แขวงทางหลวงเพชรบูรณ์ ปรับปรุงจุดพักรถ REST STOP บนเขาค้อไว้บริการ นทท.-ผู้สัญจร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

แขวงทางหลวงเพชรบูรณ์ ปรับปรุงจุดพักรถ REST STOP บนเขาค้อไว้บริการ นทท.-ผู้สัญจร

แขวงทางหลวงเพชรบูรณ์ ปรับปรุงจุดพักรถ REST STOP บนเขาค้อไว้บริการ นทท.-ผู้สัญจร25 มิถุนายน 2563 – 09:49 น.

แขวงทางหลวงเพชรบูรณ์ปรับปรุง ตกแต่ง สำนักงานบนเขาค้อสำหรับ กางเต้นท์ ห้องน้ำ จุดชมวิว บริการประชาชนฟรี

วันที่ 22 มิ.ย.2563 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่าแขวงทางหลวงเพชรบูรณ์ที่ 1 ได้ปรับปรุงสถานที่บริเวณภายในหมวดทางหลวงเขาค้อ ซึ่งอยู่ใกล้กับแยกรื่นฤดี หมู่ 5 ต.สะเดาะพง อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ได้ดำเนินการก่อสร้าง “จุดพักรถ” (REST STOP) เพื่อเป็นที่จอดพักรถสำหรับนักท่องเที่ยวและผู้สัญจรไปมา โดยจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ลานจอดรถที่กว้างขวางร่มรื่น, ห้องน้ำสำหรับประชาชนทั่วไป, ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง, ตู้น้ำดื่ม จึงเดินทางไปตรวจสอบ

สถานที่ดังกล่าวอยู่ภายในพื้นที่หมวดทางหลวงนางั่ว ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 30 ไร่ ได้ปรับปรุง ตกแต่ง เป็นสถานที่สำหรับกางเต้นท์ มีห้องน้ำ บ้านพักรับรอง ส่วนด้านหลังซึ่งเป็นเนินเขาได้ปรับปรุงเป็นลานกางเต้นท์ มีสระสำหรับกักเก็บน้ำ และด้านล่างสุดเป็นลำคลองและน้ำตกลักษณะลาดชันคล้ายสไลเดอร์ โดยเจ้าหน้าที่ได้แจ้งว่ามีน้ำไหลตลอดทั้งปี บรรยากาศโดยรอบเขียวขจี สดชื่น เย็นสบาย นอกจากนั้นยังมีจุดชมวิว ที่สามารถชมทิวทัศน์ได้ 180 องศา และจุดดังกล่าวยังสามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้าได้อีกด้วย

นายอลงกรณ์ พรหมศิลป์ ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงเพชรบูรณ์ที่ 1 เปิดเผยว่า แนวคิดที่จะปรับปรุงหมวดทางหลวงนางั่วให้เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ เนื่องจากเขาค้อมีศักยภาพในด้านแหล่งท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเป็นจำนวนมาก จึงต้องการปรับปรุงสถานที่ดังกล่าวเพื่อบริการนักท่องเที่ยวตามแนวนโยบายของอธิบดีกรมทางหลวง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่พักไม่เพียงพอต่อความต้องการ แขวงทางหลวงเพชรบูรณ์ที่ 1 จึงได้ทำการปรับปรุงหมวดทางหลวงเขาค้อโดยจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ลานจอดรถที่กว้างขวางร่มรื่น ห้องน้ำสำหรับประชาชนทั่วไป  ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง  ตู้น้ำดื่มเป็นต้น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างเฟสที่ 1 ซึ่งจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2563  สำหรับเฟสที่ 2 ซึ่งจะดดำเนินการสร้าง ทางเดินลอยฟ้า(SKY WALK), ศาลาที่พักผ่อน,ห้องน้ำสำหรับคนพิการ, ระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด จะดำเนินการในระยะต่อไป

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ทั้งนี้เชื่อว่าจุดพักรถดังกล่าวจะเป็นการช่วยลดอุบัติเหตุบนทางหลวงเพื่อให้ผู้ขับขี่ได้หยุดแวะพักรถผ่อนคลายอิริยาบท ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว และการขนส่งสินค้าการเกษตร พร้อมบริการลานกางเต็นท์ (CAMPING AREA) บริเวณหมวดทางหลวงเขาค้อ และจุดชมวิว 180 องศา สำหรับชมทะเลหมอกในตอนเช้า และพระจันทร์ขึ้นในยามค่ำคืน รวมทั้งจะสามารถร่วมสนุกกับกิจกรรมกางเต็นท์ รวมถึงการพักผ่อนในบรรยากาศวิวน้ำตกที่มีน้ำไหลตลอดทั้งปี โดยในขณะนี้ประชาชนที่ต้องการแวะพักผ่อนหรือพักค้างคืน สามารถเข้าพักได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งหมวดทางหลวงเขาค้อได้จัดเจ้าหน้าที่พร้อมบริการประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง เช่น บริการน้ำดื่ม ห้องน้ำ สอบถามข้อมูลทางหลวง เป็นต้น

ทั้งนี้ กรมทางหลวงขอความร่วมมือโปรดขับรถด้วยความระมัดระวัง ปฏิบัติตามป้ายเตือน ป้ายแนะนำ เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง หากประชาชนต้องการสอบถามข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง

ชัยวัฒน์ ปานนิล ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดเพชรบูรณ์

วุ่นทั้งอำเภอ เพระเธอตัวเดียว ตำรวจ-กู้ภัยตามหากันวุ่นสุดท้ายไปโผล่ที่วัด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

วุ่นทั้งอำเภอ เพระเธอตัวเดียว ตำรวจ-กู้ภัยตามหากันวุ่นสุดท้ายไปโผล่ที่วัด

วุ่นทั้งอำเภอ เพระเธอตัวเดียว ตำรวจ-กู้ภัยตามหากันวุ่นสุดท้ายไปโผล่ที่วัด25 มิถุนายน 2563 – 09:48 น.

วุ่นทั้งอำเภอ เพระเธอตัวเดียว ตำรวจ-กู้ภัยตามหากันวุ่นสุดท้ายไปโผล่ที่วัด ชาวบ้านตำรวจจับลิงพลัดหลงเข้ามาในหมู่บ้าน มีนิสัยดุร้าย และสร้างความเดือดร้อน ด้วยการชอบแอบเข้าไปรื้อค้นขโมยข้าวของชาวบ้านกิน หวั่นเกรงว่าคนในชุมชนและเด็กเล็ก จะได้รับอันตราย

วันที่ 24 มิ.ย. 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วิเชียรบุรี อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ ได้รับแจ้งจากชาวบ้านหมู่ 8 บ้านบุมะกรูด ต.ท่าโรง อ.วิเชียรบุรี ว่า พบลิงไม่ทราบสายพันธุ์เพศผู้ตัวหนึ่ง พลัดหลงเข้ามาอาศัยอยู่ภายในหมู่บ้าน เป็นเวลา 3-4 วันแล้ว มีนิสัยดุร้าย และสร้างความเดือดร้อน ด้วยการชอบแอบเข้าไปรื้อค้นขโมยข้าวของชาวบ้านกิน หวั่นเกรงว่าคนในชุมชนและเด็กเล็ก จะได้รับอันตรายจากลิงตัวดังกล่าว จึงนำกำลังเดินทางไปที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูจุดวิเชียรบุรี ออกตระเวนค้นหาเจ้าจอลิงตัวดังกล่าว ซึ่งที่เกิดเหตุเป็นบ้านเรือนประชาชนและร้านอาหารตั้งอยู่ริมถนนสายวิเชียรบุรี-โคกปรง บริเวณปากทางเข้าวัดสามแยกพัฒนา หมู่ 8 บ้านบุมะกรูด โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสาสมัครกู้ภัย ใช้เวลาค้นหาประมาณกว่า 1 ชั่วโมง แต่ก็ไม่พบลิงตัวดังกล่าว จึงได้ถอนกำลัง และประสานเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า ให้ช่วยนำอุปกรณ์จับสัตว์มาทำการจับลิงตัวดังกล่าวต่อไป

โดยเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวที่ปากทางเข้าวัด เล่าว่า เจ้าจอลิงตัวดังกล่าว มีนิสัยอันธพาล เกเรคุ้มดีคุ้มร้าย โดยวันแรกๆที่พบ ชาวบ้านเอาอาหารผลไม้ให้กินก็สงบเสงี่ยมเจียมตัวดี แต่พอวันสองวันนี้ เริ่มไปรื้อค้นทำลายสิ่งของและขโมยข้าวของชาวบ้านกิน พอเอาผลไม้ให้กินก็ทำตัวเป็นอันธพาลเกเรดุร้าย เริ่มแยกเขี้ยวทำท่าจะวิ่งเข้าใส่ ปัดทำลายข้าวของชาวบ้าน เหมือนกับโกรธแค้นไม่พอใจ ที่นำของไม่ชอบหรือไม่ถูกใจให้กิน จนชาวบ้านเริ่มหวาดกลัวและเอือมระอา จึงโทรแจ้งตำรวจดังกล่าว

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ล่าสุดเมื่อช่วงเย็นวันเดียวกัน เจ้าจอลิงตัวดังกล่าว ได้ไปโผล่ที่ใต้ต้นโพธิ์วัดสามแยกพัฒนา หมู่ 8 บ้านบุมะกรูด โดยสามเณร วิทวัส นามศรี ได้นำลองกอง และขนมมาให้กิน อย่างเอร็ดอร่อย โดย สามเณร วิทวัส นามศรี เล่าว่า เมื่อช่วงเย็นวานนี้ได้ยินหมาที่วัดเห่า จึงได้เดินมาดูพบว่า มีลิงอยู่บนต้นโพธิ์ จึงได้เอาขนมมาและเรียกให้เขามากิน เขาก็ลงจากต้นโพธิ์มารับเอาขนมไปนั่งกิน ไม่มีทีท่าดุร้าย พอดีผู้ใหญ่บ้านผ่านมาเห็นก็ตะโกนบอกว่า เณรฝากดูแลด้วยได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่มาจับแล้ว แต่ทางเจ้าหน้าที่ยังไม่พร้อม ซึ่งก็เป็นเวลาใกล้ค่ำแล้ว และก็เห็นลิงตัวดังกล่าวปีนขึ้นไปบนต้นโพธิ์ คาดว่าน่าจะขึ้นไปนอนบนต้นโพธิ์ แต่เมื่อเช้าก็หายไปไม่รู้ว่าหายไปไหน จนกระทั่งมีโยมมาบอกว่ามีลิงมาอาละวาดรื้อข้าวของชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยกู้ภัยมาจับแต่หาตัวไม่เจอ แต่พอใกล้ค่ำลิงก็กลับขึ้นมาที่วัด สามเณรวิทวัสได้นำผลไม้และขนมให้กินก่อนที่จะขึ้นไปนอนบนต้นโพธิ์ สามเณร วิทวัส กล่าวต่อว่า ถ้าไม่กลัวว่าลิงตัวนี้จะไปสร้างความเดือดร้อนให้ญาติโยม หรือเวลาที่ญาติโยมมาทำบุญก็เกรงว่ามันจะไปแย่งข้าวปลาอาหาร ทำให้ญาติโยมตกใจ ซึ่งถ้าหากไม่ติดปัญหานี้ ก็ให้เขาอาศัยอยู่ที่วัดก็ได้

ชัยวัฒน์ ปานนิล ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดเพชรบูรณ์

ถูกกว่านี้มีไหม ลูกชิ้นปิ้งไม้ละ 2 บาท “มาย กมลวรรณ” นักร้องสายประกวดงานลดหารายได้เสริม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ถูกกว่านี้มีไหม ลูกชิ้นปิ้งไม้ละ 2 บาท “มาย กมลวรรณ” นักร้องสายประกวดงานลดหารายได้เสริม

ถูกกว่านี้มีไหม ลูกชิ้นปิ้งไม้ละ 2 บาท "มาย กมลวรรณ" นักร้องสายประกวดงานลดหารายได้เสริม25 มิถุนายน 2563 – 09:02 น.

ถูกกว่านี้มีไหม ลูกชิ้นปิ้งไม้ละ 2 บาท “มาย กมลวรรณ” นักร้องสายประกวด วางงานเพราะโควิด ขายลูกชิ้นปิ้งหารายได้เสริม สร้างรายได้วันละพัน

วันที่ 24 มิถุนายน 2563 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปพบกับ นางสาวกมลวรรณ มงคลกุล หรือ “มาย กมลวรรณ” นักร้องประกวดรายการดังของทีวีช่องหนึ่ง ได้เปิดร้านขายลูกชิ้นปิ้ง อยู่ที่บริเวณ ซอยมรกต 8 บ้านนาไร่เดียว หมู่ 6 ต.ท่าโรง อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์  เดิมน้องมาย เป็นนักร้องรับจ้างตามงานทั่วไป พอดีในช่วงสถานการณ์การระบาดของเชื้อโควิด-19 งานมีน้อย จึงคิดจะหารายได้พิเศษเพิ่มให้กับตัวเอง โดยรับลูกชิ้นมาจากพ่อค้าส่งอีกทอดหนึ่ง มาปิ้งขาย

น้องมาย เล่าว่า ในช่วงแรกรับมาขายเพียงเล็กน้อย เกรงว่ารับมาจำนวนมาก และจะขายไม่ได้ โดยจะขายเฉพาะแค่วันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ตามตลาดนัดต่างๆ ช่วงแรกจะรับมาขายเพียงวันละประมาณ 2 ถึง 3 กิโลกรัมเท่านั้น ขายไปสักพักก็เริ่มมีคนสนใจและเข้ามาซื้อมากขึ้นจากเดิมที่รับมาขายแค่ 2 -3 กิโลกรัม ก็รับเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ หลายคนคงมีคำถามและสงสัย ว่า ทำไมถึงขายแค่ไม้ละ 2 บาท และจะมีกำไรเหรอ สาเหตุที่ตั้งราคาขายไม้ละ 2 บาท เพราะโดยส่วนตัวผมต้องการให้ลูกชิ้นของเราเข้าถึงลูกค้าได้ง่าย แบบสบายกระเป๋า ซึ่งทุกคนสามารถซื้อได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินในกระเป๋า และสุดท้าย กลายเป็นเอกลักษณ์ของร้าน เวลาคนนึกถึงลูกชิ้นไม้ละ 2 บาท ก็ต้องนึกถึงเรา เพราะมีเพียงร้านเดียว ในอำเภอวิเชียรบุรี ประกอบกับ ตอนที่เริ่มขายลูกชิ้น มีร้านลูกชิ้นเปิดขายกันอยู่แล้ว และถ้าเราอยากจะได้ลูกค้า ก็ต้องใช้กลยุทธ์ราคาเข้าสู้ ซึ่ง ถามว่ามีกำไรไหมตอบว่า มีกำไรแต่ไม่มาก แต่ถ้าเราขายได้มาก กำไรก็มากตาม

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

นอกจากนี้ อีกอย่างที่ขาดไม่ได้สำหรับลูกชิ้นปิ้ง คือ น้ำจิ้ม น้องมาย บอกว่า รสชาติขิงน้ำจิ้มก็มีส่วนช่วยให้ลูกค้ากลับมาอุดหนุนอีก เพราะอยากให้ผู้บริโภคได้กินลูกชิ้นปิ้งกับน้ำจิ้มรสเด็ดที่เป็นสูตรเฉพาะที่ไม่เหมือนกับที่อื่นๆ ในตอนแรกลูกค้าอาจจะอุดหนุนเพราะเห็นว่าราคาถูก แต่ก็กลับมาซื้ออีกหลายรอบเพราะเห็นว่า น้ำจิ้มมีรสชาติ อร่อย ถูกปาก

ในส่วนของยอดขายต้องบอกว่า ไม่ธรรมดา ลงทุนเพียงพันกว่าบาทก็สามารถสร้างรายได้เกือบเท่าตัว ยอดขายคิดเป็นเงินอยู่ที่ประมาณ 1,500 – 2,000 บาท ตอนนี้ปรับกลยุทธ์มาขายแบบออนไลน์ มีบริการส่งถึงที่ มีลูกค้าอุดหนุนกันเป็นจำนวนมาก จนต้องรอคิว เนื่องจากลูกชิ้นที่ส่งมาในแต่ละวันมีจำนวนจำกัด ทำให้ลูกค้าบางราย ต้องพลาดไม่ได้รับประทาน   

ชัยวัฒน์ ปานนิล ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดเพชรบูรณ์

PouchNATION เปิดตัวสายรัดข้อมือตรวจวัดอุณหภูมิสู้โควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

PouchNATION เปิดตัวสายรัดข้อมือตรวจวัดอุณหภูมิสู้โควิด-19

PouchNATION เปิดตัวสายรัดข้อมือตรวจวัดอุณหภูมิสู้โควิด-1925 มิถุนายน 2563 – 08:56 น.

PouchNATION นวัตกรรมใหม่ของสายสายรัดข้อมือในการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายอย่างต่อเนื่อง และยังเป็นการเปิดโอกาสให้ทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนสามารถตรวจสุขภาพด้วยตนเองได้ เพื่อช่วยบรรเทาและลดการแพร่กระจายของโรคโควิด-19 

        
PouchNATION ผู้นำเทคโนโลยีด้านการบริหารจัดการมวลชน ระบบชำระเงินแบบไร้การสัมผัสและซอฟต์แวร์ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่น่าตื่นเต้น” PouchPASS” นวัตกรรมใหม่ของสายสายรัดข้อมือในการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายอย่างต่อเนื่อง ด้วยการใช้เทคโนโลยีบลูทูธ (Bluetooth) เพื่อบันทึกและซิงค์ข้อมูลอุณหภูมิของร่างกายผ่านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือหรือผ่านแดชบอร์ดเมื่อมีจำนวนผู้ใช้งานจำนวนมาก ฟีเจอร์สำคัญของ PouchPASS คือสามารถใช้เครื่องมือในการติดตามตัว (Contact Tracing) และคัดกรองระยะเริ่มต้นของผู้ที่มีอุณหภูมิร่างกายสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังเป็นการเปิดโอกาสให้ทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนสามารถตรวจสุขภาพด้วยตนเองได้ เพื่อช่วยบรรเทาและลดการแพร่กระจายของโรคโควิด-19 
         

กรณีศึกษาขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในประเทศจีนและยุโรประบุว่าอาการบ่งชี้หลักของผู้ป่วยโควิด-19 คือ มีอาการไข้ถึง 89.1% ดังนั้นการเพิ่มเครื่องมือในการวัดอุณหภูมิร่างกายเข้าไปในสายรัดข้อมือของเราจึงเป็นการเพิ่มความมั่นใจในอีกระดับให้กับผู้ร่วมงานและผู้จัดงานเมื่อกิจกรรมและธุรกิจกลับมาเปิดตัวอีกครั้ง เทคโนโลยีนี้สามารถใช้งานได้อย่างไม่จำกัด อาทิ ในการกีฬา อาคารสถานที่ กิจกรรม โรงงาน โรงเรียน โรงพยาบาล เรือนจำ ระบบขนส่งสาธารณะ

PouchNATION เปิดตัวสายรัดข้อมือตรวจวัดอุณหภูมิสู้โควิด-19

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ฟีเจอร์บน PocuhPASS แอปพลิเคชั่น สร้างด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงแต่ง่ายในการใช้งานแอปพลิเคชัน PouchPASS ช่วยให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบอุณหภูมิของร่างกายได้อย่างต่อเนื่องในระยะไกลโดยไม่ต้องมีการสัมผัสระหว่างบุคคล ข้อมูลอุณหภูมิร่างกายที่วัดได้จากเซ็นเซอร์บนสายรัดข้อมือจะถูกซิงค์โดยอัตโนมัติแบบเรียลไทม์ผ่านเทคโนโลยีบลูทูธที่เชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือและเครือข่ายบลูทูธในพื้นที่ ข้อมูลทั้งหมดจะถูกจัดเก็บบนคลาวด์ซึ่งสามารถเรียกดูข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน PouchPASS บนมือถือและแดชบอร์ดได้ สามารถประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ที่หลากหลายตั้งแต่การใช้งานส่วนบุคคล ไปจนถึงพื้นที่ขนาดใหญ่ อาทิ โรงเรียน โรงงาน ห้างสรรพสินค้า สนามบิน สถาบันและองค์กรต่างๆ ที่ต้องการตรวจสอบความปลอดภัยด้านสุขภาพของพนักงานและเพื่อให้การเปิดธุรกิจเปิดดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง และการใช้ PouchPASS จะช่วยให้องค์กรลดชั่วโมงการทำงานในการวัดและบันทึกอุณหภูมิในหลายๆครั้งต่อวันซึ่งเป็นมาตรฐานที่รัฐบาลหลายแห่งตั้งข้อกำหนดไว้
        

ที่น่าสนใจคือผู้ใช้งานสามรถเปิดใช้งานบริการพิกัดข้อมูลสถานที่ (Location service) บนโทรศัพท์มือถือเพื่อแชร์ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ (Geolocation) ให้กับสมาชิกครอบครัวและเพื่อนร่วมงานได้ และเมื่อมีการเชื่อมต่อระหว่างสายรัดข้อมือ แอปพลิเคชันและเครือข่ายบลูทูธในพื้นที่ ข้อมูลอุณหภูมิจะถูกจัดเก็บผ่านการเชื่อมต่อทั้งหมดและสามารถดูข้อมูลผ่านออนไลน์แดชบอร์ด นอกจากนี้ผู้ใช้งานจะเป็นผู้กำหนดเองว่าข้อมูลไหนที่ต้องการจะแชร์ ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนการตั้งค่านี้ได้
         

และด้วยอัลกอริทึมที่มีความอัจฉริยะในการเปรียบเทียบค่าที่ได้จากเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิกับค่ามาตรฐาน จึงทำให้ผลการวัดอุณหภูมิมีความแม่นยำสูง ซึ่งการให้ข้อมูลการวัดอุณหภูมิที่มีความน่าเชื่อถือนั้นคือหัวใจสำคัญในระบบของแอปพลิเคชัน PouchPASS
         

PouchNATION เปิดตัวสายรัดข้อมือตรวจวัดอุณหภูมิสู้โควิด-19


        ปลอกของสายรัดข้อมือผลิตจากซิลิโคนและโพลีคาร์บอเนต (PC) ซึ่งไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ทางผิวหนัง และยังมีผิวสัมผัสที่นุ่มลื่น มีความยืนหยุ่นจึงทำให้รู้สึกสบายเมื่อสวมใส่ และส่วนประกอบอีกหนึ่งชิ้นที่สามารถถอดออกจากสายได้คือ บลูทูธบีคอน (BLE 5.0) ที่มาพร้อมกับเซ็นซอร์วัดอุณหภูมิแบบดิจิทัลซึ่งมีการรับรองตามมาตรฐานอุปกรณ์การแพทย์และมาตรฐาน CE
         

สายรัดข้อมือ PouchBAND ทั้ง 2 รุ่นมีทั้งหมด 3 ขนาด กำหนดสีและออกแบบการพิมพ์โลโก้ได้ ป้องกันฝุ่นและน้ำได้ อีกทั้งยังลดความยุ่งยากในการชาร์จไฟด้วยเพราะสายรัดข้อมือ PouchBAND ใช้พลังงานจากถ่านกระดุมลิเธียมรุ่น CR2032 ซึ่งผู้ใช้งานสามารถเปลี่ยนเองได้และสามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องนานหลายเดือน
         

ทั้งนี้ สายรัดข้อมือ PouchBAND รุ่นพลัสจะมี RFID ไมโครชิปซึ่งเป็นการรวมคุณลักษณะ NFC ฟีเจอร์ดั้งเดิมของ PouchNATION ใช้งานในส่วนของการควบคุมการเข้าออก การบันทึกเข้างานของผู้ร่วมกิจกรรม ระบบชำระเงินแบบไร้เงินสด การทำงานเชื่อมต่อในการเปิดปิดล๊อคของประตู และเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ โดยแนะนำให้อัพเกรดการใช้งานเป็นรุ่นนี้สำหรับการจัดกิจกรรม งานอีเวนต์ โรงเรียน และองค์กรที่มีการใช้งานร่วมกันระหว่างการเข้าออก การซื้ออาหาร และการจำหน่ายตั๋วของงานอีเวนต์

สะเมิงยึดป่าคืนได้กว่า 40 ไร่ ทำพิธีบวชป่าเอาต้นโพธิ์และต้นตองตึงยักษ์เป็นจุดหลอมรวมใจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สะเมิงยึดป่าคืนได้กว่า 40 ไร่ ทำพิธีบวชป่าเอาต้นโพธิ์และต้นตองตึงยักษ์เป็นจุดหลอมรวมใจ

สะเมิงยึดป่าคืนได้กว่า 40 ไร่ ทำพิธีบวชป่าเอาต้นโพธิ์และต้นตองตึงยักษ์เป็นจุดหลอมรวมใจ24 มิถุนายน 2563 – 23:29 น.

สะเมิงยึดป่าคืนได้กว่า 40 ไร่ ทำพิธีบวชป่าหมายเอาต้นโพธิ์และต้นตองตึงยักษ์เป็นจุดหลอมรวมใจ ไม่ให้รุกป่าอีก นำ “บวร” เป็นเครื่องมือพิทักษ์ฟื้นฟู ชี้หากไม่เร่งปลูกไม้เพิ่มปล่อยให้ตัดต่อเนื่อง สะเมิงเจอะสภาวะแล้งแน่นอน พระสงฆ์เป็นผู้นำดึงมวลชนร่วมอนุรักษ์ผืน

วันที่ 24 มิ.ย. 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าสะเมิง (หลังสถานีเรดาร์) บ้านดงช้างแก้ว หมู่ที่ 10 ต.สะเมิงใต้ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ นายชัยณรงค์ นันตาสาย นายอำเภอสะเมิง ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานอำเภอสะเมิง ได้เป็นประธานเปิดกิจกรรมตามโครงการ “รวมใจไทย ปลูกต้นไม้เพื่อแผ่นดิน” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เกิดจากพลังและความร่วมมือคณะสงฆ์อำเภอสะเมิง นำโดย พระครูสุวัฒน์วรธรรม เจ้าคณะอำเภอสะเมิง หน่วยงานสังกัดทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ หัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษาในพื้นที่ตำบลสะเมิงเหนือ ชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านฯ ตำบลสะเมิงใต้ นักเรียนโรงเรียนสะเมิง จิตอาสาพระราชทานและประชาชนจิตอาสา ต.สะเมิงใต้ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ ร่วมกิจกรรมกว่า 300 คน ซึ่งกิจกรรมประกอบด้วย การปลูกต้นไม้ “ประชาอาสาฟื้นฟูพื้นที่ถูกไฟไหม้” และกิจกรรมการบวชป่า นายชัยณรงค์ นันตาสาย นอ.สะเมิง กล่าวว่า กิจกรรมนี้เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนในพื้นที่ซึ่งเป็นตามโครงการปลูกครั้งที่ 5 แล้ว โดยสถานที่ปลูกแห่งนี้ได้ยึดเอาต้นโพธิ์ที่ขึ้นในป่าเป็นจุดที่ทำพิธี และมีต้นตองตึงยักษ์ขนาดสองคนโอบขึ้นอยู่ใกล้เคียงจึงนำมาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชน เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้ในห้วงที่ผ่านมานั้นเกิดการบุกรุกป่า แผ้วถางพื้นที่มีการปลูกต้นกล้วย โดยทางเจ้าหน้าที่ได้ใช้กฎหมาย สามารถยึดคืนกลับคืนมาแล้วกว่า 40 ไร่

“เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการบุกรุกแผ้วถางอีก เพราะเกรงว่าหากปล่อยไว้ ก็จะมีการบุกรุกเพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้พื้นที่ป่าแห่งนี้ได้รับผลกระทบ และไม่ต้องการให้เหมือนกับอำเภออื่นๆ ที่ป่าเกิดการเสื่อมโทรม เสียหาย จึงร่วมกันบวชป่าบริเวณนี้ทั้งหมด และจุดที่ทำพิธีบวชป่าในวันนี้ผืนป่ามีความสำคัญของอำเภอสะเมิง เป็นแหล่งต้นน้ำที่เรียกกันว่า “น้ำออกรู” มีน้ำที่ออกมาจากรูพื้นดินเลยจุดนี้ลงไปด้านล่างบริเวณใกล้ๆ กับศาลเจ้าพ่อดงช้างแก้ว ซึ่งไม่เคยเหือดแห้ง เชื่อว่าน้ำที่ไม่เคยแห้งหายไปเลยนั้น เพราะป่าไม้อุดมสมบูรณ์ แต่หากปล่อยไว้ ปล่อยให้มีการบุกรุก อาจจะเกิดเกิดผลกระทบได้ ซึ่งน้ำออกรูจุดนี้หล่อเลี้ยงพื้นที่ตำบลสะเมิงใต้ตลอดทั้งปีไม่เคยเหือดแห้ง” นอ.สะเมิง กล่าวนายชัยณรงค์ฯ กล่าวการบวชป่า เพื่อให้คนอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน โดยยึดหลัก “บวร…บ้าน วัด โรงเรียน” ให้พระสงฆ์ โดยมีเจ้าคณะอำเภอสะเมิง เป็นผู้นำ ร่วมกับทางอำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลอมรวมชาวบ้านในพื้นที่ให้ช่วยกันอนุรักษ์ผืนป่า เมื่อมีการบวชป่า ผูกต้นไม้ด้วยผ้าเหลืองแล้วต้นไม้ต้นนั้นก็จะไม่ถูกตัด และเจริญเติบโตในพื้นที่ สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และชาวบ้านยังได้ประโยชน์ เพราะสามารถเข้ามาเก็บเห็ด เก็บหน่อไม้ รวมถึงนำใบไม้มาทำเป็นภาชนะ โดยใช้เครื่องอัดความร้อนให้ออกมาเป็นรูปทรง โดยทางอำเภอสะเมิงได้รับความช่วยเหลือด้านองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำเทคโนโลยี ลดการเผาเปลี่ยนใบไม้ให้เป็นเงินนำมาสอนให้กับชาวบ้าน และมอบเครื่องมาให้ใช้ ต่อไปชาวบ้านก็จะนำใบไม้เหล่านั้นมาทำเป็นภาชนะ ถ้วย ชาม และออกจำหน่าย สร้างรายได้ให้กับตนเอง ครอบครัว และคนในชุมชนได้ พร้อมกับสอนวิธีปลูกเห็ดอย่างง่ายให้กับชาวบ้านด้วย เพื่อลดการเผาป่า ตามความเชื่อว่าเผาแล้วจะได้เห็ด โดยเฉพาะเห็ดเผาะติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

สำหรับโครงการนี้จะดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าว่าจะมีการปลูกให้ครบ 20,000 ต้น ซึ่งปัจจุบัน 5 โครงการรวมถึงในวันนี้ด้วย ก็ได้ดำเนินการปลูกไปแล้ว 9,000 ต้น โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนจิตอาสา ให้มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูสภาพป่าที่เสียหายจากสถานการณ์ไฟไหม้ป่าที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าด้วยการปลูกต้นไม้ เพื่อสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าเกิดความรัก ความหวงแหนและเห็นความสำคัญในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ เพื่อช่วยป้องกันและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ลดมลภาวะเป็นพิษจากฝุ่นและหมอกควัน อีกทั้งลดภาวะโลกร้อน และเพื่อสร้างองค์ความรู้ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมในการเพาะเห็ด โดยมีเจตนารมณ์สำคัญ คือ เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกให้ทุกคนมีความรัก หวงแหนป่าไม้และให้เห็นถึงความร่วมมือ ร่วมใจของทุกหมู่เหล่า และที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อฟื้นฟูสภาพป่าที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์ไฟป่าในปีนี้ ให้มีความอุดมสมบูรณ์

ฟงหวิน   ศักดิ์อัศวิน ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.เชียงใหม่ 

ปธ.ชมรมฯท่องเที่ยวและโรงแรมหาดปากเมงตรัง เปิดสวนทุเรียนปลอดสารพิษร้อยเปอร์เซ็นต์ภายใต้แบรนด์ “ทุเรียนควนเห็นเล” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ปธ.ชมรมฯท่องเที่ยวและโรงแรมหาดปากเมงตรัง เปิดสวนทุเรียนปลอดสารพิษร้อยเปอร์เซ็นต์ภายใต้แบรนด์ “ทุเรียนควนเห็นเล”

ปธ.ชมรมฯท่องเที่ยวและโรงแรมหาดปากเมงตรัง เปิดสวนทุเรียนปลอดสารพิษร้อยเปอร์เซ็นต์ภายใต้แบรนด์ "ทุเรียนควนเห็นเล"24 มิถุนายน 2563 – 20:41 น.

ประธานชมรมฯท่องเที่ยวและโรงแรมหาดปากเมงตรัง เปิดสวนทุเรียนปลอดสารพิษร้อยเปอร์เซ็นต์ภายใต้แบรนด์ “ทุเรียนควนเห็นเล”ขายสร้างรายได้ หลังเล็งทำเลเหมาะบนควนใกล้หาดปากเมงทะเลตรังเน้นใช้อินทรีย์ ผลผลิตดีลูกค้าแห่สั่งจองถึงสวน

วันที่ 24 มิถุนายน 2563 บริเวณภายในสวนทุเรียนบ้านห้วยต่อ ต.ไม้ฝาด อ.สิเกา จ.ตรัง นายสวัน เสน่หา ประธานชมรมผู้ประกอบการการท่องเที่ยวหาดปากเมง ต.ไม้ฝาด อ.สิเกา จ.ตรัง บอกให้ฟังว่า วันนี้ตนเองขอแนะนำทุเรียนปลอดสารเน้นอินทรีย์ซึ่งสวนทุเรียนนี้อยู่ที่บ้านห้วยต่อทางเข้าบ้านควนเห็นเล หรือเรียกว่าสวนทุเรียนเห็นเลหากใครที่เคยมาปากเมงก็จะนึกออกว่าทางเข้าที่ควนเห็นเลถนนตรัง-สิเกาซึ่งตรงบริเวณดังกล่าวมองไปก็จะเห็นทะเลเกาะลันตาก็จะเลี้ยวซ้ายเข้ามาประมาณ 2 กิโลเมตร ความเด่นของทุเรียนที่นี่อยู่ในที่ค่อนข้างสูงจึงทำให้การระบายน้ำของสวนเป็นไปได้ด้วยดีเราจะเห็นได้ว่าเวลาทุเรียนออกลูกก็จะมีผลสุกในช่วงฤดูฝนถ้าสวนไหนที่มีการระบายน้ำไม่ดีทุเรียนก็มักจะเป็นไส้เปียกแต่ที่สวนมีการระบายน้ำดีไส้จึงไม่เปียก

นายสวัน บอกให้ฟังอีกว่า โดยส่วนตัวของตนเองคิดว่าทุเรียนน่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งของชาวสวน ที่เรามีพื้นที่แล้วก็มีน้ำสามารถใช้ได้ตลอดปีโดยเฉพาะฤดูแล้งถ้ามีพื้นที่อย่างนี้เราน่าจะปรับเปลี่ยนวิถีจากการที่เราปลูกปาล์มน้ำมันและยางพารามาเปลี่ยนเป็นสวนผลไม้แทนซึ่งทางจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดระยองส่วนใหญ่มีลักษณะคล้ายๆบ้านเราแต่เขาเน้นปลูกผลไม้เป็นส่วนใหญ่แล้วก็รายได้เท่าที่ตนเองทราบเขาก็จะคุยกันว่าปีนี้ได้กิโลกรัม แต่กิโลกรัมของเขาไม่ใช่หมายความว่าได้ผลไม้กี่กิโลแต่ความหมายหมายถึงรายได้ว่าได้กี่กิโล ซึ่งในกิโลของเขาก็หมายถึง 1 ล้านบาท
                                 เพราะฉะนั้นตนเองจึงอยากเชิญชวนพี่น้องชาวสวนปรับเปลี่ยนอาชีพจากชาวสวนยางพารามาทำสวนทุเรียนกันดีกว่าเพราะว่ารายได้จากสวนทุเรียนมากกว่าสวนยางพาราและอีกอย่างเราเก็บผลผลิตปีละ 1-2 ครั้งซึ่งเราได้เป็นก้อนสามารถนำไปทำอะไรก็ได้ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเกษตรกรจังหวัดตรังเราจะปรับเปลี่ยนให้เหมือนกับทางชุมพรซึ่งในตอนนี้จังหวัดชุมพรจะเน้นหนักไปทางทุเรียนส่งจังหวัดชุมพรก็คล้ายจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดระยองก็เปลี่ยนมาปลูกทุเรียนกันเป็นส่วนใหญ่ ในส่วนของราคาทุเรียนคิดราคาต่ำสุดแค่50บาทในผลผลิตต่อต้น ถ้าเราได้ 100 กิโลกรัมก็ตกต้นละประมาณ 30-40 ลูกก็เท่ากับต้นละ 5,000 บาททุเรียนคัดระยะปลูกที่เหมาะสมที่นิยมปลูกกันคือ 10 * 10 ก็ไร่ละ 16 ต้น”

นายสวัน ยังยกตัวอย่างให้ทราบว่า ถ้าเรามีพื้นที่สัก 10 ไร่แล้วเราปลูกทุเรียนทั้งหมด16 ต้นต่อไร่ก็เป็น 160 ต้นถ้าให้ผลผลิตต่อปีแค่ 120 ต้นคูณด้วย 5,000 ก็จะเท่ากับ 6 แสน แต่ปีนี้ที่สวนของตนเองตัดทุเรียนดิบได้กิโลกรัมละ 82 บาท ประมาณเบื้องต้นว่า 10 ไร่รายได้อยู่ที่ประมาณ 9 แสนถึง 1 ล้านบาทแล้วทุเรียนยิ่งใหญ่ก็จะได้ผลผลิตมากขึ้นแต่หลายคนอาจจะบอกว่าทุเรียนดูแลยากแต่ผมเชื่อว่าไม่เกินความสามารถของพวกเราเพราะว่าทุเรียนเป็นสิ่งมีชีวิตถ้าเราดูแลเขาอย่างดีเอาใจใส่ซึ่งผลผลิตขนาดนี้ก็น่าจะคุ้มกับการดูแลเอาใจใส่ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับการทำสวนยางเราก็ต้องไปกรีดยางทุกวันแต่ทุเรียนไม่ต้องถึงขนาดนั้นติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

“ทั้งนี้ทุเรียนดั้งเดิมที่มีอยู่แล้วภายในสวนมีอยู่ประมาณ 6 ไร่ส่วนใหญ่จะเป็นทุเรียนพันธุ์หมอนทองและมีพันธุ์ชะนี พวงมณีประมาณ 2-3 ต้นโดยจะเน้นพันธุ์หมอนทองเป็นหลักเนื่องจากนิยมโดยคนทั่วไปราคาไม่สูงมากถ้าเราปลูกแบบพวกพันธ์ุราคาสูงๆจะมีผู้บริโภคน้อย แต่ถ้าเป็นพันธุ์หมอนทองราคาจะไม่มากแต่ไม่เยอะผู้บริโภคนิยมที่สุด ในช่วงส่งทุเรียนขายนั้นจะมีพ่อค้าคนกลางหรือล้งมารับซื้อถึงสวนเขาจะขึ้นเองตัดเองเราจะคอยแต่เช็คตาชั่งเท่านั้น สำหรับท่านที่จะทำสวนให้ลูกหลานหรือลูกหลานทำงานออฟฟิศทำงานราชการแล้วทำสวนทุเรียนไว้ให้สัก 10 ไร่ผมเชื่อว่าลูกหลานจะไม่รังเกียจเนื่องจากเขาไม่จำเป็นที่จะต้องมาเช็คทุกวันแต่ทุเรียนเรามาตอนขายทีเดียวเลย” นายสวัน บอกให้ทราบ

นายสวัน บอกอีกว่า สำหรับในปีนี้สวนทุเรียนของตนเองนั้นถือว่าได้ผลผลิตไม่ค่อยดี ได้เพียงประมาณ 2 ตันเท่านั้นซึ่งถือว่าไม่มากแต่ถ้าผลผลิตเต็มที่ก็จะได้ประมาณ 4 ตัน ในเรื่องของตลาดทุเรียนปีนี้ถือว่าโอเคซึ่งปีที่แล้วตนเองได้แค่ 70 บาทแต่ปีนี้ได้ถึง 82 บาท นอกจากนี้จุดเด่นของทุเรียนที่นี่จะอยู่ในพื้นที่สูงและมีการระบายของน้ำเป็นอย่างดีเนื้อจะแห้งพอสุกแล้วเนื้อเละก็จะกินไม่อร่อยแต่ที่นี่เนื้อจะแห้งในส่วนของทุเรียนหมอนทองที่ได้ลูกถึง 10 กิโลกรัมนั้นการดูแลของต้นก็จะทำให้มีผลเหลือน้อยก็จะได้น้ำหนักทุเรียนเยอะผลไม้ทุกชนิดถ้ามีมากก็ลูกเล็กถ้าน้อยหน่อยก็จะลูกใหญ่จริงๆแล้วทุเรียนมีรายละเอียดค่อนข้างมากไม่ต่างอะไรกับเลี้ยงกุ้งเพราะว่าเมื่อก่อนเขาบอกใครอยากรวยให้เลี้ยงกุ้งแต่ตอนนี้คิดว่าถ้าอยากรวยก็ให้หันมาปลูกทุเรียนดีกว่าและทางสวนส่วนมากไม่ค่อยได้ขายปลีกเราจะเน้นขายส่งและขายในบริเวณนี้ทุเรียนก็ไม่พอแล้วพอลูกค้าขอทราบว่าเราปลูกแบบออแกนิคแบบไร้สารเคมีเขาจะบอกต่อกันมาขอซื้อ ที่นี่คือทุเรียนเห็นเลปลูกมานานนับ 10 ปีเพราะว่าเราอยู่บนควนที่เห็นเลแล้วมันเป็นพื้นที่สูงจึงมีข้อได้เปรียบตรงนี้

ภาพ/ข่าว สุนิภา หนองตรุด ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.ตรัง

สาวฉันทนาช็อค พิษเศรษฐกิจทำโรงงานปิดกระทันหันแบบไม่รู้ตัว เหตุไม่สามารถแบกภาระได้ต่อไป #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สาวฉันทนาช็อค พิษเศรษฐกิจทำโรงงานปิดกระทันหันแบบไม่รู้ตัว เหตุไม่สามารถแบกภาระได้ต่อไป

สาวฉันทนาช็อค พิษเศรษฐกิจทำโรงงานปิดกระทันหันแบบไม่รู้ตัว เหตุไม่สามารถแบกภาระได้ต่อไป24 มิถุนายน 2563 – 20:40 น.

สาวฉันทนาช็อค พิษเศรษฐกิจทำโรงงานปิดกระทันหันแบบไม่รู้ตัว เหตุไม่สามารถแบกภาระได้ต่อไป

 หนุ่มและสาวโรงงาน ไทยพาฝัน จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานผลิตชุดชั้นในสตรี ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม 304 ต.ท่าตูม อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี 600 คน กลายเป็นคนว่างงานทันทีหลังผู้บริหารเรียกประชุมพนักงานทั้งหมดเพื่อแจ้งให้ทราบว่า  ทางโรงงานมีความจำเป็นต้องหยุดการผลิตลง หลังประสพปัญหา เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ผสมกับพิษโควิด-19 มากว่าสองเดือน บริษัท ประสพปัญหาไม่มีงานเข้าต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายมาตลอด โดยที่บริษัทพร้อมที่จะจ่ายเงินเยียวยาตามกฏหมายแรงงานให้กับพนักงานทุกคน พร้อมเงินค่าตกใจอีกคนละ หนึ่งหมื่นบาท ตลอดเวลาที่ทางผู้บริหารเรียกพนักงานประชุมชี้แจงไม่มีเหตุวุ่นงายใดๆเกิดขึ้นเพราะทุกคนทราบดีว่า บริษัท ต้องรับภาระมาตลอด 

 นางสาวจันทร์เพ็ญ  ทองประสงค์ หนึ่งในพนักงานที่ต้องตกงาน เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้ามาทำงานตามปกติหลังตอกบัตรเข้างาน โดยที่ไม่ทราบมาก่อนว่าวันนี้จะเป็นการทำงานวันสุดท้าย ก่อนเที่ยงทางโรงงานเรียกพนักงานทั้งหมดมาประชุมก่อนจะประกาศให้ทราบว่า โรงงานมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการลงในวันนี้  แต่ทางโรงงานจะจ่ายเงินให้ตามกฏหมายแรงงานทุกคนรวมทั้งมีเงินค้าตกใจอีกหนึ่งหมื่นบาท แม้จะตกใจที่จู่ๆต้องมาตกงานแต่ก็รับได้เพราะรู้ว่าโรงวานประสพปัญหาขาดทุนมาตลอด ในส่วนตัวซึ่งอายุมากคงไม่สามารถไปหางานใหม่ทำได้ คงต้องเอาเงินที่ได้ไปลงทุนเพื่อเลี้ยงชีพต่อไปติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

  ทางด้าน พ.ต.อ.วิวัฒน์  พิสิทธิ์ศักดิ์ ผกก.ศรีมหาโพธิ ได้ลงพื้นที่พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหนึ่งเพื่อสังเกตุการณ์ แต่เมื่อไม่มีเหตุรุนแรงและเป็นเรื่องภายในจึงแค่เฝ้าระวังไม่ให้มีมือที่สามเข้ามาป่วนแต่ทุกอย่างก็เรียบร้อยดี

ข่าว:อลงกรณ์ คุณกิตติมานนท์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาคจ.ปราจีนบุรี

เด่น ดอกประดู ตลกชื่อดัง หิวโซเดินขอข้าววัดกิน น้องชายทราบเรื่องรีบรับตัวกลับบ้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เด่น ดอกประดู ตลกชื่อดัง หิวโซเดินขอข้าววัดกิน น้องชายทราบเรื่องรีบรับตัวกลับบ้าน

เด่น ดอกประดู ตลกชื่อดัง หิวโซเดินขอข้าววัดกิน น้องชายทราบเรื่องรีบรับตัวกลับบ้าน24 มิถุนายน 2563 – 20:40 น.

เด่น ดอกประดู ตลกชื่อดัง หิวโซเดินขอข้าววัดกิน น้องชายทราบเรื่องรีบรับตัวกลับบ้าน

จากกรณีที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊ก นัด ณัฐพล ทวีไพบูลย์สกุล ได้เผยคลิปเด่น ดอกประดู่  หรือ นายบรรพต วีระรัฐ อดีตดารานักแสดงและตลกอาวุโส ชื่อดัง วัย 74 ปี ถือกระเป๋าลาก 1 ใบ อยู่บริเวณ สถานีขนส่งผู้โดยสาร อ.แม่สอด จ.ตาก โดยในคลิปดังกล่าว เด่น ดอกประดู่ บอกว่า ได้ออกจากบ้านเดินทางมาที่หมอชิตและนั่งรถของบริษัทขนส่งสาย กรุงเทพ-แม่สอด มาถึงแม่สอด จะมาหางานทำ เพราะไม่มีงาน อยากหาที่พักฟรี มีหรือไม่ ใครมีงานให้ทำบ้างยืนยันจะไม่ยอมกลับบ้านที่กรุงเทพอย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังพูดถึงสมัยอดีตมีลูกศิษย์มากมายได้ดิบได้ดีมากมาย ก่อนที่เด่น ดอกประดูจะหายไปจากสถานีขนส่งไป และมีคนพบพบอีกที ที่วัดบางพลีใหญ่กลาง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ มาขอข้าววัดกิน และมีคนนำข้อความมาโพสต์บนเฟซบุ๊กตามหาญาติให้มารับ ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่วัดดังกล่าว และทราบว่าน้องชายได้เดินทางมารับกลับไปพักที่บ้านในย่าน ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ แล้ว

ผู้สื่อข่าวจึงได้เดินทางไปที่บ้านเลขที่ 221 หมู่ 3 ซอยสวัสดี ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นบ้านของนายบุญช่วย เอี่ยมดีเลิศ น้องชายของ เด่น ดอกประดู่ ที่ได้เดินทางไปรับตัว เด่น ดอกประดู่ จากที่วัดให้มาพักที่บ้าน ซึ่งได้พบ เด่น  ดอกประดู  กำลังนอนพักผ่อนอยู่ภายในบ้าน น้องชายจึงเข้าไปปลุก

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

โดย เด่น ดอกประดู่  ได้กล่าวว่า สาเหตุที่ออกจากบ้านไป เพราะต้องการออกมาสัมผัสบรรยากาศ เนื่องจากบรรยากาศแต่ละที่นั้นไม่เหมือนกัน และสวยคนละแบบ เมื่อออกมาใช้ชีวิตก็ทำให้ตนมีความสุขมากได้เจอพี่น้องชีวิตผมได้เจอน้องแบบนี้ดีใจมาก  ทั้งนี้เมื่อถามว่าสาเหตุที่ออกจากบ้านเนื่องจากน้อยใจภรรยาหรือไม่ เด่น ดอกประดู่ ได้ตอบว่า ตนไม่ได้น้อยใจใครถึงแม้ภรรยาจะมีดุบ้างในบางครั้งเนื่องจากเป็นคนละเอียดยอมรับว่าตนเองก็ได้ดีเพราะภรรยา อย่างไรก็ตามตนเองก็ยังอยากกลับไปทำงาน เมื่อทำงานทำให้ตนเองมีความสุข และไม่เหงา

ขณะที่นายบุญช่วย น้องชาย ได้กล่าวว่า  เมื่อช่วงสายของวันนี้ตนได้รับการประสานจากเจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง ว่า พี่ชายตนมาอยู่ที่วัด จึงได้เดินทางไปรับกลับมาพักอยู่ที่บ้านของตนในย่านแพรกษา ส่วนสาเหตุที่พี่ชายตนออกมาจากบ้านมานั้น น่าจะมาจากเรื่องน้อยอกน้อยใจภรรยาแต่ไม่ทราบว่ารุ่นแรงขนาดไหน เนื่องจากปกติอุปนิสัยของพี่ชายตน ถ้าน้อยใจใครก็จะหนีจากเหตุการณ์นั้นๆ ก่อนหน้านี้ก็ได้หนีออกไปหลายครั้งแล้ว กระทั่งล่าสุดได้ข่าวว่าหนีไปที่ จ.ตาก และกลับมาที่ บางพลี ส่วนสาเหตุที่ไป จ.ตากนั้นทราบเพียงว่าพี่ชายจะข้ามไปที่ประเทศพม่า เมื่อถามว่าจะข้ามไป ทำอะไร พี่ชายก็ยังตอบแบบวกไปวนมาจับใจความไม่ได้และไม่รู้ตัวเองทำอะไรลงไป จนมาทราบว่าพี่ชายได้เดินทางมาที่วัดบางพลี อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ตนก็พอจะทราบมาบ้างว่าพี่ชาย เริ่มมีอาการ อัลไซเมอร์และเคยเข้าไปรักษาแต่ไม่มันใจว่ารักษาขนาดไหน อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ตนก็คงต้องดูแลพี่ชายไปก่อน ถ้าปล่อยไปก็กลัวออกจากบ้านไปอีก เพราะทุกคนก็เป็นห่วงเนื่องจากพี่ก็อายุมากแล้ว ถ้าให้ออกไปก็คงจะไปทำอะไรไม่ได้เพราะอายุก็มากแล้ว

สุธินันท์ คงสินธ์ / สุรศักดิ์ คงสินธ์ / ธนวัต นาคขำ ผู้สื่อข่าวภูมิภาคจ.สมุทรปราการ 

กระตุ้นยอดขาย เต็นท์รถมือสองอุดรฯ จัดโปรโมชั่น ตุ๊กแกแทนเงินดาวน์ตัวละ 2 หมื่นบาท #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กระตุ้นยอดขาย เต็นท์รถมือสองอุดรฯ จัดโปรโมชั่น ตุ๊กแกแทนเงินดาวน์ตัวละ 2 หมื่นบาท

24 มิถุนายน 2563 – 19:44 น.

กระตุ้นยอดขาย เต็นท์รถมือสองอุดรฯ จัดโปรโมชั่น ตุ๊กแกแทนเงินดาวน์ตัวละ 2 หมื่นบาท เจ้าของเต็นท์รถเป็นผู้คิดและจัดโปรโมชั่น “ตุ๊กแกมาเป็นส่วนลดเงินดาวน์” เพราะต้องการช่วยเหลือลูกค้า ในช่วงพิษโควิด-19 ให้เป็นส่วนลดเงินดาวน์ 1 ตัว ต่อรถ 1 คัน

จากกรณีเพจ หจก.เต็นท์มังกรนาดี อุดรธานี ดาวน์ถูกที่สุดในประเทศ ได้จัดโปรโมชั่น ตุ๊กแกใช้เป็นส่วนลดเงินดาวน์ 2 หมื่นบาทต่อคัน โดยเพจ ได้นำคลิปลูกค้านำตุ๊กแก 1 ตัว ใส่ถุงพลาสติกมาเป็นส่วนลดเงินดาวน์ เมื่อเช้าวันที่ 24 มิถุนายน 2563 ทำให้มีผู้เข้าชมและแชร์คลิปดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

วันที่ 24 มิถุนายน 2563  เวลา 16.00 น. ผู้สื่อข่าวเดินทางไป หจก.เต็นท์มังกรนาดี ถนนอุดรธานี – หนองบัวลำภู ขาเข้าอุดรธานี ต.นาดี อ.เมือง จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นเต็นท์รถมือสอง พบนางญาสุมินทร์ เซกลา อายุ 48 ปี ผู้จัดการสาขา และ น.ส.ธัญลักษณ์ วิชัยศรี อายุ 20 ปี เสมียน ร่วมกันเปิดเผยว่า เต็นท์มังกร เปิดมา 15 ปี นายสุรศักดิ์ เจริญนันทกุล หรือเสี่ยเล่ เป็นเจ้าของเต็นท์รถ และเป็นผู้คิดและจัดโปรโมชั่น “ตุ๊กแกมาเป็นส่วนลดเงินดาวน์” เพราะต้องการช่วยเหลือลูกค้า ในช่วงพิษโควิด-19 ให้เป็นส่วนลดเงินดาวน์ 1 ตัว ต่อรถ 1 คัน 

กระตุ้นยอดขาย เต็นท์รถมือสองอุดรฯ จัดโปรโมชั่น ตุ๊กแกแทนเงินดาวน์ตัวละ 2 หมื่นบาท

โดยโปรโมชั่นดังกล่าวเริ่มมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2563 ซึ่งมีลูกค้ามาซื้อรถและนำตุ๊กแกมาเป็นส่วนลดเงินดาวน์ 2 คัน 2 ตัว ตัวแรกมีขนาดใหญ่มากเท่ากับลูกจระเข้ โดยลูกค้าบอกว่าจับมาจากบ้านตัวเอง ส่วนตัวที่สองมีขนาดเล็กลงมา ลูกค้านำมาเป็นส่วนรถเงินดาวน์เมื่อเช้านี้ จึงได้ถ่ายคลิปไว้ พร้อมกับขออนุญาตลูกค้านำคลิปโพสต์ลงในเพจเพื่อเผยแพร่ หลังจากนั้นก็มีคนเข้ามาดูและแชร์จำนวนมาก พร้อมกับมีลูกค้าโทรศัพท์มาสอบถามเรื่องตุ๊กแกทั้งวัน ว่าใช้ตุ๊กแกเป็นส่วนลดจริงหรือไม่

การนำตุ๊กแกมาเป็นส่วนลดเงินดาวน์ มีกระแสตอบรับดีมาก นอกจากช่วยลูกค้าแล้ว ยังถือเป็นการช่วยเหลือชาวบ้านให้ตุ๊กแกลดลง ที่ไม่ต้องฟังเสียงตุ๊กแกร้องรบกวนในกลางคืน หรือเวลานอน ส่วนตุ๊กแกที่ลูกค้านำมาเป็นส่วนลด พวกตนจะนำไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ไม่ได้นำไปขายหรือนำไปกิน ส่วนโปรโมชั่นนี้ไม่ได้กำหนดระยะเวลา จะมีไปเรื่อยๆ โปรโมชั่นดังกล่าวเต็นท์ไม่ได้ตั้งราคารถยนต์เพิ่มมาก่อน เพราะรถทุกคันติดราคาหน้าเพจอยู่แล้ว ลูกค้าสามารถตรวจสอบได้ เช่นรถยนต์ราคา 3 แสนบาท นำตุ๊กแกมา 1 ตัว ราคา 2 หมื่นบาท รถคันนี้จะเหลือราคา 2.8 แสบาทเต็นท์อาจจะได้กำไรน้อยลง แต่อยากช่วยลูกค้า ”ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

นางญาสุมินทร์ เปิดเผยต่อว่า โปรโมชั่นดังกล่าว มีเต็นท์รถมังกร มีเข้าร่วมจัดโปร 5 สาขา ประกอบด้วย เต็นท์มังกรสาขานาดี  สาขานาดีรถหรู สาขาดงลิง ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมืองอุดรธานี และเต็นท์มังกรสาขาพัทยา จ.ชลบุรี ซึ่งลูกค้าสามารถใช้โปรโมชั่นตุ๊กแกได้ทั้ง 4 สาขา ส่วนสาขาโนนสูง อ.เมือง จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นญาติกันยังไม่ตอบรับ

นายกฤษดา จันทร์ดวง ผู้สื่อข่าว ภูมิภาค จ.อุดรธานี คมชัดลึก

https://embed.komchadluek.net/api/embeded/435012/35460/news

https://embed.komchadluek.net/api/embeded/435012/35461/news

กู้ภัยภูซาง เดินหน้าแจกถุงยังชีพช่วยชาวบ้าน 250 ชุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กู้ภัยภูซาง เดินหน้าแจกถุงยังชีพช่วยชาวบ้าน 250 ชุด

กู้ภัยภูซาง เดินหน้าแจกถุงยังชีพช่วยชาวบ้าน 250 ชุด24 มิถุนายน 2563 – 14:43 น.

สมาคมกู้ชีพกู้ภัยภูซางการกุศล (หน่วยกู้ภัยภูซาง) จังหวัดพะเยา เดินหน้าแจกถุงยังชีพ ถังเก็บน้ำ และเชื้อเห็ดนางฟ้าให้ชาวบ้านตำบลป่าสัก 250ชุด เพื่อเป็นการบรรเทาทุกข์เบื้องต้นให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากพิษของ covid-19

เมื่อเวลา 09.00น. วันที่ 24 มิถุนายน 2563 ที่วัดป่าสัก ต.ป่าสัก อ.ภูซาง จ.พะเยา สมาคมกู้ชีพกู้ภัยภูซางการกุศล(หน่วยกู้ภัยภูซาง) จังหวัดพะเยา ได้จัดแจกถุงยังชีพเครื่องอุปโภคบริโภค พร้อมถังเก็บน้ำชนิดล้อลากและ ก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้า ให้กับชาวบ้านหมู่ที่ 4 บ้านป่าสักตำบลป่าสัก อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา จำนวน 27 ครอบครัว พร้อมด้วยมอบให้กับชาวบ้านหมู่ที่ 9 บ้านข่วงแก้วตำบลป่าสัก อีกจำนวน 9 ครอบครัว เพื่อเป็นการบรรเทาทุกข์เบื้องต้นให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากพิษของ covid-19 โดยมี พระครูโกศลอรัญวัตร เจ้าอาวาสวัดป่าสัก เป็นประธานในการมอบสิ่งของให้กับชาวบ้าน

ด้าน น.ส.ลำดวน มะยุลา เลขานุการ สมาคมกู้ชีพกู้ภัยภูซางการกุศล (หน่วยกู้ภัยภูซาง) จังหวัดพะเยาได้กล่าวว่าทางสมาคมฯ มีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือประชาชนในเขตตำบลป่าสัก อำเภอภูซาง ซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบที่ต้องดูแลประชาชนในระบบการแพทย์ฉุกเฉินอยู่แล้ว ครั้งนี้ทางสมาคมฯ จึงจัดถุงยังชีพรวมทั้งสิ้น 250 ชุดเพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนในบางส่วน ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เดินสายแจก มาแล้ว 8 หมู่บ้าน กว่า 200 ชุด ซึ่งในถุงยังชีพประกอบไปด้วย ข้าวสาร 5 กิโลกรัม 1 ถุง, น้ำมันพืช 1 ขวด, น้ำปลา 1 ขวด, น้ำตาลทราย 1 ถุง และน้ำดื่มสิงห์ขนาดบรรจุ 1.5 ลิตรจำนวน 6 ขวด พร้อมทั้งยังมอบถังเก็บน้ำชนิดล้อลาก ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยผลิตมาจากพลาสติกกันกระแทกอย่างดี สามารถจะให้ผู้สูงอายุลากถังน้ำไปได้อย่างสะดวกในทุกพื้นที่ พร้อมกันนี้ยังมอบเชื้อก้อนเห็ดนางฟ้า ให้ครอบครัวละ 10 ก้อน เนื่องจากเห็ดนางฟ้าปลูกง่ายและออกผลผลิตให้กินได้ 2-3 เดือนซึ่งจะทำให้ชาวบ้านมีเห็ดไว้ปรุงอาหารได้ตลอดซึ่งจะลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในครอบครัวได้อย่างดี

ติดตามข่าวสาร “คมชัดลีก” ผ่าน Line official

ทั้งนี้ทางสมาคมฯ ต้องขอขอบคุณ “สิงห์อาสา” โดยบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ และมูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี ที่สนับสนุนน้ำดื่มสิงห์ให้กับสมาคมฯ มาโดยตลอดในทุกงาน รวมถึงขอบคุณ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ที่สนับสนุนในทุกๆกิจกรรมของสมาคมฯ มาโดยตลอดเช่นกัน ทั้งนี้หากประชาชนในเขตอำเภอภูซาง หรือทุกพื้นที่ของประเทศไทย ได้รับความเดือดร้อนในทุกๆเรื่อง หากทางสมาคมฯ ทราบหรือมีผู้แจ้งเข้ามา ทางสมาคมฯ ก็ยินดีที่จะช่วยเหลือในทุกรูปแบบตามกำลัง ซึ่งสามารถโทรศัพท์เข้ามาแจ้งได้ที่ 088-060-1669 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ปัญญา เพชรแก้ว ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดพะเยา