SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

สุดทนแจ้งจับ “หลวงพี่โบก” นั่งข้างถนนเรี่ยไรเงินชาวบ้านโกยเงินเข้ากระเป๋า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/433381?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_lifestyle

สุดทนแจ้งจับ “หลวงพี่โบก” นั่งข้างถนนเรี่ยไรเงินชาวบ้านโกยเงินเข้ากระเป๋า

สุดทนแจ้งจับ "หลวงพี่โบก" นั่งข้างถนนเรี่ยไรเงินชาวบ้านโกยเงินเข้ากระเป๋า

ชาวบ้านสุดทนแจ้งจับ “หลวงพี่โบก” นั่งข้างถนนดักโบก เรี่ยไรเงิน จากชาวบ้าน เร่ขายวัตถุมงคล โกยเงินเข้ากระเป๋า นานกว่า 4 ปี เจ้าคณะฯ ลั่นไม่เหมาสมเสื่อมเสียต่อพระพุทธศาสนา จับสึกทันที

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.63 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้าน และพ่อค้าแม่ค้า บริเวณหน้าวิหารเซียน ต.เขาชีจรรย์ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง หลังมีพระสงฆ์ประพฤติตัวไม่เหมาะสม มานั่งบนพื้นถนนโบกมือเรียกรถที่สัญจรผ่านไปมา เพื่อเรี่ยไรเงินและขายวัตถุมงคลจนมีฉายาว่า “หลวงพี่โบก” จึงรายงานให้ พระครูปิยะ กิจวิบูล หรืออาจารย์แก้ว เจ้าคณะตำบลนาจอมเทียน รับทราบ พร้อมลงพื้นที่ค้นหาความจริง ร่วมกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ และเฝ้าสังเกตการณ์นานหลายชั่วโมง ได้เห็นพฤติกรรมของพระรูปนี้ เป็นไปตามที่ได้รับแจ้งมาจริง จึงแสดงตัวเข้าไปสอบถามทราบชื่อ คือ พระพงษ์นิรันดร์ หงสา อายุ 63 ปี ชาวจังหวัดนครสวรรค์ พระลูกวัดข่อยสูง จ.อุตรดิตถ์ (ตามหนังสือสุทธิ) เบื้องต้น ได้ยืนกรานปฏิเสธข้อกล่าวหา และมีการประทะคารมกันอยู่นาน แต่เมื่อเจ้าหน้าที่แสดงหลักฐานที่ชี้ชัดต่อความผิด จึงยอมรับสารภาพ พร้อมให้ตรวจสอบในย่ามพบเชือกถักสร้อยคอ และข้อมือนับร้อยเส้น ที่รับว่าซื้อมาจากตลาดพระท่าพระจันทร์ ไม่ใช่วัตถุมลคลที่ปลุกเสก นำมาขาย 100 บาท และเรี่ยไรแลกเงินจากความศรัทธาชาวบ้าน ก่อนนำตัวส่งให้เจ้าคณะฯ ดำเนินการตามระเบียบสงฆ์

เบื้องต้น พระครูปิยะ กิจวิบูล หรืออาจารย์แก้ว เจ้าคณะตำบลนาจอมเทียน ได้สอบสวนแล้วเห็นว่า พระพงษ์นิรันดร์ ได้อ้างว่า บวชจำพรรษาอยู่วัดข่อยสูง ตั้งแต่ พ.ศ.2548 แต่ได้ออกธุดงค์จากวัดมาเมื่อ 4-5 ปีก่อน ใช้ชีวิตอยู่ตามป่าเขา และมาทำการเรี่ยไรลักษณะและเร่ขายวัตถุมงคลเช่นนี้ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา เงินที่ได้กอบโกยเข้ากระเป๋าตัวเอง เมื่อพิจารณาต่อความผิด ฐานเรี่ยไร และไม่มีใบอนุญาตการธุดงค์ เห็นว่าประพฤติไม่เหมาะสมต่อการเป็นพระสงฆ์ ทำให้เสื่อมเสียต่อพระพุทธศาสนา จึงต้องให้ลาสิกขาทันที พร้อมนำตัวส่งให้ทางตำรวจ สภ.นาจอมเทียน ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน

ณัฐภูมินทร์ – พัชรพล ปานรักษ์ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

น้องน๊อต เด็กกตัญญู รับจ้างบวชหน้าไฟ เลี้ยงแม่ตาบอด ได้รับความช่วยเหลือแล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/433348?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_lifestyle

น้องน๊อต เด็กกตัญญู รับจ้างบวชหน้าไฟ เลี้ยงแม่ตาบอด ได้รับความช่วยเหลือแล้ว

น้องน๊อต เด็กกตัญญู รับจ้างบวชหน้าไฟ เลี้ยงแม่ตาบอด ได้รับความช่วยเหลือแล้ว

น้องน๊อต เด็กกตัญญู รับจ้างบวชหน้าไฟ เลี้ยงแม่ตาบอด ได้รับความช่วยเหลือแล้ว ล่าสุดครูบาโชคชัย รับไว้อุปการะให้บวชเรียนจนจบการศึกษาขั้นสูงสุด

หลังจากเรื่องราวของเด็กชายชานุพงษ์ คำขาว หรือ น้องน็อต อายุ 10 ปี เด็กชายยอดกตัญญู ที่รับจ้างบวชเณรหน้าไฟ หารายได้มาเลี้ยงนางบุญแทน บุญสวัสดิ์ อายุ 39 ปี ผู้เป็นแม่ตาบอด โดยได้เงินมาเท่าไหร่ก็จะนำมาให้ผู้เป็นแม่เก็บไว้ ทำให้มีหน่วยงานตลอดประชาชนที่ทราบข่าวต่างให้ความสนใจและติดต่อเข้าช่วยเหลือในด้านต่างๆ เพื่อช่วยเหลือให้มีชีวิตที่ดีขึ้น

ครูบาโชคชัย ชัยวุฒโฑ พร้อมด้วยพระภราดร วิสุทธิสีโล รักษาการเจ้าอาวาสวัดเชตวนาราม (วัดน้ำดิบ) ตำบลหนองปลิง อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร ได้เดินทางเพื่อพบปะพูดคุยทั้งสองแม่ลูกถึงเรื่องราวต่างๆ พร้อมมอบทุนการศึกษาพร้อมด้วยสิ่งของอุปโภคจำนวนหนึ่งให้กับเด็กชายชานุพงษ์ คำขาว และ นางบุญแทน บุญสวัสดิ์ ทั้งนี้หลังจากได้พูดคุยเด็กชายชานุพงษ์ หรือน้องน็อต ได้บอกว่า ตนเองอยากบวชเณรเรียน แต่ก็ห่วงแม่ กลัวว่าจะไม่มีใครดูแล อยากจะให้แม่ไปบวชชีหรือบวชชีพราหมณ์ นุ่งขาวห่มขาวอยู่ด้วย เพราะตนจะขอบิณฑบาตมาเลี้ยงแม่เอง

ครูบาโชคชัย ชัยวุฒโฑ จึงได้ขอรับทั้งสองแม่ลูกไปดูแลที่วัดเชตวนาราม (วัดน้ำดิบ) ตามที่ต้องการ โดยจะส่งเสียให้เด็กชายชานุพงษ์ หรือน้องน็อต เด็กกตัญญู ได้บวชเรียน จนจบการศึกษาขั้นสูงสุด ส่วนผู้เป็นแม่จะบวชชีพราหมณ์ นุ่งขาวห่มขาว อยู่ที่วัด ตามความประสงค์ โดยจะสร้างกุฏิให้สามเณรพร้อมสร้างที่พักให้กับผู้เป็นแม่ เพื่อที่จะได้ดูแลกัน ซึ่งหากไม่ติดปัญหาไดๆ ทั้งสองแม่ลูกและครอบครัวตกลงเห็นพ้องตามนั้น ก็จะทำการบรรพชาสามเณรและบวชชีพราหมณ์ นุ่งขาวห่มขาว ให้ทันที ให้สมกับความตั้งใจและความกตัญญูที่เด็กมีต่อบุพการี แม้จะอยากบวชเรียนแต่ก็ไม่อยากทอดทิ้งผู้เป็นแม่

วิทยา จตุรภาค ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดกำแพงเพชร

ชาวตลาดเขียว ร้องศูนย์ดำรงธรรม อบจ.สั่งย้ายแผง ทำให้ขายของไม่ได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/433346?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_lifestyle

ชาวตลาดเขียว ร้องศูนย์ดำรงธรรม อบจ.สั่งย้ายแผง ทำให้ขายของไม่ได้

ชาวตลาดเขียว ร้องศูนย์ดำรงธรรม อบจ.สั่งย้ายแผง ทำให้ขายของไม่ได้

ชาวบ้านตลาดเขียวกว่า 15 คน ยื่นหนังสือศูนย์ดำรงธรรม ขอความเป็นธรรม ที่อบจ.ย้ายแผงขายกลุ่มพวกตนให้มาอยู่บริเวณสนามศาลากลาง ซึ่งที่ใหม่ค้าขายไม่ได้เลย

วันนี้(9 มิ.ย.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณหน้าศาลากลาง จ.สุรินทร์ ทีมข่าวได้รับการร้องเรียนจากนางเบญจวรรณ เหมาะชาติ อายุ 52 ปี แม่ค้าขายข้าวเหนียวหน้าหมู, นำพริก, ขนม, และมันเทศญี่ปุ่น แกนนำกลุ่มพ่อค้าแม่ค้ากว่า 15 คน รวมตัวกันเดินทางไปที่ศาลากลาง จ.สุรินทร์ โดยรออยู่ด้านล่างพร้อมส่งตัวแทนเข้าพบผู้อำนวยการศูนย์ดำรงธรรม จ.สุรินทร์ เพื่อยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม โดยมีนางเบญจวรรณ เหมาะชาติ เป็นตัวแทนเข้ายื่นหนังสือ โดยเข้าเขียนคำร้องทุกข์เกี่ยวกับเรื่องตลาดเขียว อบจ.สุรินทร์ ซึ่งตลาดเขียวจะเปิดขายทุกวันเสาร์ โดยแผงขายของตนและกลุ่มพ่อค้าแม่ค้า อยู่แถวโซนหน้าศูนย์สินค้าโอท็อป เหตุเพราะทาง อบจ.สุรินทร์ได้เข้ามาจัดแผงขายของให้ห่างกันระวังเชื้อโควิด-19 แต่ทำไมกลุ่มโซนของตนต้องถูกย้ายให้มาขายบริเวณสนามศาลากลางจังหวัด เพราะว่าโซนฝั่งทางศาลากลางจังหวัด เข้าจะขายเฉพาะผ้าไหม ในส่วนของกลุ่มตนนั้น ขายข้าวเหนียวหน้าหมู ซึ่งกลุ่มตนนั้นขายของไม่ได้เลย จึงได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมจากนายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการ จ.สุรินทร์ โดยยื่นหนังสือผ่านทางศูนย์ดำรงธรรม จ.สุรินทร์ ตั้งแต่วันที่ 4 มิ.ย. 2563 ขอให้หาที่ขายของบริเวณในตลาดเขียวให้ด้วย เพราะเดือดร้อนมากขายของไม่ได้เลย ทั้งนี้ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ได้รับเรื่องแล้วและรับปากจะนำเสนอผู้ว่าราชการ จ.สุรินทร์ เพื่อจะได้เข้าที่ประชุมพร้อมกับร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว

ด้านนางเบญจวรรณ เหมาะชาติ ตัวแทนกลุ่มพ่อค้าแม่ค้า ผู้ได้รับความเดือดร้อน ร่วมกัน กล่าวว่า ขณะนี้กลุ่มพ่อค้าแม่ค้า แผงขายของกว่า 15 ร้าน อยู่แถวโซนหน้าศูนย์สินค้าโอท็อป โดยทาง อบจ.สุรินทร์ได้เข้ามาจัดแผงขายของให้ห่างกันระวังเชื้อโควิด-19 แต่ทำไมกลุ่มโซนของตนต้องถูกย้ายให้มาขายบริเวณสนามศาลากลางจังหวัด เพราะว่าโซนฝั่งทางศาลากลางจังหวัด เข้าจะขายเฉพาะผ้าไหม ในส่วนของกลุ่มตนนั้น ขายข้าวเหนียวหน้าหมู ซึ่งกลุ่มตนนั้นขายของไม่ได้เลย จึงขอความเป็นธรรมจากนายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการ จ.สุรินทร์ ขอให้หาที่ขายของบริเวณในตลาดเขียวให้ด้วย เพราะเดือดร้อนมากขายของไม่ได้เลย ซึ่งเรื่องที่ทางกลุ่มพ่อค้าแม่ค้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมยังคงเงียบ พร้อมกับยังคงรอคำตอบจากจังหวัดที่จะดำเนินการเรียกทางกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าตลาดเขียว มาให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกต่อไป

ภาพ/ข่าว: รมิตา สิงหเสรี ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดสุรินทร์

“ตลาดสี่มุมเมือง” ทุ่ม 40 ล้านบำบัดน้ำเสีย ก่อนคืนน้ำดีสู่ชุมชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/433336?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_lifestyle

“ตลาดสี่มุมเมือง” ทุ่ม 40 ล้านบำบัดน้ำเสีย ก่อนคืนน้ำดีสู่ชุมชน

"ตลาดสี่มุมเมือง" ทุ่ม 40 ล้านบำบัดน้ำเสีย ก่อนคืนน้ำดีสู่ชุมชน

ในแต่ละวันตลาดของสดมักเป็นบ่อเกิดน้ำเสียจำนวนมากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิ์ภาพเท่านั้นที่จะช่วยลดของเสียสู่สิ่งแวดล้อม

          เพื่อเป็นการรับผิดชอบต่อส่วนรวม ปณาลี ภัทรประสิทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานสำนักกรรมการผู้จัดการ และทรงกลด พุฒิกมลกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานบริหารตลาด บริษัท ดอนเมืองพัฒนา จำกัด ผู้บริหารศูนย์กลางกระจายผักผลไม้ตลาดสี่มุมเมือง จึงผุดไอเดียไม่ทิ้งของเสียโดยไม่รับผิดชอบ พร้อมเปิดใช้ระบบบำบัดน้ำเสีย ภายใต้แนวคิด”ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมคืนสู่ชุมชน” เป็นการแก้ปัญหาน้ำเสียอันเนื่องมาจากน้ำทิ้ง

          โดยโครงการสร้างสรรค์นี้ใช้งบประมาณถึง 40 ล้านบาท นำเทคโนโลยีที่เรียกว่า” Activated Sludge” มาใช้เพื่อเติมออกซิเจนและอากาศ ซึ่งสามารถบำบัดน้ำเสียได้มากถึง 6,500 ลูกบากศ์เมตรต่อวัน พร้อมคืนน้ำดีให้กับแหล่งน้ำของชุมชนต่อไป

          นับเป็นการดำเนินธุรกิจพร้อมกับสร้างคุณภาพชีวิตโดยรอบอย่างยั่งยืน…

"ตลาดสี่มุมเมือง" ทุ่ม 40 ล้านบำบัดน้ำเสีย ก่อนคืนน้ำดีสู่ชุมชน

"ตลาดสี่มุมเมือง" ทุ่ม 40 ล้านบำบัดน้ำเสีย ก่อนคืนน้ำดีสู่ชุมชน

"ตลาดสี่มุมเมือง" ทุ่ม 40 ล้านบำบัดน้ำเสีย ก่อนคืนน้ำดีสู่ชุมชน

"ตลาดสี่มุมเมือง" ทุ่ม 40 ล้านบำบัดน้ำเสีย ก่อนคืนน้ำดีสู่ชุมชน

“ฤๅษีเณรเติมสุข” นำสิ่งของเติมตู้ปันสุข หวังช่วยเหลือปชช.จนพ้นโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/433330?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_lifestyle

“ฤๅษีเณรเติมสุข” นำสิ่งของเติมตู้ปันสุข หวังช่วยเหลือปชช.จนพ้นโควิด

"ฤๅษีเณรเติมสุข" นำสิ่งของเติมตู้ปันสุข หวังช่วยเหลือปชช.จนพ้นโควิด

ปทุมธานี “ฤๅษีเณรเติมสุข” นำสิ่งของอุปโภคบริโภคไปมอบให้ผู้พิการและคนยากไร้ในพื้นที่อำเภอบางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อให้พี่น้องประชาชนที่ยากไร้ ผู้ที่เดือดร้อนขาดแคลนอาหาร และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 9 มิ.ย.2563 อาจารย์ฤๅษีเณร ธาตุพุทธคุณ ประธานมูลนิธิพลังพุทธคุณ พร้อมด้วย นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  และ นายเอกพล จุฑานพรัตน์ สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขตอำเภอบางไทร และได้นำสิ่งของอุปโภค บริโภค เช่น ข้าวสาร จำนวน 1,000 ไข่ไก่ จำนวน 1,000 ฟอง น้ำแดงจำนวน 2 คันรถ น้ำดื่ม จำนวน 1 คันรถ ฟักทอง จำนวน 1,000 ลูก หน้ากากอนามัย มาใส่เติมใน “ตู้ปันสุข” ณ สภ.ช้างใหญ่ สภ.บางไทร โรงพยาบาลบางไทร ที่ว่าการอำเภอบางไทร เทศบาลตำบลบางไทร วัดไทรโสภณ นิคมเกษตรกรรมทหารผ่านศึก และนำสิ่งของอุปโภคบริโภคไปมอบให้ผู้พิการและคนยากไร้ในพื้นที่อำเภอบางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อให้พี่น้องประชาชนที่ยากไร้ ผู้ที่เดือดร้อนขาดแคลนอาหาร และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่มาติดต่อราชการและขอรับเพื่อนำกลับไปรับประทานได้ที่บ้าน ส่วนประชาชนท่านใดจะนำสิ่งของจะมามอบให้ก็สามารถนำมาใส่ใน“ตู้ปันสุข”ได้ตลอดเวลา

โดย พ.ต.อ มนัส อัดโดดดร ผกก.สภ.ช้างใหญ่ได้กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณท่านอาจารย์ฤษีเณร ธาตุพุทธคุณ ท่าน สส. ท่าน สจ. และทีมงานทุกท่าน ที่ได้นำข้าวสาร ไข่ ฟักทอง น้ำ มาร่วมกิจกรรมตู้ปันสุขของ สภ.ช้างใหญ่ ซึ่ง ณ.จุดนี้ ประชาชนที่สัญจรผ่านไปมา ประชาชนมี่มาติดต่อราชการ หรือแม้กระทั่งตำรวจและลูกหลานของตำรวจใน สภ.เอง จะได้นำสิ่งของในตู้เพื่อนำไปใช้อุปโภคและบริโภคต่อไป

ภาพ/ข่าว : ประทีป ผ่องผุด ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.ปทุมธานี

Z Zegna เผยคอลเลคชั่นฤดูร้อน 2020 โชว์วิถีชีวิตที่มั่นคง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/625723

วันที่ 11 มิ.ย. 2563 เวลา 10:30 น.

Z Zegna เผยคอลเลคชั่นฤดูร้อน 2020 โชว์วิถีชีวิตที่มั่นคง

Z Zegna ส่งคอลเลคชั่นใหม่ประจำฤดูร้อน 2020 รวบรวมวิถีชีวิตที่มีจริยธรรมและจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม ผ่านการแปรเปลี่ยนของผืนทะเลทราย

เมื่อการแปรเปลี่ยนของผืนทะเลทราย กลายเป็นความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมในเวลานี้สำหรับมนุษย์ และมีการพิจารณาว่าเรื่องนี้กำลังเป็นภัยคุกคามต่อความเป็นอยู่ที่ดี นับเป็นเวลากว่า 80 ปีแล้ว ที่แอร์เมเนจิโด เซนญ่า เป็นผู้นำในการพัฒนาการปลูกป่าและรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งผลให้ Oasi Zegna โดดเด่นในเมือง Biella ภูมิภาค Valdilana

ด้วยพันธะสัญญาขององค์กร ที่มีความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับ Z Zegna คอลเลคชั่นฤดูร้อน 2020 ที่ได้รวบรวมวิถีชีวิตที่มีจริยธรรมและจิตสำนึกต่อการคัดสรรวัตถุดิบ รวมถึงเทคนิคในการสร้างสรรค์ ผ่านแนวการแปรเปลี่ยนผืนทะเลทราย ซึ่งมิได้เป็นเพียงธีมที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับวิสัยทัศน์ที่แท้จริงแก่อาร์ทิสติกไดเรกเตอร์อย่าง อเลสซานโดร ซาร์โตริ (Alessandro Sartori) แต่นั่นเป็นภาพสะท้อนของความคิดที่จะกำหนดปัจจุบันและอนาคตของแบรนด์ โดยการปรับปรุงตกแต่งห้องอินฟินิตี้อันน่าดึงดูด ซึ่งติดตั้งที่ Teatrino Lorenese Teatrino ของ Fortezza da Basso การจำลองผ่านโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่ราวกับอยู่บนผืนทะเลทราย

การนำวัสดุที่ใช้งานแล้วนำกลับมาสร้างสรรค์ใหม่กลายเป็นเส้นใยรีไซเคิล กระบวนการผลิตและกระบวนการซักที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอันสำคัญ เช่น น้ำ พร้อมด้วยเทคนิคการตัดเย็บที่ปรับใช้กับเส้นใยรีไซเคิลโดยเฉพาะ แต่ยังคงไว้ซึ่งการตัดเย็บอันประณีตของแบรนด์

โดย Z Zegna ได้ออกแบบให้มีความโดดเด่นและมีความทันสมัย ด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ดีที่สุดของเมือง Z Zegna คอลเลคชั่นฤดูร้อน 2020 นี้ ได้ถ่ายทอดคอนเซ็ปต์นักสำรวจเมืองหลวงอันร่วมสมัย ซึ่งเข้ากันอย่างลงตัวกับความบางเบาที่มีประสิทธิภาพสูงและสไตล์อันไร้ที่ติ โดยใช้เทคนิคการผลิตขั้นสูงและผลิตจากวัสดุน้ำหนักเบา นอกจากนั้น เนื้อผ้าด้านนอกยังผสมผสานใยผ้าพิเศษ อย่างเช่นเสื้อลายปริ้น Madras Check หรือผ้า chiné ที่ใช้เทคนิคพิเศษทำให้เนื้อผ้ามีลวดลายสะท้อนสีรุ้งของ Z Zegna

เสื้อผ้าสไตล์แคชวล รวมถึงเสื้อกันลม เสื้อแจ็กเกตตัวหนาและเสื้อคลุมแขนยาว โดยนำวัสดุผ้าที่มีความเงางามและผ้าพื้นผิวด้าน จับคู่กับกางเกงที่ตัดในสามรูปทรงอันหลากหลาย ทั้งทรงสลิม ทรงคาร์โก้ และทรง carrots

นับเป็นก้าวใหม่ของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าที่ Z Zegna ได้พัฒนานวัตกรรม TECHMERINOTM WASH&GO ที่จะทำให้การสวมใส่สะดวกมากยิ่งขึ้น รวมถึงการทำความสะอาดและสวมใส่ อีกทั้งวัสดุวูลไฟเบอร์ที่มีความยืดหยุ่น ขนแกะธรรมชาติจากเมอริโนที่ให้สัมผัสเป็นประกาย และเทคนิคในการสร้างสรรค์ที่เป็นเอกสิทธิ์ของแบรนด์ ช่วยให้เสื้อผ้าภายใต้เทคโนโลยี

Wash & Go คงรูปร่าง สามารถสวมใส่และซักล้างได้หลายต่อหลายครั้ง โดดเด่นด้วยสีสันของทะเลทรายยามอาทิตย์อัสดง แต่งแต้มด้วยลายปริซึมสีสนิมขุ่น สีครามในยามราตรีตัดด้วยเฉดสีขาวนวลกับสีส้มสดใส ขณะที่สีเอิร์ธโทนถูกนำไปเล่นกับสีฉูดฉาด เช่น สีเขียวและชมพูนีออนให้ดูมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น

รองเท้าผ้าใบ A-MAZE นับเป็นหัวใจสำคัญของ Z Zegna ซึ่งมีพื้นรองเท้าที่รูปทรงหนาแต่ยังคงความแตกต่างจากรองเท้าลำลองและบู้ท chukka ซึ่งเน้นการผจญภัยและตอบโจทย์กับการสวมใส่ที่เน้นใช้งาน

Orthorexia Nervosa คลั่งกินคลีน แบบนี้ก็มีด้วย? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/625727

วันที่ 11 มิ.ย. 2563 เวลา 08:09 น.

Orthorexia Nervosa คลั่งกินคลีน แบบนี้ก็มีด้วย?

“กินคลีนมากเกินไป ไม่ได้แปลว่าดี” เมื่อคนส่วนใหญ่เริ่มต้นด้วยความตั้งใจที่จะกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี แต่เวลาผ่านไปกลับกลายเป็นการใช้แนวทางควบคุมอย่างเข้มงวด หรือสุดโต่งจนเกินพอดี แบบนี้มีข้อเสียกับสุขภาพหรือไม่ ไปดูกัน

หนึ่งในวิธีการไดเอทซึ่งเป็นที่นิยิมของคนอยากมีรูปร่างที่ดี หรือต้องการลดน้ำหนัก คือ การเลือกกินอาหารคลีน ซึ่งส่งผลดีกับร่างกายอย่างเห็นได้ชัด ทว่า กินคลีนมากเกินไป ไม่ได้แปลว่าดี มีข้อมูลจากสมาคมศึกษาอาการผิดปกติที่เกี่ยวกับการรับประทานอาหาร (National Eating Disorders Association) ของสหรัฐฯ เตือนว่า การยึดติดกับกระแสในโลกออนไลน์เหล่านั้นมากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า “อาการคลั่งกินคลีน” ได้

สำหรับอาการคลั่งกินคลีน หรือ orthorexia nervosa เป็นอาการผิดปกติในการรับประทานอาหาร ซึ่งเป็นผลมาจากการมีความคิดวนเวียนเกี่ยวกับการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่มากไปจนเกินพอดี คล้ายกับอาการคลั่งการลดน้ำหนัก หรือ anorexia nervosa

จากสถิติของชาวอเมริกันในรายงานของ Washington Post โดยแคลร์ มายสโก ผู้บริหารของ National Eating Disorders Association ชี้ว่า อาการคลั่งกินคลีนอาจนำไปสู่การจำกัดอาหารหรือสารอาหารบางประเภททำให้ระบบการเผาผลาญทำงานผิดปกติฮอร์โมนบางอย่างลดลงประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอผมแห้งผิวหนังแห้งสูญเสียมวลกระดูกรวมถึงการมีปัญหาเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด

ทางด้านนักจิตวิทยาด้านอาหารในนครนิวยอร์ก ลินดา แฮมิลตัน เผยว่าความคล้ายกันของ “อาการคลั่งกินคลีน” และ “อาการคลั่งการลดน้ำหนัก” คือความหลงใหลในความสมบูรณ์แบบ และความกระวนกระวายใจที่ไม่สามารถทำตามที่ต้องการได้ ซึ่งอาจประกอบกับความต้องการอยากจะผอมลงอย่างรวดเร็ว และยังไม่พอใจกับรูปร่างของตน

เช็กสัญญาณและอาการของโรคคลั่งกินคลีน

  • ก่อนซื้อหรือก่อนกินอาหาร ต้องอ่านส่วนผสมและฉลากโภชนาการซ้ำแล้วซ้ำอีก
  • รู้สึกกังวลเกี่ยวกับส่วนประกอบในอาหารมากขึ้นเรื่อยๆ
  • ไม่กินอาหารบางประเภทเลย เช่น งดน้ำตาลทุกชนิด งดเนื้อสัตว์ทุกชนิด ไม่กินคาร์โบไฮเดรตเลย ไม่กินผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทุกอย่าง
  • เลือกกินแต่อาหารที่ได้ชื่อว่า “ดีต่อสุขภาพ” หรือเป็นอาหารคลีนเท่านั้น
  • ชอบวิจารณ์หรือตัดสินพฤติกรรมการกินของคนอื่น
  • หมดเวลาหลายชั่วโมงไปกับการคิดว่ามื้อต่อไปจะกินอาหารอะไรดี
  • รู้สึกเครียด วิตกกังวล หรือหัวเสียสุดๆ เมื่อรู้ว่าสถานที่ที่ไปไม่มีอาหารคลีน หรืออาหารสุขภาพให้กิน
  • รู้สึกผิด เป็นกังวล หรือรู้สึกแปดเปื้อน เวลาที่ต้องกินอาหารที่คิดว่าไม่ดีต่อสุขภาพ
  • ติดตามแต่โซเชียลมีเดียที่เกี่ยวข้องกับอาหารคลีน หรือไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพ
  • สุขภาพกายแย่ลง เช่น น้ำหนักลดผิดปกติ ไม่ค่อยมีพลังงาน อ่อนเพลียง่าย เหนื่อยล้าตลอดเวลา เวลาป่วยแล้วต้องใช้เวลาพักฟื้นนานกว่าที่ควร
  • ห่วงเรื่องรูปร่างหรือรูปลักษณ์ของตัวเองมาก

ปัญหาที่อาจตามมาจากโรคคลั่งกินคลีน

อาการคลั่งกินคลีนอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรงอื่นๆ ได้ เช่น การขาดสารอาหาร จนส่งผลให้อวัยวะต่างๆ ทำงานผิดปกติ มีปัญหาอาหารไม่ย่อย กระดูกถูกทำลาย ฮอร์โมนไม่สมดุล ระบบเผาผลาญผิดปกติ และผู้ที่เป็นโรคคลั่งกินคลีนส่วนใหญ่ก็มักจะมีปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคทางจิตเวชที่เกิดจากการใช้สุราและสารเสพติด ซึ่งนอกจากจะทำให้เจ็บป่วยได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังอาจรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ด้วย ทั้งยังอาจทำให้มีปัญหาในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคม หรือส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการเรียนและการทำงานได้อีกด้วย

วิธีแก้ไขเมื่อเข้าข่ายคลั่งกินคลีน

หากเริ่มสงสัยว่าตัวเองอาจเป็นโรคคลั่งกินคลีน สิ่งแรกที่ควรทำคือ การได้รับคำปรึกษาจากคุณหมอ หากวินิจฉัยว่าเป็นโรคคลั่งกินคลีนจริงจะได้รักษาได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ส่วนใหญ่จะรักษาด้วยจิตบำบัดเพื่อช่วยกระตุ้นให้ผู้ป่วยบริโภคอาหารหลากหลายประเภทขึ้น กล้าเผชิญหน้ากับอาหารที่ตัวเองรู้สึกหวาดกลัวหรือเคยหลีกเลี่ยง และช่วยให้น้ำหนักกลับมาอยู่ในเกณฑ์ดีต่อสุขภาพ และหากมีปัญหาสุขภาพอื่นๆ เนื่องจากโรคคลั่งกินคลีน  หมอก็จะได้รักษาปัญหาสุขภาพนั้นๆ ด้วย

นอกจากเข้ารับการรักษาแล้ว เราก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการกินและการใช้ชีวิตโดยรวมด้วย เช่น พยายามกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ให้หลากหลายขึ้น ออกกำลังกายแต่พอดี อย่าหักโหมเกินไป ทำกิจกรรมผ่อนคลาย หรือใช้เวลาร่วมกับผู้อื่นบ้าง โดยเฉพาะเวลากินอาหาร จะได้ไม่หมกหมุ่นอยู่กับตัวเอง หรือนิสัยการกินเดิมๆ มากจนเกินไป และทางที่ดี ควรบอกให้คนใกล้ชิดทราบถึงโรคการกินผิดปกติของตัวเราด้วย พวกเขาจะได้ช่วยเตือนเวลาเห็นเรามีพฤติกรรมการกินที่ผิด

กินคลีนมากเกินไป ไม่ได้แปลว่าดี

ข้อมูลโดยโค้ชเป้ง–สาธิก ธนะทักษ์ นักวิทยาศาสตร์การกีฬา ผู้ฝึกสอนการออกกำลังกาย และวิทยากรรายการสุขภาพ ให้ความรู้ไว้ว่า บางคนคิดว่าอาหารที่ไม่จัดอยู่ในหมวดหมู่อาหารคลีนนั้นเป็นอาหารที่ไม่ดี จนเกิดภาวะที่เรียกว่า Orthorexia nervosa หรือภาวะคลั่งกินคลีนซึ่งคนที่เข้าข่ายนี้จะมีอาการผิดปกติได้แก่รู้สึกผิดเมื่อกินอาหารปกติหรือจังก์ฟู้ดย้ำคิดย้ำทำทำให้คนรอบข้างรู้สึกแย่น้ำหนักตัวต่ำกว่าที่เหมาะสมเครียดจนกระทบกับชีวิตประจำวันทั้งๆที่แนวทางการบริโภคแบบสุดโต่งแบบต่างๆหลายแนวทางไม่ได้มีผลทางวิทยาศาสตร์ใดๆยืนยัน

ถ้าอธิบายแบบพุทธ คนที่มีอาการก็น่าจะเข้าข่าย ‘สีลัพพตปรามาส’ หมายถึง ความเห็นผิดว่าบุคคลจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้ด้วยศีลและวัตรที่เคร่งครัด หรือแม้การยึดถือในศีลและในวัตรที่งมงาย การยึดติดในรูปแบบพิธีรีตอง โดย

  • ศีล เป็นหลักความประพฤติที่จำเป็นสำหรับชีวิตและสังคมระดับนั้นๆ เช่น เว้นจากการลักทรัพย์ เว้นจากพูดปด เป็นศีลสำหรับคนทั่วไป จำเป็นสำหรับสังคมสามัญที่จะอยู่โดยสงบสุข
  • วัตร เป็นข้อปฏิบัติที่ช่วยเสริมการดำรงอยู่ในศีล และข้อปฏิบัติอื่นๆ ให้มั่นคงแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เช่น พระภิกษุที่ถือวัตรไม่พูดตลอดพรรษาก็ตัดโอกาสที่จะพูดเท็จตลอดจนพูดจาไม่ดีไม่งามอย่างอื่นออกไปจนหมด

วัตถุประสงค์ของการที่ศาสนาพุทธต้องมี 2 อย่างนี้ก็เพื่อส่งเสริมความมักน้อย สันโดษ เคร่งครัด อยู่อย่างสงัด ขัดเกลากิเลส ถ้าผู้ที่ถือปฎิบัตรเห็นว่าตนเป็นผู้ลุ่มหลงในด้านใดเป็นพิเศษ จึงเจาะจงเพื่อกำราบในด้านนั้น เช่น เห็นแก่กิน ติดความอร่อย จึงถือวัตรว่าจะกินวันมื้อ มื้อละจาน ก็เป็นที่น่าชื่นชมที่รู้จักแก้ไขตนเอง แต่ไม่ได้เป็นเครื่องวัดว่าเราดีกว่าใคร ใกล้การบรรลุธรรมกว่าใคร คนที่เคร่งวัตรมากเกินไป พระพุทธเจ้าก็หาได้ยกย่องไม่ กลับตำหนิว่าเป็นการอยู่อย่างแพะแกะสัตว์เลี้ยง ทรงห้ามไม่ให้ปฏิบัติ ไม่งั้นพุทธศาสนาคงมีโยคีทำตัวแปลกๆ มีข้อห้ามเต็มไปหมด

นี่จึงเป็นข้ออันพึงระลึกสำหรับคนที่นิยมเคร่งครัดเข้มงวดจนหลงงมงาย สักว่ายิ่งเคร่งครัดยิ่งดี จนไม่รู้ความหมายว่าทำไปเพื่ออะไร บางคนเคร่งกินคลีนมาก มองอาหารอื่นเป็นสิ่งที่แย่ไปหมด ใครกินจังก์ฟู้ดก็ไปเที่ยวดูถูก หรือแม้กระทั่งตำหนิตนเองเวลากิน ทำให้ตนเองเกิดความทุกข์โดยไม่รู้ตัว

การไปตีตราสิ่งอื่นที่ตัวเองคิดว่าไม่ดีว่าเป็นสิ่งชั่วร้ายก็คงเหมือนประเด็นที่คุณหมอที่ออกมาตำหนิพ่อแม่ที่ให้เด็กเล่นเกมส์ทั้งๆที่ถ้าให้เล่นแต่พอดีก็มีประโยชน์เยอะแยะแถมเป็นการฝึกให้มีวินัยมีภูมิต้านทานต่อสิ่งที่ยั่วยวนได้อีกเช่นเดียวกันถ้าคุณมีลูกคุณจะห้ามลูกกินขนมหรือน้ำหวานตลอดชีวิตได้หรือไม่แล้วตัวคุณเองจะทำได้ตลอดชีวิตไหมและจะทำไปเพื่ออะไรควรตอบตนเองได้

สิ่งสำคัญกว่า Eat clean คือ Eat right

ยืนยันอีกครั้ง ใครกินคลีนแล้วมีความสุขผมก็ยินดีด้วย แต่ถ้ากินคลีนแล้วรู้สึกทุกข์ก็ปรับเปลี่ยนเสียหน่อย ส่วนใครยังมีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัว สุขภาพ ก็ควรปรับปรุงพฤติกรรมการกินให้ดีขึ้นเพราะสิ่งสำคัญกว่า Eat clean ก็คือ Eat right ซึ่งสิ่งจำเป็นที่คุณควรรู้ก็คือตนเองควรกินวันละกี่แคลอรี่เป็นโปรตีนไขมันคาร์โบไฮเดรตอย่างละกี่เปอร์เซ็นต์ต้องกินผักผลไม้วันละเท่าไรหรือการกินที่ถูกสุขลักษณะเป็นอย่างไรถ้ายังตอบคำถามง่ายๆนี้ไม่ได้ก็ควรศึกษาเพิ่มเติม

สุดท้ายเราเองต้องลองทบทวนดูว่าทำไมคนสุขภาพดีและหุ่นดีมากมายสามารถกินได้อย่างมีความสุขเพราะถ้าเราออกกำลังกายมากขึ้นเราก็มีโควต้าการกินที่มากขึ้นกินแต่พอดีไม่ได้มีอาหารอะไรเลวร้ายถึงขนาดเป็นยาพิษเพราะทุกสิ่งประกอบด้วยหลายปัจจัยการจะมีสุขภาพที่ดีควรหาจุดสมดุลของการกินการออกกำลังกายและความสุขในชีวิตให้เจอกัน

.

อ้างอิง สสส. / Orthorexia nervosa ภาวะคลั่งกินคลีน! / Washington Post

ร้านนวด-สปาต้องทำอย่างไร ให้ผู้ใช้บริการกลับมาใช้บริการอีกครั้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/625722

วันที่ 11 มิ.ย. 2563 เวลา 06:00 น.

ร้านนวด-สปาต้องทำอย่างไร ให้ผู้ใช้บริการกลับมาใช้บริการอีกครั้ง

โอกาสฟื้นร้านนวด-สปาไทย สร้างความมั่นใจลูกค้าหลังคลายล็อกเฟส 3 และ 5 อันดับแรกที่ผู้ใช้บริการให้ความสำคัญ รวมทั้งมาตรการต่างๆ ที่ต้องมี

เป็นที่ทราบกันดีด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วนเป็นวงกว้าง อันเนื่องมาจากมาตรการการรับมือของภาครัฐที่ต้องการควบคุมสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค รวมทั้งความระมัดระวังในการใช้ชีวิตของประชาชนทั่วไป ทำให้ธุรกิจบริการหลายประเภทมีความจำเป็นต้องหยุดให้บริการ สนองรับมาตรการของคณะกรรมการโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข จนกระทั่งขาดรายได้ และมีความจำเป็นต้องลดหรือเลิกจ้างพนักงาน หรือแม้กระทั่งปิดตัวลงด้วยต้านทานพิษเศรษฐกิจไม่ไหว

ธุรกิจร้านนวด-สปา ก็เป็นอีกประเภทธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอันเนื่องมาจากสถานการณ์กล่าว ประกอบกับความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการที่ลดลง ส่งผลทำให้การใช้บริการนวด/สปาได้ทยอยลดลงตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึงเดือนเมษายน 2563

จนกระทั่งเมื่อสถานการณ์คลี่คลายไปในทิศทางที่ดี พบผู้ติดเชื้อน้อยลงจนอยู่ในระดับตัวเลขที่ไว้วางใจได้ รัฐบาลจึงมีมาตรการผ่อนปรนจนมาถึงระยะที่ 3 ซึ่งได้มีการอนุญาตให้สถานบริการประเภทคลินิกความงาม ร้านนวด/สปา กลับมาเปิดบริการอีกครั้ง

อย่างไรก็ดี การกลับมาให้บริการตามปกติจะต้องอยู่ในมาตรการของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด โดยจะต้องมีมาตรการหลัก 3 ด้าน คือ

  1. ด้านดูแลสถานที่
  2. ด้านการดูแลบุคลากร
  3. ด้านการเข้ารับบริการของลูกค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้บริการ

โดยจะต้องนำแนวทางของคณะกรรมการโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข มาปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงเลี่ยงการติดเชื้อของผู้ใช้บริการหรือพนักงานผู้ให้บริการก็ดี

ศูนย์วิจัย RDI มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (Dhurakij Pundit University Research Development and Innovation หรือ DPURDI) ได้ทำการสำรวจในหัวข้อ “ร้านนวด/สปาต้องทำอย่างไร เพื่อให้ผู้ใช้บริการกลับมาใช้บริการอีกครั้ง” ซึ่งได้ทำการสำรวจลูกค้าที่เคยใช้บริการร้านนวด/สปาและผู้ที่สนใจ นวด/สปา โดยผลสำรวจพบว่า

  • มากกว่า ร้อยละ 80 จะกลับมาใช้บริการร้านนวด/สปา อีกครั้งถึงแม้ยอดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19  ยังไม่เป็นศูนย์
  • เกือบร้อยละ 50 จะไปใช้บริการในวันแรกๆ ที่เปิดให้บริการ

อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของการให้บริการของกลุ่มธุรกิจบริการร้านนวด-สปา ที่ผู้ประกอบการต้องใส่ใจอย่างจริงจังหลังจากรัฐบาลมีมาตรการผ่อนปรนก็คือความปลอดภัยด้านสุขอนามัย จากการสำรวจที่เกี่ยวข้องกับมาตรการของรัฐบาลพบว่าสิ่งผู้ใช้บริการให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก คือ  ด้านการเข้ารับบริการของลูกค้า อันดับสอง คือ การดูแลบุคลากร และอันดับสุดท้ายการดูแลสถานที่/ สถานประกอบการ

5 อันดับแรกที่ผู้ใช้บริการให้ความสำคัญ

เมื่อพิจารณาในด้านการเข้ารับบริการของลูกค้า พบว่าประเด็นสำคัญ 5 อันดับแรกที่ผู้ใช้บริการให้ความสำคัญคือ

  1. การทำความสะอาด ทั้งอุปกรณ์ในการให้บริการ ได้แก่ ผ้าคลุม ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน
  2. ทำความสะอาดจุดที่ลูกค้าทุกคนมีโอกาสสัมผัสร่วมกัน ได้แก่ กลอนประตู โต๊ะรับแขก ลูกบิด ราวบันได ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค และพ่นสเปรย์ยาฆ่าเชื้ออย่างสม่ำเสมอ
  3. จัดผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น อ่างล้างมือพร้อมสบู่เจลล้างมือแอลกอฮอล์และหน้ากากอนามัยประจำจุดที่ใช้ร่วมกัน เช่น ห้องน้ำ ห้องอาหาร ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ห้องพักผ่อน บริเวณโซนต้อนรับ
  4. สถานประกอบการ ได้รับการตรวจและผ่านมาตรฐานการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข
  5. บรรยากาศดี ผ่อนคลาย สงบ และปลอดภัย

ในขณะที่การดูแลบุคลากร ผู้ใช้บริการให้ความสำคัญ 3 อันดับแรก ได้แก่

  1. มีการตรวจวัดอุณหภูมิของเจ้าหน้าที่ทุกคนก่อนเริ่มงาน
  2. พนักงานแต่งกายสะอาด รัดกุม สวมหน้ากากอนามัย/face shield ตลอดเวลาขณะปฏิบัติหน้าที่
  3. พนักงานได้ผ่านการอบรมจากกระทรวงสาธารณสุข

สำหรับการเข้ารับบริการของลูกค้า พบว่า ผู้ใช้บริการให้ความสำคัญด้านนี้มากที่สุด โดยให้ความสำคัญ 5 อันดับแรก ดังนี้

  1. พนักงานจะต้องล้างมือทุกครั้งด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล ก่อนและหลังการให้บริการ
  2. มีการตรวจวัดอุณหภูมิ และซักประวัติผู้เข้ารับบริการก่อนเข้ารับบริการทุกครั้ง
  3. การให้บริการนวด/สปาจะใช้ผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ 1 ชิ้นต่อ 1 คน
  4. เจ้าหน้าที่ทำความสะอาดจัดเก็บขยะโดยแยกขยะติดเชื้อ เช่น กระดาษชำระ หน้ากากอนามัย โดยเก็บแยกในถุงที่มิดชิด
  5. ผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่ใช้บริการนวด/สปา

จะเห็นได้ว่าการลดความเสี่ยงและการควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อโรคในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นั้น นอกจะเกิดขึ้นได้จากความระมัดระวังความเคร่งครัดในการใช้ชีวิตของประชาชนแล้ว การปรับตัวของสถานประกอบการก็มีส่วนสำคัญ ดังนั้นการรักษาความปลอดภัยด้านสุขอนามัยที่สอดคล้องกับมาตรการของรัฐบาลหรือผลสำรวจตามที่กล่าวมาในข้างต้น จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้บริการให้กลับมาใช้บริการอีกครั้ง

The Coffee Academics กาแฟดีระดับโลก หนึ่งในร้านที่ต้องไปเห็นก่อนตาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/625659

วันที่ 10 มิ.ย. 2563 เวลา 11:11 น.

The Coffee Academics กาแฟดีระดับโลก หนึ่งในร้านที่ต้องไปเห็นก่อนตาย

1 ใน 25 ร้านกาแฟที่จะต้องไปเห็นก่อนตาย “The Coffee Academics” กาแฟชั้นดีการันตีด้วยรางวัลระดับโลก กับสาขาใหม่ในเกษรวิลเลจ พิเศษด้วยโปรโมชั่น 1 แถม 1 ตลอดเดือน มิ.ย.นี้

เรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ

จากพื้นที่การเรียนรู้และคอมมูนิตี้สำหรับผู้ที่หลงใหลในกาแฟย่านคอสเวย์ เบย์ ที่ฮ่องกง กลายมาเป็นจุดกำเนิดของ The Coffee Academics (เดอะ คอฟฟี่ อะคาเดมิคส์) โดยฝีมือของเจนนิเฟอร์ หลิว (Jennifer W.F. Liu) นักธุรกิจสาวและสถาปนิกชื่อดังแห่งเกาะฮ่องกง

และด้วยเสน่ห์ที่ใครๆ ต่างหลงใหลของกาแฟ ทำให้ The Coffee Academics มุ่งมั่นที่จะนิยามประสบการณ์แบบคอฟฟี่เฮ้าส์ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ผู้คนทั้งในฮ่องกงและจากทั่วโลกได้สัมผัส จนประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว การันตีด้วยรางวัลมากมาย อีกทั้งยังถูกยกให้เป็นหนึ่งในร้านกาแฟของโลกที่จะต้องไปเห็นก่อนตาย (25 Coffee Shops Around The World You Have to See Before You Die) จากการจัดอันดับของ BuzzFeed ในปี 2557

นอกจากนี้ ยังถูกจัดให้เป็นหนึ่งในร้านกาแฟที่ดีที่สุดในโลก (The World’s Best Coffee Shops) จาก The Telegraph ในปี 2559 เป็นอันดับหนึ่งด้านกาแฟพิเศษ (specialty coffee) โดยองค์กรให้คำปรึกษาและวิจัยระดับโลก ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน ประจำปี 2560 (Frost and Sullivan Report 2017)

และเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับชาวไทยเมื่อ The Coffee Academics เปิดสาขาแรกให้คอกาแฟชาวไทยได้ดื่มด่ำรสชาติที่หาทานที่ไหนไม่ได้ในช่วงปีที่ผ่านมา ณ โครงการเวลา หลังสวน ถ.หลังสวน โดยบริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ ภายใต้การบริหารงานของคุณพอลล์ กาญจนพาสน์ ซึ่งรุดแผนธุรกิจในด้านร้านอาหาร โดยนับเป็นร้านกาแฟแบรนด์นอกในรูปแบบแฟรนไชส์แห่งแรกที่ทางอิมแพ็คเข้าบริหารและมีแผนขยายธุรกิจต่อไปในอนาคต

ล่าสุดคนรักกาแฟต้องว้าวอีกครั้ง เมื่อ The Coffee Academics เปิดสาขาใหม่ซึ่งเป็นสาขาที่ 2 ในศูนย์การค้าเกษรวิลเลจ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เออเบิร์น เอาใจคอกาแฟใจกลางกรุงด้วยราคาที่สมเหตุสมผล พิเศษด้วยกาแฟที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผ่านคุณภาพมาตรฐานระดับโลก เพื่อมอบประสบการณ์สุดพิเศษให้ทุกคนได้ลิ้มลอง เริ่มตั้งแต่กระบวนการรวมรวบและคัดเลือกเมล็ดกาแฟเขียวจากแหล่งปลูกกาแฟโดยตรง ผ่านการคั่วเมล็ดกาแฟในพื้นที่เพื่อให้คงรักษาคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นตามธรรมชาติของกาแฟแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง ตลอดจนถึงการทดสอบด้วยวิธีการคัปปิ้งอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้กาแฟทุกเมล็ดที่ถูกกลั่นเป็นกาแฟในแก้วนั้นๆ บ่งบอกถึงคำนิยามของ The Coffee Academics ที่มีต่อการชงกาแฟอันสมบูรณ์แบบ

สำหรับกาแฟซิกเนเจอร์ที่มาแล้วไม่อยากให้พลาด ยกให้ Jawa (220 บาท) กาแฟลาเต้มัคคิอาโต้ที่ใช้น้ำตาลโตนดจากอินโดนีเซีย ได้ความหอมหวาน รสชาติละมุนละไมในแบบธรรมชาติไปเต็มๆ พร้อมสัมผัสกลิ่นหอมอ่อนๆ ของใบเตยที่ต้องบอกเลยว่าแปลกแต่ดี

ต่อที่ Manuka (220 บาท) ลาเต้ที่ได้ความหอมหวานจากน้ำผึ้ง Manuka แท้ส่งตรงจากประเทศนิวซีแลนด์ที่ใส่ในก้นแก้ว เมนูนี้แนะนำให้จิบกาแฟก่อนคนให้เข้ากัน เพื่อดื่มด่ำความต่างระหว่างรสชาติที่หอมหวานและความกลมกล่อม

ใครชอบเมนูร้อนแนะนำเป็น Agave (200 บาท)  ลาเต้ร้อนที่ใช้รสหวานธรรมชาติจากแม็กซิกันอากาเว่ แตกต่างด้วยกลิ่นเครื่องเทศเผ็ดร้อนอย่างพริกไทยดำ ล้ำลึกด้วยมิติกาแฟที่หาใครมาเปรียบได้ยาก ตามด้วย Okinawa (200 บาท) คาปูชิโน่ที่ใช้น้ำตาลทรายแดงจากโอกินาวาในประเทศญี่ปุ่น กรุ่นกลิ่นหอม มอบสัมผัสสุดละมุน อีกแก้วที่อยากให้คุณได้ลิ้มลอง

คอกาแฟดริปต้อง Panama Esmeralda Gesha Natural (390 บาท) กาแฟชั้นเยี่ยมที่ขึ้นชื่อว่าเป็นกาแฟที่แพงและดี ชงผ่านกรรมวิธีแบบ Pour Over หรือการดริปร้อน ให้กลิ่นคล้ายสตรอเบอร์รี่ เติมความสดชื่นกับอารมณ์ฟรุ้ตตี้ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

ยังไม่หมดแค่นี้ เพราะที่ The Coffee Academics ยังมีสลัดและเบเกอรี่ที่อร่อยไม่แพ้กัน อาทิ  Vegan “Poke” Bowl (140 บาท) อัดแน่นด้วยข้าวไม่ขัดสีสไตล์อาหารเกาหลี มีทั้งผักหลากสี ควินัว ฟักทองญี่ปุ่น แครอท เห็ดชิเมจิ สาหร่าย เป็นเมนูวีแกนสำหรับคนรักสุขภาพ  Baked Cheese Cake (150 บาท) ชีสเค้กแสนอร่อยที่บนเคลือบด้วยน้ำส้มผสมเจลาติน ให้รสเปรี้ยวอมหวานทานแล้วสดชื่น พร้อมรสชีสเข้มข้นกำลังดี Pineapple Bun (75 บาท) เบเกอรี่สไตล์ฮ่องกงที่ได้ความอร่อยของขนมปังหอมนุ่ม พร้อมครัมเบิ้ลน้ำตาลที่เคลือบด้านบน หน้าตาคล้ายสับปะรด เหมาะสำหรับทานคู่กับกาแฟแก้วโปรด ปิดท้ายด้วย Roasted BBQ (85 บาท)  อีกหนึ่งเอกลักษณ์ความอร่อยสไตล์ฮ่องกงกับพายหมูแดง แป้งพายหอมๆ โรยงา ด้านในอัดแน่นด้วยไส้หมูแดงสุดอร่อย

ตามไปลิ้มลองของเด็ดของดีที่ติด 1 ใน 25 ร้านกาแฟของโลกที่จะต้องไปเห็นก่อนตาย ได้ที่ The Coffee Academics พร้อมพบกับโปรโมชั่นพิเศษฉลองการเปิดสาขาใหม่ ด้วยโปร  1 แถม 1 (เมื่อสั่งเครื่องดื่มกาแฟหรือเมนูเครื่องดื่มใดก็ได้) ตลอดเดือนมิถุนายน 2563 พบกันได้ที่ทั้ง 2 สาขา สาขาโครงการเวลา หลังสวน ถ.หลังสวน และสาขา 2 ที่ศูนย์การค้าเกษรวิลเลจ ตึกเกษรทาวเวอร์ ชั้น G เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 07.30–18.00 น. โทรศัพท์. 02-253-6399 เฟซบุ๊ก : The Coffee Academics Thailand อินสตาแกรม: TheCoffeeAcademicsTH

เร่งลดน้ำหนัก ‘ผอมเร็ว’ ระวังไตวายเฉียบพลัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/625647

วันที่ 10 มิ.ย. 2563 เวลา 08:37 น.

เร่งลดน้ำหนัก ‘ผอมเร็ว’ ระวังไตวายเฉียบพลัน

คุณหมอเตือนคนอยากผอม ระวัง!! เร่งลดน้ำหนักเสี่ยงไตวายเฉียบพลัน

ข้อมูลโดย ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ สาขาวิชาโรคไต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เรียบเรียงจากรายการพบหมอรามาฯ ตอน “คนอยากผอม ระวังเร่งลดน้ำหนักเสี่ยงไตวายเฉียบพลัน” เผยข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับอาการไตวายที่เชื่อมโยงกับคนที่เร่งลดน้ำหนักไว้ดังนี้

ไตวายเฉียบพลัน ต่างกับไตวายเรื้อรังอย่างไร?

ไตวายเฉียบพลัน เป็นภาวะที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน ส่วนใหญ่บางคนเป็นตอนเช้า พอตอนเย็นก็ไตวาย เพราะฉะนั้น มันจะมีสาเหตุที่ชัดเจน เช่น ไปโดนชกที่กล้ามเนื้อบ้าง ที่ไตบ้าง แล้วก็ทำให้เกิดการอักเสบของกล้ามเนื้อ แล้วก็สารที่อยู่ในเนื้อแดงออกสีแดง ๆ มันจะออกมาในไต แล้วก็ไปอุดท่อไต ทำให้เกิดเป็นพิษต่อไต เกิดไตวายเฉียบพลัน

กรณีคนทำลดน้ำหนักแล้วขาดน้ำ มาจากไตวายเฉียบพลันได้

ส่วนใหญ่จะมาคู่กันคือ ขาดเกลือแร่ พยายามจะลดน้ำหนัก พยายามไม่ยอมดื่มน้ำ บางคนก็กินยาขับปัสสาวะ บางคนกินยาขับปัสสาวะเพื่อจะลดน้ำหนัก ก็ทำให้ขาดเกลือแร่ด้วย และร่วมกับการที่มีการกระทบกระแทก กล้ามเนื้อโดนชกหลาย ๆ ที่ กล้ามเนื้ออักเสบก็ทำให้สารพวกนี้เป็นพิษต่อไตแล้วไตวายเรื้อรัง

ไตวายเรื้อรัง เกิดจากสาเหตุที่เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง กินยาที่มีสารพิษต่อไต กินเรื้อรังติดต่อกันเป็นเดือนเป็นปี ไตจะค่อย ๆ สูญเสียการทำงานระยะเวลาเป็นเดือนเป็นปี อย่างน้อยก็ 3 เดือนขึ้นไป ถ้าไตค่อย ๆ เสื่อมระยะเวลาเกิน 3 เดือน

นอกเหนือจากการโดนกระแทกอย่างรุนแรงแล้ว มีสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดขึ้นไตวายเฉียบพลัน

มีหลายสาเหตุอย่างเช่นที่พบบ่อย ๆ คือ การติดเชื้อ เรามีติดเชื้อที่ไหน แล้วเชื้อรุนแรงมาก ๆ ก็ทำให้เกิดสารพิษ ส่งผลให้ไตเกิดการหยุดทำงานชั่วคราว รวมทั้งการที่ขาดเกลือแร่ บางคนกินยาขับปัสสาวะมากเกินไปเพื่อลดน้ำหนัก บางคนท้องเสีย ท้องร่วงเฉียบพลัน ก็ทำให้เกิดการขาดเกลือแร่ บางคนไปวิ่งมาราธอนมาก ๆ ก็ขาดเกลือแร่ด้วยและกล้ามเนื้ออักเสบด้วย ก็ทำให้เกิดไตวายเฉียบพลันได้เหมือนกัน

ในแง่ของการลดน้ำหนัก ลดน้ำหนักเร็ว ๆ เยอะ ๆ ทำไมถึงมีเรื่องของไตวาย

ส่วนใหญ่คือขาดเกลือแร่ ขาดน้ำ และบางคนก็กินยาขับปัสสาวะ อันนั้นก็เป็นอันที่อันตราย

จะมีสัญญาณเตือนอะไรมาบอกก่อนให้รู้ว่าเรากำลังจะไตวายแล้ว

อาการขาดเกลือแร่ เช่น เป็นตะคริว คลื่นไส้ อาเจียน หน้ามืด วิงเวียน จะเป็นลม เพราะว่าขาดเกลือแร่ ความดันต่ำ เหมือนกับเราไปวิ่ง 10 กิโลเมตร หน้ามืดเห็นดาว อันนี้คืออาการเริ่มขาดเกลือแร่แล้ว ถ้าปัสสาวะออกน้อยด้วย ไม่ค่อยปัสสาวะด้วย ต้องระวังแล้ว 3-4 ชั่วโมงไม่ปัสสาวะ

สำหรับนักวิ่ง วิ่งแล้วดื่มเกลือแร่เข้าไป มันช่วยได้ไหม

ถ้าวิ่งเกิน 2 ชั่วโมงขึ้นไป แนะนำให้ดื่มเกลือแร่เมื่อหิวน้ำ แต่ไม่ใช่ว่าหิวปั๊บดื่มตลอดแบบนี้ไม่ได้ เวลาหิวน้ำก็ดื่มเท่าที่จำเป็น แต่ถ้าวิ่งไม่เกิน 2 ชั่วโมง ดื่มน้ำเปล่าก็พอ

หมอจะตรวจเช็กอย่างไร

คนไข้จะมีอาการปัสสาวะน้อย ปัสสาวะไม่ค่อยออก หมอก็จะเช็กเลือด ถ้าเช็กเลือด มีค่าของเสียในเลือดสูง ก็จะบอกว่าไตวายเฉียบพลันแล้ว เพราะว่าของเสียมันจะออกมาทางปัสสาวะไม่ได้ ถ้าพบว่าเลือดข้น แสดงว่าเกลือแร่ต่ำมากเพราะว่าน้ำในตัวน้อยมาก เลือดก็เลยข้น ปกติมันต้องมีน้ำเกลือเพื่อจะพัดเม็ดเลือดเข้าไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ถ้าปริมาณน้ำเกลือน้อย เลือดก็จะข้น ถ้าเจาะเลือดก็ทราบเลย

การรักษา

รักษาที่สาเหตุ ถ้าเป็นจากสารพิษก็จัดการสารพิษ ถ้าเป็นจากการขาดเกลือแร่ก็ให้เกลือแร่ ให้น้ำเกลือ หมอจะให้น้ำเกลือ ขาดน้ำก็ให้น้ำไป ก็จะดีขึ้น

แล้วไตวายเฉียบพลันจะกลายเป็นไตวายเรื้อรังได้ไหม

ก็มีบ้าง ประมาณ 10% แต่ส่วนใหญ่ 90% จะโชคดี รอด ไตจะฟื้นกลับมาตามปกติ

คนที่กลายเป็นไตวายเรื้อรัง อาจจะมีสาเหตุที่ทำให้เกิดไตวายหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อม ๆ กันอย่างเช่น ติดเชื้อบ้าง มีขาดเกลือแร่บ้าง ไตเดินไม่สมบูรณ์อยู่ก่อน มีอายุมาก อันนี้ก็จะเป็นปัจจัยเสี่ยง หรือเป็นเบาหวานอยู่ อันนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดไตวายเรื้อรัง

เราจะลดน้ำหนักอย่างไรที่ไม่ให้เกิดผลเสียกับไต

ทุกอย่างน่าจะค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป อย่าฝืนทำอะไรที่มันเร็วเกินไป หักโหมเกินไป หักดิบ บางทีก็ทำไม่ได้เพราะขาดเกลือแร่ทันที มันจะทำให้ร่างกายสูญเสียสมดุล แล้วก็หน้ามืดเป็นลม เลือดไม่ไปเลี้ยงไต เลือดข้นต่าง ๆ ปัจจัยเหล่านี้มันทำให้เกิดไตวายเฉียบพลัน บางคนไปกินยาขับปัสสาวะ อันนี้อันตรายมาก

ถ้าเราค่อย ๆ ทำทีละน้อย ๆ ร่างกายมีการปรับตัว การลดน้ำหนักเป็นการลดเฉพาะไขมัน เหลือเฉพาะกล้ามเนื้อและปริมาณน้ำให้พอเหมาะจะดีกว่า ถ้าลดทั้งไขมันด้วย ลดทั้งเกลือแร่ด้วย ลดทั้งน้ำด้วยอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาไม่กี่วันหรือเป็นชั่วโมงนี่ยิ่งอันตราย ค่อย ๆ ลดน้ำหนัก และที่สำคัญคือ ถ้าลดไขมัน ไม่เป็นไร ไม่อันตราย

ให้อาจารย์แนะนำวิธีในการดูแลไตของเรา ให้อยู่ไปนาน ๆ แข็งแรงไปนาน ๆ

ถ้าโรคไตวายเฉียบพลัน ก็คือต้องทำงานให้พอเหมาะ ปริมาณเกลือแร่ให้พอเหมาะ อย่าไปกินมาก อย่ากินเค็มมาก อย่ากินเค็มน้อยเกินไป แต่ถ้าในคนไข้ระยะเรื้อรัง คนไข้เบาหวาน ความดัน โลหิตสูง ต้องกินเกลือให้พอเหมาะ อย่ากินเยอะ อย่ากินเค็ม และอย่าไปซื้อยาที่มีพิษต่อไตมากินเอง แล้วก็ออกกำลังกาย อย่าให้น้ำหนักเยอะ อย่าให้อ้วน ถ้าอ้วน โรคเบาหวาน ความดันจะมา

การกินเค็มส่งผลกับไตอย่างไร

ปกติกินเค็มคือกินเกลือเข้าไป เกลือนี่ต้องขับออกทางไตกว่า 90% เพราะฉะนั้น ถ้ากินเค็มมาก ไตก็ต้องขับมาก ก็ทำงานหนักเหมือนกับเครื่องยนต์ ถ้าเราใช้มาก ๆ เครื่องยนต์ก็จะพังเร็ว แทนที่จะใช้ได้อายุ 80-90 อายุ 60 ก็ไตวายแล้ว เพราะว่ามันทำงานหนักอยู่ 60 ปี

เกลือคือตัวโซเดียม แต่ว่ามีเกลือที่ไม่เค็มบางตัว เช่น ผงชูรส ซุปก้อน ผงปรุงรส อันนั้นเป็นเกลือที่ไม่เค็ม

แล้วกินน้ำเข้าไปช่วยไหม

เกลือก็ออกทางปัสสาวะอยู่ดี เกลือก็ต้องขับไปที่ไตอยู่ดี ไตก็ทำงานหนักอยู่ดี แต่ว่ามันจะออกได้เร็วขึ้น มันจะคั่งค้างในตัวได้สั้นลง มันจะเจือจาง ถ้าเกิดเราไม่กินน้ำ มันจะออกในเวลาวันหนึ่งกว่าจะออกหมด แต่ถ้าเรากินน้ำเยอะ ๆ มันอาจจะออกใน 6 ชั่วโมง ออกหมดแล้ว มันก็จะขับเกลือออกไปได้เร็วขึ้น มันช่วยในชั่วคราว คือมันช่วยลดปริมาณเกลือในร่างกายให้ออกไปเร็วขึ้นเท่านั้นเอง เจอบ่อยมาก ไปเที่ยวต่างประเทศ กินเลี้ยงทุกมื้อ ความดันขึ้นเลย เจอบ่อย คือเนื้อสัตว์อะไรที่อยู่ได้เกินวัน มันต้องใส่เกลือ ไม่อย่างนั้นมันเสีย

แนะนำให้ดื่มน้ำมาก ๆ แล้วมื้อต่อไปเบาเค็มลง กินให้จืดลงหน่อย เพื่อจะให้ไตได้พักบ้าง

ถ้าเป็นนักมวย เขาจะต้องมาขับปัสสาวะ จะต้องมาลดความอ้วน เขาควรที่จะตรวจเป็นพิเศษไหม

ควรจะมาเช็กเป็นระยะ ๆ ปีหนึ่งก็มาเช็กสักครั้งหนึ่ง ดูค่าไตเจาะเลือดแป๊บเดียวก็รู้แล้ว ปัสสาวะแป๊บเดียวก็รู้ นอกจากนักมวยแล้ว ก็มีนักเพาะกาย นักเพาะกายจะกินอาหารที่มีโปรตีนสูงมาก แล้วก็มีข้อมูลว่าคนที่กินอาหารโปรตีนสูง ๆ มันจะมีไตทำงานหนัก และระยะยาวจะมีไข่ขาวรั่วในปัสสาวะมากขึ้น คนที่เพาะกายหรือคนที่ทำฟิตเนส กินไข่ขาว กินไก่เยอะ กินเนื้อสัตว์เยอะ โปรตีนพวกนี้ ไม่ว่าจะเป็นโปรตีนจากพืช จากสัตว์ จากเวย์ ก็ทำให้ไตทำงานหนักเหมือนกัน เพราะฉะนั้นต้องควบคุมให้พอดี ต้องระมัดระวัง แนะนำคนไข้ที่เพาะกายกับฟิตเนส ตรวจร่างกายปีละครั้ง ตรวจปัสสาวะด้วย

.

ที่มา รายการพบหมอรามาฯ