งานหลังเกษียณ เล่นเพลงโชแปง เป้าหมายหลักปลัด กทม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550157

  • วันที่ 05 พ.ค. 2561 เวลา 09:46 น.งานหลังเกษียณ เล่นเพลงโชแปง เป้าหมายหลักปลัด กทม.

“ผมมุ่งมั่นว่าจะทำหน้าที่บริหารคนภายใน กทม.ทั้งหมดให้มีความพร้อมในการทำงาน นั่นคือเป้าหมายสำคัญที่สุดของผม เพื่อทำให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนส่วนรวมขยายออกไปเป็นวงกว้างมากที่สุด”

โดย นิติพันธุ์ สุขอรุณ  
คำกล่าวของ ภัทรุตม์ ทรรทรานนท์ ปลัด กทม. ขยายความถึงเป้าหมายหลักที่เขากำลังทำอยู่ในขณะนี้ คือการวางระบบโครงสร้างงานภายในองค์กรของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อให้เกิดความพร้อม ความรวดเร็ว และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ย้อนไปดูประวัติ เขาเติบโตมาจากสายงานวิศวะ กระทั่งขึ้นมาเป็นผู้อำนวยการสำนักการโยธา และได้ขยับขึ้นมาจนถึงตำแหน่งปลัด กทม.ในที่สุด ผ่านภารกิจด้านสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาเมือง รวมทั้งรับผิดชอบหน่วยงานส่วนราชการ ประกอบด้วย สำนักการโยธา สำนักการระบายน้ำ สำนักผังเมือง สำนักการจราจรและขนส่ง สำนักงานเขตกลุ่มกรุงเทพฯ ตะวันออก และเตรียมเกษียณอายุราชการในปี 2561
จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เขาเล็งเห็นว่า การบริหารงานแบบรวมศูนย์กลาง โดยมีสำนักผังเมือง ซึ่งจะถูกเปลี่ยนชื่อใหม่ให้เป็น “สำนักบริหารเมือง” จะทำให้ขอบเขตการทำงานกว้างมากขึ้น สามารถเป็นแม่งานหลักบริหารโครงสร้างพื้นฐานของเมืองได้ทั้งหมด และสามารถประสานงานกับทางสำนักโยธา สำนักการระบายน้ำ เป็นไปในรูปแบบควบคุมแผนภาพรวมทั้งหมด แต่สำนักบริหารเมืองจะไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาหรือมีตำแหน่งสูงกว่าสำนักอื่นๆ เพราะทุกหน่วยมีตำแหน่งเท่ากัน เพียงแต่ต้องมีสำนักหนึ่งที่ระบุได้ว่าใครทำอะไรก่อน
“แนวคิดนี้สืบเนื่องจากการทำงานที่ผ่านมาทำให้รู้ถึงปัญหาว่า หากไม่มีการรวมศูนย์ทำงาน คนกรุงเทพฯ จะเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อน เพราะระบบสายงานติดขัด เนื่องจากสำนักผังเมืองมีอำนาจหน้าที่น้อย ทั้งที่ควรจะวางยุทธศาสตร์ของเมือง กำหนดอนาคตของเมืองได้ และเตรียมความพร้อมเมืองบริวารรอบกรุงเทพฯ ให้ขยายออกไปได้กว้างมากกว่าแค่ดูเฉพาะผังเมืองกรุงเทพฯ เท่านั้น”
ภัทรุตม์ กล่าวอีกว่า ด้านการดูแลคนกรุงเทพฯ เขาจะสร้างสำนักพัฒนาสังคมขึ้นเป็นแม่งานหลักเพื่อคุมสำนักการแพทย์ สำนักอนามัย สำนักวัฒนธรรม เป็นการคุมในด้านยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ ให้สามารถดูแลคนทุกเพศทุกวัย ไม่ว่ารวยหรือจน ไม่จำเป็นต้องดูแต่คนพิการ เด็ก หรือไม่จำเป็นต้องเข้ามาดูแลเฉพาะเมื่อเกิดเรื่องเดือดร้อน แต่ต้องทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับ กทม. ทำประโยชน์ตอบแทนสังคมส่วนรวมได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม แผนปรับโครงสร้างภายใน กทม. เขามีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้เกิดการขยายงาน ขยายตำแหน่ง ทำงานเป็นระบบมากขึ้น ยิ่งทำให้ชีวิตของข้าราชการ กทม.เป็นไปในทิศทางที่ดี มีเวลาให้กับครอบครัว ลดภาระงานที่หนักให้น้อยลง แต่ยังคงรักษามาตรฐานการดูแลทุกชีวิตคนกรุงเทพฯ ได้ดีเช่นเดิม
“ผมอยากทำให้ข้าราชการ กทม. หน้าที่การงานก้าวหน้า มีขวัญกำลังใจดีขึ้น แต่ต้องทำงานรวดเร็วมีประสิทธิภาพด้วยงานที่ซับซ้อนน้อยลง เช่น เหนื่อยน้อยลงแต่ได้งานมากขึ้น ทำให้ชีวิตส่วนตัวข้าราชการดี เมื่อชีวิตดีการทำงานก็ควรดีขึ้นตามไปด้วย
ทุกวันนี้คนของผมทำงาน 7 วัน ผมซาบซึ้งที่ทุกคนตั้งใจอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะพนักงานกวาดถนน เก็บขยะ เพราะพวกเขาพร้อมทำงานเสมอไม่ว่าจะเรียกระดมพลตอนกลางดึกแค่ไหน เขาก็มากัน พอถึงเช้าถนนหนทางสะอาด
ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะพวกเขาทุ่มเทกับหน้าที่ของตนเอง ผมจึงอยากให้เจ้าหน้าที่ของ กทม.มีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม” ภัทรุตม์ กล่าว
ปลัด กทม. เล่าว่า หลังเกษียณสิ่งที่อยากทำก่อนเป็นอย่างแรกคือ นอนตื่นสาย เพราะตลอดระยะเวลาหลายปีที่ทำงานมา เดินทางถึงที่ทำงานเวลา 06.00 น.ทุกวัน และเลิกงานเวลา 20.00 น. ยอมรับว่าจัดสรรเวลาสำหรับดูแลตัวเองล้มเหลว คือแทบไม่มีเวลาส่วนตัวเลย แต่ยอมรับและยินดีกับงานที่ทำ
แม้ตัวเองจะไม่สามารถทำอะไรบางอย่างที่อยากทำได้ในเวลาส่วนตัว จึงไม่อยากให้ลูกน้องต้องมาเป็นเช่นเดียวกัน ดังนั้นในขณะที่ดำรงตำแหน่งปลัดจะขอวางโครงสร้างองค์กรให้มีประสิทธิภาพเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของเจ้าหน้าที่ทุกคน
 สำหรับงานอดิเรกที่อยากทำหลังจากนี้คือ การฝึกซ้อมพัฒนาฝีมือด้านการเล่นเปียโน มีเพลงในดวงใจที่ตั้งเป้าอยากเล่นให้ได้ คือเพลงของ “โชแปง” ด้วยเปียโนเป็นเครื่องดนตรีที่ครบเครื่อง ถ่ายทอดเสียงตัวโน้ตได้มาก และไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะต้องสร้างความคุ้นเคยระหว่างกัน
“เปียโน ถือเป็นเครื่องดนตรีที่มีบทเพลงเยอะมาก ทำให้นักดนตรีเอกของโลกเขียนเพลงสำหรับเล่นจากเปียโนโดยเฉพาะเสมอ ทั้งยังสามารถเล่นดนตรีที่เครื่องดนตรีหลายชนิดทำไม่ได้ เพราะมีหลายบันไดเสียง ดังนั้นผมจึงมองว่าเครื่องดนตรีในดวงใจหนีไม่พ้นเปียโนอย่างแน่นอน”
ส่วนเรื่องการออกกำลังกาย เขาชอบเล่นกีฬากอล์ฟ บางคนมองว่าเป็นเกมที่มีแค่วงสวิงเท่านั้น แต่เป็นเรื่องท้าทายที่สุดของกีฬากอล์ฟ ซึ่งการทำให้วงสวิงเป็นรูปร่างต้องใช้ความอดทน ไม่ใช่นึกจะตีก็ตีแต่ต้องฝึกฝนนานเพื่อให้ได้วงสวิงที่สวย หากไม่ฝึกต่อให้เล่นมานานแค่ไหนก็มีวงสวิงไม่สวยอยู่ดี
ดังนั้น ต้องเริ่มจากจุดเริ่มต้นให้ถูกต้อง ยิ่งไปกว่านั้นยังทำให้ร่างกายสร้างสมดุลได้ดี หลังเกษียณคงได้ทำสิ่งที่ตั้งใจเหล่านี้ให้สนุกสนานเต็มที่อย่างที่อยากทำมาตลอด &O5532;

ผ้าป่าร้อยพลังการศึกษา เพื่ออนาคตเด็กไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/550067

  • วันที่ 04 พ.ค. 2561 เวลา 10:23 น.

ผ้าป่าร้อยพลังการศึกษา เพื่ออนาคตเด็กไทย

เรื่อง วรธาร ทัดแก้ว

การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกคนในชาติ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่เป็นอนาคตของประเทศ ควรจะต้องได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม ทั่วถึง และมีคุณภาพ แต่ต้องยอมรับและปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียม ความด้อยโอกาสทางการศึกษาตลอดจนปัญหาด้านคุณภาพการศึกษาในเด็กไทยยังเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการแก้ไขต่อไปอีกนาน ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไรปัญหาเหล่านี้จะหมดสิ้นไปจากสังคมไทย ทั้งที่ประเทศไทยก็ผ่านการมีรัฐบาลมาหลายรัฐบาล

จากปัญหาด้านการศึกษาที่กล่าวมา ทำให้องค์กรต่างๆ หันมาร่วมมือกันหาเครื่องมือและกลไกที่เหมาะสมในการแก้ปัญหา ด้วยเหตุนี้เราจึงได้เห็น “โครงการผ้าป่าร้อยพลังการศึกษา” เป็นโครงการที่เชื่อกันว่าสามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ในทันที ซึ่งเกิดขึ้นโดยความร่วมมือของภาคีเครือข่ายต่างๆ ประกอบด้วย มูลนิธิยุวพัฒน์ บริษัท เลิร์น เอ็ดดูเคชั่น โครงการทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ บริษัท เอ็ดดูเทค อินโนเวชั่น บริษัท อาชีฟ โซเชียล เอ็นเตอร์ไพรส์ เครือข่ายจิตอาสา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) บริษัท เช้นจ์ เวนเจอร์ บริษัท วิสาหกิจเพื่อสังคมเอ็ดวิงส์ เอ็ดยูเคชั่น และโครงการร้อยพลังเปลี่ยนประเทศ มูลนิธิเพื่อคนไทย จับมือร้อยพลังเพื่อการศึกษาของเด็กไทยอย่างเข้มแข็ง

โครงการผ้าป่าร้อยพลังการศึกษา ได้ริเริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งได้ช่วยกลุ่มเด็กที่ขาดโอกาสเข้าถึงการศึกษาเพราะไม่มีทุนเรียนเนื่องจากฐานะทางครอบครัวยากจน และกลุ่มเด็กที่ขาดโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพไปแล้ว 1.5 หมื่นคน จากเป้าหมายที่โครงการตั้งไว้ 3 หมื่นคน ในปีการศึกษา 2561-2562 ที่ต้องระดมทุนเพื่อช่วยเหลือต่อไป

ทว่า ผ้าป่าร้อยพลังการศึกษาปีนี้ถือเป็นครั้งแรกของผ้าป่าการศึกษาระดับประเทศที่เปิดรับการบริจาคผ่านเว็บไซต์ http://www.tcfe.or.th และช่องทางอื่นๆ นับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของการใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาสังคม เน้นการมีส่วนร่วมกับคนจำนวนมาก ตั้งเป้าระดมทุน 100 ล้านบาท เพื่อช่วยเด็กไทยประมาณ 3 หมื่นคน ในปีการศึกษา 2561-2562 ด้วยแนวคิดใหม่เน้นช่วยเด็กได้ทันทีและต่อเนื่องอย่างน้อย 6 ปีการศึกษา สามารถบริจาคได้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.เป็นต้นไป และมีกำหนดทอดถวายในวันที่ 18 มิ.ย. 2561 ณ วัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ

ทำไมต้องผ้าป่าการศึกษา

วิเชียร พงศธร ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อคนไทย และหนึ่งในคณะกรรมการบริหารผ้าป่าร้อยพลังการศึกษา กล่าวว่า โครงการผ้าป่าร้อยพลังการศึกษามิใช่แค่บริจาคทางออนไลน์อย่างเดียว เป็นออฟไลน์ด้วย คือสามารถบริจาคได้หลายช่องทางทั้งโดยตรง แต่ที่เปิดรับบริจาคทางออนไลน์หรือเว็บไซต์นั้น เพื่อต้องการให้คนไทยได้เข้าถึงอย่างกว้างขวางและมีส่วนในการช่วยเหลือสังคมด้วยกัน สามารถบริจาคได้เลยหรือจะตั้งเป็นกองผ้าป่าย่อยของตัวเองก็ได้

ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อคนไทย กล่าวต่อว่า ต้องยอมรับว่าเด็กนักเรียนที่อยู่ในระบบการศึกษาประมาณ 10 กว่าล้านคน มีทั้งเด็กที่พื้นฐานครอบครัวมีฐานะ มีรายได้สูง และมีรายได้ปานกลาง แต่สัดส่วนที่มากที่สุด ได้แก่ คนที่มีรายได้น้อย ครอบครัวยากจน เป็นครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวบ้าง พ่อแม่ฝากปู่ย่าตายายเลี้ยงบ้าง มีจำนวนเยอะมากประมาณ 4 ล้านกว่าคน ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่เรียนไม่จบ ขาดโอกาสทางการศึกษา และได้รับการศึกษาที่ไม่มีคุณภาพ ดังนั้น โครงการผ้าป่าร้อยพลังการศึกษา จึงเกิดขึ้นเพื่อเชื่อมร้อยพลังผู้คนในสังคมไทยให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กๆ โดยกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่มเด็กที่ขาดโอกาสเข้าถึงการศึกษา เพราะไม่มีทุนเรียน ครอบครัวยากจน และกลุ่มเด็กที่ขาดโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ

“เป้าหมาย 100 ล้านที่ตั้งไว้ปีเศษๆ นี้ (2561-2562) จะสามารถระดมทุนได้มากน้อยแค่ไหน จะได้ครบ ขาด หรือเกินคงไม่ได้เป็นเรื่องซีเรียสอะไรมาก เพราะเราจะมีระบบการระดมอื่นๆ เข้ามาเสริม เช่น ทุนสนับสนุนจากภาคธุรกิจ เป็นต้น แต่สิ่งที่อยากเห็นจริงๆ คือ อยากให้คนไทยมีส่วนร่วมด้วยกันในการแก้ปัญหาสำคัญของสังคม คือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมอื่นๆ”

โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากบุคคลที่มีชื่อเสียงและน่าเชื่อถือในสังคมไทยจำนวนมาก อาทิ พระไพศาล วิสาโล ประธานคณะกรรมการ ฝ่ายบรรพชิต ประธานคณะกรรมการ ฝ่ายฆราวาส ได้แก่ นพ.ประเวศ วะสี และอานันท์ ปันยารชุน ส่วนกรรมการผ้าป่าเป็นบุคคลจากภาคส่วนต่างๆ เช่น คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม นพ.จรัญ มหาทุมะรัตน์ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล วรากรณ์ สามโกเศศ วรวรรณ ธาราภูมิ วิรไท สันติประภพ สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ พระนาย สุวรรณรัฐ วิบูลย์ ลีรัตนขจร ฯลฯ

“การที่โครงการผ้าป่าฯ ได้รับการสนับสนุนและความกรุณาจากท่านเหล่านี้เป็นอย่างดีนั้น เนื่องจากท่านเหล่านั้นเข้าใจปัญหาการศึกษาของเด็กไทยเป็นอย่างดี แต่ก็มีบุคคลจำนวนมากที่เราไม่ได้ไปทาบทามเนื่องจากด้วยเวลาที่จำกัด” ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อคนไทยและหนึ่งในคณะผู้บริหารผ้าป่า กล่าว

ควรต้องรู้จัก โครงการร้อยพลังการศึกษา

การจัดงานทอดผ้าป่าครั้งนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อระดมทุนให้แก่โครงการร้อยพลังการศึกษาในการนำไปมอบให้แก่ผู้ดำเนินการเครื่องมือต่างๆ ได้แก่ 1.มูลนิธิยุวพัฒน์ ให้ทุนเรียนเด็กด้อยโอกาสการศึกษาทั่วประเทศให้ได้เรียนหนังสือตั้งแต่ ม.1-6 หรือ ปวช.1-3 2.บริษัท เลิร์น เอ็ดดูเคชั่น ที่จัดทำระบบห้องเรียนดิจิทัลเพื่อเป็นเครื่องมือช่วยครูในการสอนวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำโดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ

3.โครงการทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง เป็นสมาชิกในเครือข่ายทีช ฟอร์ ออล จากสหรัฐ เพื่อสร้างและพัฒนาครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดยการสรรหาบุคคลศักยภาพสูงจากทุกสาขาวิชามาฝึกอบรมและเป็นครูผู้ช่วยในระบบการศึกษาเป็นระยะเวลา 2 ปี เพื่อผลักดันให้เด็กไทยทุกคนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ปัจจุบันได้พัฒนาครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงแล้วกว่า 149 คน ภายในระยะเวลา 5 ปี กระจายอยู่ในภาคส่วนต่างๆ ของสังคมเพื่อช่วยพัฒนาการศึกษาในระยะยาวต่อไป

4.บริษัท เอ็ดดูเทค อินโนเวชั่น พัฒนาระบบการเรียนการสอนภาษาอังกฤษผ่านเทคโนโลยีที่ชื่อว่า วินเนอร์ อิงลิช โดยเด็กจะได้รับการพัฒนาในด้านการพูด ฟัง อ่าน เขียน รวมถึงการใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน 5.บริษัท อาชีฟ โซเชียล เอ็นเตอร์ไพรส์ “แนะแนวอาชีพ” จัดกระบวนการค้นหาตัวเองและแนะนำข้อมูลอาชีพและเส้นทางการเรียน รวมถึงการสร้างแรงบันดาลใจในการเริ่มต้นคิดถึงเป้าหมายให้แก่เด็ก 6.เครือข่ายจิตอาสา โครงการวัยรุ่นอุ่นใจ ดูแลโครงการวัยรุ่นอุ่นใจ โดยร่วมกับมหาวิทยาลัย จัดอบรมนักเรียนตัวแทนอาสาสมัครเพื่อมาเป็นแกนนำในการสร้างจิตอาสาภายในโรงเรียน

พร้อมมีภาคีกลุ่มสนับสนุนอื่นๆ อีก ได้แก่ บริษัท วิสาหกิจเพื่อสังคม เอ็ดวิงส์ เอ็ดยูเคชั่น ที่ทำงานพัฒนาระบบนิเวศการศึกษาและพัฒนาการตระหนักถึงความสำคัญและการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อการพัฒนาการศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เป็นที่ปรึกษาด้านวิชาการและการประเมินผลโครงการ บริษัท เช้นจ์ เวนเจอร์ ร่วมวางแผนกลยุทธ์และพัฒนาแผนการดำเนินงานของโครงการร้อยพลังการศึกษา และโครงการร้อยพลังเปลี่ยนประเทศ มูลนิธิเพื่อคนไทย ที่ทำหน้าที่ประสานความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานโครงการร้อยพลังการศึกษา

“จุดเด่นของโครงการร้อยพลังการศึกษา คือ มุ่งเน้นส่งมอบเครื่องมือเพิ่มโอกาสใน 3 ด้าน คือ เครื่องมือเพิ่มโอกาสเข้าถึงการศึกษา ได้แก่ ทุนยุวพัฒน์ ให้ต่อเนื่อง 6 ปี เรียบจบ ม.6 หรือเทียบเท่า เครื่องมือเพิ่มโอกาสคุณภาพการศึกษา ได้แก่ ห้องเรียนดิจิทัลวิทย์-คณิตฯ เลิร์น เอ็ดดูเคชั่น ห้องเรียนดิจิทัลภาษาอังกฤษ วินเนอร์ อิงลิช ครูผู้นําการเปลี่ยนแปลง ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ และเครื่องมือเพิ่มโอกาสในเส้นทางอาชีพ รวมทั้งการมีจิตสาธารณะ ได้แก่ หลักสูตรแนะแนวอาชีพ และโครงการวัยรุ่นอุ่นใจ เครื่องมือเหล่านี้ถูกออกแบบให้เอื้อต่อการสนับสนุนการเรียนการสอนในระบบโรงเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ และผลจากการทํางานก่อนหน้านี้พบว่ามีการทํางานที่เกื้อหนุนกันอย่างดี”

ดังนั้น จึงขอเชิญประชาชนคนไทยและผู้ที่มีจิตสาธารณะร่วมทำบุญผ้าป่าร้อยพลังการศึกษาได้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.นี้เป็นต้นไป ที่เว็บไซต์ www.tcfe.or.th มี 2 รูปแบบให้เลือกทำ คือ บริจาคได้เลย โดยสามารถเลือกบริจาคให้กับโรงเรียนและจังหวัดที่ร่วมโครงการได้ด้วย หรือจะไม่เลือกก็ได้ อีกรูปแบบหนึ่งคือการตั้งเป็นกองผ้าป่าของตัวเองขึ้นแล้วเชิญชวนคนมาร่วม ก็เป็นวิธีที่ดีที่ทำให้คนมีส่วนร่วม

นอกจากการบริจาคผ่านเว็บไซต์แล้ว ยังมีช่องทางการบริจาคอื่นๆ ได้แก่ เช็ค สั่งจ่ายมูลนิธิยุวพัฒน์ เพื่อโครงการผ้าป่าร้อยพลังการศึกษา หรือโอนเงินผ่านบัญชีออมทรัพย์ชื่อบัญชี “มูลนิธิยุวพัฒน์ เพื่อโครงการผ้าป้าร้อยพลังการศึกษา” ธนาคารกรุงไทย สาขาพาราไดซ์ ปาร์ค เลขที่ 597-0-31194-4 หรือธนาคารทหารไทย สาขาพาราไดซ์ ปาร์ค เลขที่ 075-2-32728-8 หรือโอนผ่านระบบพร้อมเพย์ หมายเลข 0-9930-00187-07-5 โดยมีมูลนิธิยุวพัฒน์ องค์กรสาธารณกุศลตามประกาศกระทรวงการคลัง ลําดับที่ 300 เป็นผู้บริหารจัดการทางบัญชีผู้บริจาคมีสิทธินำเงินบริจาคไปหักลดหย่อนหรือลงเป็นรายจ่ายในการคํานวณภาษีเงินได้แล้วแต่กรณี

สร้างรายได้จากขนมไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549867

  • วันที่ 02 พ.ค. 2561 เวลา 10:49 น.

สร้างรายได้จากขนมไทย

เรื่อง ภาดนุ

ลูกหยี-ทัชชา พรจนกาญ วัย 34 ปี เจ้าของลา มะลิลา โฮสเทล (La Malila Hostel) จ.อุดรธานี มีงานอดิเรกที่เธอรัก ทำแล้วมีความสุขและยังสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างรายได้อีกด้วย นั่นก็คือการทำขนมไทยขายทางออนไลน์ และเปิดสอนทำขนมไทยให้กับผู้ที่สนใจ ยิ่งช่วงนี้กระแสอนุรักษ์ความเป็นไทยและละครแนวพีเรียดกำลังมาแรง จึงถือว่าเป็นงานอดิเรกที่มีคุณค่า

“จุดเริ่มต้นในการทำขนมไทย เกิดขึ้นหลังจากที่หยีเรียนจบปริญญาตรีทางด้านเทคโนโลยีการบรรจุ จากคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน) ช่วงนั้นด้วยความที่หยีชอบกินเบเกอรี่ พอเรียนจบปริญญาตรี หยีจึงตัดสินใจไปเทกคอร์สทำเบเกอรี่ที่สถาบันวิลเลียม แอนกลิสส์ (William Angliss Institute) ในเมืองเมลเบิร์น ออสเตรเลีย เป็นเวลา 1 ปี แต่พออยู่ไปสักพักก็เริ่มรู้สึกเอียนกับขนมฝรั่ง อยากจะหาขนมไทยกินบ้าง แต่มันหาซื้อยากมาก หยีเลยมีความคิดว่าจะทำกินเอง โดยเปิดตำราขนมไทยแล้วทำตาม เพราะขนมไทยบางชนิดมีส่วนผสมที่คล้ายกับขนมฝรั่ง จึงสามารถหาส่วนผสมที่ใกล้เคียงมาลองทำได้

ตอนนั้นหยีทำขนมไทยที่ชื่อ “บุหลันดั้นเมฆ” ซึ่งเป็นรูปทรงกลมๆ ที่ทำจากแป้งข้าวเจ้า แล้วหยอดด้วยสังขยาลงไปตรงกลางแป้งที่ยุบตัวอีกที ซึ่งสมัยก่อนคนโบราณจะผสมน้ำอัญชันลงในแป้ง สีของขนมจึงออกมาสีม่วงสวยคล้ายเมฆยามกลางคืนแล้วมีพระจันทร์อยู่ตรงกลาง หยีทดลองทำอยู่หลายครั้ง แม้สูตรขนมจะบอกมาเป๊ะๆ แต่เวลาทำขนมไทยจริงๆ เคล็ดลับจะอยู่ที่การควบคุมไฟให้พอดี ขนมถึงจะออกมาสวยค่ะ”

ลูกหยีเล่าว่า ขนมไทยชนิดต่อมาที่เธอทำก็คือ ขนมชั้น แต่ตอนอยู่ที่เมลเบิร์นนั้นหาวัตถุดิบยากมาก โดยเฉพาะแป้งเท้ายายม่อมที่จะทำให้ขนมชั้นออกมาเหนียวนุ่ม แต่เมื่อขาดไปจึงขาดความเหนียว ต่อมาเธอก็ทำลูกชุบทั้งรูปผลไม้และรูปกุหลาบ รวมทั้งข้าวเหนียวสังขยา ไปฝากขายในร้านของคนไทยที่อยู่ในเมลเบิร์น ส่วนขนมไทยอีกชนิดที่ยากสำหรับเธอก็คือ ฝอยทอง เพราะเคล็ดลับอยู่ที่น้ำเชื่อมต้องร้อนอยู่ตลอดเวลา และจะต้องควบคุมความหนืดของน้ำเชื่อมให้พอดีด้วย

“ช่วงแรกขนมไทยที่หยีทำก็ขายดีนะคะ แต่นานๆ ไปก็เริ่มมีคนทำออกมาฝากขายบ้าง ช่วงหลังหยีก็เลยหยุดทำเพราะรู้สึกว่าไม่คุ้ม เมื่อกลับเมืองไทยหยีก็เริ่มทำขนมไทยขายบนอินสตาแกรม โดยใช้ชื่อยี่ห้อว่าลา มะลิลา (La Malila) ซึ่งขนมที่ทำขายก็เช่น ทองเอก กลีบลำดวน ทองโปร่ง ดาราทอง (จ่ามงกุฎ) ทองเอก เสน่ห์จันทร์ และสัมปันนี ที่สไตล์ขนมเหล่านี้จะคล้ายๆ กับคุกกี้ จึงสามารถเก็บไว้ได้นาน

ลูกค้าที่นิยมสั่งจะมีทั้งวัยเริ่มทำงานอายุ 20 ปี ไปจนถึงอายุ 45 ปี มีทั้งที่เราไปส่งให้และลูกค้ามารับขนมเอง โดยเราจะขายเป็นกล่อง เช่น ทองเอก 30 ชิ้นใส่กล่องผูกโบอย่างดี ราคา 400 บาท++ ถ้าเป็นคุกกี้ขวดแก้วจะเริ่มที่ 150 บาท ส่วนใหญ่คนจะสั่งเยอะในช่วงเทศกาล

ปัจจุบันก็ทำขนมขายบนออนไลน์มาได้ 2 ปีแล้ว แต่ช่วงหลังมานี้หยีไม่ค่อยได้ทำขนมขายมากนัก เพราะหันมาโฟกัสเรื่องการเปิดคอร์สสอนทำขนมไทย จุดเริ่มต้นก็มีลูกค้านี่แหละค่ะมาขอร้องให้สอน ผู้เรียนจะมีตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป ที่ผ่านมาขนมที่เคยสอนทำ จะมีทั้ง ช่อม่วงจีบนก และม้าฮ่อ ส่วนใหญ่จะเป็นการสอนแบบตัวต่อตัว หรือมากสุดก็กลุ่มละ 3 คน โดยคิดราคาค่าสอน 1,900 บาทต่อขนม 1 ชนิด โดยใช้เวลาเรียน 4 ชั่วโมงเต็ม”

ลูกหยีเสริมว่า ต่อมาเธอได้จัดคอร์สสอนทำขนม 2 ชนิดที่มีส่วนผสมคล้ายๆ กันไว้ในคอร์สเดียว จุดประสงค์หลักก็เพื่ออยากให้ผู้เรียนมาเรียนแล้วคุ้มค่าเงินที่สุดแต่ถ้าเรียนทำทองหยิบ ทองหยอด และฝอยทอง ก็จะคิดค่าเรียนคอร์สละ 2,500 บาท เพราะทั้ง 3 ชนิดเป็นขนมไทยที่ใช้ไข่ไก่เปลืองมากนั่นเอง

“ในอนาคตหยีคิดไว้ว่า อาจจะลองเปิดคอร์สสอนทำขนมไทยที่แปลกๆ ใหม่ๆ และคนทั่วไปยังไม่ค่อยคุ้นเคยเพิ่มเข้ามาด้วย เช่น ขนมพระพาย ซึ่งขนมนี้มีส่วนผสมที่บวกกันระหว่างขนมเทียนและขนมต้ม ตัวขนมมีแป้งที่เหนียว ใช้วิธีการนึ่งให้สุก กินแล้วอร่อยค่ะ

ที่ผ่านมา ขนมของหยีมีโอกาสได้ไปเข้าฉากในละครเรื่อง “บุพเพสันนิวาส” ทางช่อง 3 ที่เพิ่งจบไป ในฉากที่แม่การะเกด นางเอกของเรื่องทำขนมหล่นลงไปในถ้วย จนเป็นที่มาของขนมทองหยิบ (ยิ้ม) ตอนนั้นหยีไปช่วยกองถ่ายทำขนมเพื่อประกอบฉากด้วยตัวเองเลยค่ะ เรียกว่าทำสดๆ กันตรงนั้นเพื่อเข้าฉากเลยละ มันจึงเป็นความภาคภูมิใจที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่ขนมไทยให้คนดูได้รู้ถึงที่มาของขนมแต่ละชนิดค่ะ”…ติดตามได้ที่ IG : la_malila_1st

มะม่วงของดีชาวเมืองร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549864

  • วันที่ 02 พ.ค. 2561 เวลา 10:27 น.

มะม่วงของดีชาวเมืองร้อน

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ เอพี

ฤดูร้อนทุกครั้งเรามักจะเห็นมะม่วงออกผลผลิตเป็นจำนวนมาก หลายคนเห็นแล้วก็เกิดอาการเปรี้ยวปาก บ้างก็นิยมนำมะม่วงดิบรับประทานกับน้ำปลาหวาน ถ้ามีมะม่วงสุกก็หาซื้อมารับประทานกับข้าวเหนียวมูน อร่อยกันไป แต่ประโยชน์ของมะม่วงนั้นไม่ได้มีแค่ความอร่อย แต่ยังมีประโยชน์ทั้งในสารอาหารบำรุงร่างกายและทางยาอีกด้วย

มะม่วงมีถิ่นกำเนิดที่ประเทศอินเดีย และแพร่ขยายพันธุ์ไปทั่วทวีปเอเชีย สายพันธุ์ของมะม่วงในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 50 สายพันธุ์ แต่นิยมปลูกรับประทานเพื่อส่งขายยังตลาดไม่กี่สายพันธุ์ เช่น น้ำดอกไม้ อกร่อง เขียวเสวย แรด ฯลฯ

ตามข้อมูลที่ได้รับจากเว็บไซต์พบแพทย์ (pobpad.com) ระบุว่า มะม่วงเป็นแหล่งอาหารที่ให้พลังงานสูง มะม่วงสุกผลใหญ่ 1 ลูก ให้พลังงานสูงถึง 250 แคลอรี มีโพแทสเซียม เส้นใยอาหาร และวิตามินเอ บี ซี ในปริมาณสูง

ในมะม่วง 165 กรัม ประกอบไปด้วย วิตามินเอถึง 25 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน ซึ่งวิตามินเอมีส่วนสำคัญต่อการทำงานของร่างกาย โดยเฉพาะดวงตาและผิวพรรณส่งผลดีต่อกระดูก ระบบสืบพันธุ์ และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีการนำมะม่วงมาสกัดสารต้านมะเร็ง สารต้านทานอนุมูลอิสระ

โดยเฉพาะสารที่ชื่อ แมงจิเฟอริน (Mangiferin) ทำหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันการเกิดความเสียหายของร่างกายจากโรคหลอดเลือดและโรคมะเร็ง สารต้านอนุมูลอิสระยังมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาหรือป้องกันโรคมะเร็ง โรคจอประสาทตาเสื่อม โรคอัลไซเมอร์ รวมถึงโรคข้ออักเสบด้วย

นอกจากนี้ มะม่วงอาจมีคุณสมบัติต้านการอักเสบที่ส่งผลดีต่อโรคบางชนิด เช่น โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากระบบภูมิต้านทานร่างกายตอบสนองไว ทำให้เกิดการอักเสบของผนังเยื่อบุลำไส้ และอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ในอนาคต มีงานศึกษาวิจัยแสดงให้เห็นว่าสารพฤกษเคมีที่พบในมะม่วง มีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบ เช่น การใช้สารสกัดจากเปลือกต้นมะม่วงที่ประกอบไปด้วยสารพอลีฟีนอล (Polyphenols) และฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) เป็นสารในการรักษาโรคลำไส้อักเสบ

มีวิธีการนำเอาส่วนต่างๆ ของมะม่วงมาปรุงเป็นยารักษาอาการอักเสบและโรคที่เกี่ยวข้อง เช่น มีการนำเปลือกของลำต้นมะม่วงล้างให้สะอาดมาต้มดื่ม ช่วยรักษาอาการเยื่อปากอักเสบ จมูกอักเสบ หรือนำใบมะม่วงสดล้างให้สะอาดแล้วนำมาตำและพอกบริเวณที่เป็นแผล ใช้เป็นยาสมานแผลสด หากนำใบมาต้มดื่มจะช่วยรักษาอาการลำไส้อักเสบเรื้อรัง

ส่วนผลมะม่วงดิบใช้รักษาโรคเลือดออกตามไรฟันเพราะมีวิตามินซีสูง อีกทั้งยังช่วยแก้อาการบิด ช่วยบำรุงกระเพาะอาหาร ช่วยขับปัสสาวะ ในขณะที่มะม่วงสุกมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน จึงสังเกตได้ว่าทุกครั้งที่รับประทานมะม่วงสุกหรือแม้แต่มะม่วงกวน จะรู้สึกอยากขับถ่ายมากเป็นพิเศษ

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยถึงเปลือกมะม่วงกับคุณสมบัติต้านมะเร็งหลายชนิด เช่น สารสกัดจากเปลือกมะม่วงมีส่วนช่วยทำลายเซลล์มะเร็งตับอ่อน เร่งให้เซลล์มะเร็งปากมดลูกตายเร็วขึ้น ในขณะที่เนื้อมะม่วงเองก็มีสารที่ช่วยทำลายเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ ทำลายเซลล์มะเร็งเต้านมได้ แต่อย่างไรก็ตามข้อมูลนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการทดลองในงานวิจัยก่อนที่จะผลิตเป็นตัวยาเพื่อใช้จริง

มะม่วงยังมีส่วนช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด เพราะมีการทดลองให้ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินรับประทานอาหารเสริมจากมะม่วงวันละ 10 กรัม เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดของอาสาสมัครทดลองทั้งเพศชายและเพศหญิงลดต่ำลง

งานวิจัยสุดท้ายที่ชวนให้เรามารับประทานมะม่วงกันมากขึ้น ก็คือ “งานวิจัยองค์ความรู้เรื่องปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในผลไม้เพื่อส่งเสริมสุขภาพ (วิตามินซี วิตามินอีและเบต้าแคโรทีน) ในผลไม้” ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ทำการศึกษาในผลไม้ 83 ชนิด พบว่าผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีนสูงเป็นอันดับหนึ่งก็คือ มะม่วงน้ำดอกไม้สุก

เบต้าแคโรทีน วิตามินซีและอี เป็นกลุ่มของสารอาหารที่ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระที่ก่อให้ร่างกายเกิดการอักเสบ ทำลายเนื้อเยื่อ เกิดต้อกระจกในผู้สูงอายุ โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด สารทั้ง 3 ตัว โดยเฉพาะเบต้าแคโรทีนจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ยับยั้งการก่อกลายพันธุ์ ป้องกันเนื้องอก ลดความเสี่ยงการเป็นต้อกระจก มะเร็งและหัวใจได้

อย่างไรก็ดี การรับประทานมะม่วงต่อวันอย่างปลอดภัย ควรจำกัดการรับประทานอย่าให้เกิน 150-200 กรัม/วัน หรือรับประทานไม่เกิน 2 ลูก/วัน โดยเฉพาะมะม่วงสุกที่มีปริมาณน้ำตาลในเนื้อมะม่วงสูงกว่ามะม่วงดิบค่อนข้างมาก มิฉะนั้นจากสุขภาพดีจะกลายเป็นมีพุงไปเสียแทน

ความสวยชวนเชื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549862

  • วันที่ 02 พ.ค. 2561 เวลา 10:23 น.

ความสวยชวนเชื่อ

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า

ขาว-ผอม กลายเป็นค่านิยมที่ผิดแผกไปแล้วสำหรับความงาม สวยหล่อแบบดาราก็ถูกยกมาเป็นมาตรฐาน จึงไม่แปลกใจที่พลังความอยากสวยจะอยู่เหนือความเจ็บความจน หลายคนยอมทำทุกวิธีเพื่อได้มา

ศิลปินนักแสดงเป็นอีกอาชีพที่ต้องพึ่งพาหน้าตาเป็นส่วนสำคัญ การจะปล่อยปละละเลยให้หน้าตาของตัวเองมีจุดบกพร่อง กลายเป็นจุดอ่อนของตัวเองนั้นเป็นเรื่องที่ยอมกันได้ง่ายๆ เสียเมื่อไหร่ แต่กว่าเขาและเธอจะได้มาซึ่งรูปร่างสมส่วนดูดี ผิวพรรณผ่องใสเป็นยองใย ผ่านการลงทุนลงแรงไปมาก ไม่มีทางลัดที่ 7 วันจะขาว 10 วันจะผอม

หากยังมีคนพร้อมเชื่อ เชื่อในสิ่งที่บุคคลที่เขาชื่นชอบบอกว่าใช้ บอกว่าดี หรือเพียงแค่ถือให้เห็น

คนดังพรีเซนต์สินค้าถึงไวและแรง

ผศ.เสริมยศ ธรรมรักษ์ หัวหน้าภาควิชาการสื่อสารแบรนด์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า การที่สื่อโฆษณาต่างๆ เลือกใช้คนมีชื่อเสียงเป็นพรีเซนเตอร์ เพราะเป็นใบเบิกทางที่จะทำให้สาธารณชนสนใจสินค้านั้น อย่างน้อยที่สุดก็คือการพาแบรนด์ไปให้ถูกพบเห็น

ยิ่งตอนนี้การตลาดโฆษณาไม่ได้อยู่เพียงสื่อหลัก โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ วิทยุแต่การเข้ามาของโซเชียลมีเดีย และคนดังมีช่องทางสื่อสารของตัวเอง ผ่านเฟซบุ๊กอินสตาแกรม ทำให้การโฆษณาเผยแพร่ออกไปได้ง่าย ไว แต่ก็ขาดกฎระเบียบ ควบคุม ขาดการตรวจสอบที่ทั่วถึง

“เมื่อก่อนโฆษณาจะใช้พรีเซนเตอร์หลักตอนนี้มีการว่าจ้างดาราเพิ่มหลายคนที่เขาหวังผลในเชิงออนไลน์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย การใช้คนดังอาจจะไม่ได้เกิดการแอ็กชั่นจากลูกค้าเลยในยุคนี้ แต่ทำให้เกิดการรับรู้ในแบรนด์ก่อน แล้วสืบเสาะดูว่าแบรนด์นี้เป็นยังไง มีคนใช้จริงไหม

เดี๋ยวนี้โฆษณาชวนเชื่อน้อยลง แต่ทำการสื่อสารธุรกิจให้เนียนขึ้น ลูกค้าจับไม่ได้ให้มันเข้าไปพ่วงอยู่ในชีวิตเขาโดยไม่รู้ตัวอย่างรายการเอาดารามาสัมภาษณ์เขาไม่ได้พูดถึงสินค้า แต่มีไทอินเข้าไป เขาให้ข้อมูลได้เยอะกว่าโฆษณาที่ได้เวลา 15 วินาที

เขาพูดบ่อยๆ หลายรายการ เนื้อหาสาระอาจจะไม่ได้พูดถึงสินค้าทั้งหมด แต่สุดท้ายตบกลับมาที่สินค้า เช่น ทำไมหน้าดีขึ้น นั่นคือวิธีการที่มันแยบยลมากขึ้น

ถ้ายุคนี้ผู้บริโภคเกิดการดื้อยา การโฆษณาก็หายาแรงขึ้นมาฉีด สุดท้ายผู้บริโภคต้องสร้างเกราะกำบังให้ตัวเอง ให้รู้เท่าทันกลไกการตลาด กลไกการสื่อสาร”

เบญจกัญญ์ พิจิตรพงศ์ชัย

ในการรีวิวสินค้ามาจากทั้งผู้ใช้จริง ซึ่งตรงนี้จะได้ข้อมูลทั้งดีและไม่ดี และรีวิวจากคนที่ถูกจ้างเขาก็จะบอกแค่ด้านดี แต่ถ้าคนถูกจ้างเป็นคนมีชื่อเสียง มีคนพร้อมเชื่อเพราะคิดว่าดาราคงไม่มาโกหก หรือเพราะอยากสวยอยากขาวแบบดาราจึงลืมการพิจารณาอื่นๆ

“สินค้าที่ดารากับเน็ตไอดอลถือ ผลออกมาว่าเน็ตไอดอลมีแอ็กชั่นกับผู้บริโภคมากกว่า เพราะเน็ตไอดอลใกล้ชิดในชีวิตพวกเขามากกว่า ดารามีผลกับคนบางกลุ่มที่เขาเปิดรับข้อมูลที่เขาเปิดใจเชื่อ อย่างเคสของเมจิก สกิน จะเห็นว่า การเอาดารามาถือสินค้า เป็นการเอาคนดังมาใช้เป็นกลไกของการสร้างความรับรู้ของคนว่ามีแบรนด์นี้ แบรนด์ใหม่ที่อยากเกิดก็ใช้ตรงนี้ ดาราคนไหนมีคนติดตามเยอะ เป็นการรีมาร์เก็ตติ้ง ที่เป็นการรีทาร์เก็ตด้วย

ดาราที่รับถือสินค้าต้องตระหนักตรวจสอบเพื่อรับผิดชอบต่อสังคม ทุกส่วนต้องตระหนักในหน้าที่ของตัวเอง ดาราต้องมีความรับผิดชอบต่อคนที่ฟอลโลว์คุณอยู่ พูดอะไรไป ไม่เป็นจริงอันตราย เขาจะไม่เชื่อคุณอีก หรือเป็นภาพจำว่าดาราคนนี้ไม่ได้ใช้จริง ดาราคนดังมีผลต่อการชี้นำสังคม การสื่อสารกับสาธารณะต้องระวัง”

เบญจกัญญ์ พิจิตรพงศ์ชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฮลท์ธอรี เจ้าของและผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ วีร่า คอลลาเจน ที่มี “เบลล่า-ราณี แคมเปน” และ “เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ” เป็นพรีเซนเตอร์ ได้เปิดเผยถึงรายละเอียดทุ่มเงินหลายล้านบาทจ้างคู่รักคนดังเป็นพรีเซนเตอร์ระยะเวลานาน 1 ปี

“การตลาดสำคัญในการทำธุรกิจ เป็นตัวสื่อให้ผู้บริโภคได้ร้บรู้ถึงผลิตภัณฑ์ของเราดารามีผล เขาเป็นตัวกลางที่สื่อไปถึงผู้บริโภคพาสินค้าไปให้คนเห็นคนรู้จักสุดท้ายอยู่ที่ผู้บริโภคตัดสินใจ

เราจ้างกันเป็นปี มีการทำงานระหว่างเรากับพรีเซนเตอร์ชัดเจน ไม่ตีหัวเข้าบ้านจ้างเป็นครั้งๆ จบ เพราะเราต้องการความน่าเชื่อถือ เราเป็นสินค้าใหม่จึงต้องจำเป็นต้องใช้คนดัง ช่วงแรกเราต้องทุ่มกับโฆษณา ทำสินค้าดีแค่ไหนแต่ถ้าไม่มีการสื่อออกไปให้ผู้บริโภครู้จักก็ไร้ประโยชน์ เราเน้นคุณภาพ เรามีการขอทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ขออนุญาตโฆษณา

เราเลือกพรีเซนเตอร์จากคนที่เข้ากับโปรดักต์ อย่างเวียร์เขาเป็นผู้ชายลุย รักสุขภาพ ส่วนเบลล่าเรื่องผิวกับสุขภาพความงาม เราคัดเลือกจากหลายคู่ ก่อนเซ็นสัญญากันขอไปว่าต้องรับประทานอาหารเสริมเราก่อน ถ้าไม่โอเค ไม่รู้สึกดีจริง เราก็ไม่ต้องการคนที่มาพูดถึงสินค้าของเราได้ไม่เต็มปาก เพราะเราทำออกมาเรากล้าให้คนในครอบครัวเรารับประทาน ดังนั้นเรามั่นใจในคุณภาพ

เป้าหมายของเรา ทำการตลาดออกสินค้าล็อตแรกมาให้คนได้กินก่อนถึงการขาย สินค้าล็อตแรกของเรามีคนกินได้ผลจริงเทิร์นจากคนกินมาเป็นคนขาย ระบบการตลาดของเราไม่ได้ขายตัวแทน ตัวแทนไม่ใช่ลูกค้าเรา แต่ลูกค้าเราคือคนใช้จริง เราขายของแบบออฟไลน์แต่ใช้ออนไลน์มาช่วย ระบบที่เราทำอยู่ตอนนี้คือ เอโอ (เอเจนท์ ออนไลน์) เราเน้นขายผู้บริโภค ถ้าขายตัวแทนเราตัน เพราะยัดเยียดให้ตัวแทนซื้อ ไปสร้างภาระให้ตัวแทนระดับล่าง ของคาอยู่ขายไม่ได้ ตัวแทนข้างบนสบาย เราไม่ทำการตลาดแบบนี้ ตราบใดที่เราขายของให้ผู้บริโภคเราจะขายของได้ตลอด วันหนึ่งสินค้าเราเป็นที่รู้จัก ผู้บริโภคยอมรับ การใช้พรีเซนเตอร์ก็ไม่จำเป็นต้องดัง ค่าตัวแพงเพราะรีวิวจากผู้ใช้เป็นสิ่งที่ดีที่สุด”

ไตรลุจน์ นวะมะรัตน นายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่และสื่อโฆษณา กล่าวถึงสื่อออนไลน์ที่กำลังเป็นโอกาสของคนที่ต้องการโฆษณาเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย อีกทั้งยังไม่มีการควบคุมอย่างชัดเจน

“ผมว่าสื่อออนไลน์นี่น่ากลัวเพราะข่าวสารมันเยอะมาก ส่วนตัวถ้าเสพข่าวสารจากทางนี้อย่าเพิ่งเชื่ออะไรทันที รอก่อน มันจะมีคนที่รู้จริงมากกว่าเรื่อยๆ มาให้ข้อมูล แล้วพิจารณาหน่อย ฟังหลายๆ ฝ่าย ถ้าพูดถึงเรื่องของการซื้อขาย ศึกษาผู้ขายหน่อย อย่าซื้อทันทีทันใด ถามคนนั้นคนนี้

อย่างดาราเขาพูดผ่านสื่อ เขาไม่ได้พูดตรงกับเรา เป็นแฟนคลับก็ไม่ได้ใกล้ชิดกันขนาดนั้น เราต้องตรวจสอบ ดาราเองก็ควรจะพิจารณาก่อนไม่ใช่ว่าพูดๆ

การตลาดยุคนี้มันฮาร์ดเซลอยู่แล้ว สำหรับสินค้าใหม่ หรือโลคอล แค่ดาราถือสินค้าก็เข้าถึงผู้บริโภค หนึ่งประหยัดค่าโปรดักชั่น ค่าครีเอทีฟ และค่าสื่อด้วย ประหยัดเยอะ เอาคนดังมาถือสินค้าสร้างความน่าเชื่อถือ สร้างได้หรือไม่อีกเรื่องหนึ่ง แต่คนรู้จักแน่ๆ อยากให้ดึงดูดคนดู ใครกำลังดังก็เอามา กลยุทธ์นี้ยังใช้ได้อยู่ เพียงแต่ไม่ใช่กับทุกสินค้า พวกสินค้าความสวยความงามจะใช้พวกดาราเยอะ

ตอนนี้ออนไลน์มันไม่ได้ต้องการอะไร ต้องการความรวดเร็ว ไม่ต้องมานั่งสาธยายสรรพคุณอะไรมาก คนคลิกใน 10 วินาทีรู้เรื่องค่อนข้างฮาร์ดเซล แบรนด์อะไร ทำอะไร ชัดเจน”

ครูเงาะ-รสสุคนธ์ กองเกตุ

ค่านิยมความงาม

อยากสวยอยากหล่อเหมือนดาราในทีวียังเป็นค่านิยมที่เยาวชนคล้อยตาม ครูเงาะ-รสสุคนธ์ กองเกตุ ครูสอนการแสดงและนักพัฒนาศักยภาพมนุษย์ ได้แสดงทัศนะในค่านิยมของความงามฉาบฉวยจากเปลือกนอก

“ความสวยเป็นคุณค่า เป็นคุณสมบัติชั้นล่างสุดของมนุษย์ เป็นเรื่องของวุฒิภาวะ ตอนวัยเด็กจะล้อเพื่อนว่า ไอ้อ้วน ไอ้ดำ พอโตหน่อย คนนี้รวยไหม หันมาให้คุณค่ากับเงินโตขึ้นมาอีกให้คุณค่าชื่อเสียง โตมาอีกหน่อย คนนี้เก่งไม่เก่ง และสูงสุด คนนั้นดีไม่ดี คนที่ตัดสินกันที่รูปร่างหน้าตามีวุฒิภาวะน้อยสุดเลยนะ และความสวยหล่อเป็นสิ่งที่มีคุณค่าน้อยสุดในมนุษย์ด้วย”

ครูเงาะเปิดประสบการณ์ในการเป็นแอ็กติ้งโค้ช และคัดเลือกนักแสดงสู่วงการบันเทิง เจอบางคนที่หน้าตาสะสวยแต่ไม่มีคุณสมบัติของการเป็นนางเอก เพราะอินเนอร์ของเขาไม่สวย ยังไม่มั่นใจ ไม่ได้ทำสิ่งที่ถูกต้อง มีหลายปัจจัยที่ทำให้ความสวยนั้นไม่ได้คู่ควรแก่การเป็นนางเอก

“ความสวยเป็นใบเบิกทางแค่ 7 วินาทีแรกเมื่อคนนี้ปริปาก ท่าทาง น้ำเสียง มีผลที่มากกว่าในระยะยาว จริงๆ แล้วสวยไม่ผิดแต่สวยมาจากข้างในยั่งยืนกว่า

การปฏิบัติกับตัวเองให้ดูดี เป็นวิถีเบื้องต้นที่มนุษย์เราแสดงความเคารพตัวเองสวย สะอาด ดูดี ถ้าเราขาดแคลนในจิตใจก็จะทำทุกอย่างขาดๆ เกินๆ ไม่เสพติดความสวย ก็ปล่อยเนื้อปล่อยตัว แต่ถ้าเราเคารพตัวเอง เราเห็นคุณค่า เรามีความสามารถ มีจิตใจช่วยเหลือคนอื่น เราโฟกัสส่วนดีของเรา อย่างเรายิ้มสวย เชื่อไหม อานุภาพของการโฟกัสจะดึงดูดให้คนอื่นเห็นจุดที่โฟกัส”

อยากสวยตามดาราไม่ผิด แต่ต้องรู้จักแยกแยะว่า ดาราสวยเพราะอะไร “คนส่วนใหญ่เข้าใจว่านักแสดงมักใช้ของสิ่งนั้นแล้วขาว แล้วผอม เราต้องวิเคราะห์ เขาเป็นแค่พรีเซนเตอร์ ไม่ได้กินเอง ใช้เอง สิ่งที่เขานำเสนอไม่ได้แปลว่าเขาใช้นะ

เคยเจอเด็กในร้านสะดวกซื้อ พูดว่าจะซื้อโรลออนที่ดาราคนนี้ใช้ อยากเดินไปบอกว่าเขาโฆษณาเฉยๆ คนยังไม่รู้ตรงนี้อีกเยอะมาก ทุกวันนี้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารง่ายมาก แต่การศึกษาของเราไม่ได้สอนให้คนวิเคราะห์ เราสอนให้คนเชื่อ

เราเห็นนักแสดงที่ภาพออกมาว่าสวยมาก เขาไม่ต่างจากพวกเราที่กว่าจะโพสต์ภาพหนึ่งผ่านการคัดเลือกมาเป็น 10 ภาพ เขาเป็นดาราสิ่งที่เขาโพสต์ออกมาต้องสวยเป๊ะ ที่ดาราดูดีไม่ได้มาจากโชคช่วย กว่าเขาจะมีกล้ามท้อง ผ่านอะไรมาตั้งหลายอย่าง เขาต้องออกแรงออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายสวยแบบยั่งยืน ดาราแต่ละคนมีต้นทุนของผลลัพธ์”

มาช่า วัฒนพานิช นักแสดงอีกหนึ่งคนที่เป็นไอดอลของผู้หญิง ได้ให้มุมมองเกี่ยวกับความสวยที่ลอกเลียนแบบกันไม่ได้ แต่จงเป็นตัวของตัวเองดีที่สุด และความสวยไม่มีทางลัด อยากได้ต้องสร้างมันเอง สร้างมาจากความมั่นใจของตัวเองนี่แหละ ไม่ต้องเสียเงินเสียทองไปพึ่งพาอะไร

“ช่าเองก็มีอะไรที่บกพร่องบางเรื่องเหมือนกัน ที่รู้สึกว่าไม่ค่อยชอบตรงนี้ จะบอกว่ามันไม่มีใครเพอร์เฟกต์ 100% ในโลกใบนี้ มันต้องมีบ้างนิดหน่อย ให้เอาที่ตัวเองรู้สึกสบายใจและก็ดูให้มันรู้จักกาลเทศะ

อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใครมากนัก จริงๆ บางทีไปเปรียบเทียบมาก คนโน้นขาสวยมาก คนนี้ขาว ตัวเองเลยไม่ดูดีสักอย่าง เราต้องรู้จักว่าเราก็เป็นเรา เอาที่เราแฮปปี้ เราต้องมีสไตล์ เราต้องมีรสนิยมของตัวเราเอง”

ที่เห็นยังสวยไม่สร่าง สุขภาพดี แข็งแรง รูปร่างสมส่วน ล้วนผ่านการดูแลตัวเองอย่างดีมาตั้งแต่ยังวัยรุ่น ทั้งการนอนหลับพักผ่อน และการเลือกอาหาร

“ตื่นมาช่าดื่มน้ำอุ่นๆ ก่อนเลยค่ะ 2-3 แก้ว สักครู่หนึ่งให้ร่างกายเรารู้สึกว่าเวกอัพก่อน แล้วค่อยกินอาหารเช้า แล้วระหว่างวันดื่มน้ำอุณหภูมิห้อง ไม่กินน้ำแข็งอยู่แล้ว

อาหารธรรมดามากไปด้วยซ้ำ ช่าไม่ชอบกินอาหารทอด กินไข่ต้ม หรือกินผักต้ม กินแบบนี้มาแต่เด็กแล้ว ไม่กินอาหารรสจัด หรือหวานมากๆ คือชอบกินรสชาติของวัตถุดิบ อย่างของมันเลี่ยนๆ หนังไก่ มันหมู ไม่กินตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ

คนชอบคิดว่าช่าต้องกินแบบวิลิศมาหราจริงๆ ช่ากินแบบซิมเปิ้ลมาก กินแบบธรรมชาติ แบบอาหารเด็ก ส่วนผิวพรรณช่าก็มีไปสปาบ้าง ไปมาเป็น 10 ปีแล้วก็เหมือนดูแลตัวเองต่อเนื่องมาโดยตลอด”

กว่าศิลปินนักแสดงจะสวยหล่อ ดูดีออร่าพุ่ง ไม่ได้เกิดขึ้นได้เพียงเดือนสองเดือน ไม่ได้ใช้เงินแค่ร้อยสองร้อย แต่เขาลงทุนเงินและลงแรงกายมากกว่านั้นนัก ใช้เวลาเป็นปีๆ มีระเบียบวินัยในการดูแลตัวเอง สิ่งที่เห็นกันหน้าจอคือผลลัพธ์ที่ไม่ได้เปิดทุกแง่มุม และสิ่งที่คุณเห็นอาจจะไม่เป็นความจริงทั้งหมดก็ได้

ออมก่อนเกษียณ คุณเลือกได้!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549686

  • วันที่ 01 พ.ค. 2561 เวลา 10:01 น.

ออมก่อนเกษียณ คุณเลือกได้!

โดย ภาดนุ ภาพ เอพี/Freepik

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ตระหนักถึงอนาคตที่ไร้กังวล อยู่สบาย และกำลังตั้งเป้าที่จะใช้ชีวิตสวนทางกับผู้สูงอายุอีกหลายล้านคนในประเทศที่ไม่มีเงินออม หรือถึงจะมีเงินออมก็มีน้อย ต้องลองอ่านเคล็ดลับดีๆ ในการออมเงินก่อนเกษียณที่เรานำมาฝาก

จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข พบว่ามีผู้สูงอายุกว่า 1 ล้านคน ที่สุขภาพไม่ดี นอนติดเตียง ต้องพึ่งพาคนดูแล และมีแนวโน้มจะมีผู้สูงอายุอยู่ลำพัง ไร้ลูกหลานดูแลเพิ่มขึ้น ดังนั้นสภาวะคนวัยเกษียณไร้เงินออมจึงเป็นเรื่องน่ากังวลอย่างมาก ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่อยากกลายเป็นผู้สูงวัยที่รอความช่วยเหลือจากใครแล้วละก็ ต้องทำตามเคล็ดลับต่อไปนี้เลย

1.ออมก่อนแก่ เริ่มได้ทันที

คุณไม่จำเป็นต้องรอให้กลายเป็นคนสูงวัยถึงค่อยเริ่มคิดวางแผนเกษียณ ยิ่งคุณวางแผนเร็วเท่าไร คุณอาจเกษียณตัวเองได้เร็วขึ้น แม้คนบางกลุ่มจะบอกว่า “แก่แล้วไม่ได้อยากร่ำรวยอะไร” “แก่แล้วไม่จำเป็นต้องใช้เงิน” “แก่แล้วก็มีลูกหลานคอยดูแล” “แก่แล้วก็มีเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้” หรือแม้กระทั่ง “ออมไปก็ไม่ได้ใช้ คงตายก่อน”…การคิดแบบนี้ก็ไม่ได้ผิดซะทีเดียว แต่หากในกรณีจำเป็นต้องใช้เงินขึ้นมา โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาลที่มักจะมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นตามการสึกหรอของร่างกาย ถ้าถึงเวลานั้น การเริ่มออมเงินก็อาจจะไม่ทันการณ์เสียแล้ว

2.ต้องมีเงินเท่าไร ถึงจะพอใช้ในวัยเกษียณ

เป็นคำถามยอดฮิตที่ใช้ในการวางแผนการเงินหลังเกษียณ ถ้าคุณมีคำถามแบบนี้เกิดขึ้น นั่นแปลว่าคุณเดินมาถูกทางแล้ว ซึ่งการออมเงินลักษณะนี้ ควรทำการประเมินใหม่อยู่เรื่อยๆ ปีละครั้ง หรือสองปีครั้ง เพื่อที่จะได้อัพเดทยอดการออมให้สัมพันธ์กับค่าใช้จ่ายจริง และรวมค่าครองชีพที่ผันผวนไปตามสภาวะเศรษฐกิจ

3.สูตรคำนวณเงินออมหลังเกษียณเบื้องต้น

สูตรที่ใช้คือ 70% ของค่าใช้จ่ายปัจจุบันต่อเดือน x 12 เดือน (เท่ากับค่าใช้จ่าย 1 ปี) x ประมาณการจำนวนปีที่จะมีชีวิตอยู่หลังเกษียณ = จำนวนเงินออมที่คุณต้องมีในวันเกษียณ

ตัวเลขที่ออกมา คือ จำนวนเงินที่ควรมี ณ วันที่คุณเกษียณ ยอดเงินอาจสูงจนไม่ใช่เรื่องสนุก แต่พึงระลึกไว้เสมอว่า เงินก้อนนี้มีความจำเป็นอย่างมากที่จะมีใช้เพียงพอตลอดบั้นปลายชีวิต

(ข้อมูลอ้างอิง : การประเมินค่าใช้จ่าย 70% จากสูตรการคำนวณของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และอายุค่าเฉลี่ยคนไทย จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ปี 2556 ระบุว่า ผู้หญิงมีอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ 78 ปี และผู้ชายมีอายุขัยเฉลี่ยที่ 71 ปี)

ตัวอย่าง – ผู้หญิงอายุ 25 ปี ค่าใช้จ่ายปัจจุบันต่อเดือนอยู่ที่ 10,000 บาท ตั้งเป้าเกษียณอายุ 55 ปี (ผู้หญิงอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 78 ปี) ดังนั้นประมาณการจำนวนปีที่จะมีชีวิตอยู่หลังเกษียณคือ 23 ปี

การคำนวณหาจำนวนเงิน ณ วันเกษียณ = 70% ของค่าใช้จ่ายปัจจุบันต่อเดือน x 12 เดือน x 23 ปี = 7,000 x 12 x 23 = 1,932,000 บาท

เมื่อคำนวณยอดเงินที่คุณต้องออมในแต่ละเดือน จนได้จำนวนเงินที่ต้องมี ณ วันที่คุณเกษียณแล้ว ให้นำยอดนี้มาหารด้วยจำนวนเดือน คูณด้วยปีที่ตั้งใจเกษียณ หักลบด้วยอายุจริงในปัจจุบัน ก็จะได้จำนวนเงินในแต่ละเดือนที่คุณต้องเก็บออม

ตัวอย่าง – ผู้หญิง ประมาณการเงินออมหลังเกษียณ 1,932,000 บาท ตั้งเป้าเกษียณอายุ 55 ปี ปัจจุบันอายุ 25 ปี

คำนวณเงินที่ต้องออมต่อเดือน = 1,932,000 บาท ÷ (12 เดือน x 30 ปี) = 1,932,000 ÷ 360 = 5,367 บาท/เดือน

4.เพิ่มมูลค่าเงินออม

จะดีกว่าแน่นอน หากคุณนำเงินที่ออมได้ในแต่ละเดือนไปเพิ่มมูลค่าให้งอกเงยได้มากกว่า คุณอาจเกษียณได้เร็วกว่ากำหนด และเงินที่เก็บได้ก็จะมีมูลค่าสูงกว่าที่คุณตั้งใจเก็บไว้

วิธีการเพิ่มมูลค่าเงินออมแบบความเสี่ยงน้อย ก็เช่น การลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นอกจากจะได้สิทธิลดหย่อนภาษีแล้ว คุณยังได้เงินสมทบจากบริษัททุกเดือน ถือเป็นการลงทุนที่มีแต่ได้กับได้ หรือจะเลือกการรักษาเงินต้นด้วยการนำไปลงทุนในกองทุมรวมตราสารหนี้ก็น่าสนใจ แต่ก็ขึ้นอยู่กับจังหวะเวลาการลงทุนที่เหมาะสม อีกวิธีคือการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF เป็นการบังคับให้เราลงทุนต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี และต้องลงทุนไปจนถึงอายุ 55 ปี มองเห็นเงินก้อนไว้ใช้ยามเกษียณแน่นอน

สำหรับคนที่ไม่ชอบความเสี่ยง การออมเงินในประกันชีวิตก็เป็นทางเลือกที่ดี แม้ผลตอบแทนจะไม่สูงมาก แต่การันตีเงินคืนตามแบบประกัน และใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ แต่ก็ต้องทำความเข้าใจกับเงื่อนไขต่างๆ ให้รอบคอบ เพื่อผลประโยชน์สูงสุดแก่ตัวเอง

คนที่ไม่ชอบความเสี่ยงเอาเสียเลย ก็สามารถออมกับธนาคารที่ให้ผลตอบแทนสูง เช่น ME by TMB ที่ให้คุณเห็นดอกเบี้ยสะสมได้ทุกวัน ไม่กำหนดขั้นต่ำในการฝาก สะดวก อยากโอน-ถอนเมื่อไร ที่ไหนก็ได้ โดยทำผ่านทางเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่น ที่สำคัญคือเบิกเงินมาใช้ฉุกเฉินได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องเสียค่าปรับใดๆ

รู้จักวายร้ายที่ชื่อ‘บุหรี่’เสียใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549685

  • วันที่ 01 พ.ค. 2561 เวลา 09:57 น.

รู้จักวายร้ายที่ชื่อ‘บุหรี่’เสียใหม่

โดย พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์, เอเอฟพี

ใครๆ ก็รู้ว่าการสูบบุหรี่นั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่สิ่งที่หลายคนยังไม่รู้ คือ พิษภัยของบุหรี่ที่เป็นต้นเหตุของโรคร้าย ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตนั้น ไม่ได้มีแค่สารนิโคติน ที่มีอานุภาพทำลายอวัยวะต่างๆ ของผู้สูบบุหรี่ แต่แท้จริงแล้วในบุหรี่ยังมีวายร้ายอีกหลายตัวที่ทำงานเป็นขบวนการในการก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอด โรคหัวใจ โรคถุงลมโป่งพอง ฯลฯ

เนื่องจากในกระบวนการเผาไหม้ของบุหรี่ก่อให้เกิดสารมากกว่า 7,000 ชนิด ในจำนวนนี้มีสารหลายร้อยชนิดมีผลต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย และมีสารกว่า 70 ชนิดที่เป็นสารก่อมะเร็ง เพราะฉะนั้น “นิโคติน” ที่หลายคนเคยตีตราว่าตัวร้ายในบุหรี่จึงไม่ใช่ความเข้าใจที่ถูกต้องนั้น เพราะอานุภาพของนิโคตินเป็นเพียงสารที่ทำให้เสพติด และทำให้อยากสูบบุหรี่ตลอดเวลา ขณะสารที่ทำร้ายร่างกายที่แท้จริง ประกอบด้วย ทาร์, คาร์บอนมอนอกไซด์, ไฮโดรเจนออกไซด์, ไนโตรเจนออกไซด์, แอมโมเนีย, ไซยาไนด์, ฟอร์มาล์ดีไฮด์ และสารปรุงแต่งอีกจำนวนมาก

สารอันตรายต่างๆ ที่เกิดจากการสูบบุหรี่และส่งผลต่อการเสื่อมโทรมของอวัยวะต่างๆ อย่าง ทาร์ (Tar) หรือน้ำมันดิน ประกอบด้วยสารหลายชนิด มีลักษณะเป็นละอองเหลวเหนียวสีน้ำตาล ทาร์จะจับอยู่ที่ปอด ทำให้เยื่อบุหลอดลมไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามปกติ คาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon monoxide) เป็นก๊าซชนิดเดียวกันที่พ่นออกจากท่อไอเสียรถยนต์ ก๊าซนี้จะขัดขวางการลำเลียงออกซิเจนของเม็ดเลือดแดง

ไฮโดรเจนไดออกไซด์ (Hydrogen dioxide) เป็นก๊าซพิษที่ใช้ในสงคราม ก่อให้เกิดอาการไอ มีเสมหะ และหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ไนโตรเจนไดออกไซด์ (Nitrogen dioxide) เป็นสาเหตุของโรคถุงลมโป่งพอง เพราะไปทำลายเยื่อบุหลอดลมส่วนปลายและถุงลม แอมโมเนีย (Ammonia) มีฤทธิ์ระคายเคืองเนื้อเยื่อ ทำให้แสบตา แสบจมูก หลอดลมอักเสบ ใช้ในขบวนการผลิตเพื่อให้นิโคตินถูกดูดซึมผ่านปอดเร็วขึ้น ไซยาไนด์ (Cyanide) ปกติเป็นสารที่ใช้ผลิตยาเบื่อหนู และก็พบในบุหรี่เช่นเดียวกัน และฟอร์มาล์ดีไฮด์ (Formaldehyde) เป็นสารที่ใช้ดองศพเพื่อไม่ให้เน่าเปื่อย และถูกนำมาใช้ในการผลิตบุหรี่ด้วย

สารอันตรายที่กล่าวมาสามารถก่อให้เกิดภัยเสี่ยงมากมายต่อผู้สูบเอง เช่น เสี่ยงตาบอดถาวร เสี่ยงมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด เสี่ยงโรคระบบทางเดินอาหาร เสี่ยงหลอดเลือดสมองตีบ เสี่ยงถุงลมโป่งพอง เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เสี่ยงแท้งลูก หรือต่อผู้คนรอบข้าง เช่น เสี่ยงโรคหอบหืด ทำลายสุขภาพทารกในครรภ์ เสี่ยงเป็นโรคมะเร็งปอดได้ถึง 2 เท่า ทำให้เด็กมีพัฒนาการทางสมองช้ากว่าปกติ ฯลฯ

รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จริงๆ แล้วผู้สูบบุหรี่ไม่ได้เสพติดตัวบุหรี่ แต่เสพติดนิโคตินที่อยู่ในบุหรี่ต่างหาก ดังนั้นการให้นิโคตินทดแทนด้วยวิธีการต่างๆ ที่แพทย์และผู้เชี่ยวชาญแนะนำ จะช่วยลดอาการอยากสูบบุหรี่อย่างได้ผล เพราะเป็นการเข้าไปลดระดับนิโคติน หรือทำให้อยากสูบบุหรี่ลดลงนั่นเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การเลิกสูบบุหรี่ก็ต้องการปัจจัยรอบข้างเข้ามาส่งเสริม เช่นกำลังใจและความช่วยเหลือจากสังคมและคนรอบข้าง ก็จะช่วยให้โอกาสในการเลิกบุหรี่ประสบความสำเร็จเพิ่มขึ้นไปอีก

“นอกเหนือจากจิตใจอันแน่วแน่ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่แล้ว การแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุ นั่นก็คือการทำให้อาการอยากนิโคตินลดลง โดยใช้นิโคตินทดแทน ซึ่งปัจจุบันมาทั้งในรูปแบบแผ่นแปะ หมากฝรั่ง ฯลฯ เพราะนอกจากจะช่วยให้เรามีกิจกรรมทำเพิ่มขึ้นแล้ว ยังช่วยลดอาการอยากสูบบุหรี่ได้ดีกว่าเดิม จึงนับว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเลิกบุหรี่นอกเหนือจากการหักดิบ”

สำหรับผู้ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่และจัดการปัญหาติดนิโคติน สามารถเข้ารับคำปรึกษาและคำแนะนำได้ที่เภสัชกรและผู้เชี่ยวชาญ ที่ร้านบู๊ทส์ทุกสาขาทั่วประเทศ ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.th.boots.com/quitsmoking

นัฐณี รติชน ฝันสร้างแบรนด์ไทยไประดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549679

  • วันที่ 01 พ.ค. 2561 เวลา 09:28 น.

นัฐณี รติชน ฝันสร้างแบรนด์ไทยไประดับโลก

โดย อณุสรา ทองอุไร, จีรวัฒน์ กล้ากะชีวิต ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

“สวมแพนแสนเพลิน” สโลแกนนี้คุ้นหูแน่นอนสำหรับคนวัย 35 อัพ เพราะรองเท้าแพนเปิดมานานถึง 42 ปี จนถึงผู้บริหารรุ่นที่สองอย่าง นัฐณี รติชน กรรมการรองผู้อำนวยการ บริษัท บางกอกแอธเลติก ที่เข้ามาดำเนินธุรกิจต่อจากรุ่นคุณพ่อ รองเท้าแพนถือว่าเป็นแบรนด์ของคนไทยที่มีมายาวนาน ที่เข้าถึงใจผู้บริโภคจำนวนมากด้วยคุณภาพและราคาที่สามารถจับต้องได้

นัฐณี กล่าวว่า ในฐานะผู้บริหารรุ่นที่สองว่าเธอมีเป้าหมายสูงสุดคือการพาแบรนด์ไทยก้าวไกลไปสู่ระดับโลก ด้วยการขยายการส่งออกให้มากขึ้น จากเดิมที่เน้นย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกลุ่มประเทศทางตะวันออกกลาง โดยจะขยายตลาดไปสู่ยุโรปและอเมริกาให้มากขึ้น รวมถึงรับจ้างผลิตให้กับแบรนด์ดังอื่นๆ อีกหลายแบรนด์ในรูปแบบ OEM ขณะนี้มีสัดส่วนการส่งออกเพียง 20% ผลิตเพื่อขายในประเทศ 40% รับจ้างผลิต 60%

ด้านการศึกษานั้น หลังจากจบปริญญาตรีหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA) ที่คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ก่อนจะคว้าปริญญาโทมาครองอีกหนึ่งใบด้านการบริหารธุรกิจ หลักสูตรนานาชาติ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

นับแต่เรียนจบเธอก้าวเข้ามาทำงานในกลุ่มรองเท้าแพนมาโดยตลอด ทำงานมาในหลายๆ ฝ่ายกว่า 10 ปี จนกระทั่งปัจจุบันก้าวขึ้นมาสู่ระดับผู้บริหาร

เธอเล่าว่า บริษัท บางกอกแอธเลติก ก่อตั้งมากว่า 36 ปี แต่ก่อนหน้านั้นมีแบรนด์รองเท้าแพนมาก่อนแล้ว ถึงค่อยมาแตกเป็นบริษัทเพื่อจัดจำหน่ายรองเท้าแพน

ในช่วงแรกที่เริ่มเข้ามาทำงานนั้น เธอดูแลในส่วนของอาหาร การฝึกจัดอบรม ตลอดจนเรื่องของเงินลงทุนและพัฒนาต่อยอดมาเรื่อยๆ จนถึงตอนนี้ “บริษัทเราไม่ได้มีแค่รองเท้าแพนเท่านั้น แต่ยังทำชุดว่ายน้ำของอารีน่า เสื้อผ้าจากแบรนด์แคปป้า ที่ซื้อแฟรนไชส์มาทำตลาดในเมืองไทยเอง แต่ในส่วนของแบรนด์รองเท้ายังคงประกอบไปด้วย แพน, แคปป้า, ฮีลแคร์ แต่ละแบรนด์ก็จะเหมาะกับผู้บริโภคที่ใช้งานต่างกันไป โดยฮีลแคร์จะเน้นผู้หญิงที่มีอายุขึ้นมาหน่อย เป็นรองเท้าเพื่อสุขภาพ เนื่องจากเน้นใส่สบายและวางแผนจะส่งออกไปต่างประเทศอีกด้วย”

เป็นที่ทราบกันดีว่า ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันธุรกิจรองเท้าการแข่งขันค่อนข้างสูง และด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปส่งผลให้การเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคเปลี่ยนตามไปด้วย เนื่องจากมีตัวเลือกที่เพิ่มขึ้นให้เหมาะแก่การใช้งาน ดังนั้นเจ้าของแบรนด์จึงต้องปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นต่างๆ มีแบบให้เลือกมากขึ้น ออกแบบให้เป็นสินค้าแฟชั่นมากขึ้น ให้เข้ากับยุคสมัยและสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคในการซื้อใช้

“รองเท้าแพนเองจะมีจุดเด่นในเรื่องกีฬา อาทิ เดิน วิ่ง ฟุตบอล ฟุตซอล แล้วการวิ่งจะแบ่งเป็นระยะสั้น ระยะยาว เนื่องจากเวลาวิ่งระยะทางไกลๆ จะส่งผลต่อเท้า ก็จะผลิตออกมาให้รองรับกับปัญหา ทั้งเรื่องของดีไซน์ การระบาย เรียกว่าแบ่งออกไปในหลายๆ สเกล เพราะใส่ใจในรูปเท้าคนไทยที่จะไม่เหมือนคนยุโรป เพราะเท้าคนยุโรปจะทรงเรียวสวย แต่ถ้าคนไทยมาใส่อาจจะไม่สบาย เนื่องจากไม่เหมาะกับรูปทรงเท้าเพราะคนไทยจะเท้าแบนหน้าเท้ากว้าง ตอนนี้เริ่มปรับให้สวยด้วยสบายด้วย และปรับโครงสร้างให้ดูเรียวสวยงามมากขึ้น รวมทั้งยังมีจุดเด่นในเรื่องของราคาถูก ในขณะที่คุณภาพเทียบเท่าแบรนด์ของเมืองนอกได้เลย”

แม้เธอจะขึ้นแท่นมาเป็นผู้บริหารในส่วนของรองเท้าแพนได้ไม่นาน แต่จากประสบการณ์ที่คลุกคลีและสัมผัสกับงานตรงนี้มาโดยตลอด ย่อมเห็นถึงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงของบริษัท เธอบอกว่าพัฒนาการของการผลิตและออกแบบมีการเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก แต่เดิมจะไม่ได้เน้นสีสัน ไม่ได้เน้นตลาดหรือแฟชั่น แต่จะเน้นการใช้งานจริงๆ ทุกวันนี้ผู้บริโภคเริ่มสนใจในเรื่องความสวยงามมากยิ่งขึ้น ใส่รองเท้าผ้าใบเพื่อสุขภาพและความสวยงามในชีวิตประจำวันเน้นสบายและสวยงาม ใส่แล้วต้องซัพพอร์ตผู้ใส่ สีสันต้องน่าสนใจ ไม่ได้ใส่เพื่อออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว

“เราต้องพยายามทำงานให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ครบวงจร แต่ส่วนที่เป็นกีฬาไปเลยก็ยังคงไว้เพราะถือว่างานหลักของแพน แต่จะเพิ่มสีสันให้ทันสมัยมากขึ้น สัดส่วนในตอนนี้เป็นแฟชั่น 10% กีฬายังคง 90% แต่ในอนาคตคาดว่าจะขยายตลาดในส่วนนี้ให้เติบโตควบคู่กันไปอย่างจริงจัง เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่านมากลุ่มแพนรับจ้างผลิตรองเท้าให้กับแบรนด์ดังๆ ระดับโลกมากมาย ทำให้มีการทำงานร่วมกัน จึงเป็นข้อดีที่ทำให้เกิดการเรียนรู้และสามารถนำมาปรับใช้ในรูปแบบของตัวเอง”

หลักการทำงาน นัฐณี บอกว่า ในฐานะหัวหน้าก็ต้องพยายามดึงศักยภาพของลูกน้องออกมาให้มากที่สุด เขาเด่นในการทำงานด้านไหนต้องใช้ให้ถูกกับทักษะที่เขามี เนื่องจากทุกคนมีข้อดีและข้อเสียต่างกัน แต่ถ้าดึงจุดเด่นนั้นออกมาได้ ตัวลูกน้องเองก็จะสนุกกับงานและพัฒนางานต่อไป เราก็จะได้ผลผลิตสินค้าที่ดี ถ้าเราจัดการตรงนี้ได้ตรงจุดปัญหาอื่นๆ จะลดลงไปเอง

“เพราะบริษัทคือกระดาษที่ไปจดกับกระทรวงพาณิชย์ สำนักงาน คือ ปูน อิฐ เก้าอี้ โต๊ะ แต่คนคือหัวใจสำคัญ การเลือกใช้คนให้เหมาะกับงาน เพราะการทำงานเป็นทีมต้องขับเคลื่อนเป็นวงล้อไปด้วยกัน ถ้าทีมงานแข็งแรงเราถึงจะเติบโตได้ ต้องเชื่อมั่นว่าศักยภาพคนไทยที่มีอยู่ในมือสามารถสู้ต่างชาติได้ เรื่องฝีมือการทำงานคนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก” เธอกล่าวอย่างมั่นใจ

เธอมีต้นแบบในการทำงานอย่าง สตีฟ จ็อบส์ โดยเฉพาะในแง่ของการคิดนอกกรอบ และสามารถทำได้จริง ไม่ขายฝันลมแล้งๆ ในส่วนของคู่แข่งทางธุรกิจนั้น เธอคิดว่าแข่งกับตัวเอง แต่คู่แข่งตอนนี้ที่มองคือแบรนด์อินเตอร์ เนื่องจากเราเป็นคนไทยแบรนด์ไทย ก็เหมือนพันธมิตร ดังนั้นจึงอยากที่จะเอาชนะแบรนด์ต่างชาติให้ได้ ทั้งเรื่องของดีไซน์และการตลาด

สำหรับปัญหาในการทำงาน เธอบอกว่าทุกปัญหามีทางออก ไม่ใช่ทุกทางออกมีแต่ปัญหา พยายามมองโลกแง่บวกเข้าไว้ มองปัญหาให้เป็นโอกาสและความท้าทาย เมื่อไหร่ที่แก้ไขไม่ได้ให้หยุดพักและค่อยเดินหน้าต่อ ฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอแม้จะต้องแบกรับหน้าที่อันยิ่งใหญ่ แต่เธอก็ยังคงหาเวลาให้ตัวเอง โดยการออกกำลังกาย อ่านหนังสือ และท่องเที่ยว ซึ่งสถานที่สุดโปรดก็คือทะเลไทยที่สวยงามประทับใจ

สำหรับอนาคตอันใกล้ผู้บริหารคนเก่งของบอกว่า อยากทำให้แบรนด์เติบโตแข็งแรงและไปได้ไกลที่สุด ให้สมกับที่มีมายาวนาน “เพราะฉะนั้นมองว่า งานที่ได้รับมอบหมายอยู่นี้ มันเป็นความท้าทาย ไม่ใช่แค่ทำด้วยตัวเอง แต่ต้องการให้เห็นว่าคนไทยก็ไม่แพ้ชาติใดในโลก และในเร็วๆ นี้จะเห็นแบรนด์แพนไปอยู่ในทีมชาติของประเทศเพื่อนบ้านทั้งลาว เวียดนาม อย่างกีฬาฟุตซอลซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดี”

ยุวดี ต้นสกุลรุ่งเรือง ถอดเกร็ดชีวิต บี.กริม สู่นวนิยาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549490

  • วันที่ 29 เม.ย. 2561 เวลา 11:08 น.

ยุวดี ต้นสกุลรุ่งเรือง ถอดเกร็ดชีวิต บี.กริม สู่นวนิยาย

โดย มัลลิกา นามสง่า / จีรวัฒน์ กล้ากะชีวิต ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ตลอดระยะเวลาสิบปีกับการทุ่มเทเพื่อสร้างสรรค์นวนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่อง “ฝากไว้ในแผ่นดิน” (In The Kingdom) ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับ “ยุวดี ต้นสกุลรุ่งเรือง” เพราะโจทย์ คือ นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติของ บริษัท บี.กริม ที่ประกอบกิจการในประเทศไทยเป็นระยะเวลาถึง 140 ปี ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จวบจนปัจจุบัน

ฝากไว้ในแผ่นดิน เป็นความประสงค์ของ “ดร.ฮาราลด์ ลิงค์” ประธาน บี.กริม ที่อยากนำเสนอเรื่องราวให้ออกมาในรูปแบบวรรณกรรม

“ในตอนแรกได้ปฏิเสธไป เพราะคิดไปเองว่าคงเขียนเป็นลำดับแบบ 1 2 3 ประวัติบริษัท ใครเป็นนายทุน ก่อตั้งอย่างไร  เราก็ไม่อยากทำ ท้ายที่สุดได้มีโอกาสเข้าไปคุย และได้ทราบว่าอยากให้เป็นวรรณกรรมที่มีทั้งความสนุก โศกเศร้า ครบทุกรส แต่ปัญหาคือจะไปเอาข้อมูลตรงนี้มาจากไหน

คุณลิงค์ก็ได้เล่าเรื่องครอบครัวให้ฟัง พอที่จะทำให้เห็นเนื้อหาขึ้นมาบ้าง ดูแล้วน่าจะคุยกันรู้เรื่อง ความคิดหลายอย่างตรงกัน หลังจากนั้นมีไปปรึกษาเพื่อนๆ ที่เรียนด้านเยอรมันรวมถึงอาจารย์ ต่างให้คำแนะนำว่าคนเยอรมันเป็นคนชอบจดบันทึก นึกในใจว่าท่าทางจะง่าย”

เนื่องจากที่ผ่านมาเกิดเหตุไฟไหม้เอกสารสำคัญต่างๆ ของ บี.กริม เกิดความเสียหาย ทุกอย่างเริ่มต้นจากศูนย์ ยุวดีจึงตระเวนไปยังสถานที่ต่างๆ หอสมุดแห่งชาติเป็นแหล่งที่ให้ข้อมูลเยอะ ทว่าข้อมูลเหล่านั้นกระจัดกระจายราวกับแผ่นจิ๊กซอว์ที่ต้องนำมาประติดประต่อร้อยเรียง อีกทั้งยังเป็นเรื่องยากในการแปลภาษาเยอรมันให้เป็นภาษาไทย ทำให้ใช้เวลาตรงนี้นานมากและยังไม่มีความก้าวหน้าของเนื้อหาเท่าที่ควร

“ต้องตั้งชื่อเรื่องให้ได้ ถ้าเราตั้งชื่อเรื่องไม่ได้มันไปต่อไม่ได้จริงๆ แล้วคิดขึ้นมาได้ว่า ฝากไว้ในแผ่นดิน เพราะกิจการนี้มั่นคงมาเป็นร้อยปี เมื่อได้ชื่อเรื่อง ก็ทำให้เห็นภาพว่าจะดำเนินเรื่องราวไปอย่างไร”

ต่อมาเป็นขั้นตอนการสร้างโครงเรื่องเพื่อเป็นนวนิยาย “บี.กริม เริ่มมาจากร้านขายของชาวเยอรมันแห่งแรกในสยาม พอค้าขายดีเริ่มมีชื่อเสียง ถูกแต่งตั้งให้เป็นร้านขายยาหลวง คือสามารถส่งยาเข้าไปในพระราชสำนักได้ เพื่อที่จะรักษาผู้คนในพระราชสำนัก ตรงนี้ก็คือแก่นเรื่อง มีตัวละคร มีบทพูด มีความจริง เราจะพูดอะไรเพ้อเจ้อไม่ได้ ต้องระมัดระวังในการใช้ถ้อยคำหลักฐานทุกอย่างก็นำมาใส่ในนั้น

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีตัวละครที่มีที่มาที่ไปว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้ เช่น มาเปิดร้านยาในสยาม ถ้าเป็นคนไทยก็ต้องมีฤกษ์ของวันเปิดร้าน เลยไปเปิดปฏิทินร้อยปี ย้อนไปเมื่อปี 1878 ว่าปีนั้นมีวันไหนที่เป็นวันดี ต้องหาเหตุผลให้ได้ว่าทำไมเปิดร้านวันนี้ พอเชื่อแบบไทยจึงค้าขายรุ่งเรืองมาจนถึงทุกวันนี้”

เนื้อหาแบ่งเป็น 3 ช่วง คือ ใต้พระบรมโพธิสมภาร เปรียบเสมือนคนที่เข้ามาค้าขายในสยาม และหลังจากสิ้นยุครัชกาลที่ 5 ได้เกิดสงครามโลกครั้งสองครั้ง ใช้ชื่อ ใต้อุ้งมือชะตากรรม เพราะไม่สามารถกำหนดได้สิ้นสงครามประเทศไทยกลับเข้าสู่ยุครุ่งเรืองบ้านเมืองพัฒนามาเรื่อยๆ ให้ชื่อว่า ใต้อรุณเรืองรอง

“เท่าที่ค้นเจอ บี.กริมได้รับใช้ในเหตุการณ์สำคัญของไทยเยอะมาก อย่าง 100 ปีฉลองกรุง รัชกาลที่ 5 อยากฟื้นฟูบูรณะวัดและวังใหม่ กระเบื้องสีทอง แชนเดอเลียร์ พรม เฟอร์นิเจอร์ บี.กริม ก็รับหน้าที่สั่งเข้ามา นอกจากของตกแต่งบ้านเมืองแล้ว ยังมีเครื่องประดับ เครื่องเพชร เครื่องแบบทหารสำหรับใช้ในขบวนเกียรติยศ”

ในฐานะผู้เขียนที่ได้ค้นพบข้อมูลเห็นพัฒนาการของครอบครัวลิงค์ที่ผ่านช่วงเวลาอันยากลำบาก “ถ้าใครได้มาอ่านหนังสือฝากไว้ในแผ่นดินจะรู้สึกว่าพวกเราโชคดีมากที่เกิดมาในยุคนี้ ไม่มีสงคราม คนก่อนหน้านั้นต้องลำบากมาก คิดว่านั่นคือเหตุผลว่าเมื่อไหร่ที่เราช่วยตัวเองได้แล้วก็ควรคืนให้สังคม

ไม่ได้บอกว่าเป็นหนังสือที่ดีที่สุด แต่เป็นหนังสือที่คุณจะได้ทราบประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง วัฒนธรรม และการทำธุรกิจการค้า คิดว่าหายากเหมือนกันนะที่จะรวมไว้ในหนึ่งเล่ม ที่สำคัญคืออ่านสนุกวางไม่ลง”

ธรรมชาติต้องห้าม ความงามอันลึกลับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/549483

  • วันที่ 29 เม.ย. 2561 เวลา 10:18 น.

ธรรมชาติต้องห้าม ความงามอันลึกลับ

โดน มัลลิกา นามสง่า/จีรวัฒน์ กล้ากะชีวิต ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ศิลปะในมุมมองของการถ่ายทอดผ่านการนำเสนอในลักษณะอวกาศ ความลึกลับที่ยากจะเข้าใจกับความไม่แน่นอนที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ สิ่งเหล่านี้เป็นเสน่ห์มัดใจที่ทำให้ “ปิยทัต เหมทัต” ยังคงสนุกและสร้างสรรค์ผลงานออกมาผ่าน “หิมพานต์” หรือ “อีเดน” นิทรรศการที่ท้าทายและดิ่งลึกลงไปในจิตวิญญาณ

หิมพานต์ แสดงถึงความลึกลับซับซ้อน และความงดงามของธรรมชาติผ่านพืชที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท (กัญชา) เปรียบเสมือนเรื่องราวเก่าแก่ที่มาจากคำภีร์ไบเบิล มีพระเจ้า อดัมกับอีฟ ต้นแอปเปิ้ล และงู ตัวละครเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์สะท้อนเรื่องราวในปัจจุบัน ทั้งการต้องห้าม กฎเกณฑ์ การพูดจริง พูดเท็จ จึงเป็นที่มาของชื่อนิทรรศการ หิมพานต์ ใช้การสร้างงานถ่ายภาพผ่านการส่องกล้องจุลทรรศน์

“วัตถุที่หามาถ่ายคือหัวใจของงาน ถ้าเห็นงานผมที่ผ่านมาเกือบสิบปี ผมมักจะใช้ธรรมชาติเป็นแรงบันดาลใจในการผลิตงานตั้งแต่ต้น จนทุกวันนี้ และการเดินทางที่ใช้ธรรมชาติเป็นแรงบันดาลใจ พาผมมาถึงจุดนี้ จุดที่เราเล่นกับธรรมชาติไปหลายเรื่องแล้ว ก็เหลือไม่กี่เรื่องที่จะจับประเด็นมาใช้ได้ เรื่องของธรรมชาติต้องห้ามเป็นหนึ่งในนั้น”

ศิลปินไม่ได้มีเจตนาต่อต้านหรือสนับสนุนกัญชา เพียงนำความจริงพัฒนาเป็นไอเดียตีโจทย์ออกมาเป็นภาพถ่ายและประติมากรรม

“ผมเองคาดเดาแต่แรกว่า ถ้าเราเลือกประเด็นนี้มาเล่น แล้วนำกัญชามามองผ่านกล้องจุลทรรศน์จะเป็นอย่างไร อันนี้เป็นข้อสังเกตที่ผมตั้งขึ้นมาตอนเริ่มงาน

วิธีเดียวที่ทำให้รู้ได้คือต้องลอง เลยซื้อกล้องจุลทรรศน์โบราณมาอันหนึ่ง เวลาผมจะทำอะไรค่อนข้างดูละเอียดว่าสิ่งไหนที่เหมาะกับความคิดเรา ตั้งแต่การเลือกกล้องจุลทรรศน์ อย่างสมัยนี้กล้องจุลทรรศน์แสงจะขึ้นมาตรงๆ ผมจึงเลือกใช้กล้องจุลทรรศน์โบราณมันเลือกใช้พลังงานจากกระจก ซึ่งกระจกเราสามารถหมุนพลิกแพลง และสามารถเล่นกับมุมแสงได้มากกว่า เรียกว่าทดลองได้มากกว่ากล้องแบบใหม่

ด้วยความที่กล้องโบราณเลนส์คมชัด แต่ไม่มีโค้ชติ่งกันแสงสะท้อน เพราะฉะนั้นจะเห็นแสงที่สะท้อนเหลื่อมออกมา เหมือนกับความผิดพลาด แต่สำหรับผมคือความวิเศษและสวยงามมาก ก็จะเห็นเป็นแสงที่อยู่ตามขอบๆ ในภาพซึ่งสวยงามมาก”

ด้านเทคนิคสี ปิยทัต ใช้วิธีการจัดหลังจากเซตกล้องเสร็จ โดยนำตัวอย่างเล็กๆ จากส่วนต่างๆ ของต้นกัญชา หั่นให้เล็กที่สุด และนำมาวางไว้บนแผ่นกระจกใต้เลนส์กล้องจุลทรรศน์อีกทีหนึ่ง ทำให้การขยับและการจัดคอมโพสต่างๆ เป็นไปอย่างยากลำบากทั้งเรื่องของการจัดไฟที่ต้องใช้มากกว่าหนึ่งดวงเพื่อที่จะส่องมาจากด้านข้างและด้านล่าง และส่วนสำคัญคือการใส่เจลสีต่างๆ เข้าไปตรงหน้าไฟเพื่อให้เกิดการผสมสีขึ้นมา

ทุกอย่างต้องอยู่ในกระบวนการซึ่งเป็นงานชิ้นเล็กมาก ทำให้เขาใช้เวลาในการปั้นโปรเจกต์นี้ถึง 6 เดือน โดยระหว่างทางมีการลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ กระทั่งออกมาเป็นผลงานที่น่าภูมิใจ

ภาพถ่ายในครั้งนี้ ปิยทัต เลือกใช้ทรงกลม เนื่องจากเป็นรูปทรงได้มาจากการใช้กล้องจุลทรรศน์ ยิ่งทำให้งานออกมาดูคล้ายกับแนวอวกาศนอกโลก

“เป็นความตั้งใจครับ เพราะงานส่วนใหญ่ผมออกแนวเป็นอวกาศเยอะ ที่สนใจด้านนี้เพราะมันคือความลึกลับดีๆ นี่เอง นำเสนอความลึกลับที่มีใครรู้ว่ามันคืออะไรกันแน่

ผมว่าชีวิตมันเต็มไปด้วยความลึกลับนะครับ ก็เลยชอบที่จะไม่จำเป็นต้องเข้าใจอะไรไปหมดทุกอย่าง ก็เลยเป็นประเด็นหนึ่งที่มักจะอยู่ในงานผม ส่วนที่เป็นอวกาศจักรวาล เป็นความชอบส่วนตัว ผมชอบเสพอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ ไม่ใช่แค่งานศิลปะนะครับ การค้นหาทางวิทยาศาสตร์ด้วย”

นอกจากภาพถ่าย ยังมีงานประติมากรรมสำริด โดยมีความเชื่อมโยงเป็นเรื่องราวเดียวกัน “ผมเริ่มลองปั้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ก็เป็นงานทดลองใหม่ที่ไม่เคยทำ ที่คิดถึงคืองูกับแอปเปิ้ล หลังจากนั้นก็หาแบบฟอร์มต่างๆ ที่เราเคยเห็นและที่เราพยายามจินตนาการออกมา เช่น หัวใจที่มีงูออกมา หัวมีรู ลูกตาที่มีเส้นตาเป็นงูสองตัวกำลังร่วมเพศกัน มีการผสมผสานฟิกเกอร์ เล่นกับอวัยวะต่างๆ แขนเริ่มกลายเป็นงู เป็นส่วนเดียวกับธรรมชาติ ความสนุกอยู่ในกระบวนทั้งคิดและทำ เป็นสวนอีเดนในอีกมิติหนึ่ง”

การสร้างศิลปะชุดนี้ไม่เพียงแต่นำเสนอธรรมชาติที่แปลกประหลาด นำมาสู่ความสวยงาม ผ่านธรรมชาติต้องห้ามเท่านั้นแต่ยังสะท้อนให้เห็นการใช้เทคนิคของศิลปินอย่างมีชั้นเชิง

“ภาพที่ผมถ่ายทอดออกมา ผมว่ามันสวยงามอย่างที่คนคาดไม่ถึง ผมเองก็ตกใจที่ผลงานออกมาสวยงามพอสมควร และเป็นอะไรที่ส่วนตัวผมไม่เคยเห็นมาก่อน” ปิยทัต กล่าวทิ้งท้าย

นิทรรศการหิมพานต์ จัดแสดงถึงวันที่ 27 พ.ค. ณ เซรินเดีย แกลเลอรี่ โอ.พี.การ์เด้นซอยเจริญกรุง 36 (โทร. 02-238-6410)