ระทึก เกิดพายุงวงช้าง หน้าเกาะห้อง กระบี่ โชคช่วยจนท.ขับเรือผ่านไปก่อนแล้ว หวิดโดนดูด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ระทึก เกิดพายุงวงช้าง หน้าเกาะห้อง กระบี่ โชคช่วยจนท.ขับเรือผ่านไปก่อนแล้ว หวิดโดนดูด

ระทึก เกิดพายุงวงช้าง หน้าเกาะห้อง กระบี่ โชคช่วยจนท.ขับเรือผ่านไปก่อนแล้ว หวิดโดนดูด25 มิถุนายน 2563 – 22:51 น.

ระทึก เกิดพายุงวงช้าง หน้าเกาะห้อง อุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี ต.เขาทอง อ.เมือง จ.กระบี่ ซึ่งสามารถมองเห็นจากชายหาดเกาะห้อง ได้อย่างชัดเจน

เวลา 17.15 น.วันที่ 25 มิ.ย.63 ได้เกิดปรากฏการณ์พายุงวงช้างขนาดใหญ่ โผล่กลางทะเลกระบี่ บริเวณหน้าหมู่เกาะห้อง อุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี ต.เขาทอง อ.เมือง จ.กระบี่ ซึ่งสามารถมองเห็นจากชายหาดเกาะห้อง ได้อย่างชัดเจน

ระทึก เกิดพายุงวงช้าง หน้าเกาะห้อง กระบี่ โชคช่วยจนท.ขับเรือผ่านไปก่อนแล้ว หวิดโดนดูด

นายจำเป็น ผอมภักดี หน.หน่วยพิทักษ์หมู่เกาะห้อง อช.ธารโบกขรณี จ.กระบี่ ได้บันทึกคลิปวิดีโอเอาไว้ได้ขณะยืนอยู่ชายหาดเกาะห้อง สร้างความตื่นเต้น ปนระทึกแก่เจ้าหน้าที่ เนื่องจากเป็นเวลาเดียวกับที่ จนท.อุทยานฯขับเรือผ่านออกไปพอดี นอกจากนี้เป็นปรากฏการณ์ที่หาดูยากเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก โดยพายุงวงช้างหมุนน้ำทะเลเป็นเกลียวพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า แต่ไม่มีรายงานความเสียหายเกิดขึ้นแต่อย่างใด เนื่องจากที่เกิดพายุงวงช้างเกิดกลางทะเลติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

นายจำเป็น กล่าวว่า เมื่อช่วงเวลาประมาณ 17.15 น.ที่ผ่านมา ขณะที่ตน พร้อม จนท.ประจำเกาะห้อง ยืนอยู่บริเวณชายหาดเกาะห้อง หลังจากที่ส่ง จนท.ขึ้นเรือกลับฝั่ง เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับเกิดมีเมฆฝนหนาแน่น ดำทะมึน ฝนใกล้จะตกก็ได้เห็นพายุวงช้างปรากฏขึ้นมา 1 ลูก ที่กลางทะเล หน้าเกาะห้อง โดยพายุงวงช้างลูกดังกล่าวได้เคลื่อนตัวจากทิศใต้ผ่านหน้าเกาะห้องไปทางทิศเหนือ ประมาณ10 นาทีสลายตัวก่อนถึงฝั่ง และเกิดฝนตกโชคดีที่เรือเจ้าหน้าที่ขับผ่านไปพอดี จึงไม่มีใครได้รับอันตราย ท่ามกลางการลุ้นระทึก ของ จนท.ที่ยืนอยู่หน้าหาดเกาะห้อง

ข่าว/ภาพ บัญฑิต รอดเกิด ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ. กระบี่

แปลกแต่จริง หมู-แมว-หมา เพื่อนรักต่างสายพันธุ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

แปลกแต่จริง หมู-แมว-หมา เพื่อนรักต่างสายพันธุ์

แปลกแต่จริง หมู-แมว-หมา เพื่อนรักต่างสายพันธุ์25 มิถุนายน 2563 – 22:50 น.

แปลกแต่จริง หมู-แมว-หมา เพื่อนรักต่างสายพันธุ์ ความน่ารักของเจ้าถุงทองหมูแคระน้ำหนักกว่า 100 กิโลกรัม ที่มีเพื่อนรักต่างสายพันธุ์เป็นแมวและหมา ด้านเจ้าของเผยซื้อหมูแคระมาคู่ละ5,000บาทพอเลี้ยงนานวันตัวใหญ่มาก

วันที่ 25 มิ.ย. 2563 ผู้สื่อข่าวราย ความน่ารักของเพื่อนซี้ต่างสายพันธุ์ ที่วิ่งเล่นอยู่บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 72/6 ถนนทรัพย์สิน ตำบลตลาดหลวง อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง  ที่เป็นหมูแคระแต่ไม่แคระ เป็นหมูตัวใหญ่ที่มีน้ำหนักตัวกว่า100 กิโลกรัม มีชื่อว่าเจ้าถุงทอง เป็นหมูเพศเมีย อายุ 3 ปี ที่มีเพื่อนซี้ต่างสายพันธุ์เป็นเจ้าแมวเหมียว มีชื่อว่าเจ้าบุญมี  แมวไทยเพศผู้ สีน้ำตาลเทา อายุ 1 ปี 6 เดือน ที่เวลาเดินเล่นออกไปไหนก็จะพบว่า เจ้าบุญมี จะไปนั่งเล่นนอนเล่นอยู่บนหลังหมูเจ้าถุงทองตลอดเวลา โดยที่เจ้าถุงทองนั้นชอบเดินเที่ยว โดยจะมีเพื่อน ชื่อว่า จีน่า เป็นสุนัขพันธุ์อเมริกันพิทบูล เพศเมีย อายุ 2 ปี  ที่มีความรักความผูกพันธุ์เดินเล่นไปไหนไปกัน และกินอาหารร่วมกันโดยมีเจ้าแมวเหมียว ที่ชอบขึ้นไปนั่งเล่น นอนเล่นอยู่บนหลังหมู

ด้าน นางสาวพรพิมล  ต่ายวิจิตร อายุ 48 ปี เจ้าของ เล่าให้ฟังว่า ได้ซื้อหมูแคระมาจำนวน 1 คู่ 2 ตัว ในราคา 5,000 บาท แต่หมูได้ตายไป 1 ตัว เหลือเพียงเจ้าถุงทอง หมูเพศเมียเพียงตัวเดียว แล้วก็เลี้ยงมานาน 3 ปีแล้ว เจ้าถุงทองก็ตัวก็ใหญ่ขึ้นมาตลอด ตอนนี้น้ำหนักกว่า100 กิโลกรัมแล้ว ถึงจะไม่ใช้หมูแคระ ดังที่ต้องการ แต่ด้วยความรักความผูกพันธุ์ ที่เลี้ยงมานาน  บวกกับความแสนรู้และน่ารักของเจ้าถุงทอง ตนเองก็ดูแลเป็นอย่างดี  

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

แล้วจะปล่อยให้เล่นอยู่กับหมาและแมวที่บ้านจนเป็นเพื่อนซี้ต่างสายพันธุ์ ซึ่งแต่ละวันที่ปล่อยเจ้าถุงทองออกจากกรง มาเดินเล่น ก็ไม่พลาดที่เพื่อนซึ้ แมว เจ้าบุญมี ต้องกระโดดขี่หลังนั่งเล่น  ซึ่งเจ้าถุงทองก็ชอบออกไปเดินเล่นกับเจ้าจีน่า ที่เป็นหมาอเมริกันพิทบูล  โดยจะวิ่งเล่นและกินขนมอาหารร่วมกัน อยู่บริเวณหน้าบ้านตนเอง ซึ่งตนเองประทับใจ ความน่ารักของเจ้าหมูและเพื่อนซี้ต่างสายพันธุ์

ภาพ/ข่าว : ศุภเสกข์  แสงตระการ  ผู้สื่อข่าวภูมิภาค  จ.อ่างทอง

เลย เกิดแผ่นดินไหว ขนาด 3.8 บ้านเรือนกระจกหน้าต่างเสียงดัง สิ่งปลูกสร้างสั่นไหว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เลย  เกิดแผ่นดินไหว ขนาด 3.8 บ้านเรือนกระจกหน้าต่างเสียงดัง สิ่งปลูกสร้างสั่นไหว

เลย  เกิดแผ่นดินไหว ขนาด 3.8 บ้านเรือนกระจกหน้าต่างเสียงดัง สิ่งปลูกสร้างสั่นไหว25 มิถุนายน 2563 – 22:50 น.

เลย  เกิดแผ่นดินไหว ขนาด 3.8 บ้านเรือนกระจกหน้าต่างเสียงดัง สิ่งปลูกสร้างสั่นไหว

เมื่อเวลา 21.37 น.วันที่ 25  มิ.ย.2563  ผู้สื่อข่าวรับแจ้งจากกองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา  ว่า    เครื่องตรวจวัดแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา  ตั้งอยู่ที่ อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำหมานตอนบน ต.น้ำหมาน อ.เมืองเลย จ.เลย  ส่งสัญญาณว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 3.8  ที่ความลึก 5 กม . มีศูนย์กลางอยู่ที่ อ.เมืองเลย จ.เลย    และมีประชาชนพื้นที่ต่างๆของ จ. เลย  แจ้งถึงแรงสั่นสะเทือนว่ามีความสั่นสะเทือนที่  บ้านหนองผักก้าม  หมู่ 13 ต.เมือง   อ.เมืองเลย ถึง ความรู้สึกบ้านเดี่ยว 1 ชั้น รู้สึกเหมือนคนจับบ้านเขย่า หน้าต่างกระจกมีเสียงดังเหมือนมีคนเคาะหรือทุบ ส่วน ต. กุดป่อง (เขตเทศบาลเมืองเลย)   และ   ต.ชัยพฤกษ์    อ.เมืองเลย บ้านเดี่ยวมากกว่า 1 ชั้น 2 ชั้น เตียงสั่น พื้นสั่น หอพักภูกระดึง มหาวิทยาลัยราชภัฎเลย หอพัก อพพาร์ทเมนท์ แฟลต แมนชั่น รู้สึกตึกสั้นไหว  เสียงดังแรงสั่นจนรู้สึกได้ 

ประชาชนแจ้งอีกว่า มีพื้นที่ได้รับแรงสั้นสะเทือนอีกคือ  หมู่ 5  บ้านห้วยทรายคำ หมู่ 9  ต.นาแขม  อ.เมืองเลย  บ้านสั่นสะเทือน  มีเสียงดัง เหมืองแรงยางรถบรรทุกพลิกคว่ำเช่นเดียวกับติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

บ้านนาสี ต.จอมศรี อ.เชียงคาน และ พื้นที่ อ.ท่าลี่  ก็รู้สึกได้เช่นกัน    และครั้งนี้น่าจะมีความรุนแรงมากกว่าทุกๆครั้งที่มีศูนย์จากที่ จ. เลย   ขณะนี้ทางราชการ ฝ่ายปกครองป้องกัน  ฝ่ายความมั่นคง  และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  เร่งออกไปสำรวจบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบเป็นการด่วนแล้ว

บุญชู  ศรีไตรภพ  ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.เลย

สุดรันทน หนุ่มวัย 32 ไร้บ้าน-เมียทิ้ง หอบลูกสาวเร่หางาน อาศัยนอนเปลใต้ถุนบ้านคนรู้จัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สุดรันทน หนุ่มวัย 32 ไร้บ้าน-เมียทิ้ง หอบลูกสาวเร่หางาน อาศัยนอนเปลใต้ถุนบ้านคนรู้จัก

สุดรันทน หนุ่มวัย 32 ไร้บ้าน-เมียทิ้ง หอบลูกสาวเร่หางาน อาศัยนอนเปลใต้ถุนบ้านคนรู้จัก25 มิถุนายน 2563 – 16:52 น.

สุดรันทน หนุ่มวัย 32 ไร้บ้าน-เมียทิ้ง หอบลูกสาวเร่หางาน อาศัยนอนเปลใต้ถุนบ้านคนรู้จักเป็นที่ซุกหัวนอน

25 มิ.ย. 2563 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า ที่บ้านเลขที่ 103/3 หมู่ 3 ต.ตลิ่งชัน อ.บ้านด่านลานหอย จ.สุโขทัย มีชายหนุ่มอายุ 32 ปี ถูกภรรยาทิ้ง จนต้องเร่ร่อนหางานทำต่างจังหวัด และหอบหิ้วลูกสาวตัวน้อย 2 คน มาขอพักอาศัยอยู่ด้วยนาน 3 เดือนแล้ว เพราะไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน และลูกๆ ก็ต้องเข้าโรงเรียน เสื้อผ้าก็ไม่มีใส่ อยากให้หน่วยงานรัฐและผู้ใจบุญช่วยเหลือ จึงไปตรวจสอบและพบ น.ส.จำเรียง ขำคำ อายุ 34 ปี เจ้าของบ้าน พร้อมกับเด็กๆที่มาขออาศัยอยู่ด้วย

น.ส.จำเรียง บอกว่า พ่อ-ลูกที่มาขอพักอาศัยอยู่ที่บ้านด้วย คือ นายบัณฑิตย์ ท้วมเรือง หรือบาส อายุ 32 ปี กับลูกสาว 2 คน คนโตอายุ 7 ขวบ และคนเล็กอายุ 5 ขวบ มาขออยู่ด้วยตั้งแต่เดือนมีนาคม ช่วงโรคโควิดระบาด มาจาก จ.นครสวรรค์ ไม่มีอะไรติดตัวมาเลย มีแค่เสื้อผ้าเก่าๆ คนละ 2 ชุด จึงไปขอจากเพื่อนบ้านมาให้ใส่

“ฉันเป็นสะใภ้ญาติของอดีตภรรยาของนายบาส อาศัยอยู่กับสามีและลูกชายอีก 2 คน มีอาชีพทำไร่และรับจ้างทั่วไป ตอนนี้มีนายบาสกับลูกสาวมาอยู่ด้วย ก็รวมเป็น 7 คนที่อยู่บ้านหลังเดียวกัน ทั้งหมดกางมุ้งนอนในบ้าน ยกเว้นนายบาสที่เขาเกรงใจ จึงอาศัยหลับนอนนอกชานหน้าบ้าน บางทีก็นอนเปลใต้ถุนบ้าน สงสารลูกๆ ของนายบาส บางทีก็อดข้าว ได้กินแต่นมคนละกล่อง และกลัวจะไม่ได้เรียนหนังสือ จึงไม่อยากให้พากันเร่ร่อนไปไหนอีก” น.ส.จำเรียง กล่าวด้วยความห่วงใย

ด้านนายบาส ซึ่งเพิ่งกลับจากหาของป่าบนเขา เล่าชีวิตรันทดให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า ตนเองมาอาศัยอยู่บ้านภรรยาที่ ต.ตลิ่งชัน อ.บ้านด่านลานหอย มีลูกสาวด้วยกัน 2 คน จนเมื่อ 3-4 ปีก่อนเขาทิ้งเราไป จึงต้องหอบลูกเร่ร่อนไปหางานทำเป็นช่างเชื่อมอยู่ที่ จ.ตาก และนครสวรรค์ พอหมดงานจ้างไม่รู้จะไปไหน ชีวิตไม่เหลือใคร เลยต้องบากหน้าพาลูกมาขออยู่กับญาติของอดีตภรรยา โดยตัวเองอาศัยหลับนอนตรงนอกชานหน้าบ้าน และนอนเปลใต้ถุนบ้านเป็นส่วนใหญ่ ไม่กล้าเข้าไปนอนในบ้าน เพราะเกรงใจเขา

สุดรันทน หนุ่มวัย 32 ไร้บ้าน-เมียทิ้ง หอบลูกสาวเร่หางาน อาศัยนอนเปลใต้ถุนบ้านคนรู้จัก

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

“ผมช่วยทำงานทุกอย่าง เพื่อตอบแทนความเมตตาเจ้าของบ้าน ที่ให้ผมกับลูกอาศัยอยู่ด้วย ตอนนี้ก็รับจ้างปลูกมันสำปะหลัง ได้เงินมาก็ช่วยเป็นค่ากับข้าว แต่งานก็ไม่มีบ่อยนัก ว่างๆก็เลยขึ้นเขาเข้าป่าไปเก็บเห็ดเผาะ เห็ดโคน ผักหวาน จับอึ่งอ่าง เอามากิน ถ้าได้มากก็ขาย ชีวิตนี้ไม่เคยห่างลูก และไม่คิดจะมีครอบครัวใหม่ อยู่แบบนี้สบายใจกว่า” นายบาส กล่าว

ขณะที่เพื่อนบ้านและญาติๆของอดีตภรรยา ต่างก็บอกว่า นายบาสเป็นคนดี ขยันสู้งานสารพัด และรักลูกๆ ไปรับจ้างทำงานที่ไหนก็เอาลูกไปด้วย เพราะห่วงไม่มีคนดูแล ชีวิตลำบากมาก เพื่อนบ้านและญาติๆของอดีตภรรยา จึงคอยช่วยเหลือแบ่งปันกันตามกำลังที่พอจะทำได้ เพราะสงสารเด็กๆ ทั้ง 2 คน

สุดรันทน หนุ่มวัย 32 ไร้บ้าน-เมียทิ้ง หอบลูกสาวเร่หางาน อาศัยนอนเปลใต้ถุนบ้านคนรู้จัก

นายประเทือง นาราสิริวิมล นายกเทศมนตรีตำบลตลิ่งชัน กล่าวว่า หลังทราบเรื่องราวชีวิตของนายบาสกับลูกสาว ทางหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัดก็ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบทันที และเตรียมช่วยเหลือให้เด็กๆ ได้เรียนหนังสือในโรงเรียนใกล้บ้าน ส่วนนายบาสทางเทศบาลตำบลตลิ่งชันก็จะรับเข้าทำงาน เพื่อให้มีงานทำเป็นหลักแหล่ง และมีรายได้เลี้ยงดูลูกทั้ง 2 คน สำหรับเรื่องที่อยู่อาศัยถาวร ก็จะพูดคุยกับญาติของอดีตภรรยา และหารือหน่วยงานเกี่ยวข้อง ร่วมกันช่วยเหลือต่อไป

สุดรันทน หนุ่มวัย 32 ไร้บ้าน-เมียทิ้ง หอบลูกสาวเร่หางาน อาศัยนอนเปลใต้ถุนบ้านคนรู้จัก

อย่างไรก็ตาม ผู้ใจบุญที่อยากช่วยเหลือนายบาสกับลูกสาว สามารถส่งสิ่งของจำเป็น เสื้อผ้า ชุดนักเรียน ฯลฯ ถึงนายบัณฑิตย์ ท้วมเรือง (บาส) บ้านเลขที่ 103/3 หมู่ 3 ต.ตลิ่งชัน อ.บ้านด่านลานหอย จ.สุโขทัย หรือสอบถาม น.ส.จำเรียง (เจ้าของบ้าน) โทร. 098-772-8510

สุดรันทน หนุ่มวัย 32 ไร้บ้าน-เมียทิ้ง หอบลูกสาวเร่หางาน อาศัยนอนเปลใต้ถุนบ้านคนรู้จัก
สุดรันทน หนุ่มวัย 32 ไร้บ้าน-เมียทิ้ง หอบลูกสาวเร่หางาน อาศัยนอนเปลใต้ถุนบ้านคนรู้จัก
สุดรันทน หนุ่มวัย 32 ไร้บ้าน-เมียทิ้ง หอบลูกสาวเร่หางาน อาศัยนอนเปลใต้ถุนบ้านคนรู้จัก
สุดรันทน หนุ่มวัย 32 ไร้บ้าน-เมียทิ้ง หอบลูกสาวเร่หางาน อาศัยนอนเปลใต้ถุนบ้านคนรู้จัก

ภูเบศวร์  ฝ้ายเทศ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.สุโขทัย

จ.พะเยา – วธ.พะเยาจับมือบ้านพักเด็กฯและองค์กรเครือข่ายจัดเสวนา “สื่อนั้นสำคัญไฉน เราต้องรู้เท่าทันและเฝ้าระวัง” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

จ.พะเยา – วธ.พะเยาจับมือบ้านพักเด็กฯและองค์กรเครือข่ายจัดเสวนา “สื่อนั้นสำคัญไฉน เราต้องรู้เท่าทันและเฝ้าระวัง”

จ.พะเยา – วธ.พะเยาจับมือบ้านพักเด็กฯและองค์กรเครือข่ายจัดเสวนา "สื่อนั้นสำคัญไฉน เราต้องรู้เท่าทันและเฝ้าระวัง"25 มิถุนายน 2563 – 16:51 น.

จ.พะเยา – วธ .พะเยาจับมือบ้านพักเด็กฯและองค์กรเครือข่ายจัดเสวนา ” สื่อนั้นสำคัญไฉน เราต้องรู้เท่าทันและเฝ้าระวัง “โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพะเยา ร่วมกับบ้านพักเด็กพร้อมองค์กรภาคีเครือข่ายเสวนาเรียนรู้และเฝ้าระวังสื่อ

วันนี้ (25 มิถุนายน 2563) ที่ห้องประชุมศูนย์ประสานงานการจัดการศึกษามัธยมศึกษา เขต 36 (พะเยา) อ.เมือง จ.พะเยา นางสายรุ้ง ธาดาจันทน์ วัฒนธรรมจังหวัดพะเยา นางอัญชัญ หวังระบอบ หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดพะเยา พร้อมองค์กรภาคีเครือข่าย สำนักข่าวเด็กและเยาวชน จ.พะเยา บ้านพักเด็กและครอบครัว จ.พะเยา สภาเด็กและเยาวชน ผู้แทนสถาบันการศึกษา องค์กรเอกชนและนักเรียน จัดเวทีเสวนา ในหัวข้อ “ สื่อนั้นสำคัญไฉน เราต้องรู้เท่าทันและเฝ้าระวัง “ ในยุคโควิด 19 เพื่อให้เป็นกระบอกเสียงในการใช้สื่อให้กับคนในสังคม โดยการสนับสนุนจากมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนา 50 คน

นายธรนิศ อรุณรัตน์ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ เปิดเผยว่า โครงการ บวร พะเยาเท่าทันและเฝ้าระวังสือ ประกอบด้วย 5 โครงการคือ โครงการอบรมนักเรียน , ผู้ปกครอง , สามเณร, ครอบครัววัยมันส์ เท่าทันและเฝ้าระวังสื่อและโครงการสุดท้ายคือ เวทีเสวนา “สื่อนั้นสำคัญไฉน เราต้องรู้เท่าทันและเฝ้าระวัง”  โดยได้ใช้พื้นที่ อ.เชียงคำ จ.พะเยา เป็นแหล่งดำเนินการงาน เพราะมีความหลากหลายของชุมชน เช่น ชาติพันธุ์ วัฒนธรรมอันหลากหลาย โดยใช้ 5 กิจกรรมหลักครอบคลุมทั้งประชาชนและสามเณร เช่น เพื่อสรุปแนวทาง ปัญหา อุปสรรคในการให้เยาวชนตลอดจนประชาชนได้เรียนรู้เท่าทันสื่อ จนนำมาสู่การเสวนาในครั้งนี้

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

นางสาวกรกมล โทนสังข์อินทร์ นักเรียนชั้น ม.5 ร.ร.เชียงคำวิทยาคม กล่าวว่า สื่อก็เหมือนมีดสองคม ถ้าเสพโดยไม่มีวิจารณญาณ โดยเฉพาะเด็กเยาวชน เวลาใช้สื่อต่างๆควรมีผู้ปกครองอยู่ด้วยเพื่อช่วยคัดกรองการรับสื่อที่ไม่ดีและคอยให้คำแนะนำกับเยาวชนอย่างใกล้ชิดเวลาใช้สื่อต่างๆ ในขณะเดียวกันหลังจากที่ได้ร่วมเวทีเสวนาก็จะนำความรู้ ข้อมูลที่ได้จากผู้ทรงวุฒิสาขา หรือหน่วยงานต่างๆ เหล่านี้ ไปแจ้งบอก แจ้งเตือนกับเพื่อนๆในโรงเรียนและคนในครอบครัวต่อไป 

นพพร ทาทาน  ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.พะเยา

สาวแพร่สุดงง!! เป็นหนี้ กยศ. แค่หมื่น แต่โดนยึดบ้าน 2 ล้าน ขายทอดตลาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สาวแพร่สุดงง!! เป็นหนี้ กยศ. แค่หมื่น แต่โดนยึดบ้าน 2 ล้าน ขายทอดตลาด

25 มิถุนายน 2563 – 14:54 น.

สาวแพร่สุดงง!! เป็นหนี้ กยศ. แค่หมื่น แต่โดนยึดบ้าน 2 ล้าน ขายทอดตลาด เพียงแค่ขาดส่งไประยะหนึ่ง เหลือยอดที่ค้าง กยศ. แค่หนึ่งหมื่นเจ็ดพันกว่าบาท จนกระทั่งมีหนังสือมาติดหน้าบ้านว่าเป็นทรัพย์สินถูกขายทอดตลาดแล้ว

เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 24 มิ.ย.63 น.ส.กรทิพ วงศ์ตะวัน อายุ 43ปี ที่อยู่ ม.3 ต.สบสาย อ.สูงเม่น จ.แพร่ น.ส.สมหมาย วงศ์ตะวัน อายุ 38 ปี และ นายสมพร วงศ์ตะวัน อายุ 75 ปี และนางพริ้ง วงศ์ตะวัน อายุ 71 ปี ร้องว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังจากที่อยู่ๆ มีจดหมายจากสำนักงานบังคับคดี จ.แพร่ มาติดหน้าบ้าน ว่าบ้านหลังดังกล่าวถูกขายทอดตลาดไปแล้ว แค่เป็นหนี้ กยศ. เพียง หนึ่งหมื่นเจ็ดพันกว่าบาท แต่กลับถูกฟ้องบังคับคดียึดบ้านไปขายทอดตลาดในราคา 2 ล้านกว่าบาท 

นางกรทิพย์ฯ และนางสาวสมหมายฯ น้องสาว เผยกับผู้สื่อข่าวว่า เมื่อปี 2541 น.ส.สมหมายฯ น้องสาวได้กู้ กยศ.เรียนที่วิทยาลัยเกษตรแพร่ เพื่อเรียนต่อระดับอาชีวะศึกษา หลังจากเรียนจบได้ทยอยส่งเงินคืนกองทุน กยศ. มาตลอด ต่อมา ได้ย้ายไปทำงานต่างจังหวัด จึงขาดส่งไประยะหนึ่ง เหลือยอดที่ค้าง กยศ. แค่หนึ่งหมื่นเจ็ดพันกว่าบาท จนกระทั่งมีหนังสือมาติดหน้าบ้านว่าเป็นทรัพย์สินถูกขายทอดตลาดแล้ว ซึ่งขณะนั้นทำงานอยู่ต่างจังหวัด พ่อ แม่ และลุงที่อยู่บ้านไม่รู้หนังสือ จึงถ่ายรูปส่งไปให้ดู พอเห็นก็รีบกลับบ้านมาจนรู้ว่าบ้านถูกขายไปแล้ว

ซึ่งตนและน้องสาวรู้สึกตกใจและไม่เข้าใจเพราะบ้านที่ถูกขายทอดตลาดเป็นชื่อพ่อตน ซึ่งพ่อไม่ได้เป็นคนค้ำประกัน เป็นเพียงคู่สมรสของแม่ที่เป็นผู้ค้ำประกันโดยมีบ้านอยู่ติดกัน สำหรับบ้านของน้องสาวซึ่งเป็นเจ้าของบ้านอีกหลังก็ไม่ถูกยึดแต่กลับเลือกบ้านพ่อซึ่งเป็นบ้านหลังใหญ่ที่สุด หลังจากทราบเรื่องจึงรีบเดินทางกลับมาบ้านและเข้าติดต่อกับสำนักงานบังคับคดี ก็ให้ไปติดต่อกับศาล เพราะศาลตัดสินแล้วสิ่นสุดแล้ว จากนั่นจึงไปที่ศาลต่อก็ได้รับคำตอบเหมือนเดิม จนท้อใจ เข้าร้องเรียนกับผู้สื่อข่าวขอให้ช่วยเหลือ ทางด้านนายอภิชัย อุ่นตา ผญ บ้านวังวน หมู่ที่ 3 หลังทราบข่าวก็เข้ามาสอบถามและขอให้สื่อช่วยเหลือลูกบ้านเพราะไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 25 มิ.ย.63 น.ส.กรทิพ วงศ์ตะวัน  อายุ 43 ปี บ้านเลขที่ 192 ม.3 ต.สบสาย อ.สูงเม่น จ.แพร่ น.ส.สมหมาย วงศ์ตะวัน อายุ 38 ปี และ นายสมพร วงศ์ตะวัน อายุ 75 ปี และนางพริ้ง วงศ์ตะวัน อายุ 71 ปี  เดินทางเข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแพร่ ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม  จากนี้ตนยืนยันจะเดินหน้าขอความเป็นธรรมให้กับพ่อของตนและจะนำบ้านกลับมาคืนพ่อโดยจากนี้จะไปยื่นเรื่องที่สำนักงาน ปปช.แพร่ให้เข้าตรวตสอบและเข้ายื่นต่อ กยศ กทม.

ทางนางสาวนภาพร เยาวรัตน์ ผอ.กลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแพร่ ได้รับเรื่องไว้และได้ประสานประสานเจ้าหน้าที่จากกรมบังคับคดีชีแจงข้อเท็จจริงกรณีลำดับขั้นตอนในการยึดทำไมไม่ยึดคนกู้คนค้ำแต่ไปยึดบ้านคู่สมรสซึ่งเป็นพ่อนอกนั้นยังได้ประสานสำนักงานยุติธรรมเข้ามารับเรื่องตามลำดับต่อไป ต่อมาทางด้านนางสาวกฤษณา กล้าพนัส ผอ.สนง.บังคับคดีจ.แพร่และนางจิรพร เพิ่มพูน ยุติธรรมจังหวัดแพร่เข้ามาที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแพร่เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงและไม่ยินยอมให้ผู้สื่อข่าวอยู่ในระหว่างพูดคุย และไม่ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด

กัญสร ถื่นทิพย์ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดแพร่

ชาวบ้านแตกตื่น หลังพบต้นตะเคียนทองจมใต้ลำห้วยตามร่างทรงบอก คอหวยแห่ตีเลขเด็ดคึกคัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ชาวบ้านแตกตื่น หลังพบต้นตะเคียนทองจมใต้ลำห้วยตามร่างทรงบอก คอหวยแห่ตีเลขเด็ดคึกคัก

ชาวบ้านแตกตื่น หลังพบต้นตะเคียนทองจมใต้ลำห้วยตามร่างทรงบอก คอหวยแห่ตีเลขเด็ดคึกคัก25 มิถุนายน 2563 – 13:23 น.

ชาวบ้านฮือฮา หลังร่างทรงชี้จุดต้นตะเคียนทองจมอยู่ใต้น้ำในลำห้วยผึ้ง และทำพิธีเชิญขึ้นไปเก็บรักษาไว้ภายในวัด หลังข่าวแพร่ออกไป มีประชาชนทั้งในหมู่บ้านและใกล้เคียงที่ทราบข่าวแห่กันมากราบไหว้ ขอพรตามความเชื่อ และขอเลขเพื่อนำไปเสี่ยงโชคงวดวันที่ 1 ก.ค.2563นี้

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่หลังจากได้รับการประสานจากชาวบ้านว่า พบต้นตะเคียนจมใต้น้ำและได้นำขึ้นมาเก็บไว้ที่ วัดบ้านสามหนอง ม.9 ต.บัวตูม อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ เขตรอยต่อกับ อ.เฝ้าไร่ จ.หนองคาย จึงลงพื้นที่ไปตรวจสอบ โดยพบว่าที่บริเวณด้านข้างพระอุโบสถ พบชาวบ้านจำนวนมากต่างพากันนั่งรอลุ้นเลขเด็ดที่ต้นตะเคียนอายุกว่า 100 ปี เพราะต้นตะเคียนทองถือเป็นต้นไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์มีตำนานเล่าขานมาอย่างยาวนาน และมีเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆตามความเชื่อ มีการจัดการในการเข้ากราบไหว้ตามมาตรฐานการป้องกันไวรัสโควิด – 19 โดย มีการทำรั้ว กำหนดคนเข้า และมีเจลแอลกอฮอร์ไว้บริการ
นายมนตรี ชาลีคำ ผู้ใหญ่บ้านบ้านสามหนอง หมู่ 9 ต.บัวตูม กล่าวว่า ลำห้วยผึ้งเป็นลำห้วยที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิมซึ่งไหลลงสู่ลำห้วยคำมิด ต่อมาได้เกิดการตื้นเขินและได้มีการขุดลอกลำห้วยผึ้ง เมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่ปรากฏมีต้นตะเคียน ช่วงนี้ระดับน้ำในลำห้วยลึกประมาณ 1 เมตร ต่อมาได้มีร่างทรงที่ อ.กู่แก้ว จ.อุดรธานี บอกให้ ดีเจ.บ่าวสุนทร นักจัดรายการสถานีวิทยุ สวทท.FM 102.25 MHz อ.เฝ้าไร่ จ.หนองคาย ว่าให้ไปช่วยนำต้นตะเคียนขึ้นมาจากน้ำเพราะต้องจมอยู่ในน้ำเป็นเวลานานแล้ว อยากจะขึ้นมาเพื่อช่วยสร้างวัดที่กำลังขาดปัจจัยในการก่อสร้าง จากนั้น ดีเจ.บ่าวสุนทร จึงได้เดินทางมาตามที่ร่างทรงบอก และมาเจอกับวัดลักษณะตรงตามที่บอก จึงได้นำเรื่องราวดังกล่าวเข้าพูดคุยหารือกับผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้าน จากนั้นก็ได้พากันออกค้นหา โดยเดินผ่านป่ายางพาราของชาวบ้านไปยังลำห้วยผึ้ง ซึ่งอยู่ห่างจากวัดประมาณ 300 เมตร แต่ก็ต้องหยุดการค้นหาลงกะทันหัน เนื่องจากเหตุการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด- 19 เสียก่อน

ต่อมาหลังจากมีการปลดล็อคระยะที่ 4 เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา ก็ได้ออกค้นหาต่อในจุดที่ร่างทรงบอก โดยได้ให้ชาวบ้านลงค้นหาในลำห้วย ก็ปรากฏพบต้นตะเคียนจมอยู่ใต้น้ำตามที่ร่างทรงบอกจริงๆ สร้างความตื่นเต้นให้กับชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นอย่างมาก เพราะอยู่หมู่บ้านนี้มาตั้งแต่เกิดก็ไม่เคยเห็นว่ามีต้นตะเคียนในลำห้วยผึ้ง และอยู่ใกล้หมู่บ้านมาก่อน  จึงเชื่อว่าขึ้นมาเพื่อให้โชค
จากนั้น ดีเจ.บ่าวสุนทร จึงได้ร่วมกับ ผญบ. และชาวบ้าน กว่า 100 คน พร้อมร่างทรงได้ทำพิธีอัญเชิญต้นตะเคียนขึ้นมาจากน้ำตามความเชื่อ โดยได้นำโซ่ไปรัดแล้วใช้รถไถนาค่อยๆชักลากขึ้นมาอย่างง่ายดาย โดยพบมีจำนวน 3 ต้น ต้นแรก ยาว 8.95 เมตร วัดรอบได้ 1.65 เมตร ต้นที่ 2  ยาว 6.30 เมตร วัดรอบได้ .95 เมตร และต้นที่ 3 ยาว 6.95 เมตร วัดรอบ .95 เมตร ซึ่งร่างทรงยังบอกอีกว่า ยังมีอีกต้นที่จมอยู่ใต้น้ำเป็นต้นที่ 4 รอการนำขึ้นมาเช่นเดียวกัน  ซึ่งสร้างความฮือฮาให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมากที่มีความเชื่อในเรื่องตัวเลข ที่แห่ส่องเลขเด็ดกันคึกคัก บางคนนำเอาขนาดของลำต้นตะเคียนทองไปเสี่ยงโชคก็มี

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

จากการสอบถามเจ้าอาวาสวัดและชาวบ้านที่นอนเฝ้าต้นตะเคียนเบื้องต้นบอกว่า ได้ฝันเห็นหญิงสาวผมยาวแต่งกายด้วยชุดสีขาว เดินอยู่ใกล้ๆต้นตะเคียนและบอกว่าจะมาช่วยสร้างวัด ซึ่งเมื่อก่อนเจ้าอาวาสจากที่มีอาการขาเจ็บไม่สามารถออกรับบิณฑบาตรได้ พอนำต้นตะเคียนมาไว้ที่วัด ก็เกิดปฎิหาริย์ ขึ้นเมื่อ จู่ๆเจ้าอาวาสก็สามารถเดินออกรับบิณฑบาตรได้  สร้างความแปลกใจให้ชาวบ้านเป็นอย่างมาก แต่ทุกคนก็ยังรอลุ้นอีกครั้งว่า ต้นที่ 4 ตามที่ร่างทรงบอกจะขึ้นมาจริงหรือไม่ คงต้องรอพิสูจน์กันต่อไป

ภาพ/ข่าว  พันธลภ  แสงทอง ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.หนองคาย

ชาวบ้านโวย โรงงานกระดาษปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำเจ้าพระยา ทำกุ้ง-ปลาลอยเกลื่อน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ชาวบ้านโวย โรงงานกระดาษปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำเจ้าพระยา ทำกุ้ง-ปลาลอยเกลื่อน

ชาวบ้านโวย โรงงานกระดาษปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำเจ้าพระยา ทำกุ้ง-ปลาลอยเกลื่อน25 มิถุนายน 2563 – 12:50 น.

ชาวบ้านโวย โรงงานกระดาษปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำเจ้าพระยา ทำกุ้ง-ปลาลอยเกลื่อน ตรวจสอบพบว่าโรงงานได้วางท่อน้ำทิ้งฝังไว้ใต้ดินเดินท่อยาวไปจนถึงริมแม่น้ำเจ้าพระยาและปล่อยน้ำเสียตลอดทั้งวัน

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 25 มิ.ย.2563 ชาวบ้านหมู่ 4 ต.บ้านกลาง ได้ร้องกับผู้สื่อข่าวว่า โรงงานกระดาษบริเวณหมู่ 4 ต.บ้านกลาง ได้ปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ปลาและกุ้งในแม่น้ำลอยตายเหนือผิวน้ำเป็นจำนวนมาก ซึ่งเมื่อวานนี้ทางอุตสาหกรรมจังหวัดปทุมธานีและเจ้าหน้าที่กองสาธารณสุขของเทศบาลตำบลบ้านกลางได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบพบว่าโรงงานได้วางท่อน้ำทิ้งฝังไว้ใต้ดินเดินท่อยาวไปจนถึงริมแม่น้ำเจ้าพระยาและปล่อยน้ำเสียตลอดทั้งวันและมีการสูบน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไปใช้และปล่อยน้ำเสียออกแม่น้ำเจ้าพระยาทำให้เกิดเหตุปลาตายดังกล่าว จุดที่ปล่อยน้ำเสียช่วงน้ำขึ้นจะเป็นน้ำวนส่วนช่วงน้ำลดจะสังเกตเห็นได้ชัดกว่าจะเกิดฟองขึ้นเป็นน้ำผุด

ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่พบ นายสายันต์ จิตผ่อง อายุ 66 ปี ชาวบ้านหมู่ 4 ต.บ้านกลาง ได้เล่าว่า ทางโรงงานปล่อยน้ำเสียมาตลอด ถ้าน้ำดีจริงปล่อยน้ำลงแม่น้ำมาเยื่อกระดาษจะไม่มี แต่นี้ใต้น้ำมีแต่เยื้อกระดาษกองเป็นภูเขา ทำให้น้ำเสีย ปล่อยมาเป็นปีแล้วร้องไปก็เงียบ เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา ปลาในแม่น้ำเจ้าพระยาปลาและกุ้งตายเป็นร้อยๆตัว ปลาลิ้นหมาเป็นปลาประเภทที่หากินตามผิวดินยังขึ้นมาตาย คิดดูว่ามันกระทบกับสิ่งแวดล้อมมาขนาดไหน ปกติปลาลิ้นหมาจะทนกับน้ำเน่าน้ำเสียมาก แต่นี้โรงกระดาษปล่อยน้ำเสียมาเยอะเกินไปจนปลาต้องลอยตายเต็มไปหมด และทางโรงงานได้ดูดน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาไปใช้แล้วได้ทำท่อน้ำให้ชาวบ้านแถวนี้ได้ใช้น้ำสะอาดฟรีส่วนน้ำเสียก็ปล่อยลงแม่น้ำเลยทำให้ชาวบ้านแถวนี้ไม่กล้าออกมาโวยวาย

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ด้าน นางสาวขนิษฐ์ ควรพันธุ์ ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า มีชาวบ้านแจ้งมาว่ามีปลากับกุ้งน็อคน้ำเมื่อวานช่วงเช้า ทางเทศบาลก็ได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบพร้อมกับเจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัด พอไปตรวจในโรงงานก็พบข้อบกพร่องหลายจุด คือ ระบบบำบัดน้ำเสียเค้าใช้ระบบเคมีบำบัดมันยังบกพร่องเพราะยังไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแล อีกจุดคือระบบออนไลน์ที่ส่งตรงไปถึงอุตสาหกรรมจังหวัดมันเสียหายตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พอมันเสียหายก็จะไม่มีการรายงานเรื่องการดำเนินการปล่อยน้ำเสียให้กับอุตสาหกรรมจังหวัด และเรายังพบท่อระบายน้ำทิ้งน้ำเสียของทางโรงงานได้มุดผ่านใต้น้ำไป แล้วไปเปิดสู่แม่น้ำเจ้าพระยา เราจะเห็นเป็นฟองผุดๆ เค้าปล่อยน้ำทิ้งไม่เป็นเวลา เวลาจะไปตรวจสอบการปล่อยน้ำทิ้งก็ไม่ได้เพราะมันเจือจางกับน้ำบริเวณที่ปล่อยแล้ว จะเอาไปตรวจก็ไม่ได้ผลสักครั้ง และที่ทางโรงงานให้เข้าไปตรวจเป็นประจำคือปลายท่อในโรงงาน เราไม่รู้ว่ามันเป็นน้ำบำบัดหรือน้ำดีของเค้า แต่น้ำที่ผุดกลางแม่น้ำเราก็ตรวจสอบไม่ได้ ทางอุตสาหกรรมจังหวัดเลยออกหนังสือให้ทางโรงงานแก้ไขปรับปรุง ทางเทศบาลจึงขอให้ทางโรงงานระงับการผลิตก่อนให้ดำเนินการแก้ไขจุดที่บกพร่อง คือให้มีเจ้าหน้าที่ดูแล และระบบออนไลน์เค้าซ่อมให้เรียบร้อย ปิดท่อปล่อยน้ำทิ้งใต้น้ำแล้วยกระดับให้มันสูงเหนือนน้ำให้ประชาชนมองเห็นและเวลาปลายท่อที่จะปล่อยต้องควรจะต้องมีที่ลองรับบำบัด โดยใช้วิธีปล่อยเป็นชั้นลองรับด้วย หิน ทราย กรองลงไปก่อน แล้วสถานที่ ที่ให้ไปตรวจท่อน้ำควรจะทำให้สะอาดเรียบร้อยเพราะตอนที่เราเข้าไปเป็นที่รกมากจนเข้าไปไม่ได้เราต้องอาศัยที่ของชาวบ้านข้างๆเดินเข้าไป ควรปรับปรุงภูมิทัศน์และทำให้เห็นท่อชัดเจน ทางอุตสาหกรรมจังหวัดก็สั่งให้ปรับปรุงภายใน 30 วัน ตั้งแต่วันที่เราไปตรวจ และอุตสาหกรรมจังหวัดมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง สามารถสั่งปิดโรงงานหรือทางท้องถิ่นถ้าเห็นว่าชาวบ้านเดือดร้อนมากก็สามารถสั่งปิด ระงับการผลิตได้

ภาพ/ข่าว : ประทีป ผ่องผุด ผู้สื่อข่าวคมชัดลึก จ.ปทุมธานี

Trump dons mask in public for the first time, months after public health experts said everyone should #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

Trump dons mask in public for the first time, months after public health experts said everyone should

Health & Beauty

Jul 12. 2020

By The Washington Post · Toluse Olorunnipa · NATIONAL, HEALTH, POLITICS 

WASHINGTON – President Donald Trump wore a mask in public for the first time Saturday, more than three months after public health officials from his own administration recommended that all Americans cover their face when social distancing was not possible.

Trump’s decision to don a mask during a trip to Walter Reed National Military Medical Center followed several months of controversy over his reluctance to abide by public health guidelines even as novel coronavirus cases surged nationwide. Before wearing the navy-colored mask Saturday, Trump had disparaged his Democratic rival, Joe Biden, for wearing a mask and publicly downplayed the importance of face coverings. 

While the president said in recent interviews that he had no problem with masks, Saturday’s public appearance was the first tangible example of him following through on that with action. 

“I’ve never been against masks, but I do believe they have a time and a place,” Trump said Saturday at the White House before leaving for Walter Reed.

While visiting wounded veterans and health-care workers at the facility, Trump wore a dark mask that covered most of his face. It featured the presidential seal.

For months, health officials and several Republican lawmakers have urged Trump to model good safety practices by wearing a mask in public, even though he is in an uncommon situation because he is regularly tested for the coronavirus. Trump resisted, and the concept of mask-wearing became part of the country’s partisan political battles as the coronavirus spread rapidly in America and other countries gained control of the pandemic.

“Unfortunately this simple lifesaving practice has become part of a political debate that says: If you’re for Trump, you don’t wear a mask. If you’re against Trump, you do,” Sen. Lamar Alexander, R-Tenn., said last month during a Senate hearing. “That is why I have suggested the president should occasionally wear a mask even though there are not many occasions when it is necessary for him to do so. The president has millions of admirers. They would follow his lead.”

Trump instead chose to set a different example, holding several mass gatherings in recent weeks in which most participants did not wear masks. Trump defied local ordinances and guidelines in Michigan, Oklahoma, Florida, Arizona and elsewhere as he traveled the country maskless.

His explanations varied over the course of three months as he opted against mask-wearing and as the White House staff implemented and then quickly abandoned a universal mask policy. In recent weeks, Trump and the White House staff photographed around him have not worn masks.

Trump has attacked Biden on Twitter for wearing a mask and told Fox News on Thursday that Biden’s mask was the “the largest mask I think I have ever seen. It covers up a big proportion of his face.”

Biden’s campaign criticized Trump on Saturday for waiting so long to wear a mask publicly.

“Donald Trump spent months ignoring the advice of medical experts and politicizing wearing a mask, one of the most important things we can do to prevent the spread of the virus,” said Biden campaign spokesman Andrew Bates.

“Rather than taking responsibility and leading, he wasted four months that Americans have been making sacrifices by stoking divisions and actively discouraging people from taking a very basic step to protect each other,” Bates said. “By contrast, Joe Biden has led by example from the start and as president will make decisions informed by science to protect the American people and defeat the virus.” 

As health officials in the Trump administration have tried to persuade Americans to wear masks to slow the spread of the coronavirus, Trump has repeatedly focused on the aesthetics of face coverings and social distancing – adding to the politicization of the issue.

“I just don’t want to wear one myself,” Trump said in early April when asked if he’d wear a mask. “It’s a recommendation; they recommend it. I’m feeling good. I just don’t want to be doing – I don’t know, somehow sitting in the Oval Office. . . . I think wearing a face mask as I greet presidents, prime ministers, dictators, kings, queens, I don’t know. Somehow, I don’t see it for myself. I just – I just don’t.”

After he toured a factory in Michigan in May, Trump told reporters that he did not wear a mask in front of cameras because he “didn’t want to give the press the pleasure of seeing” him with his face covered. 

By Saturday, with coronavirus cases in the United States hitting records on a daily basis, Trump was willing to wear the mask in front of cameras – strolling through Walter Reed surrounded by several men who were also wearing masks.

Trump said it made sense for him to wear the mask because he was in a hospital and “in that particular setting where you’re talking to a lot of soldiers and people that in some cases just got off the operating tables.”

Walter Reed’s website includes guidance that says visitors “are expected to wear a cloth face covering over their nose and mouth upon entering and while moving about the facility . . . when not able to maintain 6 feet of social distancing.”

In explaining his about-face on face coverings this month, Trump still focused on superficial rationale, not the public health benefits.

“Actually, I had a mask on. I sort of liked the way I looked, okay? I thought it was okay,” Trump told Fox Business Network on July 1. “It was a dark, black mask, and I thought it looked okay. Looked like the Lone Ranger. But, no, I have no problem with that. I think – and if people feel good about it, they should do it.”

Several Trump campaign aides and White House officials posted images of Trump wearing his mask on Saturday, with most commenting on how he looked rather than on the public health issue.

แพทย์เตือน “ผื่นกุหลาบ” โรคผิวหนังที่พบบ่อยในหน้าฝน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

แพทย์เตือน “ผื่นกุหลาบ” โรคผิวหนังที่พบบ่อยในหน้าฝน

แพทย์เตือน "ผื่นกุหลาบ" โรคผิวหนังที่พบบ่อยในหน้าฝน25 มิถุนายน 2563 – 10:55 น.

แพทย์เตือน “ผื่นกุหลาบ” โรคผิวหนังที่พบบ่อยในหน้าฝน โรคผิวหนังที่มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัส พบได้บ่อยในช่วงฤดูฝน เป็นโรคไม่ติดต่อที่มีอาการเฉียบพลัน สามารถหายเองได้ มักเกิดในวัยหนุ่มสาว อายุ 10 ถึง 35 ปี พบไม่บ่อยในเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุ

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2563 นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคผื่นกุหลาบเป็นโรคผิวหนังมีอาการเฉียบพลัน ยังไม่มีสาเหตุแน่ชัด พบมีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัส ผื่นมีลักษณะเฉพาะ รูปร่างกลมหรือรี มีการกระจายเป็นแนวตามร่องบนผิว คล้ายกับลักษณะของต้นสน

โรคนี้ส่วนใหญ่เกิดในคนอายุน้อย โดยเฉพาะช่วงอายุ 10-35 ปี พบได้ในทุกเชื้อชาติ และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายในอัตรา 2:1 ผื่นมักเกิดอยู่นานประมาณ 6-8 สัปดาห์แล้วหายได้เอง แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจเป็นนานถึง 5 เดือนหรือมากกว่า

การวินิจฉัยแยกกับผื่นผิวหนังอักเสบอื่นๆ มีรายงานว่า การเกิดผื่นกุหลาบในผู้ป่วยตั้งครรภ์ เป็นความเสี่ยงทำให้เกิดการแท้งได้ โดยเฉพาะช่วง 15 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผื่นแรกมักเกิดขึ้นบริเวณลำตัวและมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งอาจพบบริเวณคอ หรือ แขนขาส่วนบนได้

โดยมักจะเกิดนำผื่นอื่นๆ เป็นชั่วโมงหรือวัน ลักษณะเป็นผื่นเป็นสีชมพู สีแซลม่อน หรือสีน้ำตาล อาจจะมีขอบยกเล็กน้อย ขนาดประมาณ 2-4 เซนติเมตร แต่บางกรณีอาจมีขนาด 1 เซนติเมตร หรือใหญ่ถึง 10 เซนติเมตร ตรงกลางของผื่นมีขุยขนาดเล็ก ขอบขยายใหญ่ขึ้น ประมาณ 5%ของคนไข้มีอาการนำมาก่อน เช่น ปวดหัว มีไข้ ปวดข้อ และปวดเมื่อย อาจพบตุ่มหนองเล็กๆ ในช่วงแรกของโรค มักไม่พบผื่นบริเวณหน้า มือและเท้า อาการคันในโรคผื่นกุหลาบพบได้ประมาณ 25%

ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า ผื่นกุหลาบมักไม่มีอาการแสดงและสามารถหายได้เอง โดยไม่ทิ้งร่องรอย การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการเป็นหลัก การใช้ครีมชุ่มชื้นผิวที่เหมาะสม ร่วมกับยาทาสเตียรอยด์ หรือ ยากินในกลุ่ม antihistamines

สามารถช่วยลดอาการคันได้ แต่ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง การรับประทานยาในกลุ่มสเตียรอยด์ช่วงสั้นๆ การฉายแสง UVB (Narrowband or broadband) สามารถช่วยควบคุมโรคได้

CR: กรมการแพทย์