World-renowned health specialists reveal secrets of “Health Brings Wealth”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/life/40014299


A collaboration between four renowned co-authors, brought together by BDMS Wellness Clinic, has result in the highly anticipated book, “Health Brings Wealth”, which launches this month.

World-renowned health specialists reveal secrets of “Health Brings Wealth"

The book was written with the goal of educating people to live longer, healthier and happier by sharing decades of experience, advanced research, in-depth studies together with medical practice in their respective fields.The result is a book that is rich with useful advice and information as it is engaging.

Dispelling any myths, “Health Brings Wealth” hopes to give applicable advice based on scientific findings to put into daily practice in the long-term.

In this book, perspectives based on different medical fields are combined with discussion and how everyday choices can impact overall health systems.

Some key highlights from the co-authors and experts emphasise key advice based on their respective specialist areas and how these impact each health system.

World-renowned health specialists reveal secrets of “Health Brings Wealth"

Prof Jiří Dvořák’s mainly specialises in neurology and spinal injuries and conditions, sports medicine and lifestyle medicine that promotes a healthy lifestyle through research on the impact of exercise. He is an advocate of the prescribed 30-minute “exercise pill” and emphasises the importance of nutrition.

Prof Sergio Fazio is an expert on preventive cardiology. He discusses the importance of the cardiovascular system and the root causes of cardiovascular disease.

Adj Asst Prof Tanupol Virunhagarun is a regenerative doctor who focuses on lifestyle factors, centred around the core of lifestyle and anti-ageing medicine, in addition to chronic diseases, obesity-related diseases and causes.

Prof Keith L Black is a world-renowned neurosurgeon with a prolific body of work. His expertise on brain diseases and tumours will emphasise the important duty of the brain and how to optimise brain health and wellness as you age to prevent degenerating diseases, such as Alzheimer’s, dementia and Parkinson’s disease.

Perhaps the most important message to distill for readers is to form lifelong healthy habits that are realistic and simple enough to commit to in the long-term.

World-renowned health specialists reveal secrets of “Health Brings Wealth"

“We hope you will enjoy reading this book and benefit from the pearls of wisdom within. A long-term healthy lifestyle does not mean sacrificing all your favourite activities and foods — even small lifestyle changes can make an impact,” as concluded in the preface by the co-authors.

“We would like readers to remember that it’s never too early or too late to start living a healthy lifestyle and appreciating how health brings purposeful wealth to life!”

The graphical and visually stunning 228-page book, “Health Brings Wealth”, will be in stores from mid-April 2022 at Asia Books Thailand, Save Drug at a price of THB990.

International distribution will be planned from April onwards with e-books available on Amazon.com worldwide.

Published : April 07, 2022

By : THE NATION

How to ดูแลผิวอย่างไร ก่อนและหลังทำกิจกรรมกลางแจ้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/680108

วันที่ 07 เม.ย. 2565 เวลา 10:10 น.How to ดูแลผิวอย่างไร ก่อนและหลังทำกิจกรรมกลางแจ้ง

เพราะผิวสวยเป็นเรื่องสำคัญ THANN ร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม แนะเทคนิคการดูแลผิวช่วงก่อนและหลังทำกิจกรรมกลางแจ้ง

แสงแดดและความร้อนช่วงนี้เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การดูแลผิวทั้งก่อนและหลังออกกำลังกายจึงเป็นเรื่องที่ห้ามละเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ออกกำลังกายกลางแจ้งยิ่งต้องให้การดูแล เพราะนอกจากรังสียูวีในแสงแดดแล้ว ยังมีคราบเหงื่อและความมันที่ยังสามารถก่อให้เกิดปัญหาผิว อาทิ การอุดตันรูขุมขน สิว ผิวหนังอักเสบ ผื่นคัน

แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม ‘ธัญ’ (THANN) จึงได้เชิญแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ป้องกัน (Preventive Medicine) และชำนาญการด้านผิวพรรณความงาม แพทย์หญิงสุรีย์รัตน์ ศรีตั้งรัตนกุล เผยเทคนิคการดูแลผิวช่วงก่อนและหลังทำกิจกรรมกลางแจ้ง โดยมีเหล่าเซเลบริตี้สาวรักการออกกำลังกาย มาร่วมแชร์เคล็ดลับการดูแลและปกป้องผิวก่อนและหลังทำกิจกรรมกลางแจ้งตามแบบฉบับของตนเอง

แพทย์หญิงสุรีย์รัตน์ ศรีตั้งรัตนกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม ได้แนะนำเคล็ดลับดูแลและปกป้องผิวก่อนและหลังทำกิจกรรมกลางแจ้งว่า “การทำกิจกรรมกลางแจ้งที่ต้องสัมผัสแสงแดดเป็นระยะเวลานาน สามารถก่อให้เกิดปัญหาผิวพรรณได้ เพราะในแสงแดดประกอบไปด้วยแสงและรังสีหลายชนิดทั้งที่สามารถมองเห็น และไม่สามารถมองเห็นได้ แต่ชนิดที่สามารถทำอันตรายต่อผิวหนังของเราได้ คือ “รังสีอัลตราไวโอเลต” (Ultraviolet) หรือ “รังสียูวี” (UV) หากได้รับในปริมาณที่เหมาะสมก็จะมีประโยชน์ในการกระตุ้นให้ร่างกายของเราผลิตวิตามินดี และสามารถใช้ในการรักษาโรค อาทิ ด่างขาว สะเก็ดเงิน และโรคกระดูกอ่อนในเด็ก แต่หากได้รับรังสียูวีเป็นเวลานาน จะส่งผลกระทบต่อผิวของเราได้ รังสียูวีที่เป็นอันตรายกับผิวมี 2 ชนิด คือ

รังสียูวีเอ (UVA) เรียกอีกอย่างว่า “ยูวีเอจจิ้ง” (UV Aging) ทำให้เกิดปัญหาผิวแก่ก่อนวัย (Photoaging) เกิดริ้วรอยเล็กๆ ไปจนถึงริ้วรอยล่องลึก นอกจากนี้ยังทำให้ผิวแห้งกร้านและขาดน้ำ รังสียูวีเอจะไปกระตุ้นกระบวนการผลิตเม็ดสีเมลานินทำให้ผิวเกิดความหมองคล้ำ การก่อตัวของอนุมูลอิสระในผิวหนัง ทำลายความยืดหยุ่นของเซลล์ ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น

รังสียูวีบี (UVB) หรือ ยูวีเบิร์นนิ่ง (UV Burning) จะมีความเข้มข้นของแสงมากกว่ายูวีเอ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดผิวไหม้แดด ผิวหมองคล้ำ ฝ้า กระ จุดด่างดำ สำหรับอาการผิวไหม้แดด (Sunburn) เกิดจากผิวได้รับรังสียูวีบีในปริมาณมากจนทำให้เซลล์ผิวหนังชั้นนอกถูกทำลาย ในผู้ที่มีอาการรุนแรงอาจเกิดผิวหนังลอก เป็นแผลพุพอง และรู้สึกเจ็บปวด อีกทั้งเซลล์ผิวหนังที่ถูกสร้างขึ้นใหม่จะไวต่อรังสียูวีและบอบบางกว่าเซลล์ผิวเดิม ส่วนผู้ที่อาการไม่รุนแรงจะมีเพียงผื่นแดงขึ้นบริเวณผิวหนังที่โดนแสงแดดและค่อย ๆ หายเป็นปกติใน 2-3 วัน ทั้งนี้การมีผิวไหม้จากแดดอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนังได้ด้วย

ดังนั้น หากไม่ต้องการให้รังสียูวีทำร้ายผิวของเรา ควรหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานานๆ โดยเฉพาะระหว่างเวลา 10.00 – 16.00 น. เพราะเป็นช่วงที่รังสียูวีมีความแรงที่สุด รวมถึงควรสวมเสื้อผ้าปิดผิวให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยทั่วไปแล้วเสื้อผ้าที่ทอเนื้อแน่นและมีสีเข้มจะสามารถกันแดดได้มากกว่าเสื้อผ้าเนื้อบางๆ เมื่อต้องทำกิจกรรมต่างๆ กลางแจ้งควรสวมหมวก แว่นตา ชุดออกกำลังกายแบบแขนยาว ขายาว ปลอกแขน และปลอกขา ซึ่งควรมีค่า UPF (Ultraviolet Protection Factor) อย่างน้อย 40 ขึ้นไป และควรทาผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวจากแสงแดดเป็นประจำทุกวัน การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวจากแสงแดดนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้ชีวิตประจําวันของแต่ละคน หากต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งที่มีเหงื่อออกมาก หรือกิจกรรมทางน้ำอย่าง ว่ายน้ำ เล่นเซิร์ฟ ดำน้ำ ขี่เจ็ทสกี ควรเลือกผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวจากแสงแดดที่มีคุณสมบัติกันน้ำมากเป็นพิเศษ (Very water resistant)

นอกจากนี้ เรายังสามารถพิจารณาปัจจัยหลักในการปกป้องผิวจากรังสียูวีแต่ละประเภทได้จากค่า SPF (Sun Protection Factor) คือ ค่าที่บอกถึงประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจากรังสี UVB เป็นค่าระยะเวลาที่ผิวสามารถทนต่อแสงแดดได้โดยที่ผิวเราไม่ไหม้ (Sunburn) คำนวณจากระยะเวลาที่ผิวทนต่อแสงแดดได้คูณกับค่าของ SPF ตัวอย่างเช่น คนเอเชียผิวขาวทั่วๆ ไปสามารถโดนแสงแดด 20 นาทีก่อนที่ผิวจะเริ่มอักเสบแสบแดง การใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีค่า SPF30 จะช่วยให้ผิวเราจะสามารถทนต่อแสงแดดได้นานขึ้นคิดเป็น 20 นาที x ค่า SPF30 = 600 นาที หรือ 10 ชั่วโมง

ส่วนค่า PA (Protection grade of UVA) คือค่าที่บอกถึงประสิทธิภาพในการปกป้องรังสี UVA เป็นค่าที่สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องสำอางประเทศญี่ปุ่น (Japan Cosmetic Industry Association, JCIA) กำหนดขึ้นเพื่อแสดงถึงความสามารถในการป้องกันอาการดำคล้ำของผิวหนังที่เกิดจากการสัมผัสรังสี UVA โดยใช้เครื่องหมายบวก (+) ในการแสดงระดับของประสิทธิภาพ ปัจจุบันค่า PA++++ ถือว่าเป็นค่าที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA สูงสุด

ปกติแล้วผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดทั่วไปๆ จะมีเพียงคุณสมบัติในการปกป้องผิวจากแสงแดดอย่างเดียว ทำให้ต้องใช้ควบคู่กับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวชนิดอื่น แต่ในปัจจุบันนี้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดได้มีบทบาทสำคัญในการดูแลผิวพรรณของเรามากขึ้น โดยนำคุณสมบัติในการบำรุงผิวที่ได้จากสารสกัดธรรมชาติมาใช้ ตัวอย่างเช่น สารสกัดจากชิโซะ (Shiso extract) ที่มีความโดดเด่นในด้านการให้ความชุ่มชื้น ช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวจากความแห้งกร้านและการเสื่อมสภาพของผิว อีกทั้งยังช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase Inhibitor) ในกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานิน (Melanin), สารสกัดอูกอน (Ougon extract) พืชทะเลทรายที่มีคุณสมบัติลดการอักเสบ รวมถึงช่วยปรับสีผิวที่หมองคล้ำให้กลับแลดูสว่างอย่างเป็นธรรมชาติ (De-colorizing action) หรือสารสกัดจากชาขาว (White tea extract) ที่มีสารโพลีฟีนอล ช่วยยับยั้งกระบวนการที่ผิวทำปฎิกิริยากับออกซิเจน (Anti-oxidant) ช่วยให้ผิวกระจ่างใส เป็นต้น”

ทางด้านเซเลบริตี้สาวสวยต่างร่วมทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ พร้อมแชร์เคล็ดลับการดูแลและปกป้องผิวก่อนและหลังทำกิจกรรมกลางแจ้งตามแบบฉบับของตนเองเริ่มที่สาวสังคม หฤทัย ไชยันต์ ณ อยุธยา เผยว่า “ปอนด์ชอบไปทะเลมาก ซัมเมอร์นี้ก็ไม่พลาดที่จะมีทริปไปเที่ยวทะเล รอบนี้ก็แพลนไว้ว่าจะไปล่องเรือ ดำน้ำ กับเพื่อนๆ ที่เกาะสมุย กิจกรรมที่ชอบมากและกำลังมุ่งมั่นในตอนนี้ คือ การเรียนดำน้ำแบบฟรีไดฟ์ แต่แน่นอนว่ากิจกรรมเหล่านี้เราต้องเจอแสงแดดที่ร้อนแรงมากๆ แต่ปอนด์ก็มีตัวช่วยดีๆ ที่ขาดไม่ได้เลยคือครีมกันแดดแบบกันน้ำอย่าง เวรี่ วอเตอร์ รีซิสแทนต์ เฟเชี่ยล ซันสกรีน เอสพีเอฟ 50 พีเอ +++ ที่สามารถกันน้ำกันเหงื่อได้เป็นอย่างดี โดยเราจะทาก่อนออกแดด และทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง หลังทำกิจกรรมก็จะพักตัวให้เย็น อาบน้ำชำระร่างกาย และล้างใบหน้าให้สะอาดด้วย เฟเชียล คลีนเซอร์ เพียงเท่านี้ก็จะหมดกังวลกับแสงแดด และสามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งได้อย่างสนุกสนาน”

ถัดมาที่เวิร์กกิ้งวูแมน จันทมน แย้มพันธุ์ เล่าว่า “หน้าร้อนทั้งทีก็พลาดไม่ได้ที่จะไปเที่ยวทะเล ซึ่งสถานที่ที่ชอบมากก็คงจะเป็นทะเลภาคใต้ของเรา เมื่อตอนต้นปีได้มีโอกาสไปเที่ยวทะเลกระบี่แล้วประทับใจมากเดือนหน้าเลยมีแพลนว่าจะกลับไปเที่ยวอีกครั้ง โดยกิจกรรมกลางแจ้งที่ชอบทำเวลาไปทะเลก็จะเป็นการพายแพดเดิ้ลบอร์ด ได้ใช้ทักษะการทรงตัว ได้ใช้สมาธิ คล้ายๆ กับการเล่นเซิร์ฟสเก็ตที่เล่นอยู่เป็นประจำ แต่ก่อนทำกิจกรรมก็ต้องปกป้องผิวจากแสงแดดที่ร้อนแรงโดยจะเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับกิจกรรมนั้นๆ อย่างถ้าไปทะเลแดดแรงมากก็จะเลือกทาครีมกันแดดที่มีคุณสมบัติที่ช่วยกันน้ำกันเหงื่ออย่างเวรี่ วอเตอร์ รีซิสแทนต์ เฟเชี่ยล ซันสกรีน เอสพีเอฟ 50 พีเอ +++ หรือหากเป็นช่วงเล่นเซิร์ฟสเก็ตอยู่ที่บ้านก็จะเลือกออยล์-ฟรี เฟเชียล ซันสกรีน เอสพีเอฟ 30 พีเอ +++ เพราะเนื้อครีมบางเบาไม่หนักมากเหมาะกับการใช้ในชีวิตประจำวัน หลังทำกิจกรรมก็ต้องล้างเหงื่อ ล้างหน้าให้สะอาด ทาครีมบำรุงที่มีมอยเจอร์ไรเซอร์ เพื่อลดความร้อนและช่วยให้ผิวยืดหยุ่น ไม่แห้งกร้าน”

ปิดท้ายที่สาวรักสุขภาพ ณภศศิ สุรวรรณ กล่าวว่า “หน้าร้อนนี้ไม่พลาดที่จะไปหัวหินกับครอบครัว เพราะอยากไปรับลมทะเล ใส่ชุดว่ายน้ำ ทำกิจกรรมริมชายหาด และขับเจ็ทสกี แต่ด้วยอากาศที่ร้อนก็ต้องเตรียมชุด เตรียมอุปกรณ์กันแดด ทั้งหมวก แว่นตา และที่ขาดไม่ได้เลยก็เป็น เวรี่ วอเตอร์ รีซิสแทนต์ เฟเชี่ยล ซันสกรีน เอสพีเอฟ 50 พีเอ +++ ที่ต้องมีติดกระเป๋าไปทุกที่ เวลาทำกิจกรรมจะได้ไม่ต้องคอยกังวลว่าผิวจะคล้ำเสียจากแสงแดด และสามารถโชว์ผิวได้อย่างเต็มที่ โดยจะบีบกันแดดปริมาณ 2 ข้อนิ้ว ทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง หากวันไหนที่ไปวิ่งออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมในวันธรรมดาก็จะเลือกใช้ ออยล์-ฟรี เฟเชียล ซันสกรีน เอสพีเอฟ 30 พีเอ +++ หากเราไม่ได้ทาครีมกันแดดผิวก็จะแห้งแดง เกิดอาการแสบร้อน และลอกได้ จึงไม่ควรลืมทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกไปทำกิจกรรมเพื่อปกป้องผิวให้สวยสุขภาพดีอยู่เสมอ”

ดูแลและปกป้องผิวก่อนและหลังทำกิจกรรมกลางแจ้งกับผลิตภัณฑ์จาก ‘ธัญ’ (THANN) ได้แล้ววันนี้ที่ออนไลน์สโตร์  www.thann.co.th (ส่งฟรีทั่วประเทศ) และร้าน ‘ธัญ’ (THANN) ทั้ง 12 สาขาทั่วประเทศ

Travel The World with Nespresso x Le Du ท่องมหานครแห่งกาแฟผ่านไฟน์ไดนิ่งสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/680149

วันที่ 07 เม.ย. 2565 เวลา 11:58 น.Travel The World with Nespresso x Le Du ท่องมหานครแห่งกาแฟผ่านไฟน์ไดนิ่งสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

Nespresso จับมือ Le Du ร้านมิชลินระดับเอเชีย มอบประสบการณ์พาท่องมหานครแห่งกาแฟ ผ่านไฟน์ไดนิ่งสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

ผู้นำด้านกาแฟแคปซูลและเครื่องชงกาแฟชนิดแคปซูลระดับพรีเมียม เนสเพรสโซ (Nespresso) มุ่งมั่นมอบประสบการณ์การดื่มกาแฟที่ดีที่สุดอยู่เสมอ ล่าสุดได้ร่วมกับ ร้านอาหารฤดู (Le Du) เจ้าของรางวัลมิชลิน 1 ดาว และได้รับการจัดอันดับให้เป็นร้านอาหารที่ดีที่สุดของเอเชีย ลำดับที่ 4 จากการจัดอันดับ Asia’s 50 Best Restaurants ปีล่าสุด จัดงานเอ็กซ์คลูซีฟอีเว้นท์ Travel The World with Nespresso x Le Du  เปิดมิติใหม่แห่งการนำวัฒนธรรมการดื่มกาแฟของแต่ละเมืองมาผสานกับศาสตร์แห่งการทำอาหารไทยโมเดิร์น ให้คอกาแฟได้รื่นรมย์กับศิลปะการปรุงอาหารระดับ Fine Dining พร้อมออกสำรวจเดินทางไปยังมหานครกาแฟที่จะติดตรึงในความทรงจำสุดพิเศษ ณ ร้านอาหาร Le Du 

ในการนำเสนอประสบการณ์เมนูอาหารผสานกาแฟสุดพิเศษในครั้งนี้ได้ เชฟต้น – ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร เชฟมิชลินเจ้าของร้านอาหาร Le Du มาร่วมเนรมิตคอร์สดินเนอร์สุดพิเศษ Nespresso x Le Du inspired by Chef Ton ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกาแฟเอสเพรสโซ 3 รสชาติใหม่ล่าสุดจาก 3 เมืองเจ้าของวัฒนธรรมแสนโดดเด่นอย่างปารีส, ริโอ เดอ จาเนโร และอิสตันบูล ในกลุ่ม World Explorations แต่งแต้มสีสันแห่งรสชาติอาหารไทยอันเป็นแนวทางของเชฟ โดยภายในคอร์ส เชฟได้มอบความเอ็กซ์คลูซิฟให้ 2 เมนู ด้วยการจับคู่อาหารและกาแฟ อีกทั้งยังผสมผสานรสชาติกาแฟอันโดดเด่นเพื่อดึงรสชาติเฉพาะตัวของวัตถุดิบในแต่ละจานให้มีความพิเศษยิ่งขึ้น

เริ่มต้นการเดินทางจากดินแดนที่มีอัตลักษณ์ทางอาหารที่โดดเด่นด้วยอาหารเรียกน้ำย่อยอย่าง เซ็ต AMUSE – BOUCHE อาหารทานเล่นของไทยรสชาติเบา เพื่อเริ่มต้นมื้ออาหาร แล้วจึงไล่ระดับรสชาติในอาหารจานต่อๆ ไป ด้วย 4 เมนูซิกเนเจอร์ของทางร้าน Le Du ที่คัดสรรวัตถุดิบสดใหม่มาอย่างพิถีพิถัน ก่อนจะสร้างความ เซอร์ไพรส์ด้วยการพาลัดฟ้าท่อง 3 มหานครกาแฟกับ 2 เมนูสุดเอ็กซ์คลูซิฟ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกาแฟ เอสเพรสโซในกลุ่ม World Explorations

ยกระดับความสเปเชียลของการเดินทางด้วยการแลนดิ้งสู่เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกีที่มีรากฐานวัฒนธรรมของการดื่มกาแฟที่เก่าแก่ ด้วยเมนู AGED DUCK / KALE / GREEN CURRY อาหารจานหลักที่เชฟตั้งใจรังสรรค์โดยใช้กาแฟเอสเพรสโซรสชาติ World Explorations Istanbul Espresso โดดเด่นด้วยกลิ่นหอมกรุ่นจากกระบวนการคั่วสุดพิถีพิถัน มาเป็นส่วนผสมในการรมควันเนื้อเป็ดแสนนุ่ม จับคู่กับซอส Puree หน่อไม้ฝรั่งย่างเนื้อเนียน เพิ่มกิมมิกความเป็นไทยดั้งเดิมด้วยรสสัมผัสจากซอสแกงเขียวหวาน เผยอาหารจานโปรดแบบ East meets West ที่เชฟเล่าว่าเมื่อความเข้มข้นของกาแฟจากเนสเพรสโซมาผสมผสานกับรสชาติความเผ็ดของอาหารไทยแท้ จะช่วยชูส่วนประกอบแต่ละชนิดในจานให้โดดเด่น แต่ไม่แย่งซีนจนกลบรสชาติของกันและกันจนเกินไป เรียกว่าเป็นการเพิ่มความสมดุลให้รสชาติที่สมบูรณ์แบบ

ปิดท้ายด้วยการปรับโหมดลิ้นตะลอนทัวร์ไปต่อยังปารีส เมืองคาเฟ่สุดชิค ควบคู่ไปกับดินแดนแห่งสีสันอย่าง ริโอ เดอ จาเนโร ด้วยเมนูอาหารหวานรสชาติสุดแปลกใหม่ มาพร้อมกลิ่นที่หอมอบอวลเมื่อยกออกเสิร์ฟ นำเสนอในชื่อ MARINE PLUM / YOUNG GINER เป็นไอศกรีมผลไม้ไทยแต่งแต้มรสชาติด้วย Puree ที่มาพร้อมความหอมจากกาแฟเอสเพรสโซรสชาติ World Explorations Paris Espresso และเฉาก๊วย  ตกแต่งด้วยรากบัว เพิ่มอรรถรสเมื่อลิ้มลองคู่กับกาแฟ World Explorations Rio De Janeiro Espresso ที่สุดแสนเข้มข้น ช่วยเบรกความหวานด้วยกาแฟพร้อมปิดท้ายการเดินทางสุดแสนน่าจดจำการันตีความเอ็กซ์คลูซีฟที่มีแค่คอร์ส Nespresso x Le Du inspired by Chef Ton เท่านั้น

ทั้งนี้ เนสเพรสโซยังเตรียมกิจกรรมสุดพิเศษให้กับคอฟฟี่เลิฟเวอร์ได้ลุ้นรับสิทธิ์สัมผัสประสบการณ์ไฟน์ไดนิ่งสุดเอ็กซ์คลูซิฟระดับมิชลินที่ร้านอาหาร Le Du จำนวน 15 รางวัล รางวัลละ 2 ที่นั่ง เมื่อซื้อแคปซูลกาแฟในกลุ่ม World Explorations แพ็ค 10 และเล่มเกมตอบคำถาม ตั้งแต่วันที่ 6 – 30 เมษายน 2565 นี้ สามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมได้บนเฟสบุ๊กของเนสเพรสโซ

นอกจากนี้ ลูกค้าของ Le Du และแฟน ๆ เนสเพรสโซ ยังสามารถลิ้มลองเมนูซิกเนเจอร์ของทางร้าน รวมถึง 2 เมนูสุดพิเศษ Nespresso x Le Du inspired by Chef Ton ที่เชฟต้นตั้งใจรังสรรค์โดยใช้กาแฟ World Explorations 3 รสชาติใหม่ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2565 ในราคา 3,590++ บาท / คน เท่านั้น สอบถามและสำรองที่นั่งได้ที่เบอร์ 092-919-9969

เตรียมแพ็คกระเป๋าเที่ยวทิพย์ผ่านวัฒนธรรมกาแฟสามเมืองได้ง่ายๆ กับแคปซูลกาแฟเอสเพรสโซ World Explorations 3 รสชาติใหม่ ในราคาแคปซูลละ 24 บาท ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน เป็นต้นไป ที่เนสเพรสโซบูติกทุกสาขา หรือทางเว็บไซต์เนสเพรสโซ https://www.nespresso.com/th/ และเนสเพรสโซ แอปพลิเคชั่นสำหรับ iPhone, iPad และ Android TM   

#NespressoWorldExplorations

#NespressoxLeDu

#NespressoTH

The Perfect 4 รวม 4 ไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด @แมริออท สุรวงศ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/680131

วันที่ 07 เม.ย. 2565 เวลา 10:32 น.The Perfect 4 รวม 4 ไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด @แมริออท สุรวงศ์

โรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ ฉลองครบรอบ 4 ปีกับแพคเกจ “The Perfect 4” ที่ให้คุณได้สัมผัสกับ 4 ประสบการณ์ที่คุณไม่สามารถหาได้จากที่อื่น ตลอดเดือนเมษายนนี้

จะมีอะไรที่ดีไปกว่าการเข้าพักในห้องเรสสิเดนเชียล สวีท 1 ห้องนอน พร้อมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน และผ่อนคลายระหว่างวันกับสระว่ายน้ำแบบอินฟินิตี้ พร้อมวิวกรุงเทพฯแบบพาโนราม่า และดื่มดำบรรยากาศในยามค่ำคืนบน เย่า รูฟท็อป บาร์ รูฟท็อปบาร์สไตล์โมเดิร์นไชนีสบนชั้นสูงสุดของโรงแรม

และอิ่มอร่อยไปกับ Sunset Dim Sum ที่ประกอบไปด้วยติ่มซำ 3 เข่งพร้อมเครื่องดื่ม 1 ขวด พร้อมเพลิดเพลินไปกับวิวกรุงเทพฯ สุดตระการตา อีกทั้งยังเข้าใช้บริการที่เอ็ม คลับ คลับเลานจ์หรู บนชั้น 31เพื่อให้การเข้าพักสะดวกสบายมากขึ้น ทั้งหมดนี้รวมในแพ็คเกจเดียว

ห้องพักราคาเริ่มต้นเพียง 8,100++ บาทต่อคืน สามารถสำรองห้องพักได้ที่ www.bangkokmarriottsurawongse.com (ใส่โค้ด : P91) , Direct booking link : marriott  สำรองห้องพักและเข้าพักได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2565

ชวนชมนิทรรศการ Take Your Seat Together ฉลองครบรอบ 60 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตแคนาดา-ไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/680106

วันที่ 07 เม.ย. 2565 เวลา 09:30 น.ชวนชมนิทรรศการ Take Your Seat Together ฉลองครบรอบ 60 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตแคนาดา-ไทย

สถานเอกอัครราชทูตแคนาดา ร่วมกับไอคอนสยาม เชิญชมนิทรรศการภาพ “Take Your Seat Together: ถ่ายทอดเรื่องราวของประเทศแคนาดาและไทยผ่านมุมมองของคนไกลที่มาชวนไปด้วยกัน” ณ ICONLUXE Pop Up Space ชั้น 1 ไอคอนสยาม

สถานเอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย  ร่วมกับ ไอคอนสยาม และพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์  โรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ  ฟูจิ ฟิลม์ ปรินท์ไลฟ์  สายการบินเตอร์กิชแอร์ไลน์  ไฟลท์เซ็นเตอร์  มูลนิธิเส้นทางธรรมชาติแห่งแคนาดา  สมาคมภูมิศาสตร์แห่งแคนาดา  และกระทรวงการต่างประเทศ จัดนิทรรศการ  “Take Your Seat Together ถ่ายทอดเรื่องราวของประเทศแคนาดาและไทยผ่านมุมมองของคนไกลที่มาชวนไปด้วยกัน” เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 60 ปี ของความสัมพันธ์ทางการทูตของประเทศแคนาดาและประเทศไทย แสดงให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศที่มีมาอย่างยาวนาน แม้ว่าความห่างทางภูมิศาสตร์และความแตกต่างทางสภาพภูมิอากาศจะแยกสองประเทศห่างจากกัน แต่หลายสิ่งที่อยู่ในค่านิยม ทัศนคติ และจิตวิญญาณของผู้คนได้เชื่อมโยงไว้ด้วยกัน  อีกทั้งเพื่อต้อนรับบรรยากาศของความสุขความสนุกในช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือวันขึ้นปีใหม่ไทยที่กำลังจะมาถึงนี้  โดยนิทรรศการจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 30 เมษายน 2565 ณ ICONLUXE Pop Up Space ชั้น 1 ไอคอนสยาม

สำหรับนิทรรศการ Take Your Seat Together ไปด้วยกัน นี้  เป็นผลงานการถ่ายภาพของช่างภาพสองพ่อลูกชาวแคนาดาที่เดินทางถ่ายภาพผลงานมาแล้วทั่วโลก  แรนดี้ แวนเดอร์สตาร์เรน ในฐานะช่างภาพหลักผู้ที่ริเริ่มการเล่าเรื่องราวทั่วโลกผ่านภาพชุด “Take Your Seat” และลูกชายของเขา สเปนเซอร์ แวนเดอร์สตาร์เรน  ในฐานะช่างภาพรองและผู้กำกับงานดิจิทัลของนิทรรศการครั้งนี้  ภาพถ่ายทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงการถ่ายทอดเรื่องราวมุมมองต่างๆ จากสถานที่ที่ทั้งสองได้เดินทางไป โดยใช้สัญลักษณ์เก้าอี้สีแดงตั้งเด่นอยู่ภายในภาพ  

นิทรรศการ Take Your Seat Together ไปด้วยกัน  แสดงให้เห็นถึงความงามที่แท้จริงและมีเอกลักษณ์ รวมทั้งความเหมือนของประเทศไทยและแคนาดา โดยมีการนำภาพถ่ายขนาดใหญ่ที่สะท้อนความพิเศษและความหลากหลายของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติในประเทศแคนาดา ถ่ายทอดผ่านมุมมองของเก้าอี้ผู้กำกับสีแดง ที่เชิญให้ทุกคนไปนั่งอยู่ท่ามกลางภาพ และเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความรื่นเริงและความรับผิดชอบที่จะรักษาโลก ตัวเรา และดูแลกันและกัน และเพิ่มคำบรรยายที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางศิลปะ

สำหรับผู้สนใจสามารถร่วมชมความงามผ่านภาพถ่ายอันน่าจดจำของสองช่างภาพชื่อดังจากประเทศแคนาดา  ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2565  ณ ICONLUXE Pop Up Space ชั้น 1 ไอคอนสยาม สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมและตัวอย่างภาพ สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.takeyourseattogether.com

เที่ยวสนุก เสริมสมอง ท่องตะลุยไร่กัญชา @เลเจนด์ สยาม พัทยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/680103

วันที่ 06 เม.ย. 2565 เวลา 19:11 น.เที่ยวสนุก เสริมสมอง ท่องตะลุยไร่กัญชา @เลเจนด์ สยาม พัทยา

แลนด์มาร์กแห่งใหม่ในภาคตะวันออก “เลเจนด์ สยาม พัทยา” ปรับโฉมใหม่ สู่เมืองท่องเที่ยวสุดมหัศจรรย์ “เที่ยวสนุก เสริมสมอง ท่องตะลุยไร่กัญชา” เมษาฮาเฮ ทุ่มจัดคอนเสิร์ตเปิดมิติใหม่ “เมืองต้นไม้มหัศจรรย์ พืชสีเขียวแห่งอารยะสยาม”

เต็มอิ่มกับกิจกรรมความสนุกสุดยิ่งใหญ่ตลอดเดือนเมษายน เมื่อ เลเจนด์สยาม พัทยา จัดงานต้อนรับเดือนแห่งความสุขของคนไทย พร้อมปรับโฉมใหม่สู่เมืองท่องเที่ยวสุดมหัศจรรย์ “เที่ยวสนุก เสริมสมอง ท่องตะลุยไร่กัญชา” ประกาศเปิดตัวเป็น “เมืองต้นไม้มหัศจรรย์ พืชสีเขียวแห่งอารยะสยาม” ดินแดนแห่งพืซมหัศจรรย์ กัญชง กัญชา ที่มาเติมเต็มให้เลเจนด์สยามฯ สร้างตำนานใหม่ให้เป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยว เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ในภาคตะวันออกที่นักท่องเที่ยวห้ามพลาด

คุณศิริญา เทพเจริญ กรรมการบริหารบริษัท NUSA – CSR ผู้สร้างเลเจนด์สยาม พัทยา กล่าวว่า ”เนื่องจากโลกเรามีความเปลี่ยนแปลงทุกวัน โดยเฉพาะยิ่งมีสถานะการโควิด ระบาด ก็เป็นตัวเร่งตัวหนึ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยว ที่โดนผลกระทบหนักที่สุดภาคส่วนหนึ่ง เราเลยคิดว่า เลเจนด์สยามแต่เดิม อยู่ด้วยการท่องเที่ยว จึงเจอผลกระทบหนักเช่นกัน เราจึงมีนโยบายปรับ เลเจนด์สยามพัทยาโฉมใหม่ ไม่ให้อิงเรื่องท่องเที่ยวอย่างเดียว และเรามองว่าตอนนี้เรื่องสุขภาพกำลังเป็นเทรนด์ที่มาแรงและเหมาะสมกับโลกยุคนี้มากๆ เลเจนด์สยาม จึงปรับโฉมไปสู่ “ดินแดนแห่งพืชมหัศจรรย์” นั่นก็คือ กัญชง กัญชา โดยที่นี่จะเป็นทั้งแหล่งวิจัย ปลูก และสกัดสาร CBD ที่จะนำไปใช้ทางการแพทย์ เลเจนด์สยาม นอกจากจะเต็มไปด้วยจุดท่องเที่ยวมากมาย ทั้งโซนงานวัด บ้านแม่นาค โซนรักดอกให้มาถ่ายรูปกับดอกไม้สวยๆ เรายังพร้อมเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาเที่ยวชมแปลงกัญชาที่เราปลูกไปแล้วหลายไร่ ทั้ง Indoor และ Out door ชมพิพิธภัณฑ์กัญชา เข้ามาเพื่อศึกษาและชอปปิ้งผลิตภัณฑ์กัญชาที่มีครบ เราเป็นตั้งแต่ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ นอกจากนี้เรายังเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เป็นเจ้าของต้นกัญชาโดยที่ไม่ต้องปลูกเอง เราจึงทำโครงการ “ต้นไม้ทองคำ” เปิดให้มาร่วมลงทุนกับเราเพื่อรับสิทธิประโยชน์มากมาย โดยผู้สนใจเข้าไปดูรายละเอียดและจองได้ที่ http://www.nusacsr.com และสำหรับ เลเจนด์สยาม โฉมใหม่นี้ เรามั่นใจว่า คุณจะได้ครบทุกสิ่งที่คุณต้องการ” 

เลเจนด์สยาม พัทยา ประกาศพร้อมเปิดตำนานการท่องเที่ยวอีกครั้ง ทุ่มงบจัดอีเวนท์สุดอลังการ เฉลิมฉลองสร้างสุขให้คนไทย หวังสร้างแรงบันดาลใจ จุดประกายให้ภาคการท่องเที่ยว ในทุกวัน ศุกร์-เสาร์ ตลอดเดือนเมษายน ประกาศกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของเลเจนด์สยาม พัทยา พร้อมเดินหน้าจัดงานฉลองเมษา 2022 อย่างยิ่งใหญ่ ยกขบวนศิลปินชื่อดังมากมายประชันเปิดคอนเสิร์ต ด้วยโปรดักชั่นขนาดใหญ่ทั้งแสงสีเสียงแบบจัดเต็ม ภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 อย่างเข้มงวด พร้อมระดมมหกรรมทุกความสนุก สุดอึ้ง สุดทึ่ง สุดเฟี้ยว สุดอร่อย มารวมไว้ใน เลเจนด์สยาม พัทยา มากมาก เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์

สำหรับคนที่กำลังมองหาสถานที่สำหรับการเดินทางไปชิลๆ ชิคๆ รับความคูลแบบสุดพิเศษในช่วงกลางปีเพื่อคลายร้อน ต้องไม่ควรพลาดกับ “มหัศจรรย์ FUN FEST” ที่ เลเจนด์ สยาม พัทยา ที่จัดยิ่งใหญ่อลังการกว่าทุกปี จัดเต็มความสนุกตลอดทั้งเดือนเมษายน พร้อมปรับเวลาการเข้าชม เลเจนด์ สยาม ใหม่ จากที่เคยเปิดตั้งแต่เวลา 10.30 – 19.30 น.ปรับช่วงเวลาเปิดเป็น 12.00 – 21.00 น. ซึ่งความพิเศษความสนุกของงานเปิด “เมืองต้นไม้มหัศจรรย์” ตลอดเดือนเมษายนนี้ท่านจะได้พบกับ

  • ชมบอลลูนยักษ์ ลอยเด่นเต็มฟ้า
  • ตื่นตากับว่าวถุงลมแฟนซี รูปปลาทะเล ขนาดยักษ์ ลอยวิบวับไปมาสวยงามสุดบรรยาย
  • เที่ยวชมไร่กัญชา Out door และ In door มหัศจรรย์กับทุ่งสีเขียวขจีเต็มทุ่งแบบสุดฟิน
  • ชมพิพิธภัณฑ์กัญชา ความมหัศจรรย์ที่คุณไม่คาดคิดว่าจะมีแบบนี้ในเมืองไทย
  • ชมและแชะในโซน “รักดอก” ความมหัศจรรย์บนภาพถ่ายท่ามกลางดอกไม้นับพันที่คุณจะแชร์ได้อีกนานแสนนาน
  • เที่ยวเล่นในโซนงานวัด ก่อกองทราย ฉลองเดือนแห่งความสุขในเทศกาลสงกรานต์
  • ตื่นตะลึงกับความงามของสามการประกวด หนูน้อยสงกรานต์ / สาวงามสงกรานต์ (สาวประเภท 2 และ นางสงกรานต์
  • ระทึกกับ “บ้านแม่นาค” ความน่ากลัว สุดระทึกที่ติดอันดับความน่ากลัว 1 ใน 5 ของเอเชีย
  • ตะลุยชิม ชอป ชิล เอร็ดอร่อยกับ Food Truck และร้านอาหารที่เข็นเมนูกัญชามากมาย มาสร้างความสุขให้ลูกค้า

นอกจากนี้ เลเจนด์ สยาม ยังทุ่มงบขนศิลปินชื่อดังมากมายมาโชว์แบบจัดเต็มให้ดูกันแบบฟรีๆ! ในเดือนเมษายน โดยอัดแน่นความสนุกทุกวันศุกร์-เสาร์ ที่มาในธีมสุดจี๊ด อาทิ มหัศจรรย์ลูกทุ่ง

  • วันที่ 11 เมษายน 2565 ใบเตย อาร์สยาม
  • วันที่ 12 เมษายน 2565 เป๊กกี้ ศรีธัญญา

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.033-073-333 หรือ FB : Legend Siam งานนี้ขอบอกเลยว่า ใครร้อน ใครล้า ใครมองหาความสนุก ตรงมาที่ เลเจนด์สยาม พัทยา มีครบทุกองศาความเพลิดเพลินที่คุณจะต้องจดจำไปอีกนาน

อาหารคีโต (Keto diet) ลองกินเพื่อลดน้ำหนักตัวจะดีไหม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/680144

วันที่ 07 เม.ย. 2565 เวลา 11:45 น.อาหารคีโต (Keto diet) ลองกินเพื่อลดน้ำหนักตัวจะดีไหม

โดย รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fdrwinaidahlan%2Fposts%2F2773625626278730&show_text=true&width=500

ถามกันอยู่บ่อยว่า “อาหารคีโต” เป็นไง ควรลองไหม อาหารคีโตคืออาหารโลว์คาร์บ (Low carb diet) กลุ่มหนึ่งเน้นการใช้ไขมันทดแทนน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรต ใช้โปรตีนน้อย ผักผลไม้น้อยเนื่องจากในผักผลไม้มีน้ำตาลและแป้งอยู่จำนวนไม่น้อย เว้นแต่ผักผลไม้บางชนิดรวมทั้งนัท (Nuts) ก่อนจะเล่าเรื่องอาหารคีโต ขอเกริ่นเรื่องอาหารโลว์คาร์บสักหน่อย สูตรอาหารโลว์คาร์บที่ดังที่สุดในอดีตคือ “แอตกินส์” (Atkin’s diet) อาหารคีโตจึงแทบไม่ต่างจากอาหารแอตกินส์ระยะแรกเลย

เมื่อครั้งที่สูตรแอตกินส์ระยะแรกเริ่มได้รับความนิยมในประเทศไทย ผู้ที่แปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาไทยคือผมเอง เป็นผลให้เข้าใจหัวใจการทำงานของอาหารกลุ่มนี้ดีพอควร หลักการคือลดคาร์โบไฮเดรตให้ต่ำที่สุดโดยใช้ไขมันทดแทนเพื่อปรับร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งสมองให้หันไปใช้คีโตนบอดีส์ (Ketone bodies) เป็นแหล่งพลังงานแทนน้ำตาล เป็นผลให้ออกอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักตัวจึงลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเห็นผลในระยะสั้น แต่ระยะยาวกลับเป็นปัญหา ภายหลังจึงปรับเป็นสูตรอาหารแอตกินส์ระยะสองที่คล้ายสูตรอาหารโลว์คาร์บอื่นๆ ไม่ว่าสูตรเซาท์บีช (Southbeach diet) และพาเลโอ (Paleo diet) นั่นคือ นั่นคือหันมาใช้โปรตีนมากขึ้น

สูตรอาหารคีโตเน้นการทำให้ตับสร้างคีโตนบอดีส์จากไขมัน ซึ่งเป็นกลไกที่เกิดขึ้นไม่ง่าย เพิ่มโปรตีนในอาหารไปนิดเดียว กลไกการสร้างคีโตนบอดีส์ในตับก็สะดุดลงแล้ว การบริโภคคาร์โบไฮเดรตต่ำมาก ไขมันสูงจึงต้องใช้เวลานานหลายวัน ผักผลไม้หลายชนิดให้แป้งและน้ำตาลจำนวนหนึ่ง การได้รับผักผลไม้โดยรวมต่ำทำให้เสี่ยงต่อการขาดใยอาหารและไฟโตนิวเทรียนท์ การได้รับโปรตีนต่ำเสี่ยงต่อกลไกอันเป็นปกติของร่างกาย การได้รับไขมันสูง เสี่ยงต่อภาวะคอเลสเตอรอลสูงในเลือดเพิ่มความเสี่ยงต่อหลอดเลือดแดงแข็งก่อปัญหาโรคหัวใจและโรคสมอง การขาดน้ำตาลสร้างปัญหาต่อการทำงานของสมอง สรุปคือไม่แนะนำให้ใช้สูตรอาหารคีโตในระยะยาว หากบริโภคเป็นมื้อคีโต (Keto meal) เป็นครั้งเป็นคราวคงไม่เป็นปัญหาแต่คงหวังเรื่องการลดน้ำหนักตัวไม่ได้

แล้วจะแนะนำอย่างไร หากประสงค์จะใช้สูตรอาหารคีโตเป็นครั้งเป็นคราว เช่นที่เป็นกระแสกันอยู่ ก็ใช้ไปเถอะไม่ได้ห้าม เพียงขอให้เข้าใจผลดีผลเสีย โดยยังแนะนำให้เสริมโปรตีน เสริมผักผลไม้ ไม่อยากให้ขาด หากต้องการลดน้ำหนักตัวให้เป็นเรื่องเป็นราว แนะนำให้ลดน้ำตาลและพลังงานมากกว่าเลือกลดเฉพาะคาร์โบไฮเดรตทั้งกลุ่ม สุดท้ายสิ่งที่ทำให้การลดน้ำหนักตัวได้ผลคือลดอาหารให้พลังงานที่ได้รับต่อวันลง ออกกำลังกายเพื่อเพิ่มมวลกล้ามเนื้อซึ่งเป็นเนื้อเยื่อที่ใช้พลังงานสูง สรุปคือลดอาหารให้พลังงานลง ออกกำลังกายมากขึ้น นี่คือสูตรสำเร็จที่จิรัง จำกันง่ายๆอย่างนั้นก็เพียงพอแล้ว

#drwinaidahlan, #ดรวินัยดะห์ลัน, #อาหารคีโต, #ลดน้ำหนักตัว

ที่มา : Dr.Winai Dahlan

3 วิธีปรับสมดุลฮอร์โมนด้วยวิธีธรรมชาติ ลดเสี่ยงท้องยาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/680104

วันที่ 07 เม.ย. 2565 เวลา 07:10 น.3 วิธีปรับสมดุลฮอร์โมนด้วยวิธีธรรมชาติ ลดเสี่ยงท้องยาก

ปรับรูปแบบการกินตามหลักโภชนาการช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน ออกกำลังกายควบคุมน้ำหนัก และพักผ่อนให้เพียงพอ 3 วิธีปรับสมดุลฮอร์โมนด้วยวิธีธรรมชาติ ลดเสี่ยงท้องยาก

ฮอร์โมน (Hormone) คือสารเคมีที่ถูกสร้างขึ้นจากกลุ่มเซลล์ในต่อมไร้ท่อ (Edocrine Gland) แล้วส่งไปตามกระแสเลือด ไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย เพื่อกระตุ้น หรือยับยั้งกระบวนการต่างๆ ในเซลล์ หรืออวัยวะเป้าหมาย (target cells หรือ target organs) ทำหน้าที่ควบคุมกระบวนการต่างๆในร่างกาย ได้แก่  ช่วยในการเจริญเติบโต  การอยากอาหาร  การย่อยอาหาร  การนอนหลับ  รอบเดือน  อุณหภูมิของร่างกาย  อารมณ์ และ พฤติกรรมการเข้าสังคม ระบบภูมิคุ้มกัน กลไกการป้องกันสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย รวมไปถึงการทำงานของระบบสืบพันธุ์ สำหรับการ “การตั้งครรภ์” นั้น ฮอร์โมนเพศไม่สมดุลจะส่งผลต่อ  ประสิทธิภาพการทำงานของรังไข่  ประจำเดือนมาไม่เป็นปกติ ไข่ไม่ตก ไข่ด้อยคุณภาพ รังไข่เสื่อมก่อนวัย  ผนังมดลูกไม่หนาตัวพร้อมรับการฝังตัว ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ท้องยากนั่นเอง

ครูก้อย นัชชา ลอยชูศักดิ์ ครูวิทยาศาสตร์และผู้ก่อตั้งเพจ BabyandMom ให้ความรู้เตรียมตั้งครรภ์สำหรับผู้มีบุตรยาก โดย บริษัท เบบี้แอนด์มัม (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า จากการศึกษางานวิจัยเกี่ยวกับผู้มีบุตรยากทั้งในประเทศและต่างประเทศได้รวบรวมวิธีการปรับสมดุลฮอร์โมนที่สามารถทำได้ด้วยวิธีธรรมชาติ ไม่ต้องใช้ยา ทำได้ด้วยตัวเอง เพียงฝึกปฏิบัติและ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดูแลตัวเองหลักๆ 3 ประการ ได้แก่ 1.ปรับรูปแบบการกิน ตามหลักโภชนาการช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน 2 .ออกกำลังกายควบคุมน้ำหนัก 3. พักผ่อนให้เพียงพอ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. ปรับรูปแบบการกินตามหลักโภชนาการช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน

การกินอาหารส่งผลต่อความสมดุลของฮอร์โมน การทานอาหารที่ทำให้ร่างกายอักเสบยิ่งทำให้ฮอร์โมนไม่สมดุล  อยากมีสุขภาพดีต้องทานอาหารดีๆ อาหารช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนได้ หากกินแต่อาหารไขมันสูง น้ำตาล ของหวาน แอลกอฮออล์ สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อฮอร์โมนที่ผิดเพี้ยน โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีปัญหาเรื่องประจำเดือนต้องหันมาทานอาหารที่ช่วยบำรุงเลือด กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน  ได้แก่ 

เพิ่มโปรตีน 

มีการศึกษาจาก Harvard School of Public health พบว่า การทานโปรตีนจากสัตว์อาจมีฮอร์โมนเร่งเนื้อแดงตกค้างและมีไขมันสูงทำให้ผู้หญิงมีความเสี่ยงมีบุตรยากถึง 39%  ดังนั้นควรเลือกทานโปรตีนสัตว์ที่มีแหล่งโปรตีนชั้นดี และไม่ติดมัน เช่น ไข่ เนื้อปลา อกไก่ หรือ นมแพะ เป็นต้น  นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยหนึ่งชื่อว่า Protein intake and ovulatory infertility ของ Harvard School of Public Health ที่ตีพิมพ์ในวารสาร American Journal of obstetrics and gynocology เมื่อปี 2008  ศึกษาพบว่าผู้หญิงที่เปลี่ยนการรับประทานโปรตีนจากสัตว์มาเป็นโปรตีนจากพืช ช่วยลดความเสี่ยงจากการมีบุตรยาก เนื่องจากปัญหาไข่ไม่ตกได้ถึง 50%  โดยโปรตีนจากพืช (Plant-Based Protein) ที่ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนและช่วยเสริมภาวะเจริญพันธุ์ ได้แก่ ถั่วเหลือง อัลมอนด์ งาดำ ควินัว เมล็ดฟักทอง เป็นต้น

ลดคาร์บ หรือคาร์โบไฮเดรต

เมื่อร่างกายรับคาร์โบไฮเดรตมากเกินความจำเป็น ร่างกายจะเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลในรูปแบบกลูโคสและกลายเป็นไขมันสะสมในร่างกาย เสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคอ้วน ซึ่งโรคเหล่านี้ส่งผลต่อการตั้งครรภ์ยากทั้งสิ้น จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nutrients เมื่อปี 2017 ศึกษาพบว่าการทานอาหารแบบลดคาร์บประเภท Refined Carb ลง ช่วยลดระดับอินซูลิน ส่งผลต่อฮอร์โมนที่สมดุล วงจรการตกไข่เป็นปกติขึ้น ทำให้มีอัตราการตั้งครรภ์สูงขึ้นอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Fertility and Sterility เมื่อปี 2012 ศึกษาพบว่า การทานอาหารแบบเพิ่มโปรตีนและลดคาร์บลง ส่งผลให้ลดระดับน้ำตาลในเลือดลงได้ มีอัตราการตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นจาก16.6% เป็น 83% เลยทีเดียว

ดังนั้น ผู้หญิงที่เตรียมตั้งครรภ์ควรเลือกทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน หรือ คาร์โบไฮเดรตที่ไม่ขัดสี (Complex Carb) ได้แก่ ข้าวกล้อง ควินัว และธัญพืชที่ช่วยเสริมภาวะเจริญพันธ์ (Fertility) เช่น อัลมอนด์ แฟล็กซีด และลูกเดือย งาดำ เมล็ดฟักทอง เป็นต้น

งดหวาน 

น้ำตาล ทำลายเซลล์ไข่ของผู้หญิง เนื่องจากน้ำตาลจากอาหารแปรรูป เช่น น้ำหวาน ขนมเค้ก ชานม ชาเย็น นมข้น สารพัดรูปแบบ เป็นน้ำตาลขัดขาว (refined sugar) เมื่อทานเข้าไปแล้วร่างกายจะย่อยทันทีส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเฉียบพลัน และกระตุ้น “การหลั่งอินซูลิน” ซึ่งเป็นสาเหตุในการเพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคถุงน้ำในรังไข่หลายใบ หรือ PCOS หากเกิดภาวะดื้ออินซูลิน (insulin resistance) จะส่งผลให้ไข่ไม่ตกเรื้อรัง ไข่ใบเล็กด้อยคุณภาพ

โดยมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Panminerva Medica เมื่อปี 2019  รายงานผลการศึกษาว่าผู้หญิงที่มีภาวะอ้วน น้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน (BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 25) ส่งผลให้ไข่ไม่ตก ประจำเดือนมาไม่ปกติ เซลล์ไข่ด้อยคุณภาพ ฮอร์โมนไม่สมดุล  โดยในกระบวนรักษาภาวะมีบุตรยากจะมีอัตราความสำเร็จต่ำกว่ากลุ่มที่น้ำหนักปกติ  ยิ่งถ้าค่า BMI ในระดับ 30 จะเสี่ยงต่อการแท้งบุตรมากขึ้นด้วย ในขณะที่น้ำตาลจากธรรมชาติที่ได้จาก ผัก ผลไม้ อินทผลัม น้ำผึ้งชันโรง หรือ นม มีสารอาหารและกากใยไฟเบอร์ ช่วยให้ระบบ เมแทบอลิซึม (Metabolism) ทำงานอย่างช้าๆ ส่งผลให้ไม่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดทันที ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้เหมาะสม และยังให้วิตามินและแร่ธาตุ สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายอีกด้วย

ทานกรดไขมันดี

ร่างกายต้องใช้ ไขมันดี (High Density Lipoprotein : HDL) ในการผลิตฮอร์โมนเพศ มีความจำเป็นอย่างมากต่อระบบสืบพันธุ์เพศหญิง หากร่างกายไม่ได้รับไขมันดีอย่างเพียงพอร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเพศได้น้อยลง ส่งผลให้ฮอร์โมนไม่สมดุล จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร The American Journal of Clinical Nutrition เมื่อปี 2016 ศึกษาพบว่า การรับประทานโอเมก้า 3 ช่วยให้ฮอร์โมนสมดุล การตกไข่เป็นปกติ และยังช่วยให้ไข่มีคุณภาพ นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนตัวสำคัญในการทำให้มดลูกหนาตัวเตรียมพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นสำหรับผู้หญิงที่ต้องใช้กระบวนการทางการแพทย์ในการทำเด็กหลอดแก้ว การได้รับโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 ล่วงหน้าส่งผลต่ออัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์อีกด้วย โดยไขมันดี (HDL) พบในปลาทะเล น้ำมันปลา (Fish Oil) อะโวคาโด ธัญพืชจำพวก งาดำ แฟล็กซีด และอัลมอนด์ เมล็ดฟักทอง น้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดดอกคำฝอย เป็นต้น

เน้นสารแอนตี้ออกซิแดนท์

สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) มีประโยชน์ต่อภาวะเจริญพันธุ์ เนื่องจากการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระจะเข้าไปขัดขวางการทำลายเซลล์จากอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมสภาพของเซลล์ต่างๆ รวมถึงเซลล์ไข่ด้วย โดยอาหารที่ให้สารต้านอนุมูลอิสระสูง ได้แก่ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ส้ม มะนาว มะกรูด ผักผลไม้ เช่น ผักเคล ผักโขม กะหล่ำม่วง มะเขือเทศ บีทรูท แครอท ทับทิม ธัญพืช เช่น ถั่วต่างๆ งาดำ ควินัว แฟล็กซีด

มีรายงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Food Sciences and Nutrition เมื่อปี ค.ศ. 2009 ศึกษาพบว่า ในมะกรูดสดมีสารต้านอนุมูลอิสระ ในกลุ่ม ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid)   ชื่อว่า เควอซิทิน(Quercetin) สูงสุดในกลุ่มของพืชผลไม้รสเปรี้ยวเป็นแอนตี้ออกซิแดนซ์ชั้นดีที่หาได้ไม่ยาก

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Ovarian Research ปี 2020 ศึกษาพบว่าสาร “เควอซิทีน” ช่วยลดระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน และฮอร์โมนแอนโดรเจนซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชาย และช่วยเสริมการสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน และ เอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่สำคัญในการสืบพันธุ์ รอบเดือน และการตั้งครรภ์

2. ออกกำลังกายควบคุมน้ำหนัก

ในผู้ที่มีน้ำหนักมากหรือน้อยเกินไป ส่งผลต่อการผลิตฮอร์โมนเพศหญิง หรือ ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ผิดเพี้ยน ทำให้รังไข่ทำงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ประจำเดือนไม่มาตามปกติ ไข่ไม่ตก สำหรับเคสที่อ้วน หรือ น้ำหนักเกิน มีข้อมูลทางการแพทย์เปิดเผยว่าคนอ้วนจะมีปัญหาเรื่องการตกไข่และการมีประจำเดือน ทำให้ท้องยากกว่าคนน้ำหนักตัวปกติ ถึง 2 เท่า! ตามหลักของการวัดค่าดรรชนีมวลกายมาตรฐานคนเอเชียแล้วเกณฑ์ปกติจะอยู่ที่ 18.5-22.9 สูตรคำนวนคือ “Body Mass Index หรือ BMI  = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม)/ส่วนสูง(เมตร)x ส่วนสูง (เมตร)” ถ้าค่า BMI น้อยกว่า 18.5 ถือว่าผอมไป  แต่หากค่า BMI มากกว่า 24.9 ถือว่าอ้วน

กรณีที่ผอมไปหรือลีนเกินไป หรือผู้ที่ออกกำลังอย่างหนัก และมีเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายที่ต่ำเกินไปจะส่งผลให้ท้องยาก เพราะมีกล้ามเนื้อมากกว่าไขมัน ซึ่งผู้หญิงต้องมีไขมันดีเป็นสารตั้งต้นของการสร้างฮอร์โมนเพศ นายแพทย์โรเบิร์ต จาก Corado for Reproductive Medicine เผยว่า ผู้หญิงที่สุขภาพดีและมีโอกาสตั้งครรภ์ได้มากกว่า ควรมีค่า body fat ไม่ต่ำกว่า 17-19%  

3. พักผ่อนให้เพียงพอ ผ่อนคลายเครียด

การนอนไม่เพียงพอก่อให้เกิดความเครียดสะสม ส่งผลให้ฮอร์โมนความเครียด หรือ ที่เรียกว่า “คอร์ติซอล” ถูกหลั่งออกมามากเกินไป และไปรบกวนการทำงานของฮอร์โมนเพศ จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Current Sleep Medicine Report เมื่อปี 2016 ศึกษาพบว่าทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย สมองส่วนที่ควบคุมการหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้หลับ หรือ ตื่น เช่น ฮอร์โมนเมลาโทนิน และ คอติซอล เป็นสมองส่วนที่กระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเพศด้วย ดังนั้นฮอร์โมนที่ควบคุมการตกไข่ในผู้หญิง และ ฮอร์โมนที่ควบคุมการผลิตสเปิร์มในผู้ชายจึงมีความสัมพันธ์กับคุณภาพของการนอนหลับด้วยนอกจากนี้แล้วในผู้หญิงการนอนไม่เพียงพอยังส่งผลต่อการสร้างฮอร์โมน Luteinizing Hormone (LH) ที่จะหลั่งออกมาในช่วงที่จะมีการตกไข่ หากฮอร์โมน LH ผิดปกติ ส่งผลต่อการตกไข่และรอบเดือนที่ไม่ปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุของการมีบุตรยากนั่นเอง

ส่วนในผู้ชายนั้น มีงานวิจัยของ Boston University School of Public Health เมื่อปี 2016 ศึกษาพบว่าการนอนที่เพียงพอนั้นควรนอนหลับ 7-8 ชม.ต่อวัน ผู้ชายที่นอนน้อยกว่า 6 ชม.หรือ นอนมากกว่า 9 ชม.ต่อวัน ส่งผลต่อโอกาสในการทำให้คู่ของตนเองตั้งครรภ์ลดลง 42% ในแต่ละรอบเดือน

ดังนั้น การปรับสมดุลฮอร์โมน ต้องเริ่มต้นจากการหันปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ หันมาออกกำลังกายควบคุมน้ำหนัก พยายามผ่อนคลายจัดการกับความเครียด นอนพักผ่อนให้เพียงพอ เมื่อฮอร์โมนกลับมาสมดุล การทำงานของระบบสืบพันธุ์ปกติ ช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ได้ โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม หรือ สอบถามข้อมูลได้ที่เฟซบุ๊กเพจ เว็บไซต์ หรือ ไลน์แอดภายใต้ชื่อเดียวกัน BabyandMom.co.th ครูก้อย นัชชา กล่าวสรุป

เปิดเทรนด์ใหม่รับซัมเมอร์ด้วยแฟชั่นสุดฮอตจากแบรนด์ระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/680015

วันที่ 06 เม.ย. 2565 เวลา 08:45 น.เปิดเทรนด์ใหม่รับซัมเมอร์ด้วยแฟชั่นสุดฮอตจากแบรนด์ระดับโลก

สนุกกับสีสันแฟชั่นหน้าร้อน เปิดเทรนด์ใหม่รับซัมเมอร์ อัพลุคจัดเต็มทุกสไตล์ ในแคมเปญยักษ์ CENTRAL ENDLESS SUMMER

ต้อนรับซัมเมอร์สุดร้อนแรง งานนี้ “ห้างเซ็นทรัล” ไม่พลาดชวนทุกคนมาอัพลุคสุดฮอต ด้วยแฟชั่นหลากหลายสไตล์ ในแคมเปญใหญ่แห่งปี CENTRAL ENDLESS SUMMER  ที่จัดขึ้นตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 28 เม.ย. 65 ณ ห้างเซ็นทรัลทุกสาขา โดยเนรมิตพื้นที่ในห้างให้กลายเป็นรันเวย์แฟชั่น STYLE FOR HER & STYLE FOR HIM ที่ทุกคนจะได้มาสนุกกับสีสันแฟชั่นหน้าร้อน พร้อมอัพเดทเทรนด์ใหม่ๆ กับหลากแบรนด์ดัง ทั้งแบรนด์ชั้นนำระดับโลก และแบรนด์ไทยระดับแถวหน้า ที่มาพร้อมคอลเลกชั่นล่าสุด จัดเต็มทุกสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นสายชิค สายหวานน่ารัก หรือสายแซบ ก็มีให้เลือกมิกซ์แอนด์แมตช์ทั้งชุดลำลองและเป็นทางการ ขนมามัดรวมไว้ที่นี่ที่เดียว ใครกำลังมองหาไอเท็มสุดเด็ดไว้เฉิดฉายในช่วงฤดูร้อนนี้ ห้ามพลาดกันเลยทีเดียว!

STYLE FOR HER

1.     “Elevated Minimalism”

ประเดิมที่แฟชั่นสำหรับสาวๆ ซึ่งมีหลากหลายแบรนด์ ตอบรับทุกสไตล์ และซัมเมอร์นี้ทางแผนกแฟชั่น “ห้างเซ็นทรัล” ได้นำเทรนด์ใหม่ล่าสุดมาฝากทุกคน ไม่ว่าจะเป็นสไตล์  “Elevated Minimalism” ที่มาพร้อมความน้อยแต่มาก เรียบแต่โก้  ซึ่งยังใช้ได้กับทุกซีซัน เป็นความสวยเท่ที่ดูเหมือนจะเรียบง่าย แต่ก็ซ่อนดีเทลและงานฝีมือเอาไว้ในคัตติ้งและแพทเทิร์นที่เนี้ยบกริบ อาทิ แบรนด์  “Yacco Maricard” แบรนด์ดังจากประเทศญี่ปุ่น โดดเด่นเรื่องความประณีต พร้อมแนวคิด “เสื้อผ้าคือการสื่อสาร” ซึ่งคอลเลกชั่น Spring / Summer 2022 มาในคอนเซ็ปต์ “Power of The Earth” ผ่านลวดลาย และรูปทรงของดิน หิน และสายลม พร้อมสีสันซัมเมอร์ ฤดูกาลแห่งความสนุก นอกจากนี้ยังมาพร้อมสีโทนเย็นของท้องฟ้าและสายน้ำ เสริมด้วยเอิร์ธโทนของหินและดิน ที่ไม่มีตกเทรนด์ โดยมีทั้งเสื้อแจ๊คเก็ตสีเหลืองเบจ สะอาดตา เสื้อเชิ้ตสีโทนม่วง ดูอ่อนหวาน รวมทั้งกางเกงขาบาน ดีไซน์สีทูโทนสีเข้มและอ่อน ใส่แมตช์ได้ง่าย เติมสีสันให้ช่วงซัมเมอร์ได้อย่างลงตัว

ส่วน “Portspure” แบรนด์ดังจากแคนาดา ที่โดดเด่นด้วยสไตล์คอนเทมโพรารี คงความเป็นเอกลักษณ์ที่คลาสสิกเหนือกาลเวลา ซึ่งซัมเมอร์นี้มีให้เลือกทั้งเสื้อคอปีนสีเหลืองสดใส ที่แม้ดูเรียบแต่เต็มไปด้วยรายละเอียดสุดเนี้ยบ มาพร้อมดีไซน์โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ใส่แมตช์กับกางเกงทรงใหญ่ ให้ลุคเป็นทางการ ที่ไม่ดูเยอะจนล้น และก็ไม่เรียบจนน่าเบื่อ

ทั้งยังเอาใจสาวหวาน ด้วยเสื้อแขนยาว คอปีน สีขาวครีม ใส่คู่กับกระโปรงลายสก็อต สีเอิร์ธโทน ทรงยาวพลิ้ว มอบลุคสุภาพ อ่อนหวาน แต่ยังคงความเป็นแฟชั่นนิสต้าได้แบบเหนือชั้น หรือใครอยากจะมีลูกเล่นขึ้นมาอีกนิด อย่าพลาดเสื้อแขนยาว คอปีน สีโทนฟ้าสว่าง ใส่แมตช์กับกระโปรงพลีท ผ่าหน้า สีเดียวกัน เข้าชุดสุดเพอร์เฟกต์ รับรองไม่มีดรอป! ส่วนสาวๆ ที่ชื่นชอบความทะมัดทะแมง สไตล์เวิร์คกิ้ง วูแมน ต้องไม่พลาดไอเท็มเด็ด กับชุด All Black (ออลแบล็ค) ที่หยิบเอาเสื้อแจ็คเก็ต ดีไซน์คอปกแขนยาว เพิ่มลูกเล่นด้วยลวดลายขอบสีขาวตามรอยเย็บ แมตช์ลงตัวด้วยกางเกงทรงขากว้าง สีดำ ใส่สบาย ให้ลุคสุดสมาร์ต ยิ่งเพอร์เฟกต์ด้วยกระเป๋าสีแดง จากแบรนด์ “Kate Spade” และรองเท้าผ้าใบสีขาว บอกเลยสะกดทุกสายตาแน่นอน!

ส่วนใครชอบแบรนด์ไทย ที่มีความน้อยแต่มากแบบ “Elevated Minimalism” ต้องไม่พลาด  “Janesuda” แบรนด์ไทยสุดหรู ที่มาพร้อมเอกลักษณ์เฉพาะตัว สะท้อนความเป็นผู้หญิงยุคใหม่และมีสไตล์เป็นของตัวเอง โดยมี คุณเจนสุดา ปานโต เป็นดีไซเนอร์ และในซัมเมอร์นี้ขอส่งชุดฉลุลูกไม้ สีขาวครีม ทั้งเสื้อเชิ้ตแขนสั้น ดีไซน์กระดุมหน้า ด้านหลังออกแบบเป็นซีทรูโชว์แผ่นหลังเบาๆ มาพร้อมกางเกงขาสั้น เอวสูง ทรงบาน บอกเลยว่าเป็นลุคที่ผสมผสานความแซบ แสนซน กับความน่ารักได้อย่างลงตัว บ่งบอกความเป็น “เจนสุดา” สุดๆ 

2. “Playful Narratives”  

นอกจากนี้เมื่อนึกถึงฤดูร้อน ก็ต้องคิดถึงสไตล์  “Playful Narratives”  ที่มาพร้อมเสื้อผ้าเฉดสีสดใส มองปราดเดียวก็รู้ว่าซัมเมอร์มาถึงแล้ว! ด้วยการใช้แม่สีอย่าง สีเหลือง เขียว แดง และน้ำเงิน ไม่ว่าจะจัดคัลเลอร์บล็อก หรือผสมสีในหนึ่งเดียว ก็เลือกได้ตามความสนุก และซีซันนี้ก็ขอเอาใจสาวๆ ที่ชื่นชอบแฟชั่นชั้นสูงสุดจี๊ดสไตล์ฝรั่งเศส กับแบรนด์  “Maje” แบรนด์ดังจากกรุงปารีส ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว ซึ่งในซัมเมอร์นี้ทางแบรนด์พร้อมเนรมิตให้ทุกคนกลายเป็นสาวปาริเซียงสุดชิค ด้วยเดรสเชิ้ต ดีไซน์ชายกระโปรงสุดพลิ้ว ลวดลายสีสันจัดจ้าน ใส่รับหน้าร้อนชิคๆ โดยจะใส่แบบเดี่ยวก็แซบสุดใจ หรือจะนำไปแมตช์กับกางเกงยีนส์ ผ้าเดนิม สีซีด ทรงบอย ที่ดีไซน์ด้วยลวดลาย Bandana สุดอินเทรนด์ บอกเลยว่านี่คือลุคของแฟชั่นนิสต้าตัวแม่ ที่หลุดออกมาจากรันเวย์จริงๆ!

ใครชื่นชอบแฟชั่นแนวน่ารักมาทางนี้กับแบรนด์ “Sfera” แบรนด์ดังจากสเปน ที่ซัมเมอร์นี้ทางแบรนด์นำเสนอ ไอเท็มเด็ด กับเสื้อครอป (Crop Top) สีโทนน้ำตาลขาว แขนยาว ดีไซน์ปกใหญ่  สวยหวาน ใส่แมตช์กับกระโปรงสั้นแต่งระบายด้านหน้า โทนสีเดียวกัน บอกเลยว่าให้ลุคลูกคุณหนูสุดๆ ที่สำคัญยังมาในราคาเป็นมิตรอีกด้วย!

เอาใจคนที่ชอบแบรนด์ไทยกันบ้าง กับแบรนด์สุดฮอต  “Vatanika” ของดีไซเนอร์เซเลบริตี้สุดแซ่บ คุณแพร-วทานิกา ปัทมสิงห์ ที่โด่งดังบนเวทีโลก และซัมเมอร์นี้ทางแบรนด์ก็จัดเต็มในสไตล์ “Playful Narratives” พร้อมชวนทุกคนมาแซบให้สุดกับกางเกง คูลอตต์ส (Culottes Pants) ดีไซน์ขาบานซิกเนเจอร์ ไอเท็มเด็ดสุดชิค ที่ใส่สบาย เหมาะกับหน้าร้อน มิกซ์แอนด์แมตช์ได้ทั้งลุคกลางวัน และงานกลางคืน แถมยังเอาอยู่ทั้งสไตล์เท่ แซบ หวาน ทางการ และลำลองอีกด้วย

เพิ่มความสนุกกับสีสันช่วงซัมเมอร์อย่างต่อเนื่องกับแบรนด์ไทย ขวัญใจคนรุ่นใหม่และหนุ่มสาวชาวออฟฟิศ ที่มาพร้อมราคาน่ารัก อย่าง “Alumnus” โดยซีซันนี้ส่งเสื้อเชิ้ตสไตล์ลำลอง ลายพิมพ์สีสันจัดจ้าน โทนเหลืองสดสะดุดตา ที่สามารถหยิบไปมิกซ์แอนด์แมตช์ได้ทั้งกระโปรงและกางเกง อัพลุคให้ดูสดใส เพิ่มความคัลเลอร์ฟูลให้กับชีวิต 

ต่อด้วยอีกแบรนด์ไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก อย่าง “Vickteerut” ที่ไม่พลาดร่วมสร้างสีสันช่วงหน้าร้อนนี้ โดยปล่อยไอเท็มเด็ด ทั้งชุดเดรสสายเดี่ยว กระโปรงยาวสีเหลืองสดใส ที่มาพร้อมความสวยหวานแบบลูกคุณหนู ผสมผสานความเผ็ด ด้วยดีไซน์ที่ให้สาวๆ ได้โชว์รูปร่างและแผ่นหลังเบาๆ นอกจากนี้ยังมีชุดเดรสลำลอง ใส่สบาย ความยาวเหนือเข่า ดีไซน์ด้วยสีสันที่ตัดกันอย่างลงตัว สดใสรับซัมเมอร์แบบใส่แค่ชิ้นเดียวจบปิ๊ง!

3. “Artist Designed”

อีกหนึ่งเทรนด์ใหม่ที่จะมาสร้างสีสันให้ช่วงหน้าร้อนนี้ ก็คือสไตล์  “Artist Designed”  ที่มาพร้อมแฟชั่นหลากหลายสไตล์งานฝีมือ อวดเทคนิคการออกแบบตกแต่งเสื้อผ้าเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นลูกไม้ งานถัก งานทอมือ การจับจีบ หรือการต่อลายเสื้อ สวมใส่ได้อย่างมีสไตล์และดูเก๋ไม่ซ้ำแบบใคร และแน่นอนว่าแบรนด์ที่ตอบโจทย์ความอาร์ทิสต์นี้ ต้องยกให้ “Tohns” แบรนด์ไทย คุณภาพไฮเอนด์ ที่ซัมเมอร์นี้มาในคอนเซ็ปต์รักษ์โลก กับชุดเสื้อเชิ้ตและกระโปรงลายกราฟิกสีสันสดใส รวมทั้งลวดลายธรรมชาติ ท้องฟ้า ต้นไม้ ก้อนหิน และขุนเขา ที่สำคัญยังขอใช้ผลงานแฟชั่นนี้ ในการสนับสนุนเรื่องปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) โดยการนำผ้าที่เหลือในสต็อก และผ้าที่ถักโครเชต์แบบแฮนด์เมด มาดีไซน์เป็นชุดที่น่ารักนี้ เพื่อเป็นการลดจำนวนขยะจากเศษผ้า เรียกว่านอกจากสวยเก๋แล้ว ยังช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อมได้ด้วย งานนี้สาวๆ ที่รักษ์โลกไม่ควรพลาดจริงๆ

STYLE FOR HIM

1. Solid Colors

มาต่อกันที่แฟชั่นสำหรับผู้ชายในซัมเมอร์นี้ก็ไม่น้อยหน้า มีมาให้เลือกเสริมหล่อหลากหลายสไตล์ พร้อมเกาะติดเทรนด์ใหม่ล่าสุดรับซัมเมอร์ ทั้งเรื่อง “Color” ที่ซีซันนี้ ไม่มีที่เว้นไว้ให้ผู้ชายแต่งตัวแค่ขาวหรือดำ แต่ต้องจัดเต็มสีสดใส   ที่แสดงออกซึ่งความเป็นตัวเองที่สนุกขึ้น ในโทนสีของท้องฟ้าผ่านช่วงเวลาต่าง ๆ ตั้งแต่ชมพู ไลแลค ฟ้า เขียว ม่วง อาทิ แบรนด์ดังอย่าง “GQ” ที่เอาใจหนุ่มๆ ที่ชอบแนวสมาร์ตแคชชวลด้วยเสื้อโปโล สีสันสดใส ทั้งสีเขียวมิ้นต์ และโทนสี โอลด์โรส แดง เติมความสนุกให้กับหน้าร้อนนี้ หรือหากชอบสไตล์เท่แต่เรียบ ต้องยกให้แบรนด์ “Club Monaco” แฟชั่นระดับไฮเอนด์จากแคนาดา ที่ซัมเมอร์นี้พร้อมเสิร์ฟทั้งเสื้อยืดคอกลม สีเหลืองสด และแจ็คเก็ต แขนยาว สีน้ำเงินเข้ม ซึ่งถือเป็น 2 ไอเท็มเด็ด ที่แม้ดูเรียบง่าย แต่เปี่ยมด้วยรสนิยม

2. “Innovation”

ซีซันนี้นอกจากสีสันจะต้องสดใสแล้วเรื่อง “Innovation” ก็มาแรงไม่แพ้กัน ยุคนี้เสื้อผ้าต้องมาพร้อมนวัตกรรมเท่ๆ ที่จะทำให้การแต่งกายเป็นเรื่องง่าย และสบายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผ้าที่มาพร้อมเทคโนโลยีระบายอากาศได้ดี สวมใส่เมื่อไรก็เย็นสบาย อย่างแบรนด์ “LTD”  ที่ออกแบบเสื้อผ้าสำหรับคุณผู้ชายได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะคอลเลกชั่นใหม่ กับเสื้อเชิ้ตแขนยาว สีน้ำเงินเข้ม (Dark Blue) ใส่สบาย อีกหนึ่งไอเท็มคลาสสิกตลอดกาล ที่ไปได้ทั้งงานทางการและในโอกาสลำลอง ให้ลุคเรียบง่าย แต่ดูภูมิฐาน โมเดิร์น เหมาะสำหรับทุกช่วงเวลา แถมยังแมตช์กับกางเกงได้หลายสไตล์อีกด้วย มาต่อกันที่แบรนด์ “Takeo Kikuchi” แบรนด์ยอดนิยมจากประเทศญี่ปุ่นสำหรับคุณผู้ชาย ที่พร้อมอัพลุคให้กลายเป็นหนุ่มหล่อเนี้ยบ ดูดี ภายใต้คอนเซ็ปต์ Tokyo Urban Style (โตเกียว เออเบิร์น สไตล์) โดยมีทั้งเสื้อแจ็กเก็ต สีเบจ เนื้อผ้าเบาสบายใส่รับซัมเมอร์ พร้อมดีไซน์ที่คงความเป็นเอกลักษณ์ในแบบทาเคโอะ คิคุจิได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ยังมีกางเกงขายาว มินิมอล สีเรียบ ดีไซน์ใส่ง่าย ที่แมตช์ได้หลายลุค แต่ยังคงกลิ่นอายแฟชั่นญี่ปุ่น

3. “Floral Pattern”

ซัมเมอร์นี้ ยังมีอีกหนึ่งเทรนด์ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ก็คือเรื่องของ “Pattern” ที่ปล่อยให้หนุ่มๆ ได้เต็มที่กับลวดลายกลิ่นอายซัมเมอร์ในสายธรรมชาติ อย่างดอกไม้และใบไม้ในรูปทรงโคร่ง หรือลวดลายตารางและลายทาง มอบลุคที่ดูชิลล์แบบมีสไตล์ โดยเฉพาะหนุ่มๆ ที่ชื่นชอบแฟชั่นจัดจ้าน ต้องไม่พลาดแบรนด์  “Scotch & Soda” แบรนด์ดังจากอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่เชี่ยวชาญด้านแฟชั่นร่วมสมัย และซัมเมอร์นี้ทางแบรนด์มาพร้อมไอเท็มใหม่สุดจี๊ด อย่างเสื้อเชิ้ตแขนสั้น ปริ้นต์ลายทะเลทรายสุดชิค โดดเด่นด้วยลายเส้นกราฟิกที่เป็นเอกลักษณ์ และกางเกงลายดอกใส่สบายรับซัมเมอร์นี้ แต่ถ้าใครชื่นชอบกางเกงที่ลวดลายคลาสสิก ขอแนะนำกางเกงลายสก็อตสีน้ำตาลเขียวขี้ม้า ซึ่งนำมาแมตช์ได้หลายลุค ทั้งทางการ วินเทจ หรือใส่เข้าคู่กับเสื้อคาร์ดิแกนที่มาพร้อมลายปักสุดประณีต ออกแบบเป็นลายต้นไม้และดอกไม้ ก็ได้ลุคเป็นหนุ่มน่ารัก โอปป้าสไตล์ จะใส่คลุมทับเสื้อยืด ก็ดูหล่อเนี้ยบ หรือจะใส่แบบเดี่ยวๆ ก็บอกเลยว่าเอาอยู่!

นอกจากเสื้อผ้าจากหลากหลายแบรนด์ดัง ที่ยกขบวนมาต้อนรับซัมเมอร์ครั้งนี้แล้ว ด้านแอคเซสเซอรี่ก็มีให้เลือกเติมความฮอตอีกมากมาย อัดแน่นด้วยหลายแบรนด์ชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็นหมวกแก๊ปสำหรับคุณผู้ชาย จาก “Polo Ralph Lauren” , “Tommy Hilfiger” ส่วนสาวๆ ต้องไม่พลาดทั้งกระเป๋า จากแบรนด์ “Kloset”, “Aldo”, “Kate Spade NY”, “Boyy”, “Buti” และ “Pipatchara” ส่วนรองเท้าก็มีทั้งแบรนด์ “Steve Madden” และ “Crazy & Crazy”  เป็นต้น  เรียกว่าขนมาให้ทุกคนได้เลือกมิกซ์แอนด์แมตช์ ครบทุกสไตล์ ตอบโจทย์ทุกแนวแฟชั่นแน่นอน!

ใครไม่อยากหล่นขบวนหรือตกเทรนด์ อย่าพลาดแคมเปญ ที่อัดแน่นด้วยแฟชั่นท้าลมร้อน “CENTRAL ENDLESS SUMMER” ที่ห้างเซ็นทรัลทุกสาขา หรือช้อปผ่านช่องทาง Central App, Central Chat & Shop, Central Personal Shopper On Demand โทร.1425 หรือเฟซบุ๊กเพจของห้างเซ็นทรัลที่ www.facebook.com/CentralDepartmentStor งานนี้มีดีลสุดเด็ด โปรโมชั่นสุดฮอตอีกเพียบ!

ผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการแก้ปัญหาเชิงซ้อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/679907

วันที่ 05 เม.ย. 2565 เวลา 05:40 น.ผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการแก้ปัญหาเชิงซ้อน

โดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

เพราะโลกไม่แน่นอน ผันผวน นำมาซึ่งความท้าทายและปัญหา แต่ปัญหาใดๆ มันไม่เคยมาเดี่ยว มันรุมกันเข้ามารอบด้าน อย่างเช่นการระบาดของไวรัสโควิด 19 ปัญหามันใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับทุกมิติอย่างเป็นวงกว้าง ส่งผลกระทบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ที่สำคัญมันเป็นปัญหาเชิงซ้อน มันเป็นปัญหาทับซ้อนปัญหา มันเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต แล้วจะรับมือกับปัญหาเชิงซ้อนนี้ได้อย่างไร

ในการทำความเข้าใจถึงความซับซ้อนของปัญหาและทางออก เราสามารถอุปมาอุปไมยได้จาก ทฤษฎีกาแฟร้อน หรือ Coffee Theory ที่อธิบายถึงธรรมชาติของแนวคิดเชิงระบบที่ว่า สรรพสิ่งมีคุณสมบัติสำคัญ 6 ประการคือ

1. ความเป็นหนึ่งเดียว

2. องค์ประกอบ

3. การเชื่อมโยง

4. การผุดกำเนิด

5. ศักยภาพที่แตกต่าง

6. คุณค่าและความหมาย

แล้วทฤษฎีกาแฟร้อนจะช่วยให้เราเข้าใจถึงความซับซ้อนของปัญหา รวมทั้งการหาทางออกต่อปัญหานั้นๆ ได้อย่างไร

เราลองพิจารณาเอสเพรสโซ่ร้อน จะเห็นว่าเอสเพรสโซ่มีความเป็นหนึ่งเดียว คือหนึ่งถ้วยที่มีองค์ประกอบคือ ผงกาแฟและน้ำร้อน (น้ำตาลถือว่าเป็นทางเลือก) เมื่อนำทั้งสองมาชงเข้าด้วยกันในขณะนั้นเอง มันได้ผุดกำเนิดขึ้นเป็นภาวะองค์รวมใหม่ที่มีคุณสมบัติและศักยภาพที่แตกต่างจากองค์ประกอบเดิม นั่นคือความหอมและรสชาติที่เข้มข้นที่นำไปสู่คุณค่าที่สูงขึ้นและสะท้อนออกมาเป็นราคาและกำไร

แต่เมื่อนำเอสเพรสโซ่ที่ได้มาเติมด้วยฟองนมและนมสด เราได้สิ่งใหม่เรียกว่าคาปูชิโน่ และเมื่อนำคาปูชิโน่มาเติมด้วยผงช็อกโกแลต เราก็เปลี่ยนชื่อมันเป็นมอคค่า

นั่นหมายความว่า ณ ขณะหนึ่ง คาปูชิโน่มีเอสเพรสโซ่เป็นองค์ประกอบ และในเวลาเดียวกัน ตัวมันเองก็เป็นองค์ประกอบของมอคค่าด้วย

ตามทฤษฎีกาแฟร้อน จะเห็นได้ว่ากาแฟร้อนแต่ละชนิดคือระบบ และเมื่อมองภาพรวม มันเป็นระบบซ้อนระบบ กล่าวคือ คาปูชิโน่เป็นระบบใหญ่ที่มีระบบย่อยคือเอสเพรสโซ่ซ้อนอยู่ภายใน ในขณะเดียวกัน ตัวคาปูชิโน่เองก็เป็นระบบย่อยที่ซ้อนอยู่ในระบบที่ใหญ่กว่า นั่นคือ มอคค่า

โดยนัยดังกล่าว หากจะปรุงมอคค่าให้หอมและอร่อยมีคุณค่า เราต้องเตรียมคาปูชิโน่และผงช็อกโกแลตอย่างดี แล้วนำทั้งสองมาชงเข้าด้วยกัน นั่นคือ คุณค่าของมอคค่าขึ้นกับคุณภาพของคาปูชิโน่และผงช็อกโกแลต เพราะทั้งสองคือองค์ประกอบ

ในทำนองเดียวกัน การจะปรุงคาปูชิโน่ให้หอมและอร่อยมีคุณค่า เราต้องเตรียมเอสเพรสโซ่ ฟองนม และนมสดอย่างดี แล้วนำทั้งสามมาชงเข้าด้วยกัน นั่นคือ คุณค่าของคาปูชิโน่ก็ขึ้นกับคุณภาพของเอสเพรสโซ่ ฟองนมและนมสด เพราะทั้งสามคือองค์ประกอบ

และก็เช่นเดียวกันว่า คุณค่าของเอสเพรสโซ่ก็ขึ้นกับคุณภาพของผงเอสเพรสโซ่และน้ำร้อน เพราะทั้งสองคือองค์ประกอบ

จะเห็นว่าทั้งมอคค่า คาปูชิโน่ เอสเพรสโซ่ต่างก็คือระบบ ที่สำคัญ มันเป็นระบบซ้อนระบบองค์รวมซ้อนองค์รวมอย่างเป็นลำดับชั้น

ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

จากมุมมองเชิงซ้อนตามแนวคิดทฤษฎีกาแฟร้อนนี้ เราสามารถอุปมาได้ว่า ปัญหาใดๆ มันก็มีธรรมชาติเป็นระบบเชิงซ้อนเช่นกัน มันเป็นปัญหาซ้อนปัญหา วิกฤตซ้อนวิกฤตอย่างเป็นลำดับชั้น ยิ่งมีลำดับชั้นสูงขึ้น ความซับซ้อนก็มากขึ้น ความท้าทายก็ยิ่งสูงขึ้น และด้วยมุมมองที่ว่า หากจะปรุงมอคค่าให้หอม อร่อย มีคุณค่า เราต้องพิจารณาย้อนหลัง ไล่เรียงลงไปทีละขั้นตอนอย่างเป็นลำดับชั้น ทีละชั้น

จากมุมมองดังกล่าว นำมาซึ่งความเข้าใจที่ว่า ในการแก้ปัญหาใดๆ เราจึงต้องพิจารณาปัญหานั้นๆ อย่างเป็นระบบเชิงซ้อน โดยพิจารณาไล่เรียงย้อนลงไปทีละชั้นอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อดูว่าอะไรคือองค์ประกอบหลัก และในแต่ละองค์ประกอบหลักนั้น มันประกอบด้วยองค์ประกอบรองๆ อะไรบ้าง และในแต่ละองค์ประกอบรอง มันมีองค์ประกอบย่อยๆ อะไรอีก และดูว่าทั้งหมดนี้มันเชื่อมโยงหรือสัมพันธ์กันอย่างไรและด้วยการปรับเปลี่ยนการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่าง จึงนำมาซึ่งทางออกของปัญหาอย่างสร้างสรรค์

โดยสรุป ทฤษฎีกาแฟร้อนช่วยให้เข้าใจถึงธรรมชาติของความซับซ้อนของปัญหา และเป็นแนวทางเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาระบบเชิงซ้อนได้อย่างมั่นใจ เป็นรูปธรรม

ท่านในฐานะผู้นำ ท่านจะวางระบบวิธีการคิดอย่างไร เพื่อให้ทีมงานสามารถพัฒนาแนวคิดเชิงระบบ สามารถพัฒนาแนวคิดเชิงองค์รวม เพื่อการแก้ปัญหาซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืน