Fornasetti รังสรรค์งานศิลป์เหนือกาลเวลา เอาใจนักสะสมที่รักการแต่งบ้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Fornasetti รังสรรค์งานศิลป์เหนือกาลเวลา เอาใจนักสะสมที่รักการแต่งบ้าน

Fornasetti รังสรรค์งานศิลป์เหนือกาลเวลา เอาใจนักสะสมที่รักการแต่งบ้าน11 สิงหาคม 2563 – 15:07 น.

Fornasetti รังสรรค์งานศิลป์เหนือกาลเวลา เอาใจนักสะสมที่รักการแต่งบ้าน

Fornasetti… Never out of fashion

ด้วยใจรักงานศิลปะ งานปั้น ภาพวาด และการตกแต่งบ้านของ คุณอรนลิน โลจนะโกสินทร์ กรรมการบริหารแบรนด์ SEASONS OF LIVING ผู้มีความตั้งใจที่จะสร้าง SEASONS OF LIVING  ให้เป็นศูนย์รวมเฟอร์นิเจอร์นำเข้าสุดหรูคุณภาพเยี่ยมที่ดีที่สุดจากอิตาลี เพื่อให้คุณได้สัมผัสการใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่ากับเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ดังระดับโลก สะท้อนเอกลักษณ์ที่โดดเด่น แตกต่าง และตัวตนที่ชัดเจน ได้เผยว่า “เราไม่ได้ขายความเป็นแฟชั่น เพราะแฟชั่นจะอยู่กับคุณได้ไม่นาน แต่เราขายความเป็นอมตะของดีไซน์, ฟังก์ชั่น และคุณภาพที่จะอยู่กับคุณไปจนชั่วลูกชั่วหลาน สินค้าทุกแบรนด์ของเรามีคลาสที่แตกต่างและเน้นคุณภาพไม่เหมือนใคร เปรียบเสมือนการรังสรรค์งานศิลปะระดับโลกมาไว้ในบ้านของคุณ”  

Fornasetti รังสรรค์งานศิลป์เหนือกาลเวลา เอาใจนักสะสมที่รักการแต่งบ้าน


เหมือนดังที่ มร.เปียโร ฟอร์นาเซติ (Piero Fornasetti) ศิลปินผู้ก่อตั้งแบรนด์ ฟอร์นาเซติ (Fornasetti) เจ้าของผลงานลายเส้นขาว-ดำบนจานกระเบื้องเซรามิคที่ได้แรงบันดาลใจจาก ลีน่า คาวาลีรี (Lina Cavalieri) นางเอกละครบรอดเวย์ ซึ่งได้รับการกล่าวขานว่าเป็นหญิงสาวที่มีใบหน้าที่สวยงามที่สุด  ในโลกในยุคนั้น ได้เคยกล่าวไว้ว่า “I don’t believe in periods or dates. I refuse to determine the value of an object by its date. I like the idea of creating fashionable items that never go out of fashion.”
    

Fornasetti รังสรรค์งานศิลป์เหนือกาลเวลา เอาใจนักสะสมที่รักการแต่งบ้าน

นับจากปีค.ศ.1952 จนถึงวันนี้ เป็นเวลากว่า 68 ปี ที่แรงบันดาลใจอันแรงกล้าของ มร.เปียโร  ฟอร์นาเซติ (Piero Fornasetti) ได้ถูกส่งผ่านผลงานศิลปะแฮนด์เมดกว่า 10,000 ชิ้น และถูกถ่ายทอด  สู่รุ่นของ บาร์นาบา ฟอร์นาเซติ (Barnaba Fornasetti) ลูกชายที่รักในงานศิลปะไม่ต่างจากผู้เป็นบิดา ผู้ขับเคลื่อนแบรนด์ ฟอร์นาเซติ (Fornasetti) ให้เป็นที่รู้จักในระดับโลกผ่านผลงานมากมาย อาทิ  จานกระเบื้องเซรามิค  ผ้าพันคอทอมือ ตู้ไม้ เทียนหอม สเปรย์หอม เฟอร์นิเจอร์ พรม และวอลเปเปอร์  ซึ่งผลงานทุกชิ้นของแบรนด์ ฟอร์นาเซติ (Fornasetti) จะมีหมายเลข Serial Number กำกับ บางชิ้นเป็นผลงาน Limited Edition ที่มีเพียงไม่กี่ชิ้นบนโลก จึงควรคู่แก่การสะสม 

Fornasetti รังสรรค์งานศิลป์เหนือกาลเวลา เอาใจนักสะสมที่รักการแต่งบ้าน

ซึ่งในเดือนสิงหาคมนี้ ฟอร์นาเซติ (Fornasetti) แบรนด์ของตกแต่งบ้านชื่อดังจากประเทศอิตาลี แบรนด์เดียวในโลกที่บ่งบอกตัวตนและบุคลิกชัดเจนผ่านชิ้นงานดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่หลายคนเลือกสะสมเฉกเช่นสมบัติอันทรงคุณค่า พร้อมแล้วที่จะให้ผู้รักการแต่งบ้านและนักสะสมงานศิลป์ ได้เพลิดเพลินกับการเลือกสรรและเป็นเจ้าของไอเท็มใหม่จากฟอร์นาเซติ (Fornasetti) ที่มาพร้อมราคาพิเศษ                            
   

Fornasetti รังสรรค์งานศิลป์เหนือกาลเวลา เอาใจนักสะสมที่รักการแต่งบ้าน


หากคุณเป็นผู้ที่มีรสนิยมในการใช้ชีวิต ที่กำลังมองหาเฟอร์นิเจอร์ที่บ่งบอกตัวตนและรสนิยมของคุณ เราขอเชิญคุณเข้ามาสัมผัสความเป็นที่สุดของเฟอร์นิเจอร์หรูคุณภาพสูงจากอิตาลีที่ SEASONS เอกมัย 20 โทร. 0-2715-0845 หรือเว็บไซต์ http://www.seasonsofliving.com
 

Fornasetti รังสรรค์งานศิลป์เหนือกาลเวลา เอาใจนักสะสมที่รักการแต่งบ้าน

ฉลองวันแม่ 12 สิงหาคม 2563 กับอลังการอาหารบุฟเฟ่ต์นานาชาติ มา 4 จ่ายเพียง 3 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ฉลองวันแม่ 12 สิงหาคม 2563 กับอลังการอาหารบุฟเฟ่ต์นานาชาติ มา 4 จ่ายเพียง 3

ฉลองวันแม่ 12 สิงหาคม 2563 กับอลังการอาหารบุฟเฟ่ต์นานาชาติ มา 4 จ่ายเพียง 3 11 สิงหาคม 2563 – 09:25 น.

ฉลองวันแม่ 12 สิงหาคม 2563 กับอลังการอาหารบุฟเฟ่ต์นานาชาติ มา 4 จ่ายเพียง 3 ณ ห้องอาหาร ดิ ออร์ชาร์ด โรงแรมแคนทารี โคราช

ร่วมฉลองเทศกาลวันแม่ ณ ห้องอาหาร ดิ ออร์ชาร์ด โรงแรมแคนทารี โคราช กับแกรนด์   บุฟเฟ่ต์นานาชาติสุดหรูให้บริการทั้งมื้อกลางวัน เวลา 11.30 – 14.30 น. และมื้อค่ำ เวลา 18.00 – 22.00 น.  ซึ่งเชฟได้คัดสรรเมนูอร่อยจากทั่วมุมโลก ทั้งสไตล์ยุโรปและเอเชีย อาทิ ซุป สลัด  พิซซ่า  พาสต้า  ลาซานญ่า  บาร์บีคิวแฮม  ไส้กรอกเยอรมัน  ซูชิ  ซาชิมิ  ติ่มซำนานาชนิด  ปลากะพงนึ่งมะนาว  กุ้งซอสมะขาม  เมนูอาหารยอดนิยมอีกมากมาย  พร้อมคาราวานขนมหวานทั้ง  ทิรามิสุ  ขนมทาร์ต  เครป และ เค้กเลิศรสนานาชนิด  โดยฝีมือทีมเชฟระดับโรงแรมชั้นนำ  เพื่อให้เป็นมื้อสุดพิเศษสำหรับคุณแม่ของคุณและครอบครัว ในราคา 690 บาท(สุทธิ)/ท่าน พิเศษสุด มา 4 จ่าย 3!!!!  (เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีลดครึ่งราคา)  

ฉลองวันแม่ 12 สิงหาคม 2563 กับอลังการอาหารบุฟเฟ่ต์นานาชาติ มา 4 จ่ายเพียง 3

สำรองที่นั่งล่วงหน้าหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โรงแรมแคนทารี โคราช โทร.044-353-011  หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ http://www.kantarycollection.com 

ส่วนผสมอันลงตัวระหว่างกาแฟและน้ำแข็ง BARISTA CREATIONS FOR ICE ใหม่ล่าสุดจากเนสเพรสโซ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ส่วนผสมอันลงตัวระหว่างกาแฟและน้ำแข็ง BARISTA CREATIONS FOR ICE ใหม่ล่าสุดจากเนสเพรสโซ

ส่วนผสมอันลงตัวระหว่างกาแฟและน้ำแข็ง BARISTA CREATIONS FOR ICE ใหม่ล่าสุดจากเนสเพรสโซ11 สิงหาคม 2563 – 08:26 น.

ส่วนผสมอันลงตัวระหว่างกาแฟและน้ำแข็ง BARISTA CREATIONS FOR ICE ใหม่ล่าสุดจากเนสเพรสโซ

หลังจากใช้เวลายาวนานถึง 5 ปี ในการคิดค้นและทดลองสูตรกาแฟเย็นที่ได้แรงบันดาลใจจากบาริสต้าระดับโลก…เนสเพรสโซ (Nespresso) จึงค้นพบสูตรกาแฟเบลนด์ที่เหมาะกับเมนูกาแฟเย็นมากที่สุด ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟของเนสเพรสโซได้นำสิ่งที่เรียนรู้จากการเดินทางรอบโลกมาพัฒนาสูตรกาแฟเย็นเพื่อให้ได้กาแฟเบลนด์สูตรพิเศษมาส่งตรงให้คุณได้ลิ้มลองแล้วที่บ้านกับกาแฟลิมิเต็ด อิดิชั่น 2 รสชาติใหม่ที่เหมาะกับการทำเมนูกาแฟเย็นในชื่อ “Barista Creations For Ice” (บาริสต้า ครีเอชั่นส์ ฟอร์ ไอซ์)

    
เนสเพรสโซ ได้รังสรรค์ Barista Creations For Ice ขึ้นมาเพื่อให้ได้รสชาติกาแฟที่กลมกล่อมและลงตัวเมื่อดื่มกับน้ำแข็ง โดยคุณสามารถครีเอทเมนูกาแฟเย็นอันแสนเพอร์เฟกต์ด้วยตัวเองได้ง่าย ๆ ที่บ้าน หรือหากอยากลองเปลี่ยนบรรยากาศ สามารถชวนเพื่อนมาจิบกาแฟฟิน ๆ กันในสวนหลังบ้านก็ได้! รับรองว่าคอฟฟี่เลิฟเวอร์ทั้งหลายจะต้องชื่นชอบในรสชาติกาแฟ Barista Creations for Ice อย่างแน่นอน

ส่วนผสมอันลงตัวระหว่างกาแฟและน้ำแข็ง BARISTA CREATIONS FOR ICE ใหม่ล่าสุดจากเนสเพรสโซ
ส่วนผสมอันลงตัวระหว่างกาแฟและน้ำแข็ง BARISTA CREATIONS FOR ICE ใหม่ล่าสุดจากเนสเพรสโซ


“Barista Creations For Ice” ประกอบด้วยกาแฟลิมิเต็ด อิดิชั่น 2 รสชาติใหม่ให้คุณได้เลือกสรร ไม่ว่าจะเป็น Freddo Delicato กาแฟอาราบิก้าจากประเทศเคนย่าและอินโดนีเซียที่ให้รสชาติหวานอมฟรุตตี้ ผ่านการคั่วอ่อนอย่างพิถีพิถัน ทำให้รสชาติกาแฟมีความนุ่มละมุนเมื่อใส่น้ำแข็งลงไป หรือ Freddo Intenso กาแฟคั่วเข้มที่ผสมเมล็ดกาแฟพันธุ์อาราบิก้าจากเปรูและอินโดนีเซีย  เมื่อดื่มกับน้ำแข็งจะพบว่ากาแฟยังมีความเข้มข้นและกลมกล่อม เหมาะสำหรับผู้ที่อยากจะรีเฟรชตัวเองในยามบ่าย 


นอกจากนี้ เนสเพรสโซ ยังได้ร่วมมือกับแบรนด์ไซรัปชื่อดังอย่าง “Monin” (โมนิน) ออกแบบเซ็ตไซรัปลิมิเต็ด อิดิชั่น ซึ่งประกอบด้วย ไซรัปขนาดเล็ก (50 มล.) 3 กลิ่น ได้แก่ กลิ่นซอลท์เท็ด คาราเมล, กลิ่นไวท์พีช และกลิ่นแบล็คเคอแรนท์ ที่ช่วยเติมเต็มความสดชื่นและกลิ่นหอมของกาแฟเย็นมากยิ่งขึ้น

ไม่เพียงแต่ปล่อยกาแฟ 2 รสชาติใหม่มาให้คอกาแฟได้ตื่นเต้น แต่เนสเพรสโซยังออกแบบ 2 เมนูกาแฟเย็น
สูตรพิเศษทั้งกาแฟดำและกาแฟใส่นม ที่เหล่าคอฟฟี่เลิฟเวอร์สามารถทำเองได้ง่าย ๆ ที่บ้านเพียงไม่กี่ขั้นตอน 

Freddo Intenso Dark Salted Caramel Latte

ส่วนผสมอันลงตัวระหว่างกาแฟและน้ำแข็ง BARISTA CREATIONS FOR ICE ใหม่ล่าสุดจากเนสเพรสโซ

 ส่วนผสม
1.Nespresso Freddo Intenso 1 แคปซูล 
2.น้ำแข็ง 3 ก้อน
3.ดาร์กช็อกโกแลต 2 แผ่น
4.โมนินไซรัป กลิ่นซอลท์เท็ด คาราเมล
5.นมสด 10 มล.
6.วิปปิ้งครีม


วิธีทำ
1.ใส่โมนินไซรัป กลิ่นซอลท์เท็ด คาราเมล ลงไปในแก้วกาแฟ
2.สกัดกาแฟ Nespresso Freddo Intenso จำนวน 1 แคปซูล ปริมาณ 40 มล.
3.คนกาแฟและคาราเมลให้เข้ากัน จากนั้นใส่น้ำแข็ง 3 ก้อนลงไปในแก้ว
4.เติมนมสด ตามด้วยวิปปิ้งครีม
5.ตกแต่งด้วยแผ่นดาร์กช็อกโกแลต


Freddo Delicato Blackcurrant Jelly

ส่วนผสมอันลงตัวระหว่างกาแฟและน้ำแข็ง BARISTA CREATIONS FOR ICE ใหม่ล่าสุดจากเนสเพรสโซ


ส่วนผสม
1.Nespresso Freddo Delicato 1 แคปซูล 
2.โมนินไซรัปกลิ่นแบล็คเคอแรนท์ 5 มล.
3.น้ำผลไม้เบอร์รี่ 10 มล.
4.โทนิกวอเตอร์ 20 มล.
5.น้ำแข็ง 5 ก้อน
6.เยลลี่ 2 ช้อนโต๊ะ
7.บลูเบอร์รี่ 3 ลูก
8.ใบมิ้นท์
9.เครื่อง Barista Recipe Maker ของ Nespresso


วิธีทำ
1.ใส่โมนินไซรัป กลิ่นแบล็คเคอแรนท์เข้าไปในแก้ว
2.ตามด้วยน้ำผลไม้เบอร์รี่ และโทนิกวอเตอร์
3.ใส่น้ำแข็ง 3 ก้อนลงไปในแก้ว ตามด้วยเยลลี่ที่เตรียมไว้
4.สกัดกาแฟ Nespresso Freddo Delicato จำนวน 1 แคปซูล และใส่ลงไปในเครื่อง Barista Recipe Maker
5.ใส่น้ำแข็ง 2 ก้อนไปในเครื่อง Barista Recipe Maker และเลือกใช้เมนู “Espresso on Ice Macchiato”
6.เมื่อเสร็จแล้ว เทส่วนผสมที่อยู่ในเครื่อง Barista Recipe Maker ลงไปในแก้วที่เตรียมไว้
7.ตกแต่งด้วยบลูเบอร์รี่และใบมิ้นท์

ส่วนผสมอันลงตัวระหว่างกาแฟและน้ำแข็ง BARISTA CREATIONS FOR ICE ใหม่ล่าสุดจากเนสเพรสโซ


กาแฟลิมิเต็ด อิดิชั่น 2 รสชาติใหม่ล่าสุด “Barista Creations For Ice” จะวางจำหน่ายทางออนไลน์และ
ที่เนสเพรสโซบูติกในราคาแคปซูลละ 26 บาท ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม – 22 กันยายน 2563 
#NespressoTH #NespressoCoolerTogether


สามารถสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ของ Nespresso ได้ที่ 
•Nespresso boutique ศูนย์การค้าสยามพารากอน ชั้น 1
•Nespresso boutique ศูนย์การค้าไอคอนสยาม ชั้น 1
•Nespresso Pop-Up Boutique Emquartier Helix Quartier ชั้น G
•Nespresso Mega Bangna ชั้น 1
•Nespresso Central Embassy ชั้น 2
•Nespresso Central ลาดพร้าว ชั้น 1
•Nespresso Central ปิ่นเกล้า 
•Nespresso Central พระราม 9 
•Nespresso เดอะ คริสตัล
•Nespresso Central ภูเก็ต ฟลอเรสตา
•โทรฟรี 1800-019090 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 19.00 น.
•เว็บไซต์ http://www.nespresso.com/ หรือ Nespresso แอปพลิเคชั่นสำหรับ iPhone, iPad และ Android TM
และสามารถติดตามข่าวสารรวมทั้งกิจกรรมของ Nespresso ได้ที่ Facebook.com/Nespresso.thailand, Instagram: @Nespresso.th #NespressoTH, Line: @NespressoTH

โควิดดันยอดสั่งอาหารออนไลน์เพิ่ม ห่วงสุขภาพคนไทยป่วยโรคกลุ่ม NCDs พุ่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630328

วันที่ 10 ส.ค. 2563 เวลา 12:33 น.โควิดดันยอดสั่งอาหารออนไลน์เพิ่ม ห่วงสุขภาพคนไทยป่วยโรคกลุ่ม NCDs พุ่งสสส.– นักวิชาการ ค้นงานวิจัยพบวัยรุ่นกินอาหารฟาสต์ฟู้ดอย่างน้อย 1 ครั้ง/สัปดาห์ ช่วงโควิดดันยอดสั่งอาหารออนไลน์เพิ่มสูง หวั่นคนไทยป่วย NCDs เพิ่มมากขึ้น

ดร.ณัฐพันธุ์ ศุภกา ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า รายงานสุขภาพคนไทย 2563 โดย สสส. สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล และภาคีเครือข่ายนักวิชาการ พบสถิติสำคัญว่าวัยรุ่นและเยาวชน อายุ 10-24 ปี ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร บริโภคอาหารฟาสต์ฟู้ดจากประเทศตะวันตก อย่างน้อย 1 วัน/สัปดาห์ มากถึง 69.2% รองลงมาคือภาคกลาง 54.6% ภาคใต้ 48.7% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 41.9% และภาคเหนือ 38.7% ตามลำดับ (ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2560)

ซึ่งล่าสุดในช่วงโควิด-19 คนไทยอาจมีแนวโน้มบริโภคอาหารฟาสต์ฟู้ดมากขึ้น จากการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน Food Delivery โดย Kantar Worldpanel ได้สำรวจผู้บริโภคคนไทย 1,638 ราย อายุระหว่าง 15-49 ปี ที่อยู่อาศัยในเขตเมือง ระหว่างวันที่ 10-16 เมษายน 2563 พบว่าผู้บริโภคสั่งอาหารผ่าน Food Delivery มากขึ้น 38% เมื่อเทียบกับเมื่อก่อน

“ข้อดีของการสั่งอาหารออนไลน์ ช่วยลดการรวมตัวของคนในที่สาธารณะ ลดโอกาสแพร่กระจายโควิด-19 แต่อาหารที่ได้รับความนิยมสั่งมักเป็นอาหารจานด่วน สสส. จึงเกิดความกังวลเป็นห่วงสุขภาพคนไทย เพราะอาหารฟาสต์ฟู้ดมีคลอเรสเตอรอลสูง เสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดัน โรคอ้วน ฯลฯ เราจึงขอแนะนำให้ผู้บริโภครับประทานอาหารแบบ 2:1:1 ผัก 2 ส่วน ข้าวหรือแป้ง 1 ส่วน และเนื้อสัตว์ 1 ส่วน

ลดอาหารหวาน มัน เค็ม ควบคู่ไปกับการออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมกับขอความร่วมมือผู้บริโภคและผู้ประกอบการลดใช้พลาสติก เนื่องจากอาหารพร้อมทานส่วนใหญ่มักใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกหลายชิ้น อาทิ กล่องโฟม ช้อนส้อมพลาสติก หลอดพลาสติก ซองน้ำจิ้ม ซึ่งในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา พบว่าปริมาณขยะพลาสติกของกรุงเทพมหานครเพิ่มขึ้นประมาณ 1,000 ตัน/วัน โดยขยะประเภทนี้ใช้เวลาย่อยสลายนานถึง 450 ปี ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง” 

ทางด้าน ผศ.ดร.มนสิการ กาญจนะจิตรา อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล กล่าวว่า เทคโนโลยีทุกวันนี้มีผลต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ของวัยรุ่นและเยาวชนไทยมากขึ้น ทั้งเพจรีวิวอาหาร ฟู้ดบล๊อกเกอร์ และล่าสุดคือแอปพลิเคชันสั่งซื้ออาหาร มีบทบาทสำคัญในการกำหนดเทรนด์อาหาร และการเข้าถึงร้านอาหารอย่างง่ายดายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สอดคล้องกับผลการสำรวจของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้สำรวจพฤติกรรมทางออนไลน์ เรื่อง “การใช้บริการ Online Food Delivery ของคนไทย” ระหว่างวันที่ 5-15 มีนาคม 2563 พบว่า

กลุ่มผู้ใช้บริการสั่งอาหารออนไลน์มากที่สุด คือ

  • Gen Y (อายุ 19-38 ปี) จำนวน 51.09%
  • กลุ่ม Gen X (อายุ 39-54 ปี)
  • กลุ่ม Baby Boomer (อายุ 55-73 ปี)
  • กลุ่ม Gen Z (อายุต่ำกว่า 19 ปี) (ตามลำดับ)

นอกจากนี้ การสำรวจยังพบด้วยว่า อาหารยอดนิยมที่ทุก Gen สั่งมากกว่า 61.06% คืออาหารจำพวกฟาสต์ฟู้ด อาทิ ไก่ทอด เบอร์เกอร์ และพิซซ่า แต่มีข้อมูลอื่นว่าคนไทยกินผักและผลไม้สดเป็นประจำน้อย อย่างไรก็ตาม หากผู้ผลิตแอปฯ สั่งอาหาร หันมาให้ความสำคัญกับการสนับสนุนโปรโมทอาหารเพื่อสุขภาพ อาจช่วยกระตุ้นความต้องการบริโภคอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้นก็เป็นได้.

ที่มา : สำนักข่าวสร้างสุข / สสส

ยุทธศาสตร์การพัฒนาคนอย่างเฉพาะเจาะจงตรงจุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/630323

วันที่ 10 ส.ค. 2563 เวลา 12:12 น.ยุทธศาสตร์การพัฒนาคนอย่างเฉพาะเจาะจงตรงจุดการรับมือกับปัญหาเชิงองค์รวม : ด้วยงบประมาณที่จำกัด ยุทธศาสตร์การลงทุนเพื่อพัฒนาคนจึงต้องมีความเฉพาะเจาะจงและหวังผล

ด้วยงบประมาณที่จำกัด ยุทธศาสตร์การลงทุนเพื่อพัฒนาคนจึงต้องมีความเฉพาะเจาะจงและหวังผล ทั้งกลุ่มเป้าหมายและองค์ความรู้ เพื่อสร้างระบบการพัฒนาบุคลากรต่อยอดรุ่นต่อรุ่นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องไปในแนวเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพ ไร้รอยต่อเพื่อความยั่งยืนขององค์กร

ข้อมูลโดย ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล จากสถาบันอินทรานส์ Hipot-การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน  ระบุ โลกก้าวเข้าสู่ยุค Digital AI Robot IoT และ Technology ที่ซับซ้อน การปรับเปลี่ยนแนวคิดการทำงานต้องตามให้ทัน เป้าหมายคือความมั่นคงยั่งยืน สามารถสร้างความต่อเนื่องเพื่อความอยู่รอด ไม่เช่นนั้นต้องล่มสลาย และไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใด สุดท้ายแล้วต้องใช้คน คนจึงต้องปรับตาม แล้วใครต้องเปลี่ยน ด้วยงบประมาณที่มีอยู่ การพัฒนาอาจมีการกระจายไปในหลายระดับ ทั้งระดับต้น กลาง สูง ตามนโยบาย แต่การลงทุนพัฒนาคนในองค์กรต้องกันไว้ส่วนหนึ่งเพื่อการพัฒนาคนกลุ่มหนึ่ง รวมทั้งกระบวนการเรียนรู้อย่างหวังผล อย่างเฉพาะเจาะจง ความเฉพาะเจาะจงนั้นมองใน 2 ประเด็น คือ บุคลากรกลุ่มเป้าหมายและองค์ความรู้ 

ความเฉพาะเจาะจงในแง่ของกลุ่มเป้าหมาย

กลุ่มเป้าหมายที่ถือเป็นหัวใขสำคัญคือ ผู้บริหารระดับกลาง นั่นคือ ระดับหัวหน้ากลุ่มงาน รองผู้อำนวยการ และผู้อำนวยการ คนกลุ่มนี้คือมือทำงาน คนรุ่นใหม่ ไฟแรง เป็นอนาคตของหน่วยงาน เป็นกลุ่มที่จะขยับขับเคลื่อนองค์กรตามยุทธศาสตร์ คนกลุ่มนี้จะเป็นรอยต่อเชื่อมโยงระดับบนและล่าง คนกลุ่มนี้จะขยับขึ้นเป็นผู้นำองค์กรในอนาคตและพัฒนากลุ่มล่างขึ้นมาแทน สร้างระบบการพัฒนาต่อยอดรุ่นต่อรุ่นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องเป็นเนื้อเดียวกัน ไร้รอยต่อเพื่อความยั่งยืนขององค์กร 

ความเฉพาะเจาะจงในแง่ขององค์ความรู้

องค์ความรู้ดังกล่าวต้องเพื่อยกระดับศักยภาพผู้บริหารระดับกลางเพื่อการเตรียมขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูง อีกทั้งตนต้องพัฒนาทีมงานระดับรองลงมาให้ขึ้นมาแทนที่ ดังนั้น องค์ความรู้ดังกล่าวต้องเป็นองค์ความรู้อย่างเป็นองค์รวม ครอบคลุมทุกมิติชีวิตอย่างเป็นระบบ สามารถเชื่อมโยงกับประเด็นปัญหา ความท้าทายต่างๆ อย่างตรงจุด อีกทั้งต้องสามารถนำไปปประยุกต์ใช้ได้และถ่ายทอดได้อย่างมั่นใจ องค์ความรู้ดังกล่าวประกอบด้วย

1. ความสามารถในการนำตนเองได้ ความสามารถในการนำตนเองนี้ถือเป็นหลักการเบื้องต้นของความสำเร็จใดๆ การจะนำตนเองได้นั้น ต้องทำงานอย่างมีเป้าหมาย รู้ว่าอะไรคือความหมายของงานนั้นๆ อย่างแท้จริง จะทำไปเพื่ออะไร ทำไม ความสามารถนี้จะเป็นจริงได้ ตนต้องปรับกรอบความคิดและมุมมองตนเองได้อย่างยืดหยุ่น เพื่อยกระดับศักยภาพตนเองได้ สามารถสร้างแรงขับเคลื่อนภายในตนเองอย่างมุ่งมั่น สามารถพลิกฟื้นคืนสภาพตนเองกลับมานำตนเองได้ แม้ในยามที่ต้องเผชิญกับความท้าทายที่ยากลำบาก ความสามาถในการนำตนเองนี้จึงเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่สุดของการจะก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำในอนาคต ผู้บริหารระดับกลางจึงต้องตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆ ต้องเริ่มที่ตนเองก่อนเสมอ เพราะการที่จะไปนำใครนั้นต้องแสดงให้ประจักษ์ว่าต้องเริ่มเปลี่ยนที่ตนเองก่อน

2. ความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ ผู้บริหารระดับกลางถือเป็นมือทำงาน ดังนั้น ต้องแก้ปัญหาเป็น มีความคิดที่แปลกใหม่ สามารถสร้างทางเลือกที่แตกต่างอย่างหลากหลายเพื่อการตัดสินใจที่คุ้มค่า คุณสมบัตินี้ต้องใช้ปัญญา และปัญญาต้องมาจากมุมมองเชิงระบบ การมองภาพเชิงองค์รวม โดยเข้าใจว่าความรู้ใดๆ และนวัตกรรมใหม่ๆ ต้องมาจากการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่าง ผู้บริหารระดับกลางจึงจำเป็นต้องมีแนวคิดเชิงระบบ การมองภาพเชิงองค์รวม เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงซับซ้อน และสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ อีกทั้ง สามารถมองทั้งหน่วยงานด้วยมุมมองเชิงระบบที่เห็นทุกระดับเชื่อมโยงกันทั้งหมด การพัฒนาจึงต้องเป็นภาพรวมอย่างเป็นหนึ่งเดียว ผู้บริหารระดับกลางจึงถือเป็นตัวเชื่อมที่สำคัญที่จะหลอมรวมทุกระดับเข้าด้วยกัน เพื่อจัดการกับปัญหาเชิงซับซ้อนด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีคุณค่าอย่างสอดคล้องไปในแนวเดียวกัน

3. ความสามารถในการสร้างทีมงานที่เข้มแข็ง ผู้บริหารระดับกลางมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความเข้มแข็งขององค์กรความเข้มแข็งขององค์กรจะเป็นจริงได้ทีมงานต้องตั้งอยู่บนฐานของความเชื่อมั่นความเข้าใจความไว้วางใจที่มีต่อกันนั่นคือศรัทธาศรัทธาในทีมงานจะเกิดขึ้นได้บุคลากรต้องเห็นคุณค่าในความต่างเคารพในความคิดเห็นที่หลากหลายการเห็นคุณค่าในความต่างนี้เองทำให้เราเปิดใจกว้างรับฟังนั่นคือเอาอีกฝ่ายเป็นตัวตั้งมิใช่เอาตนเองเป็นศูนย์กลางการเปิดใจกว้างรับฟังจึงนำไปสู่การเห็นคุณค่าระหว่างกันการเห็นคุณค่าระหว่างกันนี้จึงจะสามารถสร้างทีมงานที่มีพลังร่วมที่เกิดจากการเชื่อมโยงของบุคลากรที่หลากหลาย

ทั้งนี้ พลังร่วมดังกล่าวจะต้องเกิดจากการระเบิดศักยภาพตนเองจากภายใน การจะระเบิดแรงขับเคลื่อนภายในตนเองได้นั้น บุคคลนั้นๆ ต้องเห็นคุณค่าในตนเองเท่านั้น การเห็นคุณค่าตนเองโดยความหมายแล้วก็คือ การมองภาพตนเองเชิงบวก การยอมรับตนเอง เข้าใจตนเองตามความเป็นจริง ภาวะนี้จึงจะนำไปสู่ความมั่นคงทางอารมณ์ มีความเชื่อมั่น ภายในมั่นคง มีความเข้มแข็ง มีภูมิต้านทาน ยืนหยัด อดทน สามารถนำตนเองได้ ด้วยภาวะของการเห็นคุณค่าในความแตกต่างและการเห็นคุณค่าตนเองจึงจะสามารถสร้างทีมงานที่เข้มแข็งอย่างมั่นคงยั่งยืน

4. ความสามารถในการสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง จะเห็นได้ชัดว่าผู้บริหารระดับกลางมีความสำคัญต่อการสร้างการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำองค์กรให้ไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพ การนำองค์กรไปในทิศทางเดียวกันต้องการผู้นำการเปลี่ยนแปลง ภาวะผู้นำมิใช่ตำแหน่งผู้นำ แต่เป็นภาวะที่เกิดจากการยอมรับจากบุคคลรอบข้าง การยอมรับจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อตนให้การยอมรับบุคคลเหล่านั้นเสียก่อน มันคือการยอมรับในคุณค่าและความหมายของความเป็นมนุษย์ เพราะใครก็ตามที่เห็นฉันมีค่า ฉันก็เห็นเขามีค่าเช่นกัน ผู้บริหารระดับกลางที่ต้องเล่นบทบาทผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่เชื่อมทั้งระดับบนและล่าง จึงต้องเข้าใจและตระหนักว่าเรากำลังสัมพันธ์อยู่กับชีวิตที่ต้องการคุณค่าและความหมาย

ในโลกที่ผันผวน ยุค Digital ที่ Technology ก้าวไกลและซับซ้อน การปรับเปลี่ยนอย่างยืดหยุ่นจึงเป็นหัวใจสำคัญของความยั่งยืน การลงทุนเพื่อพัฒนาคนในองค์กรจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ต้องเป็นไปอย่างหวังผลและเฉพาะเจาะจง ความเฉพาะเจาะจงนั้น ผู้เขียนเห็นว่าผู้บริหารระดับกลางคือตัวจักรสำคัญ อีกทั้ง ทักษะที่จำเป็นนั้นต้องครอบคลุม ความสามารถในการนำตนเองได้ ความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ ความสามารถในการสร้างทีมงานที่เข้มแข็ง และความสามารถในการสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อการบรรลุเป้าหมายเดียวกันและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์องค์กรอย่างเป็นหนึ่งเดียว

Covid-19 : วิกฤตและความเสี่ยงมหัตภัยโรคจากสัตว์สู่คน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630318

วันที่ 10 ส.ค. 2563 เวลา 11:33 น.Covid-19 : วิกฤตและความเสี่ยงมหัตภัยโรคจากสัตว์สู่คน“Zoonosis Disease” โรคติดเชื้อจากสัตว์สู่คน หนึ่งในความกังวลของมวลมนุษย์โลก

จากรายงานสถานการณ์ผู้ป่วย โควิด-19 พบว่า ตัวเลขผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นทุกวันในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จนสถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างใกล้ชิดในปัจจุบัน ทำให้คนไทยส่วนใหญ่มีการ ‘ระวังตัว’ กับสถานการณ์โรคระบาดนี้ แต่การระวังตัวนั้นไม่ได้ทำให้รู้สึกถึงความ ‘วางใจ’ เพราะเมื่อมองไปถึงต้นตอของการแพร่ระบาดครั้งนี้ที่มีต้นตอมาจากการติดต่อจากสัตว์สู่คน นั่นก็หมายความว่า โอกาสที่จะเกิดการแพร่ระบาดของโรคนี้ยังคงมีความเป็นไปได้ รวมถึงโรคติดต่ออื่นๆ ทั้งโรคที่เคยมีการแพร่ระบาดมาแล้ว และโรคที่อาจจะเกิดขึ้นใหม่ได้ในอนาคต

ซึ่งผลของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในครั้งนี้ ทำให้คำว่า ‘โรคติดเชื้อจากสัตว์สู่คน’ หรือ ‘Zoonosis Disease’ กลายเป็นคำที่ไม่ได้ถูกพูดในเฉพาะในวงการแพทย์เท่านั้น เพราะการอ้างอิงถึงเรื่องโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนกลายเป็นคำส่วนหนึ่งที่ใช้ในการรายงานข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ โดยเฉพาะในช่วงแรกที่เริ่มมีการแพร่ระบาด ซึ่งจริงๆแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เพราะที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นการระบาดของโรค ไข้หวัดใหญ่สเปน อีโบลา ซาร์ส จนถึงโรคไข้หวัดหมูในปี 2552 ถือเป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรคจากสัตว์สู่คนได้ในอีกไม่ช้าก็เร็ว

นายแพทย์วัชระ พุ่มประดิษฐ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาโรคติดเชื้อ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อธิบายถึงต้นตอของปัญหาที่อาจถูกมองข้าม ในช่วงที่การรายงานข่าวส่วนใหญ่เน้นไปที่เรื่องของตัวเลขและการแก้วิกฤติเฉพาะหน้า แต่ไม่ค่อยได้พูดถึงปฐมเหตุที่แท้จริงว่า “ทุกวันนี้เราพูดกันถึงโควิด-19 เพราะที่ผ่านมาเราตกใจกับเรื่องของโควิดกันมาก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่โควิดเท่านั้นที่เราควรจะพูดถึง เพราะต้นเหตุของโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนก็คือ การที่มนุษย์เข้าไปรุกรานความเป็นอยู่อย่างเป็นธรรมชาติของสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ป่าในกรณีของโควิดหรือสัตว์ในฟาร์ม เช่น ไข้หวัดใหญ่สเปน”

ด้วยความรู้และประสบการณ์ในเรื่องของโรคติดเชื้อทำให้นายแพทย์วัชระสนใจในประเด็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนมากเป็นพิเศษ และนำมาสู่การทำงานเพื่อขับเคลื่อนเกี่ยวกับสวัสดิภาพของสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ในฟาร์มที่นำมาใช้ประกอบอาหาร อย่างเช่นไก่ หมู และวัว ร่วมกับภาคีเครือข่ายอย่าง องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) ที่ทำในเรื่องของการรณรงค์เพื่อสวัสดิภาพสัตว์มาอย่างต่อเนื่อง

“ประเด็นที่ทำให้เห็นถึงความสำคัญในเรื่องการขับเคลื่อนเกี่ยวกับสัตว์มีหลายประเด็น ประเด็นแรกคือการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์เป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่โรคติดเชื้อของคน ประเด็นที่สองคือ วิธีการทำฟาร์มปศุสัตว์สมัยใหม่ที่อาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพสัตว์เท่าที่ควร อันอาจจะนำไปสู่โรคภัยทั้งต่อสัตว์และคน นอกจากนั้นก็คือเรื่องของผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากวิถีบริโภคของคนในยุคนี้ ซึ่งอาจต้องได้รับการแก้ไขและพัฒนาก่อนที่สิ่งแวดล้อมจะรับไม่ไหวอีกต่อไป” นายแพทย์วัชระขยายความถึงที่มาของความสนใจและการผลักดันสวัสดิภาพสัตว์

ในเรื่องของโรคที่อาจมาพร้อมกับการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์ ทั้งเนื้อ นม และไข่ อุบัติการณ์ของโรคในลักษณะนี้เป็นผลมาจากระบบการเลี้ยงสัตว์สมัยใหม่ (Factory Farming) โดยเฉพาะในที่มีสภาพแออัด ซึ่งแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ระบบปศุสัตว์แบบนี้ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าในแง่เม็ดเงินที่ลงทุนไป แต่ต้องแลกมากับคุณภาพชีวิตที่ลดลงของสัตว์ในฟาร์ม เช่น ไก่และสัตว์อื่นๆ การถูกเลี้ยงในที่แออัดทำให้เกิดภาวะเครียด และเป็นสภาพแวดล้อมที่ทำให้สัตว์เจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น ซึ่งเมื่อสัตว์เจ็บป่วยหรือมีแนวโน้มว่าจะเจ็บป่วย ก็จะนำมาสู่การใช้ยาฆ่าเชื้อแบบป้องกันไว้ก่อนในสัตว์ (Antibiotic Prophylaxis) แทนที่จะใช้รักษาเมื่อเกิดการเจ็บป่วยขึ้น ส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยาในสิ่งแวดล้อม แล้วนำไปสู่เชื้อดื้อยาในคน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลกที่ต้องได้รับการแก้ไขโดยด่วน

นางสาวเหมือนดาว คงวรรณรัตน์ ผู้จัดการโครงการด้านสวัสดิภาพไก่ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย กล่าวให้เห็นถึงสภาพการเลี้ยงไก่ในปัจจุบันซึ่งมีผลเสียทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อมนุษย์ว่า “ทุกวันนี้มีไก่จำนวนหลายล้านตัวที่ถูกเลี้ยงในฟาร์มที่มีพื้นที่แออัดและไม่ถูกสุขลักษณะ โรงเรือนบางแห่งไม่มีแม้แต่แสงธรรมชาติที่จะส่องถึง นอกจากนี้ไก่ที่เราบริโภคกันในปัจจุบันมีการคัดเลือกสายพันธุ์ให้เติบโตเร็ว ไก่ตัวหนึ่งจึงมีอายุขัยประมาณ 42 วันเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ทำให้ไก่เกิดปัญหาทางสุขภาพและเป็นสาเหตุให้ไก่เกิดความเครียด และเมื่อเครียดก็จะเพิ่มความเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค”

จากผลการศึกษาของ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) เผยให้เห็นถึงข้อมูลของความหนาแน่นในพื้นที่เลี้ยงไก่ในฟาร์มอุตสาหกรรม ที่ต้องไม่แออัดและไม่ควรเกิน 30 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร ตัวเลขนี้อ้างอิงจากงานวิจัยที่มีการวิเคราะห์ออกมาแล้วว่าจะส่งผลดีโดยรวมต่อสุขภาพของไก่ทั้งกายและใจ แต่หากผู้เลี้ยงไก่คำนึงถึงแต่การควบคุมต้นทุนโดยการเลี้ยงอย่างแออัด ผู้บริโภคนั้นย่อมเป็นผู้รับผลกระทบด้านสุขภาพโดยไม่รู้ตัว

“ในระบบปศุสัตว์สมัยใหม่จึงมีวิธีหนึ่งที่ฟาร์มหลายแห่งใช้รับมือกับปัญหาแบบนี้ ก็คือการให้ยาฆ่าเชื้อป้องกันไว้ก่อน ซึ่งผสมไว้ในอาหารสัตว์ โดยตัวเลขจากการศึกษาของคณะสาธารณสุขแห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ พบว่าในปี พ.ศ. 2555 (ค.ศ. 2012) ประมาณ 70% ของปริมาณการใช้ยาฆ่าเชื้อทั้งหมดในโลกมาจากการใช้ในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ และถ้าไม่ได้รับการแก้ไข คาดว่าประมาณปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) จะพบว่ามีการใช้ยาฆ่าเชื้อสูงขึ้นจากเดิมอีกอย่างน้อยร้อยละ 60 ด้วยการใช้ยาฆ่าเชื้อดังกล่าวนี้จะนำไปสู่ปัญหาเรื่องเชื้อดื้อยาที่ไม่ได้จบแค่สัตว์ที่ได้รับยาฆ่าเชื้อโดยตรงเท่านั้น แต่ยังส่งผ่านมาถึงคนด้วย คนส่วนใหญ่อาจจะมองว่าเรื่องเชื้อดื้อยาเป็นเพราะคนใช้ยาฆ่าเชื้อมากเกินไปเพียงอย่างเดียว แต่จากการดูแลผู้ป่วยพบว่ามันไม่ใช่แค่นั้น เพราะเราพบคนไข้ที่ระมัดระวังเรื่องใช้ยาฆ่าเชื้ออย่างมาก แทบไม่ซื้อยากินเองเลย แต่ก็ตรวจพบมีเชื้อดื้อยาอยู่ในตัวตลอดเวลา ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการบริโภคอาหารที่มีเชื้อดื้อยาในสิ่งแวดล้อมนั่นเอง” นายแพทย์วัชระ อธิบาย

ในส่วนของเรื่องสิ่งแวดล้อมนั้น การทำปศุสัตว์สมัยใหม่ส่งผลให้มีของเสียที่มาจากฟาร์มปนเปื้อนลงในมหาสมุทร จนทำให้เกิดการขยายพันธุ์ของสาหร่ายและแบคทีเรีย ส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนในมหาสมุทรลดลงในระดับที่เป็นอันตราย ทางองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agricultural Organization of the United Nations) ได้ทำการศึกษาและพบว่า ปศุสัตว์ (Animal Agriculture) เป็นสาเหตุสำคัญถึงร้อยละ 18 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในโลก ซึ่งปริมาณของคาร์บอนไดออกไซด์นี้จะส่งผลกระทบโดยไปเพิ่มความเป็นกรดของมหาสมุทรให้มากขึ้น ทั้งนี้ระดับออกซิเจนที่ต่ำและภาวะมหาสมุทรเป็นกรดนี้ต่างส่งผลกระทบโดยตรงต่อความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตในทะเล และอาจขยายตัวต่อไปจนกลายเป็นปัญหาวิกฤติทางการประมง เพราะปริมาณสัตว์น้ำที่ลดลงจนหลายประเทศเริ่มมองหาทางเลือกทดแทน

ตอนนี้ถึงเวลาที่สังคมไทยต้องเอาเรื่องนี้มาคุยกันแล้ว เพราะในอาเซียนเริ่มมีวิกฤตเรื่องจำนวนสัตว์น้ำที่ลดลง จนไม่มีปลาพอให้จับ ตัวอย่างเช่น รัฐบาลสิงคโปร์ ที่ได้ให้ความสำคัญอย่างมากกับเรื่องนี้ มีความพยายามหลายอย่างที่จะรับมือกับวิกฤตนี้ หนึ่งในนั้นก็คือการหาแหล่งโปรตีนใหม่ที่ไม่ต้องพึ่งปศุสัตว์อย่างในปัจจุบัน

“ในระบบการผลิตอาหารปัจจุบัน ถ้าเราดูทีละขั้นตอนจะเห็นว่าเป็นวิธีที่ใช้ทรัพยากรสูงมาก เพราะเราปลูกถั่วเหลือง เพื่อเอามาให้สัตว์กิน เวลาปลูกก็ต้องใช้น้ำ ใช้ที่ดิน มีการใช้ทรัพยากรหลายขั้นตอนกว่าจะได้โปรตีนกลับมาเป็นอาหารของคน ทางรัฐบาลและภาคเอกชนของนานาประเทศ อาทิ รัฐบาลสิงคโปร์ จึงพยายามหาโปรตีนทดแทน เช่น โปรตีนจากสาหร่ายหรือการค้นคว้าวิจัยในเรื่องของ อาหารจากพืชทดแทนเนื้อสัตว์ (Plant-based Meat) ที่ไม่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์ เป็นทางเลือกที่ดีต่อทั้งสุขภาพคน สุขภาพสัตว์ และสิ่งแวดล้อม” นายแพทย์วัชระเล่าถึงสถานการณ์และแนวโน้มของโลกที่กำลังปฏิวัติและแข่งขันกันในเรื่องอาหารที่ยั่งยืน

จากเหตุผลเหล่านี้จะเห็นได้ว่าการดูแลสวัสดิภาพสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ที่เลี้ยงในฟาร์ม ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการให้ความเมตตาสัตว์เหมือนที่บางคนเข้าใจ และไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่ออีกหลายชีวิตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงปัญหาเรื่องสุขภาพคนที่อาจมีผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดจากโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ไม่ว่าจะเป็น โรคเชื้อดื้อยา โรคอุบัติใหม่ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา และหลายโรคก็ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ที่สุดของเรื่องทั้งหมดนี้ อาจอยู่ที่การรับรู้ของคนที่นำไปสู่การขับเคลื่อนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ เพราะหลายข้อเรียกร้องในเรื่องสวัสดิภาพสัตว์เกิดขึ้นจากพลังของผู้บริโภค ที่ทำให้ผู้ผลิตต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการให้สัตว์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่เมื่อการรับรู้และความเข้าใจเรื่องนี้ยังมีจำกัด โดยเฉพาะในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างสวัสดิภาพสัตว์และสุขภาพคน พลังในการขับเคลื่อนจึงยังไม่มากพอ

“เท่าที่สังเกต ปัญหาของคนส่วนใหญ่คือความไม่รู้ ยกตัวอย่างเช่น ผลจากการทำโฟกัสกรุ๊ปกับเด็กรุ่นใหม่เกี่ยวกับเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ สิ่งที่พบก็คือคนไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องสภาพความเป็นอยู่ในฟาร์มเท่าที่ควร อย่างกรงตับที่ใช้ในการผลิตไข่ (Battery Cage) หรือวิธีการฆ่าสัตว์ที่ทรมาน ผมเชื่อว่าถ้าเขาได้รับรู้ความจริง ต่อให้เขาเป็นคนที่ชอบกินเนื้อสัตว์ เขาก็ไม่ได้อยากกินเนื้อหรือไข่ที่เกิดจากการทรมาน ดังนั้นความหวังในการเปลี่ยนแปลงก็อยู่ที่คนรุ่นใหม่หัวก้าวหน้าและผู้ใหญ่ที่มีความห่วงใยที่จะออกมาขับเคลื่อนในประเด็นเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ สุขภาพคน และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดระบบอาหารที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง ” นายแพทย์วัชระ กล่าว

โดยสถานการณ์โรคระบาด โควิด-19 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าทำได้ดีในเรื่องการควบคุมโรคติดต่อ แต่การควบคุมนั้นถือเป็นเรื่องของการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างคน เพื่อให้ออกจากวิกฤตนี้ แต่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุจริงๆ เป็นการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์ ระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรได้รับการพูดถึงและให้ความสำคัญมากขึ้น เพื่อป้องกันวิกฤตใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นอีกได้ในอนาคต

แม่ฮ่องสอนระดมพล ปล่อยแถวกวาดล้างอาชญากรรมในพื้นที่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

แม่ฮ่องสอนระดมพล ปล่อยแถวกวาดล้างอาชญากรรมในพื้นที่

แม่ฮ่องสอนระดมพล ปล่อยแถวกวาดล้างอาชญากรรมในพื้นที่

10 สิงหาคม 2563 – 08:43 น.

แม่ฮ่องสอนระดมพล ปล่อยแถวกวาดล้างอาชญากรรมในพื้นที่ และการรักษาความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน

สถานีตำรวจภูธรเมืองแม่ฮ่องสอนระดมพลปล่อยแถวกวาดล้างอาชญากรรมตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ต.อ.ศิริพงศ์ ศรีทันฐ์ รอง.ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานการปล่อยแถวเพื่อกวาดล้างอาชญากรรมในพื้นที่โดย พ.ต.ท.ณรงค์ธรรม รัตน์วิมล รอง .ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองแม่ฮ่องสอน พ.ต.ท.พัฒนศักดิ์ เพียรงาม สวป.สภ.เมืองแม่ฮ่องสอน พ.ต.ท.ดรุณ จำชา สว.จร.สภ.เมืองแม่ฮ่องสอน พ.ต.ต.ไพโรจน์ ต๊ะวรรณนา สว.ธุระการ.สภ.เมืองแม่ฮ่องสอน กล่าวรายงาน บริเวณหน้าสถานีตำรวจภูธรเมืองแม่ฮ่องสอน

ตลอดจนเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองแม่ฮ่องสอน สถานีตำรวจภูธรหมอกจำแป่ สถานีตำรวจภูธรห้วยโป่ง สถานีตำรวจภูธรน้ำเพียงดิน ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตำรวจท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตำรวจตะเวนชายแดน ที่ 336 กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดแม่ฮ่องสอน อส.อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 17 สำนักงานขนส่งจังหวัดแม่ฮ่องสอน และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลศรีสังวาล ร่วมปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรม และการรักษาความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน

ในส่วนทางด้านสถานีตำรวจภูธรขุนยวม พ.ต.อ.พชรพล วงศ์รจิต ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรขุนยวม มอบหมายให้ พ.ต.ต.พงษ์นิรันดร สีกันหา สารวัตรสืบสวน และ พ.ต.ท.เดชา วิบูลกิจ สวป.ร่วมกันทำพิธีต้อนรับน้องใหม่ ที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจในระดับสิบตำรวจตรี จำนวน 5 นายมาประจำอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรขุนยวมตามประเพณีต้อนรับน้องใหม่ที่เคยยึดถือปฏิบัติกันมา เพื่อให้ตำรวจทุกนายที่มารับตำแหน่งใหม่ได้แสดงถึงการอดทนอดกลั้นต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายตลอดจนรู้รักสามัคคี.

เกียรติศักดิ์  รักสัตย์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาคจังหวัดแม่ฮ่องสอน

เลือกดื่มนมถั่วเหลืองอย่างไรให้ได้คุณค่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630259

วันที่ 09 ส.ค. 2563 เวลา 11:30 น.เลือกดื่มนมถั่วเหลืองอย่างไรให้ได้คุณค่า6 วิธีชี้ชัด! เลือกนมถั่วเหลืองอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพที่สุด

นมถั่วเหลืองเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ได้รับความนิยมมานาน เนื่องจากมีสารอาหารที่ครบถ้วน อีกทั้งยังเหมาะสมสำหรับกลุ่มผู้ที่มีข้อจำกัดทางสุขภาพบางกรณี เช่น ผู้ที่มีภาวะทนต่อน้ำตาลแลคโตสในนมวัวไม่ได้ คือ ผู้ที่มีอาการท้องเสีย ท้องอืด ไม่สบายท้องหลังจากดื่มนมวัว  ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าแพ้โปรตีนนมวัว หรือผู้ที่เป็นมังสวิรัติแบบที่ไม่เลือกดื่มนมวัว วันนี้มีเคล็ดลับจากนักกำหนดอาหารมาฝากกันว่า ควรเลือกนมถั่วเหลืองอย่างไร ให้ดีต่อสุขภาพที่สุด

วิธีเลือกนมถั่วเหลือง 

1.ดูคำกล่าวอ้างด้านหน้ากล่อง

ควรมองหานมถั่วเหลืองหรือเครื่องดื่มธัญพืชที่มีการระบุว่า น้ำตาลน้อย น้ำตาลน้อยกว่าสูตรปกติ  หวานน้อย แคลเซียมสูง มีวิตามิน มีแร่่ธาตุ เพื่อเป็นการคัดกรองเบื้องต้นว่า ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ เอาใจใส่ผู้บริโภคในการปรับเพิ่มคุณค่าสารอาหารหรือไม่ ก่อนที่จะหยิบมาอ่านฉลากโภชนาการต่อ

2.ดูจำนวนหน่วยบริโภค

จะทำให้ทราบว่าผลิตภัณฑ์ที่ถืออยู่ “ควรแบ่งกินกี่ครั้ง” และข้อมูลสารอาหารต่าง ๆ ที่อยู่ด้านล่างลงไป เป็นข้อมูลของสารอาหารต่อการรับประทาน 1 ครั้ง ถ้าหากบริโภคกล่องที่เขียนว่า จำนวนหน่วยบริโภคต่อกล่อง : 4  แปลว่าแบ่งรับประทานได้ 4 ครั้ง แต่หากเราเทดื่มรวดเดียวหมด ก็ให้นำสารอาหารที่อ่านเจอคูณ 4 ไปด้วย

3.มองหาปริมาณโปรตีน

นมถั่วเหลืองจะมีปริมาณโปรตีนน้อยกว่านมวัวอยู่เเล้ว คำเเนะนำ คือ ควรเลือกที่มีปริมาณโปรตีน 6 กรัมขึ้นไป

4.อ่านน้ำตาลให้ขาด

ไม่ว่าจะเป็นสูตรไหน อย่าลืมว่าเราไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน

5.ไขมันล่ะ ต้องแคร์ไหม

ควรดูปริมาณไขมันอิ่มตัว ไม่ให้ได้รับมากเกินไป เเต่โดยธรรมชาติเเล้ว นมถั่วเหลืองมีปริมาณไขมันอิ่มต้วน้อยมาก จึงไม่ต้องกังวล

6. เเคลเซียม วิตามิน ธาตุเหล็กต้องมี

เเร่ธาตุเเละวิตามินต่างๆก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะปริมาณเเคลเซียมจะระบุเป็นเปอร์เซ็นต์ หากระบุว่ามีแคลเซียม 50% เเปลว่า เมื่อดื่มนมนี้หมด 1 หน่วยบริโภค จะได้รับแคลเซียมคิดเป็น 50% หรือครึ่งหนึ่งของความต้องการในแต่ละวัน

เตือนฝนตกระวังป่วยด้วยโรคไข้ปวดข้อยุงลาย (ชิคุนกุนยา) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630252

วันที่ 09 ส.ค. 2563 เวลา 08:59 น.เตือนฝนตกระวังป่วยด้วยโรคไข้ปวดข้อยุงลาย (ชิคุนกุนยา)พยากรณ์โรคฯ กรมควบคุมโรค ฉบับที่ 274 เตือนประชาชนช่วงนี้มีฝนตกในหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายได้ ระวังป่วยด้วยโรคไข้ปวดข้อยุงลาย หรือโรคชิคุนกุนยา

ข้อมูลโดย นายแพทย์สุวรรณชัย  วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุ “จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค สถานการณ์โรคไข้ปวดข้อยุงลายหรือโรคชิคุนกุนยา ในปี 2563 พบผู้ป่วยแล้ว 5,728 ราย จาก 65 จังหวัด ไม่มีผู้เสียชีวิต

โดยกลุ่มอายุที่พบมากที่สุด 3 อันดับ คือ

  • 25-34 ปี ร้อยละ 17.51
  • 35-44 ปี ร้อยละ 17.20
  • 45-54 ปี ร้อยละ15.50

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ

  • รับจ้าง ร้อยละ 23.7
  • นักเรียน ร้อยละ 21.3
  • เกษตร ร้อยละ 15.7 

ภาคที่มีอัตราป่วยสูงสุด คือ

  • ภาคกลาง
  • ภาคเหนือ 
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
  • ภาคใต้ ตามลำดับ

โดยจากระบบเฝ้าระวังโรค (รง. 506) พบจังหวัดที่มีอัตราป่วยต่อประชากรแสนคนสูงสุด 5 อันดับแรก คือ

  • จันทบุรี
  • อุทัยธานี
  • ลำพูน
  • เลย
  • ตราด ตามลำดับ

การพยากรณ์โรคและภัยสุขภาพประจำสัปดาห์นี้ คาดว่าช่วงนี้จะมีจำนวนผู้ป่วยโรคไข้ปวดข้อยุงลายเพิ่มขึ้น เนื่องจากพบผู้ป่วยกระจายทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ประกอบกับช่วงนี้เป็นฤดูฝน จึงทำให้มีฝนตกชุกต่อเนื่องและครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทย ทำให้เกิดน้ำขังตามภาชนะต่างๆ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายได้  

สำหรับโรคไข้ปวดข้อยุงลายหรือโรคชิคุนกุนยา เป็นโรคติดต่อนำโดยแมลง มียุงลายเป็นพาหะ สามารถพบผู้ป่วยได้ตลอดทั้งปี แต่จะพบมากในฤดูฝน ผู้ที่ติดเชื้อจะมีอาการไข้สูง ปวดข้อ ข้อบวมหรือข้ออักเสบร่วมกับมีอาการปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ มีผื่นหรืออ่อนเพลีย ไม่มีการรักษาเฉพาะ ใช้การรักษาตามอาการ และป้องกันภาวะแทรกซ้อน ร่วมกับป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา  

คำแนะนำสำหรับประชาชนในการป้องกันโรคที่ดีที่สุดคือ การจัดการสิ่งแวดล้อมภายในบ้านและนอกบ้าน และการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย ด้วยมาตรการ 3 เก็บ ป้องกัน 3 โรคคือ เก็บบ้าน เก็บขยะ และเก็บน้ำ เพื่อกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายซึ่งเป็นพาหะของโรคไข้เลือดออก โรคติดเชื้อไวรัสซิกา และโรคไข้ปวดข้อยุงลายหรือโรคชิคุนกุนยา รวมถึงการป้องกันไม่ให้ถูกยุงลายกัดด้วยการทายากันยุง กำจัดยุงในบ้าน และนอนกางมุ้ง  

กรมควบคุมโรค ขอแนะนำว่า ยุงลายซึ่งเป็นพาหะนำโรคที่สามารถพบได้ทุกจังหวัด สถานพยาบาลทุกแห่งควรมีการเฝ้าระวังโรคไข้ปวดข้อยุงลายในโรงพยาบาล โดยการคัดกรองผู้ป่วยที่มาด้วยอาการ ไข้ ปวดข้อ มีผื่น หรือมีอาการคล้ายไข้เลือดออกแต่เกล็ดเลือดอยู่ในระดับปกติ และเมื่อพบผู้ป่วยควรรายงานผู้สงสัยหรือผู้ป่วยต่อหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่เพื่อการลงควบคุมโรคอย่างรวดเร็ว หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทรสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

กินผักไฮโดรโปนิกส์เสี่ยงเป็นมะเร็ง จริงหรือ? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/630251

วันที่ 09 ส.ค. 2563 เวลา 08:50 น.กินผักไฮโดรโปนิกส์เสี่ยงเป็นมะเร็ง จริงหรือ?อย.เเจ้งเตือนข่าวปลอม กินผักไฮโดรโปนิกส์แล้วเป็นมะเร็ง พร้อมเผยยังไม่มีข้อมูลชี้ชัดว่าฟอสฟอรัสทำให้เกิดมะเร็งได้ ย้ำผักไฮโดรโปนิกส์ไม่ใช่ผักออร์แกนิค พร้อมแนะวิธีการล้าง การกินเพื่อลดพิษสะสม

จากกรณีที่มีการส่งต่อข้อความผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ประเด็น “บริโภคผักไฮโดรโปนิกส์เสี่ยงเป็นมะเร็ง โดยงานวิจัยเมื่อ 3 ปีที่แล้วโรงพยาบาลใหญ่ 5 แห่งใน กทม. วิจัยสาเหตุมะเร็งเพิ่มขึ้น 300% เกิดจากกินผักไฮโดรโปนิกส์ เพราะตัว P (ฟอสฟอรัส) มากเกินขนาดเป็นสาเหตุเกิดมะเร็งเต้านม”

เรื่องนี้ นพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เผยว่า ตามที่มีการส่งต่อข้อความผ่านสื่อโซเชียลมีเดียในลักษณะ “บริโภคผักไฮโดรโปนิกส์เสี่ยงเป็นมะเร็ง อย. ได้ตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวแล้ว พบว่าข้อความที่ถูกส่งต่อนั้นมีการส่งต่อวนกลับมาเป็นระยะ ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด โดยผักไฮโดรโปนิกส์ไม่ใช่ผักออร์แกนิก ดังนั้น จึงสามารถใช้สารเคมีในการเพาะปลูกได้แต่ต้องปฏิบัติตามหลักทางการเกษตร และมีปริมาณสารพิษตกค้างรวมทั้งสารปนเปื้อนไม่เกินปริมาณตามที่ประกาศกระทรวงสาธารณสุขกําหนด

ทั้งนี้ ปัจจุบันยังไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ หรือมีงานวิจัยทั้งในประเทศและระดับนานาชาติยืนยันว่า ฟอสฟอรัสเชื่อมโยงกับการเกิดโรคมะเร็งเต้านม รวมถึงยังไม่มีการยืนยันว่าสารไนเตรทที่พบอยู่ตามธรรมชาติในอาหาร ซึ่งถูกเปลี่ยนเป็นไนไตรด์ในระบบการย่อยอาหารทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง 

สำหรับความกังวลเรื่องปริมาณสารไนเตรทในผักไฮโดรโปนิกส์ปริมาณสูง เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งนั้น ความเป็นจริงไนเตรทเป็นสารที่พบได้ทั้งผักที่ปลูกในดินและผักไฮโดรโปนิกส์ ถ้าพืชมีการเจริญเติบโตและสังเคราะห์แสงที่เป็นปกติ โอกาสที่จะเกิดการสะสมไนเตรทจนถึงระดับที่ไม่ปลอดภัยต่อการบริโภคจึงมีน้อยมาก นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่เคยเสนอคณะกรรมการอาหารพิจารณาในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลบ่งชี้ที่แน่ชัด 

จึงขอเตือนผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อข้อความที่ส่งต่อกัน เนื่องจากยังไม่มีการยืนยันว่าบริโภคผักไฮโดรโปนิกส์แล้วเสี่ยงเป็นมะเร็ง ทั้งนี้ หากกังวลเรื่องปริมาณไนเตรท อาจใช้วิธีนึ่งหรือต้มผักเป็นเวลา 10 นาที หรือนำผักแช่ในน้ำสารละลายด่างทับทิมและน้ำเกลือจะช่วยลดปริมาณไนเตรทได้ และไม่ควรกินผักหรือผลไม้ชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นประจำ ควรกินให้หลากหลายหมุนเวียนกันไป หรือบริโภคผักผลไม้ตามฤดูกาลและบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ ลดการรับพิษสะสม รวมถึงควรเลือกซื้อผักที่ได้รับตรารับรองคุณภาพ GAP, GMP หรือตรารับรองเกษตรอินทรีย์ เพื่อความปลอดภัย