SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

กรุงเทพฯ เบตง เปิดเดินรถแล้ว ย้ำผู้โดยสาร ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/433466?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_lifestyle

กรุงเทพฯ เบตง เปิดเดินรถแล้ว ย้ำผู้โดยสาร ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด19

กรุงเทพฯ เบตง เปิดเดินรถแล้ว ย้ำผู้โดยสาร ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด19

กรุงเทพฯ เบตง เปิดเดินรถแล้ว ย้ำผู้โดยสาร ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด19 หลัง ศบค. ผ่อนคลายการเดินทางข้ามเขตพื้นที่จังหวัด ให้รถโดยสารสาธารณะสามารถเดินทางข้ามเขตพื้นที่จังหวัดในช่วงเวลาเคอร์ฟิวได้

ยะลา – รถทัวส์กรุงเทพฯ เบตง เปิดเดินรถเส้นทางภาคใต้แล้ว ทุกเส้นทาง หลัง ศบค. ผ่อนคลายการเดินทางข้ามเขตพื้นที่จังหวัด ให้รถโดยสารสาธารณะสามารถเดินทางข้ามเขตพื้นที่จังหวัดในช่วงเวลาเคอร์ฟิวได้

เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 10 มิ.ย.2563 ที่บริษัท สยามเดินรถ จำกัด ทางบริษัทฯได้เปิดเดินรถเส้นทางภาคใต้ทุกเส้นทาง ตั้งแต่วันอังคารที่ 9 มิ.ย. ที่ผ่านมา ภายหลังศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) มีการผ่อนคลายการเดินทางข้ามเขตพื้นที่จังหวัดและให้ยานพาหนะ ผู้โดยสาร ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องกับการขนส่งสาธารณะที่เป็นการขนส่งคนหรือสินค้าระหว่างจังหวัดที่เริ่มออกเดินทางจากจังหวัดต้นทาง ก่อนเวลา 23.00 น. และถึงจังหวัดปลายทางหลังเวลา 03.00 น.ของวันรุ่งขึ้น สามารถเดินทางข้ามเขตพื้นที่จังหวัดในช่วงเวลาห้ามออกนอกเคหสถานได้

นายสุกรี เจะนิ พนักงานขับรถ เปิดเผยว่า ทางบริษัท คำนึงถึงความปลอดภัยและสุขอนามัยของผู้โดยสาร พนักงาน โดยมีการดำเนินมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 อย่างต่อเนื่อง ตามมาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงคมนาคมกำหนด เช่น จัดทำมาตรการเว้นระยะห่าง (Social Distancing) อย่างเคร่งครัด โดยเว้นระยะนั่งหรือยืนห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร หากผู้โดยสารครบตามจำนวนที่กำหนดจะไม่รับผู้โดยสารรายใหม่เพิ่มโดยเด็ดขาดและงดให้บริการอาหารเครื่องดื่มบนรถโดยสาร และไม่อนุญาตให้นำอาหารมารับประทานบนรถโดยสาร เพื่อป้องกันการติดต่อสัมผัส โดยจะให้รับประทานอาหารเฉพาะที่จุดพักรถเท่านั้น  

นอกจากนี้พนักงานประจำรถ พนักงานประจำสถานี และผู้ใช้บริการ ต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา เมื่อเข้าใช้บริการภายในสถานีขนส่ง และต้องผ่านการคัดกรองผู้โดยสาร หากพบผู้ที่มีอุณหภูมิร่างกายสูงเกินกว่า 37.5 องศาเซลเซียส ห้ามเดินทางโดยเด็ดขาด

สำหรับผู้โดยสารที่เดินทางข้ามเขตพื้นที่จังหวัด ต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคตามที่จังหวัดหรือคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกำหนดอย่างเคร่งครัด และต้อง Scan QR Code จากเว็บไซต์ http://www.ไทยชนะ.com เพื่อ Check in /Check out หรือกรอกข้อมูลคำถามสุขภาพตามแบบ ต.8-คค ที่ระบุจุดเดินทางที่ออกและจุดหมายปลายทางที่เป็นประโยชน์ต่อการควบคุมโรคติดต่อ และรถโดยสารจะจอดรับ-ส่ง ตามจุดที่กรมการขนส่งทางบกกำหนดไว้เท่านั้น

ข่าว..เจษฎา สิริโยทัย ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.ยะลา

“ผูกปิ่นโตกาแฟรักษ์ป่า” ส่งตรงจากดอยถึงมือคุณ ช่วยกลุ่มผู้ผลิตและแปรรูปกาแฟหอมเหาะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/433465?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_lifestyle

“ผูกปิ่นโตกาแฟรักษ์ป่า” ส่งตรงจากดอยถึงมือคุณ ช่วยกลุ่มผู้ผลิตและแปรรูปกาแฟหอมเหาะ

"ผูกปิ่นโตกาแฟรักษ์ป่า" ส่งตรงจากดอยถึงมือคุณ ช่วยกลุ่มผู้ผลิตและแปรรูปกาแฟหอมเหาะ

กาแฟกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหอมเหาะได้รับผลกระทบโควิด 19 เดือดร้อนผลผลิตกาแฟค้างกว่า 5 ตัน ส่งจำหน่ายไม่ได้ จัดแคมเปญโครงการ “ผูกปิ่นโตกาแฟรักษ์ป่า” คั่วสดใหม่ส่งถึงบ้านทุกเดือน

วันนี้ นายมานพ เพียรชอบไพร  ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ผลิตและแปรรูปกาแฟคุณภาพบ้านแม่เหาะ เปิดเผยว่า เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในพื้นที่บ้านแม่เหาะ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน  มีจำนวนกว่า 38 รายต่างได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19  โดยตลอดสองเดือนที่ผ่านมา กลุ่มร้านค้าและผู้ซื้อ ได้ปิดกิจการร้านกาแฟชั่วคราวตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ส่งผลทำให้ผลผลิตกาแฟที่กำลังออกไม่สามารถส่งจำหน่ายได้ตามปกติ ทำให้เกษตรกรเดือดร้อนไม่มีรายได้ วันนี้ตนเองได้นำเงินจากการขายกาแฟผูกปิ่นโต มาจ่ายให้กับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟบ้านแม่เหาะ ต.แม่เหาะ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน จำนวน  11 รายเป็นเงิน 7 หมื่นกว่าบาท จากการส่งกาแฟให้กับกลุ่มผู้บริโภคตามโครงการ ”ผูกปิ่นโตกาแฟรักษ์ป่า”

 

สำหรับที่มาของโครงการ ”ผูกปิ่นโตกาแฟรักษ์ป่า”  โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคอกาแฟโดยตรงกว่า 100 ราย ซึ่งทางวิสาหกิจชุมชนกาแฟฯ จะทำหน้าที่จัดส่งกาแฟให้ลูกค้าตามสัญญา เดือนละ 1 กิโลกรัม เป็นเวลา 12 เดือน  ในราคา 5,000 บาท ซึ่งนักดื่มกาแฟจะได้บริโภคกาแฟที่ดี มีคุณภาพ คั่วสดใหม่ และประหยัด อีกทั้งยังสามารถได้ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟได้อีกหนึ่งช่องทาง ปัจจุบันผลผลิตกาแฟยังมีค้างอยู่ประมาณ 5 ตัน ที่รอการระบายสู่ตลาด ทางกลุ่มได้นำกำไรจากการขายกาแฟบางส่วนไปใช้ในงานจิตอาสา ปลูกต้นไม้ ป้องกันไฟป่า และ มอบเป็นทุนการศึกษาให้แก่บุตรหลานสมาชิกในกลุ่ม

กาแฟหอมเหาะ เป็น กาแฟอราบิก้าบนพื้นที่สูง มีรสชาดอร่อย หอม  โดยผู้สนใจที่จะเข้าร่วมโครงการ ผู้ซื้อต้องทำสัญญาร่วมกันระหว่าง นายมานพ เพียรชอบไพร (ผู้ขาย) ที่ ต.แม่เหาะ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน  และสามารถโอนเงิน จำนวน 5,000 บาท เข้าบัญชีกลุ่มฯ ตามโครงการผูกปิ่นโตรักษ์ป่า ราคานี้รวมค่าขนส่งทุกอย่าง สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่  FB: กาแฟหอมเหาะ  Live Id : homhoh  หรือโทรติดต่อที่เบอร์ 065-010-1697 ทั้งนี้ ผู้ซื้อสามารถเลือกชนิดกาแฟ ได้ จะเป็นกาแฟคั่วเม็ด/กาแฟคั่วบด ซึ่งมีให้เลือก ทั้งคั่วเข้ม-คั่วกลาง-คั่วอ่อน โดยกลุ่มจะจัดส่งในทุกวันที่ 8 ของเดือน  จนกระทั่งครบ 12 เดือน

ชนานันท์ เง่าสุวรรณ์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ผลผลิตเกินคาด ลูกค้าแห่สั่งจอง ผลอินทผาลัม คาดปีนี้ถูกจองเหมายกต้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/433464?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_lifestyle

ผลผลิตเกินคาด ลูกค้าแห่สั่งจอง ผลอินทผาลัม คาดปีนี้ถูกจองเหมายกต้น

ผลผลิตเกินคาด ลูกค้าแห่สั่งจอง ผลอินทผาลัม คาดปีนี้ถูกจองเหมายกต้น

ลูกค้าแห่สั่งจอง ผลอินทผาลัม หลายสวนประสบปัญหาภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำ ผลผลิตออกสู่ท้องตลาดน้อย ความนิยมบริโภคผลสด กลับมีความต้องการที่สูงขึ้น แต่ที่สวนช้างภู-ผาลัม ติดดกเกินคาด แถมมีแผนลดราคา

วันที่ 10 มิถุนายน 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สองพี่น้องชาว จ.เพชรบูรณ์ ได้หันมาเอาดีทางด้านการเกษตร ด้วยการปลูกต้นอินทผาลัม สายพันธุ์ “บาร์ฮี” ซึ่งเป็นพันธุ์กินผลสด โดยจะมีรสชาติหวาน กรอบ อร่อย จนประสบความสำเร็จ สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดี

ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปที่ สวนช้างภู-ผาลัม บ้านหนองบัวเริง ต.ย่างทอย อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ พบกับ นายวิชัย ตุบุตรดา อายุ 49 ปี (น้องชาย) และนางคำภู คัทลัน อายุ 54 ปี (พี่สาว) สองพี่น้องเจ้าของ สวนช้างภู-ผาลัม ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เดิมทีตนทำงานก่อสร้างเป็นหลัก และทำไร่ ทำนาเสริม เพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว แต่เนื่องด้วยราคาพืชผลที่ตกต่ำ และค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้รายได้เริ่มไม่เพียงพอ จึงตัดสินใจหันมาปลูกอินทผาลัม โดยได้สั่งซื้อ ต้นพันธุ์อินทผาลัม จำนวน 200 ต้น นำปลูกในพื้นที่ 20 ไร่

นายวิชัย ตุบุตรดา อายุ 49 ปี (น้องชาย) เปิดเผยต่อว่า ในปีที่ผ่านมาต้นอินทผาลัมจำนวน 200 ต้น แยกเป็นต้นตัวเมีย 130 ต้น ตัวผู้ 70 ต้น ให้ผลผลิตเพียง 50 ต้น เท่านั้น แต่ในปีนี้ต้นอินทผาลัมต้นตัวเมีย ให้ผลผลิตทุกต้นคือ 130 ต้น สร้างความดีใจให้ตนเป็นอย่างมาก อีกทั้งปีนี้ ต้นอินทผาลัมได้เจริญเติบโตขึ้น มีจำนวนช่อที่มากขึ้น ช่อใหญ่ขึ้น  จึงทำให้อินทผาลัม 1 ต้น ให้ผลผลิตประมาณ 70-90 กิโลกรัม หรือ เฉลี่ยน้ำหนักจะอยู่ที่ 6-7 กิโลกรัมต่อ 1 ช่อ ซึ่งช่อใหญ่สุด จะมีน้ำหนักมากถึง 12 กิโลกรัมเลยทีเดียว

ด้านนางคำภู คัทลัน อายุ 54 ปี (พี่สาว) กล่าวเพิ่มเติมว่า จากปัญหาภัยแล้งส่งผลหลายสวนประสบปัญหาภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำ คาดว่าปีนี้ทำให้ผลผลิตออกสู่ท้องตลาดน้อย แต่ความนิยมบริโภคผลสด อินทผาลัม กลับมีความต้องการที่สูงขึ้น โดยปีนี้ทางสวนจะเริ่มตัดผลสดอินทผาลัมขายรุ่นแรก คือ ต้นเดือนกรกฎาคม นี้ แต่พบว่าเริ่มมีลูกค้าสนใจ ติดต่อโทรศัพท์มาขอซื้อ และจองกันล่วงหน้าแบบเหมายกต้นกันบ้างแล้ว

และเนื่องจากปีนี้มีสถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาด เพื่อให้ลูกค้าได้กินผลสดอินทผาลัม ทางสวนอาจมีเซอร์ไพรส์ ให้ลูกค้าจำหน่ายในราคาที่ถูกกว่าปีที่แล้ว โดยปีที่แล้วทางสวนจำหน่ายราคาที่หน้าสวนกิโลกรัมละ 400-500 บาท ตามเกรด สำหรับปีนี้รับรองลูกค้าได้กินผลสดอินทผาลัมที่ถูกกว่าปีที่แล้วอย่างแน่นอน แถมผลผลิตลูกใหญ่ กว่าปีที่แล้ว

สนใจสั่งจอง ติดต่อที่เบอร์โทรศัพท์ 092-1982273 คุณวิชัย หรือเดินทางมาเที่ยวชมที่สวนได้ ตลอดทุกวัน

ชัยวัฒน์ ปานนิล ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดเพชรบูรณ์

ยายไอเดียเก๋ ทำ”ห่อหมกใบจาก”ให้หลานขายทางออนไลน์ ลูกค้าถูกใจสั่งจองเพียบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/433456?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_lifestyle

ยายไอเดียเก๋ ทำ”ห่อหมกใบจาก”ให้หลานขายทางออนไลน์ ลูกค้าถูกใจสั่งจองเพียบ

10 มิถุนายน 2563 – 15:26 น.

ยายไอเดียเก๋ ทำ”ห่อหมกใบจาก”ให้หลานขายทางออนไลน์ ลูกค้าถูกใจสั่งจองเพียบ ให้หลานถ่ายรูปโพสขาย ออเดอร์เพียบ

               นางวรรณะ ตะโกใหญ่ อายุ62ปี ชาวบ้านชุมชนป้ายเขียว ต.คลองขุด อ.เมือง จ.สตูล ซึ่งชาวบ้านจะเรียกยายแหวว อาชีพเดิมคือทำขนมขาย และนวดแผนโบราณหรือนวดจับเส้น มาถึงยุคไวรัสโควิดแพร่ระบาด ทำให้การนวดและขายขนมไม่มีลูกค้า จึงต้องเปลี่ยนวิธีมาทำน้ำและขนมจากขายหน้าบ้านโดยมีหลานๆซึ่งร.รหยุดมาช่วยกันขาย และนำไอเดียจากขนมจาก ดัดแปลงเป็นทำห่อหมกแบบใหม่ ถูกใจลูกค้า มีการสั่งจองกันจนทำไม่ทัน

 ยายแหววเล่าให้ฟังว่า ยายกับหลาน2คนมีอาชีพขายน้ำและขายขนมจาก โดยขายหน้าบ้านริมถนนเส้นทางไปท่าเรือตำมะลัง โดยทั้งน้ำและขนมจากตนกับเป็นคนทำส่วนหลานสาว2คนเป็นคนขาย เช่นน้ำเก๊กฮวย น้ำมะม่วง น้ำมะขาม น้ำมะพร้าว  ส่วนตนก็จะนั่งย่างขนมจากเริ่มขายในช่วงบ่ายของทุกวัน และวันหนึ่งหลานๆอยากกินห่อหมก ซึ่งปกติจะทำนึ่งในครัวแต่เมื่อตนต้องมานั่งย่างขนมจาก กลัวว่าจะลืม จึงทดลองนำห่อหมกมาใส่ในใบจากเหมือนขนมจากและนำมาย่างไฟไปพร้อมกับขนมจาก ความหอมของห่อหมกบวกกับใบจากมีกลิ่นหอมยั่วใจลูกค้าที่ผ่านไป-มาจึงแวะซื้อ นอกจากนี้หลานก็ถ่ายรูปลงขายทางเฟซบุ๊ก ปรากฏว่ามีลูกค้าสั่งจองวันแรก50ชุดและยอดสั่งจองเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนย่างไม่ทัน

ยายแหววกล่าวว่าห่อหมกใบจากจะขาย3ชิ้น20บาท ส่วนขนมจากซึ่งเป็นขนมจากใบเตยมะพร้าวอ่อนจะขาย5ชิ้น20บาท  ซึ่งก็ได้รับความนิยมจากลูกค้าไม่แพ้กัน  โดยเฉพาะห่อหมกนั้นตนจะใช้ปลาอินทรีย์สดๆมาแล่เป็นชิ้นเล็กกวนผสมกับกะทิและเครื่องแกง  ใส่ไข่ กวนเป็นชั่วโมงเพื่อให้เครื่องแกงกับเนื้อปลาเข้ากันดีจากนั้นนำมาตักใส่ใบจากและนำไปย่างเหมือนขนมจาก แต่งหน้าด้วยกะทิและใบมะกรูดเพิ่มความหอม ซึ่งเมื่อหลานนำไปโพสต์ขายหน้าเฟซบุ๊กและเพจขายของ มีลูกค้าสนใจสั่งซื้อ และหลานจะรับออเดอร์และนำไปส่งถึงที่ รายได้วันละกว่า2พันบาทหักค่าใช้จ่ายได้กำไรวันละ600บาท ซึ่งก็ยังถือว่าทำงานหน้าบ้านเด็กๆได้มี่รายได้ก่อนเปิดเทอม ห่อหมกใบจากหรือที่ลูกค้าเรียกห่อหมกขนมจากตนจะใช้วัตถุดิบเหมือนทำกินเองที่บ้าน เป็นสูตรดั้งเดิมของตนเอง รสชาติจะหอมอร่อย เข้มข้นและมีรสไม่เผ็ดมาก เด็กกินได้ผู้ใหญ่กินดี ยิ่งหากได้กินตอนร้อนๆสุกจากเตาใหม่ๆยิ่งอร่อยมาก ถือเป็นการดัดแปลงจากห่อหมกธรรมดาให้มีความน่าสนใจ และเมื่อได้ชิมแล้วส่วนใหญ่ติดใจและสั่งซื้อซ้ำตลอด

ภาพ/ข่าว  สุไหล  โพธิ์ดก  ผู้สื่อข่าวภูมิภาคจ.สตูล

คนหายปริศนา ภรรยาติดใจใครคือวัลลี ด้านนายอำเภอตั้ง 3 ทีมค้นหา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/433449?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_lifestyle

คนหายปริศนา ภรรยาติดใจใครคือวัลลี ด้านนายอำเภอตั้ง 3 ทีมค้นหา

คนหายปริศนา ภรรยาติดใจใครคือวัลลี ด้านนายอำเภอตั้ง 3 ทีมค้นหา

คนหายปริศนา ภรรยาติดใจใครคือวัลลีที่มาเรียกสามีก่อนหายตัว ด้านนายอำเภอตั้ง 3 ทีมปฎิบัติการค้นหาแต่ยังไร้ร่องรอย

วันที่ 10 มิถุนายน 2563 เวลา 13.00 น. นายอนุชา พัสถาน นายอำเภอทัพทัน อำเภอทัพทันจังหวัดอุทัยธานี พร้อมด้วยฝ่ายป้องกันเทศบาลตำบลตลุกดู่ ได้นำทีมออกตามหานายสุรพล สัตย์ธรรม อายุ 50 ปี บ้านเลขที่ 16 หมู่ 13 ตำบลตลุกดู่ อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งนางดวงนภา จิตเสนา อายุ 56 ปี ซึ่งเป็นภรรยาได้เผยว่า เมื่อ 2 วันก่อนได้มีคนชื่อวัลลี มาเรียกนายสุรพลอยู่ประมาณ 3 ครั้ง แต่ตัวเองนั้นไม่ได้อยู่บ้านมีคนในบ้านนั้นเล่าให้ฟังว่าคนชื่อวัลลีมาเรียก ซึ่งตัวเองนั้นสงสัยมากๆว่าคนชื่อวัลลีนั้นมาเรียกสามีตัวเองทำไม จากนั้นนายสุรพล ก็ขับรถมอเตอร์ไซค์ ฮอนดา รุ่นเวป 110 สีดำทะเบียน 7510 อุทัยธานีขับไปดูไร่ของตัวเอง จากนั้นก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย จึงได้ไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่สถานีตำรวจภูธรตลุกดู่ไว้ เพราะหายตัวไปได้ 2 วันแล้วตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน  ทางมูลนิกู้ภัยอุทัยธานีและหน่วยงานต่างๆได้ออกกันตามหาแต่ก็ยังไม่พบแม้แต่ร่องรอย

ทางด้านนายนายอนุชา นายอำเภอทัพทันได้ติดตามไปยังบ้าน นางลำไพ ขาวหอม อายุ 68 ปีบ้านเลขที่ 2 บ้านสวนขวัญ ตำบลตลุกดู่  ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับนางดวงนภาซึ่งเป็นภรรยาของนายสุรพล ได้เปิดเผยว่า นายสุรพล นั้นขับรถมอเตอร์ไซค์มาจอดไว้แล้วเดินไปในไร่ซึ่งกำลังจ้างรถไถนั้นมาไถเพื่อปลูกพืชไร่ จากนั้นนายสุรพลจึงเดินไปบริเวณหลังบ้านหรือข้างห้องน้ำ จากนั้นนายสุรพลหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยไม่ทราบทิศทางว่าไปทางไหนเลยโดยได้ทิ้งรถมอเตอร์ไซค์ ฮอนดา รุ่นเวป 110 สีดำทะเบียน 7510 อุทัยธานี ไว้ไม่ได้เอารถมอเตอร์ไซค์คันดังกล่าวไปด้วยจึงได้โทรศัพท์ไปบอกนางดวงนภา ภรรยาของนายสุรพล ให้รู้ว่านายสุรพลนั้นมาดูไร่ที่กำลังไถอยู่และหายตัวไป

ด้านนายอนุชานั้นได้แบ่งกำลังออกกันตามหาตั้งแต่จุดที่บ้านของนางลำไพ ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายที่นายสุรพลนั้นหายตัวไปและแบ่งกำลังโดยใช้ชื่อว่า ปฎิบัติการค้นหาคนหาย บางเป็น 3 ทีมโดยมีทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสืบสวนจังหวัดอุทัยธานีและเทศบาลตำบลตลุกดู่รวมถึงมูลนิธิกู้ภัยอุทัยธานี ช่วยกันออกตามหาตั้งแต่ช่วงเช้าแต่ก็ยังไม่พบร่องรอยของนายสุรพลและนางดวงนภาก็ยังสงสัยอยู่ว่า นางวัลลีหรือนางลีคือใครแล้วมาเรียกนายสุรพลทำไมก่อนที่จะนายสุรพลนั้นจะหายตัวไปและก่อนหน้านั้นก่อนที่ที่จะมีปฎิบัติการค้นหาทางนางดวงนภาได้โพสลงโซเชียลเผื่อใครที่พบเห็นนายสุรพลนั่นเองรวมถึงให้แชร์ต่อกันด้วย

นันทศักดิ์ วัฒนพานิช ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.อุทัยธานี

ปปส.ภ.5 จัดกิจกรรมโครงการปันรักปันน้ำใจ ประจำปี พ.ศ.2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/433413?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_lifestyle

ปปส.ภ.5 จัดกิจกรรมโครงการปันรักปันน้ำใจ ประจำปี พ.ศ.2563

ปปส.ภ.5 จัดกิจกรรมโครงการปันรักปันน้ำใจ ประจำปี พ.ศ.2563

ปปส.ภาค 5 ขับเคลื่อน กองทุนแม่ของแผ่นดินจังหวัดเชียงใหม่ จัดกิจกรรม “ป.ป.ส. มีแล้วแบ่งปัน” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2563 เพื่อมอบ “ถุงปันสุข” เสริมสร้างความเข้มแข็งตั้งแต่ระดับชุมชน

ปปส.ภ.5 จัดกิจกรรมโครงการปันรักปันน้ำใจ มั่นคงปลอดภัยยาเสพติด ประจำปี พ.ศ.2563
ปปส.ภาค 5 ขับเคลื่อน กองทุนแม่ของแผ่นดินจังหวัดเชียงใหม่  จัดกิจกรรม “ป.ป.ส. มีแล้วแบ่งปัน” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2563 เพื่อมอบ “ถุงปันสุข” สร้างขวัญ กำลังใจในการป้องกันปัญหายาเสพติดโดยการเสริมสร้างความเข้มแข็งตั้งแต่ระดับหมู่บ้านชุมชนให้ปลอดภัยจากยาเสพติด
เชียงใหม่ ณ วัดร้องอ้อ ต.สันผีเสื้อ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พระอธิการชาญชัย กันตวีโร เจ้าอาวาสวัดร้องอ้อ  อ.เมือง จ.เชียงใหม่ นายสว่าง ธาตุอินทร์จันทร์ ประธานเครือข่ายกองทุนแม่ของแแผ่นดินจังหวัดเชียงใหม่ และ 8 จังหวัดภาคเหนือ, สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 5 โดยการอำนวยการของ นายมานิต โกเมศ​​​ ผู้อำนวยการ สำนักงาน ปปส. ภาค 5 นำโดย นายยุคนธ์ พงษ์ไพโรจน์ ผชช.ภ.5 น.ส.สุกันยา ใหญ่วงศ์ ผอ.ปพ. และเจ้าหน้าที่ ปปส.ภ.5 พร้อมด้วย นายสราวุฒิ วรพงษ์ นายอำเภอเมืองเชียงใหม่ นายวิทยา ชมพูคำ ผู้แทนพัฒนาการจังหวัดเชียงใหม่ นายดี บุญชล กำนันตำบลสันผีเสื้อ ร่วมกันจัดกิจกรรม “ป.ป.ส. มีแล้วแบ่งปัน” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2563 เพื่อมอบ “ถุงปันสุข” ซึ่งประกอบด้วยเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ประชาชนในพื้นที่ตำบลสันผีเสื้อ โดยมีเจ้าหน้าที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ตำบลสันผีเสื้อ และประชาชนพื้นที่ตำบลสันผีเสื้อ จำนวนทั้งสิ้น 120 คน เข้าร่วมกิจกรรม

ทั้งนี้เครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดินจังหวัดเชียงใหม่ ปปส.ภาค 5 ร่วมกับชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านตำบลสันผีเสื้อ จัดโครงการปันรักปันน้ำใจ ตำบลสันผีเสื้อมั่นคงปลอดภัยยาเสพติด ประจำปี พ.ศ.2563 เพื่อมอบเช็คเงินสดจากโครงการขับเคลื่อนงานกองทุนแม่ของแผ่นดินระดับจังหวัด ตามแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2563 จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 198,850 บาท และโครงการขับเคลื่อนตำบลมั่นคงปลอดภัยจากยาเสพติดตำบลสีขาวในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่  ประจำปี 2563 (ตำบลนำร่อง) จำนวน 108,000 บาท ซึ่งได้รับสนับสนุนงบประมาณจากโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด สำนักงาน ปปส. ภาค 5 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการแก้ไขปัญหายาเสพติดในระดับพื้นที่โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน เช่นเดียวกับการเสริมสร้างตำบลเข้มแข็งปลอดยาเสพติด โดยพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) รวมถึงพัฒนาหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินให้มีศักยภาพต่อการยกระดับเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่
น.ส.สุกันยา ใหญ่วงศ์ ผอ.ปพ. สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 5 กล่าวว่า ปัญหายาเสพติด เป็นปัญหาสำคัญที่บั่นทอนการพัฒนาชาติทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม  ซึ่งมีแนวโน้มทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแพร่ระบาดยาเสพติดในหมู่บ้านชุมชน ซึ่งส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของผู้ค้ารายย่อยและผู้เสพรายใหม่ จนนำไปสู่ปัญหาทางสังคมและปัญหาอาชญากรรมอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากยาเสพติด ดังนั้นการป้องกันปัญหายาเสพติดโดยการเสริมสร้างความเข้มแข็งตั้งแต่ระดับหมู่บ้านชุมชนให้ปลอดภัยจากยาเสพติดจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เนื่องจากเป็นการป้องกันปัญหานับตั้งแต่ต้นเหตุ โดยการสร้างความตระหนักให้ประชาชนในหมู่บ้านชุมชนเล็งเห็นความสำคัญของผลกระทบจากยาเสพติด รวมถึงเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านชุมชน ในการร่วมป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ทั้งการสกัดกั้น ลำเลียง เฝ้าระวัง และแจ้งข่าวสารข้อมูลของ ผู้มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ

ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีหมู่บ้านทั้งหมดจำนวน 9 หมู่บ้าน  ได้ตระหนักและให้ความสำคัญกับปัญหายาเสพติดมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้จัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดโดยเสริมสร้างการเข้ามีส่วนร่วมของภาคประชาชน ได้แก่ การจัดตั้งหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดิน โดยผู้นำหมู่บ้านชุมชนของตำบลสันผีเสื้อได้เข้าร่วมในการเป็นคณะกรรมการเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดินจังหวัดเชียงใหม่ และได้นำแนวคิดและหลักการในการส่งเสริมและพัฒนาหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดิน เสริมสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เพื่อให้เกิดชุมชนเข้มแข็งเอาชนะยาเสพติดมาดำเนินการในทุกหมู่บ้านของตำบลสันผีเสื้อ เช่นเดียวกับการเสริมสร้างตำบลเข้มแข็ง โดยพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา ยาเสพติด ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้แก่ผู้นำชุมชน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) และประชาชนทุกหมู่บ้านชุมชน ให้ได้มีองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและนำไปเผยแพร่ได้อย่างถูกต้อง
การจัดกิจกรรม “ปันรัก ปันน้ำใจ” ช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ในพื้นที่ตำบลสันผีเสื้อที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 โดยการแจกของอุปโภคบริโภคซึ่งเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดินจังหวัดเชียงใหม่ได้รับบริจาคจากภาคส่วนต่างๆมีขวัญกำลังใจจากการได้รับความช่วยเหลือ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลดีในการให้ความร่วมมือทั้งการป้องกันยาเสพติดในชุมชนและการมีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่างๆ โดยทางคณะกรรมการเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดินจังหวัดเชียงใหม่ และชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านตำบลสันผีเสื้อจะดำเนินกิจกรรมในเชิงการป้องกันยาเสพติดในหมู่บ้านชุมชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเสริมสร้างความเข้มแข็งของหมู่บ้านกองทุนแม่ และพัฒนาชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) รวมถึงการจัดกิจกรรมในเชิงการเสริมสร้างความเข้มแข็งในชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ซึ่งรูปแบบการจัดกิจกรรมจะมีการพิจารณาตามความเหมาะสมต่อไป

นิวัตร ธาตุอินจันทร์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดเชียงใหม่

เปิดแล้ว สวนนกชัยนาท ให้ชมฟรีตลอดเดือน เพื่อเยียวยานักท่องเที่ยวและสร้างความคึกคัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/433400?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_lifestyle

เปิดแล้ว สวนนกชัยนาท ให้ชมฟรีตลอดเดือน เพื่อเยียวยานักท่องเที่ยวและสร้างความคึกคัก

เปิดแล้ว สวนนกชัยนาท ให้ชมฟรีตลอดเดือน เพื่อเยียวยานักท่องเที่ยวและสร้างความคึกคัก

สวนนกชัยนาท กลับมาเปิดบริการแล้ว โดยเปิดให้เข้าชมฟรีตลอดเดือนมิ.ย. เพื่อเป็นการช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวและสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวให้กลับมาคึกคัก

วันนี้(10 มิ.ย.63)  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  สวนนกชัยนาท สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของจังหวัดชัยนาท  ได้กลับมาเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวแล้วในวันนี้(10 มิ.ย.63) หลังจากที่ได้ปิดให้บริการไป ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2563 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ ทำความสะอาดพื้นที่ภายในสวนนกชัยนาท เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว  ซึ่งองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลบริหารจัดการสวนนกชัยนาท ได้ประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าสวนนกชัยนาทให้กับนักท่องเที่ยว โดยเปิดให้เข้าชมฟรี ตลอดเดือนมิถุนายน 2563 นี้ เพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวให้กลับมาคึกคัก และเพื่อเป็นการช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาแก่นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19

สำหรับโซนที่เปิดให้บริการ ประกอบด้วยโซน กรงนก ที่มีนกนานาชนิดให้ชม จำนวนกว่า 700 ตัว   โซนสวนหุ่นฟางนก ที่มีหุ่นฟางนกยักษ์จำนวนกว่า 30 ตัว  โซนพิพิธภัณฑ์ไข่  และจุดถ่ายรูปจุดเช็คอินต่างๆ  ส่วนอาคารแสดงพันธุ์ปลาน้ำจืด ที่อยู่ระหว่างปรับปรุง  และสวนน้ำอวกาศชัยนาท ยังไม่เปิดให้บริการ

น.ส.สายสุนีย์ เงินช้าง หัวหน้าฝ่ายพัฒนาส่งเสริมการท่องเที่ยวสวนนกชัยนาท เปิดเผยว่า สวนนกชัยนาท ได้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด19 ตามที่รัฐบาลกำหนดทุกประการ   จึงขอให้นักท่องเที่ยวมั่นใจว่า สวนนกชัยนาทมีความปลอดภัย  ทั้งนี้ โดยก่อนที่นักท่องเที่ยว  จะเข้าไปในบริเวณสวนนกชัยนาท  จะต้องได้รับการตรวจวัดอุณหภูมิ  ล้างมือด้วยแอลกอฮอล์เจล และสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าทุกคน  และจะต้องลงทะเบียนผ่านแอพพลิเคชั่น ไทยชนะ หรือ ลงชื่อในสมุดลงทะเบียน ทั้งก่อนและหลังใช้บริการทุกครั้ง

ข่าว/ภาพ  ชฎารัฐ จันทร์พาหิรกิจ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.ชัยนาท

จิตอาสาพระราชทาน ใส่ใจสิ่งแวดล้อม บำเพ็ญประโยชน์ทำความสะอาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/433399?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_lifestyle

จิตอาสาพระราชทาน ใส่ใจสิ่งแวดล้อม บำเพ็ญประโยชน์ทำความสะอาด

จิตอาสาพระราชทาน ใส่ใจสิ่งแวดล้อม บำเพ็ญประโยชน์ทำความสะอาด

จิตอาสาพระราชทาน ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ร่วมกันทำความสะอาด น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ (ในหลวงรัชกาลที่ 8)

จิตอาสาพระราชทานอำเภอแม่สะเรียง ร่วมทำความสะอาดโรงพยาบาล น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ (ในหลวงรัชกาลที่ 8) เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลต่อพระองค์ที่ทรงบำเพ็ญประโยชน์แก่ประเทศชาตินานัปการ พระองค์ทรงเป็นผู้พระราชทานกำเนิดคณะแพทยศาสตร์และการศึกษาไทย

นายสังคม คัดเชียงแสน นายอำเภอแม่สะเรียง พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ พร้อมด้วยจิตอาสาพระราชทาน ร่วมกันทำความสะอาด เนื่องในวันคล้ายวันเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (ในหลวงรัชกาลที่ 8) เพื่อให้ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐและประชาชนได้แสดงความจงรักภักดี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพระองค์ที่ทรงบำเพ็ญประโยชน์แก่ประเทศชาตินานัปการ พระองค์ทรงเป็นผู้พระราชทานกำเนิดคณะแพทยศาสตร์ ด้วยทรงมีพระเมตตาธิคุณให้พสกนิกรมีสุขภาพ พลานามัยที่แข็งแรง และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ร่วมกันปรับภูมิทัศน์ ตัดแต่งกิ่งไม้ ทำความสะอาด บริเวณรอบๆโรงพยาบาลแม่สะเรียง  อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน

เนื่องจากสถานการณ์ห้วงนี้ ยังอยู่ในการเฝ้าระวังป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ดังนั้น จึงได้กำหนดให้มีการตรวจคัดกรองผู้เข้าร่วมกิจกรรม ให้สวมหน้ากากอนามัย จัดให้มีการเว้นระยะห่าง ของผู้เข้าร่วมพิธี อย่างน้อย 1 เมตร ซึ่งเป็นมาตรการในการเฝ้าระวังป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19  จึงต้องมีการปฎิบัติเฝ้าระวังตามาตรการต่อไป

ชนานันท์ เง่าสุวรรณ์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดแม่ฮ่องสอน

คอหวยไม่พลาดส่องเลขเด็ด พิธีบวงสรวงเปิดภูมิขุมทรัพย์ เจ้าปู่มุจลินทร์นาคราช #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/433397?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_lifestyle

คอหวยไม่พลาดส่องเลขเด็ด พิธีบวงสรวงเปิดภูมิขุมทรัพย์ เจ้าปู่มุจลินทร์นาคราช

10 มิถุนายน 2563 – 10:06 น.

รำบวงสรวงเปิดภูมิขุมทรัพย์ “เจ้าปู่มุจลินทร์ นาคราช” คอหวยไม่พลาดส่องเลขเด็ด “เจ้าแม่ตะเคียนทองทิพย์” ฝันเห็นเจ้าปู่ฯ เข้าฝันให้โชคถูกหวยกันถ้วนหน้ารวมจำนวนหลายล้านบาทในงวดที่ผ่านมา

วันที่ 9 มิถุนายน 2563 เวลา 13.09 น. ที่วัดภูตะเภาทอง ต.กุดหมากไฟ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี คณะสายบุญศรัทธาพญานาค กรุงเทพมหานคร และจังหวัดอุดรธานี เดินทางเข้าพบกับ พระครูเขมกาญจโนภาส (สุพรรณ) เจ้าอาวาสวัดภูตะเภาทอง ภายในถ้ำฤาษี เพื่อนำต้นเงิน จำนวน 179,915 บาท มาถวายร่วมสร้างอุโบสถ และขอนุญาติ ทำพิธีรำบวงสรวงเปิดภูมิขุมทรัพย์เมืองบาดาล ต่อหน้ารูปปั้นองค์ “เจ้าปู่มุจลินทร์นาคราช” องค์ที่สองกำลังก่อสร้างแล้วเสร็จไปประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ อยู่เหนือประตูทางเข้าออกของท่านที่ ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นประตูสู่ขุมทรัพย์เมืองบาดาล หลังจากคณะสายบุญฯกลุ่มนี้ เดินทางมากราบสักการะขอพรขอโชคลาภจากเจ้าปู่ฯ ในวันที่ 23 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

โดยกลับถึงบ้านฝันเห็นเจ้าปู่ฯ เข้าฝันให้โชคถูกหวยกันถ้วนหน้ารวมจำนวนหลายล้านบาท หรือ 4 ล้านบาท  จึงพากันรวบรวมเงินมาถวาย เนื่องจากเจ้าปู่ฯประทานโชคลาภสำเร็จตามปรารถนา ประกอบพิธีรำบวงสรวง พร้อมนำเครื่องเซ่นไหว้มาถวายแก่ท่าน และเป็นการเปิดขุมทรัพย์ของท่านอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ชาวมนุษย์โลกที่นับถือกราบไหว้ สักการะบูชาต่อองค์พญานาค ได้มีกินมีใช้ ค้าขายเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน ตามความเชื่อของชาวพุทธที่ พญานาคเสมือนผู้ปกปักรักษาพุทธศาสนามาตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยมี อ.วัชรพล มิลินทวิสมัย อายุ 57 ปี  โหราจารย์นำกล่าวประกอบพิธี หลังนิมนต์ พระครูเขมกาญจโนภาส (สุพรรณ) เจ้าอาวาส มาจุดเทียนชัย

ขณะเดียวกันมีนักท่องเที่ยวทยอยเดินทางมาชมสถานที่วัดแห่งนี้ หลังมีประกาศมาตรการผ่อนปน ระยะที่สาม เพื่อชมความสวยงามของหินรูปร่างต่างๆ สะเดาะเคราะห์ โดยการคลานรอดท้องหินเรือสำเภาทอง กราบสักการะองค์หลวงพ่อหยก ขอพรจากองค์เจ้าปู่ ”มุจลินทร์นาคาราช” ที่ประดิษฐ์สถานอยู่รอบสระโบกขรณี ก่อนเดินไปขอโชคลาภส่องเลขเด็ดจาก “เจ้าแม่ตะเคียนทองทิพย์” ซึ่งเป็นตอต้นตะเคียนขนาดหลายอายุนับพันปีที่ ตั้งอยู่ข้างก้อนหินภายในบริเวณวัด และเคยให้โชคลาภแก่ผู้ที่มาขอถูกรางวัลกันทุกงวด ก่อนนำชุดไทยมาแก้บน

ในวันนี้บางคนส่องเห็นเลข แล้วแต่สายตาของใครจะส่องหรือมองเห็นตัวเลขอะไร เพราะเป็นความเชื่อของแต่ละบุคคลห้ามกันไม่ได้ แต่เมื่อนักท่องเที่ยวทราบข่าวว่ามีการรำบวงสรวงเปิดภูมขุมทรัพย์องค์เจ้าปู่ฯ ต่างพากันร่วมถวายปัจจัยทำบุญ ต่อยอดต้นเงินรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 182,775 บาท จากเดิม 179,915 บาท เพื่อสมทบทุนสร้างอุโบสถให้แก่วัดภูตะเภาทองแห่งนี้ให้อยู่คู่กับพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองต่อไปในอนาคต  นำเลขท้ายไปเสี่ยงโชคกันในงวดวันที่ 16 มิ.ย. 2563 และมีกำหนดการทำพิธีบวงสรวงใหญ่รูปปั้นเจ้าปู่ฯ องค์ที่สอง ในช่วงเดือน กรกฎาคม  2563 หลังจากสร้างรูปปั้นเจ้าปู่มุจลินทร์นาคราช เหนือ ขุมทรัพย์ของท่าน จนแล้วเสร็จสมบูรณ์

นายกฤษดา  จันทร์ดวง ผู้สื่อข่าว  ภูมิภาค จ.อุดรธานี คมชัดลึก

เปิด ตลาดทุเรียนภูเขาไฟออนไลน์ จัดส่งให้ทางไปรษณีย์ค่าส่งถูกถึงผู้รับปลอดภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/433388?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_lifestyle

เปิด ตลาดทุเรียนภูเขาไฟออนไลน์ จัดส่งให้ทางไปรษณีย์ค่าส่งถูกถึงผู้รับปลอดภัย

เปิด ตลาดทุเรียนภูเขาไฟออนไลน์ จัดส่งให้ทางไปรษณีย์ค่าส่งถูกถึงผู้รับปลอดภัย

ศรีสะเกษเปิด ตลาดทุเรียนภูเขาไฟออนไลน์ จัดส่งให้ทางไปรษณีย์หลีกเลี่ยงโควิด-19 ค่าส่งถูกถึงผู้รับปลอดภัย

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 9 มิถุนายน 2563  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมชั้น 3 ที่ทำการไปรษณีย์ จ.ศรีสะเกษ ต.เมืองเหนือ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ นายวัฒนา พุฒิชาติ ผวจ.ศรีสะเกษ  พร้อมด้วย นายนพ พงษ์ผลาดิสัย ปลัด จ.ศรีสะเกษ นายสว่าง กาลพัฒน์ เกษตร จ.ศรีสะเกษ นายสฤษฎ์  นาควารินทร์ ประธานหอการค้า จ.ศรีสะเกษ  นายบุญชู  ไหมกัน ผู้จัดการฝ่ายไปรษณีย์  เขต 10 ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการขนส่งทุเรียนภูเขาไฟ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่  จ.ศรีสะเกษ และแถลงข่าวการเปิดเว็บไซต์ ตลาดทุเรียนออนไลน์ www.lavadurian.com เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนภูเขาไฟให้มีช่องทางการจำหน่ายทุเรียนภูเขาไฟที่มีคุณภาพ ผ่านช่องทางออนไลน์ อีกทั้งยังสามารถจัดส่งทุเรียนได้อย่างรวดเร็วและตรงตามมาตรฐานด้วยระบบไปรษณีย์ด่วนพิเศษ EMS ในประเทศ และมีการเพิ่มความระมัดระวังทุกขั้นตอนในการขนส่ง  โดยมี  นายสมชัย  คล้ายทับทิม  รอง ผวจ.ศรีสะเกษ   นายวิทยา  วิรารัตน์  กรรมการหอการค้าไทย  น.ส.ธมลวรรณ  เจริญวงศ์พิสิฐ  ผอ.ททท.สำนักงานสุรินทร์ และ ดร.กัลยาณี ธรรมจารีย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวศรีสะเกษ  หัวหน้าส่วนราชการ คณะทำงานการพัฒนาทุเรียน ร่วมรับฟังแถลงข่าวตลาดทุเรียนภูเขาไฟออนไลน์จำนวนมาก

นายวัฒนา  พุฒิชาติ   ผวจ.ศรีสะเกษ   กล่าวว่า  ทุเรียน เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญและมีชื่อเสียงของ  จ.ศรีสะเกษ  มีคุณสมบัติพิเศษ  ปลูกในพื้นที่ดินภูเขาไฟ ทำให้เนื้อทุเรียนแห้ง นุ่มเหนียว เส้นใยละเอียด มีกลิ่นหอมไม่ฉุนมาก รสชาติค่อนข้างหวาน และได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ “ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ” เมื่อวันที่ 27  มิ.ย. 2561  มีเกษตรกรหันมาปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้น  ซึ่งเกษตรกร  จ.ศรีสะเกษ สามารถผลิตทุเรียนให้ได้คุณภาพและมีภาพลักษณ์ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษที่ดีเป็นที่ต้องการของตลาดโลก  เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค   จึงได้มีการบูรณาการทำงานหลายๆ ภาคส่วนในการดำเนินการตั้งแต่ การจัดทำข้อมูลของเกษตรกร ประมาณการผลผลิต การคัดเกรด การพัฒนาคุณภาพ การพัฒนา Website  การบริหารจัดการด้านการตลาด การเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย เป้าหมายเพื่อบริหารจัดการผลผลิตทุเรียนให้มีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรมากที่สุด ผู้บริโภคได้บริโภคทุเรียนศรีสะเกษที่มีคุณภาพ และเป็นผลผลิตทุเรียนของศรีสะเกษโดยแท้จริง เป็นการรักษาชื่อเสียงและรักษาเอกลักษณ์ความเป็นทุเรียนศรีสะเกษที่มีคุณภาพ รสชาติอร่อย เกิดความยั่งยืน  ไม่กังวลเรื่องตลาด  ซึ่งในด้านการตลาด  ตนได้มอบหมายให้ทีมหอการค้า  จ.ศรีสะเกษ  มรภ.ศรีสะเกษ และเครือข่ายผู้ประกอบการเครือข่ายธุรกิจของผู้ประกอบการรุ่นใหม่  YEC (Young Enterpreneur Chamber of   Commerce) ในการพัฒนาเว็บไซต์ ตลาดทุเรียนภูเขาไฟออนไลน์ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19  ทำให้หลายคนต้องใช้ชีวิตแบบวิถีชีวิตใหม่ (New Normal)  การส่งเสริมให้ผู้ปลูกทุเรียนเข้าถึงตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มีความจำเป็น เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตร

นายสว่าง กาลพัฒน์ เกษตร  จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า จ.ศรีสะเกษ  ในปี 2563 มีพื้นที่ปลูกทุเรียนภูเขาไฟประมาณ 8,000 ไร่ ให้ผลผลิต  จำนวน 3,200 ไร่ มีทุเรียนภูเขาไฟออกสู่ตลาดผู้บริโภคประมาณ 4,200 ตัน มูลค่าประมาณ กว่า 750 ล้านบาท ในราคากิโลกรัมละ 150-180 บาท และอาจมีแนวโน้มราคาเพิ่มสูงขึ้นอีก อย่างไรก็ตามจากผลผลผลิตทั้งหมดเชื่อว่าเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคอย่างแน่นอน นอกจากนี้  จ.ศรีสะเกษ ยังได้กำหนดจัดงานเทศกาลทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ขึ้น ในระหว่างวันที่ 26  มิ.ย. – 5 ก.ค. 63 นี้ ที่บริเวณสนามหน้าศาลกลาง  จ.ศรีสะเกษ เพื่อส่งเสริมการตลาดและกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตร สร้างรายได้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืนต่อไป

นายสฤษฏ์  นาควารินทร์  ประธานหอการค้า  จ.ศรีสะเกษ  กล่าวว่า  จ.ศรีสะเกษ มีความมุ่งหวัง ในการที่จะให้ผู้สั่งซื้อ ได้บริโภคทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษที่มีคุณภาพ เป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากทุเรียนท้องถิ่นอื่นๆและเพื่อให้เป็นการอำนวยความสะดวก ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนภูเขาไฟ มีช่องทางในการจำหน่าย ผ่านระบบออนไลน์ จึงได้จัดส่งทุเรียนให้กับผู้ สั่งซื้อด้วยความรวดเร็ว ตรงตามมาตรฐาน ที่บริษัทไปรษณีย์ไทยจำกัดกำหนด จึงได้รับความร่วมมือกับสำนักงานไปรษณีย์เขต 10 ในการจัดระบบ การรับฝากและส่งต่อทุเรียนภูเขาไฟ ไปถึงผู้รับปลายทางให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยครบถ้วนโดยทั้งสองฝ่ายจึงได้ทำบันทึกความร่วมมือระหว่างกันไว้ โดยมีข้อบันทึกตกลงฉบับนี้ ทำที่ทำการไปรษณีย์  จ.ศรีสะเกษ จำกัด กับสำนักงานไปรษณีย์  เขต 10 จัดระบบรับฝากส่งทุเรียนภูเขาไฟจากเกษตรกรชาวสวนที่ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัดกำหนดไว้ มีระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2563 ถึงวันที่ 31 ส.ค. 2563 รวม 3 เดือน

ดร.กัลยาณี  ธรรมจารีย์  ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวศรีสะเกษ  กล่าวว่า  ปีนี้ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษสุกคาต้นจำนวนมาก ได้เริ่มจำหน่ายตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนเป็นต้นมา  ทุเรียนมีคุณภาพดีเป็นที่ต้องการของตลาดโลก การที่จังหวัดร่วมบูรณาการหลายหน่วยงานอำนวยความสะดวกจัดส่งให้ทางไปรษณีย์ เป็นสิ่งที่เหมาะกับสภาวะหลีกเลี่ยงโควิด – 19 ดีที่สุด  และยังมีตารางน้ำหนักและราคาตั้งไว้ให้เลือกว่าส่งหนึ่งลูกน้ำหนักไม่เกิน 5  กก. ราคาค่าส่ง 30 บาท ส่ง  2  ลูก  น้ำหนัก  9-10  กก.ราคา 80 บาท  จึงขอเชิญชวนให้ทดลองสั่งทุเรียนออนไลน์เพียงท่านละหนึ่งลูกเป็นการทดลองชิมรสชาติ   หากอร่อยติดใจก็ขอเชิญไปชิมในสวนที่มีให้เลือกมากมายหลายสวน  จะได้มาสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่มีผลผลิตของผลไม้มากมาย และซื้อกลับไปฝากคนทางบ้านและมาเที่ยวเทศกาลเงาะทุเรียนศรีสะเกษในวันที่  26  มิ.ย. –  5  ก.ค. 2563 นี้ด้วย

ศิริเกษ   หมายสุข ผู้สื่อข่าว จ.ศรีสะเกษ