คาราวานอาหารเจแบบจัดเต็ม ณ ห้องอาหารจีนไดนาสตี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/635769

วันที่ 18 ต.ค. 2563 เวลา 10:44 น.คาราวานอาหารเจแบบจัดเต็ม ณ ห้องอาหารจีนไดนาสตี้ กินเจปีนี้พบกับเทศกาลอาหารเจแบบจัดเต็ม ณ ห้องอาหารจีนไดนาสตี้ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์

ห้องอาหารจีนไดนาสตี้ พาเหรดคาราวานอาหารเจแบบจัดเต็ม บนชั้น 24 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ โดยเทศกาลถือศีลกินเจเป็นช่วงเวลาชำระล้างร่างกายและจิตใจให้บริสุทธิ์ ด้วยการละเว้นการกินเนื้อสัตว์ทุกชนิด ตลอดระยะเวลา 9 วัน ตั้งแต่วันนี้-25 ตุลาคม 2563

ทุกเมนูรังสรรค์ความอร่อยโดย เชฟก้องซุ่น แซ่เลี่ยง หัวหน้าพ่อครัวประจำห้องอาหาร ด้วยฝีมือบวกกับเคล็ดลับพิเศษที่ได้จากการสั่งสมประสบการณ์มายาวนาน จึงพร้อมเสิร์ฟความอร่อย ตั้งแต่ซาลาเปาไส้ครีม, ขนมจีบไส้เห็ดชิเมจิ, ลาเมี่ยนเจ, เห็ดหอมตุ๋นเยื่อไผ่ และอีกมากมาย ในราคาเริ่มต้นเพียง 65 บาท++ 

ขอให้ทุกท่านไว้ใจในการปรุงที่พิถีพิถัน ทั้งความสะอาด ปลอดภัย ใส่ใจ และห่วงใย ยังการันตีว่า เชฟของเรามิได้เดินทางไปยังที่สุ่มเสี่ยงตั้งแต่เดือนธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา พนักงานทุกคนผ่านการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายทุกวัน และยังผ่านการอบรมแนวทางป้องกัน นอกจากนี้เรายังทำการฆ่าเชื้อโรคอุปกรณ์ทำครัว ห้องครัว และเครื่องมือเครื่องใช้เป็นอย่างดี เราขอการันตีด้วยประกาศนียบัตรโรงแรมที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย SHA (Amazing Thailand Safety and Health Administration) จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

พบกับความอร่อยตลอดเทศกาลกินเจแบบนี้ ได้ที่ห้องอาหารจีนไดนาสตี้ ชั้น 24 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ เวลา 11.30 – 14.30 น. สำหรับมื้อกลางวัน และเวลา 18.00 – 22.30 น. สำหรับมื้อค่ำ สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. 0-2100-6255หรือ อีเมล: diningcgcw@chr.co.th ติดตามข่าวสารของห้องอาหารจีนไดนาสตี้ได้ที่ www.centarahotelsresorts.com/centaragrand/cgcw/restaurant/dynasty เฟสบุ๊ค: https://www.facebook.com/centara.cgcw และ https://www.facebook.com/DynastyCGCW/

ปีกไก่ทอดกองภูเขา Yamachan เปิดร้านอิซากายะสาขาใหม่เอาใจคนย่านอ่อนนุช #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/635399

วันที่ 14 ต.ค. 2563 เวลา 17:15 น.ปีกไก่ทอดกองภูเขา Yamachan เปิดร้านอิซากายะสาขาใหม่เอาใจคนย่านอ่อนนุชกรอบ เผ็ด อร่อย ชิ้นเดียวไม่เคยพอ! เช็กอินกินปีกไก่ทอดในตำนาน ที่ร้าน “Sekai no Yamachan” (เซไค โนะ ยามะจัง) ร้านสไตล์อิซากายะแห่งใหม่ในอ่อนนุช ที่โครงการ People Park

เรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ

ได้ฤกษ์เปิดสาขาใหม่ล่าสุดไปสดร้อนๆ สำหรับร้าน “Sekai no Yamachan” (เซไค โนะ ยามะจัง) ร้านปีกไก่ทอดกองภูเขาที่สร้างชื่อและกลายเป็นกระแสตั้งแต่เข้ามาเปิดสาขาแรกที่ประเทศไทยไปเมื่อ 6 ปีก่อน ร้านนี้เป็นร้านสไตล์อิซากายะที่หากใครเคยเดินทางไปยังแดนซากุระ จะเห็นป้ายร้านตัวการ์ตูน Sekai no Yamachan อยู่ที่ทุกมุมถนน

Sekai no Yamachan เป็นร้านอาหารต้นตำรับฉบับญี่ปุ่น ที่ก่อตั้งโดย Mr.Shigeo Yamamoto เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ใน Shinsakae และ Nagoya จากอดีตทหารที่ผันตัวเองมาทำธุรกิจร้านอาหารที่ชื่นชอบ เริ่มด้วยร้านเล็กๆ ที่ทำร่วมกับพ่อและแม่ แต่ด้วยรสชาติบวกกับบริการที่ถูกใจ จึงทำให้กลายเป็นที่นิยมจนต้องขยายสาขาเพิ่ม และในที่สุดได้จัดตั้งบริษัท SY Food พร้อมก่อตั้งแบรนด์ Sekai no Yamachan ซึ่งมีปีกไก่ทอด Maboroshino Tebasaki เป็นเมนูขึ้นชื่อ โดยมีสัญลักษณ์ตัวการ์ตูนของ Mr.Yamamoto ที่แสดงความเป็น Sekai no Yamachan จนเป็นที่จดจำและติดตามาจนถึงทุกวันนี้

จากรสชาติที่ถูกใจชาวอาทิตย์อุทัยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทำให้ Sekai no Yamachan กลายเป็นร้านอาหารสไตล์อิซากายะอันดับ 1 ของ Nagoya และด้วยกระแสความนิยมที่เพิ่มขึ้นก็ได้มีการขยายสาขาในญี่ปุ่นกว่า 65 สาขา และในต่างประเทศทั้งที่ฮ่องกง ไต้หวัน รวมทั้งประเทศไทย โดยจับมือกับกลุ่มใบหยก เปิดตัวสาขาแรกที่ย่านใจกลางเมืองในโครงการเดอะแมนเนอร์ สุขุวิท 39 สาขาที่ 2 ซอยธนิยะ และสาขาที่ 3 ในโครงการ People Park สุขุมวิท 77 (อ่อนนุช)

สำหรับ Sekai no Yamachan สาขาอ่อนนุช เน้นบรรยากาศการตกแต่งที่มีความเป็นอิซากายะมากขึ้น ถูกใจหนุ่มสาวชาวแก๊งที่ชื่นชอบเฮฮาปาร์ตี้ คงความเป็นออริจินัลด้วยรสชาติอาหารและการบริการมาตรฐานญี่ปุ่น ใช้วัตถุดิบนำเข้าจากญี่ปุ่นเกือบ 100% และมีการปรับอาหารและเครื่องดื่มให้มีราคาที่เข้าถึงง่ายมากขึ้น เหมาะกับลูกค้าที่อยากลองหรือเลือกชิมหลายๆ เมนู 

เมนูซิกเนเจอร์ของทางร้านที่มาแล้วต้องสั่ง ปีกไก่ทอดยามะจังรสต้นตำรับ Maboroshino Tabasaki 30 ปีก (780 บาท) ปีกไก่ที่ได้ชื่อว่ากรอบ เผ็ด อร่อย ชิ้นเดียวไม่เคยพอ ด้วยหน้าตาอันเป็นเอกลักษณ์ที่เสิร์ฟมาแบบกองภูเขา รสชาติที่ไม่มีใครเหมือน เค็มนิดๆ หอมกลิ่นพริกไทยหน่อยๆ เหมาะสำหรับทานคู่กับเครื่องดื่ม ส่วนเรื่องที่หลายคนไม่เคยรู้เกี่ยวกับไก่ทอดสูตรเฉพาะของยามะจังคือ ไก่ของร้านนี้อร่อยได้โดยไม่ชุบแป้ง ไม่หมัก ใช้วัตถุดิบนำเข้าจากญี่ปุ่น การันตีรสชาติเหมือนต้นตำรับ 100% บวกกับเคล็ดลับเฉพาะของทางร้านที่มีวิธีการทอดให้เนื้อไก่ล่อนจากกระดูกแบบรูดได้สบายและกินหมดได้ภายใน 2 วินาที นอกจากนี้ยังสามารถลดเผ็ด ลดเค็มได้ตามชอบ

สลัดยามะจัง ไซส์ S (140 บาท) นอกจากเมนูทอดที่ขึ้นชื่อแล้วร้านนี้ยังมีเมนูสลัดที่เป็นอีกหนึ่งเมนูฮิตไว้ทานตัดเลี่ยน เสิร์ฟด้วยผักสดเย็นๆราดน้ำสลัดสไตล์ญี่ปุ่น ท็อปด้วยมันฝรั่งบด ทานพร้อมไข่ต้มยางมะตูมและเนื้อไก่ฉีก อร่อยแล้วยังดีต่อสุขภาพ

มนูทานเล่นแนะนำ ชีสทอด (130 บาท) เมนูที่ถูกใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่ มอสซาเรลลาชีสชุดแป้งทอดกรอบ ทานร้อนๆ ชีสยืดสุดฟิน อร่อยแบบไม่ต้องพึ่งน้ำจิ้ม ต่อด้วย เอ็นข้อไก่ทอด และ ไก่ทอดคาราเกะ ไซส์ S (90 บาท) ที่นี่มี 2 แบบ ใครอยากกินไก่แบบง่ายๆ แต่ก็ยังอยากได้รสชาติของยามะจังอยู่  แนะนำให้สั่งคาราเกะรสต้นตำรับ โรยผงปรุงรสมาให้แบบเมนูซิกเนเจอร์เลย

อีกไฮไลท์มาในเรือลำใหญ่ ซาชิมิ Funamori (1399 บาท) เซ็ตปลาดิบเสิร์ฟมาเต็มลำ รวมปลาดิบสดๆ หลากหลายชนิด ทั้งแซลมอนจากนอร์เวย์ หอยเชลล์ฮอกไกโด หนวดปลาหมึกยักษ์ ปลาทูน่า และอื่นๆ ตามมาด้วย ปลาหมึกดองวาซาบิ (130 บาท) เมนูทานเล่นแกล้มเครื่องดื่มที่ร้านอิซากายะต้องมี

ส่วนเมนูที่มาถึงร้านอิซากายะแล้วต้องสั่งมาซดร้อนๆ ให้คล่องคอต้อง หม้อร้อนโมตสึนาเบะ ไซส์ L (760 บาท) ไส้วัวตุ๋นโมตสินาเบะรสชาติกลมกล่อม ใช้ไส้วัวที่นำเข้าจากญี่ปุ่นเนื้อหนุบ เมนูนี้เมื่อสั่งหม้อใหญ่สามารถขอเตาแก๊สจากพนักงานไว้อุ่นซุปให้ร้อนได้ตลอดคืนอีกด้วย

อร่อยกันต่อที่เมนู ยากิโซบะผัดซอสเกลือ ไซส์ S (140 บาท) ยากิโซบะรสชาติกลมกล่อม ผัดมาร้อนๆ ตัวเส้นเหนียวนุ่มกำลังดี ผัดมาแบบไม่มันจนเกินไป จานนี้จะไว้ทานเป็นจานหลักหรือไว้แกล้มกับอาหารจานอื่นๆ ก็เข้ากันได้เป็นอย่างดี กุยช่ายและไข่ผัดซอสกระเทียมพริกแดง (145 บาท) หนึ่งในเมนูที่ขายดีที่สุดของยามะจัง แม้หน้าตาดูธรรมดา แต่ถ้าใครได้ลองชิมรสชาติแล้วต้องบอกว่าจานนี้อร่อยแบบไม่น่าเชื่อ

ปลาฮอกเกะย่าง (490 บาท) ปลาฮอกเกะเนื้อแน่น รสชาติเค็มนิดๆ แบบฉบับญี่ปุ่นแท้ๆ จานนี้ลูกค้าสามารถสั่งแบบทั้งตัว หรือใครกลัวทานไม่หมดจะสั่งแบบครึ่งตัวก็มีเหมือนกัน

ปิดด้ายด้วยของหวานอย่างมันหวานญี่ปุ่นและไอศกรีมนมสด (190 บาท) เมนูลับของยามะจัง เพราะเป็นเมนูเล็กๆ ที่ซ่อนตัวที่มุมเมนูหน้าสุดท้าย และหลายคนก็ไม่คิดว่าร้านชิลแบบนี้จะมีเมนูของหวานที่อร่อยขนาดนี้ จานนี้ตัวเนื้อมันหวานจะทอดมาแบบกรอบนอกแต่ฉ่ำใน เสิร์ฟมาคู่กับไอศกรีมนมสดสูตรโฮมเมด ราดด้วยน้ำผึ้งเพิ่มความหอมหวาน ใครได้ลองต้องติดใจ และเครื่องดื่มสไตล์ญี่ปุ่นอย่าง Green Apple Chuhi (149 บาท), Lemon Chuhi (149 บาท) เป็นเครื่องดื่มที่สาวๆ ชอบทานเมื่อไปร้านอิซากายะ เพราะทานง่ายและอร่อย Fruit Punch (119 บาท) แก้วนี้ไม่มีแอลกอฮอล์  สีสันสวยงาม แถมรสชาติแต่ละแก้วก็น่าดื่มไปหมด เข้ากับอาหารได้เป็นอย่างดีทีเดียว

อยากลิ้มลองของอร่อยสไตล์อิซากายะที่แท้ทรู มากันได้ที่ร้านเซไค โนะ ยามะจัง (Sekai no Yamachan) สาขาอ่อนนุช ตั้งอยู่ที่โครงการ People Park เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 17.00-24.00 น. (ปิดรับสั่งอาหาร 23.30 น.)  สอบถามโทร. 092-907-6999 หรือที่ Line Official Account : @yamachanthailand และ facebook : Yamachanthailand

อิ่มบุญอิ่มใจเทศกาลกินเจมหากุศลยิ่งใหญ่ @ไอคอนสยาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/635349

วันที่ 14 ต.ค. 2563 เวลา 11:35 น.อิ่มบุญอิ่มใจเทศกาลกินเจมหากุศลยิ่งใหญ่ @ไอคอนสยามกินเจมหากุศลยิ่งใหญ่ ไอคอนสยามเนรมิต “เมืองสุขสยาม” คัดสรรอาหารเจจากทั่วทุกภูมิภาค พร้อมอัญเชิญเต๊าบ้อและกิ้วอ้วงฮุดโจ้ว 9 เทพเจ้าแห่งเทศกาลกินเจ เสริมบารมี สุขภาพดี วิถีบุญ 16-25 ต.ค.นี้

เทศกาลกินเจของทุกปี คนไทยรวมถึงคนไทยเชื้อสายจีน ต่างรอคอยโอกาสมหามงคลนี้เพื่อ สร้างกุศล เสริมบุญ ด้วยการละเว้นการรับประทานเนื้อสัตว์ เน้นทานผักผลไม้และธัญพืช ที่ยังคงอรรถรสครบถ้วนทั้งรูป รส กลิ่น ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ ควบคู่ไปกับการดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม รักษากายใจให้บริสุทธิ์ ในปีนี้ ไอคอนสยาม ร่วมกับ เมืองสุขสยาม จัดมหาปรากฏการณ์งานเจมหากุศล “อิ่มบุญ อิ่มเจ 4 ภาค” สุขภาพดี เสริมบารมี วิถีบุญ ภายในงานรวบรวมสารพันเมนูเจสุดพิเศษจากร้านอาหารเจต้นตำรับทั้งคาวหวานจากร้านอาหารชื่อดังและภัตตาคารชั้นนำทั่วประเทศมาไว้ในที่แห่งเดียวอย่างครบครัน

เทศกาลกินเจครั้งนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ของเมืองสุขสยาม ซึ่งคงคอนเซ็ปต์อาหารเจจานเด่นระดับตำนาน จาก 4 ภาคทั่วไทย โดยมีไฮไลท์ 7 เต้าหู้ทั่วทิศ รวมตัวกันประชันอัตลักษณ์เด่นหนึ่งเดียวเป็นครั้งแรก เต้าหู้เหลืองในตำนานจากหมู่บ้านพระบาทห้วยต้ม อ.ลี้ จ.ลำพูน , เต้าหู้ดำ จากเจ๊อั้ง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี , เต้าหู้ขาวแข็งออร์แกนิค จากมาดามเต้าหู้ จ.เชียงใหม่ , เต้าหู้ขาวอ่อนใบตองและฟองเต้าหู้สด จากเล่งเฮง กรุงเทพฯ , น้ำเต้าหู้ 100 ปี จาก จ.ขอนแก่น และ เต้าฮวยน้ำขิง จากดาหลา เต้าฮวย เจ้าเก่าตลาดสมเด็จ กรุงเทพฯ ประชัน 7 เมนูเส้นเจทั่วไทย หมี่เบตง ตราลูกท้อ จ.สงขลาหมี่เตี๊ยวลิ้มเลี่ยงฮงราชบุรีฯลฯ

ที่ห้ามพลาด 7 เมนูเห็ดเจ เห็ดออรินจิย่าง ยากิโซบะเห็ดรวม จากฟาร์มเห็ดออร์แกนิค By FF-Farm จ.ปทุมธานี แหนมเนืองเห็ด นิจจังฟาร์ม ฟู้ดส์ จ.ราชบุรี เห็ดอบกรอบ ฟาร์มเห็ดครูกานต์ จ.ลำปาง ที่พร้อมประชันเมนูให้เทศกาลกินเจ ไม่จำเจอีกต่อไป นอกจากนี้ ยังมีเมนูเจเจ้าเด็ดที่ปรุงสำเร็จพร้อมรับประทานอีกกว่า 300 เมนู อาทิ ข้าวหมกไก่เจ บ้านครัวทิพย์ By คุณแม่ลักษมี ข้าวผัดคะน้าปลาเค็ม ร้านตาละลักษมณ์ ก๋วยเตี๋ยวหลอดสูตรฮ่องกง ภัตตาคารกอกใจเจ๋าเหล่า หมั่นโถวไส้มะพร้าวน้ำหอม สุธาทิพย์ จ.นครปฐม กุ้ยช่ายราชวัตร ชาชัก โกปี้มุสลิม จ.สงขลา น้ำนมข้าวโพด ภูใยใสฟาร์ม จ.นครราชสีมา ส่งมอบความอร่อยเมนูเจจากทั่วไทย และอิ่มอร่อยกับเมนูหม้อจุ่มซุปเต้าหู้ รวมสารพัด 10 เต้าหู้ให้ได้เลือกอร่อยแบบไม่จำเจ จากร้านอีสานจิ้มจุ่ม และอีกหลากหลายเมนูให้ได้มาลิ้มลองกัน

นอกจากนี้ ยังมีเมนูเจจากร้านค้าภายในเมืองสุขสยามอีกมากมาย อาธิ ผัดไทยอารีย์ กับเมนูผัดไทยเส้นจันท์กุ้งเจ, ปอเปี๊ยะไส้ผัดไทยเจ อาหารเจรสแซ่บจาก ภูไทไก่ย่าง อาทิ ลาบเห็ดเจ, ตำไทยเจ, ตำลาวเจ เพลิดเพลินกับอาหารเวียดนามจาก สยามแหนมเนือง ก๋วยจั๊บณวนเจ, ปอเปี๊ยะสดเจ หรือเอาใจคนรักผัก กับเมนูชุดรวมหม้อไฟเจ จาก Eat pot ตบท้ายด้วยของหวานจาก The Heritage กับ Cashew Nut Stick และ Vegan Cranberry Almond Tartlet และ กาแฟโอ๊ตมิลค์ จาก กาแฟพันธุ์ไทย

ความพิเศษของเทศกาลกินเจที่เมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยามในปีนี้ จัดให้มีพิธีกราบสักการะขอพรเทพมารีจี มหาโพธิสัตว์ (เต๊าบ้อ หรือเจ้าแม่แห่งดวงดาว) และเทพแห่งดวงดาวทั้ง 9 องค์ (เทพแห่งเทศกาลกินเจ ที่ลงมาประทานพรแด่ผู้ประพฤติดี) อัญเชิญมาเพื่อสักการะ ขอพรเสริมสิริมงคล โดยเฉพาะในพิธีเปิดงานวันที่ 16 ตุลาคม 2563 เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป จัดให้มีพิธีสวดมนต์บูชาเทพแห่งดวงดาว (กิ้วอ๊วงฮุกโจ้ว) เพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับผู้มาร่วมงาน อีกด้วย นอกจากนี้ ยังจัดโปรโมชั่นสุดคุ้ม กับ “CASH COUPON สุขสยาม อิ่มเจ อิ่มสุข” จ่ายเพียง 77 บาท ซื้อเมนูอาหารเจได้ 100 บาท จำกัด 2,000 สิทธิ์ตลอดรายการ เฉพาะอาหารเจที่ลานเมือง 1,2 เมืองสุขสยามเท่านั้น

อีกไฮไลท์พิเศษของเทศกาลอาหารเจปีนี้ ไอคอนสยาม ยังรวบรวมเมนูอาหารเจขึ้นชื่อ จากร้านอาหารดัง ทั้งอาหารคาว และอาหารหวานมาให้เลือกรับประทานในช่วงเทศกาลถือศีลกินเจกันมากกว่า 100 เมนู เริ่มด้วยร้านอาหารสไตล์อีสาน คาเฟ่ ชิลี่ กับเมนูอาหารเจรสจัดจ้าน อาทิ แกงลาวเห็ดเจ, ลาบข้าวปุ้นเจ, หรือจะอิ่มอร่อยแซ่บๆ ไปกับเมนู ตำลาวปลาร้าเจ, ลาบเห็ดรวมจาก แซ่บอีลี่ สำหรับคนที่ชอบอาหารเจแบบไทยๆ ขอแนะนำเมนูพะแนงเต้าหู้, ขาเห็ดผัดกระเพรากรอบ จากบ้านขนิษฐา, นอกจากนี้ยังมีเมนูอาหารไทยรสเด็ด อาทิ ต้มยำน้ำข้นไก่เจ, ผัดคะน้าปลาเค็มเจมาให้ลิ้มรสความอร่อยจากกับข้าวกับปลา

พร้อมด้วยความอร่อยจากร้านอาหารอีกมากมายในไอคอนสยาม ได้แก่ Greyhound Café, รสนิยม, เลลาว, แม่ศรีเรือน, เนื้อคู่, Grand Palace, Coffee Beans by Dao, Nara, Maimai Noodle และ ทิพย์สมัย ผัดไทยเจ ยังมีความอร่อยจากเครื่องดื่มและของหวาน อาทิ KOI The นำเสนอเมนูเครื่องดื่ม “ชาผสมนมข้าวโอ๊ต”พร้อมเมนูที่สาวกชานมต้องชื่นชอบ เมนู “Bubble Soy Milk” ชานมสูตรนมถั่วเหลือง, ชาตรามือ, Yenly Yours กับเมนูมะม่วงปั่น และขนมหวานเจจากมะม่วงน้ำดอกไม้ และThe Alley น้องกวางที่คัดสรรความสดชื่นกับชาใสและชาผลไม้ให้ได้เลือกดื่มช่วงเจ มาให้ได้ลิ้มลองอย่างเต็มอิ่มอีกด้วย”

ร่วมสืบสานเทศกาลกินเจพร้อมอิ่มอร่อยอิ่มบุญและอิ่มใจสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสริมสิริมงคลได้ในงาน “อิ่มบุญ อิ่มเจ 4 ภาค สุขภาพดี เสริมบารมี วิถีบุญ” ระหว่างวันที่ 16-25 ตุลาคม 2563 ณ เมืองสุขสยาม ไอคอนสยาม ถนนเจริญนคร สอบถามรายละเอียดโทร.1338 หรือ www.sooksiam.com , FB:SOOKSIAM

Tuxedo Espresso Bar ศิลปะแห่งรสชาติที่ซับซ้อนของกาแฟขั้นสูง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/635380

วันที่ 14 ต.ค. 2563 เวลา 07:50 น.Tuxedo Espresso Bar ศิลปะแห่งรสชาติที่ซับซ้อนของกาแฟขั้นสูงจากสิงคโปร์สู่กรุงเทพฯ “Tuxedo Espresso Bar” สัมผัสที่สุดแห่งความลงตัวของคอฟฟี่บาร์ที่ผสานแนวคิดการออกแบบให้เป็นมากกว่าล็อบบี้ เลานจ์ พร้อมเสิร์ฟความสุขในทุกโอกาสตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ในโรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพฯ สุขุมวิท

เรื่องและภาพ วารุณี มณีคำ

ที่ใจกลางสิงคโปร์คงไม่มีใคร ไม่รู้จัก Tuxedo Espresso Bar (ทักซิโด้ เอสเปรสโซ บาร์) เพราะเป็นหนึ่งในคาเฟ่ชั้นนำใจกลางเมืองที่รู้จักกันเป็นอย่างดี ทั้งยังเป็นที่กล่าวขานถึงในเรื่องของรสชาติกาแฟชั้นเยี่ยม ขนมอบแสนอร่อย ชุดน้ำชายามบ่ายชั้นเลิศ ข่าวดีของคนไทยคือ วันนี้ไม่ต้องเดินทางไปไกลก็ได้ฟินกับคอฟฟี่บาร์ที่ผสมผสานวัฒนธรรมการดื่มกาแฟและศิลปะแห่งรสชาติที่ซับซ้อนของกาแฟขั้นสูงอย่างมีระดับในมาตรฐานเดียวกับสิงคโปร์ได้แล้ว ที่โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพฯ สุขุมวิท

สำหรับคอกาแฟอยากให้มาลองสัมผัสสุนทรียรสของกาแฟระดับพรีเมียมท่ามกลางบรรยากาศแสนสบายสไตล์โรงแรม เพราะที่ Tuxedo เพียงแค่จิบก็สัมผัสได้ถึงความแตกต่าง ด้วยเอกลักษณ์ที่โดดเด่นหลายๆ ด้าน ทั้งการเป็นหนึ่งในผู้นำด้านกาแฟที่ใช้เครื่องชงกาแฟราคาหลักล้านจาก Modbar Expresso Machine ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงของเครื่องชงกาแฟทั้งในเรื่องของการคั่ว บด และการชง เพื่อให้ได้รสชาติของกาแฟที่แท้จริง ยิ่งไปกว่านั้นบาริสต้าที่ Tuxedo ยังมีความรู้และความเชี่ยวชาญในเรื่องของเมล็ดกาแฟเป็นอย่างดี พร้อมรังสรรค์กาแฟแต่ละถ้วยให้มีรสชาติโดดเด่นไม่เหมือนใคร

เอาใจคนรักกาแฟคลีนๆ ด้วย 48 Hours Cold Drip กาแฟเข้มข้นพิเศษจากดริปทาวเวอร์ AKMA by Dutch Lab ที่ใช้กระบวนการทางธรรมชาติและเวลากว่า 48 ชั่วโมงเพื่อให้น้ำแข็งละลายและหยดผ่านกาแฟ จนได้กาแฟ Cold Drip สมบูรณ์แบบที่มีรสชาติเข้มข้น สำหรับที่นี่จะเลือกใช้เมล็ดกาแฟ exclusive blend เน้นที่ความหอมหวาน ผสานกับเมล็ดกาแฟในประเทศเพิ่มความหนักแน่นให้ได้บอดี้ที่พอดีและลงตัว เสิร์ฟมาพร้อมกับส้มและร็อกไอซ์ แก้วนี้สามารถชาร์จพลังได้ทั้งช่วงเช้าและช่วงบ่าย

อีกเมนูซิกเนเจอร์ที่อยากให้ลองคือ Dirty Tuxedo มอคค่าที่ได้รับอิทธิพลมาจากโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ให้สัมผัสเข้มข้นกับช็อกโกแลตซอสที่ด้านล่าง เติมเต็มความอร่อยด้วยรสเข้มของกาแฟที่ด้านบน ก่อนคนให้เข้ากัน นั่นแหละศิลปะในการดื่มกาแฟที่แท้ทรู และ Neat Tuxedo กาแฟรสนุ่มละมุนสไตล์ไทยเสิร์ฟมาแบบเย็น ผสมผสานนมอุ่นสูตรโฮมเมด 4 ชนิด กับกาแฟรสชาติเข้มข้น แก้วนี้หอม หวาน มัน

ด้านเมนูร้อน แนะนำ Australian-style Magic เมนูที่หยิบเอาวัฒนธรรมกาแฟในแบบออสเตรเลียนมาเสิร์ฟ เป็นแก้วที่ผสมผสานระหว่างรสชาติของกาแฟ Ristretto กับนมอุ่นๆ และฟองนมสุดละมุน ให้ความนุ่มและกลมกล่อมน่าประทับใจ

เครื่องดื่มดีเบเกอรี่ก็เด่นไม่น้อยหน้า ทั้งขนมอบ เค้ก ขนมปังสไตล์ฝรั่งเศส ครัวซองต์ บริออช ขนมอบกรอบ แซนด์วิช และอีกหลากหลายรูปแบบที่เป็นโฮมเมดและทำสดใหม่ทุกวัน ส่วนที่มาแล้วห้ามพลาดยกให้ Marble Brick มองเผินๆ เหมือนก้อนหินอ่อนลวดลายสวยแปลกตา แต่ถ้าผ่าออกมาจะเห็นเลเยอร์เฟรนช์บัตเตอร์สลับกับกานาชคาเคา ผสมด้วย Grand Marnier ให้รสชาติและกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ชิ้นนี้บอกเลยว่านอกจากจะอร่อยมากๆ แล้วยังถ่ายรูปออกมาได้สวยอีกด้วย

อยากรู้ว่ากาแฟดีเป็นอย่างไร เบเกอรี่อร่อยแค่ไหน ตามมาได้ที่ Tuxedo Espresso Bar ชั้น 1 โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพฯ สุขุมวิท เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00–21.00 น. สามารถเข้าได้ทางประตูทางเข้าด้านหน้าติดกับถนนสุขุมวิท และมีที่นั่งแนวระเบียงสำหรับผู้ที่ชอบบรรยากาศแบบเอาท์ดอร์ สอบถามโทร. 02-090-7888 หรือเฟซบุ๊ก TuxedoEspressoBar

โรคลมพิษ…หนึ่งในโรคยอดฮิตที่กวนใจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/636473

วันที่ 26 ต.ค. 2563 เวลา 11:05 น.โรคลมพิษ…หนึ่งในโรคยอดฮิตที่กวนใจศ.พญ.กนกวลัย กุลทนันทน์ เจาะลึกเรื่องโรคลมพิษ…หนึ่งในโรคยอดฮิตที่กวนใจ

เนื่องในวันที่ 1 ตุลาคมของทุกปีเป็นวันโรคลมพิษโลก ในปีนี้ศูนย์โรคลมพิษและแองจิโออีดีมา ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้จัดกิจกรรม “ศิริราชห่วงใย ชวนใส่ใจ โรคลมพิษ” ครั้งที่ 5 เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคลมพิษ เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ปีนี้จึงจัดกิจกรรมในรูปแบบการประชุมออนไลน์เพื่อประชาชน (virtual meeting) ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับความรู้เกี่ยวกับโรคลมพิษ ร่วมแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับโรคลมพิษ และมีโอกาสสอบถามในประเด็นที่สนใจเกี่ยวกับโรคลมพิษ โดยในงานประชุมครั้งนี้มีกลุ่มผู้ป่วยและบุคคลทั่วไปเข้าร่วมงานจำนวนกว่า 60 คน

ศ.พญ.กนกวลัย กุลทนันทน์ หัวหน้าศูนย์โรคลมพิษและแองจิโออีดีมา ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า “โรคลมพิษเป็นโรคหนึ่งที่คนในสังคมรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าโรคลมพิษสามารถแบ่งออกได้หลายประเภทและมีความรุนแรงของอาการที่แตกต่างกัน ดังนั้น การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโรคลมพิษอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งที่คนไทยไม่ควรละเลยเป็นอย่างยิ่ง เพราะโรคดังกล่าวอาจเกิดขึ้นกับคุณหรือคนใกล้ชิดก็เป็นได้”

โรคลมพิษ เป็นโรคผิวหนังที่มีลักษณะเป็นผื่นหรือปื้นนูนแดง ไม่มีขุย ขนาดของผื่นเกิดได้ตั้งแต่ 0.5 เซนติเมตรหรืออาจจะมีขนาดใหญ่ถึง 10 เซนติเมตรก็ได้ อาการมักเกิดขึ้นเร็วและกระจายตามตัว แขน และขา ร่วมกับมีอาการคัน แต่ผื่นลมพิษมักจะคงอยู่ไม่นาน ส่วนใหญ่ผื่นจะราบหายไปภายใน 24 ชั่วโมงโดยไม่ทิ้งร่องรอย แต่ก็อาจจะมีผื่นขึ้นใหม่ที่บริเวณอื่น ในผู้ป่วยบางรายอาจมีริมฝีปากบวมหรือตาบวม (angioedema) ร่วมด้วย ในบางรายอาจมีอาการปวดท้อง แน่นจมูก คอ หายใจไม่สะดวก รายที่เป็นรุนแรงอาจมีอาการหอบหืด เป็นลมจากความดันโลหิตต่ำได้ แต่ผู้ป่วยกลุ่มที่เป็นรุนแรงนี้ มีเพียงจำนวนน้อย

โรคลมพิษแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่

1) โรคลมพิษชนิดเฉียบพลัน คือ อาการผื่นลมพิษที่เป็นมาไม่เกิน 6 สัปดาห์

2) โรคลมพิษชนิดเรื้อรัง คือ อาการผื่นลมพิษเป็นๆ หายๆ อย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ เกิดต่อเนื่องกันนานเกิน 6 สัปดาห์ขึ้นไป

ในต่างประเทศมีรายงานอุบัติการณ์ของโรคลมพิษเรื้อรังประมาณร้อยละ 0.5-1 ของประชากร ส่วนข้อมูลในประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน สาเหตุของโรคลมพิษเรื้อรังเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ยา การติดเชื้อ โรคระบบต่อมไร้ท่อ หรือปฏิกิริยาของผิวหนังที่ตอบสนองผิดปกติต่ออิทธิพลทางกายภาพ แต่ปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่เกิดจากความแปรปรวนของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเอง โดยทั่วไปโรคลมพิษเรื้อรังสามารถพบได้ในทุกกลุ่มอายุ แต่อุบัติการณ์สูงสุดในกลุ่มประชากรวัยทำงานอายุระหว่าง 20-40 ปี อาจเป็นได้ว่ากลุ่มวัยทำงานมักมีอาการเครียดสะสมและอาจจะละเลยต่อการดูแลสุขภาพอนามัยของตนเอง จึงทำให้เกิดโรคดังกล่าวได้มากขึ้น โรคลมพิษส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยค่อนข้างมาก ทำให้ผู้ป่วยมีความกังวลในการดำเนินชีวิต ดังนั้นการหมั่นสังเกตตนเองและคนใกล้ชิดที่อาจอยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็นับเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม และเนื่องจากผู้ป่วยโรคลมพิษจำนวนมากอาจจะไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน ดังนั้นการมีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสาเหตุของโรคลมพิษจึงนับเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ในการสังเกตตนเองและหลีกเลี่ยงภาวะที่อาจกระตุ้นให้ผื่นลมพิษแย่ลง หรือช่วยให้การวินิจฉัยของแพทย์สามารถทำได้ง่ายขึ้น

สำหรับผู้ป่วยโรคลมพิษที่มีอาการรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยโรคลมพิษเฉียบพลันที่มีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก หรือมีภาวะความดันโลหิตต่ำ ควรรีบพบแพทย์โดยเร็วเนื่องจากอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ ส่วนผู้ป่วยโรคลมพิษเรื้อรังที่มีอาการเป็น ๆ หาย ๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อดูแลรักษาอาการต่อเนื่องตามแนวทางการรักษามาตรฐาน แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการมากและไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาต้านฮีสตามีน อาจมีความจำเป็นต้องให้ยาตั้งแต่ 1 ชนิดขึ้นไปหรือยาฉีดชนิดอื่น ๆ เพื่อควบคุมอาการผื่นลมพิษ เมื่อควบคุมอาการได้แล้วจึงค่อย ๆ ปรับลดยาลง จนถึงพยายามหยุดยาเพื่อควบคุมโรคในระยะยาว แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเรื้อรังต่อเนื่องหลายปี ดังนั้น การรักษาภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อปรับยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายก็จะช่วยให้ควบคุมอาการของโรคได้ดีขึ้น ซึ่งย่อมทำให้คุณภาพชีวิตโดยรวมของผู้ป่วยดีขึ้นด้วย 

“แต่อย่างไรก็ตาม ผื่นลมพิษเรื้อรังส่วนใหญ่มักจะไม่รุนแรง ผู้ป่วยและญาติจึงไม่ควรวิตกกังวลมากเกินไป” ศ.พญ.กนกวลัย กุลทนันทน์ กล่าวเพิ่มเติม

พัฒนาการของลูกน้อยที่เสี่ยงต่อโรค “มือ เท้า ปาก” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/636341

วันที่ 25 ต.ค. 2563 เวลา 07:02 น.พัฒนาการของลูกน้อยที่เสี่ยงต่อโรค "มือ เท้า ปาก"กุมารแพทย์แนะจับจุดสังเกตอาการแบบไหนใช่ “โรคมือ เท้า ปาก” แน่ๆ พร้อมเผย “ดูดนิ้ว หยิบของเข้าปาก” หากลูกน้อยกำลังอยู่ในวัยนี้ พึงระวังอาจเสี่ยงเป็นโรคท็อปฮิตนี้ได้ง่ายๆ

การได้เห็นลูกน้อยมีพัฒนาการที่ดีตามวัยเป็นความสุขของคนเป็นพ่อแม่ โดยเฉพาะในวัยเด็กเล็กที่กำลังมีพัฒนาการของกล้ามเนื้อมัดเล็ก ชอบใช้มือหยิบจับของเล่น หยิบอาหารเข้าปาก เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมแต่ก็ต้องเฝ้าระวังเชื้อโรคด้วยเช่นกัน เพราะมีความเสี่ยงที่เชื้อไวรัสจะเข้าสู่ร่างกาย และอาจเป็น “โรคมือ เท้า ปาก” ได้

ข้อมูลโดยแพทย์หญิงชุติมา กอจรัญจิตต์ และแพทย์หญิงศณิตา ศรุติสุต กุมารแพทย์ประจำโรงพยาบาลพิษณุเวช อุตรดิตถ์ ในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ เผยการสังเกตและเฝ้าระวัง “โรคมือ เท้า ปาก” ในเด็กเล็ก ดังนี้

รู้จักโรคมือ เท้า ปาก

โรคมือ เท้า ปาก นับเป็นอีกโรคท็อปฮิตที่มักแพร่ระบาดในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ติดต่อกันผ่านการสัมผัสเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) ทำให้มีไข้ แผลในปาก ตุ่มพองใส มีผื่นแดงหรือตุ่มใส บริเวณฝ่ามือ นิ้วมือ ฝ่าเท้า หรือก้น ถึงไม่เป็นโรคร้ายแรงแต่สร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่อยู่ไม่น้อย โรคนี้สามารถพบได้ตลอดทั้งปี แต่จะพบมากที่สุดในช่วงฤดูฝน ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกัน แพทย์จะให้การรักษาตามอาการและเฝ้าติดตามอาการของโรค ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรเฝ้าระวังและศึกษาวิธีป้องกันภัยใกล้ตัวลูกน้อย 

แหล่งที่มีเด็กอยู่เยอะยิ่งเสี่ยง

ในโรงเรียนหรือสถานที่ที่มีเด็กอยู่รวมกันจำนวนมาก จัดเป็นสถานที่เสี่ยง หากมีเด็กคนหนึ่งติดโรคขึ้นมาก็สามารถติดต่อไปยังเด็กคนอื่น ๆ ได้ง่าย โดยเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัสมาจากสารคัดหลั่งต่าง ๆ เช่น น้ำมูก น้ำลาย จากการไอจามของเด็กที่ป่วย น้ำจากตุ่มแผล และอุจจาระของผู้ป่วย ซึ่งสารคัดหลั่งพวกนี้จะติดอยู่กับของเล่นและของใช้ต่าง ๆ หากเด็กนำมือที่สัมผัสเชื้อมาเข้าปาก ไม่ว่าจะหยิบของกิน เอาของเล่นเข้าปาก หรือแม้แต่ดูดนิ้ว ก็ทำให้เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายได้

อาการแบบไหนใช่ “โรคมือ เท้า ปาก” แน่ๆ

ลูกน้อยของคุณจะเริ่มแสดงอาการป่วยภายใน 3 – 6 วันหลังได้รับเชื้อ โดยอาจมีไข้ต่ำหรือสูงก็ได้ จากนั้นอีก 1 – 2 วัน จะเริ่มมีอาการเจ็บปาก น้ำลายไหล ทานอาหารไม่ได้ เนื่องจากมีแผลในช่องปาก ไม่ว่าจะที่ลิ้น เหงือก หรือกระพุ้งแก้ม และเริ่มมีตุ่มน้ำ ตามบริเวณนิ้วมือ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือก้น 

การดูแลเจ้าตัวน้อยหากติดเชื้อ

แพทย์จะให้ยารักษาตามอาการ และควรเช็ดตัวเด็กเป็นระยะๆ เพื่อลดไข้ ควรให้เด็กรับประทานอาหารอ่อน หรือเป็นอาหารที่เย็น เพราะความเย็นจะทำให้ไม่เจ็บปากขณะรับประทาน หากเป็นเด็กทารกอาจต้องป้อนนมแทนการให้ดูดจากขวด ปกติอาการของโรคมักหายเองใน 5-7 วัน มักไม่มีอาการรุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อน

อาการแบบไหนถึงเรียกว่ารุนแรงที่ควรพาไปพบแพทย์ทันที

หากมีอาการซึม ไม่ยอมทานอาหารหรือนํ้าดื่ม ปวดต้นคอ อาเจียนบ่อย หอบ แขนขาอ่อนแรง ชัก สะดุ้งผวา ตัวสั่น เขียวคล้ำที่บริเวณลำตัว มือ และเท้า ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจเกิดภาวะสมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือนํ้าท่วมปอดได้ ซึ่งโอกาสที่จะเกิดขึ้นมีน้อยแต่หากเป็นแล้วรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

การป้องกันโรค

คำแนะนำสำหรับผู้ปกครอง ควรสอนและฝึกวินัยเด็กให้ล้างมือให้สะอาดเป็นประจำด้วยน้ำและสบู่ สอนเด็กให้ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ำ หลอด ผ้าเช็ดหน้า หากรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่นต้องใช้ช้อนกลาง ไม่ควรให้เด็กไปเล่นในบริเวณที่พบว่ามีการระบาดของโรค โดยตัวผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กเองต้องล้างมือทุกครั้ง ทั้งก่อนและหลังเตรียมอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร หลังการขับถ่ายหรือเปลี่ยนผ้าอ้อม และหลังการดูแลเด็กป่วย

คำแนะนำสำหรับโรงเรียน สถานรับเลี้ยงเด็ก ควรหมั่นดูแลรักษาสุขลักษณะของสถานที่และอุปกรณ์เครื่องใช้ ทำความสะอาดเครื่องเล่น ของเล่น และห้องน้ำ อยู่เสมอ หากพบเด็กที่ป่วยควรให้หยุดเรียนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด

สามารถติดตามสาระดีๆ เกี่ยวกับการแพทย์ได้ที่เฟซบุ๊ก Principal Healthcare Company

หลังมือฟ้องอายุ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/636343

วันที่ 24 ต.ค. 2563 เวลา 10:20 น.หลังมือฟ้องอายุรู้หรือไม่ว่าผิวที่หลังมือนั้นสามารถบ่งบอกอายุของคุณได้เช่นกัน มาดู 3 วิธีการจัดการกับปัญหาผิวที่มือไปพร้อมๆ กัน

ปัจจุบันด้วยศาสตร์แห่งการชะลอวัยเป็นที่รู้จักมากขึ้นส่งผลให้คนหันมาดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้นด้วยในศาสตร์ของการชะลอวัยนั้นจะต้องมีการปรับสมดุลของร่างกายทั้งสองส่วนไปพร้อมๆ กัน กล่าวคือ ระบบภายในร่างกายซึ่งสามารถทำได้หลายอย่าง เช่น การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การพักผ่อนที่เพียงพอ การออกกำลังกาย ฯลฯ  และระบบภายนอกร่างกายสามารถจัดการด้วยนวัตกรรมทางเวชศาสตร์ความงามที่มีการใช้เครื่องมือและผลิตภัณฑ์ในการดูแลผิวซึ่งจะช่วยให้เราดูเด็กกว่าอายุจริงโดยเฉพาะบริเวณที่ถูกจับตามองเป็นอันดับต้นๆ ได้แก่ใบหน้าลำคอ

แต่คุณรู้หรือไม่ว่า…ผิวที่หลังมือนั้นก็สามารถบ่งบอกอายุของคุณได้เช่นกัน

ปัญหาผิวหลังมือเหี่ยวแห้งที่เกิดจากอายุที่เพิ่มขึ้น เป็นการถูกทำลายจากรังสียูวีในแสงแดดและพฤติกรรมการในชีวิตประจำวัน เช่น การล้างมือบ่อยๆ การแพ้สารเคมีที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้ผิวเกิดการอักเสบ เป็นต้น

ด้วยสาเหตุต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ผิวหลังมือจากเดิมที่เคยเรียบเนียน กลายเป็นผิวที่แห้งกร้านเกิดริ้วรอย ตอบโรยเห็นกระดูกและเส้นเอ็นโผล่ รวมทั้งเส้นเลือดดำที่ปูดนูนชัดเป็นเส้น ดูแล้วทำลายความมั่นใจของเราไปเลยทีเดียว รมย์รวินท์ คลินิก (Romrawin Clinic) แนะนำวิธีการจัดการกับปัญหาผิวที่มือ

  1. การบำรุงผิวบริเวณมือให้ชุ่มชื้นตลอดเวลา โดยเลือกล้างมือด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิวและรีบทาครีมบำรุงหลังล้างมือทันที จะช่วยลดความแห้งและป้องกันการเกิดริ้วรอยบริเวณผิวหลังมือได้
  2. การใช้เลเซอร์ปรับสภาพผิวร่วมกับการให้วิตามินผิวทางเส้นเลือดดำ ในกรณีที่ผิวหลังมือเหี่ยวย่นมาก อาจช่วยทำให้ผิวชุ่มชื่น มีสีผิวที่สม่ำเสมอ และหลังมือเรียบเนียนขึ้น
  3. การใช้ฟิลเลอร์หรือสารเติมเต็ม แก้ปัญหาหลังมือที่ตอบโรยจนมองเห็นกระดูกและเส้นเอ็นโผล่ จะช่วยบดบังเส้นเลือดดำบริเวณหลังมือที่ปูดนูนชัดเป็นเส้น เพื่อทำให้ผิวบริเวณหลังมือกลับมาฟูและดูอวบอิ่มดูย้อนวัยอีกครั้ง

เพียงเท่านี้…ก็สามารถมีมือที่ดูอ่อนเยาว์ รับกับใบหน้าและลำคอ ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง ไม่ว่าต้องสวมแหวน โชว์นาฬิกาหรือไปงานสำคัญไหนๆ ก็สามารถโชว์มือได้อย่างมั่นใจ

นวัตกรรมใหม่ช่วยให้อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/636049

วันที่ 21 ต.ค. 2563 เวลา 06:48 น.นวัตกรรมใหม่ช่วยให้อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งปอดเพิ่มขึ้นแพทย์ชี้นวัตกรรมใหม่เพื่อการรักษาและวินิจฉัยโรคมะเร็งปอด ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วย

มะเร็งปอด โรคร้ายที่จัดเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญอันดับต้นๆ ของโลกและประเทศไทย สถิติชี้ว่าในประเทศไทยมีอุบัติการณ์สูงสุดอันดับ 1 และมีอัตราการเสียชีวิตมากเป็นอันดับที่ 2  เมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่นๆ นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี เนื่องจากมะเร็งปอดในระยะเริ่มแรกมักไม่แสดงอาการ จึงทำให้ผู้ป่วยมะเร็งปอดส่วนใหญ่ตรวจพบในระยะที่แพร่กระจายหรือลุกลามไปตามบริเวณต่างๆ ของร่างกายแล้ว

โดยข้อมูลตามสถิติเผยว่า ผู้ป่วยในระยะที่ 4 หรือระยะสุดท้ายมีไม่ถึง 5% เท่านั้น ที่มีอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี  ซึ่งปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอด มีหลายสาเหตุด้วยกัน โดยสาเหตุหลักมาจากการสูบบุหรี่ รวมถึงการได้รับสารพิษ และมลภาวะจากสิ่งแวดล้อม อายุ หรือมีประวัติของคนในครอบครัวที่พบมะเร็งปอดมาก่อน ก็ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอดทั้งสิ้น

มะเร็งปอดแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 2 ประเภทตามพยาธิสภาพของมะเร็ง คือชนิดเซลล์ขนาดเล็ก (Small Cell Lung Cancer – SCLC) และชนิดเซลล์ที่ขนาดไม่เล็ก (Non-Small Cell Lung Cancer – NSCLC) โดยอุบัติการณ์ของมะเร็งปอดในชนิดเซลล์ที่ขนาดไม่เล็ก จะพบมากถึง 80-85%

ในอดีตการรักษาผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิด NSCLC ที่แพร่กระจายแล้วมีเพียงทางเลือกเดียว คือการให้ยาเคมีบำบัด ซึ่งมีผลข้างเคียงบางอย่างที่อาจรุนแรงจนทำให้ผู้ป่วยบางรายไม่สามารถใช้ยาต่อเนื่องได้ แต่ในปัจจุบัน นวัตกรรมทางการแพทย์ทั้งในด้านการวินิจฉัยและการรักษาก้าวหน้าขึ้นเป็นอันมาก ทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดมีโอกาสการรอดชีวิตที่เพิ่มขึ้นและคุณภาพชีวิตโดยรวมดีขึ้นอีกด้วย การรักษามะเร็งปอดนั้นมีด้วยกันหลายวิธี ได้แก่ การผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด การให้ยาแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy) ซึ่งออกฤทธิ์มุ่งเป้าต่อเซลล์มะเร็งที่มีลักษณะทางพันธุกรรมที่เฉพาะเจาะจง หรือการใช้ยาภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ซึ่งช่วยปรับให้การทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันมะเร็งในร่างกายผู้ป่วยสามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้ โดยการรักษาด้วยการให้ยาแบบมุ่งเป้าและภูมิคุ้มกันบำบัดมักมีผลข้างเคียงน้อยกว่าวิธีการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ทั้งนี้ การเลือกวิธีการรักษาจำเป็นต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญคัดเลือกให้เหมาะกับปัจจัยต่างๆ ได้แก่ ระยะและตำแหน่งของโรค ขนาดของก้อนเนื้อ รวมไปถึงสภาพร่างกายของผู้ป่วยในแต่ละบุคคล

สำหรับความก้าวหน้าในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งด้วยการใช้ยาภูมิคุ้มกันบำบัดพัฒนาไปมากจากอดีต โดยปัจจุบันได้นำมารักษาผู้ป่วยมะเร็งปอดที่มีโปรตีน PD-L1 สูง และไม่มีความผิดปกติของยีน Epidermal Growth Factor Receptor (EGFR) และ Anaplastic Lymphoma Kinase (ALK) โดยเซลล์มะเร็งปอดสามารถหลบเลี่ยงการทำลายจากระบบภูมิคุ้มกันมะเร็งด้วยการสร้างโปรตีน PD-L1 บนผิวเซลล์เพื่อยับยั้งการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันชนิด cytotoxic T cell ที่มีหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย รวมทั้งเซลล์มะเร็ง ความรู้เรื่องนี้นำไปสู่การคิดค้นวิธีการรักษาเพื่อยับยั้งการทำงานของ PD-L1 บนเซลล์มะเร็ง โดยใช้ยาภูมิคุ้มกันบำบัดเพื่อต่อต้านการทำงานของ PD-L1 พบว่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผู้ป่วยในการกำจัดเซลล์มะเร็งปอดได้ดีขึ้น ลดอัตราการเสียชีวิตถึง 41% เมื่อเทียบกับการรักษาด้วยเคมีบำบัด อีกทั้งช่วยให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงอาการข้างเคียงจากยาเคมีบำบัด เช่น ผมร่วง คลื่นไส้ อาเจียน และภาวะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ จากการศึกษาพบว่ามีผู้ป่วยที่รับการรักษาด้วยยาภูมิคุ้มกันบำบัด เกิดผลข้างเคียงรุนแรง 12.9% ในขณะที่ผู้ป่วยที่รับยาเคมีบำบัด เกิดผลข้างเคียงรุนแรง 44.1% ด้วยนวัตกรรมการรักษาใหม่นี้ สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้ป่วยในระยะยาว

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า การจำแนกผู้ป่วยมะเร็งปอดที่มีความผิดปกติทั้งในด้านพันธุกรรมของมะเร็งและลักษณะของเซลล์มะเร็งที่ต่อต้านระบบภูมิคุ้มกันมะเร็งให้ชัดเจนจึงมีความสำคัญอย่างมากต่อการตัดสินใจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการเลือกแผนและวิธีการรักษาให้เหมาะสมต่อผู้ป่วยแต่ละรายให้มากที่สุด ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีการตรวจวิเคราะห์ลักษณะทางพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งที่พบในตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยด้วยชุดตรวจ FoundationOne Liquid CDx ซึ่งเป็นการตรวจยีนมะเร็งอย่างครอบคลุม (Comprehensive Genomic Profiling) และเป็นเทคนิคการตรวจพันธุกรรมของมะเร็งที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (Food and Drug Administration) โดย FoundationOne Liquid CDx สามารถตรวจหารูปแบบการกลายพันธุ์ของยีนมะเร็งได้มากกว่า 300 ชนิดต่อการตรวจตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยเพียง 1 ครั้ง ทำให้สามารถเห็นภาพรวมของการกลายพันธุ์ในเซลล์มะเร็ง และโอกาสที่อาจจะเกิดการกลายพันธุ์ได้ในอนาคต เพื่อเป็นข้อมูลช่วยให้แพทย์วางแผนและเลือกวิธีการรักษาได้อย่างเหมาะสมและเฉพาะเจาะจงต่อผู้ป่วยแต่ละบุคคล

“สมัยก่อน การรักษามะเร็งปอดมีเพียงการรักษาด้วยเคมีบำบัด แต่ด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ในปัจจุบันมีการการค้นคว้าและพัฒนาตัวยาใหม่ ๆ ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตและยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น การพบการกลายพันธุ์ของยีนหลากหลายรูปแบบในผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิด NSCLC ด้วยเทคโนโลยีการวินิจฉัยทางการแพทย์สมัยใหม่ ยังช่วยให้แพทย์ทราบข้อมูลพันธุกรรมของมะเร็งได้ง่ายและครบถ้วนมากขึ้น ทำให้แพทย์กำหนดแนวทางการรักษาและเลือกยาที่เหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย ส่งผลให้การรักษาและการกำจัดเซลล์มะเร็งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด” รศ.ดร.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์ อดีตนายกมะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย (Thai Society of Clinical Oncology: TSCO), คณะทำงานมะเร็งปอดเพื่อคนไทย (Thai Lung Cancer Group: TLCG), หัวหน้าหน่วยมะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

How to เสพข่าวอย่างไรไม่ให้เครียด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/635845

วันที่ 19 ต.ค. 2563 เวลา 09:02 น.How to เสพข่าวอย่างไรไม่ให้เครียดรู้แนวทางไว้..จะได้ไม่เครียด กรมสุขภาพจิตแนะหลัก 5 วิธีเสพข่าวการเมืองไม่เครียด

หนึ่งในผลกระทบจากสถานการณ์การชุมนุมรายวัน อาจกระทบกับสุขภาพของคนที่ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ทั้งอาการทางกาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ หายใจไม่อิ่ม ปวดท้อง ใจสั่น หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ นอนไม่หลับ ส่วนอาการทางจิตใจ ได้แก่ อาการวิตกกังวลครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา หงุดหงิดง่าย ฉุนเฉียว ก้าวร้าว สมาธิไม่ดี ฟุ้งซ่านหรือหมกมุ่นมากเกินไป เบื่อหน่าย มีปัญหาพฤติกรรมและสัมพันธภาพกับผู้อื่น

สำหรับการติดตามข่าวสารให้ห่างไกลความเครียดนั้น ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต แนะให้ใช้หลัก 5 วิธีที่ควรปฏิบัติ ได้แก่

  1. แบ่งเวลาติดตามข่าวสารบ้านเมืองอย่างพอดี โดยการติดตามข่าวสารไม่ควรติดตามต่อเนื่องนานเกิน 2 ชั่วโมงขึ้นไป เพราะจะทำให้เครียดมากขึ้น
  2. ทำกิจวัตรประจำวันให้เป็นปกติ หันเหความสนใจจากข่าวสารไปเรื่องอื่น ละเว้นการรับรู้ข่าวสารการเมืองบ้าง โดยหันไปทำหน้าที่ของตนเอง เรียนหนังสือ การทำงาน และการให้เวลากับครอบครัว
  3. เคารพความคิดเห็นแบบประชาธิปไตยที่มีความแตกต่างหลากหลายได้ โดยไม่ดูข่าวหรือรับข้อมูลข่าวสารเพียงด้านเดียว จะทำให้เกิดอารมณ์รุนแรง ควรเปิดกว้างและรับข้อมูลข่าวสารที่แตกต่าง
  4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง ซึ่งการพักผ่อนจะทำให้ความเครียดลดลง และ
  5. การผ่อนคลายความเครียด เช่น การออกกำลังกาย ฝึกโยคะ ทำสมาธิ ฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การฝึกหายใจคลายเครียด การกำหนดลมหายใจเข้า-ออก เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม หากอาการยังไม่ดีขึ้น เช่น ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ มีความเครียดรุนแรง สามารถขอรับบริการปรึกษาที่สถานบริการสาธารณสุขที่อยู่ใกล้บ้าน หรือโทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อหาทางแก้ไขที่เหมาะสม

สำหรับเรื่องนี้ นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกรมสุขภาพจิต เผยว่า ในปัจจุบันในโลกโซเชียลมีการรับรู้ข่าวสารได้รวดเร็ว และบางข่าวอาจทำให้เรามีอารมณ์ร่วม โดยบางคนอาจคิดว่าเรื่องราวที่เสพอยู่มีบางอย่างเหมือนตัวเอง พออ่านรู้สึกโกรธ เสียใจ หงุดหงิด จึงทำให้ผู้ที่เสพข่าวมีอารมณ์ร่วมกับข่าวนั้นๆ และติดตามข่าวนั้นไปเรื่อยจนสะสม 

เมื่อเราอ่านหรือติดตามข่าวนานๆ อยู่ในโลกออนไลน์ 2-3ชั่วโมง แล้ววนอยู่อย่างนั้นซ้ำๆ อาจทำให้อารมณ์เรารุนแรงมากขึ้น มีการจิตนาการ และระแวง อาทิ ติดตามข่าวนอกใจ ตามอ่านคอมเม้นต์ ทำให้เกิดความวิตกกังวล และรู้สึกโกรธไปด้วย 

อย่างแรกเลยให้เรารู้สึกตัวเองก่อนว่าติดตามข่าวนั้นมากเกินไป เมื่อเกิดความรู้สึกแบบนั้นขึ้นมา ต้องพยายามดึงตัวเองออกมาทันที โดยการหากิจกรรมอย่างอื่นทำ อาทิ ออกกำลังกาย ออกไปกินข้าวนอกบ้าน ไปดูหนังฟังเพลง เป็นต้น เพราะถ้าเราปล่อยให้ตัวเองติดตามข่าวมากเกินไปจะทำให้เราเกิดผลกระทบตามมา 

ปัจจุบันหากใครที่เสพข่าวดราม่ามากเกินไป หรือรู้สึกว่าตัวเองมีอารมณ์ร่วมจนนอนไม่หลับ เครียด และหงุดหงิดง่าย สามารถเข้าไปปรึกษาจิตแพทย์ได้ หรือโทรที่หมายเลข 1323 ทั้งนี้ ปัจจุบันมีคนเข้ามาปรึกษาจำนวนมากขึ้น เพราะปัญหาและปัจจัยหลายๆ อย่าง

สุดท้ายอยากฝากว่าการรับรู้ข่าวสารเป็นเรื่องที่ดี แต่หากรับรู้มากเกินไปจะทำให้เกิดอารมณ์ร่วม ซึ่งข่าวบางข่าวอธิบายเหตุผลได้ไม่ครบ 100% เราจึงต้องมีสติ เพราะเรื่องราวที่เราได้รู้อาจจะไม่ใช่ทั้งหมด เราเลือกที่จะไม่อินกับมันได้

ลดได้ลด เลี่ยงได้เลี่ยง ของกิน vs โรคประจำตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/635400

วันที่ 14 ต.ค. 2563 เวลา 07:33 น.ลดได้ลด เลี่ยงได้เลี่ยง ของกิน vs โรคประจำตัวเพราะอาหารมีส่วนทำให้อาการของ 7 โรคที่เป็นอยู่นี้แย่ลงกว่าเดิม! ถ้าไม่อยากทรุดไว ไม่แนะนำให้กิน…เตือนแล้วนะ!!

หวานๆ มันๆ vs โรคเบาหวาน

แป้งและน้ำตาลคือส่วนสำคัญที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นหากคนที่เป็นเบาหวานกินอาหารที่มีรสหวานจัดหรือมีน้ำตาลสูงมากเกินไปจะทำให้อาการกำเริบได้จึงควรทานผลไม้น้ำตาลน้อยเช่นแอปเปิลชมพู่ผักใบเขียวเนื้อสัตว์ไม่ติดมันไข่ขาวหรือเต้าหู้

ส่วนอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเลยก็คือ อาหารหวานๆ มันๆ เช่น ข้าวเหนียวมะม่วง น้ำหวานต่างๆ มาการีน โยเกิร์ตรสผลไม้ ขนมที่ราดกะทิ หรือแม้แต่ชากาแฟก็ไม่ควรใส่น้ำตาลในปริมาณมาก

เค็มๆ แปรรูป vs โรคไต

อาหารที่คนป่วยเป็นโรคไตควรหลีกเลี่ยง คืออาหารที่มีโซเดียมสูง โพแทสเซียมสูง และโปรตีน เช่น อาหารที่มีรสเค็ม เบคอน เนยแข็ง ซอสต่างๆ อาหารหมักดอง อาหารเปรี้ยว เนื้อสัตว์ หมูหวาน หมูหยอง อาหารแช่แข็ง ส่วนโปรตีนถึงแม้จะทำให้อาการทรุดได้ ก็ไม่ควรเลิกทานเด็ดขาด เพราะจะทำให้ขาดสารอาหาร ผู้ที่เป็นโรคไตระยะแรกๆ จึงควรกินเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมันและปรุงสุก หรือจะดื่มนมก็ได้ แต่ควรเป็นนมพร่องมันเนยไขมันต่ำ และอย่าลืมว่าต้องจำกัดปริมาณให้ดี เพราะถึงแม้จะมีประโยชน์ แต่ถ้ากินมากเกินไปก็จะส่งผลให้มีโพแทสเซียมคั่งค้างในไต และส่งผลให้อาการทรุดลง

มันๆ เค็มๆ vs โรคความดันโลหิตสูง

สำหรับคนที่มีความดันโลหิตสูงนั้น การควบคุมอาหารและควบคุมน้ำหนักเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก จึงต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันและเกลือสูง เช่น น้ำมันปาล์ม เบคอน ไส้กรอก รวมทั้งอาหารแปรรูป หรืออาหารหมักดอง แล้วให้หันมากินอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น ผักใบเขียว นมพร่องมันเนยไขมันต่ำ และถ้าจะกินไขมัน ก็ให้เลือกเป็นไขมันจากพืชแทน เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันดอกคำฝอย หรือน้ำมันถั่วเหลืองนั่นเอง

ทอดๆ แป้งๆ vs โรคข้อเข่าเสื่อม

ใครมีอาการของโรคข้อเข้าเสื่อม ควรเลือกกินอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 อาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินซีสูงรวมทั้งอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระและสารไบโอฟลาโวนอยด์ด้วยเช่นปลาทะเลแซลมอนแครอทมะเขือเทศอัลมอนด์งาดำฝรั่งส้มบลูเบอร์รี่หรือแอปเปิล

ส่วนอาหารที่ไม่ควรกินก็คือ อาหารเค็มหรือมีโซเดียมสูง แป้งขัดขาว อาหารทอด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มผสมกาเฟอีน

เผ็ดๆ เปรี้ยวๆ vs โรคกระเพาะ

อาหารที่มีไฟเบอร์มีไขมันต่ำและมีโพรไบโอติกส์นั้นส่งผลดีต่อกระเพาะอาหารเพราะไม่ทำให้กระเพาะต้องทำงานหนักและช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นด้วยเช่นพืชตระกูลถั่วแครอทผักใบเขียวอกไก่เนื้อปลาโยเกิร์ตบร็อกโคลีหรือข้าวกล้อง

ส่วนอาหารที่จะทำให้กระเพาะของเราทำงานหนักขึ้น ก็คือของทอด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารรสจัด หรือมีส่วนผสมของพริก ผลิตภัณฑ์จากนม เช่น ช็อกโกแลต ชีส หรือแม้แต่ผลไม้รสเปรี้ยวอย่างส้มและเสาวรสก็ไม่เหมาะกับคนที่เป็นโรคกระเพาะ

ครีมๆ เครื่องใน vs โรคหัวใจ

คนที่เป็นโรคหัวใจจะต้องควบคุมอาหารที่มีไขมันทรานส์และไขมันอิ่มตัว  เพราะไขมันจะเข้าไปเกาะตามผนังเส้นเลือด ทำให้เกิดหัวใจวาย หรือโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตจากเส้นเลือดสมองตีบได้ ซึ่งตัวอย่างอาหารก็เช่น เนย มาการีน อาหารทอด ครีมต่างๆ หรือของหวาน รวมทั้งเครื่องในสัตว์ ไข่แดง อาหารกระป๋อง และอาหารแปรรูป 

ส่วนอาหารที่ช่วยบำรุงหัวใจก็คืออาหารไขมันต่ำ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ถั่วประเภทต่างๆ ผักและผลไม้สด หรือธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต และขนมปังโฮลวีท

ไหม้ๆ ดิบๆ vs โรคมะเร็ง

อาหารที่คนป่วยมะเร็งควรหลีกเลี่ยงนอกจากอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง เช่น อาหารทะเลจำพวกกุ้ง ปู หอย ปลาหมึก เครื่องในสัตว์ต่างๆ เนื้อสัตว์แปรรูป และเนื้อแดง เช่น แฮม ไส้กรอก เบคอน หรือแม้กระทั่งอาหารรสหวานจัดหรือน้ำตาลที่มีส่วนกระตุ้นให้อาการของโรคมะเร็งแย่ลงกว่าเดิมแล้ว อันตรายอีกอย่างคืออาหารปิ้งย่าง ควันๆ ไหม้ๆ อาหารดิบๆ ที่เป็นตัวการร้ายของมะเร็งลำไส้และกระเพาะอาหาร