‘ความคิดสร้างสรรค์’ สิ่งที่ทุกองค์กรควรมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550424

  • วันที่ 07 พ.ค. 2561 เวลา 11:14 น.

‘ความคิดสร้างสรรค์’ สิ่งที่ทุกองค์กรควรมี

เรื่อง ราตรีแต่ง

ไม่แค่ศิลปิน ทุกๆ อาชีพมันก็ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์กันทั้งนั้น ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความคิดออกนอกกรอบ เป็นส่วนสำคัญ ที่ช่วยให้องค์กรสามารถขับเคลื่อนภารกิจไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ได้ ตลอดจนสามารถสร้างสรรค์ผลงานให้มีความโดดเด่นและแตกต่างจากคู่แข่ง ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

ในปัจจุบันหลายๆ องค์กรจึงหันมาให้ความสำคัญกับทักษะเรื่องกล้าคิด กล้าทำเรื่องใหม่ คนทำงานลองใช้วิธีเหล่านี้ เป็นการกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นในองค์กร

รับฟังข้อคิดใหม่ๆ จากเพื่อนร่วมงาน

ลองแลกเปลี่ยนความรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนอื่นๆ ดู ดีที่สุดก็ต้องหาเวลามานั่งพูดคุยกันยาวๆ เลย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนๆ ร่วมงาน ก็จะเป็นการสร้างบรรยากาศการทำงานที่ไม่จำเจ การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันนั้น ช่วยให้ได้ฝึกคิด ได้รับอรรถรสของการสื่อสารได้อย่างเต็มที่ ยิ่งในยุค 4.0 มีทั้งทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก ไลน์ ที่แลกเปลี่ยนความคิดหลากหลายมากกว่าการพบปะสนทนาตัวต่อตัว เรียกว่าถ้าคิดจะเริ่มสร้างสรรค์ก็มีให้เลือกหลายๆ ช่องทางการสื่อสาร

เปิดกว้างเพื่อการเปลี่ยนแปลง

การจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ สิ่งที่สำคัญมากที่สุดคือต้องเปิดใจให้กว้าง และเลิกยึดติดกับมุมมอง หรือวิธีการทำงานรูปแบบเก่าและวิธีการที่เคยใช้แล้วได้ผลดี ก็ไม่ได้แปลว่าจะใช้ได้ไปตลอด ลองทดลองทำสิ่งใหม่ๆ เปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ และกล้าเสี่ยงที่จะล้มเหลวบ้าง โดยอย่าลืมว่าไอเดียเจ๋งๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ กว่าจะได้มาก็ต้องแลกกับการลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน

กำหนดเป้าหมาย แต่ไม่กำหนดวิธีการ

กูรูด้านงาน JobThai.com แนะสำหรับองค์กรที่อยากสร้างบรรยากาศสร้างสรรค์ ถ้าคอยกำกับพนักงานต้องทำอะไรบ้าง แล้วจะคาดหวังให้ได้งานหรือผลลัพธ์ที่แปลกใหม่จากพนักงานได้อย่างไร ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือ การบอกให้พนักงานเข้าใจถึงเป้าหมาย พร้อมเปิดโอกาสให้พนักงานเสนอแนวทางการทำงานที่แตกต่าง แต่สามารถไปถึงเป้าหมายได้เช่นกัน ซึ่งการทำแบบนี้อาจได้เห็นแนวคิดดีๆ ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยก็ได้

การให้อิสระแก่พนักงานคือสิ่งสำคัญที่จะต้องมี เพื่อที่จะให้ทุกคนสามารถทำงานให้เสร็จสิ้นได้ และรู้เกณฑ์มาตรฐานในการประเมิน อย่างไรก็ตามอย่าทำให้เกิดความลังเลในใจของทีมงาน ในการออกความคิดเห็นสิ่งที่สร้างสรรค์ ควรเปิดทางให้คนทำงานกล้าไม่ใช่แค่ การกล้าออกไอเดียและความคิดเห็นได้หลากหลาย แต่สิ่งที่ดีที่สุดคือการสร้างสิ่งที่คิดออกมากด้วยตัวเองด้วย

สร้างค่านิยมแห่งการสร้างสรรค์

การสร้างค่านิยมแห่งการสร้างสรรค์เป็นสิ่งสำคัญมาก พร้อมปลูกฝังเข้าไปในทีม เพราะถือเป็นตัวกำหนดแนวทางการทำงานให้พนักงานทุกคน เช่น ใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปในทุกชิ้นงาน โดยหัวหน้าหรือองค์กรต้องหมั่นสื่อสารให้พนักงานได้ตระหนักและรับรู้ ซึ่งสามารถทำได้โดยการทำให้เห็นเป็นแบบอย่าง ตลอดจนคอยกระตุ้นให้ทุกคนยึดถือแนวคิดนี้ในการทำงานอยู่เสมอ

ด้านคนทำงานก็ควรเลิกติดนิสัย ที่ชอบใช้คำว่า “แต่” “ใช่…แต่…” แบบนั้นไปเสียดีกว่า เพราะในความหมายโดยรวมก็คือ “ไม่ใช่” นั่นเอง ซึ่งมันไม่ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ให้เปลี่ยนเป็น “ใช่…และ…” จะดีกว่า ซึ่งมันจะทำให้เห็นว่าความคิดหรือความเห็นของอีกคนหนึ่งนั้น มีค่า สนับสนุนความคิดกันและกัน และเป็นการต่อยอดความคิดจะไม่รู้สึกตัน และก่อให้เกิดการร่วมมือกันมากกว่า

อย่าจมอยู่กับสิ่งเดิมๆ นานเกินไป

บางครั้งการอยู่ในบรรยากาศหรือการทำงานร่วมกับคนเดิมๆ ก็อาจจะทำให้พนักงานขาดความคิดสร้างสรรค์ได้ เพราะภายนอกยังมีอีกหลายสิ่งมากมายให้ออกไปเจอและศึกษาค้นคว้า ดังนั้นหากหัวหน้า หรือองค์กรสามารถให้พนักงานออกไปเปิดโลกทัศน์ เช่น การไปศึกษาดูงาน อาจทำให้พนักงานได้แนวคิดใหม่ๆ และนำกลับมาใช้กับการทำงานในองค์กรได้

การหาคนทำงานใหม่ๆ มาร่วมปรึกษากัน คืออีก 1 ในวิธีที่จะกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของคนในทีมได้ การให้พวกเขามาร่วมประชุม หรือการปรึกษาในโปรเจกต์ต่างๆ ของบริษัท เพื่อระดมสมอง ช่วยกันหาทางแก้ไขในเรื่องต่างๆ ซึ่งการได้คนใหม่ๆ มาร่วมในที่ประชุม จะเป็นการเปิดมุมมองใหม่และทำให้เกิดไอเดียที่แตกต่างได้

พยายามทำงานต่อไปเรื่อยๆ อย่าหยุดฝัน

ความคิดสร้างสรรค์นั้นเป็นทักษะที่ทุกๆ คนสามารถสร้างขึ้นและฝึกฝนได้ไม่ยาก  การฝึกฝนเพื่อไปสู่ความสมบูรณ์แบบ การฝึกฝนเป็นสิ่งที่ดีมากๆ ที่จะช่วยลับฝีมือของคนทำงาน อยากทำอะไรก็ทำมันไปเรื่อยๆ ทำไปทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการเขียน งานออกแบบ ถ่ายภาพ สำหรับคนทำงานด้านคอนเทนต์ การฝึกฝนมากก็จะยิ่งรักในสิ่งที่ทำมากขึ้น จะรู้สึกสนุกกับกับฝึกฝน สนุกกับการหาแนวทางการทำงานใหม่ๆ และสนุกกับการที่เห็นงานของคุณดีขึ้นมาเรื่อยๆ

การสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เกิดความคิดสร้างสรรค์นั้น ไม่ใช่จะทำได้ภายในข้ามคืน มันก็เป็นเหมือนการเปลี่ยนแปลงอีกรูปแบบหนึ่ง คนทำงานต้องคอยกระตุ้นตัวเอง และให้แรงบันดาลใจแก่ทีมงานกันเองอีกด้วย ซึ่งการจะทำให้มันได้ผล จะต้องคอยทำอยู่อย่างสม่ำเสมอ จนมันเกิดเป็นนิสัยของทุกคนในทีม การกล้านำเสนอแนวคิดและวิธีการใหม่ๆ ล้วนเป็นประโชน์ต่อองค์กรได้ทั้งนั้น อย่าปิดกั้นการเกิดบรรยากาศนี้สำหรับองค์กรที่มุ่งก้าวไปข้างหน้า

‘สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์’ ฮับการแพทย์แห่งภาคตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550423

  • วันที่ 07 พ.ค. 2561 เวลา 11:05 น.

‘สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์’ ฮับการแพทย์แห่งภาคตะวันออก

เรื่อง ชุติมา สุวรรณเพิ่ม

ทําไมต้องไปสร้างโรงพยาบาลใหญ่โต ห่างไกลจากกรุงเทพฯ ไกลความเจริญเสียขนาดนั้น?!! เป็นคำถามตามมาติดๆ ทันที ที่มูลนิธิรามาธิบดี ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดงานแถลงข่าวแสดงความพร้อมการให้บริการ สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ จ.สมุทรปราการ บนพื้นที่กว่า 300 ไร่ โรงพยาบาลขนาด 400 เตียง แห่งใหม่และใหญ่ที่สุดในสมุทรปราการ

เปิดตัวพร้อมกับหนังโฆษณาประชาสัมพันธ์ทางโทรทัศน์ ของมูลนิธิรามาธิบดีฯ ประจำปี 2561 เพื่อหารายได้สมทบทุนโครงการจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ โดยมี ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ นพ.ไพโรจน์ บุญคงชื่น ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ ร่วมแถลงเผยบทบาทของสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ ในฐานะของการเป็นต้นแบบของสถาบันการแพทย์ในอนาคต

พากลุ่มสื่อมวลชนนำชมหอผู้ป่วยในศูนย์รังสีวินิจฉัย แผนกเวชศาสตร์ฟื้นฟู ซึ่งประกอบด้วย ห้องหุ่นยนต์ฝึกเดิน ห้องธาราบำบัด โชว์นวัตกรรมการแพทย์ล้ำทันสมัย

คนป่วยไข้ภาคตะวันออกไม่ต้องเข้ากรุงแล้ว

ความเป็นมาของสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล หัวเรือใหญ่ ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ กล่าวว่า ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่มีพระราชประสงค์ให้มีสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลของรัฐขนาดใหญ่ระดับโรงเรียนแพทย์ขึ้นที่ จ.สมุทรปราการ

ปลายปีที่ผ่านมา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ

“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชประสงค์ให้มีสถานพยาบาล หรือโรงพยาบาลของรัฐขนาดใหญ่ระดับโรงเรียนแพทย์ สร้างขึ้นที่ จ.สมุทรปราการ เพื่อตรวจรักษาประชาชนบริเวณจังหวัดนี้ ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่มาจากต่างจังหวัด เพื่อประกอบอาชีพในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ตลอดจนถึงประชาชนในบริเวณใกล้เคียงรวมถึงจังหวัดชายฝั่งตะวันออก ตั้งแต่ จ.ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว ล้วนเป็นย่านเมืองนิคมอุตสาหกรรมหลายๆ จังหวัด

เนื่องจากในปัจจุบันโรงพยาบาลส่วนใหญ่ในสมุทรปราการเป็นโรงพยาบาลเอกชน ประชาชนซึ่งมีรายได้น้อยก็ไม่สามารถเข้าถึงบริการของโรงพยาบาลเอกชนเหล่านี้ได้”

ศ.นพ.ปิยะมิตร หัวเรือใหญ่อธิบายถึงจุดเริ่มต้นฯ และกล่าวต่อไปว่า ที่นี่เป็นต้นแบบการสาธารณสุขของไทย ทั้งในด้านการตรวจรักษา และการผลิตบัณฑิตทางสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์หลากหลายสาขา เพื่อเป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลงด้านการวิจัย จะมีการสร้างงานวิจัยที่มีคุณภาพ มุ่งเป้าเพื่อแก้ไขปัญหาสาธารณสุขของประเทศอย่างตรงจุด

“ในปีนี้ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และมูลนิธิรามาธิบดีฯ จะผสานกำลังอย่างเข้มแข็ง และมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพ เพื่อเป็นกำลังหลักสำคัญในการพัฒนาประเทศด้านการสาธารณสุขต่อไป”

นพ.ไพโรจน์ บุญคงชื่น ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ แนะนำภายในสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ ประกอบด้วย โรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ ศาลาประชาคม ศูนย์การเรียนรู้ อาคารปฏิบัติการและวิจัย อาคารนันทนาการ กลุ่มหอพัก และอาคารจอดรถ

โรงพยาบาลขนาดใหญ่มีจำนวนเตียงที่รองรับผู้ป่วยในได้มากถึง 460 เตียง เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณผู้ป่วยในแต่ละปี ซึ่งประมาณการจำนวนผู้ป่วยนอกไว้ที่ 1 ล้านราย และผู้ป่วยใน 1.7 หมื่นราย/ปี

“ปัจจุบันเปิดให้บริการในส่วนของคลินิกผู้ป่วยนอกในเวลาปกติ คลินิกพิเศษนอกเวลาราชการ เวชศาสตร์ฟื้นฟู หอผู้ป่วยใน โดยจะเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบในเดือน มิ.ย.นี้

ภายในแผนกเวชศาสตร์ฟื้นฟู มีไฮไลต์อย่าง สระธาราบำบัด ทางเลือกในการรักษาทางกายภาพบำบัดด้วยระบบน้ำและเทคโนโลยีล่าสุด เช่น เครื่องออกกำลังกายในน้ำ (Strider) ระบบกระแสน้ำ (Jet Stream) เพื่อช่วยในการออกกำลังกายและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ มีเครื่องช่วยพยุงตัวในน้ำ ราวคู่ขนานสำหรับฝึกเดิน (Parallel Bar) และอุปกรณ์สำหรับออกกำลังกายในน้ำ โดยมีนักกายภาพบำบัดเป็นผู้ให้การรักษา ควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด และหุ่นยนต์ฝึกเดิน (G-EO system) นวัตกรรมใหม่ในการฝึกผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านกล้ามเนื้ออ่อนแรง โรคอัมพฤต อัมพาต หรือผู้ที่มีปัญหาทางด้านการเดิน เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วขึ้น

โรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ ได้รับการพัฒนาการรักษาให้เป็นแบบบูรณาการ คือ ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง โดยให้แพทย์หลายสาขาที่เกี่ยวข้องในกลุ่มโรคออกตรวจในเวลาเดียวกัน เพื่อผู้ป่วยจะไม่ต้องพบแพทย์หลายวัน เช่น โรคเบาหวาน มักจะมีโรคอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น โรคไตวาย โรคหลอดเลือดหัวใจ สมองตีบ ฯลฯ

มีนักโภชนาการพร้อมให้คำปรึกษาด้านอาหาร นอกจากนี้ ยังสามารถส่งตัวผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาที่ซับซ้อนมากขึ้นมาที่โรงพยาบาลรามาธิบดี พญาไท

ไม่เพียงเป็นความหวังและที่พึ่งพิงใหม่ของประชาชนในด้านการรักษา สถาบันจักรีนฤบดินทร์ยังเป็นโรงเรียนสำหรับนักศึกษาแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ในหลักสูตรต่างๆ ได้แก่ แพทยศาสตรบัณฑิต พยาบาลศาสตรบัณฑิต และวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาความผิดปกติของการสื่อความหมาย ซึ่งเป็นเพียงหลักสูตรเดียวในประเทศไทยที่มีในโรงเรียนแพทย์

โดยความพร้อมจะเริ่มเปิดสอนอย่างเต็มรูปแบบในปี 2564 คาดว่าจะสามารถผลิตบัณฑิตแพทย์ได้ปีละ 212 คน บัณฑิตพยาบาลปีละ 250 คน และบัณฑิตในสาขาความผิดปกติของการสื่อความหมายปีละ 50 คน”

ทุกคนมีส่วนร่วมต่อชีวิตคนไข้ได้

ศูนย์กลางการระดมทุนเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มีมาเป็นเวลากว่า 49 ปีแล้ว จึงขาดคนทำงานคนนี้ไปไม่ได้ พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ เผยในปีนี้มีโฆษณาประชาสัมพันธ์ทางโทรทัศน์ชุดใหม่ และมีกิจกรรมระดมทุนของมูลนิธิรามาธิบดีฯ ตลอดทั้งปี เพื่อหารายได้สมทบทุนการจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์

นักแสดงจิตอาสาไม่เลือกสังกัด ไม่เลือกค่าย ธงไชย แมคอินไตย์ สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว แอน ทองประสม อรรคพันธ์ นะมาตร์ ฝนทิพย์ วัชรตระกูล โดยมีผู้กำกับมิวสิควิดีโอแถวหน้าของเมืองไทย ดล ผดุงวิเชียร กำกับโฆษณาประชาสัมพันธ์ชุด “อุปกรณ์ทางการแพทย์” แสดงโดยขวัญใจมหาชน พี่เบิร์ด ธงไชย เผยแพร่ผ่านทางหน้าจอทีวี เว็บไซต์ และยูทูบ ของมูลนิธิรามาธิบดีฯ

“คลิกไปชมกันได้แล้วนะคะ หนังที่พี่เบิร์ดแสดงกับมูลนิธิรามาธิบดีฯ เรามุ่งหวังให้คนไทยได้มีส่วนร่วมในการบริจาคเงินจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ สำหรับใช้เพื่อการตรวจ วินิจฉัย และรักษาโรคต่างๆ เช่น กล้องส่องตรวจปอดและหลอดลม เครื่องเอกซเรย์ระบบดิจิทัลต่างๆ ซึ่งต้องใช้งบประมาณอีกกว่า 1,400 ล้านบาทเลยค่ะ โดยเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์เหล่านี้ เป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมการรักษาพยาบาลให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดแก่ผู้ป่วย

การจัดกิจกรรมระดมทุนในรูปแบบต่างๆ จึงมีตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นการร่วมบริจาคเงินสมทบทุนในกิจกรรม ใช้ชื่อว่า ‘Happy Give Day ให้วันเกิดต่อชีวิตคนนับล้าน’ ปีนี้จัดงานไปเมื่อวันศุกร์ที่ 4 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่ลานบีทีเอส หน้าศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน ชวนส่งต่อแนวคิดให้วันเกิดในปีนี้พิเศษกว่าทุกๆ ปี มีส่วนร่วมต่อลมหายใจให้กับผู้ป่วย ผ่านการสนับสนุนของที่ระลึกประจำเดือนเกิด เสื้อยืด กระเป๋า ผ้าพันคอ ที่ได้ลายเส้นจาก 12 นักวาดภาพประกอบและศิลปินจิตอาสาของไทย

ตามด้วยผลงานดีไซน์คอลเลกชั่น‘ไทย ไทย’ ของ 4 ศิลปินจิตอาสา ม.ล.จิราธรจิรประวัติ สมนึก คลังนอก ภัทรีดา-นวลตองประสานทอง สร้างสรรค์ความพิเศษสำหรับคู่รักในวันแต่งงาน กับของที่ระลึกแบบไม่ซ้ำใคร และส่งท้ายปลายปี กับการรวมตัวกันของไทยดีไซเนอร์ ผลิตของที่ระลึก ซึ่งมีกระแสตอบรับเป็นอย่างดีจากปีที่ผ่านๆ มาค่ะ”

พรรณสิรี ฝากไว้ว่าเดือน มิ.ย.นี้ จะมีภาพยนตร์ประชาสัมพันธ์ชุด “ต่อชีวิต” สร้างสรรค์ขึ้นโดย ธนญชัย ศรศรีวิชัยผู้กำกับโฆษณาระดับโลก บอกเล่าเรื่องราวที่สะท้อนแนวคิดสำคัญของการสร้างโรงพยาบาล สร้างหมอ เพื่อต่อชีวิตผู้คนอีกหลายล้านคนที่รอความหวังในการรักษา

นักแสดงจิตอาสา ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ มีร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการประชาสัมพันธ์ เพื่อระดมทุนกับมูลนิธิรามาธิบดีฯ นางเอกทำมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว เผยความรู้สึกปลาบปลื้มยินดีที่มีโอกาส ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ได้มาเยือนสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์

“แอฟร่วมเป็นหนึ่งในนักแสดงจิตอาสาในไวรัล คลิป ถ่ายทอดเหตุการณ์จากชีวิตจริงของผู้ป่วยที่รอดชีวิตด้วยความช่วยเหลือของบุคลากรทางการแพทย์ และอุปกรณ์การแพทย์ที่ได้มาจากเงินบริจาคผ่านมูลนิธิรามาธิบดีฯ ซึ่งเราไม่มีทางรู้เลยว่า เงินเหล่านั้นจะช่วยต่อชีวิตผู้อื่นในอนาคต ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือและต่อลมหายใจได้ ด้วยการร่วมบริจาคตามกำลังที่เรามี เพียงคนละเล็ก คนละน้อยนะคะ แต่เมื่อรวมกันหลายๆ คน ก็จะเป็นพลังการให้ที่ยิ่งใหญ่แล้วค่ะ”

สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ใช้งบประมาณการก่อสร้างทั้งสิ้น 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งแม้ว่าจะได้รับการสนับสนุนงบประมาณส่วนหนึ่งจากรัฐบาล รวมทั้งเงินบริจาคผ่านมูลนิธิรามาธิบดีฯ เป็นจำนวนมาก แต่ยังคงไม่เพียงพอต่อการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์เฉพาะทาง ที่มีเทคโนโลยีทางการรักษาอันทันสมัย และมีราคาสูงให้เพียงพอต่อการรองรับผู้ป่วยที่จะเข้ามารับบริการรักษาพยาบาลจำนวนมากได้

การบริจาคผ่านมูลนิธิรามาธิบดีฯ สมทบทุนเพื่อสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีแห่งใหม่โดยสามารถบริจาคได้ที่บัญชีมูลนิธิรามาธิบดีฯ ธนาคารไทยพาณิชย์ บัญชีกระแสรายวัน สาขารามาธิบดี เลขที่บัญชี 026-3-05216-3 ธนาคารกรุงเทพ บัญชีกระแสรายวัน สาขาศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ (รพ.รามาธิบดี) เลขที่บัญชี 090-3-50015-5 เข้าชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.ramafoundation.or.th หรือโทร. 02-201-1111

จากประโยคเชิญชวนระดมเงินบริจาคปีที่ผ่านมา “คำว่าให้…ไม่สิ้นสุด” และสำหรับปีนี้ “แม้ไม่ใช่หมอ แต่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการต่อชีวิต…ให้ผู้ป่วยได้อีกหลายล้านคน” เราทุกคนก็เป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบสุขภาพของประเทศไทยได้

ขบวนการ 4 พฤษภาคม จากอาวุโสสู่วัยรุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550303

  • วันที่ 07 พ.ค. 2561 เวลา 10:40 น.

ขบวนการ 4 พฤษภาคม จากอาวุโสสู่วัยรุ่น

ที่กำหนดดังนี้เป็นเพราะเหตุการณ์สำคัญเมื่อวันที่ 4 พ.ค. 1919 ซึ่งถ้านับรอบปีนี้ก็จัดว่าครบ 99 ปีแล้วเลขสวย

นอกจากวันหยุดแรงงาน-เทศกาลหยุดยาวที่ขบวนทัพนักท่องเที่ยวจีนออกท่องเที่ยวทั่วโลกแล้ว ต้นเดือน พ.ค. ยังมีวันสำคัญของจีนอีกหนึ่งวันนั่นก็คือ วันเยาวชนจีน ซึ่งกำหนดไว้เป็นวันที่ 4 พ.ค.ของทุกปี

แต่เหตุการณ์ช่วงนั้นในปี 1919 ไม่สวยเท่าไร ที่มาที่ไปเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 จีนตัดสินใจเข้าร่วมกับฝ่ายพันธมิตร ซึ่งนำโดย ฝรั่งเศส โดยมีฝ่ายตรงข้ามเป็นฝ่ายมหาอำนาจกลาง นำโดยเยอรมัน จักรวรรดิออสเตรียฮังการี จักรวรรดิออตโตมัน ฯลฯ

อันที่จริงสงครามนี้มีสนามรบหลักอยู่ที่ฟากตะวันตกของโลก จีนในขณะนั้นเป็นเพียงคนป่วยแห่งเอเชียที่ยังไม่ฟื้นไข้ บ้านเมืองแตกแยกภายใน และชาติถูก

รุมทึ้ง แผ่นดินจีนฝั่งติดชายทะเลเต็มไปด้วยเขตเช่า ซึ่งก็คือเขตอิทธิพลของมหาอำนาจหลากหลาย จีนเพิ่งปฏิวัติล้มล้างราชวงศ์ชิงสำเร็จ แต่ตามมาด้วยความวุ่นวาย ขุนศึกแต่ละท้องที่ไม่ยี่หระต่อรัฐบาลกลาง ด้านญี่ปุ่นก็ไกลจากสนามรบหลัก แต่ก็ขอเข้าร่วมในฝ่ายสัมพันธมิตร

ญี่ปุ่นกำลังมาแรง สามารถใช้จังหวะนี้ขยายอำนาจ ในเอเชีย จังหวะที่จีนยังลังเลว่าจะเข้าร่วมสงครามหรือไม่ ญี่ปุ่นอาศัยชื่อกองทัพสัมพันธมิตร ลงทุนลงแรงโจมตีกองทัพเยอรมัน ซึ่งครอบครองดินแดนส่วนหนึ่งของจีนอยู่ ย่อมต้องหวังได้แผ่นดินติดปลายนวม-ญี่ปุ่นวางแผนสร้างเขตอิทธิพลในจีนแทนที่เยอรมัน

สำหรับความร่วมมือจากจีน ญี่ปุ่นก็ต้องการเช่นกัน จึงร่วมชักจูงขุนพลต้วนฉีรุ่ย ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีของจีนในขณะนั้นให้เข้าพวกสัมพันธมิตร ช่วงนั้นญี่ปุ่นยังให้รัฐบาลต้วนฉีรุ่ยยืมเงินกู้ 145 ล้านเยน แบบลับๆ ในนามสัญญาเงินกู้ Nishihara Loans

เด้งแรกขุนพลต้วนฉีรุ่ยสามารถใช้เงินกู้ก้อนนี้พัฒนากองทัพเพื่อร่วมสงครามโลก และมีแผนใช้กองทัพที่พัฒนาแล้วรวมแผ่นดินจีนที่ยังแตกแยกเป็นเด้งที่สอง ด้านญี่ปุ่นเองก็คิดใช้เงินก้อนนี้ผูกมัดและแทรกแซงรัฐบาลจีน เอาเป็นว่าต่างคนต่างดีดลูกคิดเสร็จสรรพ คนป่วยแห่งเอเชียซึ่งมีสิทธิจะไม่ข้องแวะกับสงครามโลกครั้งที่ 1 จึงประกาศเข้าร่วมกับเขาด้วย ภายใต้ความฝันที่ถูกฝ่ายพันธมิตรวาดไว้ว่า หากชนะจีนจะปลดแอกการ

รุมทึ้งของต่างชาติได้ ไม่มากก็น้อย แล้วญี่ปุ่นก็นำหยาดเหงื่อ เลือดเนื้อ และแรงกายของกองทัพอาทิตย์อุทัยเข้าปราบปรามเยอรมันในจีนได้สำเร็จ

อันที่จริงในสงครามครั้งนี้ จีนมิได้ส่งกองทหารไปที่สนามรบในยุโรปแต่อย่างใด เพียงแต่ส่งคนงานจำนวน 1.5 แสนคนไป เพื่อชดเชยแรงงานฝรั่งที่ต้องออกรบต้องตายในสงคราม แล้วสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็จบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตร

เอาล่ะ แม้จีนจะไม่ได้ลงทุนอะไรมาก แต่ก็ได้ชื่อว่าอยู่ฝ่ายพันธมิตร เมื่ออยู่ฝ่ายชนะจีนก็ควรจะได้ยกระดับฐานะ ปลดแอกตัวเอง อย่างน้อยดินแดนซานตง ซึ่งเยอรมันเคยครอบครองสิทธิอยู่ เมื่อเยอรมันแพ้แล้ว จีนจึงเรียกร้องสิทธิในแผ่นดินซานตงคืนสู่จีน แต่ในที่ประชุมสันติภาพปารีสปี 1919 กลับมีมติยกสิทธิการครอบครองซานตงให้กับญี่ปุ่น โดยบอกว่าอังกฤษกับฝรั่งเศสตกลงเรื่องนี้กันไว้แล้ว จึงต้องทำตามสัญญา

จีนได้แต่อุทานว่า…อ้าวเฮ้ย! ไม่เหมือนที่คุยกันไว้  กว่า 80 ปีก่อนหน้านั้นที่จีนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ถูกมหาอำนาจต่างชาติย่ำยีตลอดๆ มาครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ยืนอยู่ข้างฝ่ายผู้ชนะ แต่กลับพบกว่ากลายเป็นผู้พ่ายแพ้ในหมู่ผู้ชนะซะงั้น เรื่องนี้ทำให้ชาวจีนโกรธแค้นและกลุ่มคนที่ออกมาต่อต้านเป็นกลุ่มแรกไม่ใช่ใครอื่น คือกลุ่มเยาวชนนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ นั่นเอง วันที่ 4 พ.ค. 1919 นักศึกษากว่า 3,000 คนจากหลายมหาวิทยาลัยแห่งในปักกิ่งรวมตัวกันที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน เพื่อต่อต้านมติที่ประชุมสันติภาพปารีส ด้วยสโลแกนที่ว่า “ทวงแผ่นดินจากต่างชาติ กำจัดโจรขายชาติในประเทศ” “จะรบชิงแผ่นดินจีนไปก็ได้ แต่จะประเคนให้ญี่ปุ่นไปเฉยๆ ไม่ได้!” “จะฆ่าจะทรมานชาวจีนเราก็ได้ แต่เราจะยอมก้มหัวให้ศัตรูไม่ได้!” “ชาติเราถึงคราวเผชิญหายนะแล้ว พี่น้องทั้งหลายจงลุกขึ้นมา!”

สรุปเป็นสโลแกนจอมยุทธ์ได้ว่า “ฆ่าได้ หยามไม่ได้!” อารมณ์ร้อนแรงขนาดนี้ย่อมตามมาด้วยความรุนแรง แรกเริ่มเดินขบวนไปประท้วงที่หน้าสถานทูตอังกฤษและฝรั่งเศส แต่ทั้งคู่ก็ปฏิเสธการออกพบกลุ่มนักศึกษา มีเพียงทูตสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่ออกมาแสดงท่าทีเห็นใจ สหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจใหม่ ไม่บอบช้ำจากสงครามนัก และกำลังต้องการขยายอิทธิพลในจีน และในเมื่อการประท้วงครั้งนี้ชาวจีนเห็นญี่ปุ่นเป็นศัตรู สหรัฐแสดงออกแบบนี้จึงไม่มีอะไรเสียหายและอาจได้ใจชาวจีนมาบ้าง

พฤติกรรมนี้ทำให้กระแส “ทวงแผ่นดินจากต่างชาติ” มีทางระบาย ขบวนประท้วงจึงถึงหันหัวไป “กำจัดโจรขายชาติในประเทศ” กลุ่มนักศึกษาจึงเดินขบวนไปปิดล้อมรัฐมนตรีกระทรวงการสื่อสารที่ชาวจีนเชื่อว่าเป็นหนึ่งในรัฐมนตรีขายชาติ และได้พบว่าทูตจีนประจำญี่ปุ่นก็อยู่ในบ้านด้วย เหตุการณ์จึงบานปลายถึงขั้นเผาบ้านรัฐมนตรีทิ้ง จบลงด้วยการปราบปรามของรัฐบาลและจับผู้ชุมนุมได้ 30 ราย แต่ถ้าเรื่องทั้งหมดจบแค่นี้ได้ก็นับว่าแปลก

นักศึกษาทั่วประเทศตอบรับการประท้วง เกิดเป็นกระแสนัดหยุดเรียนออกมาเดินขบวน ยิ่งปราบยิ่งจับกระแสก็ยิ่งลุกลาม ไม่นานกระแสก็ลามไปที่กลุ่มพ่อค้าและกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ทั้งหมดร่วมประท้วงกับนักศึกษาด้วยการนัดปิดร้านและหยุดงานรัฐบาลจึงต้องถอย โดยสั่งสังเวยปลดเจ้าหน้าที่จีนที่เกี่ยวข้องกับญี่ปุ่นออก 3 ราย และในวันที่ 28 มิ.ย. ตัวแทนของจีนในที่ประชุมสันติภาพที่แวร์ซายปฏิเสธการลงนามในสนธิสัญญา ถือเป็นชัยชนะของขบวนการ 4 พฤษภาคม ในที่สุด

และนี่เองจึงเป็นที่มาของ “วันเยาวชนจีน” เพราะนี่คือสัญลักษณ์ที่ว่าเยาวชนเปลี่ยนแปลงประเทศจีนได้ (ภายหลังมหาวิทยาลัยปักกิ่งยังถือเอาวันที่ 4 พ.ค. เป็นวันถือกำเนิด (ใหม่) ของมหาวิทยาลัยเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์นี้เช่นกัน) แต่หน้าที่ของขบวนการ 4 พฤษภาคม คงไม่มีความหมายอะไรถ้าเสร็จสิ้นภารกิจเพียงเท่านั้น เหตุการณ์นี้ยังระเบิดกระแสตื่นตัวในความล้าหลังและด้อยค่าในเวทีโลกของจีน

ปัญญาชนและนักวิชาการทั้งหลายนำเสนอหนทางแก้ไขประเทศ โดยฝากความหวังให้คนสองคน คือ เต๋อ และ ไซ่ ปัญญาชนไม่ได้คิดฝากประเทศไว้กับใครที่ไหน แต่ชื่อ เต๋อ และ ไซ่ เป็นตัวย่อของ Democracy และ Science…

ประชาธิปไตยและวิทยาศาสตร์ และตามมาด้วยการปฏิวัติทางความคิดครั้งใหญ่ คงจะอ่อนหัดไปถ้าจะบอกว่าหลังขบวนการ 4 พฤษภาคม แล้วประเทศจีนพบแต่กับความดีงาม ปฏิกิริยาจาก 4 พฤษภาคมลอกคราบอารยธรรมอาวุโสสู่วัยรุ่นคนใหม่ ซึ่งมีไม่น้อยที่เหวี่ยงจีนไปสู่การปฏิเสธสิ่งเก่าอย่างไร้เยื่อใย และการมุ่งไปสู่หนทางใหม่อย่างสุดโต่ง จีนยังต้องเผชิญวิกฤตทางการเมือง การทหาร และวัฒนธรรมอีกมาก และหลายวิกฤตปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะการใช้แนวคิด 4 พฤษภาคม แบบนอกลู่นอกทาง จีนกลายเป็นวัยรุ่นใจร้อนในบัดดล ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เราสามารถบอกได้ว่าจีนตัดสินใจลาขาดกับโลกจีนเก่าด้วยเหตุการณ์ 4 พฤษภาคม และจีนในปัจจุบันก็ยังคงอยู่บนเส้นทางของเหตุการณ์นี้แทบทั้งสิ้น นี่คือจุดหักเหสำคัญที่ทำให้ประเทศจีนเปลี่ยนไป

99 ปีผ่านไป คนป่วยแห่งเอเชียที่ขอเปลี่ยนตัวเองเป็นวัยรุ่นคนใหม่จึงเป็นอย่างที่เห็นเช่นวันนี้

‘Running’ ศิลปะแอบสแทรกต์แบบ แซม ฟรายด์แมน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550293

  • วันที่ 06 พ.ค. 2561 เวลา 09:44 น.

‘Running’ ศิลปะแอบสแทรกต์แบบ แซม ฟรายด์แมน

คอนเทมโพรารี อาร์ต (Contemporary Art) หรือศิลปะร่วมสมัยของเมืองไทย ยังไม่มีหอศิลป์หรือแกลเลอรี่ไหนที่มีความเข้มข้นในการจัดแสดงที่ชัดเจนมากนัก เพราะมีศิลปะหลายรูปแบบและหลากสไตล์ในยุคร่วมสมัย มีตั้งแต่ โมเดิร์นอาร์ต (Modern Art) แอบสแทรกต์ อาร์ต (Abstract Art) แอบสแทรกต์ เอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์ (Abstract Expressionism) ป๊อป อาร์ต (Pop Art) โพสต์ โมเดิร์น (Post Modern) มินิมอลิสต์ (Minimalist) คอนเซ็ปช่วล อาร์ต (Conceptual Art) เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Performance) อินสตอลเลชั่น (Installation) มีเดีย อาร์ต (Media Art) มัลติมีเดีย (Multimedia) และยังมีที่ย่อยๆอีกมากมายที่เกิดขึ้นอย่าง ไฮเปอร์ เรียลิสม์ (Hyperrealism)

โดย พริบพันดาว

ศิลปะร่วมสมัยคือ ศิลปะที่มากับวิถีชีวิตในสังคมยุคใหม่ ที่ไม่มีจุดศูนย์กลาง ใช้เทคโนโลยีเยอะ และใครอยากทำอะไรก็ทำ เป็นการทดลอง ไม่มีการแยกประเภทงานให้ตายตัวชัดเจน มีความหลากหลาย ตั้งแต่ใช้ตัวเองเป็นงานศิลปะ ไปจนถึงสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ โฟโต้ช็อป ฯลฯ ไม่มีการแยกแยะประเภทว่าเป็นศิลปะขั้นสูง (Fine Art) หรือศิลปะสมัยนิยม (Popular Culture)

“เราเห็นว่าคงจะดี หากคนไทยได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมองของศิลปะประเภทนี้กับศิลปินหลากหลายเชื้อชาติ โดยตั้งใจว่า ในอนาคตจะมีการนำศิลปินชื่อดังจากหลายประเทศเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ให้คนไทยได้มีโอกาสเสพงานศิลป์คุณภาพโดยที่ไม่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ
ในขณะเดียวกัน ก็หวังว่าในอนาคต ก็จะสามารถเป็นสะพานเชื่อมให้ศิลปินไทยสามารถนำชิ้นงานไปแสดงในตลาดต่างประเทศได้เช่นกัน”
ผู้สนใจสามารถเข้าชมผลงานของ แซม ฟรายด์แมน ได้ทุกวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 11.00-19.00 น. ณ Chin’s Gallery โครงการ Arden’s พระราม 3 และสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ facebook.com/chinsgallery/ หรือ http://www.chinsgallery.com &O5532;

เพทาย จิรคงพิพัฒน์ กล้ามเนื้ออ่อนแรง หากหัวใจไม่อ่อนแอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550288

  • วันที่ 06 พ.ค. 2561 เวลา 09:15 น.

เพทาย จิรคงพิพัฒน์ กล้ามเนื้ออ่อนแรง หากหัวใจไม่อ่อนแอ

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์/เพทาย จิรคงพิพัฒน์

“ไม่มีน้ำตา ใช่ว่าจะสุข และมีน้ำตา ใช่กำลังทุกข์เสมอไป” วลีที่หน้าคำอุทิศของหนังสือ “ใต้ฝุ่น” หนังสือที่คว้ารางวัลชนะเลิศปีแรก 2560 ของ ARC Award (อาร์ค อวอร์ด) หรือนายอินทร์อวอร์ดเดิม ผู้เขียนคือ “โกลาบ จัน” นามปากกาของเพทาย จิรคงพิพัฒน์ หรือแพรว วัย 30 ปี คำอุทิศของเธอมิได้อุทิศคำขอบคุณถึงผู้หนึ่งผู้ใด หากเป็นคำอุทิศที่ส่งตรงและสื่อสารถึงหัวใจตัวเอง รวมทั้งผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงทุกคน

แพรวป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เซลล์ประสาทไขสันหลังเสื่อมจากพันธุกรรม เรียกตามชนิดของโรคว่า โรคเอสเอ็มเอ (Spiner Muscular Atrophy-SMA) อาการเจ็บป่วยแสดงให้เห็นตั้งแต่เด็ก 1-2 ขวบเริ่มมีอาการเท้าบิด เวลาเดินเหมือนใช้สันเท้าด้านนอกเดิน ต้องเข้ารับการผ่าตัดเท้าครั้งแรก และเมื่อเรียนชั้นประถม 4 ก็เป็นตอนที่ต้องผ่าตัดใหญ่ เพื่อรักษาอาการสันหลังคด

ตั้งแต่ผ่าตัดใหญ่ครั้งนั้น แพรวเดินด้วยตัวเองไม่ได้อีก จากก่อนหน้านี้พอจะเดินเป็น “กลุ่ม” ได้ หมายถึงเดินโดยมีเพื่อนขนาบข้างอย่างน้อย 1 คน แต่เมื่อผ่าตัดหลัง การเดินก็เป็นไปไม่ได้อีกต่อไปก่อนหน้าการผ่าตัด ไม่มีใครคาดการณ์สถานการณ์เลวร้ายนี้ไว้เลย ทุกคนไม่คิดว่ามันจะแย่ไปกว่านี้ แม้กระทั่งตัวเธอเอง
“ชีวิตแพรวไม่มีดราม่า ไม่มีคนแกล้งหรือล้อเลียนความพิการ ตรงกันข้ามมีแต่คนให้กำลังใจ ถึงเดินไม่ได้ เพื่อนก็ให้กำลังใจ ตอนเรียนชั้นประถม ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องนั่งรถเข็นแล้ว เพื่อนๆ ในห้องช่วยกันเข็นรถแพรวซิ่งหนีพ่อ แอบเอาแพรวไปซ่อนพ่อ เหมือนเล่นซ่อนหากัน เป็นเกมของทุกคนในห้อง”

การไปเรียนหนังสือของแพรว คือการที่พ่อต้องไปรับ-ไปส่ง อุ้มเมื่อแพรวต้องเปลี่ยนห้องเรียน ขึ้นลงระหว่างชั้นเรียน เข้าห้องน้ำ กินข้าว ทุกอย่างต้องมีคนคอยช่วย เพราะแพรวช่วยเหลือตัวเองไม่ได้มาก พ่อจะมีตารางสอนเพื่อบริหารจัดการเวลาของพ่อเอง พ่อเป็นพนักงานคนหนึ่งในบริษัทรับส่งคนงานไปต่างประเทศ ซึ่งเป็นบริษัทของคุณป้าแท้ๆ ของแพรว

แพรวเรียนหนังสือที่โรงเรียนเซนต์จอห์น ลาดพร้าว การศึกษาต้องจบลงแค่ชั้น ม.3 เพราะเมื่อเริ่มโตขึ้น อาการกล้ามเนื้อฝ่อก็ส่งผลกระทบมากขึ้น จากเมื่อก่อนพ่ออุ้มขึ้นลงอาคารเรียนได้ แต่เมื่อพ่อเริ่มมีอายุ การอุ้มแพรวก็ทำไม่ไหวอีก

“พ่อจะไม่ให้เรียนต่อแล้วล่ะ คิดว่าพ่อพูดเล่น แต่พ่อไม่ได้พูดเล่น เสียใจมาก ร้องไห้ นั่นเป็นการร้องไห้ครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียวของแพรว”
แม้จะเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง แต่แพรวมีวิธีเรียนหนังสือ เธอใช้มือจดชอร์ตโน้ตไม่ได้ก็จริง หากใช้วิธีตั้งสมาธิ ทำความเข้าใจขณะครูสอน เกรดเฉลี่ยสูง 3.8-3.9 มาตลอด (วิชาพละและนาฏศิลป์เท่านั้นที่ทำคะแนนไม่ได้) การที่คิดว่าจะต้องออกจากโรงเรียน สำหรับเธอแล้วเปรียบได้กับโลกที่ถล่มทลายลงต่อหน้า แพรวเรียนได้ดีและทำได้ดี เธอเสียดายว่าจะไม่ได้ทำสิ่งที่เธอทำได้ดีนั้นอีก
เอสเอ็มเอ เป็นโรคทางพันธุกรรม ที่ทำให้เกิดความผิดปกติของยีน SMN (Survival Motor Neuron) ซึ่งมีหน้าที่ผลิตโปรตีนเพื่อควบคุมระบบประสาทสั่งการกล้ามเนื้อ เมื่อยีนมีความผิดปกติ จึงไม่สามารถสั่งการกล้ามเนื้อได้ ร่างกายสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหว เกิดอาการกล้ามเนื้อฝ่อทั่วร่างกาย มีหลายชนิดและความรุนแรงหลายระดับ
สิ่งที่เหมือนกันคือผู้ป่วยจะค่อยๆ มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงและฝ่อลีบลงไปเรื่อยๆ จนส่งผลต่อการเคลื่อนไหว กล้ามเนื้อส่วนต้นและกล้ามเนื้อปอดมักได้รับผลกระทบเป็นลำดับแรก แต่ก็มีเหมือนกันที่แสดงอาการที่กล้ามเนื้อส่วนปลาย บางคนอาการรุนแรงถึงแก่เสียชีวิต โดยภาวะแทรกซ้อนสำคัญ ได้แก่ การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ
ในฐานะผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ชีวิตดำเนินไปตามครรลองของโรค ถึงปัจจุบันนอกจากจะเดินไม่ได้และขยับแขนขาไม่ได้เลย ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจวันละ 20 ชั่วโมง เคยถึงขั้น “น็อก” นอนหลับไปไม่รู้สึกตัว ต้องหามส่งห้องไอซียูโรงพยาบาลแทบไม่ทัน!
“หลับตลอดเวลา อยู่ดีๆ ก็เพลีย เคยนอนหลับไปและไม่รู้ตัวอีก มารู้ภายหลังว่าเพราะกล้ามเนื้อที่อ่อนแรง จึงทำให้การหายใจออกแผ่วมาก เกิดภาวะคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในเลือด นั่นทำให้แพรวหยุดหายใจ ต้องปั๊มหัวใจเพื่อให้กลับมา”

เมื่อกล้ามเนื้อช่วยการหายใจเริ่มฝ่อมากเข้า ไม่เพียงคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในเลือด แต่แพรวยังไม่สามารถคายเสมหะเองได้ จากนั้นมาจึงจำเป็นต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ เธอจะต้องใส่เครื่องช่วยหายใจไปจนชั่วชีวิต แพรวบอกว่าเธอไม่โทษโรคภัย ไม่โทษชะตาฟ้าลิขิต แค่เพียงหงุดหงิดกับสิ่งที่เคยทำได้ แต่ตอนนี้ทำไม่ได้เท่านั้น
แพรวเล่าในหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนถึงตัวเองว่า เมื่อเลิกเรียน ชีวิตก็มีเพียงพ่อกับแม่ และน้องสาว 1 คน สังคมเล็กๆ ยิ่งแคบลงไปอีกเมื่อเพื่อนทุกคนต่างมีที่เรียนต่อ แพรวไม่กล้าโทรหาใครบ่อย เพราะคิดว่าทุกคนต่างมีหน้าที่ของตน จากเดิมที่ขี้อายอยู่แล้ว ก็กลายเป็นคนเก็บตัว ไม่อยากไปไหน
เหมือนตัดฉับจากสังคมภายนอก โลกของแพรวเปลี่ยนไป เธอติดนิยายวัยรุ่นชนิดที่แม่ต้องนั่งรถออกไปเช่าให้วันต่อวัน พอๆ กับติดเกมออนไลน์ที่อยู่บ้านเมื่อไรก็เล่นทั้งวัน แพรวอธิบายพฤติกรรมนี้ว่า ติดเกมแล้วมีความสุข เหมือนได้หนีออกไปจากความทุกข์ ได้หนีออกไปจากร่างกายที่กลายเป็นคุก
หนีความจริงอันเจ็บปวดเข้าไปซ่อนอยู่ในโลกของเกมและตัวอักษร แต่ที่สุดเธอก็กลับออกมาเผชิญหน้ากับโลกความจริง ภาวะบีบคั้นอันดับแรกคือภาวะเศรษฐกิจ ครอบครัวเธอไม่มีฐานะมากนัก นี่คือความจริงที่ต้องยอมรับ พ่อแม่แก่ลงทุกวัน คงน่าละอายใจมากหากในอนาคตต้องให้น้องสาวมาทำงานหาเลี้ยงอีกคน
“ไม่ชอบความรู้สึกที่ตัวเองไม่มีประโยชน์ ลึกๆ คือการโหยหาความภูมิใจ ไม่อยากเป็นคนไร้ค่า จึงเริ่มพิมพ์งานเขียน ถ่ายทอดโลกที่ตัวเองสร้างขึ้น ไม่มีประสบการณ์ใดๆ นอกจากความตั้งใจ”
นิยายเรื่องแรกเริ่มเขียนในปี 2551 แพรวใช้วิธีพิมพ์คอมพิวเตอร์อย่างช้าๆ ด้วยการใช้สันนิ้วก้อยมือซ้ายพิมพ์ ส่วนมือขวาก็คลิกเมาส์แป้นพิมพ์ที่เรียกขึ้นมาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ (on screen keyboard) ช่วยกัน ใช้เวลา 1 ปี นิยายเรื่องแรกก็พิมพ์เสร็จ ตั้งใจจะเป็นนักเขียนเพื่อหารายได้ช่วยแบ่งเบาครอบครัว แต่ไม่มีสำนักพิมพ์ใดแม้แต่สำนักพิมพ์เดียวที่ตอบรับงานเขียนของเธอ ในระหว่างนี้ยังติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ อาการหนักถึงขั้นต้องเรียกรถพยาบาล ขณะที่พ่อก็ต้องแอทมิทเข้าโรงพยาบาลด้วยโรคเบาหวาน

ข่าวดีมาถึงในวันที่เต็มไปด้วยข่าวร้าย ขณะนั้นอยู่ในช่วงกลางปี 2554 บรรณาธิการสำนักพิมพ์มีชื่อแห่งหนึ่งติดต่อมาเพราะสนใจงานเขียนของเธอ แต่ก็เป็นช่วงที่แพรวต้องนับหนึ่งใหม่หมด เธอกลับมาจากโรงพยาบาลแล้ว และพยายามที่จะมีชีวิตให้เหมือนเดิมอีกครั้ง ทุกอย่างเริ่มต้นใหม่แม้แต่การหายใจ

“เมื่อถอดเครื่องช่วยหายใจก็ต้องฝึกหายใจด้วยตัวเองกันใหม่ ต้องฝึกพูดใหม่ ตอนนั้นพูดได้ 2-3 คำก็หอบแล้ว ตะกุกตะกักและเบาจนแทบไม่ได้ยิน”เมื่อถอดเครื่องช่วยหายใจได้นานขึ้นเป็นครึ่งชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมง ก็ฝืนไปเล่นคอมพิวเตอร์ เพราะรู้ว่าถ้าเพลินจะลืมความเหนื่อยได้บ้าง แต่นั่นกลับทำให้พบความจริงที่น่าตกใจว่า ไม่สามารถพิมพ์คีย์บอร์ดได้อีก แพรวเหนื่อยหอบ หัวใจเต้นเร็ว มือเย็นเยียบและชื้นไปด้วยเหงื่อ กระทั่งต้องเลิกพิมพ์ในที่สุด

“น่าใจหายที่สุด คือพบว่าตัวเองเขียนหนังสือไม่ได้เสียแล้ว นิยายที่แต่งค้างไว้อยู่อย่างนั้น โทรไปขอร้องและขอเวลากับบรรณาธิการ ท้อและร้องไห้กับสิ่งดีที่เกิดขึ้นแต่ก็ต้องสะดุดกลางคัน สิ่งที่ทำได้คือทำใจยอมรับมัน”
ในข่าวดีมีข่าวร้าย และในข่าวร้ายก็มีข่าวดี แพรวหาวิธีเขียนนิยายจนได้ ทั้งๆ ที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจและนอนอยู่บนเตียงเป็นส่วนใหญ่ เหลือนิ้วชี้ข้างขวานิ้วเดียวที่(พอจะ)เคลื่อนไหวได้อีกเธอทำอย่างไรน่ะหรือ แพรวซื้อสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ มือถือเครื่องนี้คือที่ทำงานของเธอ โดยจะ(นอน)พิมพ์เรื่องราวลงในสมุดบันทึก(แอพพลิเคชั่นหนึ่งบนหน้าจอ) เมื่อสิ้นสุดหน้าก็คัดลอกข้อความที่พิมพ์แล้วส่งจากมือถือเข้าอีเมลตัวเอง ตกเย็นจึงจะเปิดคอมพิวเตอร์ คัดลอกข้อความจากอีเมลมาแปะใส่เวิร์ด

“แพรวคิดขั้นตอนพวกนี้ขึ้นมาเองเลยนะ ภูมิใจมาก ฮ่าๆๆๆ”

การค้นหาวิธีพิมพ์คอมพิวเตอร์ได้ คือการค้นหาช่องทางติดต่อกับโลกภายนอกได้ จากติดเกมก็กลายมาเป็นติดกระทู้ตามเว็บบอร์ดสาธารณะและโซเชียลมีเดีย แพรวได้สังคมใหม่เพื่อนใหม่ และได้กำลังใจมากมาย รวมทั้งเพื่อนเก่าก็ติดตามมาเจอกันในโลกคู่ขนาน ยิ่งกว่านั้นคือการได้ทำงาน แพรวประสบความสำเร็จไม่น้อยจากการเป็นนักเขียนนิยายรักดราม่า รู้หรือไม่หนังสือของเธอตีพิมพ์รวมเล่มถึง 18 เล่มแล้ว

นอกจากนี้ ยังทำเฟซบุ๊กแฟนเพจ กล้ามเนื้ออ่อนแรง โรคของเรา โลกของเรา http://facebook.com /thisable เพื่อบอกเล่าถึงการใช้ชีวิต แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนๆ ที่สนใจหรือกำลังเผชิญกับโรคนี้อยู่ แบ่งปันกำลังใจ และให้ความช่วยเหลือในประการใดๆ แก่เพื่อนร่วมโรค
แพรวขอบคุณคุณหมอ ดร.นพ.โอบจุฬ ตราชู อายุรแพทย์และนักพันธุศาสตร์การแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี แพทย์ผู้ดูแลและเกื้อการุณย์ต่อแพรวอย่างมาก ได้ให้ความกรุณา ให้กำลังใจและพูดคุยอย่างเป็นกันเองทุกครั้งที่พบกัน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ทุกท่าน สำหรับแม่-เอื้อมพร เจริญชัย ซึ่ง “เกินคำขอบคุณ” ไปแล้ว แม่อายุ 59 ปี เข้มแข็งและสู้เสมอ ไม่ง่ายเลยที่แม่คนหนึ่งจะต่อสู้กับการเลี้ยงดูลูกท่ามกลางปัญหามากมายขนาดนี้
“แพรวไม่ได้มองตัวเองว่าเป็นผู้ป่วย แต่มองตัวเองว่าเป็นคนทั่วไป ที่มีอารมณ์ร้ายกว่าคนทั่วไป(ฮา) ร้อนและปรี๊ดแบบภูเขาไฟ กับแม่แล้วแม่คือทุกสิ่งในชีวิต นั่นรวมถึงการปะทะกับแม่ ซึ่งบ่อยมาก”
แพรวเล่าว่า จะเป็นเพราะอะไรก็ตาม เธอไม่ยอม “ลง” ให้แม่ แต่ถ้าแม่ยอมลงให้หรือแสดงอาการโอนอ่อนผ่อนตามแม้เพียงนิดเดียว แพรวก็จะหายโกรธในพริบตา น้องสาว อายุห่างกัน 2 ปี รักกันและกัดกันเล็กๆ ตามประสาพี่น้อง ส่วนความสัมพันธ์ที่ชื่นชูใจคือเพื่อนฝูงที่เคยร่ำเรียนด้วยกันมาเมื่อครั้งยังเรียนหนังสืออยู่ที่เซนต์จอห์น
“หลายคนยังคงคบหากันอยู่จนทุกวันนี้ ไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกันก็ไปมาแล้ว มันมีความหมายต่อแพรวมาก”
บทความนี้ขอจบด้วย “SMA ไม่มีคำว่าเสียใจ แม้ในหยดน้ำตา” หนังสือที่แพรวกล่าวเย้าตัวเองว่า นี่อาจเป็นหนังสือที่ใช้แจกในงานศพของเธอเอง… “ชีวิตนี้ฉันไม่ได้มีแค่ตัวเอง แต่ยังอยู่ได้อย่างมีความสุขด้วยน้ำใจของทุกคนที่มีให้ ถึงแม้ร่างกายนี้จะไม่มีใครเป็นเจ้าของได้แม้แต่ตัวฉันเอง แต่ความตั้งใจดีทุกอย่างที่ฉันทำ ฉันถือว่าทุกคนที่ผ่านมาในชีวิตฉันเป็นเจ้าของมันร่วมกัน” &O5532;

ระวัง! โรคติดเชื้อ หลังปลูกถ่ายอวัยวะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550195

  • วันที่ 05 พ.ค. 2561 เวลา 14:05 น.

ระวัง! โรคติดเชื้อ หลังปลูกถ่ายอวัยวะ

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล sopitasavng2010@gmail.com ภาพ : เอเอฟพี

การปลูกถ่ายอวัยวะ เป็นศาสตร์ทางการแพทย์ที่มีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา โดยในปัจจุบันสามารถทำการปลูกถ่ายอวัยวะได้หลายส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น หัวใจ ปอด ตับ ไต เป็นต้น

ศาสตร์ของการปลูกถ่ายอวัยวะถือว่าเป็นความสำเร็จสำคัญทางการแพทย์ที่ทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ได้ยาวขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญที่พบภายหลังการปลูกถ่ายอวัยวะ คือภาวะติดเชื้อ ซึ่งถือได้ว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะทุพพลภาพหรือเสียชีวิตได้

สำหรับในประเทศไทย ไต (Kidney)เป็นอวัยวะที่มีการปลูกถ่ายมากที่สุด ไตเป็นอวัยวะหนึ่งในระบบปัสสาวะ และเป็นอวัยวะสำคัญไม่แพ้สมองและหัวใจ

ไต เปรียบเสมือนเครื่องกรองสุดพิเศษ ทำหน้าที่กรองน้ำ เกลือแร่ รักษาระดับน้ำ และสารเกลือแร่ในร่างกายรวมถึงคัดสารเคมีส่วนเกิน สารคัดหลั่ง ของเสียต่างๆ ออกจากร่างกาย โดยขับออกมาในรูปของน้ำปัสสาวะ

ปกติแล้วคนเราจะมีไตอยู่สองข้างซ้ายขวา ทว่าไตเพียงข้างเดียวก็เพียงพอในการทำหน้าที่ได้เช่นกัน แต่หากไตทำหน้าที่ผิดปกติไป จนเกิดภาวะไตวายเรื้อรัง ทางออกหนึ่งนอกจากการฟอกเลือดก็คือ การเปลี่ยนไต

ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ชื่อ “เรื่องใหม่ควรรู้… โรคติดเชื้อภายหลังจากการปลูกถ่ายอวัยวะ” โดย รศ.พญ.สิริอร วัชรานานันท์ อายุรแพทย์ที่ปรึกษาด้านโรคติดเชื้อภายหลังการปลูกถ่ายอวัยวะ โรงพยาบาลพระรามเก้า ชี้ว่า จากรายงานของสมาคมปลูกถ่ายอวัยวะแห่งประเทศไทย พบว่าปัญหาการติดเชื้อถือว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญที่สุดอันดับหนึ่ง ภายหลังจากการผ่าตัดปลูกถ่ายไต ซึ่งไม่แตกต่างจากรายงานทางการแพทย์ของประเทศอื่น

ศาสตร์ทางด้านการติดเชื้อภายหลังการปลูกถ่ายอวัยวะ ถือได้ว่าเป็นเรื่องใหม่ทางการแพทย์ ที่มีรายละเอียดในการดูแล แตกต่างจากภาวะติดเชื้อในคนไข้ทั่วๆ ไป พบว่าการติดเชื้อในผู้ป่วยคนไทย แตกต่างจากผู้ป่วยทางตะวันตก ด้วยภูมิประเทศ ภูมิอากาศ อุบัติการณ์ของโรคติดเชื้อในพื้นที่ ความเชื่อ การใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน

“ก่อนการปลูกถ่ายอวัยวะ ไม่ว่าจะเป็นไตหรืออวัยวะอื่นๆ ควรจะมีการวางแผนในทีม เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ โดยควรจะมีการประเมินผู้ป่วยเป็นรายๆ ไป ตั้งแต่ก่อนการเปลี่ยนอวัยวะ

เมื่อคนไข้เข้ามาพบแพทย์สิ่งแรกต้องมีการสกรีนและการทำความเข้าใจกับคนไข้ ทั้งในเรื่องการผ่าตัด และการรักษาภายหลังการปลูกถ่ายอวัยวะ โดยแพทย์โรคติดเชื้อ สามารถมีบทบาทในการช่วยประเมินความเสี่ยงและวางแผนในการป้องกันและรักษาโรคร่วมไปกับแพทย์ในทีม

เบื้องต้นต้องมีการซักประวัติหรือตรวจสอบประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจเลือดของผู้รับบริจาค (ขึ้นกับว่าผู้บริจาคมีชีวิตหรือเสียชีวิต) และรับบริจาค

กรณีมีความผิดปกติจากการตรวจเบื้องต้นที่ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ แพทย์โรคติดเชื้อควรมีบทบาทในการช่วยวางแนวทางรักษาหรือตัดสินใจในการปลูกถ่ายอวัยวะด้วย

ด้านการทำงานคัดกรองผู้ป่วยและอวัยวะว่ามีความพร้อมต่อการปลูกถ่ายหรือไม่นั้น พยาบาลผู้ประสานงานโครงการปลูกถ่ายอวัยวะต้องทำงานหนักตลอด 24 ชั่วโมง โดยการทำงานเป็นทีมร่วมกับทางทีมแพทย์ และได้รับความร่วมมือจากศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย และโรงพยาบาลผู้ให้บริจาค ในการประสานงานและให้ข้อมูลของผู้ป่วยที่เป็นประโยชน์ในการต้องเตรียมความพร้อมในทีมอย่างตลอดเวลา”

โดยทั่วไป รศ.พญ.สิริอร กล่าวว่า การติดเชื้อในช่วง 6-12 เดือนแรกภายหลังการปลูกถ่ายอวัยวะนั้น อาจจะต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะถือว่าเป็นช่วงที่ร่างกายมีภูมิต้านทางต่ำกว่าช่วงอื่นๆ จากขนาดของยากดภูมิต้านทานที่สูงกว่าช่วงอื่นๆ เพื่อป้องกันการต่อต้านอวัยวะใหม่ ทำให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่ง่ายและอาจจะมีความรุนแรงของการติดเชื้อที่สูงขึ้น

“เนื่องจากภูมิคุ้มกันในร่างกายที่ต่ำลง จะทำให้เชื้อโรคแบ่งตัวได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น โดยที่อาการนำในช่วงแรกของผู้ป่วยอาจจะน้อยมาก แต่ในทางตรงกันข้าม การดำเนินโรคอาจจะรวดเร็วจนถึงชีวิตได้”

ทั้งนี้สาเหตุโรคติดเชื้อที่พบได้ รศ.พญ.สิริอร ขยายภาพว่า อาจจะไม่ใช่เพียงแค่เชื้อแบคทีเรียเหมือนที่พบได้บ่อยในคนปกติ แต่กลับมีความเสี่ยงต่อเชื้ออื่นๆ ได้แก่ เชื้อไวรัส เชื้อรา เชื้อไมโคแบคทีเรียม เชื้อหนอนพยาธิ เชื้อโปรโตซัว หรืออาจจะเป็นเชื้อแบคทีเรียที่ดื้อยาปฏิชีวนะหลายชนิด เป็นต้น ซึ่งระดับความรุนแรงของเชื้อแต่ละชนิดก็มีความแตกต่างกันออกไป

“การป้องกันการติดเชื้อจึงมีความสำคัญ ไม่ว่าจะด้วยการให้ยาป้องกัน การเจาะเลือดตรวจติดตามปริมาณเชื้อไวรัส และการวินิจฉัยโรคติดเชื้อเหล่านี้จึงจำเป็นต้องอาศัยผู้ชำนาญและห้องปฏิบัติการที่มีศักยภาพในการตรวจวิเคราะห์เชื้อได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด

นอกจากนี้ การให้ความรู้และแนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันการติดเชื้อในผู้ป่วยแต่ละรายก็เป็นสิ่งสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยหลายรายที่บ้านทำสวน หรือมีอาชีพทางการเกษตร ก็ต้องแนะนำการปฏิบัติตัว ว่าจะทำอย่างไรเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น สวมถุงมือยางและใช้ผ้าปิดปาก จมูก เพื่อป้องกันการติดเชื้อรา จากดิน ปุ๋ย หรือมูลสัตว์ปีก

หรือคำแนะนำเรื่องการรับประทานอาหารที่ถูกสุขอนามัย และอาหารที่ปรุงสุกสะอาด ไม่ควรรับประทานผักดิบ ไข่ดิบ เพราะอาจมีเชื้อที่ติดมาและทำความสะอาดไม่หมด และการรับประทานยาอย่างเหมาะสมภายหลังจากการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ

ผู้ป่วยอาจต้องรับประทานยาหลายชนิด โดยเฉพาะยาที่มีฤทธิ์ในการกดภูมิต้านทานของร่างกาย เพื่อป้องกันมิให้ร่างกายมีปฏิกิริยาต่อต้านไตใหม่ที่ได้รับ ดังนั้นแพทย์จึงจำเป็นต้องพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับชนิดของยา รวมถึงวิธีรับประทานยาที่ถูกต้องรวมถึงผลข้างเคียงของยา

ผู้ป่วยไม่ควรขาดยา โดยเฉพาะยากดภูมิคุ้มกัน และที่สำคัญเวลาไม่สบายไม่ควรไปซื้อยามารับประทานเอง หรือปรับขนาดของยารับประทานโดยที่แพทย์ไม่ได้สั่ง รวมถึงควรงดการกินอาหารเสริมบางอย่างที่ไม่ได้ปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะอาจจะมีผลเปลี่ยนแปลงระดับของยากดภูมิคุ้มกัน”

‘ให้เวลากับครอบครัว’ ปริญญา อรรถพรมงคล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550183

  • วันที่ 05 พ.ค. 2561 เวลา 13:04 น.

‘ให้เวลากับครอบครัว’ ปริญญา อรรถพรมงคล

โดย  ฤดูกาล ภาพ : ปริญญา อรรถพรมงคล

วันหยุดของแฟมิลี่แมนอย่าง “บอย” ปริญญา อรรถพรมงคล ผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจบัตรเครดิต (ดิจิทัล ดีเวลอปเมนต์) บริษัท บัตรกรุงไทย ได้ให้เวลาทั้งหมดกับครอบครัว ด้วยการพาภรรยาสุดสวยและลูกชายทั้ง 2 คนออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน หรือหากเป็นช่วงวันหยุดยาวทั้ง 4 คนจะยกครัวกันไปท่องเที่ยวต่างแดน

บอย เล่าว่า สำหรับลูกชายคนโต น้องเคนชิ เขาพาไปเที่ยวทะเลตั้งแต่ยังไม่ตั้งไข่ เพราะอยากให้ลูกชายได้ไปสัมผัสทะเล หาดทราย สายลมของธรรมชาติ และยังเป็นการฝึกให้ลูกคุ้นเคยกับน้ำ

จากนั้นเมื่อน้องเคนชิเดินได้ เขาและภรรยาได้พาเด็กชายลัดฟ้าไปเที่ยวเกาหลี เพื่อฝึกให้เขาเดินทางด้วยเครื่องบิน และให้ออกไปเปิดประสบการณ์ที่แตกต่างจากประเทศไทย

 “ครอบครัวอื่นอาจบอกว่าเวลาจะพาลูกเล็กไปเที่ยวทีเหมือนจะย้ายบ้าน แต่สำหรับครอบครัวเราจะทำให้ง่ายที่สุด เช่น เตรียมแผ่นรองนอนและของใช้สำหรับเด็ก ซึ่งการเริ่มต้นจากต่างสถานที่ใกล้ๆ อย่างพัทยา หัวหิน เขาใหญ่ จะทำให้ลูกได้ฝึกการนั่งและรอคอยให้ไปถึงจุดหมายปลายทางในพื้นที่จำกัด ทำให้เมื่อต้องเดินทางนานขึ้นเขาก็จะไม่งอแง และเฝ้ารอที่จะได้สนุกเมื่อถึงปลายทาง”

 เช่นเดียวกับลูกชายคนเล็ก น้องริวจิ ที่ออกเดินทางตั้งแต่ยังเล็ก และล่าสุดเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา นับเป็นครั้งแรกที่พี่น้องได้ไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกัน

 “เวลาไปเที่ยวต่างประเทศ เราจะตกลงกันก่อนไปว่า เราจะไม่อุ้ม เด็กๆ จะต้องเดินเอง แต่ถ้าเหนื่อยหรือเมื่อยก็พัก เพราะเราเดินทางเอง ต้องขึ้นรถไฟ ต้องเดินเท้ามากดังนั้นลูกๆ ต้องไม่งอแง ต้องรับผิดชอบของใช้ของตัวเอง ฝึกเขาให้รู้จักระเบียบวินัย และพี่กับน้องต้องช่วยเหลือดูแลกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องพูดกับลูกให้เข้าใจก่อนออกเดินทาง”

 ปัจจุบันลูกชายคนโตอายุ 8 ขวบ คนเล็กอายุ 6 ขวบ โดยทุกปีพ่อบอยจะพาลูกๆ ไปเที่ยวต่างประเทศปีละครั้งช่วงวันหยุดยาวในเดือน ธ.ค.

“ผมอยากให้เขามีประสบการณ์ชีวิตข้างนอก คือนอกเหนือจากประเทศไทย แต่ได้ไปเรียนรู้เชื้อชาติอื่นผ่านภาษา อาหาร สภาพอากาศ วัฒนธรรม และธรรมชาติ เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้สิ่งอื่นที่นอกเหนือจากในห้องเรียน”

นอกจากนี้ หากเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ครอบครัวนี้มีกิจวัตรประจำวันหยุดที่น่ารักคือ วันเสาร์ ช่วงเช้าลูกชายทั้ง 2 คนจะเรียนว่ายน้ำ ช่วงบ่ายไปตีแบดฯ กับเพื่อนบ้าน จากนั้นตอนเย็นจะออกไปกินข้าวนอกบ้านพร้อมหน้าพร้อมตา

 ส่วนวันอาทิตย์ เขาจะพาลูกๆ ไปหาปู่ย่าตายาย ซึ่งมีหลายครั้งที่พวกท่านพาหลานทั้งสองไปเที่ยวต่างจังหวัดโดยปราศจากเขาและภรรยา

 “การที่เด็กๆ ได้ออกเดินทางบ่อยๆ ทำให้พวกเขารู้จักวิธีการปรับตัวในการเข้าหาคนอื่น และได้เรียนรู้วิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต เพราะแค่ระหว่างทางที่ขับรถไป เราก็สามารถสอนเขาได้มากมายแล้ว” คุณพ่อลูกสองกล่าวเพิ่มเติม

 ก่อนจบบทสนทนาเขาได้กล่าวถึงเวลาของครอบครัวว่า พ่อแม่ยุคใหม่ส่วนใหญ่จะต้องทำงานประจำ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องหาและให้เวลากับครอบครัว

 “เพราะลูกเขารอพ่อแม่ รอให้เราไปเล่นกับเขา รอไปเที่ยวด้วยกัน ดังนั้นถ้าคุณไม่มีเวลาจริงๆ ก็ต้องคุยกับลูกให้เข้าใจ บอกเหตุผลว่าเพราะอะไร และเราสามารถชดเชยให้เขาตรงไหนบ้าง แต่ไม่ว่าอย่างไรผมก็คิดว่าเราทุกคนย่อมมีเวลาให้กับคนที่เรารักเสมอ” เขากล่าวทิ้งท้าย

นักเดินทางคนเดียวแต่ไม่เดียวดาย Wander More

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550179

  • วันที่ 05 พ.ค. 2561 เวลา 12:48 น.

นักเดินทางคนเดียวแต่ไม่เดียวดาย Wander More

โดย รอนแรม ภาพ : Wander More

สาวนักเดินทางลุยเดี่ยวแต่ไม่เดียวดาย “เคท” ธัญธิดา ลิขิตพิทักษ์ เธอหลงใหลการเดินทางหลังได้เปิดประสบการณ์ตะลุยเมืองผู้ดีเพียงลำพังเมื่อ 7 ปีที่แล้ว

จากนั้นความกล้า ความสนุก และความรู้สึกอยากแบ่งปันก็เกิดขึ้นตามมา กลายเป็นเว็บไซต์ wander-more.net และเพจเฟซบุ๊ก Wander More

เธอเล่าว่า การเดินทางแต่ละครั้งจะประกอบด้วย 3 ปัจจัยสำคัญ คือ ธรรมชาติ การผจญภัย และผู้คนท้องถิ่น โดยเธอจะตะลุยไปแบบไม่ห่วงสวย ไม่กลัวลำบาก ทั้งเดินเขา เข้าป่า ดำน้ำ โรยตัวในถ้ำ และปีนภูเขาน้ำแข็ง

 

“ก่อนออกเดินทาง เราต้องเตรียมตัวเยอะมาก ทั้งวางแผน หาข้อมูลยิ่งกว่าเตรียมสอบ ถ้าไม่มีข้อมูลก็ต้องหาทางคุยกับคนที่เคยไปแล้ว เพื่อให้ทุกอย่างรอบคอบที่สุดก่อนออกเดินทางคนเดียว”

เคทเคยไปลุยเดี่ยวที่ชายแดนประเทศจีนติดมองโกเลีย ซึ่งเป็นถิ่นที่คนไม่พูดภาษาอังกฤษ เคยไปอินเดียมาแล้ว 3 รอบ และกำลังคิดว่าจะกลับไปอีกครั้ง เคยไปดำน้ำที่ฟิลิปปินส์ เคยไปเยือนแหล่งอารยธรรมขอมที่กัมพูชา และเคยไปแบ็กแพ็กข้ามเมืองที่อินโดนีเซีย

“เราพาตัวเองไปลำบาก” เธอกล่าวเช่นนั้น ซึ่งก็มีหลายครั้งที่คนรอบข้างถามว่า ทำไมไม่ไปที่สบายๆ

 

 “ถ้าไปเที่ยวแล้ว เราอยากไปทำอะไรที่มันถึงที่สุด หากิจกรรมที่ทำให้ตัวเองสนุกแม้ว่าจะเหนื่อยและลำบากก็ตาม”

เธอยังกล่าวถึงข้อดีของการไปเที่ยวคนเดียวว่า มันคือเส้นทางของการเอาตัวรอด โดยที่ไม่ต้องมีพละกำลังหรืออาวุธ เพราะธรรมชาติได้ให้อาวุธที่ดีที่สุดแก่ทุกคนแล้ว นั่นคือ สติ

“สิ่งที่ทำให้เรามองเห็นสถานการณ์ได้ชัดเจน แม่นยำ และดีที่สุด ณ ขณะนั้น”

 

รวมทั้งทำให้เธอมองคนอื่นโดยไม่นำตัวเองไปตัดสิน มองโลกตามเลนส์ของเขา และมองด้วยความเข้าใจตามสภาพสังคมที่เขาเป็น

“การเดินทางคนเดียวทำให้เรามองโลกลึกขึ้น เพราะสถานการณ์ทำให้เราต้องเข้าหาผู้คนท้องถิ่น และธรรมชาติยังสอนให้เรารู้ว่า เราเป็นแค่คนตัวเล็กๆ ท่ามกลางพลังของธรรมชาติที่สามารถคร่าชีวิตเราได้ ในขณะนั้นเราก็รักเขามาก และอยากรักษาพวกเขาไว้ตลอดไป”

สำหรับพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจ Wander More เธอสร้างขึ้นมาเมื่อ 2 ปีก่อน เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลการเดินทาง และสร้างความกล้าให้ใครก็ตามที่คิดอยากเดินทางคนเดียว ให้กล้าออกเดินทางเสียที

 

“เคทเขียนเนื้อหาแบบกึ่งเรื่องสั้นกึ่งสารคดี ทำให้พอเข้ามาอ่านแล้วจะรู้สึกเหมือนได้อ่านเรื่องสั้นหนึ่งเรื่องที่สามารถสื่อสารรูปรสกลิ่นเสียงได้เยอะดี เหมือนเขาได้ไป ได้เห็น ได้รู้สึกไปพร้อมกับเรา ปนไปกับการเขียนรีวิวแบบปกติสำหรับคนที่ไม่ชอบอ่านยาวๆ แต่ยังได้ข้อมูลครบถ้วน ประกอบกับรูปภาพแนวแลนด์สเคปที่ทำให้เห็นความสวยงามและวิถีชีวิตของคนที่นั่น”

ประสบการณ์การเดินทางคนเดียวกว่า 7 ปีของเคท ถูกบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในเว็บไซต์และเพจเฟซบุ๊ก Wander More เรื่องราวที่จะทำให้รู้ว่าผู้หญิงที่ชอบพาตัวเองไปลำบากคนเดียว ไม่เคยเดียวดาย

อบอวลด้วยรัก วิวรรณ+วรมน สารกิจปรีชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550165

  • วันที่ 05 พ.ค. 2561 เวลา 10:43 น.

อบอวลด้วยรัก วิวรรณ+วรมน สารกิจปรีชา

โดย วราภรณ์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

เรียกว่าเลี้ยงลูกได้โตทันใช้สำหรับ “ครูไก่” วิวรรณ สารกิจปรีชา ผู้อำนวยการและเจ้าของโรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่ที่เปิดมาได้ 41 ปีแล้ว

ยามนี้ได้ลูกสาวคนเล็ก “แวว” วรมน สารกิจปรีชา หลังจากศึกษาจบปริญญาตรีด้านอาร์ต กราฟฟิค มีเดีย แอนด์ดีไซน์ จากประเทศอังกฤษ ก็กลับมาช่วยสานต่องานสอน โดยใช้ความรู้ด้านศิลปะที่ร่ำเรียนมาจาก ลอนดอน คอลเลจ ออฟ คอมมูนิเคชั่น (London College of Communication) เปิดคลาสสอนเด็กๆ ด้วยการใช้ศิลปะเป็นสื่อเสริมสร้างประสาทสัมผัสทั้ง 5 ให้เด็กๆ หรือ Sensory Play

ปัจจุบันโรงเรียนย้ายจากย่านสุขุมวิทมาอยู่ที่ใหม่ย่านพระราม 4 ใหญ่กว่าเดิมบนที่ดินราว 2 ไร่ ทำให้มีพื้นที่ในการทำฐานต่างๆ ให้เด็กๆ ได้ทำกิจกรรมเสริมทักษะเต็มที่

แวว เริ่มถึงแรงบันดาลใจในการสานต่องานคุณแม่ เข้ามาช่วยสอนที่โรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่ เธอเน้นการสอนศิลปะเป็นสื่อกลางในการเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการทำ เช่น การใช้วัสดุแปลกๆ มาสร้างสรรค์งานศิลปะ เช่น ใช้วัสดุในครัว ใช้ใบไม้มาสร้างงานศิลปะบนกระดาษ ฉีกแนวจากการสอนศิลปะในแบบเดิมๆ ช่วยให้เด็กได้คิด ได้ใช้จินตนาการในการสร้างสรรค์อย่างเต็มที่

“เช่น เด็กเรียนเรื่องน้ำ เราทำเป็นหน่วย 4 หน่วยให้เด็กจับกลุ่ม 5 คน เราจะให้เด็กๆ ได้ฝึกอาบน้ำให้ตุ๊กตาเพื่อให้เด็กได้ใช้จินตนาการ ให้เด็กๆ เล่นน้ำแข็ง เด็กๆ จะรู้สึกหนาวและเย็น หรือเราเอาสัตว์ใส่น้ำแข็ง เด็กจะนำสัตว์เลี้ยงออกมาจากน้ำแข็งได้อย่างไร เช่น เอาค้อนทุบ

แววจะสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 ตอนนี้จะขยายไปสอนเด็กๆ อนุบาล 2 ซึ่งการเรียนรูปแบบนี้เหมาะกับเด็กที่พิเศษด้วย เราจะมีเด็กพิเศษเรียนห้องละคน บางครั้งพ่อแม่หลายคนไม่รู้ อย่างเราต้องใช้เวลาสังเกตเป็นปี เราก็ต้องแนะนำให้เด็กพิเศษได้ฝึกพัฒนาการ เพื่อให้กลับมาปกติได้เร็ว และต้องอยู่กับเขาด้วยความเข้าใจด้วย”

‘แววมีหัวด้านการลงทุนที่ดี’ วิวรรณ สารกิจปรีชา 

ครูไก่ เล่าถึงลูกคนเล็กว่า การมีลูกสาว 2 คน นับเป็นเรื่องดี เด็กผู้หญิงมีนิสัยแตกต่างจากผู้ชายที่คงไม่ค่อยกลับบ้าน หรือแยกไปอยู่ต่างหาก แต่ลูกสาวเหมือนเป็นเพื่อนที่สนิทกัน เวลาเริ่มเป็นสาวก็สอนง่าย สามารถไปช็อปปิ้งด้วยกัน ชอบดูงานศิลปะและมีความละเอียดอ่อนคล้ายๆ กัน

“ถ้าถามว่าทำไมถึงส่งลูกไปเรียนหนังสือต่างบ้านตั้งแต่อายุ 9 ขวบ กับ 12 ปี เพราะสมัยก่อนเด็กจะสอบเข้าโรงเรียนต้องติวหนังสือกันหนักมาก ไก่ไม่ได้ติวลูกแต่ลูกสามารถสอบเข้าโรงเรียนได้เอง พอลูกคนโตเรียนประถมฯ 1 มีคนมาถามว่า ทำไมไก่ไม่ส่งลูกไปติวล่ะ ไก่บอกว่าติวทำไม ไก่มานั่งคิดว่า ลูกต้องอยู่ในสังคมที่ต้องติว ต้องติวไปเรื่อยๆ เลยเหรอ ไก่จึงตัดสินใจส่งลูกคนโตไปเรียนที่เมืองนอกก่อน พอแววอายุ 12 ปีเขาก็ไปเรียนพร้อมกันกับเพื่อน แม่จึงไม่ค่อยห่วงเท่าไหร่”

การส่งลูกไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่เล็กๆ ครูไก่บอกว่า มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อเสียหนึ่งข้อคือ พ่อแม่จะไม่ค่อยได้อยู่กับลูก แต่ใช้วิธีไปเยี่ยมลูกๆ บ่อยเท่าที่ลูกต้องการ ทำให้มีช่วงเวลาที่น่าประทับใจคือ ลูกๆ มากอดแม่แล้วเอ่ยว่า รักแม่จัง แม้เป็นครอบครัวที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา แต่ครอบครัวนี้ก็สนิทและรักกันมาก

ข้อดีอีกข้อของการส่งลูกไปเรียนต่างประเทศ คือเด็กจะมีความคิดเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น และมีระเบียบวินัย เพราะต้องอยู่โรงเรียนประจำตั้งแต่เด็ก มีการเรียนรู้ด้วยตัวเอง เพราะที่นั่นไม่นิยมติวเพื่อสอบเข้าโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย

“ลูกอยากเรียนอะไร ไก่จะให้ลูกเลือกเรียนเอง ที่อังกฤษถ้าบางคนเลือกเรียนผิด ก็แค่ออกมา แล้วไปเรียนอย่างอื่น ไม่ใช่ปัญหาอะไรใหญ่โต ที่อังกฤษส่วนใหญ่เมื่อเด็กเรียนจบมัธยมฯ 6 ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยเขาจะสนับสนุนให้เด็กไปเปิดโลก หรือทำอะไรที่มีประโยชน์ต่อสังคม

เด็กจะเข้ามหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด เขาไม่ได้ดูแค่เกรด แต่เขาดูว่าเด็กคนนั้นทำอะไรเพื่อช่วยเหลือสังคมบ้าง ความคิดของเขากว้างมาก ไม่ใช่จะสนับสนุนให้เด็กเรียนอย่างเดียว ซึ่งไก่คิดว่าดี เด็กจบเมืองนอกมาก็ใช่ว่าเงินเดือนจะเยอะกว่าเด็กที่จบที่นี่ หรือมีตำแหน่งที่ดีกว่าคนอื่นในมุมมองของไก่นะคะ แต่เด็กที่จบเมืองนอกจะได้ฝึกเรื่องมุมมอง ได้คิดเอง ตัดสินใจชีวิตตัวเอง ไม่เหมือนเมืองไทยติวอย่างเดียว เด็กจึงชอบติว เรากำลังสอนเด็กให้ติวเพื่อสอบอย่างเดียวหรือเปล่า เพราะเด็กก็ไม่ได้อยากรู้

อย่างแววจบอาร์ต พอลูกเรียนจบก็จะไปรีเสิร์ชที่โรงเรียนเอง แล้วเขาก็อยากทำเอง เพราะในศตวรรษที่ 21 เราไม่รู้ว่าเราอยากทำอะไร แต่เราต้องคิดสร้างสรรค์ได้ ไม่ใช่จำอย่างเดียว ต้องรู้จักคิดสร้างสรรค์และคิดสังเคราะห์ ในความคิดของไก่นะคะ ลูกไปอยู่เมืองนอก ลูกช่วยตัวเองเยอะมากๆ คิดเองทำเอง ทำกับข้าวกินเอง ต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง ต้องดูแลบ้าน ต้องไปเสียภาษี ต้องจ่ายค่าเก็บขยะเอง พอมีรถใช้ พี่สาวก็ต้องดูแลรถเอง ซ่อมดูแลเองได้หมดค่ะ น้องแววก็เก็บเงินเก่ง เขาสามารถซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมใบใหม่กลับบ้านได้”

คุณแม่หัวคิดสมัยใหม่เล่าต่อว่า แววเป็นเด็กอีคิวดี เซนส์เรื่องศิลปะดีมากๆ ลูกรู้จักศึกษาหาความรู้ในศาสตร์ที่เขาไม่คุ้นเคย และมีการวางแผนด้านการออมเงินดีมากๆ จนคุณแม่มอบหมายหน้าที่ให้ ลูกสาวคนเล็กดูแลเรื่องบ้านเช่าของน้าและของพ่อแม่

“เรื่องการวางแผนการลงทุน แววเก่งมาก เขารู้จักเลือกคอนโดมิเนียมอยู่เอง พอย้ายมาอยู่กับพ่อแม่ เขาดูแลได้ดีมากเรียกว่ามีหัวด้านการลงทุนทีเดียว เขาชวนแม่ไปซื้อที่ ซึ่งกำลังจะขายได้ แววเป็นคนมองการณ์ไกล เก็บเงินเก่ง ไก่เคยแอบดูสเตตเมนต์ลูก ลูกเก็บเงินได้เยอะมากๆ เพราะเขาเก็บเงินจากที่พ่อแม่ให้เงินเดือน

อย่างคุณพ่อเขาจะให้เงินมากกว่าเงินที่ลูกต้องใช้นิดหนึ่ง เพื่อให้ลูกพอมีเงินเก็บบ้าง แววชอบอยู่บ้าน ไม่ชอบเที่ยวกลางคืน ซึ่งแม่ก็ชอบ และลูกรู้จักคบเพื่อน จิตใจดีให้เพื่อนมาอยู่ที่บ้าน แล้วเพื่อนก็รักแวว แต่เราจะขี้ลืมเหมือนกัน วันๆ แววหาแต่โทรศัพท์มือถือ ส่วนแม่หาแต่แว่นตาทั้งวัน (ยิ้ม) อย่างที่เล่าว่า แววชอบอยู่บ้าน ซึ่งแม่ก็รู้สึกดี แต่บางทีแววเจอแม่บ่อยๆ ก็เริ่มเบื่อแม่ พอเห็นแม่ก็ทัก แม่มาอีกแล้วเหรอ ไก่ก็นึก นี่บ้านแม่นี่น่า (หัวเราะ) ในฐานะแม่ไม่ค่อยห่วงอะไรน้องแววนะคะ เพราะเขามีสามีที่ดี แล้วชีวิตเขาก็ดีทุกอย่าง”

‘คุณแม่มีศิลปะในการเลี้ยงหลานๆ’ วรมน สารกิจปรีชา 

หลังจากไปร่ำเรียนที่ประเทศอังกฤษนาน 14 ปี ซึ่งที่นั่นสอนให้แววเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบต่อตนเองค่อนข้างมาก วรมนบอกว่าไม่ได้มองการณ์ไกลไปถึงการสานต่อการดูแลโรงเรียนของคุณแม่อย่างเต็มตัว เพราะเธอเห็นว่าคุณแม่ยังคงแข็งแรงที่จะบริหารอนุบาลกุ๊กไก่ได้อีกนาน

“พอแววได้มาทำงานโรงเรียน ก็ทำให้รู้เรื่องโรงเรียนมากขึ้น อีกทั้งพอได้มาทำงานกับเด็กๆ ก็รู้สึกสนุกและชอบ เวลาเด็กๆ ได้เรียนรู้ตามสิ่งที่แววต้องการ และเขาชอบในสิ่งที่แววเตรียมให้ อย่างลูกชายคนโตก็อยู่โรงเรียนของคุณยาย แม้ต่อไปแววจะได้เป็นผู้บริหาร ซึ่งปัจจุบันเรากำลังขยายบ้านเก่าให้กลายเป็นออฟฟิศ ซึ่งคุณแม่ยังเออร์ลีรีไทร์ไม่ได้ (ยิ้ม) ลูกยังไม่ยอมให้หยุด แม่ต้องทำไปตลอด”

การที่คุณแม่ส่งเธอไปเรียนตั้งแต่อายุ 12 ปี วรมนคิดว่าก็ดี เพราะทำให้เธอได้เห็นโลกที่กว้าง ได้รู้ว่าประเทศอื่นและคนอื่นมีมุมมองชีวิตอย่างไร? ซึ่งพอแววมีลูกชายหัวแก้วหัวแหวนถึง 2 คนแล้ว คือน้องวิววัย 3 ขวบ กับลูกชายคนเล็กวัย 3 เดือน ก็มีคุณยายช่วยดูแล

“ที่บ้านมีแต่ลูกสาว พอคุณตาคุณยายได้หลานชาย งงกันหมด ไม่รู้จะต้องเลี้ยงเขาอย่างไร จึงเป็นความท้าทายมาก (หัวเราะ) ซึ่งเขาจะอยากเป็นอะไร ต้องรอดูอีกทีหนึ่ง อย่างน้องวิวเริ่มมีคาแรกเตอร์ ความชอบของเด็กผู้ชายก็ไม่เหมือนเด็กผู้หญิง แต่น้องวิวเหมือนคุณตา คือชอบรถ ชอบรถตักดิน ซึ่งแววไม่เคยสัมผัสแบบนี้เลย

ลูกชอบคุยกับคุณตา เขาชอบซ่อมรถ เล่นรถ สำหรับลูกชายคนโตเดี๋ยวดูอีกทีว่าจะส่งเขาไปตอนไหน หรือจะส่งไปตอนโตเลย การเลี้ยงลูกแววนำวิธีที่คุณแม่เลี้ยงแววมาปรับใช้กับการเลี้ยงลูกคือ ไม่ได้เน้นว่าเขาจะต้องเรียนแบบไหน เขาชอบอะไรก็ให้เรียนที่เขาชอบ แววไม่เคยคิดอยากให้ลูกเป็นอะไร เพราะเด็กไม่ได้เก่งทุกด้าน แววจะให้อิสระลูกได้ทำในสิ่งที่เขาชอบให้ดีที่สุด เมื่อเขามีความสุข แม่ก็สุขไปด้วย”

วรมนกล่าวต่อว่า เธอไม่ได้เลี้ยงแบบฝรั่ง ทุกอย่างต้องอยู่บนพื้นฐานการเป็นไทย เพราะมีวัฒนธรรมไทยที่งดงาม เด็กๆ ต้องรู้จักการไหว้ ต้องกินข้าวแบบนี้

“เพราะเป็นคนไทย สามารถให้ลูกเล่นดินได้ ปลูกพืชผักสวนครัว อย่างพื้นที่หลังบ้านคุณยาย เธอจำลองสวนครัวเล็กๆ ให้ลูกได้นำดินทรายมาเล่น ที่โรงเรียนยังสนับสนุนให้เด็กๆ ไปทำกิจกรรมคลุกโคลนเพื่อปลูกข้าว ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สนุกมากๆ พ่อแม่ก็ลงไปปลูกข้าวด้วย นับเป็นช่วงเวลาที่ดี

แม้คุณแม่ไม่มีลูกชาย แต่บางทีลูกดื้อ แววก็ส่งให้คุณยายปราบก็มีนะคะ เพราะคุณแม่จะมีจิตวิทยาในการเลี้ยงเด็กสูงมาก คุณแม่จะไม่ใช่คำว่า ห้ามเพื่อหยุดหลาน แต่คุณแม่จะมีศิลปะคือเบี่ยงเบนความสนใจของหลาน ซึ่งได้ผล แววจะไม่ตีลูกและพยายามไม่ใช้เสียงดัง คุณแม่จะใช้วิธีพอหลานหายดื้อแล้วอยู่ในอาการสงบ คุณแม่จะพูดกับเขาดีๆ ว่า วิว คุณยายเห็นว่าปิดประตูได้เงียบๆ คุณยายคิดว่ามันดีกว่าปิดประตูดังๆ นะลูก หรือเวลาที่วิวทำอะไรที่ดีๆ เราจะชมเขา เช่น วันนี้เจอแขกแล้ววิวยกมือไหว้ มันดีมากเลยลูก แล้วลูกก็รับฟังและจดจำค่ะ”

หากถามว่า มีอะไรที่ห่วงในตัวคุณแม่ วรมนบอกว่า อยากให้คุณแม่รักษาสุขภาพ เพราะคุณแม่ชอบทำงานดึกๆ  เข้านอนตี 2 ตี 3 เป็นประจำ เพราะคุณแม่ค่อนข้างใส่ใจในรายละเอียดทุกอย่างของโรงเรียน เรียกว่าทุกรายงานที่จะส่งไปถึงผู้ปกครองเด็กๆ คุณแม่ต้องได้สแกนก่อน

“อะไรที่ครูจะสรุปให้ผู้ปกครองต้องผ่านตาคุณแม่ก่อน ทุกหลักสูตรที่ครูจะใช้สอนเด็กคุณแม่ดูหมด หรือการทำการ์ดให้เด็กๆ ในวันคล้ายวันเกิด คุณครูไก่ต้องขอสกรีนก่อน นี่คือจุดขายของครูไก่ เมื่อครูไก่ใส่ใจ ครูทุกคนต้องใส่ใจทุกรายละเอียดด้วย คุณแม่ค่อนข้างละเอียดอ่อนกับเด็กๆ ดังนั้น จึงอยากให้คุณแม่นอนเร็ว และออกกำลังกายบ้างค่ะ”

อนุวัติ วิเชียรณรัตน์ ตัวจริงเรื่องศิลปินเกาหลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550162

  • วันที่ 05 พ.ค. 2561 เวลา 10:24 น.

อนุวัติ วิเชียรณรัตน์ ตัวจริงเรื่องศิลปินเกาหลี

ใครจะรู้ว่าผู้บริหารหนุ่มวัย 37 ปี อนุวัติ วิเชียรณรัตน์ รั้งตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร บริษัท โฟร์โนล็อค (4nologue) จะก้าวมาจากเด็กต่างจังหวัดที่มีความฝันอยากทำงานด้านงานคอนเสิร์ตและดนตรี จนนำไปสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจรับจัดอีเวนต์และคอนเสิร์ตศิลปินเกาหลีที่มีชื่อเสียง และมีมูลค่าในการทำโปรดักชั่นสูงนับร้อยล้านบาทเป็นเจ้าแรกในประเทศไทย

โดย ภาดนุ
“ผมเริ่มต้นจากการเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ และเป็นเด็กฝึกงานสายครีเอทีฟประจำคลื่นวิทยุเอไทม์ มีเดีย ในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ และทำงานเป็นผู้ช่วยดีเจเพราะหลงรักในเสียงเพลง ในขณะที่ยังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3 เอกภาษาอังกฤษ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ แต่หลังจากเรียนจบปริญญาตรี ผมก็ลาออกมาหาประสบการณ์ใหม่จากการทำงานที่อื่น ซึ่งเท่ากับว่าผมทำงานที่จีเอ็มเอ็มฯ อยู่ 1 ปีเต็ม
ต่อจากนั้นผมก็มีโอกาสได้เข้าไปทำงานในสายงานอีเวนต์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง ที่แชนแนลวี ไทยแลนด์ (Channel [V] Thailand) เป็นเวลา 2 ปี ที่นี่ทำให้ผมได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ และเริ่มต้นสร้างคอนเนกชั่น
กับค่ายเพลงหลายๆ ค่ายของประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งในขณะนั้นถือเป็นยุคเริ่มต้นของกระแสเค-ป๊อป (K-Pop) ที่ได้รับความนิยมต่อเนื่องอย่างสูงมาจนถึงปัจจุบันนี้”
อนุวัติ เล่าว่า หลังผ่านการทำงานที่แชนแนลวีได้ 2 ปี เขาก็ตัดสินใจลาออกเพื่อตามหาความฝันของตัวเองด้วยความมุ่งมั่น กล้าได้กล้าเสีย ประกอบกับนิสัยส่วนตัวที่ทำอะไรมักทุ่มสุดตัว ซึ่งเรื่องนี้คนรอบข้างที่เคยร่วมงานกับเขาต่างรู้กันเป็นอย่างดี ในที่สุดเขาก็ได้ก่อตั้งบริษัท โฟร์โนล็อค ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่ทำงานด้านศิลปินเกาหลีเป็นบริษัทแรกๆ ของประเทศไทย โดยตั้งบริษัทขึ้นเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2550 รวมระยะเวลาจนถึงตอนนี้ก็ 10 กว่าปีได้แล้ว
สู้ไม่ถอย กัดไม่ปล่อยจนได้รับโอกาส

ที่ผ่านมาผมลงทุนครบถ้วน และมีความพร้อมทั้งในส่วนของโปรดักชั่นและอีควิปเมนต์ (Production & Equipment) สำหรับการจัดงานคอนเสิร์ตและอีเวนต์ ซึ่งเป็นการลงทุนครั้งใหญ่กว่า 80 ล้านบาท ด้วยวิสัยทัศน์ที่อยากจะนำพาบริษัทให้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำในการจัดงานอีเวนต์และคอนเสิร์ต และยังลงทุนเพิ่มอีกกว่า 200 ล้านบาทใน 2 ปีถัดมา เพื่อสร้างสำนักงานใหญ่ (4Nologue Headquarter) ให้สามารถรองรับการก้าวเข้าสู่การเป็นบริษัทเอนเตอร์เทนเมนต์ครบวงจร หลังจากที่ได้ทำการศึกษาวิเคราะห์และพัฒนาบริษัท โดยมีต้นแบบจากประเทศเกาหลีใต้ ที่เป็นผู้นำด้านเอนเตอร์เทนเมนต์ของเอเชียในขณะนี้”
“ขอเริ่มจากไนน์ บาย นาย (9×9) ซึ่งเป็นโปรเจกต์เรือธงแรกของบริษัทที่พัฒนามากว่า 2 ปี ที่จะผลิตคอนเทนต์ออกมาให้ได้ติดตามกันเร็วๆ นี้ครับ กับการรวมตัวของไทยไอดอลทั้ง 9 คนจากหลากหลายค่าย โดยเราจะปูเต็มทุกแพลตฟอร์มครั้งแรกในประเทศ ทั้งออนแอร์ซีรี่ส์ทางช่องดิจิทัลทีวี ที่ได้ ย้ง-ทรงยศ สุขมากอนันต์ มาเป็นผู้กำกับ
รวมทั้งผลงานออนไลน์บนโซเชียลมีเดียของบริษัทที่จะมีชิ้นงานเพื่อสื่อสารกับกลุ่มแฟนคลับ และการออนแอร์คอนเทนต์ผ่านพาร์ตเนอร์ชื่อดัง งานด้านมิวสิค คอนเทนต์ ที่จะมีการทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ทั้งในไทยและต่างประเทศ On Ground & Promotion กับคอนเสิร์ตใหญ่ปิดท้ายโปรเจกต์ เป็น Full IMC Campaign สำหรับกลุ่มแฟนๆ วัยรุ่นในรูปแบบใหม่ที่ครอบคลุมการตลาดครบทุกช่องทางมากที่สุดครั้งแรกในไทย
โปรเจกต์ต่อเนื่องคือ 5 (SB FIVE) หรือ 5 วัยรุ่นที่มาแรงที่สุดจากซีรี่ส์ชื่อดังใน พ.ศ.นี้ พร้อมสร้างกระแสไปทั่วเอเชีย ด้วยโชว์เต็มรูปแบบครั้งแรกที่โฟร์โนล็อคจะครีเอทขึ้นเพื่อแฟนๆ ของพวกเขาทั้ง 5 หลังจากที่พวกเขาเดินสายไปพบปะแฟนๆ หลายประเทศในเอเชีย และหลายครั้งในประเทศไทย แต่รับรองว่าจะยังไม่มีครั้งไหนที่เต็มรูปแบบเท่าครั้งนี้ ที่สำคัญยังเปิดโอกาสให้แฟนๆ ได้มีส่วนร่วมออกความคิดเห็นและร่วมสร้างโชว์ที่ผู้ชมอยากดูมากที่สุดด้วย
สุดท้ายโปรเจกต์ 7 (Got7 World Tour) หลังจากนำพาศิลปินเกาหลีชื่อดัง Got7 มาสร้างปรากฏการณ์ Got7 Thailand Tour 2017 “Nestival” ครั้งแรก ด้วยการทัวร์คอนเสิร์ต 4 ภาคในประเทศไทย ซึ่งสร้างความสุขให้อากาเซชาวไทยได้ฟินกันไปแล้วทั่วประเทศเมื่อปีที่ผ่านมา ปีนี้ได้กลับมาอีกครั้งกับ 2018 Got7 World Tour In Bangkok ซึ่งบอกได้เลยว่าเวิลด์ทัวร์ที่ประเทศไทยจะเป็นโชว์ที่ดีที่สุดในโลกของพวกเขาทั้ง 7 คน ที่ตั้งใจและอยากสร้างความประทับใจให้กับแฟนๆ ชาวไทยโดยเฉพาะ”
อนุวัติ ทิ้งท้ายว่า ในมุมมองของเขาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคอนเสิร์ตของศิลปินเกาหลี หรือดารานักแสดงจากซีรี่ส์ต่างๆ เขาไม่ได้คิดว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นกระแสอย่างที่หลายคนชอบพูดกัน แต่แท้ที่จริงแล้วมันคือมาตรฐานของศิลปิน นักร้อง ดารา นักแสดง รวมถึงมาตรฐานโดยรวมของผลงานและมาตรฐานที่ดีทางด้านอาชีพของพวกเขาซะมากกว่า
ดังนั้น ความตั้งใจของเขาก็คือ อยากจะผลักดันศิลปินไทยให้มีมาตรฐานเทียบเท่ากับเกาหลีจนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกเช่นกัน