วิลเลียม เอช. จอห์นสัน โฟล์กอาร์ตในโมเดิร์นนิสม์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544791

  • วันที่ 18 มี.ค. 2561 เวลา 11:14 น.

วิลเลียม เอช. จอห์นสัน โฟล์กอาร์ตในโมเดิร์นนิสม์

โดย ปณิฏา

ภาพเขียนที่มองแวบแรกจะนึกถึงโฟล์กอาร์ต หรือศิลปะพื้นถิ่นสไตล์แบบดั้งเดิม เล่าเรื่องราวในมุมมองของศิลปินแอฟริกัน-อเมริกัน วิลเลียม เอช. จอห์นสัน ในช่วงยุคทศวรรษที่ 1930-1940

วิลเลียม เฮนรี จอห์นสัน ไม่ใช่ศิลปินบ้านๆ ธรรมดา เขาเกิดวันที่ 18 มี.ค. 1901 ที่เมืองฟลอเรนซ์ รัฐเซาท์แคโรไลนา หลังตัดสินใจว่าจะทำตามความฝันที่ต้องการเป็นจิตรกร เขาก็มาเข้าเรียนที่สถาบันศิลปะการออกแบบแห่งชาติในนิวยอร์ก อันเป็นที่ที่เขาได้พบกับ ชาร์ลส์ เวบสเตอร์ ฮอว์ตอร์น ศิลปินผู้เป็นแรงบันดาลใจให้เขาอย่างมากมาย

พื้นฐานของวิลเลียมเกิดในครอบครัวยากจน พ่อกับแม่เป็นชนชั้นแรงงานผิวสีชาวแอฟริกัน-อเมริกัน แต่เขาฝันจะเป็นจิตรกรมาตั้งแต่เด็ก และฝึกฝนด้วยตัวเองโดยการวาดภาพก๊อบปี้รูปการ์ตูนจากหน้าหนังสือพิมพ์ ด้วยความที่เป็นลูกชายคนโต แม้จะเคยแบ่งรับแบ่งสู้ว่า ความฝันของเขาเองอาจจะไม่เป็นจริง แต่ในที่สุดเขาก็ทำได้ด้วยการสอบติดสถาบันศิลปะการออกแบบในนิวยอร์ก โดยมีศิลปินดัง ชาร์ลส์ เวบสเตอร์ ฮอว์ตอร์น คอยสนับสนุน หลังจากได้เห็นความสามารถทางศิลปะของเขา

เรียนจบที่นิวยอร์ก วิลเลียมเดินทางไปเรียนต่อ ณ กรุงปารีส ด้วยเงินกองทุนที่ชาร์ลส์ เวบสเตอร์ ฮอว์ตอร์น อีกนั่นเอง ที่ช่วยระดมทุนให้เขา ก่อนจะท่องไปทั่วยุโรปเพื่อฝึกฝนฝีมือทางด้านศิลปะ และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในขณะนั้นยุคโมเดิร์นนิสม์กำลังเฟื่องฟูในยุโรป

วิลเลียมได้คลุกคลีในแวดวงศิลปะ และได้รู้จักศิลปินมากมายที่ส่งอิทธิพลต่อผลงานของเขา โดยเฉพาะเมื่อไปเปิดสตูดิโออยู่ที่เฟรนช์ ริเวียร่า ซึ่งได้สนิทสนมกับประติมากรเอกซ์เพรสชั่นนิสม์ชาวเยอรมัน คริสตอฟ โฟลล์ ผู้ชักนำให้เขารู้จักกับ โฮลชา คราเค ศิลปินนักออกแบบลายผ้า ที่ต่อมากลายเป็นภรรยาของเขา

เมื่อเดินทางกลับมายังสหรัฐ วิลเลียม เอช. จอห์นสัน ตั้งใจจะมาปักหลักสร้างสรรค์งานศิลปะที่บ้านเกิด ทว่าบรรยากาศของเมืองเล็กๆ อย่างฟลอเรนซ์เปลี่ยนแปลงไปมากมาย กลับมาได้ไม่นานเขาก็โดยตำรวจจับ โทษฐานไปวาดภาพบนกำแพงบ้านคนอื่น

หลังเหตุการณ์คัลเจอร์ช็อก วิลเลียมกลับ

ไปยุโรปอีกครั้ง คราวนี้เขาไปปักหลักที่เดนมาร์กและแต่งงานกับโฮลชา ช่วงนั้นแวดวงศิลปะคึกคักอยู่ที่สแกนดิเนเวียและแอฟริกาเหนือ โดยเฉพาะที่ตูนีเซีย ทว่าชีวิตที่เงียบสงบอยู่ได้ไม่นาน เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังจะปะทุขึ้น เขาและโฮลชาต้องรีบย้ายกลับมาที่นิวยอร์กเป็นการด่วน

แม้ว่าจะหลีกเลี่ยงเยอรมันนาซีมาได้ หากการมาใช้ชีวิตในนิวยอร์กก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะมีหลากชาติหลายภาษา แต่ก็ไม่วายต้องผจญกับเรื่องของการเหยียดผิวอยู่ดี อย่างไรก็ตามบรรยากาศของแวดวงศิลปะในย่านฮาร์เลม กรุงนิวยอร์ก ก็นับว่าเป็นสถานที่หลบภัย ช่วยฟื้นฟูจิตใจ และจุดไฟสร้างสรรค์ให้

คู่จิตรกรผิวสีได้ดีอย่างยิ่ง

วิลเลียมได้งานเป็นครูสอนศิลปะที่ศูนย์ศิลปะฮาร์เลม พร้อมๆ ไปกับการสร้างสรรค์งานศิลปะของเขาเองควบคู่ไปด้วย จากสิ่งที่ฝึกฝนมาในยุคโมเดิร์นนิสม์ หากเขาเลือกที่จะหวนคืนสู่จุดกำเนิดของตัวเอง สร้างสรรค์ศิลปะออกมาในแนวโฟล์กอาร์ต (folk art) ที่มีสีสันสดใส และเป็นรูปภาพสไตล์ 2 มิติ ไม่มีความตื้นลึกหนาบาง (ไร้เพอร์สเปกทีฟ) โดยเนื้อหาเล่าเรื่องราวในชีวิตประจำวันของชาวแอฟริกัน-อเมริกันในย่านฮาร์เลม ทางใต้ของสหรัฐ และที่เข้าร่วมในกองทัพ เพื่อสู้รบในสงครามโลกครั้งที่ 2

ผลงานศิลปะโฟล์กอาร์ตของวิลเลียม เริ่มกลายเป็นที่จับตามองในช่วงทศวรรษที่ 1940 โดยในช่วงจุดเปลี่ยนของทศวรรษ เป็นช่วงที่ผู้คนกำลังมองหาสิ่งใหม่ๆ และนิทรรศการเดี่ยวผลงานของ วิลเลียม เอช. จอห์นสัน ในสไตล์โฟล์กอาร์ต ณ อัลมา รี้ด แกลเลอรี่ ก็กลายเป็นคำตอบ

“แม้ว่าผมจะไปร่ำเรียนศิลปะมาทั่วโลก ได้ผ่านประสบการณ์สร้างสรรค์ศิลปะแบบอิมเพรสชันนิสม์ คิวบิสม์ โฟวิสม์ เอกซ์เพรสชันนิสม์ ฯลฯ มาแล้ว แต่ผมก็ภูมิใจที่สามารถเก็บสิ่งที่เป็นรากฐานดั้งเดิมของตัวเองเอาไว้ได้ เป็นความตั้งใจของผมที่จะถ่ายทอดสิ่งที่เป็นธรรมชาติในตัวเองผ่านงานศิลปะ ซึ่งก็คือ ผลงานสไตล์โฟล์กอาร์ตนี้” วิลเลียม เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้

ในปี 1942 สตูดิโอของเขาในฮาร์เลมถูกไฟไหม้วอดไปทั้งหลัง ต่อมาอีก 2 ปี โฮลชา ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก 14 ปี ก็มาจากไปด้วยโรคมะเร็งเต้านม หลังจากนั้นตัวเขาก็ต้องไปอยู่ในโรงพยาบาลโรคจิต ไม่อาจสร้างสรรค์ผลงานศิลปะได้อีก แม้จะพยายามเดินทางออกไปจากฮาร์เลม กลับไปบ้านเกิด และกลับไปยุโรป ก็ไม่อาจเยียวยาจิตใจตัวเองได้

วิลเลียม เสียชีวิตในปี 1970 ที่โรงพยาบาลเซ็นทรัล อิสลิป สเตท ในลองไอส์แลนด์ หลังไปรักษาตัวที่นั่นอยู่ 23 ปี เขานับเป็นจิตรกรแอฟริกัน-อเมริกันคนสำคัญในยุคสมัยของเขา โดยมีผลงานมากมายอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะอเมริกันสมิทโซเนียน กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

นอกจากเรื่องราวชีวิตคนแอฟริกัน-อเมริกันในย่านฮาร์เลมแล้ว เขายังวาดภาพเชิงสังคม ประวัติศาสตร์ และการเมืองอันเกี่ยวเนื่องกับคนผิวสี อย่างเช่นเรื่องราวของการเหยียดผิวในรัฐทางใต้ของสหรัฐ บรรดานักการเมือง นักต่อสู้ชาวแอฟริกัน-อเมริกัน ฯลฯ อีกด้วย

อาภัสพร สุภาภา งานเขียนที่ดีต้องรับผิดชอบสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544788

  • วันที่ 18 มี.ค. 2561 เวลา 11:00 น.

อาภัสพร สุภาภา งานเขียนที่ดีต้องรับผิดชอบสังคม

โดย อณุสรา ทองอุไร / ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

นักเขียนหน้าใสวัย 30 กลางๆอ้น-อาภัสพร สุภาภา แม้จะดูหน้าอ่อนใส แต่เธอก็เขียนหนังสือมาแล้วถึง 14 ปี โดยเริ่มเขียนตั้งแต่ปี 2547 หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยได้ไม่นาน ซึ่งเธอเริ่มลองเขียนหนังสือตั้งแต่ช่วงอยู่มัธยมปลาย แต่ก็ยังไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันเท่าไรนัก โดยเริ่มเขียนจากงานกลอนเปล่า กลอนว่าง กลอน 8 แต่เขียนไปเขียนมาเริ่มรู้ว่าไม่ใช่ทางของเธอสักเท่าใด เพราะภาษาไม่ได้สละสลวยพอ ก็เลยหยุดเขียนไปนานพอสมควร แล้วหันไปเอาดีเป็นนักกีฬาแทนช่วงมัธยมปลาย

จึงเริ่มมาเขียนเป็นเรื่องสั้นอีกครั้งตอนเรียนมหาวิทยาลัย เขียนอ่านเล่นๆ กันในหมู่เพื่อนฝูงตอนเรียนปี 4 เพราะไปอ่านงานของสำนักพิมพ์แจ่มใส แล้วคิดว่าตนเองน่าจะเขียนงานแนวนี้ได้ ก็เลยลองเขียนส่งไปให้สำนักพิมพ์แจ่มใสพิจารณา ตอนนั้นเขียนเรื่องสั้นเป็นเรื่องๆ ส่งไปหลายเรื่องแต่เรื่องที่ได้รับเลือกไปรวมเป็นเล่มกับของคนอื่นด้วยคือชื่อ “หนึ่งในคำตอบนั้น… ฉันรักเธอ” เป็นรวมเรื่องสั้น หลังจากนั้นก็เขียนไปเรื่อยก็ได้พิมพ์เกือบทุกเรื่อง

มีผลงานที่เขียนให้กับสำนักพิมพ์แจ่มใสทั้งหมด 30 กว่าเล่ม เป็นเวลา 10 ปี เฉลี่ยแล้วออกปีละประมาณ 3 เล่ม ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องยาว ที่ดังที่สุดคือเป็นซีรี่ส์ 3 เล่ม ในชุดเรื่องจันทร์ เธอเริ่มเขียนให้กับสำนักพิมพ์แจ่มใสตั้งแต่อายุ 23-24 ปี รวมเวลา 10 ปี

“ตอนหลังเหมือนจะถึงจุดอิ่มตัวคือ เราเริ่มโตขึ้น เราก็อยากให้งานเขียนของเราโตขึ้นตามอายุและมุมมองของเรา ไม่อยากเขียนเรื่องวัยรุ่น รักหวานแหวว ใสๆ เพราะไม่ใช่วัยของเรามันฝืน ก็เลยลาออกจากแจ่มใสเมื่อ 3 ปีที่แล้ว และเริ่มมาลองเขียนงานที่หนักขึ้นเป็นผู้ใหญ่ขึ้น มีมุมมองชีวิตที่ซับซ้อนมากขึ้น เปลี่ยนแนวการเขียนใหม่ ไม่หวานใสแบบเดิมอีกต่อไป”

หลังจากบ่มเพาะประสบการณ์มากว่า 10 ปี เธอก็ไม่อยากทำงานกับสำนักพิมพ์อื่น เพราะมีข้อจำกัดหลายอย่าง ก็เลยเปิดสำนักพิมพ์เล็กๆ ของตัวเอง เขียนเอง พิมพ์เอง ลงทุนเอง โดยเธอเปิดสำนักพิมพ์ชื่อ ภัสรสา ซึ่งเป็นนามปากกาของเธอนั่นเอง แน่นอนว่ามีความเสี่ยงมากขึ้น แต่ก็ทำงานได้อย่างสบายใจขึ้น ทำเองออกแบบเองรับผิดชอบเอง เหนื่อยมากได้มาก ควบคุมการผลิตได้ทุกอย่าง

“ก็ไม่ได้เปลี่ยนแนวไปไกลมาก คือยังเขียนนิยายรัก แต่เป็นรักแบบวัยผู้ใหญ่มีเหตุมีผล เน้นเรื่องรักน้อยลง มีความเป็นผู้ใหญ่ขึ้น มีมุมมองทางสังคมมากขึ้น ก็คือโตไปตามอายุของเรานั่นแหละไม่ฝืนเขียนเรื่องที่เด็กเกินตัวเราไปมากนัก มีความซับซ้อนมีหักมุมมากขึ้นให้ความสำคัญกับประเด็นทางสังคมเข้ามาให้ขบคิด โดยยังคงความถี่ในการเขียนให้ออกมาให้ได้ปีละ 3 เรื่องเหมือนเดิม โดย 3 ปีที่มาเปิดสำนักพิมพ์เองนั้นมีงานเขียนมาทั้งหมด 10 เล่มพอดี” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

เรื่องที่ออกมาก็มีนิทานเทวา เป็นนิยายชุด เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเทพนิยายยุคใหม่ โดยผลงานเล่มล่าสุดคือเรื่อง เล่ห์เงาลวง โดยใช้เวลาในการเขียนเรื่องละประมาณ 4 เดือน เธอจะฝึกให้ตัวเองมีวินัยด้วยการเขียนงานทุกวัน 09.00 น. ก็นั่งโต๊ะทำงาน พักเที่ยง เขียนอีกครั้งตอนบ่าย เหมือนคนที่ต้องทำงานทั่วไป วัตถุดิบในการเขียนก็มาจากเรื่องรอบตัว ถ้าช่วงไหนตันหมดมุขก็ไปเที่ยวบ้าง ออกเดินทางเพื่อหาข้อมูลบ้าง เขียนเรื่องเกษตรก็อาจจะไปเที่ยวฟาร์มเกษตรไปดูงานไปดูชีวิตจริง เพื่อเอาข้อมูลมาเขียน เขียนเรื่องม้าก็ไปดูคอกม้าไปนั่งสัมภาษณ์คนเลี้ยงม้า ไปลองฝึกขี่ม้าดูบ้าง พอจะตันก็หาทางรอดได้ทุกครั้งไป ผลงานเล่มล่าสุดที่กำลังจะออกช่วงเดือน เม.ย.นี้ก็คือเรื่อง ทางดาว

เธอบอกว่ารักที่จะเป็นนักเขียนต้องมีวินัย อย่าหวังรวย ให้มีความสุขกับงานเขียน มีความตั้งใจให้ผลงานออกมาดี ที่เหลือรายได้ก็จะตามมาเอง อย่าเอาเงินเป็นที่ตั้ง เพราะงานเขียนต้องใช้ศิลปะและจินตนาการ ต้องให้เวลา ต้องมีความประณีตในการทำงาน มีความรับผิดชอบต่อสังคมให้งานเขียนมีคุณภาพไม่ทำร้ายสังคม ไม่มอมเมามากเกินไป แฝงแนวคิดคำสอนดีชั่วสอดแทรกเข้าไปบ้างก็จะดี

‘รามานูโว’ จตุโชติ ลิมปโชติ รามเกียรติ์ในแบบอาร์ต นูโว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544782

  • วันที่ 18 มี.ค. 2561 เวลา 09:56 น.

‘รามานูโว’ จตุโชติ ลิมปโชติ รามเกียรติ์ในแบบอาร์ต นูโว

โดย พริบพันดาว

การจัดแสดงผลงานเดี่ยว ครั้งที่ 2 “รามานูโว” (Ramayana in art nouveau style) ของ จตุโชติ ลิมปโชติ จิตรกรที่มีเส้นลายและสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ โดยได้แรงบันดาลใจจากความท้าทายในการผสมผสานรามเกียรติ์เข้ากับสไตล์อาร์ต นูโว จนเกิดเป็นผลงานที่มีทั้งจินตนาการและความแปลกตา

นอกจากนี้ ยังมีผลงานในรอบ 3 ปีล่าสุดของเขาอีกหลายแนวคิด รวม 45 ชิ้น

วรภัค ธันยาวงษ์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย มาเป็นประธานในพิธีเปิดท่ามกลางเพื่อนฝูงในวงการศิลปะและโฆษณา มาให้กำลังใจกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

จตุโชติ บอกว่า รามานูโวเป็นแนวความคิดหรือคอนเซ็ปต์ที่เกิดจากความชอบในเนื้อหาของรามเกียรติ์ที่คนไทยและคนทั้งโลกรู้จัก ซึ่งมีศิลปินสร้างสรรค์งานไว้มากมาย

“ผมมองหาแนวทางที่จะสร้างสรรค์ให้ออกมามีอรรถรสที่แตกต่าง ในแบบของตัวเอง ประกอบกับความชอบในลวดลายของศิลปะในยุคอาร์ต นูโว จึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะสร้างสรรค์ภาพชุดนี้ขึ้น”

สำหรับรามเกียรติ์ เป็นวรรณคดีของไทยที่สำคัญเรื่องหนึ่ง เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เนื้อเรื่องและสำนวนกลอนในเรื่องรามเกียรติ์ มีความไพเราะ มีคติสอนและแง่คิดในด้านต่างๆ อยู่เป็นอันมาก สอดแทรกเอาไว้ตลอดทั้งเรื่อง ตามหลักนิยมของอินเดียในเนื้อเรื่อง และหลักนิยมของไทยในสำนวนกลอน

บทละครเรื่องรามเกียรติ์ได้วาดเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังไว้ที่ศาลารายรอบพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) นิยมนำมาแสดงเป็นโขน เขียนขึ้นมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ จำนวน 178 ห้อง เขียนโดยจิตรกรที่มีฝีมือยอดเยี่ยมของไทย เป็นภาพวิจิตรงดงาม ทรงคุณค่าทางศิลปกรรมเป็นอย่างยิ่ง

ตามหลักฐานที่พอจะอนุมานได้ ปรากฏว่าเรื่องรามเกียรติ์ หรือรามายณะได้เข้ามายังประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 900 ปีล่วงมาแล้ว เท่าที่สืบค้นได้มีคำฉันท์อยู่เรื่องหนึ่ง ชื่อ ราชาพิลาปคำฉันท์ (นิราศสีดา) ผู้แต่งไม่ปรากฏนาม เป็นเรื่องที่แต่งสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พรรณนาความคร่ำครวญของพระราม ตอนออกเดินทางเที่ยวตามหานางสีดา

เรื่องนี้นับเป็นรามเกียรติ์เรื่องเดียวที่เกิดขึ้นก่อนรามเกียรติ์ฉบับพระเจ้ากรุงธนบุรี และตกทอดมาจนถึงสมัยปัจจุบัน ในสมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ทรงพระราชนิพนธ์สำหรับให้ละครหลวงเล่น ปัจจุบันมีอยู่ไม่ครบ ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ได้ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเพื่อรวบรวมเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งมีมาแต่เดิมให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ เพื่อให้ละครหลวงเล่น ได้ทรงเลือกมาเป็นตอนๆ รามเกียรติ์นี้จึงมีสำนวนกลอนที่ไพเราะที่สุด

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ โดยดัดแปลงจากพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ เพื่อใช้ในการเล่นโขนซึ่งจะมีอยู่เพียงบางตอนที่คัดเลือกไว้เท่านั้น เช่น ตอนนางลอย ตอนหักคอช้างเอราวัณ ตอนสีดาลุยไฟ เป็นต้น

จตุโชติ ขยายความถึงการทำงานว่า เนื่องจากมีโครงเนื้อหาของรามเกียรติ์อยู่แล้ว ก็ทำงานได้เลย ในแบบที่มิได้ยึดติดกับรายละเอียดแบบประเพณีนิยมแบบภาพไทย 100%

“มีการแต่งเติมไปตามจินตนาการ และสร้างพล็อตย่อยๆ ขึ้นมาตามที่ต้องการ นอกจากรามานูโวแล้วผมยังมีผลงานที่เป็นคอนเซ็ปต์ย่อยที่หลากหลายในทางความคิด มีงานแบบชิ้นเดี่ยว ซึ่งทำมาตลอด 3 ปีด้วย”

ส่วนรูปแบบศิลปะอาร์ต นูโว (Art Nouveau) เป็นสกุลศิลปะที่มีการพัฒนาและเจริญรุ่งเรืองในช่วงปี 1880-1914 พจนานุกรมศิลปะ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้กำหนดเป็นศัพท์ภาษาไทยไว้ว่า “นวศิลป” เป็นศิลปะที่ได้รับความนิยมสูงสุดในยุโรปและสหรัฐอเมริกา

มีจุดเริ่มต้นมาจากชื่อร้านของ แอส.บิง (S. Bing) เปิดในปารีสในปี 1895 ที่ชื่อว่า “ลา นูโว” (L’ Art Nouveau) แปลว่า ศิลปะใหม่ (The New Art) ต่อมากลายเป็นชื่อที่เรียกศิลปะที่มีรูปแบบเฉพาะทั้งในด้านสถาปัตยกรรม การออกแบบ และศิลปะอื่นๆ ในเยอรมนีเรียกว่า Jugendstil แปลว่า เยาว์ (Youth) ในอิตาลีเรียกว่า Stile Liberty ในสเปนเรียกว่า Modernista และในออสเตรียเรียกว่า Sezessionstil (Secession Style)

อาร์ต นูโว มีลักษณะพิเศษด้วยการใช้รูปทรงแบบอินทรีย์รูปหรือรูปทรงที่มีลักษณะเป็นธรรมชาติ มีการใช้เส้นที่อ่อนช้อยเลื่อนไหล มีการผสมผสานลวดลายต่างๆ นิยมทำงานที่มีเรื่องของการเสพสังวาส (Erotic) มักจะมีลักษณะการใช้ปัจจัยต่างๆ จากธรรมชาติและความเป็นผู้หญิง ซึ่งจะตรงกันข้ามกับการสร้างสรรค์ในศิลปวัฒนธรรมตะวันตกโดยทั่วไปที่มักจะเกี่ยวโยงกับความเป็นชาย

อิทธิพลศิลปะสไตล์อาร์ต นูโว ได้แพร่หลายอยู่ควบคู่กับสไตล์วิคตอเรีย (Victorian) ปรากฏในผลิตภัณฑ์ ภาพประกอบหนังสือ ลายกระเบื้อง แก้ว เซรามิก เครื่องประดับ เครื่องเรือน เครื่องประดับสถาปัตยกรรม จึงเปรียบเป็นอิทธิพลของงานศิลปะและการออกแบบสมัยใหม่

การผสมผสานหรือฟิวชั่นรามเกียรติ์ในรูปแบบศิลปะอาร์ต นูโว ในนิทรรศการศิลปะ “อาร์ต นูโว” จัดแสดงถึงวันที่ 27 มี.ค. 2561 ณ หอศิลป์เซเว่นรังสรรค์ ชั้น 1 อาคารซีพีออลล์ สาทร ซอย 5 เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00-19.00 น. สอบถามเพิ่มเติม โทร. 02-071-1784

เดียว วรตั้งตระกูล รองซีอีโอผู้รักธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544777

  • วันที่ 18 มี.ค. 2561 เวลา 09:34 น.

เดียว วรตั้งตระกูล รองซีอีโอผู้รักธรรมชาติ

โดย ภาดนุ

ผู้บริหารหนุ่มวัย 48 ปี ที่ใบหน้าอ่อนกว่าวัย เดียว วรตั้งตระกูล ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Deputy CEO) ของสถานีโทรทัศน์ช่อง One HD 31 เป็นอีกหนึ่งคนที่มีใจรักธรรมชาติและมีความฝันว่าอยากจะกลับไปใช้ชีวิตเรียบง่ายที่บ้านเกิดในภาคอีสาน หลังจากเกษียณอายุจากการทำงานในเมืองกรุงแล้ว เราลองไปพูดคุยกับเขาถึงแนวความคิดนี้ดีกว่า ว่ามีที่มาอย่างไร

“ก่อนอื่นผมขออัพเดทการทำงานหรือหน้าที่ที่ผมรับผิดชอบก่อนเลยนะครับ ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ผมทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการของสถานีช่องวันเอชดี 31 มีหน้าที่หลักในการดูแลบริหารงานภายในช่อง ทั้งเรื่องการออกอากาศ รวมทั้งเรื่องของรายการข่าวภายในช่องด้วย พูดง่ายๆ ก็คือช่องวัน เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มให้กับรายการหรือคอนเทนต์ต่างๆ ซึ่งอาจจะเป็นลูกค้าของเราอีกที

ระยะเวลาที่ผมทำงานอยู่ในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ปีนี้ก็เป็นปีที่ 9 แล้ว โดย 7 ปีแรกผมทำงานอยู่จีเอ็มเอ็มแซด จากนั้นผมก็ลาออกเพื่อไปหาประสบการณ์อยู่ 1 ปี แล้วก็กลับมาทำงานที่ช่องวันได้ 2 ปีแล้ว ดังนั้นโดยรวมแล้วผมจึงทำงานในเครือจีเอ็มเอ็มฯ มาได้ 9 ปีแล้วครับ และตอนนี้เรตติ้งของช่องวันก็ถือว่ากำลังไปได้ดีเลยละ”

เดียวบอกว่า นอกเวลาทำงาน ถ้าว่างเมื่อไหร่เขาจะมีแพสชั่นโดยชอบท่องเที่ยวผจญภัย ซึ่งเจ้าตัวตอบอย่างมั่นใจว่า กิจกรรมนี้เป็นเหมือนพิมพ์เขียวหรือรูปแบบไลฟ์สไตล์ของเขาที่ถูกออกแบบมาตั้งแต่ตอนเด็กๆ แล้ว คือเป็นคนที่ชีพจรลงเท้าอยู่ตลอดเวลา

“เดิมทีแล้วผมเกิดที่ จ.นครพนม พอโตขึ้นก็มาเรียนที่ จ.ขอนแก่น ตามด้วย จ.ชลบุรี พอเริ่มทำงานก็บังเอิญได้ทำงานที่ต้องติดต่อหรือต้องเดินทางไปนู่นไปนี่อยู่ตลอดเวลา เลยยิ่งทำให้ผมชอบการเดินทางมาก แล้วผมยังชอบไปเที่ยวสถานที่แปลกๆ ตามต่างจังหวัด หรือไปเที่ยวยังสถานที่ที่มีวิถี ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์เป็นพิเศษ มีอยู่ช่วงหนึ่งผมพูดกับเพื่อนๆ เลยว่า ผมมีสโลแกนในการท่องเที่ยวคือ มกราฯ พาแม่เที่ยว กุมภาฯ พาเพื่อนเที่ยว มีนาฯ พาแม่เที่ยว ฯลฯ โดยทุกๆ เดือนจะมีคอนเซ็ปต์ในการเดินทางแบบไม่ซ้ำกัน

สำหรับคอนเช็ปต์ในการพาแม่เที่ยว ด้วยความที่เราออกมาเรียนหนังสือและทำงานตั้งแต่วัยรุ่น เรียกว่าแทบไม่ได้อยู่บ้านเลยละ พอเราเริ่มอยู่ในวัยที่มีเงิน มีความสะดวกสบายที่สามารถจะดูแลคุณแม่หรือพาท่านไปเที่ยวยังที่ต่างๆ ได้ก็ควรทำทันที เพราะพอนึกถึงตอนที่ท่านลำบากส่งเสียเราเรียนมา ท่านไม่ค่อยได้ไปเที่ยวที่ไหนเลย เมื่อมีโอกาสผมก็เลยตอบแทนท่านในวัยที่ท่านเกษียณแล้ว (อายุ 74 ปี) โดยพาท่านไปเที่ยวด้วย เพราะปกติแล้วเราไปเที่ยวกันทุกเดือน ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เหนือบ่ากว่าแรงแต่อย่างใด”

เดียวเสริมว่า คุณแม่ของเขาเพิ่งจะมีโอกาสได้เที่ยวเยอะก็ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี่เอง เนื่องจากแม่ต้องดูแลคุณยาย อย่างเมื่อก่อนหลายคนอาจเคยได้ยินแคมเปญ “สิงหาฯ พาแม่เที่ยว” ซึ่งสำหรับเขาแล้วกลับคิดว่า ทำไมต้องพาแม่เที่ยวได้แค่สิงหาฯ เดือนเดียวล่ะ เดือนอื่นก็สามารถพาแม่เที่ยวได้ จึงเกิดเป็นกิจกรรมสนุกๆ ที่เขามักจะพาแม่ไปเที่ยวทุกเดือน

“ช่วงหลังๆ นี้นอกจากพาแม่เที่ยวแล้ว ผมยังพาเพื่อนเที่ยวด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สนุกดี ได้ไปเที่ยวทุกเดือนตลอดทั้งปี จะใกล้จะไกลผมไปหมด ถ้าเป็นจังหวัดรอบๆ กรุงเทพฯ ก็จะไปเช้า-เย็นกลับ แต่ถ้าไปต่างประเทศ บางครั้งก็ไปกับทัวร์ หรือไปกับหมู่คณะที่เราคุ้นเคย เช่น กำแพงเมืองจีน จางเจียเจี้ย เป็นต้น คือผมอยากให้คุณแม่ได้

เดินออกกำลังกายอย่างเต็มที่ เพราะกลัวว่าต่อไปเดี๋ยวท่านจะเดินไม่ไหว

สำหรับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในระยะหลังๆ ที่ผมชอบนั้น มันมีจุดเปลี่ยนตรงที่ผมได้ไปลงเรียนหลักสูตร EDP (Executive Development Program) ที่ตลาดหลักทรัพย์จัดขึ้น ซึ่งคอร์สนี้ได้พาผู้เรียนไปดูงานในโครงการพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ จ.สกลนคร แล้วผมเองเป็นชาว จ.นครพนม คือเป็นคนอีสานที่ทราบมาตลอดว่าภูมิประเทศในแถบบ้านเรามันแห้งแล้งมาก

แต่พอได้ไปดูงานในโครงการพระราชดำริฯ ที่พระองค์ท่านคิดขึ้นเพื่อช่วยชาวบ้าน แล้วพื้นที่ในแถบนั้นกลับกลายเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ขึ้นมา และผมยังพบว่าชาวบ้านในพื้นที่นั้นส่วนใหญ่มีไอเดียและมีฝีมือที่ดี ขาดแต่เพียงการกระตุ้นหรือการส่งเสริมเท่านั้น ก็เลยทำให้ผมรู้สึกชอบที่จะไปท่องเที่ยวในเชิงเกษตรมากยิ่งขึ้น”

ผู้บริหารหนุ่มเล่าว่า จากการได้ไปเที่ยวในเชิงเกษตร รวมทั้งได้ไปเที่ยวในสถานที่ที่ศิวิไลซ์มา วันหนึ่งเขาก็กลับมานั่งคิดว่า ความจริงแล้วตัวเองชอบท่องเที่ยวสไตล์ไหนมากกว่ากัน

“คำตอบที่ผมได้ก็คือ ผมชอบท่องเที่ยวแบบธรรมชาติ ชอบความเรียบง่าย และชอบวิถีชีวิตแบบพอเพียงของเกษตรกรมากกว่า ผมจึงกลับมานั่งคิดว่า จากเดิมเป้าหมายที่ผมคิดไว้ว่าจะปักหลักอยู่กรุงเทพฯ แต่ปัจจุบันนี้ก็เริ่มมาคิดได้ว่า คุณแม่และญาติพี่น้องของเราก็อยู่ต่างจังหวัด อีกอย่างตอนนี้คนก็เริ่มพูดถึง จ.นครพนม ว่ามีสถานที่น่าเที่ยวเยอะมาก เวลาที่ผมพาเพื่อนไปเที่ยว เพื่อนๆ ก็ยังบอกว่าชอบเลย

ทำให้ผมมานั่งคิดว่า เอ๊ะ! หรือชีวิตในบั้นปลายเราควรจะกลับไปอยู่ที่นครพนมดีนะ เมื่อตกผลึกกับความคิดแล้วผมก็เริ่มไปหาซื้อที่ดินบริเวณแถบริมแม่น้ำโขงไว้ ซึ่งเป็นที่ดินที่อยู่ติดแม่น้ำเลย จึงมีวิวที่สวยมาก ยิ่งเมื่อนึกย้อนไปถึงวัยเด็กก็ยิ่งรู้สึกผูกพันกับแม่น้ำ เพราะคุณยายและคุณแม่ก็เคยทำเกษตร ปลูกผัก ปลูกถั่ว ปลูกมันแกว ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่ผมเห็นมาตั้งแต่เด็กแล้ว แต่ก็ไม่เคยเห็นคุณค่าของมันเลย แต่พอได้กลับไปบ้านในช่วงหลังๆ ผมรู้สึกชอบมาก เพราะเป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและสถานที่ก็สวยงามน่าอยู่ดี

ยิ่ง จ.นครพนม เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษด้วยแล้ว ผมเลยรู้สึกว่าในอนาคตคนไทยสามารถจะข้ามไปทำธุรกิจในประเทศแถบอินโดจีนได้เลย เป็นสิ่งที่น่าคิดต่อยอดต่อไป ผมจึงหาซื้อที่ดินติดริมแม่น้ำโขงไว้ 2 ไร่ ตอนนี้ก็เริ่มปรับพื้นที่ ถมที่ ขุดสระ และเตรียมที่จะปลูกต้นไม้แล้ว คาดว่าภายใน 5 ปีน่าจะเป็นพื้นที่ที่สมบูรณ์เลยละ”

เดียวเสริมว่า หากมีเวลาเขาจะไปเข้าคอร์สอบรมทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงกับ อาจารย์ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร) ซึ่งก็ยังไม่ว่างสักที แต่อย่างน้อยก็ถือว่าเขาได้เริ่มต้นกับสิ่งที่ตัวเองเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้อยากมีพื้นที่ทำเกษตรขึ้นมา

“ผมว่าวิถีชีวิตเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ มันไม่ใช่เรื่องไกลตัวของคนไทยอย่างเรา คุณตาคุณยายผมก็เป็นชาวนามาก่อน ตอนเด็กๆ ผมก็เคยไปดำนาเกี่ยวข้าว ซึ่งเหล่านี้เป็นวิถีชีวิตที่เราเคยสัมผัสและฝังอยู่ในความทรงจำเราอยู่แล้ว จะพูดว่าเป็นความชอบส่วนตัวของผมก็ได้

ดังนั้น ผมจึงคิดว่าหากงานที่ทำอยู่เข้าที่เข้าทางมากกว่านี้ ก็อาจจะหาเวลาไปเพิ่มเติมทักษะและความรู้ทางด้านเกษตรจากผู้รู้ เพื่อให้ผมสามารถนำไปต่อยอดและช่วยเผยแพร่ต่อให้กับชาวบ้านแถบนั้นด้วย ก็หวังว่าอีก 5 ปีผมจะได้กลับไปทำในสิ่งที่ตัวเองตั้งใจไว้อย่างเต็มที่ ก็ยังไม่รู้เลยว่าเมื่อถึงเวลานั้น ผมจะต้องทิ้งงานในวงการนี้ไปเลยหรือเปล่า ผมก็ยังตอบไม่ได้เหมือนกัน แต่ในเมื่อเรามีเป้าหมายชีวิตในบั้นปลายในแบบสโลว์ไลฟ์ที่เราต้องการ มันก็ควรจะเป็นชีวิตที่สงบๆ แบบนั้นมากกว่า”

เดียวทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันเขาทำงานจันทร์-ศุกร์ แต่ก็จะบาลานซ์การทำงานและการใช้ชีวิตให้ลงตัว ตอนนี้หน้าที่สำคัญของเขาก็คือ ต้องสร้างคนรุ่นใหม่ให้ก้าวเข้ามาทำหน้าที่แทน โดยให้การสนับสนุนพวกเขา และใช้ประสบการณ์ของตัวเองมาช่วยแนะนำด้วย ปัจจุบันก็ถือว่าเขาบาลานซ์ชีวิตได้น่าพอใจทีเดียว ว่างๆ ก็จะขับรถไปตามจังหวัดใกล้ๆ ไปจอดรถชมทุ่งนาแค่นี้ก็มีความสุขแล้ว

“ผมว่าคนเราเมื่อถึงจุดหนึ่งในชีวิต พวกเขาก็จะรู้ถึงคุณค่าของการใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายเองครับ เป็นธรรมดาเมื่ออยู่ในวัยที่กำลังแสวงหาหรือกำลังค้นหาตัวตน พวกเขาก็ต้องออกไปพบเจอกับประสบการณ์ต่างๆ ก่อน บางคนอาจจะเลือกทางที่เจริญเติบโตในเรื่องหน้าที่การงาน แต่สำหรับตัวผมกลับพบว่า การได้ใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์มันช่วยให้ผมได้ดูแลแม่อย่างเต็มที่ หรือได้พาแม่ไปเที่ยวบ่อยๆ ได้ใช้เวลาที่มีค่าด้วยกัน ซึ่งเมื่อน้องๆ หรือคนอื่นๆ ที่ติดตามผมจาก IG : mddeaw นำไปปฏิบัติตาม นั่นถือเป็นสิ่งที่ผมภาคภูมิใจเป็นที่สุดเลยละครับ”

เด็กดื้อด้านต่อต้าน พ่อแม่อย่าเกียจคร้านหมั่นพาเช็กสุขภาพจิต (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544671

  • วันที่ 17 มี.ค. 2561 เวลา 12:27 น.

เด็กดื้อด้านต่อต้าน พ่อแม่อย่าเกียจคร้านหมั่นพาเช็กสุขภาพจิต (1)

โดย โสภิตา สว่างเลิศกุล sopitasavang2010@gmail.com ภาพ : อภิชิต จินากุล

พลิกหน้าข่าวที่เกี่ยวกับสุขภาพ มาเจอกับข่าวที่ออกมาจากกรมสุขภาพจิต เรื่องเด็กดื้อด้านต่อต้านที่ต้องพาไปปรึกษาจิตแพทย์เด็กเพื่อทำการบำบัดรักษา ก็ยิ่งมีความเป็นห่วงเด็กๆ ยุคนี้เสียจริง

ผลสำรวจของกรมสุขภาพจิต ในกลุ่มเด็กอายุ 13-17 ปี ครั้งล่าสุดปี 2559 พบเด็กป่วยเป็นโรคดื้อต่อต้าน ร้อยละ 2 หรือมีประมาณ 8 หมื่นคนทั่วประเทศ ในเด็กชายพบร้อยละ 2.3 ส่วนเด็กหญิงพบร้อยละ 1.7 ซึ่งโรคนี้เกิดมาจากหลายสาเหตุร่วมกัน ทั้งตัวเด็กเองที่มีพื้นฐานเป็นเด็กอารมณ์ร้อนและสภาพแวดล้อม เช่น ความสัมพันธ์ในครอบครัวไม่ดี ใช้ความรุนแรง การตั้งกฎระเบียบที่ไม่สม่ำเสมอของพ่อแม่ที่น่าเป็นห่วง

พบว่ายังมีพ่อแม่มีความเชื่อผิดๆ คิดว่าเด็กดื้อตามปกติ จึงไม่ได้พาไปรักษา โดยให้การดูแลตามความเชื่อ คือ 1.ปล่อยไปตามธรรมชาติ เด็กน่าจะดีขึ้นเอง 2.ไม่ขัดใจลูก เพราะกลัวลูกจะเครียด กลัวลูกออกจากบ้าน 3.ลงโทษรุนแรงเพื่อดัดนิสัย 4.ส่งไปอยู่กับญาติ หรือส่งไปอยู่โรงเรียนประจำ เพื่อดัดนิสัย ซึ่งความเชื่อทั้งหมดนี้ไม่ได้ช่วยให้พฤติกรรมของเด็กดีขึ้น แต่ล้วนทำให้พฤติกรรมดื้อต่อต้านแย่ลงไปอีกจึงขอให้รีบพาไปพบจิตแพทย์เด็กเพื่อตรวจประเมิน

ในรายงานข่าวบอกว่า น.ต.นพ.บุญเรืองไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยมสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น แม้โรคนี้ยังไม่มียารักษาโดยตรง แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้เด็กดีขึ้น คือการปรับแก้พฤติกรรมที่ไม่ดีของเด็กให้น้อยลง ซึ่งครอบครัวมีความสำคัญที่สุด โดยได้รับคำแนะนำจากทีมสหวิชาชีพ ในการปรับลดพฤติกรรมอย่างถูกวิธีและทำให้เด็กหายป่วย

ส่วน พญ.กุสุมาวดี คำเกลี้ยง ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น การลงโทษที่ไม่ควรใช้กับเด็กที่มีพฤติกรรมดื้อต่อต้าน คือการลงโทษด้วยการทุบตีอย่างรุนแรงหรือด่าว่าด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย รุนแรง เนื่องจากเป็นการเพิ่มความก้าวร้าวให้เด็ก ทำให้เด็กมีพฤติกรรมต่อต้านเพิ่มมากขึ้น และหากเด็กเหล่านี้ไม่ได้รับการรักษา เมื่อโตขึ้นเด็กจะมีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงมากขึ้นก้าวร้าว เกเร เสี่ยงต่อการเสพ และติดสารเสพติดได้ง่าย

หากผู้ปกครองพบว่า ลูกมีอาการที่กล่าวมา ขอให้พาไปพบจิตแพทย์เด็กเพื่อบำบัดพฤติกรรม ซึ่งต้องใช้ร่วมกันหลายวิธี ได้แก่ การทำจิตบำบัด ฝึกให้เด็กควบคุมตัวเอง ฝึกให้มีการแสดงออกที่เหมาะสมกับผู้ใหญ่ควบคู่กับการให้ความรู้ความเข้าใจแก่ครอบครัวหรือที่เรียกว่าครอบครัวบำบัด เพื่อลดความขัดแย้ง เพิ่มการสื่อสารที่เหมาะสมในครอบครัว ฝึกพ่อแม่ให้ปรับพฤติกรรมเด็กอย่างเหมาะสมถูกต้อง รวมทั้งร่วมมือกับครูที่โรงเรียนในการดูแลและช่วยปรับลดพฤติกรรมที่ไม่ดีระหว่างที่เด็กอยู่ในโรงเรียนด้วย

สำหรับโรคพฤติกรรมดื้อต่อต้าน หรือโอดีดี (Oppositional Defiant Disorder – โอดีดี) ซึ่งเด็กจะมีความผิดปกติทางด้านพฤติกรรม มีนิสัยดื้อต่อต้านไม่ฟังพ่อแม่ ไม่ทำตามกฎระเบียบ อารมณ์รุนแรง หงุดหงิดง่ายในระดับที่มากเกินกว่าเด็กทั่วไป สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นเป็นประจำ แต่ยังเข้ารับบริการรักษาจากจิตแพทย์ยังมีน้อย

สมาคมจิตเวชศาสตร์สหรัฐอเมริกาได้ให้นิยามโรคดื้อและต่อต้านนี้ว่า “เป็นรูปแบบพฤติกรรมต่อเนื่องจากการไม่เชื่อฟังและแสดงออกด้วยอารมณ์โกรธเป็นหลัก รวมถึงดื้อต่อต้านกับพ่อแม่เป็นประจำในระดับที่มากเกินกว่าเด็กปกติทั่วไป สังเกตจากภายนอกง่ายๆ คือเด็กจะแสดงอาการดื้อและโกรธง่าย ซึ่งอาการนี้มักจะพบในเด็กที่อายุ 8 ขวบขึ้นไป เด็กที่มีภาวะโรคดื้อต่อต้านเป็นระยะเวลาต่อเนื่องนานกว่า

ข้อมูลจากเว็บไซต์หาหมอ (haamor.com) มีบทความวิธีดูแลเด็กดื้อต่อต้าน (How to care oppositional defiant disorder child) เขียนโดย พรทิพย์ วชิรดิลกและ พ.ท.หญิง สาวิตรี แย้มศรีบัว อาจารย์พยาบาล สาขาการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต (เด็ก) ให้ความรู้ถึงโรคนี้ว่า ภาวะดื้อต่อต้าน เป็นความผิดปกติในเด็กที่มีลักษณะเด่น คือ ดื้อ ต่อต้าน ไม่เป็นมิตร โมโหง่าย ไม่ควบคุมอารมณ์ จนพ่อแม่ทนไม่ได้ จนมีผลกระทบต่อการเรียน เป็นอยู่นานติดต่อกันเกิน 6 เดือน แต่พฤติกรรมข้างต้นต้องไม่มีเรื่องที่เด็กถูกละเมิดสิทธิ์ หรือกฎเกณฑ์ทางสังคมอย่างรุนแรง และไม่ได้เกิดในช่วงเด็กดื้อตามปกติในเด็กอายุ 2-3 ขวบ

จากเกณฑ์การวินิจฉัยโรคตามระบบ DSM-IV (Diagnostic and statistical manual to mental disorders-IV) พบภาวะเด็กดื้อในทั่วโลกได้ประมาณ 2-16% หรือโดยเฉลี่ยประมาณ 6% อายุน้อยที่สุดที่พบคือ 3 ขวบ ส่วนมากเริ่มเป็นก่อนอายุ 8 ขวบ และไม่เกินวัยรุ่น แต่โดยเฉลี่ยจะเริ่มแสดงอาการตอนอายุ 6 ขวบ ซึ่งช่วงก่อนวัยรุ่นจะพบในเด็กผู้ชายมากกว่าในเด็กผู้หญิง ในอัตราส่วนชายต่อหญิงเท่ากับ 2 : 1และเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นแล้วพบในเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงพอๆ กัน

สำหรับประเทศไทย พบภาวะนี้ได้ประมาณ 3% ของเด็กที่เรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-5 เมื่อแยกตามภาคพบว่า กรุงเทพมหานครมีความชุกสูงสุด 5.5% โดยพบในเด็กชาย 8% และเด็กหญิง 3% ด้วยอัตราส่วนเด็กชายต่อเด็กหญิงคือ 2.6 : 1

เพราะฉะนั้นในสังคมสมัยใหม่ สถานการณ์เด็กไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะยุคดิจิทัลที่เด็กถูกเลี้ยงมาพร้อมกับอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต จึงมีความเสี่ยงต่อการเป็นเด็กดื้อด้านต่อต้านพ่อแม่ผู้ปกครองมากขึ้น ตอนหน้ามาดูถึงสาเหตุกัน

‘อย่าปิดกั้นโลกของลูก’ พรทิพย์ วิริยะกิจพัฒนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544662

  • วันที่ 17 มี.ค. 2561 เวลา 11:45 น.

‘อย่าปิดกั้นโลกของลูก’ พรทิพย์ วิริยะกิจพัฒนา

โดย ฤดูกาล ภาพ : พรทิพย์ วิริยะกิจพัฒนา

ความน่ารักของครอบครัวนี้ ไม่ใช่แค่ความทุ่มเทของแม่ “บี” พรทิพย์ วิริยะกิจพัฒนา ที่ชอบแต่งตัวลูกสาว “น้องบลูเบล” วัย 1 ขวบกว่าออกไปลั้นลานอกบ้าน แต่เธอมักสร้างเสริมประสบการณ์ลูกน้อยผ่านการเดินทาง ให้ลูกได้สัมผัสธรรมชาติ และเรียนรู้การอยู่กับผู้คน

ในมุมมองของเธอและสามีเชื่อว่า การเลี้ยงลูกให้มีความสุข คนเป็นพ่อและแม่ต้องมีความสุขเช่นกัน ทำให้หลังจากคลอดลูกสาวได้ไม่นาน เธอก็พาลูกออกนอกบ้านเพื่อลดความเครียดหลังคลอด

จนกระทั่งอายุ 5 เดือน น้องบลูเบลได้ออกต่างจังหวัดครั้งแรกสู่จันทบุรี เป็นการประเดิมด้วยทริปไม่ใกล้ไม่ไกล นั่งรถไม่นานเกินไป และเป็นสถานที่ที่เธอคุ้นเคยอยู่แล้ว

“พอมีลูกไปด้วยทำให้ต้องใช้เวลาเดินทางนานขึ้นราว 2 ชั่วโมง เพราะระหว่างทางต้องแวะจอดให้ลูกออกจากที่นั่งเด็ก (คาร์ซีต) มายืดเส้นยืดสาย เพราะระหว่างที่อยู่บนรถเราจะไม่อุ้มน้องเอง

แม้ลูกจะร้องงอแงก็ต้องสอนให้เขาอดทนอยู่ในคาร์ซีตตลอดเพื่อความปลอดภัยที่สุด และสร้างความเคยชินให้เขาอยู่ให้ได้ เพราะเวลาเดินทางไปไหนลูกจะได้ไม่งอแง”

บียังกล่าวด้วยว่า ทุกที่ที่พาลูกไปเป็นการให้ลูกได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่มากกว่าของเล่นอันเก่า หรือในบ้านหลังเดิมที่อยู่ทุกวันอย่างการไปทะเลครั้งแรกของลูกสาว เธอเห็นน้องบลูเบลสัมผัสทราย สัมผัสน้ำ และเห็นเขาตื่นเต้นกับทุกสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต

“หรือทริปไปเที่ยวป่าโกงกางที่อากาศค่อนข้างร้อน แต่ลูกไม่ร้องไม่งอแงเลยเพราะสนใจและตื่นเต้นกับการเคลื่อนไหวของสัตว์ สนใจต้นไม้ในป่า ชี้โน่นชี้นี่ให้เราพาไปให้อธิบายว่ามันคืออะไร ซึ่งนี่แหละเป็นสิ่งที่ลูกเรียนรู้ระหว่างทาง”

นอกจากนี้ การพาลูกน้อยไปเห็นธรรมชาติ ไปเห็นสัตว์ต่างๆ ที่เขาเคยฟังจากนิทาน ยังทำให้โลกในจินตนาการกลายเป็นความจริง

“เดี๋ยวนี้มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่เหมาะกับเด็กเล็กหลายที่ อย่างครอบครัวเราทุกปีจะไปจิม ทอมป์สัน ฟาร์ม มีทั้งทุ่งดอกไม้ลูกได้ไปวิ่งไล่จับแมลงปอ มีวัฒนธรรมไทยให้ลูกเห็นวิถีชีวิตดั้งเดิม ทุกอย่างรอบตัวเขาสามารถสอนเรื่องราวใหม่ๆ และคนเป็นพ่อแม่สามารถสร้างความตื่นเต้นให้ลูก สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะไปด้วยกัน”

บีมองว่าการใช้เวลาร่วมกันระหว่างพ่อ แม่ ลูก คือเวลาคุณภาพ “เพราะเราทั้งคู่ (บีและสามี) ต้องทำงานประจำ” โดยเธอทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท เวิรฟ พับบลิค รีเลชั่นส์ คอนซัลแตนท์ซีทำให้ในวันธรรมดาเธออาจมีเวลาให้ลูกไม่ได้ทั้งวัน แต่หลังจากเลิกงานและในวันหยุดเวลาทั้งหมดจะเป็นของลูก

“ถ้าไม่มีเวลาไปต่างจังหวัด เราก็ยังพาเขาออกไปเที่ยวใกล้บ้าน เพราะเราอยากให้เรียนรู้ อยากให้รู้จักปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ อยากให้เขากล้าทำในสิ่งที่ไม่เคยทำและอยากให้เขามีมนุษยสัมพันธ์กับคนรอบข้าง

เราไม่อยากปิดกั้นลูก โดยเอาความกลัวของตัวเองเป็นกำแพงกั้น แต่อยากให้เขาได้ไป ได้ลองทุกอย่าง เพื่อจะได้ใช้เวลาคุณภาพร่วมกันและสร้างเสริมประสบการณ์ให้เขามากที่สุด” เธอกล่าวทิ้งท้าย

Ardha Padma Anantasana : The sleeping Vishnu with half bound lotus pose

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544652

  • วันที่ 17 มี.ค. 2561 เวลา 10:34 น.

Ardha Padma Anantasana : The sleeping Vishnu with half bound lotus pose

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

พระวิษณุทรงมีสี่กรถือสังข์ จักร คทา และดอกบัว เป็นเทพองค์หนึ่งในสามองค์ของเทพตรีมูรติของพราหมณ์ (พระพรหม พระศิวะ และพระวิษณุ) มีหน้าที่ปกปักรักษาความสงบสุขของจักรวาล

ในคัมภีร์มหาภารต กล่าวไว้ว่า เดิมทีพระนารายณ์เป็นเพียงฤๅษีตนหนึ่ง ได้เดินทางจากโลกมนุษย์ไปยังสถานที่ของพวกพราหมณ์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อบำเพ็ญเพียรจนในที่สุดก็ได้รับการเคารพบูชาจากเทวดาทั้งหลาย เพราะขอร้องให้ช่วยกำจัดอสูรให้ ซึ่งฤๅษีก็สามารถสู้รบชนะอสูรได้จนสำเร็จ จึงได้รับความเคารพจากเหล่าเทวดามากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ภายหลังฤๅษีนารายณ์ได้เดินทางไปยังหิมาลัย เพื่อออกบำเพ็ญเพียร จนได้บรรลุผลเป็นผู้รู้แจ้งทุกสิ่งในโลก ส่งผลให้ได้เป็นผู้นำเหล่าพราหมณ์และได้รับการรู้จักและยกย่องบูชาในนามพระวิษณุหรือพระนารายณ์ ในเวลาต่อมา

สำหรับท่าพระนารายณ์บรรทมในเวอร์ชั่นวันนี้ จะมีการผสมท่าครึ่งดอกบัวเข้าไปด้วยทำให้การทรงตัวด้วยลำตัวด้านข้าท้าทายขึ้น การฝึกท่านี้สร้างความแข็งแรงให้กระดูกเชิงกราน การยืดขาบนขึ้นสร้างความยืดหยุ่นให้ต้นขาด้านหลัง (Hamstrings) รวมทั้งช่วยกระตุ้นอวัยวะในช่องท้อง แต่ข้อควรระวังสำหรับคนที่มีอาการบาดเจ็บหัวเข่าและข้อเท้า

รุนแรง ควรงดฝึกในแบบพับขาหนึ่งข้างเป็นครึ่งดอกบัว

วิธีปฏิบัติ

1. ให้นั่งเริ่มต้นเหมือนการฝึกท่าMarichyasana [B] คือการยืดขาซ้ายออกมาก่อนแล้วพับขาขวาเข้ามาวางที่ต้นขาซ้ายใกล้กับขาหนีบด้านในแบบครึ่งดอกบัวจากนั้นก็ชันเข่าข้างซ้ายขึ้นมา แล้วนั่งโดยยกก้นซ้ายขึ้นมาเทน้ำหนักลงก้นขวา

 

2. ค่อยๆ นอนตะแคงลงฝั่งขวาโดยวางต้นแขนขวาไว้ที่พื้นส่งมือซ้ายโดยใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางล็อกนิ้วโป้งเท้าซ้าย

 

3. หายใจเข้ายาวๆ อยู่นิ่งๆ จากนั้นหายใจออกยืดขาซ้ายขึ้นด้านบนสู่เพดานแล้วค่อยๆ นอนตะแคงลงเปลี่ยนจากการวางต้นแขนเป็นวางข้อศอกลงที่พื้น ส่วนศีรษะไว้บนฝ่ามือทรงตัวให้นิ่งค้างท่าสักครู่หายใจเข้า-ออกประมาณ 5 ลมหายใจ จากนั้นค่อยๆ คลายแล้วลองฝึกสลับข้าง

 

พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส+สมโภชน์ โตรักษา คู่หูต้านคอร์รัปชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544647

  • วันที่ 17 มี.ค. 2561 เวลา 09:52 น.

พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส+สมโภชน์ โตรักษา คู่หูต้านคอร์รัปชั่น

โดย มัลลิกา นามสง่า, จุฑามาศ นิจประพันธ์ ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

การจะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่อาจจะสำเร็จไม่ได้ด้วยกำลังคนคนเดียว หรือหน่วยงานเดียว บางอย่างต้องอาศัยการทำงานร่วมกัน และคงเป็นเรื่องโชคดีหากได้เพื่อนร่วมงานที่มีอุดมการณ์และเป้าหมายเดียวกันอย่าง สมโภชน์ โตรักษา แห่งคอลัมน์หมายเลข 7 และ พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ปัจจุบันปฏิญาณตนมาเป็นผู้ตรวจสอบเงินแผ่นดินภาคประชาชน

ทั้งสองคนมีเป้าหมายและอุดมการณ์ช่วยแก้ไขปัญหาการทุจริต ที่ส่งผลกระทบถึงประชาชนด้วยการใช้งบประมาณแผ่นดินโดยเปล่าประโยชน์ และไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่มันควรจะเป็น

คอลัมน์หมายเลข 7 ออกอากาศทางช่อง 7 สี รวมระยะเวลาก็ 7 ปี พอดีที่ทั้งสองคนร่วมกันตีแผ่เบื้องหลังความไม่โปร่งใสต่างๆ และร่วมกันตรวจสอบแล้วนำเสนอผ่านทางหน้าจอโทรทัศน์ ให้ผู้ที่คิดจะทุจริตตื่นรู้ว่าหากคุณทำไม่ดี คุณจะต้องเสียเงินหรือยกงานชิ้นนั้นให้แก่หลวง

 

พิศิษฐ์ ในขณะดำรงตำแหน่งรักษาการผู้ว่าการ สตง. และผู้ว่าการ สตง. ได้ลงตรวจพื้นที่เองกับสมโภชน์ ไม่ว่าจะเจาะถนนดูโครงสร้าง สนามฟุตซอล สะพานที่ของบประมาณสร้างหลายร้อยล้านบาท แต่ไม่มีคนใช้งานจริง

หลายๆ อย่างส่อให้เห็นการทุจริต ซึ่งสตง.มีหน้าที่ในการตรวจสอบอยู่แล้ว เพียงแต่สมัยก่อนประชาชนอาจจะยังไม่รู้ว่าเสียผลประโยชน์ เพราะถนนที่วัสดุไม่ดีพอ สนามฟุตซอลที่ไม่ได้มาตรฐานมองด้วยตาเปล่าคงไม่ทราบ

จนทั้งสองร่วมกันทำรายการเพื่อตีแผ่ให้ประชาชนทราบ และนับตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้เป็นระยะเวลา 7 ปีแล้ว ที่ทั้งสมโภชน์และพิศิษฐ์ได้ทำงานร่วมกันเพื่อสังคมและรักษาผลประโยชน์เงินแผ่นดินให้นำไปใช้ในทางที่เกิดประโยชน์สูงสุด

สมโภชน์ยกย่องพิศิษฐ์ทุ่มสุดตัวเพื่อแผ่นดิน

สมโภชน์ย้อนเล่าถึงการได้ทำงานร่วมกับพิศิษฐ์

“ตอนนั้นคณะผู้บริหารสูงสุดของช่อง 7 บอกว่า ช่อง 7 น่าจะมีบทบาทในฐานะสื่อมวลชน ทำข่าวเกี่ยวกับเรื่องปัญหาการทุจริต เราในฐานะสื่อมวลชนควรทำข่าวเกี่ยวกับเรื่องปัญหาการทุจริต และไม่ใช่แค่ทำข่าวให้เป็นข่าวอย่างเดียว แนวทางการแก้ไขมันจะทำอย่างไร

เราก็มามองว่าบทบาทของสื่อมันทำได้ แต่ทำข่าวให้เป็นข่าวและแก้ไขปัญหาได้ด้วยนี่สิ การทำโดยลำพัง การแก้ไขปัญหาคนเดียว เฉพาะแค่สื่อมันทำไม่สำเร็จหรอก ผมไม่ใช่คนขายข่าว แต่ผมเป็นคนทำข่าว เลยคิดว่าจะทำอย่างไรดี ดีที่สุดคือต้องจับมือ จับมือกับหน่วยงานตรวจสอบ

ผมจึงเข้าไปขอทำงานร่วมกับท่าน มองเห็นว่าเรื่องของงบประมาณเงินแผ่นดินเกี่ยวข้องกับทุกส่วนราชการของภาครัฐ และหน่วยงานไหนล่ะ ก็เลยมานั่งดูข้อมูล ก็เจอว่า สตง.นั่นเอง ไปหาเลย

ตอนนั้นท่านพิศิษฐ์ ท่านรักษาการผู้ว่าการ สตง.อยู่ที่เข้าหาท่านเพราะท่านเป็นผู้บริหารสูงสุดของ สตง. คนที่ขับเคลื่อนในการทำงานก็คือผู้ว่าการ สตง.

ท่านก็แปลกใจที่สื่อมาขอทำงานด้วย เราก็บอกถึงวัตถุประสงค์ของทางช่อง 7 ผู้บริหาร และผมมีแนวทางแบบนี้ และผมอยากทำงานร่วมกับหน่วยงานของท่านมาแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของปัญหาการทุจริต แต่มีอิสระต่อกัน เราจะไม่มีมาแบบช่อง 7 จะต้องออกข่าว สตง.

 

เราทำงานกับ สตง. หรือกับท่านผู้ว่าการ พิศิษฐ์ เนี่ย จนมาถึงปัจจุบันร่วม 7 ปี ไม่มีเรื่องของค่าใช้จ่ายใดๆ ไม่ว่าจะค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าจ้าง อะไรก็ตาม ช่อง 7 ไม่มี และที่สำคัญช่อง 7 เองก็ไม่เคยจ้างเราทำข่าวนะ แต่เราทำข่าวด้วยความสุข เรามีข้อมูลร้องเรียนมา เราส่งให้ สตง. สตง.ช่วยขยาย พอผลจากที่เราทำอย่างนี้ มันเกิดความสำเร็จ ความสำเร็จตรงนี้คือการแก้ไขปัญหาการทุจริต

เดิมทีคิดว่า สตง.ทำแค่เฉพาะในส่วนของการตรวจสอบเงิน แต่ว่ามันมีอะไรมากกว่านั้นพอเราไปทำ ก็เอาความรู้ตรงนี้ถ่ายทอดให้ประชาชนรู้ ให้ประชาชนเข้าใจบทบาทของ สตง.มากขึ้น มันกว้างมากกว่าที่เราคิด

ช่อง 7 ไปขอทำงานร่วมในฐานะพันธมิตรต้องขอบคุณท่าน เพราะวันนั้นพอไปขอเข้าพบ ท่านให้เข้าพบ ก็คุยกันแบบเปิดใจ ท่านบอกมาช่วยกันทำงาน ท่านต้อนรับ”

สมโภชน์ ยังเล่าอีกว่า เคยถูกฟ้องเป็นเวลา 2 ปีกว่า แต่พิศิษฐ์ไม่เคยทิ้งเขาเลย คอยช่วยเหลือให้คำปรึกษา จนในที่สุดก็หลุดข้อครหา จนทุกวันนี้ยังเก็บสำนวนนั้นเพื่อเป็นปริญญาเตือนใจตนว่า เคยผ่านจุดที่ยากลำบากในการทำข่าวตรวจสอบ

ทุกครั้งที่ลงตรวจพื้นที่กับพิศิษฐ์ ไม่ว่าจะร้อน เดินนานแค่ไหน ก็เดินได้เพราะสมโภชน์บอกว่า เคยมีครั้งหนึ่งไปลงพื้นที่อากาศร้อนมาก แต่ผู้ว่าการ สตง.ยังคงเดินตรวจสอบพื้นที่ท่ามกลางแสงแดด

“ผมเห็นเจ้าหน้าที่กางร่มให้ท่าน ท่านบอกกับเจ้าหน้าที่ว่า ผมมาทำงานไม่ต้องมาอำนวยความสะดวกกับผมเยอะ ผมตากแดดเป็นเรื่องปกติ ผมมีความสุขที่ทำงาน จุดนั้นผมรู้สึกเลยว่า ผมต้องสู้และอดทนให้ได้อย่างท่าน

ท่านแข็งแรงมาก อย่างเรื่องฝายที่ไม่สามารถเก็บกักน้ำได้ ท่านปีนลงไปดูสูงเกือบ 20 เมตร พวกผมก็เลยต้องปีนลงไปด้วย เป็นวันที่เหนื่อยมาก ก็ถามว่าจะปีนลงไปจริงๆ เหรอ ท่านบอกไม่เป็นไรไหว แล้วถามเรากลับว่า คุณน่ะไหวไหม ผมก็เลยต้องบอก ผมไหว ซึ่งท่านเป็นแรงผลักดัน แรงกระตุ้นให้กับเรา

จริงๆ ท่านมีลูกน้อง สั่งคนลงไปแทนก็ได้ แต่ท่านคิดว่าการที่ท่านลงไปไม่ใช่แค่ไปตรวจสอบ แต่มันเป็นเรื่องไปให้ความรู้แก่ลูกน้องในการเรียนรู้ เราก็จะได้ความรู้ ได้สังเกต การไปทำงานกับท่านผมได้ความรู้”

 

พิศิษฐ์ ชื่นชม เจอนักข่าวผู้มีอุดมการณ์เดียวกัน

หลังจากลงพื้นที่เสร็จ ก่อนกลับเข้าที่พัก กิจกรรมที่ทั้งคู่ชอบทำคือ เข้าวัด แทบทุกพื้นที่ที่ไปต้องไปวัดที่อยู่ละแวกนั้น หรือถ้าในหมู่บ้านมีกิจกรรมอะไรไม่ว่าจะสปาโคลนก็จะหาเวลาไปกัน

การที่ สตง.ร่วมมือกับสื่อมวลชนนำเสนอปัญหาการทุจริตตีแผ่ทางหน้าจอโทรทัศน์ ท่านอดีตผู้ว่าการ สตง.ไม่ได้มองว่า เป็นการแฉ หากแต่เป็นการให้ความรู้ ความกระจ่าง ให้ได้มีพื้นที่อธิบายที่ถูกตรวจสอบอย่างโปร่งใส

“คุณสมโภชน์เข้ามา มันก็ตรงกับแนวคิด สตง.อยู่แล้ว โดยเฉพาะช่วงที่ผมรักษาการและมีอำนาจอย่างเต็มที่ เรามองว่าการที่จะให้สื่อเผยแพร่ ทำให้ประชาชนตื่นรู้ไปพร้อมๆ กับการทำงาน สตง. หรือว่าร่วมกับสื่อ ตรงนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก เพราะบางอย่างประชาชนอาจจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าปัญหาที่มันเกิดขึ้นที่เขาเห็น จะไปบอกกับใคร อย่างน้อยก็อาจจะบอกสื่อรวมถึง สตง.ด้วย

เมื่อเราทำงานร่วมกับสื่อ ทีนี้แนวคิดการทำงาน พอได้คุยกับคุณสมโภชน์ เราก็เห็นถึงความตั้งใจจริง ว่าโดยบุคลิกท่าทางด้วย ผมคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีของ สตง.ที่เราจะทำงานร่วมกับคุณสมโภชน์ การที่เราออกไปทำงานและสะท้อนการทำงานร่วมกัน ผมเห็นว่ามีนัยมีความสำคัญ ผมเลยให้ความสำคัญกับประเด็นนี้เลยมีโอกาสได้ทำงานใกล้ชิดต่อเนื่องเลย

เรื่องอะไรก็ตามที่ประชาชนบอกมาทางสื่อ โดยเฉพาะคุณสมโภชน์ทาง สตง.ก็ถือว่าเป็นโชคดีที่ไม่ต้องไปนั่งขุดคุ้ย มีข้อมูลเข้ามา ปกติแล้วเราต้องตรวจโดยการเฝ้าระวัง เพราะเรื่องราวที่จะเข้าไปตรวจมีเยอะแยะ แต่ความผิดเหล่านั้นมันแฝงเร้นอยู่ แต่เมื่อมีคนให้ข้อมูลเบาะแสมาทางสื่อ เราก็ไปร่วมกันทำความจริงให้ปรากฏ และก็ตอบปัญหาให้สังคม

ถ้าเราทำเรื่องหนึ่งดี หลายๆ เรื่องรวมกันมันก็ดี มันไม่เฉพาะแต่เรื่องที่ทำ เรื่องที่เรายังไม่ไปทำก็อาจจะทำให้เป็นอุทาหรณ์ เป็นบทเรียนให้กับหน่วยงานอื่นๆ ที่เขาจะทำในลักษณะผิดพลาดในลักษณะเดียวกัน ทำให้เกิดความเสียหายในลักษณะเดียวกัน ประชาชนก็มีช่องทางที่จะให้ข้อมูลเบาะแส แล้วเขาจะเห็นปัญหาอย่างจริงจัง เพราะผมจับกระแสได้ว่าการที่ประชาชนไปร้องสื่อ ก็คือต้องการให้สื่อช่วยสะท้อนความจริงนี้ออกมา ถ้าเราสามารถสะท้อนทั้งความจริงด้วยในขณะเดียวกันทำให้ประชาชนเห็นว่าความจริงที่เราสะท้อนออกมานั้นมีผลที่จะทำให้สังคมเราดีขึ้น

เช่น การใช้จ่ายเงินที่ทำแล้วจะเสียหาย ถ้าเราไปตรวจเราก็สามารถจะระงับยับยั้ง หรือข้อมูลเบาะแสว่า เรื่องบางเรื่องที่เราไปตรวจกับคอลัมน์หมายเลข 7 พอเราสะท้อนออกไป ความจริงที่เราไปตรวจด้วย เจาะลึกเข้าไปด้วยในอำนาจหน้าที่ของ สตง. เราก็พบว่ามันมีความผิดที่มันซ่อนเอาไว้

อย่างเช่นพื้นสนามมันไม่ได้ขนาดมันผิดแบบ ซึ่งอย่างนี้ถ้าเราไม่ได้ไปตรวจมันก็อาจจะเบิกจ่ายเงินไป แต่ถ้าเราตรวจแล้วเขาไม่สามารถเบิกจ่ายเพราะว่ามันผิดแบบ พอผิดแบบมันก็เบิกรับไม่ได้ จ่ายเงินไม่ได้ ถ้ามีทางเดียวที่จะจ่ายเงินให้ ต้องทำใหม่ ทำใหม่ก็เป็นเรื่องความรับผิดชอบของผู้รับจ้างกับคนคุมงานที่ปล่อยปละละเลยแล้วก็ทำในสิ่งที่ฉ้อฉลเอาไว้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็คือบทเรียนให้กับคนที่พยายามที่จะทำผิด

 

ขณะเดียวกัน หน่วยงานอื่นก็จะเห็นว่าทำเสร็จครึ่งหนึ่งแล้วต้องมานั่งรื้อทำใหม่ ตรงนี้ความเสียหายที่เกิดขึ้น มันเป็นความเสียหายที่อยู่ในความรับผิดชอบของผู้รับจ้าง แต่ถ้าเราไม่ไปตรวจมันเป็นความเสียหายของประชาชนเจ้าของเงินแผ่นดิน เพราะงั้นผมคิดว่าเรามีอุดมการณ์ตรงนี้ตรงกัน เราก็เลยร่วมมือกันทำงาน

โชคดีอย่างหนึ่งที่ในฐานะตอนนั้นรักษาการ เลยทำแนวทางเหมือนด้านหนึ่งที่ยังมองไม่เห็นก็คือผู้บริหารระดับสูงออกไปทำงาน เพื่อที่จะให้ผู้บริหารลำดับรองลงไป เห็นถึงการทำงานว่าต้องทำกันแบบจริงจัง ทำแบบไหน ถือว่าเป็นการประกาศนโยบายข้าราชการ สตง.รู้ว่าต้องทำงานในเชิงรุกให้มาก เพื่อที่จะปกป้องรักษาประโยชน์เงินแผ่นดินไว้ให้ได้

ถือว่าเป็นการทำงานรูปแบบใหม่ของ สตง.โชคดีที่เราจะไปตั้งงบประมาณเพื่อมาทำเป็นประชาสัมพันธ์ โฆษณาสั้นๆ แต่เราจะโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเห็นจากการทำงานว่านี่คือ สตง.มีบทบาทหน้าที่แบบนี้”

พิศิษฐ์ กล่าวเสริมอีกว่า สมโภชน์มีพลังบางอย่างในตนเอง โดยเฉพาะในเรื่องของการตั้งคำถาม ทุกคำถามที่ตั้งขึ้นมาล้วนแต่ตรงไปตรงมาและสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ สุดท้ายทางออกของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร

นอกจากนี้ เมื่อคราวที่ทั้งสองไม่ได้ทำงาน ประเด็นการคุยกันก็ยังไม่พ้นที่จะเป็นเรื่องงานอยู่ดี เสมือนว่าสิ่งที่ทำอยู่คือความสุข คือ สิ่งที่ทั้งสองไม่ได้รู้สึกว่าเป็นภาระ

ปัจจุบันพิศิษฐ์เกษียณจากตำแหน่งผู้ว่าการ สตง.แล้ว แต่ก็ยังร่วมทำงานกับคอลัมน์หมายเลข 7 อยู่ เพราะคิดว่าเป็นผู้ตรวจสอบภาคประชาชน เพียงแค่ถอดหมวกการเป็นข้าราชการออก เหลือแต่ประชาชนเจ้าของเงินแผ่นดินคนหนึ่ง มาช่วยเฝ้าระวังว่าเขาจะนำเงินไปใช้จ่ายอะไร และทางคอลัมน์หมายเลข 7 ก็เป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยสะท้อนประโยชน์เงินแผ่นดินที่มันรั่วไหลเสียหาย ประชาชนจะได้รู้เท่าทัน

การทำงานของทั้งสองคนไปในทิศทางเดียวกันเสมอ เพราะมีอุดมการณ์เหมือนกันตั้งแต่แรกคือทำเพื่อรักษาประโยชน์ของประชาชน เพราะประชาชนเป็นผู้มีสิทธิในเงินของแผ่นดินอย่างทั่วถึงกัน

อมร วาณิชวิวัฒน์ ‘รถคลาสสิก…รักเหมือนลูก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544646

  • วันที่ 17 มี.ค. 2561 เวลา 09:43 น.

อมร วาณิชวิวัฒน์ ‘รถคลาสสิก...รักเหมือนลูก’

โดย ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ชีวิตของคนไทยในปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่ารถยนต์ คือ ปัจจัยที่ห้าที่หลายคนต้องมีไว้เพื่อการดำรงชีวิต

รถยนต์สำหรับบางคนอาจเป็นเพียงพาหนะในการเดินทาง แต่กับบางคนมองว่ารถยนต์มีความหมายมากกว่านั้น อย่างเช่น “อมร วาณิชวิวัฒน์” กรรมการร่างรัฐธรรมนูญและอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในคนที่หลงใหลรถยนต์จำพวกรถคลาสสิก ซึ่งปัจจุบันก็ใช้รถยนต์ Jaguar XJ6 L ที่ตัวเองรักและหวงแหนเหมือนกับลูกคนหนึ่ง

อาจารย์อมร เริ่มเล่าถึงที่มาที่ไปของการหลงใหลรถจากัวร์ของอังกฤษว่า ที่ผ่านมาเคยใช้ Mercedes Benz 230E คลาสสิกเหมือนกัน เป็นรถในยุค’90 เรียกได้ว่ารถร่วมสมัย ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่ แต่รถรุ่นนี้ยังไม่คลาสสิกเท่ากับจากัวร์ที่เป็นรถสัญชาติอังกฤษ

 

“เหตุผลที่ชอบจากัวร์ไม่มีอะไรมาก เพราะตัวเองเป็นนักเรียนอังกฤษ รถจากัวร์จะเป็นหน้าตาของอังกฤษ และยังเป็นรถประจำตำแหน่งของผู้นำอังกฤษด้วย ช่วงตอนที่ตัวเองไปเรียนที่อังกฤษ โทนี แบลร์ นายกรัฐมนตรีเวลานั้น ก็ใช้จากัวร์เหมือนกัน เราเลยมีภาพว่าจากัวร์ดูคลาสสิกและเป็นรถผู้นำ ผู้นำใช้รถนี้มันต้องมีดีอะไรบางอย่าง”

“รถ Jaguar XJ6L เป็นรถในปี 1976 ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว เป็นรถที่มีความเร็วที่สุดในโลก ณ เวลานั้น ทำความเร็วได้ถึงประมาณ 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนคันที่ใช้อยู่ได้มาจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่ท่านไม่มีที่จอดรถและเลยพยายามฝากขาย ทำให้ได้มีโอกาสไปซื้อมา”

“รุ่นนี้อาจไม่ได้แพงมาก แต่หาซื้อได้ยากในสภาพที่สมบูรณ์ ถึงวันนี้ก็ใช้มาประมาณ 10 ปี ส่วนเรื่องราคา ถ้าซื้อกัน ณเวลานี้ในตลาดคิดว่าน่าจะมีเจ็ดหลักต้นๆที่สำคัญรถจากัวร์ถ้าใครมีไว้ต้องดูแลเหมือนกับเป็นลูกคนหนึ่ง เพราะจะมีอาการตรงนั้นตรงนี้จุกจิกตลอด อะไหล่ทุกชิ้นต้องสั่งมาจากอังกฤษ หรือสิงคโปร์ เมืองไทยแทบไม่มีแล้ว”

 

ระหว่างเบนซ์กับจากัวร์ให้อารมณ์ในการขับขี่ต่างกันอย่างไร? อาจารย์อมรยอมรับว่าเบนซ์เป็นรถที่มีความใหญ่และสมรรถนะดีวางใจ อะไหล่หาไม่ยาก ทั่วโลกใช้กันหมด ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ใช้รถยี่ห้อนี้มากที่สุด ไม่น้อยไปกว่าเยอรมนี เบนซ์เป็นรถที่ใหม่กว่าจากัวร์ จากัวร์อาจจะทำความเร็วได้ไม่เท่ากับจากัวร์ แต่ส่วนตัวก็ชอบจากัวร์ เพราะมีความคลาสสิกและเป็นรถอังกฤษ

“รถเราต้องดูแลเหมือนลูกกันเลยทีเดียว นี่ก็เพิ่งไปทำสีใหม่ทั้งคัน เพราะรถมีอายุมากกว่า 40 ปีแล้ว ต้องรีบดูแล มิเช่นนั้นมันจะลามไปหมด ตามหลักการเสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย ดังนั้น ถ้ามันถึงเวลาต้องบำรุงรักษาก็ต้องรีบทำ”

“เวลานี้เราตุนอะไหล่ไว้ที่บ้าน ซื้อเก็บไว้ก่อนเลย อะไหล่ที่สำคัญอย่างล้อก็ต้องรีบซื้อมาเก็บไว้ก่อน แต่เวลานี้ที่ยังหาไม่ได้คือ กระจกมองข้าง ตามหามาสองปีตามเว็บไซต์แล้วยังหาไม่ได้เลย เหตุที่ต้องหาซื้อมาก่อน เพราะถ้ามีเหตุให้ต้องซ่อมขึ้นมาจะได้มีอะไหล่เปลี่ยนได้ทันที ไม่ต้องรอให้เสียเวลา”

แม้จะชอบรถคลาสสิกมากเพียงใดแต่ชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ อาจารย์อมร กลับไม่ได้นั่งหลังพวงมาลัยเพื่อขับรถด้วยตัวเอง

 

“จะมีคนขับรถให้เฉพาะวันธรรมดาและวันทำงาน แต่เสาร์และอาทิตย์จะขับเอง หากวันธรรมดาให้ไปขับรถเองจะลำบากที่พูดแบบนี้ไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นคนเจ้ายศเจ้าอย่างอะไร แต่ในวันธรรมดามีงานเยอะมาก ทั้งการสอนและการประชุมที่รัฐสภา อีกทั้งวันธรรมดารถติดขับยาก และถ้าจะให้ขับรถเองก็คงทำงานไม่สะดวก กลับกันเวลามีคนขับรถให้ ก็สามารถหาข้อมูลเพื่อเตรียมการสอนและประชุมรวมไปถึงทานข้าวระหว่างอยู่บนรถได้”

“ยอมรับนะว่าการไม่ได้ขับรถเองมากนักมันก็ไม่ได้อารมณ์อย่างที่ว่า แต่ถ้าขับรถแล้วรถติดมันไม่มัน ผิดกับเสาร์อาทิตย์ที่เราจะขับเองได้ เช่น ไปต่างจังหวัดและทำธุระส่วนตัว”

ยิ่งไปกว่านั้น อาจารย์อมร ยังบอกอีกว่านอกจากจะใส่ใจและให้ความสำคัญกับการดูแลรถแล้ว การคัดเลือกคนขับก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน จึงเหตุผลว่าทำไมรถคันนี้จะมีคนขับได้เฉพาะตนเองและคนขับรถที่ตัวเองคัดเลือกมากับมือเท่านั้น

“ทุกวันนี้รถจากัวร์ที่ใช้อยู่จะมีคนขับแค่สองคน คือ คนขับรถส่วนตัว และตัวเอง จะไม่ให้คนอื่นขับเลย เพราะใครจะมาขับรถของเรา เราต้องมีความไว้วางใจในตัวคนนั้น”

“ก่อนคนขับรถส่วนตัวจะมาขับรถของเราคันนี้ ผมจะต้องสอนเขาก่อนด้วย เพราะรถคันนี้มีความยาวและเราก็กลัวว่าเขาจะไม่ชิน คนขับรถของผมขนาดเป็นมืออาชีพแต่พอมาขับรถของผมครั้งแรกยังรู้สึกกลัวๆ อยู่บ้าง”

 

“คนขับรถเป็นเรื่องสำคัญมาก ต้องคัดเลือกให้เป็นพิเศษ เพราะคนขับรถเหมือนเพื่อน ต้องรู้ใจเราและต้องเข้ากับเราได้ และต้องเข้าใจรถคลาสสิกด้วย รายละเอียดมันเยอะมาก”

หลายคนที่หลงใหลเสน่ห์ของรถยนต์อาจจะตั้งชื่อให้กับรถของตัวเอง เช่นเดียวกับอาจารย์อมร ที่ไม่ได้ตั้งชื่อรถให้กับตัวเองโดยตรง แต่ถ้าจะตั้งชื่อก็คงให้ “เสือ” เป็นชื่อของรถลูกรักคันนี้

“ถ้าจะบอกว่าชื่อ “เสือ” ก็ได้ ก่อนที่จะได้รถจากัวร์คันนี้มาได้ไปเรียนที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) และจับสลากได้มาอยู่หมู่เสือ เราเลยรู้สึกว่าโชคดีที่มีชื่อตรงกับรถจากัวร์ที่มีสัญลักษณ์เป็นเสือพอดี”

“นับตั้งแต่ใช้รถคันนี้ ยอมรับว่ามีโอกาสดีๆ หลายอย่างในชีวิตขึ้นมา เหมือนกับรถคันนี้ถูกโฉลกกับเรามาก ดังนั้นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่เราไม่ยอมขาย ทั้งๆ ที่มีคนเคยขอซื้อเป็นหลักล้าน แต่เราก็ปฏิเสธอย่างนิ่มนวล เพราะกลัวว่าเมื่อขายไปแล้วและถ้าวันหนึ่งอยากได้คืนกลับมา จะไม่มีใครขายให้ ทำให้ทุกวันนี้ไม่ยอมขาย แม้จะมีใครพยายามจะขอซื้อก็ตาม”อาจารย์อมร ทิ้งท้าย

เพียงแค่นี้ก็ทำให้พอจะเห็นได้ว่าทำไม อาจารย์อมรถึงรักและหวงรถคันนี้ประหนึ่งว่าใครจะเอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม แม้จะเงินมาเสนอให้ก็ตามที

สุภาวดี ตระกูลบุญ ‘เกษียณสุข’ อายุไม่ใช่ข้อจำกัดในการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544643

  • วันที่ 17 มี.ค. 2561 เวลา 09:26 น.

สุภาวดี ตระกูลบุญ ‘เกษียณสุข’ อายุไม่ใช่ข้อจำกัดในการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทันสมัย ประกอบกับผู้คนยุคนี้หันมาให้ความสนใจตัวเองกันมากขึ้น แม้จะอยู่ในวัย 50 กว่าแต่ก็ดูสดใสสวยงามอ่อนกว่าวัยไปหลายช่วงปี

จนมีหลายสำนักงานเริ่มจะขยายช่วงเวลาเกษียณอายุจาก 60 ปี เพิ่มเป็น 65 ปีและหลายๆ คนก็มีความสามารถที่หลากหลายแม้ในวัย 50 กว่าๆ หลายคนก็ยังลุกมาหากิจกรรม ทำงานอดิเรกให้เป็นของหวานในชีวิตกันอย่างมีความสุข เช่นผู้บริหารหญิงคนนี้ที่ยังแอ็กทีฟ มีงานอดิเรกที่สร้างสีสันให้ความสุขกับชีวิตเธอได้อย่างงดงาม

เธอบอกว่าอายุไม่ใช่ข้อจำกัดในการที่จะเริ่มลองเรียนรู้อะไรใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งจะเข้าวัยเกษียณแล้ว ก็ยังเริ่มอะไรใหม่ได้เสมอๆ

 

ในแง่การทำงานนั้น สุภาวดี ตระกูลบุญกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรู ทัช ผู้ให้บริการศูนย์บริการลูกค้าครบวงจร (Outsourced Contact Center) กล่าวว่า บุคลากรหายากบริษัทจึงซื้อซอฟต์แวร์ที่เรียกว่าเสียงสั่งได้มาจากประเทศญี่ปุ่น และนำมาปรับให้เหมาะสมกับการใช้งานในประเทศไทย เพื่อพัฒนาบริการคอลเซ็นเตอร์ที่ช่วยลดปัญหาการขาดพนักงาน จนสามารถคว้ารางวัล ได้รางวัลเวิลด์ คอลเซ็นเตอร์ (World Call Center) ที่ 1 ในเอเชีย และได้ที่ 3 ของโลก ซึ่งมีบริษัทเข้าร่วมแข่งกว่า 100 บริษัทจัดขึ้นที่ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา

เธอเล่าว่า ทำธุรกิจนี้มา 15 ปี ปัญหาใหญ่สุดคือเรื่องของคน ยุคแรกได้คนทำงานง่ายกว่า คนทำงานมีความอดทนมากกว่าเยอะยุคหลังๆ คนเจเนอเรชั่น Z ขาดความอดทน ใจร้อน หวังความก้าวหน้าภายในเวลาอันรวดเร็ว รออะไรไม่เป็น คุณภาพในการทำงานก็ด้อยลง

ปัจจุบันนี้เธอมีพนักงานทั้งสิ้น 1,300 คน ให้บริการแก่ลูกค้ากว่า 30 บริษัท ติด 1 ใน 3 ของบริษัทผู้ให้บริการทางด้านนี้ แม้แนวโน้มการทำงานจะมีการแข่งขันสูงขึ้นทุกวัน การทำงานมีปัญหามากขึ้น บุคลากรหายากขึ้น แต่เธอก็พร้อมจะลุยอย่างเต็มที่และบริหารเวลาในชีวิตให้ได้อย่างลงตัว โดยวันธรรมดาเธอให้เวลากับการทำงานอย่างเต็มที่ ส่วนวันหยุดเธอก็มีงานอดิเรกที่สร้างความสุขใจให้ทำอย่างเต็มที่เช่นกัน

 

สุภาวดี ยังบอกว่า ยิ่งงานเครียด ยิ่งต้องรักษาสมดุลในการบริหารเวลาให้ดี เพื่อให้ชีวิตลงตัวมีความสุขได้กับในทุกๆ เรื่อง ดังนั้นเธอจึงมีงานอดิเรก ด้วยการวาดสีน้ำซึ่งวาดจริงจังมา 5-6 ปีที่แล้ว

“ไปเรียนด้วยความบังเอิญคือลูกสาวไปเรียนพิเศษ เราต้องไปรอ ก็หาที่เรียนฆ่าเวลาระหว่างรอรับลูก จากที่คิดว่าเรียนเล่นๆก็เลยเรียนจริงจัง เพราะเรียนแล้วชอบฝึกวาดทุกวันหยุด ยิ่งฝึกยิ่งชอบมีความสุขหลงใหล มันทำให้เราได้สมาธิ ใจเย็นขึ้นนิ่งขึ้น

ได้ทำให้เราได้หยุดคิดจากงานประจำ จากเรื่องอื่นๆ ที่ทำให้เราฟุ้งซ่านในบางครั้ง เหมือนเป็นที่พักใจยามเครียด นอกจากนี้ก็ทำให้เรามีสังคมมีเพื่อน ได้ค้นพบความสามารถอีกด้านหนึ่งของตัวเราเองด้วย เพราะสีน้ำจะวาดยากกว่าสีน้ำมัน ซึ่งก็เรียนสีน้ำมันมาเหมือนกัน แต่พบว่าชอบสีน้ำมากกว่า”

 

จากความมุ่งมั่นตั้งใจจริง สุภาวดีสามารถนำภาพที่วาดไปประมูลขายเพื่อนำเงินไปบริจาคเพื่อการกุศลได้หลายโครงการแล้ว และล่าสุด เธอได้รับเลือกให้นำผลงานของเธอไปแสดงที่งานวาดภาพสีน้ำระดับโลกที่ประเทศอิตาลีในปีนี้ ที่งานบรัชปาร์ก-วอเตอร์คัลเลอร์ ฟาเบรียโน่ 2018 (Brushpark-watercolors Fabriano 2018)

และเมื่อปีที่แล้ว ผลงานวาดภาพของเธอก็ได้รับการคัดเลือกไปแสดงที่งานศิลปะที่ประเทศอินเดีย โดยเธอจะชอบวาดดอกไม้มากที่สุด โดยเฉพาะดอกกุหลาบถือว่าเป็นงานถนัดของเธอ และเริ่มจะลองหัดวาดรูปเหมือนบุคคลดูบ้างในระยะหลังๆ นี้ ซึ่งเธอใช้เวลาวันหยุด หรือตอนกลางคืนในบางวันในการวาดรูป เพื่อช่วยให้มีสมาธินิ่งสงบ เวลาที่ได้วาดรูปเหมือนจะลืมเรื่องราวรอบๆ ตัว จิตใจจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้าอย่างแท้จริง

 

แผนการในอนาคตหากเกษียณอายุแล้ว สำหรับเธอไม่ใช่จะหยุดทุกสิ่ง แม้เลิกจากการทำงานประจำแล้ว เธอก็จะมองหาอย่างอื่นทำต่อไป โดยเฉพาะสิ่งที่อยากจะทำแล้วยังไม่ได้ทำเมื่อตอนยังทำงานอยู่ เช่น อาจจะไปเรียนดนตรี ไปทำสวนดอกไม้ ไปเรียนโยคะ หรือแม้กระทั่งเปิดร้านกาแฟและเบเกอรี่เล็กๆ สักร้านไว้ทำยามเหงา เพื่อให้ได้ฝึกสมอง ได้ทำงานให้ตัวเองยังดูแอ็กทีฟอยู่เสมอ

“ที่จะอยู่บ้านเฉยๆ นั้นไม่มีทางแน่ๆ เหงาแย่เลยค่ะ ต้องหาอะไรทำฝึกสมอง ได้แต่งตัวออกจากบ้านมาพบผู้คน ให้มีสังคม ถึงวัยนั้นเราไม่ได้ทำงานเพื่อจะให้ร่ำรวย แต่เราต้องทำงานเพื่อให้ชีวิตมีชีวิตชีวา มีสังคม ไม่นั่งเฉาอยู่กับบ้านแล้วก็จะดูร่วงโรยไปอย่างรวดเร็ว” เธอกล่าวทิ้งท้าย