BACK TO GYM สำรวจมาตรการความปลอดภัยเอาใจสายฟิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/625271

วันที่ 05 มิ.ย. 2563 เวลา 11:20 น.

BACK TO GYM สำรวจมาตรการความปลอดภัยเอาใจสายฟิต

ต้อนรับหนุ่มสาวสายฟิต BACK TO GYM ‘ฟิตเนส เฟิรส์ท-เซเลบริตี้ ฟิตเนส’ โชว์ความพร้อมมาตรการความปลอดภัย ปลุกความมั่นใจให้กลับมา เพื่อการรักสุขภาพมากกว่าที่เคย

หลังปลดล็อก สถานการณ์การดำเนินชีวิตเริ่มกลับมาเกือบเหมือนเดิมอีกครั้ง แต่ทุกฝ่ายยังคงตั้งรับ ตั้งการ์ดป้องกันโควิดแบบแรงดีไม่มีตก ล่าสุด หนึ่งในแบรนด์ฟิตเนสคลับที่คนรักสุขภาพรู้จักกันดีอย่าง ฟิตเนส เฟิรส์ท และเซเลบริตี้ ฟิตเนส ประเทศไทย โดยบริษัท อีโวลูชั่น เวลล์เนสส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้โชว์ความพร้อมมาตรการความปลอดภัยต้อนรับสายฟิต Come Back!! กลับมาด้วยความพร้อมระดับสากล เพื่อความมั่นใจของผู้ใช้บริการ

การกลับมาเปิดคลับในครั้งนี้มีความพร้อมอย่างมากทั้งในเรื่องของการเปิดคลับและมาตรการด้านความปลอดภัยในการเข้าใช้บริการ ความพร้อมของสถานที่ออกกำลังกาย และจุดบริการภายในคลับ โดยคำนึงสูงสุดในเรื่องของความปลอดภัยของทั้งสมาชิกและพนักงาน รวมถึงการเตรียมพร้อมสำหรับขั้นตอนและแนวทางในการเข้าใช้บริการและการจองคลาสรูปแบบใหม่ผ่าน “แอปพลิเคชั่น ฟิตเนส เฟิรส์ท และเซเลบริตี้ ฟิตเนส” ร่วมด้วยการตรวจเช็กจำนวนผู้ใช้บริการและที่ว่างในคลับผ่านแอปพลิเคชัน “ไทยชนะ” เพื่อให้การกลับมาใช้บริการของสมาชิกและผู้ใช้บริการทั่วไปมีความมั่นใจได้ว่าจะได้รับความสะดวก ปลอดภัย และสอดคล้องกับนโยบายของทางภาครัฐ

มาตรการในการเข้าใช้คลับ และมาตรการด้านความปลอดภัย เพื่อการกลับมาเริ่มต้นออกกำลังกายได้อีกครั้ง อย่างมั่นใจ

ข้อกำหนดในการเข้าใช้คลับ

  • เพื่อความสะดวกในการเข้าใช้บริการในคลาสต่างๆ สมาชิกสามารถเช็คตารางคลาสและจองคลาสล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชันของ Fitness First และ Celebrity Fitness ก่อนการเข้าใช้คลับทุกครั้ง [สแกน QR Code หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน > ลงทะเบียน > เลือกคลับ-เลือกคลาส-กดจอง > รอยืนยันทาง email]
  • เช็คอิน-เช็คเอ้าท์ ผ่านแอปพลิเคชัน “ไทยชนะ”
  • วัดอุณหภูมิทั้งสมาชิกและพนักงาน ไม่เกิน 37.5 องศา หากเกินแนะนำให้พบแพทย์และงดการออกกำลังกาย
  • ทำความสะอาดมือด้วยเจล ก่อนเข้าคลับ
  • สมาชิก ต้องสแกนบัตรเช็คอิน ด้วยตนเอง
  • แนะนำให้ใช้บริการทางการเงินผ่าน e-Payment
  • มีการจำกัดจำนวนการเข้าใช้คลับ กรุณาให้ความร่วมมือกับทีมงานของสาขา
  • ดาวน์โหลด “Welcome Back Pack” เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.fitnessfirst.co.th/th/welcome-backhttp://www.celebrityfitness.co.th/th/welcome-back

 

การกำหนดระยะห่าง

  • รักษาระยะห่าง อย่างน้อย 1-2 เมตร ตลอดระเวลาในการใช้บริการในคลับ
  • กรุณายืนในตำแหน่งที่กำหนดไว้ ในทุกๆ สตูดิโอ
  • รักษาระยะห่างระหว่างรอการเข้าคลาสในจุดที่กำหนด
  • โซนคาร์ดิโอ – สามารถใช้อุปกรณ์ที่กำหนดตามมาตรการกำหนดระยะห่าง
  • โซนฟรีเวท – ควบคุมจำนวนผู้เข้าใช้ และทิ้งระยะห่าง 2 เมตร
  • ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า – จัดระยะห่างในการใช้ล็อกเกอร์
  • กำหนดระยะในลิฟต์และบริเวณทางเข้า

ความสะอาด

  • มีการให้บริการน้ำยาฆ่าเชื้อและเจลล้างมือตามจุดต่างๆ ทั่วทุกบริเวณภายในคลับ
  • พนักงานทุกคนจะมีน้ำยาทำความสะอาดติดตัวตลอดเวลา
  • สมาชิกทุกท่านต้องเก็บของทุกชนิดไว้ในล็อกเกอร์
  • ผ้าเช็ดตัวและชุดออกกำลังกาย ผ่านการฆ่าเชื้อและเก็บในห่อ/บรรจุภัณฑ์เฉพาะ
  • มีทีมงานทำความสะอาดอุปกรณ์ตลอดเวลา (เช่น ประตู ลูกบิด เคาน์เตอร์ ราวบันได พื้น โต๊ะ เก้าอี้ อย่างสม่ำเสมอ)
  • มีพนักงานทำความสะอาดจุดเสี่ยงต่างๆ
  • มีการทำความสะอาดใหญ่ทุกวันหลังปิดคลับ
  • งดให้บริการห้องสตีมและซาวน่า ชั่วคราว
  • ทำการฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อใหญ่ทุกๆ 2 สัปดาห์
  • ห้องสุขา – ใช้น้ำยาทำความสะอาด และน้ำยาฆ่าเชื้อเฉพาะ

ร่วมกันสร้างความปลอดภัยให้กับตัวเองและสังคม

  • สมาชิกและพนักงานใส่หน้ากากอนามัยได้ แต่ต้องเหมาะสมกับการหายใจและกิจกรรมที่ทำอยู่ในขณะนั้นๆ และดึงไว้ใต้คางในกรณีที่หากต้องมีการถอดหน้ากาก
  • แนะนำให้สมาชิกนำอุปกรณ์ส่วนตัวมาใช้ได้ เช่น เปลโยคะ นวม ขวดน้ำ
  • หากไม่สบายควรพบแพทย์ และงดออกกำลังกาย
  • ทำความสะอาดอุปกรณ์ ก่อนและหลังการใช้งานทุกครั้ง
  • ทำการจองการเข้าใช้บริการคลาสล่วงหนา ก่อนเข้ามาทีคลับ (โดยดูคู่มือการจองคลาส)
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสขวดน้ำกับภาชนะ
  • ล้างมือบ่อยๆ

มาตรการสำหรับพนักงานและผู้มาติดต่อ

  • พนักงานทุกคนผ่านการอบรมถึงนโยบายปฏิบัติด้านสุขอนามัยด้าน Covid-19 จากกระทรวงสาธารณสุข
  • หากพนักงานเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง ต้องทำการกักตัวเป็นเวลา 14 วัน
  • พนักงานสวมใส่หน้ากากผ้าและเฟส ชีล ตลอดเวลา ยกเว้นในขณะทำกิจกรรมที่ใช้พลังงานสูง
  • ผู้มาติดต่อ (ไม่ใช่สมาชิก) และแม่บ้านสวมหน้ากากและวัดอุณหภูมิร่างกายก่อนเข้าคลับ
  • กำหนดระยะห่างในทุกพื้นที่สำหรับพนักงาน 2 เมตร
  • กรณีพนักงานมีอาการไอจาม หรือเป็นหวัด ให้หยุดงาน

ในการนี้ คุณอรวรรณ เกลียวปฏินนท์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท อีโวลูชั่น เวลล์เนสส์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า ฟิตเนส เฟิรส์ท ประเทศไทย และเซเลบริตี้ ฟิตเนส ประเทศไทย มีพร้อมอย่างมากในการกลับมาเปิดคลับอีกครั้งตามมาตรการผ่อนปรนระยะที่ 3 ทั้งในส่วนของฟิตเนส เฟิรส์ท ประเทศไทย และเซเลบริตี้ ฟิตเนส ประเทศไทย หลังจากที่เราผ่านวิกฤตระหว่างปิดดำเนินการในช่วงกว่า 2 เดือนที่ผ่านมา ในขณะเดียวกันถึงแม้ที่ผ่านมาจะอยู่ในช่วงของปิดให้บริการ แต่เรายังคงเตรียมความพร้อมในเรื่องของมาตรการความปลอดภัยและสุขอนามัยในทุกๆ ด้าน เพื่อสร้างความมั่นใจให้การกลับมาใช้บริการของสมาชิกและผู้ใช้บริการทั่วไปได้รับความสะดวก ปลอดภัยอย่างสูงสุด

สำหรับกลยุทธ์หลักของเรายังคงยึดตามหลัก 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่ มาตรการความปลอดภัยและสุขอนามัยให้แก่สมาชิก พนักงาน การคำนึงถึงสิทธิประโยชน์สมาชิก และการจองคลาสรูปแบบใหม่ วันนี้ ฟิตเนส เฟิรส์ท ประเทศไทย และเซเลบรีตี้ฟิตเนส พร้อมแล้วที่จะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง และยังได้พัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับการเข้ามาใช้บริการและการจองคลาสสำหรับสมาชิก เพื่อความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเข้าใช้บริการอีกด้วย

นอกจากนี้ ฟิตเนส เฟิรส์ท ประเทศไทย และเซเลบริตี้ ฟิตเนส ประเทศไทย ยังมีการอนุโลมการฟรีซค่าสมาชิก ฟรี! ในเดือนมิถุนายน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยสมาชิกที่ประสงค์จะรับเงื่อนไขการฟรีซ กรุณาแจ้งความประสงค์ได้ที่ Fitness Helpline 24 hrs. : Fitness First 02-118-6665 | Celebrity Fitness 02 118 6677 ภายในวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายนนี้ และมีการขยายระยะเวลาสำหรับแพคครูฝึกส่วนตัว จะได้รับการขยายเวลาโดยอัตโนมัติตามระยะเวลาที่ปิดให้บริการคลับ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Fitness First Thailand  | Celebrity Fitness Thailand

ลับคมทักษะพร้อมแทงทะลุความท้าทายทันการเปลี่ยนแปลง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/625162

วันที่ 04 มิ.ย. 2563 เวลา 09:30 น.

ลับคมทักษะพร้อมแทงทะลุความท้าทายทันการเปลี่ยนแปลง

เมื่อ COVID-19 เข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตและการทำงาน โอกาสนี้เราควรอัพสกิลพัฒนาทักษะของตัวเองเพื่อสร้างความก้าวหน้าในอาชีพ ด้วยทักษะที่เรารวบรวมมาให้ดังต่อไปนี้

ช่วงนี้แน่นอนว่าทุกคนย่อมมีความกังวลเรื่องความมั่นคงในงานภายใต้สถานการณ์ต่างๆ แต่หากมองอีกด้านเรื่องนี้ก็ได้สร้างโอกาสจำนวนมากสำหรับการเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นเดียวกัน วิกฤตไวรัส COVID-19 ทำให้หลายองค์กรต้องดำเนินกิจการในทิศทางใหม่ และให้พนักงานของตนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้

ข้อมูลจาก jobsDB ระบุชัดว่าทักษะการทำงานพัฒนาผ่านการศึกษา  การทำงาน และการฝึกฝน แสดงให้เห็นถึงความสามารถรอบตัว และความคล่องตัวในที่ทำงาน ซึ่งผู้ประกอบการย่อมมองเห็นคุณค่าเพราะมีประโยชน์ต่อการทำงานเป็นอย่างมาก แล้วทักษะใดบ้างละ ที่ควรต้องพัฒนาขึ้นอีก?

หัวใจสำคัญของการประสบความสำเร็จด้านอาชีพ  : การต่อยอดทักษะ

ทักษะด้านการจัดการและลงมือปฏิบัติ

ความสามารถในการทำงานให้บรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์นั้น ขึ้นอยู่กับวิธีวางแผนให้มีประสิทธิภาพ ความเฉียบแหลมในการวางแผน การเตรียมการ และลงมือปฏิบัติ

  • การวางแผน คุณมีการวางแผนที่ชัดเจน เป็นขั้นเป็นตอน สอดคล้องไปกับภารกิจและเป้าหมายขององค์กรแล้วหรือยัง?
  • การจัดการ มีบุคลากรและทรัพยากรที่สนับสนุนแผนการทำงานหรือยัง?
  • สามารถทำงานหลายอย่างได้พร้อมกัน ในปัจจุบันธุรกิจมีการก้าวไปอย่างรวดเร็ว ความสามารถในการทำได้หลายอย่างพร้อมกันจึงเป็นสิ่งที่ควรจะมี ไม่ว่าจะเป็นการจัดการ การจัดลำดับความสำคัญของงาน และบริหารเวลาได้เป็นอย่างดี
  • ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ถึงแม้ว่าคุณไม่ได้ทำงานในสายงานเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญทางด้านดิจิทัลจะช่วยให้คุณทำงานอย่างเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น อย่างเมื่อช่วงสองสามเดือนก่อน เทคโนโลยีได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน การยึดติดอยู่กับทักษะเทคโนโลยีเดิมๆย่อมส่งผลต่อความก้าวหน้าในเรื่องงาน

ทักษะการสื่อสาร

การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจในหลายๆด้าน เป็นการสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจทั้งภายในและภายนอก ช่วยให้การเปลี่ยนแปลงใหม่ๆเป็นไปด้วยความราบรื่น การดำเนินการตามแผน และรักษาความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าไว้

  • การฟัง ฟังเพื่อให้เข้าใจ และรอถึงจังหวะที่พูดได้ รวมถึงเข้าใจถึงสิ่งต้องการสื่อสารหรือไม่?
  • การพูด วิธีการแสดงความเป็นของตัวเองผ่านคำพูดมีความสำคัญๆ พอกับสิ่งที่จะสื่อออกไป การสื่อสารด้วยคำพูดให้ชัดเจนและกระชับ มีการแจ้งให้ทราบข้อมูล ตรงประเด็น รู้จักกาลเทศะ และมีความสุภาพอ่อนน้อม
  • การเขียน เมื่อใดที่คุณเขียนข้อมูล ตั้งแต่เขียนลงกระดาษ รายงาน ไปจนถึงบทความ อีเมล และข้อมูลด้านการขาย ล้วนสร้างการจดจำที่บ่งบอกความเป็นตัวคุณแก่ผู้อ่าน อย่าลืมตรวจสอบความกระชับ ความสมบูรณ์ ความถูกต้อง และคิดถึงแง่มุมต่างๆ และความสนใจของทั้งผู้ส่งและผู้รับ
  • การสื่อสารแบบตัวต่อตัว ในระหว่างการสื่อสารแบบตัวต่อตัว ไม่เพียงแต่คู่สนทนาจะฟังสิ่งที่คุณพูด แต่ยังรวมถึงโทนเสียง ภาษากาย ท่าทางและลักษณะต่างๆ และอารมณ์ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพแบบตัวต่อตัวจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการเพิ่มขวัญกำลังใจ การสะท้อนความคิดเห็น และระบุเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนได้
  • เลือกใช้สื่อได้อย่างเหมาะสม การเลือกสื่อที่เหมาะสมที่สุดทั้งผู้ฟังและข้อความในการสื่อความหมายเป็นอีกหนึ่งทักษะที่มีความสำคัญสำหรับการสื่อสาร ความสามารถในการประเมินข้อดีและข้อด้อยสำหรับสื่อแต่ละชนิดและเลือกสื่อที่เหมาะสมที่สุด ช่วยให้เข้าถึงและมีผลต่อผู้ฟัง

ทักษะด้านคน

การเป็นส่วนหนึ่งในบริษัท หมายถึงการสามารถทำงานร่วมกับความแตกต่างทั้งเรื่องคนและบุคลิกภาพ ทักษะเหล่านี้ช่วยให้โต้ตอบกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ ช่วยให้คุณพัฒนาความสัมพันธ์ในทางบวก สร้างความน่าเชื่อถือ ลดความขัดแย้ง และสร้างความสัมพันธ์ที่ดียิ่งขึ้น

  • การทำงานร่วมกัน สามารถทำงานได้เป็นอย่างดีกับผู้อื่นที่มีความแตกต่างทั้งเรื่องความต้องการ ความรับผิดชอบ ภูมิหลัง และความชำนาญที่แตกต่างกันได้ดีหรือไม่? สามารถทำงานร่วมกันและสร้างผลลัพธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้บรรลุเป้าหมายและแผนงานได้ดีหรือไม่?
  • ความเห็นอกเห็นใจ เมื่อคุณเข้าใจในมุมของผู้อื่นแล้ว จะเข้าใจและพัฒนาความสัมพันธ์ต่อกันให้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้เข้าใจแรงจูงใจของผู้อื่น ช่วยให้คาดเดาพฤติกรรมและการตอบสนองของผู้อื่นได้
  • ความยืดหยุ่น พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง และปรับตัวได้อย่างรวดเร็วหรือไม่?
  • ตอบสนองและตื่นตัวต่อวัฒนธรรม ในโลกที่พัฒนาแล้ว การตื่นตัวและเคารพต่อวัฒนธรรมต่างๆ ล้วนมีความสำคัญทั้งสิ้น

คุณสมบัติความเป็นผู้นำ

ทักษะความเป็นผู้นำ ต้องสามารถกระตุ้นให้ผู้อื่นให้ทำงานจนลุล่วง วิเคราะห์สถานการณ์ และตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญ ผู้นำที่มีประสิทธิภาพย่อมมีทักษะทั้งด้านองค์กร การสื่อสาร และมนุษย์สัมพันธ์

  • การจัดลำดับความสำคัญและการมอบหมายงาน ในฐานะผู้นำ ควรสามารถตัดสินใจสิ่งที่ควรทำเป็นลำดับแรกและมอบหมายงานให้ผู้ที่เหมาะสมทำงานให้ลุล่วงได้
  • กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ต้องสามารถคิดอย่างเป็นระบบ คิดอย่างมีเหตุผลเพื่อค้นหาปัญหาและทางออกที่ดีที่สุด
  • การสอนงานและให้ข้อมูลเสนอแนะ ในการเป็นผู้นำที่มีทั้งประสิทธิภาพและสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่น ควรจะให้การสนับสนุนและกระตุ้นลูกทีม: ให้การสนับสนุนและช่วยเหลืออย่างเพียงพอ และให้ข้อมูลเสนอแนะอย่างสร้างสรรค์

คิดในระยะยาว : ฝึกฝนใหม่ ฝึกทักษะใหม่ และเรียนรู้ใหม่

เพื่อให้มีความมั่นคงในอาชีพต่อไปในอนาคต การพัฒนาทักษะทางอาชีพให้สอดคล้องความต้องการขององค์กร เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และต้องฝึกฝนผ่านการเรียนรู้ จากการทำงานอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้ว่า COVID-19 ได้เร่งให้องค์กรเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีมาเร็วยิ่งขึ้น

คำถามคือ คุณมีทักษะต่างๆ เพื่อสร้างคุณค่าให้ตนเองในยุคแห่งดิจิทัลแล้วหรือยัง?

ถ้าคำตอบคือ ไม่ ก็ถึงเวลาแล้วที่ควรฝึกฝนพัฒนาตนเองใหม่ ตามรายงานของ Organisation for Economic Co-operation and Development(OECD) งานจำนวนมากกว่าหนึ่งพันล้านตำแหน่งมีแนวโน้มที่จะถูกเปลี่ยนแปลงโดยเทคโนโลยีในทศวรรษถัดไป ดังนั้น ถือเป็นโอกาสที่ดีในการเรียนรู้ผ่านโลกออนไลน์ และเพื่อพัฒนาทักษะที่สามารถต่อยอดได้ ลองคิดถึงทักษะการทำงานในปัจจุบันที่ยังไม่เพียงพอเพื่อหาวิธีการเพื่อพัฒนาเพิ่ม การเพิ่มความเชี่ยวชาญในการใช้โซเชียลมีเดียและเรื่องที่เกี่ยวกับดิจิทัล ลองอาสาเป็นผู้ทดสอบในมุมของผู้ใช้งาน หรือ UX เพื่อให้มั่นใจว่าช่องทางดิจิทัลอย่างเช่น แอปพลิเคชัน และเว็บไซต์สามารถใช้ได้อย่างสมบูรณ์และเป็นมิตรแก่ผู้ใช้งาน หากชอบในด้านการรวบรวมข้อมูล อาจลองศึกษาด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์เพิ่มเติม

ตั้งเป้าเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพที่มีอยู่ ลงทุนเพื่อพัฒนาด้านอาชีพ และรักษาความสัมพันธ์ของเครือข่ายในการทำงาน มีความคิดเพื่อการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นด้านความคล่องตัวในการทำงาน ความสามารถในการปรับตัว และการยอมรับความเปลี่ยนแปลง

นาทีนี้คงต้องเตรียมพร้อมและคิดในเชิงบวกเข้าไว้ แม้ว่าวิกฤตไวรัส COVID-19 จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งโลก แต่ขณะเดียวกัน ยังคงมีโอกาสจากตำแหน่งงานใหม่ๆที่เปิดรับอีกจำนวนมาก ผ่านธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่พร้อมให้โอกาสกับทุกคนเสมอ

.

ภาพ freepik

7+1 กลุ่มเสี่ยงที่รณรงค์เร่งให้ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/625159

วันที่ 04 มิ.ย. 2563 เวลา 07:07 น.

7+1 กลุ่มเสี่ยงที่รณรงค์เร่งให้ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่

สาธารณสุขรณรงค์เร่งให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เร็วขึ้น เพื่อช่วยให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้ทันต่อสถานการณ์ พร้อมแนะหลัก ‘ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด’ ยุติโรคหน้าฝน

ในปีนี้กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีการรณรงค์เร่งให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เร็วขึ้น เพื่อช่วยให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้ทันต่อสถานการณ์

สำหรับประชาชนกลุ่มเสี่ยง ได้แก่

  1. หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป
  2. เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี
  3. ผู้มีโรคเรื้อรัง (ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน)
  4. บุคคลที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
  5. ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้
  6. โรคธาลัสซีเมียและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (รวมผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ)
  7. โรคอ้วน (ผู้ที่มีน้ำหนัก>100 กิโลกรัม หรือ BMI >35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร)

รวมทั้งกลุ่มบุคลากรการแพทย์

โดยสามารถขอรับบริการวัคซีนได้ที่สถานบริการสาธารณสุขของรัฐ และสถานพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 สิงหาคม 2563 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

นอกจากนี้ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ยังได้เตือนประชาชนให้ดูแลสุขภาพตนเองในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงจากฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูฝน หากร่างกายปรับตัวไม่ทันอาจเจ็บป่วยได้ง่าย โดยเฉพาะโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ พร้อมแนะยึดหลัก “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด” ควรพกอุปกรณ์กันฝนติดตัวออกจากบ้านทุกครั้ง

โดย นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในช่วงนี้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงจากฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูฝน ทำให้มีฝนตก อากาศมีความชื้นสูงขึ้น เอื้อต่อการระบาดของเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย อาจทำให้ผู้ที่มีสุขภาพไม่แข็งแรงหรือมีภูมิต้านทานน้อย เจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจได้ง่าย โดยเฉพาะโรคไข้หวัดใหญ่ และกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในช่วงนี้คือ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว ซึ่งกลุ่มดังกล่าวหากป่วยจะมีอาการรุนแรงมากกว่ากลุ่มอื่นๆ

โรคไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคจากการติดเชื้อไวรัส เกิดจากการติดเชื้อ Influenza Virus โดยการติดเชื้อที่พบในมนุษย์ คือ สายพันธุ์ A, B และ C ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย มักพบการระบาดได้ในสถานที่แออัดหรือในชุมชน สามารถพบผู้ป่วยได้ทุกช่วงกลุ่มอายุ การติดต่อเกิดจากการสัมผัสสารคัดหลั่งจากปากและการหายใจ ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายเองได้ หรือบางรายที่เป็นกลุ่มเสี่ยง จะมีอาการรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาโดยเร็ว

นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจสามารถป้องกันได้ โดยขอให้ประชาชนยึดหลัก “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด” ได้แก่

  • ปิด คือปิดปากและปิดจมูก เมื่อไอ จาม ต้องใช้หน้ากากอนามัย หน้ากากผ้า หรือกระดาษทิชชูปิดปากและจมูกทุกครั้ง
  • ล้าง คือล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล เมื่อสัมผัสสิ่งของ กลอนประตู ลูกบิด ราวบันได หรือราวบนรถโดยสาร
  • เลี่ยง คือหลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย หรือเข้าไปในสถานที่แออัด ซึ่งมีคนอยู่จำนวนมาก
  • หยุด คือเมื่อป่วยควรหยุดเรียน หยุดงาน หยุดกิจกรรม แม้ผู้ป่วยจะมีอาการไม่มากก็ควรหยุดพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านจนกว่าจะหายเป็นปกติ ในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง หากมีอาการให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่สถานพยาบาล

สำหรับในช่วงนี้ประชาชนส่วนใหญ่อยู่บ้านเพื่อลดการติดเชื้อโควิด 19 แต่หากจำเป็นต้องออกนอกบ้านหรือไปทำงาน นอกจากต้องใส่หน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยทุกครั้งแล้ว ควรมีหน้ากากสำรองไว้เปลี่ยนในกรณีเปียกฝน ควรเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล และล้างมือบ่อยๆ เพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อในวงกว้าง ที่สำคัญในช่วงฤดูฝนนี้ควรพกร่มหรือเสื้อกันฝนติดตัวทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายเปียกฝน ซึ่งจะสามารถลดการอับชื้นและลดการสะสมของเชื้อราอันเป็นสาเหตุของการไม่สบายตัวและนำไปสู่การเจ็บป่วยได้

เช็กลิสต์ญาติสายตรงเพื่อคัดกรองโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/625158

วันที่ 04 มิ.ย. 2563 เวลา 06:40 น.

เช็กลิสต์ญาติสายตรงเพื่อคัดกรองโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร

รู้ลึกถึงแก่นโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร พร้อมเช็กลิสต์ญาติสายตรงที่อาจเป็นข้อบ่งชี้ของการเกิดโรคมะเร็งได้

โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร ถ้าพูดถึงโรคกระเพาะอาหารหลายๆคนคงคิดว่าแค่กินยาสักอาทิตย์หรือปรับเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตเช่นงดอาหารบางอย่างหรือกินอาหารให้ตรงเวลาก็จะทำให้อาการต่างๆ หายไปแต่ถ้าพูดถึงมะเร็งความคิดหรือความกังวลก็จะเกิดขึ้นมาทันทีแตกต่างจากการคิดถึงโรคกระเพาะทั่วๆ ไป

ข้อมูลโดย ผศ.นพ.ไชยรัตน์ ทรัพย์สมุทรชัย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าในความเป็นจริงมะเร็งกระเพาะอาหารในประเทศไทยนั้นพบได้ไม่มากเมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่นๆเช่นมะเร็งเต้านมมะเร็งปอดมะเร็งตับมะเร็งลำไส้ใหญ่ปกติมะเร็งกระเพาะอาหารแบ่งได้หลายชนิดเช่นมะเร็งเยื่อบุผิวกระเพาะมะเร็งจีสเป็นต้นหากกล่าวขึ้นทั่วๆ ไปมักหมายถึงมะเร็งเยื่อบุกระเพาะอาหาร

หลายคนคิดว่าถ้ามะเร็งก็คงรักษาด้วยการผ่าตัด ฉายแสง หรือให้ยาเคมี แต่ในความจริงนั้นพบว่าค่อนข้างมีความยากลำบากในการรักษา เพราะไม่ว่าผู้ป่วยจะเป็นมะเร็งชนิดไหนหรือจะรักษาด้วยวิธีใดๆ ก็ตามสิ่งแรกที่จะมีผลต่อการรักษาก็คือความแข็งแรงของผู้ป่วยว่ามีความแข็งแรงมากพอที่จะทนต่อการรักษารูปแบบต่างๆ จนครบตลอดรอดฝั่งหรือไม่ ซึ่งกระเพาะเป็นอวัยวะที่รองรับอาหารอวัยวะแรกของร่างกายที่ย่อยอาหารส่งพลังงานไปยังส่วนต่างๆ นั่นก็คือถ้ากระเพาะเสียไปไม่สามารถทำงานได้ ผู้ป่วยก็จะขาดอาหาร ทำให้ไม่สามารถทนกับการรักษาแบบต่างๆ ได้จนครบ และทำให้ผลการรักษาแย่ลง  นอกจากนี้ ผู้ป่วยส่วนมากที่มาตรวจก็มักจะมาพบแพทย์ในตอนที่ตนเองมีอาการเยอะมากแล้ว นั่นคือ กินไม่ได้มีอาเจียนหลังกิน เป็นต้น

สาเหตุการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร

สำหรับการเกิดมะเร็งกระเพาะ นั้นเกิดได้จากสองกระบวนการหลักๆ อย่างแรกคือ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงตามกระบวนการอักเสบของกระเพาะอาหารแล้วเรื้อรังจนเยื่อบุกระเพาะกลายเป็นมะเร็ง ซึ่งกระบวนการนี้จะมีเชื้อแบคทีเรียตัวหนึ่งที่ชื่อว่า Helicobacter pylori (H. Pylori, เอชไพโลไร) เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้กระบวนการอักเสบไม่หายและนำไปสู่การเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารดังนั้นการรักษาการอักเสบเรื้อรังร่วมกับกำจัดเชื้อโรคตัวนี้จึงอาจมีผลป้องกันการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารได้ในอนาคต

อาหารที่กระตุ้นการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร มีอาหารบางอย่างที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรังได้เช่นอาหารที่ถูกเก็บรักษาไว้ด้วยเกลือหรือเรียกให้เข้าใจง่ายๆว่าอาหารที่ดองเกลืออาหารที่ผ่านการรมควันเป็นต้นก็อาจจะเป็นตัวการที่กระตุ้นให้เกิดมะเร็งได้

ความผิดปกติทางพันธุกรรมกับมะเร็งกระเพาะอาหาร กลไกการเกิดอีกแบบคือ เกิดจากการที่ผู้ป่วยมีความผิดปกติทางพันธุกรรมตั้งแต่กำเนิดแล้วทำให้กระบวนการเกิดมะเร็งเกิดได้เร็วขึ้นกว่าปกติ ซึ่งแม้ว่าเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถจะป้องกันได้ แต่เราก็สามารถจะเฝ้าระวังได้ มะเร็งกระเพาะอาหารจะพัฒนาและแพร่กระจายได้รวดเร็วกว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่ ที่สำคัญการตอบสนองต่อยาเคมีไม่ค่อยดี ซึ่งถ้าตรวจพบผู้ป่วยในระยะท้ายๆ ผู้ป่วยอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานนักแม้ว่าจะได้รับการรักษาอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม แต่ถ้าหากตรวจพบในระยะแรกการรักษาก็สามารถหวังผลให้หายขาดได้

ในประเทศที่พัฒนาแล้วบางประเทศที่พบมะเร็งกระเพาะอาหารมากจะแนะนำให้ประชาชนทุกคนเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งกระเพาะอาหารตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป ไม่ว่าคนนั้นจะมีหรือไม่มีอาการทางกระเพาะอาหารก็ตาม ที่ผ่านมา แม้ว่าประเทศไทยไม่ได้พบมะเร็งชนิดนี้และผู้ป่วยส่วนมากมาตรวจตอนที่มีอาการแล้วทำให้ผลการรักษาไม่ดี ซึ่งโดยทั่วไปการตรวจทางเดินอาหารมักจะตรวจแค่เพื่อรักษาอาการของโรคแผลในกระเพาะเป็นหลัก ไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญของการคัดกรองมะเร็งกระเพาะอาหาร

เช็กญาติสายตรงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร

นอกเหนือจากข้อบ่งชี้ของการตรวจกระเพาะอาหารที่เป็นที่รู้กันอย่างกว้างขวางตามสื่อต่างๆ ทั่วไปแล้วสิ่งที่มักจะถูกมองข้ามคือ ต้องทำการตรวจในรายที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารดังนี้ คือ

  • มีญาติสายตรงอย่างน้อย 1 คนเป็นตอนอายุน้อยกว่า 40 ปี
  • มีญาติสายตรงชั้นเดียวกันหรือชั้นรองอย่างน้อย 2 คน เป็นตอนอายุน้อยกว่า 50 ปี
  • มีญาติสายตรงชั้นเดียวกันหรือชั้นรองเป็น อย่างน้อย 3 คนไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม
  • มีญาติสายตรงชั้นเดียวกันหรือชั้นรองเป็น มะเร็งเต้านมและกระเพาะอาหารในคนเดียวกันตอนอายุน้อยกว่า 50 ปี
  • มีญาติสายตรงมะเร็งกระเพาะอาหาร และมีญาติสายตรงชั้นเดียวกันหรือชั้นรอง คนอื่นเป็นมะเร็งเต้านมที่อายุน้อยกว่า 50ปี
  • นอกจากนี้ ยังรวมถึงคนที่ตรวจพบว่ามีความผิดปกติของพันธุกรรมที่ก่อให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหารรวมถึงมะเร็งอื่นๆ ด้วย

การรักษาโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร

โรคมะเร็งกระเพาะอาหารมีหลายรูปแบบ ทั้งการให้ยาเคมี การให้รังสีรักษา และ การผ่าตัดซึ่งจะแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นกับระยะของโรค ตำแหน่งของมะเร็งว่าอยู่ส่วนไหนของกระเพาะอาหาร ความแข็งแรงของผู้ป่วย โดยหลักการสำคัญจะมุ่งเน้นให้ผู้ป่วยมีอัตราการรอดชีวิตที่นานที่สุด โดยมีคุณภาพชีวิตที่ดี ดังนั้น ถ้าหากตรวจพบในระยะต้นที่ยังไม่มีการแพร่กระจายการรักษาจะหวังผลเพื่อให้หายขาดจากโรคยังคงต้องใช้การผ่าตัดเป็นหลัก

สำหรับการผ่าตัดรักษานอกจากจะต้องตัดเนื้อกระเพาะอาหารให้หมดจากมะเร็งแล้วยังจำเป็นต้องตัดต่อมน้ำเหลืองโดยรอบที่คาดว่ามะเร็งจะกระจายตัวออกไปทั้งหมดจึงจะได้ผลการรักษาที่ดีซึ่งวิธีการผ่าตัดจะมีรายละเอียดและความแตกต่างจากการตัดกระเพาะทั่วๆไปในโรคที่ไม่ใช่มะเร็งชัดเจนทั้งนี้จากที่กล่าวมาข้างต้นว่ามะเร็งของกระเพาะอาหารนั้นพบได้ไม่บ่อยนัก

ดังนั้น ศัลยแพทย์ที่จะทำการผ่าตัดมะเร็งกระเพาะอาหารให้ได้ผลรับที่ดีจะต้องเป็นผู้มีประสบการณ์สูงในการผ่าตัดรักษามะเร็งกระเพาะอาหารมาก่อน ซึ่งผลการรักษาที่ภาควิชาศัลยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี พบว่าอัตราการอยู่รอดและผลการรักษาได้รายงาน ไว้โดย รศ.นพ. จักรพันธ์ เอื้อนรเศรษฐ์ ใน J Med Assoc Thai Vol. 90 No. 2 2007 ซึ่งมีอัตราการอยู่รอดที่ 5 ปีของมะเร็งกระเพาะอาหารที่ทำการผ่าตัดทุกระยะที่ยังไม่มีการแพร่กระจายอยู่ที่ 59% ซึ่งมากว่าทางประเทศตะวันตกที่ส่วนใหญ่จะเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ประมาณ 14-37% แม้ว่ายังน้อยกว่าประเทศญี่ปุ่นที่เป็นต้นแบบของการผ่าตัดมะเร็งกระอาหารอยู่บ้างเล็กน้อยก็ตาม (อาจเนื่องจากมีการแบ่งระยะของโรคที่แตกต่างกันกับประเทศญี่ปุ่น) และมีภาวะแทรกซ้อนโดยรวมอยู่ที่17% ซึ่งหากตรวจพบมะเร็งชนิดนี้ควรได้รับการผ่าตัดจากศัลยแพทย์ที่ชำนาญด้านมะเร็งกระเพาะอาหาร

ทั้งนี้ ถ้าหากพบว่าเป็นมะเร็งระยะแรกๆ ก็จะสามารถทำการผ่าตัดแบบแผลเล็กหรือผ่าตัดผ่านกล้องได้อีกด้วย ซึ่งหลังจากการผ่าตัดรักษาบางคนจะไม่มีการเพาะบางคนก็อาจจะมีน้อยลง ก็คงต้องปรับตัวเรื่องการกินอาหาร เนื่องจากการที่ไม่มีกระเพาะจะทำให้การดูดซึมแร่ธาติและวิตามินบางชนิดแย่ลง จึงต้องได้รับคำแนะนำต่างๆ จากศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดว่าควรจะปฏิบัติตัวหลังผ่าตัดอย่างไร และต้องได้รับการตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ

ที่มา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

สีแดงเบอร์กันดี เสน่ห์ชวนหลงใหล เลิศหรูในทุกมุมมอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/625093

วันที่ 03 มิ.ย. 2563 เวลา 10:10 น.

สีแดงเบอร์กันดี เสน่ห์ชวนหลงใหล เลิศหรูในทุกมุมมอง

งามสะพรั่งดั่งพญาหงส์แดนมังกร ตามสไตล์ ‘โยชิ รินรดา’ เฉิดฉายในชุดยกน้ำชาสีแดงเบอร์กันดีกับลุคที่รับรองว่าสวย…ไม่มีผิดหวัง

ใครที่กำลังตั้งตารอคอยชุดยกน้ำชาแบบไฮโซโบใหญ่ งานนี้ ห้องเสื้อ วนัช กูตูร์ จัดให้แบบไม่มีกั๊ก เพราะล่าสุดได้ออกแบบคอลเลคชั่นใหม่ภายใต้ชื่อ Thai-chinese tea pouring couture เรียกได้ว่าสวยจัดเต็มแบบชุดใหญ่ไฟกะพริบ งดงาม หรูหราเกินราคาแน่นอน

ไม่ต้องบอกว่ารายละเอียดของงานประณีตมากแค่ไหน เฉลยได้ด้วยภาพของสาว โยชิ-รินรดา ธุระพันธ์ ที่สะบัดลุคเป็นนางพญาหงส์แดนมังกรครั้งแรก งานนี้คะแนนเต็ม 10 ไม่หักซักแต้มเลยสำหรับสาวสวยคนนี้ ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า หน้าผม สวยเป๊ะปัง ละมุนละไมไปหมด เรียกได้ว่าตรงปกและตรงคอนเซ็ปต์ โดนใจไม่แพ้คอลเลคชั่นอื่นๆ ที่ผ่านมา

ด้วยจินตนาการและความหลงใหลในวรรณกรรมจีนโบราณของนักออกแบบ บวกกับไอเดียบรรเจิดที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างศิลปะงานออกแบบของยุคเก่าและยุคใหม่ ที่บรรจงร้อยเรียงลวดลายดอกไม้แห่งจักรพรรดิ์จีนอย่างดอกโบตั๋น ออกมาได้อย่างงดงาม

ภายใต้ความงดงามนั้นได้สอดแทรกความทันสมัย แฝงไปด้วยไลฟ์สไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่หาคนเปรียบเทียบยาก กลายเป็นผลงานชุดยกน้ำชาชั้นเลิศที่มีเสน่ห์ชวนหลงใหลและเลิศหรูในทุกมุมมองกว่า 10 ชุด ที่บ่งบอกถึงรสนิยมของผู้สวมใส่ได้อย่างดี สำหรับเจ้าสาวไทยเชื้อสายจีนท่านใดกำลังมองหาชุดยกน้ำชาที่ทันสมัย หรูหรา ยืนหนึ่งดั่งนางพญาหงส์ในพิธีสำคัญ

ชมภาพได้ที่เฟซบุ๊ก Vanus Couture-วนัช กูตูร์

‘Kawasaki Disease’ รู้จักกับโรคคาวาซากิ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/625092

วันที่ 03 มิ.ย. 2563 เวลา 08:40 น.

'Kawasaki Disease' รู้จักกับโรคคาวาซากิ

โรคคาวาซากิ อีกอันตรายที่รุนแรงจนสามารถทำให้เด็กเสียชีวิตเฉียบพลันได้

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย  เด็กๆ อาจไม่สบายได้ ผู้ปกครองควรดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ เนื่องจากมีหลายโรคที่มีอาการใกล้เคียงกันจนแทบจะแยกไม่ออก ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ โรคคาวาซากิ ความรุนแรงของโรคสามารถทำให้เด็กเสียชีวิตเฉียบพลันได้ ถึงตอนนี้พ่อแม่ของเด็กทั้งหลายคงอยากทราบสาเหตุของโรคนี้เพื่อความปลอดภัยของลูกหลาน

รู้จักโรคคาวาซากิ

ข้อมูลโดย ศ.พญ.ดวงมณี เลาหประสิทธิพร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ระบุว่า โรคคาวาซากิ พบได้ทั้งเพศชายและเพศหญิง  แต่ส่วนใหญ่จะพบในเพศชายมากกว่า และพบบ่อยในเด็กอายุน้อยกว่า  5 ปี โดยเฉพาะในช่วงอายุ 1-2 ปี โรคนี้ตั้งชื่อตามนายแพทย์คาวาซากิ  ซึ่งเป็นแพทย์ชาวญี่ปุ่นที่ได้รวบรวมรายงานผู้ป่วยเป็นคนแรกของโลก

สาเหตุของโรค ยังไม่ทราบแน่ชัด เคยมีรายงานว่าเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อบางชนิดทั้งแบคทีเรียและไวรัส  การใช้แชมพูซักพรม  หรือการอยู่ใกล้แหล่งน้ำ แต่ไม่สามารถสรุปสาเหตุที่แท้จริง  พบว่ามีการอักเสบเกิดขึ้นหลายแห่งในร่างกาย  ทำให้เกิดอาการแสดงต่างๆ ประมาณร้อยละ 25 ของผู้ป่วย เกิดการอักเสบของหลอดเลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจร่วมด้วย  หากให้การวินิจฉัยและรักษาได้ภายใน 10 วัน นับจากมีไข้ จะช่วยให้การอักเสบของหลอดเลือดลดลงประมาณร้อยละ 5

ลักษณะเด่นของโรคคาวาซากิ            

  • เด็กจะมีไข้สูงทุกคน โดยมากมักเป็นนานเกิน 5 วัน บางรายอาจนาน 3–4 สัปดาห์อาจมีผื่นขึ้นตามตัวและแขนขา            
  • ตาขาวจะแดง 2 ข้าง แต่ไม่มีขี้ตา           
  • ริมฝีปากแห้งแดง อาจแตกมีเลือดออก ลิ้นแดงเป็นตุ่มๆ คล้ายผิวสตรอเบอร์รี่            
  • ฝ่ามือและฝ่าเท้าบวมแดง ต่อมน้ำเหลืองที่ลำคอโต            

อาการทั้งหมดนี้จะเกิดภายในสัปดาห์แรก ในสัปดาห์ที่ 2 จะมีการลอกของผิวหนัง โดยเริ่มจากบริเวณปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า และอาจลามไปที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า

อาการแสดงอื่น ๆ ที่อาจเกิดร่วม  ได้แก่  ข้ออักเสบโดยเฉพาะบริเวณนิ้วมือ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ท้องเสีย ซึ่งอาการดังกล่าวอาจหายได้เองแม้ไม่ได้รับการรักษา แต่ที่สำคัญคือ โรคนี้อาจทำให้เกิดการอักเสบของหัวใจและหลอดเลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งอาจทำให้หลอดเลือดหัวใจมีลักษณะโป่งพอง ตีบหรือแคบได้ ในรายที่หลอดเลือดตีบแคบมาก อาจเกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเลี้ยงเหมือนที่พบในผู้ใหญ่ที่มีหลอดเลือดหัวใจตีบ ทำให้เสียชีวิตเฉียบพลันได้

เนื่องจากการวินิจฉัย  ต้องอาศัยอาการเป็นหลักร่วมกับการตรวจเลือด  ซึ่งอาการแสดงมักเกิดไม่พร้อมกัน  จึงทำให้เกิดความยากในการวินิจฉัยหากไม่ได้นึกถึงโรคนี้

ภาวะแทรกซ้อนที่พบ

ข้อมูลโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิง อิงคนิจ ชลไกรสุวัฒน์  กุมารเวชศาสตร์เฉพาะทาง ระบุว่า โรคหัวใจหลอดเลือดแดงที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบโป่งพอง (coronary aneurysm) กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ลิ้นหัวใจอักเสบ หัวใจเต้นผิดจังหวะซึ่งภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวเป็นสาเหตุให้เกิดการเสียชีวิตได้ โดยการตรวจพบภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวต้องอาศัยการตรวจโดยใช้เครื่องตรวจคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (echocardiography)

การรักษา

การดูแลรักษาต้องอาศัยการดูแลร่วมกันระหว่างกุมารแพทย์ทั่วไปและกุมารแพทย์โรคหัวใจ โดยผู้ป่วยที่ให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคคาวาซากิควรได้รับ intravenous gammaglobulin (IVIG) ในขนาดสูงเพื่อลดโอกาสการเกิดหลอดเลือดแดงที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจโป่งพอง ร่วมกับการให้ aspirin

การรักษา ในช่วงที่มีไข้ใน 10 วันแรก จะต้องตรวจหัวใจด้วยเครื่องอัลตราซาวน์ เพื่อดูลักษณะหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ และให้ยาลดการอักเสบคือยาแอสไพรินขนาดสูงให้รับประทานอย่างต่อเนื่องประมาณ 1–2 สัปดาห์ และให้โปรตีนชนิดหนึ่งเข้าหลอดเลือดดำ  พบว่าหลังให้ยาดังกล่าว ไข้มักจะลดลงภายใน 24 – 48 ชั่วโมง หลังจากไข้ลดจะต้องให้ยาแอสไพรินขนาดต่ำวันละ 1 ครั้ง รับประทานต่อเนื่อง 6–8 สัปดาห์ เพื่อป้องกันเกล็ดเลือดรวมกันเป็นก้อน ซึ่งอาจไปเพิ่มการอุดตันในหลอดเลือดที่ผิดปกติได้

หลังจากนั้นถ้าตรวจอัลตราซาวน์หัวใจซ้ำ พบว่า หลอดเลือดหัวใจปกติก็สามารถหยุดยาได้ และจากการติดตามผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดผิดปกติหลัง 8 สัปดาห์นับตั้งแต่มีไข้ไปจนถึงเวลา 1 ปีหลังจากนั้น พบว่า 2 ใน 3 ของผู้ป่วยจะหายเป็นปกติ ที่เหลือ 1 ใน 3 ยังมีความผิดปกติอยู่ต้องติดตามเป็นระยะ และรับประทานยาแอสไพรินเป็นประจำไปตลอด

ทั้งนี้ โรคคาวาซากิเป็นโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด อาการสำคัญคือไข้สูง ปากแดง ตาแดง มือเท้าบวมลอก ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต และผื่นตามร่างกาย สามารถหายได้เองแต่ถ้าวินิจฉัยช้าหรือให้การรักษาไม่ถูกต้องจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นสาเหตุให้เกิดการเสียชีวิตได้ โดยภาวะแทรกซ้อนสำคัญ คือ การอักเสบของหลอดเลือดแดงเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจโป่งพอง หรืออุดตัน ทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดตามมา ดังนั้นเมื่อบุตรหลานของท่านมีอาการไข้สูงเป็นเวลาหลายวันร่วมกับมีอาการดังกล่าว ควรรีบพามาพบกุมารแพทย์โรคหัวใจเพื่อให้ได้รับตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม

.

ที่มา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล / โรงพยาบาล WMC (เวิลด์เมดิคอล)

จับจุด ‘เห็ดพิษ’ พร้อมสังเกตอาการก่อนต้องอาเจียน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/625087

วันที่ 03 มิ.ย. 2563 เวลา 08:08 น.

จับจุด 'เห็ดพิษ' พร้อมสังเกตอาการก่อนต้องอาเจียน

หน้าฝนเห็ดป่าขึ้นเยอะ กรมควบคุมโรค เตือนระวังอันตรายจากการเก็บหรือซื้อเห็ดป่ามารับประทาน อาจเป็นเห็ดพิษ เสี่ยงเสียชีวิตได้

ในช่วงหน้าฝนแบบนี้ มักมีเห็ดป่าขึ้นเองตามธรรมชาติ ประชาชนจึงเริ่มเข้าป่าเพื่อเก็บเห็ดมาขายหรือนำมาปรุงอาหาร ซึ่งเห็ดที่เก็บมาอาจเป็นเห็ดพิษ เมื่อรับประทานเข้าไปอาจเป็นอันตรายและเสี่ยงเสียชีวิตได้ แนะหากไม่แน่ใจว่าเป็นเห็ดพิษหรือเป็นเห็ดที่รับประทานได้ ไม่ควรนำมาปรุงอาหาร

นายแพทย์อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีและโฆษกกรมควบคุมโรค เผยช่วงนี้มีฝนตกในหลายพื้นที่ ซึ่งหลังจากฝนตกประมาณ 2 วัน จะมีการเจริญเติบโตของเห็ดป่าขึ้นเองตามธรรมชาติ ประชาชนมักนิยมเก็บเห็ดป่ามาขายหรือนำมาปรุงอาหาร ซึ่งในแต่ละปีจะพบผู้ป่วยจากการรับประทานเห็ดพิษเป็นประจำ เนื่องจากเห็ดป่ามีทั้งเห็ดที่รับประทานได้และเห็ดพิษ ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกันมาก อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดได้

ข้อมูลจากรายงานโรคในระบบเฝ้าระวังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-25 พฤษภาคม 2563 พบผู้ป่วย 85 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด 3 กลุ่ม คือ

  • กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด อายุ 45-54 ปี
  • รองลงมา กลุ่มอายุ 65 ปีขึ้นไป
  • และ 25-34 ปี ตามลำดับ

เห็ดพิษที่มักพบได้บ่อย

เห็ดพิษที่เป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตส่วนใหญ่ คือ เห็ดระโงกพิษ บางแห่งเรียกว่าเห็ดระโงกหิน เห็ดระงาก หรือเห็ดไข่ตายซาก ซึ่งเห็ดชนิดนี้คล้ายคลึงกับเห็ดระโงกขาว หรือไข่ห่าน ที่สามารถรับประทานได้ แต่แตกต่างกันคือ เห็ดระโงกพิษจะมีก้านสูง กลางดอกหมวกจะนูนเล็กน้อย มีกลิ่นค่อนข้างแรง

นอกจากนี้ ยังมีเห็ดป่าชนิดที่มีพิษรุนแรงคือ เห็ดเมือกไครเหลือง โดยประชาชนมักสับสนกับเห็ดขิง ซึ่งชนิดที่เป็นพิษจะมีเมือกปกคลุมและมีสีดอกเข้มกว่า ซึ่งยากแก่การสังเกตด้วยตาเปล่า

วิธีการสังเกตเห็ดพิษในเบื้องต้น

ภูมิปัญญาชาวบ้านที่ใช้ทดสอบความเป็นพิษของเห็ด เช่น การจุ่มช้อนเงินลงไปในหม้อต้มเห็ด การนำไปต้มกับข้าวสาร หรือใช้ปูนกินหมากป้าย ที่ดอกเห็ด ถ้าเป็นเห็ดพิษจะกลายเป็นสีดำ เป็นต้น วิธีเหล่านี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการอ้างอิงในการใช้ทดสอบพิษกับเห็ดกลุ่มนี้ได้ โดยเฉพาะเห็ดระโงกพิษที่มีสารที่ทนต่อความร้อน แม้จะปรุงให้สุกแล้ว เช่น ต้ม แกง ก็ไม่สามารถทำลายสารพิษนั้นได้

อาการที่ควรสังเกต

สำหรับอาการหลังจากกินเห็ดพิษแล้ว จะทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือถ่ายอุจจาระเหลว ไม่ควรซื้อยากินเองหรือไปรักษากับหมอพื้นบ้าน จะต้องรีบไปพบแพทย์ และแจ้งประวัติการกินเห็ดโดยละเอียด พร้อมกับนำตัวอย่างเห็ดพิษไปด้วย (หากยังเหลืออยู่) และควรให้ผู้ป่วยนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล หรือนัดติดตามอาการทุกวันจนกว่าจะหายเป็นปกติ เนื่องจากเห็ดพิษชนิดร้ายแรงจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนในช่วงวันแรก แต่หลังจากนั้นผู้ป่วยอาจมีอาการรุนแรงตามมาคือ การทำงานของตับและไตล้มเหลว อาจทำให้เสียชีวิตได้ สำหรับการช่วยเหลือผู้ป่วยที่กินเห็ดพิษเบื้องต้นให้ผู้ป่วยอาเจียนเอาเศษอาหารที่ตกค้างออกมาให้มากที่สุด โดยการล้วงคอ หรือกรอกไข่ขาว จากนั้นรีบนำผู้ป่วยไปพบแพทย์ทันที

ทั้งนี้ กรมควบคุมโรค ขอเตือนประชาชนหากไม่แน่ใจว่าเห็ดที่เก็บมาเป็นเห็ดพิษหรือเป็นเห็ดที่รับประทานได้ ไม่รู้จัก หรือสงสัยว่าเป็นเห็ดพิษ ไม่ควรเก็บหรือซื้อมาปรุงอาหารรับประทาน ควรเลือกรับประทานเห็ดที่มาจากการเพาะขยายพันธุ์ เช่น เห็ดนางฟ้า หรือเห็ดฟาง นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานเห็ดร่วมกับดื่มสุรา เพราะฤทธิ์จากแอลกอฮอล์จะทำให้พิษเห็ดแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว และทำให้อาการรุนแรงขึ้นด้วย หากประชาชนมีข้อสงสัยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

Researchers retract study that found big risks in using hydroxychloroquine to treat covid-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30389086?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Researchers retract study that found big risks in using hydroxychloroquine to treat covid-19

Jun 05. 2020
By The Washington Post · Laurie McGinley · NATIONAL, HEALTH 

Three of the authors of a study that found the antimalarial drug hydroxychloroquine was dangerous for hospitalized covid-19 patients retracted it Thursday, saying they could “no longer vouch for the veracity of the primary data sources.”

The retraction notice was posted by the medical journal Lancet, which had published the study May 22.

The study, purportedly based on the health records of almost 100,000 patients around the world, found that hospitalized covid-19 patients treated with the antimalarial drug hydroxychloroquine – a drug repeatedly touted by President Donald Trump – had a much higher risk of death and heart problems compared to those who did not receive the drug. It also showed that the drug did not provide a benefit. The study was “observational,” which is less rigorous than a randomized, placebo-controlled clinical trial.

Almost immediately after the study’s publication, critics raised questions about the data and analysis provided by a private company, Chicago-based Surgisphere and its founder, Sepan Desai. Another study that also relied on the database – one that looked at the effects of blood-pressure medications on covid-19 patients – also was retracted Thursday, by the New England Journal of Medicine.

Desai, who was listed as one of four authors on the study, was not immediately available to comment.

The retractions raised concerns in the medical and scientific community that researchers and prestigious medical journals are lowering their standards in a rush to publish during the pandemic.

“I’m concerned that the usual standards, both at the level of the journals and at the level of authors and faculty rushing to get high-impact work published, has meant that our usual standards have fallen,” said Steven Joffe, a medical ethicist at the University of Pennsylvania.

“Everybody should be stopping and pausing and asking: ‘Are we moving too quickly, are we confident in the quality of our data, and our analysis?’ ” he added. “There is a need for caution and scrutiny at every level of the process.”

Controversy surrounding hydroxycholoquine and a related drug chloroquine has swirled for months, partly because Trump has urged people to try it and has taken it himself, even in the absence of a clear benefit. The Food and Drug Administration has warned that the drug can cause heart problems and urged that it be used only in hospital settings or clinical trials.

The Lancet retraction is unlikely to quell the controversy about the drug. On Wednesday, researchers at the University of Minnesota’s medical school on Wednesday reported the results of a randomized, placebo-controlled trial, saying the drug was no better at preventing covid-19, the disease caused by the novel coronavirus, than a placebo. Additional randomized trials, considered the gold standard, are being conducted.

The authors of the Lancet study said in their statement that they launched an independent third-party peer review of Surgisphere, with the consent of Desai, to confirm the completeness and accuracy of the data and to replicate its analysis.

But, they said, the company declined to provide the full data set to the reviewer, saying it would violate client agreements and confidentiality requirements.

“As such, our reviewers were not able to conduct an independent and private peer review and therefore notified us of their withdrawal from the peer-review process,” said the statement by the lead author, Mandeep Mehra, a Harvard University medical school professor who is a physician at Brigham and Women’s Hospital, and two other authors.

The authors apologized to the editors of the journal and its readers for causing “any embarrassment or inconvenience.”

The study had a major impact, prompting the World Health Organization to temporarily suspend use of hydroxychloroquine in a clinical trial on covid-19 treatments, and France banned its use in covid-19 patients.

10 อันดับผลไม้แคลอรี่ต่ำที่นำมาทดแทนมื้อเย็นได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/625052

วันที่ 02 มิ.ย. 2563 เวลา 17:00 น.

10 อันดับผลไม้แคลอรี่ต่ำที่นำมาทดแทนมื้อเย็นได้

ขึ้นชื่อว่าผลไม้ ใครก็บอกว่าดี แต่จะดีแค่วิตามินสูงอย่างเดียวคงไม่พอ สำหรับคนรักสุขภาพยุคนี้ต้องเลือกที่มีแคลอรี่ต่ำ แบบจะกินเช้า กินค่ำ ก็ไม่รู้สึกผิด

เรียง 10 อันดับผลไม้แคลอรี่ต่ำ ทางเลือกในการกินเมนูผลไม้ลดความอ้วน จะควบคุมน้ำหนักหรือจะควบคุมปริมาณแคลอรี่ที่เหมาะสมก็จัดไปได้เลย

อันดับที่ 10 แอปเปิล ให้พลังงานอยู่ที่ 50 Kcal / 100 กรัม แอปเปิลเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ สามารถกินสดๆได้ หรือนำไปปั่นเพื่อทำน้ำผลไม้ก็ได้ ในแอปเปิ้ลมีวิตามินมากมาย ซึ่งในเปลือกของแอปเปิ้ลเองก็ยังมีประโยชน์อีกด้วย ลองเลือกซื้อติดตู้เย็นไว้ ดึกๆ จะได้แอบลงมาทานได้

อันดับที่ 9 แตงโม ให้พลังงานอยู่ที่ 30 Kcal / 100 กรัม กินแล้วอิ่มไว ภายในแตงโมเป็นสีแดง มีเส้นใยอาหารจำนวนมาก นอกจากจะช่วยลดความอ้วนได้อย่างดีเยี่ยมแล้ว ยังช่วยในเรื่องการขับถ่ายอีกด้วย

อันดับที่ 8 ส้ม ในส้ม 1 ผลให้พลังงานอยู่ที่ 60 Kcal และสำหรับส้มเขียวหวาน 2 ผลกลาง จะให้พลังงานที่เท่ากันสำหรับส้มโอ 2 กลีบ แต่ช้าก่อน ถึงแม้ส้มจะช่วยลดความอ้วนได้ แต่อย่ากินส้มในขณะท้องว่าง หรือตอนมื้อเช้า เพราะเมื่อกินส้ม หรือน้ำส้มตอนท้องว่าง จะทำให้ปวดท้องเป็นโรคกระเพาะได้ การเลือกกินส้มตอนที่ท้องไม่ว่าง หรือมื้อเย็นจะดีที่สุด

อันดับที่ 7 แครนเบอร์รี่ ให้พลังงาน 46 Kcal / 100 กรัม ช่วยป้องกันนิ่วในไต แถมช่วยต้านเชื้อไวรัสอีกด้วย สามารถช่วยลดความอ้วนได้ในขณะที่ไม่ค่อยหิว และก็นำมากินเล่นๆได้ในมื้อเย็นอีกด้วย

อันดับที่ 6 สตรอเบอร์รี่ ให้พลังงาน 60 Kcal / 1 ถ้วยโดยประมาณ สตรอเบอร์รี่ เป็นผลไม้โปรดของสาวๆหลายๆคน เพราะมีรสชาติอร่อย เปรี้ยวอมหวาน เหมาะกับการกินเพื่อลดความอ้วนในขณะที่ไม่หิวข้าวมากสักเท่าไหร่ แนะนำให้กินในมื้อเย็นเพราะเป็นมื้อที่ไม่ต้องใช้พลังงานมาก

อันดับที่ 5 สับปะรด ให้พลังงานอยู่ที่ 50 Kcal / 100 กรัม สามารถหาซื้อได้ทั่วไป เป็นผลไม้ราคาไม่แพง แต่ประโยชน์ที่ได้รับ ไม่ได้อยู่แค่ราคา แต่เป็นวิตามินที่อัดแน่นอยู่ในตัวสับปะรดต่างหาก

อันดับที่ 4 อะโวคาโด 100 กรัม ให้พลังงานแค่ 189 กิโลแคลอรี่ และอะโวคาโดเป็นผลไม้ที่มีวิตามินสูง ช่วยลดความอ้วน สามารถกินอะโวคาโดแทนอาหารในมื้อเย็นได้ สาวๆลองหาซื้ออะโวคาโดมาลองกินดู เผื่อจะติดใจในรสชาติมันๆหอมๆ ของผลไม้ชนิดนี้

อันดับที่ 3 เชอร์รี่ ให้พลังงานอยู่ที่ 60 Kcal / 100 กรัม นอกจากวิตามินที่สูงแล้ว รสชาติและกลิ่นหวานๆของเชอร์รี่ ยังทำให้อารมณ์ดีขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงสายตาที่อ่อนล้าแก่ผู้ที่อดหลับอดนอนจนอ่อนล้าได้เป็นอย่างดีอีกเช่นกัน

อันดับที่ 2 มะละกอ ให้พลังงานอยู่ที่ 60 Kcal / 8 ชิ้นพอดีคำ มะละกอเป็นผลไม้แคลอรี่ต่ำช่วยลดความอ้วน เพราะกินแล้วอิ่มไว บางที่ใช้ผลิตเป็นสมุนไพรบำรุงผิว นอกจากจะสุขภาพดีจากภายนอกแล้วมีประโยชน์ช่วยดูแลผิวให้ชุ่มชื้น ดีจากภายในอีกด้วยค่ะ

อันดับที่ 1 กีวี่ ให้พลังงานอยู่ที่ 60 Kcal / 100 กรัม กีวี่ เป็นผลไม้อันดับ 1 ที่มีปริมาณแคลอรี่ต่ำที่สุด หากใครที่ต้องการที่สุดของการลดน้ำหนักนั้น ก็ลองหากีวี่มากินดูสิคะ

สำหรับวิธีการลดน้ำหนักที่ดีที่สุดจะต้องมาพร้อมกับสุขภาพที่ดี และสำหรับ 10 อันดับผลไม้แคลอรี่ต่ำที่นำมาเสนอนั้นสามารถนำมาทดแทนอาหารมื้อเย็นได้ในวันที่ไม่หิว แต่ถ้าหากว่าหิวก็ให้ไปเลือกกินเมนูอาหารแคลอรี่ต่ำ แต่ได้สารอาหารครบ 5 หมู่แทนจะดีกว่า ข้อสำคัญ ไม่ควรลดน้ำหนักแบบหักโหม แต่ให้ลดน้ำหนักแบบค่อยเป็นค่อยไป พร้อมกับการออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ จะเป็นประโยชน์มากที่สุด

ที่มา : Tops

อยากช้อปต้องได้ช้อป! เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ ‘ช้อปด้วยใจ ไทยช่วยกัน’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/625041

วันที่ 02 มิ.ย. 2563 เวลา 14:57 น.

อยากช้อปต้องได้ช้อป! เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ 'ช้อปด้วยใจ ไทยช่วยกัน'

นาทีนี้ต้องช้อป ‘กลุ่มเซ็นทรัล’ ผนึกพลังทุกธุรกิจในเครือและพาร์ทเนอร์ ร่วมกัน Rebuild Thailand, Rebuild Economy เดินหน้าสร้างเศรษฐกิจไทยช่วยไทย “ช้อปด้วยใจ ไทยช่วยกัน” ลดราคา ล็อกราคา เริ่มแล้ววันนี้-31 ก.ค. 2563

เอาใจนักช้อปพร้อมรณรงค์ช้อปปิ้งวิถีใหม่ ประหยัด ปลอดภัยไปด้วยกันในแบบ NOW Normal เมื่อกลุ่มเซ็นทรัล ผนึกกำลัง 13 ธุรกิจในเครือ นำโดยบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอ็น พร้อมด้วยพันธมิตรธุรกิจ ร้านค้า พาร์ทเนอร์ทั่วประเทศ ได้แก่ ศูนย์การค้าในเครือเซ็นทรัลพัฒนา (เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัลพลาซา, เซ็นทรัลเฟสติวัล, เซ็นทรัลภูเก็ต, เซ็นทรัลวิลเลจ), ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล, ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน, ท็อปส์, ซุปเปอร์สปอร์ต, พาวเวอร์บาย, เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป, บีทูเอส, ออฟฟิศเมท, เซ็นทรัลมาร์เก็ตติ้งกรุ๊ป, โรงแรมเซ็นทารา, เจดี เซ็นทรัล, บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน, บัตรเครดิตกสิกรไทย, บัตรเครดิตเคทีซี, บัตรเครดิตไทยพาณิชย์ เดินหน้าแผน ‘Rebuild Thailand, Rebuild Economy’ ชูยุทธศาสตร์สร้างเศรษฐกิจไทยช่วยไทย มุ่งสร้างงาน สร้างรายได้ และช่วยลดค่าครองชีพประชาชน ผ่าน 2 แกนกลยุทธ์หลักคือ

  1. Strengthen Localized Economy : กระจายโอกาสเข้าถึงช่องทางจัดจำหน่ายสู่ท้องถิ่น กับการเปิดพื้นที่ศูนย์การค้าฟรีให้กับเกษตรกร, SMEs, รวมถึงนิสิตนักศึกษา และ New Jobbers ด้วยจุดแข็งของศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั้ง 33 สาขาทั่วประเทศ
  2. Support NOW Normal Life : ช่วยลดค่าครองชีพและช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้วยสินค้าลดราคากว่า 90% พร้อมทั้งจัดหาบริการที่ตอบโจทย์ ‘NOW Normal’ ให้ประชาชน เน้นช้อปปิ้งวิถีใหม่ที่ประหยัดและปลอดภัยไปด้วยกัน สร้างความมั่นใจให้ลูกค้าที่มาใช้บริการด้วยมาตรฐานของมาตรการต้นแบบ “เซ็นทรัล สะอาด มั่นใจ”

โดยได้กระตุ้นให้คนไทย “ช้อปด้วยใจ ไทยช่วยกัน” เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยช่วยไทยอย่างเป็นรูปธรรม แสดงพลังความเป็นไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฝ่าวิกฤตโควิด-19 ผ่านการสนับสนุนสินค้าและการเปิดตลาดให้เกษตรกร SMEs ผู้ประกอบการไทย และศิษย์เก่าและนักศึกษามหาวิทยาลัย รวมกว่า 270 ร้าน ได้มีช่องทางในการระบายสินค้า รวมถึงเน้นลดราคาสินค้าเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพและลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคให้ประหยัดสูงสุดถึง 90% ตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฎาคม 2563 ทุกศูนย์ทุกห้างทั่วประเทศ

ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า “จากสถานการณ์โควิด-19 ในไทยที่ดีขึ้นตามลำดับ และภาครัฐได้ประกาศคลายล็อคดาวน์ในหลายธุรกิจ ขณะนี้เพื่อช่วยให้ประเทศและเศรษฐกิจเดินหน้าอีกครั้ง กลุ่มเซ็นทรัล นำโดยเซ็นทรัลพัฒนา จึงได้แสดงพลัง Synergy ของธุรกิจในเครือ และร่วมกับพาร์ทเนอร์ เชิญชวนคนไทยให้มา ‘ช้อปด้วยใจ ไทยช่วยกัน’ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังให้กระเตื้องขึ้น เน้นชูพลัง ‘ไทยอุดหนุนไทย’ แสดงศักยภาพของผู้ประกอบการ และภาคการผลิตของไทยที่มีคุณภาพ และพลังของผู้บริโภคที่เชื่อว่ายังมีกำลังซื้ออยู่มาก ซึ่งถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกันวงล้อเศรษฐกิจไทยจะสามารถเคลื่อนตัวไปได้อีกครั้ง ผ่านกลยุทธ์และกิจกรรมการตลาด ดังนี้

1) Strengthen Localized Economy: นำจุดแข็งของศูนย์การค้าเซ็นทรัลที่มีอยู่ 33 สาขาทั่วประเทศ และเป็นศูนย์กลางของแต่ละท้องถิ่น เพื่อเปิดโอกาสการเข้าถึงช่องทางจัดจำหน่าย และระบายสินค้าให้กับเกษตรกร, SMEs และประชาชนที่ว่างงาน ภายใต้ ‘งานตลาดรวมใจ คนไทยช่วยชาติ’ ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 มิ.ย. 63  นำผลไม้เกรดพรีเมี่ยมส่งออกและสินค้าแปรรูปมาจำหน่ายในราคาย่อมเยา โดยได้เปิดพื้นที่ให้ฟรี ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต, เซ็นทรัลพลาซา บางนา, เซ็นทรัลพลาซา พระราม 2, เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์, เซ็นทรัลพลาซา พระราม 3, เซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ และเซ็นทรัลเวิลด์ นอกจากนี้ ยังส่งเสริมผู้ประกอบการหน้าใหม่กับงาน ‘U Market Place’ ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ก.ค. 63 ที่รวบรวมสินค้าและบริการหลากหลายของคอมมูนิตี้ศิษย์เก่าและนักศึกษาสถาบันต่างๆ จาก Online สู่ On-Ground Market ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว, เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์, เซ็นทรัลพลาซา พระราม 2, เซ็นทรัลพลาซา พระราม 3, เซ็นทรัลพลาซา ปิ่นเกล้า และเซ็นทรัลพลาซา ศาลายา

2) Support NOW Normal Life: ตอกย้ำแบรนด์ซินเนอจี้ของกรุ๊ปที่มีความหลากหลายของสินค้าและบริการครอบคลุมในทุกเซกเมนต์ เน้นการลดราคาสินค้าเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพและช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ผู้บริโภค เช่น โปรโมชั่นเมนูเด็ด Reprice ราคาอาหารเริ่มต้นที่ 19 บาท ณ ศูนย์อาหารที่อยู่ภายใต้ศูนย์การค้าในเครือเซ็นทรัลพัฒนา ช่วยผู้บริโภคประหยัดในการจับจ่ายสินค้าอุปโภค-บริโภคที่ลดราคาสูงสุดถึง 90% ในทุกศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า รวมถึงช่องทางออนไลน์ โดยจัดหาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ NOW Normal Life ของประชาชน เน้นช้อปปิ้งวิถีใหม่ที่ทั้งประหยัดและปลอดภัย

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิพิเศษมากมายสำหรับสมาชิก The 1 อาทิ เมื่อช้อปครบทุก 2,000 บาท รับสิทธิ์ลุ้นฟรี บัตรกำนัลช้อปปิ้งจากแบรนด์ดัง, โทรศัพท์มือถือ Samsung Galaxy S20+ รวม 64 เครื่อง พร้อมรางวัลอื่นรวมมูลค่ากว่า 4 ล้านบาท สำหรับผู้ถือบัตรเครดิตยังสามารถได้รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 12% จากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ ได้แก่ บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน, บัตรเครดิตกสิกรไทย, บัตรเครดิตเคทีซี, และบัตรเครดิตไทยพาณิชย์ และสิทธิพิเศษอื่นๆ มากมาย”

คุณปิยวรรณ ลีละสมภพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บจ. สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ในเครือเซ็นทรัลรีเทล เผยว่า “เพื่อช่วยลดค่าครองชีพ และช่วยคู่ค้าให้สามารถกระจายสินค้า มีเงินหมุนเวียนในระบบ และคืนกำไรให้กับลูกค้า จึงได้จัดแคมเปญ CENTRAL MEGA SALE (เซ็นทรัล เมก้า เซล) โดยมีโปรโมชั่นส่วนลดสูงสุด 70% ลดเพิ่มสูงสุด 37% จากคะแนน The 1 และบัตรเครดิต ใช้คะแนน The 1 เพียง 400 คะแนน (จากปกติ 800 คะแนน) แลกรับคูปองส่วนลดแทนเงินสด 100 บาท ตลอดจนรับฟรี คูปองส่วนลดแทนเงินสด เครดิตเงินคืน และบัตรของขวัญเซ็นทรัลรวมสูงสุด 22% เมื่อช้อปตามเงื่อนไข ที่ห้างเซ็นทรัลทุกสาขา ตั้งแต่วันที่ 1 – 30 มิถุนายน 2563”

คุณวัตินาพร บัณฑุชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่  Brand Marketing & Advertising  บจ.เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ในเครือเซ็นทรัลรีเทล เสริมว่า “ท็อปส์และเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ผู้นำฟู้ดสโตร์และพรีเมี่ยมซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำของไทย ได้จัดเตรียมโปรโมชั่นพิเศษให้กับลูกค้าเมื่อช้อปสินค้าที่ท็อปส์ มาร์เก็ต, ท็อปส์ซูเปอร์สโตร์ และ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ทุกสาขา อาทิ ล็อคราคาสินค้า 90 วัน ตั้งแต่วันนี้ – 4 กรกฎาคม 2563 และลดราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคหลายพันรายการ,รับคูปองส่วนลดสูงสุด 50% เมื่อช้อปครบ 600 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ, รับคูปองส่วนลดเมื่อนำถุงมาช้อปปิ้ง, รับบัตรของขวัญท็อปส์เมื่อช้อปสินค้าตั้งแต่ 800 บาทขึ้นไป, สินค้าราคาพิเศษลด 30-50%, พิเศษสำหรับสมาชิกไลน์ @CPN Life รับคูปองส่วนลด 40 บาท เมื่อช้อปครบ 600 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ นอกจากนี้ ยังมีการปรับ เปลี่ยนวิถีการช้อปปิ้งใหม่เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ Now Normal ได้แก่ Seamless Experience Shopping ช้อปผ่านช่องทางออนไลน์ อาทิ Tops online, Tops Application, GrabMart ผ่านแอพพลิเคชั่น Grab, บริการ Chat&Shop ผ่าน Line @TopsThailand, บริการ Phone&Delivery ,บริการไดรฟ์ทรู รับสินค้าโดยไม่ต้องลงจากรถ, ช้อปสินค้าผ่านแอพพลิเคชั่นดอลฟิน และบริการส่งสินค้าถึงบ้าน Safety and Hygiene เป็นต้น”

มร.สเตฟาน จูเบิร์ท ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายบริหารสินค้า และรักษาการ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการตลาด บริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) ในเครือเซ็นทรัลรีเทล กล่าวว่า “โรบินสัน จัดดีลพิเศษลดสูงสุด 70% ตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน – 20 กรกฎาคม 2563 พิเศษสำหรับสมาชิก The 1 ลดเพิ่ม 12.5% เมื่อใช้คะแนนแลกเท่ายอดช้อป (เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการ) ทุกศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ตลอดเดือนมิถุนายน รับฟรีคูปองส่วนลดสูงสุด 5,000 บาท เมื่อช้อปครบตามเงื่อนไขที่กำหนด (ยกเว้นวันจันทร์ – วันพฤหัสบดี ลูกค้าที่ชำระสินค้าผ่านบัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน หรือบัตรเครดิตกสิกรไทย รับสิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 3 – 30 มิถุนายน 2563) พิเศษเฉพาะวันเสาร์ – อาทิตย์ รับคูปองส่วนลดเพิ่ม 100 บาท เมื่อช้อปผ่านบัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน หรือ บัตรเครดิตกสิกรไทย ตั้งแต่ 3,000 บาท ขึ้นไป / ใบเสร็จ (ตั้งแต่วันที่ 3 – 30 มิถุนายน 2563) ที่ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ทุกสาขา, ROBINSON CHAT & SHOP, ROBINSON CALL & SHOP, ROBINSON FACEBOOK INBOX และ ROBINSON CLICK & COLLECT”

มร. ทอม ทรัสเซล รองประธานฝ่ายแบรนด์ การตลาด และดิจิทัล โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าวว่า “เซ็นทาราขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งช่วยเดินหน้าเศรษฐกิจ เราจึงตั้งใจมอบข้อเสนอสุดคุ้มให้คนไทยได้ท่องเที่ยวและพักผ่อนเมื่อเราสามารถเดินทางได้อีกครั้ง โดยได้เปิดตัว “เซ็นทารา คอมพลีท แคร์” (Centara Complete Care) โปรแกรมด้านการบริการที่เพิ่มความเชื่อมั่นอย่างสูงสุดด้วยมาตรฐานความปลอดภัยทางด้านสุขภาพและการเว้นระยะห่างอย่างรอบด้าน แต่ยังคงไว้ซึ่งความเอาใจใส่และการบริการที่อบอุ่นอย่างเหนือระดับเฉกเช่นเดิม เพื่อลูกค้าของเซ็นทาราทุกคน สำหรับแคมเปญช้อปด้วยใจ ไทยช่วยกัน ลูกค้าสามารถจองห้องพักและเข้าพักได้ ในราคาสุดคุ้มเริ่มต้นเพียง 864 บาทสุทธิ/คืน  และยังสามารถเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกการเข้าพักได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมใดๆ ทั้งสิ้น”

คุณธีรินทร์ คูสมิทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายารการตลาด บริษัท เพาเวอร์ บาย จำกัด ปิดท้ายว่า “ทางเพาเวอร์บายก็ลดหนักจัดใหญ่เพื่อตอบการกลับมาช้อปของลูกค้า โดยมอบโปรโมชั่นและสิทธิพิเศษภายใต้คอนเซปต์ ‘Welcome Back Sale ลดสูงสุด 70% ทั้งร้าน’ รวมถึงออนไลน์ในกลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ไอที อุปกรณ์เสริมต่างๆ ที่ลดสูงสุดถึง 70% (เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการ) พิเศษสำหรับสมาชิก The 1 ใช้คะแนนแลกลดเพิ่ม 12.5% (ของคะแนนที่แลกแต่ไม่เกินราคาสินค้า) ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 31 กรกฎาคม 2563 ที่เพาเวอร์บายทุกสาขา และ http://www.powerbuy.co.th

พบกับแคมเปญ “ช้อปด้วยใจ ไทยช่วยกัน” มาร่วมช้อปปิ้งวิถีใหม่ที่ปลอดภัยไปด้วยกัน ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัลพลาซา, เซ็นทรัลเฟสติวัล, เซ็นทรัลภูเก็ต, เซ็นทรัลวิลเลจ, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล, ห้างสรรพสินค้าโรบินสันทั่วประเทศ ซูเปอร์สปอร์ต, เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ มาร์เก็ต, ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์, พาวเวอร์บาย, บีทูเอส, ออฟฟิศเมท และช้อปออนไลน์ 24 ชั่วโมง ผ่านทางเซ็นทรัลออนไลน์ และเจดี เซ็นทรัล ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน–31 กรกฎาคม 2563