ลดหวาน ลดน้ำตาลลงอีกครึ่ง!! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/627394

วันที่ 02 ก.ค. 2563 เวลา 06:40 น.ลดหวาน ลดน้ำตาลลงอีกครึ่ง!!ดร.วินัย ดะห์ลัน ห่วงคนไทยเป็นสารพัดโรคสาเหตุจากการบริโภคน้ำตาล แนะไม่ให้ดื่มน้ำอัดลมเกินวันละครึ่งกระป๋อง ดีที่สุดคือไม่ควรดื่มน้ำอัดลมเลย

รองศาตราจารย์ ดร.วินัย ดะห์ลัน ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แนะลดหวาน ลดความเสี่ยงโรคอ้วน เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงฟันผุ แชร์ความรู้เรื่อง “ลดหวานลดน้ำตาลลงอีกครึ่ง” ผ่านโซเชียลมีเดีย Dr.Winai Dahlan ดังนี้

รู้ๆ กันอยู่ว่าน้ำตาลก่อปัญหาสารพัดโรค หนักมากอย่างเช่น โรคอ้วน เบาหวาน ฟันผุ และอีกสารพัดโรค รวมทั้งโรคหัวใจและหลอดเลือด หน่วยงานสุขภาพทั้งหลายรวมทั้งองค์การอนามัยโลก จึงออกมาเตือนว่าอย่าบริโภคน้ำตาลมาก

น้ำตาลที่ไม่แนะนำเน้นไปที่น้ำตาลทราย (Table sugar) และน้ำตาลฟรุคโตสไซรัป (High Fructose Corn Syrup, HFCS) ซึ่งก็คือน้ำตาลทรายชนิดเหลว นอกจากนี้ ยังไม่แนะนำบรรดาน้ำตาลเชิงเดี่ยวไม่ว่าจะเป็นกลูโคส หรือฟรุคโตส หรือน้ำตาลเชิงเดี่ยวชนิดอื่นๆ ใช้เติมในขนม เครื่องดื่มโซดา หรือน้ำอัดลม หรือน้ำหวาน รวมไปถึงน้ำผลไม้ที่มีการเติมน้ำตาล ผลิตภัณฑ์อาหารไม่ว่าจะเป็นเบเกอรี หรือขนมขบเคี้ยว และอีกมากมายหลายอย่าง ในบ้านเราก็อย่างเช่นบรรดาขนมไทยทั้งหลายที่เติมน้ำตาลกันมากกว่าปกติ รวมไปถึงอาหารทั่วๆ ไปที่นิยมเติมน้ำตาลกันจนหวานเกินเหตุ สรุปคือแนะนำไม่ให้บริโภคอาหารหวานมากเกินไปนั่นเอง

องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าคนทั่วไปต้องการพลังงานจากอาหารวันละ 1,800-3,000 แคลอรี (หรือที่นิยมเรียกกันในบ้านเราว่ากิโลแคลอรี) พลังงานที่ได้จากคาร์โบไฮเดรตไม่ควรเกินร้อยละ 60 หรือหากร่างกายต้องการพลังงานวันละ 2,000 แคลอรี พลังงานจากคาร์โบไฮเดรตไม่ควรเกิน 1,200 แคลอรี โดยเป็นพลังงานจากน้ำตาลที่กล่าวถึงข้างต้นไม่ควรเกิน 200 แคลอรี

คิดกันง่ายๆ ในน้ำอัดลมโคล่าหนึ่งกระป๋องขนาด 12 ออนซ์ หรือ 330 ซีซี มีน้ำตาลอยู่ประมาณ 39 กรัมหรือ 140 แคลอรี เมื่อคิดถึงว่าคนเราได้น้ำตาลจากอาหารชนิดอื่นๆ อีก ใครที่ดื่มน้ำอัดลมหนึ่งกระป๋องก็ถือได้ว่าได้พลังงานจากน้ำตาลเกิน 200 แคลอรีไปแล้ว

มาครั้งใหม่นี้โรคอ้วน เบาหวาน ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง นักวิชาการจึงแนะนำว่า ที่ทางองค์การอนามัยโลกเคยแนะนำว่าไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกินร้อยละ 10 ของพลังงานที่ต้องการต่อวัน หากเป็นคนไทยร่างกายปกติซึ่งต้องการพลังงานวันละ 2,000 แคลอรี จึงไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกินวันละ 100 แคลอรี

น้อยระดับนี้ย่อมหมายความว่า ไม่แนะนำให้ดื่มน้ำอัดลมเกินวันละครึ่งกระป๋อง ดีที่สุดคือไม่ควรดื่มน้ำอัดลมเลย หากทำได้อย่างนั้นจะให้ประโยชน์กับร่างกายหลายประการ สำคัญที่สุดคือ ลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงฟันผุที่เกิดขึ้นเป็นปกติในเด็กและวัยรุ่นส่วนใหญ่

We miss the rain เที่ยวให้ฉ่ำใจในหน้าฝน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/627402

วันที่ 01 ก.ค. 2563 เวลา 17:30 น.We miss the rain เที่ยวให้ฉ่ำใจในหน้าฝน60 เส้นทางความสุขหน้าฝน @เมืองไทย เดอะ ซีรีส์ Hello Rainy การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชวนแพ็คกระเป๋าตามล่าหาความสุขที่คิดถึง กับแคมเปญ “We miss the rain” เที่ยวฉ่ำใจในหน้าฝน พร้อมข้อเสนอเพื่อนักเดินทาง

สัมผัสเสน่ห์หน้าฝนฉบับคนอยากเที่ยว กับแคมเปญล่าสุดของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับพันธมิตรท่องเที่ยว ใน We miss the rain เผย 60 เส้นทางความสุขหน้าฝน @เมืองไทย เดอะ ซีรีส์ Hello Rainy ต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยวหน้าฝน ชวนคนไทยแพ็คกระเป๋าออกเดินทางตามหาความสุขที่มากับสายฝน พร้อมจัดโปรโมชั่นที่พัก บัตรโดยสาร แพ็กเกจทัวร์ รถเช่า สปา กิจกรรม ในราคาสุดพิเศษ เพื่อคนรักฝนกับการออกเดินทางเที่ยวเมืองไทยให้หายคิดถึง

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า กรีนซีซั่นหน้าฝนปีนี้เป็นช่วงเวลาพิเศษที่ทุกคนรอคอย หลังจากต้อง stay home, work from home กันมานาน ททท. จัดแคมเปญพิเศษ We miss the rain ชวนเที่ยวหน้าฝนกับ 60 สถานที่เที่ยวหน้าฝนที่ได้รับการโหวตจากนักท่องเที่ยวว่าเป็นที่ที่คิดถึงและอยากไปที่สุดในหน้าฝนนี้ ตัวอย่างเช่น

  1. บ้านป่าบงเปียง จ.เชียงใหม่
  2. นาขั้นบันได โครงการปิดทองหลังพระ จ.น่าน
  3. นาข้าวขั้นบันได บ้านผาหมอน จ.เชียงใหม่
  4. ไร่ชาลุงเดช จ.เชียงใหม่
  5. ไร่ชา 2000 จ.เชียงใหม่

ข้อเสนอพิเศษให้คนไทยเที่ยวให้ฉ่ำใจตลอดหน้าฝนนี้ อาทิ

  • สายการบินไทยสมายล์ มอบโปรโมชั่นบัตรโดยสารราคาพิเศษ “Rainy Me & My Gang” เริ่มต้นเพียง 1,250 บาทต่อเที่ยวบิน สำหรับเส้นทาง เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต และนราธิวาส สำหรับผู้โดยสารที่เดินทางเส้นทางกรุงเทพฯ-ภูเก็ต ลุ้นรับ Voucher ที่พักจากโรงแรมในเครือ Blu Monkey Phuket กว่า 60 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 150,000 บาท พร้อมบินอุ่นใจ ด้วยมาตรฐานด้านสุขอนามัยขั้นสูง เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร สำรองที่นั่งได้ตั้งแต่วันที่ 1– 15 กรกฎาคม 2563 เท่านั้น เดินทาง 16 กรกฎาคม 2563 – 15 กันยายน 2563 นี้
  • สายการบินนกแอร์ มอบสิทธิพิเศษสำหรับผู้โดยสาร 60 ท่านแรก ที่ซื้อบัตรโดยสาร Go Solo Go Far เส้นทางกรุงเทพ-เชียงใหม่ จะได้รับ Gift Voucher ที่พักจาก Baan Phuen hostel & Rooftop เชียงใหม่ ฟรีทันที ! สายการบินนกแอร์มีมาตรการเพื่ออำนวยความสะดวกและป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 อย่างเข้มงวดตามมาตรฐานสากลทุกเที่ยวบิน
  • แอร์เอเชีย มอบโปรโมชั่น “เที่ยวเหนือฉ่ำใจ เที่ยวใต้สุดชิล” สำรองที่นั่งพร้อมกันได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป พร้อมเดินทางปลอดภัยไปกับแอร์เอเชียได้แล้วในทุกเส้นทางบินภายในประเทศ
  • Trip.com จัดกิจกรรม Flash Sale “Family Fun Fin” ลดราคาที่พักจัดหนักสำหรับกลุ่มครอบครัวสูงสุดถึง 75% เพียง 3 วันเท่านั้น สามารถซื้อดีลสุดพิเศษได้ตั้งแต่วันที่ 1-3 กรกฎาคม นี้และดีลพิเศษสำหรับคนรักฝนมากมายอาทิเช่น• Trip.com มอบส่วนลดโรงแรมสูงสุดถึง 50% และ ส่วนลดตั๋วเครื่องบินในประเทศราคาสุดประหยัด
  • สายการบิน VietJet เส้นทางกรุงเทพ-เชียงใหม่ ราคาพิเศษเพียง 1,225 บาท เริ่มจองได้ตั้งแต่วันนี้ – 25 กรกฎาคม 2563 เดินทางได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 สิงหาคม 2563
  • Grab มอบส่วนลดการเดินทาง 60% สำหรับนักท่องเที่ยวที่ใช้บริการ Just Grab และ Grab Car เพียงใส่โค้ด TATRAINY
  • ASAP มอบส่วนลดรถเช่า 30% เพียงใส่โค้ด 60WHP
  • BUDGET เช่ารถในราคาพิเศษ เริ่มต้น 800 บาท เพียงใส่โค้ด TATBUD20
  • OASIS SPA มอบสิทธิพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวซื้อ SPA Package ผ่านโครงการฯ ในราคาสุดพิเศษ เริ่มต้นเพียง 2,548 บาท จากราคาปกติ 5,900 บาท
  • เมืองไทยประกันภัย มอบส่วนลดพิเศษเบี้ยประกันภัย 15% สำหรับลูกค้าที่ซื้อประกันภัย และเมื่อครบ 400 บาท ขึ้นไปรับ Gift card จาก Tesco Lotus มูลค่า 100 บาท
  • Cigna ประกันภัย มอบสิทธิพิเศษ ประกันอุบัติเหตุ ค่ารักษา 5,000 บาท/อุบัติเหตุ นาน 3 เดือน ฟรี! เพียงลงทะเบียนรับสิทธิ์ผ่านแคมเปญ We miss the rain

สำหรับนักเดินทางทุกคนที่ซื้อดีลท่องเที่ยวและจองซื้อตั๋วเครื่องบินผ่านทาง เว็บไซต์กิจกรรม https://www.hellorainy.60เส้นทางความสุข.com จะได้รับสิทธิ์ลุ้นรางวัลตั๋วเครื่องบิน บัตรกำนัลโรงแรม แพ็กเกจท่องเที่ยว ของพรีเมียมอื่นๆ กว่า 100 รางวัล มูลค่ารวม 1 ล้านบาท กำหนดจับฉลากในวันที่ 30 กันยายน 2563 นักท่องเที่ยวสามารถติดตามกิจกรรมต่างๆ ในโครงการจากเพจ 60 เส้นทางความสุข และติดตามเรื่องราวของ 60 เส้นทางความสุข @เมืองไทย เดอะ ซีรีส์ Website: https://www.hellorainy.60เส้นทางความสุข.com หรือ Facebook: www.facebook.com/60happinessroute/

ทักษะ 4 ด้านที่โลกต้องการหลังโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/627384

วันที่ 01 ก.ค. 2563 เวลา 15:40 น.ทักษะ 4 ด้านที่โลกต้องการหลังโควิด-19รวมความรู้ดีๆ จากคณบดีวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ในงาน MUIC VIRTUAL OPEN DAYS 2020

หลายคนอาจมีข้อสงสัยว่า โลกหลังโควิด-19 จะมีผลต่อทักษะการเรียนรู้ของเด็กๆ ในยุคนี้อย่างไร อะไรคือทักษะจำเป็นที่เด็กๆ ควรมีต่อจากนี้ ซึ่งเราขอสรุปข้อมูลจากงาน MUIC VIRTUAL OPEN DAYS 2020 เมื่อเร็วๆนี้ มาให้ทุกท่านได้ทราบกัน

โดยผู้ที่ได้ให้ข้อมูลกับเราในครั้งนี้เป็นถึงคณบดีวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้แก่ รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงจุฬธิดา โฉมฉาย และคุณพัชรี รักษาวงศ์ ศิษย์เก่า โดยทั้งสองท่านได้กล่าวถึงทักษะจำเป็นที่เด็กๆ ควรมี 4 ด้าน ดังนี้

ทักษะในการมองภาพรวมของปัญหา

ด้วยวิกฤติโควิด-19 สิ่งที่ทำให้เห็นได้ชัดเลยก็คือ ทุกอาชีพต้องมีความรู้หลากหลายด้าน เช่น หมอที่ออกมาสื่อสารกับประชาชนต้องมีความรู้ด้านเศรษฐกิจและสังคมด้วย ดังนั้นทักษะในอนาคตที่ทุกคนควรจะมีต่อจากนี้นั่นก็คือ เรื่องของ “Liberal Arts” หรือความคิดแบบศิลปะวิทยาศาสตร์ ซึ่งทาง มหิดลอินเตอร์ มีความเชื่อเรื่องนี้อยู่แล้ว ว่าทุกคนจะต้องมีความรู้ทั้งด้านศิลปศาสตร์ วิทยาศาสตร์ รวมไปถึงด้านสังคมศาสตร์ด้วย เพราะวิทยาศาสตร์ทำให้เรารู้จักสภาพแวดล้อม รู้จักตัวเอง ในขณะเดียวกันศิลปศาสตร์ทำให้เราเข้าใจและเข้าถึงความรู้สึกของคนอื่น ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยส่งเสริมให้เด็กๆ สามารถมองภาพของปัญหาที่เป็นองค์รวมและจะนำไปสู่การหาคำตอบที่เบ็ดเสร็จและทันต่อสถานการณ์

ทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ

ทักษะการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์อย่างเป็นระบบ คืออีกหนึ่งทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะทำให้เรารู้จักคิดอย่างมีเหตุผล สามารถแยกแยะและค้นหาความจริงจากสื่อต่างๆเพื่อนำไปใช้ประกอบการแก้ปัญหา ยกตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงเรื่องพฤติกรรมการดูแลสุขอนามัยของมนุษย์ตั้งแต่ก่อนโควิด-19 ช่วงวิกฤติ ไปจนถึงช่วงผ่านพ้นวิกฤติ หากเรารู้จักสังเกตและวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ เติมเต็มสิ่งที่เรายังไม่รู้หรือไม่แน่ใจ ก็จะช่วยให้เราแก้ปัญหา ตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว แม่นยำ มีประสิทธิภาพ หากเกิดเหตุการณ์คับขันเช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ทักษะการสื่อสารเชิงบวก

ทักษะการสื่อสารเชิงบวก เป็นการสื่อสารในเชิงสร้างสรรค์ สามารถใช้ได้ในหลายๆสถานการณ์ ในการเรียนออนไลน์ของนักศึกษา นักศึกษาที่สามารถสื่อสารได้ดีกับเพื่อนๆและอาจารย์ไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือเขียนก็จะทำให้เขาเหล่านั้นรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียว เกี่ยวเนื่องกับบทเรียนและห้องเรียน ทำให้การเรียนเกิดประสิทธิภาพ ในช่วงวิกฤติโควิด-19 แบบนี้ การสื่อสารแบบสร้างสรรค์จำเป็นอย่างยิ่งต่อการให้ความรู้ สร้างความเข้าใจในไปแนวทางที่ถูกต้อง รวมทั้งสร้างความรู้สึกดีให้กับคนในสังคม นำไปสู่การพัฒนาและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขอความร่วมมือให้สวมหน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่างทางสังคม เป็นต้น

ทักษะด้านภาษาที่ 4 ภาษา Coding การเขียนโปรแกรม

ทักษะการเรียนแห่งศตวรรษที่ 21 (21st Century Skill) โดยเฉพาะทักษะการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Coding) เป็นสิ่งที่สำคัญมากในปัจจุบัน เพราะมีส่วนช่วยให้เด็กๆ รู้จักวางแผน ฝึกการคิดอย่างเป็นระบบ ฝึกทักษะการแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอน รู้จักการค้นเจอปัญหา มีเหตุและผล สามารถจับประเด็นต่างๆ เป็น เข้าใจหลักการ และกระบวนการแก้ปัญหาต่างๆ ได้ดี เปรียบเสมือนการสื่อสารและการสั่งงานคอมพิวเตอร์ให้ทำตามคำสั่งที่เราต้องการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน แต่เปลี่ยนจากภาษาคนเป็นภาษาคอมพิวเตอร์นั่นเอง

ทั้งหมดนี้คือ 4 ทักษะที่จำเป็นสำหรับเด็กในโลกหลังโควิด-19 ที่คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงจุฬธิดา โฉมฉาย และ คุณพัชรี รักษาวงศ์ ศิษย์เก่า ได้ให้ข้อสรุปเอาไว้ ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์มากๆ นอกจากนี้ เราขอฝากทุกท่านไว้ว่า การเตรียมตัวให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงเสมอเป็นสิ่งสำคัญ การฝึกทักษะภาษาอังกฤษให้แข็งแกร่ง จะช่วยให้เรามีโอกาสก้าวหน้าในสาขาอาชีพอีกด้วย

เติมเต็มความสุขมื้อกลางวันด้วยเซ็ตลั้นช์สุดหรูสไตล์ฝรั่งเศส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/627377

วันที่ 01 ก.ค. 2563 เวลา 15:20 น.เติมเต็มความสุขมื้อกลางวันด้วยเซ็ตลั้นช์สุดหรูสไตล์ฝรั่งเศสขุมทรัพย์ความอร่อยจากดินแดนฝรั่งเศส @ห้องอาหารเรดสกาย โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์

เสพความสุขในเมื้อกลางวันด้วยเซ็ตลั้นช์สุดหรู ที่ห้องอาหารเรดสกาย โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ ที่ครั้งนี้ชวนทุกคนมาร่วมสัมผัสประสบการณ์การรับประทานอาหารมื้อกลางวัน ลิ้มลองความอร่อยเลิศรสกับขุมทรัพย์ความอร่อยจากดินแดนฝรั่งเศส โดย เชฟคริสเตียน แฮม หัวหน้าพ่อครัวได้รังสรรค์เมนูในสไตล์ฝรั่งเศส คัดสรรทุกวัตถุดิบชั้นนำเกรดพรีเมียมบรรจงปรุงแต่งอย่างพิถีพิถันให้เป็นเมนูใหม่เลิศรส มาพร้อมราคาเซ็ตยั่วใจ (2 คอร์ส 855 บาท++ ต่อท่าน) (3 คอร์ส 1,055 บาท++ ต่อท่าน) (4 คอร์ส 1,255 บาท++ ต่อท่าน)

เริ่มด้วยจานเรียกน้ำย่อยที่มีให้เลือก 3 เมนู ไม่ว่าจะเป็น ซีซาร์สลัด ทอดมันปูแมรี่แลนด์ หรือซุปครัสเตเชียนกับครีม และซุปครีมเห็ด

ตามด้วยเมนูจานหลักให้เลือกรับประทานถึง 4 เมนู สปาเก็ตตี้ซีฟู้ด เสิร์ฟพร้อมมะเขือเทศแห้ง กระเทียมเจียว และหน่อไม้ฝรั่ง หรือแซลมอนแทสมาเนียย่างกระทะ เสิร์ฟพร้อมมันบดผสมผักชี และเนยกลิ่นเลมอน ตามด้วยซี่โครงแกะย่าง ที่เสิร์ฟพร้อมมะเขือเทศกงฟีต์ มะเขือยาว และซุกินี หรือจะเป็นไก่ตุ๋นซอสแชมเปญจ เสิร์ฟพร้อมเห็ดมอเรลซอสครีม

ปิดท้ายมื้อกลางวันด้วยของหวาน 3 เมนูให้เลือกไม่ว่าจะเป็น บาบาเสาวรส ช็อกโกแลตคอมบิเนชั่น หรืออัฟโฟกาโต 

อิ่มอร่อยอย่างมั่นใจทั้งในเรื่องของความสะอาด ปลอดภัย ใส่ใจ และห่วงใย พร้อมการันตีว่าเชฟมิได้เดินทางไปยังที่สุ่มเสี่ยงตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา พนักงานทุกคนผ่านการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายทุกวัน และยังผ่านการอบรมแนวทางป้องกัน นอกจากนี้ ยังทำการฆ่าเชื้อโรคอุปกรณ์ทำครัว ห้องครัวและเครื่องมือเครื่องใช้เป็นอย่างดี การันตีด้วยประกาศนียบัตรโรงแรมที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย SHA (Amazing Thailand Safety and Health Administration) จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

อยากไปลิ้มลองความอร่อยแบบนี้ ก็ไปกันได้ที่ ห้องอาหารเรดสกาย ชั้น 55 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ เซ็ตเมนูอาหารกลางวันเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.30–14.30 น. สอบถามเพิ่มเติมโทร. 02-100-6255 หรือ E-mail: diningcgcw@chr.co.th

‘อัลไซเมอร์’ สมองเสื่อมไม่ใช่แค่เรื่องความจำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/627332

วันที่ 01 ก.ค. 2563 เวลา 09:50 น.‘อัลไซเมอร์’ สมองเสื่อมไม่ใช่แค่เรื่องความจำทำความเข้าใจโรคของวัยเก๋า “อัลไซเมอร์” เมื่อสมองเสื่อมกลับไม่ใช่แค่เรื่องของความจำ

อัลไซเมอร์ เป็นหนึ่งในโรคที่เกิดจากความเสื่อมถอยของการทำงานหรือโครงสร้างของเนื้อเยื่อของสมองซึ่งมักพบในผู้สูงอายุ โดยไม่ใช่ความเสื่อมตามธรรมชาติเพราะผู้สูงอายุไม่จำเป็นต้องเป็นอัลไซเมอร์ทุกคน แต่เป็นความเสื่อมที่เกิดจากโปรตีนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า เบต้า-อะไมลอยด์ (beta-amyloid) ชนิดไม่ละลายน้ำซึ่งเมื่อไปจับกับเซลล์สมองจะส่งผลให้เซลล์สมองเสื่อมและฝ่อลง รวมถึงทำให้การสื่อสารระหว่างเซลล์สมองเสียหายจากการลดลงของสารอะซีติลโคลีน (acetylcholine) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ส่งผลโดยตรงกับความทรงจำ 

การสะสมของเบต้า-อะไมลอยด์ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองค่อยๆ ลดลง เริ่มจากสมองส่วนฮิปโปแคมปัส (hippocampus) ที่มีบทบาทสำคัญในการจดจำข้อมูลใหม่ๆ เมื่อเซลล์สมองส่วนนี้ถูกทำลาย ผู้ป่วยจะเริ่มมีปัญหาเรื่องความจำโดยเฉพาะความจำระยะสั้น จากนั้นความเสียหายที่เกิดขึ้นจะแพร่กระจายไปสู่สมองส่วนอื่นๆ และส่งผลต่อการเรียนรู้ ความรู้สึกนึกคิด ภาษา และพฤติกรรม

อัลไซเมอร์กับภาวะสมองเสื่อม

โรคอัลไซเมอร์กับภาวะสมองเสื่อม (dementia syndrome) นั้นมีความแตกต่างกัน ซึ่งการเข้าใจความแตกต่างจะช่วยให้ผู้ป่วยและญาติเข้าใจการวินิจฉัยของแพทย์ได้ดีขึ้น ทั้งนี้ ภาวะสมองเสื่อมหมายถึง กลุ่มอาการผิดปกติที่เป็นผลมาจากการเสื่อมของสมองหลายส่วนซึ่งพบได้ในผู้สูงอายุ โดยแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทตามสาเหตุ ได้แก่ 

ภาวะสมองเสื่อมที่รักษาให้หายขาดได้ พบประมาณร้อยละ 20 ของผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมทั้งหมด โดยสาเหตุมักเกิดจากโรคทางกาย เช่น หลอดเลือดสมองตีบตัน เลือดออกในสมอง เนื้องอกในสมองบางชนิด การขาดวิตามินบี12 และโรคขาดไทรอยด์ฮอร์โมนภาวะสมองเสื่อมที่รักษาไม่หายขาด พบมากถึงร้อยละ 80 ของผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม และมีโรคอัลไซเมอร์เป็นสาเหตุถึงร้อยละ 50 ส่วนที่เหลือเป็นโรคที่ทำให้สมองเสื่อมคล้ายอัลไซเมอร์อีก 5-6 โรค  ดังนั้น อัลไซเมอร์จึงเป็นสาเหตุของภาวะสมองเสื่อมที่พบได้บ่อยที่สุด 

อายุ จัดเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มโอกาสการเกิดโรคอัลไซเมอร์ ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งมีโอกาสเกิดโรคมากขึ้น เพราะ สถิติในปัจจุบันพบว่ากลุ่มที่มีอายุราว 65 ปี พบผู้ป่วยอัลไซเมอร์ประมาณร้อยละ 5  กลุ่มผู้ที่มีอายุราว 75 ปี พบผู้ป่วยอัลไซเมอร์ประมาณร้อยละ 15 และกลุ่มผู้ที่มีอายุ 85 ปีขึ้นไป พบผู้ป่วยอัลไซเมอร์มากถึงร้อยละ 40 ฉะนั้น จำนวนผู้ป่วยอัลไซเมอร์จึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากคนเรามีอายุที่ยืนยาวขึ้น

นอกจากนี้ โรคอัลไซเมอร์ยังสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้แต่พบเป็นส่วนน้อย คือประมาณร้อยละ 5 เท่านั้น โดยผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการให้เห็นตั้งแต่อายุ 50-60 ปี 

อัลไซเมอร์ไม่ใช่แค่หลงลืม

อาการแรกเริ่มที่สำคัญของผู้ป่วยอัลไซเมอร์คือการสูญเสียความจำระยะสั้น ซึ่งเป็นอาการที่ใกล้เคียงกับภาวะความจำเสื่อมตามธรรมชาติในผู้สูงอายุ แต่เมื่อเวลาผ่านไปผู้ป่วยร้อยละ 80-90 จะมีอาการทางพฤติกรรมหรือทางจิตเวชร่วมด้วย ซึ่งอาการทางพฤติกรรมนี่เองที่ทำให้การดูแลผู้ป่วยเป็นไปอย่างยากลำบากมากขึ้น โดยเฉพาะรายที่มีอาการก้าวร้าว  

อาการทั่วไปของโรคอัลไซเมอร์อาจแบ่งคร่าวๆ ได้เป็นสามระยะ ได้แก่

  • ระยะแรก ผู้ป่วยจะมีความจำถดถอยจนตัวเองรู้สึกได้ ชอบถามซ้ำ พูดซ้ำๆ เรื่องเดิม สับสนทิศทาง เริ่มเครียด อารมณ์เสียง่ายและซึมเศร้า แต่ยังสื่อสารและทำกิจวัตรประจำวันได้ ระยะนี้เป็นระยะที่คนรอบข้างยังสามารถดูแลได้ 
  • ระยะกลาง ผู้ป่วยมีอาการชัดเจนขึ้น ความจำแย่ลงอีก เดินออกจากบ้านไปโดยไม่มีจุดหมาย พฤติกรรมเปลี่ยนไปมาก เช่น จากที่เป็นคนใจเย็นก็กลายเป็นหงุดหงิดฉุนเฉียว ก้าวร้าว พูดจาหยาบคาย หรือจากที่เป็นคนอารมณ์ร้อนก็กลับกลายเป็นเงียบขรึม และเมื่อเวลาผ่านไป ผู้ป่วยจะเริ่มมีปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ชงกาแฟไม่ได้ ใช้รีโมททีวีหรือโทรศัพท์มือถือไม่ได้ คิดอะไรที่ไม่ถูกต้อง ไม่อยู่ในโลกของความจริง เช่น คิดว่าจะมีคนมาฆ่า มาขโมยของ คิดว่าคู่สมรสนอกใจ ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอาการที่ยากต่อการดูแลและเข้าสังคม
  • ระยะท้าย ผู้ป่วยอาการแย่ลง ตอบสนองต่อสิ่งรอบข้างน้อยลง สุขภาพทรุดโทรมลงคล้ายผู้ป่วยติดเตียง รับประทานได้น้อยลง การเคลื่อนไหวน้อยลงหรือไม่เคลื่อนไหวเลย ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ สมองเสื่อมเป็นวงกว้าง ไม่พูดจา ภูมิคุ้มกันอ่อนแอซึ่งมักนำไปสู่การติดเชื้อและเสียชีวิตในที่สุด โดยระยะเวลาทั้งหมดตั้งแต่แรกวินิจฉัยจนเสียชีวิตเฉลี่ยประมาณ 8-10 ปี

นิ่วในถุงน้ำดี เรื่องที่ควรระวังของคนรักบุฟเฟ่ต์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/627243

วันที่ 01 ก.ค. 2563 เวลา 08:20 น.นิ่วในถุงน้ำดี เรื่องที่ควรระวังของคนรักบุฟเฟ่ต์ปวดท้อง แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย เรื่องปกติหรือผิดปกติ!! เมื่อการกินเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี งานนนี้บอกเลยว่าสายเลิฟบุฟเฟ่ต์ สาวกของทอด ต้องอ่าน

รู้สึกท้องอืด แน่นท้องทีไร ก็มักเข้าใจว่าเกิดจากอาหารไม่ย่อยหรือเป็นโรคกระเพาะอีกแน่ๆ แต่รู้หรือไม่ว่า อาการนี้ยังเป็นสัญญาณเตือนของโรคระบบทางเดินอาหาร อย่าง “นิ่วในถุงน้ำดี” ภัยเงียบที่มักมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการกินที่ไม่ถูกต้องนัก ส่วนการกินจะส่งผลเพิ่มความเสี่ยงนิ่วในถุงน้ำดีได้ยังไง บอกเลยว่า “สายเลิฟบุฟเฟต์ ของทอด” ควรอ่าน!

ข้อมูลโดย พล.ท.นพ.สุทธจิต ลีนานนท์ ศูนย์ศัลยกรรมผ่าตัดแผลเล็กผ่านกล้องชั้นสูง โรงพยาบาลพญาไท 2 เผย นิ่วในถุงน้ำดี โรคนี้…มีที่มาที่ไปยังไงกันนะ?

แม้ว่าปัจจัยที่เพิ่มโอกาสเสี่ยง “นิ่วในถุงน้ำดี” จะมีด้วยกันหลายอย่าง แต่ปัจจัยหลักๆ มักมาจาก “พฤติกรรมของตัวเราเอง” เพราะเมื่อระดับไขมันหรือคอเลสเตอรอลมีเพิ่มมากขึ้น และน้ำดีไม่สามารถย่อยสลายได้หมด ไขมันนั้นก็อาจเกิดปฏิกริยาแล้วค่อยๆ ตกตะกอนกลายเป็น “ก้อนนิ่ว” ซึ่งระดับไขมันที่มีมากเกินจนไม่สามารถย่อยสลายได้หมดนั้น โดยส่วนใหญ่ก็มาจากพฤติกรรมที่ชอบทานอาหารไขมันสูงและไม่ชอบออกกำลังกายนั่นเอง

แล้วจริงไหม? นิ่วในถุงน้ำดี เกิดขึ้นแค่กับผู้สูงวัย

เราอาจจะใช้คำว่า “ผู้ป่วยส่วนใหญ่” ที่ตรวจพบความเสี่ยงนิ่วในถุงน้ำดี มักมีอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป แต่อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่า…โรคนิ่วในถุงน้ำดีมีสาเหตุหลักมาจากระดับคอเลสเตอรอลที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเป็นผลกระทบมาจากการมีภาวะอ้วน การลดน้ำหนักตัวอย่างรวดเร็ว รวมถึงพฤติกรรมการชอบทานอาหารที่มีไขมันสูงและเส้นใยต่ำ ทำให้กลุ่มคนวัยทำงานที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี ก็มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีได้เหมือนกัน!!

แม้ว่าไขมันจะเป็นปัจจัยหลัก แต่ก้อนนิ่ว…ก็อาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้

ผู้ป่วยโรคนิ่วในถุงน้ำดีส่วนใหญ่มักถูกตรวจพบก้อนนิ่วชนิดที่เกิดจากคอเลสเตอรอล ซึ่งเป็นผลมาจากระดับคอเลสเตอรอลในน้ำดีเพิ่มมากขึ้น หรือการบีบตัวของกล้ามเนื้อในถุงน้ำดีน้อยจึงไม่สามารถบีบสารออกได้หมด แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีก้อนนิ่วชนิดที่เกิดจากเม็ดสี ซึ่งมักพบได้ในผู้ป่วยโรคตับแข็ง หรือผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของเลือด เช่น ผู้ป่วยโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย หรือผู้ป่วยโรคโลหิตจางจากการขาดเอนไซม์ G6PD

เรากำลังเสี่ยง “นิ่วในถุงน้ำดี” หรือเปล่า? สังเกตได้จากอาการเตือนเหล่านี้

  • นิ่วในถุงน้ำดีส่วนใหญ่มักไม่ก่อให้เกิดอาการ แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้น ดังนี้..
  • ท้องอืด
  • แน่นท้อง อาหารไม่ย่อยหลังมื้ออาหาร โดยเฉพาะหลังทานอาหารที่มีไขมันสูง
  • ปวดท้องบริเวณใต้ชายโครงด้านขวา หรือปวดใต้ลิ้นปี่
  • ปวดท้องรุนแรง และปวดร้าวไปถึงสะบักหรือไหล่ด้านขวา
  • หากมีอาการถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน จะทำให้มีไข้สูงเฉียบพลัน
  • อาจมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม
  • หากถุงน้ำดีเกิดติดเชื้อ จะทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียนผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก

แนวทางการรักษาโรคนิ่วในถุงน้ำดี

ในการรักษาโรคนิ่วในถุงน้ำดี วิธีที่เหมาะสมที่สุด คือ การผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก! เพราะจะช่วยป้องกันการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีซ้ำ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น โดยการผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออกนั้น มีด้วยกัน 2 วิธี คือ

การผ่าตัดถุงน้ำดีแบบเปิดหน้าท้อง ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการถุงน้ำดีมีการอักเสบมากหรือแตกทะลุในช่องท้อง

การผ่าตัดถุงน้ำดีแบบผ่านกล้อง ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่มีอาการถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลันหลังผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก! ควรดูแลตัวเองอย่างไร

สิ่งแรกที่ผู้ป่วยควรให้ความใส่ใจ คือ เรื่องของแผลผ่าตัด โดยในช่วงระยะ 1-2 เดือนแรกหลังผ่าตัด ห้ามยกของหนักหรือเดินทางระยะไกลๆ เพราะหากแผลยังไม่สมานเป็นเนื้อเดียวกัน อาจเกิดการปริแยกของแผลได้

อาหารการกิน

ในส่วนของอาหารการกิน ผู้ป่วยเองก็ต้องให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษเช่นกัน โดยแบ่งอาหารออกเป็นมื้อเล็กๆ 5-6 มื้อ ในแต่ละมื้ออาจลดปริมาณการกินเหลือเพียง 25-50% จากปกติ เน้นอาหารที่ย่อยง่าย อย่าง โจ๊ก ไข่ตุ๋น เนื้อปลา หรือตุ๋นผักเปื่อยๆ เพื่อช่วยให้ระบบย่อยอาหารไม่ต้องทำงานหนักจนเกินไป

สำหรับอาหารที่มีไขมันสูงทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ติดมัน อาหารประเภททอดหรือผัด ควรงด! แล้วหันมาเลือกทานไขมันดี เช่น ไขมันจากปลาที่มีโอเมก้า 3 แทน

เพราะปัจจัยสำคัญของการเกิดโรคนิ่งในถุงน้ำดีมักมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต จึงนับว่าเป็นโรคที่เราสามารถความความเสี่ยงได้! เพราะฉะนั้น หากคุณยังมีนิสัยชอบการทานของมันๆ บุฟเฟต์เบคอนเนื้อสัตว์ติดมัน แถมไม่ค่อยออกกำลังกาย แนะนำว่า…ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมซะใหม่ ก่อนที่ร่างกายจะต้องปราศจากถุงน้ำดี!!!

.

ที่มา : โรงพยาบาลพญาไท 2

5 Soft Skills ที่ควรมีให้ทันยุค New Normal #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/627246

วันที่ 30 มิ.ย. 2563 เวลา 13:10 น.5 Soft Skills ที่ควรมีให้ทันยุค New Normalยุคที่เปลี่ยนไปกับ Skills ที่ควรมี ส่อง 5 Soft Skills ที่ต้องปรับตัวเพื่อต่อยอดความสำเร็จในยุค New Normal

ตั้งแต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นบนโลกเรื่องของโควิดได้ปรับให้เราทุกคนต้อง Work from Home หรือ Stay at Home จึงทำให้ทุกคนมีเวลาว่างมากขึ้น จะดีกว่าไหมหากคุณลองใช้เวลาว่างนี้ในการพัฒนาทักษะของตนเอง ซึ่งทักษะในการทำงานประกอบด้วย 2 ทักษะสำคัญ คือ Hard Skills และ Soft Skills

สำหรับความหมายแบบเข้าใจได้ง่ายๆอาจกล่าวได้ว่า Hard Skills เป็นทักษะที่คุณใช้ในการทำงานที่สามารถเรียนรู้ได้เรื่อยๆ ส่วน Soft Skills คือทักษะที่พัฒนามาจากการใช้ชีวิต อารมณ์ และการเข้าสังคมเป็นหลัก ซึ่ง Soft Skills นี่เป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะมีเป็นอย่างยิ่ง เพื่อนำไปปรับใช้ในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นสายงานใดก็ตาม

หากเอ่ยถึงความสำคัญของ Soft Skills ในยุค New Normal ก็คงจะเป็นเรื่องของทักษะที่ทำให้คุณสามารถจัดการกับสิ่งที่ยุ่งยากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งสถานการณ์ที่งานการหายากแบบนี้ การเร่งพัฒนาทักษะนี้จึงจะทำให้คุณมีความโดดเด่น และเป็นที่ต้องการขององค์กรเป็นอย่างมาก

5 Soft Skills ที่คุณควรมีเพื่อรับ New Normal

1. Communication & Collaboration แน่นอนว่าการทำงานในทุกองค์กรจะต้องมีการสื่อสารและทำงานร่วมกับผู้อื่น ฉะนั้นจำเป็นอย่างมากที่คุณจะต้องฝึกทักษะในการสื่อสาร ทั้งการนำเสนองาน การนำเสนอความคิดเห็นต่อหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงาน ซึ่งถ้าการสื่อสารของคุณมีประสิทธิภาพก็จะทำให้คุณสื่อความและเกิดความเข้าใจในการทำงานร่วมกัน 

2. Emotional Flexibility การติดต่อประสานงานทั้งภายในและภายนอกองค์กรจึงทำให้ทักษะในการควบคุมอารมณ์เป็นเรื่องที่สำคัญมาก หากคุณเป็นคนที่มีความยืดหยุ่นทางอารมณ์ จะช่วยให้คุณสามารถควบคุมอารมณ์และแสดงออกได้อย่างเหมาะสมในแต่ละสถานการณ์

3. Complex Problem Solving เนื่องจากเทคโนโลยีสมัยใหม่และการเข้าถึงที่สะดวกขึ้น ส่งผลให้ปัญหาที่เกิดขึ้นมีความซับซ้อนและแตกต่างไปจากอดีต ฉะนั้นทักษะการแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อนจึงสำคัญอย่างมาก ซึ่งต้องอาศัยการเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ ระบุปัญหาและความต้องการ ความเข้าใจในการเชื่อมโยง ความเข้าใจบริบทของธุรกิจ ตลอดจนสร้างสรรค์วิธีแก้ไขปัญหาตามแต่ละสถานการณ์แล้วตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม

4. Critical Thinking & Decision-making อีกหนึ่งทักษะที่สำคัญคือ การคิดเชิงวิเคราะห์และเลือกตัดสินใจ ทักษะนี้จะช่วยให้คุณย่อยข้อมูลใหญ่ที่คุณรับเข้ามา ให้เหลือแต่เพียงชุดข้อมูลสำคัญ เพื่อเลือกนำข้อมูลนั้นไปใช้ในการทำงานของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5. Creativity ต้องยอมรับเลยว่าทักษะที่โดดเด่นที่สุดในยุคนี้ก็คงจะเป็นทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ เป็นทักษะที่ร่วมทักษะย่อยๆไว้ด้วยกัน เช่น ช่างสังเกต หรือการเปิดใจกว้าง ที่จะสามารถนำมาปรับใช้ในการทำงานทั้งการนำมาสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ เพื่อแก้ Pain Point หรือการนำเทคโนโลยี และแนวคิดใหม่ๆ มาใช้สร้างไอเดียให้กับองค์กรด้วย

อาร์ตติสท์เจนใหม่สะท้อนชีวิตเด็กไทยในรั้วโรงเรียน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/627251

วันที่ 30 มิ.ย. 2563 เวลา 12:50 น.อาร์ตติสท์เจนใหม่สะท้อนชีวิตเด็กไทยในรั้วโรงเรียนพาชมผลงาน 4 ยังอาร์ตติสท์ เจเนอเรชั่นใหม่ ใน ‘Mathayom Art Exhibition’ งานแสดงศิลปะรูปแบบต่างๆ ที่สะท้อนชีวิตเด็กไทยในรั้วโรงเรียน

ใกล้วันเปิดเทอม โพสต์ทูเดย์ชวนหวนรำลึกถึงวัยเรียนที่งาน Art Exhibition (มัธยม อาร์ต เอ็กซิบิชั่น) งานนิทรรศการศิลปะจากฝีมือนักเรียนเกรด 12 ของโรงเรียนนานาชาติ กรุงเทพ (ISB) ซึ่งเทียบเท่าระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 4 คนที่ต้องการถ่ายทอดตัวตน ความรู้สึก ประสบการณ์ในวัยมัธยมของพวกเขาผ่านผลงานศิลปะในรูปแบบต่างๆ มากกว่า 40 ผลงาน

นิทรรศการครั้งนี้เกิดขึ้นจากเด็กนักเรียน 4 คน ได้แก่ แพรว  ธนวิสุทธิ์, ชวิศา อังควานิช, ณพ จึงสวนันทน์ และ เชษฐ์สุดา เฉลิมวัฒน์ ที่มีความชื่นชอบในงานศิลปะเหมือนกัน ซึ่งแต่ละคนล้วนมีความคิด มุมมอง ในช่วงวัยที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงของพวกเขา โดยต่างได้หยิบยกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตรอบๆ ตัว ไม่ว่าจะเป็นด้านความรู้สึก ประสบการณ์จริง ทั้งทางด้านนามธรรม และรูปธรรม ถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานศิลปะที่หลากหลายรูปแบบ อาทิ งานจิตรกรรม (Painting), งานประติมากรรม (Sculpture), งานภาพปะติด (Collage), งานศิลปะจัดวาง (Installation) และ ศิลปะภาพถ่าย (Photography) เพื่อบอกเล่าถึงสิ่งที่พวกเขากำลังสนใจ โดยงานของแต่ละคนนั้น มีคอนเซปต์ที่แตกต่างกัน แบ่งตามความสนใจของแต่ละคน

แพรว ธนวิสุทธิ์ นำเสนอผลงานศิลปะในคอนเซปต์ ‘ความต้องการ’ บอกเล่าให้เรารู้ถึงความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น ความรัก ความฝัน หรือความสัมพันธ์ทางกาย อีกทั้งยังนำประสบการณ์จริงที่เคยเกิดขึ้นตอนได้รับอุบัติเหตุ มาถ่ายทอดความเจ็บปวดที่ได้รับผ่านผลงาน Installation เฝือกอ่อนของตัวเองที่ยังทิ้งร่องรอยของความทรงจำไว้

ชวิศา อังควานิช นำเสนอผลงานศิลปะ ที่สะท้อนความเป็น Feminine ในตัวตนของเธอ และต้องการจะบอกว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีด้านขาว และด้านดำในตัวเอง ซึ่งคนเรามักจะนำเสนอด้านขาวให้คนอื่นเห็น และกอดเก็บความมืดดำไว้กับตัว และเมื่อวันใดที่ใจเราไม่แข็งแรงพอ ความมืดดำนั้นอาจจะทลายกำแพงจิตใจที่เราเพียรสร้างออกมาได้ ซึ่งหมายรวมถึงตัวเธอด้วยเช่นกัน

ณพ จึงสวนันทน์ ชายหนุ่มเพียงคนเดียวในงานนิทรรศการศิลปะครั้งนี้ ผลงานของเขาร้อยเรียงขึ้นจากคอนเซปต์ ‘ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย’ แม้ด้วยวัยเพียง 18 ปี แต่ว่าเขามองเห็นสังคมของความไม่เท่ากัน และทำผลงานในเชิงเสียดสีสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อสะท้อนให้เห็นอีกหลายแง่มุมที่ใครหลายคนไม่เคยมองเห็น ยกตัวอย่างผลงานภาพถ่ายของคนงานก่อสร้างที่กำลังสร้างตึกสักตึก ณพให้ความสำคัญกับสิ่งที่คนงานเหล่านั้นกำลังสร้างขึ้น เขารู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่และสำคัญ แต่ในทางกลับกันคนทั่วไปกลับมุ่งไปให้ค่ากับตึกที่พวกเขากำลังสร้างเท่านั้น 

เชษฐ์สุดา เฉลิมวัฒน์ เธอถ่ายทอดผลงานศิลปะด้วยความเชื่อในเรื่องของ ‘ความสัมพันธ์และเวลา’ นำเสนอผ่านผลงานในรูปแบบต่างๆ โดยมีดอกไม้เป็นส่วนหนึ่งในการเป็นสื่อกลางของความสัมพันธ์ สั่งสมเก็บเกี่ยวเรื่องราวจากหนังสือที่อ่าน รวมถึงผู้คนที่พบเจอ และได้ปฏิสัมพันธ์กันในชีวิต ยกตัวอย่างผลงาน Installation ที่มีชื่อว่า Faces  ที่ต้องการจะสื่อให้เห็นถึงบางครั้งในชีวิตคนเรา ก็ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าคนที่จะมายืนอยู่ข้างๆ เราในวันที่เราต้องการใครสักคนในช่วงเวลานั้น จะเป็นใครในชีวิต ซึ่งก็ไม่ต่างจากการจั่วไพ่ที่เราไม่สามารถรู้ได้ว่าไพ่แต่ละใบที่เราหยิบขึ้นมามันจะออกอะไร

สำหรับนิทรรศการศิลปะในครั้งนี้ ถือว่าเป็นประตูบานสำคัญที่เปิดโอกาสให้นักเรียนมัธยมปลายทั้ง 4 คน ได้มีโอกาสแสดงความสามารถทางศิลปะ พร้อมนำเสนอแนวความคิดที่กำลังเติบโตของพวกเขา ให้ผู้คนในสังคมได้รับรู้ เพื่อเป็นพลังในการขับเคลื่อนสิ่งดีๆ เหล่านี้ให้เกิดขึ้นต่อไป

ใครอยากย้อนวันวานวัยเรียน มากันได้ตั้งแต่วันนี้-10 กรกฎาคม 2563 เวลา 09.00 – 20.00 น. ณ Yelo House ซอยเกษมสันต์ 1

ปวดหัวเรื้อรังสัญญาณอันตราย ‘เนื้องอกสมอง’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/627169

วันที่ 29 มิ.ย. 2563 เวลา 11:33 น.ปวดหัวเรื้อรังสัญญาณอันตราย 'เนื้องอกสมอง'เนื้องอกที่เป็นเนื้อธรรมดาพบได้บ่อยกว่าเนื้องอกที่เป็นเซลล์มะเร็ง แพทย์ชี้ “เนื้องอกสมอง” ควรได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที

กรมการแพทย์ สถาบันประสาทวิทยา เผยเนื้องอกในสมองเป็นโรคที่พบได้ในคนทุกเพศทุกวัย ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเอง แต่บางรายพบความผิดปกติจากพันธุกรรม โดยพบเนื้องอกที่เป็นเนื้อธรรมดาได้บ่อยกว่าเนื้องอกที่เป็นเซลล์มะเร็ง

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า เนื้องอกในสมอง คือเนื้อที่เกิดจากการเจริญเติบโตอย่างผิดปกติของเซลล์ในสมองหรือบริเวณเนื้อเยื่อและต่อมต่างๆ บริเวณใกล้เคียงกับสมองไปรบกวนระบบประสาทและการทำงานของสมอง ทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน มีปัญหาด้านพฤติกรรม บุคลิกภาพ การพูด การได้ยิน การมองเห็น ความจำ และอาจเกิดอาการชัก เป็นอัมพาตครึ่งซีก

เนื้องอกในสมองแบ่งออกเป็น 2 ประเภท มี 4 ระดับ โดยวัดตามลำดับการเจริญเติบโตของเนื้องอกและโอกาสในการกลับมาเป็นอีก แม้ได้รับการรักษาแล้ว คือ

  1. เนื้องอกที่เป็นเนื้อธรรมดา เป็นเนื้องอกที่มีการเจริญเติบโตช้า ไม่ใช่เซลล์มะเร็ง สามารถรักษาให้หายหรือมีขนาดเล็กลงได้ และมีโอกาสน้อยที่ผู้ป่วยจะกลับมาเป็นอีกหลังการรักษา
  2. เนื้องอกที่เป็นเนื้อร้าย เป็นเนื้องอกอันตราย มีการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติคือ เซลล์มะเร็ง อาจเกิดบริเวณสมอง หรือเกิดขึ้นที่อวัยวะอื่นแล้วลามเข้าสู่สมอง เนื้องอกที่เป็นเซลล์มะเร็งจะมีการเจริญเติบโตเรื่อยๆ ไม่สามารถควบคุมได้ และมีโอกาสที่จะกลับมาเป็นได้อีก

นายแพทย์ธนินทร์ เวชชาภินันท์ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า สาเหตุของเนื้องอกในสมอง เกิดจากความผิดปกติของ สารพันธุกรรมในเซลล์สมอง หรือการกลายพันธุ์ของเซลล์ ซึ่งจะทำให้เซลล์มีการแบ่งตัว และเจริญเติบโตในอัตราที่ผิดปกติ เนื้อเยื่อที่เกิดจากเซลล์ผิดปกติเหล่านี้จึงก่อตัวเป็นเนื้องอกบริเวณสมอง ซึ่งสร้างความเสียหายแก่สมองและระบบประสาท หรืออาจเกิดจากมีเซลล์มะเร็งที่อื่นแล้วลามเข้าสู่สมองทางกระแสเลือด

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการที่เฉพาะเจาะจงในการป้องกันไม่ให้เกิดเนื้องอกในสมอง แต่ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดเนื้องอกในสมอง ได้แก่

  • อายุ
  • การได้รับรังสีอันตรายเข้าสู่ร่างกาย
  • ประวัติบุคคลในครอบครัวที่เคยมีเนื้องอกในสมอง

ปัจจุบันแนวทางการรักษาเนื้องอกในสมองมีอยู่ 3 วิธี คือ การผ่าตัด ฉายรังสี และการให้ยาเคมีบำบัด ซึ่งแพทย์จะเลือกแนวทางรักษาจากอาการของผู้ป่วย ตำแหน่งของเนื้องอก และขนาดของเนื้องอก หากผู้ป่วยมีเนื้องอกที่ไม่ได้ทำให้เกิดอาการและมีขนาดเล็กมาก อยู่ในตำแหน่งของสมองที่ไม่ได้ทำให้เกิดการสูญเสียการทำงานของร่างกาย อาจเพียงแค่ติดตามอาการเพื่อดูว่ามีการขยายตัวของเนื้องอกเพิ่มขึ้นหรือไม่ ถ้ามีการขยายตัวเพิ่มขึ้นจึงค่อยทำการรักษา แต่ถ้าเนื้องอกมีขนาดใหญ่พอสมควรและทำให้เกิดอาการ เช่น อ่อนแรงหรือปวดศีรษะมาก จำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อเอาก้อนเนื้องอกออก ในกรณีที่ผ่าตัดเนื้องอกออกไปแล้ว พบว่าเป็นเนื้อร้ายอาจต้องทำการฉายรังสีหรือให้ยาเคมีบำบัดร่วมด้วย

ดังนั้น หากมีสัญญาณอันตรายที่เกิดขึ้นกับร่างกายที่อาจบ่งบอกว่ามีเนื้องอกในสมอง เช่น อาการปวดศีรษะเรื้อรังที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาการอ่อนแรงที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย อาการชัก ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่นๆ และรักษาอย่างทันท่วงที

จบใหม่พร้อมสมัครงาน ก้าวผ่านช่วง COVID-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/627166

วันที่ 29 มิ.ย. 2563 เวลา 11:10 น.จบใหม่พร้อมสมัครงาน ก้าวผ่านช่วง COVID-19ร่วมก้าวผ่านช่วง COVID-19 นักศึกษาที่จบใหม่พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานต้องเตรียมทักษะด้านใดให้พร้อมกับการเริ่มต้นสมัครและหางานบ้าง

ถึงแม้ว่า COVID-19 จะทำให้การสมัครงานยากขึ้น แต่จากสถานการณ์ล่าสุดที่มีทิศทางการฟื้นตัวของความต้องการแรงงานในประเทศที่ดีขึ้นแล้ว นักศึกษาที่กำลังจะจบใหม่ต้องพบกับความยากลำบากในการหางาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขาดประสบการณ์ในการทำงาน และยังต้องแข่งขันกับผู้มากประสบการณ์ที่อาจกำลังตกงานหรือกำลังมองหางานใหม่ jobsDB แนะนำนักศึกษาที่จบใหม่พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานต้องเตรียมทักษะด้านใดให้พร้อมกับการเริ่มต้นสมัครและหางานบ้าง

มองหาจุดเด่นจุดด้อยของตัวเอง

ในช่วงเวลาที่ต้องกักตัวอยู่บ้าน คุณอาจวิเคราะห์หาจุดแข็งจุดอ่อนในการทำงานของตัวเองเพื่อพัฒนาทักษะที่เหมาะแก่การทำงานในอนาคต รวมถึงทักษะที่จะส่งผลดีต่อข้อมูลที่จะกรอกในเรซูเม่ของคุณด้วย อย่างเช่น ทักษะทางด้านโปรแกรมต่างๆ หรือทักษะสำหรับบางสายงาน เช่น งาน SEO

มองหางานจากเว็บไซต์

การเลือกสมัครงานโดยตรงกับบริษัทแม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ดีเพราะว่าได้เลือกสมัครงานกับบริษัทที่ต้องการ แต่ต้องไม่ลืมว่าคุณกำลังเสียเวลาเพื่อรองานเพียงบริษัทเดียว ทางที่ดีคือคุณควรสมัครและลงทะเบียนไว้กับเว็บไซต์หางานโดยเฉพาะจะดีกว่า

สัมภาษณ์งานออนไลน์

คาดกันว่าการสัมภาษณ์งานออนไลน์จะเป็น new normal สำหรับการสัมภาษณ์งานต่อจากนี้ไป ดังนั้นเมื่อคุณเรียนจบและกำลังมองหางาน ควรเตรียมความพร้อมในการสัมภาษณ์งานออนไลน์ด้วยเช่นกัน

เตรียมความพร้อมหากต้องทำงานแบบ Work from home

หลายบริษัทเริ่มให้พนักงานทำงานแบบ Work from home เพื่อลดความเสี่ยงจากไวรัสและการลดค่าใช้จ่ายสำหรับบริษัท ดังนั้น คุณในฐานะที่เป็นนักศึกษาจบใหม่จึงควรเตรียมความพร้อมหากต้องทำงานจากที่บ้านด้วยเช่นกัน

คอร์สเรียนออนไลน์ฟรี

นอกเหนือจากการสำรวจข้อเด่นข้อด้อยของตัวเองแล้ว คอร์สเรียนออนไลน์ที่เริ่มเปิดสอนหลักสูตรต่างๆฟรี ก็ถือเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มทักษะ เพราะหลายๆคอร์สล้วนเอื้อต่อการทำงานทั้งสิ้น

ไม่เลือกงาน ยิ่งมีโอกาสได้งาน

หากคุณเป็นนักศึกษาจบใหม่ที่กำลังก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน บริษัทส่วนมากต้องการผู้ที่มีประสบการณ์ทำงานเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียเวลาในการสอนงานเพิ่มเติมและมักจะไม่ค่อยเปิดรับตำแหน่งสำหรับเด็กจบใหม่โดยเฉพาะ ดังนั้น อย่าลังเลในการสมัครงานหากตำแหน่งงานที่เปิดรับสำหรับนักศึกษาจบใหม่ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมกับคุณ ทั้งนี้คุณอาจพิจารณาเรื่องอื่นประกอบการสมัครงานด้วย เช่น สถานที่ทำงาน การเดินทางไปทำงาน สวัสดิการ และอื่นๆ