บรรยากาศความสนุกของการฉลองเทศกาลสงกรานต์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/680672

วันที่ 14 เม.ย. 2565 เวลา 15:36 น.บรรยากาศความสนุกของการฉลองเทศกาลสงกรานต์

ประมวลภาพบรรยากาศความสนุกของการฉลองเทศกาลสงกรานต์ ในศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ

เปิดภาพบรรยากาศความสนุกของการฉลองเทศกาลสงกรานต์ในศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ  โดยมีประชาชนหลบร้อนออกมาใช้บริการในศูนย์การค้ากันอย่างคึกคัก พร้อมร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่ทางศูนย์ฯ จัดขึ้น ภายใต้ชื่อ THAILAND’S SONGKRAN FESTIVAL 2022 ร่วมกับ ททท.

โดยปีนี้เน้นวัฒนธรรมประเพณีไทย สงกรานต์แบบปลอดภัย ไม่เปียก ตามนโยบายภาครัฐ อาทิ กิจกรรมสรงน้ำพระ และสักการะขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์, ชมการแสดงโขน, เที่ยวตลาดย้อนยุคทรรศนารัตนโกสินทร์ ชิมอาหารและขนมรสชาติต้นตำรับที่เซ็นทรัลเวิลด์, เที่ยวงาน Summer Market ช้อปชิลล์คลายร้อนกับ Holiday Market ตลาดสุดชิลที่รวมงานอาร์ต & คราฟต์ และฟู้ดทรัคมากมายพร้อมเสิร์ฟเมนูคลายร้อน กับดนตรีสดสุดชิลล์ ฟีลกู้ดเหมือนอยู่เมืองนอกที่เซ็นทรัล วิลเลจ, งานเสน่ห์นนท์ ชิม ช้อปของดังเมืองนนท์ ชมสถาปัตยกรรมเจดีย์เอียงจำลองขนาดใหญ่ที่เซ็นทรัล เวสต์เกต, จุดถ่ายรูปเช็คอิน Phuket summer surf season และทุ่งดอกทานตะวันละลานตาที่เซ็นทรัล ภูเก็ต และ เซ็นทรัล อยุธยา จัดงาน อัศจรรย์ สงกรานต์ สราญใจ & Songkran Neon Party วันนี้ – 19 เม.ย. 65 สรงน้ำพระพุทธรูปจากวัดพระอารามหลวง 9 วัด และพระเกจิวัดดัง 9 วัด เป็นต้น

ต้อนรับปีใหม่ไทยด้วยเมนู “ข้าวแช่” ณ ห้องอาหาร สยาม ที รูม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/680669

วันที่ 14 เม.ย. 2565 เวลา 15:25 น.ต้อนรับปีใหม่ไทยด้วยเมนู “ข้าวแช่” ณ ห้องอาหาร สยาม ที รูม

โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค ชวนทุกท่านมาต้อนรับฤดูร้อนและเติมความสดชื่นด้วยเมนูไทยคลาสสิกอย่าง “ข้าวแช่” ณ ห้องอาหารสยาม ที รูม ตลอดซัมเมอร์นี้ จนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2565

เรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ

เยือนห้องอาหารไทยใจกลางสุขุมวิท ที่ห้องอาหาร สยาม ที รูม ในโรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค (Bangkok Marriott Marquis Queen’s Park) โรงแรมขนาดใหญ่ที่สุดและเป็นโรงแรมแมริออท มาร์คีส์ แห่งแรกในเอเชียแปซิฟิก ชิมเมนูดับร้อนตำรับไทยต้อนรับวาระดิถีขึ้นปีใหม่ไทย  กับ “ข้าวแช่” อาหารพื้นบ้านของชาวมอญที่ถูกปรุงแต่งให้วิจิตรบรรจงยิ่งขึ้นโดยห้องเครื่องสยามในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5 ปี พ.ศ. 2411-2453) โดยเป็นข้าวแช่ในน้ำผสมดอกมะลิ เสิร์ฟมาพร้อมกับเครื่องเคียงเลิศรสสุดคลาสสิก

สำหรับชุดเมนูข้าวแช่ตามแบบเอกลักษณ์วิถีของห้องอาหารสยาม ที รูม จะเริ่มต้นด้วยอาหารทานเล่นอย่างกระท้อนเสวย ที่ตัดรสด้วยหมูฝอย ส้มฉุน และหอมแดงเจียว จากนั้นรับประทานข้าวแช่ในน้ำผสมดอกมะลิ เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงรสโอชาอย่าง ลูกกะปิ พริกหยวกสอดไส้ หอมแดงยัดไส้ปลา หมูฝอย ปลายี่สนผักหวาน ไชโป๊ผัด อัญชันยัดไส้กุ้ง ไข่เค็ม และผักสดแนม โดยเครื่องเคียงให้รับประทานสลับกับข้าวแช่เป็นคำๆ เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การรับประทานข้าวแช่แบบดั้งเดิม ตามด้วยน้ำแตงโมมะนาวคั้นสดเพื่อเพิ่มความสดชื่นและเสริมรสชาติให้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ทางห้องอาหารยังมีบริการอาหารไทยแบบออลเดย์ไดนิ่ง อาทิ ปลาหมึกยัดไส้ทอดกระเทียม, แกงคั่วเนื้อปู กุ้งทะเล ใบชะคราม, ยำเนื้อย่างขมิ้นขาวมะเขือเปาะ พร้อมของหวานให้เลือกอีกมากมาย อาทิ ขนมปังปิ้งสังขยาใบเตย, ว่านหางจระเข้เชื่อมน้ำอัญชัน และก่อนกลับยังสามารถเลือกเบเกอรี่หอมกรุ่นหิ้วติดไม้ติดมือไปเป็นของฝากให้คนที่รักได้อีกด้วย

ตามมาชิมอาหารไทย ขนมหวาน เบเกอรี่ และลิ้มรสข้าวแช่เลิศรสได้ทุกวัน ที่ห้องอาหารสยาม ที รูม สำหรับเมนูข้าวแช่มีให้บริการแล้ววันนี้ – 31 พฤษภาคม 2565 เวลา 11:30 – 16:30 น. หรือสั่งกลับบ้านในราคาชุดละ 590++ บาท สมาชิกแมริออท บอนวอย และคลับแมริออท รับส่วนลดตามสิทธิ์หน้าบัตร

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่ง โทร. 02 059 5999

อีเมล restaurant-reservations.bkkqp@marriotthotels.com

เว็บไซต์: www.bangkokmarriottmarquisqueenspark.com

เฟซบุ๊ก: https://www.facebook.com/siamtearoom 

ไลน์: @siamtearoom

หนีร้อนมาพึ่ง ‘น้ำ’ @สยามอะเมซิ่งพาร์ค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/680599

วันที่ 13 เม.ย. 2565 เวลา 11:58 น.หนีร้อนมาพึ่ง 'น้ำ' @สยามอะเมซิ่งพาร์ค

เมษาหน้าร้อน ชวนลดองศาความฮอตพร้อมเที่ยวสนุกยุค New Normal ที่สยามอะเมซิ่งพาร์ค

เปลี่ยนการพักผ่อนแบบชิลๆ แล้วไปสร้างรอยยิ้มฟังเสียงหัวเราะด้วยการท่องเที่ยวสุดอะเมซิ่งที่ สยามอะเมซิ่งพาร์ค เต็มอิ่มไปกับสวนน้ำสวนสนุกระดับโลกที่จะปลุกความเป็นนักผจญภัยในตัวคุณ รับรองว่าประทับใจกันทั้งครอบครัวในทุกโซนความมันส์!! ที่ฟิน! และฟัน! กันได้ทุกคน

WATER WORLD สัมผัสกับท้องทะเลในฝันได้ที่ใจกลางกรุงเทพมหานคร กับทะเลเทียมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยขนาด 13,600 ตารางเมตร รับรองโดยกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดส สนุกสุดเหวี่ยงไปกับทะเลน้ำจืดและคลื่นยักษ์ที่สร้างจากฝีมือมนุษย์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนผ่อนคลายท่ามกลางธรรมชาติอันบริสุทธิ์

XTREME WORLD โซนท้าทายความมันส์ครั้งสำคัญสำหรับทุกท่านที่รักความท้าท้าย กับเครื่องเล่นใหญ่ยักษ์ หลากหลายและครบสมบูรณ์ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รับรองความมันส์และความปลอดภัยของทุกเครื่องเล่นซึ่งจากบริษัทผู้ผลิตเครื่องเล่นชั้นนำระดับโลก โซน สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความหวาดเสียว ตื่นเต้นระทึกใจ และประสบการณ์ที่ไม่อาจลืม ที่จะช่วยกระตุ้นอะดรีนาลีนในตัวคุณให้พลุ่งพล่านจนคุณต้องกรีดร้องออกมาสุดเสียง

ADVENTURE WORLD แอดเวนเจอร์เวิลด์เป็นอีกหนึ่งโซนเครี่องเล่นที่การันตีถึงความสนุกสุดเหวี่ยงจากบรรดาเครื่องเล่นสุดมันส์ ท่านไม่ควรพลาดดินแดนแห่งเครื่องเล่นทั้ง 8 ชนิดนี้ ที่จะช่วยเติมเต็มสีสันแห่งความสุขและสร้างความประทับใจให้คุณได้จดจำแบบไม่รู้ลืม

FAMILY WORLD เติมเต็มทุกความสุข สนุกกับเครื่องเล่นหลากหลายชนิดที่สามารถใช้บริการพร้อมกันได้ทั้งครอบครัว ประทับใจกับความบันเทิงสุดคุ้มค่า ที่มาพร้อมความรู้ในสวนสาระอันกว้างใหญ่ นอกจากจะได้สนุกสนานไปกับเครื่องเล่นต่างๆ แล้ว ทุกกิจกรรมในโซนนี้ยังเสริมสร้างทักษะและความรู้ให้เด็กๆ ได้เป็นอย่างดี ให้วันหยุดเป็นวันพิเศษ สนุกสนาน ตื่นเต้นกันทั้งครอบครัว เล่นเพลินกันได้ทั้งวัน

SMALL WORLD โซนโปรดปรานสำหรับคุณหนูๆ ตัวน้อย ครบครันไปด้วยเครื่องเล่นหลากหลายประเภทกระตุ้นพัฒนาการเด็กอย่างเต็มศักยภาพ ให้เด็กๆ ได้สนุกสนานในบ้านบอล ทดลองขับมอเตอร์ไซค์วิบาก เรือหงส์ เรือหรรษาลอยน้ำ แล่นขึ้นลงกับเครื่องบินประจัญบานเล็กลอยเหินล่องกลางอากาศ เพิ่มการเรียนรู้สำหรับเด็กๆ เติมเต็มจินตนาการและการผจญภัย อีกทั้งยังได้ทำความรู้จักสนุกสนานกับเพื่อนใหม่ๆ อีกด้วย

อัลบั้มภาพ สยามอะเมซิ่งพาร์ค

ตามไปพบกับความสนุกสนานแบบนี้กันได้ที่ สยามอะเมซิ่งพาร์ค เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00 – 18.00 น.

ดูโปรโมชั่นได้ที่ ราคาบัตรและโปรโมชั่น

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://www.siamamazingpark.com/ 

และเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/siamamazingpark/

สีสันจากมวลบุปผชาติ ในคอลเลคชั่น Ready-to-Wear ใหม่ล่าสุดจาก Jim Thompson

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/680608

วันที่ 13 เม.ย. 2565 เวลา 12:48 น.สีสันจากมวลบุปผชาติ ในคอลเลคชั่น Ready-to-Wear ใหม่ล่าสุดจาก Jim Thompson

Jim Thompson ต้อนรับสงกรานต์ด้วยลายปริ้นท์หลากสีสันจากมวลบุปผชาติ ในคอลเลคชั่น Ready-to-Wear ใหม่ล่าสุด พร้อมนำเสนอนวัตกรรม Easy Care ผ้าไหมซักง่ายครั้งแรก

แบรนด์ไลฟ์สไตล์สุดไอคอนิกของไทย Jim Thompson (จิม ทอมป์สัน) พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวความงดงามบทใหม่อีกครั้ง ในโอกาสเทศกาลปีใหม่ไทยด้วยคอลเลคชั่นเสื้อผ้า Ready-to-Wear ใหม่ล่าสุด ที่รังสรรค์ลวดลายปริ้นท์อันร่วมสมัย เปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์และความหมาย โดยได้รับแรงบันดาลใจจากหมู่มวลดอกไม้นานาพันธุ์หลากสีสันที่สามารถนำไปมิกซ์แอนด์แมทช์สวมใส่ได้ง่ายในทุกๆ วัน ซึ่งมาพร้อมอีกหนึ่งนวัตกรรมใหม่ล่าสุดของแบรนด์ “Easy Care” ที่จะทำให้การทำความสะอาดและดูแลรักษาผ้าไหมให้สวยงามคงทนไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

Jim Thompson จึงสร้างสรรค์เลคชั่นต้อนรับเทศกาลปีใหม่ไทย โดยการนำลวดลายดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์ที่มีความหมายมงคลมาดีไซน์และถ่ายทอดเป็นลายปริ้นท์ใหม่ล่าสุด ได้แก่ PAGAGRONG (ผกากรอง) เป็นการนำเอาดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมอย่าง สายหยุด สายน้ำผึ้ง ประยงค์ บุหงาส่าหรี ราชาวดี แก้วเจ้าจอม และจำปี มาร้อยเรียงเป็นลวดลายสะดุดตาด้วยลูกเล่นการไล่เรียงของดอกไม้ขนาดใหญ่ตรงใจกลางซึ่งค่อยๆ คลี่กระจายออกเป็นดอกเล็กๆ อย่างสวยงาม KEAW CHING DUANG (แก้วชิงดวง) ลวดลายที่นำเอาลายไทยโบราณ ที่มีความหมายมงคลแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองและก้าวหน้า ซึ่งแพทเทิร์นที่มีลักษณะเป็นดอกกลมร้อยซ้อนทับกันตามแบบฉบับดั้งเดิมนั้น ได้ถูกนำมาออกแบบใหม่ให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น มาพร้อมเฉดสีสดใสเหมาะแก่การสวมใส่ในช่วงซัมเมอร์ PEACOCK’S CREST (ต้นหางนกยูง) ลวดลายที่หยิบยกเอาทั้งใบและดอกในสีสันสดใสสะพรั่งเต็มต้นอันเป็นเครื่องหมายว่าฤดูร้อนมาถึงแล้วของต้นหางนกยูงมาเป็นองค์ประกอบหลักในการดีไซน์จนกลายเป็นลวดลายที่มีความสลับซับซ้อนแต่แฝงไปด้วยความสดชื่นตามแบบฉบับของ แบรนด์ และ KARAWEK (การเวก) ลวดลายที่ผสานดีไซน์ของดอกไม้และแซมด้วยลายนก อันเป็นความหมายของคำว่า “การเวก” เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ผสมผสานด้วยการจับคู่สีของลวดลายที่เน้นความอ่อนหวานสวยงามตามแบบร่วมสมัย โดยคอลเลคชั่นใหม่นี้รังสรรค์ขึ้นสำหรับทั้งผู้ชายและผู้หญิง มีให้เลือกมิกซ์แอนด์แมทช์ที่จะทำให้การแต่งตัวสนุกยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เสื้อเชิ้ต เดรส กระโปรง กางเกง เสื้อยืด ไปจนถึงผ้าพันคอ

Ready-to-Wear คอลเลคชั่นใหม่นี้ Jim Thompson ยังได้นำเสนอนวัตกรรมล่าสุด “Easy Care” ครั้งแรกของการปลดล็อกปัญหาเรื่องการทำความสะอาดและรักษาผ้าไหมให้เป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน ด้วยนวัตกรรมและเทคนิคการผลิตผ้าไหมที่ผ่านการทดสอบและตรวจสอบอย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน ซึ่งทำให้ปัจจุบันเสื้อผ้า Ready-to-Wear ของแบรนด์สามารถซักทำความสะอาดได้ด้วยเครื่องซักผ้าปกติ โดยไม่จำเป็นต้องส่งซักแห้ง (dry cleaning) เท่านั้น สามารถซักน้ำ และรีดให้เรียบได้ง่าย เหมาะกับยุคปัจจุบันและเพิ่มความสะดวกสบายในการดูแลรักษาเสื้อผ้าตัวโปรดได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น

พบกับสีสันของคอลเลคชันใหม่ต้อนรับสงกรานต์และนวัตกรรม Easy Care กับแบรนด์ Jim Thompson ได้แล้ววันนี้ ที่ Jim Thompson สาขาสุรวงศ์ และสาขาในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ อาทิ สาขาสยามพารากอน เซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี และ และไอคอนสยาม หรือบนทางช่องทางออนไลน์ www.jimthompson.com

#JimThompson

#JTandMe

#JimThompsonEasyCare

La Meow เอาชนะใจลูกค้าด้วยรสจัดจ้าน ตั้งแต่คำแรกที่ลอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/680484

วันที่ 13 เม.ย. 2565 เวลา 13:15 น.La Meow เอาชนะใจลูกค้าด้วยรสจัดจ้าน ตั้งแต่คำแรกที่ลอง

จีนแท้ทุกเมนู La Meow (ล่าเมียว) หมาล่าต้นตำหรับมณฑลหูหนาน อาหารจีนแบบที่คนจีนล่ำลือกันว่าเผ็ดที่สุดในโลก!!

เรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ

La Meow ร้านอาหารจีนหูหนาน-เสฉวน แบรนด์แรกในไทย เปิดสาขาล่าสุดที่ชั้น 7 โซน Beacon ใน CentralwOrld รังสรรค์ทุกเมนูโดยเชฟ Feng Jun เชฟชื่อดังผู้ได้รับรางวัลการปรุงอาหารจีนยอดเยี่ยม 4 รางวัล จากการแข่งขันทางทีวีที่มณฑลหูหนาน ปี 2012 รางวัลชนะเลิศการทำอาหารของรายการทีวีหูหนานที่ใหญ่ที่สุดของประเทศจีน รางวัลเจ้าแห่งต้นตำรับอาหารจีนหูหนาน รางวัลราชามังกรพ่นไฟ เชฟมณฑลหูหนาน รางวัลเชฟพื้นบ้านจากมลฑลหูหนาน และเป็นผู้ร่วมแข่งขันประชันกับเชฟป้อมใน Iron Chief Thailand ปี 2560

ร้านนี้มาจากจุดเริมต้นของชายไทยผู้หลงรักกับสาวหูหนานและหลงใหลในอาหารจีนแบบเผ็ด คุณรัตตรุจน์ ทองประดิษฐ์ เจ้าของร้าน หนุ่มวิศวกร Co-founder ที่สนใจในการเปิดร้านอาหารจีน จึงได้ร่วมกับ Chef Feng ผู้ที่เคยไปเขย่าบัลลังก์ Iron Chef Thailand 

สไตล์การตกแต่งร้านล่าเมียว สื่อสารด้วยสไตล์จีนกึ่งแฟชั่น ซึ่งมีแมวตัวใหญ่ตั้งอยู่หน้าร้านเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นด้วยสไตล์บ้านแมว เป้าหมายของแบรนด์ คือเป็นผู้นำตลาดอาหารจีนแบบเผ็ด รสจัดจ้าน ตามสโลแกนของร้าน “เอาชนะใจลูกค้า ด้วยรสจัดจ้าน ตั้งแต่คำแรกที่ลอง”

เมนูความอร่อยที่หลากหลายร้อนแรงของล่าเมียว  เป็นอาหารหูหนาน ซึ่งเป็น 1 ใน 8 กลุ่มใหญ่ของการจำแนกอาหารจีน มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน มีวิธีการปรุงที่ประณีตบรรจง เลือกใช้วัตถุดิบที่หลากหลาย มีรสชาติเผ็ดเปรี้ยวเป็นรสชาติหลัก และมีสีสันที่จัดจ้าน รสชาติหลักของอาหารหูหนานที่เป็นที่ทราบกันดีคือรสเผ็ด เนื่องจากภูมิอากาศและภูมิประเทศที่ตั้งอยู่บนเส้นละติจูด ที่ได้รับฉายาว่า แถบพริกของโลก ทำให้สามารถปลูกพริกหลากหลายสายพันธุ์ได้ดี ชาวหูหนานทุกเพศทุกวัยล้วนชื่นชอบการทานเผ็ดในความเชื่อของชาวหูหนาน “พริก” คือสิ่งที่สำคัญที่สุดของอาหาร ถือเป็นการให้เกียรติและการต้อนรับแขกอย่างอบอุ่นโดยจะเชิญแขกให้ทานพริกก่อนเนื้อสัตว์

ทางด้านเมนูของล่าเหมียว สามารถเพิ่มระดับความเผ็ด ลดสเต็ปความเค็ม ตามสไตล์ที่แต่ละคนชื่นชอบ โดยทางร้านแบ่งประเภทเมนูอาหาร เป็น 3 ประเภท ได้แก่ Quick lunch เมนูจานเดี่ยวแบบ Bow สำหรับมื้อเที่ยง อาทิ เนื้อผัดพริกดอง หมูผัดพริกหยวกจีน ไก่ทอดพริกเสฉวน เต้าหู้หม่าโผว ตามด้วย เผ็ดสไตล์ใหม่ อาทิ เนื้อผัดพริกดอง เต้าหู้ขั้วพริกหูหนาน ดอกกะหล่ำผัดพริกแห้ง ไก่ทอดพริกเซฉวน และห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงกับเมนูหมาล่า อาทิ หมาล่าเซียงกัว (ผัดหม่าล่าแห้งกระทะเหล็ก) หมาล่าทั่ง และเมนูหมาล่าอื่นๆ อีกอีกมาก ที่เลือกตัก ชั่งน้ำหนัก และปรุง ในแบบที่อยากกินได้เลย

ตามมาลิ้มรสความเผ็ดชาได้ที่ร้าน La Meaw ชั้น 7 โซน Beacon ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 10.00 -22.00 น. สอบถามโทร. 084-654-7991, 099-391-9642 ติดตามรายละเอียดได้ในเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/Lameowbkk

ชาร์จพลังช่วงวันหยุดยาวกับ 5 แหล่งท่องเที่ยว-ช้อปของฝากสุดฟินชุมชนหมู่บ้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/680606

วันที่ 13 เม.ย. 2565 เวลา 12:33 น.ชาร์จพลังช่วงวันหยุดยาวกับ 5 แหล่งท่องเที่ยว-ช้อปของฝากสุดฟินชุมชนหมู่บ้าน

ดีพร้อมไกด์ ชวนชาร์จพลังช่วงวันหยุดยาวกับ 5 แหล่งท่องเที่ยว-ช้อปของฝากสุดฟินชุมชนหมู่บ้าน DIPROM CIV ที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์นี้

หลังจากที่หลายคนห่างหายจากการเดินทางท่องเที่ยวในเทศกาลวันหยุดยาวช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เชื่อว่าสงกรานต์ปี 2565 นี้ จะเป็นปีที่แนวโน้มการเดินทางท่องเที่ยวกลับมาคึกคักอีกครั้ง ด้วยภาพรวมของคนไทยที่เข้าถึงการฉีดวัคซีนมากขึ้น ประกอบกับมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวและมาตรการผ่อนคลายการควบคุมการเดินทางในประเทศจากภาครัฐ ทำให้ไม่เพียงเหล่านักท่องเที่ยวจะมีความมั่นใจ แต่ยังกระตุ้นความต้องการในการอยากออกเดินทางที่อัดอั้นมาแสนยาวนานอีกครั้ง ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวในชุมชนต่าง ๆ ก็มีการเตรียมความพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวนี้เช่นเดียวกัน

เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่นักท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวนี้ ดร.ณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ผู้นำคนสำคัญของดีพร้อม ที่มุ่งมั่นส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก และวิสาหกิจชุมชนให้มีศักยภาพ ได้รวบรวม 5 สถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจภายใต้โครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ดีพร้อม (DIPROM  Creative Industry Village) หรือ หมู่บ้าน DIPROM CIV ที่แต่ละชุมชนได้รับการพัฒนาให้มีความพร้อม ทั้งกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐาน รวมถึงการพัฒนาชุมชนให้มีศักยภาพพร้อมเป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยใช้จุดเด่นของแต่ละชุมชนเป็นจุดขาย นักท่องเที่ยวจึงมั่นใจได้ว่าจะได้สัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชน ไปพร้อมกับได้ช่วยเหลือและส่งกำลังใจให้แก่ชุมชนผ่านการบริโภคสินค้าและบริการจากท้องถิ่น เพื่อเป็นการสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศไทยให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ท่องเที่ยววิถีชีวิตชุมชน คนมะพร้าวบ้านริมคลองโฮมสเตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม

เริ่มต้นกันที่แหล่งท่องเที่ยวไม่ไกลจากกรุงเทพฯ อย่างชุมชนบ้านริมคลองโฮมสเตย์ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 6 ต.บ้านปรก อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ความโดดเด่นของบ้านริมคลองโฮมสเตย์ คือ บรรยากาศบ้านสวนโฮมสเตย์ ริมคลองที่แยกย่อยจากแม่น้ำแม่กลองอันเงียบสงบ มีต้นมะพร้าวเรียงราย ชาวบ้านที่นี่จึงมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับมะพร้าวมาอย่างยาวนานกว่า 300 ปี และเชี่ยวชาญการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบต่าง ๆ อาทิ น้ำตาลมะพร้าว มะพร้าวไซรัป นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังจะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่แบบชาวบ้านริมคลองผ่านกิจกรรมล่องเรือแบบสบาย ๆ ชมวิถีชาวบ้าน พร้อมมีกิจกรรมตามหาน้ำหวานช่อดอกมะพร้าว ที่จะชวนให้ได้ชิมน้ำหวานจากปลายช่อดอกมะพร้าวสด ๆ ที่หยดลงมาจากต้น พร้อมเรียนรู้การทำอาหารคาวหวาน การสานหมวกทำน้ำตาลมะพร้าว เสมือนได้พักผ่อนอยู่ที่บ้านญาติผู้ใหญ่ และได้ร่วมทำกิจกรรมเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน ชุมชนบ้านริมคลองโฮมสเตย์ พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งรูปแบบค้างคืน หรือแบบ One day trip สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อผู้ประสานงานชุมชน โทร. 08 9170 2904

ชิมมะดัน มะยงชิดรสดี เที่ยวชมสถาปัตยกรรมญวน และวิถีชีวิตริมน้ำที่ชุมชนท่าทรายจังหวัดนครนายก

ต่อกันที่อีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ อีกทั้งเป็นทางผ่านสู่จังหวัดต่างๆ ในภาคตะวันออก ที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาเยี่ยมชมนั่นก็คือ ชุมชนบ้านท่าทราย ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.นครนายก มีสถานที่ท่องเที่ยวที่โดดเด่นคือ บ้านก๋งยี่ 100 ปี เป็นบ้านโบราณที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำนครนายก

เปิดให้นักท่องเที่ยวได้ชมสถาปัตยกรรมที่สวยงามสไตล์สยามวิคตอเรียน และของเก่าหาชมยากที่ถูกสะสมไว้ภายในบ้าน นอกจากนี้ในชุมชนยังมีวัดและสถาปัตยกรรมแบบญวนที่งดงามรอให้นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชม ขณะเดียวกัน ชุมชนบ้านท่าทรายยังเป็นแหล่งปลูกมะดันและมะยงชิดขนาดใหญ่ รสหวาน เนื้อกรอบเป็นเอกลักษณ์จนได้รับการันตีให้เป็นสินค้า GI จังหวัดนครนายก ซึ่งได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูง จึงมีผลิตภัณฑ์ชุมชนที่โดดเด่นมากมายรอให้นักท่องเที่ยวมาช้อปเป็นของฝาก อาทิ น้ำมะดันสด มะดันลอยแก้ว เจลลี่มะยงชิด สบู่มะดัน โลชั่นมะดัน หมี่กรอบมะยงชิด ฯลฯ

ผู้ที่สนใจซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชนที่บ้านท่าทรายเป็นของฝากช่วงสงกรานต์นี้ หรือสนใจเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในชุมชนบ้านท่าทราย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อผู้ประสานงานชุมชน โทร. 08 8257 1431 ผู้ที่สนใจซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชนที่บ้านท่าทรายเป็นของฝากช่วงสงกรานต์นี้ หรือสนใจเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในชุมชนบ้านท่าทราย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อผู้ประสานงานชุมชน โทร. 08 8257 1431

ท่องเที่ยวริมน้ำเจ้าพระยา ช้อปของฝากงานจักสานจากผักตบชวา ที่ชุมชนบ้านอ้อย จังหวัดชัยนาท

อีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวชุมชนริมน้ำเจ้าพระยาที่มีความโดดเด่นด้านผลิตภัณฑ์ในชุมชนไม่แพ้กันก็คือชุมชนบ้านอ้อย ต.สรรพยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ชุมชนนี้มีการรวมกลุ่มกันนำผักตบชวามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จักสานอันสวยงาม ทั้งกระเป๋าสุภาพสตรี กระจาด ตะกร้าใส่ของใช้ นอกจานี้ ชุมชนยังมีสถานที่ท่องเที่ยวริมน้ำเจ้าพระยาที่มีความร่มรื่นสวยงาม มีร้านกาแฟเป็นจุดเช็คอินริมชายหาดน้ำจืดแห่งใหญ่ในจังหวัด ซึ่งมีสวนดอกไม้สวยงามและจำหน่ายผลิตภัณฑ์หัตถกรรมของกลุ่ม ตลอดจนมีแหล่งท่องเที่ยวในชุมชนใกล้เคียงอื่น ๆ ที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว เช่น โรงพักเก่าสรรพยา ตลาดถนนคนเดิน หรือจะเยี่ยมชมภูมิปัญญาชาวบ้านวิถีคนทำตาล การทำข้าวเกรียบลอยน้ำ ตลอดจนกลุ่มผลิตภัณฑ์ผ้าบาติก ผ้ามัดย้อม เป็นต้น

สนใจผลิตภัณฑ์จักสานจากผักตบชวา หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของชุมชนบ้านอ้อย สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ผู้ประสานงานชุมชน โทร. 08 9536 3839

สัมผัสวิถีชุมชนริมฝั่งโขง ล่องเรือไหว้พระ แวะพักโฮมสเตย์ชุมชน ที่บ้านเดื่อ จังหวัดหนองคาย

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาแหล่งท่องเที่ยวที่เปิดโอกาสให้ได้สัมผัสเสน่ห์ของวิถีชีวิตชุมชนริมฝั่งโขงต้องมาที่บ้านเดื่อ อำเภอเมือง จ.หนองคาย ชุมชนนี้ตั้งอยู่ริมน้ำโขง มีต้นไม้น้อยใหญ่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำ ซึ่งส่วนมากเป็นต้นมะเดื่อ จึงเป็นที่มาของชื่อชุมชนบ้านเดื่อ โดยชุมชนแห่งนี้มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสนั่นก็คือ กิจกรรมล่องเรือไหว้พระ สัมผัสบรรยากาศธรรมชาติริมโขง รวมถึงที่พักโฮมสเตย์ชุมชน พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนด้วยพืชผักปลอดสารพิษที่ปลูกโดยคนในชุมชน รวมทั้งอาหารพื้นถิ่นจากฝีมือเชฟชุมชนให้นักท่องเที่ยวได้ลองชิม นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ชุมชนให้นักท่องเที่ยวได้ซื้อเป็นของฝาก เช่น ปลานิลแดดเดียว ปลาร้าบอง หนังปลาทอดกรอบ ปลาหยอง กุนเชียงปลา ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อของบ้านเดื่อสนใจสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ชุมชน และท่องเที่ยวโฮมสเตย์ชุมชนบ้านเดื่อ ติดต่อผู้ประสานงานชุมชน โทร. 09 8795 5965

ซึมซับวัฒนธรรมไทลื้อ ชมภูมิปัญญาแกะสลักตุ๊กตาไม้ ที่ชุมชนบ้านลวงเหนือ จังหวัดเชียงใหม่

ชุมชนบ้านลวงเหนือ ต.ลวงเหนือ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนอีกแห่งทางภาคเหนือ ที่มีเอกลักษณ์ของชุมชนโดดเด่นเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องแต่งกาย ประเพณี และวัฒนธรรมที่ชาวบ้านช่วยกันอนุรักษ์และสืบทอดมาถึงทุกวันนี้ บ้านลวงเหนือมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เดิมเป็นถิ่นอาศัยของชาวไทลื้อ และในปัจจุบันยังคงมีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายไทลื้อ จึงทำให้มีการสืบทอดองค์ความรู้ ภูมิปัญญา ของคนในชุมชนที่รอให้นักท่องเที่ยวมาสัมผัส ทั้งการแกะสลักตุ๊กตาไม้ การทำกระดาษสา การทำข้าวควบข้าวแคบ (อาหารพื้นบ้านชาวไทลื้อ) เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจอย่างวัดศรีมุมเมืองซึ่งตั้งอยู่ศูนย์กลางของชุมชนและยังมีทุ่งนาฟ้ากว้าง โฮมสเตย์ และศูนย์เรียนรู้ชุมชน รอต้อนรับนักท่องเที่ยวที่แวะเวียนมาเยี่ยมชม รวมทั้งหลีกเลี่ยงความวุ่นวายในเมืองมาพักผ่อนค้างคืนที่ชุมชนแห่งนี้

สำหรับผู้ที่สนใจสัมผัสวัฒนธรรมไทลื้อ และภูมิปัญญาชาวบ้านที่ชุมชนบ้านลวงเหนือ สามารถติดต่อ ผู้ประสานงานชุมชน โทร. 06 1810 9993

ดร.ณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ดีพร้อม มั่นใจว่าแหล่งท่องเที่ยวชุมชน “หมู่บ้าน DIPROM CIV” จะได้รับอานิสงส์จากกระแสการท่องเที่ยวที่กลับมาคึกคักในช่วงสงกรานต์นี้ ประกอบกับการที่ชุมชนต่าง ๆ ได้ผ่านการเตรียมความพร้อมในระดับชุมชนตามนโยบาย “DIPROM CARE: ดีพร้อม แคร์” ซึ่งจะช่วยให้แต่ละชุมชนมีศักยภาพต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ โดยนโยบายดีพร้อมแคร์มุ่งยกระดับขีดความสามารถการเป็นแหล่งท่องเที่ยวของแต่ละชุมชน ผ่านกระบวนการวิเคราะห์ปัญหาชุมชน ที่จะลงลึกถึงความต้องการเฉพาะในแต่ละพื้นที่ พร้อมการส่งเสริมที่ตรงจุด ด้วยทีมบุคลากรคุณภาพที่เชี่ยวชาญองค์ความรู้ในด้านการบริหารแหล่งท่องเที่ยวซึ่งเป็นฉันทามติของชุมชนและการพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ อีกทั้งได้ปรับรูปแบบเพื่อรองรับวิถีชีวิตปัจจุบันที่สามารถอยู่ร่วมกับโควิด-19 ได้อย่างเป็นปกติ (Now Normal)

ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าวยังเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้มอบหมายให้ดีพร้อมดำเนินการส่งเสริมและสานต่อโครงการหมู่บ้าน DIPROM CIV ที่ประสบความสำเร็จจากการดำเนินงานตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา สร้างรายได้มั่นคงให้กับ 250 ชุมชน ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ อีกทั้งเพื่อเป็นการสนับสนุนแหล่งท่องเที่ยวชุมชนในประเทศไทยให้มีความเข้มแข็งและศักยภาพที่แข็งแกร่ง พร้อมรองรับกระแสการออกเดินทางของนักท่องเที่ยวไทยที่จะกลับมาคึกคักในเร็ววันนี้

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเลขานุการกรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โทรศัพท์ 0 2430 6865-66 ต่อ 4 และติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวได้ที่ www.facebook.com/dipromindustry หรือ www.diprom.go.th

Battle with Covid can be long and hard, so keep your immunity high

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40014480


The Department of Medical Services recently issued a list of symptoms sufferers of long Covid may develop and what they can do to protect themselves.

Battle with Covid can be long and hard, so keep your immunity high

Long Covid or post-Covid syndrome can result in symptoms lingering for more than two months.

Here are the symptoms patients suffered from after recovering from infection:

  • 27.33% developed problems with the nervous system with symptoms such as acute weakness, headache, dizziness, forgetfulness and muscle atrophy.
  • 32.1% developed mental conditions such as insomnia, anxiety and depression.
  • 22.86% developed cardiovascular symptoms such as chest pain and palpitation.
  • 44.38% were affected by respiratory problems such as shortness of breath or chronic cough.
  • 22.8% developed external problems such as hair loss and allergic rash.
  • 23.41% complained about tiredness, muscle ache and joint pain.

Though most of these symptoms clear over time, the department said if they persist for more than two months, then patients should visit a doctor.

Dr Suwanchai Wattanayingcharoenchai, director-general of the Public Health Ministry’s Department of Health, said long Covid has affected up to 50 per cent of Covid-19 patients, especially those who were hit with severe symptoms.

Hence, he said, long-Covid sufferers should take care of themselves and boost their immunity by eating a balanced diet that is well-cooked and clean.

“If patients suffer from a loss of appetite, they should separate their meals into smaller ones to keep their blood sugar levels stable and prevent tiredness,” Suwanchai said.

He advised people to consume more protein such as meat, eggs, milk, cheese, beans and tofu, as well as probiotics in the form of yoghurt and fermented milk. He also advised people to consume food that is high in fibre such as grains, dried beans, bananas, onions and garlic.

People suffering from long-Covid are advised to stay away from instant or frozen meals as well as fermented, fried, greasy, heavily flavoured and hard-to-digest food. He also advised people to stay away from alcohol and instead consume vitamins and minerals to help the body recover and boost immunity, such as vitamins C, A, D, and E as well as zinc.

Battle with Covid can be long and hard, so keep your immunity high

Published : April 12, 2022

By : THE NATION

Virologist worries Songkran celebrations will spark new Covid wave

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40014453


Travelling upcountry during Songkran and getting together with friends and family can spark a new wave of Covid-19 infections, a top virologist warned on Monday.

Virologist worries Songkran celebrations will spark new Covid wave

Chulalongkorn University’s Dr Yong Poovorawan said two 90-year-olds had asked him for advice recently. They said that they have been invited to attend their village’s “Rod Nam Dum Hua” ritual (pouring water on the hands of the elderly) and are worried that they may be opening themselves up to infection.

To prevent such problems, Yong said the festival should be modified and such rituals stopped during the Covid era. He said the organiser can reduce the number of participants and have them undergo ATK tests before getting near elderly persons. He said that all participants should receive a booster jab before attending such events.

He also advised that people with cold, cough, sore throat or fever should stay away to curb infections and losses.

Published : April 12, 2022

By : THE NATION

Buri Ram wellness centre ties up with TAT to offer traditional treatments

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/pr-news/life/40014452


The Arokaya Wellness Sala focuses on ‘prevention before cure’ with the application of natural science, herbs and innovations

Buri Ram wellness centre ties up with TAT to offer traditional treatments

The Arokaya Wellness Sala at Buri Ram’s Play La Ploen Boutique Resort has joined up with the Tourism Authority of Thailand (TAT) to give tourists a chance to experience the history of Arokayasala and the use of Thai herbs.
This move will make the wellness centre a new landmark in wellness tourism.
Panai Saichompoo, the resort’s assistant managing director, said the Arokayasala package will include a trip into the first wellness pavilion constructed during the 1150-1160 reign of the Khmer king, Jayavarman VII.
“The Arokaya Wellness Sala focuses on ‘prevention before cure’ with the application of natural science, herbs and innovations,” he said. “Treatment includes Thai, Chinese and modern traditions, as well as a cannabis clinic and a variety of products.”
Apart from offering personal treatments, he said the Arokaya Wellness Sala is also cooperating with TAT to prescribe medication that is historically accurate and in line with Buri Ram’s abundance.

Buri Ram wellness centre ties up with TAT to offer traditional treatments

The resort also promotes local ingredients, with a belief that food is medicine, in a bid to boost holistic healthcare that focuses on body, mind, social and intelligence, he added.
“We expect that when the Covid-19 situation returns to normal, this will help the tourism sector and local communities generate revenue sustainably,” he said.
Panai explained that the tourism trail starts with paying respect to sacred objects at the Phanom Rung stone castle, built during the reign of King Jayavarman VII.
He said tourists will then visit the Muang Tam stone castle to study the history of Arokayasala which acted as a hospital in the 10th to 13th-century, as well as the production of 1,000-year-old Baray mud cloth and handicrafts made from reeds.
“After that, tourists will go to the Arokaya Wellness Sala at Play La Ploen Boutique Resort. The resort offers accommodation, wellness centre and herb education centre,” he said.

Buri Ram wellness centre ties up with TAT to offer traditional treatments
“There, the tourists will study, do activities and visit exhibitions, such as blending four types of teas, seeing a doctor for health advice, receiving herbal treatments, such as inhaling steam from herbs containing essential oils, which help improve the respiratory system.”

Buri Ram wellness centre ties up with TAT to offer traditional treatments

They can also visit the “Diversity of Hemp” exhibition to Mark the 90th birthday of Her Majesty Queen Sirikit the Queen Mother, as well as the “Buriram Food Series”, which offers delicacies cooked from local ingredients, including medical-grade hemp.
He added that the food is cooked by the resort’s chefs who have expertise in using Thai herbs and have passed certified food standards.

Buri Ram wellness centre ties up with TAT to offer traditional treatments
“Arokaya Wellness Sala is a new project in Play La Ploen Boutique Resort and the resort’s managing director Pornthip Asadathorn has created guidelines to boost the awareness of 1,000-year-old medical treatment and to promote Thai herbs,” he said.

Buri Ram wellness centre ties up with TAT to offer traditional treatments
“We are ready to welcome visitors and offer treatment under medical experts’ supervision to create holistic healthcare and balance in health and standards.”
He added that the resort had cooperated with Pakasai Resort in Krabi to provide wellness services that focus on using local herbs found in the South since early this year.
“Those interested can seek advice from medical experts or more information related to wellness services at both resorts,” he added.
Arokaya Wellness Sala is open daily from 9am to 6pm. Visit www.arokayawellness.com or Line @arokaya.wellness for more information.

Published : April 12, 2022

แกะรอยมนต์เสน่ห์แห่ง “อโยธยา”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/680455

วันที่ 12 เม.ย. 2565 เวลา 09:15 น.แกะรอยมนต์เสน่ห์แห่ง “อโยธยา”

เอาฤกษ์เอาชัยปีใหม่ไทย ชวนแกะรอยมนต์เสน่ห์แห่ง “อโยธยา” เมืองเก่าที่ซ้อนอยู่ภายใต้เงากรุงศรีอยุธยา

ปีใหม่ไทยใครที่มองหาสถานที่ท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ ในช่วงวันหยุด จังหวัด “พระนครศรีอยุธยา” ถือเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ หลายคนยังคุ้นเคยกับประวัติศาสตร์สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่มักจะเห็นผ่านตาในละครหรือภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ชาติไทยที่สะท้อนความรุ่งเรืองของกรุงเก่า แต่แท้จริงแล้วก่อน กรุงศรีอยุธยาจะถูกสถาปนาเป็นราชธานีที่มีประวัติยาวนานกว่า 417 ปีนั้น ได้มีเมืองที่ชื่อว่า “อโยธยา” เกิดขึ้นก่อน วันนี้ จะพาไปแกะรอยอารยธรรม มนต์เสน่ห์ของเมือง “อโยธยา” ที่ซ้อนอยู่ภายใต้เงากรุงศรีอยุธยา ผ่าน 6 โบราณสถาน ได้แก่ วัดพนัญเชิงวรวิหาร, วัดใหญ่ชัยมงคล, วัดกุฎีดาว, วัดอโยธยา, วัดมเหยงคณ์, วัดหันตรา แวะลิ้มรสอาหารฝีมือชาวกรุงเก่าที่ร้านคลองบ้านม้า ร้านอาหารเล็กๆ อยู่ติดริมคลองบ้านม้า

โดยทริปนี้ได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง รับหน้าที่ไกด์เล่าเรื่องประวัติศาสตร์พอสังเขปของ อโยธยาศรีรามเทพนคร หรือเรียกสั้นๆ ว่า “อโยธยา” บ้านเมืองระดับนครรัฐที่มีอายุเก่าแก่ก่อนกรุงศรีอยุธยา ว่าเป็นเมืองสำคัญที่เป็นศูนย์กลางการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคม สืบต่อจากเมืองละโว้ (ลพบุรี) โดยเมืองแห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะเมืองอยุธยา คนละฟากแม่น้ำป่าสัก

ในทางสภาพภูมิศาสตร์ เมืองอโยธยาศรีรามเทพนคร ตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งเป็นทางแยกของลำน้ำ หรือเรียกว่า ทางแพรก ประกอบด้วยคลองหันตราและคลองโพ มีผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดราว 1,600 x 2,800 เมตร ลักษณะคล้ายกับเมืองคูบัว จังหวัดราชบุรี และเมืองสุพรรณบุรี เมืองอโยธยาจึงตั้งอยู่ในเขตลุ่มแม่น้ำป่าสัก มีลักษณะเป็นทุ่งกว้างระหว่างลำน้ำหันตรากับลำคลองโพ เป็นพื้นที่รับน้ำที่ไหลลงมาจากแม่น้ำป่าสักและลำน้ำอื่นๆ จากเทือกเขาทางเพชรบูรณ์และที่ราบสูงทางตะวันออกเฉียงเหนือ ทิศเหนือ ใช้ลำน้ำหันตราที่ไหลผ่านเป็นคูเมือง ทิศใต้ ใช้คลองปากข้าวสารที่รับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาข้างวัดพนัญเชิงเป็นคูเมือง ทิศตะวันออก ใช้คลองวัดกุฎีดาว ซึ่งรับน้ำจากลำน้ำหันตราเป็นคูเมือง ทิศตะวันตก มีการขุดคูขื่อหน้าเชื่อมลำน้ำหันตรากับลำน้ำลพบุรี ตั้งแต่ตำบลหัวรอลงมาสบกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตำบลบางกะจะ (บริเวณหน้าป้อมเพชร) จึงเป็นคูเมืองของด้านนี้ ทางทิศใต้ ของตัวเมืองยังมีสระน้ำหรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงร่องรอยแนวคันดินและวัดพระนอน ซึ่งอยู่ติดกันเท่านั้น และมีท้องทุ่งสำคัญคือ ทุ่งหันตราและทุ่งพระอุทัย

จากทำเลที่ตั้งทำให้สันนิษฐานว่า อโยธยา เป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรือง น่าจะมีการติดต่อค้าขายกับเพื่อนบ้านทั้งทางเหนือและทางใต้ รวมทั้งทำการค้ากับต่างชาติด้วย โดยเฉพาะอินเดีย เปอร์เซีย และจีน จึงก่อให้เกิดรูปแบบศิลปกรรมที่มีรูปแบบเฉพาะตัว ซึ่งนักประวัติศาสตร์ศิลป์บางท่านเรียกว่า ศิลปะอู่ทองหรือศิลปะอโยธยา ซึ่งเป็นศิลปะที่สืบเนื่องมาจากศิลปะสมัยทวารวดีตอนปลาย

การล่มสลายของอโยธยา

การล่มสลายของเมืองอโยธยา มิได้มาจากการแพ้สงครามดั่งเช่นอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา แต่เกิดจากโรคระบาดทำให้ผู้คนจำต้องทิ้งเมือง ดั่งที่ปรากฎหลักฐานใน พระราชพงศาวดารเหนือ ว่า หลังรัชกาลพระยาแกรก 3 ชั่วกษัตริย์ เจ้าอู่ทองได้ครองราชย์ต่อมาอีก 7 ปี เกิดโรคห่า ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก และ “…พระยาอู่ทองตรัสแก่เสนาบดีว่า พระตำหนักเวียงเหล็ก ให้หาที่ไชยภูมิจะสร้างเมืองใหญ่ จึงให้อำมาตย์ข้ามไปฝั่ง ที่ฝั่งเกาะตรงวังข้ามเกณฑ์ไพร่ถางแผ้ว” จากข้อความดังกล่าวนี้สันนิษฐานได้ว่า เมื่อเกิดโรคระบาดแล้ว พระเจ้าอู่ทองจึงย้ายพระราชฐานมาอยู่ที่ตำบลเวียงเหล็ก และโปรดให้สร้างเมืองใหม่ที่ฝั่งตรงข้ามกับ          พระตำหนัก คือบริเวณริมหนองโสนในเกาะเมืองอยุธยาในปัจจุบัน

นอกจากนี้ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระราชหัตถเลขา ยังกล่าวถึงเหตุการณ์ร้ายแรงว่า “ทรงพระกรุณาตรัสว่า เจ้าแก้ว เจ้าไทย ออกอหิวาตกโรคตาย ให้ขุดขึ้นเผาเสีย และที่ปลงศพนั้น ให้สถาปนาพระเจดีย์และวิหาร เป็นพระอาราม และให้นามชื่อ วัดป่าแก้ว”  แสดงให้เห็นว่า เมื่ออโยธยาเกิดโรคระบาดกระทั่งแม้แต่พระราชโอรสทั้งสองพระองค์ของพระเจ้าอู่ทอง หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 พระปฐมบรมกษัตริย์แห่งอาณาจักรอยุธยา ยังสิ้นพระชนม์จากโรคระบาด เมื่อจัดงานพระศพเสร็จทรงโปรดเกล้าฯ ให้บริเวณที่ปลงศพสถาปนาเป็นพระอารามและโปรดพระราชทานชื่อว่า วัดป่าแก้ว หรือต่อมารู้จักในชื่อ วัดใหญ่ชัยมงคล

ลัดเลาะเส้นทางอยุธยาฝั่งตะวันออก ค้นหาเสน่ห์ เมือง “อโยธยา” ผ่าน 6 โบราณสถาน

วัดพนัญเชิงวรวิหาร

เป็นวัดเก่าแก่ตั้งอยู่บริเวณที่เรียกว่า ‘บางกะจะ’ ซึ่งเป็นแม่น้ำ 2 สาย แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำป่าสัก ไหลมาบรรจบกันจึงทำให้บริเวณนี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการกำเนิดขึ้นของกรุงศรีอยุธยา ด้านในประดิษฐาน “พระพุทธไตรรัตนนายก” หรือหลวงพ่อโต หรือเจ้าพ่อซำปอกง พระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยศิลปะอู่ทองตอนปลาย ลงรักปิดทองที่มีขนาดหน้าตักกว้าง 14.20 เมตร สูง 19.20 เมตร เป็นพระพุทธรูปสมัยอยุธยาที่ขนาดใหญ่สุดในประเทศไทย ซึ่งในพระราชพงศาวดารฯ กล่าวว่า สร้างขึ้นก่อนการสถาปนา กรุงศรีอยุธยา 26 ปี แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง ทั้งนี้ตามคำให้การชาวกรุงเก่ายังบันทึกไว้ว่า  เมื่อคราวจะเสียกรุงใน พ.ศ. 2310 หลวงพ่อโตมีน้ำตาไหลออกมาเป็นสาย เป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก

นอกจากนี้ภายในยังมี ศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก อนุสรณ์แห่งความรัก ซึ่งเป็นตำนานของพระเจ้าสายน้ำผึ้ง กษัตริย์เมืองอโยธยา และพระนางสร้อยดอกหมาก ธิดาเจ้ากรุงจีนที่กลั้นพระทัยจนสิ้นพระชนม์ด้วยความน้อยใจ พระเจ้าสายน้ำผึ้งจึงโปรดให้พระราชทานเพลิงพระศพที่บริเวณแหลมบางกะจะ แล้วสถาปนาบริเวณที่ถวายพระเพลิงเป็นวัดชื่อ พระเจ้าพระนางเชิง หรือวัดพนัญเชิงในปัจจุบัน

วัดใหญ่ชัยมงคล

เดิมชื่อ ‘วัดป่าแก้ว’ เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่เมืองอโยธยายังเจริญรุ่งเรือง โดยในพงศาวดารเหนือกล่าวว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือ พระเจ้าอู่ทอง ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ขุดศพของเจ้าแก้ว เจ้าไทย ซึ่งสิ้นพระชนม์ด้วยโรคอหิวาตกโรคขึ้นเผาเสีย และที่ปลงศพนั้นให้สถาปนาพระเจดีย์และวิหารเป็นพระอาราม และโปรดพระราชทานชื่อว่า ‘วัดป่าแก้ว’ และยังเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เนื่องจาก อุโบสถของวัดเคยเป็นที่ซึ่งพระเฑียรราชาและคณะผู้ก่อการบางส่วน คิดกำจัดขุนวรวงศาธิราชกับท้าวศรีสุดาจันทร์มาประชุมเสี่ยงเทียนอธิษฐาน

วัดกุฎีดาว

ประวัติการก่อสร้างวัดกุฎีดาวไม่ชัดเจน ปรากฏในหนังสือ พงศาวดารเหนือ ว่า พระยาธรรมิกราช ซึ่งเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสายน้ำผึ้งทรงสร้าง เมื่อจุลศักราช 671 ปีเถาะ เอกศก และพระอัครมเหสี ของพระองค์ทรงสร้างวัดมเหยงคณ์ขึ้นคู่กัน นอกจากนี้มีข้อสันนิษฐานว่า วัดกุฎีดาว อาจจะสร้างรุ่นราวคราวเดียวกับวัดมเหยงคณ์ เป็นวัดขนาดใหญ่ที่สำคัญวัดหนึ่งของ “อโยธยา” เมืองเก่าที่เกิดก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยา เนื่องจากพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยากล่าวว่า เมื่อสมเด็จพระเจ้าท้ายสระทรงปฏิสังขรณ์วัดมเหยงคณ์ อีกไม่กี่ปีต่อมาสมเด็จพระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวรสถานมงคลก็ได้ปฏิสังขรณ์วัดกุฎีดาวซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามขึ้นบ้าง เป็นการดำเนินตามแบบอย่างของสมเด็จพระเชษฐาธิราช

วัดมเหยงคณ์

วัดสำคัญอีกแห่งหนึ่งในสมัยอยุธยา ตั้งอยู่ตะวันตกของคลองหันตรา สายน้ำสำคัญของอโยธาซึ่งไหลมาจากแม่น้ำป่าสัก โดยชื่อ มเหยงคณ์ อาจมาจากรากภาษาบาลี คำว่า มหิยังค์ แปลว่าภูเขาหรือเนินดิน  ส่วนรูปแบบสถาปัตยกรรม เจดีย์ประทานทรงระฆังศิลปะแบบอยุธยา ซึ่งที่ฐานประดับประติมากรรมช้างล้อม น่าจะมีต้นแบบมาจาก มหิยังคณเจดีย์ แห่งลังกาทวีป

วัดอโยธยา หรือ วัดเดิม ตั้งอยู่บริเวณตอนเหนือของเขตการอนุรักษ์เมืองเก่าอโยธยา ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ. 2486 ปัจจุบันยังคงสภาพเป็นโบราณสถาน และในส่วนที่ได้รับบูรณะขึ้นใหม่ ตามตำนานพงศาวดารเหนือ กล่าวว่า วัดนี้เคยเป็นพระราชวังสมัยอโยธยา ต่อมาได้สร้างพระราชวังแห่งใหม่ขึ้นทางตอนใต้ของเมือง จึงถวายพื้นที่นี้ให้สร้างเป็นวัดและมีพระเจดีย์ขนาดใหญ่ มีลักษณะคล้ายองค์เจดีย์วัดใหญ่ชัยมงคล สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น

วัดหันตรา

วัดเก่าแก่สมัยอโยธยา ตั้งอยู่ริมคลองหันตรา หรือ แม่น้ำป่าสักสายเก่า แต่เดิมที่แห่งนี้ถูกเรียกว่า ทุ่งหันตรา หรือ ทุ่งอุทัย ซึ่งเป็นที่นาของพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา และเป็นที่สำหรับประกอบพิธีกรรมเกี่ยวกับการทำนา ซึ่งเป็นนาฏกรรมแห่งรัฐ เพื่อขอความเจริญในพืชพันธุ์ และข้าวปลาอาหารของราชอาณาจักรและยังเป็นสถานที่พระราชสมภพของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถอีกด้วย ทั้งนี้ โบสถ์ของวัดเป็นแบบมหาอุตม์ กล่าวคือ ไม่มีประตูด้านหลังและไม่เจาะช่องหน้าต่าง เชื่อกันว่าใช้เป็นที่ประกอบพิธีปลุกเสกเครื่องรางของขลังที่ศักดิ์สิทธิ์