500 แคลอรี/วัน ฉะนั้นจึงควรตัดอาหารที่มี 250 แคลอรีขึ้นไป และไม่ได้เป็นอาหารหลัก เช่น ไอศกรีม หรือขนมหวานต่างๆ แล้วเบิร์นออกด้วยการออกกำลังกายอีก 250 แคลอรี

นอกจากนี้ ยังต้องกินมื้อเช้าทุกวันอย่าให้ขาด เพราะจะทำให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรีได้ดีมากกว่ามื้ออื่นๆ และที่ขาดไม่ได้ คือ ควรดื่มน้ำให้มากๆ เพราะนอกจากจะช่วยให้ร่างกายสดชื่นแล้ว การดื่มน้ำยังมีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักด้วย ซึ่งควรดื่มก่อนมื้ออาหารทุกครั้ง จะช่วยให้กินอาหารได้น้อยลง รวมถึงควรกินผักผลไม้ทุกวันเพื่อช่วยเติมใยอาหารที่จะช่วยในการขับถ่าย

“วินัยอีก 30% มาจากการออกกำลังกายด้วยการคาร์ดิโออย่างจริงจังประมาณ 45 นาที/สัปดาห์ เช่น วิ่ง หรือปั่นจักรยานในร่ม วิธีเหล่านี้จะช่วยให้ระบบเผาผลาญอาหารดีขึ้นได้ด้วย รวมถึงการเวตเทรนนิ่งเพื่อสร้างกล้ามเนื้อซึ่งจะช่วยเรื่องการเผาผลาญ โดยควรทำครั้งละ 1 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง เพื่อให้กล้ามเนื้อได้มีเวลาพักบ้าง ไม่อย่างนั้นอาจอักเสบได้”

รู้เคล็ดลับง่ายๆ แล้วอย่าลืมนำไปลองทำตาม…ผลลัพธ์ดีๆ อยู่แค่เอื้อม

Accolades for Gaa and its female chef

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/lifestyle/30365219

Accolades for Gaa and its female chef

lifestyle March 05, 2019 15:23

By The Nation

Garima Arora, executive chef and founder of Gaa in Bangkok, has won the title of elit Vodka Asia’s Best Female Chef 2019 and will receive the award at the ceremony for Asia’s 50 Best Restaurants on March 26 in Macao.

In partnership with elit Vodka, the 50 Best organisation is committed to celebrating role models who demonstrate a progressive vision for gastronomy. William Drew, group editor of Asia’s 50 Best Restaurants, said:“This award recognises female chefs whose passion, innovation and entrepreneurial spirit serve to inspire the next generation of cooks. Garima Arora has had a huge impact on the dining scene in Asia in a short period with her brilliant blend of Indian traditions and Thai ingredients.”

Arora worked briefly as a journalist before pursuing her interest in the culinary arts. After graduating from Le Cordon Bleu Paris in 2010, she worked at Noma in Copenhagen, learning alongside legendary chef Rene Redzepi. Recalling her two-plus years at Noma, she says the experience forever changed her approach to cooking. “I learnt how to think about food more intelligently. I started looking at cooking more as a cerebral exercise, thinking about what you do, why you do it and understanding your place in a community.”

Returning to Asia in 2016, Arora was appointed sous chef at Gaggan, the award-winning Bangkok restaurant that has held the No 1 position on the Asia’s 50 Best Restaurants list for four consecutive years. In April 2017, the chef opened Gaa, a three-storey restaurant located opposite Gaggan that celebrates a modern tasting menu using traditional Indian techniques. Showcasing her creativity and culinary inspirations, each dish is made from locally sourced ingredients and explores the connections between Thai and Indian food, from fruits and curries to sauces and spices. The menu is a reflection of Arora’s cultural heritage as well as the community that surrounds her.

Diners choose between a 10- or 14-course tasting menu, which changes quarterly to reflect seasonal specialities. The result is a dining experience that is innovative, modern, playful and unpredictable. In November 2018, Gaa earned its first Michelin star, making Arora the first Indian woman to win such an accolade.

“This award is a validation of our team’s hard work and commitment to excellence. I am honoured that chefs and respected industry peers voting on this award recognise and appreciate our efforts,” said Arora.

Frances Gaillard, international marketing director for Stoli Group, overseeing elit Vodka, added: “Arora has accomplished so much in such a short time – a true testament to her diligence and to her distinctive fusion of cuisines learned in some of the finest kitchens in Europe and Asia. We are pleased to be the latest to recognise this rising star in the gastronomy world.”

The elit Vodka Best Female Chef Award celebrates and rewards successful women who have risen to the top of the gastronomic world.

Previous holders of the Asia’s Best Female Chef title include Duangporn ‘Bo’ Songvisava from Thailand (2013), Lanshu Chen from Taiwan (2014), Hong Kong’s Vicky Lau (2015), Margarita Fores of the Philippines (2016), May Chow from Hong Kong (2017) and Bongkoch “Bee” Satongun from Thailand (2018).

Learn more at http://www.theworlds50best.com/asia/en/our-manifesto.html

Leading musical “The Lion King” to make its Asian debut in Bangkok

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/lifestyle/30365216

Leading musical “The Lion King” to make its Asian debut in Bangkok

lifestyle March 05, 2019 12:05

By The Nation

The first international tour of the world’s leading musical “The Lion King” coming to Thailand this September.

Michael Cassel Group in association with Disney Theatrical Productions has confirmed that the international tour of Disney’s “The Lion King” is to premiere in Bangkok promoted by BEC-Tero Scenario in September at Muangthai Rachadalai Theatre. The international tour, which is the 25th global production of Broadway’s landmark musical, will be performed in English with Thai subtitles.

“We’re excited to bring the world-renowned stage production of ‘The Lion King’ to Thailand,” says Thomas Schumacher, President & Producer, Disney Theatrical Productions. “Julie Taymor and her extraordinary creative team have realised a production of enormous scale, beauty and heart and I cannot wait for new audiences to join us.”

“The Lion King” is a one-of-a-kind majestic production that has established a new level of artistry for musical theatre from the staging, costumes, and choreography which are reminiscent of the vast savannahs of Africa and its distinctive animal characters. The musical is also greatly shaped by African music, language, and arts.

Ticket prices start at Bt1,500 and are available from Saturday March 30 at all ThaiTicketMajor outlets or log on to http://www.thaiticketmajor.com or contact (02) 262 3838. Special sponsor pre-sale is available on Thursday March 28-29 for Bangkok Bank credit card customers.

Check for updates at http://www.BecTero.com.

YellowKorner tips a hat to the ladies

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/detail/lifestyle/30365153

YellowKorner tips a hat to the ladies

lifestyle March 04, 2019 15:20

By The Nation

France-based photography retailer YellowKorner has stocked up on images of women taken by some of the world’s top talents, celebrating the important achievements of womankind around the world.

The pictures on sale at the store on the fourth floor of Helix Quartier at Bangkok’s EmQuartier allude to longstanding women’s issues such as inequality and oppression and to their fundamental rights, including safety, a career and financial freedom.

Young French photographer Juliette Jourdain focuses on portraits, especially during live performances. The sophisticated results earned her coveted assignments with many worldclass fashion brands, and she had a string of shows around her homeland in 2014 and 2015.

German Angelika Buettner, resettled in New York City, is known for her remarkable use of style, shades and composition, deliberately mimicking those of movie shoots. Her images tell stories just through facial expressions and glances of the eyes.

Burttner has worked with Audi, Bacardi, L’Oreal, Maybeline, Swarovski and Wolford and had work published in Glint, Madame, Palace Coste and Vogue.