สำรวจความต่างระหว่าง ‘มนุษย์ vs เอไอ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/627147

วันที่ 29 มิ.ย. 2563 เวลา 07:00 น.สำรวจความต่างระหว่าง 'มนุษย์ vs เอไอ'…เมื่อความฉลาดทำให้วันนี้ “รอด” แต่ภูมิปัญญาทำให้ “ยั่งยืน”

โลกเปลี่ยน เทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างก้าวกระโดดในอัตราเร่ง แต่ก็ล้าสมัยชั่วข้ามคืน และเมื่อพูดถึงขีดความสามารถของมนุษย์เทียบกับปัญญาประดิษฐ์แล้ว เราไม่อาจแข่งกับเอไอ คอมพิวเตอร์ หรือเครื่องจักรกลเหล่านี้ได้เลย เพราะมันเร็วกว่า ทนกว่า มันไม่เคยลืม มันไม่เคยบ่น ไม่รู้จักเหนื่อย ไม่เคยเรียกร้อง นั่นคือเมื่อพิจารณาในแง่ของความมีประสิทธิภาพแล้ว เราสู้มันไม่ได้ แต่ระบบการศึกษาและแนวทางการพัฒนาในปัจจุบันเราสอนให้ไปแข่งกับมันซึ่งไม่มีทางชนะได้

มันจึงเป็นความท้าทายอย่างยิ่งที่มนุษย์จะต้องก้าวข้ามเหนือมัน แต่จะก้าวข้ามได้ เราต้องพิจารณาว่าแล้วอะไรที่มนุษย์ต่างจากเครื่องจักร ประเด็นนี้ ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล จากสถาบันอินทรานส์ Hipot-การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคง ยั่งยืน นำเสนอ 2 ประเด็นที่น่าสนใจ ได้แก่

ประการแรก เพราะมนุษย์มีธรรมชาติพื้นฐานที่สำคัญยิ่งที่เครื่องจักรไม่มี นั่นคือความรู้สึกนึกคิดที่สะท้อนถึงความมีชีวิต ความรู้สึกนึกคิดนี้ปรากฏอยู่ในรูปของกรอบความคิด หรือจินตนาการที่สามารถคิดได้ด้วยตัวของมันเอง มนุษย์จึงพัฒนาความคิดได้เอง สามารถตัดสินใจได้เอง สามารถเลือกตอบสนองเองได้เมื่อมีอะไรมากระทบ สามารถระเบิดศักยภาพจากภายใน สร้างแรงบันดาลใจ แรงขับเคลื่อนภายในได้เอง ความมุ่งมั่น มนุษย์จึงสามารถสร้างการนำตนเองได้ คุณสมบัติเหล่านี้ไม่ว่าคอมพิวเตอร์ หุ่นยนต์ หรือปัญญาประดิษฐ์ใดๆ ที่มีความก้าวหน้าเพียงใด ก็ไม่สามารถพัฒนาขึ้นมาได้เอง

ประการที่สอง ด้วยคุณสมบัติที่มนุษย์สามารถคิดได้เอง มนุษย์จึงสามารถสร้างปัญญาได้เอง ต่างจากปัญญาประดิษฐ์และเครื่องจักรกลทั้งหลายที่ไม่ว่าจะมีประสิทธิภาพสูงเพียงใด แต่มันก็ทำได้เฉพาะในกรอบที่เรากำหนดให้มันทำเท่านั้น มันจึงมีแต่ความเร็ว มีความฉลาดในการคำนวณ แต่มันไม่มีปัญญาเพราะมันสร้างความคิดขึ้นมาเองไม่ได้ แต่มนุษย์ทำได้

ทีนี้เรามาดูธรรมชาติของการผุดขึ้นของปัญญา เราพบว่าปัญญาใดๆ มันเกิดขึ้นจากการเชื่อมโยงของประเด็นสำคัญต่างๆ ดังนั้น ความลึกซึ้งของภูมิปัญญาจึงเกิดขึ้นจากการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่างและฐานรากของกระบวนการคิดแบบนี้ก็คือ การคิดเชิงระบบและการมองภาพเชิงองค์รวม

เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับเครื่องจักรที่เราบอกว่ามันฉลาดกว่านั้น ก็เพราะว่ามันสามารถสร้างความเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่างได้อย่างที่มนุษย์เราไม่อาจเทียบกับมันได้เลย มันจึงทำงานได้เร็วกว่า เราเลยคิดว่ามันฉลาดกว่า แต่ในความเป็นจริงแล้วเราเหนือกว่า เพราะมันไม่มีจินตนาการที่จะคิดอะไรขึ้นมาได้เอง ซึ่งต่างจากมนุษย์ที่มีคุณสมบัติพิเศษนี้อย่างไร้ขีดจำกัด นั่นคือ มนุษย์เรามีความสามารถในการนำตนเอง สร้างปัญญาขึ้นมาได้เอง

ความท้าทายในมุมมองทางปัญญานี้จึงอยู่ที่ว่า ท่านในฐานะผู้นำองค์กร ท่านจะใช้ความสามารถในการนำตนเองได้ในรูปของจินตนาการอย่างไร้ขีดจำกัดนี้มาสร้างภูมิปัญญาและกระบวนการเรียนรู้ อีกทั้งพัฒนาความคิดที่แตกต่างที่แปลกใหม่ เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีคุณค่า เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดให้เหนือกว่าปัญญาประดิษฐ์ทั้งหลายเพื่อนำองค์กรสู่ความมั่นคงยั่งยืนได้อย่างไร

A-B-O-AB กินตามกรุ๊ปเลือด เลือกอย่างไรให้สุขภาพดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/627082

วันที่ 28 มิ.ย. 2563 เวลา 08:30 น.A-B-O-AB กินตามกรุ๊ปเลือด เลือกอย่างไรให้สุขภาพดีถอดสูตรกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดจากหนังสือ Best Seller “Eat Right For Your Type” การกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดทำให้คนเราสามารถมีสุขภาพที่ดีขึ้น อายุยืนขึ้น แถมยังช่วยเรื่องลดความอ้วน

ทำไมต้องกินอาหารตามกรุ๊ปเลือด?

คำตอบสั้นๆ จากหลายๆ คน เมื่อได้ยินคำถามนี้ก็คือ อยากมีสุขภาพดี! อยากอายุยืนยาว! อยากลดความอ้วน! สำหรับแนวคิดการกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดมาจากหนังสือ Best Seller ที่ชื่อว่า “Eat Right For Your Type” ของ Dr.Peter D’Adamo กล่าวเอาไว้ว่า การกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดทำให้คนเราสามารถมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้  มีอายุที่ยืนมากขึ้น แถมยังควบคุมน้ำหนักของตัวเองได้อีกด้วย เนื่องจากเลือดในแต่ละกรุ๊ปมีสารเคมีที่แตกต่างกัน หากกินอาหารที่ไม่เหมาะกับกรุ๊ปเลือดก็จะทำให้การทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย ทั้งระบบย่อยอาหาร ระบบเผาผลาญ การสร้างอินซูลิน และฮอร์โมนในร่างกายเกิดความไม่สมดุล จากความแตกต่างนี้เองทำให้ความสามารถในการย่อยอาหารต่างกัน ถ้าสามารถย่อยอาหารได้หมด ร่างกายก็จะนำสารอาหารไปใช้ได้อย่างเต็มที่ แต่ถ้าย่อยไม่หมดก็จะตกค้างอยู่ในร่างกายและก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายตามมา

ที่เราอ้วนอาจไม่ใช่เพราะกินเยอะ!!!

คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าที่อ้วนลงพุงน้ำหนักเยอะอยู่ทุกวันนี้  เกิดจากการกินเกินความต้องการ  เวลาอยากจะลดน้ำหนักคนส่วนมากมักพยายามจำกัดการกินอาหาร  แต่ผลที่ตามมาก็คือร่างกายขาดสารอาหาร แถมเมื่อกินอาหารไปก็รู้สึกไม่อิ่ม เพราะสมองไม่สั่งให้หยุดกิน ทำให้หิวอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้ากินอาหารตามกรุ๊ปเลือดอย่างเหมาะสม สมองก็จะรับรู้และทำให้รู้สึกอิ่ม ปริมาณอาหารที่กินก็น้อยลง ดังนั้น ไม่ว่าเราจะกินอาหารที่ดีมากแค่ไหน แต่ถ้าไม่เหมาะกับกรุ๊ปเลือด ก็จะไม่ช่วยควบคุมน้ำหนักแต่อย่างใด

Dr.Peter J. D’Adamo ใช้เวลาในการศึกษาเรื่องนี้มานานกว่า 30 ปี จนในที่สุดเขาก็ได้รับรางวัลแพทย์ธรรมชาติบำบัดยอดเยี่ยมจากอเมริกาในปี 1990 และได้เขียนหนังสือชื่อ “Eat Right for Your Type” ซึ่งเขาอธิบายไว้ว่า “เลือดแต่ละกรุ๊ปมีสารเคมีในเลือดต่างกัน แต่จะมี Antigen เป็นตัวกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ในอาหารทุกชนิดล้วนมีโปรตีนซึ่งเป็นอนุมูลอิสระ มีคุณสมบัติเหนียวและจับเกาะติดเลือด เรียกว่า ‘เล็คติน’ โดยจะเกิดขึ้นเมื่อการกินอาหารที่มีเล็คตินไม่เหมาะกับเลือดเรา นอกจากนี้ เล็คตินยังเข้าไปรบกวนการทำงานของระบบย่อยอาหาร การสร้างอินซูลิน การเผาผลาญอาหาร และความสมดุลของฮอร์โมนอีกด้วย

ง่ายๆ คือในร่างกายเรามีกลุ่มเลือดหลักอยู่ คือ A-B-O-AB โดยในเม็ดเลือดของเราจะมีโปรตีนแอนติเจน (Antigen) และในหมู่เลือดของมนุษย์จะมีหมู่เลือดที่เราคุ้นเคยและรู้จักกันดีอยู่ 2 ระบบ คือ

  • ระบบ ABO (เอบีโอ) คือหมู่เลือดที่แบ่งเป็นเอ บี โอ และเอบี ซึ่งคนไทยส่วนมากจะอยู่ในหมู่เลือดโอ
  • ระบบ Rh (อาร์เอช) จะแบ่งเป็น Rh (+) (อาร์เอชบวก) และ Rh (-) (อาร์เอชลบ) ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ที่มีหมู่เลือดอาร์เอชบวก มีเพียงประมาณ 03% ของประชากรทั้งหมดที่จะมีหมู่เลือดอาร์เอชลบ 

เทคนิคกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดแบบง่ายๆ

  • กรุ๊ปเลือดที่มีความเป็นกรดสูง = กินเนื้อสัตว์ได้มาก เรียงตามลำดับ O > B > AB > A
  • กรุ๊ปเลือดที่มีความเป็นกรดต่ำ = กินผักได้มาก เรียงตามลำดับ  A > O > AB > B

หมายเหตุ : แม้ว่ากรุ๊ป O เลือดจะมีความเป็นกรดสูง  แต่ต้องกินผักมากเป็นอันดับ 2  เพราะเมื่อกินเนื้อมากก็ต้องกินผักมาก เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดสมดุล

อย่างไรก็ตาม หากใครต้องการจะดูแลสุขภาพจากข้อมูลของแต่ละกลุ่มเลือดที่แนะนำให้รับประทานก็ไม่ใช่เรื่องน่าเสียหาย เพราะล้วนอยู่ในอาหารหลัก 5 หมู่ แต่ควรรับประทานตามความเหมาะสม ไม่มาก หรือน้อยจนเกินไป ดังนี้

เลือดกรุ๊ป A

ควรเลือกทานอาหารที่ย่อยง่าย เช่น  อาหารทะเล  ปลา  ผักสดและผลไม้  รวมถึงธัญพืชต่างๆ และอาหารที่ทำจากธัญพืช เช่น  เต้าหู้ นมถั่วเหลือง  ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทเนื้อสัตว์เหล่านี้  เช่น  วัว   หมู  เป็ด  กุ้ง  ปู  ปลาดุก  หอยนางรม  หอยแครง  รวมถึงนมและผลิตภัณฑ์จากนม เป็นต้น

อาหารช่วยลดน้ำหนักคือ  อาหารมังสวิรัติจะช่วยลดน้ำหนักได้เร็วมาก แถมยังช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายอีกด้วย  ส่วนการออกกำลังกายควรเน้นออกกำลังกายแบบเบา  เช่น โยคะ และควรนั่งสมาธิเป็นประจำเพื่อคลายเครียด

เลือดกรุ๊ป B

สามารถเลือกทานอาหารได้หลากหลายทั้งเนื้อสัตว์  ผัก  ผลไม้  นม  อาหารทะเล ได้ในปริมาณที่เหมาะสม

อาหารช่วยลดน้ำหนัก  ได้แก่  ผักใบเขียว  ปลา เวลาลดน้ำหนักควรหลีกเลี่ยงขนมปังทุกชนิด ธัญพืชต่างๆ  โดยเฉพาะถั่วลิสง   ข้าวโพด งา และมะเขือเทศ เพราะมีผลต่อการสร้างอินซูลินและระบบเผาผลาญอาหาร การออกกำลังกายควรออกกำลังกายแบบไม่หนักหรือเบาจนเกินไป เช่น เล่นเทนนิส ศิลปะป้องกันตัว การปีนเขา เป็นต้น

แต่มีเรื่องน่าเศร้าของคนกรุ๊ป B  คือเป็นคนอ้วนง่าย  แถมภูมิคุ้มกันไม่ค่อยดีอีกต่างหาก  ทำให้มีปัญหาเรื่องการติดเชื้อไวรัส  มีระบบประสาทไม่ค่อยดี  ปวดตามข้อเป็นประจำ  และมีโอกาสเกิดโรคภูมิแพ้ตัวเองได้ด้วย  

เลือดกรุ๊ป O

ควรเลือกทานอาหารที่มีโปรตีนสูง  สามารถกินเนื้อสัตว์ได้ทุกชนิด  แถมยังกินผักและผลไม้ได้ในปริมาณที่มากกว่ากรุ๊ปเลือดอื่นๆ อีกด้วย  นับว่าโชคดีสุดๆ ไปเลย 

อาหารช่วยลดน้ำหนัก  ได้แก่  เนื้อวัว,  อาหารทะเล,   สาหร่ายทะเล,   ผักจำพวกบร็อกโคลี,  ผักโขม   เวลาลดน้ำหนักควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทแป้ง  ถั่ว  น้ำตาล และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม  จะทำให้ระบบเผาผลาญแย่ส่งผลให้น้ำหนักตัวขึ้นได้ง่าย  

เรื่องที่ทำให้คนกรุ๊ปเลือด O  หงุดหงิดใจก็คือ  มักมีปัญหาเรื่องระดับฮอร์โมนไทรอยด์ไม่คงที่ทำให้อ้วนได้ง่าย  ควรเน้นการออกกำลังกายที่ใช้แรงมาก ๆ เช่น วิ่งมาราธอน  ปั่นจักรยาน  เต้นแอโรบิก  ว่ายน้ำ  ก็จะช่วยเผาผลาญแคลอรีได้เป็นอย่างดี

เลือดกรุ๊ป AB

ควรเลือกทานอาหารประเภท  ปลา  นม  เต้าหู้   ธัญพืช  ผักและผลไม้   กินเนื้อสัตว์ได้น้อยกว่าคนกรุ๊ป B  และกินผักได้ไม่เท่ากับคนกรุ๊ป A  เพราะคนกรุ๊ปเลือด AB มีกรดในกระเพาะอาหารต่ำ  

อาหารช่วยลดน้ำหนัก  ได้แก่   เต้าหู้  ผักใบเขียว  ธัญพืช  และสาหร่ายทะเล   ควรหลีกเลี่ยงอาหาร ได้แก่  ไก่   ข้าวโพด  ถั่วแดง  ธัญพืช  สามารถกินข้าวและขนมปังได้บ้าง เพราะแป้งไม่ทำให้อ้วนได้ง่ายเหมือนคนกรุ๊ป  O  ที่สำคัญควรงดอาหารหมักดองทุกชนิด   การออกกำลังกาย  ควรเน้นการออกกำลังกายแบบเบา ๆ  เช่น  เดิน   เล่นโยคะ เป็นต้น

นอกจากจะเลือกกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดเพื่อช่วยควบคุมน้ำหนักตัวให้เหมาะสมแล้ว  การกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ก็นับเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างเพียงพอ และอย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย  3 วันหรือ 150 นาทีต่อสัปดาห์  ก็จะช่วยให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น  มีร่างกายแข็งแรงไม่เจ็บป่วยง่าย

พร้อมเกษียณ!! เช็ก 5 สัญญาณที่บ่งบอกว่าพัก(ก่อน)ได้แล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/627079

วันที่ 28 มิ.ย. 2563 เวลา 07:25 น.พร้อมเกษียณ!! เช็ก 5 สัญญาณที่บ่งบอกว่าพัก(ก่อน)ได้แล้วฝันให้ไกลไปให้ถึง อยากเกษียณก่อนวัยหรือเกษียณตามวัยอย่างราบรื่นไปพร้อมกับความมั่งคั่งทางการเงิน ต้องมีการวางแผนทางการเงินที่ดี และนี่คือสัญญาณที่บอกว่าคุณเกษียณได้!!

ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ใฝ่ฝันอยากเกษียณอายุจากการทำงานให้เร็วขึ้น พูดง่ายๆ ไม่อยากทำงานจนถึงอายุ 60 ปี เพราะต้องการอิสรภาพในการใช้ชีวิตให้มากขึ้น และถึงแม้ทุกคนมีความฝันและวาดภาพสวยงามกับชีวิตหลังวัยเกษียณ แต่จากการสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทยในปี 2560 พบว่ามีคนไทยเพียง 25% ที่สามารถวางแผนการออมเพื่อวัยเกษียณและทำได้สำเร็จตามแผนที่วางไว้ แปลว่าในคน 100 คน มีเพียง 25 คนที่สร้างฝันให้กลายเป็นจริงได้ ส่วนอีก 75 คนยังเกษียณไม่ได้

หลายคนออกแบบชีวิตหลังวัยเกษียณเอาไว้อย่างสวยงาม แต่ในความเป็นจริงยังห่างไกลจากคำว่าประสบความสำเร็จ ปัจจัยสำคัญมาจากขาดการวางแผนที่ดี เช่น ยังไม่รู้ว่าจะเกษียณตอนอายุเท่าไหร่, หลังเกษียณอยากใช้ชีวิตแบบไหน และที่สำคัญยังไม่รู้ว่าจะต้องเตรียมเงินเท่าไหร่ 

อย่าลืมว่าหลังจากเกษียณไปแล้ว หมายถึง ไม่ได้ทำงานประจำ ไม่มีรายได้หลัก แต่ชีวิตยังต้องกินต้องใช้กันต่อไป ยิ่งหากใครมีอายุยืนยาวมากเท่าไหร่ยิ่งต้องใช้เงินมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น หากต้องการเกษียณอย่างราบรื่นไปพร้อมกับความมั่งคั่งทางการเงิน ต้องมีการวางแผนทางการเงินที่ดี Stories&Tips โดย SCB เผยสิ่งเหล่านี้คือ 5 สัญญาณที่บอกว่าคุณเกษียณได้!!

1.เงินพอใช้

ถึงแม้ไม่มีใครรู้ว่าหลังเกษียณจะใช้เงินมากน้อยแค่ไหน แต่ก็ต้องรู้ให้ได้เพื่อเตรียมเงินให้พอใช้ไปจนถึงวันสิ้นลมหายใจ ซึ่งในความจริงก็สามารถคำนวณได้เพียงแค่รู้ค่าใช้จ่ายต่อเดือนและจำนวนปีที่คิดว่าจะมีชีวิตอยู่หลังเกษียณ

เริ่มจากประเมินค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณจะเป็นเท่าไหร่ ซึ่งในปัจจุบันอัตราค่าใช้จ่ายหลังเกษียณที่เหมาะสมอยู่ที่ประมาณ 70 – 80% ของค่าใช้จ่ายต่อเดือนก่อนเกษียณ เช่น ก่อนเกษียณมีค่าใช้จ่าย 18,000 บาทต่อเดือน ค่าใช้จ่ายหลังเกษียณจะอยู่แถวๆ 12,600 – 14,400 บาทต่อเดือน (150,000 – 173,000 บาทต่อปี)

หลังจากนั้นก็ประเมินว่าหลังจากปีที่เกษียณจะมีชีวิตต่อไปอีกกี่ปี ซึ่งสามารถประมาณการอายุขัยได้จากคนในครอบครัว เช่น เกษียณตอนอายุ 60 ปี และคาดว่าจะมีชีวิตอยู่ถึง 85 ปี แสดงว่ามีชีวิตหลังเกษียณอีก 25 ปี ก็นำ 173,000 คูณ 25 เท่ากับ 4,325,000 หมายความว่า ต้องมีเงินอย่างน้อยๆ 4,325,000 บาทก่อนเกษียณ

2.ปลดหนี้ทุกอย่างหมดแล้ว

หากชีวิตหลังเกษียณยังเต็มไปด้วยหนี้สิน หรือบางคนก่อนเกษียณไม่กี่ปีก็ยังก่อหนี้เหมือนตอนอายุ 30 ปี แปลว่าต้องแบ่งเงินที่เตรียมไว้ใช้หลังเกษียณมาผ่อนชำระ หากเป็นแบบนี้ย่อมส่งผลให้เงินที่เก็บมาทั้งชีวิตหมดลงอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น สัญญาณสำคัญที่บอกว่าเกษียณได้สมบูรณ์แบบมากขึ้น คือ เคลียร์หนี้ได้หมด โดยเฉพาะหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงๆ เช่น หนี้บัตรเครดิต หนี้บัตรกดเงินสด หนี้รถยนต์ สำหรับหนี้บ้าน ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการผ่อนชำระนาน อาจทำให้หลายคนไม่สามารถเคลียร์ได้หมดในวันเกษียณก็ควรพยายามทำให้หนี้เหลือให้น้อยที่สุด วิธีการคือ การโปะหนี้ เพื่อลดภาระดอกเบี้ยและช่วยให้ผ่อนบ้านหมดเร็วยิ่งขึ้น

3.ซ้อมใช้จ่ายว่าหลังเกษียณจะอยู่ได้หรือไม่

เทคนิคง่ายๆ ที่จะทำให้รู้ว่าชีวิตหลังเกษียณจะต้องใช้จ่ายมากน้อยแค่ไหน คือ การทดลองลงมือทำว่าถ้าเกษียณจริงๆ จะมีค่าใช้จ่ายต่อการดำรงชีวิตอะไรบ้าง ซึ่งถ้าต้องการเห็นผลที่ใกล้เคียงก็ควรซ้อมใช้จ่ายทั้งเดือน เช่น ลดการช้อปปิ้ง ลดการใช้บัตรเครดิต หยุดซื้อของฟุ่มเฟือย งดทานอาหารนอกบ้าน เป็นต้น นอกจากนี้ควรทดลองใช้ชีวิตในด้านอื่นๆ โดยประเมินจากไลฟ์สไตล์ เช่น การพักผ่อน ท่องเที่ยว เป็นต้น ซึ่งการซ้อมแบบนี้จะทำให้รู้ว่าค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนหลังเกษียณเป็นอย่างไร ซึ่งสามารถนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาประเมินว่าปัจจุบันมีเงินเก็บเพียงพอแล้วหรือไม่ ถ้ายังไม่พอต้องเก็บเพิ่มอีกเท่าไหร่

และอย่าลืมว่าในแต่ละปีค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายต่างๆ จะแพงขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องคำนวณอัตราเงินเฟ้อเข้าไปด้วย เพื่อจะได้ประเมินคร่าวๆ ได้ว่ามูลค่าของเงินในวันนี้ พอถึงวันเกษียณจะมีมูลค่าอยู่ที่ระดับไหน เช่น วันนี้อายุ 35 ปี อยากมีเงินเก็บ 6 ล้านบาทเพื่อเกษียณตอนอายุ 60 ปี สมมติว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 3% แปลว่ามูลค่าเงิน 6 ล้านบาทในวันนี้ จะเหลือเพียง 2,865,633 บาท ตอนอายุ 60 ปี (หรืออีก 25 ปีข้างหน้า) หรืออีกความหมาย ถ้าต้องการอยากมีเงินใช้หลังเกษียณ 6 ล้านบาท ต้องวางแผนเก็บเงินให้ได้ 12,600,000 บาท 

4.วางแผนประกันชีวิตได้เหมาะสม

ประกันชีวิตแบบบำนาญ เป็นประกันที่คนไทยให้ความสนใจน้อยมาก เพราะมองว่าต้องจ่ายเบี้ยเป็นระยะเวลานานและกว่าจะได้เงินคืนต้องรอวันเกษียณ แต่ในความจริงแล้วทุกคนควรทำเพราะประกันแบบนี้มีเป้าหมายเพื่อจัดการด้านเกษียณ โดยผู้ทำประกันจะได้รับผลตอบแทนหรือเงินต้นจากบริษัทประกันที่ทยอยจ่ายคืนให้เป็นเงินบำนาญให้เป็นจำนวนเท่าๆ กันทุกปี ตั้งแต่เริ่มเกษียณ (เช่น อายุ 55 ปี หรือ 60 ปี) ไปจนถึงอายุของการจ่ายผลประโยชน์ เช่น 85 ปี หรือ 90 ปี เป็นต้น ดังนั้น หากทำประกันชีวิตแบบบำนาญกันตั้งแต่ตอนมีรายได้ประจำ ก็การันตีได้ว่าหลังเกษียณจะได้เงินบำนาญทุกๆ ปีแน่นอน     

5.มีเป้าหมายที่อยู่อาศัยและกิจกรรมชัดเจนหลังเกษียณ

ปัจจุบันในแต่ละจังหวัดของประเทศไทยจะมีระดับค่าครองชีพแตกต่างกัน หากเป็นจังหวัดหัวเมืองใหญ่ เป็นเขตเศรษฐกิจสำคัญ ค่าครองชีพจะอยู่ในระดับสูง ดังนั้น ตัวเลขค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนก็สามารถนำมาวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณในเบื้องต้นได้ หมายความว่า หากมีจังหวัดในใจที่ต้องการไปใช้ชีวิตก็สามารถออกแบบค่าใช้จ่าย ไลฟ์สไตล์ได้อย่างเหมาะสม และยิ่งมีเป้าหมายชัดเจนเกี่ยวกับกิจกรรมจะยิ่งทำให้แผนการเกษียณเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่ง เช่น อยากมีผักสวนครัว ก็วางแผนเตรียมเงิน เตรียมที่ดิน ลงมือปลูกให้เรียบร้อยก่อนถึงวันเกษียณ เป็นต้น  

การวางแผนเกษียณเป็นเรื่องที่ง่ายและทุกคนทำได้ ขอเพียงเริ่มต้นให้ถูก จากนั้นก็เดินตามแผนที่วางเอาไว้ หากมีความผิดพลาดก็ปรับปรุงแก้ไข ถ้าทำได้รับรองพอถึงวันเกษียณจะมีความสมบูรณ์ที่สุด

ผื่นกุหลาบ-ผื่นร้อยวัน โรคผิวหนังที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/627078

วันที่ 28 มิ.ย. 2563 เวลา 06:25 น.ผื่นกุหลาบ-ผื่นร้อยวัน โรคผิวหนังที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัสโรคผิวหนังที่พบบ่อยในหน้าฝน “โรคผื่นกุหลาบ” “โรคผื่นร้อยวัน” อาการเฉียบพลันที่ยังไม่มีสาเหตุแน่ชัด แต่มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัส แพทย์ผิวหนังแนะวิธีสังเกตอาการและการรักษา

กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคผิวหนัง แนะนำ “โรคผื่นกุหลาบ” โรคผิวหนังที่มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัส พบได้บ่อยในช่วงฤดูฝน เป็นโรคไม่ติดต่อที่มีอาการเฉียบพลัน สามารถหายเองได้ มักเกิดในวัยหนุ่มสาว พบไม่บ่อยในเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุ

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เผยว่า โรคผื่นกุหลาบเป็นโรคผิวหนังมีอาการเฉียบพลัน ยังไม่มีสาเหตุแน่ชัด พบมีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัส ผื่นมีลักษณะเฉพาะ รูปร่างกลมหรือรี มีการกระจายเป็นแนวตามร่องบนผิว คล้ายกับลักษณะของต้นสน โรคนี้ส่วนใหญ่เกิดในคนอายุน้อย โดยเฉพาะช่วงอายุ 10-35 ปี พบได้ในทุกเชื้อชาติ และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายในอัตรา 2:1

ผื่นมักเกิดอยู่นานประมาณ 6-8 สัปดาห์แล้วหายได้เอง แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจเป็นนานถึง 5 เดือนหรือมากกว่า การวินิจฉัยแยกกับผื่นผิวหนังอักเสบอื่นๆ และมีรายงานว่าการเกิดผื่นกุหลาบในผู้ป่วยตั้งครรภ์ เป็นความเสี่ยงทำให้เกิดการแท้งได้ โดยเฉพาะช่วง 15 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์

ทางด้าน แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ ระบุว่า ผื่นแรกมักเกิดขึ้นบริเวณลำตัวและมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งอาจพบบริเวณคอ หรือแขนขาส่วนบนได้ โดยมักจะเกิดนำผื่นอื่นๆ เป็นชั่วโมงหรือวัน ลักษณะเป็นผื่นเป็นสีชมพู สีแซลมอน หรือสีน้ำตาล อาจจะมีขอบยกเล็กน้อย ขนาดประมาณ 2-4 เซนติเมตร แต่บางกรณีอาจมีขนาด 1 เซนติเมตร หรือใหญ่ถึง 10 เซนติเมตร ตรงกลางของผื่นมีขุยขนาดเล็ก ขอบขยายใหญ่ขึ้น ประมาณ 5% ของคนไข้มีอาการนำมาก่อน เช่น ปวดหัว มีไข้ ปวดข้อ และปวดเมื่อย อาจพบตุ่มหนองเล็กๆ ในช่วงแรกของโรค มักไม่พบผื่นบริเวณหน้า มือและเท้า อาการคันในโรคผื่นกุหลาบพบได้ประมาณ 25%

ผื่นกุหลาบมักไม่มีอาการแสดงและสามารถหายได้เอง โดยไม่ทิ้งร่องรอย การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการเป็นหลัก การใช้ครีมชุ่มชื้นผิวที่เหมาะสม ร่วมกับยาทาสเตียรอยด์ หรือยากินในกลุ่ม antihistamines สามารถช่วยลดอาการคันได้ แต่ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง การรับประทานยาในกลุ่มสเตียรอยด์ช่วงสั้นๆ การฉายแสง UVB (Narrowband or broadband) สามารถช่วยควบคุมโรคได้

ทั้งนี้ ข้อมูลโดย พญ.ทิมาพร ปัตยะกรท แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม ผิวหนังและเลเซอร์ โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า

อาการโรคผื่นกุหลาบ ผื่นจะขึ้นตามตัว โดยที่สุขภาพทั่วไปยังแข็งแรงดีและมักไม่มีอาการไข้ แต่ในบางรายก็อาจพบอาการนำมาก่อนมีผื่นขึ้น ได้แก่ มีไข้ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามตัว ปวดข้อ และคลำพบต่อมน้ำเหลืองโต โดยผื่นปฐมภูมิ (ผื่นอันแรก) เกิดขึ้นในช่วง 1 สัปดาห์หรือนานกว่านั้นและผื่นขนาดเล็กจะขึ้นตามมาภายหลัง โดยผื่นปฐมภูมินี้มักมีจำนวนเพียง 1 ผื่น มีขนาดประมาณ 2 – 6 เซนติเมตร ใหญ่กว่าผื่นทุติยภูมิ ผื่นมักจะหายไปได้เองภายใน 2 – 6 สัปดาห์ แต่บางรายอาจมีผื่นอยู่นานถึง 3 – 4 เดือนหรือนานกว่านี้ ทำให้โรคนี้มีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า “โรคผื่นร้อยวัน”

ลักษณะโรคผื่นกุหลาบ เป็นรูปวงรี รูปไข่ หรือวงกลม ตรงกลางของผื่นมีลักษณะย่น มีสีชมพู สีส้ม หรือสีเนื้อปลาแซลมอน ส่วนบริเวณรอบนอกของผื่นจะเป็นสีแดงเข้ม (ขอบผื่นชัด) ทั้ง 2 บริเวณนี้จะแยกจากกันด้วยขุยหรือเกล็ดบางๆ ที่ขอบของผื่นและมักจะขึ้นบนลำตัว

การรักษาโรคผื่นกุหลาบ

  • ไปพบแพทย์เพื่อวินิฉัยแยกจากโรคอื่น
  • หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ผื่นมีอาการคันมากขึ้น เช่น การมีเหงื่อออก การอาบน้ำอุ่น/ร้อนจัดจนผิวแห้ง
  • พยายามให้ผิวสัมผัสแสงแดดบ้างทุกวัน จะช่วยให้ผื่นไม่ขึ้นมากและหายเร็ว

5 ลุคแฟชั่นเทรนด์ครึ่งปีหลัง สไตล์แฟชั่นไอคอนดัง ‘พริมโรส’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/627036

วันที่ 27 มิ.ย. 2563 เวลา 08:33 น.5 ลุคแฟชั่นเทรนด์ครึ่งปีหลัง สไตล์แฟชั่นไอคอนดัง 'พริมโรส'“พริมโรส” แฟชั่นไอคอนชื่อดังมิกซ์แอนด์แมทช์ 5 ลุค 5 สไตล์ รับเทรนด์นิวนอร์มัล เผย Fashion Tips & Hacks พร้อมชวนสาวๆ แต่งสวยรับครึ่งปีหลังในแคมเปญ Shopee 7.7 Fashion Mid Year Sale

รู้หรือไม่ว่า “ช้อปปิ้งเทอราพี’” เป็นหนึ่งในวิธียอดฮิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสาวๆ สายแฟ ในการจัดการกับความเครียดในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ซึ่งสิ่งที่กล่าวมานี้มีหลักฐานยืนยันโดยอ้างอิงข้อมูลที่ได้รับการเปิดเผยจาก ช้อปปี้ ผู้นำอีคอมเมิร์ซแพลทฟอร์มในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน ที่พบว่ายอดคำสั่งซื้อสินค้าแฟชั่นเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวที่จำหน่ายผ่านช้อปปี้ไลฟ์ และในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ยอดออเดอร์สินค้าเครื่องประดับตกแต่งผม เพิ่มขึ้น 5 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว

และเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสู่ครึ่งปีหลังด้วยลุคสดใสกว่าที่เคย ช้อปปี้ จึงได้เปิดตัวแคมเปญ Shopee 7.7 Fashion Mid Year Sale เอาใจนักช้อปสายแฟโดยเฉพาะ พร้อมแท็กทีมแฟชั่นไอคอนชื่อดังอย่าง พริม-พริมโรส จินดาวนิช มาแนะไอเดียแต่งสวยให้สาวๆ ด้วย Fashion Tip & Hacks การมิกซ์แอนด์แมทช์ 5 ลุค 5 สไตล์ รับเทรนด์นิวนอร์มัล ที่จะเน้นไปที่ความสดใส เบาๆ สามารถแต่งได้ในทุกวันและได้ในทุกสถานการณ์ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังแฝงลูกเล่นที่ไม่ธรรมดาอีกด้วย

Korean Style Look

เริ่มต้นด้วยลุคแรก ที่สาวๆ สายเฟมินีนห้ามพลาด กับ “Korean Style Look”  ที่มาในลุคสาวหวาน แต่แอบซ่อนดีเทล ด้วย “Yellow Daisy Dress” น่ารักสดใสสไตล์เกาหลี ในโทนสีพาสเทลแซมด้วยเทกเจอร์ลายดอกเดซี่สีเหลืองเพิ่มกิมมิคที่ชายกระโปรงเน้นความฟูฟ่องสุดละมุน เพิ่มความหวานด้วยริบบิ้นผ้า Organza ผูกเอว 2 ชั้น แมทช์กับรองเท้าส้นสูงสีเอิร์ธโทน เปิดส้นพร้อมเติมเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ อย่าง ต่างหูสีทองก็จะสามารถเต็มเติมลุคนี้ให้ปังกว่าใคร

Cafe Hopping Look

สาวๆ สายคาเฟ่ห้ามพลาดกับ  “Cafe Hopping Look” เอ็นจอยร้านคาเฟ่สุดชิค ในลุคชิลๆ แต่สวย เก๋ ไม่แพ้ใครเพียงแมทช์คู่สีมาแรงอย่าง เสื้อครอปสีม่วงพาสเทล เนื้อผ้าคอตตอน กับกางเกงขาสั้นสีเหลืองอ่อนรวบผมเบาๆ เพิ่มความหวานอีกนิดพร้อมหามุมโพสต์อัพลงโซเชียลรับรองเรียกยอดไลค์กระจายแน่นอน

Working Woman Look

ช่วงนี้ออฟฟิศเลดี้ หลายๆ คนกลับไปทำงานอย่างเต็มตัวแล้ว แน่นอนว่าต้องมองหาชุดทำงานเน้นสไตล์เรียบแต่โก้ คีย์ไอเท็มที่อยากแนะนำ อย่าง  เสื้อสูท Boss Blazer  แขนยาวมีกิมมิคตรงแขน จับคู่กับกางเกงขาสั้น Tri Short สีน้ำตาล เลือกความคอนทราสด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวเนื้อผ้าคอตตอนไว้ข้างในเพิ่มความเรียบหรูดูแพงได้เป็นอย่างดี ดูมั่นใจสไตล์ “Working Woman Look” สุดๆ

Everyday Look

มาถึงลุคที่สาวๆ หลายคนชื่นชอบอย่าง “Everyday Look” เน้นความสะดวก สบาย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่่หลากหลายได้ในทุกวัน โดยสาวๆ สามารถเลือกมิกซ์แอนด์แมทช์ แบบสวยดูดีแต่มีความมินิมอล อย่าง เสื้อกล้ามสีดำ คู่กับ กางเกงเอวสูงผูกเชือก สีอ่อน พร้อมเลือกใส่กับรองเท้าส้นสูงสีครีมเสริมให้ลุคปังมากยิ่งขึ้น

Minimal Look

ปิดท้ายด้วยลุคสุดคูลเอาใจสาวๆ ที่ชื่นชอบการแต่งตัวเรียบๆ แต่ชิคอย่างมีสไตล์จะต้องเลิฟ “Minimal Look” อย่างแน่นอน ลุคนี้ให้อารมณ์น้อยแต่มาก โทนสีจะเน้นเป็นสีขาว ดำ เทา และเอิร์ธโทนสีอ่อน ดีไซน์ของลุคนี้อาจจะเน้นโอเวอร์ไซต์นิดๆ เพื่อความสบายและคล่องตัว  ใส่ได้ในหลากหลายโอกาส สาวๆ มินิมอล เลิฟเว่อร์ ลองเลือกไอเท็ม อย่าง  Linen Smock Top เสื้อแขนสั้นทรงหลวม คอมีระบายและมีเชือก พร้อมจับกับกางเกงดีไซน์สุดคูลอย่างกางเกงขายาว ทรงจับเดรป เอวจีบ และลองหารองเท้าผ้าใบคู่ใจมาคอมพลีทลุคนี้ให้ลงตัว

เต็มอิ่มไปกับไอเดียมิกซ์แอนด์แมทช์ 5 ลุค 5 สไตล์ในแบบฉบับนิวนอร์มัลจาก ‘พริม-พริมโรส จินดาวนิช’ แล้ว อย่าลืมไปช้อปในแคมเปญ Shopee 7.7 Fashion Mid Year Sale ที่ช้อปปี้ได้เปิดรันเวย์ขนขบวนสินค้าแฟชั่นจากแบรนด์ดังครอบคลุมทุกหมวดหมู่ อาทิ Sabina, Casio, Herschel, Fitflop และ Toms และอื่นๆ มากมาย

โปรโมชั่นใหม่ บริการใหม่ จากดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/626948

วันที่ 26 มิ.ย. 2563 เวลา 10:00 น.โปรโมชั่นใหม่ บริการใหม่ จากดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง พร้อมโปรโมชั่นและบริการใหม่

ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นไป โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ (The Okura Prestige Bangkok) พร้อมกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง โดยโรงแรมได้เพิ่มมาตราการเพื่อดูแลรักษาความสะอาดและสุขอนามัยของทั้งผู้ใช้บริการและพนักงานและได้ผ่านการรับรองมาตราฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย Amazing Thailand Safety and Health Administration (SHA) จากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และกระทรวงสาธารณสุขโดยกรมควบคุมโรค กรมอนามัย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ มาตราการเพื่อดูแลรักษาความสะอาดและสุขอนามัยต่าง ๆ ได้จัดแสดงรายละเอียดไว้บนเว็บไซด์เป็นภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น และภาษาจีน ส่วนรายละเอียดภาษาไทยได้แนบมากับข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้

โรงแรมได้จัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับคนไทยและผู้ที่พำนักอยู่ในประเทศไทยที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศมาพักผ่อนในโรงแรมหรูใจกลางเมืองและดื่มด่ำกับบรรยากาศราวกับไปพักที่ประเทศญี่ปุ่น ด้วยโปรโมชั่น พัก 1 คืน ฟรี 1 คืน โดยห้องพักแบบดีลักซ์ (Deluxe Room) ในราคาเริ่มต้นเพียงคืนละ 6,600++ บาท นอกจากจะได้เข้าพักในห้องพักอันกว้างขวาง เอนกายบนที่นอนใหม่แสนนุ่มสบายแล้ว ราคาห้องพักยังรวมอาหารเช้าแบบญี่ปุ่นแสนอร่อยที่ห้องอาหาร ยามาซาโตะ (Yamazato) อาหารเช้าให้บริการเป็นชุดที่ห้องอาหาร อัพ แอนด์ อะบัฟ (Up & Above) หรือภายในห้องพัก นอกจากนั้นยังได้รับยกเว้นค่าบริการเตียงเสริมสำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี พร้อมอาหารเช้า (จำกัดเด็ก 2 ท่านต่อ 1 ห้อง) ขยายเวลาเช็คเอ้าท์ได้ถึง 16.00 น. และพิเศษสุดคือรับสิทธิ์ 1 แถม 1 สำหรับบริการนวดแผนไทย 60 นาที ที่ ดิ โอกุระ สปาให้คุณได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ สำรองห้องพักและรับโปรโมชั่น พัก 1 คืน ฟรี 1 คืน ได้ที่ http://www.okurabangkok.com หรือ อีเมล์ reservations@okurabangkok.com ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31สิงหาคม 2563 และเข้าพักได้ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2563 ถึง 31 สิงหาคม 2563 เท่านั้น

ห้องอาหาร อัพ แอนด์ อะบัฟ มอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าเมื่อมารับประทานอาหารเมนู All you can eat มื้อกลางวัน ท่านแรกชำระค่าบริการเต็มราคา ท่านที่ 2 จะได้รับสิทธิ์ชำระเพียง 88++ บาททันที โดยอาหารเมนู All you can eat มื้อกลางวัน ราคาเริ่มต้นท่านละ 1,200++ บาท ส่วนมื้อค่ำ ลูกค้าก็ได้รับสิทธิพิเศษเช่นกัน โดยเมื่อรับประทานอาหารเมนู All you can eat มื้อค่ำ ท่านแรกชำระค่าบริการเต็มราคา ท่านที่ 2 ชำระเพียง 888++ บาท ราคาอาหารเมนู All you can eat มื้อค่ำเริ่มต้นท่านละ 1,800++ บาท สิทธิพิเศษใช้ได้ระหว่างวันที่ 2 ถึง 31 กรกฎาคม 2563 เท่านั้น

อัพ แอนด์ อะบัฟ บาร์ (Up & Above Bar) เชิญชวนทุกท่านกลับมาลิ้มรสขนมนานาชนิดในชุดน้ำชายามบ่ายสีม่วง สีสันของทุ่งดอกลาเวนเดอร์ในช่วงฤดูร้อนที่ฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ที่พร้อมให้บริการทุกท่านระหว่างวันที่ 2 กรกฏาคม – 30 กันยายน 2563 ขนมในชุดน้ำชายามบ่ายสีม่วงธีมลาเวนเดอร์ในปีนี้ล้วนออกแบบโดยนำความงดงามของทุ่งดอกลาเวนเดอร์ที่ฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น มาเป็นแรงบันดาลใจ เพื่อให้ทุกท่านได้เพลิดเพลินกับการจิบน้ำชายามบ่ายชุดพิเศษนี้ราวกับนั่งอยู่ท่ามกลางความงดงามของทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ขนมนานาชนิดน่ารักน่ารับประทานได้แก่ มาการองพิมพ์ลายลาเวนเดอร์สอดไส้ครีมรสเบอร์รี่ ช็อกโกแลตพราลีนสอดไส้แบล็คเคอเรนท์ ครัมเบิลเชอร์รี่และมะพร้าว ฟินันเซียอัลมอนด์กับมูสฮอกไกโดและแบล็คเคอเรนท์เยลลี่ ทาร์ตบลูเบอร์รี่และยูซุ มูสมะพร้าวและเยลลี่ลาเวนเดอร์ยูซุ พานาคอตต้าโยเกิร์ตกับผลเบอร์รี่ สคอนบลูเบอร์รี่ เชอร์เบตมันม่วง ขนมปังบริยอช์ไส้ซอสโหระพาโรยไข่ปลาแซลมอน ขนมปังหน้าแตงกวา ขนมปังไส้ไก่สไตล์อังกฤษ ขนมปังหน้าแซลมอนสไลด์สไตล์ฝรั่งเศสหมักด้วยบีทรูท ทั้งหมดนี้สามารถเลือกรับประทานคู่กับชามาคิยาจ แฟรส์ (Mariage Frères) ชาชั้นเลิศสัญชาติฝรั่งเศส ชากลีบดอกบัวซาโรที (Saro Tea) หรือกาแฟ ให้บริการทั้งแบบร้อนและเย็น ราคาเริ่มต้นชุดละ 1,400++ บาท ราคารวมเครื่องดื่มชาหรือกาแฟสำหรับ 2 ท่าน

ห้องอาหารยามาซาโตะ ห้องอาหารญี่ปุ่น ที่ได้รับ ‘มิชลิน เพลท’ (Michelin Plates) ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 จากคู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พักระดับโลก ‘มิชลิน ไกด์’ ประเทศไทย ก็ขอเชิญทุกท่านร่วมเขียนคำอธิษฐานบนกระดาษสีและแขวนบนต้นไผ่ที่นำมาประดับบริเวณหน้าห้องอาหารเพื่อขอพรกับดวงดาว ตลอดเทศกาล “ทานาบาตะ” และรับประทานอาหารชุดมื้อพิเศษที่ เชฟชิเงรุ ฮางิวาระ (Shigeru Hagiwara) หัวหน้าพ่อครัวประจำห้องอาหารยามาซาโตะได้ตระเตรียมไว้ทั้งอาหารชุดมื้อกลางวัน และมื้อค่ำ ประกอบไปด้วย อาหารน่ารับประทานหลายชนิด เป็ดรมควัน หอยแมลงภู่ และข้าวโพดอ่อนราดซอสน้ำส้มสายชูไข่แดงและตกแต่งด้วยพริกหยวกรูปดาว ที่เสิร์ฟมาพร้อมกับซุปกุ้งใส่เห็ดฮิเมจิ วุ้นเส้นญี่ปุ่นและผักนานาชนิด และปลาดิบชั้นดี 3 ชนิด (ปลาทูน่า, ปลาหางเหลือง, หอยปีกนก) ปลาฮิราซึย่างซอสข้าวโพดมายองเนส มะเขือม่วงตุ๋นกับปลาไหล เผือก แครอท ราดซอสงา ปลาอินทรีย์และเนื้อย่างกับซอสมิโซะ รับประทานคู่กับเห็ดหลวงญี่ปุ่น แครอทและพริกหยวก เทมปุระปูหิมะ ปลาดาบ และผักต่าง ๆ เส้นหมี่น้ำหน้าปลาหวานญี่ปุ่นโรยด้วยเห็ดหอมและเปลือกส้มยูซุขูดเพิ่มรสชาติให้น้ำซุปกลมกล่อม อาหารชุดมื้อกลางวันราคาชุดละ 1,600++ บาท ส่วนชุดมื้อค่ำสำหรับเทศกาล “ทานาบาตะ” ราคาชุดละ 4,700++ บาท ให้บริการระหว่างวันที่ 2 ถึง 26 กรกฎาคม 2563

นอกจากนั้น ห้องอาหารยามาซาโตะ ยังเปิดให้บริการสั่งอาหารญี่ปุ่นรสชาติต้นตำหรับกลับไปรับประทานที่บ้าน โดยเชฟ ฮางิวาระ ได้คัดเลือกเมนูอาหารญี่ปุ่นต้นตำรับที่ทุกท่านชื่นชอบและยังคงรสชาติอร่อยถูกปากเมื่อนำกลับไปรับประทานที่บ้าน และมอบส่วนลดพิเศษ 30% ทันทีเมื่อทำการสั่งอาหารโดยตรงกับทางโรงแรม (ยกเว้นเมนูเบนโตะและดงบุริ) เมนูน่ารับประทาน อาทิ คาคิ ฟราย (Kaki Fry) หรือหอยนางรมชุบเกล็ดขนมปังทอด ที่เชฟคัดสรรแต่หอยนางรมสด ๆ ตัวโตมาชุบแป้งและเกล็ดขนมปังทอดจนกรอบนอกนุ่มในเป็นเอกลักษณ์ ราคา 400 บาท ปลาหิมะย่างซอสเทอริยากิ (Ginmutsu Teriyaki) ปลาหิมะเนื้อหนานุ่มย่างด้วยซอสเทอริยากิสูตรพิเศษของห้องอาหารยามาซาโตะรสชาติอร่อยกลมกล่อม ราคา 750 บาท อาหารจานพิเศษที่พลาดไม่ได้ คือ สเต็กเนื้อซัทซึมะ (Satsuma) ที่เชฟเลือกใช้เนื้อวากิวชั้นดีคัดพิเศษจากจังหวัดคาโงะชิมะ (Kagoshima) มาย่างให้สุกตามที่ต้องการบนเตาร้อนแบบเทปปันยากิ ราคา 2,700 บาท ยามาซาโตะเบนโตะ (Yamazato bento) ซึ่งเป็นอาหารชุดสุดคุ้มค่าและเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการราคาเพียง 600 บาท ประกอบไปด้วยอาหารเรียกน้ำย่อยแบบญี่ปุ่น ไข่ม้วนญี่ปุ่น กุ้งเทมปุระ ถั่วแระญี่ปุ่น ลูกชิ้นปลาญี่ปุ่น ไก่ทอดแบบญี่ปุ่น มันญี่ปุ่น ปลาซัมมะตุ๋น สลัดมันฝรั่ง ผักตุ๋นแบบญี่ปุ่น ข้าวโรยหน้าด้วยผงปรุงรสแบบญี่ปุ่น ผักดอง และ ซุปมิโซะนอกจากนั้นยังมี เบนโตะหมูผัดขิงสไตล์ญี่ปุ่น (stir-fried ginger pork bento) ราคา 500 บาท

ส่วนรายการอาหารในเมนูดงบุริ อาหารแนะนำได้แก่ ข้าวหน้าปลาแซลมอนและไข่ปลาแซลมอน (salmon & salmon roe donburi) ราคา 700 บาท, ข้าวหน้าปลาไหลย่าง (grilled eel donburi) ราคา 650 บาท และ ข้าวหน้าหมูทอดทงคัตสึ (pork loin cutlet donburi) ราคา 450 บาท และ อื่น ๆ อีกหลายรายการ สั่งอาหารได้ทุกวันระหว่างเวลา 11:30 น. ถึง 14:30 น. และ 17:30 น. ถึง 21:30 น. ที่ห้องอาหารยามาซาโตะ โทรศัพท์ 02-687-9000 อีเมล์ yamazato@okurabangkok.com ส่วนบริการเดลิเวอรี่นั้น จะใช้บริการผ่าน Line Man หรือ Grab โดยค่าบริการจัดส่งจะถูกเรียกเก็บปลายทางตามที่ Line Man หรือ Grab กำหนด

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสนใจสั่งอาหารติดต่อ 02 687 9000 หรือ fbreservations@okurabangkok.com

ปลดปล่อยหลังปลดล็อก ลองประสบการณ์ ‘กินหรู อยู่สุรวงศ์’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/626950

วันที่ 26 มิ.ย. 2563 เวลา 09:00 น.ปลดปล่อยหลังปลดล็อก ลองประสบการณ์ 'กินหรู อยู่สุรวงศ์'ปลดล็อกแล้วไปปลดปล่อยกับประสบการณ์ “กินหรู อยู่สุรวงศ์” ที่โรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ ทานครบ 5,000 บาท รับฟรีห้องพักโรงแรม แมริออท สุรวงศ์

นักเที่ยวนักชิมไม่ควรพลาด ปลดล็อกแล้วไปปลดปล่อยกับประสบการณ์ “กินหรู อยู่สุรวงศ์” ที่โรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ เพียงมาอิ่มอร่อยที่ร้านอาหารใดก็ได้ในโรงแรม และมียอดค่าใช้จ่ายครบ 5,000 บาท รับไปเลยห้องพักฟรีให้ท่านได้มาเปลี่ยนที่นอนคลายเครียดหลังปลดล็อค และพิเศษไปกว่าเดิม ใช้จ่ายครบ 8,000 บาท รับฟรีห้อง 2 Bedroom Residential Suite สำหรับเข้าพักได้ถึง 4 ท่าน เริ่มตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 กรกฎาคม 2563

เพลิดเพลินไปกับอาหารหลากหลายบนมาตรการความปลอดภัย และความสะอาดอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นจากพระยา คิทเช่น ซึ่งเป็นห้องอาหารไทยต้นตำรับหลากหลายเมนู,  เย่า เรสเตอรองท์ ห้องร้านอาหารจีนสไตล์โมเดิร์นบนชั้น 32, เย่า รูฟทอปบาร์ บาร์เปิดโล่งสไตล์เซี่ยงไฮ้พร้อมวิวกรุงเทพฯ และเดอะ ล็อบบี้ เลาจน์ เพียงใช้จ่ายถึงราคาที่กำหนด แล้วรับเวาเชอร์ห้องพักฟรี

  • รับฟรีห้องพัก 2 Bedroom Residential Suite (เรสซิเดนท์เชียล สวีท 2 ห้องนอน สำหรับเข้าพัก 4 ท่าน) 1 คืน เมื่อทานอาหารครบ 8,000++ บาท
  • รับฟรีห้องพัก Deluxe Room (สำหรับเข้าพัก 2 ท่าน) 1 คืน เมื่อทานอาหารครบ 5,000++ บาท

เริ่มตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฎาคม 2563 และสามารถจองเพื่อเข้าพักได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 สิงหาคม 2563 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 02 088 5666

โชว์ฟังก์ชั่นล้ำ CASIO G-SHOCK เปิดตัวเทรนนิ่งวอทช์ 2 รุ่นใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/626942

วันที่ 25 มิ.ย. 2563 เวลา 19:20 น.โชว์ฟังก์ชั่นล้ำ CASIO G-SHOCK เปิดตัวเทรนนิ่งวอทช์ 2 รุ่นใหม่ควรค่าแก่การรอคอย CASIO G-SHOCK ประเดิมเปิดตัวเทรนนิ่งวอทช์ 2 รุ่นใหม่ในตระกูล G-SQUAD รุ่น GBD-H1000 และ GBD-100 Training Series ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นล้ำๆ เกินคำบรรยาย

เอาใจคนรักสุขภาพด้วยไอเท็มใหม่มาแรงจากแบรนด์ CASIO G-SHOCK โดยบริษัท เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป จำกัด (CMG) ที่ตอบโจทย์คนฟิตด้วยการประกาศเปิดตัวเทรนนิ่งวอทช์รุ่นใหม่ฟังก์ชั่นแน่น อย่างรุ่น G-SQUAD GBD-H1000 ที่มาพร้อมเซ็นเซอร์ 5 แบบ ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการออกกำลังกาย การเผาผลาญแคลอรี่ รวมถึงข้อมูลเส้นทางในการออกกำลังกาย และรุ่น G-SQUAD GBD-100 Training Series อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับสายรักสุขภาพที่เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกาย พร้อมความต้านทานแรงกระแทกและฟีเจอร์อัจฉริยะที่แม่นยำกว่าเดิม

G-SQUAD GBD-H1000

G-SQUAD GBD-H1000

ฟังก์ชั่น

เริ่มที่ความพิเศษกับเทรนนิ่งวอทช์รุ่นพี่ที่บอกเลยว่ามาแรงแน่ๆ อย่าง G-SQUAD GBD-H1000 นาฬิกาที่มาพร้อมระบบเซ็นเซอร์อัจฉริยะทั้งหมด 5 ตัว ได้แก่ เซ็นเซอร์อัตราการเต้นหัวใจ (HRM), เซ็นเซอร์วัดระดับความสูง (Altitude), เซ็นเซอร์วัดความกดอากาศ (Barometric Pressure Altitude Sensor), เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Thermo Sensor), เซ็นเซอร์เข็มทิศ (Compass) และเซ็นเซอร์จับความเคลื่อนไหว (Accelerometer Sensor) รวมถึงรองรับการคำนวณค่าการใช้ออกซิเจนสูงสุด (VO2max) ที่ใช้อัตราการเต้นของหัวใจและความเร็วเพื่อเป็นตัวชี้วัด บ่งบอกถึงความแข็งแรงของหัวใจและปอดของผู้สวมใส่ และมีประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อต้องการเพิ่มความทนทานในการวิ่งและกิจกรรมการเทรนนิ่งอื่นๆ โดยการวัดค่าและวิเคราะห์ข้อมูลนี้ สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนในแบบไร้สายผ่านระบบ Bluetooth เพื่อใช้งานควบคู่กับแอปพลิเคชั่น G-SHOCK MOVE

ความพิเศษยังไม่หมดแค่นี้ เพราะยังมาพร้อมความสามารถในการรับสัญญาณ GPS ระบุตำแหน่งและพิกัดที่ได้ถูกพัฒนามาเพื่อเพิ่มความแอดวานซ์ในการทำกิจกรรมให้แก่ผู้สวมใส่ และเมื่อใช้ร่วมกับระบบจับเวลาก็จะสามารถติดตามข้อมูลการวิ่ง เช่น ระยะทาง ความเร็ว ความเร็วเฉลี่ย และอื่นๆ ได้ อีกทั้งยังมีการเก็บข้อมูลระยะทางและการก้าวเดิน (Step Counter) นานสูงสุด 12 ชั่วโมง ช่วยให้การเก็บข้อมูลของกิจกรรมเป็นไปได้อย่างง่ายดายและเรียลไทม์

ดีไซน์

ในแง่ของดีไซน์ G-SQUAD GBD-H1000 ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่สะดวกสบายอย่างแท้จริง ด้วยจอ memory-in-pixel (MIP) LCD ที่ให้ความละเอียดและค่าคอนทราสต์สูง ทำให้สามารถแสดงผลลัพธ์ได้ชัดเจนแม้ขณะทำกิจกรรมกลางแจ้งที่แสงแดดจ้าก็ตาม กรอบตัวเรือนถูกดีไซน์ให้แสดงสัญลักษณ์ของโหมดต่างๆ อย่างชัดเจน และปุ่มกันลื่นขนาดใหญ่เพื่อการใช้งานที่คล่องแคล่ว

ด้านสายนาฬิกามีส่วนผสมของวัสดุยูรีเทนให้ความกระชับรับกับข้อมือ ทำให้สวมใส่และใช้งานได้ในทุกวันและทุกสถานการณ์ เหมาะอย่างยิ่งกับการออกกำลังกายและเล่นกีฬาอย่างการวิ่ง หรือกีฬาที่มีการเคลื่อนไหวเยอะ พร้อมกันน้ำลึกได้ 200 เมตร ด้วยน้ำหนักตัวเรือนเพียง 101 กรัม

นอกจากนี้ นาฬิกา G-SQUAD GBD-H1000 ยังมีฟีเจอร์และฟังก์ชั่นที่ชาญฉลาดอีกมากมายสำหรับผู้ที่รักการออกกำลังกาย อาทิ การตั้งค่าเป้าหมายที่ต้องการและการวิเคราะห์การออกกำลังกาย โดยการบันทึกข้อมูลในแต่ละครั้งบน สมาร์ทโฟน ช่วยในการสร้างวินัยและตั้งเป้าหมายในการออกกำลังกาย รวมถึงฟังก์ชั่นการสื่อสารพื้นฐานผ่านBluetooth low energy ที่ครอบคลุมขอบเขตของสัญญาณได้สูงสุดถึง 2 เมตร

สำหรับ G-SQUAD GBD-H1000 พร้อมเปิดตัวทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีดำขาว สีดำ สีแดง สีแดงดำ ในราคา 14,900 บาท (เริ่มจำหน่ายวันที่ 27 มิถุนายน 2563) สามารถชาร์จไฟผ่าน USB และจากพลังงานแสงอาทิตย์โดยตรงเพื่อความสะดวกต่อการใช้งานในทุกๆ วัน

.

G-SQUAD GBD-100 Training Series

 G-SQUAD GBD-100 Training Series

นับเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ห้ามพลาดสำหรับคนรักการออกกำลังกายและเทรนนิ่ง สำหรับรุ่น G-SQUAD GBD-100 Training Series ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนกับเซ็นเซอร์วัดความเร่งและวัดระยะทางที่แม่นยำกว่าเดิม ผ่านระบบ GPS สะท้อนความเป็นเทรนนิ่งวอทช์ที่เหนือกว่ากับความสามารถในการวัดความเร็ว นับจำนวนก้าว (pedometer) แบบอัตโนมัติ เพื่อคำนวณการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย การจับเวลาที่สามารถแบ่งรอบได้สูงสุดถึง 5 รอบต่อหนึ่งครั้งแบบอัตโนมัติ พร้อมฟีเจอร์เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับเซ็นเซอร์วัดความเร่งในตัวนาฬิกา โดยใช้ความแม่นยำของจีพีเอสในสมาร์ทโฟนเป็นตัววัดระยะทาง

รุ่น G-SQUAD GBD-100 Training Series สะท้อน DNA ของแบรนด์ G-SHOCK อย่างครบถ้วนในทั้งรูปลักษณ์และฟังก์ชั่น โดยสามารถทนทานต่อแรงตกกระแทกจากตึกสูง 3 ชั้น ด้วย Technology ของแผ่นครอบฝาหลังจากวัสดุเรซิน ซึ่งทำจากวัสดุคุณภาพสูงเสริมด้วยใยแก้ว รูปทรงโค้งของผิวช่วยลดการระคายเคืองเมื่อสัมผัสกับข้อมือ อีกทั้งยังสามารถกันน้ำลึกได้ถึง 200 เมตร ซึ่งซีรีย์นี้แตกต่างจากรุ่นอื่นที่มีการผลิตออกมาก่อนหน้าในด้านการเชื่อมต่อระบบ Bluetooth เข้ากับสมาร์ทโฟนผ่านแอปพลิเคชั่น G-SHOCK MOVE เพื่อรับการแจ้งเตือนเมื่อมีการโทรและข้อความเข้าได้อย่างต่อเนื่อง แม้ขณะออกกำลังกาย หน้าจอวัดผลออกกำลังกายที่เชื่อมต่อได้กับสมาร์ทโฟนผ่านระบบ Bluetooth

มาพร้อมกับความคมชัดของจอ LCD แบบ MIP ที่มีความละเอียดสูงในการแสดงข้อมูลเพื่อความสะดวกต่อการอ่าน อายุการใช้งานที่ยาวนานของแบตเตอรีถึง 2 ปีโดยไม่ต้องชาร์จ และดีไซน์ของตัวเรือนที่ได้รับการออกแบบให้ง่ายต่อการใช้งาน พร้อมสายเรซินที่สามารถปรับความกระชับได้เพื่อความสะดวกสบายในการสวมใส่

G-SQUAD GBD-100 มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สายสีดำเหลือบแดง, สายสีดำเหลือบน้ำเงิน และสายสีน้ำเงิน ในราคาเพียง 7,000 บาท

พบกับเทรนนิ่งวอทช์ 2 รุ่นใหม่ได้ที่ช้อป Casio สาขา Flagship Store @เซ็นทรัลเวิลด์, สาขาแฟชั่นไอส์แลนด์, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, ไอคอน สยาม, เซ็นทรัล ชิดลม, โรบินสัน พระราม 9 และศูนย์การค้าสยามพารากอน หรือสั่งออนไลน์จากที่บ้านชิลๆ ผ่านระบบ CHAT & SHOP @casiowatchcmg หรือ https://lin.ee/a96lBTJ รับข่าวสารและโปรโมชั่นเพิ่มเติมผ่านทางเว็บไซต์ www.casio-cmg.com และ Facebook : Casio Watches Thailand

สด สะอาด ปลอดภัย ช้อปเพลินเกินห้ามใจ @The Farm 2020 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/626938

วันที่ 25 มิ.ย. 2563 เวลา 18:10 น.สด สะอาด ปลอดภัย ช้อปเพลินเกินห้ามใจ @The Farm 2020ร่วมส่งความสุขผ่านความสด สะอาด ‘เซ็นทรัล’ ให้ทุกคนได้เลือกสรรสินค้าคุณภาพกับงาน The Farm 2020 ภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัล 13 สาขา ตั้งแต่วันนี้-18 ธ.ค. 2563

กลับมาอีกครั้งเป็นปีที่ 4 สำหรับงาน The Farm 2020 โดยบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด และบริษัท เจียไต๋โปรดิ๊วซ์ จำกัด จากแนวคิด The Greatest Farm For The Greatest Food “คัดสดจากฟาร์ม คัดสรรคุณภาพเพื่อทุกคน” ให้ทุกคนสามารถเดินช้อปปิ้งได้อย่างไร้กังวลภายใต้มาตรการเซ็นทรัล สะอาด ปลอดภัย

พบกับฟาร์มโซนต่างๆ ที่ตั้งใจคัดสรรสิ่งดีๆ เพื่อมอบความสด สะอาด ปลอดภัย และมีคุณภาพให้กับผู้บริโภค อาทิ Greatest Fresh ผักผลไม้ปลอดสารพิษ ที่คัดสดส่งตรงจากฟาร์มถึงมือ ให้นักช้อปได้เลือกกินอาหารเป็นยาต้านโรค เสริมสุขภาพ สร้างภูมิคุ้มกันได้ทุกวัน Greatest Food รังสรรค์เมนูอร่อยจากวัตถุดิบสดใหม่ รสชาติดีที่ต้องได้ลิ้มลอง Greatest Farmer ปลูกผักทานเองได้ง่ายแม้พื้นที่น้อย กับชุดปลูกผักหลากหลายชนิดที่คัดสรรมาโดยเกษตรกรตัวจริง พร้อมเปิดประสบการณ์ ลองลิ้มชิมรสไปกับ 6 ซิกเนเจอร์เมนูสุดพิเศษประจำงานนี้ อาทิ เมล่อนสดปั่น จากเจียไต๋ฟาร์ม ฟาร์มคุณภาพชั้นนำระดับประเทศ พิซซ่าเวียดนาม ไอศครีมน้ำอ้อย และน้ำอ้อย 9 สีคั้นสด จากโครงการ 1 ไร่ 1 แสน น้ำนมข้าวโพดไร่สุวรรณ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สมูทตี้และไอศกรีมเคลจาก LED FARM

เจียไต๋ฟาร์ม คัดสรรผลไม้เกรดพรีเมี่ยมจากฝีมือเกษตรกรไทย ที่ไม่ใช่แค่บ่มเพราะผลผลิต แต่ช่วยบ่มเพาะธุรกิจชุมชนไปจนถึงสิ่งแวดล้อม ด้วยกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ กลายเป็นของขวัญสุดพิเศษที่สุขใจทั้งคนให้และคนรับ กับคุณภาพของพืชผลต่างๆ เช่น เมล่อนมรกต เมล่อนโกลเด้นสวีท ผลไม้ยอดนิยมขวัญใจผู้บริโภค มีประโยชน์ช่วงยับยั้งการสร้างสีเมลานิน ซึ่งเป็นต้นเหตุของผิวหมองคล้ำ ช่วยชะลอความแก่และเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว แตงหอมเตยอโรมาติก เนื้อแน่น กรอบ กลิ่นหอมใบเตย ทั้งต้น ผล และดอก แตงโมทัมอัพ ฟักทองมินิบอล ข้าวโพดหวาน นานาพันธุ์ ข้าวโพดหวานม่วง อีกทั้งยังมีชุดปลูกผักโฮมการ์เด้น ปลูกง่ายแม้พื้นที่น้อย คัดเมล็ดพันธ์ที่ดีที่สุด ควบคุมการเพราะปลูกจากเกษตรกรไทย

โครงการ 1 ไร่ 1 แสน กับผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเกษตรกร ในโครงการจากหอการค้าไทย มาพร้อมกับสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ทำเกษตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรผสมผสาน พร้อมมีอาหารสดจากไร่ ส่งตรงจากเกษตกรถึงผู้บริโภค อาทิเช่น พิซซ่าเวียดนาม หน้าดอกไม้และสมุนไพร ที่มีส่วนผสมจากพืชผักสมุนไพรในโครงการ อุดมไปด้วยพืชผักมีประโยชน์ต่อสุขภาพ อีกทั้งยังมีเครื่องดื่มชื่นใจจาก น้ำตาลอ้อยออร์แกนิกสด และไอศครีมจากน้ำตาลอ้อยออร์แกนิก หลากหลายรสชาติ อาทิ ไอศครีมนมสดรักษ์โลก, ไอศครีมชาเขียว, ไอศครีมช็อคโกแลต, ไอศครีมชาไทย , อีกทั้งยังมี พันนธ์ไม้กระถาง อุปกรณ์ ปลูกผักในคอนโดให้เลือกมากมาย

Tops Supermarket นำผลไม้ตามฤดูกาลและผลไม้นำเข้าหลากหลายสายพันธุ์ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษมาจัดจำหน่ายภายในงาน อาทิเช่น แอบเปิ้ล กีวี่ ลูกพลับสด อโวคาโด้ จากนิวซีแลนด์ สตอเบอรี่ออสเตรเรีย สตอเบอรี่เกาหลี องุ่นอเมริกา เชอรี่แดง ส้มแมนดาริน ชัยโยฟาร์ม ผักออร์แกนิคสดจากฟาร์ม สมุนไพรต่างประเทศหลากหลายชนิด และไฮไลท์ต้นไฮเดรนเยียสายพันธุ์แท้จากฝรั่งเศส และสำหรับใครที่มีเวลาน้อย แต่อยากกินผักมาก

LED FARM ได้นำเสนอผักสดที่สามารถรับประทานได้ทันทีโดยไม่ต้องล้าง เพราะปลูกแบบระบบปิด ทำให้ผักที่ได้ทั้งสด สะอาด ปลอดภัยและปลอดสารพิษ ตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่เร่งรีบของคนในปัจจุบันได้ ซื้อแล้วรับประทานได้เลย อีกทั้งยังมี Smoothie DIY Kit ชุดสมูตตี้แบบสำเร็จ ที่ทำให้คุณทำสมูตตี้เองง่ายๆ ได้ที่บ้าน

KU Milk (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) กับผลิตภัณฑ์มาตรฐาน สืบสานตำนานนมเกษตร และผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด ที่นำนมเกษตรแช่แข็งมาปั่นพร้อมผลไม้ เย็นสดชื่น โดยไม่ใส่น้ำแข็ง เพื่อให้ได้รสชาติเอกลักษณ์ของนมเกษตรที่ไม่เหมือนใครเพิ่มคุณค่าของผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้นด้วยผลไม้นานาชนิด ให้ลูกค้าได้ดื่มนมปั่นที่มีความเข้มข้นมากที่สุด หลากหลายรสชาติ อาทิเช่น Mix Berry Smoothie, Strawberry Delight, Honey Low fat milk และอีกมากมาย

Salad Factory หลากหลายเมนูสลัดและเมนูอาหารแสนอร่อย พร้อมเสิร์ฟแบบ on-the-go อร่อยสุขภาพดี ทำจากวัตถุดิบคุณภาพ ปริมาณเกินราคา อีกทั้งยังมี Healthy snack จากสำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจ ชุมชน กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ที่นำผลผลิตจากเกษตรกรในชุมชน มาทำเป็นสินค้าแปรรูป อาทิ Healthy snack เห็ดหอมกรอบปรุงรส บร็อกโคลี่กรอบ กระเจี๊ยบกรอบ ส่งเสริมให้ชุมชนเกิดการต่อยอดทางธุรกิจ โดยผลักดันมาจากเกษตรกร มาเป็นวิสาหกิจชุมชม นอกจากนี้ภายในงานยังมีการจำหน่ายอาหารออร์แกนิค ผัก ผลไม้ ต่างๆ อีกมากมาย

The Farm 2020 “คัดสดจากฟาร์ม คัดสรรคุณภาพเพื่อทุกคน” พร้อมส่งความสุขใกล้บ้านคุณ ภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา สาขาต่างๆ ดังต่อไปนี้

  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า พระราม 9 22 มิ.ย – 5 ก.ค. 2563
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ 16-22 ก.ค. 2563
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า พระราม 3 24-29 ก.ค. 2563
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า พระราม 2 6-19 ส.ค. 2563
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา รัตนาธิเบศ 27 ส.ค. – 2 ก.ย. 2563
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว 10-21 ก.ย. 2563
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต 24-30 ก.ย. 2563
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ 7- 14 ต.ค. 2563
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา บางนา 27 ต.ค. – 1 พ.ย. 2563
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ 3 – 9 พ.ย. 2563
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา มหาชัย 11-17 พ.ย. 2563
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ปิ่นเกล้า 1-7 ธ.ค. 2563
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ระยอง 12-18 ธ.ค. 2563

พลังของคนไทยใจแฟชั่น #saveTHAIwearTHAI #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/626932

วันที่ 25 มิ.ย. 2563 เวลา 17:15 น.พลังของคนไทยใจแฟชั่น #saveTHAIwearTHAI รวมพลังคนไทยใจแฟชั่น สยามเซ็นเตอร์หนุนแคมเปญ #saveTHAIwearTHAI แสดงพลังยิ่งใหญ่ปลุกกระแสอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย

ถ้าไทยไม่ช่วยไทย ใครจะช่วยเรา ท่ามกลางวิกฤตการณ์ที่ทุกภาคส่วนล้วนได้รับผลกระทบจากภัย Covid-19 รวมไปถึงภาคอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย เหล่าคนแฟชั่น ทั้งเบื้องหน้า เบื้องหลัง สยามเซ็นเตอร์ ในฐานะศูนย์รวมแบรนด์ไทยดีไซเนอร์ชั้นนำมากที่สุดในเมืองไทย จึงขอรวมพลังลุกขึ้นปลุกกระแสให้คนไทยหันมาสนันสนุนสินค้าไทยพร้อมแสดงพลังยิ่งใหญ่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยให้ก้าวต่อไป เพื่อสร้างอาชีพต่อยอดให้กองทัพทีมงานอีกหลายล้านชีวิตทั้งดีไซเนอร์ ช่างตัดเย็บ ช่างทอ ช่างย้อม ช่างพิมพ์ พนักงานขาย คนส่งของ นายแบบนางแบบ ช่างภาพ ช่างแต่งหน้า-ทำผม ตลอดจนพี่น้องชาวไทยทั่วประเทศเจ้าของภูมิปัญญาผู้ผลิตผ้าไทยท้องถิ่นให้ยืนหยัดผ่านพ้นไปด้วยกัน

ดีไซเนอร์ไทยระดับตำนาน ศิริชัย ทหรานนท์ เจ้าของแบรนด์ THEATRE ผู้สร้างอาชีพให้คนเบื้องหน้าและเบื้องหลังในการสร้างสรรค์ผลงานคอลเลคชั่นแฟชั่นที่สวยงามมายาวนานกว่า 30 ปี กล่าวว่า ในฐานะของดีไซเนอร์ที่ปลุกปั้น THEATRE มาอย่างยาวนาน ไม่เพียงแค่หน้าร้านเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากภัยโรคระบาดในครั้งนี้ แต่ยังหมายรวมถึงผู้ผลิต แรงงาน ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในภาคอุตสาหกรรมนี้ เริ่มต้นจากผู้ผลิตผ้า ซึ่ง THATRE เลือกใช้ผ้าไทยคุณภาพยอดเยี่ยม อย่างผ้าไหมจากโครงการศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ ตลอดจนผ้าฝ้ายผ้าขาวม้าจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวขอนแก่น ซึ่งเป็นการอุดหนุนและกระจายรายได้สู่ชาวบ้านทั่วทุกภูมิภาค สู่ช่างออกแบบและช่างตัดเย็บซึ่งเปรียบเสมือนครอบครัวใหญ่ที่อยู่คู่ THEATRE มาตลอด ก่อนจะออกมาเป็นผลงานคอลเลคชั่นสุดพิเศษที่ลูกค้าได้เห็น จะเห็นได้ว่าทุกกระบวนการครอบคลุมการสร้างอาชีพให้ผู้คนมากมาย จึงอยากให้คนไทยนึกถึงและช่วยสนับสนุนให้เราได้ผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วยกัน นอกจากนี้ทางแบรนด์ยังได้เพิ่มบริการพิเศษ Custom Made โดยลูกค้าสามารถเลือกผืนผ้าและตัดเย็บในแบบที่ต้องการขึ้นมาเป็นพิเศษได้อีกด้วย

ชัยชน สวันตรัจฉ์ อีกหนึ่งไทยดีไซเนอร์รุ่นใหญ่เจ้าของแบรนด์ชื่อดัง GOOD MIXER กล่าวว่า สำหรับแบรนด์ Good Mixer ที่ต้องเปิดใจให้พร้อมสำหรับการปรับตัวครั้งใหญ่ โดยเฉพาะในครั้งนี้นับว่าเป็นวิกฤตที่รุนแรงที่สุด เราจึงต้องพยายามค้นหาทุกโอกาสที่ซ่อนตัวอยู่ใต้วิกฤตครั้งนี้ เพราะ Good Mixer ยังมีทีมงานอีกเกือบร้อยชีวิตที่ได้รับผลกระทบไปด้วย ทุกครั้งที่มองเห็นโอกาสเราจึงช่วยกันลงมือทันที โดยร่วมสร้างสรรค์หน้ากากผ้าคอลเลคชั่นพิเศษในสไตล์งานคราฟท์ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์หลักของแบรนด์ตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการความแตกต่างอย่างโดดเด่น ช่วยเพิ่มความอุ่นใจและเติมสีสันชีวิตชีวามากขึ้น ตอกย้ำจุดแข็งและความยูนีคของแบรนด์ที่ลูกค้าเห็นแล้วจำได้ อย่างการเพิ่มลูกเล่นไปบนหน้ากากผ้าด้วยงานปักลายเสือ ลายผีเสื้อ ลายปลาทอง เน้นความความประณีตในการเย็บที่ลงรายละเอียด ตั้งแต่การเย็บเพื่อไม่ให้แผ่นใยสังเคราะห์ด้านในที่เป็นชั้นกรองลื่นไหลซึ่งเป็นเสน่ห์ของแบรนด์ไทยที่เน้นดีเทลรายละเอียดเสมอ พร้อมการเปิดขายผ่านช่องทางออนไลน์เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าดีมาก เป็นอีกหนึ่งวิธีรับมืออย่างมีสติที่สุดเพื่อผลักดันให้ครอบครัว Good Mixer ก้าวข้ามไปได้ด้วยกัน

สไตลิสต์ระดับท้อปของวงการอย่าง อารยา อินทรา ผู้อยู่เบื้องหลังงานแฟชั่นไทยระดับทอล์คออฟเดอะทาวน์มากมาย กล่าวว่า ถ้าคนไทยไม่ช่วยคนไทยด้วยกัน แล้ว ใครจะช่วยเรา อุตสาหกรรมแฟชั่นไทย โดยคนไทย ที่ทำงานกันเป็นกองทัพที่อยู่ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง โดยต่างคนต่างทำหน้าที่ของตนอย่างสุดฝีมือในการสร้างสรรค์เสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ทั้งขั้นตอนการผลิต ความปราณีตงดงามเพื่อหวังให้ผู้สวมใส่มีความสุขอิ่มเอมกับงานแฟชั่นที่ดีเยี่ยม และเพื่อช่วยพยุงให้ธุรกิจ เศรษฐกิจไทย ก้าวหน้า จึงขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้คนแฟชั่น และขอให้คนไทยเห็นคุณค่า สนับสนุนผลงานของคนไทยด้วยกัน

ชนิสา แก้วเรือน รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานกิจกรรมการตลาดและธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า สยามเซ็นเตอร์ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์ ในฐานะศูนย์รวมแบรนด์ไทยดีไซเนอร์ชั้นนำมากที่สุดในเมืองไทย เดินหน้าสนับสนุนอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยในครั้งนี้ สยามเซ็นเตอร์ ร่วมกับสมาคมแฟชั่นดีไซเนอร์กรุงเทพฯ และแบรนด์ไทย- ดีไซเนอร์ชั้นนำ เล็งเห็นทุกพลังสร้างสรรค์ของทุกแบรนด์ไทยจากแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ถ่ายทอดสู่งานออกแบบที่สวยงามให้กับวงการแฟชั่นของไทยโชว์ผลงานไปทั่วโลกผ่านหลายอาชีพของคนที่อยู่เบื้องหลัง สยามเซ็นตอร์ขอเป็นอีกหนึ่งแรงใจสนุบสนุนแคมเปญ #saveTHAIwearTHAI ขอปลุกไฟปลุกพลังให้ทุกแบรนด์แฟชั่นของไทยยืนหยัดก้าวต่อไปด้วยแรงสนันสนุนจากคนไทยด้วยกัน

สยามเซ็นเตอร์พร้อมเสิร์ฟหลากหลายดีไซน์ให้คนไทยหัวใจแฟชั่นได้อินสไปร์รับพลังบวกและอินเทรนด์ได้ในทุกสถานการณ์ ผู้สนใจร่วมให้กำลังใจและเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมพิเศษได้โดยใส่ชุดแบรนด์ไทยดีไซเนอร์สุดโปรดพร้อมโพสต์ภาพลง Instagram รับฟรี Siam Gift Card มูลค่า 500 บาท โดยทุกการโพสต์ของคุณ สยามเซ็นเตอร์จะร่วมบริจาคให้กับมูลนิธิรามาธิบดีฯ 10 บาท ต่อ 1 โพสต์ ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิ.ย. 2560

Be Inspired!! ร่วมเติมเต็มพลังใจและรับแรงบันดาลใจไปกับความคิดสร้างสรรค์ฝีมือคนไทยพร้อมสนับสนุนคนไทย “ถ้าไทยไม่ช่วยไทย ใครจะช่วยเรา” ได้แล้ววันนี้ ที่ร้านไทยดีไซเนอร์ชั้นนำ ณ ชั้น 1 สยามเซ็นเตอร์